Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ถอดรหัส อศ กช.

ถอดรหัส อศ กช.

Published by lawanwijarn4, 2022-01-02 05:40:59

Description: ถอดรหัส อศ กช.

Search

Read the Text Version

44 เบด็ เตล็ดแตส่ ำคัญ 1. ปัจจัยเส่ยี งของงำน อศ.กช. 1.1 ระบบรำชกำรไทย 1.2 กำรศึกษำไทย 2. ควำมเปน็ มำของโครงกำร อศ.กช. 3. หลกั กำรดำเนนิ งำนโครงกำร อศ.กช. 4. หลักสตู ร ปวช สำหรบั โครงกำร อศ.กช. 5. ปฏิวตั ิใจ: เพ่อื อศ.กช.ชีวิตใหม่ 5.1 อศ.กช.ชีวติ ใหม่ 5.2 ปฏิวตั ใิ จ 5.2.1 งำนกบั อำชีพ 5.2.2 มนุษยสมั พันธ์ 6. วญิ ญำณวจิ ัย: อดุ มกำรณ์ อศ.กช. 7. รำกเหงำ้ อศ.กช.: อนิจจัง-อนิจจำ 8. เพลง อศ.กช.รำลกึ 9. รำยชื่อ L.E. CORPS ภำคอีสำนและภำคใต้

45 ปัจจัยเสยี่ งของงำน อศ.กช. ถงึ แม้ว่ำจะมีปัจจัยเส่ียงของงำน อศ.กช. อยหู่ ลำกหลำยมติ ิ สำหรับในที่น้ี จะนำเสนอเฉพำะเร่ืองใกล้ตัว ไม่เกี่ยวข้องกับวิชำกำรหรือกำรบริหำรของ วษ.ท.และ วป. เร่ืองท่ีจะนำเสนอมีเพียง 2 เร่ืองเท่ำน้ัน ได้แก่ ระบบรำชกำร ไทย และกำรศกึ ษำไทย ระบบรำชกำรไทย กลไกกำรบริหำรในระบบรำชกำรไทยในด้ำน “กำรบริหำรงำน บุคคล” นั้น ทำงฝ่ำยกำรเมืองได้ใช้อำนำจและอิทธิพลในกำรบริหำรงำน บุคคลสูงมำก ในขณะท่ีฝ่ำยข้ำรำชกำรประจำเอง ก็มีข้ำรำชกำรท่ีหำโอกำส และอำศัยอำนำจหรอื อิทธพิ ลของฝ่ำยกำรเมอื งเพื่อประโยชน์ของตนและพวก พ้อง จึงทำให้เกิดปัญหำเกี่ยวกับควำมเหมำะสมในกำรแต่งต้ัง กำรเล่ือน ตำแหน่ง กำรพิจำรณำควำมดคี วำมชอบ รวมถงึ กำรพยำยำมชว่ ยคนผดิ หรอื ผู้ มีควำมประพฤติเสือ่ มเสยี ปญั หำกำรดำเนินงำนดำ้ นกำรบรหิ ำรงำนบคุ คลท่ีสำคัญๆ ไดแ้ ก่ 1. กำรสรรหำ: ขั้นตอนและวิธดี ำเนินงำนในกำรสรรหำบคุ คลเพอ่ื เขำ้ รับรำชกำรยังประสบปัญหำกำรได้ “คนเก่ง” และยิ่งไม่ได้ผทู้ ่ีเป็นท้ัง “คนเก่ง และคนดี”ในคนเดียวกัน 2. กำรพัฒนำ: กำรบรหิ ำรงำนบคุ คลของรำชกำร สว่ นใหญก่ ย็ งั คงเนน้ อยู่กับเนื้อหำสำระทำงวิชำกำร กฎ ระเบียบ แผนงำน เทคนิคหรือวิธีกำร เฉพำะเรื่องของงำน ซ่ึงเป็นกำรพัฒนำท่ีเน้นกำรปฏิบัติงำนมำกกว่ำที่จะเน้น กำรพัฒนำด้ำนสำนึกของกำรเป็นข้ำรำชกำร (กำรพัฒนำคุณธรรม จริยธรรม กำรมีระเบียบวินยั ) 3. กำรรกั ษำข้ำรำชกำรไว้ สำเหตุสำคัญท่ที ำใหข้ ำ้ รำชกำรจำนวนไม่ น้อยลำออกจำกรำชกำร หรือปัญหำสมองไหล มักได้แก่ กำรพิจำรณำแต่งตั้ง ย้ำยหรือสับเปลี่ยน เล่ือนตำแหน่งเลื่อนเงินเดือน กำรปูนบำเหน็จควำมชอบ

46 กำรยกย่องให้เกียรติ เน่ืองจำกประสบกับปัญหำทำงปฏิบัติในกำรยึดหลักกำร สำคญั ของ “ระบบคุณธรรม” กำรคัดเลอื กเพ่ือแต่งตั้งหรือเลอ่ื นข้ำรำชกำรให้ ดำรงตำแหน่งข้ึนอยู่กับผู้มีอำนำจระดับสูงในส่วนกลำงศูนย์อำนำจ มำกกว่ำ กำรยึดถือหลักกำร กำรมอบหมำยงำนยังคงเน้นถึงควำมเหมำะสมตำม ควำมเห็นของผบู้ งั คบั บญั ชำ (ถำ้ เปน็ “คนเกง่ และคนดี” กแ็ ลว้ ไป...เนอ้ ) ปัญหำกำรดำเนินงำนด้ำนกำรบริหำรงำนบุคคลดังกล่ำวข้ำงต้น ส่งผล กระทบตอ่ ทัศนคติของข้ำรำชกำร 1. ทำให้ข้ำรำชกำรยอมรับในอำนำจของผู้มีอำนำจระดับสูงของส่วน รำชกำร เนอ่ื งจำก 1.1 โครงสร้ำงและกลไกของรำชกำรเน้นกำรรวมอำนำจเข้ำสู่ สว่ นกลำง และกำรควบคุมตำมสำยกำรบังคับบัญชำ โดยผู้มีอำนำจใช้อำนำจ จำกส่วนกลำงลงสู่เบ้ืองล่ำงตำมลำดับขั้นกำรบังคับบัญชำจนถึงรำชกำรส่วน ท้องถ่ิน 1.2 ระบบกฎหมำยกำหนดให้ข้ำรำชกำรประจำต้องปฏิบัติตำม นโยบำย หรือคำส่ังของผู้มีอำนำจ ตำมกฎหมำย ซ่ึงกำหนดเป็นลำยลักษณ์ อกั ษรอยำ่ งชัดเจน 1.3 ข้ำรำชกำรประจำบำงกลุ่ม อำศัยอิทธิพลของฝ่ำยกำรเมืองเพ่ือ ผลประโยชน์หรือควำมก้ำวหน้ำในตำแหน่งหน้ำที่รำชกำรของของตนและ พวกพ้อง ข้ำรำชกำรอ่ืนจำเป็นต้องยอมรับอำนำจอิทธิพลของฝ่ำยกำรเมือง เพรำะควบคมุ ผมู้ ีอำนำจระดับสูงของสว่ นรำชกำรน้ันเอง 2. ทำให้ข้ำรำชกำรยอมรับ และสนองนโยบำย หรือควำมต้องกำรของ ส่วนกลำงมำกกว่ำกำรปฏิบัติรำชกำรเพื่อควำมถูกต้องเหมำะสมของงำน เนื่องจำก

47 2.1 โอกำสก้ำวหน้ำในกำรปฏิบัติรำชกำร คือ กำรได้มีโอกำสดำรง ตำแหนง่ ในสว่ นกลำง ซงึ่ เป็นควำมมงุ่ หวงั สำหรบั กำรก้ำวหนำ้ ในอำชีพ 2.2 ขำ้ รำชกำรได้รับกำรกล่อมเกลำให้มวี ินัย และเช่ือฟงั ปฏบิ ัตติ ำมผู้ มีอำนำจ หรอื ผู้บังคบั บัญชำของหน่วยงำน กำรหลีกเล่ียงขดั ขืนหรือไม่ปฏิบัติ ตำมคำสั่ง กลำยเป็นกำรกระทำท่ีผิดระเบียบวินัย อำจไม่ปลอดภัยม่ันคงใน ตำแหน่งหน้ำท่ี จึงต้องถือตำมที่ผู้บังคับบัญชำหรือข้ำรำชกำรอ่ืนที่ได้เคย ปฏิบัติอยู่ก่อน ทำให้ไม่เสี่ยงต่อควำมผิดพลำดหรือบกพร่อง ซึ่งอำจเป็น ปัญหำตำมมำ 3. ขำ้ รำชกำรยดึ ประโยชนส์ ว่ นตนมำกกวำ่ สว่ นรำชกำรที่ตนสงั กัด เพรำะ กรทำงำนให้กับผู้บังคับบัญชำจะทำให้มีโอกำสได้รับควำมดีควำมชอบเห็นผล เป็นรูปธรรมชัดเจนและรวดเร็ว แต่ผลกำรทำงำนโดยยึดประโยชน์ของทำง รำชกำร/ประเทศชำติเป็นผลระยะยำวไม่ชัดเจน และเป็นผลตอบแทนท่ี ตนเองไมไ่ ด้รับโดยตรง ขอฝำกผู้อ่ำน...เหน็ ด้วยไหม?

48 กำรศึกษำไทย กำรศึกษำไทยอยู่ภำยใต้ระบบรำชกำรไทย ดังนั้นระบบกำรศึกษำ ไทยจงึ เปน็ ระบบอำนำจรวมศูนย์จำกบนลงล่ำงในแนวดง่ิ (top-down) สั่งกำร ให้กำรศกึ ษำเหมือนกันทัง้ ประเทศ คนไทยส่วนใหญ่เข้ำใจว่ำ กำรศึกษำ คือ กำรเรียนหนังสือใน ห้องเรยี นและเป็นบันไดชวี ิตให้ได้มำซึ่งสถำนะทำงสังคม นอกจำกนี้ยงั มองว่ำ กำรศึกษำ คือ กำรท่องตำรำ ซึ่งสำหรับประเทศไทยน้ีส่วนใหญ่ เป็นควำมรู้ จำกต่ำงประเทศท่ี “ย่อ” มำในรูปของหนังสือ ดังนั้นกำรมองเช่นน้ีจึงทำให้มี คนส่วนน้อยเท่ำนั้นท่ีจะรอบรู้เร่ืองรำวในหนังสือ และถูกยกย่องว่ำเป็น ผู้เช่ียวชำญ เปน็ ผูม้ กี ำรศึกษำสูง สังคมไทยไม่รับรองควำมรู้ในตัวคนท่ีได้มำจำกประสบกำรณ์กำร ทำงำน จำกประสบกำรณ์ชีวิตว่ำเป็นกำรศึกษำ เช่น ปรำชญ์ชำวบ้ำน ถ้ำจบ กำรศึกษำแคร่ ะดบั ประถมศึกษำ กย็ งั ถอ่ มตวั วำ่ เปน็ คนมีกำรศกึ ษำตำ่ ด้วยมุมมองเช่นนี้ ส่งผลให้กำรศึกษำไทยขำดแคลนครูที่ “เก่งจริง” เพรำะควำมรู้ท่ีมำจำกหนังสือเป็นควำมรู้ท่ีมำจำกคนอ่ืนและได้มำจำกกำร ท่องจำ ซ่งึ ไมแ่ น่นเหมอื นควำมรู้ท่ีไดจ้ ำกกำรปฏบิ ัติจรงิ เมอื่ กำรท่องจำควำมรู้ในตำรำเป็นกำรศึกษำ กำรศึกษำจงึ เป็นควำม ทุกข์ จึงไม่แปลกท่ีจะพบว่ำ คนส่วนใหญ่ เมื่อนับจำกวันที่จบกำรศึกษำแล้ว ไม่ว่ำจะเป็นภำคบังคับหรือระดับใด แม้แต่ปริญญำโทและปริญญำเอก ก็จบ กำรศึกษำจริงๆ คือ ไม่อยำกศึกษำต่อไปอีก ถ้ำไม่มีควำมจำเป็นจริงๆ มำ บงั คบั ให้ตอ้ งทำ เมื่อกำรศึกษำไทยเป็นเช่นนี้ จึงไม่สำมำรถแก้ปัญหำของชำติได้ แต่ กลับเป็นกำรสะสมและหมักหมม ปัญหำเพิ่มขึ้นๆ ยง่ิ นำนวันก็ย่ิงเพิ่มเป็นร้อย เป็นพนั เท่ำ จนท้อแทส้ ิ้นหวังท่ีจะแก้ไข ตวั อย่ำงปัญหำท่ีหมักหมมเห็นได้จำก ลูกหลำนเกษตรกรชำวไร่ชำวนำ ท่ีต้องเข้ำศึกษำในโรงเรียน ก็ตั้งหน้ำตั้งตำ

49 พยำยำมเรียนเพ่ือมุ่งหน้ำเข้ำเมือง ทำไร่ทำนำไม่เป็นแล้ว ส่วนพวกท่ีหนีท้อง ไร่ท้องนำก็มุ่งเข้ำเมือง ซ่ึงพบว่ำมีจำนวนน้อยเท่ำน้ันท่ีจะสำมำรถเปล่ียน สถำนะเป็นผู้มีฐำนะ ส่วนใหญ่นั้นถูกระบบกำรศึกษำไทยนำมำทิ้ง มำเป็น แรงงำนรำคำถกู มำเปน็ คนจนเมอื ง ติดยำเสพติดเกดิ พฤตกิ รรมทำงลบตำ่ งๆ ปญั หำสำคัญมำกท่ีสุดท่ีหมกั หมมมำต้ังแต่ประเทศไทยเริม่ มีแผนกำร ศึกษำฯพ.ศ.2445 จนถึงปัจจุบัน ก็คือ กำรศึกษำไทยได้สร้ำงคนไทยให้เป็น คนทไ่ี ม่เหน็ คุณค่ำของกำรทำงำนด้วยกำรลงมือทำ ทำให้คนไทยไม่เห็นคุณค่ำ ของ “อำชีวศึกษำ” ด้วยฝังแน่นว่ำเป็นเรื่องไม่มีเกียรติไม่มีศักด์ิศรี...มำยำคติ โดยมำยำคติที่กำลังทำลำยสภำพท้ังทำงเศรษฐกิจและสังคมของไทยทุกวันน้ี และอำจตลอดไป forever? ขอฝำกผู้อำ่ น…เห็นด้วยไหม ?

50 ควำมเปน็ มำของโครงกำร อศ.กช. จำกกำรสืบค้นเอกสำรวิทยำนิพนธ์เก่ียวกับโครงกำร อศ.กช. ใน ฐำนข้อมูล Thailis ห้องสมุดมหำวิทยำลัยเกษตรศำสตร์ มหำวิทยำลัยศรนี ค รินทรวิโรฒ มหำวิทยำลัยสงขลำนครินทร์ และจุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย ในช่วงปี พ.ศ.2532-2555 ได้คัดมำจำนวน 10 รำยกำร เพื่อเรียบเรียงควำม เปน็ มำของโครงกำร อศ.กช.พอเปน็ สงั เขป ดังน้ี  พ.ศ.2526 วทิ ยำลยั เกษตรกรรมเปดิ หลกั สตู รประกำศนียบตั ร วชิ ำชีพ (พเิ ศษ) พทุ ธศักรำช 2526 ประเภทเกษตรกรรม  พ.ศ.2527 เรม่ิ ดำเนนิ กำรขนั้ ทดลองในวทิ ยำลัยเกษตรกรรม 10 แห่งๆละ 30 คน โดยเปิดโอกำสให้กับผู้ที่จบประถมศึกษำปีท่ี 6 ในท้องท่ี ชนบท ที่มีประสบกำรณ์ในกำรประกอบอำชีพเกษตรกรรม 2-3 ปี อำยุ ระหว่ำง 15-20 ปี สำมำรถเขำ้ ศึกษำตอ่ ในโครงกำรนไ้ี ด้  พ.ศ.2532 โครงกำร อศ.กช.ได้ดำเนินกำรโดยวทิ ยำลยั เกษตรกรรมจำนวน 45 แหง่  พ.ศ.2536 กระทรวงศกึ ษำธิกำรปรับปรงุ หลกั สตู ร เป็นหลักสูตร ประกำศนียบัตรวิชำชีพ(พิเศษ) พุทธศักรำช 2536 ประเภทเกษตรกรรม มี กำรกำหนดข้ันตอนในกำรดำเนินงำนท่ีชัดเจน และมีกำรเปลี่ยนชื่อโครงกำร จำก “โครงกำรอำชีวศึกษำเพื่อแก้ไขปัญหำควำมยำกจนในชนบท” เป็น “โครงกำรอำชีวศึกษำเพือ่ กำรพัฒนำชนบท” โดยใชช้ อื่ ยอ่ เดมิ คือ อศ.กช.  พ.ศ.2537 มคี วำมรว่ มมอื ระหว่ำงกองอำนวยกำรกลำงรกั ษำ ควำมปลอดภัยแห่งชำติ (กรป.กลำง) กับโครงกำร อศ.กช. เกิดเป็น “โครงกำรพฒั นำเยำวชนเพื่อควำมมน่ั คง (อศ.กช.-นทพ.)” ขึน้ นอกจำกน้ีจะเปน็ เรอื่ งของวธิ ดี ำเนินงำน ปัญหำและอปุ สรรคในกำร ดำเนนิ โครงกำร ตลอดจนข้อเสนอแนะแนวทำงกำรแกไ้ ข

51 หลักกำรดำเนินงำนโครงกำร อศ.กช. คำว่ำ “หลัก” หมำยถึง ท่ีม่ันสำหรับยึดเหน่ียว ในที่นี้จะนำเสนอ เพยี ง บำงหลักเท่ำนนั้ …เอำไว้เป็นเบ้ืองตน้ หลักท่ี 1 ต้องทำโครงกำรเกษตรภำยใต้กำรนิเทศ ใช้กำรประกอบ อำชีพของตน/ครอบครัว/เพื่อนบ้ำน/เพ่ือนนักเรียน เป็นโครงกำรเกษตร ภำยใตก้ ำรนิเทศ หลักท่ี 2 ต้องทำกำรวิเครำะห์อำชีพท่ีมีในพ้ืนท่ีและที่มีศักยภำพ โดยจะต้องจำแนกออกเป็นอำชพี ย่อยๆของแตล่ ะอำชีพน้ันๆ และแต่ละอำชีพ ย่อยนำมำจัดทำเป็นโครงกำรเกษตรภำยใตก้ ำรนิเทศ เพื่อสร้ำงรำยได้ระหวำ่ ง เรียน ทงั้ นสี้ ำมำรถทำเป็นโครงกำรเดี่ยวหรือกล่มุ กไ็ ด้ เมื่อประสบควำมสำเร็จ วิทยำลยั ฯพิจำรณำออกประกำศนียบัตรรบั รอง หลักที่ 3 รำยวิชำในหมวดวิชำสมรรถนะวิชำชีพท่ีสอน จะต้อง สอดคล้องกับอำชีพตำมหลักที่ 2 และมีกำรบูรณำกำรรำยวิชำในหมวดวิชำ สมรรถนะแกนกลำงกบั รำยวชิ ำชีพนัน้ ท่เี รยี กว่ำ “กระเชำ้ วิชำ” หลักที่ 4 บุคลำกรของ วษ.ท. /วป. ทั้งครู อำจำรย์ เจ้ำหน้ำที่ โดยเฉพำะพนักงำนขับรถต้องเข้ำใจวัตถุประสงค์ อศ.กช. ว่ำ ต้องกำรช่วย แก้ไขปญั หำควำมยำกจนของประชำชนในพน้ื ที.่ ..งำน อศ.กช.เป็น“งำนบุญ” หลักที่ 5 ครู อำจำรย์ท่ีได้รับมอบหมำยจำกสถำนศึกษำให้มีหน้ำที่ และรับผิดชอบเก่ียวกับงำน อศ.กช.ต้องเข้ำใจบทบำทของตนเอง ท่ีเรียกว่ำ “ครู อศ.กช.: นักส่งเสริมอำชีวศึกษำเกษตร”มิใช่ครูสอนในห้องเรียน สี่เหลย่ี มท่คี ้นุ เคยมำ

52 หลักท่ี 6 ต้องคำนึงถึงแนวปฏิบัติในกำรเทียบโอนควำมรู้และ ประสบกำรณร์ ำยวชิ ำแก่ผเู้ รยี น อศ.กช. โดยเฉพำะผเู้ รยี นท่ีมวี ฒุ ิสูงกว่ำ ม.3 หลักท่ี 7 ผู้สอนต้องคำนึงถึงกำรใช้วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์และกำร จัดกำรควำมรู้ เป็นวิธีสอนหลัก หลักท่ี 8 ต้องใช้ภูมิปัญญำท้องถ่ิน เป็นครูมืออำชีพช่วยสอนและ นเิ ทศ โครงกำรเกษตรภำยใต้กำรนิเทศ หลักท่ี 9 ต้องประสำนงำนกับผู้นำท้องถิ่น เจ้ำหน้ำที่รัฐ และ หน่วยงำนในท้องถนิ่ ทเี่ กี่ยวข้อง เพ่ือสนบั สนนุ โครงกำร อศ.กช. หลักท่ี 10 อศ.กช.ต้องผสมผสำนกำรศึกษำนอกระบบโรงเรียน (out-of school education) และกำรศึกษำในระบบโรงเรียน (in-school education) เข้ำดว้ ยกันให้เหมำะสมกับบรบิ ทของสถำนศึกษำและพน้ื ท่ี ขอฝำกผูอ้ ่ำน....ทำ อศ.กช. ยุ่งยำกเน้อ...แต่อำนิสงสย์ ิ่งใหญน่ ิ!

53 หลกั สตู ร ปวช.สำหรบั โครงกำร อศ.กช. โครงกำร อศ.กช.มีข้นึ มุ่งหวังจะแกป้ ัญหำควำมยำกจนของครอบครัว เกษตรในชนบท โดยใช้หลักสูตร ปวช.ประเภทเกษตรกรรมเปน็ เครอ่ื งมือ กำรจัดกำรเรียนกำรสอน อศ.กช.อยู่ภำยใต้กรอบโครงสร้ำงและ เกณฑ์มำตรฐำนหลักสูตรของ สอศ. ซ่ึงเป็นหลักสูตรท่ีเน้นกำรสอนเป็น รำยวิชำ ดังเหน็ ไดจ้ ำก... หลักสูตร ปวช.2562 ประเภ ทวิชำเกษตรกรรม ส ำขำวิชำ เกษตรศำสตร์ มีลักษณะเปน็ “วงวิชำกว้ำงๆ” (broad field) โดยเอำวชิ ำกำร ตำ่ งๆที่เห็นว่ำสมั พันธ์ใกล้ชิด นำมำรวมกันเอำไว้ เรียกวำ่ “หมวดวิชำ”และใน หมวดวิชำจำแนกเป็น“กลุ่มวิชำ”เช่น กลุ่มวิชำภำษำไทย ภำษำต่ำงประเทศ วิทยำศำสตร์ คณิตศำสตร์ สังคมศึกษำ กลุ่มสมรรถนะวิชำชีพพ้ืนฐำน กลุ่ม สมรรถนะวชิ ำชีพเฉพำะ กลมุ่ สมรรถนะวชิ ำชพี เลือก กำรพัฒนำหลักสูตรในลักษณะ broad field นี้ ไม่เหมำะสมกับ “หลักสูตรท่ีเป็นวิชำชีพ” ซึ่งควรจะต้องเป็น “หลักสูตรฐำนสมรรถนะ” ที่ ยอมรับกนั แลว้ วำ่ เปน็ ลกั ษณะของหลกั สตู รทเ่ี หมำะสมกับ “อำชีวศึกษำ” ดังน้ันจึงเป็นควำมจำเป็นอย่ำงย่ิงที่จะต้องมีกำรเปล่ียนแปลงกำร พัฒนำหลักสูตร ปวช.ท่ีปัจจุบันอ้ำงว่ำ เป็น”หลักสูตรแบบฐำนสมรรถนะ” เสียใหม่ให้เป็นหลักสูตรแบบฐำนสมรรถนะอย่ำงแท้จริง” ท้ังๆที่ยำกที่จะ เกิดขึ้นได้ ด้วยอุปสรรคจำก“ระบบรำชกำรไทย”และ“กำรศึกษำไทย” มำ ขัดขวำงนน่ั เอง แนวทำงกำรพัฒนำหลักสูตร ปวช.สำหรับ อศ.กช.น้ัน จะต้องมีกำร ปรับเปลี่ยนโครงสร้ำงและเกณฑ์มำตรฐำนหลักสูตรเสียใหม่ ได้เคยลองทำ โดยประยุกต์แนวทำงกำรพัฒนำหลักสูตรวิชำชีพระยะสั้นมำใช้ เพรำะเป็น

54 อำชีพเฉพำะทำงที่ต้องวิเครำะห์งำนท่ีทำกันจริงๆในแต่ละอำชีพ และมีกำร ระบุสมรรถนะที่ผู้เรียนจะต้องปฏิบัติ เพ่ือให้สำมำรถประกอบอำชีพได้จริง สมรรถนะเหล่ำนี้ เรียกว่ำ มำตรฐำนอำชีพ หรือมำตรฐำนสมรรถนะ ทั้ง ทักษะ/ควำมรู้ ซึ่งได้มำจำกกำรวิเครำะห์อำชีพจำกผู้ประกอบอำชีพที่ทำกัน จริงๆ ขอยกตัวอย่ำง เช่น รำยวิชำ “กำรผลิตเห็ด” ซึ่งชื่อวิชำน้ีก็คือ “ชื่อ อำชีพ” สว่ นคำอธบิ ำยรำยวิชำ (course description) ควรจะเขียนเป็น “ชุด ลักษณะของงำน” (job description) ในกำรผลิตเห็ด แต่ละชุดของลักษณะ ของงำนนน้ั ๆ กค็ ือ “อำชพี ย่อย” ของ“อำชพี กำรผลติ เห็ด” เช่น รำยวิชำ(ชอ่ื อำชีพ): กำรผลติ เหด็ ลกั ษณะของงำน (ชื่ออำชีพย่อย): 1) สรำ้ งโรงเรอื นและวัสดุอปุ กรณ์ 2) กำร เพำะและทำเชือ้ เห็ด 3) กำรปฏิบัตดิ ูแลรักษำ 4) กำรเกบ็ เก่ียวและกำรจดั กำร หลังเกบ็ เกี่ยว 5) กำรจัดจำหน่ำย ฯลฯ จะเห็นได้ว่ำด้วยวิธีกำรนี้ นักเรียน อศ.กช. เม่ือเรียนวิชำ “กำรผลิต เห็ด” ก็สำมำรถจะสร้ำงอำชีพได้แล้วถึง 5 อำชีพในระหว่ำงท่ีเรียนวิชำกำร ผลิตเหด็ นี้ หลักสูตร ปวช.สำหรับ อศ.กช. ต้องเป็นหลักสูตรที่มีลักษณะบูรณำ กำร คือ จัดวิชำทเี่ ห็นวำ่ เกี่ยวขอ้ งกันอยำ่ งชัดเจนให้เป็นรูปแบบกำรเรียนแบบ block release คือ ให้อยู่ในภำคเรียนเดียวกัน และต้องกำหนดในหลักสูตร ว่ำ……ให้นำรำยวิชำ “ผลิตและบริกำร” ในสำขำงำนกำรผลิต” เป็นแกนแต่ ล ะ ภ ำค เรี ย น แ ล้ ว “ บู ร ณ ำก ำ ร ” (ผ ส ม ผ ส ำ น )เนื้ อ ห ำ ค ว ำ ม รู้ ใน ห ม ว ด วิ ช ำ สมรรถนะแกนกลำงที่สอดคล้องกับเน้ือหำควำมรู้ในรำยวิชำ“กำรผลิตและ บริกำร” ทก่ี ำลงั สอนนำมำใช้ ทเ่ี รียกว่ำ “กระเชำ้ อศ.กช.”

55 ขอฝำกผู้อ่ำน......จำได้ไหมเอ่ย ว่ำวิทยำลัยเกษตรกรรม เคยมี ชอ่ื เสยี งมำกในเร่ือง “โครงกำรฝึกอบรมอำชีพระยะสั้นเคล่ือนท่ี” จะนำมำใช้ กบั อศ.กช.ไดไ้ หม ?? ปฏวิ ตั ใิ จ: เพอ่ื อศ.กช.ชีวิตใหม่ อศ.กช.ชีวิตใหม่ คำว่ำ “ใหม่”ตำมพจนำนุกรม หมำยถึง ไม่เคยประสบมำก่อน เรม่ิ แรกยังไมไ่ ดใ้ ช้ มีอีกนอกจำกเคยมีอยู่แล้ว สำหรบั ในท่ีน้ีจะใหค้ วำมหมำย ของคำวำ่ “ใหม”่ โดยกำรอุปมำอุปไมย ดงั นี้ หมู่บ้ำนจะใหม่ ก็ต่อเม่ือ หมู่บ้ำนนั้นมี “คนใหม่”อำศัยอยู่ ตรำบใด คนยังไม่ใหม่ หมู่บ้ำนน้ัน ก็ยังคงเก่ำอยู่อย่ำงนั้น คนใหม่ท่ีว่ำน้ัน อำจเป็นคน เดิมนั้นเอง แต่ว่ำในขณะน้ี คนๆน้ันเกิดมีทัศนะใหม่ ควำมคิดเห็นใหม่ คนๆ นั้นจงึ ได้ชอื่ วำ่ เป็น “คนใหม่\" หมู่บำ้ นใดท่ีมีคนเช่นนี้อำศยั อยู่ หมบู่ ้ำนน้ันก็จะ กลำยเป็น “หมู่บ้ำนใหม่” มีควำมเป็นอยู่ใหม่ ส่วนหมู่บ้ำนใดที่มีคนที่มี ควำมคิดเก่ำ ควำมรู้เก่ำ จิตใจเก่ำ มองโลกแบบเก่ำ คนๆนั้นก็เป็นคนเก่ำ หม่บู ำ้ นที่มคี นประเภทนอี้ ำศยั อยู่ กเ็ รยี กวำ่ “หมบู่ ำ้ นเกำ่ ” งำน อศ.กช. เวลำนี้ ทำตำมๆกันมำจำกคนรุ่นก่อน เรียกว่ำ อศ.กช. เกำ่ ถำ้ จะชบุ ชวี ติ อศ.กช.ใหม้ ชี ีวิตใหม่ จะตอ้ งทำอยำ่ งไรหรือ? คำตอบ คือ ทำให้“คนเดิม”ที่ทำ อศ.กช. เป็น“คนใหม่”เป็นคนท่ีมี ทัศนะและมีจิตใจใหม่กับงำน อศ.กช.……งำน อศ.กช. ก็จะเปรียบเสมือน หมบู่ ้ำนเดิมท่มี ี“คนใหม่”มำอำศัยอยู่ อศ.กช.จึงจะเปน็ อศ.กช.ท่มี ี“ชวี ติ ใหม่” ขึน้ มำ ทำ้ ยท่สี ุดนี้ต้องไม่ลืมว่ำ อศ.กช. มี“อตั ลักษณ์”ในตวั เอง ถึงแมว้ ่ำจะ มวี ิธดี ำเนินงำนคลำ้ ยกบั สง่ เสริมกำรเกษตรและกำรศกึ ษำนอกระบบโรงเรยี น

56 “อศ.กช.ชีวิตใหม่” เป็นเรื่องของกำร“ปฏิวัติ” เพรำะกำรที่จะ เปล่ียนชีวิตให้“ใหม่”นั้น ไม่สำมำรถจะทำไดด้ ว้ ยวิธีอืน่ นอกจำกกำรปฏิวัติ เมื่อครู อศ.กช.ต้องทำบทบำท“นักส่งเสริมอำชีวศึกษำเกษตร” ดังนั้นจึงต้อง เป็นผู้ลงมือทำเพื่อให้ อศ.กช.มีชีวิตใหม่ได้เกิดข้ึนจริง กำรเปล่ียนแปลงอย่ำง มำกเช่นน้ี จำเป็นตอ้ งทำดว้ ยวิธกี ำรท่ีเรยี กวำ่ “ปฏวิ ตั ิ” ขอฝำกผ้อู ำ่ น…คิดวำ่ จะเปน็ ไปได้มย๊ั ??? ปฏวิ ตั ิใจ คำว่ำ “ปฏิวัติ”ตรงกับคำภำษำอังกฤษว่ำ “revolution” ซ่ึง หมำยถึงกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำงรุนแรงอย่ำงถอนรำกถอนโคน กำรเปลี่ยน ระบบ มคี ำไทยอีก 2 คำ ทีเ่ รำคุ้นเคย และก็สร้ำงควำมสบั สนวำ่ จะเลือกใช้ คำใด จึงจะเหมำะจะควรกับสถำนกำรณ์ที่ต้องกำรจะอธิบำย ได้แก่ คำว่ำ “ปฏริ ูป” และ “ปฏสิ งั ขรณ์” ตำมพจนำนุกรมได้ใหค้ วำมหมำยเอำไว้ว่ำ ปฏิรูป หมำยถึง ปรับปรุง ให้สมควร สว่ นปฏิสังขรณ์ หมำยถึง ซอ่ มแซมทำใหก้ ลับคืนดดี ังเดมิ คำว่ำ “ใจ”ในท่ีนี้ หมำยถึง “จิตใจ” ตรงกับคำภำษำอังกฤษว่ำ “mind” หมำยถึง จิตใจของคนท่ีเป็นผลของกำรศึกษำหรือฝึกอบรมซ่ึงเป็น จิตใจที่ออกแนวทำงสติปัญญำ คำว่ำ “ใจ”ในที่น้ีไม่ได้หมำยถึง “heart” ซึ่ง เป็นจติ ใจทีอ่ อกแนว “ควำมรสู้ กึ ”(feeling)

57 สำหรับในท่ีน้ี จะขอให้ควำมหมำยของ”ปฏิวัติใจ” เอำไว้ดังน้ี...เป็น กำรที่จิตใจของบุคคลได้เปลี่ยนแปลงไปจำกเดิมอันเป็นผลจำกกำรได้เรียนรู้ กล่ำวคือ จำกไมร่ ู้ เปน็ รู้ จำกทำไม่เป็น เปน็ ทำเป็น/ทำได้ จำกไมอ่ ยำกรู้/ไม่อยำกทำ เปน็ อยำกรู้/ อยำกทำ คำว่ำ “จิตใจของบุคคล” ในท่ีนี้ก็หมำยควำมถึง ครู อศ.กช.: นัก ส่งเสรมิ อำชวี ศึกษำเกษตร น่นั เอง ถำมวำ่ :แล้วครู อศ.กช.จะตอ้ งเรยี นร้อู ะไรอกี บ้ำงหรือ จงึ จะปฏวิ ตั ใิ จ คำตอบ: รู้ 2 เรื่องน้ีก็พอแล้ว คือ งำนกับอำชีพและมนุษย์สัมพันธ์ ไมต่ อ้ งปวดหัวกบั ทฤษฏีวชิ ำกำรอะไรๆให้ต้องยุง่ ยำกหรอก งำนกบั อำชพี คำว่ำ “อำชีพ” ตำมศัพท์ไทยแปลว่ำ “กำรเล้ียงชีวิต” ภำษำอังกฤษ ตรงกับคำว่ำ vocation แปลว่ำ “เรียก” ทำงคริสต์ศำสนำ เช่ือว่ำ กำร ประกอบอำชีพนั้น เป็นกำร “เรียก” เรียกออกจำกโลกของปัจเจกบุคคลมำสู่ สังคมโลก ออกมำสัมพันธ์กับคนอ่ืน เพ่ือสนองควำมต้องกำรของกันและกัน บำงคนจะถูก “เรียก” ออกมำเป็น หมอ พยำบำล ทหำร ตำรวจ ครู เกษตรกร ฯลฯ คนท้ังหลำยจะสำรวจตัวเองว่ำ มีควำมสำมำรถหรือถนัดทำง ใด ก็จะยืดเอำงำนที่ตรงกับควำมถนัดเป็น “งำนของชีวิต” โดยจะถือว่ำเป็น กำรรับใช้พระเจ้ำและเพื่อนมนุษย์ จะทำงำนด้วยควำมต้ังใจ จริงจังกับงำน และมีควำมสุขกับงำนน้ันๆ มีควำมภำคภูมิใจ และไม่นึกว่ำงำนใด อำชีพใด จะดีจะเลวไปกว่ำกัน…. แต่ถือว่ำงำนทุกอย่ำงเป็นตำมพรสวรรค์ท่ีเขำได้รับ

58 ไม่ใช่ว่ำคอยแต่เลือกงำนท่ีสบำย มีหน้ำมีตำ มีควำมร่ำรวย ม่ังคั่ง หรือจะเอำ ควำมยิ่งใหญ่ และเกียรตปิ ระวตั ิมำประดบั วงศต์ ระกูล คนไทยเรำประกอบอำชีพโดยเช่ือไปอีกแบบหน่ึง คือ เพ่ือแสวงหำ ควำมสุขสบำยสำหรับตัวเอง และหำเกียรติยศ ชื่อเสียง...จะสร้ำงควำมคิด ให้แก่ลูกหลำนให้มีควำมทะเยอทะยำน มักใหญ่ใฝ่สูง เช่น กำรให้ศีลให้พรว่ำ ....ขอให้มียศถำบรรดำศักดิ์ มีอำนำจวำสนำ ได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้ำคน นำยคน....นอกจำกนนั้ ถ้ำตวั เองกำ้ วหนำ้ เล่ือนขั้นเล่ือนตำแหน่งช้ำ กน็ ้อยเน้ือ ต่ำใจ อจิ ฉำรษิ ยำ ไมใ่ หค้ วำมรว่ มมอื กับผู้อื่น ฯลฯ ….นี่เป็นส่ิงหน่ึงท่ีแสดงถึง แนวควำมคิด และควำมเช่ือที่แตกต่ำงกัน ...ทำให้กำรดำเนินชีวิตของคนเรำแตกต่ำงกันไป...สัมมำชีพทั้งหลำยย่อมมี คณุ ค่ำ คณุ ประโยชน์ในตวั เอง ไมม่ อี ะไรสูงอะไรตำ่ .... งำน: งำนเป็นกิจกรรมหลักของมนุษย์ งำนเป็นเคร่ืองมือหำเลี้ยงชีพ (งำน คือ เงิน เงิน คือ งำน บันดำลสุข) นอกจำกน้ีบำงคนมองว่ำ งำนจะนำ ชีวิตไปสู่กำรมีตำแหน่ง มีฐำนะ ควำมนิยมนับถือต่ำงๆ คนในโลกจำนวน มำกมองงำนในแง่น้ี แต่สำหรับบำงคนมองว่ำ งำนเป็นสิ่งท่ีทำให้ชีวิตมีคุณค่ำ (ค่ำของคนอยู่ที่ผลของงำน) ควำมหมำยของงำนตำมท่ีบุคคลเข้ำใจ ก็มีผลต่อพฤติกรรมของ บุคคลน้ัน ในกำรทำงำน.... ในกำรทำงำนน้ันมีกำลังใจเป็นเรื่องสำคัญ คนที่มองว่ำ งำนจะให้ได้ ผลตอบแทนหรือผลประโยชน์ เม่ือได้แล้วเขำก็มีกำลังใจ ถ้ำไม่ได้ก็ไม่มี กำลังใจ สว่ นคนท่ีมองงำนว่ำเป็นกำรได้พัฒนำตนหรือเป็นประโยชน์แก่สังคม เมื่อเห็นสงั คมเจรญิ งำนสำเรจ็ กม็ กี ำลงั ใจ ทำอยำ่ งไรจงึ จะทำให้ ทำงำนไดผ้ ลดว้ ย แลว้ มคี วำมสขุ ด้วย? คำตอบ: จะตอ้ งมคี วำมพอใจในงำน รักงำนน้ัน

59 ทำอย่ำงไรจงึ จะมีใจรักงำน พอใจทำงำน? คำตอบ: จะตอ้ งเห็นคณุ ค่ำของงำน ก็คือ ควำมมุ่งหมำยของงำนนนั้ เม่ือเรำทำงำน ตัวเรำก็พัฒนำ งำนจะเป็นส่ิงที่จะทำให้ชีวิตของเรำ เป็นประโยชน์ อำนำจบำรมีไม่ได้อยู่กับตำแหน่ง แต่อยู่ในควำมทรงจำ ควำม รำลกึ นกึ ถงึ ของเพ่อื นรว่ มงำน เพอื่ นพอ้ งน้องพ่ี.....ทำงำนใหเ้ หมือนทำบญุ .... ขอฝำกผูอ้ ำ่ น....เหน็ ดว้ ยไหม ? มนุษยสัมพันธ์ มนษุ ยสมั พันธ์ (human relations) หมำยควำมถงึ ภำวะบรรยำกำศ ของควำมสัมพันธ์เกี่ยวข้องท่ีสบำยใจแก่ทุกฝ่ำย (หวังดีต่อกันและกันอย่ำง จริงใจ ไมใ่ ชแ่ สดงละครต่อกัน เป็นตน้ ) มีคำศัพท์คำหนึ่งท่ีคล้ำยกัน แต่ควำมหมำยต่ำงกัน จึงต้องระวังใน กำรใช้ คือ คำว่ำ “ควำมสัมพันธ์ของมนุษย์” (human relationship) ซึ่ง หมำยถงึ ควำมเก่ียวข้องเกย่ี วพนั กันนน้ั วำ่ จะดหี รือไมก่ ็ตำม วิชำมนุษยสัมพันธ์ท่ีสอนกันอยู่ในสถำบันกำรศึกษำ จะมีกำรใช้ แนวคิดทฤษฏีท่ีต่ำงกัน แต่ภ ำพรวมแล้วมักจะอ้ำงอิงแนวคิดของ ศำสตรำจำรย์ประเทศตะวันตกโดยเฉพำะ เช่น Keith Davis ในหนังสือ Human Relations at Work จำกประสบกำรณ์ผู้เขียนเห็นว่ำเม่ือเรียนวิชำน้ี จบสอบได้คะแนนเสร็จ ก็แล้วๆกันไป เพรำะเรียนแล้วไม่ซำบซ้ึงซึมซำบ ถึง แก่นได้ เพรำะสภำพแวดล้อมทำงวัฒนธรรมของเขำกับของเรำแตกต่ำงกัน นนั่ เอง

60 หลักธรรมคำสอนบำงประกำรที่เกี่ยวโยงกันกับมนุษยสัมพันธ์ ซ่ึงครู อศ.กช.จำเป็นต้องรู้และเข้ำใจ ได้แก่ พรหมวิหำร 4 สังคหวัตถุธรรม 4 และ อิทธิบำทธรรม 4 พรหมวหิ ำร 4 มีคำกล่ำวว่ำ โลกของเรำอยู่ไดด้ ้วย พรหมวหิ ำร 4 เพรำะเป็น หลักธรรมทีว่ ่ำด้วย ควำมรกั ควำมเมตตำ กรณุ ำ และควำมหวังดตี อ่ ผูอ้ ่ืน 1. เมตตำ หมำยถงึ ควำมรกั ควำมปรำรถนำดีทจี่ ะชว่ ยใหผ้ ู้อนื่ พ้น ทุกข์ 2. กรุณำ หมำยถึง ลงมือช่วยให้ผูท้ มี่ ีทุกขใ์ ห้พน้ ทุกข์ ทง้ั กำยและใจ 3. มทุ ติ ำ หมำยถงึ ควำมช่นื ชมยินดใี นควำมสขุ ควำมสำเร็จของผู้อ่ืน 4. อุเบกขำ หมำยถึง กำรวำงใจให้เป็นกลำง มีควำมหนักแน่นมั่นคง ในจิตใจ ไม่หว่ันไหว ด้วยอำรมณ์อันจะทำให้สูญเสียควำมถูกต้องยุติธรรม เม่ือควำมเมตตำกรุณำน้ันไม่สำมำรถให้กับสิ่งหรือกำรกระทำที่ผิดทำนอง ครองธรรมได้ หรือเม่ือให้ควำมเมตตำกรุณำแลว้ แต่ก็ไม่สำมำรถช่วยให้พ้น ทกุ ข์ได้ สังคหวัตถุธรรม 4 เป็นหลักธรรมว่ำด้วยกำรประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่ำงมีมนุษย สมั พนั ธ์ ได้แก่ 1.จำคะ หรือทำน หมำยถึง ``กำรเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผ่ กำรให้ปัน กำร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทนสำหรับตัวผู้ให้ กำรให้ทำนเป็น กำรกระทำด้วยน้ำใจจะทำให้ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกันและกันเป็นไปด้วย ควำมดงี ำม

61 2. ปิยะวำจำ หมำยถึง กำรใช้คำพูดที่สุภำพเป็นท่ีชื่นชมของผู้ได้ฟัง ได้ยิน คำพูดมักเป็นส่ิงแรกท่ีคนเรำจะตัดสินวำ่ คนท่ีเกี่ยวข้องด้วยกันนั้นเป็น อย่ำงไร และเกดิ ทัศนคติทนั ทวี ำ่ ควรจะมีควำมสัมพนั ธ์กนั หรือไม่ เพยี งใด 3. อัตถจริยำ หมำยถึง กำรสร้ำงสรรค์สิ่งที่ดีมีประโยชน์แก่กันและ กัน กำรแสดงอัตถจริยำที่จะสร้ำงมนุษย์สัมพันธ์ เช่น กำรช่วยเหลือกันและ กนั โดยช่วยยกของ แบกของ ห้ิวของ เป็นต้น คนเรำแมจ้ ะโกรธกัน แต่ถ้ำฝ่ำย ใดฝ่ำยหน่ึงแสดงอัตถจริยำ โดยกำรช่วยเหลือเก้ือกูลโดยเฉพำะ เมื่อเขำมี ปัญหำอย่ใู นภำวะลำบำก ย่อมเป็นกำรสรำ้ งมิตรได้อย่ำงดี 4. สมำนัตตำ หมำยถึง ควำมเสมอต้นเสมอปลำย เป็นกำรวำงตัวให้ คงเส้นคงวำ ตอนน้ีเป็นอย่ำงไร ต่อไปเป็นอย่ำงน้ัน คนที่เคยแสดงออกต่อ ผู้อื่นด้วยควำมถ่อมตนสุภำพ อย่ำงไรมำ ก็แสดงและกระทำเช่นน้ันไปอีก เร่ือยๆ ไม่ว่ำจะมีกำรเปล่ียนแปลงในฐำนะทำงสังคมอย่ำงไร กำรวำงตัวให้ เสมอกบั คนท้ังหลำย จงึ เป็นกำรสร้ำงมนุษยสมั พนั ธ์ได้อย่ำงถูกต้อง อทิ ธบิ ำทธรรม 4 เป็นหลักธรรมที่เน้นกำรแสดงออกท่ีจะช่วยสร้ำงมนุษยสัมพันธ์กับ คนทัว่ ไป ได้แก่ 1.ฉันทะ หมำยถึง ควำมพึงพอใจในส่ิงที่ทำอยู่ คือควรจะรักงำน รัก เพ่ือนร่วมงำน รักช่อื เสียงของหมู่คณะหรือสถำบัน กำรท่ีรักงำนดีมีประโยชน์ แก่ผู้อื่นย่อมทำให้มีคนรักใคร่เอ็นดูเห็นใจ เพรำะใครๆก็ชอบคนท่ีชอบทำงำน โดยเฉพำะอย่ำงย่ิงงำนท่ีมีคุณค่ำก็ย่อมทำให้หมู่คณะมีควำมก้ำวหน้ำและมี ควำมสงบสุข 2.วิริยะ หมำยถึงควำมเพียรพยำยำม ขยัน อดทน บำกบั่น จนถึง ท่สี ุด จนประสบควำมสำเร็จ ใครๆก็ชอบคนขยันไม่ท้อถอย เลิกล้มควำมต้ังใจ ง่ำยๆ เพรำะคนแบบน้ีสำมำรถช่วยผู้อ่ืน ช่วยหมู่คณะให้ทำงำนได้สำเร็จ แต่

62 ถ้ำมีควำมรู้ควำมสำมำรถในสิ่งที่เขำต้องกำรด้วยแล้ว ก็จะทำให้มีคุณค่ำมำก ขนึ้ แม้แต่ส่ิงเลก็ น้อย ถ้ำเขำทำอะไรกเ็ ขำ้ ไปชว่ ย เขำกเ็ ห็นวำ่ เรำมีนำ้ ใจ 3. จิตตะ หมำยถึง ควำมตัง้ ใจ ฝักใฝอ่ ย่ำงจรงิ จังกบั ส่งิ ใดๆ คนทมี่ ีจติ ตะกจ็ ะเป็นคนทเ่ี อำกำรเอำงำน คนที่เอำกำรเอำงำน คนก็ย่อมชอบย่อมรักใน สงิ่ ทเ่ี ขำทำ ซ่ึงเป็นส่ิงทชี่ ่วยสรำ้ งมนษุ ยสัมพันธ์ทดี่ ีในหม่เู พื่อน ผู้บังคบั บญั ชำ ผูใ้ ต้บงั คบั บญั ชำ 4 วิมังสำ หมำยถงึ กำรไตรต่ รองพิจำรณำ อันทำให้กำรประพฤติกำร แสดงออกมีข้อบกพรอ่ งและควำมขัดแย้งน้อย เมื่อมกี ำรแสดงออกโดย กำยกรรม วจกี รรม และมโนกรรม ถกู ต้องเหมำะสม กำรมีมนุษยสัมพันธท์ ี่ดีก็ เกิดขึน้ อิทธิบำทธรรม 4 นีน้ ่ำจะไดย้ ึดถอื ปฏิบัตคิ วบคู่ไปกับสังคหวตั ถุธรรม 4 โดยมพี รหมวิหำร 4 เป็นพน้ื ฐำน เพรำะถ้ำขำดควำมเมตตำ กรณุ ำ ควำมรัก และควำมหวงั ดีแล้ว จะไม่สำมำรถปฏบิ ตั ิตำมสังคหวตั ถุธรรมและอิทธบิ ำท ธรรม 4 ได้ กล่ำวโดยสรปุ เป็นคำขวัญได้ว่ำ ครองตน (พรหมวหิ ำร 4) ครองใจ ( สงั คหวตั ถธุ รรม 4 ) ครองงำน (อิทธิบำทธรรม 4) ขอฝำกผู้อำ่ น…ทำ่ นคดิ ว่ำหลักธรรมทง้ั 3 สำมำรถทำใหบ้ ุคคลสร้ำง มนษุ ยสัมพันธ์ไดจ้ ริงหรือไม่ ?

63 วิญญำณวิจัย: อดุ มกำรณ์ อศ.กช. ผเู้ รียน อศ.กช.มี“วญิ ญำณวิจยั ”เป็น“อดุ มกำรณ”์ ท่ีเรำมุง่ จะไปให้ถงึ อุดมกำรณ์ เช่ือมควำมคิดกับควำมเป็นจริงเข้ำด้วยกัน ซึ่งต้องใช้เวลำ ตลอดไปในควำมพยำยำมที่จะให้บรรลุส่ิงที่พ่ึงประสงค์ที่ถือว่ำเป็นสิ่งที่ดี เลศิ (กวำ่ จะได้มำ ตอ้ งพยำยำมทำตลอดมำอย่ำงยำวนำน) วญิ ญำณ หมำยถึง ควำมรู้แจ้ง วิจัย: คำว่ำวิจัยในที่นี้ไม่ได้หมำยควำมถึง“ระเบียบวิธีวิจัย” (research methodology) แต่หมำยถึง กระบวนกำรหำควำมรู้ควำมจริง ด้วย “ วิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ ”(scientific method) ซ่ึงประกอบด้วย ขั้นตอน 1) กำหนดปัญหำ 2) ต้ังสมมุติฐำน 3) ทดลอง 4) เก็บข้อมูล 5) วเิ ครำะห์ขอ้ มลู และ6) สรปุ ผล อันที่จริงแล้ว พระพุทธเจ้ำก็ได้ทรงสอนให้รู้จัก “ อริยสัจ 4 ” ท่ี คุ้นเคยกันอยู่แล้ว ซึ่งประกอบด้วย 1) ทุกข์ 2) สมุทัย-สำเหตุให้เกิดทุกข์ 3) นิโรธ- ภำวะดับทุกข์ส้ินไป และ 4) มรรค-ข้อปฏิบัติให้ถึงกำรดับทุกข์ อรยิ สัจ 4 นี้มีมำก่อนวธิ ีกำรทำงวทิ ยำศำสตรเ์ ปน็ พันปีทเี่ ดยี ว ท่ียกอริยสัจ 4 มำ ณ ท่ีนี้ก็เพื่อเป็นกำรยืนยันว่ำ กำรสอนให้ผู้เรียน ได้รู้จักและคุ้นเคยชินกับกำรแก้ปัญหำด้วยวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์นั้น จะทำ ให้สำมำรถแก้ไขปัญหำเป็น ซึ่งเม่ือติดเป็นนิสัยแล้ว เขำก็จะได้นำไปใช้ในกำร พยำยำมแก้ไขปัญหำ ทั้งขณะท่ีกำลังเรียนอยู่และติดตัวไปใช้ในวันข้ำงหน้ำ ต่อไปด้วย.....น่ีก็คือ เป็นผู้มี“วิญญำณวิจัย”น้ันเอง หรือพูดได้ว่ำนักเรียน อศ.กช. จะเป็นท้ัง“เกษตรกรและนักวิจัย”ในคนๆเดียวกัน...นี้แหละ คือ อุดมกำรณ์ อศ.กช. ขอฝำกผอู้ ่ำน.....เรำพอมีหวังมั๊ย ?

64 รำกเหงำ้ อศ.กช.: อนิจจัง-อนิจจำ ตำมพจนำนุกรม: รำกเหง้ำ = เค้ำเดิม ต้นเหตุ อนิจจำ= ไม่เที่ยง เปลย่ี นแปลง อนิจจังท่ี 1: ชื่อโครงกำร อศ.กช. โครงกำรอำชีวศึกษำเพ่ือแก้ไข ปัญหำควำมยำกจนในชนบท เป็นช่อื เดิม เปล่ียนเปน็ โครงกำรอำชีวศกึ ษำเพื่อ กำรพฒั นำชนบท อนิจจำ เมื่อกำรแก้ปัญหำควำมยำกจนในชนบททำยำก ก็ต้องทำให้ กำกวมเข้ำไว้(พัฒนำชนบท) อนิจจังที่ 2: ควำมหมำยของ อศ.กช. อศ.กช.เป็นโครงกำรท่ีสนอง นโยบำยกำรแก้ปัญหำย่ิงใหญ่ของชำติ คือ แก้ปัญหำควำมยำกจนในชนบท โดยใชก้ ำรศึกษำทำงอำชีวศึกษำเกษตร ดำเนนิ กำรโดยวทิ ยำลัยเกษตรกรรม อนิจจำ พ.ศ.2550 อศ.กช.ถูกให้ควำมหมำยว่ำ หมำยถึง กำรจัด อำชีวศึกษำทวิภำคีภำคเกษตร...ขณะที่กำรจัดอำชีวศึกษำทวิภำคี หมำยถึง กำรจัดกำรเรียนกำรสอนและฝึกอำชีพโดยควำมร่วมมือระหว่ำงสถำนศึกษำ และสถำนประกอบกำร กำหนดให้มีเรียนภำคทฤษฎีและภำคปฏิบัติ พ้ืนฐำน บ ำงส่ ว น ที่ ส ถ ำน ศึ ก ษ ำแล ะฝึ ก อ บ ร มวิช ำชีพ ใน ส ถำน ป ร ะก อบ กำร. ..เมื่ อ ควำมหมำยเปล่ยี น กย็ กเลกิ เสียเลย ดีมยั๊ !

65 อนิจจังท่ี 3: วัตถุประสงค์ของ อศ.กช. วัตถุประสงค์หลักของอศ. กช. ก็เพื่อใช้ กำรอำชีวศึกษำเกษตร แก้ปัญหำควำมยำกจนในชนบท ตรึง เยำวชน ลกู หลำนเกษตรกร ให้ประกอบอำชีพเกษตรกรรมอยู่ในท้องถิ่น เพ่ือ จะได้ไม่ทง้ิ ไร่นำไปทำงำนในตัวเมือง ซ่ึงรฐั ได้มอบควำมไวว้ ำงใจใน historical mission นี้ไว้ให้กับวิทยำลยั เกษตรกรรม อนิจจำ พ.ศ.2550 วัตถุประสงค์ของ อศ.กช.ได้ถูกปรับเปล่ียนโดย ระบุไว้อย่ำงกว้ำงๆโดยอำศัยคำว่ำ“พัฒนำชนบท”เป็นเกรำะกำบัง คือ เพ่ือ เปิ ด โอ ก ำ ส ท ำ ง ก ำร ศึ ก ษ ำวิ ช ำชี พ ให้ แ ก่ เก ษ ต ร ก ร แ ล ะ บุ ค ค ล ท่ั ว ไป ด้ ว ย นั่นเอง….เม่ือรวู้ ำ่ ทำไม่ได้ กย็ กเลิกเสยี เลยซิ อนิจจังที่ 4: กลุ่มเป้ำหมำย คือ ผู้จบกำรศึกษำภำคบังคับที่อำศัย อยู่ในชนบท ขำดโอกำสศึกษำต่อ ให้ได้มีโอกำสศึกษำในขณะประกอบอำชีพ เกษตรกรรมเพ่ือพัฒนำกำรประกอบอำชพี ของตน อนิจจำ พ.ศ.2550 กลุ่มเปำ้ หมำยของ อศ.กช.ไดถ้ ูกขยำยออกอย่ำง กว้ำงขวำง โดยได้ระบุกลุ่มเป้ำหมำยเอำไว้ว่ำ 1)เกษตรกรและบุตรหลำน เกษตรกร 2) ประชำชนผู้สนใจทวั่ ไป 3) ผู้ด้อยโอกำสทำงสังคม เช่น ผู้ต้องขัง เยำวชนในสถำนพินิจต่ำงๆ 4) กลุ่มองค์กรตำ่ งๆ ทหำร ตำรวจ แม่บ้ำน ป่ำไม้ สมำชิก อบต.กำนัน ผู้ใหญ่บ้ำน ฯลฯ โอ้โฮ !! .คิดได้อย่ำงไรกันเน่ีย (คิดเรื่อง งบหรือ)...หยุดอ้ำงชื่อ กัน เสยี ทไี ดไ้ หม ขอกรำบละ่ ขอพูดเพียง 4 อนิจจัง-อนิจจำ เท่ำนี้...ก็ทนทรมำนมำกแล้ว ต้อง กรำบลำ ขอฝำกผู้อำ่ น...อศ.กช. เป็นงำนบญุ วำนช่วยอนจิ จงั -อนจิ จำต่อดว้ ยนะ

66 สุดท้ำยขอแจ้งให้ทรำบว่ำ เรำได้จัด อศ.กช.ชำติที่ “ศูนย์ปฏิบัติกำร วิชำชีพเกษตรกรรมพะเยำ” (ปัจจุบัน วษ.ท.พะเยำ) วัน/เดือน/ปี จำไม่ได้ โดยให้ทุก วษ.ท. / วป. นำตัวแทน อศ.กช. มำพบแลกเปล่ียนประสบกำรณ์ และสร้ำงเครือข่ำยระดับภำค ....เป็นท่ีน่ำเสียดำยนะ จัดคร้ังท่ี 1 และก็เป็น ครัง้ สุดทำ้ ยเลย... เพลง อศ.กช. รำลึก ชีวติ คนย่อมมีควำมหวงั อยำ่ มัวหยดุ ย้ัง สรำ้ งพลังย่ิงใหญ.่ .... เยำวชนเกษตรของไทย เรำรว่ มรวมใจ มุ่งไปศกึ ษำเพ่อื งำน... แมผ้ ืนดินจะแหง้ แลง้ แดดกล้ำ ลมแรง เรำไม่เคย สะท้ำน ทำงำนไป ด้วยหัวใจเบกิ บำน อำชีพหลำยดำ้ น ลว้ นงำนสง่ เสริมชำติไทย.... ** ชำว..อศ.กช. เรำรว่ มกอ่ ดำ้ นงำนอำชพี เกษตรไทย..เร่ืองกำรศึกษำ เรำพัฒนำก้ำวไกล เรำรวยนำ้ ใจเป่ียมไปดว้ ยคณุ ธรรม*** ลำแล้วถน่ิ ท่ีให้ควำมรู้ จะมุ่งเชดิ ชู อศ.กช.ใหส้ งู ล้ำ... นำนแรมปี เรำนี้ยังคงจดจำ วทิ ยำลัยเกษตรกรรม...จะจำไม่ร้วู นั ลมื

67 รำยช่ือ L.E.CORPS ภำคใตแ้ ละภำคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ

ถอดรหสั อศ.กช. โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั รังสิต ภาพประกอบ: วราพล เกษมสนั ต์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook