คานา หนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกสเ์ ร่ือง สวนพฤกษศาสตรใ์ นโรงเรียนเลม่ น้ี ประกอบดว้ ยเน้ือหาเก่ยี วกบั ตน้ ไมแ้ ละดอกไมใ้ นโรงเรียนวงั เหนือวิทยา เป็นสว่ นหน่ึงของวิชา ว32101 เทคโนโลยี 2 ผูจ้ ดั ทาหวงั เป็นอยา่ งย่งิ วา่ เน้ือหาในหนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ น้ีจะเป็นประโยชนส์ าหรับผูท้ ่ศี ึกษาไดเ้ ป็นอยา่ งดี นางสาว หงสเ์ หม ลงั กาชยั นางสาว เขมกิ า บุญมา ผูจ้ ดั ทา
ตน้ พุด ชื่อสามญั : Gerdenia Crape Jasmine ช่ือวิทยาศาสตร:์ Gardenia jasminoides ช่ือพ้ืนเมือง: ตน้ พุดศุภโชค , ตน้ พุดแคระ ลกั ษณะทวั่ ไป เป็นพรรณไมย้ ืนตน้ ขนาดเลก็ ลกั ษณะเป็นพุม่ เต้ยี ลาตน้ สูง 1-3 เมตร ผวิ ลาตน้ มสี ขี าวเทา แตกก่งิ กา้ นออกใบรอบตน้ ใบเป็นใบเด่ยี ว แตกออกเป็นคูต่ รงกนั ขา้ ม ตามขอ้ ของก่ิง ลกั ษณะของใบเป็นรูปมนรี ปลายใบแหลม ผิวใบเรียบสีเขยี วยาว 8-12 ซม. ดอกเป็นดอกเด่ียว ออกตามปลายยอดหรือปลายก่งิ
ชอ่ หน่ึงมี 5-6 ดอก แลว้ แตช่ นิดพนั ธุ์ ดอกมกี ล่นิ หอม สีขาวหรือเรียงเป็นชน้ั เดยี วแลว้ แตช่ นิดพนั ธุ์ ดอกบานมคี วาม โต 2-5 ซม. ออกผลเป็นฝักรู ปกระบอกแหลมโคง้ ภายในมี เมลด็ 3-5 เมลด็ การขยายพนั ธุ์ การเพาะเมลด็ การตอนก่งิ การปักชา ประโยชน์ สาหรับดอกพุดนั้นนิยมนาไปร้อยพวงมาลยั เพ่ือ บูชาพระ มกี ารนาเมลด็ เมลด็ ไปใชแ้ ตง่ สีอาหารและทาสยี อ้ ม เน่ืองจากมี เมลด็ สเี หลืองทอง สาหรับดอกพุดซอ้ นนั้นนาไปใชส้ กดั ทาเป็นน้ามนั หอม ระเหยใชท้ าน้าหอมและแตง่ กล่ินเคร่ืองสาอาง และมีการนาเอาไปทา สมุนไพร “สรรพคุณทางยา” - ใบ ดอกพุดซอ้ นนามาตาพอกแกป้ วดศรี ษะ
แกเ้ คลด็ ขดั ยอกท่เี กดิ ข้ึน - ดอก นามาคนั้ เอาน้าเพ่ือทาแก้ โรคผิวหนัง - ราก ใชร้ ักษาอาการแกไ้ ข้ - เปลือกตน้ แกบ้ ดิ ท่เี กดิ ข้ึน ความเช่ือคนไทยโบราณเช่ือวา่ บา้ นใดปลูกตน้ พุดไวป้ ระจาบา้ นจะ ทาใหม้ คี วามเจริญ ความมน่ั คง เพราะพุด หรือ พุฒ หมายถึง ความ เเขง็ แรงสมบูรณ์ คือความเจริญมน่ั คง น่ันเอง นอกจากน้ียงั มคี วาม เช่ืออกี วา่ จะทาใหเ้ กดิ บริสุทธ์ิ เพราะดอกพุดมสี ขี าวสดใสกลบั มดี อก ใหญท่ ่ขี าวสะอาด ดงั น้ันแงห่ น่ึงเชน่ กนั ทงั้ น้ีกเ็ พราะโบราณเช่ือวา่ เน้ือไมข้ องพุดเป็นไมท้ ่แี ขง็ แกร่งและมอี ทิ ธิฤทธ์ิพอสมควร
ดอกเฟเฟ่ือ่ืองงฟ้ฟา้ า
ดอกกาสะลอง ปี บ ชื่อสามญั Cork tree, Indian cork ปี บ ช่ือวิทยาศาสตร์ Millingtonia hortensis L.f. จดั อยูใ่ น วงศแ์ คหางคา่ ง ต้นปี บ มีช่ือทอ้ งถ่ินอ่ืน ๆ เช่น เต็กตองโพ่ (กะเหร่ียง- กาญจนบุรี), กาซะลอง กาสะลอง กาดสะลอง กาสะลองคา (ภาคเหนื อ), ปี บ กอ้ งกลางดง (ภาคกลาง) กางของ (ภาค อสี าน) เป็นตน้
ลกั ษณะของปี บ ตน้ ปี บ เป็นไมย้ ืนตน้ ขนาดเลก็ ถึงขนาดกลาง ลาตน้ ตรง มี ความสูงประมาณ 5-10 เมตร เปลือกตน้ เป็นสีเทาเขม้ แตก เป็นร่องลึก มชี อ่ งอากาศ รากเกดิ เป็นหน่อ เจริญเป็นตน้ ใหม่ ได้ ขยายพนั ธุด์ ว้ ยวิธีการนาเมลด็ มาเพาะ หรือใชต้ น้ ออ่ นท่ี เกิดจากรากรอบ ๆ ของตน้ แม่ นามาตดั เป็นทอ่ นสน้ั ๆ แลว้ นามาปักชาในกระบะกรวยท่ผี สมดว้ ยข้เี ถา้ แกลบกไ็ ด้ ปีบเป็น พนั ธุไ์ มพ้ ้ืนเมืองของพมา่ และไทยท่ขี ้นึ กระจดั กระจายอยูท่ ว่ั ไป ตามป่ าเบญจพรรณและป่ าดิบแลง้ ทางภาคเหนื อ ภาค ตะวนั ตก และทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ใบปี บ ลกั ษณะของใบเป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชน้ั มคี วามกวา้ ง ประมาณ 13-20 เซนติเมตรและยาวประมาณ 16-26 เซนติเมตร กา้ นใบยาว 3.5-6 เซนตเิ มตร ท่ตี วั ใบจะประกอบไปดว้ ยแกนกลางยาว ประมาณ 13-19 เซนติเมตร มีใบยอ่ ย 4-6 คู่ กวา้ งประมาณ 2.5- 3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ลกั ษณะใบมรี ูปร่าง คลา้ ยรูปหอกแกมรูปไข่ ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบเป็นรูปล่มิ ขอบใบ หยกั เป็นซ่หี ยาบ ๆ เน้ือใบเกล้ยี งบางคลา้ ยกบั กระดาษ ดอกปี บ ลักษณะดอกเป็ นช่อกระจุกแยกแขนง มีความยาว ประมาณ 10-25 เซนติเมตร ดอกยอ่ ยจะประกอบไปดว้ ยกลบี เล้ยี งสี เขยี ว ดอกมกี ล่ินหอม มคี วามกวา้ งประมาณ 0.5 เซนติเมตรและยาว ประมาณ 6-10 เซนติเมตร เช่ือมกันเป็นหลอดปากแตร แยก ออกเป็น 5 แฉก 3 แฉกรูปขอบขนาน 2 แฉกลา่ งคอ่ นขา้ งแหลม มี เกสรตวั ผูจ้ านวน 4 กา้ น สองคูจ่ ะยาวไมเ่ ทา่ กนั และมีเกสรตวั เมีย จานวน 1 กา้ น อยูเ่ หนือวงกลบี โดยดอกปีบจะออกดอกในชว่ งเดือน พฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม·
Search
Read the Text Version
- 1 - 14
Pages: