ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจจุบัน” ตวั เองและพยายามลดอาํ นาจของสฤษดิ์อีก โดยการสงั่ รัฐมนตรที ้ังหลายใหต ดั ความสมั พันธก ับองคก รเอกชนทาง การคา สฤษด์ิทาทายคําสง่ั ของจอมพล ป. โดยการลาออกจากคณะรัฐมนตรี ลูกนองคนสนิทของจอมพลสฤษด์ิก็ ทาํ ตามโดยการลาออกจากคณะรัฐมนตรีและสภาผูแทนราษฎร อยางไรก็ตาม สฤษด์ิยังคงตําแหนงผูบัญชาการ ทหารบกไว แตล าออกจากพรรคเสรีมนงั คศิลา ในวันที่ 16 เดือนกันยายน พ.ศ.2500 สฤษด์ิจึงทํารัฐประหาร ตามรายงานขาววา สฤษดิ์จับแผนการ รัฐประหารของเผาได จอมพล ป. หนีไปเขมร และตอมาก็ขอล้ีภัย27ทางการเมืองที่ประเทศญ่ีปุน และถึงแก อสัญกรรมท่ีน่ันเม่ือ พ.ศ. 2508 เผาถูกสงออกนอกประเทศและไปอยูสวิตเซอรแลนด ซ่ึงตอมาเขาก็ถึงแก อนจิ กรรม ในการปฏิบัติโดยท่ัวไปในการเมืองไทยท่ีสฤษดิ์ไมไดเขาครองอํานาจทันที พจน สารสิน เปน นายกรฐั มนตรีเปน เวลา 90 วัน แลว จึงมกี ารเลือกตงั้ ทวั่ ไป ภายหลงั การเลอื กตงั้ พลโทถนอม กิตติขจร นายทหาร ซงึ่ ไมมีใครรจู กั มากนกั กไ็ ดเปน นายกรฐั มนตรี ขณะนัน้ สฤษดไ์ิ ปสหรัฐอเมรกิ าเพอื่ รักษารา งกายทโี่ รงพยาบาลวอ เตอรหรดี ตอนหลงั ก็ไดไปอังกฤษดวยเหตุผลอันเดียวกัน และแลวทามกลางวิกฤตการณทางการเมือง การตอสู กนั ของกลมุ ภายในพรรคและในกองทัพ สฤษดิ์จึงยดึ อํานาจอีกคร้ังหน่ึงเม่ือวันที่ 20 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2501 ซึ่ง เปนเวลาเดียวหลังจากที่ถนอมลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีเพื่อรวมทํารัฐประหารกับสฤษด์ิ รัฐธรรมนูญ ของป 2495 จงึ ถูกยกเลกิ เปน การยตุ ริ ัฐบาลแบบประชาธิปไตย หลังจากน้นั ประเทศไทยไดถูกปกครองโดยเผด็จ การแบบพอขุนภายใตสฤษดิ์และผูสืบทอดคือ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ระบบ เผดจ็ การแบบพอ ขุนอยูไดเ ปนเวลา 15 ป โดยมปี ระชาธปิ ไตยครง่ึ ใบแทรกเขา มาเลก็ นอย กอนท่จี ะถกู ลม โดยการ ลกุ ฮือซึ่งนําโดยนกั ศกึ ษาเมื่อวันท่ี 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 และเหตุการณน ้นั เรียกวา “การปฏิวัติเดือนตุลาคม” การเมืองยคุ หลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ยคุ ท่ี ๓ ยคุ ประชาธปิ ไตยเบงบาน (พ.ศ.2516 – พ.ศ.2519) เหตกุ ารณ 14 ตุลาคม 2516 เปนปรากฏการณ ทางการเมืองยคุ ใหมข องไทยทมี่ ีนยั สําคญั อยา งยิง่ เพราะเปนการลุกฮอื ของประชาชนเปนจํานวนแสน ๆ คน เพอ่ื ตอ ตา นรฐั บาลเผดจ็ การทหาร อาจจะถอื ไดวาการลุกฮือดงั กลา วเปน การเปด ประวัตศิ าสตรบ ทใหมท างการ เมืองไทยในยคุ หลังการเปลย่ี นแปลง 24 มิถุนายน 2475 อยางไรกต็ าม ถา วเิ คราะหเจาะลกึ แลวจะเหน็ วา 14 ตลุ าคม 2516 หรอื ที่นักวิชาการบางทา นเรียกวา “การปฏวิ ัต”ิ 28 14 ตลุ าคม 2516 เปน ผลทจี่ ะตอ งเกดิ ข้ึนเพราะมี ความสมั พันธโดยตรงกบั นโยบายพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมและระบบการเมอื งยุคพอขุน สาเหตุของเหตุการณ 14 ตุลาคม 2516 มหี ลายองคป ระกอบซง่ึ มที ้งั สาเหตทุ ี่เกดิ จากปญหาโครงสรางและ ตวั แปรเฉพาะ ซงึ่ เปน สวนหนึ่งของโครงสรา ง ซึง่ ถาจะแยกออกกจ็ ะมลี ักษณะ ดังตอ ไปนี้ คือ 27 รองศาสตราจารย ดร.สมคิด เลศิ ไพฑรู ย,สารนกุ รมการเมอื งไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๘๑, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎรพิมพ 28 รองศาสตราจารยน ครนิ ทร เมฆไตรรตั น, สารนุกรมการเมืองไทย,ฉบับรวมเลม ๑-๒,น.๒๔-๒๕, พ.ศ.๒๕๔๗,สาํ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎร พมิ พ 51
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” 1. ในแงของโครงสรา งทางสงั คมเศรษฐกิจและการเมืองน้ัน เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ยึดอํานาจและ ข้ึนเปนรฐั บาลในป พ.ศ.2501 นน้ั จอมพลสฤษดิ์ ใชก ารปกครองระบบพอ ขนุ ซงึ่ ไดแก การใชอํานาจเด็ดขาดใน การปกครองโดยการลมสถาบนั และกลไกการเมืองแบบมีสวนรวม เทา กับเปน การแชเ ยน็ การเมือง ขณะเดียวกันก็ เนนการพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม พูดงาย ๆ กค็ ือ เปน การกลับไปสูระบบการเมืองการปกครองแบบโบราณใน ลักษณะที่เนน การปกครองบรหิ ารดูแลประชาชนใหอยูด กี นิ ดี แบบพอปกครองลูก โดยผูอยูใตปกครองไมตองมี สวนรูเห็น การมุงเนนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยไมพัฒนาสถาบันใหคนมีสวนรวมน้ัน ยอมนําไปสู ปญหาขอ ขดั แยง ซงึ่ เปนลักษณะธรรมดาของโลก คือการเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตาม ยอมไมไดเปนไปในลักษณะที่ ทกุ คนจะไดประโยชนเ ทา เทียมกนั เชน การแบงสรรผลประโยชนท างเศรษฐกิจนน้ั ยอ มจะมขี อขดั แยงเกิดขน้ึ ซง่ึ ก็เปนผลมาจากนโยบายการพฒั นาประเทศนน้ั ยอมจะนําไปสูการเรียกรองใหม ๆ การที่จอมพลถนอมไดทําการ รัฐประหารตัวเองเม่ือ 17 พฤศจิกายน 2514 และกลับไปสูการเมืองแบบสฤษด์ิอีก เห็นไดชัดวาเกิดการเสียดุล ระหวา งการพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมกบั การพฒั นาการเมืองซึ่งไดแก สถาบันการเมืองซ่ึงประชาชนมีสวนรวม เพอื่ มสี ทิ ธใิ นการตดั สนิ นโยบายหรอื หาขอ ยุตใิ นขอขัดแยง การเสียดุลดงั กลา วระหวา งการพัฒนาการเมืองกบั การพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมเปนปญหาโครงสรางซง่ึ นําไปสกู ารลกุ ฮอื ของประชาชนในเหตกุ ารณ 14 ตลุ าคม 2516 2. ระบบการปกครองแบบพอ ขนุ ของสฤษดน์ิ ัน้ จะตองอาศัยบคุ ลกิ ภาพของคนที่มีอํานาจ ซง่ึ ตองสามารถ สรา งความนบั ถือ เกรงกลัวในหมูผูนําทางการเมือง นอกจากบุคลิกของคนมีอํานาจแลวยังตองสามารถควบคุม อํานาจทางการเมือง ซึ่งในกรณีของไทยน้ันอํานาจทางการเมืองก็คือการมีอํานาจทหาร ซึ่งจอมพลสฤษดิ์มี คุณสมบัติตาง ๆ ครบถวน คือ เปน ผูบัญชาการทหารสงู สุด ผบู ญั ชาการทหารบก และอธิบดกี รมตาํ รวจ ซง่ึ ทงั้ สาม ตาํ แหนง นี้เปนจดุ รวมของอํานาจสูงสดุ ของประเทศไทย ดังนน้ั ตาํ แหนง นายกรฐั มนตรีจึงเปนเพียงผลพลอยไดที่ ออกมาจากสามตําแหนงอนั ทรงอาํ นาจดังกลาว สวนประกอบที่สําคัญอีกสวนหนึ่งของระบบพอขุน คือ อํานาจ ทางเศรษฐกิจ ท้ังน้ีเพราะระบบพอขุนนั้น ความจริง คือระบบอุปถัมภ ซ่ึงจําตองมีการสนับสนุนจากผูอยูใต อปุ ถัมภ ขณะเดียวกันพอขุนตองสามารถใชพระคณุ และพระเดช การใชพระคณุ นน้ั นอกจากการใหต ําแหนงแลว ยังตองมีการใหรางวัลเปนเงินตราและสิ่งของเปนคร้ังคราว เพ่ือผูกใจผูอยูใตสนับสนุน ดวยเหตุน้ีการมีฐานะ เศรษฐกจิ ทแ่ี ข็งจึงเปนสว นหน่งึ ของผนู าํ ทางการเมอื งไทย วธิ หี าฐานทางเศรษฐกิจ ก็โดยการลงทุนกับกลุมธุรกิจ ถือหุน หรอื เปน กรรมการบริหาร ทงั้ นี้เพราะนกั ธรุ กิจเองกอ็ ยากอาศัยบารมีของผูน าํ ทางการเมืองเพื่อการคุมครอง และเพอื่ ผลประโยชนท างธรุ กจิ นอกจากวธิ ีการนแ้ี ลว ผนู ําทางการเมืองอาจอาศัยความชวยเหลือ เชน ชวยเหลือ ทางทหารจากสหรัฐอเมริกา งบประมาณลับทางทหารรวมทั้งรายไดจากกิจกรรมผิดกฎหมายดวย เชน การคา ยาเสพยตดิ ฯลฯ เพ่ือสรางฐานะอํานาจทางการเงินอันจะเสริมอํานาจทางการเมืองใหเขมแข็งยิ่งข้ึน จนแทบจะ กลาวไดวาการฉอราษฎรบังหลวงและการกระทําอันมิชอบตาง ๆ เปนผลมาจากระบบการเมืองการปกครอง ในขณะท่รี ะบบพอ ขนุ ตองอาศยั บคุ ลิกอนั มอี าํ นาจ การคุมอํานาจทางการเงินและฐานอํานาจทางเศรษฐกิจ แตก็ ไมไดหมายความวาผูนําในระบบพอขุนมีอํานาจอยูเพียงคนเดียว ในระบบดังกลาวยังมีพอขุนนอย ซึ่งไดแก นายทหารช้ันสูงจํานวนไมนอยรวมมือกับพอขุน หรือถูกอํานาจของพอขุนขมอยูโดยที่จอมพลสฤษด์ิ สามารถ 52
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” ขจัดกลมุ แขง ขันทส่ี าํ คัญ คือกลุมราชคร2ู 9 (เพราะบานผูนาํ สาํ คญั ต้ังอยูใ นซอยราชคร)ู ซึ่งประกอบดว ยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตํารวจเอก เผา ศรยี านนท ทําใหส ามารถคุมกติกาตาง ๆ ได แตจุดออนอันสําคัญย่ิงของพอ ขนุ คอื การพงึ่ ตัวบุคคลมากกวา สถาบนั ดังนนั้ เมือ่ พอ ขุนอยา งสฤษดผ์ิ านไปจากฉากการเมอื ง ปญหาการตอสแู ยง ชิงอํานาจและผลประโยชนระหวางพอขุนนอยท้ังหลายก็จะอุบัติข้ึน และน่ีคือปรากฏการณท่ีเกิดขึ้นหลังจอม พลสฤษดิ์ ธนะรัชต ถึงแกอ สญั กรรมเมื่อป พ.ศ.2506 3. เมือ่ สฤษดถ์ิ งึ แกอสญั กรรม ยอดพีระมิด ก็ถกู แทนท่ีโดยกลุมของจอมพลถนอม และจอมพลประภาส ซึง่ ทุกอยา งก็ดูเรยี บรอ ยดี แตใ นไมช า ปญหาความโตแยงก็เริม่ ปรากฏใหเห็น ทั้งน้ีเพราะระบบพอขุนแบบสฤษด์ิ น้ันความจริงกค็ อื ระบบอปุ ถัมภแ ตออกมาในรปู ใหม ระบบดงั กลา วนี้จะมีผูอปุ ถมั ภซ ึ่งไดแ ก นายทหารช้ันผูใหญ คอื นายพลจํานวนหน่ึง เปนผูท่ีใหความอุปถัมภตอนายทหารชั้นผูนอย นักการเมืองและนักธุรกิจ ดังนั้นปจเจก บคุ คลหรือกลมุ บคุ คลซ่งึ จะเปนขาราชการพลเรอื น ขาราชการทหาร นักธุรกิจหรอื นกั การเมืองก็ตามจะอยูภายใต ความคุมครองของนายทหารชนั้ ผใู หญ ผูใหความอุปถมั ภจะใหความอปุ ถมั ภช ว ยเหลือหรือคุมครอง สวนผูอยูใต อปุ ถมั ภก็จะใหความสนบั สนุนเปนการตอบแทน หรือถา ในกรณีผอู ยใู ตอ ุปถมั ภท ี่เปนธุรกิจจึงไดรับความคุมกัน ทางการเมอื ง ผลประโยชนในแงอ ภิสทิ ธิ์ หรอื บางครั้งการหลบเลยี่ งกฎหมายก็จะตอบแทนผูใหความอุปถัมภใน แงผลประโยชนทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ยิ่งทําใหเห็นเดนชัดวา การฉอราษฎรบังหลวงเปนปญหาที่เกิดขึ้นจาก ลักษณะโครงสรา งของระบบ ในขณะท่สี ฤษดิย์ งั อยใู นอํานาจและบุคลกิ อนั แข็งแกรง ฉายรศั มขี องอาํ นาจควบคุม กลุมผูอุปถัมภตาง ๆ นําโดยพอขุนนอย ซ่ึงจัดต้ังระบบมาเฟยใหอยูในความสงบเรียบรอย แตทันทีที่สูญส้ินผู นาํ ไป กลุมผูน ําระดบั รองก็เร่ิมขัดแยงกันอยางรุนแรง และนีค่ อื สภาพหลังการถงึ แกอ สัญกรรมของจอมพลสฤษด์ิ เพื่อท่ีจะประกันและรักษาผลประโยชนและอํานาจของตนกลุมถนอม – ประภาส พยายามที่จะเลียนแบบจอม พลสฤษดิ์ เพอ่ื รกั ษาระบบพอขุนใหเ หมือนเดิมแตเปนไปไดยากเพราะเหตุผลสองประการ คือ ประการแรก ท้ัง จอมพล ถนอมและจอมพล ประภาสตา งกไ็ มมีบารมีเทาจอมพล สฤษดิ์ และประการท่ีสอง การเปลี่ยนแปลงทาง สังคมและเศรษฐกิจ ซ่ึงเกิดขึ้นจากนโยบายพัฒนาประเทศของพอขุนสฤษด์ิและสืบทอดโดยกลุมถนอม – ประภาส น้ันไดนําไปสูสภาพแวดลอมอนั ซบั ซอ นเกนิ กวาทรี่ ะบบพอ ขุนจะรับได 4. การข้ึนมามีอํานาจของพันเอก ณรงค กิตติขจร ซึ่งเปนบุตรชายของจอมพลถนอม และบุตรเขยของ จอมพลประภาส และพฤติกรรมของพันเอก ณรงค ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการตรวจและติดตามผล ปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.) เปน ตัวแปรทเี่ สรมิ สถานการณใ นทางเลวราย ก.ต.ป. เปนหนวยงานที่คอยตรวจตราการ ปฏิบตั ิการของราชการซึ่งมีอํานาจมากมาย พันเอกณรงคไ ดใ ชอ าํ นาจในฐานะรองเลขาธิการอยางเต็มที่ ส่ังจับนัก ธุรกิจท่ีคาของหนีภาษีและสั่งสอบสวนขาราชการท่ีเก่ียวของ มีขาวลือวาแมขาราชการทหารชั้นผูใหญก็ถูก สอบสวนโดยไมม ขี อ ยกเวน ซ่งึ ทําใหเ กดิ ความไมพ อใจขึ้นอยางมาก และทส่ี ําคัญคอื สภาพการณดังกลาวไดทําใหดุลยภาพของสายใยของการฉอราษฎรบังหลวงซึ่งไดมีการแบงสรรเขต อทิ ธพิ ลกนั อยา งเรยี บรอยของกลุม ผูใหค วามอปุ ถมั ภ ซึ่งถูกกระทบกระเทอื นอยแู ลวดวยการครองอํานาจของกลุม 29 รองศาสตราจารยนรนิติ เศรษฐบุตร,สารนกุ รมการเมอื งไทย,ฉบับรวมเลม ๑-๒,น.๑๔-๑๕, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎรพิมพ 53
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ถนอม – ประภาสตองถูกกระทบกระเทือนถึงฐานรากเพราะการกระทําของหนวยงาน ก.ต.ป. ปรากฏการณท่ี เกดิ ขนึ้ นยี้ อ มสามารถตีความไดโ ดยเดน ชัด การจบั นกั ธุรกจิ ซงึ่ อยภู ายใตความอปุ ถัมภของขาราชการทหารผูทรง อิทธพิ ล ซึ่งใหค วามคุมครองอยกู เ็ ทากับเปน การตบหนาผใู หค วามอปุ ถมั ภผ ูน ัน้ การสอบสวนขาราชการทหารช้ัน ผูใหญ กเ็ ทากับทําใหเสียหนาและทาทายหรือทําลายบารมีของผูน้ัน ถาสภาวการณดังกลาวถูกปลอยใหดําเนิน ตอไป อํานาจของกลมุ ตา ง ๆ กจ็ ะคลายลงและอาจสูญเสียจํานวนผูอยูใตอุปถัมภในที่สุด พฤติกรรมของพันเอก ณรงคแ ละกจิ กรรมของ ก.ต.ป. เปนการคุมคามตออํานาจของผูอุปถัมภอ่ืน ๆ และเปนการเขยาระบบอุปถัมภที่ เปนอยู จะโดยเจตนาหรือไมก็ตาม ระบบพอขุนแบบสฤษดิ์ไดถูกทําใหส่ันคลอนดวยสภาพการณดังกลาวมา ขา งตน 5. พฤตกิ รรมของพันเอกณรงคและกจิ กรรมของ ก.ต.ป. เปนเหตุของความไมพอใจและเปนอันตรายตอ ดุลยภาพของระบบพอขนุ แบบสฤษด์ิ นบั วาเปนปรากฏการณใ นทางลบอยางมาก แตก ารพยายามวางตวั ผูสืบทอด อาํ นาจทางการเมอื ง ซง่ึ ดจู ากพฤตกิ รรมตา ง ๆ ดูเหมือนวาไดมีแผนท่ีจะใหพันเอกณรงคสืบทอดอํานาจจากจอม พลถนอมและจอมพลประภาส เปน การเขยา ขวัญและกําลังใจของทหารอาชีพจํานวนมาก การเมืองไทยยุคใหมไม คอ ยมีการสืบทอดอํานาจจากพอไปหาลูก ซ่ึงตางจากสมัยปลายสมัยอยุธยาและตนรัตนโกสินทร มีการสืบทอด อาํ นาจในครอบครวั หรอื ตระกูลเดียวกันหลายชั่วคน เชน ตระกูลบุนนาค เปนตน ในสมัยใหมน้ีสายโลหิตของ จอมพลแปลก และจอมพลสฤษดิ์ไมไดมีตําแหนงทางการเมืองที่เห็นเดนชัด ในกรณีของพันเอกณรงคน้ันดู ประหน่ึงวา จะมกี ารตระเตรียมใหไตเตาข้ึนไปสืบทอดอํานาจทางการเมืองซ่ึงมีฐานหนุนจากพอและพอตา พัน เอกณรงคไดเล่ือนยศขึ้นอยางรวดเร็วจนยศพลตรีอยูแคเอื้อม สภาพดังกลาวยอมทําใหทหารบางกลุมไมพอใจ เพราะถา พันเอกณรงคไดสบื ทอดอาํ นาจตามทเี่ กรงกัน ก็ยอมมีผลกระทบตออนาคตและอาชีพของพวกทหาร ซ่ึง อยูภายใตอ ุปถัมภข องกลุม อืน่ แมการเลน พวกเลนพอ งจะเปนลกั ษณะไมแ ปลกในระบบราชการไทย แตในกรณีที่ เหน็ เดน ชดั นี้ประกอบกับความอจิ ฉา การขาดความเช่ือมั่น ความไมพอใจ และการคาดการณถึงผลเสียหายท่ีจะ เกิดข้นึ กับอาชพี ของตน ทําใหกลมุ อปุ ถัมภอ ่ืนสรุปวา กลุมถนอม – ประภาส - ณรงคตองถูกกําจัดไปใหพนจาก วงการเพือ่ ผลประโยชนแ ละการอยูรอดของตน 6. ในชว งระยะเวลาวิกฤตนป้ี ญหาเร่อื งความชอบธรรมของรัฐบาล ไดกลายเปนปญหาทางการเมืองอัน สําคัญ ในระบบการเมืองไทยน้ันโดยท่ัวไปแลว ความชอบธรรมไมคอยสําคัญเทากับการที่บุคคลผูน้ันทํา ประโยชนใหกบั ประชาชนหรอื ประเทศชาติหรอื ไม ตามจารตี นยิ ม ระบบการเมืองการปกครองไทยมีหนาท่ีใหญ ๆ คอื การประกอบพิธีตาง ๆ การรักษาความสงบเรียบรอยและการปองกันการรุกรานจากภายนอก ในอดีตน้ัน การใชก าํ ลงั เขายดึ อาํ นาจทางการเมือง หรือการแยงราชบัลลังกสมัยปลายอยุธยานั้น เปนปรากฏการณท่ีมีอยูไม นอ ย และการใชอาํ นาจทหารเขายึดอาํ นาจการเมืองกไ็ ดส บื ตอ มาจนถึงปจจุบนั ดังนั้นการยึดอํานาจการเมืองโดย กําลังทหาร จึงไมไดเปนของแปลกใหม แตจุดสนใจอยูที่การมีความสามารถที่จะทําประโยชนอะไรแก ประเทศชาติและประชาชน แตสิ่งท่ีเปนปญหาตอความชอบธรรมของรัฐบาลมากที่สุดในขณะน้ันคือ การขาด แคลนขาวสาร จนถึงกับตองปนสวนดวยการเขาแถวยาวเหยียดพรอมกับสํามะโนครัวในมือเพ่ือซ้ือขาวสาร เนือ่ งจากประเทศไทยเปนประเทศสงขาวออกสูตลาดโลกมาชานาน การขาดแคลนขาวจึงเปนปญหาที่ช้ีใหเห็น 54
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจุบัน” ความวิกลของระบบและรัฐบาลอยางเห็นไดชัด การขาดแคลนขาวยังตามมาดวยการขาดแคลนนํ้าตาลทราย สาเหตุของการชาดแคลนจะเกิดจากความไรประสิทธิภาพหรือการฉอราษฎรบังหลวง หรือดวยเหตุผลอื่นใดก็ ตาม ส่งิ ที่แจงชัดคอื รัฐบาลไมสามารถ “บําบัดทุกข บํารุงสุข” ได และท่ียิ่งทําใหเหตุการณรายแรงลงไปอีกคือ กรณีเครือ่ งบินเฮลคิ อปเตอรต กท่ที งุ ใหญ ซง่ึ เปน ปา สงวน ตามขาวคณะท่ีไปทุงใหญซึ่งมีดาราภาพยนตรไปดวย นน้ั เปนคณะลาสัตว ซึ่งเหตุการณดังกลาวน้ีเทากับเปนการทาทายตอความถูกตอง ทําใหภาพพจนของรัฐบาล เสียหายอยางมาก และเม่ือเร่ืองราวเลยเถิดไปจนถึงการคัดชื่อนักศึกษารามคําแหง จํานวนหน่ึงออกจากบัญชี นักศึกษา เพราะไดตีพิมพบทความถากถางกรณีทุงใหญและการตออายุราชการของจอมพลถนอม ก็ไดมีการ ประทวงอธิการบดี การประทวงเร่ิมตนดวยเรื่องการที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหงถูกคัดชื่อออกจากบัญชี นกั ศกึ ษา แตต อนปลาย ๆ ไดมีการเปลี่ยนประเด็นเปนเรอ่ื งการเรียกรองรัฐธรรมนูญ ทําใหรัฐบาลรีบตัดบทโดย การจบั บุคคลท่ีสาม จากน้ันก็สัญญาวาจะรีบเข็นรฐั ธรรมนูญออกมา สิ่งซึ่งนักศึกษาไดเรียนรูจากการเดินขบวน ประทวงคราวนี้ก็คือ ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญเปนประเด็นทางการเมืองซึ่งรัฐบาลมีความรูสึกไว และการ เดินขบวนประทวงน้นั ไดรบั การสนบั สนุนจากประชาชน 7. จากที่กลาวมาท้ังหมด ต้ังแตปญหาโครงสรางมาจนถึงปญหาความชอบธรรมของรัฐบาล จะเห็นวา เปรยี บเสมือนการจัดเวที ซึง่ จะตองมกี ารเรมิ่ ตนการแสดงโดยตัวละคร ซ่ึงในท่ีนี้ไดแก ขบวนการนักศึกษา ถาไม มีขบวนการนกั ศกึ ษา เหตกุ ารณ 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 อาจยังไมเกิดขึ้นเร็วขนาดนั้น ถาจะมีขอผิดพลาดท่ีสําคัญ ในทางการเมอื งของกลุม ถนอม – ประภาส – ณรงค ก็คือการปลอยใหเกิดศูนยกลางนิสิตนักศึกษาแหงประเทศ ไทยข้ึน ทั้งนี้เพราะการรวมตัวของนักศึกษาจะหนีไมพนประเด็นทางการเมือง เมื่อสฤษดิ์ข้ึนมามีอํานาจน้ัน สฤษด์หิ า มมใิ หมีกิจกรรมนักศกึ ษา นอกจากเร่อื งกฬี า บันเทงิ โตวาที เพราะสฤษดิ์รูดีวาถานักศึกษารวมกลุมกัน จะเปน ปญหาทางการเมอื ง ซงึ่ เหน็ ไดชัดจากการคัดคานเลือกตั้งสกปรกสมัยจอมพล ป. เมื่อป 2500 ดงั น้นั ในชว ง ท่ีสฤษดิ์มีอํานาจจนถึงตอนประกาศใชร ฐั ธรรมนูญเม่ือ พ.ศ. 2512 ไมมกี ิจกรรมทางการเมอื งใหญ ๆ นอกจากการ เดินขบวนประทว งศาลโลกท่ีตัดสนิ ใหไ ทยแพใ นกรณเี ขาพระวิหาร แตร ะหวาง พ.ศ. 2512 – 2514 น้ัน ศูนยกลาง นสิ ติ นักศึกษาแหง ประเทศไทยกไ็ ดเ กิดข้นึ แมจะมีการยึดอํานาจโดย จอมพลถนอมใน พ.ศ. 2514 การรวมพลัง ของนกั ศึกษาไดกระทําสาํ เร็จและไดร ับการสนับสนนุ จากประชาชนหลายเรื่อง เชน การตอตานการขึ้นคารถเมล การตอตา นสนิ คาญ่ีปุน การตอตานคําประกาศคณะปฏวิ ตั ฉิ บับท่ี 299 ดังน้นั การเดินขบวนประทวงของศูนยกลาง นสิ ิตนักศกึ ษาแหงประเทศไทย จึงเปนตวั แปรสําคัญทนี่ ําไปสูการเปล่ียนแปลงคร้งั ใหญ 8. กลุม การเมอื งที่สาํ คัญกลมุ หน่งึ ซ่ึงมผี ลตอ การเปลี่ยนแปลงเม่ือ 14 ตุลาคม 2516 คือ กลุมจารีตนิยมซ่ึง ไดแก ขุนนางขาราชการหัวอนุรักษนิยม และผูนิยมระบบการปกครองแบบจารีตประเพณีท้ังหลายตั้งแต 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2475 เปนตนมา กลมุ จารตี นิยมอยใู นสภาพตกตํ่า ทั้งนี้เพราะกลุมผูกอการ พ.ศ. 2475 ไดขึ้นเถลิง และผกู ขาดอาํ นาจกลมุ ผกู อ การ 2475 เปนกลุมท่ีตอตานกลุมจารีตนิยม ดังน้ัน เม่ือจอมพล ป. ตกจากอํานาจไป สถานะของกลุมจารีตนิยมก็กระเตื้องขึ้น แตก็ยังติดขัดอยูท่ีการผูกขาดอํานาจของกลุมทหาร และการผูกขาดดู เสมือนวาจะสืบตอไปอีกจากการพยายามสืบทอดอํานาจของพันเอกณรงค ดังน้ัน ถามีการขจัดกลุมถนอม – 55
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ประภาส – ณรงค เสีย ฐานะของกลุมจารีตนิยมก็จะดีขึน้ ซง่ึ ทําใหน าคดิ วาการลมกลุมถนอม – ประภาส – ณรงค นาจะไดรบั ความสนบั สนุนจากกลมุ น้ีอยางนอยก็ในทางออ ม สภาพ 14 ตลุ าคม 2516 เหตุการณ 14 ตุลาคม30 2516 เรมิ่ ตนดว ยการเดนิ แจกใบปลิวเรียกรอ งรฐั ธรรมนญู ของกลุมนักศึกษากลุม หน่ึง (มีอาจารยรวมดวยหน่ึงคน) ในวันที่ 6 ตุลาคม 2514 และถูกตํารวจจับซึ่งเปนจุดท่ีนําไปสูเหตุการณ 14 ตลุ าคม 2516 กอนหนา นน้ั ก็ไดมกี ารเซ็นชื่อ 80 คน เพ่ือเรียกรองรัฐธรรมนูญ และยังมีจดหมายจาก ดร.ปวย อึ๊ง ภากรณ อดตี ผวู าการธนาคารแหงประเทศไทยถงึ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี โดยเขียนเปนจดหมาย จากนายเขม เยน็ ยง่ิ ถึง นายทนุ เกยี รติกอ ง ใหมกี ตกิ าของหมบู า น “ไทยเจรญิ ” อยา งไรก็ตามการจับผูแจกใบปลิว เรยี กรอ งรัฐธรรมนญู เปนจดุ เรม่ิ ตน ของจดุ จบของรัฐบาลของกลมุ ถนอม – ประภาส – ณรงค ผถู กู จับตัวมีครงั้ แรก 11 คน ตอ มาไดจับนักศึกษาอกี ผหู น่งึ และไดจ บั นกั การเมอื งผูห นึง่ ดวย นกั การเมือง ผนู เี้ ปนผูอยูใตค วามอุปถัมภของอดตี อธบิ ดีกรมตํารวจ ซึ่งไมไ ดตอ อายุราชการ ทําใหช้ีใหเห็นวา การจับบุคคลที่ 13 นา จะกระทาํ ไปเปนการตดั ไมข ม นาม และอาจจะไมเกี่ยวกับ 12 คนแรก ก็เปนไดผลที่ตามมาก็คือการชุมนุม โดยศูนยก ลางนสิ ิตนกั ศกึ ษาแหง ประเทศไทยโดยเริ่มตนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร การประทวงประกอบดวย การอภิปรายโจมตีรฐั บาลและตวั บุคคลซง่ึ ไดแ ก จอมพลถนอม จอมพลประภาส และพันเอกณรงค จํานวนของผู ประทวงมมี ากขน้ึ ตามลําดบั จนผลสุดทายกลายเปนการประทวงท่ีประกอบดวยคนจํานวนไมต่ํากวาหาแสนคน เหตุการณทง้ั หมดเรมิ่ ต้ังแตว นั ท่ี 6 ตุลาคม 2516 และสิ้นสุดลงวันท่ี 16 ตุลาคม 2516 แตเ หตุการณที่เกิดนองเลือด คือ วันอาทติ ยท่ี 14 ตลุ าคม 2516 จึงไดข นานนามเหตุการณทางการเมืองคร้ังนน้ั วาเหตกุ ารณ 14 ตลุ าคม 2516 การนองเลอื ดท่เี กิดขน้ึ เริ่มตนจากการประทวงขนานใหญที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรท่ีลานโพธ์ิ ต้ังแต วนั ที่ 9 ตลุ าคม ในวันที่ 13 ตลุ าคม ผูป ระทวงทั้งหมดซึ่งประกอบดวยนิสิตนักศึกษานักเรียนประชาชนก็เคล่ือน ออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรไปยังอนุสาวรียประชาธิปไตย ระหวางตอนบายของวันที่ 13 จนถึงเชา 14 ตุลาคม เปน ชวงเวลาของการเจรจาตอ รองระหวางกรรมการของศนู ยแ ละรฐั บาลผสมผสานกับความสบั สน ความ ไมเขาใจบางประการของกลุมผูนํา ความตึงเครียดซึ่งซับซอน และที่สําคัญคือ การนองเลือดท่ีเกิดขึ้นในเชา 14 ตุลาคม 2516 ซ่ึงเกิดจากการประทวงกันระหวางตํารวจและผูประทวง ไดนําไปสูเหตุการณที่นาเศราที่สุดใน ประวตั ิศาสตรไทย นกั ศกึ ษาอาชีวะจํานวนหนง่ึ ไดเ สยี สละชวี ติ ทําการตอ สูกบั เจาหนา ทีผ่ ถู ืออาวุธ ที่นาเศราสลด คอื คนไทยฆา กนั เองมกี ารเสียเลือดเสียเน้ือ ชีวิต (ประมาณ 80 คน) และทรัพยสิน มีการเผาอาคารราชการ การ ทําลายสัญลักษณจราจร ฯลฯ ไดมีการพยายามเรียกรองใหทุกฝายกลับเขาสูความสงบโดยสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระชนนี และผลสุดทายพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดทรงออกโทรทัศนรับส่ังวา “วันนี้เปนวันมหา วปิ โยค” และไดรบั ส่งั ใหท กุ ฝา ยกลับไปสคู วามสงบ หยุดยัง้ การรบราฆาฟน กนั เอง แตป ระชาชนทีป่ ระทว งก็ยังคง ประทวงตอ แมจอมพลถนอมจะลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีแลวก็ตาม ผลสุดทายเมื่อมีการประกาศวา จอมพลถนอม จอมพลประภาส และพนั เอกณรงค ยินยอมเดินทางออกนอกประเทศชว่ั คราว ฝูงชนก็เริ่มทยอยกัน 30 รองศาสตราจารย ดร.สมคดิ เลศิ ไพฑูรย,สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๒๐๕, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎรพิมพ 56
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจุบัน” กลบั สเู คหะสถานของตน เปน อันส้นิ สุดการประทวงและรัฐบาลทหารของกลุมถนอม – ประภาส – ณรงค ก็ถูก โคนลมลง ผลการเปลย่ี นแปลง 14 ตุลาคม 2516 เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร กราบถวายบังคมลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระ เจาอยูหัวไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงต้ังนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร และองคมนตรี เปนนายกรัฐมนตรี ซ่ึงเปนการเร่ิมตนรัฐบาลใหม เพ่ือเตรียมพรอม สําหรบั การรางรัฐธรรมนูญและการเลอื กตง้ั ในระบอบประชาธิปไตยอยา งสมบรู ณแบบ สิง่ ท่ีนาคิดคือ ทําไมกลุม ถนอม – ประภาส – ณรงค จงึ หลุดจากอํานาจ คําตอบก็คงจะอยูท่ีตัวแปรตาง ๆ ดังกลาวมาแลว และที่สําคัญอีก อยา งหนง่ึ คอื กอนเหตกุ ารณ 14 ตุลาคม 2516 จอมพลประภาส จารุเสถยี ร ซ่ึงเปนผูบัญชาการทหารบกไดสูญเสีย ตําแหนงแก พลเอกกฤษณ สีวะรา ซ่ึงทําใหคิดวาเปนการถายดุลอํานาจไปยังกลุมผูอุปถัมภอื่น นอกจากนี้ยังมี ขอ สงั เกตวา ระหวางการประทวงนน้ั ไดมีการรว มมอื ชวยเหลอื ทางการเงิน เพ่ือซ้ืออาหารใหแกนักศึกษา โดยขอ น้ี จึงกลาวไดว า การลมรฐั บาลกลุมอํานาจของถนอม – ประภาส – ณรงค มีลักษณะแนวรวมอยางกวางขวางคือ ปญญาชนและมวลชน ผนึกกาํ ลงั กับกลมุ พลังทางการเมอื งโดยเฉพาะกลุม ผอู ปุ ถัมภท ีเ่ ปนคแู ขง ของกลุม ถนอม – ประภาส – ณรงค รวมท้ังกลุม จารีตนยิ มไดล ม รฐั บาลทหารกลมุ ถนอม – ประภาส – ณรงค ผลทเ่ี กดิ ข้นึ คือ (1) การลมรฐั บาลทหารไทย โดยการประทวงของประชาชนในขนาดทไ่ี มเคยมีมา กอนในประวัติศาสตร ยคุ ใหม (2) การทาํ ลายกลุม อุปถมั ภส ําคญั กลมุ หน่ึง ซ่ึงผูกขาดอํานาจมานาน และมที าที จะสืบทอดอาํ นาจตอ ไป (3) การเปดโอกาสใหเ กดิ การปกครองระบอบประชาธิปไตย (4) การกลับมามีบทบาทและอํานาจของกลมุ จารตี นิยมมากข้ึน (5) การเปล่ียนแปลงและสรรหาตัวผูอุปถัมภใหม กลาวคือ ผูอยูใตความอุปถัมภ ของกลุมถนอม – ประภาส – ณรงค ตองว่งิ หาผอู ุปถัมภ (6) ทหารและตาํ รวจเสียความเชื่อถือลงไปมาก ในขณะเดียวกนั กลุมนิสติ นกั ศึกษา อาจารยมหาวิทยาลัย มีบทบาทในการแสดงออกทางการเมืองมากขน้ึ การลมรัฐบาลกลุมถนอม – ประภาส – ณรงค ซึ่งไดรับสมญานามวา “สามทรราชย” น้ัน เบ้ืองแรกดูจะ เปนจุดเร่ิมตนของประชาธปิ ไตยอนั สดสวยงดงาม ทุกอยางดูจะดําเนินไปสูในแงดีของอนาคตของประเทศชาติ และความหวังเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซ่งึ เต็มไปดว ยสิทธิ เสรีและนเี้ ปน บรรยากาศทปี่ รากฏอยู ท่วั ไป แตเพียงชั่วระยะเวลาไมนานความรสู ึกในแงดีตาง ๆ กเ็ รมิ่ เจือจางไปดว ยความไมแ นใ จ การลมอาํ นาจเผด็จ การเปน เร่ืองหนงึ่ แตก ารสรางประชาธปิ ไตยเปนอีกเรื่องหน่ึงและกระบวนการท้ังสองไมจําเปนตองไปดวยกัน หรอื กระบวนการอันหลงั ไมจ าํ ตอ งตามมาโดยอัตโนมัติ 57
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” สภาพการณทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในชวงกอนรัฐธรรมนูญ 2517 หลังการลมของรัฐบาลกลุม ถนอม – ประภาส – ณรงค แลว พระบาทสมเด็จพระเจาอยหู วั ทรงยุบสภา จากน้ันก็มีพระบรมราชโองการโปรด เกลาแตง ตง้ั สมาชิกสมัชชาแหง ชาติข้ึน 2,346 นาย และใหมกี ารเลอื กสมาชกิ สภานติ บิ ญั ญตั จิ ากสมาชกิ สมชั ชาขนึ้ 299 นาย เพื่อทําหนาท่ีสภานิติบญั ญัติ นอกจากน้นั กม็ กี ารแตง ตง้ั กรรมการรา งรฐั ธรรมนญู เพื่อรา งรัฐธรรมนูญสําหรับประชาชนชาวไทย ใช ถาวรตอ ไป เพือ่ ใหก ารพฒั นาระบอบประชาธิปไตยไดผ ล ไดมคี ณะกรรมการเผยแพรประชาธิปไตย โดยมีนักเรียน นสิ ติ นกั ศึกษามาสมคั รเพ่ือทําหนาที่เผยแพรประชาธิปไตยในจังหวัดตาง ๆ ซึ่งมีขอนาสังเกตวาไดนําไปสูการ ขัดแยง กนั ระหวางนกั ศึกษาซ่งึ มีความคิดทจ่ี ะเปลยี่ นแปลงสงั คมไปในทศิ ทางทด่ี ีขน้ึ ตามแนวความคดิ ของตน กบั กลมุ ขา ราชการซง่ึ มีลักษณะอนุรกั ษนิยมและยึดมัน่ ในคานยิ มดงั้ เดิม ส่ิงท่ีทําใหประชาชนทั่วไปคลายความเชื่อมั่นเร่ืองอนาคตทางการเมืองท่ีควรจะแจมใสก็คือ ปญหาที่ หมักหมมมานานไดถ กู เปด เผยข้ึน พรอมท้งั โอกาสเปด สําหรับการแสดงออก ตอ ปญ หาในดา นตาง ๆ อาทิ การกด ขี่ขมเหงโดยขา ราชการและโดยระบบราชการทงั้ หมดนอี้ อกมาในรูปของการเดินขบวนเรียกรองตอรัฐบาล หรือ โดยผานตัวแทนกลุม การนัดหยุดงานของผูใชแรงงาน การเดินทางเขามารองทุกขในกรุงเทพฯ ของชาวนา ดู ประหน่งึ วาถนนทุกสายมงุ สทู าํ เนยี บรฐั บาล เพ่อื ขจัดปญ หาความอยุติธรรมตาง ๆ ซ่ึงในหลายกรณีก็มีเหตุผลฟง ได แตในหลายกรณีกเ็ ปน การฉวยโอกาส แตเหตกุ ารณทั้งหมดน้ชี ้ีใหเห็นวาราชการหนวยตาง ๆ เปนกลไกท่ีไม สามารถแกปญ หาหรอื ตอบสนองตอความตองการของประชาชนไดอยางมีประสิทธิภาพ จึงตองว่ิงเขาหารัฐบาล และนายกรัฐมนตรีโดยตรง ในขณะท่ีสังคมไทยกําลังประสบปญหายุงยาก เต็มไปดวยบรรยากาศของความ ขัดแยงเครง เครียดและการประจญั หนา ก็ถูกซํ้าเติมดวยการข้ึนราคานํ้ามันดิบของกลุมประเทศผูผลิตน้ํามันเพ่ือ สง ออก (โอเปค) ทาํ ใหเ กดิ ปญ หานา้ํ มนั ราคาแพงและขาดแคลน จนถึงกับมีมาตรการบางอยางเพื่อการประหยัด ซง่ึ ทาํ ใหเกิดปญหาตา ง ๆ ตามมา นอกจากน้ันราคาสนิ คา อุปโภคบริโภคก็ไดถีบตัวสูงข้ึนจากการขึ้นราคาน้ํามัน ปญ หาซงึ่ มมี ากอยูแ ลวกก็ ลับทวีความรุนแรงมากข้ึน แตอาศัยท่ีรัฐบาลซึ่งประกอบดวยนายกรัฐมนตรีท่ีมือขาว สะอาดและคณะรฐั มนตรที ่ีมคี ุณภาพดีกวาหลาย ๆ ชุดในอดีต กส็ ามารถประคบั ประคองรัฐนาวาไปได จนมีการ ประกาศใชร ัฐธรรมนูญและมกี ารเลอื กตั้งทว่ั ไปในเดือนมกราคม 2518 สรุปสภาพการณทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในชวงกอนรัฐธรรมนูญ 2517 น้ันกลาวไดอยาง สังเขปวา ในแงสังคมนั้นพลังมวลชนกลุมตาง ๆ ที่ถูกคุมขังอยูในกรอบของการเมืองระบบพอขุนไดพวยพุง ออกมาแสดงขอ เรยี กรอ งตาง ๆ ปญ หาท่ีมีการเรียกรอ งตอระบบการเมืองมีทั้งเรื่องความอยุติธรรมในดานสังคม และเศรษฐกิจ การถกู เอารดั เอาเปรียบ การถูกขม เหงรังแก ในแงเศรษฐกจิ นั้น การขึ้นราคานํ้ามัน กอใหเกิดความ เดือดรอ นไปทั่ว สินคา ข้นึ ราคา ปญ หาดังกลา วออกมาในแงข องการแสดงออกทางการเมือง ในดานการเมืองน้ัน ความพยายามในการวางรากฐานประชาธิปไตย ก็ดําเนินไปอยางเขมขน มีการรางรัฐธรรมนูญ การเผยแพร ประชาธิปไตย การอภิปรายปญหาบานเมือง การรวมตัวของกลุมตาง ๆ เชน สมาคมเพื่อสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน (สสส) และกลุมประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (ปช.ปช.) เปน ตน นอกจากน้ันก็มีการรวมกลมุ เชน กลุม 58
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” ดสุ ติ 99 กลุม พลังใหม เพ่อื เตรียมการกอต้งั พรรคการเมอื ง ความต่นื ตัวทางการเมืองและสภาวะพลวัตมีอยูทั่วไป คละไปกับปญหาตาง ๆ ทางสังคม เศรษฐกิจ ซ่ึงในแงหน่ึงเปนระยะหัวเล้ียวหัวตอที่คอนขางจะสับสน และ เสมือนกบั จะเปนการพยากรณใหเ หน็ ความยุงยากในอนาคต ในชว งน้ีทหารและตํารวจตางก็สงวนบทบาทและทาที คอยเฝาดูพัฒนาการตาง ๆ อยางสงบ แตก็เริ่มมี การสอใหเ ห็นการเตรยี มตัวเพ่อื เผชิญกบั ปญหาที่กําลังจะติดตามมา กลุมนิสิตนักศึกษาก็เริ่มมีรอยราวเกิดขึ้น มี การแยกตวั ออกเปนสองกลมุ คอื ศูนยก ลางนิสติ นกั ศึกษาแหงประเทศไทย กบั สหพันธนกั ศึกษาเสรีแหงประเทศ ไทย กลุมหลงั เปน กลมุ ทแี่ ตกออกไปจากกลมุ แรก เพราะเริ่มมคี วามคิดในทางการเมืองตางกัน และบางพวกก็ไป สงั กัดกบั กลุมจดั ต้งั ซ่งึ ไดรบั ความสนับสนนุ จากองคก รของรัฐ และมีกจิ กรรมทีถ่ ว งดุลกับกลมุ นิสิตนกั ศกึ ษา การเมอื งไทยภายใตรัฐธรรมนูญ 2517 เมือ่ ประกาศรฐั ธรรมนูญฉบบั ป พ.ศ. 2517 แลวก็มีการเลือกตั้งเดือนมกราคม พ.ศ. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธ์ิ ปราโมช หัวหนาพรรคกจิ สังคมไดเปนนายกรัฐมนตรี รัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหมเปนรัฐบาลผสม31ซ่ึงตอมา ม.ร.ว.คึก ฤทธ์ิ ไดป ระกาศยบุ สภา และเลือกตั้งใหมในเดือนเมษายน พ.ศ. 2519 และ ม.ร.ว.เสนีย ปราโมช หัวหนาพรรค ประชาธิปตย พช่ี ายของ ม.ร.ว.คกึ ฤทธ์ิ ไดเปน นายกรัฐมนตรจี นเกดิ นองเลือดและรัฐประหารเมื่อ 6 ตุลาคม ในป เดียวกัน ซง่ึ เปน การส้ินสดุ ยุคประชาธิปไตยอันสมบรู ณแ บบ เนื่องจากจุดประสงคของงานศึกษาน้ีตองการมองภาพเหตุการณอยางกวาง ๆ จึงขอพูดถึงยุคการเมือง ภายใตรัฐธรรมนญู 2517 รวม ๆ กนั ไป ประชาธปิ ไตยภายใตรัฐธรรมนญู 2517 เปนประชาธปิ ไตยทสี่ มบูรณแบบ เพราะเปน ประชาธิปไตยทไี่ ดมาโดยเหตุการณ 14 ตุลาคม 2516 นบั ไดวาเปนประชาธปิ ไตยที่มาจากการตอสูของ มวลชน สิ่งทป่ี รากฏในชวงเวลาดังกลา วมองไดเปนสองแง คือ ในแงบวกและในแงลบ ในแงบวก ในแงบ วกนั้น การเมอื งภายใตรัฐธรรมนูญ 2517 มีอยูห ลายแง คือ 1. โอกาสของการพฒั นาระบอบการปกครองแบบประชาธปิ ไตย การเลอื กต้งั การจัดตั้งรฐั บาล การแกไข ขอขัดแยงตาง ๆ แสดงเดน ชดั วาคนไทยรกู ตกิ าและสามารถจะปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตยได อยาง นอ ยก็ชใี้ หเห็นวามีศกั ยภาพท่ีจะพัฒนาตนเองและระบบ 2. ความตื่นตัวทางการเมอื ง การแสดงออกทางการเมอื ง การเรียกรอ งและประทวงตาง ๆ ความสนใจของ คนท่มี าฟง คําอภิปรายตาง ๆ รวมท้ังส่ิงตีพิมพที่เปนวรรณกรรมทางการเมือง ชี้ใหเห็นลักษณะพลวัตรของการ เมอื งไทย ความตน่ื ตัวและความกระตอื รอื รน การเรียกรองสิทธแิ ละการตระหนกั ถึงความสมั ฤทธิผลทางการเมือง 3. การพฒั นาโครงสรา งพ้นื ฐานทางการเมือง การพยายามจับกลมุ และเขา รวมองคกรการเมือง เปนตนวา การเขา เปนสมาชกิ ของพรรคการเมืองหรือการเขารวมในกิจกรรมของกลุมการเมืองหรือกลุมผลักดัน เปนการ ชแี้ นะวา การพัฒนาโครงสรา งพ้ืนฐานทางการเมือง (political infrastructure) กําลังดําเนินไปอยางกวางขวาง ซึ่ง ช้ีใหเ หน็ การพัฒนาการเมอื งในระดับหน่ึง 31 รองศาสตราจารยนครินทร เมฆไตรรตั น, สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๗๕, พ.ศ.๒๕๔๗,สาํ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎรพมิ พ 59
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” 4. ความเสมอภาคทางการเมอื ง จากขอ 2 และ 3 ทําใหเกิดความเสมอภาคทางการเมอื งมากข้นึ การผูกขาด อาํ นาจทางการเมอื งลดนอยลง และทําใหค นจํานวนไมน อยรูสึกวาตนมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคเทากับ คนอนื่ ซ่ึงแสดงใหเ หน็ จากการมีสวนรว มในการแสดงออก สงั คมไทยมลี กั ษณะเปด และคนดอ ยอภสิ ิทธิร์ สู ึกวา มี ความเสมอภาคมากขน้ึ ในขณะที่คนช้ันสงู กต็ อ งปรบั ตัวกับสภาวะอันใหมด วย 5. การตอบสนองของระบบราชการตอความตองการของประชาชนดีขน้ึ ระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้น ทาํ ใหเ จาหนา ท่ีราชการ กระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ ตอบสนองตอความตองการของประชาชนมากข้ึน การวาง อํานาจบาตรใหญล ดนอยลง และความรูสกึ เรอื่ งประชาธปิ ไตยเรม่ิ เกดิ ขน้ึ ในหมูขาราชการ ซึ่งท้ังหมดนี้สอไปใน ทางบวก ในแงลบ ในแงลบนน้ั การเมืองไทยภายใตรัฐธรรมนูญ 2517 เปนการฝนรายของคนจํานวนไมนอย ซึ่ง พอจะแยกเปน ขอ ๆ คอื 1. การเรียกรองทางการเมืองมีมากเกินขอบเขต การเรียกรอง การประทวง การนัดหยุดงาน ซึ่งเกิดขึ้น อยา งมากมาย (ป 2516 – 501 ครั้ง/ป 2517 – 357 คร้ัง/ป 2518 – 241 ครั้ง/ป 2519 – 133 คร้ัง) การเขามารองทุกข โดยชาวนา ฯลฯ ชใ้ี หเหน็ วาการเรียกรอ งทางการเมืองเกิดขึ้นบอ ยครงั้ มาก ซ่ึงหลายกรณมี าจากความเปนจริงและ หลายกรณีมาจากการฉวยโอกาสท่ีไมสมเหตุสมผล แตที่สําคัญก็คือการเรียกรองทางการเมืองอันมากมายน้ี ช้ใี หเหน็ วา การต่ืนตวั ทางการเมืองกาํ ลงั ถึงจุดสูง ซ่งึ เกินเลยกวาความสามารถและทรัพยากรของระบบการเมือง จะรองรบั ได 2. ปฏิกริ ยิ าตอบโตจ ากกลมุ อนุรักษน ยิ ม การกาํ เนิดของกลุมตา ง ๆ ซงึ่ ไดมีการเรียกรองทางการเมือง ได นาํ ไปสูการเกดิ กลุมตอตาน หรอื กลุมคานข้นึ มา ซ่ึงมกี จิ กรรมทีแ่ สดงออกในทางความรนุ แรง เปนการคุกคามตอ การรวมกลมุ ทางการเมือง เชน กลมุ กระทิงแดง เปน ตน กลมุ กระทิงแดงเปนกลุมจัดต้ังสนบั สนนุ โดยผมู ีอํานาจ มี ลักษณะเปน กลุมกงึ่ ทางการ ซง่ึ มแี นวโนม วาจะมีการประจัญหนากับกลุมอ่ืน ๆ 3. การใชความรุนแรงในการแกปญหา การแสดงออกทางการเมือง เริม่ สอ ใหเ ห็นความรุนแรงมากขึ้น จน เกิดความรูสึกวาบานเมืองไมมีขื่อไมมีแป ความรุนแรงที่เห็นไดชัดคือ การท่ีตํารวจกลุมหนึ่งยกพวกไปทําลาย บานนายกรฐั มนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช การยกพวกเขา เผามหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร การพยายามขวางระเบิด ทท่ี าํ การพรรคพลงั ใหม และในการชุมนุมการหาเสยี งของพรรคพลงั ใหมในชนบท การขวางระเบิดใสการชุมนุม ของชาวไทยมุสลมิ ทางภาคใต การขวางระเบิดใสผ ูเ ดินขบวนประทว งการตง้ั ฐานทัพอเมรกิ า และสถานีเรดา การ สังหาร ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตเลขาธกิ ารพรรคสังคมนยิ มแหงประเทศไทย ฯลฯ ลวนแตสอใหเห็นความ วุน วาย และปน ปว นทางการเมือง ซ่ึงมีแนวโนม วา ถา ปลอยใหเ ปนไปอยา งน้ี กลยี ุคทางการเมอื งกาํ ลังจะตามมา 4. ความคิดทางการเมืองแตกแยกสุดโตงสองขั้ว ปรากฏการณท่ีนาวิตกที่สุดคือ การแตกแยกในทาง ความคิดทางการเมืองของคนไทยท่ีแตกแยกเปนสุดโตงสองขั้ว และมีลักษณะประจัญหนา การแตกแยกดัง กลา วคือ การแตกแยกของกลมุ ขวาจดั และซายจดั ซ่ึงมคี วามแตกตางกนั ในแงอุดมการณโดยฝายขวาจัดมองดูฝาย ซายจัดหรือหัวกาวหนาวาเปนกลุมท่ีเปนภัยตอสังคมไทย เปนคอมมิวนิสตท่ีมุงทําลายชาติ ศาสนา 60
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” พระมหากษัตริย สว นกลุมซา ยจดั ก็มองดูกลุม ขวาจดั วาเปนพวกไดโนเสารเตาลานป พวกปฏิบัตกิ ารที่พยายามจะ หยุดการหมุนของกงลอ ประวัติศาสตร ปรากฏการณอกี อันหนงึ่ คือ การตีพิมพวรรณกรรมของพวกหวั กาวหนาและพวกซายจัดออกมามากมาย กายกอง มที ัง้ งานเขียนและงานแปล เชน สารนิพนธของเหมาเจอตุง เปนตน ขณะเดียวกันก็มีการจัดนิทรรศการ เกี่ยวกบั สาธารณรัฐประชาชนจีนอยา งโจงแจง ซึ่งทาํ ใหเ กิดบรรยากาศของความเสรี แตขณะเดียวกันก็ทําใหฝาย อนุรักษนิยมตื่นผวา และพรอมที่จะหยุดย้ังการพัฒนาดังกลาว ท่ีนาเปนหวงท่ีสุดก็คือ ทัศนคติของฝายขวาท่ี ออกมาในรปู ของการตอตานดวยการมองดูวา บุคคลเหลานีเ้ ปน ภยั อันใหญห ลวงและตอ งกําจัด จนถึงมีการกลาว วา “การฆาคอมมิวนิสต ไมบาป” โดยภิกษุรูปหนึ่งและยังมีการแตงเพลงปลุกใจตาง ๆ รวมท้ังเพลงที่แสดง อารมณอ นั รุนแรงตอ ตา นพวกซายจัดวาเปน “คนหนักแผนดิน” ซ่ึงเปนบรรยากาศที่ตึงเครียด แตกแยก และนา สะพรงึ กลวั สภาพการณก อน 6 ตลุ าคม 2519 สภาพการเมืองไทยกอน 6 ตลุ าคม 2519 นับเปนสภาพการณที่กลาวไดวา ความตงึ เครยี ดทางการเมอื งอัน เกิดจากความขัดแยงระหวางกลุมสุดขั้ว คือขวาจัดและซายจัดถึงจุดสูงสุด ความขัดแยงทางผลประโยชนและ อํานาจทางการเมืองของผูน ําทางการเมอื ง และผนู ําทางทหารก็อยใู นลกั ษณะทวีความรุนแรงขึ้นเร่ือย ๆ ในชวงน้ี ม.ร.ว.เสนยี ปราโมช หัวหนา พรรคประชาธปิ ตย เปนนายกรัฐมนตรี รัฐบาลทตี่ ัง้ ขึน้ ก็เปน รฐั บาลผสม วกิ ฤตการณ ตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นนน้ั ก็ไดพยายามแกไ ขไปไดบา ง แตกระแสของความขัดแยงของขั้วสุดโตงท้ังสองยากท่ีจะลดลง ได ประกอบกบั รัฐบาลผสมเปนรัฐบาลท่ีออนแอ ทําใหสภาพของการเมืองไทยอยูในสภาพท่ีพรอมท่ีจะระเบิด ออกเปนเส่ียง ๆ และเม่ือ พลเอกกฤษณ สีวะรา ผูบัญชาการทหารบกถึงแกอนิจกรรม เม่ือเดือนเมษายน 2519 บุคคลทีค่ อยค้ําจุนหรือเปนหลกั ประกันระบอบประชาธปิ ไตยกห็ ายไปจากฉาก ทําใหบรรยากาศทางการเมืองซึ่ง เต็มไปดวยความตึงเครยี ดอยแู ลว เพิม่ ความนา สะพรงึ กลัว และความไมแ นนอนมากขึ้น ซึ่งนกั วชิ าการโดยเฉพาะ นักรฐั ศาสตรสามารถคาดการณไดวา ระบอบประชาธิปไตยคงอยูไดไมนาน การยึดอํานาจโดยทหารจะเกิดข้ึน เปน แตรอจังหวะและหาความชอบธรรมเทา นน้ั ท้ังนเี้ พราะยังมีมวลชนที่จับกลุมและจัดต้ังโดยเฉพาะศูนยกลาง นิสิตนักศกึ ษาแหงประเทศไทย ท่จี ะเปน ตัวคานการยึดอํานาจ ถา มองดเู หตกุ ารณก อน 6 ตลุ าคม 2519 ซ่งึ เต็มไปดวยการเรียกรองทางการเมืองและความขัดแยงตาง ๆ ทั้งในแงผลประโยชนและอุดมการณแตก็ไมสามารถหาขอยุติลงไดในระบบท่ีเปนอยูก็จะพบวาสภาวะอันนี้ สอดคลองกับทฤษฎีการพัฒนาการเมืองและความผุกกรอนทางการเมือง (political development and political decay) ของ ซามูเอล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) ที่วา ถาอัตราความจําเริญทางการเมือง (political modernization) มีสูง กลาวคือ ความตื่นตัวทางการเมืองซึ่งออกมาในแงของการแสดงออก การเรียกรอง การ ประทวง การตอตาน ขณะเดียวกันการพัฒนาการเมือง (political development) ซ่ึงไดแก การจัดต้ังสถาบัน ทางการเมืองขึน้ มาจัดระเบยี บการมีสว นรว ม หรือความจําเริญทางการเมืองดังกลาวมีต่ํา จะนําไปสูความผุกรอน ทางการเมืองซ่ึงไดแก ความวุนวายและลมทลายของระบบ ซึ่งหมายความวา ถาประชาชนมีความต่ืนตัวทาง 61
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจุบัน” การเมืองสูง และตองการมีสวนรวมทางการเมือง จะตองมีการพัฒนาสถาบันทางการเมืองเชน พรรคการเมือง กลุมผลประโยชนตา ง ๆ เพ่อื ใหการมสี ว นรว มน้อี ยใู นลักษณะจดั ตัง้ มีระเบยี บซึง่ สถาบันดงั กลาวจะทาํ หนาท่เี ปน ตวั คน่ั ระหวา งรัฐบาลกบั ประชาชน มิฉะน้ัน ประชาชนจะเขาหาตัวรฐั บาลโดยตรง และถาเกิดสภาพเชนน้ีข้ึนใน ขอบขายทก่ี วางขวาง รฐั บาลซ่ึงมีทรัพยากรจาํ กดั จะไมสามารถตอบสนองตอการมีสวนรวมโดยตรงเชน นี้ได กจ็ ะ นาํ ไปสูป ญ หาและวกิ ฤตการณทางการเมืองและผลสดุ ทายก็จะนําไปสูการลมของระบบ ซึ่งสถานการณระหวาง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 มีสภาพดังกลาว ท้ังน้ีเพราะความจําเริญทางการเมืองมีผลมาจากการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ซง่ึ เกิดข้นึ เพราะนโยบายพฒั นาประเทศของสฤษด์ิ ถนอม และประภาส คือ ระบบพอ ขนุ ซ่ึงเนนการพฒั นาบานเมอื งแตแชเ ยน็ การพัฒนาทางการเมือง ในแงของการสรางสถาบันเพ่ือการมี สวนรวมและหาขอยตุ ิความขดั แยง เมอ่ื ระบบพอขุนถูกลมการสรา งระบอบประชาธิปไตยเกิดข้ึนไมทันกับความ จําเรญิ ทางการเมือง และขอสาํ คัญไมส ามารถยตุ ปิ ญ หาตาง ๆ ท่ีหมักหมมมานานในระบบเผด็จการพอขุน ทําให เกิดการเสียดลุ ระหวางปญหาและความสามารถของระบบที่จะแกไ ขปญหานั้น เหตูการณ 6 ตุลาคม 2519 เปนจุดดําทางประวัติศาสตรไทย เพราะเปนเหตุการณที่รุนแรงโหดเหี้ยม ทารณุ มกี ารแขวนคอ ทําทารุณกรรมตอศพ เผาศพหรือคนท่ียังไมตายสนิทในท่ีสาธารณะ ไมวาจะอธิบายดวย เหตผุ ลกลใดก็ตาม กไ็ มสามารถจะหลีกเล่ียงสัจธรรมไดวา เหตุการณ 6 ตุลาคม เปนเหตกุ ารณอันนาเศราสลด นา สังเวช และไมค วรจะใหเ กิดขึน้ อีก คนไทยตองฆา กนั เองในลักษณะทารุณผดิ มนุษย ความเสียหายท่ีเกิดขึ้นในแง ชวี ิต และเลือดเน้อื เปน สิง่ ที่มากมายอยูแลว แตค วามเสยี หายทางขวญั กําลงั ใจ โดยเฉพาะทางจติ วิทยาของคนไทย จาํ นวนมากนน้ั คาํ นวณออกมาดว ยตัวเลขไมไ ดเลย วิธีการทด่ี ที ี่สุดคือ การถอื เอา 6 ตุลาคม 2519 เปนบทเรียนอัน แพงลว่ิ ของประชาคมชาวไทย และทกุ คนตอ งรวมมือกันเพ่อื มิใหเหตกุ ารณดงั กลาวเกิดขน้ึ อกี สภาพเหตุการณ 6 ตลุ าคม 2519 เหตกุ ารณ 6 ตุลาคม 2519 เริ่มตน จากการเดินทางเขาประเทศของ จอมพลถนอม กติ ตขิ จร ซึ่งบวชเณรมา จากสิงคโปร เพอื่ เขามาบวชพระท่ีวดั ในกรุงเทพฯ กอนหนา นัน้ จอมพลประภาสก็ไดพยายามเดินทางเขาประเทศ มาครั้งหนงึ่ แตถ กู นิสติ นักศึกษาและประชาชนตอ ตาน จึงทําไมสําเร็จ ในกรณีของจอมพลถนอมน้ัน เขามาโดย บวชเณร หม ผา เหลืองเขา มาเพ่ือมาบวช การเขามาบวชน้ัน ไดออกขาวทางสื่อมวลชนรวมทั้งโทรทัศนด ว ย ซึ่งเปน ทคี่ าดกันวา จะตอ งนําไปสกู ารประทว งโดยศูนยก ลางนิสติ นกั ศกึ ษาและประชาชน การประทวงก็ทําเชนเดียวกับ การชุมนุมประทว งครง้ั กอน ๆ แตเ นื่องจากทางมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรไดปฏเิ สธไมยอมใหใชสถานท่ี ผลที่สุด กลมุ ชนก็ไดใ ชกาํ ลงั เขายึดมหาวทิ ยาลยั และใชเ ปนท่ปี ระทวงตอ ไป ในการประทว งนนั้ ไดม กี ารแสดงการแขวน คอ ซึง่ กอนหนานั้นไดมีผูถูกจับโดยตองสงสัยวามีการกระทําผิดกฎหมายและถูกแขวนคอตายท่ีนครปฐม การ แขวนคอทล่ี านโพธ์ิเปน การลอ เลียนการเมือง ซ่ึงแสดงใหเห็นความไมมีขื่อไมมีแปของกฎหมาย แตดวยเหตุผล กลใดก็ตาม ภาพที่แขวนคอลอเลียนนั้นมีสวนละมายคลายคลึงกับภาพของพระบรมวงศานุวงศพระองคหนึ่ง โดยเฉพาะภาพที่ตีพมิ พในหนังสือพมิ พ Bangkok Post และดาวสยาม ซ่ึงเปนการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยาง อกุ อาจ จงึ ไดเ กดิ การชมุ นุมตอ ตา นการประทวงของกลุมนสิ ิตนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ขณะเดียวกัน 62
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” ทางวิทยยุ านเกราะกไ็ ดก ระจายเสยี งชีใ้ หเห็นการกระทําโดยอกุ อาจของศนู ยกลางนสิ ิตนกั ศึกษาแหงประเทศไทย ทางศนู ยกลางนิสิตนกั ศึกษาแหงประเทศไทยไดป ฏเิ สธขอ กลาวหาดังกลาว แตการก็สายเกินแก เพราะอารมณท่ี ถกู เรา และความแตกแยกทางอดุ มการณซ ง่ึ ออกมาเปน ความเกลียดชังไดท ําใหเกิดความกระเห้ียนกระหือท่ีจะห้ํา หั่นกัน ผลสุดทา ยก็เกดิ เหตุการณอ ันนา เศราสลด ในวันท่ี 6 ตุลาคม 2519 ไดมกี ารลอมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร และมีการตอสูกันดวยอาวุธปน จนเสียชีวิตไปไมนอย การยึดอํานาจ หรือการตอสูกันดวยความรุนแรงทาง การเมืองน้นั ยอ มจะนําไปสกู ารเสียชวี ติ และเลอื ดเน้อื แตท น่ี าตระหนกและสงั เวชใจคอื วธิ ีการอันทารุณที่กระทํา ตอนิสิตนักศึกษา การแขวนคอ การเผาโดยใชยางรถยนตเปนเชื้อ การรุมฆา ฯลฯ ทั้งหมดนี้เปนจุดดางดําใน ประวัตศิ าสตร ซง่ึ คนรนุ หลังตองจดจาํ เพอ่ื มใิ หเ กดิ ขึ้นอีก ในเย็นวันที่ 6 ตุลาคม น่ันเอง ก็ไดมีการยึดอํานาจการเมืองข้ึน นําโดยหัวหนาคณะปฏิรูปการปกครอง แผนดนิ ซ่ึงมี พลเรอื เอก สงัด ชลออยู เปนหัวหนา มปี ระกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 การยุบเลิกรฐั สภา การเลิกพรรคการเมือง ฯลฯ และมีการตั้งนายกรัฐมนตรี พลเรือนขึ้นมาบริหารประเทศคือ นายธานินทร กรัย วเิ ชยี ร เปน การส้นิ สุดระบอบประชาธิปไตยสมบูรณแบบ และเปน การสิ้นสุดของรฐั ธรรมนญู ท่ีไดม าดว ยการตอสู ของประชาชนท่รี วมตัวกนั ลม ระบบเผด็จการ32ทหาร การเมืองไทยยุคปฏริ ูปการปกครองแผนดนิ รัฐบาลใหม นําโดย นายธานินทร กรัยวิเชียร อดีตผูพิพากษาศาลฎีกา เปนรัฐบาลซึ่งเปรียบเสมือนเนื้อ หอย โดยมีเปลือกหอย ซ่งึ ไดแกทหาร เปน ผใู หความคมุ ครอง รัฐบาลธานินทร ซ่ึงตอมาถูกขนายนามวา รัฐบาล หอย ไดวางแผนการพฒั นาระบอบประชาธิปไตยออกเปนชวง ๆ ใชเวลาท้ังหมด 12 ป มีนโยบายที่เดนที่สุดคือ การตอตานคอมมิวนิสต โดยมีการอบรมขาราชการ กรมกองตาง ๆ ใหตระหนักถึงภัยคอมมิวนิสต ในระดับ ระหวางประเทศก็ไดมกี ารตอตา นลัทธแิ ละการปกครองระบอบคอมมวิ นสิ ต ไดม กี ารเรี่ยไรเงินสรางโรงพยาบาล สมเด็จพระยุพราช และยังมีการออกหนังสือพิมพเจาพระยา เพื่อทําเปนหนังสือพิมพตัวอยาง เน่ืองจาก คณะรัฐมนตรสี วนใหญเปนผทู ย่ี งั ขาดประสบการณ แมตัวนายกรัฐมนตรีจะมีจิตใจบริสุทธ์ิ ผลที่ออกมาก็ไมนา พิศมยั นกั นโยบายที่ไมสอดคลองกับความเปนจริง โดยเฉพาะนโยบายสุดโตงในการตอตานคอมมิวนิสต การ ปลูกฝง ความรูสกึ ชาตินิยม การมกี จิ กรรมแปลก ๆ เชน การพยายามสรางเสาธงใหส งู มาก ๆ ฯลฯ ทําใหรัฐบาลถูก มองในแงต ลก หรอื เกินเลย จนมเี สยี งซบุ ซิบเยาะเยย ถากถาง และบอ นทําลายความชอบธรรมของรัฐบาล และใน จํานวนกลุมทีพ่ ยายามทาํ ลายความชอบธรรมของรัฐบาลกม็ ีทหารบางกลุมรว มอยูดว ย เพียงไมถึงครึ่งปหลังจากรัฐบาลธานินทร เขามาบริหารประเทศ ก็มีการพยายามยึดอํานาจโดยการใช กําลังทหารอีก เม่ือวันที่ 26 มีนาคม 2520 การพยายามยึดอํานาจครั้งน้ีกระทําในโอกาสที่รัฐมนตรีสวนใหญ รวมท้ังตัวนายกรฐั มนตรีเดินทางออกตา งจงั หวัด เพือ่ รวมในโครงการพฒั นาประเทศในฤดูรอน แตฝายยึดอํานาจ ชะลา ใจ มิไดยึดสถานีโทรทัศน และยังมีการยิงกันตาย เพราะไมสามารถตกลงกันได ผลสุดทายการยึดอํานาจ 32 รองศาสตราจารยนครินทร เมฆไตรรตั น, สารนุกรมการเมอื งไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๒๐-๑๒๑, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร พิมพ 63
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” ลม เหลว พลเอกฉลาด หิรญั ศิริ หนึ่งในผนู ํากบฏ ซึง่ กอนหนานั้นออกบวชเปนภิกษุสงฆ เพราะถูกปลดออกจาก ราชการหลัง 6 ตุลาคม 2519 ไดถูกลงโทษดวยการยิงเปา ทําใหเกิดความรูสึกหวาดหวั่นวา จะทําใหเกิดการ แตกแยกกนั ในหมทู หาร แตความจรงิ การพยายามยดึ อํานาจก็เปน การบง ชี้แลววา มีการแตกแยกเกิดขึ้น และมีการ ตอตานรัฐบาล นายธานินทร กรยั วเิ ชยี ร จากสภาพการณตาง ๆ และจากขาวลือซ่ึงในแงการเมืองไทย เปนเรื่องสําคัญท่ีมองขามไมได มีการ คาดการณว าจะตองมีการยึดอาํ นาจเพอ่ื ลมรฐั บาล นายธานนิ ทร กรัยวเิ ชียร ผลที่สุดก็เปนไปตามคาด ไดมีการยึด อาํ นาจดว ยกําลงั ทหารอกี ครั้งหนึ่ง เม่ือวันท่ี 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 คณะที่ยึดอํานาจการเมืองคณะน้ี จากท่ีปรากฏ แกสาธารณชน นําโดยพลเรอื เอกสงัด ชลออยู แตถาวเิ คราะหเจาะลึกนา จะมผี หู นุนหลังซ่งึ ไมตอ งการออกหนาอยู ผทู ี่ไดเปนนายกรัฐมนตรคี นใหมคอื พลเอกเกรยี งศกั ดิ์ ชมะนันทน เกอื บหนงึ่ ปภ ายใตร ัฐบาล นายธานินทร กรัยวเิ ชียร ซึ่งเปน รฐั บาลนายกรฐั มนตรีพลเรอื น ภายใตค วามคุม กนั ของทหาร หรือรฐั บาลหอย โดยมที หารเปนเปลอื กหอยนั้น ทาํ ใหค นไทยไดเ รยี นรวู า (1) เผด็จการ ไมว า พลเรือนหรือทหาร ไมม ีอะไรแตกตางกนั บางคร้ังเผดจ็ การพลเรือนอาจจะนา กลวั กวา เผดจ็ การทหารเสยี ดว ยซา้ํ (2) นโยบายสุดโตง ไมว าขวาหรอื ซา ย เปน นโยบายท่ีไมนาพึงประสงค การมีนโยบายสุดโตง ทําใหไม สอดคลอ งกบั ความเปน จรงิ และบอ ยคร้งั นโยบายสดุ โตง คอื การหนีความไรค วามสามารถของตนเอง ดว ยการหา ความปลอดภยั จากการยดึ บางสิ่งบางอยา งอยา งเหนียวแนน (3) การปลกุ ความรสู ึกชาตินยิ ม หรอื การใชล ทั ธชิ าตนิ ยิ มในการบรหิ ารประเทศ ถาทําเกินกวาเหตุ รังแต จะนําไปสูผ ลเสยี เพราะความรูสึกชาตินิยมอันรุนแรง ก็คือความสุดโตงแงหน่ึง ผลสุดทายจะไมเกิดประโยชน อะไรขนึ้ มา (4) ความบรสิ ุทธใิ์ จ ความเปนคนมือสะอาดเปน คณุ สมบตั ิท่ีนา สรรเสรญิ แตไมเพียงพอที่จะคุมบังเหียน ประเทศ ผูบริหารประเทศตองมีคุณสมบัติดังกลาว แตตองสามารถมองโลกในแงวัตถุวิสัยและเล็งผลปฏิบัติ รวมท้ังชาญฉลาดในแงก ศุ โลบายดว ย (5) คนไทยเปน ชาติทีม่ ีลกั ษณะบางอยา งท่นี าภูมิใจ กลาวคือจะรวมตัวสามัคคีกนั เมือ่ เกิดวิกฤตการณ และจะไมอดกลน้ั ตอ ความสดุ โตง ไมวาทางใด ผลสุดทา ย เหตุผลจะเปน ตัวตัดสินการมีเหตผุ ล และอยูในทางสาย กลาง และทศั นคติท่อี อมชอม บางคร้งั ก็เปน วัฒนธรรมทางการเมืองที่กอ ใหเกิดผลในทางบวกได การเมืองยุคหลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ยุคท่ี ๔ ยุคก่ึงประชาธปิ ไตยหรือยคุ ประชาธปิ ไตยครึ่งใบ (พ.ศ.2520 – พ.ศ.2535) เราอาจจะใหน ิยามคาํ วา ประชาธิปไตยแบบคร่งึ ใบไดดงั ตอไปน้ี ประการแรก เปนอบุ ายของรฐั บาลทีป่ ระสงคจะครองอาํ นาจใหยาวนานทสี่ ุดโดยกําหนดในรัฐธรรมนูญ ในประเด็นสําคัญที่สุด 2 ประเด็น คือ (1) นายกรัฐมนตรีไมตองผานการรับเลือกต้ังเปน ส.ส. (2) ขาราชการ ประจําและทหารจะดํารงตําแหนงขาราชการประจํา และดํารงตําแหนงทางการเมืองไปพรอม ๆ กันไดในช่ัว 64
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” ขณะหนงึ่ ภายใตบทเฉพาะกาล หลงั จากนัน้ จะตองเลอื กอยางใดอยา งหนึง่ พรอ มท้งั การลดอํานาจของวฒุ สิ ภาท่ีมา จากการเลือกต้ังลงไป ซ่ึงเหตุการณนี้ทําใหทหารบางพวกพยายามเปล่ียนรัฐธรรมนูญ โดยอางเหตุผลท่ีวา รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ไมเ ปด ทางใหขาราชการทหารและขา ราชการพลเรอื น ซงึ่ มคี วามรูค วามสามารถเขาไปรับ ใชทางการเมือง ดังนั้นจึงไมเหมาะกับประเทศไทย ถึงแมวาความพยายามที่จะแกรัฐธรรมนูญประสบความ ลมเหลวหลายครงั้ แตก ็เปน เรื่องทไี่ ดส รางความไมส งบทางการเมืองใหเกิดขึ้นเปนระยะ ๆ ประการทสี่ อง ประชาธปิ ไตยแบบครึ่งใบสะทอนใหเห็นถึงการมองการเมืองในลักษณะมองความเปน จริงในประเด็นของการสรางสถาบัน อันท่ีจริงเปนการผสมของเกาและของใหม เปนที่ทราบกันในหมูผู สังเกตการณท างการเมืองไทยวา ถึงแมจะมกี ารเปล่ียนแปลงมากมายทางสังคมกต็ าม แตโ ครงสรา งทางอํานาจและ สถาบนั ทางสงั คมกย็ งั เกือบจะเหมอื นเดิม โดยเฉพาะอยางย่ิงในสวนเก่ียวกับทหารและขาราชการพลเรือน กลุม ผูน ําเหลา นี้จะยังคงมีบทบาทสาํ คัญตอ ไปในทางการเมืองไทย ในยุคประชาธิปไตยคร่ึงใบเปนความพยายามใน การแบง สรรอํานาจและการใชอํานาจรวมกนั ระหวางฝายขาราชการประจํากับฝายนกั การเมือง การผสมผสานใน การใชอ าํ นาจทางการเมืองดังกลาวยังคงดํารงความขัดแยงระหวางกลุมข้ัวอํานาจ โดยเฉพาะในฝายขาราชการ ประจํา ความขัดแยงดังกลาวไดประทุใหเห็นจากความพยายามในการทํารัฐประหารหลายครั้งหลายหนแตไม ประสบความสําเร็จ อาทิ ความพยายามทํารัฐประหารของกลุมนายทหารหนุม เมื่อวันท่ี 1 – 3 เมษายน พ.ศ.2524 และอกี ครั้งหนึ่งเม่อื วนั ที่ 9 กันยายน พ.ศ.2528 ขอสังเกตของการพฒั นาการของ “ประชาธิปไตยคร่ึงใบ” มอี ยูหลายประการ พอสรุปไดคือ ประการท่หี นงึ่ ความรว มมอื ในการปกครองประเทศระหวา งฝายขาราชการประจาํ โดยคณะทหารกับฝาย นกั การเมอื ง เปน ชวงเปลย่ี นผา นท่จี ะนําไปสรู ะบอบประชาธิปไตยเต็มใบได โดยเฉพาะฝายทหารเองจํานวนไม นอ ยทีเ่ ริ่มเหน็ ความสาํ คัญของระบอบประชาธิปไตยวาเปน ระบอบที่ควรสนับสนุนตอไปในสังคมไทย โดยอาจ กลาวไดว า ระบอบประชาธปิ ไตยเปน ระบอบการเมืองการปกครองที่เลวนอยที่สุด ที่ทําใหเกิดการยอมรับไดใน ระดบั หนงึ่ ประการท่สี อง สภาพทางสงั คม เศรษฐกิจมีแนวโนม ที่จะนาํ ประเทศไปสูระบอบประชาธิปไตยแบบทุน นิยมมากขึ้น ซ่ึงสภาพแวดลอมดังกลาวเปดโอกาสใหกลุมทุนไดเขามามีบทบาทในทางการเมืองมากข้ึน และ นาํ ไปสทู ่ีมาของ “นักธุรกิจการเมือง” และ “นักการเมืองธุรกจิ ” ทตี่ า งฝา ยกอ็ าศัยโอกาสในการดาํ รงตําแหนง ทาง การเมืองเพอื่ แสวงหาผลประโยชนสว นตัว ประการทส่ี าม ปญหาความแตกตา งทางดานลัทธิการเมือง หรืออุดมการณทางการเมือง และปญหาการ กอ การรา ยคอมมวิ นสิ ตม ีการแกไขอยางชาญฉลาดและคอ ยเปนคอยไป โดยการยอมรับจากทุกฝายทําใหชวยลด ความกดดนั ทางการเมืองและการทหารทั้งจากภายในประเทศและตา งประเทศอยางเห็นไดช ดั จากชวงรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักด์ิ ชมะนันทน ที่สืบตอโดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท และนําไปสู รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซ่ึงกาวข้ึนสูอํานาจเมื่อเดือนสิงหาคม 2531 เปนสถานการณที่นาจะนําไปสู “ประชาธิปไตยเต็มใบ” ไดอยางราบรื่น แตเหตุการณในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ไดทําใหสถานการณของการ 65
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” เผชญิ หนา ระหวา งฝายขาราชการประจาํ โดยเฉพาะคณะทหารกับฝายนักการเมืองหวนกลับมาอีกครั้งหน่ึง และ นําไปสูการรัฐประหารเมอื่ วนั ท่ี 23 กุมภาพนั ธ พ.ศ. 2534 โดยคณะรกั ษาความสงบเรยี บรอยแหง ชาติ (รสช.) สภาวะของธุรกจิ การเมืองแบบธนาธปิ ไตยและวณชิ ยาธไิ ตย ไดน าํ ไปสูขา วลอื เก่ียวกับการฉอราษฎรบัง หลวงอยา งหนักในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวณั จนทาํ ใหเ กดิ ความหวั่นวิตกกันทั่วไปวา จะนําประเทศไปสู ความหายนะ เพราะพันธะผูกพันท่ีทํากับบรรษัทตางชาติในโครงการใหญ ๆ ขณะเดียวกัน ความอหังการของ นักการเมอื งโดยเฉพาะรฐั มนตรีบางทานท่ีออกมาปะทะคารมกับนายทหารชน้ั ผใู หญ กอ ใหเกดิ ความตึงเครียดทาง การเมืองเปนอยางยิง่ แตเหนอื ส่ิงอน่ื ใดท้ังหมดคอื การปรับเปลี่ยนตําแหนงในกองทัพบก ซ่ึงมีผลตอเสถียรภาพ ทางการเมือง โดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไดล าออกจากราชการและเขา รวมกับรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยดํารงตาํ แหนง รองนายกรฐั มนตรีฝายความมั่นคงและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ในขณะที่พลเอกสุ จินดา คราประยูร ไดเขาดํารงตําแหนงผูบัญชาการทหารบก และพลเอกสุนทร คงสมพงษ ดํารงตําแหนงผู บญั ชาการทหารสูงสุด ซึ่งทกุ อยางกเ็ ขา แนว กลา วคือ ทางฝา ย จปร. รนุ 5 ไดค มุ กําลงั และดํารงตําแหนงสําคัญใน กองทพั บก ขณะเดียวกนั ก็มีอดีตผูบังคับบัญชาเปน รฐั มนตรีกลาโหม แตเหตุการณสําคัญทางการเมืองที่พัฒนาตอมาก็คือ การที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไดไปปราศรัยท่ี มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรวา ดว ยเรอื่ งการฉอ ราษฎรบงั หลวง ร.ต.อ.เฉลิม อยบู ํารงุ ไดอ อกมาตอบโตจนผลสดุ ทา ย พลเอกชวลติ ไดลาออกจากตําแหนง ทางการเมอื ง ทําใหเกิดชองวางทางอํานาจข้ึน พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได ควบตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมดวย และตอมาไดเชิญหัวหนาพรรคปวงชนชาวไทย พลเอก อาทิตย กําลังเอก มาดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีฝายความม่ันคง ความสัมพันธระหวางนายทหารแหง กองทัพบก จปร. รนุ 5 และรฐั บาลเริม่ ตงึ เครยี ดข้ึน การพบปะรบั ประทานอาหารเชา ในวันพุธเปนประจําระหวาง นายทหารชัน้ ผูใ หญแ ละนายกรัฐมนตรีเร่ิมขาดตอน สะทอ นใหเห็นความสัมพันธที่ตงึ เครียดยิง่ ขน้ึ ฟางเสน สุดทายบนหลังอูฐคือ การที่พลเอกชาติชาย ขุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจแตงต้ังพลเอก อาทิตย กาํ ลงั เอก ดาํ รงตําแหนงรัฐมนตรชี ว ยวาการกระทรวงกลาโหม โดยอา งวาเพื่อชว ยแบงเบาภาระของตน ใน วันท่ี 23 กมุ ภาพันธ 2534 พลเอกชาติชาย และพลเอกอาทิตย มีกําหนดการเดินทางดวยเคร่ืองบินเพ่ือไปเขาเฝา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวที่เชียงใหม แตก็กลายเปนกับดักตกอับที่สนามบินกองทัพอากาศ โดยเปนการ รัฐประหารของคณะที่เรียกตนเองวา คณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (รสช.) โดยมี พลเอกสุนทร คง สมพงษ ผูบัญชาการทหารสูงสุด เปนหัวหนาคณะ รสช. พลเอกสุจินดา คราประยูร ผูบัญชาการทหารบก พล อากาศเอกเกษตร โรจนนลิ ผบู ญั ชาการทหารอากาศ พลเรอื เอกประพัฒน กฤษณจันทร ผูบญั ชาการทหารเรอื เปน รองหัวหนาคณะฯ และมพี ลเอกอิสระพงศ หนุนภกั ดี รองผบู ัญชาการทหารบก เปนเลขานุการ เหตผุ ลของการรัฐประหารมี 5 ขอ คอื 1. มกี ารทุจรติ คอรปั ชนั ในบรรดารฐั มนตรีรวมรัฐบาลอยางกวางขวาง 2. ขาราชการการเมืองรังแกขา ราชการประจํา 3. รัฐบาลเปนเผด็จการทางรฐั สภา 4. มกี ารพยายามทําลายสถาบนั ทหาร 66
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” 5. บดิ เบอื นคดีวนั ลอบสังหารซง่ึ มจี ุดมงุ หมายลมลา งสถาบันพระมหากษัตริย คณะ รสช. ไดเลือก นายอานันท ปนยารชุน เปนนายกรัฐมนตรี และไดมีการแตงต้ังสภานิติบัญญัติ แหงชาตขิ น้ึ รวมทงั้ การแตง ตัง้ คณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญขึ้น 20 คน มีการแตงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ทรพั ยสินผทู ีม่ ีพฤตกิ รรมรํ่ารวยผดิ ปกติ ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรหี ลายคนเปนผอู ยใู นขา ยสงสยั ในขณะเดยี วกนั กม็ กี ารเคลื่อนไหวในการต้ังพรรคการเมืองโดยสมาชิกบางคนของ รสช. ท่ีเห็นเดนชัด คือ พรรคสามัคคีธรรม และยังมีความพยายามท่ีจะเขาคุมพรรคการเมืองท่ีมีอยูโดยสงคนสนิทเขาสูตําแหนง กรรมการบรหิ ารพรรค เชน กรณีของพรรคชาติไทยและพรรคกจิ สังคม เปนตน แตท่ีเปนประเด็นสําคัญคือ ความเปนอิสระของรัฐบาลนายอานันท ปนยารชุน ซ่ึงไมยอมอยูใตอาณัติ ทหารและบริหารบานเมืองดว ยความสะอาด บริสทุ ธ์ิ ตามหลกั วชิ าการ จนเกิดความรูสึกวามีความขัดแยงกันข้ึน ระหวา ง รสช. และรัฐบาล นอกเหนอื จากนัน้ ประเดน็ การแปรญตั ติรัฐธรรมนูญฉบับท่ีรางโดยคณะกรรมการชุด แรก 20 คน โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญ 25 คน ไดนําไปสูความขัดแยงอยางหนัก โดยเฉพาะบทเฉพาะกาลที่ เปดทางใหขา ราชการประจาํ ดาํ รงตาํ แหนง ขาราชการการเมืองได อํานาจของวฒุ ิสมาชกิ ในการแกไขรัฐธรรมนูญ และตวั นายกรัฐมนตรที ่ไี มจ าํ เปนตองผา นการเลอื กตง้ั เปน สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร เปนตน การประทว งรฐั ธรรมนญู ทีข่ าดความเปน ประชาธปิ ไตยไดนาํ ไปสูความตึงเครียดทางการเมือง จนตองมี การหามทัพกัน เหตกุ ารณสําคัญคอื พลเอกสจุ นิ ดา คราประยูร ไดใหสัมภาษณว า ตนและพลอากาศเอกเกษตร โร จนนิล จะไมรับตําแหนงทางการเมืองใด ๆ ผลสุดทายรัฐธรรมนูญก็ผานสภาท้ังสามวาระโดยมีขอขัดแยงที่จะ นาํ ไปสปู ญ หาในอนาคต คือ 1. ตัวนายกรัฐมนตรีจะมาจาก ส.ส. หรอื คนนอก ในรัฐธรรมนูญไมไดร ะบไุ ว 2. อาํ นาจวุฒิสมาชิกซึ่งมีอํานาจในการรวมอภิปรายและลงมติในการไมไววางใจรัฐบาล และพระราช กําหนด 3. ประธานรัฐสภามาจากประธานวุฒสิ ภาตามท่กี าํ หนดไวใ นรัฐธรรมนูญ ซ่ึงในรัฐธรรมนูญฉบับป 2521 ไดมกี ารแกไ ขใหประธานรัฐสภามาจากประธานสภาผแู ทนราษฎร 4. เขตการเลือกต้งั ไดเปล่ียนเปนเขตละ 3 คน เหมือนรัฐธรรมนญู ป 2521 แตท่ีเปนปญหามากท่ีสุด คือ คุณสมบัติของตัวนายกรัฐมนตรีและอํานาจวุฒิสมาชิก นอกจากนั้นยังมี ประเด็นปญหาท่ีหลงลืม คือ ในบทเฉพาะกาลใหประธาน รสช. เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการแตงต้ัง นายกรัฐมนตรี แทนท่จี ะเปน ประธานสภาผแู ทนราษฎรตามทกี่ าํ หนดไวใ นรัฐธรรมนูญ หลังการประกาศใชร ฐั ธรรมนูญกย็ กเลกิ ธรรมนญู การปกครองชว่ั คราว และจัดใหมกี ารเลือกตั้งทั่วไปใน วันท่ี 22 มนี าคม 2535 ทนั ทที ่ีเลอื กต้ังเสร็จ ก็มีการประชุมพรรคหาพรรคท่ีบานพักกองบัญชาการทหารอากาศ ประกาศแตงต้ังรัฐบาล โดยตอมาก็ไดเสนอช่ือนายณรงค วงศวรรณ หัวหนาพรรคสามัคคีธรรม เปน นายกรฐั มนตรี ขณะเดียวกนั กม็ กี ระแสตา นการเอาคนนอกมาเปนนายกรัฐมนตรี แตการดํารงตําแหนงของนาย ณรงค วงศวรรณ มีปญหาเพราะถูกต้ังขอ สงสยั วา พัวพันกับธุรกจิ ที่ไมชอบมาพากล จนทางสหรัฐอเมริกางดวีซา เขาเมือง ประเด็นสําคญั ดงั กลาวไดน าํ ไปสูก ารถอยฉากของพรรคที่จะรวมรัฐบาลท้ังหาพรรค ผลสุดทายก็มีการ 67
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจจุบัน” เสนอชื่อพลเอกสุจินดา คราประยรู เปน นายกรฐั มนตรี โดยพลเอกสุจินดากลาววา ท่ีเขารับตําแหนงและยอมเสีย คาํ มั่นสญั ญาทใ่ี หไ วกเ็ พราะ “เสียสัตยเ พือ่ ชาติ” แตหนทางทางการเมืองของพลเอกสจุ นิ ดาก็ไมร าบเรยี บ เรม่ิ มีการประทว งการดํารงตําแหนงของพลเอก สจุ นิ ดา เริ่มตน ดวยการอดอาหารของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และรว มดวยนางประทีป ฮาตะ นอกจากนั้นก็มีการรวม ประทวงโดยนสิ ิตนักศึกษา และประชาชนท่วั ไป ตอมา พลตรีจําลอง ศรีเมือง กไ็ ดประกาศอดอาหารเพือ่ ประทวง ดวย และขอใหพลเอกสุจินดาลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี การประทวงมีติดตอกันหลายคืน บางครั้ง ประชาชนทร่ี วมประทวงมีเปนจํานวนแสน ขอสังเกตคือ คนจํานวนหน่ึงเปนชนช้ันกลาง ทํางานภาคเอกชน มี โทรศัพทมอื ถือ ขบั รถเกงสวนตัว ซ่งึ สะทอ นใหเ หน็ วา เปน ชนช้ันกลาง และก็ไมใชมวลชนจัดตงั้ ท้ังหมด พลเอกสุจนิ ดา คราประยรู ประสบปญหาสาํ คญั 4 ขอ คือ การขาดความชอบธรรมทางการเมือง แมจะไม ขัดรัฐธรรมนูญในการเขาสูตําแหนง การขาดความนาเช่ือถือเน่ืองจากไมรักษาคําม่ันสัญญา และขาดฐาน ประชาชนสนับสนุน มีแคฐานทหารและวุฒิสมาชิก ขอสําคัญไมมีโอกาสไดแสดงผลงานใหปรากฏเพ่ือสราง ความชอบธรรม ผลทสี่ ดุ การประทว งเรยี กรอ งของประชาชนก็นําไปสูก ารปะทะกับกําลังของเจาหนาที่ ทําใหเกิดการใช กาํ ลงั เขา ปราบปรามประชาชน จนมกี ารเสยี ชีวิตตามตวั เลขของทางราชการกวา 40 คน แตท ่ีหายสาบสญู มีจาํ นวน มาก เหตกุ ารณสงบลงโดยพระบารมีปกเกลาของพระบาทสมเด็จพระเจา อยหู ัวในคนื วันท่ี 20 พฤษภาคม 2535 ตอมา พลเอกสุจินดา คราประยูร ก็ลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี และ ดร.อาทิตย อุไรรัตน ประธานสภาผูแทนราษฎร ไดก ราบบงั คมทลู พระบาทสมเด็จพระเจา อยูห ัวใหแตงตัง้ นายอานันท ปนยารชุน เปน นายกรฐั มนตรอี กี คร้งั หนงึ่ ซง่ึ นายอานนั ทก ็ไดป ระกาศยบุ สภา และกําหนดการเลือกต้ังทว่ั ไปในวันท่ี 13 กันยายน 2535 ขณะเดียวกันรัฐสภาก็ไดมีการประชุมแกไขรัฐธรรมนูญในประเด็นท่ีขัดตอระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตย โดยเฉพาะประเด็นเร่ืองนายกรัฐมนตรีตองมาจาก ส.ส. เหตุการณเมื่อวันที่ 17 – 20 พฤษภาคม 2535 ทเี่ รียกวา “พฤษภาทมฬิ ” นั้น มองไดว าเปน การชว งชงิ อาํ นาจระหวางทหารกบั ชนชั้นกลาง การเมอื งยุคหลงั การเปลีย่ นแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ยุคที่ ๕ ยคุ ปฏิรปู การเมอื งแนวทางรฐั ธรรมนูญนิยม (พ.ศ.2535 – ปจจุบนั ) แนวทางรัฐธรรมนูญนิยม หรือ Constitutionalism คือ แนวทางทจี่ ะใชรฐั ธรรมนูญลายลกั ษณอักษรใหเปนเครื่องมือในการกําหนดรูปแบบ การปกครองและกาํ หนดกลไกอนั เปน โครงสรา งพน้ื ฐาน (infra-structure) ในการจดั องคก รบรหิ ารของรัฐ อยา งไรก็ตาม แนวทางรัฐธรรมนูญนิยมอาจมีความหมายแตกตางกนั ตามคํานิยามของนักวิชาการของแต ละประเทศ แตอาจกลาวโดยรวมอยางส้ัน ๆ ไดวา แนวทางน้ีถือวารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดโดยมีศาล รัฐธรรมนูญเปนองคกรที่ใหหลักประกันความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ33 ดังน้ัน รัฐธรรมนูญจะมี ความสําคญั มากนอ ยเพียงใดจงึ ขน้ึ อยูก ับ “สาระสาํ คญั ” ทรี่ ฐั ธรรมนญู น้นั จะไดบ ัญญัตไิ วน ั่นเอง 33 รองศาสตราจารย ดร.สมคดิ เลิศไพฑูรย,สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๖๙, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผแู ทนราษฎรพิมพ 68
ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” ทมี่ าของแนวทางรฐั ธรรมนูญนยิ ม ความคดิ ในเร่อื งลทั ธิรฐั ธรรมนูญนยิ ม (Constitutionalism) เปนผลผลิตของเหตุการณทางประวัติศาสตร ในชวงปลายยุคกลางของยุโรป ไดแก การฟนฟูกฎหมายโรมัน การไกลเกลี่ยความแตกแยกทางศาสนาใน คริสตจกั ร และการตอ สูระหวา งผูทีต่ องการปฏริ ูปศาสนากบั ผทู ตี่ อตานการปฏริ ูปในตนศตวรรษท่ี 16 และจบลง ดวยสงครามกลางเมืองในอังกฤษ ระหวางฝายกษัตริยกับฝายรัฐสภาซ่ึงมี โอลิเวอร ครอมแวล เปนผูนํา และลง ทา ยดวยชัยชนะของฝายรฐั สภาทสี่ ามารถจับพระเจา ชารลสประหารชีวติ ไดใน ค.ศ. 1649 เหตกุ ารณตาง ๆ เหลา นี้ นํามาซ่ึงอิทธิพลของแนวคิดในเร่ืองปจเจกบุคคล เสรีภาพ ความเห็นพองหรือ ฉันทานุมัติ การแบง แยกระหวา งสวนบคุ คลกบั สว นรวม การปกครองทมี่ ีอํานาจจํากดั และไดด ลุ ยภาพ และอํานาจ อธปิ ไตยของปวงชน อยางไรก็ตาม ความเคล่ือนไหวในเร่ืองลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม มาจากเหตุการณท่ีสําคัญ 2 ประการคือ ประการแรก ยุคแหงภูมิธรรม หรือความรูแจงในฝร่ังเศส อังกฤษ และสก็อตแลนด ที่มีความเชื่อมั่นวามนุษย พรอ มแลว ทจ่ี ะทดลองเหตผุ ล (reason) ใหเปนหลักในการดาํ เนินกิจการทุกอยางของมนุษยและอีกประการหนึ่ง คือ การปฏิวัตอิ เมรกิ า ค.ศ. 1776 และการปฏวิ ัติฝรง่ั เศส ค.ศ. 1789 การปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติฝร่ังเศส มีผลทําใหแนวคิดเร่ืองอํานาจอธิปไตยของปวงชน ลัทธิตาม ธรรมชาติ และการปกครองดวยความยินยอมพรอมใจและเปนไปตามสัญญาประชาคมมีความรอนแรงเขมขน และเปนท่ีมาของเอกสารในแนวรัฐธรรมนูญท่ีสําคัญ อาทิ ปญหาวาดวยสิทธิของมนุษยและพลเมือง ก็ไดเร่ิม แพรก ระจายไปทัว่ ยโุ รป รวมทงั้ แนวความคิดทว่ี า รฐั บาลควรมีอํานาจจาํ กัด รัฐบาลเปนความจําเปนเพ่ือผดุงหรือ ประกนั ความเปนระเบียบเรียบรอยในสงั คม ดงั นั้นจึงเปน ทมี่ าของการสรา งกลไกในการควบคมุ ตรวจสอบการใช อํานาจของรัฐบาลและองคกรตาง ๆ ของรัฐบาล รวมทั้งการคานอํานาจซึ่งกันและกัน (checks and balances) กลไกตรวจสอบและถว งดุลอาํ นาจทงั้ ระบบนี้ไดน าํ ไปสกู ารสถาปนารัฐธรรมนญู ท่เี ขียนบัญญตั ขิ ้ึนเปนลายลักษณ อักษรใหรูกันท่ัวไป การทําใหบรรลุเปาหมายดังกลาวน้ีเรียกวาการสรางกลไกของรัฐธรรมนูญนิยม หรือการ สถาปนาแนวคิดแบบรฐั ธรรมนูญนิยมใหฝงแนนและเติบโตในจิตใจของปจเจกบุคคลท้ังปวง จนเปนประเพณี ทางการเมืองทไี่ มม ใี ครทาํ ลายได ท่ีมาของแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมที่เปนรูปธรรมชัดเจนท่ีสุด มีตนกําเนิดจาก รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเมื่อ 200 ปกอน โดยคณะผูยกรางรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรียกกันวา “framers” ประกอบดวย ผูแทนจาก 12 มลรัฐรวม 65 คน เปนผูกําหนดโครงสรางของรัฐธรรมนูญแบบสาธารณรัฐ (republic) โดยมีประธานาธิบดเี ปน ประมุข รฐั ธรรมนูญของสหรฐั อเมรกิ าถอื วา เปน รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร (written Constitution) ฉบับแรกของโลก ท่ีถูกใชเปนเครื่องมือในการกําหนดรูปแบบการปกครองและกําหนด กลไกทเ่ี ปนโครงสรางพ้ืนฐาน (infra-structure) ของรฐั อาทิ การแบงอํานาจการบริหารประเทศระหวางสหพันธ กับมลรัฐ ระบบการตรวจสอบและถว งดลุ อํานาจ (check & balance) ระหวางฝายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ เปน ตน แนวทางรัฐธรรมนูญนยิ มไดมวี วิ ัฒนาการตอมา ดังปรากฏในรฐั ธรรมนูญของสหภาพโซเวียต ค.ศ. 1917 (พ.ศ. 2460) โดยผรู างรัฐธรรมนญู ของรัสเซยี ไดย กรางรัฐธรรมนญู ทก่ี ําหนดรปู แบบการปกครองอีกรูปแบบหนึ่ง 69
ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” คือรปู แบบที่มกี ารบรหิ ารประเทศโดยมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว (one-party system) และเปนรูปแบบของ รัฐธรรมนูญในกลมุ ประเทศคอมมิวนสิ ตท ่นี ําไปใชอ ยา งกวา งขวางทั้งในทวีปยุโรป เอเชียและแอฟริกา วิวัฒนาการที่สําคัญของแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม คือ แนวทางรัฐธรรมนูญนิยมในระบบรัฐสภา34 (parliamentary system) ของประเทศในกลมุ ยโุ รป ซง่ึ สวนใหญเขียนข้นึ ในลกั ษณะท่เี ปนเพียงการรบั รองรูปแบบ การบริหารประเทศท่มี ีอยูแลว จะมียกเวน กค็ อื ประเทศเยอรมนี และฝร่ังเศส ทปี่ รบั เปล่ยี นรูปแบบการปกครองมา เปนระบบรัฐสภาในกรณีของเยอรมนีเมื่อหลังสงครามโลกคร้ังท่ีสอง และมาเปนระบบกึ่งรัฐสภา-ก่ึง ประธานาธิบดี ในกรณีของฝร่ังเศส ในสมัยสาธารณรัฐท่ี 5 ใน ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) อาจกลาวไดวา แนวทาง รัฐธรรมนญู นยิ มในระบบรฐั สภานา จะมคี วามสําคัญสําหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ เพราะเปนระบบที่ประเทศ ไทยเร่ิมนํามาใชต ้งั แต พ.ศ. 2475 และยงั ใชอยูจนกระทั่งปจจุบันน้ี ระบบรัฐสภาของไทย เปนระบบที่พัฒนามา จากรูปแบบการปกครองดั้งเดิมท่ีมีพระมหากษัตริยเปนผูมีและผูใชอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ มาสู สถาบนั รัฐสภาเปนผูมีและผูใชอํานาจสูงสุดแทนสถาบันพระมหากษัตริย ตามความเปนจริง ระบบรัฐสภาของ ไทยมลี กั ษณะเปน ระบบรฐั สภาแบบอาํ นาจเดีย่ ว (monist) เนอ่ื งจากหลักการทีว่ า พรรคการเมืองใดหรอื กลุมพรรค การเมืองใดที่ควบคมุ เสยี งขางมากในสภา พรรคการเมืองนั้นหรือกลุมพรรคการเมืองน้ันก็จะเขามาเปนรัฐบาล บรหิ ารประเทศ เมอื่ เปนเชนนี้ อํานาจในการบริหารของคณะรัฐมนตรีและอํานาจในรัฐสภาจึงตกอยูในมือของ กลมุ บคุ คลกลมุ เดียวกนั และไมมกี ลไกในการควบคมุ ซงึ่ กันและกนั การใชอาํ นาจของการรวมกลุมผลประโยชน ในสภา จงึ อาจกลา วไดวาสามารถใชอ าํ นาจแบบเบ็ดเสร็จท่ีไมมขี อบเขต ซึง่ จะกลายเปน “เผด็จการทางรัฐสภา”35 โดยธรรมชาติ การใช “อํานาจรัฐ” โดยกลุมพรรคการเมืองที่ควบคุมเสียงขางมากในสภา โดยปราศจากกลไกการ ตรวจสอบถวงดุลที่ดีพอ จึงนําไปสูการบิดเบือนการใชอํานาจรัฐโดยอางความเปนผูแทนของประชาชน และ กลายเปน ที่มาของปญ หาการเมืองไทยในดา นตาง ๆ จนตอ งนาํ ไปสกู ารปฏิรปู การเมืองในท่ีสดุ เม่อื จะพิจารณาถึงการปฏิรูปการเมือง แนวทางรัฐธรรมนูญนิยมของไทย คงตองยอนกลับไปพิจารณา แนวทางการพัฒนาการเมืองในประเทศไทย เพอ่ื ไปสูเปาหมายคอื ความเปน ประชาธิปไตยมีมานานแลวนับรอยป ดังทไ่ี ดก ลา วไวแลวในบทตน ๆ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมอ่ื พ.ศ. 2475 นับเปนการนําระบอบรัฐธรรมนูญ มาใชเปนครั้งแรกในการเมอื งการปกครองไทย และทาํ ใหประชาชนชาวไทยสวนหนึ่งมีความรูสึกหรือความเชื่อ ท่วี า ระบอบรัฐธรรมนญู กับระบอบประชาธิปไตยนน้ั เปนสงิ่ เดยี วกันหรอื ควบคูกนั หากเมอ่ื ใดเรามรี ฐั ธรรมนูญก็ หมายถึงการมีประชาธิปไตยไปดวยพรอม ๆ กัน แตประสบการณทางการเมืองของคนไทยเร่ิมมีความรูความ เขาใจมากขึ้นวา รัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยนาจะไมใ ชส งิ่ เดียวกัน เพราะในชวงนับตงั้ แต พ.ศ. 2490 เปนตน มา 34 อาจารยก มลทิพย แจม กระจา ง,สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๗๖, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแ ทนราษฎรพมิ พ 35 เปน เผด็จการที่มีการยดึ หรือครองอาํ นาจเสยี งสว นมากในสภานั้นคอื สภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภา ในกรณีของประเทศไทย ดังจะเห็นไดจากกรณีในยคุ รัฐบาลชุดของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชนิ วัตร ไดม กี ารไดร บั เลอื ดต้งั มาดวยคะแนนเสยี งท่ีนนั้ ในสภาผูแ ทนราษฎรมากทีส่ ุด และอยคู รบวาระของรฐั บาลเปน รัฐบาลชุดแรกในการปกครองระบบรัฐสภา และส.ส.อยูภ ายใตขอ บังคับและมติท่ีประชมุ ของพรรค เปน การควบคุมโดยเบด็ เสรจ็ จงึ มีนักวิชาการใหนยิ ามสภา ผูแทนราษฎรและวฒุ สภาในชว งยุคนน้ั นนั้ วา เผดจ็ การรฐั สภา 70
ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” การปฏวิ ตั ิรฐั ประหารหลายครงั้ หลายหนท่เี กิดข้ึนก็ไดน าํ ไปสรู ัฐธรรมนญู ฉบับใหมที่เปนฐานรองรับอํานาจและ ความชอบธรรมของผูกอ การปฏิวัติรฐั ประหารน่ันเอง ความเปนประชาธปิ ไตยของระบอบการเมืองการปกครอง จึงไมใชสิง่ เดยี วกับรฐั ธรรมนูญดงั ที่เปน ความเขาใจหรอื ความเช่อื ดง้ั เดมิ ของประชาชน วันมหาวิปโยค เมอ่ื วนั ท่ี 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กเ็ ปน ผลมาจากการเคล่อื นไหวเรยี กรอ งรฐั ธรรมนญู ที่เปน ประชาธปิ ไตยของประชาชน นิสิต นกั ศึกษา ตอ คณะทหารที่ไดยึดอํานาจและปกครองประเทศมาอยางตอเนื่อง ยาวนานถึง 16 ป นบั ตง้ั แตก ารยึดอํานาจของจอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต เมื่อ พ.ศ. 2500 เหตกุ ารณใ นทาํ นองเดียวกัน นไี้ ดเ กดิ ขึ้นอีกคร้งั หนึง่ เม่อื เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ท่เี รียกกันวา “พฤษภาทมิฬ”36 เปนการตอสขู องประชาชน เพอื่ ลมลา งรัฐบาลและผูนาํ ทางการเมืองในชวงน้ันท่พี วกเขาเชือ่ วาเปน “เผด็จการจําแลงในคราบประชาธิปไตย” และนําไปสูการเรียกรองใหมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม และเปนจุดของท่ีมาของ “การปฏิรูปการเมือง” แนวทางรฐั ธรรมนญู นยิ มในประเทศไทย หากยอ นหลังไปเลก็ นอ ยภายหลงั การยดึ อํานาจของคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ หรือ ร.ส.ช. เมอื่ วันท่ี 23 กมุ ภาพันธ พ.ศ. 2534 แนวคิดของการปฏริ ปู การเมอื งแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมเร่ิมตนเมื่อ ประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2534 เมอื่ ศ.ดร.อมร จนั ทรสมบูรณ ไดน าํ ขอเขียนเรอ่ื ง “รฐั ธรรมนญู : โครงสรา งและกลไก ทางกฎหมาย” เสนอตอ ทีป่ ระชมุ ในการสัมมนาทางวชิ าการท่โี รงแรมเอเชยี จดั โดยสถาบันนโยบายศึกษา จากนั้น ศ.ดร.อมร จนั ทรสมบรู ณ ไดก ลาวไวตอนหน่งึ ในการสัมมนา เร่อื งรา งพระราชบัญญตั ิขอ มลู ขาวสารของราชการ ที่โรงแรมรามาดา จังหวัดชลบุรี เม่ือวันท่ี 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 วา “รัฐธรรมนูญของไทยทุกวันนี้ลาหลังกวา รัฐธรรมนญู ทวั่ ไปไมนอยกวา 50 ป” ดังน้ัน ทางสถาบันนโยบายศึกษา จึงไดริเร่ิมโครงการ “การศึกษาเพ่ือการปฏิรูปรัฐธรรมนูญสําหรับ ประเทศไทย” โดยมอบหมายให ศ.ดร.อมร จันทรสมบรู ณ เปนประธานโครงการเพอ่ื เสนอทางเลือกใหมสําหรับ การเมอื งไทย โดยการจัดทํารฐั ธรรมนูญท่ีเหมาะสมคูขนานไปกับการรางรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลและรัฐสภาใน ขณะนั้นกําลังจัดทําอยู โครงการน้ีไดแบงออกเปน 2 ระยะ ระยะท่ีหน่ึงเปนการศึกษาและวิเคราะหโดยกลุม นกั วิชาการ และจดั ทําเอกสารทางวิชาการเพ่อื เปน การเผยแพร สวนระยะทีส่ อง เปน การจดั ทาํ เอกสารทางวชิ าการ เสนอผา นทางสอ่ื มวลชน ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 โครงการดังกลาวเริ่มเห็นผลเม่ือมีการนําเสนอบทความเรื่อง “ที่มาของ โครงการศึกษาเพอ่ื การปฏิรูปรัฐธรรมนูญสําหรับประเทศไทย” ของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ ไดลงตีพิมพใน หนงั สอื พิมพมตชิ นรายวนั ฉบับวันที่ 26 และวันท่ี 30 มีนาคม พ.ศ. 2535 และหลงั จากนั้น บทความเก่ยี วกบั “การ ปฏริ ปู รฐั ธรรมนูญ” ของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ กไ็ ดรับการจัดพิมพเผยแพรในหนังสือพิมพ ผูจัดการรายวัน เปน ระยะเวลาตอ เนอ่ื งยาวนานกวาสองป นบั ตั้งแตก ารอดอาหารประทว งของ ร.ต.ฉลาด วรฉตั ร จนผา นพนเหตุการณ เม่ือวันท่ี 17-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เขาสรู ัฐบาลของนายชวน หลีกภัย (สมัยแรก) ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ไดพ ยายามอดอาหารประทวงอีก โดย 36 รองศาสตราจารย ดร.สมคดิ เลิศไพฑรู ย,สารนุกรมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๔๘, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานักงานเลขาธกิ ารสภาผูแทนราษฎรพิมพ 71
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” เร่ิมตน เมื่อวันท่ี 9 เมษายน พ.ศ. 2537 เรยี กรองใหส ภาผูแ ทนราษฎรดําเนินการรางรัฐธรรมนูญฉบับใหม ในชวง นน้ั เองไดมกี ารขานรับกระแสปฏริ ูปรัฐธรรมนูญของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ โดยนายแพทยประเวศ วะสี ได ใหท ัศนะวา การแกไขรฐั ธรรมนูญหรอื การปฏิรูปการเมืองเปนทางออกทางเดียวท่นี าจะแกป ญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้น ในสังคมไทยในเดือนมถิ นุ ายน พ.ศ. 2537 ไดมกี ารจดั สมั มนาสรปุ ระยะแรกของ “โครงการศึกษาเพื่อการปฏิรูป รัฐธรรมนูญสําหรับประเทศไทย” เร่ือง “การปฏิรูปการเมืองคืออะไร” จัดโดยสถาบันนโยบายศึกษา ผูอภิปราย ไดแ ก ศ.ดร.ชยั อนันต สมทุ วณชิ ประธานสถาบันนโยบายศกึ ษา และ ศ.ดร.อมร จันทรสมบรู ณ ประธานโครงการ เพอ่ื การปฏิรูปรฐั ธรรมนูญ ศ.ดร.อมร ไดเ สนอบทสรุปเปน หนังสอื ช่ือ “Constitutionalism : ทางออกของประเทศ ไทย” และเสนอใหม กี ารต้งั คณะกรรมการพิเศษเพอ่ื ทาํ การยกรางรัฐธรรมนูญแหง ชาติ ขอเสนอของแนวทางรัฐธรรมนญู นิยมกบั การแกไ ขปญ หาการเมอื งไทย รัฐบาลนายชวน หลกี ภัย เม่ือ พ.ศ. 2537 ตอ งการแกไ ขสถานการณการอดอาหารประทว งของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร โดยใหนายมารุต บุนนาค ประธานรัฐสภามีคําสั่งสภาผูแทนราษฎรแตงตั้งคณะกรรมการพัฒนา ประชาธิปไตย (คพป.) ขึ้น โดยมีนายแพทยประเวศ วะสี ทาํ หนาท่ีเปนประธานโดยดําเนินการนําเสนอแนวทาง รฐั ธรรมนญู นยิ มการแกไ ขปญ หาการเมืองไทย คพป.ไดน าํ เสนอปญหาของระบบการเมืองไทยและความจําเปน ของการปฏริ ปู การเมอื ง โดยเฉพาะการชจ้ี ดุ ออ นของระบบการเมือง เศรษฐกจิ และสังคมไทย ซง่ึ สง ผลโดยตรงตอ เสถยี รภาพของระบบการเมืองและองคก รทางการเมอื ง โดยสรปุ คือ รัฐธรรมนญู ถกู เปลย่ี นแปลงบอยครงั้ ทําใหขาดความตอเนอื่ ง ในขณะท่รี ฐั ธรรมนญู มีการเปลยี่ นแปลงแต ไมมกี ารเปลย่ี นแปลงหลกั การท่ีเกย่ี วกับโครงสรา ง องคกร กลไก และกระบวนการท่ีเปนนัยสําคัญตอการแกไข ปญ หาของระบบการเมอื งอยางแทจรงิ รัฐธรรมนูญเองก็ขาดระบบการตรวจสอบท่ีอิสระและมีประสิทธิภาพทํา ใหผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและขาราชการประจําระดับสูงทําการทุจริตคอรรัปชันไดงาย ผูท่ีอยากดํารง ตาํ แหนง ทางการเมอื งแขง กันเขา สูต าํ แหนงเพอื่ ใหไดอาํ นาจและทรัพยสินโดยไมคํานึงถึงความถูกตอง ดังน้ันจึง นาํ ไปสูก ารทจุ รติ ในการเลอื กตง้ั ดว ยวธิ กี ารตาง ๆ พรรคการเมืองไทยสวนใหญก็มีลักษณะเปนพรรคนายทุน ไมใชพรรคมวลชนท่ีมีโครงสรางและการ บริหารทเี่ ปนประชาธิปไตย อํานาจทางการเมืองจงึ ตกอยทู ผ่ี นู าํ พรรคหรือกลุมผูนําพรรคเพียงไมกี่คน ดังนั้นการ ปกครองระบบรัฐสภาจงึ ขาดประสิทธิภาพ การตรวจสอบถว งดุลระหวางฝา ยนติ บิ ัญญตั ิและฝายบริหารจึงขาดผล ในทางปฏิบตั ิ ในรัฐบาลเอง นายกรฐั มนตรีแมจ ะมอี าํ นาจมากกวา ผใู ด แตก ไ็ มก ลา ใชอ ํานาจ เพราะถกู ควบคุมโดย พรรครวมรัฐบาล ระบบรัฐบาลผสมนําไปสูร ะบบ “เจากระทรวง”37 ที่แตละพรรคการเมืองที่เขารวมเปนรัฐบาล บริหารดูแลอยู ท่ีประชุมคณะรัฐมนตรีเปนเพียงสถานที่ประสานประโยชนและหนาตาของพรรคและรัฐบาล เทา น้นั ในขณะเดียวกนั ระบบราชการในฐานะที่เปน กลไกของรัฐบาลก็เปนระบบของการสรางอาณาจักร มีการ หวงแหนอํานาจและแยงชงิ ทรพั ยากร ทาํ ใหเ กดิ ความขดั แยงระหวา งฝา ยการเมืองและฝายประจาํ ดวย 37 เจา กระทรวง:คือตาํ แหนง รัฐมนตรีวา การกระทรวงในปจ จุบัน 72
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” ทางดา นเศรษฐกิจ ชาวบา นในชนบทขาดปจจยั พ้ืนฐานและถูกละเลยจากสวนกลาง การบริหารราชการ แบบรวมศูนยอํานาจทําใหการแกไขปญหาทําไดลาชา มีแตการหมักหมมส่ังสมปญหาจนยากที่จะแกไข ขา ราชการจึงไมใ ชท ี่พงึ่ ของประชาชนอยางแทจริง ดังน้ัน นกั การเมอื งจึงสามารถสอดแทรกเขามาแกปญหาแทน ขาราชการและทาํ ใหระบบอุปถมั ภมีความแขง็ แกรงมากย่งิ ข้ึน ทางดา นสังคมเอง สังคมไทยนิยมการใช “อํานาจ” มากกวา การใชก ฎหมาย จึงมักพบการยตุ ปิ ญหาแบบอะลุมอลวยแตนําไปสูปญหาใหม การจัดตั้งองคกรกลุมใน สังคมก็มักแบงเปนฝกเปนฝาย กลาวหาใสรายทําลายประหัตประหารกัน โดยปราศจากการรวมมือรวมใจกัน ความขดั แยง ทางความคิดมกั ถกู สรางใหก ลายเปนความแตกแยก สงั คมไทยยงั เปนสังคมทม่ี ีความออนแอทางวิชาการ จริยธรรมและศาสนามีความออนแอ คนไทยมักมี ความ “ศรทั ธา” มากกวาการใช “ปญ ญา” ซึ่งบางครงั้ สามารถใชใ นการแกไขปญหาสําเร็จไดโดยรวดเร็ว แตอาจ ไมถูกตองและอาจจะใชไมไดกับทุก ๆ กรณีท้ังหมดนี้นําไปสูปญหาดานความชอบธรรม (legitimacy) และ ประสทิ ธิภาพ (efficiency) ของระบบการเมือง ซึ่งนําไปสูผลกระทบดานเสถียรภาพทางการเมืองในท่ีสุด คพป. มองเหน็ วา ปญ หาของระบบการเมืองไทยมี 2 ประการหลัก คือ เร่ืองความไมสุจริตของระบบการเมืองประการ หนึ่ง และความไมมีประสิทธิภาพของระบบการเมืองอีกประการหน่ึง ซึ่งจะตองแกไขปญหาท่ีตนเหตุดวยการ ปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ ไมใชการแกปญหาท่ีจุดใดจุดหน่ึงเทานั้น ดังน้ันการปฏิรูปการเมืองของ คพป. จึง หมายถงึ การปรบั ปรงุ แกไขปญหาของระบบการเมืองทัง้ ระบบเพือ่ ใหนักการเมอื งในระบบมีความสจุ ริต ตลอดจน คมุ ครองสิทธเิ สรภี าพของประชาชนไดอ ยางมปี ระสิทธิภาพแทจริง ลักษณะของการปฏิรูปการเมอื งในทัศนะของ คพป. โดยสรปุ มสี าระสําคัญรวม 4 ประการคือ 1. การปฏริ ูปทางการเมืองตอ งแกไขปญ หาของระบบการเมืองท้ังระบบ ไมใชจุดใดจุดหนึ่งโดยหยิบยก ปญ หาทกุ ปญ หาทรี่ ะบบการเมืองน้ัน ๆ ประสบอยูมาพิจารณาและหามาตรการแกไขท้ังระบบใหสอดคลองกัน ไมใ ชแ กไ ขทีจ่ ดุ ใดจดุ หน่งึ แลว ไปสรางปญ หาใหจดุ อ่นื 2. การปฏิรูปการเมืองมีจุดมุงหมายเพื่อสรางความสุจริตและประสิทธิภาพทางการเมือง ดังนั้นจึงตอง ปฏิรูประบบการเมืองโดยขจัดการทุจริตทุกรูปแบบ สรางเสถยี รภาพทางการเมืองและสงเสริมประสิทธิภาพของ องคก รทางการเมอื ง 3. ยกรา งรัฐธรรมนญู และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู (organic law) ใหเปน การปฏิรูปการเมือง โดยทํา ใหแลว เสรจ็ ในคราวเดยี วกัน (package) เพ่ือสรา งความสจุ รติ และประสิทธภิ าพใหเ กดิ ขน้ึ แกระบบการเมือง หรือ แนวทางรฐั ธรรมนูญนิยม 4. การปฏริ ปู การเมืองดังกลา วยดึ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุขเปนกรอบหลัก ทั้งน้ีโดยมุงปรับปรุงระบบรัฐสภาแบบลาสมัยใหเปนระบบรัฐสภาแบบทันสมัยและมีเหตุผล (Rationalized parliamentary system) จากจุดออนหรือปญ หาของระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทย ประกอบกับเปาหมายและลักษณะ ของการปฏิรูปการเมืองแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมในทัศนะของ คพป. ดังกลาวขางตนแลว คพป. ไดนําเสนอ 73
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” กรอบความคิดในการปฏริ ปู การเมอื งไทย โดยการเสนอรปู แบบและเน้ือหาสาระของรัฐธรรมนูญท่ีควรจะยกราง ข้นึ แบงออกเปน 3 สว นหลัก คือ 1. รัฐธรรมนูญสวนท่ี 1 วาดวยสถาบนั พระมหากษัตรยิ การแยกรฐั ธรรมนูญสว นนีอ้ อกมาใหเดนชดั ดว ย เหตุผลทว่ี า สถาบันพระมหากษตั ริยเ ปน สถาบันหลักของบานเมือง เปนศูนยรวมของคนไทยทั้งชาติท่ีทุกฝายให การยอมรบั อยา งสงู ย่ิง การแยกรัฐธรรมนูญสว นน้ีเพ่ือเสริมจุดเดนของระบบการเมืองการปกครองใหเดนย่ิงขึ้น แสดงความตอ เนื่องของระบบการเมอื งตอคนในสงั คมไทยและสงั คมนานาชาติ ตลอดจนสรางความม่ันคงใหเกิด ข้ึนกับสถาบนั น้ีตลอดไป และสดุ ทายเพอื่ ใหส ถาบนั พระมหากษตั ริยอยเู หนอื การเปล่ยี นแปลงใด ๆ ทางการเมือง ทกุ รปู แบบ รฐั ธรรมนูญสวนน้ีจะเปน รฐั ธรรมนูญที่แกไขยากที่สดุ 2. รัฐธรรมนูญสวนที่ 2 วาดวยสิทธิเสรีภาพและหนาที่ของปวงชนชาวไทย ตลอดจนองคกรตรวจสอบ ควบคมุ ทเี่ ปน อสิ ระ รัฐธรรมนญู สว นน้จี ะมีเน้ือหาบัญญัติเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพของพลเมือง โดยการรับรองสิทธิเสรีภาพท่ี รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยฉบับอ่ืน ๆ (พ.ศ.2489, 2492, 2517 และ 2534) ไดบัญญัติไวและเพิ่มเติมใหสมบูรณ ยิ่งขึ้น อาทิ จะตองมีการบัญญัติหลักการเร่ืองเสรีภาพ ตลอดจนการจํากัดเสรีภาพไว การเพิ่มเติมหลักการท่ี เก่ยี วกับสทิ ธใิ หม ๆ เชน สิทธิท่ีจะรับรูขอมูลขาวสารของทางราชการ สิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร สิทธิในการดําเนินการตามประเพณีและวัฒนธรรม สิทธิที่จะรับทราบเหตุผลในการทํานิติกรรมทางปกครอง รวมทัง้ ในกระบวนการยุตธิ รรม ตลอดจนรับรองความเสมอภาคของสทิ ธสิ ตรแี ละใหความสําคัญกับการปกปอง คมุ ครองสิทธิเดก็ เปน ตน สําหรับองคกรตรวจสอบควบคุมท่ีเปนอิสระที่รัฐธรรมนูญต้ังข้ึนน้ัน จะตองเปนองคกรท่ีสามารถใช อาํ นาจตรวจสอบองคกรทางการเมืองและระบบราชการประจําไดอยางมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับสภาพของ เรอ่ื ง เพอ่ื ใหเกิดความชอบดา นกฎหมาย ความเปน ธรรม และสนองตอบความตอ งการของประชาชนอยา งแทจรงิ คพป. เสนอวา ควรมีองคก รตรวจสอบท่รี ฐั ธรรมนญู จะตอ งตง้ั ขนึ้ อยา งนอ ย 6 องคก ร ดังนี้ 2.1 ศาลรฐั ธรรมนญู ทาํ หนาทต่ี รวจสอบการใชอาํ นาจของรัฐสภาในการตรากฎหมายและการดําเนินการ ตา ง ๆ ท่สี าํ คญั วาถูกตองตามรฐั ธรรมนญู หรอื ไม 2.2 ระบบอิมพีชเมนต (impeachment) หรือระบบการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบของผูดํารง ตาํ แหนง ระดับสูง 2.3 ศาลยุตธิ รรม ซึง่ จะตอ งมีบทบญั ญตั ิรับรองความเปนอสิ ระในการพิพากษาอรรถคดีของศาลยุติธรรม ไวในรฐั ธรรมนญู 2.4 ศาลปกครองเพื่อพิจารณาคดีและพิพากษาวาการใชอํานาจของขาราชการประจําหรือรัฐมนตรีได กระทําโดยชอบหรอื มชิ อบดวยกฎหมาย และหากมิชอบใหเพิกถอนการกระทําเชนวาน้ันเสีย ศาลปกครองจึงทํา หนา ทีค่ วบคุมฝายปกครองและพจิ ารณาขอ พพิ าทระหวา งรัฐกบั เอกชน 2.5 ระบบการตรวจเงนิ แผนดนิ โดยมคี ณะกรรมการตรวจเงินแผน ดนิ ทีม่ ีความเปน อิสระอยา งแทจ ริง ไม ขน้ึ กับฝายบรหิ าร ทําหนา ท่ตี รวจสอบการใชจ ายงบประมาณแผน ดนิ 74
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” 2.6 ผตู รวจการแผนดนิ ของรัฐสภา เปนสถาบันทเ่ี ช่ือมโยงกับรัฐสภา ทําหนาที่รับเรื่องราวรองทุกขของ ประชาชนท่ีไดรับความไมเปนธรรมจากการปฏิบัติหนาท่ีของเจาหนาท่ีของรัฐมาดําเนินการสอบสวนวาการ ปฏบิ ัตหิ นาทด่ี งั กลา วน้ัน ชอบหรอื ไมชอบดวยกฎหมายหรือชอบดวยหนาท่ีหรือไม และการน้ันหากยังคงความ ไมเ ปนธรรมใหเกดิ ขึน้ แกร าษฎร ผตู รวจการแผนดนิ ของรฐั สภาก็จะทาํ หนาทีแ่ จง ใหหนวยงานของรัฐดําเนินการ แกไขตอไป และหากหนวยงานของรัฐไมปฏิบัติตามผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาก็มีอํานาจทํารายงานเสนอ รัฐสภาและพิมพเผยแพรใ หสาธารณชนทราบได คพป.เหน็ วา หากไดบ ญั ญัตริ ับรองสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ตลอดจนองคกรตรวจสอบควบคุมไวอยาง ครบถว นแลว ประชาชนพลเมืองก็จะสามารถใชอ งคกรตรวจสอบควบคมุ นเี้ ปน หลักประกันสิทธเิ สรีภาพของตน และใชองคกรตรวจสอบควบคุมเชน วา นีเ้ ปน ผตู รวจสอบควบคมุ องคกรทางการเมอื งใหชอบดว ยกฎหมาย มีความ เปนธรรม และตอบสนองความตองการของพลเมืองไดอยางแทจริง อน่ึงรัฐธรรมนูญสวนน้ีจะตองบัญญัติให แกไขไดยากปานกลาง 3. รฐั ธรรมนญู สว นที่ 3 วาดวยรฐั สภา คณะรัฐมนตรแี ละความสัมพนั ธของสององคกรนต้ี อกัน ขอเสนอของ คพป.ในสวนนมี้ อี ยหู ลายประการ ไดแก 3.1 ขอเสนอการปฏริ ปู ระบบรฐั สภาแบบดงั้ เดมิ ใหเปน ระบบรัฐสภาแบบมีเหตุผลโดยเปดโอกาสใหทุก ฝายในสงั คมมสี วนรว มตามบทบาทที่เหมาะสม โดยนาํ เสนอรฐั สภาแบบไตรภาค (3 สภา) กลาวคือ สภาแรก คือ สภาผูแทนราษฎร มาจากการเลือกตง้ั ของประชาชนโดยระบบเลือกต้ังแบบเขตเดียวคนเดียวเสียงขางมากสูงสุด รวบเดยี ว (The first past the post) มบี ทบาทเปนผแู ทนของราษฎรทั้งเขตเมืองและชนบท สภาท่ีสอง คือ พฤฒสภา มีบทบาทเปนผูแทนของประเทศท่ีมีวุฒิภาวะสูง เพ่ือทําหนาที่เสนอและ กลัน่ กรองกฎหมายและใหความเห็นชอบในกิจการสําคัญของบานเมือง สมาชิกสภาน้ีมาจากการเสนอชื่อของ พรรคการเมอื ง (แตตองไมสังกัดพรรคนั้น) ผูลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคใดพรรคหนึ่งไดเพียงบัญชี เดยี ว และใชเ ขตประเทศเปนเขตเลือกต้งั สภาทส่ี าม คอื สภาที่ปรึกษาราชการแผนดิน ทําหนา ทีเ่ ปน ท่ีปรึกษาของรฐั บาลและสภาท้ังสอง ใหความ เห็นชอบในกิจการสําคัญของบานเมือง อาทิ การสืบราชสมบัติ การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ การประกาศ สงคราม ฯลฯ และท่สี ําคญั ทีส่ ุดก็คือเปนสภาทสี่ ามารถลงมติดวยคะแนนเสียงเกิน 2 ใน 3 ยับยั้งการกระทําใด ๆ ของรัฐบาลและสภาท้ังสอง (สภาผูแทนราษฎรและพฤฒสภา) ท่ีกระทบตอสถาบันชาติ ศาสนา หรือ พระมหากษตั ริยไ ด สาํ หรบั ที่มาของสภาทปี่ รึกษาราชการแผน ดินมอี งคป ระกอบ 2 สวนคือ เปนสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ โดย ตําแหนงประกอบดวยอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคน อดีตประธานรัฐสภาทุกคน อดีตประธานศาลฎีกาทุกคน ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงและทบวง ผูบัญชาการเหลาทัพ แมทัพภาคและผูบัญชาการกองพล ประธาน อุตสาหกรรมแหงประเทศไทย ประธานสภาหอการคาไทย สว นที่สองสมาชิกโดยการแตง ตัง้ ประกอบดว ยสมาชกิ 70 คน มาจากการคัดเลือกโดยคณะกรรมาธิการ รว มระหวางพฤฒสภาและสภาผูแทนราษฎร จากบคุ คลผูม คี ณุ สมบตั ติ ามทก่ี าํ หนดไวใ นพระราชบัญญัติ ประกอบ 75
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” รัฐธรรมนูญจากตัวแทนองคกรวิชาชีพและอาชีพท้ังหลาย (อาทิ วิชาชีพแพทย พยาบาล นักบัญชี นักกฎหมาย แรงงาน นายจา ง เกษตรกร ฯลฯ) เมื่อคดั เลอื กแลว กราบบงั คมทลู ฯ ใหท รงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตง ตัง้ ตอไป คพป. ใหเหตุผลในการเสนอใหมีระบบสามสภาวา เพื่อประนีประนอมและปรองดองกันในชาติให สอดคลอ งกับสภาพความเปน จรงิ ทางสงั คม และระดมสรรพกําลงั บุคลากรทกุ สวนใหมีสวนรวมในการตัดสินใจ ระดบั สูงของชาตติ ามความเหมาะสมของแตละสวน 3.2 ขอเสนอใหร ะบบพรรคการเมอื งมคี วามเปนประชาธิปไตยในการบริหาร อาทิ การกาํ หนด โครงสราง พรรคระดับภาคและสาขาพรรคประจําจังหวัด ที่ประชุมใหญสมาชิกทั้งประเทศเปนองคกรสูงสุดในพรรคมี อํานาจเลือกบุคคลใหดํารงตําแหนงตาง ๆ และดําเนินการตัดสินใจทางการเมืองท่ีสําคัญ การใหอํานาจ คณะกรรมการบริหารพรรคระดับชาตเิ ปนผคู ัดเลอื กคนลงสมัครรับเลอื กตง้ั ในระบบบัญชีรายชื่อ คณะกรรมการ บริหารระดบั ภาคและจงั หวัดเปน ผคู ัดเลอื กผูสมคั รเปน ส.ส. แบบเลอื กตง้ั เขตละคน นอกจากนน้ั รัฐธรรมนูญตอง กําหนดใหรัฐจัดสรรงบประมาณแผนดินใหพรรคการเมืองเปนสัดสวนที่ไดรับคะแนนจากท่ัวประเทศ เพ่ือให พรรคการเมอื งเปน อสิ ระจากผใู หเ งินอุดหนนุ และพรรคตอ งแสดงทมี่ าของเงินอุดหนุนประเภทมผี ูบรจิ าค การใช เงินทุกประเภทของพรรคและการทําบัญชีสินทรัพยทั้งหมดใหมีการตรวจสอบโดยระบบตรวจเงินแผนดิน รวมทง้ั การบงั คบั ใหเ ฉพาะ ส.ส. ตองสังกัดพรรค และไมบงั คับใหพ รรคตอ งสงผูเลอื กต้ังตามจํานวนทีก่ ําหนด 3.3 การจดั ระบบเลือกต้ังแบบ 2 ระบบผสมกัน คอื ใชร ะบบสดั สวนตามบัญชีรายชื่อพรรค 100 คน และ ระบบเสียงขางมากเขตละคนตามจํานวน ส.ส. 1 คนตอประชากร 200,000 คน เพ่ือใหการใชเงิน “เจือจาง” ลง และขยายฐานผมู ีสิทธอิ อกเสียงเลือกต้ังใหม จี าํ นวนมากท่สี ุดเทาท่ีจะมากได เพอื่ ใหก ารใชเ งินตองใชมากจนไมนา ใช ประการท่ีสําคัญจะตองมีองคก รกลางทเ่ี ปนอิสระในการควบคมุ ดําเนินการใหการเลือกต้ังเปนอิสระและเปน ธรรม 3.4 การปรับระบบการดําเนินงานของรัฐสภาใหมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบถวงดุลรัฐบาลและ ระบบราชการมากขน้ึ มาตรการสาํ คัญไดแ ก การใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสามารถใชวิจารณญาณของตนใน เร่ืองบางเร่ือง เชน การแตงตั้งบุคคลใหดํารงตําแหนงตาง ๆ ในองคกรที่ทําหนาท่ี ควบคุมตรวจสอบตาม รัฐธรรมนญู โดยบญั ญตั ใิ นรัฐธรรมนญู หามพรรคมีมติใหสมาชิกปฏิบัติในเรื่องนี้โดยเด็ดขาด การใหคงอยูของ ผูน าํ ฝายคา นควบคกู บั รัฐบาลตลอด โดยใหหัวหนาพรรคการเมืองมี ส.ส. ท่ีมิไดเปนรัฐมนตรีมากที่สุดเปนผูนํา ฝายคาน และใหประธานสภาทุกสภา (3 สภา) ตองเปนสถาบันที่เปนกลางทางการเมืองอยางแทจริง โดยใหมี คณะกรรมการรัฐสภาขึน้ ทําหนา ทกี่ ล่นั กรองงานและใหข อ เสนอแกประธานสภาในหนาที่สองประการคือ กรณี การบังคับบัญชาสํานักงานเลขาธกิ ารสภาและกรณีการวนิ ิจฉยั เร่ืองในงานนติ บิ ญั ญัติ ฯลฯ 3.5 การปรบั ระบบรัฐบาลใหมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพภายใตก ารตรวจสอบเพื่อใหม คี วามโปรง ใส อาทิ มาตรการเพ่ิมภาวะผูนําท่แี ทจ ริงใหน ายกรัฐมนตรีใหเ ปนอสิ ระจากพรรคการเมืองและสภาผูแทนราษฎรท่ีจะ ตดั สินใจปฏริ ปู เร่ืองสาํ คัญของบา นเมืองได และเพอื่ ใหน ายกรัฐมนตรีเปน ผูนําทแ่ี ทจ รงิ และมีอสิ ระจากพรรคและ สภาผูแ ทนราษฎรตามสมควร และเพอ่ื ใหนายกรัฐมนตรีเสียงขางนอย สามารถบริหารงานได รางกฎหมายใดที่ นายกรัฐมนตรีเห็นวาเปนรางพระราชบัญญัติสําคัญ นายกรัฐมนตรีก็อาจประกาศภาวะจําเปนทางนิติบัญญัติ 76
ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” (legislative emergency) ตอรฐั สภาและนายกรัฐมนตรีอาจเสนอรางกฎหมายนั้นใหพฤฒสภาพิจารณาเพียงสภา เดียวแลวประกาศใช การประกาศภาวะจาํ เปน ทางนิติบัญญัตินี้ใหอํานาจนายกรัฐมนตรีใชอํานาจเสนอกฎหมาย ตาง ๆ ไดคร้ังละไมเกนิ 3 เดือน ในระหวางน้ันจะยุบสภาผูแทนราษฎรไมได และใชอํานาจตราพระราชกําหนด ไมไ ด นอกจากนน้ั ควรปรบั ปรงุ ระบบการตรวจสอบฝายบริหาร อาทิ ระบบตอบกระทูสด การย่ืนญัตติอภิปราย ไมไ ววางใจ การใหอํานาจนายกรัฐมนตรีออกพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงสังกัดของกรม กอง ฝายไดตามความ เหมาะสมแกการปฏบิ ตั ิงานตามนโยบายของรฐั บาลนัน้ ๆ โดยไมกระทบความมั่นคงของขาราชการ และไมตอง ตงั้ คณะกรรมการหรือหนว ยงานข้นึ ใหม ดังทปี่ ฏิบตั ิในนานาประเทศ อาทิในฝรั่งเศส องั กฤษและ ออสเตรเลยี อาจกลาวไดวา ขอเสนอของ คพป. ไดรับอิทธิพลมาจากแนวคิดของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ ใน หนงั สือเร่อื ง “คอนสติติวชั่นแนลลิสม (Constitutionalism): ทางออกของประเทศไทย” ท่ีไดใหความหมายของ รัฐธรรมนญู ในแนวทางของ Constitutionalism วา หมายถงึ การแกไขเปลย่ี นแปลงตัวบทรฐั ธรรมนูญและกฎหมาย ทเี่ ก่ยี วของ (organic law) โดยมีจุดมุงหมายทีแ่ นน อนตรงไปสูสาเหตขุ องขอ บกพรองของ “องคกรการเมือง” ใน ระบบสูส ภาและมาตรการทุกมาตรการที่เกิดจากการแกไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวของจะตองพอเพียง (package) ท่ีจะกอ ใหเ กิดผลตามความมุง หมายน้ัน สําหรับจุดมุงหมายสําคัญในการปฏิรูปการเมืองแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมในทัศนะของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ มีท้ังหมด 3 ประการคือ (1) การทําให “นักการเมือง” สะอาด (2) การทําให “องคกรการเมือง” สะอาดและ (3) การทําให “องคก รการเมือง” มีประสทิ ธิภาพ มาตรการท่มี คี วามมุงหมายทาํ ให “นกั การเมือง” สะอาด ไดแก การกําหนดเขตเลือกตั้งเพื่อใหมีโอกาส ซอ้ื ขายเสยี งไดนอ ยทีส่ ุด การกาํ หนดขอบเขตวธิ ีการหาเสยี ง และวิธีการที่รัฐจะชวยเหลือในการหาเสียงใหเสมอ ภาค การควบคุมและตรวจสอบการบริจาคและการใชเงินของพรรคการเมืองและระบบการบังคับตามกฎหมาย (law enforcement) ทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ รวมท้งั องคกรกลางในการเลอื กตงั้ ฯลฯ มาตรการเหลาน้ีเปนมาตรการท่ีทํา ใหเกดิ ความโปรงใสในชีวิตทางการเมอื ง (transparency of political life) มาตรการทม่ี คี วามมงุ หมายทาํ ใหองคก รการเมอื งมปี ระสิทธภิ าพ ไดแก การทําให “องคกรการเมืองฝาย บริหาร” สามารถมีแนวนโยบายและสามารถบริหารนโยบายไดโดยมี “ความเปนผูนํา” เพราะตามความเปนจริง สภาพสังคมของแตล ะประเทศ ยอ มประกอบดว ยกลุมผลประโยชนห ลากหลาย ดังนัน้ องคกรการเมอื งฝายบริหาร จึงตอ งอยใู น “ฐานะ” ท่ีตัดสินใจกระทําการดว ยเหตุดว ยผลและจาํ ตองมฐี านะมัน่ คงในชว งเวลาหนึ่งท่ีจําเปนเพื่อ บริหารนโยบายนั้นใหบรรลุผลเพราะ “ความสะอาด” ของนักการเมืองหรือองคกรการเมืองอยางเดียวยอมไม เพยี งพอแกการบริหารประเทศใหเปนไปตามความมุงหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แตการ บริหารประเทศจาํ เปนตองอาศยั “ความเปน ผูนําในทางนโยบาย” ของผูบริหารประเทศดว ย แนวคดิ ของ ศ.ดร.อมร จนั ทรสมบูรณ ในประเด็นที่เก่ยี วกับมาตรการและกลไกตาง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ไดรบั การพัฒนาและขยายความโดย คพป. ดงั ทไี่ ดกลาวมาแลว สาํ หรบั วิธีการทีจ่ ะทาํ ใหการรางรัฐธรรมนูญตาม แนวทางท่ี คพป. เสนอมาน้นั เกดิ ขนึ้ ไดจรงิ คพป. ไดนําขอเสนอของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ คือตัวอยางของ รา งรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี....) พุทธศักราช.... เพื่อตั้งคณะกรรมการพิเศษยก 77
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” รา งรฐั ธรรมนญู ใหม ีการปฏริ ปู การเมือง ซง่ึ มีองคประกอบ 3 สวนคือ (1) ผูนําทางการเมืองระดับชาติ (กรรมการ ผทู รงคุณวุฒิพิเศษ) ไดแก ผซู ่ึงพระมหากษตั ริยทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ แตงตงั้ จากอดตี นายกรฐั มนตรีไมเกิน3 คน (2) กรรมการผเู ชย่ี วชาญ ไดแก ผูเ ช่ียวชาญที่ผูนําทางการเมืองตาม (1) คัดเลือกแตงตั้งจาก “บัญชีรายช่ือ” ท่ี คณาจารยในมหาวทิ ยาลยั ของรัฐจัดทําข้ึน โดยมีจํานวน 10-15 คน และ (3) “ท่ีปรึกษา” ของผูนําทางการเมืองฯ ไดแก นายกรัฐมนตรใี นฐานะหวั หนารฐั บาลและผนู ําฝายคาน ฯลฯ สาํ หรบั บทบาทของสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร ก็มหี นาทีใ่ หค ําวิจารณแ ละเสนอขอ คดิ เห็นใน “รางรัฐธรรมนญู ฉบบั ใหม (และสาระสาํ คญั ของกฎหมายประกอบ รฐั ธรรมนญู )” ที่คณะกรรมการพิเศษยกรางขึ้น ท้ังน้ีเน่ืองจาก ส.ส. มีสวนไดสวนเสียในผลประโยชนของการ แกไขหรอื ไมแกไขรัฐธรรมนูญในระบบเดมิ จึงไมค วรมีอํานาจช้ขี าดเร่ืองนด้ี ว ยตนเอง สวนกระบวนการรางรัฐธรรมนูญตามรางรัฐธรรมนูญฯ แกไขเพ่ิมเติมดังกลาวตองโปรงใสโดย กําหนดใหจัดพิมพรางรัฐธรรมนูญฉบับใหมพรอมบันทึกช้ีแจงเหตุผลในสาระสําคัญของรางฯ พรอมทั้งคํา วิจารณและขอคิดเห็นของ ส.ส. และเผยแพรแกประชาชนใหไดรับทราบและมีโอกาสพิจารณาไดอยางท่ัวถึง นอกจากนัน้ อํานาจของประชาชน (เจาของประเทศ) เปน “องคกรตัดสนิ ” ประชาชนมีสทิ ธแิ ละอํานาจในการออก เสยี งเลือกวาจะใชบงั คับรฐั ธรรมนูญ พ.ศ.2534 ตอ ไปหรือจะนาํ รางรฐั ธรรมนูญฉบบั ใหมม าใชบงั คบั รางรัฐธรรมนูญฯ แกไขเพ่ิมเติมตามขอเสนอของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ ไดกําหนดระยะเวลาที่ แนน อนในการปฏริ ปู การเมืองวา จะตอ งเสร็จส้ินภายในเวลา 1 ป 4 เดอื น นับแตวนั เลือกตง้ั “คณะกรรมการพิเศษ ยกรา งรัฐธรรมนญู ” ใหม กี ารปฏิรูปการเมือง ถา ประชาชนเห็นชอบกบั รางรฐั ธรรมนูญฉบับใหม “คณะกรรมการพิเศษ” จะยกรางกฎหมายประกอบ รฐั ธรรมนญู ตาง ๆ ขน้ึ และจะนําข้ึนทูลเกลาฯ ถวายเพอ่ื ทรงลงพระปรมาภไิ ธยพระราชทานรฐั ธรรมนูญฉบับใหม ตอไป และจะดาํ เนินการเลอื กตง้ั ทว่ั ไปตามรัฐธรรมนญู ฉบบั ใหม ภายใน 90 วัน การจดั ทําแผนพฒั นาการเมอื งแนวทางรฐั ธรรมนญู นยิ ม อยา งไรก็ตาม ทง้ั ขอเสนอในดา นเน้ือหาสาระและวิธีการของแนวทางรฐั ธรรมนญู นยิ มไดรับการผลักดัน ใหเ กดิ ขน้ึ จรงิ ในสมัยรฐั บาลนายบรรหาร ศลิ ปอาชา นายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ.2538-2539 โดยการที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ไดมคี าํ สง่ั สาํ นกั นายกรฐั มนตรี ท่ี 118/2538 แตงตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2538 โดยมีนายชมุ พล ศลิ ปอาชา เปนประธานกรรมการ คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองไดดําเนินภารกิจสําคัญ 3 ประการจนประสบผลสําเร็จ ไดแก การจัดทํา แผนพฒั นาการเมอื งที่ไดเ สนอแนวทางและวิธีการปฏิรูปการเมืองตามแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม การเสนอแนว ทางการดําเนินการแกไขรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แกไ ขเพมิ่ เตมิ ฉบบั ท่ี 5 พุทธศักราช 2538 มาตรา 211 และการดําเนินการยกรางหรือแกไขเพ่ิมเติมกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบังคับ หรือกําหนด แนวทางปฏบิ ัตติ าง ๆ ใหส นองตอบบทบัญญัตขิ องรฐั ธรรมนูญ การจดั ทาํ แผนพัฒนาการเมอื งไดก ําหนดกรอบในการจัดทํารวม 4 กรอบ แตท่ีจะนําเสนอในท่ีนี้เพียง 2 กรอบ ไดแ ก 78
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” กรอบที่ 1 กระบวนการเขา สอู ํานาจของสมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี ฝายตุลาการ และขา ราชการประจาํ ระดบั สูง โดยมีรายละเอยี ดโดยเฉพาะการเขาสอู ํานาจของสมาชิก สภาผูแทนราษฎร คปก. ไดนําเสนอระบบและวิธีการเลือกต้ังใหมโดยปรับเปลี่ยนใหระบบเลือกตั้ง ส.ส. เปนแบบ “ระบบเขตเดียวคน เดยี วเสียงขา งมากสูงสดุ รอบเดียว” (The first past the post) ผสมกับ “ระบบสัดสวนตามบัญชีรายชื่อของผูสมัคร ของพรรคการเมือง” (List system of proportional representation) อันเปนการสงเสริมระบบพรรคการเมืองให เขมแขง็ และเปด โอกาสใหคนดที ่มี ีความรคู วามสามารถมีโอกาสเขามาสูระบบการเมืองไดมากข้ึน และมีโอกาส บริหารราชการแผนดนิ อันจะเปน ท่ียอมรบั ของทกุ ฝา ย อีกประการหนึ่ง คือ จะตองมีคณะกรรมการการเลือกต้ังใหทําหนาที่ขยายกวางขวางขึ้นจากการกํากับ ดูแลใหค รอบคลมุ ไปถึงการบรหิ ารจัดการการเลือกต้งั และกิจกรรมที่เกย่ี วกบั การเลือกตัง้ ของประเทศในทกุ ระดับ และใหเปน องคการอสิ ระอยา งแทจ รงิ การเขาสูตําแหนงของฝายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี คปก. เสนอวา คณะรัฐมนตรีแตละชุดมักอยูใน ตําแหนงเพียงระยะส้ันเพราะขาดเสถียรภาพ รัฐมนตรีจํานวนไมนอยถูกกลาวหาวามักจะใชอํานาจหนาท่ีไป ในทางแสวงประโยชนแกตนเองและพวกพอง รัฐมนตรีบางคนก็หยอนความรูความสามารถทําใหเกิดปญหา ประสิทธภิ าพของการบรหิ าร นอกจากน้ันยังมีปญหาความสัมพันธที่ไมราบร่ืนระหวางขาราชการฝายการเมือง และขา ราชการฝายประจํา ดงั นั้น แนวทางหนง่ึ ในการแกไข คปก. เสนอใหพรรคการเมืองจัดทําบัญชีรายช่ือผูที่ เห็นสมควรเปนรฐั มนตรีในการเลอื กต้งั ทว่ั ไปที่จะมีขึ้นจาํ นวนไมนอยกวา รอ ยละ 5 ของจาํ นวนผสู มัครที่พรรคสง สมาชิกลงสมัครรับเลือกต้ัง แตตองไมเกินจํานวนรัฐมนตรีที่จะพึงมีไดตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว และเมื่อ พรรคนน้ั ๆ ไดรวมจัดตั้งรัฐบาล บุคคลในบัญชีรายช่ือนี้ตองไดรับการแตงต้ังเปนรัฐมนตรีจํานวนไมนอยกวา หนง่ึ ในสามของจํานวนรัฐมนตรที ี่พรรคจะพึงมไี ดท ัง้ หมด ชือ่ ของบุคคลที่พรรคเหน็ สมควรเปน รัฐมนตรอี าจเปน ใครก็ไดท ่ีมคี ณุ สมบัติและไมมีลกั ษณะตองหามตามกฎหมายและชอื่ ของบุคคลใด ๆ เหลา น้ีจะปรากฏอยูในบัญชี รายช่ือของพรรคการเมอื งเกนิ กวาหนงึ่ พรรคไมไ ด กรอบท่ี 2 การตรวจสอบการใชอํานาจของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง โดยนําเสนอมาตรการรวม 9 มาตรการ ไดแก การกําหนดใหผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและขาราชการประจําระดับสูงตองแสดงบัญชี ทรพั ยสินและหน้สี นิ รวมท้งั ทําสาํ เนารายการการเสียภาษอี ากรทุกปตอ องคก ารที่รบั ผิดชอบและประกาศเปดเผย ตอ สาธารณชน ท้ังน้จี ะตองมีการจัดต้ังองคก ารขึ้นมาควบคุมตรวจสอบการแสดงบัญชีทรัพยสินและหนี้สินน้ัน รวมท้ังการออกกฎหมายวา ดวยการควบคุมและปองกันการใชอ ํานาจหนาทเ่ี พอื่ ผลประโยชนข องตนเอง (Conflict of Interest Act) อาทิ การนาํ ขอมูลภายในจากการดํารงตาํ แหนง หนาที่ไปใชเพอ่ื ผลประโยชนของตนเองจะกระทํา มไิ ด การใชอํานาจหนาที่ท้ังโดยทางตรงหรือทางออมเพื่อใหหนวยงานของรัฐหรือเอกชนใด ๆ กระทําการให เกดิ ผลประโยชนแกตนเองของนักการเมืองหรือเจาหนาที่ของรัฐอื่น ๆ จะกระทํามิได การรับของขวัญท่ีมีมูลคา มากกวา 5,000 บาท จากการปฏบิ ัติหนาที่ในตาํ แหนงดงั กลาว ใหของขวัญนั้นตกเปนของหนวยงานหรือของรัฐ การทาํ สญั ญาใด ๆ ตามอาํ นาจหนา ท่จี ะตอ งไมรบั ประโยชนทั้งทางตรงและทางออมแกตนเอง และภายหลังจาก 79
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” พนจากตาํ แหนงหนา ทด่ี งั กลา วแลว การเขาดาํ รงตาํ แหนง ที่สาํ คญั ในธรุ กจิ เอกชนท่เี กยี่ วขอ งกบั อาํ นาจหนาท่ีที่เคย ดาํ รงอยูจะกระทํามิได เวนแตเ มือ่ พน ระยะเวลามากกวา 12 เดือนนับจากการพน ตําแหนง ดังกลา ว นอกจากน้นั มาตรการทส่ี าํ คัญอื่น ๆ ในการควบคมุ ตรวจสอบการใชอํานาจ ไดแก กระบวนการถอดถอน ผูดํารงตาํ แหนง ทางการเมือง (Recall) และมาตรการตรวจสอบความประพฤติของนักการเมือง การจัดตั้งศาลคดี การเมอื งเพือ่ พจิ ารณาความผิดเฉพาะเรอ่ื งของนักการเมือง การจัดตั้งศาลเลือกต้ัง การยกฐานะของสํานักงานตรวจ เงินแผนดินเปนหนวยงานอิสระและใหรายงานผลการดําเนินงานตอรัฐสภา การจัดตั้งผูตรวจการแผนดินของ รฐั สภา การจดั ตงั้ ศาลปกครอง และการตรวจสอบการใชอ าํ นาจรัฐในกระบวนการยุตธิ รรม ขอเสนอตาง ๆ ในแผนพัฒนาการเมืองของ คปก. ถือไดวาเปนขอเสนออยางเปนระบบครบวงจรและ เชือ่ มโยงกับแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม กลาวคือ ภารกิจท่ีสําคัญอีกประการหน่ึงของ คปก. คือการนําเสนอแนว ทางการดาํ เนนิ การแกไ ขรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.2534แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2538 มาตรา 211 เพ่ือใหมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมข้ึน คปก. ไดยกรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมมาตรา 211 สงให คณะรฐั มนตรสี มยั นายบรรหาร ศิลปอาชา เปนนายกรัฐมนตรีเปนผูพิจารณาและนําเสนอเขาสูการพิจารณาของ รัฐสภาไดเปนผลสําเร็จ จนกระทั่งรัฐสภาไดพิจารณาและผานความเห็นชอบ และสามารถประกาศใชเปน รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 6) พุทธศักราช 2539 เมื่อวันท่ี 27 กันยายน พ.ศ.2539 โดยกําหนดเพิ่มเติมเปนหมวด 12 การจดั ทาํ รฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม ใหม ีสภารางรฐั ธรรมนญู จํานวน 99 คน ทําหนา ท่ีจัดทํารางรัฐธรรมนูญ ฉบับใหมนําเสนอรัฐสภาเพ่ือใหความเห็นชอบ กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมแนวทางรัฐธรรมนูญ นยิ มจึงไดด าํ เนินการเร่อื ยมาจนประสบความสําเรจ็ ในสมยั รฐั บาลพลเอกชวลติ ยงใจยุทธ เปนนายกรฐั มนตรี และ สามารถประกาศใชเมื่อวันท่ี 11 ตุลาคม พ.ศ.2540 เปนรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร พุทธศักราช 2540 หรือ รัฐธรรมนญู ฉบับปฏิรูปการเมือง ซง่ึ สว นใหญเนอ้ื หาสาระของรัฐธรรมนญู ฉบบั ใหมน ี้มาจากขอเสนอของ คพป. และ คปก. แทบท้ังสิน้ และคาดวาจะสามารถแกไขปญหาการเมืองไทยไดไมมากก็นอย สภารางรัฐธรรมนูญกับ กระบวนการจดั ทํารัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2540 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 นับเปน หวั ใจของการปฏิรูปการเมือง และเปน ท่ีมาของรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2540 โดย เร่ิมตนจากการทีค่ ณะกรรมการปฏิรูปการเมอื งทร่ี ฐั บาลนายบรรหาร ศิลปอาชา แตงตั้งข้ึนเม่ือพุทธศักราช 2538 ไดนําเสนอรางรัฐธรรมนูญฯ แกไขเพ่ิมเติมมาตรา 211 เพ่ือเปดโอกาสใหมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมข้ึน และคณะรัฐมนตรซี ่งึ มีนายบรรหาร ศลิ ปอาชา ดาํ รงตําแหนงนายกรัฐมนตรีในขณะนน้ั ไดน ําเสนอตอรัฐสภา โดย มสี าระสาํ คญั อยา งนอ ย 4 ประการ ไดแก ประการแรก ใหมคี ณะกรรมการยกรางรฐั ธรรมนูญข้ึนมาคณะหนึ่ง อัน ประกอบดวย ตวั แทนผปู ระกอบวิชาชพี สาํ คัญและนกั วิชาการ เปนผูยกรางรัฐธรรมนูญเสนอ ประการท่ีสอง ให ปรับปรงุ โครงสรา งทางการเมืองขึ้นใหมใหมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งข้ึน ประการท่ีสาม เปดโอกาสให ประชาชนมสี วนรว มในการอนมุ ัติรางรฐั ธรรมนูญโดยการออกเสียงประชามติไดดวย และประการที่สี่ ใหมีการ รกั ษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ ไวตลอดไป 80
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” รัฐสภาไดพิจารณารับหลักการรางรัฐธรรมนูญฯ แกไขเพ่ิมเติม มาตรา 211 ในวาระท่ีหน่ึงและแตงตั้ง คณะกรรมการวิสามัญแกไขรัฐธรรมนูญข้ึน โดยมีศาสตราจารย ดร.ชัยอนันต สมุทวณิช เปนประธาน เพ่ือ พิจารณาแกไขและแปรญัตตริ างรัฐธรรมนูญฯ ในวาระทส่ี อง และในที่สุดไดผานความเห็นชอบจากรัฐสภา เปน รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทยแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 โดยไดเพ่ิมเติมหมวด 12 วาดวย “การจัดทํารัฐธรรมนญู ฉบบั ใหม” แยกตางหากจากหมวดเดิมท่ีวาดวย “การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” โดยได บญั ญัติไวต้ังแตม าตรา 211 ทวถิ งึ มาตรา 211 เอกูนวสี ติ เพือ่ ปรบั ปรงุ โครงสรา งทางการเมืองใหมีเสถียรภาพและ ประสิทธภิ าพย่งิ ข้นึ โดยใหมีสภารางรฐั ธรรมนญู ที่ประกอบดวยสมาชิกจากบุคคลหลายสาขาอาชีพ เปนองคกร ในการจดั ทํารา งรัฐธรรมนญู ทั้งนใี้ นการจัดทาํ รัฐธรรมนูญ สภารางรัฐธรรมนูญ38จะตองคํานึงถึงความคดิ เห็นของ ประชาชนเปน สาํ คญั 1. สภารา งรัฐธรรมนญู : องคกรจดั ทํารฐั ธรรมนูญ ท่ีประชมุ รวมกนั ของรฐั สภา ในสมัยรฐั บาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เปนนายกรัฐมนตรี ไดลงมติเลือกตั้ง สมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 6) พุทธศักราช 2539 มาตรา 211 เมอ่ื วนั ท่ี 26 ธนั วาคม พ.ศ.2539 โดยสภารา งรัฐธรรมนูญมีจาํ นวนสมาชิกทั้งส้ิน 99 คน ประกอบดว ยสมาชิก 2 ประเภท คือ 1.1 สมาชิกซ่ึงรัฐสภาเลอื กจากผสู มัครรบั เลือกตัง้ ซึ่งเปน ตวั แทนของจงั หวดั จังหวดั ละ 1 คน รวมทั้งส้ิน 76 คน ในการคัดเลือกสมาชกิ สภารางรัฐธรรมนูญตัวแทนจังหวัด รัฐสภาจะทําการคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อท่ี ผวู า ราชการจงั หวัด ไดจดั สง มายงั ประธานรัฐสภา ซ่ึงในการจัดทาํ บัญชีรายชือ่ ผูส มคั รรบั เลือกตั้งของผูวาราชการ จงั หวัดน้ัน ในกรณที ่จี ังหวัดใดมีผสู มัครรบั เลือกตั้งไมเกิน 10 คน ผูวาราชการจงั หวดั จะสง รายช่อื ของผูสมัครรับ เลอื กตงั้ ทง้ั หมด ไปยังประธานรัฐสภาเพื่อใหร ฐั สภาเลอื กใหเหลือเพยี ง 1 คน แตถา จงั หวดั ใดมผี สู มัครรับเลือกต้ัง เกิน 10 คน ผวู าราชการจังหวดั ก็จะจดั ใหมีการประชมุ พรอ มกันระหวา งผสู มัครรับเลือกตั้ง เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง กนั เอง โดยการลงคะแนนลบั และผสู มคั รแตล ะคนมีสิทธิลงคะแนนเลือกผูสมัครดวยกันเองคนละไมเกิน 3 คน แตถ า มีผไู ดรบั คะแนนเสียงเทา กันอนั เปน เหตุใหม ีจาํ นวนเกนิ 10 คน ผูว า ราชการจังหวดั จะจดั ใหมีการลงคะแนน ใหมเ ฉพาะผูที่ไดรับคะแนนเทากัน เพื่อใหไดผูสมัครที่มีคะแนนสูงสุด 10 คน หลังจากน้ันก็จะสงบัญชีรายช่ือ ใหกับประธานรฐั สภา เพ่ือให รัฐสภาทาํ การคัดเลอื กใหเ หลือเพยี งหนง่ึ คนตอ ไป 1.2 สมาชิกซงึ่ รฐั สภาเลือกตงั้ จากผเู ช่ียวชาญ ไดแ ก - ผูเชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 8 คน - ผูเชีย่ วชาญสาขารฐั ศาสตร หรือรฐั ประศาสนศาสตร 8 คน - ผมู ีประสบการณด า นการเมือง การบริหารราชการแผนดนิ หรือการรา งรฐั ธรรมนญู จาํ นวน 7 คน 38 รองศาสตราจารย ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย,สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๒๐๑, พ.ศ.๒๕๔๗,สาํ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผูแทนราษฎรพมิ พ 81
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” รัฐสภาจะทําการคัดเลือกสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญประเภทผูเชี่ยวชาญ หรือผูมีประสบการณน้ีจาก บัญชีรายช่ือ ซ่ึงจัดทําข้ึนโดยสภาสถาบันอุดมศึกษาท่ีมีการใหปริญญาในสาขานิติศาสตร รัฐศาสตร หรือรัฐ ประศาสนศาสตร ซ่ึงในแตละแหงจะจัดทําบัญชีรายชื่อผูเช่ียวชาญ หรือผูมีประสบการณในแตละประเภท ประเภทละไมเกิน 15 คน โดยจะสง ไปยงั ประธานรัฐสภา ภายใน 5 วนั นับแตวันพน กําหนดวันรับสมัครเลือกต้ัง สมาชกิ สภารา งรฐั ธรรมนูญของแตล ะจงั หวดั เพือ่ ใหร ัฐสภาทําการคดั เลอื กใหเหลือตามจํานวนท่กี าํ หนดไว 2. กระบวนการจัดทาํ รัฐธรรมนญู ของสภารางรฐั ธรรมนญู สภารา งรฐั ธรรมนญู ไดม กี ารประชุมเปนครั้งแรก เม่ือวนั ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2540 เพ่ือเลือกประธานและ รองประธานสภารางรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่ีประชุมไดมีมติเลือก นายอุทัย พิมพใจชน เปนประธานสภาราง รฐั ธรรมนญู ศาสตราจารย ดร.กระมล ทองธรรมชาติ เปนรองประธานสภารางรัฐธรรมนูญคนท่ีหนึ่ง และนาง ยุพา อดุ มศกั ดิ์ เปน รองประธานสภารางรฐั ธรรมนญู คนท่ีสอง นอกจากนยี้ ังไดจ ัดต้ังคณะกรรมาธกิ ารสามัญขึ้น5 คณะ ไดแก (1) คณะกรรมาธิการยกรา งรฐั ธรรมนญู จํานวน 29 คน มนี ายอานันท ปนยารชนุ เปน ประธาน (2) คณะกรรมาธิการรบั ฟงความคิดเหน็ และประชาพิจารณ จํานวน 38 คน มศี าสตราจารย ดร.อมร รักษา สัตย เปนประธาน (3) คณะกรรมาธกิ ารประชาสัมพันธ จํานวน 17 คน มี ดร.สมเกยี รติ ออนวมิ ล เปนประธาน (4) คณะกรรมาธิการวชิ าการ ขอ มลู และศกึ ษาแนวทางการรา งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จํานวน 17 คน มีศาสตราจารย ดร.กระมล ทองธรรมชาติ เปนประธาน (5) คณะกรรมาธกิ ารจดหมายเหตุ ตรวจรายงานการประชุมและกจิ การสภา จํานวน 17 คน มีนายเดโช สว นานนท เปนประธาน เม่ือคณะกรรมาธกิ ารยกรางรัฐธรรมนูญยกรางแรกแลวก็พนหนาท่ีไป แตไดมีการต้ังคณะกรรมาธิการ พิจารณารา งรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช....ขน้ึ ทําหนา ทพี่ จิ ารณารา งท่ีสองขึ้นแทน โดยมีนาย อานันท เปน ประธานเชนเดิม สาํ หรบั การรบั ฟง ความคิดเห็นของประชาชนทว่ั ประเทศนั้น สภารางรฐั ธรรมนูญมี มติใหต้งั คณะกรรมาธิการวิสามัญรบั ฟง ความคิดเหน็ และประชาสัมพันธป ระจําจังหวดั ขนึ้ ทุกจงั หวัด 2.1 การยกรา งรฐั ธรรมนญู โดยคณะกรรมาธิการยกรา งรฐั ธรรมนญู ในการจัดทํารางรฐั ธรรมนูญสภาราง รฐั ธรรมนูญไดมีมตใิ หจดั ต้ังคณะกรรมาธกิ ารยกรางรัฐธรรมนญู ข้ึน ทําหนา ทร่ี า งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช... เสนอตอสภารางรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการดังกลาวโดยความเห็นชอบของสภาราง รัฐธรรมนญู ไดก ําหนดขน้ั ตอน และระยะเวลาการทํางานของคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ และสภาราง รัฐธรรมนูญ เพื่อเปนกรอบและแนวทางในการพิจารณาและจัดทํารางของสภารางรัฐธรรมนูญ ใหแลวเสร็จ ภายในระยะเวลา 240 วัน ตามมาตรา 211 เตรส ของรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 นอกจากนี้มาตรา 211 เตรสยังกําหนดกรอบที่สําคัญที่สุดอีก 2 ขอ คือ 1) ในการจัดทําราง รัฐธรรมนูญ สภารา งฯ ตอ งคํานงึ ถึงความคดิ เห็นของประชาชนเปน สําคญั และ 2) รางรฐั ธรรมนูญที่มีผลเปนการ 82
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” เปลีย่ นแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยท รงเปนประมุข หรือเปล่ยี นแปลงรปู ของรัฐ จะกระทํามไิ ด เงือ่ นไขท้ังสองนีจ้ งึ เปน เงอ่ื นไขท่ีสภารา งฯ ตองคาํ นึงถึงตลอดเวลา คณะกรรมาธิการฯ ไดจัดทํากรอบ เพ่ือเปนแนวทางในการรับฟงความคิดเห็นของประชาชนให สอดคลองกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่ีกําหนดใหการจัดทํารางรัฐธรรมนูญของสภารางรัฐธรรมนูญตอง คํานึงถงึ ความคดิ เห็นของประชาชนเปนสําคญั โดยไดกําหนดกรอบการรับฟงความคิดเห็นของประชาชนข้ึน 3 กรอบ คือ กรอบท่ี 1 สทิ ธิ เสรีภาพ และการมสี วนรว มของพลเมือง กรอบท่ี 2 การตรวจสอบการใชอาํ นาจรัฐ กรอบท่ี 3 สถาบันการเมือง และความสัมพันธระหวางสถาบันการเมือง ท้ังน้ี ในแตละกรอบ จะ ประกอบดว ย สภาพปญหาหลกั หลกั การสาํ คญั และแนวทางในการแกไขทีค่ วรจะนําไปบญั ญัติไวใ นรัฐธรรมนูญ โดยแบง กลมุ ปญหาทีร่ า งรฐั ธรรมนญู ใหม ตอ งหยิบยกขน้ึ แกไ ขปรบั ปรุงเปน 3 กลมุ ดวยกัน คือ (1) สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญใหการรับรองไวยังไมครบถวนหรือไมชัดเจน ไมอาจคุมครองให บงั คับไดจ รงิ ในทางปฏิบัติ และมีการออกกฎหมายหรอื กฎเกณฑอ ื่นเพ่อื จาํ กัดสิทธิและเสรภี าพกระทําไดโดยงาย และกวา งขวางเกินสมควร นอกจากนี้ การมีสวนรวมของประชาชนในระบอบการเมอื ง ยังไมเ ปนรูปธรรมชัดเจน ในทางปฏิบตั ิ (2) ระบบตรวจสอบการใชอํานาจไมมีความครอบคลุมครบถวน และระบบตรวจสอบท่ีมีอยูเดิมก็ไมมี ประสทิ ธิภาพอยางจรงิ จัง (3) สภาพปญหาท่ีระบบการเมือง และสถาบันการเมืองขาดความเชื่อถือในความสุจริตเพราะมีลักษณะ เปนธรุ กจิ การเมอื ง ไดน าํ มาซึ่งปญหาความชอบธรรมในการบริหารประเทศ นอกจากน้ีการท่รี ฐั บาลไรเสถียรภาพ และประสิทธภิ าพ เพราะรัฐบาลผสมทีอ่ อนแอและขาดเสถยี รภาพ ทาํ ใหนายกรัฐมนตรีไมอาจใชภาวะความเปน ผูนําได จงึ เปนผลใหเ กดิ ปญหาความชอบธรรม และวิกฤตศรทั ธา หลังจากน้ัน เม่ือคณะกรรมาธิการไดรับรายงานผลการรับฟงความคิดเห็นของประชาชน จากท่ีไดนํา กรอบท้ัง 3 กรอบ ไปรับฟงความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการรับฟงความคิดเห็นและประชาพิจารณ และ คณะกรรมาธกิ ารวสิ ามัญรบั ฟงความคิดเห็นและประชาสัมพันธประจําจังหวัดท้ัง 76 จังหวัด ตลอดจนขอเสนอ ของสถาบัน องคกร กลุม ชมรมตาง ๆ ในสังคม และประชาชนโดยทั่วไป ท่ีไดสงความคิดเห็นมาแลว คณะกรรมาธิการฯ ไดนํามาประกอบการพิจารณา และจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้น 3 คณะ เพ่ือยกราง รัฐธรรมนูญทงั้ 3 กรอบ ตามกรอบทีไ่ ดร บั ฟงความคดิ เห็นจากประชาชนและขอ เสนออื่น ๆ เปน เบ้อื งตน คณะอนุกรรมาธิการทั้ง 3 คณะ ไดยกรางบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในแตละกรอบแลวเสร็จและได เสนอรายงานตอ คณะกรรมาธกิ าร คณะกรรมาธิการไดจัดประชมุ คณะกรรมาธิการยกรา งรฐั ธรรมนูญ ในระหวาง วันที่ 16-20 เมษายน พ.ศ.2540 เพ่ือรวบรวมเรียบเรียงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใหแลวเสร็จ เพื่อนําเสนอตอ ประธานสภารางรัฐธรรมนูญตามข้ันตอน และระยะเวลาท่ีสภารางรัฐธรรมนูญไดเห็นชอบแลว โดยในการ 83
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” ประชุมคณะกรรมาธิการในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการรวมประชุม เพื่อเสนอความคิดเห็นของประชาชน ประกอบการพิจารณายกรางของคณะกรรมาธิการดว ย ตอมาในระหวางวันที่ 20-27 เมษายน พ.ศ.2540 คณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญไดจัดประชุม คณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ ที่คณะอนุกรรมาธิการท้ัง 3 คณะ นําเสนอโดยไดเชิญสมาชิกสภาราง รัฐธรรมนูญเขารวมฟงการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ตลอดจนแสดงความคิดเห็นและขอสังเกตตอ คณะกรรมาธกิ ารดว ยตลอดการประชมุ ทีพ่ ัทยา 2.2 การพจิ ารณาในวาระทีห่ น่งึ ของสภารางรัฐธรรมนูญ และการทํางานของคณะกรรมาธิการ พิจารณา รางรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญไดยกรางรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบรอยแลว สภาราง รัฐธรรมนูญไดลงมติรับรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช...เมื่อวันท่ี 8 พฤษภาคม พ.ศ.2540 และไดต้ังคณะกรรมาธิการพิจารณารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช... ข้ึนเพื่อทําหนาที่ในการ พิจารณารางรัฐธรรมนูญรา งแรกอีกครั้งหนึง่ โดยกาํ หนดระยะเวลาในการแปรญตั ติภายใน 30 วัน เพอ่ื จัดทํารางที่ สองทีส่ มบูรณตอไป ในการพจิ ารณารางรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช...คณะกรรมาธิการไดคํานึงถึงความ คิดเห็นของประชาชนเปนสําคัญ และเพ่ือใหประชาชนไดมีสวนรวมในการจัดทํารัฐธรรมนูญมากที่สุด คณะกรรมาธิการฯ จึงไดรับฟงและนําความคิดเห็นของสถาบัน องคกร และกลุมตาง ๆ ในสังคมรวมท้ัง ประชาชนทั่วไป ตลอดจนความคิดเห็นท่ีไดจากการจัดทําประชาพิจารณของสภารางรัฐธรรมนูญ ตามท่ี คณะกรรมาธิการรับฟงความคิดเห็น และประชาพิจารณไดรวบรวม และประมวลความคิดเห็นของประชาชน องคก ร และสถาบนั ตาง ๆ มาประกอบการพิจารณาดว ย นอกจากนี้ ในการพิจารณารางรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการฯ ยังไดพิจารณาคําแปรญัตติของสมาชิก สภารา งรัฐธรรมนญู ท่เี ขียนแปรญตั ตสิ ง มาประกอบการพิจารณาในระหวางท่ีมีการพิจารณารางรัฐธรรมนูญเปน รายมาตรา ประมาณ 200 มาตรา รวมทัง้ ไดเชิญสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญผทู ่ไี ดแปรญตั ตไิ วมาชี้แจงประกอบคํา แปรญตั ติของตนดวย อนงึ่ ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ แตล ะคร้ัง ไดม ีการถายทอดสดเสยี งการประชุมคณะกรรมาธิการ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฏร และสถานีวิทยุกระจายเสียงแหง ประเทศไทย กรมประชาสมั พนั ธ ทัง้ นี้ เพื่อเปน การเผยแพรการประชมุ ใหประชาชนไดท ราบอยา งทั่วถึง อีกทั้งยัง เปนการใหความรูค วามเขาใจเกย่ี วกับกระบวนการจดั ทํารฐั ธรรมนญู ตลอดจนหลักการ และสาระสําคัญของราง รัฐธรรมนูญไปพรอมกับคณะกรรมาธิการฯ นอกจากนี้ยังไดอนุญาตใหประชาชนและส่ือมวลชนเขาฟงการ ประชมุ คณะกรรมาธิการตลอดระยะเวลาของการประชุมดว ย 2.3 การพจิ ารณาในวาระที่สองและวาระที่สามของสภารางรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะกรรมาธิการ พิจารณา รา งรฐั ธรรมนูญ พุทธศักราช... ไดท าํ การพิจารณาคาํ แปรญัตติรางรัฐธรรมนูญเสร็จแลว คณะกรรมา-ธิการจึงได เสนอรา งรฐั ธรรมนูญเขาสูการพิจารณาของสภารางรัฐธรรมนูญในวาระท่ี 2 เมื่อวันท่ี 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 84
ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” ภายหลังทีไ่ ดม ีการอภิปราย และแสดงความคิดเห็นของสมาชกิ สภารางรฐั ธรรมนญู ทีไ่ ดสงวนคาํ แปรญตั ติไวแ ลว สภารางรัฐธรรมนูญมมี ติเหน็ ชอบกับรา งรัฐธรรมนญู เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2540 หลังจากนัน้ สภารา งรัฐธรรมนูญไดรอการพิจารณาในวาระท่สี ามไว 15 วัน นบั แตการพจิ ารณาในวาระที่ สองเสร็จส้นิ ลง และเรยี กประชุมเพอื่ ลงมติในวาระที่สาม เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พุทธศักราช 2540 ที่ประชุมสภา รา งรัฐธรรมนญู มีมตเิ หน็ ชอบกบั รางรฐั ธรรมนญู ฉบับดังกลาว จากนั้นประธานสภารางรัฐธรรมนูญ จึงไดเสนอ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช...ใหกับประธานรัฐสภา เพ่ือเขาสูการพิจารณาของรัฐสภา ตอ ไป 3. การพจิ ารณารา งรฐั ธรรมนูญฉบบั ประชาชนในขั้นรฐั สภา รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช... ไดเขาสูการพิจารณาของรัฐสภาเม่ือวันท่ี 4 กันยายน พ.ศ. 2540 โดยมีการอภปิ รายอยางกวางขวางจนเสร็จสน้ิ ลงเมื่อวนั ท่ี 11 กันยายน พ.ศ.2540 หลังจากนั้น ภายหลังท่ีไดมีการรอการพิจารณาไว 15 วัน ท่ีประชุมรวมกันของรัฐสภาไดลงมติใหความเห็นชอบกับราง รัฐธรรมนูญฉบับดังกลาว เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2540 จากนั้นประธานรัฐสภาจึงไดนํารางรัฐธรรมนูญขึ้น ทลู เกลาฯ ถวายเพอ่ื ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เมอ่ื วนั ที่ 11 ตลุ าคม พ.ศ.2540 อาจกลาวไดวา การเมืองการปกครองไทยยุคปจจุบันยังอยูในชวงของการ ปฏิรูปการเมืองแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม โดยมีรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2540 เปนบันไดขั้นท่ีหน่ึงท่ีจะนําไปสู ประชาธิปไตยสมบูรณแบบ ซึ่งอาจจะตองใชระยะเวลาอีกยาวนานหลายสิบป หรือนับเปนรอยปก็เปนไปได ขึ้นอยูกับทุก ๆ ฝายทั้งฝายนักการเมือง ขาราชการประจํา กลุมนักธุรกิจ ส่ือมวลชน องคกรภาคเอกชน และ ประชาชน จะตองรวมมอื กนั ผลกั ดันไปสคู วามสาํ เรจ็ รวมกัน 85
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” ภาค ๑ เหตกุ ารณทางการเมอื งสมยั พลเอกเปรม ในชว งทีม่ กี ารเลอื กต้งั สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรเปนการทั่วไป และไดมีพระราชโองการโปรดเกลาฯให พล.อ.อ.หะริน หงสกุล เปนประธานรฐั สภา และในฐานประธานรัฐสภา พล.อ.อ.หะริน หงสกุล จึงเรียกประชุม รฐั สภาเพือ่ ซาวเสียงหาตวั แทนนายกรัฐมนตรคี นใหม ท้งั ทีต่ ามแนวทางประชาธปิ ไตย นายกรัฐมนตรีควรมาจาก สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร แตการที่ไมมีพรรคการเมืองใดที่มีเสียงขางมากท่ีจะจัดตองรัฐบาลไดดวยตัวเอง และ ชว งเวลาดังกลา วบา นเมอื งยงั ตอ งอาศัยผูนําท่ีมีอํานาจทางทหารอยู เพื่อประคับประคองประเทศชาติใหรอดพน จากวิกฤติการณเฉพาะหนา ดังนั้นเม่ือประธานรัฐสภาเรียกประชุมเพ่ือการซาวเสียงจากบรรดาหัวหนาพรรค การเมอื งทั้งหลาย บคุ คลทไี่ ดรบั การเสนอชอ่ื และเสยี งสนบั สนนุ จากบรรดาสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภา ดวยคะแนนเสียงขางมากมาเปนอับดับหนึ่งจึงทําใหชื่อของบุคคลที่ชื่อ พลเอก เปรม ติณสูลานนท เปน นายกรฐั มนตรี จากนนั้ นับแตมพี ระราชโองการโปรดเกลาฯใหพลเอก เปรม ตณิ สูลานนท ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี และจัดตง้ั รฐั บาลในรูปแบบผสมเมอ่ื วนั ท่ี ๓ มนี าคม ๒๕๒๓ ซงึ่ ในการณน ้ีพลเอก เปรม ติณสูลานนทไดรับการ เสนอชื่อและเสียงสนับสนุนจากฝายท่ีมีเสียงขางมากจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ใหดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรีติดตอ กันหลายสมัย เปนชว งเวลาที่เรยี กวา สมัย “ประชาธิปไตยครงึ่ ใบ” หลังจากมีพระราชโองการโปรดเกลาฯใหพลเอก เปรม ติณสูลานนท เปนนายกรัฐมนตรีน้ัน พลเอก เปรม ตณิ สลู านนท นายกรฐั มนตรีจงึ ไดนาํ รายชอื่ รฐั มนตรีข้ึนทูลเกลา เพื่อทรงแตงต้ังเปน รัฐมนตรีชุดใหม ซ่ึงได มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา ฯแตง ต้งั รฐั มนตรีชุดใหมในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๓ ซึ่งรัฐมนตรีเหลานั้นก็ ไดมาจากการรวมตัวเปนรัฐบาลผสมของกลุมการเมืองตางๆที่มีเสียงขางมากทั้งจากพรรคกิจสังคม ชาติไทย ประชาธิปต ย สยามประชาธปิ ไตย และชาติประชาธปิ ไตย ผสมกับรัฐที่พลเอกเปรม เลือกจากบรรดานักวิชาการ ทั้งหลายรวนท้ังหลายรวมทั้งส้ิน ๓๕ คน เปนสมัยแหงการพื้นฟูประชาธิปไตยและแกไขปญหาคอมมิวนิสต สอื่ มวลชนเรียกวาสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ หลังจากท่ีไดมีการช้ีแจงนโยบายในการแกปญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหมตอท่ีประชุม วันท่ี ๑๙ มนี าคม ๒๕๒๓ พลเอก เปรม ตณิ สลู านนท ก็ไดป ระกาศลดราคาน้าํ มันทร่ี ัฐบาลชดุ เดิมเพิม่ ข้นึ นับเปนผลงานชิ้น แรกของรฐั บาลของพลเอก เปรม ตณิ สลู านนท ตอมาก็คอื การแกปญหาฝนแลง และการใชพ ลงั น้าํ จากเขือ่ นภูมิพล ประกอบกับการผลติ ไฟฟาชดเชยกบั ภาวะน้ํามันขาดแคลน จนตอ งประกาศใชมาตรการประหยัดไฟฟา โดยเฉพาะ ในชว งเวลา ๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น.ทําใหร ายการโทรทัศนถ กู ระงบั การออกอากาศช่ัวระยะเวลาหนงึ่ ไมเพียงเทาน้นั รฐั บาลของพลเอก เปรม ตณิ สูลานนท ยังริเริม่ โครงการพยุงราคาขาวเปลือก และประสบ กับปญหาหลายอยา งตามมาอยางรวดเร็ว ทาํ ใหฝ ายคางขอเปด อภิปรายไมไววางใจรัฐบาลแตไมสามารถรวบรวม รายชื่อไดครบถว นตามระเบียบ และกอหวอดอีกครั้งในเดือนกันยายน ๒๕๒๓ ในประเด็นการตออายุราชการ ทหารของพลเอก เปรม ตณิ สลู านนท ในตําแหนงผูบ ญั ชาการทหารบกเนือ่ งจาก พลเอก เปรม ตองเกษียณอายุใน 86
ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” ป ๒๕๒๓ ซึ่งมีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดคาน สวนที่คัดคานมาจากกลุมนักศึกษา สงผลใหรัฐสภาเปดสมัย ประชุมวิสามญั เพื่อพจิ ารณารา งพระราชบญั ญัตบิ าํ เหนจ็ บํานาญขา ราชการทจ่ี ะทําใหอํานาจคณะรัฐมนตรีตออายุ ราชการกรณีทีม่ คี วามจําเปน เพ่ือใหข าราชการท่ีมีอายุครบ ๖๐ ป แตยังมีประโยชนแกชาติบานเมืองสามารถทํา ประโยชนตอไปได ซึ่งหลงั การอภิปรายก็มกี ารพจิ ารณารวดเดยี ว ๓ วาระ และลงมติใหประกาศใชเปนกฎหมาย ได ผลจากการประกาศใชพระราชบัญญัติดังกลาวคณะรัฐมนตรีไดลมติใหตออายุราชการทหารบกของ พลเอก เปรม ตออีก ๑ ป จากนั้นปลายป ๒๕๒๓ ประเทศไทยตองเผชิญกับภาวะนํ้าทวมจากพายุดีเปรสชั่นพัดผานประเทศเทศ ไทยตดิ ตอ กันหลายลูก จนรฐั บาลตองประกาศใชแผนบรรเทาสาธารณภัยเพราะเกินกําลังของหนวยบรรเทาทุก ปกติ และทไ่ี มต อ งคดิ มากตามประสาคนหมูม าก เสอื หลายตวั วัวหลายคอก รฐั บาลหลายกลุม ก็ยอมเกิดความ ขัดแยงกันขึ้นเปนธรรมดาของการเมืองระบบผลประโยชนตองมากอนส่ิงอื่นใด ในรัฐบาลของพลเอก เปรม ก็ เชน เดียวกัน นนั่ คอื เกดิ ความขัดแยงระหวางกุมการเมืองของคนในพรรคกจิ สงั คมและกลุมของพรรคชาติไทย ซ่ึง รว มเปนรัฐบาลในกรณีซ้ือนาํ้ มันจากซาอุดอิ าระเบีย เกิดการไมลงรอยในผลประโยชนท ่จี ะตามมาจงึ ทาํ ใหเกิดการ ขัดแยงกันข้ึน จนทําใหพรรครวมบางพรรคแยกตัวตีจากน้ันคือพรรคกิจสังคม และไดมีการคลอดรายชื่อ คณะรฐั มนตรีในชกุ รัฐบาลเปรม๒ และเกิดการทาทายนอกระบบจากกลุมนายทหารหนุมภายในกองทัพภายใต การนําของพลเอก สณั ห จติ รปฏมิ า รองผูบญั ชากองทัพบก เปน หวั หนาทําการปฏิวัติ แตการปฏิวัติในคร้ังน้ันไม สําเรจ็ เน่อื งจากวา พลเอกเปรมไดตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจาอยู สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรม วงศานุวงศไ ปยงั คายสรุ นารี จงั หวดั นครราชสีมา การเคล่อื นไหวดงั กลา วจึงไมสาํ เร็จและคณะผกู อการไดเขา มอบ ตวั แตทวา ของพลเอก สัณห จติ รปฏิมา หนีไปยังประเทศพมา และตราตราพระราชกําหนดนิรโทษกรรมแก ผกู อ กบฏในวนั ที่ ๕ พฤษภาคม ป ๒๔ หลักจากนั้นใหหลัง วันที่ ๑ สิงหาคม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยื่นใบลา ออกจากการเปนสมาชิกพรรคกิจสังคม เพราะตองการวางตัวเปนกลาง และไดรับยกยองวาเปน“เสาหลัก ประชาธิปไตย” หลงั จากน้ันมกี ารเลอื กตัง้ ใหมและพลเอก เปรม ไดประกาศจุดยืนวา “ไมมีความทะเยอทะยาน ทางการเมืองและไมลงสมัครรับเลือกต้ัง” จนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดเลือกเอาพลเอก เปรมเขามาเปน นายกรัฐมนตรีอีกคร้ังหนึ่ง และจัดตังคณะรัฐมนตรีชุดเปรม ๕ และยุติบทบาททางการเมืองเม่ือยุบสภาในป ๒๕๓๑ 87
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ภาค ๒ ประวัตริ ฐั ธรรมนูญไทย นับต้ังแตประเทศไทยมีการเปล่ียนแปลงการปกครอง เปนระบอบประชาธิปไตยเม่ือป พ.ศ. 2475 น้ัน จนถึงปจ จบุ ันประเทศไทยไดม ีการประกาศใชรฐั ธรรมนญู ฉบบั สาํ คญั ๆ 15 ฉบบั ดว ยกัน ดงั น้ี 1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามช่ัวคราว พุทธศักราช 2475 หลวงประดิษฐมนู ธรรม (ปรดี ี พนมยงค) มสี ว นอยางสาํ คัญในการรา ง ถอื เปน ธรรมนูญฉบบั แรกและเปนฉบับชัว่ คราว ประกาศและ บังคับใชเ มอ่ื วนั ที่ 27 มถิ นุ ายน 2475 และไดร บั การยกเลกิ อยา ง “สันติ” เมื่อวันท่ี 10 ธันวาคม 2475 เนื่องจากการ ประกาศและบังคับใชร ัฐธรรมนูญฉบบั ใหม รวมอายุการประกาศและบังคับใช 5 เดือน 13 วนั 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ประกาศและบังคับใชเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และไดรับการยกเลิกอยาง “สันติ” เม่ือวันท่ี 9 พฤษภาคม 2489 เน่ืองจากการประกาศและบังคับใช รฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม รวมอายุการประกาศและบงั คับใช 13 ป 5 เดือน ระหวาง 13 ป 5 เดอื นนม้ี ีการแกไขรัฐธรรมนญู 3 ครงั้ คอื ครั้งท่ี 1 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2482 แกไขเพิ่มเติมวาดวยนานประเทศจาก “สยาม” เปน “ไทย” ตาม ขอ เสนอของรฐั บาล ซง่ึ มีนายพลตรี หลวงพบิ ลู สงคราม (แปลก ขตี ตะสงั คะ) เปน นายกรฐั มนตรี ยังผลใหชื่อของ รฐั ธรรมนญู ตอ งเปล่ยี นเปน “รัฐธรรม-นญู แหง ราชอาณาจักรไทย” ไปดว ย ครงั้ ท่ี 2 เมอ่ื วันท่ี 19 กนั ยายน 2483 แกไ ขเพ่มิ เตมิ วาดว ยบทเฉพาะกาล ซึ่งเสนอโดยขุนบุรัสการกิตติคดี (เหมือน บรุ ัสการ) ผูแทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี โดยการสนับสนุนของรัฐบาล ซ่ึงมีนายพลตรี หลวงพิบูล สงคราม เปนนายกรัฐมนตรี อนั มผี ลใหบทเฉพาะกาลซึง่ ควรจะตอ งสน้ิ สดุ ในวนั ที่ 10 ธนั วาคม 2485 เปน อยางชา ยืดเวลาออกไปอีก 10 ป แกนแทของการเสนอยึดบทเฉพาะกาลก็คือ การคงอยูตอไปอีกของสมาชิกประเภทท่ี 2 อันมาจากการ แตงต้ัง ครั้งท่ี 3 เม่ือวันที่ 3 ธันวาคม 2485 แกไขเพิ่มเติมวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตาม ขอเสนอของรัฐบาล ซึ่งมีจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เปนนายกรัฐมนตรี ยังผลใหสามารถขยายเวลาอยูใน ตาํ แหนงผแู ทนราษฎรออกไปอีกคราวละ 2 ป 3. รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ประกาศและบังคับใชเม่ือวันท่ี 10 พฤษภาคม 2489 และถกู “ฉีกท้ิง” เมือ่ วันที่ 8 พฤศจกิ ายน 2490 โดยการรัฐประหารของคณะรัฐประหาร อันมี พล.ท.ผิน ชุณ หะวณั นายทหารกองหนนุ เปน หวั หนา รวมอายกุ ารประกาศและบงั คับใช 1 ป 5 เดือน 28 วัน 4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 พ.อ. กาจ กาจสงคราม รอง หัวหนาคณะรฐั ประหาร เมื่อวนั ท่ี 8 พฤศจิกายน 2490 มีสวนอยางสําคัญในการยกรางและเก็บซอนไวใตตุม จึง 88
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” เรยี กอกี ชื่อหนง่ึ วา รัฐธรรมนญู ฉบบั “ใตต ุม”39 หรอื “ตมุ แดง” ประกาศและบงั คบั ใชเ ม่อื วนั ท่ี 9 พฤศจิกายน 2490 และไดรับการยกเลกิ อยาง “สันติ” เมอ่ื วันท่ี 23 มีนาคม 2492 เนอื่ งจากการประกาศและบังคบั ใชร ัฐธรรมนูญฉบับ ใหม รวมอายุการประกาศและบังคับใช 1 ป 4 เดือน 14 วัน ระหวาง 1 ป 4 เดอื น 14 วันนี้ มีการแกไขรัฐธรรมนูญ 3 ครัง้ คอื ครั้งที่ 1 เม่ือวันท่ี 5 ธันวาคม 2490 แกไขคุณสมบัติของผูสมัครรับเลือกตั้ง โดยกําหนดอายุผูสมัครรับ เลือกตงั้ เปน สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรไมต่าํ กวา 35 ป และให พระบรมวงศานุวงศส ามารถสมคั รรบั เลอื กตง้ั ได ครั้งท่ี 2 เมื่อวันท่ี 23 มกราคม 2491 แกไขกําหนดเวลาในการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและ วิธกี ารรา งรฐั ธรรมนูญ โดยกําหนดใหม กี ารจัดตงั้ สภารางรัฐธรรมนญู และรา งใหแลวเสร็จภายใน 180 วัน นับแต วันเลือกตั้งสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญเสรจ็ ส้ิน ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2491 แกไขใหสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญมีเอกสิทธิ์และคุมกัน เชน เดียวกบั สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร 5. รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2492 ประกาศและบงั คับใชเมอื่ วันที่ 23 มีนาคม 2492 และถูก “ฉีกทง้ิ ” เม่อื วันท่ี 29 พฤศจกิ ายน 2494 โดยการ รัฐประหารของคณะรัฐประหาร ซึ่งมี พล.อ. ผิน ชุณหะ วัณ ผบู ัญชาการทหารบกเปนหัวหนา รวมอายุการประกาศและบงั คบั ใช 2 ป 8 เดอื น 6 วัน 6. รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ประกาศและ บังคับใชเมื่อวันท่ี 8 มีนาคม 2495 และถูก “ฉีกทิ้ง” เม่ือวันที่ 20 ตุลาคม 2501 โดยการรัฐประหารของคณะ รัฐประหาร ซึง่ จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต ผบู ญั ชาการทหารสงู สดุ และผูบ ญั ชาการทหารบกเปน หวั หนา รวมอายุการ ประกาศและบังคบั ใช 6 ป 7 เดือน 12 วนั 7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ประกาศและบังคับใชเมื่อวันท่ี 28 มกราคม 2502 และไดรับการยกเลิกอยาง “สันติ” เม่ือวันที่ 20 มิถุนายน 2511 เนื่องจากการประกาศและบังคับใช รฐั ธรรมนญู ฉบับใหม รวมอายกุ ารประกาศและบังคบั ใช 9 ป 4 เดอื น 20 วนั 8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ประกาศและบังคับใชเม่ือวันที่ 20 มิถุนายน 2511 และถูก “ฉีกท้งิ ” เมื่อวนั ท่ี 17 พฤศจกิ ายน 2514 โดยการรัฐประหารของคณะรัฐประหาร ซึ่งจอมพลถนอม กติ ตขิ จร ผบู ญั ชาการทหารสงู สุดเปน หวั หนา เปน รัฐธรรมนญู ทใ่ี ชเ วลาในการรา งยาวนานถึง 9 ป 4 เดือน 20 วัน แตม อี ายุในการประกาศและบงั คบั ใชเ พียง 3 ป 4 เดอื น 27 วนั 9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ประกาศและบังคับใชเม่ือวันที่ 15 ธันวาคม 2515 และไดร ับการยกเลกิ อยา ง “สันติ” เม่อื วนั ที่ 7 ตุลาคม 2517 เนอื่ งจากการประกาศและบังคับใชรัฐธรรมนูญ ฉบบั ใหม รวมอายุการประกาศและบังคับใช 1 ป 9 เดือน 22 วนั 10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2517 ประกาศและบังคบั ใชเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 และถูก “ฉีกทิ้ง” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยการรัฐประหารของ “คณะปฏิรูปการปกครองแผนดิน” ซ่ึงมี 39 รองศาสตราจารย ดร.สมคิด เลิศไพฑรู ย,สารนุกรมการเมอื งไทย,ฉบับรวมเลม ๑-๒,น.๑๗๐-๑๗๑, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร พมิ พ 89
ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จุบัน” พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ผูบัญชาการทหารสูงสุดและผูบัญชาการทหารเรือ เปนหัวหนา รวมอายุการประกาศและ บงั คบั ใช 2 ป 11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 ประกาศและบังคับใชเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2519 และถกู “ฉีกทิ้ง” เม่อื วันท่ี 20 ตลุ าคม 2520 โดยการรฐั ประหารของ “คณะปฏวิ ตั ิ” ซึ่งมี พล.ร.อ. สงัด ชลออยู หวั หนาคณะปฏิรูปการปกครองแผนดนิ เปน หวั หนา รวมอายุการประกาศและบังคับใช 1 ป 12. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศักราช 2520 ประกาศและบังคบั ใชเ ม่ือวันท่ี 9 พฤศจิกายน 2520 และไดรับการยกเลกิ อยาง “สนั ติ” เมอื่ วนั ที่ 22 ธนั วาคม 2521 เน่อื งจากการประกาศและบังคับใชธรรมนูญ ฉบบั ใหม คือ “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2521” อันเปนธรรมนูญฉบับท่ี 13 13. รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2528 ประกาศใช เม่ือวันท่ี 22 ธันวาคม 2521 โดยผลจากขอกําหนดในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 สาระสาํ คัญของรฐั ธรรมนญู ฉบับนี้ นบั วา เปนประชาธิปไตยพอสมควร หากไมน บั บทบัญญตั เิ ฉพาะกาลท่มี ีผลใช บังคับอยูในชวง 4 ปแรกของการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยางไรก็ตาม ไดมีความพยายามที่จะแกไข รัฐธรรมนูญฉบบั น้ีอยหู ลายครัง้ ซึง่ ประสบความสาํ เร็จเม่อื ปพุทธศกั ราช 2528 14. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศกั ราช 2534 ประกาศใชเ ม่อื วนั ที่ 1 มีนาคม 2534 ภายหลัง จากการยดึ อาํ นาจการปกครองแผนดินของสภารักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ เมื่อวันท่ี 23 กุมภาพันธ 2534 ตอมาไดถูกยกเลิกโดยไดต รารัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2534 15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ประกาศและบังคับใชเมื่อวันท่ี 9 ธันวาคม 2534 เปนรัฐ-ธรรมนูญท่ีตราขึ้นเพื่อใชแทนธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 โดยมีการ แกไ ขเพื่อใหเ หมาะสมกับสถานการณของประเทศ รัฐธรรมนญู ฉบับน้ีมีการแกไขเพิ่มเตมิ 4 คร้ัง 6 ฉบับ รวมอายุ การประกาศและบังคบั ใช 5 ป 10 เดอื น 3 วนั 16. รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใชและมีผลบังคับใชเมื่อ 11 ตุลาคม 2540 เปนรัฐธรรมนูญทตี่ ราขน้ึ เพื่อใชแ ทนรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2534 โดยมีการรางขึ้น โดยสภารา งรัฐธรรมนูญ ไดรบั การยอมรบั วามคี วามเปนประชาธปิ ไตย และเปดโอกาสใหประชาชนทั่วประเทศ ทุกหมเู หลา ไดม สี ว นรวมในการยกราง โดยกระบวนการประชาพิจารณ ถือกําเนิดมาจากแนวคิดในการปฏิรูป การเมอื งหลงั เหตุการณพฤษภาทมิฬ 2534 ทาํ ใหมกี ารเปลยี่ นแปลงทางการเมืองของนกั การเมืองใหเปนการเมืองของพลเมือง ทําใหระบบราชการ การเมอื งมคี วามสจุ ริตและมคี วามชอบธรรมในการใชอํานาจลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ทําใหรัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรฐั มนตรีมีภาวะความเปน ผูนาํ เพิม่ ประสิทธภิ าพเสรีภาพและการมสี วนรวมของพลเมืองในเมอื งไทย ทําให การเมืองมีความสจุ ริตและชอบธรรม และมีเสถียรภาพทางการเมอื ง มจี าํ นวนท้งั สิ้น 336 มาตรา ถกู ยกเลิกในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ทรงเปนประมขุ (คปค.)หรอื ทีเ่ รียกกันตอมาคือคณะความม่ันคงแหงชาติ ซึ่ง รวมอายกุ ารประกาศใชแ ละบังคับใชรัฐธรรมนูญฉบบั นบ้ี งั คับใช 8 ป 11 เดอื น 9 วัน 90
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จุบัน” 17. รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ชัว่ คราว) พุทธศักราช 2549 ประกาศใชและมีผลบังคับใช เมอ่ื 1 ตุลาคม 2549 มีจํานวนท้ังส้ิน 39 มาตรา ถือกําเนิดจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษตั ริยทรงเปนประมุข (คปค.) ยดึ อาํ นาจจากรฐั บาล พ.ต.ท.ดร.ทกั ษิณ ชนิ วตั ร นายกรัฐมนตรี ดว ย ขอหาวามีการทุจริตในการบริหารราชการแผนดิน ทั้งหาประโยชนเขาพวกพองขอตนเอง อีกท้ังสรางความ แตกแยกใหเกิดในบานเมือง จึงนํามาซ่ึงการยึดอํานาจ และรัฐธรรมนูญฉบับน้ีถูกยกเลิกเมื่อ 24 สิงหาคม 2550 รวมอายุการประกาศและบังคบั ใช 10 เดือน 24 วนั 18. รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2550 ประกาศใชแ ละมีผลบังคับใชเม่ือ 24 สิงหาคม 2550 มีจาํ นวนท้งั สนิ้ 309 มาตรา ถอื กาํ เนิดจากสภารางรัฐธรรมนูญทพ่ี ระมหากษตั ริยทรงแตงต้ังจากคณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (คปค.) ถวายรายชื่อเพ่ือพิจารณา โปรดเกลาฯแตงตัง้ ถอื วาเปนรฐั ธรรมนญู ท่ีมีสว นรวมมากท่ีสดุ ฉบบั หนงึ่ เพราะมีการทําประชาพิจารณและลงประชามติยก รางรฐั ธรรมนูญโดยประชาชนทวั่ ท้งั ประเทศและใหสิทธเิ สรภี าพความเสมอภาคมากที่สุดเทาท่ีเคยมีรัฐธรรมนูญ ในประเทศไทย และไดม กี ารใชมาจนถงึ ปจจุบัน 91
ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ภาค ๓ สรุปประวตั ิ บทบาท ลักษณะ ของนายกรฐั มนตรีไทย นายกรัฐมนตรถี อื วา เปนผนู าํ ประเทศที่มีการแสดงออกหรอื ทศั นะคติ แมแตทา ทางการกระทาํ ตา งๆนานา ของนายกรัฐมนตรีในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของไทยนั้นถือวาเปนการ แสดงออกแทนประชาชนในชาติ ไมวาการกระทําหรือการแสดงน้ันจะดีจะเลวเพียงใดก็ยอมถือวาเปนการ แสดงออกในนามของประเทศชาติ หากแตยกเวนวานายกรัฐมนตรีผูนั้นจะพูดเองวาเปนทัศนะคติสวนตัว แต ทั้งหมดท้ังมวลที่กลาวมานี้ก็ยอมถือไดวาเปนการกระทําแทนประชาชนในชาติ ซ่ึงจะไดยกเอาประวัติทาง การเมอื งและลกั ษณะของนายกรฐั มนตรีไทยมาเพื่อใหไ ดทราบเบื้องตนดังวา ตอไปนี้ ๑.พระยามโนปกรณน ิติธาดา เปนนายกรฐั มนตรีคนแรกของประเทศไทย โดยมีฉายา นายกคนแรกของ เมืองไทย (และโดนรัฐประหารเปนคนแรกดวย) ชื่อเดิมวา \"กอน หุตะสิงห\" เปนนายกรัฐนมตรีอยู ๓ สมัยคือ สมยั ท่ี 1 : 28 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 - 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 จากน้ันพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดเขายึด อาํ นาจจากรัฐบาล พระยามโนปกรณนิติธาดาไดลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี ทานถึงอสัญกรรม ณ ปนัง เม่อื วนั ท่ี ๑ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๑๙ รวมอายุได ๖๔ ปเศษ ๒.พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน พหลโยธนิ ) เปนนายกรัฐมนตรีคนท่ี 2 ของประเทศไทย โดย มฉี ายา วันถงึ อสญั กรรมมีเงนิ เหลือตดิ บาน 600 บาทชอ่ื เดมิ วา \"พจน พหลโยธนิ \" เปน นายกรัฐมนตรี 5 สมัย รวม ระยะเวลา 5 ป 5 เดือน 21 วัน ถึงแกอสัญกรรมดวยเสนโลหิตในสมองแตก เม่ือวันท่ี 14 กุมภาพันธ พ.ศ. 2490 รวมอายุ ได 60 ป พระยาพหลพลพยุหเสนา มีคติประจาํ ใจวา ชาตเิ สือตองไวลาย ชาติชาย ตองไวช ่อื และไดชื่อวา นายกรฐั มนตรีผูซื่อสตั ยส ุจริตจนวันตาย ชวี ิตของทานไมมที รัพยส นิ เงนิ ทองมากมายเลยแมจ ะผานตาํ แหนง สําคัญ ๆ มามากกต็ าม จนกระทั่งถึงแกอสญั กรรมเมอ่ื วันท่ี 14 กุมภาพันธ พ.ศ. 2490 ดวยวัยเพียง 60 ป ดวยอาการเสน โลหิตในสมองแตก ซ่งึ งานศพของทานทางครอบครัวไมมีเงินเพียงพอ ที่จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพดวยซ้ํา จนทางรฐั บาลในสมยั น้ัน (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) ตอ งเขามารับอุปถมั ภ จดั การงานพระราชทานเพลิง ใหทาน แทน ๓.จอมพล แปลก40 พบิ ลู สงคราม (แปลก ขีตตะสงั คะ) (หลวงพิบลู สงคราม)หรอื ท่เี รียกกันทั่วไปวา \"จอม พล ป.\" เปน นายกรัฐมนตรี ท่ีมีเวลาดํารงตําแหนง รวมกันมากที่สุดของไทย คือ 14 ป 11 เดือน 18 วัน รวม 8 สมยั เปน นายกทดี่ ํารงตําแหนง ยาวนานมากทีส่ ดุ (พ.ศ. 2481-2500) โดยมีฉายา นายกตลอดกาลมนี โยบายท่ีสําคัญ คือ การมงุ มนั่ พฒั นาประเทศไทย ใหมีความเจรญิ รงุ เรอื งทัดเทียมนานาอารยะประเทศ มกี ารปลกุ ระดมใหค นไทย 40 เหตุทช่ี ่ือ แปลก เพราะพอต้ังใหดวยวา ใบหูของทา นน้นั ตาํ กวา ดวงตา 92
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” รูสึกรักชาติ โดยออกประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวย \"รัฐนิยม\" หลายอยาง ซ่ึงบางอยางไดประกาศเปน กฎหมายในภายหลัง หลายอยางกลายเปนวัฒนธรรมของชาติ เชน การรําวง กวยเต๋ียวผัดไทย เปนผูเปล่ียนชื่อ \"ประเทศสยาม\" เปน \"ประเทศไทย\" และเปน ผเู ปลีย่ น \"เพลงชาตไิ ทย\" มาเปนเพลงท่ีใชกันอยูในปจจุบันจอม พล ป. พบิ ลู สงคราม ไดช อื่ วา เปนนายกรัฐมนตรีผูนําชาติมาสูยุคแหงการเปล่ียนแปลง นั้นคือ \"เชื่อผูนําชาติพน ภยั \" และ \"ไทยอยคู ฟู า\" และไดรับฉายาวา \"จอมพลกระดกู เหล็ก\" เพราะมชี วี ติ ทางการเมอื งอยา งเหลือเชื่อ เคยถูก ลอบสงั หารมาแลว ถึง 3 ครั้ง แตก็รอดชวี ิตมาไดท ุกครงั้ แมกระทั่งในเหตกุ ารณก บฏแมนฮัตตนั ท่ีทานถูกจ้ีลงเรือ ศรีอยธุ ยา ถกู ทง้ิ ระเบดิ ผานเตียงท่ที านเคยนอนอยอู ยา งเฉยี ดฉวิ ทัง้ ๆ ที่เหตุการณคร้ังน้ันมีผูเสียชีวิตจํานวนมาก นับรอย จนกระทง่ั ถึงวาระสดุ ทา ยในการดํารงตําแหนงทางการเมืองของทาน คือ ในเย็นวันท่ี 16 กันยายน พ.ศ. 2500 เม่ือถูกพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต นายทหารรุนนองอีกคนหนึ่งท่ีทานไวใจและมอบตําแหนงผูบัญชาการ ทหารบกให กระทําการรัฐประหาร ซ่ึงทานไดหลบหนีไปดวยรถยนตสวนตัวกับผูติดตามเพียง 2 คน ไปอยาง หวุดหวิด โดยผานไปทางประเทศกัมพูชา กอนจะลี้ภัยทางการเมืองท่ีประเทศญ่ีปุน ซ่ึง ณ ที่น่ัน ทานและ ครอบครวั ไดร บั การตอ นรับอยา งดี ทัง้ นเ้ี พราะทางญป่ี นุ ถือวาเปน ทา นเปนผทู ีบ่ ุญคุณตอ ญีปนุ เพราะเปนผยู ินยอม ใหท หารญ่ปี นุ ผานเขาประเทศไทยในชวงสงครามโลกครัง้ ทส่ี องดว ยดี ไมต อ งมีการสูรบยืดเย้ืออันรังแตจะทําให มแี ตค วามสูญเสียดว ยกันทงั้ สองฝาย ซ่ึงทานก็ไดพ ํานักอยทู น่ี ่นั จนตราบถงึ แกกรรม ๔.พนั ตรคี วง อภัยวงศ (หลวงโกวทิ ยอ ภัยวงศ) โดยมฉี ายา นายก 4 สมัย, โหรหนาสนามกฬี า) อดตี นายกรัฐมนตรีของไทย 4 สมัย(66 ป) ผูกอตงั้ และหวั หนาพรรคประชาธปิ ต ย คนแรกพนั ตรีควง อภยั วงศ เปน หน่ึงในสมาชกิ คณะราษฎรสายพลเรือน ท่ที ําการปฏวิ ตั เิ ปลย่ี นแปลงการปกครองแผนดนิ ในป พ.ศ. 2475 เคยมี บรรดาศักด์ิเปน หลวงโกวทิ อภยั วงศพ ันตรีควง ถอื เปน ผบู กุ เบิกกอตง้ั กระทรวงคมนาคมยคุ ใหม เน่ืองจากดํารงตาํ แหนงเปน รฐั มนตรีวาการคนแรก ดว ยประสบการณทเี่ คยรบั ราชการจนมีตําแหนง เปน ถงึ อธิบดีกรมไปรษณียโทรเลข นอกจากน้ีพนั ตรคี วง ยังเคย ดํารงตําแหนง รฐั มนตรี วาการ กระทรวงพาณชิ ย กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตราธกิ าร และกระทรวงมหาดไทย อีก ดวยขณะดํารงตาํ แหนง นายกรัฐมนตรีสมัยแรก ชวงปลายสงครามโลกครง้ั ที่ 2 พันตรคี วง อภัยวงศ เปนผปู ระกาศสนั ติภาพกบั กลมุ ประเทศสมั พนั ธมิตร ทําให ประเทศไทย พนจากภาวะสงคราม ทป่ี ระกาศในสมยั รัฐบาล จอมพล ป. พิบลู สงคราม และพน จากการเปน ประเทศผแู พสงคราม ในเวลาตอ มา นายควง อภยั วงศ ไดชื่อวา เปนนักการเมอื งที่มีไหวพริบปฏญิ าณในการพูด การปราศรัยดเี ย่ียม อกี ทั้งยังมี มขุ ตลกสนกุ สนานเปนทรี่ ูจักกันอยา งดี จนไดฉายามากมาย เชน \"นายกฯ ผูร่ํารวยอารมณขัน\" หรือ \"จอมตลก\" หรือ \"ตลกหลวง\" ซ่ึงบางครัง้ ไหวพรบิ ปฏญิ าณและมขุ ตลกเหลานี้ไดชวยแกไขวิกฤตการณของชาติมาแลวดวย [2] จึงเปนที่ชน่ื ชอบของประชาชนในการปราศรัยอยา งมาก ตวั อยางวาทะเด็ดของนายควง อภัยวงศ เชนขาพเจา นายควง อภัยวงศ เช่อื ในพุทธภาษิตท่วี า 'อฺปปาป สนตฺ า พหเก ชินนฺติ ' คนดีถึงแมมีนอยก็เอาชนะคนชั่วหมูมาก ไดว าจาสตั ยเทานน้ั ทจี่ ะไมทาํ ใหเ ราตกตาํ่ นอกจากนีแ้ ลวยังไดร ับฉายาวา \"นายกฯ เสื้อเชิรต\" นอกจากทานเปน คนทีม่ ีความเปน อยูง าย ๆ ไมมพี ธิ รี ีตรองอะไรมาก ในสมัยเปน ฝา ยคา นรฐั บาล จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม เคยไดรับ 93
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” ฉายาวา \"โหรหนา สนามกีฬา\" เน่อื งจากมักออกมาทํานายเหตกุ ารณตา ง ๆ ลวงหนา เสมอ ซึง่ บานพักของทานก็อยู ในซอยเกษมสันต หนาสนามกีฬาแหง ชาติ ๕.นายทวี บณุ ยเกตุ นายกรฐั มนตรคี นท่ี 5 (รฐั บาลที่ 12) (ดํารงตาํ แหนง รอ ม.ร.ว.เสนีย กลบั จาก ตางประเทศ) โดยมีฉายา นายก 17 วัน หนง่ึ ในคณะราษฎรสายพลเรอื น และขบวนการเสรไี ทย และไดล ้ีภยั ทางการเมอื งเมือ่ วนั ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คณะทหารเขา ยดึ อํานาจจากปกครองจากรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย ธํารงนาวาสวสั ดิ์ นายทวี บณุ ยเกตุ ไดล้ภี ัยออกนอกประเทศพรอ มกบั ภริยา ไปใชช วี ิตทปี่ นงั ประเทศมาเลเซีย และเดนิ ทางกลบั ประเทศไทยหลงั จากจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต กอรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2500 โคนลม จอมพล ป.พิบลู สงคราม นายทวีไดร ับแตง ต้ังเปนประธานสภารา งรฐั ธรรมนูญ รางรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2511 ใชเวลารางถึง 10 ป และไดชอื่ วา นายกรัฐมนตรผี มู วี าระการดํารงตาํ แหนง นอยท่ีสดุ เพยี ง ๑๗ วัน ๖.หมอมราชวงศเ สนีย ปราโมช ศาสตราจารย (พเิ ศษ) หมอ มราชวงศเ สนยี ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย 4 สมัย โดยมีฉายา นายกกอ นหมอมนอง ผูรวมกอ ตง้ั และอดตี หวั หนาพรรคประชาธิปต ย กอ นเขา สูวงการเมือง เคย เปน ผพู ิพากษา และเคยดํารงตําแหนง เอกอัครราชทูตไทย ประจําสหรัฐอเมริกา มากอนวาทะของหมอมราชวงศ เสนีย ปราโมช คอื การปกครองบา นเมืองมี 3 วธิ ี ดวยอาํ นาจ ดวยอามิส หรือดว ยอุดมคติ การเมืองท่ีมาดวยอํานาจ ยอมโคน ลมไปดว ยอาํ นาจ อามิส วนั หนง่ึ หมดไมมีจะให และใหสักเทาใดก็ไมพอสําหรับผูรับ อุดมคติเทาน้ันท่ี จะย่ังยืนอยูได แมตัวผปู กครองจะลมหายตายจากไป สจั จะตามอุดมคตจิ ะยงั อยูห ลงั จากเหตุการณ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แลว คณะปฏริ ปู การปกครองทนี่ าํ โดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ตอ งการจะใหทานดาํ รงตาํ แหนง นายกรัฐมนตรี ตอไป แตทานไดปฏิเสธ ม.ร.ว.เสนีย ปราโมช จึงไดวางมือจากการรับตําแหนงทางการเมืองอยางถาวร แตยัง รักษาการหัวหนา พรรคประชาธิปต ยต อ ไปอกี ระยะ จนกระทงั่ เม่ือป พ.ศ. 2522 จึงไดหัวหนาคนใหม ๗.ศาสตราจารย ดร. ปรีดี พนมยงค41 หรือ หลวงประดิษฐมนูธรรม เปนผูนําสมาชิก คณะราษฎร สาย พลเรือน ผูอภิวัฒนการปกครอง ของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยใหเปน ระบอบ ประชาธิปไตย เปนอดีตนายกรัฐมนตรี ของไทย 3 สมัย และ รัฐมนตรีกระทรวงตางๆ อีกหลายสมัย ในสมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 ไดเ ขารวมขบวนการเสรีไทย เพ่อื ตอตานกองทัพจักรวรรดิญ่ีปุน โดยเปนผูนํา มีชื่อรหัสวา \"รธู \" ทา นเปน ผูกอตงั้ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร และเปนผูประศาสนการคนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัยฯ นอกจากนยี้ งั เคยดาํ รงตาํ แหนง ผสู าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค ในรัชกาลท่ี 8 และไดร บั พระบรมราชโองการ โปรด เกลา ฯ ยกยองในฐานะรฐั บุรุษอาวโุ สดว ย โดยมฉี ายา บิดาแหง รฐั ธรรมนูญ 2475 41 ปรดี ี พนมยงค. Ma Vie Movementee et mes 21 Ans D' Exil en Chine Populaire, แปลและเรียบเรยี งโดย วิชติ วงศ ณ ปอ มเพชร จากหนงั สือ บางหนาของ ประวตั ศิ าสตร ประสบการณของบคุ คลสําคญั ตางๆ ในอดตี -- กรงุ เทพฯ : สาํ นกั พิมพพ ทิ ยาคาร, พ.ศ. 2522 94
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” เม่อื วันท่ี 9 มิถนุ ายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต นายปรดี แี ละคณะรฐั มนตรไี ดขอความเหน็ ชอบตอ สภาวา ผูทีจ่ ะขึน้ ครองราชยส บื สนั ตติวงศค วรไดแ กสมเด็จพระ อนุชา เม่ือสภามีมติเห็นชอบแลว นายปรีดีก็ลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี ดวยเหตุผลวา สมเด็จพระ เจาอยหู วั ที่ทรงแตง ต้งั ตนเปนนายกรัฐมนตรนี ้ันไดส วรรคตเสียแลว เหตุการณน้ี ทําใหศตั รทู างการเมืองของทาน ซึ่งประกอบดวยกลุมทหารที่สูญเสียอํานาจและพรรคการเมืองฝายคาน สบโอกาสในการทําลายนายปรีดีทาง การเมือง โดยการกระจายขาวไปตามหนังสือพมิ พ รา นกาแฟ และสถานที่ตาง ๆ รวมท้ังสงคนไปตะโกนในโรง ภาพยนตรในกรุงเทพฯ วา \"ปรีดีฆาในหลวง\" ซ่ึงเปนคํากลาวหาท่ีรายแรงมาก กลายเปนกระแสขาวลือ และ นําไปสกู ารลาออกจากตาํ แหนง ทางการเมอื งท้งั หมดในเดอื นพฤศจกิ ายน แตอ ยางไรก็ตาม มีหนังสือ หรือ ขอมูล บางท่ี ทบ่ี งบอกถงึ ขอมลู ในเชงิ ลกึ ตา งๆท่ี กลาวหาทา นวาเปน ผวู างแผนลอบปลงพระชนม แตไ มมกี ารพิสูจนจน ปจ จุบนั ทย่ี ังเปนปรศิ นา เมอ่ื วันท่ี 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คณะรฐั ประหารซงึ่ ประกอบดว ย พล.ท. ผิน ชุณหะวัณ พ.อ. กาจ กาจ สงคราม พ.ต.อ. เผา ศรียานนท พ.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต พ.อ. ถนอม กิตติขจร พ.ท. ประภาส จารุเสถียร และ ร.อ. สมบรู ณ (ชาตชิ าย) ชุณหะวัณ ไดท าํ การยึดอาํ นาจการปกครองประเทศ จากรัฐบาลท่ีมหี ลวงธาํ รงนาวาสวัสด์ิเปน นายกรฐั มนตรี หลงั จากยดึ อาํ นาจสาํ เรจ็ คณะรฐั ประหารพยายามจะจบั กมุ ตัวนายปรีดีกับครอบครัว แตนายปรีดี ทราบขา วกอ นเพยี งไมก น่ี าที จงึ หนีทัน และไดล ภ้ี ัยการเมือง ไปยงั ประเทศสิงคโปร สองปถ ัดมา ก็ล้ีภยั ตอ ไปอยูท่ี สาธารณรัฐประชาชนจนี และหวนกลับมาอีกคร้ังในเหตุการณกบฏวังหลวง แตกระทําการไมสําเร็จ จึงล้ีภัยอีก ครัง้ และไดพ าํ นกั อยูทนี่ ัน่ เปนเวลาถึง 11 ป กอ นจะลี้ภยั ตอ ไปยังประเทศฝรง่ั เศส และถึงแกอสัญกรรมที่นั่น เม่ือ วนั ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ณ บา นพักชานกรงุ ปารีส ๘.พลเรือตรี ถวัลย ธํารงนาวาสวัสด์ิ42 หรือ หลวงธํารงนาวาสวัสด์ิ นายกรัฐมนตรีคนท่ี 8 ของประเทศ ไทยในชว ง พ.ศ. 2489-2490 ไดรับฉายาจากสื่อมวลชนวา \" นายกลิ้นทอง \"ดวยเหตูที่สถานการณบานเมืองใน เวลานนั้ มคี วามแตกแยกกนั เองในหมนู ักการเมอื ง และประชาชนคอ นขา งมากหลัง เหตุการณส วรรคตของรัชกาล ท่ี 8 และเหตุอนื่ ๆ บทบาทของทา นในชวงน้ี คือ การเจรจาทําความเขาใจกันของทั้งสองฝาย เพ่ือประสานรอยราว แตส ถานการณก ็ไมด ีขนึ้ จนนําไปสกู ารรัฐประหารในวนั ท่ี 8 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2490หลงั รฐั ประหารแลว ทา นตอง เดินทางออกนอกประเทศไปลภ้ี ยั อยูทฮี่ อ งกงระยะหนง่ึ แลวจงึ กลบั ประเทศไทย และใชชีวิตอยางสงบเงียบตอมา พลเรอื ตรี ถวลั ย ธํารงนาวาสวัสด์ิ ถึงแกอ สัญกรรมเมือ่ วนั ที่ 3 ธนั วาคม พ.ศ. 2531 ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา รวมอายไุ ด 87 ป นับเปน ทหารเรือคนแรกและคนเดียวจนบัดนี้ ที่ไดด าํ รงตําแหนงนายกรฐั มนตรี ๙.นายพจน สารสนิ นายกรัฐมนตรีคนท่ี ๙ เมือ่ 21 กันยายน พ.ศ. 2500 - 1 มกราคม พ.ศ. 2501เรมิ่ บทบาท ทางการเมืองดวยการสนบั สนนุ ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยการแตง ตง้ั ใหเปนสมาชกิ วุฒสิ ภา เมอ่ื ป พ.ศ. 2490 และเขารว มรัฐบาลในตาํ แหนงรัฐมนตรชี วยวาการกระทรวงการตางประเทศในป พ.ศ. 2491 และตอมาในป 42 หนังสอื 2484 ญ่ีปุนบกุ ไทย, โดย ส.คลองหลวง 95
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” พ.ศ. 2492 ไดดาํ รงตาํ แหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงการตางประเทศ แตภายหลังไดลาออกเนอื่ งจากมีความเหน็ ขัดแยง กับรัฐบาลเกย่ี วกับการรับรองรฐั บาลเบาได แหงเวยี ดนามใต ไดร บั ฉายา นายก 90 วัน ๑๐.จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีคนท่ี ๑๐ ไดรับแตงต้ังเปนรัฐมนตรีชวยวาการ กระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม และเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมใน รัฐบาลของนายพจน สารสิน จอมพล ถนอม กิตติขจร ไดรับการซาวเสียงจากสภาผูแทนราษฎรใหขึ้นดํารง ตําแหนง นายกรฐั มนตรีคนท่ี 10 ของประเทศไทยเม่อื วันท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2501 บริหารประเทศไทย 9 เดือนเศษ กล็ าออกจากตําแหนง เพ่ือเปดทางใหจอมพล สฤษด์ิ ธนะรัชต ข้ึนเปนนายกรัฐมนตรี เม่ือจอมพลสฤษดิ์ ถึงแก อสัญกรรม จอมพล ถนอม กิตตขิ จร ไดร บั การแตง ต้ังใหเปนนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในชวงระยะเวลาที่จอม พล ถนอม กิตติขจร บริหารประเทศไดสรางทางหลวงสายตาง ๆ ท่ัวประเทศหลายสาย สรางเข่ือน อาทิ เขื่อน สิรกิ ติ ์ิ เขอ่ื นอุบลรัตน นอกจากนท้ี านยังไดทําการปรับปรงุ กองทพั ใหท นั สมยั ทดั เทียมกบั นานาประเทศ และในป พ.ศ. 2508 ไดสงทหารไปรวมรบในสงครามเวียดนามดวย ไดรับฉายาวานายกผูปฏิวัติตนเอง พนตําแหนง นายกรฐั มนตรี เมอ่ื เกิดเหตกุ ารณ 14 ตุลา พ.ศ. 2516หลังจากน้ัน ไดมีการต้ังคณะกรรมการตรวจสอบทรัพยสิน ของจอมพลถนอม จนนําไปสูการยึดทรัพยสินท่ีไดมาโดยไมถูกตองเปนจํานวนมาก ไดรับฉายา นายก ส.ค.ส. วันท่ี 1 ม.ค. 01 (เด็กดเี ปนศรแี กชาติ เด็กฉลาดชาตเิ จรญิ ) ๑๑.จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต นายกรัฐมนตรีคนที่ 11 เคยดํารงตําแหนงผูบัญชาการทหารบก กอนจะ ดํารงตาํ แหนง นายกรฐั มนตรี โดยการรัฐประหารเปนผูริเริ่มการจัดทํา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ และเปน ผกู อ ตงั้ สาํ นกั งบประมาณ เจาของคาํ พูดท่วี า \"พบกันใหมเม่อื ชาตติ อ งการ\" และ \"ขาพเจาขอรับผิดชอบ แตเพียงผูเดียว\" ไดชื่อวา เปนนายกรฐั มนตรผี ูมวี าทะเดด็ ทา นหนงึ่ ไดร บั ฉายา นายกพัฒนา, จอมพลผาขาวมาแดง ๑๒.ศาสตราจารยสัญญา ธรรมศักด4ิ์ 3 นายกรฐั มนตรคี นท่ี 12ปูชนยี บุคคลท่สี าํ คัญคนหน่ึงของประเทศ ไทย เคยดํารงตําแหนงประธานศาลฎีกา, คณบดีคณะนิติศาสตร และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, รอง ประธานสภารางรัฐธรรมนูญ, ไดรับการแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และไดรับพระราชทานแตงต้ังเปน ประธานองคมนตรี คณะรัฐบาลของทานซึ่งรัฐบาลชุดน้ีไดถูกส่ือมวลชนต้ังฉายาใหวา \" รัฐบาลทานพระครู \" เน่ืองจากนายกรัฐมนตรีเปนบคุ คลท่ีธรรมะธรรมโม และแมไ ดเขามาบริหารราชการแลวกต็ าม แตสถานการณใน ประเทศยังคงระอุอยู เพราะเหตุความวุน วายตาง ๆ และรัฐบาลเสนอกฎหมายผานสภาถึง 3 ฉบับ แตไมผานการ พิจารณาจากสภานิตบิ ัญญตั แิ หงชาติ จงึ ไดร บั ฉายาใหมว า \" รฐั บาลมะเขอื เผา \" แตก ็มฉี ายาใหมอ กี วา “นายกพระ ราทาน”จนในวนั ท่ี 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 ทา นไดท ําหนังสือลาออกจากตําแหนง แต ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ประธานสภานิติบัญญัติ เห็นชอบใหทานเปนนายกรัฐมนตรีตามเดิมในวันท่ี 28 พฤษภาคม จนกระทั่งมีการ เลอื กตง้ั เมื่อวนั ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 และวนั ท่ี 14 กมุ ภาพนั ธ พ.ศ. 2518 มีพระบรมราชโองการแตงตั้ง ม.ร.ว. 43 หนังสอื ประวัติศาสตรก ารศึกษา วนั มหาวิปโยค 14 ตุลา 16 - 6 ตุลา 19, โดย แปลก เข็มพิลา 96
ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” เสนีย ปราโมช ดํารงตาํ แหนง นายกรัฐมนตรคี นตอ ไปจากการเลือกตั้ง ทานจึงไดพนวาระไปและไดรับพระบรม ราชโองการแตง ต้ังใหด ํารงตําแหนง ประธานองคมนตรี ๑๓.หมอมราชวงศค ึกฤทธิ์ ปราโมช ไดร ับฉายาวา “เสาหลกั ประชาธิปไตย” ศาสตราจารย (พิเศษ) พลตรี หมอ มราชวงศ คึกฤทธิ์ ปราโมช นกั ปราชญ นักเขียน นกั การเมือง และศิลปนแหงชาติ นับเปนปูชนียบุคคลทาน หน่งึ ของไทย เปน นอ งชายแท ๆ ของ ม.ร.ว.เสนยี ปราโมช อดตี นายกรฐั มนตรี 4 สมยั สื่อมวลชนจึงนิยมเรียกทั้ง ควู า \"หมอมพ่ี หมอ มนอง\"ไดด าํ เนินการเปดสมั พนั ธทางการทูตกบั สาธารณรัฐประชาชนจนี โดยเดนิ ทางไปเยือน กรุงปก ก่งิ เมื่อป พ.ศ. 2518ไดต ดั สินใจยบุ สภาผูแ ทนราษฎร บริหารประเทศประมาณ 9 เดือนเศษในป ๒๕๑๙ ๑๔.ศาสตราจารย (พเิ ศษ) ธานนิ ทร กรยั วิเชียร องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ไดรับฉายาวา นายก ยุบสภาเพอ่ื ไทยอยรู อด, นายกปฏริ ปู เขารับตําแหนง นายกรฐั มนตรีคนท่ี 14 เมอื่ วันท่ี 8 ตุลาคม 2519 ภายหลังจาก ทคี่ ณะปฏิรูปการปกครองแผน ดินโดยการนําของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ไดทําการรัฐประหารรัฐบาลของ ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ตลุ าคม 2519 รัฐบาลนายธานนิ ทร กรัยวิเชียร ไดฉายาวา \"รัฐบาลหอย\" อันเนื่องมาจาก นโยบายขวาจดั และมาจากคาํ พดู ของนายธานินทรเ องท่เี ปรียบเปรยรัฐบาลเหมือนหอยอยูในเปลือก คือ มีทหาร คุมครอง 20 ตุลาคม 2520 คณะปฏิรูปการปกครองแผนดินซ่ึงนําโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู ร.น. ก็ทําการ รฐั ประหารอกี ครง้ั นายธานินทร กรัยวิเชยี ร จงึ พน จากตําแหนงนายกรัฐมนตรี ๑๕.พลเอก เกรียงศกั ดิ์ ชมะนนั ทน4 4 นายกรัฐมนตรคี นที่ 15 เขา รับตําแหนง นายกรฐั มนตรี หลงั จากคณะ ปฏิรูปการปกครองแผน ดินภายใต การนาํ ของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ไดทําการรฐั ประหารรัฐบาลของนายธานินทร กรัยวเิ ชียรถึงแกอสัญกรรมเมอื่ วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2546 รวมอายุได 86 ป โดยในระหวา งท่ีดาํ รงตําแหนง นายกรัฐมนตรีอยนู ั้น ภาพที่ติดตาของพลเอกเกรียงศักด์ิ คือ การทําพะแนงเนอ้ื ใสบรั่นดรี ะหวางออกเยย่ี ม ประชาชนตามท่ตี า ง ๆ อนั เปน สูตรของพลเอกเกรยี งศักดิเ์ อง ไดรบั ฉายาวา นายกปฏสิ ันถารดียงิ่ ๑๖.พลเอก เปรม ติณสูลานนท ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรีของไทยคนท่ี 16 ซ่ึงเปน นายกรัฐมนตรี 3 สมัย ระหวา งป พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ. 2531และเปนนายกรัฐมนตรีตามคําเชิญของรัฐสภาที่ครอง อํานาจยาวนานที่สุด ท้ังนี้เพราะกฎหมายไทยในสมัยน้ันไมไดกําหนดใหรัฐสภาตองเลือกนายกรัฐมนตรี จาก สมาชิกสภาผูแทนราษฎร บุคลิกสวนตัวพลเอกเปรมเปนคนพูดนอย ในขณะดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทย จะใหสัมภาษณแกส่ือมวลชนนอยมาก จนถูกหนังสือพิมพในขณะน้ันเรียกขานวา เตมียใบ45จน ไดรบั ฉายาวา นายกเลขโสฬส \"ปา \", เตมยี ใบ หลงั พนจากตําแหนง นายกรัฐมนตรีในวันท่ี 3 สิงหาคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหพลเอกเปรม เปนองคมนตรี ในวันที่ 23 44 ดู ; หนังสอื รัฐประหาร 19 กันยา '49 เรยี บแตล กึ ,โดย สาํ นักพมิ พม ติชน 45 ถอดรหสั ปา เปด ปาก 3 ฝายตองคุยกนั เอง 97
ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จุบัน” สงิ หาคม พ.ศ. 2531 จากนน้ั ในวนั ท่ี 29 สงิ หาคม พ.ศ. 2531 ไดรับโปรดเกลา ฯ ยกยอ งใหเ ปนรฐั บรุ ุษ และในวนั ที่ 4 สงิ หาคม พ.ศ. 2541 มพี ระบรมราชโองการ โปรดเกลาฯ ใหเ ปนประธานองคมนตรี ๑๗.พลเอกชาตชิ าย ชุณหะวณั เปนผูก อ ตง้ั พรรคการเมือง 2 พรรค และไดดํารงตําแหนงหวั หนาพรรค คือ พรรคชาตไิ ทย และ พรรคชาตพิ ฒั นาเขารับตําแหนง นายกรัฐมนตรี เม่ือวันท่ี 4 สิงหาคม พ.ศ. 2531 มีการปรับ คณะรฐั มนตรี 1 ครัง้ เมื่อวันท่ี 9 ธนั วาคม พ.ศ. 2533 ไดดํารงตําแหนงในฐานะนายกรัฐมนตรี เปนระยะเวลารวม ประมาณ 2 ปครึ่งรัฐบาลพลเอกชาติชายวาเปน \"บุฟเฟตคาบิเนต\" ขณะที่การทํางานของสภาผูแทนราษฎร ที่มี สดั สว น ส.ส. ฝา ยรัฐบาล เปน จาํ นวนมากกถ็ กู โจมตีวามีสภาพเปน \"เผด็จการรัฐสภา\" พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ บริหารประเทศจนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ พ.ศ. 2534 ก็ถูกยึดอํานาจการปกครองโดย คณะรักษาความสงบ เรียบรอ ยแหงชาติ (รสช.) ภายใตก ารนาํ ของ พล.อ. สุนทร คงสมพงษ พล.อ. สุจินดา คราประยูร พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล และพล.อ. อิสระพงศ หนุนภักดี ท่ีตอมานําไปสูเหตุการณ พฤษภาทมิฬ ในป พ.ศ. 2535 และพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ไดถึงแกอสัญกรรม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 ณ โรงพยาบาลคอมเวลล สหราชอาณาจกั ร รวมอายไุ ด 78 ป ไดร ับฉายา \"นา ชาต\"ิ ไมม ีปญหา, ปลาไหลใสสเกต็ , ช.สามชา , จอมเสียบ ๑๘.นายอานันท ปน ยารชนุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี 2 สมัย หลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534 และ พฤษภาทมฬิ ภารกจิ หลกั ของรฐั บาลนายอานันทในสมัยแรก คือ การรางรัฐธรรมนูญ และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร นายอานันท ไดนําบุคคลผูมีความรู ความสามารถ และมีภาพพจนท่ีดี มาดํารงตําแหนงรัฐมนตรี เชน นายนุกูล ประจวบเหมาะ นายเสนาะ อูนากูล นายโฆษิต ปนเปยมรัษฎ นายอานันท พนจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีสมัยท่ีสองในวันท่ี 23 กันยายน พ.ศ. 2535 ภายหลงั การเลือกตง้ั เม่อื วันท่ี 13 กันยายน พ.ศ. 2535 ซ่ึงพรรคประชาธิปตยไดรับเลือกต้ังเขามามากที่สุด และนายชวน หลกี ภยั หวั หนา พรรคประชาธปิ ต ยดํารงตาํ แหนง นายกรฐั มนตรคี นท่ี 20 ๑๙.พลเอก สจุ นิ ดา คราประยรู ไดรบั พระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหดาํ รงตําแหนง นายกรฐั มนตรี คนท่ี 19 ของประเทศไทย เมอื่ วันท่ี 7 เมษายน พ.ศ. 2535 เม่ือเขา ดํารงตําแหนง พลเอก สจุ นิ ดา ไดถกู คัดคา นจาก กลมุ เคลอื่ นไหวทางการเมอื งหลายกลมุ จนกระทั่งเกิดเหตุการณไ มส งบภายในประเทศ หรือ พฤษภาทมฬิ ขึ้น ระหวางวนั ท่ี 17-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สจุ ินดา จึงลาออกจากตําแหนง เมือ่ วันท่ี 24 พฤษภาคม 2535 เพอื่ ใหก ารแกไ ขรัฐธรรมนูญเปนไปโดยอสิ ระและเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมอื ง อยา งไรก็ตาม นายมีชัย ฤชพุ นั ธุ รองนายกรฐั มนตรไี ดท ําหนาที่รักษาการนายกรัฐมนตรไี ทยเปนการช่วั คราว จนกระท่งั มีการแตงตั้ง นายกรัฐมนตรคี นใหมในวนั ท่ี 10 มิถนุ ายน 2535 คณะรัฐมนตรี คณะที่ 48 ของรัฐบาลพลเอก สจุ นิ ดา ครา ประยรู จงึ พนจากตําแหนง ไปตามวาระ ๒๐.นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีคนที่ 20 ของประเทศไทย เปนนายกรัฐมนตรีสองสมัย ใน คณะรฐั มนตรีคณะท่ี 50 และ คณะรัฐมนตรีคณะที่ 53 ปจ จบุ นั เปนประธานสภาที่ปรกึ ษาพรรคประชาธิปตย นาย 98
ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ชวนเปนนายกรัฐมนตรีพลเรือนคนแรกอยางแทจริงนับต้ังแตกลางทศวรรษ 1970 และมีชื่อเสียงเร่ืองความ ซ่ือสัตยกับความประพฤตทิ ่ไี มด างพรอย46 นายชวน หลีกภัย ไดชอื่ วา เปนนักการเมืองทม่ี ีคารมคมคาย โดยเฉพาะ ในแบบเชือดเฉอื น จนไดฉ ายาวา \"ใบมีดโกนอาบนํา้ ผ้ึง\" ตัวอยางวาทะเด็ดของ นายชวน หลีกภัย เชนเราไมอาจ ทาํ ใหค นทุกคนร่าํ รวยเทาเทียมกันได แตเราสามารถทําใหทุกคนอยูใตกฎหมายเดียวกันได; ยอมใหคนโงท่ีคน รอบขางซื่อสัตยปกครองประเทศ ดีกวาปลอ ยใหคนซื่อแตคนรอบขา งโกงกินปกครองประเทศ ๒๑.นายบรรหาร ศลิ ปอาชา47 นายกรัฐมนตรีคนท่ี ๒๑ เขาสูวงการเมืองจากการชักชวนของนายบุญเอื้อ ประเสริฐสวุ รรณ ต้ังแตมีการกอตั้งพรรคชาติไทยเม่อื พ.ศ. 2517 โดยไดเปน สมาชกิ สภานติ ิบญั ญัติแหง ชาติ ในป พ.ศ. 2517 และเปนสมาชิกวุฒิสภา ในป พ.ศ. 2518 กอนท่ีจะลงสมัครรับเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎร จงั หวัดสุพรรณบรุ ี เมื่อ พ.ศ. 2519 และ ไดรับเลือกต้ังเปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร มาทุกสมัยท่ีมีการเลือกตั้ง ตอมานายบรรหารข้นึ ดํารงตาํ แหนง เลขาธกิ ารพรรคชาติไทย ในป พ.ศ. 2523 บรรหารมีสมญานามมากมาย จาก ลกั ษณะเดน หลายประการ เชน มีฐานเสียงหนาแนนอยางที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี มีสถานะเปนเจาถ่ินจนได สมญาวา \"มังกรสพุ รรณ\" หรือ \"มังกรการเมอื ง\" และเนอื่ งจากมีลกั ษณะคลาย เตงิ้ เส่ยี วผิง อดีตผนู ําจนี สือ่ มวลชน จึงนิยมเรียกนายบรรหารสั้น ๆ วา \"เติ้ง\" หรือ \"เติ้งเส่ียวหาร” และไดรับฉายาจากนักการเมืองและผูส่ือขาววา “ปลาไหล” เน่อื งจากพฤติการณข องนายบรรหาร มีการเปล่ยี นแปลงทางการเมืองในภาวะท่ีไปเขาขางฝายตางได อยางรวดเร็ว นายบรรหารดาํ รงตําแหนงนายกรฐั มนตรใี นวนั ท่ี 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 หลงั จากท่พี รรคชาติไทย ชนะการเลอื กตั้งเมอ่ื วันท่ี 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 โดยท่ีมีพรรคประชาธิปตย เปนพรรคฝายคาน ซึ่งรัฐบาลนาย บรรหารน้ีมีผลงานคือ การเริ่มรางรัฐธรรมนูญฉบับ ป พ.ศ. 2540 ที่ถือกันวาเปนรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจาก ประชาชนและมีความเปน ประชาธปิ ไตยทสี่ ุด ซึง่ ไดน ํามาใชกันในเวลาหลัง นายบรรหารพนจากตําแหนงดวยการ ยบุ สภา เนื่องจากถกู พรรคฝา ยคา นอภปิ รายไมไววางใจในเร่อื งสัญชาตเิ กดิ ของบดิ า ๒๒.พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีคนท่ี ๒๒ เปนเจาของสมญา \"ขงเบงแหงกองทัพบก\" เคย ไดร บั การแตง ต้งั ใหเ ปน สมาชกิ วุฒิสภา ขณะดาํ รงตําแหนงทางทหาร เปนผูกอตั้ง และหัวหนา พรรคความหวัง ใหม คนแรก และเปน อดตี ส.ส.หลายสมยั มคี ะแนนเสียงหนาแนน ในจังหวดั นครพนม ส่ือมวลชนและประชาชน ทัว่ ไป เรยี ก พล.อ.ชวลติ วา \"บ๊ิกจ๋ิว\" และในพนื้ ทภี่ าคอสี าน เรยี ก พล.อ.ชวลติ วา \"พอใหญจวิ๋ \" พล.อ.ชวลิต ยงใจ ยุทธ ลาออกจากตําแหนง ผูบัญชาการทหารสูงสุด แลวเขาสูการเมือง กอต้ังพรรคความหวังใหม ในเหตุการณ พฤษภาทมฬิ ป พ.ศ. 2535 พล.อ.ชวลิต เปนหนึ่งในผูที่ปราศรัยขับไล พลเอกสุจินดา คราประยูร ท่ีสนามหลวง เปน คนแรกดวย การเมอื งหลังจากน้ัน พรรคความหวงั ใหมก ลายเปนพรรคที่มีผสู นับสนุนมากที่สุดในภาคอีสาน รัฐบาลของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เปนรัฐบาลท่ีมีสวนรับผิดชอบตอวิกฤตการณทางการเงิน เมื่อป พ.ศ. 2540 46 ไมเคิล ลีเฟอร, จุฬาพร เอื้อรกั สกุล (แปล-เรียบเรยี ง), พจนานกุ รมการเมอื งสมัยใหมในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต -- กรงุ เทพฯ: สาํ นกั พิมพ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,2548.(ISBN 974-571-921-8) 47 วีรชาติ ชมุ สนิท, 24 นายกรฐั มนตรไี ทย, ออลบุค สพ ับลสิ ช่งิ , 2549 ISBN 974-94-55398 99
ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” (ค.ศ. 1997) ทท่ี ําใหประเทศไทยลม ละลาย และ ขยายผลไปสูป ระเทศเพื่อนบาน โดยรอบ ดวยการทําเงินคงคลัง ท้งั หมดของประเทศเขา ไปอมุ คาเงนิ บาท ซง่ึ ถกู ปลอ ยขายในขณะนน้ั ธุรกจิ ของเหลาแกนหลกั ของรัฐบาลชุดนี้ ยัง ถกู ต้งั ขอ สงั เกตวา ไมไดรับผลกระทบตอวกิ ฤตกรณแ ตอ ยา งใด ในขณะทธ่ี ุรกิจของบุคคลโดยท่ัวไปที่ไมมีความ เก่ยี วของ กับคนในรัฐบาลน้ัน ไดรบั ผลกระทบถงึ ขน้ั ลมละลายเปนจํานวนมาก ทว่ั ประเทศ กอ นที่จะยา ยพรรคมา สังกัดพรรคไทยรักไทย ในป พ.ศ. 2544 และ พล.อ.ชวลิต ก็รับตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษณิ ชินวตั รสมยั แรกดวย หลงั เหตุการณรฐั ประหารในป พ.ศ. 2549 พล.อ.ชวลิต พยายามจะเปนผเู สนอตัวไกลเกลย่ี ทาํ ความเขา ใจ ระหวา งกลุมผทู ี่ขับไล พ.ต.ท.ทักษิณ และกลมุ ผทู สี่ นบั สนุน พ.ต.ท.ทกั ษณิ ให \"สมานฉนั ท\" กัน โดยเรยี ก บทบาทตัวเองวา \"โซขอ กลาง\" รวมทง้ั มกี ารขาววา อาจจะเขารับตาํ แหนงหวั หนา พรรคพลังประชาชน แตแลว ตาํ แหนงนีใ้ นท่ีสุดก็ตกเปน ของ นายสมคั ร สุนทรเวช ๒๓.พันตํารวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร เปนนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย เปนผูกอตั้ง และ หัวหนา พรรคไทยรกั ไทย เปนนกั ธรุ กจิ ผกู อตงั้ กลุม ชิน คอรป อเรชน่ั ปจ จบุ นั เปนประธานกติ ติมศักดข์ิ องสโมสร ฟตุ บอลแมนเชสเตอรซิตี เขา สกู ารเมืองในป พ.ศ. 2537 โดยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ไดลาออกจากตําแหนง ประธาน กรรมการ และ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอรปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) โดยไดโอนหุนให คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท นางสาวพิณทองทา นางสาวแพทองธาร และ คนรับใช คนสนิทถือแทน จากนั้นไมนาน ก็เขาดาํ รงตาํ แหนง รฐั มนตรีวาการกระทรวงการตางประเทศ ในสมัย รัฐบาล นายชวน หลีกภัย และ ในปตอมา (พ.ศ. 2538) ไดเขารับตําแหนง หัวหนาพรรคพลังธรรม ตอจาก จําลอง ศรีเมือง และ ดํารง ตําแหนง รองนายกรัฐมนตรี ในสมัย รัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา ในป พ.ศ. 2539 ดํารงตําแหนง รอง นายกรฐั มนตรี ในสมัย รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันท่ี 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ไดกอต้ัง พรรคไทยรักไทย และ ดํารงตําแหนง หวั หนา พรรค จนในทีส่ ดุ ไดขน้ึ สูตําแหนง นายกรัฐมนตรี ใน วันที่ 9 กุมภาพันธ พ.ศ. 2544 พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ เปน นายกรฐั มนตรีจากการเลือกต้ังคนแรก ที่ดํารงตําแหนงครบวาระ 4 ป ในการดํารงตําแหนงสมัยแรกไดรับ ฉายา \"ผูนําจานดว น\" เพราะ ตลอด 4 ปใ นการบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยงั คงความเปนเอกลักษณของการคิดไว ทําไว เชือ่ ม่นั ในตวั เองสงู ตอบโตทันควันตอ ผูเ ห็นตางเสมอ ขณะเดียวกันไดเรงออกนโยบายประชานิยม หวาน เม็ดเงนิ ผุดโครงการโดยใชเงนิ นํารอ ง สรา งภาระหนีใ้ หก ับประชาชน สงผลใหหนค้ี รัวเรอื นพุงทะยานสูงข้ึนเปน ประวัตกิ ารณ ทา มกลางคาํ ครหาเรื่องผลประโยชนท ับซอน จงึ เปรียบภาวะผนู าํ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เสมือนการส่ัง อาหารจานดว นมารบั ประทาน อันบงบอกถึงทําเร็ว กินเร็ว อ่ิมเร็ว เพ่ือตองการใหเห็นผลงานเร็ว เหมือนกับไม สนใจรสชาตขิ องอาหาร จึงเหมาะกบั ฉายา \"ผูนาํ จานดวน\" แตก ลับตองพนจากตําแหนงในวาระที่สอง เน่ืองจาก การรัฐประหาร เม่ือวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ขณะกําลังรวมการประชุมสหประชาชาติ ท่ี นครนิวยอรก สหรฐั อเมรกิ า 100
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106