Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือการเมืองไทย

หนังสือการเมืองไทย

Description: หนังสือการเมืองไทย

Search

Read the Text Version

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจจุบัน” ตวั เองและพยายามลดอาํ นาจของสฤษดิ์อีก โดยการสงั่ รัฐมนตรที ้ังหลายใหต ดั ความสมั พันธก ับองคก รเอกชนทาง การคา สฤษด์ิทาทายคําสง่ั ของจอมพล ป. โดยการลาออกจากคณะรัฐมนตรี ลูกนองคนสนิทของจอมพลสฤษด์ิก็ ทาํ ตามโดยการลาออกจากคณะรัฐมนตรีและสภาผูแทนราษฎร อยางไรก็ตาม สฤษด์ิยังคงตําแหนงผูบัญชาการ ทหารบกไว แตล าออกจากพรรคเสรีมนงั คศิลา ในวันที่ 16 เดือนกันยายน พ.ศ.2500 สฤษด์ิจึงทํารัฐประหาร ตามรายงานขาววา สฤษดิ์จับแผนการ รัฐประหารของเผาได จอมพล ป. หนีไปเขมร และตอมาก็ขอล้ีภัย27ทางการเมืองที่ประเทศญ่ีปุน และถึงแก อสัญกรรมท่ีน่ันเม่ือ พ.ศ. 2508 เผาถูกสงออกนอกประเทศและไปอยูสวิตเซอรแลนด ซ่ึงตอมาเขาก็ถึงแก อนจิ กรรม ในการปฏิบัติโดยท่ัวไปในการเมืองไทยท่ีสฤษดิ์ไมไดเขาครองอํานาจทันที พจน สารสิน เปน นายกรฐั มนตรีเปน เวลา 90 วัน แลว จึงมกี ารเลือกตงั้ ทวั่ ไป ภายหลงั การเลอื กตงั้ พลโทถนอม กิตติขจร นายทหาร ซงึ่ ไมมีใครรจู กั มากนกั กไ็ ดเปน นายกรฐั มนตรี ขณะนัน้ สฤษดไ์ิ ปสหรัฐอเมรกิ าเพอื่ รักษารา งกายทโี่ รงพยาบาลวอ เตอรหรดี ตอนหลงั ก็ไดไปอังกฤษดวยเหตุผลอันเดียวกัน และแลวทามกลางวิกฤตการณทางการเมือง การตอสู กนั ของกลมุ ภายในพรรคและในกองทัพ สฤษดิ์จึงยดึ อํานาจอีกคร้ังหน่ึงเม่ือวันที่ 20 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2501 ซึ่ง เปนเวลาเดียวหลังจากที่ถนอมลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีเพื่อรวมทํารัฐประหารกับสฤษด์ิ รัฐธรรมนูญ ของป 2495 จงึ ถูกยกเลกิ เปน การยตุ ริ ัฐบาลแบบประชาธิปไตย หลังจากน้นั ประเทศไทยไดถูกปกครองโดยเผด็จ การแบบพอขุนภายใตสฤษดิ์และผูสืบทอดคือ จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร ระบบ เผดจ็ การแบบพอ ขุนอยูไดเ ปนเวลา 15 ป โดยมปี ระชาธปิ ไตยครง่ึ ใบแทรกเขา มาเลก็ นอย กอนท่จี ะถกู ลม โดยการ ลกุ ฮือซึ่งนําโดยนกั ศกึ ษาเมื่อวันท่ี 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 และเหตุการณน ้นั เรียกวา “การปฏิวัติเดือนตุลาคม” การเมืองยคุ หลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ยคุ ท่ี ๓ ยคุ ประชาธปิ ไตยเบงบาน (พ.ศ.2516 – พ.ศ.2519) เหตกุ ารณ 14 ตุลาคม 2516 เปนปรากฏการณ ทางการเมืองยคุ ใหมข องไทยทมี่ ีนยั สําคญั อยา งยิง่ เพราะเปนการลุกฮอื ของประชาชนเปนจํานวนแสน ๆ คน เพอ่ื ตอ ตา นรฐั บาลเผดจ็ การทหาร อาจจะถอื ไดวาการลุกฮือดงั กลา วเปน การเปด ประวัตศิ าสตรบ ทใหมท างการ เมืองไทยในยคุ หลังการเปลย่ี นแปลง 24 มิถุนายน 2475 อยางไรกต็ าม ถา วเิ คราะหเจาะลกึ แลวจะเหน็ วา 14 ตลุ าคม 2516 หรอื ที่นักวิชาการบางทา นเรียกวา “การปฏวิ ัต”ิ 28 14 ตลุ าคม 2516 เปน ผลทจี่ ะตอ งเกดิ ข้ึนเพราะมี ความสมั พันธโดยตรงกบั นโยบายพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมและระบบการเมอื งยุคพอขุน สาเหตุของเหตุการณ 14 ตุลาคม 2516 มหี ลายองคป ระกอบซง่ึ มที ้งั สาเหตทุ ี่เกดิ จากปญหาโครงสรางและ ตวั แปรเฉพาะ ซงึ่ เปน สวนหนึ่งของโครงสรา ง ซึง่ ถาจะแยกออกกจ็ ะมลี ักษณะ ดังตอ ไปนี้ คือ 27 รองศาสตราจารย ดร.สมคิด เลศิ ไพฑรู ย,สารนกุ รมการเมอื งไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๘๑, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎรพิมพ 28 รองศาสตราจารยน ครนิ ทร เมฆไตรรตั น, สารนุกรมการเมืองไทย,ฉบับรวมเลม ๑-๒,น.๒๔-๒๕, พ.ศ.๒๕๔๗,สาํ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎร พมิ พ 51

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” 1. ในแงของโครงสรา งทางสงั คมเศรษฐกิจและการเมืองน้ัน เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต ยึดอํานาจและ ข้ึนเปนรฐั บาลในป พ.ศ.2501 นน้ั จอมพลสฤษดิ์ ใชก ารปกครองระบบพอ ขนุ ซงึ่ ไดแก การใชอํานาจเด็ดขาดใน การปกครองโดยการลมสถาบนั และกลไกการเมืองแบบมีสวนรวม เทา กับเปน การแชเ ยน็ การเมือง ขณะเดียวกันก็ เนนการพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม พูดงาย ๆ กค็ ือ เปน การกลับไปสูระบบการเมืองการปกครองแบบโบราณใน ลักษณะที่เนน การปกครองบรหิ ารดูแลประชาชนใหอยูด กี นิ ดี แบบพอปกครองลูก โดยผูอยูใตปกครองไมตองมี สวนรูเห็น การมุงเนนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยไมพัฒนาสถาบันใหคนมีสวนรวมน้ัน ยอมนําไปสู ปญหาขอ ขดั แยง ซงึ่ เปนลักษณะธรรมดาของโลก คือการเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตาม ยอมไมไดเปนไปในลักษณะที่ ทกุ คนจะไดประโยชนเ ทา เทียมกนั เชน การแบงสรรผลประโยชนท างเศรษฐกิจนน้ั ยอ มจะมขี อขดั แยงเกิดขน้ึ ซง่ึ ก็เปนผลมาจากนโยบายการพฒั นาประเทศนน้ั ยอมจะนําไปสูการเรียกรองใหม ๆ การที่จอมพลถนอมไดทําการ รัฐประหารตัวเองเม่ือ 17 พฤศจิกายน 2514 และกลับไปสูการเมืองแบบสฤษด์ิอีก เห็นไดชัดวาเกิดการเสียดุล ระหวา งการพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมกบั การพฒั นาการเมืองซึ่งไดแก สถาบันการเมืองซ่ึงประชาชนมีสวนรวม เพอื่ มสี ทิ ธใิ นการตดั สนิ นโยบายหรอื หาขอ ยุตใิ นขอขัดแยง การเสียดุลดงั กลา วระหวา งการพัฒนาการเมืองกบั การพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมเปนปญหาโครงสรางซง่ึ นําไปสกู ารลกุ ฮอื ของประชาชนในเหตกุ ารณ 14 ตลุ าคม 2516 2. ระบบการปกครองแบบพอ ขนุ ของสฤษดน์ิ ัน้ จะตองอาศัยบคุ ลกิ ภาพของคนที่มีอํานาจ ซง่ึ ตองสามารถ สรา งความนบั ถือ เกรงกลัวในหมูผูนําทางการเมือง นอกจากบุคลิกของคนมีอํานาจแลวยังตองสามารถควบคุม อํานาจทางการเมือง ซึ่งในกรณีของไทยน้ันอํานาจทางการเมืองก็คือการมีอํานาจทหาร ซึ่งจอมพลสฤษดิ์มี คุณสมบัติตาง ๆ ครบถวน คือ เปน ผูบัญชาการทหารสงู สุด ผบู ญั ชาการทหารบก และอธิบดกี รมตาํ รวจ ซง่ึ ทงั้ สาม ตาํ แหนง นี้เปนจดุ รวมของอํานาจสูงสดุ ของประเทศไทย ดังนน้ั ตาํ แหนง นายกรฐั มนตรีจึงเปนเพียงผลพลอยไดที่ ออกมาจากสามตําแหนงอนั ทรงอาํ นาจดังกลาว สวนประกอบที่สําคัญอีกสวนหนึ่งของระบบพอขุน คือ อํานาจ ทางเศรษฐกิจ ท้ังน้ีเพราะระบบพอขุนนั้น ความจริง คือระบบอุปถัมภ ซ่ึงจําตองมีการสนับสนุนจากผูอยูใต อปุ ถัมภ ขณะเดียวกันพอขุนตองสามารถใชพระคณุ และพระเดช การใชพระคณุ นน้ั นอกจากการใหต ําแหนงแลว ยังตองมีการใหรางวัลเปนเงินตราและสิ่งของเปนคร้ังคราว เพ่ือผูกใจผูอยูใตสนับสนุน ดวยเหตุน้ีการมีฐานะ เศรษฐกจิ ทแ่ี ข็งจึงเปนสว นหน่งึ ของผนู าํ ทางการเมอื งไทย วธิ หี าฐานทางเศรษฐกิจ ก็โดยการลงทุนกับกลุมธุรกิจ ถือหุน หรอื เปน กรรมการบริหาร ทงั้ นี้เพราะนกั ธรุ กิจเองกอ็ ยากอาศัยบารมีของผูน าํ ทางการเมืองเพื่อการคุมครอง และเพอื่ ผลประโยชนท างธรุ กจิ นอกจากวธิ ีการนแ้ี ลว ผนู ําทางการเมืองอาจอาศัยความชวยเหลือ เชน ชวยเหลือ ทางทหารจากสหรัฐอเมริกา งบประมาณลับทางทหารรวมทั้งรายไดจากกิจกรรมผิดกฎหมายดวย เชน การคา ยาเสพยตดิ ฯลฯ เพ่ือสรางฐานะอํานาจทางการเงินอันจะเสริมอํานาจทางการเมืองใหเขมแข็งยิ่งข้ึน จนแทบจะ กลาวไดวาการฉอราษฎรบังหลวงและการกระทําอันมิชอบตาง ๆ เปนผลมาจากระบบการเมืองการปกครอง ในขณะท่รี ะบบพอ ขนุ ตองอาศยั บคุ ลิกอนั มอี าํ นาจ การคุมอํานาจทางการเงินและฐานอํานาจทางเศรษฐกิจ แตก็ ไมไดหมายความวาผูนําในระบบพอขุนมีอํานาจอยูเพียงคนเดียว ในระบบดังกลาวยังมีพอขุนนอย ซึ่งไดแก นายทหารช้ันสูงจํานวนไมนอยรวมมือกับพอขุน หรือถูกอํานาจของพอขุนขมอยูโดยที่จอมพลสฤษด์ิ สามารถ 52

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” ขจัดกลมุ แขง ขันทส่ี าํ คัญ คือกลุมราชคร2ู 9 (เพราะบานผูนาํ สาํ คญั ต้ังอยูใ นซอยราชคร)ู ซึ่งประกอบดว ยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตํารวจเอก เผา ศรยี านนท ทําใหส ามารถคุมกติกาตาง ๆ ได แตจุดออนอันสําคัญย่ิงของพอ ขนุ คอื การพงึ่ ตัวบุคคลมากกวา สถาบนั ดังนนั้ เมือ่ พอ ขุนอยา งสฤษดผ์ิ านไปจากฉากการเมอื ง ปญหาการตอสแู ยง ชิงอํานาจและผลประโยชนระหวางพอขุนนอยท้ังหลายก็จะอุบัติข้ึน และน่ีคือปรากฏการณท่ีเกิดขึ้นหลังจอม พลสฤษดิ์ ธนะรัชต ถึงแกอ สญั กรรมเมื่อป พ.ศ.2506 3. เมือ่ สฤษดถ์ิ งึ แกอสญั กรรม ยอดพีระมิด ก็ถกู แทนท่ีโดยกลุมของจอมพลถนอม และจอมพลประภาส ซึง่ ทุกอยา งก็ดูเรยี บรอ ยดี แตใ นไมช า ปญหาความโตแยงก็เริม่ ปรากฏใหเห็น ทั้งน้ีเพราะระบบพอขุนแบบสฤษด์ิ น้ันความจริงกค็ อื ระบบอปุ ถัมภแ ตออกมาในรปู ใหม ระบบดงั กลา วนี้จะมีผูอปุ ถมั ภซ ึ่งไดแ ก นายทหารช้ันผูใหญ คอื นายพลจํานวนหน่ึง เปนผูท่ีใหความอุปถัมภตอนายทหารชั้นผูนอย นักการเมืองและนักธุรกิจ ดังนั้นปจเจก บคุ คลหรือกลมุ บคุ คลซ่งึ จะเปนขาราชการพลเรอื น ขาราชการทหาร นักธุรกิจหรอื นกั การเมืองก็ตามจะอยูภายใต ความคุมครองของนายทหารชนั้ ผใู หญ ผูใหความอุปถมั ภจะใหความอปุ ถมั ภช ว ยเหลือหรือคุมครอง สวนผูอยูใต อปุ ถมั ภก็จะใหความสนบั สนุนเปนการตอบแทน หรือถา ในกรณีผอู ยใู ตอ ุปถมั ภท ี่เปนธุรกิจจึงไดรับความคุมกัน ทางการเมอื ง ผลประโยชนในแงอ ภิสทิ ธิ์ หรอื บางครั้งการหลบเลยี่ งกฎหมายก็จะตอบแทนผูใหความอุปถัมภใน แงผลประโยชนทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ยิ่งทําใหเห็นเดนชัดวา การฉอราษฎรบังหลวงเปนปญหาที่เกิดขึ้นจาก ลักษณะโครงสรา งของระบบ ในขณะท่สี ฤษดิย์ งั อยใู นอํานาจและบุคลกิ อนั แข็งแกรง ฉายรศั มขี องอาํ นาจควบคุม กลุมผูอุปถัมภตาง ๆ นําโดยพอขุนนอย ซ่ึงจัดต้ังระบบมาเฟยใหอยูในความสงบเรียบรอย แตทันทีที่สูญส้ินผู นาํ ไป กลุมผูน ําระดบั รองก็เร่ิมขัดแยงกันอยางรุนแรง และนีค่ อื สภาพหลังการถงึ แกอ สัญกรรมของจอมพลสฤษด์ิ เพื่อท่ีจะประกันและรักษาผลประโยชนและอํานาจของตนกลุมถนอม – ประภาส พยายามที่จะเลียนแบบจอม พลสฤษดิ์ เพอ่ื รกั ษาระบบพอขุนใหเ หมือนเดิมแตเปนไปไดยากเพราะเหตุผลสองประการ คือ ประการแรก ท้ัง จอมพล ถนอมและจอมพล ประภาสตา งกไ็ มมีบารมีเทาจอมพล สฤษดิ์ และประการท่ีสอง การเปลี่ยนแปลงทาง สังคมและเศรษฐกิจ ซ่ึงเกิดขึ้นจากนโยบายพัฒนาประเทศของพอขุนสฤษด์ิและสืบทอดโดยกลุมถนอม – ประภาส น้ันไดนําไปสูสภาพแวดลอมอนั ซบั ซอ นเกนิ กวาทรี่ ะบบพอ ขุนจะรับได 4. การข้ึนมามีอํานาจของพันเอก ณรงค กิตติขจร ซึ่งเปนบุตรชายของจอมพลถนอม และบุตรเขยของ จอมพลประภาส และพฤติกรรมของพันเอก ณรงค ในฐานะรองเลขาธิการคณะกรรมการตรวจและติดตามผล ปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.) เปน ตัวแปรทเี่ สรมิ สถานการณใ นทางเลวราย ก.ต.ป. เปนหนวยงานที่คอยตรวจตราการ ปฏิบตั ิการของราชการซึ่งมีอํานาจมากมาย พันเอกณรงคไ ดใ ชอ าํ นาจในฐานะรองเลขาธิการอยางเต็มที่ ส่ังจับนัก ธุรกิจท่ีคาของหนีภาษีและสั่งสอบสวนขาราชการท่ีเก่ียวของ มีขาวลือวาแมขาราชการทหารชั้นผูใหญก็ถูก สอบสวนโดยไมม ขี อ ยกเวน ซ่งึ ทําใหเ กดิ ความไมพ อใจขึ้นอยางมาก และทส่ี ําคัญคอื สภาพการณดังกลาวไดทําใหดุลยภาพของสายใยของการฉอราษฎรบังหลวงซึ่งไดมีการแบงสรรเขต อทิ ธพิ ลกนั อยา งเรยี บรอยของกลุม ผูใหค วามอปุ ถมั ภ ซึ่งถูกกระทบกระเทอื นอยแู ลวดวยการครองอํานาจของกลุม 29 รองศาสตราจารยนรนิติ เศรษฐบุตร,สารนกุ รมการเมอื งไทย,ฉบับรวมเลม ๑-๒,น.๑๔-๑๕, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎรพิมพ 53

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ถนอม – ประภาสตองถูกกระทบกระเทือนถึงฐานรากเพราะการกระทําของหนวยงาน ก.ต.ป. ปรากฏการณท่ี เกดิ ขนึ้ นยี้ อ มสามารถตีความไดโ ดยเดน ชัด การจบั นกั ธุรกจิ ซงึ่ อยภู ายใตความอปุ ถัมภของขาราชการทหารผูทรง อิทธพิ ล ซึ่งใหค วามคุมครองอยกู เ็ ทากับเปน การตบหนาผใู หค วามอปุ ถมั ภผ ูน ัน้ การสอบสวนขาราชการทหารช้ัน ผูใหญ กเ็ ทากับทําใหเสียหนาและทาทายหรือทําลายบารมีของผูน้ัน ถาสภาวการณดังกลาวถูกปลอยใหดําเนิน ตอไป อํานาจของกลมุ ตา ง ๆ กจ็ ะคลายลงและอาจสูญเสียจํานวนผูอยูใตอุปถัมภในที่สุด พฤติกรรมของพันเอก ณรงคแ ละกจิ กรรมของ ก.ต.ป. เปนการคุมคามตออํานาจของผูอุปถัมภอ่ืน ๆ และเปนการเขยาระบบอุปถัมภที่ เปนอยู จะโดยเจตนาหรือไมก็ตาม ระบบพอขุนแบบสฤษดิ์ไดถูกทําใหส่ันคลอนดวยสภาพการณดังกลาวมา ขา งตน 5. พฤตกิ รรมของพันเอกณรงคและกจิ กรรมของ ก.ต.ป. เปนเหตุของความไมพอใจและเปนอันตรายตอ ดุลยภาพของระบบพอขนุ แบบสฤษด์ิ นบั วาเปนปรากฏการณใ นทางลบอยางมาก แตก ารพยายามวางตวั ผูสืบทอด อาํ นาจทางการเมอื ง ซง่ึ ดจู ากพฤตกิ รรมตา ง ๆ ดูเหมือนวาไดมีแผนท่ีจะใหพันเอกณรงคสืบทอดอํานาจจากจอม พลถนอมและจอมพลประภาส เปน การเขยา ขวัญและกําลังใจของทหารอาชีพจํานวนมาก การเมืองไทยยุคใหมไม คอ ยมีการสืบทอดอํานาจจากพอไปหาลูก ซ่ึงตางจากสมัยปลายสมัยอยุธยาและตนรัตนโกสินทร มีการสืบทอด อาํ นาจในครอบครวั หรอื ตระกูลเดียวกันหลายชั่วคน เชน ตระกูลบุนนาค เปนตน ในสมัยใหมน้ีสายโลหิตของ จอมพลแปลก และจอมพลสฤษดิ์ไมไดมีตําแหนงทางการเมืองที่เห็นเดนชัด ในกรณีของพันเอกณรงคน้ันดู ประหน่ึงวา จะมกี ารตระเตรียมใหไตเตาข้ึนไปสืบทอดอํานาจทางการเมืองซ่ึงมีฐานหนุนจากพอและพอตา พัน เอกณรงคไดเล่ือนยศขึ้นอยางรวดเร็วจนยศพลตรีอยูแคเอื้อม สภาพดังกลาวยอมทําใหทหารบางกลุมไมพอใจ เพราะถา พันเอกณรงคไดสบื ทอดอาํ นาจตามทเี่ กรงกัน ก็ยอมมีผลกระทบตออนาคตและอาชีพของพวกทหาร ซ่ึง อยูภายใตอ ุปถัมภข องกลุม อืน่ แมการเลน พวกเลนพอ งจะเปนลกั ษณะไมแ ปลกในระบบราชการไทย แตในกรณีที่ เหน็ เดน ชดั นี้ประกอบกับความอจิ ฉา การขาดความเช่ือมั่น ความไมพอใจ และการคาดการณถึงผลเสียหายท่ีจะ เกิดข้นึ กับอาชพี ของตน ทําใหกลมุ อปุ ถัมภอ ่ืนสรุปวา กลุมถนอม – ประภาส - ณรงคตองถูกกําจัดไปใหพนจาก วงการเพือ่ ผลประโยชนแ ละการอยูรอดของตน 6. ในชว งระยะเวลาวิกฤตนป้ี ญหาเร่อื งความชอบธรรมของรัฐบาล ไดกลายเปนปญหาทางการเมืองอัน สําคัญ ในระบบการเมืองไทยน้ันโดยท่ัวไปแลว ความชอบธรรมไมคอยสําคัญเทากับการที่บุคคลผูน้ันทํา ประโยชนใหกบั ประชาชนหรอื ประเทศชาติหรอื ไม ตามจารตี นยิ ม ระบบการเมืองการปกครองไทยมีหนาท่ีใหญ ๆ คอื การประกอบพิธีตาง ๆ การรักษาความสงบเรียบรอยและการปองกันการรุกรานจากภายนอก ในอดีตน้ัน การใชก าํ ลงั เขายดึ อาํ นาจทางการเมือง หรือการแยงราชบัลลังกสมัยปลายอยุธยานั้น เปนปรากฏการณท่ีมีอยูไม นอ ย และการใชอาํ นาจทหารเขายึดอาํ นาจการเมืองกไ็ ดส บื ตอ มาจนถึงปจจุบนั ดังนั้นการยึดอํานาจการเมืองโดย กําลังทหาร จึงไมไดเปนของแปลกใหม แตจุดสนใจอยูที่การมีความสามารถที่จะทําประโยชนอะไรแก ประเทศชาติและประชาชน แตสิ่งท่ีเปนปญหาตอความชอบธรรมของรัฐบาลมากที่สุดในขณะน้ันคือ การขาด แคลนขาวสาร จนถึงกับตองปนสวนดวยการเขาแถวยาวเหยียดพรอมกับสํามะโนครัวในมือเพ่ือซ้ือขาวสาร เนือ่ งจากประเทศไทยเปนประเทศสงขาวออกสูตลาดโลกมาชานาน การขาดแคลนขาวจึงเปนปญหาที่ช้ีใหเห็น 54

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจุบัน” ความวิกลของระบบและรัฐบาลอยางเห็นไดชัด การขาดแคลนขาวยังตามมาดวยการขาดแคลนนํ้าตาลทราย สาเหตุของการชาดแคลนจะเกิดจากความไรประสิทธิภาพหรือการฉอราษฎรบังหลวง หรือดวยเหตุผลอื่นใดก็ ตาม ส่งิ ที่แจงชัดคอื รัฐบาลไมสามารถ “บําบัดทุกข บํารุงสุข” ได และท่ียิ่งทําใหเหตุการณรายแรงลงไปอีกคือ กรณีเครือ่ งบินเฮลคิ อปเตอรต กท่ที งุ ใหญ ซง่ึ เปน ปา สงวน ตามขาวคณะท่ีไปทุงใหญซึ่งมีดาราภาพยนตรไปดวย นน้ั เปนคณะลาสัตว ซึ่งเหตุการณดังกลาวน้ีเทากับเปนการทาทายตอความถูกตอง ทําใหภาพพจนของรัฐบาล เสียหายอยางมาก และเม่ือเร่ืองราวเลยเถิดไปจนถึงการคัดชื่อนักศึกษารามคําแหง จํานวนหน่ึงออกจากบัญชี นักศึกษา เพราะไดตีพิมพบทความถากถางกรณีทุงใหญและการตออายุราชการของจอมพลถนอม ก็ไดมีการ ประทวงอธิการบดี การประทวงเร่ิมตนดวยเรื่องการที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคําแหงถูกคัดชื่อออกจากบัญชี นกั ศกึ ษา แตต อนปลาย ๆ ไดมีการเปลี่ยนประเด็นเปนเรอ่ื งการเรียกรองรัฐธรรมนูญ ทําใหรัฐบาลรีบตัดบทโดย การจบั บุคคลท่ีสาม จากน้ันก็สัญญาวาจะรีบเข็นรฐั ธรรมนูญออกมา สิ่งซึ่งนักศึกษาไดเรียนรูจากการเดินขบวน ประทวงคราวนี้ก็คือ ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญเปนประเด็นทางการเมืองซึ่งรัฐบาลมีความรูสึกไว และการ เดินขบวนประทวงน้นั ไดรบั การสนบั สนุนจากประชาชน 7. จากที่กลาวมาท้ังหมด ต้ังแตปญหาโครงสรางมาจนถึงปญหาความชอบธรรมของรัฐบาล จะเห็นวา เปรยี บเสมือนการจัดเวที ซึง่ จะตองมกี ารเรมิ่ ตนการแสดงโดยตัวละคร ซ่ึงในท่ีนี้ไดแก ขบวนการนักศึกษา ถาไม มีขบวนการนกั ศกึ ษา เหตกุ ารณ 14 ตลุ าคม พ.ศ. 2516 อาจยังไมเกิดขึ้นเร็วขนาดนั้น ถาจะมีขอผิดพลาดท่ีสําคัญ ในทางการเมอื งของกลุม ถนอม – ประภาส – ณรงค ก็คือการปลอยใหเกิดศูนยกลางนิสิตนักศึกษาแหงประเทศ ไทยข้ึน ทั้งนี้เพราะการรวมตัวของนักศึกษาจะหนีไมพนประเด็นทางการเมือง เมื่อสฤษดิ์ข้ึนมามีอํานาจน้ัน สฤษด์หิ า มมใิ หมีกิจกรรมนักศกึ ษา นอกจากเร่อื งกฬี า บันเทงิ โตวาที เพราะสฤษดิ์รูดีวาถานักศึกษารวมกลุมกัน จะเปน ปญหาทางการเมอื ง ซงึ่ เหน็ ไดชัดจากการคัดคานเลือกตั้งสกปรกสมัยจอมพล ป. เมื่อป 2500 ดงั น้นั ในชว ง ท่ีสฤษดิ์มีอํานาจจนถึงตอนประกาศใชร ฐั ธรรมนูญเม่ือ พ.ศ. 2512 ไมมกี ิจกรรมทางการเมอื งใหญ ๆ นอกจากการ เดินขบวนประทว งศาลโลกท่ีตัดสนิ ใหไ ทยแพใ นกรณเี ขาพระวิหาร แตร ะหวาง พ.ศ. 2512 – 2514 น้ัน ศูนยกลาง นสิ ติ นักศึกษาแหง ประเทศไทยกไ็ ดเ กิดข้นึ แมจะมีการยึดอํานาจโดย จอมพลถนอมใน พ.ศ. 2514 การรวมพลัง ของนกั ศึกษาไดกระทําสาํ เร็จและไดร ับการสนับสนนุ จากประชาชนหลายเรื่อง เชน การตอตานการขึ้นคารถเมล การตอตา นสนิ คาญ่ีปุน การตอตานคําประกาศคณะปฏวิ ตั ฉิ บับท่ี 299 ดังน้นั การเดินขบวนประทวงของศูนยกลาง นสิ ิตนักศกึ ษาแหงประเทศไทย จึงเปนตวั แปรสําคัญทนี่ ําไปสูการเปล่ียนแปลงคร้งั ใหญ 8. กลุม การเมอื งที่สาํ คัญกลมุ หน่งึ ซ่ึงมผี ลตอ การเปลี่ยนแปลงเม่ือ 14 ตุลาคม 2516 คือ กลุมจารีตนิยมซ่ึง ไดแก ขุนนางขาราชการหัวอนุรักษนิยม และผูนิยมระบบการปกครองแบบจารีตประเพณีท้ังหลายตั้งแต 24 มิถนุ ายน พ.ศ. 2475 เปนตนมา กลมุ จารตี นิยมอยใู นสภาพตกตํ่า ทั้งนี้เพราะกลุมผูกอการ พ.ศ. 2475 ไดขึ้นเถลิง และผกู ขาดอาํ นาจกลมุ ผกู อ การ 2475 เปนกลุมท่ีตอตานกลุมจารีตนิยม ดังน้ัน เม่ือจอมพล ป. ตกจากอํานาจไป สถานะของกลุมจารีตนิยมก็กระเตื้องขึ้น แตก็ยังติดขัดอยูท่ีการผูกขาดอํานาจของกลุมทหาร และการผูกขาดดู เสมือนวาจะสืบตอไปอีกจากการพยายามสืบทอดอํานาจของพันเอกณรงค ดังน้ัน ถามีการขจัดกลุมถนอม – 55

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ประภาส – ณรงค เสีย ฐานะของกลุมจารีตนิยมก็จะดีขึน้ ซง่ึ ทําใหน าคดิ วาการลมกลุมถนอม – ประภาส – ณรงค นาจะไดรบั ความสนบั สนุนจากกลมุ น้ีอยางนอยก็ในทางออ ม สภาพ 14 ตลุ าคม 2516 เหตุการณ 14 ตุลาคม30 2516 เรมิ่ ตนดว ยการเดนิ แจกใบปลิวเรียกรอ งรฐั ธรรมนญู ของกลุมนักศึกษากลุม หน่ึง (มีอาจารยรวมดวยหน่ึงคน) ในวันที่ 6 ตุลาคม 2514 และถูกตํารวจจับซึ่งเปนจุดท่ีนําไปสูเหตุการณ 14 ตลุ าคม 2516 กอนหนา นน้ั ก็ไดมกี ารเซ็นชื่อ 80 คน เพ่ือเรียกรองรัฐธรรมนูญ และยังมีจดหมายจาก ดร.ปวย อึ๊ง ภากรณ อดตี ผวู าการธนาคารแหงประเทศไทยถงึ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี โดยเขียนเปนจดหมาย จากนายเขม เยน็ ยง่ิ ถึง นายทนุ เกยี รติกอ ง ใหมกี ตกิ าของหมบู า น “ไทยเจรญิ ” อยา งไรก็ตามการจับผูแจกใบปลิว เรยี กรอ งรัฐธรรมนญู เปนจดุ เรม่ิ ตน ของจดุ จบของรัฐบาลของกลมุ ถนอม – ประภาส – ณรงค ผถู กู จับตัวมีครงั้ แรก 11 คน ตอ มาไดจับนักศึกษาอกี ผหู น่งึ และไดจ บั นกั การเมอื งผูห นึง่ ดวย นกั การเมือง ผนู เี้ ปนผูอยูใตค วามอุปถัมภของอดตี อธบิ ดีกรมตํารวจ ซึ่งไมไ ดตอ อายุราชการ ทําใหช้ีใหเห็นวา การจับบุคคลที่ 13 นา จะกระทาํ ไปเปนการตดั ไมข ม นาม และอาจจะไมเกี่ยวกับ 12 คนแรก ก็เปนไดผลที่ตามมาก็คือการชุมนุม โดยศูนยก ลางนสิ ิตนกั ศกึ ษาแหง ประเทศไทยโดยเริ่มตนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร การประทวงประกอบดวย การอภิปรายโจมตีรฐั บาลและตวั บุคคลซง่ึ ไดแ ก จอมพลถนอม จอมพลประภาส และพันเอกณรงค จํานวนของผู ประทวงมมี ากขน้ึ ตามลําดบั จนผลสุดทายกลายเปนการประทวงท่ีประกอบดวยคนจํานวนไมต่ํากวาหาแสนคน เหตุการณทง้ั หมดเรมิ่ ต้ังแตว นั ท่ี 6 ตุลาคม 2516 และสิ้นสุดลงวันท่ี 16 ตุลาคม 2516 แตเ หตุการณที่เกิดนองเลือด คือ วันอาทติ ยท่ี 14 ตลุ าคม 2516 จึงไดข นานนามเหตุการณทางการเมืองคร้ังนน้ั วาเหตกุ ารณ 14 ตลุ าคม 2516 การนองเลอื ดท่เี กิดขน้ึ เริ่มตนจากการประทวงขนานใหญที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรท่ีลานโพธ์ิ ต้ังแต วนั ที่ 9 ตลุ าคม ในวันที่ 13 ตลุ าคม ผูป ระทวงทั้งหมดซึ่งประกอบดวยนิสิตนักศึกษานักเรียนประชาชนก็เคล่ือน ออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตรไปยังอนุสาวรียประชาธิปไตย ระหวางตอนบายของวันที่ 13 จนถึงเชา 14 ตุลาคม เปน ชวงเวลาของการเจรจาตอ รองระหวางกรรมการของศนู ยแ ละรฐั บาลผสมผสานกับความสบั สน ความ ไมเขาใจบางประการของกลุมผูนํา ความตึงเครียดซึ่งซับซอน และที่สําคัญคือ การนองเลือดท่ีเกิดขึ้นในเชา 14 ตุลาคม 2516 ซ่ึงเกิดจากการประทวงกันระหวางตํารวจและผูประทวง ไดนําไปสูเหตุการณที่นาเศราที่สุดใน ประวตั ิศาสตรไทย นกั ศกึ ษาอาชีวะจํานวนหนง่ึ ไดเ สยี สละชวี ติ ทําการตอ สูกบั เจาหนา ทีผ่ ถู ืออาวุธ ที่นาเศราสลด คอื คนไทยฆา กนั เองมกี ารเสียเลือดเสียเน้ือ ชีวิต (ประมาณ 80 คน) และทรัพยสิน มีการเผาอาคารราชการ การ ทําลายสัญลักษณจราจร ฯลฯ ไดมีการพยายามเรียกรองใหทุกฝายกลับเขาสูความสงบโดยสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระชนนี และผลสุดทายพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดทรงออกโทรทัศนรับส่ังวา “วันนี้เปนวันมหา วปิ โยค” และไดรบั ส่งั ใหท กุ ฝา ยกลับไปสคู วามสงบ หยุดยัง้ การรบราฆาฟน กนั เอง แตป ระชาชนทีป่ ระทว งก็ยังคง ประทวงตอ แมจอมพลถนอมจะลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีแลวก็ตาม ผลสุดทายเมื่อมีการประกาศวา จอมพลถนอม จอมพลประภาส และพนั เอกณรงค ยินยอมเดินทางออกนอกประเทศชว่ั คราว ฝูงชนก็เริ่มทยอยกัน 30 รองศาสตราจารย ดร.สมคดิ เลศิ ไพฑูรย,สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๒๐๕, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎรพิมพ 56

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจุบัน” กลบั สเู คหะสถานของตน เปน อันส้นิ สุดการประทวงและรัฐบาลทหารของกลุมถนอม – ประภาส – ณรงค ก็ถูก โคนลมลง ผลการเปลย่ี นแปลง 14 ตุลาคม 2516 เมื่อจอมพลถนอม กิตติขจร กราบถวายบังคมลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระ เจาอยูหัวไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอมแตงต้ังนายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร และองคมนตรี เปนนายกรัฐมนตรี ซ่ึงเปนการเร่ิมตนรัฐบาลใหม เพ่ือเตรียมพรอม สําหรบั การรางรัฐธรรมนูญและการเลอื กตง้ั ในระบอบประชาธิปไตยอยา งสมบรู ณแบบ สิง่ ท่ีนาคิดคือ ทําไมกลุม ถนอม – ประภาส – ณรงค จงึ หลุดจากอํานาจ คําตอบก็คงจะอยูท่ีตัวแปรตาง ๆ ดังกลาวมาแลว และที่สําคัญอีก อยา งหนง่ึ คอื กอนเหตกุ ารณ 14 ตุลาคม 2516 จอมพลประภาส จารุเสถยี ร ซ่ึงเปนผูบัญชาการทหารบกไดสูญเสีย ตําแหนงแก พลเอกกฤษณ สีวะรา ซ่ึงทําใหคิดวาเปนการถายดุลอํานาจไปยังกลุมผูอุปถัมภอื่น นอกจากนี้ยังมี ขอ สงั เกตวา ระหวางการประทวงนน้ั ไดมีการรว มมอื ชวยเหลอื ทางการเงิน เพ่ือซ้ืออาหารใหแกนักศึกษา โดยขอ น้ี จึงกลาวไดว า การลมรฐั บาลกลุมอํานาจของถนอม – ประภาส – ณรงค มีลักษณะแนวรวมอยางกวางขวางคือ ปญญาชนและมวลชน ผนึกกาํ ลงั กับกลมุ พลังทางการเมอื งโดยเฉพาะกลุม ผอู ปุ ถัมภท ีเ่ ปนคแู ขง ของกลุม ถนอม – ประภาส – ณรงค รวมท้ังกลุม จารีตนยิ มไดล ม รฐั บาลทหารกลมุ ถนอม – ประภาส – ณรงค ผลทเ่ี กดิ ข้นึ คือ (1) การลมรฐั บาลทหารไทย โดยการประทวงของประชาชนในขนาดทไ่ี มเคยมีมา กอนในประวัติศาสตร ยคุ ใหม (2) การทาํ ลายกลุม อุปถมั ภส ําคญั กลมุ หน่ึง ซ่ึงผูกขาดอํานาจมานาน และมที าที จะสืบทอดอาํ นาจตอ ไป (3) การเปดโอกาสใหเ กดิ การปกครองระบอบประชาธิปไตย (4) การกลับมามีบทบาทและอํานาจของกลมุ จารตี นิยมมากข้ึน (5) การเปล่ียนแปลงและสรรหาตัวผูอุปถัมภใหม กลาวคือ ผูอยูใตความอุปถัมภ ของกลุมถนอม – ประภาส – ณรงค ตองว่งิ หาผอู ุปถัมภ (6) ทหารและตาํ รวจเสียความเชื่อถือลงไปมาก ในขณะเดียวกนั กลุมนิสติ นกั ศึกษา อาจารยมหาวิทยาลัย มีบทบาทในการแสดงออกทางการเมืองมากขน้ึ การลมรัฐบาลกลุมถนอม – ประภาส – ณรงค ซึ่งไดรับสมญานามวา “สามทรราชย” น้ัน เบ้ืองแรกดูจะ เปนจุดเร่ิมตนของประชาธปิ ไตยอนั สดสวยงดงาม ทุกอยางดูจะดําเนินไปสูในแงดีของอนาคตของประเทศชาติ และความหวังเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซ่งึ เต็มไปดว ยสิทธิ เสรีและนเี้ ปน บรรยากาศทปี่ รากฏอยู ท่วั ไป แตเพียงชั่วระยะเวลาไมนานความรสู ึกในแงดีตาง ๆ กเ็ รมิ่ เจือจางไปดว ยความไมแ นใ จ การลมอาํ นาจเผด็จ การเปน เร่ืองหนงึ่ แตก ารสรางประชาธปิ ไตยเปนอีกเรื่องหน่ึงและกระบวนการท้ังสองไมจําเปนตองไปดวยกัน หรอื กระบวนการอันหลงั ไมจ าํ ตอ งตามมาโดยอัตโนมัติ 57

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” สภาพการณทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองในชวงกอนรัฐธรรมนูญ 2517 หลังการลมของรัฐบาลกลุม ถนอม – ประภาส – ณรงค แลว พระบาทสมเด็จพระเจาอยหู วั ทรงยุบสภา จากน้ันก็มีพระบรมราชโองการโปรด เกลาแตง ตง้ั สมาชิกสมัชชาแหง ชาติข้ึน 2,346 นาย และใหมกี ารเลอื กสมาชกิ สภานติ บิ ญั ญตั จิ ากสมาชกิ สมชั ชาขนึ้ 299 นาย เพื่อทําหนาท่ีสภานิติบญั ญัติ นอกจากน้นั กม็ กี ารแตง ตง้ั กรรมการรา งรฐั ธรรมนญู เพื่อรา งรัฐธรรมนูญสําหรับประชาชนชาวไทย ใช ถาวรตอ ไป เพือ่ ใหก ารพฒั นาระบอบประชาธิปไตยไดผ ล ไดมคี ณะกรรมการเผยแพรประชาธิปไตย โดยมีนักเรียน นสิ ติ นกั ศึกษามาสมคั รเพ่ือทําหนาที่เผยแพรประชาธิปไตยในจังหวัดตาง ๆ ซึ่งมีขอนาสังเกตวาไดนําไปสูการ ขัดแยง กนั ระหวางนกั ศึกษาซ่งึ มีความคิดทจ่ี ะเปลยี่ นแปลงสงั คมไปในทศิ ทางทด่ี ีขน้ึ ตามแนวความคดิ ของตน กบั กลมุ ขา ราชการซง่ึ มีลักษณะอนุรกั ษนิยมและยึดมัน่ ในคานยิ มดงั้ เดิม ส่ิงท่ีทําใหประชาชนทั่วไปคลายความเชื่อมั่นเร่ืองอนาคตทางการเมืองท่ีควรจะแจมใสก็คือ ปญหาที่ หมักหมมมานานไดถ กู เปด เผยข้ึน พรอมท้งั โอกาสเปด สําหรับการแสดงออก ตอ ปญ หาในดา นตาง ๆ อาทิ การกด ขี่ขมเหงโดยขา ราชการและโดยระบบราชการทงั้ หมดนอี้ อกมาในรูปของการเดินขบวนเรียกรองตอรัฐบาล หรือ โดยผานตัวแทนกลุม การนัดหยุดงานของผูใชแรงงาน การเดินทางเขามารองทุกขในกรุงเทพฯ ของชาวนา ดู ประหน่งึ วาถนนทุกสายมงุ สทู าํ เนยี บรฐั บาล เพ่อื ขจัดปญ หาความอยุติธรรมตาง ๆ ซ่ึงในหลายกรณีก็มีเหตุผลฟง ได แตในหลายกรณีกเ็ ปน การฉวยโอกาส แตเหตกุ ารณทั้งหมดน้ชี ้ีใหเห็นวาราชการหนวยตาง ๆ เปนกลไกท่ีไม สามารถแกปญ หาหรอื ตอบสนองตอความตองการของประชาชนไดอยางมีประสิทธิภาพ จึงตองว่ิงเขาหารัฐบาล และนายกรัฐมนตรีโดยตรง ในขณะท่ีสังคมไทยกําลังประสบปญหายุงยาก เต็มไปดวยบรรยากาศของความ ขัดแยงเครง เครียดและการประจญั หนา ก็ถูกซํ้าเติมดวยการข้ึนราคานํ้ามันดิบของกลุมประเทศผูผลิตน้ํามันเพ่ือ สง ออก (โอเปค) ทาํ ใหเ กดิ ปญ หานา้ํ มนั ราคาแพงและขาดแคลน จนถึงกับมีมาตรการบางอยางเพื่อการประหยัด ซง่ึ ทาํ ใหเกิดปญหาตา ง ๆ ตามมา นอกจากน้ันราคาสนิ คา อุปโภคบริโภคก็ไดถีบตัวสูงข้ึนจากการขึ้นราคาน้ํามัน ปญ หาซงึ่ มมี ากอยูแ ลวกก็ ลับทวีความรุนแรงมากข้ึน แตอาศัยท่ีรัฐบาลซึ่งประกอบดวยนายกรัฐมนตรีท่ีมือขาว สะอาดและคณะรฐั มนตรที ่ีมคี ุณภาพดีกวาหลาย ๆ ชุดในอดีต กส็ ามารถประคบั ประคองรัฐนาวาไปได จนมีการ ประกาศใชร ัฐธรรมนูญและมกี ารเลอื กตั้งทว่ั ไปในเดือนมกราคม 2518 สรุปสภาพการณทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในชวงกอนรัฐธรรมนูญ 2517 น้ันกลาวไดอยาง สังเขปวา ในแงสังคมนั้นพลังมวลชนกลุมตาง ๆ ที่ถูกคุมขังอยูในกรอบของการเมืองระบบพอขุนไดพวยพุง ออกมาแสดงขอ เรยี กรอ งตาง ๆ ปญ หาท่ีมีการเรียกรอ งตอระบบการเมืองมีทั้งเรื่องความอยุติธรรมในดานสังคม และเศรษฐกิจ การถกู เอารดั เอาเปรียบ การถูกขม เหงรังแก ในแงเศรษฐกจิ นั้น การขึ้นราคานํ้ามัน กอใหเกิดความ เดือดรอ นไปทั่ว สินคา ข้นึ ราคา ปญ หาดังกลา วออกมาในแงข องการแสดงออกทางการเมือง ในดานการเมืองน้ัน ความพยายามในการวางรากฐานประชาธิปไตย ก็ดําเนินไปอยางเขมขน มีการรางรัฐธรรมนูญ การเผยแพร ประชาธิปไตย การอภิปรายปญหาบานเมือง การรวมตัวของกลุมตาง ๆ เชน สมาคมเพื่อสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน (สสส) และกลุมประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (ปช.ปช.) เปน ตน นอกจากน้ันก็มีการรวมกลมุ เชน กลุม 58

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” ดสุ ติ 99 กลุม พลังใหม เพ่อื เตรียมการกอต้งั พรรคการเมอื ง ความต่นื ตัวทางการเมืองและสภาวะพลวัตมีอยูทั่วไป คละไปกับปญหาตาง ๆ ทางสังคม เศรษฐกิจ ซ่ึงในแงหน่ึงเปนระยะหัวเล้ียวหัวตอที่คอนขางจะสับสน และ เสมือนกบั จะเปนการพยากรณใหเ หน็ ความยุงยากในอนาคต ในชว งน้ีทหารและตํารวจตางก็สงวนบทบาทและทาที คอยเฝาดูพัฒนาการตาง ๆ อยางสงบ แตก็เริ่มมี การสอใหเ ห็นการเตรยี มตัวเพ่อื เผชิญกบั ปญหาที่กําลังจะติดตามมา กลุมนิสิตนักศึกษาก็เริ่มมีรอยราวเกิดขึ้น มี การแยกตวั ออกเปนสองกลมุ คอื ศูนยก ลางนิสติ นกั ศึกษาแหงประเทศไทย กบั สหพันธนกั ศึกษาเสรีแหงประเทศ ไทย กลุมหลงั เปน กลมุ ทแี่ ตกออกไปจากกลมุ แรก เพราะเริ่มมคี วามคิดในทางการเมืองตางกัน และบางพวกก็ไป สงั กัดกบั กลุมจดั ต้งั ซ่งึ ไดรบั ความสนับสนนุ จากองคก รของรัฐ และมีกจิ กรรมทีถ่ ว งดุลกับกลมุ นิสิตนกั ศกึ ษา การเมอื งไทยภายใตรัฐธรรมนูญ 2517 เมือ่ ประกาศรฐั ธรรมนูญฉบบั ป พ.ศ. 2517 แลวก็มีการเลือกตั้งเดือนมกราคม พ.ศ. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธ์ิ ปราโมช หัวหนาพรรคกจิ สังคมไดเปนนายกรัฐมนตรี รัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหมเปนรัฐบาลผสม31ซ่ึงตอมา ม.ร.ว.คึก ฤทธ์ิ ไดป ระกาศยบุ สภา และเลือกตั้งใหมในเดือนเมษายน พ.ศ. 2519 และ ม.ร.ว.เสนีย ปราโมช หัวหนาพรรค ประชาธิปตย พช่ี ายของ ม.ร.ว.คกึ ฤทธ์ิ ไดเปน นายกรัฐมนตรจี นเกดิ นองเลือดและรัฐประหารเมื่อ 6 ตุลาคม ในป เดียวกัน ซง่ึ เปน การส้ินสดุ ยุคประชาธิปไตยอันสมบรู ณแ บบ เนื่องจากจุดประสงคของงานศึกษาน้ีตองการมองภาพเหตุการณอยางกวาง ๆ จึงขอพูดถึงยุคการเมือง ภายใตรัฐธรรมนญู 2517 รวม ๆ กนั ไป ประชาธปิ ไตยภายใตรัฐธรรมนญู 2517 เปนประชาธปิ ไตยทสี่ มบูรณแบบ เพราะเปน ประชาธิปไตยทไี่ ดมาโดยเหตุการณ 14 ตุลาคม 2516 นบั ไดวาเปนประชาธปิ ไตยที่มาจากการตอสูของ มวลชน สิ่งทป่ี รากฏในชวงเวลาดังกลา วมองไดเปนสองแง คือ ในแงบวกและในแงลบ ในแงบวก ในแงบ วกนั้น การเมอื งภายใตรัฐธรรมนูญ 2517 มีอยูห ลายแง คือ 1. โอกาสของการพฒั นาระบอบการปกครองแบบประชาธปิ ไตย การเลอื กต้งั การจัดตั้งรฐั บาล การแกไข ขอขัดแยงตาง ๆ แสดงเดน ชดั วาคนไทยรกู ตกิ าและสามารถจะปกครองตนเองในระบอบประชาธิปไตยได อยาง นอ ยก็ชใี้ หเห็นวามีศกั ยภาพท่ีจะพัฒนาตนเองและระบบ 2. ความตื่นตัวทางการเมอื ง การแสดงออกทางการเมอื ง การเรียกรอ งและประทวงตาง ๆ ความสนใจของ คนท่มี าฟง คําอภิปรายตาง ๆ รวมท้ังส่ิงตีพิมพที่เปนวรรณกรรมทางการเมือง ชี้ใหเห็นลักษณะพลวัตรของการ เมอื งไทย ความตน่ื ตัวและความกระตอื รอื รน การเรียกรองสิทธแิ ละการตระหนกั ถึงความสมั ฤทธิผลทางการเมือง 3. การพฒั นาโครงสรา งพ้นื ฐานทางการเมือง การพยายามจับกลมุ และเขา รวมองคกรการเมือง เปนตนวา การเขา เปนสมาชกิ ของพรรคการเมืองหรือการเขารวมในกิจกรรมของกลุมการเมืองหรือกลุมผลักดัน เปนการ ชแี้ นะวา การพัฒนาโครงสรา งพ้ืนฐานทางการเมือง (political infrastructure) กําลังดําเนินไปอยางกวางขวาง ซึ่ง ช้ีใหเ หน็ การพัฒนาการเมอื งในระดับหน่ึง 31 รองศาสตราจารยนครินทร เมฆไตรรตั น, สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๗๕, พ.ศ.๒๕๔๗,สาํ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู ทนราษฎรพมิ พ 59

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” 4. ความเสมอภาคทางการเมอื ง จากขอ 2 และ 3 ทําใหเกิดความเสมอภาคทางการเมอื งมากข้นึ การผูกขาด อาํ นาจทางการเมอื งลดนอยลง และทําใหค นจํานวนไมน อยรูสึกวาตนมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคเทากับ คนอนื่ ซ่ึงแสดงใหเ หน็ จากการมีสวนรว มในการแสดงออก สงั คมไทยมลี กั ษณะเปด และคนดอ ยอภสิ ิทธิร์ สู ึกวา มี ความเสมอภาคมากขน้ึ ในขณะที่คนช้ันสงู กต็ อ งปรบั ตัวกับสภาวะอันใหมด วย 5. การตอบสนองของระบบราชการตอความตองการของประชาชนดีขน้ึ ระบอบประชาธิปไตยที่เกิดขึ้น ทาํ ใหเ จาหนา ท่ีราชการ กระทรวง ทบวง กรมตาง ๆ ตอบสนองตอความตองการของประชาชนมากข้ึน การวาง อํานาจบาตรใหญล ดนอยลง และความรูสกึ เรอื่ งประชาธปิ ไตยเรม่ิ เกดิ ขน้ึ ในหมูขาราชการ ซึ่งท้ังหมดนี้สอไปใน ทางบวก ในแงลบ ในแงลบนน้ั การเมืองไทยภายใตรัฐธรรมนูญ 2517 เปนการฝนรายของคนจํานวนไมนอย ซึ่ง พอจะแยกเปน ขอ ๆ คอื 1. การเรียกรองทางการเมืองมีมากเกินขอบเขต การเรียกรอง การประทวง การนัดหยุดงาน ซึ่งเกิดขึ้น อยา งมากมาย (ป 2516 – 501 ครั้ง/ป 2517 – 357 คร้ัง/ป 2518 – 241 ครั้ง/ป 2519 – 133 คร้ัง) การเขามารองทุกข โดยชาวนา ฯลฯ ชใ้ี หเหน็ วาการเรียกรอ งทางการเมืองเกิดขึ้นบอ ยครงั้ มาก ซ่ึงหลายกรณมี าจากความเปนจริงและ หลายกรณีมาจากการฉวยโอกาสท่ีไมสมเหตุสมผล แตที่สําคัญก็คือการเรียกรองทางการเมืองอันมากมายน้ี ช้ใี หเหน็ วา การต่ืนตวั ทางการเมืองกาํ ลงั ถึงจุดสูง ซ่งึ เกินเลยกวาความสามารถและทรัพยากรของระบบการเมือง จะรองรบั ได 2. ปฏิกริ ยิ าตอบโตจ ากกลมุ อนุรักษน ยิ ม การกาํ เนิดของกลุมตา ง ๆ ซงึ่ ไดมีการเรียกรองทางการเมือง ได นาํ ไปสูการเกดิ กลุมตอตาน หรอื กลุมคานข้นึ มา ซ่ึงมกี จิ กรรมทีแ่ สดงออกในทางความรนุ แรง เปนการคุกคามตอ การรวมกลมุ ทางการเมือง เชน กลมุ กระทิงแดง เปน ตน กลมุ กระทิงแดงเปนกลุมจัดต้ังสนบั สนนุ โดยผมู ีอํานาจ มี ลักษณะเปน กลุมกงึ่ ทางการ ซง่ึ มแี นวโนม วาจะมีการประจัญหนากับกลุมอ่ืน ๆ 3. การใชความรุนแรงในการแกปญหา การแสดงออกทางการเมือง เริม่ สอ ใหเ ห็นความรุนแรงมากขึ้น จน เกิดความรูสึกวาบานเมืองไมมีขื่อไมมีแป ความรุนแรงที่เห็นไดชัดคือ การท่ีตํารวจกลุมหนึ่งยกพวกไปทําลาย บานนายกรฐั มนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช การยกพวกเขา เผามหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร การพยายามขวางระเบิด ทท่ี าํ การพรรคพลงั ใหม และในการชุมนุมการหาเสยี งของพรรคพลงั ใหมในชนบท การขวางระเบิดใสการชุมนุม ของชาวไทยมุสลมิ ทางภาคใต การขวางระเบิดใสผ ูเ ดินขบวนประทว งการตง้ั ฐานทัพอเมรกิ า และสถานีเรดา การ สังหาร ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน อดีตเลขาธกิ ารพรรคสังคมนยิ มแหงประเทศไทย ฯลฯ ลวนแตสอใหเห็นความ วุน วาย และปน ปว นทางการเมือง ซ่ึงมีแนวโนม วา ถา ปลอยใหเ ปนไปอยา งน้ี กลยี ุคทางการเมอื งกาํ ลังจะตามมา 4. ความคิดทางการเมืองแตกแยกสุดโตงสองขั้ว ปรากฏการณท่ีนาวิตกที่สุดคือ การแตกแยกในทาง ความคิดทางการเมืองของคนไทยท่ีแตกแยกเปนสุดโตงสองขั้ว และมีลักษณะประจัญหนา การแตกแยกดัง กลา วคือ การแตกแยกของกลมุ ขวาจดั และซายจดั ซ่ึงมคี วามแตกตางกนั ในแงอุดมการณโดยฝายขวาจัดมองดูฝาย ซายจัดหรือหัวกาวหนาวาเปนกลุมท่ีเปนภัยตอสังคมไทย เปนคอมมิวนิสตท่ีมุงทําลายชาติ ศาสนา 60

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” พระมหากษัตริย สว นกลุมซา ยจดั ก็มองดูกลุม ขวาจดั วาเปนพวกไดโนเสารเตาลานป พวกปฏิบัตกิ ารที่พยายามจะ หยุดการหมุนของกงลอ ประวัติศาสตร ปรากฏการณอกี อันหนงึ่ คือ การตีพิมพวรรณกรรมของพวกหวั กาวหนาและพวกซายจัดออกมามากมาย กายกอง มที ัง้ งานเขียนและงานแปล เชน สารนิพนธของเหมาเจอตุง เปนตน ขณะเดียวกันก็มีการจัดนิทรรศการ เกี่ยวกบั สาธารณรัฐประชาชนจีนอยา งโจงแจง ซึ่งทาํ ใหเ กิดบรรยากาศของความเสรี แตขณะเดียวกันก็ทําใหฝาย อนุรักษนิยมตื่นผวา และพรอมที่จะหยุดย้ังการพัฒนาดังกลาว ท่ีนาเปนหวงท่ีสุดก็คือ ทัศนคติของฝายขวาท่ี ออกมาในรปู ของการตอตานดวยการมองดูวา บุคคลเหลานีเ้ ปน ภยั อันใหญห ลวงและตอ งกําจัด จนถึงมีการกลาว วา “การฆาคอมมิวนิสต ไมบาป” โดยภิกษุรูปหนึ่งและยังมีการแตงเพลงปลุกใจตาง ๆ รวมท้ังเพลงที่แสดง อารมณอ นั รุนแรงตอ ตา นพวกซายจัดวาเปน “คนหนักแผนดิน” ซ่ึงเปนบรรยากาศที่ตึงเครียด แตกแยก และนา สะพรงึ กลวั สภาพการณก อน 6 ตลุ าคม 2519 สภาพการเมืองไทยกอน 6 ตลุ าคม 2519 นับเปนสภาพการณที่กลาวไดวา ความตงึ เครยี ดทางการเมอื งอัน เกิดจากความขัดแยงระหวางกลุมสุดขั้ว คือขวาจัดและซายจัดถึงจุดสูงสุด ความขัดแยงทางผลประโยชนและ อํานาจทางการเมืองของผูน ําทางการเมอื ง และผนู ําทางทหารก็อยใู นลกั ษณะทวีความรุนแรงขึ้นเร่ือย ๆ ในชวงน้ี ม.ร.ว.เสนยี  ปราโมช หัวหนา พรรคประชาธปิ ตย เปนนายกรัฐมนตรี รัฐบาลทตี่ ัง้ ขึน้ ก็เปน รฐั บาลผสม วกิ ฤตการณ ตาง ๆ ท่ีเกิดขึ้นนน้ั ก็ไดพยายามแกไ ขไปไดบา ง แตกระแสของความขัดแยงของขั้วสุดโตงท้ังสองยากท่ีจะลดลง ได ประกอบกบั รัฐบาลผสมเปนรัฐบาลท่ีออนแอ ทําใหสภาพของการเมืองไทยอยูในสภาพท่ีพรอมท่ีจะระเบิด ออกเปนเส่ียง ๆ และเม่ือ พลเอกกฤษณ สีวะรา ผูบัญชาการทหารบกถึงแกอนิจกรรม เม่ือเดือนเมษายน 2519 บุคคลทีค่ อยค้ําจุนหรือเปนหลกั ประกันระบอบประชาธปิ ไตยกห็ ายไปจากฉาก ทําใหบรรยากาศทางการเมืองซึ่ง เต็มไปดวยความตึงเครยี ดอยแู ลว เพิม่ ความนา สะพรงึ กลัว และความไมแ นนอนมากขึ้น ซึ่งนกั วชิ าการโดยเฉพาะ นักรฐั ศาสตรสามารถคาดการณไดวา ระบอบประชาธิปไตยคงอยูไดไมนาน การยึดอํานาจโดยทหารจะเกิดข้ึน เปน แตรอจังหวะและหาความชอบธรรมเทา นน้ั ท้ังนเี้ พราะยังมีมวลชนที่จับกลุมและจัดต้ังโดยเฉพาะศูนยกลาง นิสิตนักศกึ ษาแหงประเทศไทย ท่จี ะเปน ตัวคานการยึดอํานาจ ถา มองดเู หตกุ ารณก อน 6 ตลุ าคม 2519 ซ่งึ เต็มไปดวยการเรียกรองทางการเมืองและความขัดแยงตาง ๆ ทั้งในแงผลประโยชนและอุดมการณแตก็ไมสามารถหาขอยุติลงไดในระบบท่ีเปนอยูก็จะพบวาสภาวะอันนี้ สอดคลองกับทฤษฎีการพัฒนาการเมืองและความผุกกรอนทางการเมือง (political development and political decay) ของ ซามูเอล ฮันติงตัน (Samuel Huntington) ที่วา ถาอัตราความจําเริญทางการเมือง (political modernization) มีสูง กลาวคือ ความตื่นตัวทางการเมืองซึ่งออกมาในแงของการแสดงออก การเรียกรอง การ ประทวง การตอตาน ขณะเดียวกันการพัฒนาการเมือง (political development) ซ่ึงไดแก การจัดต้ังสถาบัน ทางการเมืองขึน้ มาจัดระเบยี บการมีสว นรว ม หรือความจําเริญทางการเมืองดังกลาวมีต่ํา จะนําไปสูความผุกรอน ทางการเมืองซ่ึงไดแก ความวุนวายและลมทลายของระบบ ซึ่งหมายความวา ถาประชาชนมีความต่ืนตัวทาง 61

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจุบัน” การเมืองสูง และตองการมีสวนรวมทางการเมือง จะตองมีการพัฒนาสถาบันทางการเมืองเชน พรรคการเมือง กลุมผลประโยชนตา ง ๆ เพ่อื ใหการมสี ว นรว มน้อี ยใู นลักษณะจดั ตัง้ มีระเบยี บซึง่ สถาบันดงั กลาวจะทาํ หนาท่เี ปน ตวั คน่ั ระหวา งรัฐบาลกบั ประชาชน มิฉะน้ัน ประชาชนจะเขาหาตัวรฐั บาลโดยตรง และถาเกิดสภาพเชนน้ีข้ึนใน ขอบขายทก่ี วางขวาง รฐั บาลซ่ึงมีทรัพยากรจาํ กดั จะไมสามารถตอบสนองตอการมีสวนรวมโดยตรงเชน นี้ได กจ็ ะ นาํ ไปสูป ญ หาและวกิ ฤตการณทางการเมืองและผลสดุ ทายก็จะนําไปสูการลมของระบบ ซึ่งสถานการณระหวาง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 มีสภาพดังกลาว ท้ังน้ีเพราะความจําเริญทางการเมืองมีผลมาจากการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ซง่ึ เกิดข้นึ เพราะนโยบายพฒั นาประเทศของสฤษด์ิ ถนอม และประภาส คือ ระบบพอ ขนุ ซ่ึงเนนการพฒั นาบานเมอื งแตแชเ ยน็ การพัฒนาทางการเมือง ในแงของการสรางสถาบันเพ่ือการมี สวนรวมและหาขอยตุ ิความขดั แยง เมอ่ื ระบบพอขุนถูกลมการสรา งระบอบประชาธิปไตยเกิดข้ึนไมทันกับความ จําเรญิ ทางการเมือง และขอสาํ คัญไมส ามารถยตุ ปิ ญ หาตาง ๆ ท่ีหมักหมมมานานในระบบเผด็จการพอขุน ทําให เกิดการเสียดลุ ระหวางปญหาและความสามารถของระบบที่จะแกไ ขปญหานั้น เหตูการณ 6 ตุลาคม 2519 เปนจุดดําทางประวัติศาสตรไทย เพราะเปนเหตุการณที่รุนแรงโหดเหี้ยม ทารณุ มกี ารแขวนคอ ทําทารุณกรรมตอศพ เผาศพหรือคนท่ียังไมตายสนิทในท่ีสาธารณะ ไมวาจะอธิบายดวย เหตผุ ลกลใดก็ตาม กไ็ มสามารถจะหลีกเล่ียงสัจธรรมไดวา เหตุการณ 6 ตุลาคม เปนเหตกุ ารณอันนาเศราสลด นา สังเวช และไมค วรจะใหเ กิดขึน้ อีก คนไทยตองฆา กนั เองในลักษณะทารุณผดิ มนุษย ความเสียหายท่ีเกิดขึ้นในแง ชวี ิต และเลือดเน้อื เปน สิง่ ที่มากมายอยูแลว แตค วามเสยี หายทางขวญั กําลงั ใจ โดยเฉพาะทางจติ วิทยาของคนไทย จาํ นวนมากนน้ั คาํ นวณออกมาดว ยตัวเลขไมไ ดเลย วิธีการทด่ี ที ี่สุดคือ การถอื เอา 6 ตุลาคม 2519 เปนบทเรียนอัน แพงลว่ิ ของประชาคมชาวไทย และทกุ คนตอ งรวมมือกันเพ่อื มิใหเหตกุ ารณดงั กลาวเกิดขน้ึ อกี สภาพเหตุการณ 6 ตลุ าคม 2519 เหตกุ ารณ 6 ตุลาคม 2519 เริ่มตน จากการเดินทางเขาประเทศของ จอมพลถนอม กติ ตขิ จร ซึ่งบวชเณรมา จากสิงคโปร เพอื่ เขามาบวชพระท่ีวดั ในกรุงเทพฯ กอนหนา นัน้ จอมพลประภาสก็ไดพยายามเดินทางเขาประเทศ มาครั้งหนงึ่ แตถ กู นิสติ นักศึกษาและประชาชนตอ ตาน จึงทําไมสําเร็จ ในกรณีของจอมพลถนอมน้ัน เขามาโดย บวชเณร หม ผา เหลืองเขา มาเพ่ือมาบวช การเขามาบวชน้ัน ไดออกขาวทางสื่อมวลชนรวมทั้งโทรทัศนด ว ย ซึ่งเปน ทคี่ าดกันวา จะตอ งนําไปสกู ารประทว งโดยศูนยก ลางนิสติ นกั ศกึ ษาและประชาชน การประทวงก็ทําเชนเดียวกับ การชุมนุมประทว งครง้ั กอน ๆ แตเ นื่องจากทางมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรไดปฏเิ สธไมยอมใหใชสถานท่ี ผลที่สุด กลมุ ชนก็ไดใ ชกาํ ลงั เขายึดมหาวทิ ยาลยั และใชเ ปนท่ปี ระทวงตอ ไป ในการประทว งนนั้ ไดม กี ารแสดงการแขวน คอ ซึง่ กอนหนานั้นไดมีผูถูกจับโดยตองสงสัยวามีการกระทําผิดกฎหมายและถูกแขวนคอตายท่ีนครปฐม การ แขวนคอทล่ี านโพธ์ิเปน การลอ เลียนการเมือง ซ่ึงแสดงใหเห็นความไมมีขื่อไมมีแปของกฎหมาย แตดวยเหตุผล กลใดก็ตาม ภาพที่แขวนคอลอเลียนนั้นมีสวนละมายคลายคลึงกับภาพของพระบรมวงศานุวงศพระองคหนึ่ง โดยเฉพาะภาพที่ตีพมิ พในหนังสือพมิ พ Bangkok Post และดาวสยาม ซ่ึงเปนการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยาง อกุ อาจ จงึ ไดเ กดิ การชมุ นุมตอ ตา นการประทวงของกลุมนสิ ิตนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร ขณะเดียวกัน 62

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” ทางวิทยยุ านเกราะกไ็ ดก ระจายเสยี งชีใ้ หเห็นการกระทําโดยอกุ อาจของศนู ยกลางนสิ ิตนกั ศึกษาแหงประเทศไทย ทางศนู ยกลางนิสิตนกั ศึกษาแหงประเทศไทยไดป ฏเิ สธขอ กลาวหาดังกลาว แตการก็สายเกินแก เพราะอารมณท่ี ถกู เรา และความแตกแยกทางอดุ มการณซ ง่ึ ออกมาเปน ความเกลียดชังไดท ําใหเกิดความกระเห้ียนกระหือท่ีจะห้ํา หั่นกัน ผลสุดทา ยก็เกดิ เหตุการณอ ันนา เศราสลด ในวันท่ี 6 ตุลาคม 2519 ไดมกี ารลอมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร และมีการตอสูกันดวยอาวุธปน จนเสียชีวิตไปไมนอย การยึดอํานาจ หรือการตอสูกันดวยความรุนแรงทาง การเมืองน้นั ยอ มจะนําไปสกู ารเสียชวี ติ และเลอื ดเน้อื แตท น่ี าตระหนกและสงั เวชใจคอื วธิ ีการอันทารุณที่กระทํา ตอนิสิตนักศึกษา การแขวนคอ การเผาโดยใชยางรถยนตเปนเชื้อ การรุมฆา ฯลฯ ทั้งหมดนี้เปนจุดดางดําใน ประวัตศิ าสตร ซง่ึ คนรนุ หลังตองจดจาํ เพอ่ื มใิ หเ กดิ ขึ้นอีก ในเย็นวันที่ 6 ตุลาคม น่ันเอง ก็ไดมีการยึดอํานาจการเมืองข้ึน นําโดยหัวหนาคณะปฏิรูปการปกครอง แผนดนิ ซ่ึงมี พลเรอื เอก สงัด ชลออยู เปนหัวหนา มปี ระกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 การยุบเลิกรฐั สภา การเลิกพรรคการเมือง ฯลฯ และมีการตั้งนายกรัฐมนตรี พลเรือนขึ้นมาบริหารประเทศคือ นายธานินทร กรัย วเิ ชยี ร เปน การส้นิ สุดระบอบประชาธิปไตยสมบูรณแบบ และเปน การสิ้นสุดของรฐั ธรรมนญู ท่ีไดม าดว ยการตอสู ของประชาชนท่รี วมตัวกนั ลม ระบบเผด็จการ32ทหาร การเมืองไทยยุคปฏริ ูปการปกครองแผนดนิ รัฐบาลใหม นําโดย นายธานินทร กรัยวิเชียร อดีตผูพิพากษาศาลฎีกา เปนรัฐบาลซึ่งเปรียบเสมือนเนื้อ หอย โดยมีเปลือกหอย ซ่งึ ไดแกทหาร เปน ผใู หความคมุ ครอง รัฐบาลธานินทร ซ่ึงตอมาถูกขนายนามวา รัฐบาล หอย ไดวางแผนการพฒั นาระบอบประชาธิปไตยออกเปนชวง ๆ ใชเวลาท้ังหมด 12 ป มีนโยบายที่เดนที่สุดคือ การตอตานคอมมิวนิสต โดยมีการอบรมขาราชการ กรมกองตาง ๆ ใหตระหนักถึงภัยคอมมิวนิสต ในระดับ ระหวางประเทศก็ไดมกี ารตอตา นลัทธแิ ละการปกครองระบอบคอมมวิ นสิ ต ไดม กี ารเรี่ยไรเงินสรางโรงพยาบาล สมเด็จพระยุพราช และยังมีการออกหนังสือพิมพเจาพระยา เพื่อทําเปนหนังสือพิมพตัวอยาง เน่ืองจาก คณะรัฐมนตรสี วนใหญเปนผทู ย่ี งั ขาดประสบการณ แมตัวนายกรัฐมนตรีจะมีจิตใจบริสุทธ์ิ ผลที่ออกมาก็ไมนา พิศมยั นกั นโยบายที่ไมสอดคลองกับความเปนจริง โดยเฉพาะนโยบายสุดโตงในการตอตานคอมมิวนิสต การ ปลูกฝง ความรูสกึ ชาตินิยม การมกี จิ กรรมแปลก ๆ เชน การพยายามสรางเสาธงใหส งู มาก ๆ ฯลฯ ทําใหรัฐบาลถูก มองในแงต ลก หรอื เกินเลย จนมเี สยี งซบุ ซิบเยาะเยย ถากถาง และบอ นทําลายความชอบธรรมของรัฐบาล และใน จํานวนกลุมทีพ่ ยายามทาํ ลายความชอบธรรมของรัฐบาลกม็ ีทหารบางกลุมรว มอยูดว ย เพียงไมถึงครึ่งปหลังจากรัฐบาลธานินทร เขามาบริหารประเทศ ก็มีการพยายามยึดอํานาจโดยการใช กําลังทหารอีก เม่ือวันที่ 26 มีนาคม 2520 การพยายามยึดอํานาจครั้งน้ีกระทําในโอกาสที่รัฐมนตรีสวนใหญ รวมท้ังตัวนายกรฐั มนตรีเดินทางออกตา งจงั หวัด เพือ่ รวมในโครงการพฒั นาประเทศในฤดูรอน แตฝายยึดอํานาจ ชะลา ใจ มิไดยึดสถานีโทรทัศน และยังมีการยิงกันตาย เพราะไมสามารถตกลงกันได ผลสุดทายการยึดอํานาจ 32 รองศาสตราจารยนครินทร เมฆไตรรตั น, สารนุกรมการเมอื งไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๒๐-๑๒๑, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร พิมพ 63

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” ลม เหลว พลเอกฉลาด หิรญั ศิริ หนึ่งในผนู ํากบฏ ซึง่ กอนหนานั้นออกบวชเปนภิกษุสงฆ เพราะถูกปลดออกจาก ราชการหลัง 6 ตุลาคม 2519 ไดถูกลงโทษดวยการยิงเปา ทําใหเกิดความรูสึกหวาดหวั่นวา จะทําใหเกิดการ แตกแยกกนั ในหมทู หาร แตความจรงิ การพยายามยดึ อํานาจก็เปน การบง ชี้แลววา มีการแตกแยกเกิดขึ้น และมีการ ตอตานรัฐบาล นายธานินทร กรยั วเิ ชยี ร จากสภาพการณตาง ๆ และจากขาวลือซ่ึงในแงการเมืองไทย เปนเรื่องสําคัญท่ีมองขามไมได มีการ คาดการณว าจะตองมีการยึดอาํ นาจเพอ่ื ลมรฐั บาล นายธานนิ ทร กรัยวเิ ชียร ผลที่สุดก็เปนไปตามคาด ไดมีการยึด อาํ นาจดว ยกําลงั ทหารอกี ครั้งหนึ่ง เม่ือวันท่ี 20 ตุลาคม พ.ศ.2520 คณะที่ยึดอํานาจการเมืองคณะน้ี จากท่ีปรากฏ แกสาธารณชน นําโดยพลเรอื เอกสงัด ชลออยู แตถาวเิ คราะหเจาะลึกนา จะมผี หู นุนหลังซ่งึ ไมตอ งการออกหนาอยู ผทู ี่ไดเปนนายกรัฐมนตรคี นใหมคอื พลเอกเกรยี งศกั ดิ์ ชมะนันทน เกอื บหนงึ่ ปภ ายใตร ัฐบาล นายธานินทร กรัยวเิ ชียร ซึ่งเปน รฐั บาลนายกรฐั มนตรีพลเรอื น ภายใตค วามคุม กนั ของทหาร หรือรฐั บาลหอย โดยมที หารเปนเปลอื กหอยนั้น ทาํ ใหค นไทยไดเ รยี นรวู า (1) เผด็จการ ไมว า พลเรือนหรือทหาร ไมม ีอะไรแตกตางกนั บางคร้ังเผดจ็ การพลเรือนอาจจะนา กลวั กวา เผดจ็ การทหารเสยี ดว ยซา้ํ (2) นโยบายสุดโตง ไมว าขวาหรอื ซา ย เปน นโยบายท่ีไมนาพึงประสงค การมีนโยบายสุดโตง ทําใหไม สอดคลอ งกบั ความเปน จรงิ และบอ ยคร้งั นโยบายสดุ โตง คอื การหนีความไรค วามสามารถของตนเอง ดว ยการหา ความปลอดภยั จากการยดึ บางสิ่งบางอยา งอยา งเหนียวแนน (3) การปลกุ ความรสู ึกชาตินยิ ม หรอื การใชล ทั ธชิ าตนิ ยิ มในการบรหิ ารประเทศ ถาทําเกินกวาเหตุ รังแต จะนําไปสูผ ลเสยี เพราะความรูสึกชาตินิยมอันรุนแรง ก็คือความสุดโตงแงหน่ึง ผลสุดทายจะไมเกิดประโยชน อะไรขนึ้ มา (4) ความบรสิ ุทธใิ์ จ ความเปนคนมือสะอาดเปน คณุ สมบตั ิท่ีนา สรรเสรญิ แตไมเพียงพอที่จะคุมบังเหียน ประเทศ ผูบริหารประเทศตองมีคุณสมบัติดังกลาว แตตองสามารถมองโลกในแงวัตถุวิสัยและเล็งผลปฏิบัติ รวมท้ังชาญฉลาดในแงก ศุ โลบายดว ย (5) คนไทยเปน ชาติทีม่ ีลกั ษณะบางอยา งท่นี าภูมิใจ กลาวคือจะรวมตัวสามัคคีกนั เมือ่ เกิดวิกฤตการณ และจะไมอดกลน้ั ตอ ความสดุ โตง ไมวาทางใด ผลสุดทา ย เหตุผลจะเปน ตัวตัดสินการมีเหตผุ ล และอยูในทางสาย กลาง และทศั นคติท่อี อมชอม บางคร้งั ก็เปน วัฒนธรรมทางการเมืองที่กอ ใหเกิดผลในทางบวกได การเมืองยุคหลงั การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ยุคท่ี ๔ ยุคก่ึงประชาธปิ ไตยหรือยคุ ประชาธปิ ไตยครึ่งใบ (พ.ศ.2520 – พ.ศ.2535) เราอาจจะใหน ิยามคาํ วา ประชาธิปไตยแบบคร่งึ ใบไดดงั ตอไปน้ี ประการแรก เปนอบุ ายของรฐั บาลทีป่ ระสงคจะครองอาํ นาจใหยาวนานทสี่ ุดโดยกําหนดในรัฐธรรมนูญ ในประเด็นสําคัญที่สุด 2 ประเด็น คือ (1) นายกรัฐมนตรีไมตองผานการรับเลือกต้ังเปน ส.ส. (2) ขาราชการ ประจําและทหารจะดํารงตําแหนงขาราชการประจํา และดํารงตําแหนงทางการเมืองไปพรอม ๆ กันไดในช่ัว 64

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” ขณะหนงึ่ ภายใตบทเฉพาะกาล หลงั จากนัน้ จะตองเลอื กอยางใดอยา งหนึง่ พรอ มท้งั การลดอํานาจของวฒุ สิ ภาท่ีมา จากการเลือกต้ังลงไป ซ่ึงเหตุการณนี้ทําใหทหารบางพวกพยายามเปล่ียนรัฐธรรมนูญ โดยอางเหตุผลท่ีวา รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 ไมเ ปด ทางใหขาราชการทหารและขา ราชการพลเรอื น ซงึ่ มคี วามรูค วามสามารถเขาไปรับ ใชทางการเมือง ดังนั้นจึงไมเหมาะกับประเทศไทย ถึงแมวาความพยายามที่จะแกรัฐธรรมนูญประสบความ ลมเหลวหลายครงั้ แตก ็เปน เรื่องทไี่ ดส รางความไมส งบทางการเมืองใหเกิดขึ้นเปนระยะ ๆ ประการทสี่ อง ประชาธปิ ไตยแบบครึ่งใบสะทอนใหเห็นถึงการมองการเมืองในลักษณะมองความเปน จริงในประเด็นของการสรางสถาบัน อันท่ีจริงเปนการผสมของเกาและของใหม เปนที่ทราบกันในหมูผู สังเกตการณท างการเมืองไทยวา ถึงแมจะมกี ารเปล่ียนแปลงมากมายทางสังคมกต็ าม แตโ ครงสรา งทางอํานาจและ สถาบนั ทางสงั คมกย็ งั เกือบจะเหมอื นเดิม โดยเฉพาะอยางย่ิงในสวนเก่ียวกับทหารและขาราชการพลเรือน กลุม ผูน ําเหลา นี้จะยังคงมีบทบาทสาํ คัญตอ ไปในทางการเมืองไทย ในยุคประชาธิปไตยคร่ึงใบเปนความพยายามใน การแบง สรรอํานาจและการใชอํานาจรวมกนั ระหวางฝายขาราชการประจํากับฝายนกั การเมือง การผสมผสานใน การใชอ าํ นาจทางการเมืองดังกลาวยังคงดํารงความขัดแยงระหวางกลุมข้ัวอํานาจ โดยเฉพาะในฝายขาราชการ ประจํา ความขัดแยงดังกลาวไดประทุใหเห็นจากความพยายามในการทํารัฐประหารหลายครั้งหลายหนแตไม ประสบความสําเร็จ อาทิ ความพยายามทํารัฐประหารของกลุมนายทหารหนุม เมื่อวันท่ี 1 – 3 เมษายน พ.ศ.2524 และอกี ครั้งหนึ่งเม่อื วนั ที่ 9 กันยายน พ.ศ.2528 ขอสังเกตของการพฒั นาการของ “ประชาธิปไตยคร่ึงใบ” มอี ยูหลายประการ พอสรุปไดคือ ประการท่หี นงึ่ ความรว มมอื ในการปกครองประเทศระหวา งฝายขาราชการประจาํ โดยคณะทหารกับฝาย นกั การเมอื ง เปน ชวงเปลย่ี นผา นท่จี ะนําไปสรู ะบอบประชาธิปไตยเต็มใบได โดยเฉพาะฝายทหารเองจํานวนไม นอ ยทีเ่ ริ่มเหน็ ความสาํ คัญของระบอบประชาธิปไตยวาเปน ระบอบที่ควรสนับสนุนตอไปในสังคมไทย โดยอาจ กลาวไดว า ระบอบประชาธปิ ไตยเปน ระบอบการเมืองการปกครองที่เลวนอยที่สุด ที่ทําใหเกิดการยอมรับไดใน ระดบั หนงึ่ ประการท่สี อง สภาพทางสงั คม เศรษฐกิจมีแนวโนม ที่จะนาํ ประเทศไปสูระบอบประชาธิปไตยแบบทุน นิยมมากขึ้น ซ่ึงสภาพแวดลอมดังกลาวเปดโอกาสใหกลุมทุนไดเขามามีบทบาทในทางการเมืองมากข้ึน และ นาํ ไปสทู ่ีมาของ “นักธุรกิจการเมือง” และ “นักการเมืองธุรกจิ ” ทตี่ า งฝา ยกอ็ าศัยโอกาสในการดาํ รงตําแหนง ทาง การเมืองเพอื่ แสวงหาผลประโยชนสว นตัว ประการทส่ี าม ปญหาความแตกตา งทางดานลัทธิการเมือง หรืออุดมการณทางการเมือง และปญหาการ กอ การรา ยคอมมวิ นสิ ตม ีการแกไขอยางชาญฉลาดและคอ ยเปนคอยไป โดยการยอมรับจากทุกฝายทําใหชวยลด ความกดดนั ทางการเมืองและการทหารทั้งจากภายในประเทศและตา งประเทศอยางเห็นไดช ดั จากชวงรัฐบาลของพลเอกเกรียงศักด์ิ ชมะนันทน ที่สืบตอโดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท และนําไปสู รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซ่ึงกาวข้ึนสูอํานาจเมื่อเดือนสิงหาคม 2531 เปนสถานการณที่นาจะนําไปสู “ประชาธิปไตยเต็มใบ” ไดอยางราบรื่น แตเหตุการณในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ไดทําใหสถานการณของการ 65

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” เผชญิ หนา ระหวา งฝายขาราชการประจาํ โดยเฉพาะคณะทหารกับฝายนักการเมืองหวนกลับมาอีกครั้งหน่ึง และ นําไปสูการรัฐประหารเมอื่ วนั ท่ี 23 กุมภาพนั ธ พ.ศ. 2534 โดยคณะรกั ษาความสงบเรยี บรอยแหง ชาติ (รสช.) สภาวะของธุรกจิ การเมืองแบบธนาธปิ ไตยและวณชิ ยาธไิ ตย ไดน าํ ไปสูขา วลอื เก่ียวกับการฉอราษฎรบัง หลวงอยา งหนักในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวณั จนทาํ ใหเ กดิ ความหวั่นวิตกกันทั่วไปวา จะนําประเทศไปสู ความหายนะ เพราะพันธะผูกพันท่ีทํากับบรรษัทตางชาติในโครงการใหญ ๆ ขณะเดียวกัน ความอหังการของ นักการเมอื งโดยเฉพาะรฐั มนตรีบางทานท่ีออกมาปะทะคารมกับนายทหารชน้ั ผใู หญ กอ ใหเกดิ ความตึงเครียดทาง การเมืองเปนอยางยิง่ แตเหนอื ส่ิงอน่ื ใดท้ังหมดคอื การปรับเปลี่ยนตําแหนงในกองทัพบก ซ่ึงมีผลตอเสถียรภาพ ทางการเมือง โดยพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไดล าออกจากราชการและเขา รวมกับรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยดํารงตาํ แหนง รองนายกรฐั มนตรีฝายความมั่นคงและรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหม ในขณะที่พลเอกสุ จินดา คราประยูร ไดเขาดํารงตําแหนงผูบัญชาการทหารบก และพลเอกสุนทร คงสมพงษ ดํารงตําแหนงผู บญั ชาการทหารสูงสุด ซึ่งทกุ อยางกเ็ ขา แนว กลา วคือ ทางฝา ย จปร. รนุ 5 ไดค มุ กําลงั และดํารงตําแหนงสําคัญใน กองทพั บก ขณะเดียวกนั ก็มีอดีตผูบังคับบัญชาเปน รฐั มนตรีกลาโหม แตเหตุการณสําคัญทางการเมืองที่พัฒนาตอมาก็คือ การที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไดไปปราศรัยท่ี มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรวา ดว ยเรอื่ งการฉอ ราษฎรบงั หลวง ร.ต.อ.เฉลิม อยบู ํารงุ ไดอ อกมาตอบโตจนผลสดุ ทา ย พลเอกชวลติ ไดลาออกจากตําแหนง ทางการเมอื ง ทําใหเกิดชองวางทางอํานาจข้ึน พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได ควบตําแหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมดวย และตอมาไดเชิญหัวหนาพรรคปวงชนชาวไทย พลเอก อาทิตย กําลังเอก มาดํารงตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีฝายความม่ันคง ความสัมพันธระหวางนายทหารแหง กองทัพบก จปร. รนุ 5 และรฐั บาลเริม่ ตงึ เครยี ดข้ึน การพบปะรบั ประทานอาหารเชา ในวันพุธเปนประจําระหวาง นายทหารชัน้ ผูใ หญแ ละนายกรัฐมนตรีเร่ิมขาดตอน สะทอ นใหเห็นความสัมพันธที่ตงึ เครียดยิง่ ขน้ึ ฟางเสน สุดทายบนหลังอูฐคือ การที่พลเอกชาติชาย ขุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจแตงต้ังพลเอก อาทิตย กาํ ลงั เอก ดาํ รงตําแหนงรัฐมนตรชี ว ยวาการกระทรวงกลาโหม โดยอา งวาเพื่อชว ยแบงเบาภาระของตน ใน วันท่ี 23 กมุ ภาพันธ 2534 พลเอกชาติชาย และพลเอกอาทิตย มีกําหนดการเดินทางดวยเคร่ืองบินเพ่ือไปเขาเฝา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวที่เชียงใหม แตก็กลายเปนกับดักตกอับที่สนามบินกองทัพอากาศ โดยเปนการ รัฐประหารของคณะที่เรียกตนเองวา คณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ (รสช.) โดยมี พลเอกสุนทร คง สมพงษ ผูบัญชาการทหารสูงสุด เปนหัวหนาคณะ รสช. พลเอกสุจินดา คราประยูร ผูบัญชาการทหารบก พล อากาศเอกเกษตร โรจนนลิ ผบู ญั ชาการทหารอากาศ พลเรอื เอกประพัฒน กฤษณจันทร ผูบญั ชาการทหารเรอื เปน รองหัวหนาคณะฯ และมพี ลเอกอิสระพงศ หนุนภกั ดี รองผบู ัญชาการทหารบก เปนเลขานุการ เหตผุ ลของการรัฐประหารมี 5 ขอ คอื 1. มกี ารทุจรติ คอรปั ชนั ในบรรดารฐั มนตรีรวมรัฐบาลอยางกวางขวาง 2. ขาราชการการเมืองรังแกขา ราชการประจํา 3. รัฐบาลเปนเผด็จการทางรฐั สภา 4. มกี ารพยายามทําลายสถาบนั ทหาร 66

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” 5. บดิ เบอื นคดีวนั ลอบสังหารซง่ึ มจี ุดมงุ หมายลมลา งสถาบันพระมหากษัตริย คณะ รสช. ไดเลือก นายอานันท ปนยารชุน เปนนายกรัฐมนตรี และไดมีการแตงต้ังสภานิติบัญญัติ แหงชาตขิ น้ึ รวมทงั้ การแตง ตัง้ คณะกรรมการรางรัฐธรรมนูญขึ้น 20 คน มีการแตงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ ทรพั ยสินผทู ีม่ ีพฤตกิ รรมรํ่ารวยผดิ ปกติ ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรหี ลายคนเปนผอู ยใู นขา ยสงสยั ในขณะเดยี วกนั กม็ กี ารเคลื่อนไหวในการต้ังพรรคการเมืองโดยสมาชิกบางคนของ รสช. ท่ีเห็นเดนชัด คือ พรรคสามัคคีธรรม และยังมีความพยายามท่ีจะเขาคุมพรรคการเมืองท่ีมีอยูโดยสงคนสนิทเขาสูตําแหนง กรรมการบรหิ ารพรรค เชน กรณีของพรรคชาติไทยและพรรคกจิ สังคม เปนตน แตท่ีเปนประเด็นสําคัญคือ ความเปนอิสระของรัฐบาลนายอานันท ปนยารชุน ซ่ึงไมยอมอยูใตอาณัติ ทหารและบริหารบานเมืองดว ยความสะอาด บริสทุ ธ์ิ ตามหลกั วชิ าการ จนเกิดความรูสึกวามีความขัดแยงกันข้ึน ระหวา ง รสช. และรัฐบาล นอกเหนอื จากนัน้ ประเดน็ การแปรญตั ติรัฐธรรมนูญฉบับท่ีรางโดยคณะกรรมการชุด แรก 20 คน โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญ 25 คน ไดนําไปสูความขัดแยงอยางหนัก โดยเฉพาะบทเฉพาะกาลที่ เปดทางใหขา ราชการประจาํ ดาํ รงตาํ แหนง ขาราชการการเมืองได อํานาจของวฒุ ิสมาชกิ ในการแกไขรัฐธรรมนูญ และตวั นายกรัฐมนตรที ่ไี มจ าํ เปนตองผา นการเลอื กตง้ั เปน สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร เปนตน การประทว งรฐั ธรรมนญู ทีข่ าดความเปน ประชาธปิ ไตยไดนาํ ไปสูความตึงเครียดทางการเมือง จนตองมี การหามทัพกัน เหตกุ ารณสําคัญคอื พลเอกสจุ นิ ดา คราประยูร ไดใหสัมภาษณว า ตนและพลอากาศเอกเกษตร โร จนนิล จะไมรับตําแหนงทางการเมืองใด ๆ ผลสุดทายรัฐธรรมนูญก็ผานสภาท้ังสามวาระโดยมีขอขัดแยงที่จะ นาํ ไปสปู ญ หาในอนาคต คือ 1. ตัวนายกรัฐมนตรีจะมาจาก ส.ส. หรอื คนนอก ในรัฐธรรมนูญไมไดร ะบไุ ว 2. อาํ นาจวุฒิสมาชิกซึ่งมีอํานาจในการรวมอภิปรายและลงมติในการไมไววางใจรัฐบาล และพระราช กําหนด 3. ประธานรัฐสภามาจากประธานวุฒสิ ภาตามท่กี าํ หนดไวใ นรัฐธรรมนูญ ซ่ึงในรัฐธรรมนูญฉบับป 2521 ไดมกี ารแกไ ขใหประธานรัฐสภามาจากประธานสภาผแู ทนราษฎร 4. เขตการเลือกต้งั ไดเปล่ียนเปนเขตละ 3 คน เหมือนรัฐธรรมนญู ป 2521 แตท่ีเปนปญหามากท่ีสุด คือ คุณสมบัติของตัวนายกรัฐมนตรีและอํานาจวุฒิสมาชิก นอกจากนั้นยังมี ประเด็นปญหาท่ีหลงลืม คือ ในบทเฉพาะกาลใหประธาน รสช. เปนผูรับสนองพระบรมราชโองการแตงต้ัง นายกรัฐมนตรี แทนท่จี ะเปน ประธานสภาผแู ทนราษฎรตามทกี่ าํ หนดไวใ นรัฐธรรมนูญ หลังการประกาศใชร ฐั ธรรมนูญกย็ กเลกิ ธรรมนญู การปกครองชว่ั คราว และจัดใหมกี ารเลือกตั้งทั่วไปใน วันท่ี 22 มนี าคม 2535 ทนั ทที ่ีเลอื กต้ังเสร็จ ก็มีการประชุมพรรคหาพรรคท่ีบานพักกองบัญชาการทหารอากาศ ประกาศแตงต้ังรัฐบาล โดยตอมาก็ไดเสนอช่ือนายณรงค วงศวรรณ หัวหนาพรรคสามัคคีธรรม เปน นายกรฐั มนตรี ขณะเดียวกนั กม็ กี ระแสตา นการเอาคนนอกมาเปนนายกรัฐมนตรี แตการดํารงตําแหนงของนาย ณรงค วงศวรรณ มีปญหาเพราะถูกต้ังขอ สงสยั วา พัวพันกับธุรกจิ ที่ไมชอบมาพากล จนทางสหรัฐอเมริกางดวีซา เขาเมือง ประเด็นสําคญั ดงั กลาวไดน าํ ไปสูก ารถอยฉากของพรรคที่จะรวมรัฐบาลท้ังหาพรรค ผลสุดทายก็มีการ 67

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจจุบัน” เสนอชื่อพลเอกสุจินดา คราประยรู เปน นายกรฐั มนตรี โดยพลเอกสุจินดากลาววา ท่ีเขารับตําแหนงและยอมเสีย คาํ มั่นสญั ญาทใ่ี หไ วกเ็ พราะ “เสียสัตยเ พือ่ ชาติ” แตหนทางทางการเมืองของพลเอกสจุ นิ ดาก็ไมร าบเรยี บ เรม่ิ มีการประทว งการดํารงตําแหนงของพลเอก สจุ นิ ดา เริ่มตน ดวยการอดอาหารของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และรว มดวยนางประทีป ฮาตะ นอกจากนั้นก็มีการรวม ประทวงโดยนสิ ิตนักศึกษา และประชาชนท่วั ไป ตอมา พลตรีจําลอง ศรีเมือง กไ็ ดประกาศอดอาหารเพือ่ ประทวง ดวย และขอใหพลเอกสุจินดาลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี การประทวงมีติดตอกันหลายคืน บางครั้ง ประชาชนทร่ี วมประทวงมีเปนจํานวนแสน ขอสังเกตคือ คนจํานวนหน่ึงเปนชนช้ันกลาง ทํางานภาคเอกชน มี โทรศัพทมอื ถือ ขบั รถเกงสวนตัว ซ่งึ สะทอ นใหเ หน็ วา เปน ชนช้ันกลาง และก็ไมใชมวลชนจัดตงั้ ท้ังหมด พลเอกสุจนิ ดา คราประยรู ประสบปญหาสาํ คญั 4 ขอ คือ การขาดความชอบธรรมทางการเมือง แมจะไม ขัดรัฐธรรมนูญในการเขาสูตําแหนง การขาดความนาเช่ือถือเน่ืองจากไมรักษาคําม่ันสัญญา และขาดฐาน ประชาชนสนับสนุน มีแคฐานทหารและวุฒิสมาชิก ขอสําคัญไมมีโอกาสไดแสดงผลงานใหปรากฏเพ่ือสราง ความชอบธรรม ผลทสี่ ดุ การประทว งเรยี กรอ งของประชาชนก็นําไปสูก ารปะทะกับกําลังของเจาหนาที่ ทําใหเกิดการใช กาํ ลงั เขา ปราบปรามประชาชน จนมกี ารเสยี ชีวิตตามตวั เลขของทางราชการกวา 40 คน แตท ่ีหายสาบสญู มีจาํ นวน มาก เหตกุ ารณสงบลงโดยพระบารมีปกเกลาของพระบาทสมเด็จพระเจา อยหู ัวในคนื วันท่ี 20 พฤษภาคม 2535 ตอมา พลเอกสุจินดา คราประยูร ก็ลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี และ ดร.อาทิตย อุไรรัตน ประธานสภาผูแทนราษฎร ไดก ราบบงั คมทลู พระบาทสมเด็จพระเจา อยูห ัวใหแตงตัง้ นายอานันท ปนยารชุน เปน นายกรฐั มนตรอี กี คร้งั หนงึ่ ซง่ึ นายอานนั ทก ็ไดป ระกาศยบุ สภา และกําหนดการเลือกต้ังทว่ั ไปในวันท่ี 13 กันยายน 2535 ขณะเดียวกันรัฐสภาก็ไดมีการประชุมแกไขรัฐธรรมนูญในประเด็นท่ีขัดตอระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตย โดยเฉพาะประเด็นเร่ืองนายกรัฐมนตรีตองมาจาก ส.ส. เหตุการณเมื่อวันที่ 17 – 20 พฤษภาคม 2535 ทเี่ รียกวา “พฤษภาทมฬิ ” นั้น มองไดว าเปน การชว งชงิ อาํ นาจระหวางทหารกบั ชนชั้นกลาง การเมอื งยุคหลงั การเปลีย่ นแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ยุคที่ ๕ ยคุ ปฏิรปู การเมอื งแนวทางรฐั ธรรมนูญนิยม (พ.ศ.2535 – ปจจุบนั ) แนวทางรัฐธรรมนูญนิยม หรือ Constitutionalism คือ แนวทางทจี่ ะใชรฐั ธรรมนูญลายลกั ษณอักษรใหเปนเครื่องมือในการกําหนดรูปแบบ การปกครองและกาํ หนดกลไกอนั เปน โครงสรา งพน้ื ฐาน (infra-structure) ในการจดั องคก รบรหิ ารของรัฐ อยา งไรก็ตาม แนวทางรัฐธรรมนูญนิยมอาจมีความหมายแตกตางกนั ตามคํานิยามของนักวิชาการของแต ละประเทศ แตอาจกลาวโดยรวมอยางส้ัน ๆ ไดวา แนวทางน้ีถือวารัฐธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดโดยมีศาล รัฐธรรมนูญเปนองคกรที่ใหหลักประกันความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ33 ดังน้ัน รัฐธรรมนูญจะมี ความสําคญั มากนอ ยเพียงใดจงึ ขน้ึ อยูก ับ “สาระสาํ คญั ” ทรี่ ฐั ธรรมนญู น้นั จะไดบ ัญญัตไิ วน ั่นเอง 33 รองศาสตราจารย ดร.สมคดิ เลิศไพฑูรย,สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๖๙, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผแู ทนราษฎรพิมพ 68

ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” ทมี่ าของแนวทางรฐั ธรรมนูญนยิ ม ความคดิ ในเร่อื งลทั ธิรฐั ธรรมนูญนยิ ม (Constitutionalism) เปนผลผลิตของเหตุการณทางประวัติศาสตร ในชวงปลายยุคกลางของยุโรป ไดแก การฟนฟูกฎหมายโรมัน การไกลเกลี่ยความแตกแยกทางศาสนาใน คริสตจกั ร และการตอ สูระหวา งผูทีต่ องการปฏริ ูปศาสนากบั ผทู ตี่ อตานการปฏริ ูปในตนศตวรรษท่ี 16 และจบลง ดวยสงครามกลางเมืองในอังกฤษ ระหวางฝายกษัตริยกับฝายรัฐสภาซ่ึงมี โอลิเวอร ครอมแวล เปนผูนํา และลง ทา ยดวยชัยชนะของฝายรฐั สภาทสี่ ามารถจับพระเจา ชารลสประหารชีวติ ไดใน ค.ศ. 1649 เหตกุ ารณตาง ๆ เหลา นี้ นํามาซ่ึงอิทธิพลของแนวคิดในเร่ืองปจเจกบุคคล เสรีภาพ ความเห็นพองหรือ ฉันทานุมัติ การแบง แยกระหวา งสวนบคุ คลกบั สว นรวม การปกครองทมี่ ีอํานาจจํากดั และไดด ลุ ยภาพ และอํานาจ อธปิ ไตยของปวงชน อยางไรก็ตาม ความเคล่ือนไหวในเร่ืองลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม มาจากเหตุการณท่ีสําคัญ 2 ประการคือ ประการแรก ยุคแหงภูมิธรรม หรือความรูแจงในฝร่ังเศส อังกฤษ และสก็อตแลนด ที่มีความเชื่อมั่นวามนุษย พรอ มแลว ทจ่ี ะทดลองเหตผุ ล (reason) ใหเปนหลักในการดาํ เนินกิจการทุกอยางของมนุษยและอีกประการหนึ่ง คือ การปฏิวัตอิ เมรกิ า ค.ศ. 1776 และการปฏวิ ัติฝรง่ั เศส ค.ศ. 1789 การปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติฝร่ังเศส มีผลทําใหแนวคิดเร่ืองอํานาจอธิปไตยของปวงชน ลัทธิตาม ธรรมชาติ และการปกครองดวยความยินยอมพรอมใจและเปนไปตามสัญญาประชาคมมีความรอนแรงเขมขน และเปนท่ีมาของเอกสารในแนวรัฐธรรมนูญท่ีสําคัญ อาทิ ปญหาวาดวยสิทธิของมนุษยและพลเมือง ก็ไดเร่ิม แพรก ระจายไปทัว่ ยโุ รป รวมทงั้ แนวความคิดทว่ี า รฐั บาลควรมีอํานาจจาํ กัด รัฐบาลเปนความจําเปนเพ่ือผดุงหรือ ประกนั ความเปนระเบียบเรียบรอยในสงั คม ดงั นั้นจึงเปน ทมี่ าของการสรา งกลไกในการควบคมุ ตรวจสอบการใช อํานาจของรัฐบาลและองคกรตาง ๆ ของรัฐบาล รวมทั้งการคานอํานาจซึ่งกันและกัน (checks and balances) กลไกตรวจสอบและถว งดุลอาํ นาจทงั้ ระบบนี้ไดน าํ ไปสกู ารสถาปนารัฐธรรมนญู ท่เี ขียนบัญญตั ขิ ้ึนเปนลายลักษณ อักษรใหรูกันท่ัวไป การทําใหบรรลุเปาหมายดังกลาวน้ีเรียกวาการสรางกลไกของรัฐธรรมนูญนิยม หรือการ สถาปนาแนวคิดแบบรฐั ธรรมนูญนิยมใหฝงแนนและเติบโตในจิตใจของปจเจกบุคคลท้ังปวง จนเปนประเพณี ทางการเมืองทไี่ มม ใี ครทาํ ลายได ท่ีมาของแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมที่เปนรูปธรรมชัดเจนท่ีสุด มีตนกําเนิดจาก รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาเมื่อ 200 ปกอน โดยคณะผูยกรางรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรียกกันวา “framers” ประกอบดวย ผูแทนจาก 12 มลรัฐรวม 65 คน เปนผูกําหนดโครงสรางของรัฐธรรมนูญแบบสาธารณรัฐ (republic) โดยมีประธานาธิบดเี ปน ประมุข รฐั ธรรมนูญของสหรฐั อเมรกิ าถอื วา เปน รัฐธรรมนูญลายลักษณอักษร (written Constitution) ฉบับแรกของโลก ท่ีถูกใชเปนเครื่องมือในการกําหนดรูปแบบการปกครองและกําหนด กลไกทเ่ี ปนโครงสรางพ้ืนฐาน (infra-structure) ของรฐั อาทิ การแบงอํานาจการบริหารประเทศระหวางสหพันธ กับมลรัฐ ระบบการตรวจสอบและถว งดลุ อํานาจ (check & balance) ระหวางฝายนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ เปน ตน แนวทางรัฐธรรมนูญนยิ มไดมวี วิ ัฒนาการตอมา ดังปรากฏในรฐั ธรรมนูญของสหภาพโซเวียต ค.ศ. 1917 (พ.ศ. 2460) โดยผรู างรัฐธรรมนญู ของรัสเซยี ไดย กรางรัฐธรรมนญู ทก่ี ําหนดรปู แบบการปกครองอีกรูปแบบหนึ่ง 69

ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” คือรปู แบบที่มกี ารบรหิ ารประเทศโดยมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว (one-party system) และเปนรูปแบบของ รัฐธรรมนูญในกลมุ ประเทศคอมมิวนสิ ตท ่นี ําไปใชอ ยา งกวา งขวางทั้งในทวีปยุโรป เอเชียและแอฟริกา วิวัฒนาการที่สําคัญของแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม คือ แนวทางรัฐธรรมนูญนิยมในระบบรัฐสภา34 (parliamentary system) ของประเทศในกลมุ ยโุ รป ซง่ึ สวนใหญเขียนข้นึ ในลกั ษณะท่เี ปนเพียงการรบั รองรูปแบบ การบริหารประเทศท่มี ีอยูแลว จะมียกเวน กค็ อื ประเทศเยอรมนี และฝร่ังเศส ทปี่ รบั เปล่ยี นรูปแบบการปกครองมา เปนระบบรัฐสภาในกรณีของเยอรมนีเมื่อหลังสงครามโลกคร้ังท่ีสอง และมาเปนระบบกึ่งรัฐสภา-ก่ึง ประธานาธิบดี ในกรณีของฝร่ังเศส ในสมัยสาธารณรัฐท่ี 5 ใน ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) อาจกลาวไดวา แนวทาง รัฐธรรมนญู นยิ มในระบบรฐั สภานา จะมคี วามสําคัญสําหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ เพราะเปนระบบที่ประเทศ ไทยเร่ิมนํามาใชต ้งั แต พ.ศ. 2475 และยงั ใชอยูจนกระทั่งปจจุบันน้ี ระบบรัฐสภาของไทย เปนระบบที่พัฒนามา จากรูปแบบการปกครองดั้งเดิมท่ีมีพระมหากษัตริยเปนผูมีและผูใชอํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ มาสู สถาบนั รัฐสภาเปนผูมีและผูใชอํานาจสูงสุดแทนสถาบันพระมหากษัตริย ตามความเปนจริง ระบบรัฐสภาของ ไทยมลี กั ษณะเปน ระบบรฐั สภาแบบอาํ นาจเดีย่ ว (monist) เนอ่ื งจากหลักการทีว่ า พรรคการเมืองใดหรอื กลุมพรรค การเมืองใดที่ควบคมุ เสยี งขางมากในสภา พรรคการเมืองนั้นหรือกลุมพรรคการเมืองน้ันก็จะเขามาเปนรัฐบาล บรหิ ารประเทศ เมอื่ เปนเชนนี้ อํานาจในการบริหารของคณะรัฐมนตรีและอํานาจในรัฐสภาจึงตกอยูในมือของ กลมุ บคุ คลกลมุ เดียวกนั และไมมกี ลไกในการควบคมุ ซงึ่ กันและกนั การใชอาํ นาจของการรวมกลุมผลประโยชน ในสภา จงึ อาจกลา วไดวาสามารถใชอ าํ นาจแบบเบ็ดเสร็จท่ีไมมขี อบเขต ซึง่ จะกลายเปน “เผด็จการทางรัฐสภา”35 โดยธรรมชาติ การใช “อํานาจรัฐ” โดยกลุมพรรคการเมืองที่ควบคุมเสียงขางมากในสภา โดยปราศจากกลไกการ ตรวจสอบถวงดุลที่ดีพอ จึงนําไปสูการบิดเบือนการใชอํานาจรัฐโดยอางความเปนผูแทนของประชาชน และ กลายเปน ที่มาของปญ หาการเมืองไทยในดา นตาง ๆ จนตอ งนาํ ไปสกู ารปฏิรปู การเมืองในท่ีสดุ เม่อื จะพิจารณาถึงการปฏิรูปการเมือง แนวทางรัฐธรรมนูญนิยมของไทย คงตองยอนกลับไปพิจารณา แนวทางการพัฒนาการเมืองในประเทศไทย เพอ่ื ไปสูเปาหมายคอื ความเปน ประชาธิปไตยมีมานานแลวนับรอยป ดังทไ่ี ดก ลา วไวแลวในบทตน ๆ การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมอ่ื พ.ศ. 2475 นับเปนการนําระบอบรัฐธรรมนูญ มาใชเปนครั้งแรกในการเมอื งการปกครองไทย และทาํ ใหประชาชนชาวไทยสวนหนึ่งมีความรูสึกหรือความเชื่อ ท่วี า ระบอบรัฐธรรมนญู กับระบอบประชาธิปไตยนน้ั เปนสงิ่ เดยี วกันหรอื ควบคูกนั หากเมอ่ื ใดเรามรี ฐั ธรรมนูญก็ หมายถึงการมีประชาธิปไตยไปดวยพรอม ๆ กัน แตประสบการณทางการเมืองของคนไทยเร่ิมมีความรูความ เขาใจมากขึ้นวา รัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยนาจะไมใ ชส งิ่ เดียวกัน เพราะในชวงนับตงั้ แต พ.ศ. 2490 เปนตน มา 34 อาจารยก มลทิพย แจม กระจา ง,สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๗๖, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแ ทนราษฎรพมิ พ 35 เปน เผด็จการที่มีการยดึ หรือครองอาํ นาจเสยี งสว นมากในสภานั้นคอื สภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภา ในกรณีของประเทศไทย ดังจะเห็นไดจากกรณีในยคุ รัฐบาลชุดของ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชนิ วัตร ไดม กี ารไดร บั เลอื ดต้งั มาดวยคะแนนเสยี งท่ีนนั้ ในสภาผูแ ทนราษฎรมากทีส่ ุด และอยคู รบวาระของรฐั บาลเปน รัฐบาลชุดแรกในการปกครองระบบรัฐสภา และส.ส.อยูภ ายใตขอ บังคับและมติท่ีประชมุ ของพรรค เปน การควบคุมโดยเบด็ เสรจ็ จงึ มีนักวิชาการใหนยิ ามสภา ผูแทนราษฎรและวฒุ สภาในชว งยุคนน้ั นนั้ วา เผดจ็ การรฐั สภา 70

ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” การปฏวิ ตั ิรฐั ประหารหลายครงั้ หลายหนท่เี กิดข้ึนก็ไดน าํ ไปสรู ัฐธรรมนญู ฉบับใหมที่เปนฐานรองรับอํานาจและ ความชอบธรรมของผูกอ การปฏิวัติรฐั ประหารน่ันเอง ความเปนประชาธปิ ไตยของระบอบการเมืองการปกครอง จึงไมใชสิง่ เดยี วกับรฐั ธรรมนูญดงั ที่เปน ความเขาใจหรอื ความเช่อื ดง้ั เดมิ ของประชาชน วันมหาวิปโยค เมอ่ื วนั ท่ี 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กเ็ ปน ผลมาจากการเคล่อื นไหวเรยี กรอ งรฐั ธรรมนญู ที่เปน ประชาธปิ ไตยของประชาชน นิสิต นกั ศึกษา ตอ คณะทหารที่ไดยึดอํานาจและปกครองประเทศมาอยางตอเนื่อง ยาวนานถึง 16 ป นบั ตง้ั แตก ารยึดอํานาจของจอมพลสฤษด์ิ ธนะรชั ต เมื่อ พ.ศ. 2500 เหตกุ ารณใ นทาํ นองเดียวกัน นไี้ ดเ กดิ ขึ้นอีกคร้งั หนึง่ เม่อื เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ท่เี รียกกันวา “พฤษภาทมิฬ”36 เปนการตอสขู องประชาชน เพอื่ ลมลา งรัฐบาลและผูนาํ ทางการเมืองในชวงน้ันท่พี วกเขาเชือ่ วาเปน “เผด็จการจําแลงในคราบประชาธิปไตย” และนําไปสูการเรียกรองใหมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม และเปนจุดของท่ีมาของ “การปฏิรูปการเมือง” แนวทางรฐั ธรรมนญู นยิ มในประเทศไทย หากยอ นหลังไปเลก็ นอ ยภายหลงั การยดึ อํานาจของคณะรักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ หรือ ร.ส.ช. เมอื่ วันท่ี 23 กมุ ภาพันธ พ.ศ. 2534 แนวคิดของการปฏริ ปู การเมอื งแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมเร่ิมตนเมื่อ ประมาณ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2534 เมอื่ ศ.ดร.อมร จนั ทรสมบูรณ ไดน าํ ขอเขียนเรอ่ื ง “รฐั ธรรมนญู : โครงสรา งและกลไก ทางกฎหมาย” เสนอตอ ทีป่ ระชมุ ในการสัมมนาทางวชิ าการท่โี รงแรมเอเชยี จดั โดยสถาบันนโยบายศึกษา จากนั้น ศ.ดร.อมร จนั ทรสมบรู ณ ไดก ลาวไวตอนหน่งึ ในการสัมมนา เร่อื งรา งพระราชบัญญตั ิขอ มลู ขาวสารของราชการ ที่โรงแรมรามาดา จังหวัดชลบุรี เม่ือวันท่ี 9 ธันวาคม พ.ศ. 2534 วา “รัฐธรรมนูญของไทยทุกวันนี้ลาหลังกวา รัฐธรรมนญู ทวั่ ไปไมนอยกวา 50 ป” ดังน้ัน ทางสถาบันนโยบายศึกษา จึงไดริเร่ิมโครงการ “การศึกษาเพ่ือการปฏิรูปรัฐธรรมนูญสําหรับ ประเทศไทย” โดยมอบหมายให ศ.ดร.อมร จันทรสมบรู ณ เปนประธานโครงการเพอ่ื เสนอทางเลือกใหมสําหรับ การเมอื งไทย โดยการจัดทํารฐั ธรรมนูญท่ีเหมาะสมคูขนานไปกับการรางรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลและรัฐสภาใน ขณะนั้นกําลังจัดทําอยู โครงการน้ีไดแบงออกเปน 2 ระยะ ระยะท่ีหน่ึงเปนการศึกษาและวิเคราะหโดยกลุม นกั วิชาการ และจดั ทําเอกสารทางวิชาการเพ่อื เปน การเผยแพร สวนระยะทีส่ อง เปน การจดั ทาํ เอกสารทางวชิ าการ เสนอผา นทางสอ่ื มวลชน ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 โครงการดังกลาวเริ่มเห็นผลเม่ือมีการนําเสนอบทความเรื่อง “ที่มาของ โครงการศึกษาเพอ่ื การปฏิรูปรัฐธรรมนูญสําหรับประเทศไทย” ของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ ไดลงตีพิมพใน หนงั สอื พิมพมตชิ นรายวนั ฉบับวันที่ 26 และวันท่ี 30 มีนาคม พ.ศ. 2535 และหลงั จากนั้น บทความเก่ยี วกบั “การ ปฏริ ปู รฐั ธรรมนูญ” ของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ กไ็ ดรับการจัดพิมพเผยแพรในหนังสือพิมพ ผูจัดการรายวัน เปน ระยะเวลาตอ เนอ่ื งยาวนานกวาสองป นบั ตั้งแตก ารอดอาหารประทว งของ ร.ต.ฉลาด วรฉตั ร จนผา นพนเหตุการณ เม่ือวันท่ี 17-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เขาสรู ัฐบาลของนายชวน หลีกภัย (สมัยแรก) ร.ต.ฉลาด วรฉัตร ไดพ ยายามอดอาหารประทวงอีก โดย 36 รองศาสตราจารย ดร.สมคดิ เลิศไพฑรู ย,สารนุกรมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๑๔๘, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานักงานเลขาธกิ ารสภาผูแทนราษฎรพิมพ 71

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” เร่ิมตน เมื่อวันท่ี 9 เมษายน พ.ศ. 2537 เรยี กรองใหส ภาผูแ ทนราษฎรดําเนินการรางรัฐธรรมนูญฉบับใหม ในชวง นน้ั เองไดมกี ารขานรับกระแสปฏริ ูปรัฐธรรมนูญของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ โดยนายแพทยประเวศ วะสี ได ใหท ัศนะวา การแกไขรฐั ธรรมนูญหรอื การปฏิรูปการเมืองเปนทางออกทางเดียวท่นี าจะแกป ญหาตาง ๆ ที่เกิดขึ้น ในสังคมไทยในเดือนมถิ นุ ายน พ.ศ. 2537 ไดมกี ารจดั สมั มนาสรปุ ระยะแรกของ “โครงการศึกษาเพื่อการปฏิรูป รัฐธรรมนูญสําหรับประเทศไทย” เร่ือง “การปฏิรูปการเมืองคืออะไร” จัดโดยสถาบันนโยบายศึกษา ผูอภิปราย ไดแ ก ศ.ดร.ชยั อนันต สมทุ วณชิ ประธานสถาบันนโยบายศกึ ษา และ ศ.ดร.อมร จันทรสมบรู ณ ประธานโครงการ เพอ่ื การปฏิรูปรฐั ธรรมนูญ ศ.ดร.อมร ไดเ สนอบทสรุปเปน หนังสอื ช่ือ “Constitutionalism : ทางออกของประเทศ ไทย” และเสนอใหม กี ารต้งั คณะกรรมการพิเศษเพอ่ื ทาํ การยกรางรัฐธรรมนูญแหง ชาติ ขอเสนอของแนวทางรัฐธรรมนญู นิยมกบั การแกไ ขปญ หาการเมอื งไทย รัฐบาลนายชวน หลกี ภัย เม่ือ พ.ศ. 2537 ตอ งการแกไ ขสถานการณการอดอาหารประทว งของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร โดยใหนายมารุต บุนนาค ประธานรัฐสภามีคําสั่งสภาผูแทนราษฎรแตงตั้งคณะกรรมการพัฒนา ประชาธิปไตย (คพป.) ขึ้น โดยมีนายแพทยประเวศ วะสี ทาํ หนาท่ีเปนประธานโดยดําเนินการนําเสนอแนวทาง รฐั ธรรมนญู นยิ มการแกไ ขปญ หาการเมืองไทย คพป.ไดน าํ เสนอปญหาของระบบการเมืองไทยและความจําเปน ของการปฏริ ปู การเมอื ง โดยเฉพาะการชจ้ี ดุ ออ นของระบบการเมือง เศรษฐกจิ และสังคมไทย ซง่ึ สง ผลโดยตรงตอ เสถยี รภาพของระบบการเมืองและองคก รทางการเมอื ง โดยสรปุ คือ รัฐธรรมนญู ถกู เปลย่ี นแปลงบอยครงั้ ทําใหขาดความตอเนอื่ ง ในขณะท่รี ฐั ธรรมนญู มีการเปลยี่ นแปลงแต ไมมกี ารเปลย่ี นแปลงหลกั การท่ีเกย่ี วกับโครงสรา ง องคกร กลไก และกระบวนการท่ีเปนนัยสําคัญตอการแกไข ปญ หาของระบบการเมอื งอยางแทจรงิ รัฐธรรมนูญเองก็ขาดระบบการตรวจสอบท่ีอิสระและมีประสิทธิภาพทํา ใหผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและขาราชการประจําระดับสูงทําการทุจริตคอรรัปชันไดงาย ผูท่ีอยากดํารง ตาํ แหนง ทางการเมอื งแขง กันเขา สูต าํ แหนงเพอื่ ใหไดอาํ นาจและทรัพยสินโดยไมคํานึงถึงความถูกตอง ดังน้ันจึง นาํ ไปสูก ารทจุ รติ ในการเลอื กตง้ั ดว ยวธิ กี ารตาง ๆ พรรคการเมืองไทยสวนใหญก็มีลักษณะเปนพรรคนายทุน ไมใชพรรคมวลชนท่ีมีโครงสรางและการ บริหารทเี่ ปนประชาธิปไตย อํานาจทางการเมืองจงึ ตกอยทู ผ่ี นู าํ พรรคหรือกลุมผูนําพรรคเพียงไมกี่คน ดังนั้นการ ปกครองระบบรัฐสภาจงึ ขาดประสิทธิภาพ การตรวจสอบถว งดุลระหวางฝา ยนติ บิ ัญญตั ิและฝายบริหารจึงขาดผล ในทางปฏิบตั ิ ในรัฐบาลเอง นายกรฐั มนตรีแมจ ะมอี าํ นาจมากกวา ผใู ด แตก ไ็ มก ลา ใชอ ํานาจ เพราะถกู ควบคุมโดย พรรครวมรัฐบาล ระบบรัฐบาลผสมนําไปสูร ะบบ “เจากระทรวง”37 ที่แตละพรรคการเมืองที่เขารวมเปนรัฐบาล บริหารดูแลอยู ท่ีประชุมคณะรัฐมนตรีเปนเพียงสถานที่ประสานประโยชนและหนาตาของพรรคและรัฐบาล เทา น้นั ในขณะเดียวกนั ระบบราชการในฐานะที่เปน กลไกของรัฐบาลก็เปนระบบของการสรางอาณาจักร มีการ หวงแหนอํานาจและแยงชงิ ทรพั ยากร ทาํ ใหเ กดิ ความขดั แยงระหวา งฝา ยการเมืองและฝายประจาํ ดวย 37 เจา กระทรวง:คือตาํ แหนง รัฐมนตรีวา การกระทรวงในปจ จุบัน 72

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” ทางดา นเศรษฐกิจ ชาวบา นในชนบทขาดปจจยั พ้ืนฐานและถูกละเลยจากสวนกลาง การบริหารราชการ แบบรวมศูนยอํานาจทําใหการแกไขปญหาทําไดลาชา มีแตการหมักหมมส่ังสมปญหาจนยากที่จะแกไข ขา ราชการจึงไมใ ชท ี่พงึ่ ของประชาชนอยางแทจริง ดังน้ัน นกั การเมอื งจึงสามารถสอดแทรกเขามาแกปญหาแทน ขาราชการและทาํ ใหระบบอุปถมั ภมีความแขง็ แกรงมากย่งิ ข้ึน ทางดา นสังคมเอง สังคมไทยนิยมการใช “อํานาจ” มากกวา การใชก ฎหมาย จึงมักพบการยตุ ปิ ญหาแบบอะลุมอลวยแตนําไปสูปญหาใหม การจัดตั้งองคกรกลุมใน สังคมก็มักแบงเปนฝกเปนฝาย กลาวหาใสรายทําลายประหัตประหารกัน โดยปราศจากการรวมมือรวมใจกัน ความขดั แยง ทางความคิดมกั ถกู สรางใหก ลายเปนความแตกแยก สงั คมไทยยงั เปนสังคมทม่ี ีความออนแอทางวิชาการ จริยธรรมและศาสนามีความออนแอ คนไทยมักมี ความ “ศรทั ธา” มากกวาการใช “ปญ ญา” ซึ่งบางครงั้ สามารถใชใ นการแกไขปญหาสําเร็จไดโดยรวดเร็ว แตอาจ ไมถูกตองและอาจจะใชไมไดกับทุก ๆ กรณีท้ังหมดนี้นําไปสูปญหาดานความชอบธรรม (legitimacy) และ ประสทิ ธิภาพ (efficiency) ของระบบการเมือง ซึ่งนําไปสูผลกระทบดานเสถียรภาพทางการเมืองในท่ีสุด คพป. มองเหน็ วา ปญ หาของระบบการเมืองไทยมี 2 ประการหลัก คือ เร่ืองความไมสุจริตของระบบการเมืองประการ หนึ่ง และความไมมีประสิทธิภาพของระบบการเมืองอีกประการหน่ึง ซึ่งจะตองแกไขปญหาท่ีตนเหตุดวยการ ปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ ไมใชการแกปญหาท่ีจุดใดจุดหน่ึงเทานั้น ดังน้ันการปฏิรูปการเมืองของ คพป. จึง หมายถงึ การปรบั ปรงุ แกไขปญหาของระบบการเมืองทัง้ ระบบเพือ่ ใหนักการเมอื งในระบบมีความสจุ ริต ตลอดจน คมุ ครองสิทธเิ สรภี าพของประชาชนไดอ ยางมปี ระสิทธิภาพแทจริง ลักษณะของการปฏิรูปการเมอื งในทัศนะของ คพป. โดยสรปุ มสี าระสําคัญรวม 4 ประการคือ 1. การปฏริ ูปทางการเมืองตอ งแกไขปญ หาของระบบการเมืองท้ังระบบ ไมใชจุดใดจุดหนึ่งโดยหยิบยก ปญ หาทกุ ปญ หาทรี่ ะบบการเมืองน้ัน ๆ ประสบอยูมาพิจารณาและหามาตรการแกไขท้ังระบบใหสอดคลองกัน ไมใ ชแ กไ ขทีจ่ ดุ ใดจดุ หน่งึ แลว ไปสรางปญ หาใหจดุ อ่นื 2. การปฏิรูปการเมืองมีจุดมุงหมายเพื่อสรางความสุจริตและประสิทธิภาพทางการเมือง ดังนั้นจึงตอง ปฏิรูประบบการเมืองโดยขจัดการทุจริตทุกรูปแบบ สรางเสถยี รภาพทางการเมืองและสงเสริมประสิทธิภาพของ องคก รทางการเมอื ง 3. ยกรา งรัฐธรรมนญู และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู (organic law) ใหเปน การปฏิรูปการเมือง โดยทํา ใหแลว เสรจ็ ในคราวเดยี วกัน (package) เพ่ือสรา งความสจุ รติ และประสิทธภิ าพใหเ กดิ ขน้ึ แกระบบการเมือง หรือ แนวทางรฐั ธรรมนูญนิยม 4. การปฏริ ปู การเมืองดังกลา วยดึ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยเปนประมุขเปนกรอบหลัก ทั้งน้ีโดยมุงปรับปรุงระบบรัฐสภาแบบลาสมัยใหเปนระบบรัฐสภาแบบทันสมัยและมีเหตุผล (Rationalized parliamentary system) จากจุดออนหรือปญ หาของระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทย ประกอบกับเปาหมายและลักษณะ ของการปฏิรูปการเมืองแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมในทัศนะของ คพป. ดังกลาวขางตนแลว คพป. ไดนําเสนอ 73

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” กรอบความคิดในการปฏริ ปู การเมอื งไทย โดยการเสนอรปู แบบและเน้ือหาสาระของรัฐธรรมนูญท่ีควรจะยกราง ข้นึ แบงออกเปน 3 สว นหลัก คือ 1. รัฐธรรมนูญสวนท่ี 1 วาดวยสถาบนั พระมหากษัตรยิ  การแยกรฐั ธรรมนูญสว นนีอ้ อกมาใหเดนชดั ดว ย เหตุผลทว่ี า สถาบันพระมหากษตั ริยเ ปน สถาบันหลักของบานเมือง เปนศูนยรวมของคนไทยทั้งชาติท่ีทุกฝายให การยอมรบั อยา งสงู ย่ิง การแยกรัฐธรรมนูญสว นน้ีเพ่ือเสริมจุดเดนของระบบการเมืองการปกครองใหเดนย่ิงขึ้น แสดงความตอ เนื่องของระบบการเมอื งตอคนในสงั คมไทยและสงั คมนานาชาติ ตลอดจนสรางความม่ันคงใหเกิด ข้ึนกับสถาบนั น้ีตลอดไป และสดุ ทายเพอื่ ใหส ถาบนั พระมหากษตั ริยอยเู หนอื การเปล่ยี นแปลงใด ๆ ทางการเมือง ทกุ รปู แบบ รฐั ธรรมนูญสวนน้ีจะเปน รฐั ธรรมนูญที่แกไขยากที่สดุ 2. รัฐธรรมนูญสวนที่ 2 วาดวยสิทธิเสรีภาพและหนาที่ของปวงชนชาวไทย ตลอดจนองคกรตรวจสอบ ควบคมุ ทเี่ ปน อสิ ระ รัฐธรรมนญู สว นน้จี ะมีเน้ือหาบัญญัติเก่ียวกับสิทธิเสรีภาพของพลเมือง โดยการรับรองสิทธิเสรีภาพท่ี รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยฉบับอ่ืน ๆ (พ.ศ.2489, 2492, 2517 และ 2534) ไดบัญญัติไวและเพิ่มเติมใหสมบูรณ ยิ่งขึ้น อาทิ จะตองมีการบัญญัติหลักการเร่ืองเสรีภาพ ตลอดจนการจํากัดเสรีภาพไว การเพิ่มเติมหลักการท่ี เก่ยี วกับสทิ ธใิ หม ๆ เชน สิทธิท่ีจะรับรูขอมูลขาวสารของทางราชการ สิทธิของชุมชนในการจัดการทรัพยากร สิทธิในการดําเนินการตามประเพณีและวัฒนธรรม สิทธิที่จะรับทราบเหตุผลในการทํานิติกรรมทางปกครอง รวมทัง้ ในกระบวนการยุตธิ รรม ตลอดจนรับรองความเสมอภาคของสทิ ธสิ ตรแี ละใหความสําคัญกับการปกปอง คมุ ครองสิทธิเดก็ เปน ตน สําหรับองคกรตรวจสอบควบคุมท่ีเปนอิสระที่รัฐธรรมนูญต้ังข้ึนน้ัน จะตองเปนองคกรท่ีสามารถใช อาํ นาจตรวจสอบองคกรทางการเมืองและระบบราชการประจําไดอยางมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับสภาพของ เรอ่ื ง เพอ่ื ใหเกิดความชอบดา นกฎหมาย ความเปน ธรรม และสนองตอบความตอ งการของประชาชนอยา งแทจรงิ คพป. เสนอวา ควรมีองคก รตรวจสอบท่รี ฐั ธรรมนญู จะตอ งตง้ั ขนึ้ อยา งนอ ย 6 องคก ร ดังนี้ 2.1 ศาลรฐั ธรรมนญู ทาํ หนาทต่ี รวจสอบการใชอาํ นาจของรัฐสภาในการตรากฎหมายและการดําเนินการ ตา ง ๆ ท่สี าํ คญั วาถูกตองตามรฐั ธรรมนญู หรอื ไม 2.2 ระบบอิมพีชเมนต (impeachment) หรือระบบการตรวจสอบการทุจริตประพฤติมิชอบของผูดํารง ตาํ แหนง ระดับสูง 2.3 ศาลยุตธิ รรม ซึง่ จะตอ งมีบทบญั ญตั ิรับรองความเปนอสิ ระในการพิพากษาอรรถคดีของศาลยุติธรรม ไวในรฐั ธรรมนญู 2.4 ศาลปกครองเพื่อพิจารณาคดีและพิพากษาวาการใชอํานาจของขาราชการประจําหรือรัฐมนตรีได กระทําโดยชอบหรอื มชิ อบดวยกฎหมาย และหากมิชอบใหเพิกถอนการกระทําเชนวาน้ันเสีย ศาลปกครองจึงทํา หนา ทีค่ วบคุมฝายปกครองและพจิ ารณาขอ พพิ าทระหวา งรัฐกบั เอกชน 2.5 ระบบการตรวจเงนิ แผนดนิ โดยมคี ณะกรรมการตรวจเงินแผน ดนิ ทีม่ ีความเปน อิสระอยา งแทจ ริง ไม ขน้ึ กับฝายบรหิ าร ทําหนา ท่ตี รวจสอบการใชจ ายงบประมาณแผน ดนิ 74

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” 2.6 ผตู รวจการแผนดนิ ของรัฐสภา เปนสถาบันทเ่ี ช่ือมโยงกับรัฐสภา ทําหนาที่รับเรื่องราวรองทุกขของ ประชาชนท่ีไดรับความไมเปนธรรมจากการปฏิบัติหนาท่ีของเจาหนาท่ีของรัฐมาดําเนินการสอบสวนวาการ ปฏบิ ัตหิ นาทด่ี งั กลา วน้ัน ชอบหรอื ไมชอบดวยกฎหมายหรือชอบดวยหนาท่ีหรือไม และการน้ันหากยังคงความ ไมเ ปนธรรมใหเกดิ ขึน้ แกร าษฎร ผตู รวจการแผนดนิ ของรฐั สภาก็จะทาํ หนาทีแ่ จง ใหหนวยงานของรัฐดําเนินการ แกไขตอไป และหากหนวยงานของรัฐไมปฏิบัติตามผูตรวจการแผนดินของรัฐสภาก็มีอํานาจทํารายงานเสนอ รัฐสภาและพิมพเผยแพรใ หสาธารณชนทราบได คพป.เหน็ วา หากไดบ ญั ญัตริ ับรองสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ตลอดจนองคกรตรวจสอบควบคุมไวอยาง ครบถว นแลว ประชาชนพลเมืองก็จะสามารถใชอ งคกรตรวจสอบควบคมุ นเี้ ปน หลักประกันสิทธเิ สรีภาพของตน และใชองคกรตรวจสอบควบคุมเชน วา นีเ้ ปน ผตู รวจสอบควบคมุ องคกรทางการเมอื งใหชอบดว ยกฎหมาย มีความ เปนธรรม และตอบสนองความตองการของพลเมืองไดอยางแทจริง อน่ึงรัฐธรรมนูญสวนน้ีจะตองบัญญัติให แกไขไดยากปานกลาง 3. รฐั ธรรมนญู สว นที่ 3 วาดวยรฐั สภา คณะรัฐมนตรแี ละความสัมพนั ธของสององคกรนต้ี อกัน ขอเสนอของ คพป.ในสวนนมี้ อี ยหู ลายประการ ไดแก 3.1 ขอเสนอการปฏริ ปู ระบบรฐั สภาแบบดงั้ เดมิ ใหเปน ระบบรัฐสภาแบบมีเหตุผลโดยเปดโอกาสใหทุก ฝายในสงั คมมสี วนรว มตามบทบาทที่เหมาะสม โดยนาํ เสนอรฐั สภาแบบไตรภาค (3 สภา) กลาวคือ สภาแรก คือ สภาผูแทนราษฎร มาจากการเลือกตง้ั ของประชาชนโดยระบบเลือกต้ังแบบเขตเดียวคนเดียวเสียงขางมากสูงสุด รวบเดยี ว (The first past the post) มบี ทบาทเปนผแู ทนของราษฎรทั้งเขตเมืองและชนบท สภาท่ีสอง คือ พฤฒสภา มีบทบาทเปนผูแทนของประเทศท่ีมีวุฒิภาวะสูง เพ่ือทําหนาที่เสนอและ กลัน่ กรองกฎหมายและใหความเห็นชอบในกิจการสําคัญของบานเมือง สมาชิกสภาน้ีมาจากการเสนอชื่อของ พรรคการเมอื ง (แตตองไมสังกัดพรรคนั้น) ผูลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อของพรรคใดพรรคหนึ่งไดเพียงบัญชี เดยี ว และใชเ ขตประเทศเปนเขตเลือกต้งั สภาทส่ี าม คอื สภาที่ปรึกษาราชการแผนดิน ทําหนา ทีเ่ ปน ท่ีปรึกษาของรฐั บาลและสภาท้ังสอง ใหความ เห็นชอบในกิจการสําคัญของบานเมือง อาทิ การสืบราชสมบัติ การแกไขเพ่ิมเติมรัฐธรรมนูญ การประกาศ สงคราม ฯลฯ และท่สี ําคญั ทีส่ ุดก็คือเปนสภาทสี่ ามารถลงมติดวยคะแนนเสียงเกิน 2 ใน 3 ยับยั้งการกระทําใด ๆ ของรัฐบาลและสภาท้ังสอง (สภาผูแทนราษฎรและพฤฒสภา) ท่ีกระทบตอสถาบันชาติ ศาสนา หรือ พระมหากษตั ริยไ ด สาํ หรบั ที่มาของสภาทปี่ รึกษาราชการแผน ดินมอี งคป ระกอบ 2 สวนคือ เปนสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ โดย ตําแหนงประกอบดวยอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคน อดีตประธานรัฐสภาทุกคน อดีตประธานศาลฎีกาทุกคน ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงและทบวง ผูบัญชาการเหลาทัพ แมทัพภาคและผูบัญชาการกองพล ประธาน อุตสาหกรรมแหงประเทศไทย ประธานสภาหอการคาไทย สว นที่สองสมาชิกโดยการแตง ตัง้ ประกอบดว ยสมาชกิ 70 คน มาจากการคัดเลือกโดยคณะกรรมาธิการ รว มระหวางพฤฒสภาและสภาผูแทนราษฎร จากบคุ คลผูม คี ณุ สมบตั ติ ามทก่ี าํ หนดไวใ นพระราชบัญญัติ ประกอบ 75

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” รัฐธรรมนูญจากตัวแทนองคกรวิชาชีพและอาชีพท้ังหลาย (อาทิ วิชาชีพแพทย พยาบาล นักบัญชี นักกฎหมาย แรงงาน นายจา ง เกษตรกร ฯลฯ) เมื่อคดั เลอื กแลว กราบบงั คมทลู ฯ ใหท รงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตง ตัง้ ตอไป คพป. ใหเหตุผลในการเสนอใหมีระบบสามสภาวา เพื่อประนีประนอมและปรองดองกันในชาติให สอดคลอ งกับสภาพความเปน จรงิ ทางสงั คม และระดมสรรพกําลงั บุคลากรทกุ สวนใหมีสวนรวมในการตัดสินใจ ระดบั สูงของชาตติ ามความเหมาะสมของแตละสวน 3.2 ขอเสนอใหร ะบบพรรคการเมอื งมคี วามเปนประชาธิปไตยในการบริหาร อาทิ การกาํ หนด โครงสราง พรรคระดับภาคและสาขาพรรคประจําจังหวัด ที่ประชุมใหญสมาชิกทั้งประเทศเปนองคกรสูงสุดในพรรคมี อํานาจเลือกบุคคลใหดํารงตําแหนงตาง ๆ และดําเนินการตัดสินใจทางการเมืองท่ีสําคัญ การใหอํานาจ คณะกรรมการบริหารพรรคระดับชาตเิ ปนผคู ัดเลอื กคนลงสมัครรับเลอื กตง้ั ในระบบบัญชีรายชื่อ คณะกรรมการ บริหารระดบั ภาคและจงั หวัดเปน ผคู ัดเลอื กผูสมคั รเปน ส.ส. แบบเลอื กตง้ั เขตละคน นอกจากนน้ั รัฐธรรมนูญตอง กําหนดใหรัฐจัดสรรงบประมาณแผนดินใหพรรคการเมืองเปนสัดสวนที่ไดรับคะแนนจากท่ัวประเทศ เพ่ือให พรรคการเมอื งเปน อสิ ระจากผใู หเ งินอุดหนนุ และพรรคตอ งแสดงทมี่ าของเงินอุดหนุนประเภทมผี ูบรจิ าค การใช เงินทุกประเภทของพรรคและการทําบัญชีสินทรัพยทั้งหมดใหมีการตรวจสอบโดยระบบตรวจเงินแผนดิน รวมทง้ั การบงั คบั ใหเ ฉพาะ ส.ส. ตองสังกัดพรรค และไมบงั คับใหพ รรคตอ งสงผูเลอื กต้ังตามจํานวนทีก่ ําหนด 3.3 การจดั ระบบเลือกต้ังแบบ 2 ระบบผสมกัน คอื ใชร ะบบสดั สวนตามบัญชีรายชื่อพรรค 100 คน และ ระบบเสียงขางมากเขตละคนตามจํานวน ส.ส. 1 คนตอประชากร 200,000 คน เพ่ือใหการใชเงิน “เจือจาง” ลง และขยายฐานผมู ีสิทธอิ อกเสียงเลือกต้ังใหม จี าํ นวนมากท่สี ุดเทาท่ีจะมากได เพอื่ ใหก ารใชเ งินตองใชมากจนไมนา ใช ประการท่ีสําคัญจะตองมีองคก รกลางทเ่ี ปนอิสระในการควบคมุ ดําเนินการใหการเลือกต้ังเปนอิสระและเปน ธรรม 3.4 การปรับระบบการดําเนินงานของรัฐสภาใหมีประสิทธิภาพในการตรวจสอบถวงดุลรัฐบาลและ ระบบราชการมากขน้ึ มาตรการสาํ คัญไดแ ก การใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสามารถใชวิจารณญาณของตนใน เร่ืองบางเร่ือง เชน การแตงตั้งบุคคลใหดํารงตําแหนงตาง ๆ ในองคกรที่ทําหนาท่ี ควบคุมตรวจสอบตาม รัฐธรรมนญู โดยบญั ญตั ใิ นรัฐธรรมนญู หามพรรคมีมติใหสมาชิกปฏิบัติในเรื่องนี้โดยเด็ดขาด การใหคงอยูของ ผูน าํ ฝายคา นควบคกู บั รัฐบาลตลอด โดยใหหัวหนาพรรคการเมืองมี ส.ส. ท่ีมิไดเปนรัฐมนตรีมากที่สุดเปนผูนํา ฝายคาน และใหประธานสภาทุกสภา (3 สภา) ตองเปนสถาบันที่เปนกลางทางการเมืองอยางแทจริง โดยใหมี คณะกรรมการรัฐสภาขึน้ ทําหนา ทกี่ ล่นั กรองงานและใหข อ เสนอแกประธานสภาในหนาที่สองประการคือ กรณี การบังคับบัญชาสํานักงานเลขาธกิ ารสภาและกรณีการวนิ ิจฉยั เร่ืองในงานนติ บิ ญั ญัติ ฯลฯ 3.5 การปรบั ระบบรัฐบาลใหมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพภายใตก ารตรวจสอบเพื่อใหม คี วามโปรง ใส อาทิ มาตรการเพ่ิมภาวะผูนําท่แี ทจ ริงใหน ายกรัฐมนตรีใหเ ปนอสิ ระจากพรรคการเมืองและสภาผูแทนราษฎรท่ีจะ ตดั สินใจปฏริ ปู เร่ืองสาํ คัญของบา นเมืองได และเพอื่ ใหน ายกรัฐมนตรีเปน ผูนําทแ่ี ทจ รงิ และมีอสิ ระจากพรรคและ สภาผูแ ทนราษฎรตามสมควร และเพอ่ื ใหนายกรัฐมนตรีเสียงขางนอย สามารถบริหารงานได รางกฎหมายใดที่ นายกรัฐมนตรีเห็นวาเปนรางพระราชบัญญัติสําคัญ นายกรัฐมนตรีก็อาจประกาศภาวะจําเปนทางนิติบัญญัติ 76

ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” (legislative emergency) ตอรฐั สภาและนายกรัฐมนตรีอาจเสนอรางกฎหมายนั้นใหพฤฒสภาพิจารณาเพียงสภา เดียวแลวประกาศใช การประกาศภาวะจาํ เปน ทางนิติบัญญัตินี้ใหอํานาจนายกรัฐมนตรีใชอํานาจเสนอกฎหมาย ตาง ๆ ไดคร้ังละไมเกนิ 3 เดือน ในระหวางน้ันจะยุบสภาผูแทนราษฎรไมได และใชอํานาจตราพระราชกําหนด ไมไ ด นอกจากนน้ั ควรปรบั ปรงุ ระบบการตรวจสอบฝายบริหาร อาทิ ระบบตอบกระทูสด การย่ืนญัตติอภิปราย ไมไ ววางใจ การใหอํานาจนายกรัฐมนตรีออกพระราชกฤษฎีกาปรับปรุงสังกัดของกรม กอง ฝายไดตามความ เหมาะสมแกการปฏบิ ตั ิงานตามนโยบายของรฐั บาลนัน้ ๆ โดยไมกระทบความมั่นคงของขาราชการ และไมตอง ตงั้ คณะกรรมการหรือหนว ยงานข้นึ ใหม ดังทปี่ ฏิบตั ิในนานาประเทศ อาทิในฝรั่งเศส องั กฤษและ ออสเตรเลยี อาจกลาวไดวา ขอเสนอของ คพป. ไดรับอิทธิพลมาจากแนวคิดของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ ใน หนงั สือเร่อื ง “คอนสติติวชั่นแนลลิสม (Constitutionalism): ทางออกของประเทศไทย” ท่ีไดใหความหมายของ รัฐธรรมนญู ในแนวทางของ Constitutionalism วา หมายถงึ การแกไขเปลย่ี นแปลงตัวบทรฐั ธรรมนูญและกฎหมาย ทเี่ ก่ยี วของ (organic law) โดยมีจุดมุงหมายทีแ่ นน อนตรงไปสูสาเหตขุ องขอ บกพรองของ “องคกรการเมือง” ใน ระบบสูส ภาและมาตรการทุกมาตรการที่เกิดจากการแกไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวของจะตองพอเพียง (package) ท่ีจะกอ ใหเ กิดผลตามความมุง หมายน้ัน สําหรับจุดมุงหมายสําคัญในการปฏิรูปการเมืองแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมในทัศนะของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ มีท้ังหมด 3 ประการคือ (1) การทําให “นักการเมือง” สะอาด (2) การทําให “องคกรการเมือง” สะอาดและ (3) การทําให “องคก รการเมือง” มีประสทิ ธิภาพ มาตรการท่มี คี วามมุงหมายทาํ ให “นกั การเมือง” สะอาด ไดแก การกําหนดเขตเลือกตั้งเพื่อใหมีโอกาส ซอ้ื ขายเสยี งไดนอ ยทีส่ ุด การกาํ หนดขอบเขตวธิ ีการหาเสยี ง และวิธีการที่รัฐจะชวยเหลือในการหาเสียงใหเสมอ ภาค การควบคุมและตรวจสอบการบริจาคและการใชเงินของพรรคการเมืองและระบบการบังคับตามกฎหมาย (law enforcement) ทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ รวมท้งั องคกรกลางในการเลอื กตงั้ ฯลฯ มาตรการเหลาน้ีเปนมาตรการท่ีทํา ใหเกดิ ความโปรงใสในชีวิตทางการเมอื ง (transparency of political life) มาตรการทม่ี คี วามมงุ หมายทาํ ใหองคก รการเมอื งมปี ระสิทธภิ าพ ไดแก การทําให “องคกรการเมืองฝาย บริหาร” สามารถมีแนวนโยบายและสามารถบริหารนโยบายไดโดยมี “ความเปนผูนํา” เพราะตามความเปนจริง สภาพสังคมของแตล ะประเทศ ยอ มประกอบดว ยกลุมผลประโยชนห ลากหลาย ดังนัน้ องคกรการเมอื งฝายบริหาร จึงตอ งอยใู น “ฐานะ” ท่ีตัดสินใจกระทําการดว ยเหตุดว ยผลและจาํ ตองมฐี านะมัน่ คงในชว งเวลาหนึ่งท่ีจําเปนเพื่อ บริหารนโยบายนั้นใหบรรลุผลเพราะ “ความสะอาด” ของนักการเมืองหรือองคกรการเมืองอยางเดียวยอมไม เพยี งพอแกการบริหารประเทศใหเปนไปตามความมุงหมายของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แตการ บริหารประเทศจาํ เปนตองอาศยั “ความเปน ผูนําในทางนโยบาย” ของผูบริหารประเทศดว ย แนวคดิ ของ ศ.ดร.อมร จนั ทรสมบูรณ ในประเด็นที่เก่ยี วกับมาตรการและกลไกตาง ๆ ของรัฐธรรมนูญ ไดรบั การพัฒนาและขยายความโดย คพป. ดงั ทไี่ ดกลาวมาแลว สาํ หรบั วิธีการทีจ่ ะทาํ ใหการรางรัฐธรรมนูญตาม แนวทางท่ี คพป. เสนอมาน้นั เกดิ ขนึ้ ไดจรงิ คพป. ไดนําขอเสนอของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ คือตัวอยางของ รา งรัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี....) พุทธศักราช.... เพื่อตั้งคณะกรรมการพิเศษยก 77

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” รา งรฐั ธรรมนญู ใหม ีการปฏริ ปู การเมือง ซง่ึ มีองคประกอบ 3 สวนคือ (1) ผูนําทางการเมืองระดับชาติ (กรรมการ ผทู รงคุณวุฒิพิเศษ) ไดแก ผซู ่ึงพระมหากษตั ริยทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯ แตงตงั้ จากอดตี นายกรฐั มนตรีไมเกิน3 คน (2) กรรมการผเู ชย่ี วชาญ ไดแก ผูเ ช่ียวชาญที่ผูนําทางการเมืองตาม (1) คัดเลือกแตงตั้งจาก “บัญชีรายช่ือ” ท่ี คณาจารยในมหาวทิ ยาลยั ของรัฐจัดทําข้ึน โดยมีจํานวน 10-15 คน และ (3) “ท่ีปรึกษา” ของผูนําทางการเมืองฯ ไดแก นายกรัฐมนตรใี นฐานะหวั หนารฐั บาลและผนู ําฝายคาน ฯลฯ สาํ หรบั บทบาทของสมาชิกสภาผแู ทนราษฎร ก็มหี นาทีใ่ หค ําวิจารณแ ละเสนอขอ คดิ เห็นใน “รางรัฐธรรมนญู ฉบบั ใหม (และสาระสาํ คญั ของกฎหมายประกอบ รฐั ธรรมนญู )” ที่คณะกรรมการพิเศษยกรางขึ้น ท้ังน้ีเน่ืองจาก ส.ส. มีสวนไดสวนเสียในผลประโยชนของการ แกไขหรอื ไมแกไขรัฐธรรมนูญในระบบเดมิ จึงไมค วรมีอํานาจช้ขี าดเร่ืองนด้ี ว ยตนเอง สวนกระบวนการรางรัฐธรรมนูญตามรางรัฐธรรมนูญฯ แกไขเพ่ิมเติมดังกลาวตองโปรงใสโดย กําหนดใหจัดพิมพรางรัฐธรรมนูญฉบับใหมพรอมบันทึกช้ีแจงเหตุผลในสาระสําคัญของรางฯ พรอมทั้งคํา วิจารณและขอคิดเห็นของ ส.ส. และเผยแพรแกประชาชนใหไดรับทราบและมีโอกาสพิจารณาไดอยางท่ัวถึง นอกจากนัน้ อํานาจของประชาชน (เจาของประเทศ) เปน “องคกรตัดสนิ ” ประชาชนมีสทิ ธแิ ละอํานาจในการออก เสยี งเลือกวาจะใชบงั คับรฐั ธรรมนูญ พ.ศ.2534 ตอ ไปหรือจะนาํ รางรฐั ธรรมนูญฉบบั ใหมม าใชบงั คบั รางรัฐธรรมนูญฯ แกไขเพ่ิมเติมตามขอเสนอของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ ไดกําหนดระยะเวลาที่ แนน อนในการปฏริ ปู การเมืองวา จะตอ งเสร็จส้ินภายในเวลา 1 ป 4 เดอื น นับแตวนั เลือกตง้ั “คณะกรรมการพิเศษ ยกรา งรัฐธรรมนญู ” ใหม กี ารปฏิรูปการเมือง ถา ประชาชนเห็นชอบกบั รางรฐั ธรรมนูญฉบับใหม “คณะกรรมการพิเศษ” จะยกรางกฎหมายประกอบ รฐั ธรรมนญู ตาง ๆ ขน้ึ และจะนําข้ึนทูลเกลาฯ ถวายเพอ่ื ทรงลงพระปรมาภไิ ธยพระราชทานรฐั ธรรมนูญฉบับใหม ตอไป และจะดาํ เนินการเลอื กตง้ั ทว่ั ไปตามรัฐธรรมนญู ฉบบั ใหม ภายใน 90 วัน การจดั ทําแผนพฒั นาการเมอื งแนวทางรฐั ธรรมนญู นยิ ม อยา งไรก็ตาม ทง้ั ขอเสนอในดา นเน้ือหาสาระและวิธีการของแนวทางรฐั ธรรมนญู นยิ มไดรับการผลักดัน ใหเ กดิ ขน้ึ จรงิ ในสมัยรฐั บาลนายบรรหาร ศลิ ปอาชา นายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ.2538-2539 โดยการที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ไดมคี าํ สง่ั สาํ นกั นายกรฐั มนตรี ท่ี 118/2538 แตงตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง (คปก.) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2538 โดยมีนายชมุ พล ศลิ ปอาชา เปนประธานกรรมการ คณะกรรมการปฏิรูปการเมืองไดดําเนินภารกิจสําคัญ 3 ประการจนประสบผลสําเร็จ ไดแก การจัดทํา แผนพฒั นาการเมอื งที่ไดเ สนอแนวทางและวิธีการปฏิรูปการเมืองตามแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม การเสนอแนว ทางการดําเนินการแกไขรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แกไ ขเพมิ่ เตมิ ฉบบั ท่ี 5 พุทธศักราช 2538 มาตรา 211 และการดําเนินการยกรางหรือแกไขเพ่ิมเติมกฎหมาย กฎ ระเบียบ ขอบังคับ หรือกําหนด แนวทางปฏบิ ัตติ าง ๆ ใหส นองตอบบทบัญญัตขิ องรฐั ธรรมนูญ การจดั ทาํ แผนพัฒนาการเมอื งไดก ําหนดกรอบในการจัดทํารวม 4 กรอบ แตท่ีจะนําเสนอในท่ีนี้เพียง 2 กรอบ ไดแ ก 78

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” กรอบที่ 1 กระบวนการเขา สอู ํานาจของสมาชกิ สภาผูแ ทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี ฝายตุลาการ และขา ราชการประจาํ ระดบั สูง โดยมีรายละเอยี ดโดยเฉพาะการเขาสอู ํานาจของสมาชิก สภาผูแทนราษฎร คปก. ไดนําเสนอระบบและวิธีการเลือกต้ังใหมโดยปรับเปลี่ยนใหระบบเลือกตั้ง ส.ส. เปนแบบ “ระบบเขตเดียวคน เดยี วเสียงขา งมากสูงสดุ รอบเดียว” (The first past the post) ผสมกับ “ระบบสัดสวนตามบัญชีรายชื่อของผูสมัคร ของพรรคการเมือง” (List system of proportional representation) อันเปนการสงเสริมระบบพรรคการเมืองให เขมแขง็ และเปด โอกาสใหคนดที ่มี ีความรคู วามสามารถมีโอกาสเขามาสูระบบการเมืองไดมากข้ึน และมีโอกาส บริหารราชการแผนดนิ อันจะเปน ท่ียอมรบั ของทกุ ฝา ย อีกประการหนึ่ง คือ จะตองมีคณะกรรมการการเลือกต้ังใหทําหนาที่ขยายกวางขวางขึ้นจากการกํากับ ดูแลใหค รอบคลมุ ไปถึงการบรหิ ารจัดการการเลือกต้งั และกิจกรรมที่เกย่ี วกบั การเลือกตัง้ ของประเทศในทกุ ระดับ และใหเปน องคการอสิ ระอยา งแทจ รงิ การเขาสูตําแหนงของฝายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี คปก. เสนอวา คณะรัฐมนตรีแตละชุดมักอยูใน ตําแหนงเพียงระยะส้ันเพราะขาดเสถียรภาพ รัฐมนตรีจํานวนไมนอยถูกกลาวหาวามักจะใชอํานาจหนาท่ีไป ในทางแสวงประโยชนแกตนเองและพวกพอง รัฐมนตรีบางคนก็หยอนความรูความสามารถทําใหเกิดปญหา ประสิทธภิ าพของการบรหิ าร นอกจากน้ันยังมีปญหาความสัมพันธที่ไมราบร่ืนระหวางขาราชการฝายการเมือง และขา ราชการฝายประจํา ดงั นั้น แนวทางหนง่ึ ในการแกไข คปก. เสนอใหพรรคการเมืองจัดทําบัญชีรายช่ือผูที่ เห็นสมควรเปนรฐั มนตรีในการเลอื กต้งั ทว่ั ไปที่จะมีขึ้นจาํ นวนไมนอยกวา รอ ยละ 5 ของจาํ นวนผสู มัครที่พรรคสง สมาชิกลงสมัครรับเลือกต้ัง แตตองไมเกินจํานวนรัฐมนตรีที่จะพึงมีไดตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว และเมื่อ พรรคนน้ั ๆ ไดรวมจัดตั้งรัฐบาล บุคคลในบัญชีรายช่ือนี้ตองไดรับการแตงต้ังเปนรัฐมนตรีจํานวนไมนอยกวา หนง่ึ ในสามของจํานวนรัฐมนตรที ี่พรรคจะพึงมไี ดท ัง้ หมด ชือ่ ของบุคคลที่พรรคเหน็ สมควรเปน รัฐมนตรอี าจเปน ใครก็ไดท ่ีมคี ณุ สมบัติและไมมีลกั ษณะตองหามตามกฎหมายและชอื่ ของบุคคลใด ๆ เหลา น้ีจะปรากฏอยูในบัญชี รายช่ือของพรรคการเมอื งเกนิ กวาหนงึ่ พรรคไมไ ด กรอบท่ี 2 การตรวจสอบการใชอํานาจของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง โดยนําเสนอมาตรการรวม 9 มาตรการ ไดแก การกําหนดใหผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและขาราชการประจําระดับสูงตองแสดงบัญชี ทรพั ยสินและหน้สี นิ รวมท้งั ทําสาํ เนารายการการเสียภาษอี ากรทุกปตอ องคก ารที่รบั ผิดชอบและประกาศเปดเผย ตอ สาธารณชน ท้ังน้จี ะตองมีการจัดต้ังองคก ารขึ้นมาควบคุมตรวจสอบการแสดงบัญชีทรัพยสินและหนี้สินน้ัน รวมท้ังการออกกฎหมายวา ดวยการควบคุมและปองกันการใชอ ํานาจหนาทเ่ี พอื่ ผลประโยชนข องตนเอง (Conflict of Interest Act) อาทิ การนาํ ขอมูลภายในจากการดํารงตาํ แหนง หนาที่ไปใชเพอ่ื ผลประโยชนของตนเองจะกระทํา มไิ ด การใชอํานาจหนาที่ท้ังโดยทางตรงหรือทางออมเพื่อใหหนวยงานของรัฐหรือเอกชนใด ๆ กระทําการให เกดิ ผลประโยชนแกตนเองของนักการเมืองหรือเจาหนาที่ของรัฐอื่น ๆ จะกระทํามิได การรับของขวัญท่ีมีมูลคา มากกวา 5,000 บาท จากการปฏบิ ัติหนาที่ในตาํ แหนงดงั กลาว ใหของขวัญนั้นตกเปนของหนวยงานหรือของรัฐ การทาํ สญั ญาใด ๆ ตามอาํ นาจหนา ท่จี ะตอ งไมรบั ประโยชนทั้งทางตรงและทางออมแกตนเอง และภายหลังจาก 79

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” พนจากตาํ แหนงหนา ทด่ี งั กลา วแลว การเขาดาํ รงตาํ แหนง ที่สาํ คญั ในธรุ กจิ เอกชนท่เี กยี่ วขอ งกบั อาํ นาจหนาท่ีที่เคย ดาํ รงอยูจะกระทํามิได เวนแตเ มือ่ พน ระยะเวลามากกวา 12 เดือนนับจากการพน ตําแหนง ดังกลา ว นอกจากน้นั มาตรการทส่ี าํ คัญอื่น ๆ ในการควบคมุ ตรวจสอบการใชอํานาจ ไดแก กระบวนการถอดถอน ผูดํารงตาํ แหนง ทางการเมือง (Recall) และมาตรการตรวจสอบความประพฤติของนักการเมือง การจัดตั้งศาลคดี การเมอื งเพือ่ พจิ ารณาความผิดเฉพาะเรอ่ื งของนักการเมือง การจัดตั้งศาลเลือกต้ัง การยกฐานะของสํานักงานตรวจ เงินแผนดินเปนหนวยงานอิสระและใหรายงานผลการดําเนินงานตอรัฐสภา การจัดตั้งผูตรวจการแผนดินของ รฐั สภา การจดั ตงั้ ศาลปกครอง และการตรวจสอบการใชอ าํ นาจรัฐในกระบวนการยุตธิ รรม ขอเสนอตาง ๆ ในแผนพัฒนาการเมืองของ คปก. ถือไดวาเปนขอเสนออยางเปนระบบครบวงจรและ เชือ่ มโยงกับแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม กลาวคือ ภารกิจท่ีสําคัญอีกประการหน่ึงของ คปก. คือการนําเสนอแนว ทางการดาํ เนนิ การแกไ ขรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.2534แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2538 มาตรา 211 เพ่ือใหมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมข้ึน คปก. ไดยกรางรัฐธรรมนูญแกไขเพ่ิมเติมมาตรา 211 สงให คณะรฐั มนตรสี มยั นายบรรหาร ศิลปอาชา เปนนายกรัฐมนตรีเปนผูพิจารณาและนําเสนอเขาสูการพิจารณาของ รัฐสภาไดเปนผลสําเร็จ จนกระทั่งรัฐสภาไดพิจารณาและผานความเห็นชอบ และสามารถประกาศใชเปน รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 6) พุทธศักราช 2539 เมื่อวันท่ี 27 กันยายน พ.ศ.2539 โดยกําหนดเพิ่มเติมเปนหมวด 12 การจดั ทาํ รฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม ใหม ีสภารางรฐั ธรรมนญู จํานวน 99 คน ทําหนา ท่ีจัดทํารางรัฐธรรมนูญ ฉบับใหมนําเสนอรัฐสภาเพ่ือใหความเห็นชอบ กระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมแนวทางรัฐธรรมนูญ นยิ มจึงไดด าํ เนินการเร่อื ยมาจนประสบความสําเรจ็ ในสมยั รฐั บาลพลเอกชวลติ ยงใจยุทธ เปนนายกรฐั มนตรี และ สามารถประกาศใชเมื่อวันท่ี 11 ตุลาคม พ.ศ.2540 เปนรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร พุทธศักราช 2540 หรือ รัฐธรรมนญู ฉบับปฏิรูปการเมือง ซง่ึ สว นใหญเนอ้ื หาสาระของรัฐธรรมนญู ฉบบั ใหมน ี้มาจากขอเสนอของ คพป. และ คปก. แทบท้ังสิน้ และคาดวาจะสามารถแกไขปญหาการเมืองไทยไดไมมากก็นอย สภารางรัฐธรรมนูญกับ กระบวนการจดั ทํารัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2540 รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 นับเปน หวั ใจของการปฏิรูปการเมือง และเปน ท่ีมาของรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2540 โดย เร่ิมตนจากการทีค่ ณะกรรมการปฏิรูปการเมอื งทร่ี ฐั บาลนายบรรหาร ศิลปอาชา แตงตั้งข้ึนเม่ือพุทธศักราช 2538 ไดนําเสนอรางรัฐธรรมนูญฯ แกไขเพ่ิมเติมมาตรา 211 เพ่ือเปดโอกาสใหมีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหมข้ึน และคณะรัฐมนตรซี ่งึ มีนายบรรหาร ศลิ ปอาชา ดาํ รงตําแหนงนายกรัฐมนตรีในขณะนน้ั ไดน ําเสนอตอรัฐสภา โดย มสี าระสาํ คญั อยา งนอ ย 4 ประการ ไดแก ประการแรก ใหมคี ณะกรรมการยกรางรฐั ธรรมนูญข้ึนมาคณะหนึ่ง อัน ประกอบดวย ตวั แทนผปู ระกอบวิชาชพี สาํ คัญและนกั วิชาการ เปนผูยกรางรัฐธรรมนูญเสนอ ประการท่ีสอง ให ปรับปรงุ โครงสรา งทางการเมืองขึ้นใหมใหมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งข้ึน ประการท่ีสาม เปดโอกาสให ประชาชนมสี วนรว มในการอนมุ ัติรางรฐั ธรรมนูญโดยการออกเสียงประชามติไดดวย และประการที่สี่ ใหมีการ รกั ษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ ไวตลอดไป 80

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” รัฐสภาไดพิจารณารับหลักการรางรัฐธรรมนูญฯ แกไขเพ่ิมเติม มาตรา 211 ในวาระท่ีหน่ึงและแตงตั้ง คณะกรรมการวิสามัญแกไขรัฐธรรมนูญข้ึน โดยมีศาสตราจารย ดร.ชัยอนันต สมุทวณิช เปนประธาน เพ่ือ พิจารณาแกไขและแปรญัตตริ างรัฐธรรมนูญฯ ในวาระทส่ี อง และในที่สุดไดผานความเห็นชอบจากรัฐสภา เปน รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทยแกไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 โดยไดเพ่ิมเติมหมวด 12 วาดวย “การจัดทํารัฐธรรมนญู ฉบบั ใหม” แยกตางหากจากหมวดเดิมท่ีวาดวย “การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ” โดยได บญั ญัติไวต้ังแตม าตรา 211 ทวถิ งึ มาตรา 211 เอกูนวสี ติ เพือ่ ปรบั ปรงุ โครงสรา งทางการเมืองใหมีเสถียรภาพและ ประสิทธภิ าพย่งิ ข้นึ โดยใหมีสภารางรฐั ธรรมนญู ที่ประกอบดวยสมาชิกจากบุคคลหลายสาขาอาชีพ เปนองคกร ในการจดั ทํารา งรัฐธรรมนญู ทั้งนใี้ นการจัดทาํ รัฐธรรมนูญ สภารางรัฐธรรมนูญ38จะตองคํานึงถึงความคดิ เห็นของ ประชาชนเปน สาํ คญั 1. สภารา งรัฐธรรมนญู : องคกรจดั ทํารฐั ธรรมนูญ ท่ีประชมุ รวมกนั ของรฐั สภา ในสมัยรฐั บาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เปนนายกรัฐมนตรี ไดลงมติเลือกตั้ง สมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญ ตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 6) พุทธศักราช 2539 มาตรา 211 เมอ่ื วนั ท่ี 26 ธนั วาคม พ.ศ.2539 โดยสภารา งรัฐธรรมนูญมีจาํ นวนสมาชิกทั้งส้ิน 99 คน ประกอบดว ยสมาชิก 2 ประเภท คือ 1.1 สมาชิกซ่ึงรัฐสภาเลอื กจากผสู มัครรบั เลือกตัง้ ซึ่งเปน ตวั แทนของจงั หวดั จังหวดั ละ 1 คน รวมทั้งส้ิน 76 คน ในการคัดเลือกสมาชกิ สภารางรัฐธรรมนูญตัวแทนจังหวัด รัฐสภาจะทําการคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อท่ี ผวู า ราชการจงั หวัด ไดจดั สง มายงั ประธานรัฐสภา ซ่ึงในการจัดทาํ บัญชีรายชือ่ ผูส มคั รรบั เลือกตั้งของผูวาราชการ จงั หวัดน้ัน ในกรณที ่จี ังหวัดใดมีผสู มัครรบั เลือกตั้งไมเกิน 10 คน ผูวาราชการจงั หวดั จะสง รายช่อื ของผูสมัครรับ เลอื กตงั้ ทง้ั หมด ไปยังประธานรัฐสภาเพื่อใหร ฐั สภาเลอื กใหเหลือเพยี ง 1 คน แตถา จงั หวดั ใดมผี สู มัครรับเลือกต้ัง เกิน 10 คน ผวู าราชการจังหวดั ก็จะจดั ใหมีการประชมุ พรอ มกันระหวา งผสู มัครรับเลือกตั้ง เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง กนั เอง โดยการลงคะแนนลบั และผสู มคั รแตล ะคนมีสิทธิลงคะแนนเลือกผูสมัครดวยกันเองคนละไมเกิน 3 คน แตถ า มีผไู ดรบั คะแนนเสียงเทา กันอนั เปน เหตุใหม ีจาํ นวนเกนิ 10 คน ผูว า ราชการจังหวดั จะจดั ใหมีการลงคะแนน ใหมเ ฉพาะผูที่ไดรับคะแนนเทากัน เพื่อใหไดผูสมัครที่มีคะแนนสูงสุด 10 คน หลังจากน้ันก็จะสงบัญชีรายช่ือ ใหกับประธานรฐั สภา เพ่ือให รัฐสภาทาํ การคัดเลอื กใหเ หลือเพยี งหนง่ึ คนตอ ไป 1.2 สมาชิกซงึ่ รฐั สภาเลือกตงั้ จากผเู ช่ียวชาญ ไดแ ก - ผูเชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 8 คน - ผูเชีย่ วชาญสาขารฐั ศาสตร หรือรฐั ประศาสนศาสตร 8 คน - ผมู ีประสบการณด า นการเมือง การบริหารราชการแผนดนิ หรือการรา งรฐั ธรรมนญู จาํ นวน 7 คน 38 รองศาสตราจารย ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย,สารนกุ รมการเมืองไทย,ฉบบั รวมเลม ๑-๒,น.๒๐๑, พ.ศ.๒๕๔๗,สาํ นกั งานเลขาธกิ ารสภาผูแทนราษฎรพมิ พ 81

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จบุ ัน” รัฐสภาจะทําการคัดเลือกสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญประเภทผูเชี่ยวชาญ หรือผูมีประสบการณน้ีจาก บัญชีรายช่ือ ซ่ึงจัดทําข้ึนโดยสภาสถาบันอุดมศึกษาท่ีมีการใหปริญญาในสาขานิติศาสตร รัฐศาสตร หรือรัฐ ประศาสนศาสตร ซ่ึงในแตละแหงจะจัดทําบัญชีรายชื่อผูเช่ียวชาญ หรือผูมีประสบการณในแตละประเภท ประเภทละไมเกิน 15 คน โดยจะสง ไปยงั ประธานรัฐสภา ภายใน 5 วนั นับแตวันพน กําหนดวันรับสมัครเลือกต้ัง สมาชกิ สภารา งรฐั ธรรมนูญของแตล ะจงั หวดั เพือ่ ใหร ัฐสภาทําการคดั เลอื กใหเหลือตามจํานวนท่กี าํ หนดไว 2. กระบวนการจัดทาํ รัฐธรรมนญู ของสภารางรฐั ธรรมนญู สภารา งรฐั ธรรมนญู ไดม กี ารประชุมเปนครั้งแรก เม่ือวนั ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2540 เพ่ือเลือกประธานและ รองประธานสภารางรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่ีประชุมไดมีมติเลือก นายอุทัย พิมพใจชน เปนประธานสภาราง รฐั ธรรมนญู ศาสตราจารย ดร.กระมล ทองธรรมชาติ เปนรองประธานสภารางรัฐธรรมนูญคนท่ีหนึ่ง และนาง ยุพา อดุ มศกั ดิ์ เปน รองประธานสภารางรฐั ธรรมนญู คนท่ีสอง นอกจากนยี้ ังไดจ ัดต้ังคณะกรรมาธกิ ารสามัญขึ้น5 คณะ ไดแก (1) คณะกรรมาธิการยกรา งรฐั ธรรมนญู จํานวน 29 คน มนี ายอานันท ปนยารชนุ เปน ประธาน (2) คณะกรรมาธิการรบั ฟงความคิดเหน็ และประชาพิจารณ จํานวน 38 คน มศี าสตราจารย ดร.อมร รักษา สัตย เปนประธาน (3) คณะกรรมาธกิ ารประชาสัมพันธ จํานวน 17 คน มี ดร.สมเกยี รติ ออนวมิ ล เปนประธาน (4) คณะกรรมาธิการวชิ าการ ขอ มลู และศกึ ษาแนวทางการรา งกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จํานวน 17 คน มีศาสตราจารย ดร.กระมล ทองธรรมชาติ เปนประธาน (5) คณะกรรมาธกิ ารจดหมายเหตุ ตรวจรายงานการประชุมและกจิ การสภา จํานวน 17 คน มีนายเดโช สว นานนท เปนประธาน เม่ือคณะกรรมาธกิ ารยกรางรัฐธรรมนูญยกรางแรกแลวก็พนหนาท่ีไป แตไดมีการต้ังคณะกรรมาธิการ พิจารณารา งรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช....ขน้ึ ทําหนา ทพี่ จิ ารณารา งท่ีสองขึ้นแทน โดยมีนาย อานันท เปน ประธานเชนเดิม สาํ หรบั การรบั ฟง ความคิดเห็นของประชาชนทว่ั ประเทศนั้น สภารางรฐั ธรรมนูญมี มติใหต้งั คณะกรรมาธิการวิสามัญรบั ฟง ความคิดเหน็ และประชาสัมพันธป ระจําจังหวดั ขนึ้ ทุกจงั หวัด 2.1 การยกรา งรฐั ธรรมนญู โดยคณะกรรมาธิการยกรา งรฐั ธรรมนญู ในการจัดทํารางรฐั ธรรมนูญสภาราง รฐั ธรรมนูญไดมีมตใิ หจดั ต้ังคณะกรรมาธกิ ารยกรางรัฐธรรมนญู ข้ึน ทําหนา ทร่ี า งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักร ไทย พุทธศักราช... เสนอตอสภารางรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการดังกลาวโดยความเห็นชอบของสภาราง รัฐธรรมนญู ไดก ําหนดขน้ั ตอน และระยะเวลาการทํางานของคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ และสภาราง รัฐธรรมนูญ เพื่อเปนกรอบและแนวทางในการพิจารณาและจัดทํารางของสภารางรัฐธรรมนูญ ใหแลวเสร็จ ภายในระยะเวลา 240 วัน ตามมาตรา 211 เตรส ของรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 นอกจากนี้มาตรา 211 เตรสยังกําหนดกรอบที่สําคัญที่สุดอีก 2 ขอ คือ 1) ในการจัดทําราง รัฐธรรมนูญ สภารา งฯ ตอ งคํานงึ ถึงความคดิ เห็นของประชาชนเปน สําคญั และ 2) รางรฐั ธรรมนูญที่มีผลเปนการ 82

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” เปลีย่ นแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยท รงเปนประมุข หรือเปล่ยี นแปลงรปู ของรัฐ จะกระทํามไิ ด เงือ่ นไขท้ังสองนีจ้ งึ เปน เงอ่ื นไขท่ีสภารา งฯ ตองคาํ นึงถึงตลอดเวลา คณะกรรมาธิการฯ ไดจัดทํากรอบ เพ่ือเปนแนวทางในการรับฟงความคิดเห็นของประชาชนให สอดคลองกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่ีกําหนดใหการจัดทํารางรัฐธรรมนูญของสภารางรัฐธรรมนูญตอง คํานึงถงึ ความคดิ เห็นของประชาชนเปนสําคญั โดยไดกําหนดกรอบการรับฟงความคิดเห็นของประชาชนข้ึน 3 กรอบ คือ กรอบท่ี 1 สทิ ธิ เสรีภาพ และการมสี วนรว มของพลเมือง กรอบท่ี 2 การตรวจสอบการใชอาํ นาจรัฐ กรอบท่ี 3 สถาบันการเมือง และความสัมพันธระหวางสถาบันการเมือง ท้ังน้ี ในแตละกรอบ จะ ประกอบดว ย สภาพปญหาหลกั หลกั การสาํ คญั และแนวทางในการแกไขทีค่ วรจะนําไปบญั ญัติไวใ นรัฐธรรมนูญ โดยแบง กลมุ ปญหาทีร่ า งรฐั ธรรมนญู ใหม ตอ งหยิบยกขน้ึ แกไ ขปรบั ปรุงเปน 3 กลมุ ดวยกัน คือ (1) สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญใหการรับรองไวยังไมครบถวนหรือไมชัดเจน ไมอาจคุมครองให บงั คับไดจ รงิ ในทางปฏิบัติ และมีการออกกฎหมายหรอื กฎเกณฑอ ื่นเพ่อื จาํ กัดสิทธิและเสรภี าพกระทําไดโดยงาย และกวา งขวางเกินสมควร นอกจากนี้ การมีสวนรวมของประชาชนในระบอบการเมอื ง ยังไมเ ปนรูปธรรมชัดเจน ในทางปฏิบตั ิ (2) ระบบตรวจสอบการใชอํานาจไมมีความครอบคลุมครบถวน และระบบตรวจสอบท่ีมีอยูเดิมก็ไมมี ประสทิ ธิภาพอยางจรงิ จัง (3) สภาพปญหาท่ีระบบการเมือง และสถาบันการเมืองขาดความเชื่อถือในความสุจริตเพราะมีลักษณะ เปนธรุ กจิ การเมอื ง ไดน าํ มาซึ่งปญหาความชอบธรรมในการบริหารประเทศ นอกจากน้ีการท่รี ฐั บาลไรเสถียรภาพ และประสิทธภิ าพ เพราะรัฐบาลผสมทีอ่ อนแอและขาดเสถยี รภาพ ทาํ ใหนายกรัฐมนตรีไมอาจใชภาวะความเปน ผูนําได จงึ เปนผลใหเ กดิ ปญหาความชอบธรรม และวิกฤตศรทั ธา หลังจากน้ัน เม่ือคณะกรรมาธิการไดรับรายงานผลการรับฟงความคิดเห็นของประชาชน จากท่ีไดนํา กรอบท้ัง 3 กรอบ ไปรับฟงความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการรับฟงความคิดเห็นและประชาพิจารณ และ คณะกรรมาธกิ ารวสิ ามัญรบั ฟงความคิดเห็นและประชาสัมพันธประจําจังหวัดท้ัง 76 จังหวัด ตลอดจนขอเสนอ ของสถาบัน องคกร กลุม ชมรมตาง ๆ ในสังคม และประชาชนโดยทั่วไป ท่ีไดสงความคิดเห็นมาแลว คณะกรรมาธิการฯ ไดนํามาประกอบการพิจารณา และจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการขึ้น 3 คณะ เพ่ือยกราง รัฐธรรมนูญทงั้ 3 กรอบ ตามกรอบทีไ่ ดร บั ฟงความคดิ เห็นจากประชาชนและขอ เสนออื่น ๆ เปน เบ้อื งตน คณะอนุกรรมาธิการทั้ง 3 คณะ ไดยกรางบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในแตละกรอบแลวเสร็จและได เสนอรายงานตอ คณะกรรมาธกิ าร คณะกรรมาธิการไดจัดประชมุ คณะกรรมาธิการยกรา งรฐั ธรรมนูญ ในระหวาง วันที่ 16-20 เมษายน พ.ศ.2540 เพ่ือรวบรวมเรียบเรียงบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใหแลวเสร็จ เพื่อนําเสนอตอ ประธานสภารางรัฐธรรมนูญตามข้ันตอน และระยะเวลาท่ีสภารางรัฐธรรมนูญไดเห็นชอบแลว โดยในการ 83

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” ประชุมคณะกรรมาธิการในครั้งนี้ คณะกรรมาธิการรวมประชุม เพื่อเสนอความคิดเห็นของประชาชน ประกอบการพิจารณายกรางของคณะกรรมาธิการดว ย ตอมาในระหวางวันที่ 20-27 เมษายน พ.ศ.2540 คณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญไดจัดประชุม คณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ ที่คณะอนุกรรมาธิการท้ัง 3 คณะ นําเสนอโดยไดเชิญสมาชิกสภาราง รัฐธรรมนูญเขารวมฟงการประชุมคณะกรรมาธิการฯ ตลอดจนแสดงความคิดเห็นและขอสังเกตตอ คณะกรรมาธกิ ารดว ยตลอดการประชมุ ทีพ่ ัทยา 2.2 การพจิ ารณาในวาระทีห่ น่งึ ของสภารางรัฐธรรมนูญ และการทํางานของคณะกรรมาธิการ พิจารณา รางรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญไดยกรางรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบรอยแลว สภาราง รัฐธรรมนูญไดลงมติรับรางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช...เมื่อวันท่ี 8 พฤษภาคม พ.ศ.2540 และไดต้ังคณะกรรมาธิการพิจารณารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช... ข้ึนเพื่อทําหนาที่ในการ พิจารณารางรัฐธรรมนูญรา งแรกอีกครั้งหนึง่ โดยกาํ หนดระยะเวลาในการแปรญตั ติภายใน 30 วัน เพอ่ื จัดทํารางที่ สองทีส่ มบูรณตอไป ในการพจิ ารณารางรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช...คณะกรรมาธิการไดคํานึงถึงความ คิดเห็นของประชาชนเปนสําคัญ และเพ่ือใหประชาชนไดมีสวนรวมในการจัดทํารัฐธรรมนูญมากที่สุด คณะกรรมาธิการฯ จึงไดรับฟงและนําความคิดเห็นของสถาบัน องคกร และกลุมตาง ๆ ในสังคมรวมท้ัง ประชาชนทั่วไป ตลอดจนความคิดเห็นท่ีไดจากการจัดทําประชาพิจารณของสภารางรัฐธรรมนูญ ตามท่ี คณะกรรมาธิการรับฟงความคิดเห็น และประชาพิจารณไดรวบรวม และประมวลความคิดเห็นของประชาชน องคก ร และสถาบนั ตาง ๆ มาประกอบการพิจารณาดว ย นอกจากนี้ ในการพิจารณารางรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการฯ ยังไดพิจารณาคําแปรญัตติของสมาชิก สภารา งรัฐธรรมนญู ท่เี ขียนแปรญตั ตสิ ง มาประกอบการพิจารณาในระหวางท่ีมีการพิจารณารางรัฐธรรมนูญเปน รายมาตรา ประมาณ 200 มาตรา รวมทัง้ ไดเชิญสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญผทู ่ไี ดแปรญตั ตไิ วมาชี้แจงประกอบคํา แปรญตั ติของตนดวย อนงึ่ ในการประชุมคณะกรรมาธิการฯ แตล ะคร้ัง ไดม ีการถายทอดสดเสยี งการประชุมคณะกรรมาธิการ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา สํานักงานเลขาธิการสภาผูแทนราษฏร และสถานีวิทยุกระจายเสียงแหง ประเทศไทย กรมประชาสมั พนั ธ ทัง้ นี้ เพื่อเปน การเผยแพรการประชมุ ใหประชาชนไดท ราบอยา งทั่วถึง อีกทั้งยัง เปนการใหความรูค วามเขาใจเกย่ี วกับกระบวนการจดั ทํารฐั ธรรมนญู ตลอดจนหลักการ และสาระสําคัญของราง รัฐธรรมนูญไปพรอมกับคณะกรรมาธิการฯ นอกจากนี้ยังไดอนุญาตใหประชาชนและส่ือมวลชนเขาฟงการ ประชมุ คณะกรรมาธิการตลอดระยะเวลาของการประชุมดว ย 2.3 การพจิ ารณาในวาระที่สองและวาระที่สามของสภารางรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะกรรมาธิการ พิจารณา รา งรฐั ธรรมนูญ พุทธศักราช... ไดท าํ การพิจารณาคาํ แปรญัตติรางรัฐธรรมนูญเสร็จแลว คณะกรรมา-ธิการจึงได เสนอรา งรฐั ธรรมนูญเขาสูการพิจารณาของสภารางรัฐธรรมนูญในวาระท่ี 2 เมื่อวันท่ี 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2540 84

ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” ภายหลังทีไ่ ดม ีการอภิปราย และแสดงความคิดเห็นของสมาชกิ สภารางรฐั ธรรมนญู ทีไ่ ดสงวนคาํ แปรญตั ติไวแ ลว สภารางรัฐธรรมนูญมมี ติเหน็ ชอบกับรา งรัฐธรรมนญู เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2540 หลังจากนัน้ สภารา งรัฐธรรมนูญไดรอการพิจารณาในวาระท่สี ามไว 15 วัน นบั แตการพจิ ารณาในวาระที่ สองเสร็จส้นิ ลง และเรยี กประชุมเพอื่ ลงมติในวาระที่สาม เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พุทธศักราช 2540 ที่ประชุมสภา รา งรัฐธรรมนญู มีมตเิ หน็ ชอบกบั รางรฐั ธรรมนญู ฉบับดังกลาว จากนั้นประธานสภารางรัฐธรรมนูญ จึงไดเสนอ รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช...ใหกับประธานรัฐสภา เพ่ือเขาสูการพิจารณาของรัฐสภา ตอ ไป 3. การพจิ ารณารา งรฐั ธรรมนูญฉบบั ประชาชนในขั้นรฐั สภา รางรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช... ไดเขาสูการพิจารณาของรัฐสภาเม่ือวันท่ี 4 กันยายน พ.ศ. 2540 โดยมีการอภปิ รายอยางกวางขวางจนเสร็จสน้ิ ลงเมื่อวนั ท่ี 11 กันยายน พ.ศ.2540 หลังจากนั้น ภายหลังท่ีไดมีการรอการพิจารณาไว 15 วัน ท่ีประชุมรวมกันของรัฐสภาไดลงมติใหความเห็นชอบกับราง รัฐธรรมนูญฉบับดังกลาว เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ.2540 จากนั้นประธานรัฐสภาจึงไดนํารางรัฐธรรมนูญขึ้น ทลู เกลาฯ ถวายเพอ่ื ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เมอ่ื วนั ที่ 11 ตลุ าคม พ.ศ.2540 อาจกลาวไดวา การเมืองการปกครองไทยยุคปจจุบันยังอยูในชวงของการ ปฏิรูปการเมืองแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม โดยมีรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2540 เปนบันไดขั้นท่ีหน่ึงท่ีจะนําไปสู ประชาธิปไตยสมบูรณแบบ ซึ่งอาจจะตองใชระยะเวลาอีกยาวนานหลายสิบป หรือนับเปนรอยปก็เปนไปได ขึ้นอยูกับทุก ๆ ฝายทั้งฝายนักการเมือง ขาราชการประจํา กลุมนักธุรกิจ ส่ือมวลชน องคกรภาคเอกชน และ ประชาชน จะตองรวมมอื กนั ผลกั ดันไปสคู วามสาํ เรจ็ รวมกัน 85

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” ภาค ๑ เหตกุ ารณทางการเมอื งสมยั พลเอกเปรม ในชว งทีม่ กี ารเลอื กต้งั สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎรเปนการทั่วไป และไดมีพระราชโองการโปรดเกลาฯให พล.อ.อ.หะริน หงสกุล เปนประธานรฐั สภา และในฐานประธานรัฐสภา พล.อ.อ.หะริน หงสกุล จึงเรียกประชุม รฐั สภาเพือ่ ซาวเสียงหาตวั แทนนายกรัฐมนตรคี นใหม ท้งั ทีต่ ามแนวทางประชาธปิ ไตย นายกรัฐมนตรีควรมาจาก สมาชกิ สภาผแู ทนราษฎร แตการที่ไมมีพรรคการเมืองใดที่มีเสียงขางมากท่ีจะจัดตองรัฐบาลไดดวยตัวเอง และ ชว งเวลาดังกลา วบา นเมอื งยงั ตอ งอาศัยผูนําท่ีมีอํานาจทางทหารอยู เพื่อประคับประคองประเทศชาติใหรอดพน จากวิกฤติการณเฉพาะหนา ดังนั้นเม่ือประธานรัฐสภาเรียกประชุมเพ่ือการซาวเสียงจากบรรดาหัวหนาพรรค การเมอื งทั้งหลาย บคุ คลทไี่ ดรบั การเสนอชอ่ื และเสยี งสนบั สนนุ จากบรรดาสมาชิกสภาผแู ทนราษฎรและวุฒิสภา ดวยคะแนนเสียงขางมากมาเปนอับดับหนึ่งจึงทําใหชื่อของบุคคลที่ชื่อ พลเอก เปรม ติณสูลานนท เปน นายกรฐั มนตรี จากนนั้ นับแตมพี ระราชโองการโปรดเกลาฯใหพลเอก เปรม ตณิ สูลานนท ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี และจัดตง้ั รฐั บาลในรูปแบบผสมเมอ่ื วนั ท่ี ๓ มนี าคม ๒๕๒๓ ซงึ่ ในการณน ้ีพลเอก เปรม ติณสูลานนทไดรับการ เสนอชื่อและเสียงสนับสนุนจากฝายท่ีมีเสียงขางมากจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ใหดํารงตําแหนง นายกรัฐมนตรีติดตอ กันหลายสมัย เปนชว งเวลาที่เรยี กวา สมัย “ประชาธิปไตยครงึ่ ใบ” หลังจากมีพระราชโองการโปรดเกลาฯใหพลเอก เปรม ติณสูลานนท เปนนายกรัฐมนตรีน้ัน พลเอก เปรม ตณิ สลู านนท นายกรฐั มนตรีจงึ ไดนาํ รายชอื่ รฐั มนตรีข้ึนทูลเกลา เพื่อทรงแตงต้ังเปน รัฐมนตรีชุดใหม ซ่ึงได มีพระบรมราชโองการโปรดเกลา ฯแตง ต้งั รฐั มนตรีชุดใหมในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๓ ซึ่งรัฐมนตรีเหลานั้นก็ ไดมาจากการรวมตัวเปนรัฐบาลผสมของกลุมการเมืองตางๆที่มีเสียงขางมากทั้งจากพรรคกิจสังคม ชาติไทย ประชาธิปต ย สยามประชาธปิ ไตย และชาติประชาธปิ ไตย ผสมกับรัฐที่พลเอกเปรม เลือกจากบรรดานักวิชาการ ทั้งหลายรวนท้ังหลายรวมทั้งส้ิน ๓๕ คน เปนสมัยแหงการพื้นฟูประชาธิปไตยและแกไขปญหาคอมมิวนิสต สอื่ มวลชนเรียกวาสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ หลังจากท่ีไดมีการช้ีแจงนโยบายในการแกปญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหมตอท่ีประชุม วันท่ี ๑๙ มนี าคม ๒๕๒๓ พลเอก เปรม ตณิ สลู านนท ก็ไดป ระกาศลดราคาน้าํ มันทร่ี ัฐบาลชดุ เดิมเพิม่ ข้นึ นับเปนผลงานชิ้น แรกของรฐั บาลของพลเอก เปรม ตณิ สลู านนท ตอมาก็คอื การแกปญหาฝนแลง และการใชพ ลงั น้าํ จากเขือ่ นภูมิพล ประกอบกับการผลติ ไฟฟาชดเชยกบั ภาวะน้ํามันขาดแคลน จนตอ งประกาศใชมาตรการประหยัดไฟฟา โดยเฉพาะ ในชว งเวลา ๑๘.๐๐-๒๐.๐๐ น.ทําใหร ายการโทรทัศนถ กู ระงบั การออกอากาศช่ัวระยะเวลาหนงึ่ ไมเพียงเทาน้นั รฐั บาลของพลเอก เปรม ตณิ สูลานนท ยังริเริม่ โครงการพยุงราคาขาวเปลือก และประสบ กับปญหาหลายอยา งตามมาอยางรวดเร็ว ทาํ ใหฝ ายคางขอเปด อภิปรายไมไววางใจรัฐบาลแตไมสามารถรวบรวม รายชื่อไดครบถว นตามระเบียบ และกอหวอดอีกครั้งในเดือนกันยายน ๒๕๒๓ ในประเด็นการตออายุราชการ ทหารของพลเอก เปรม ตณิ สลู านนท ในตําแหนงผูบ ญั ชาการทหารบกเนือ่ งจาก พลเอก เปรม ตองเกษียณอายุใน 86

ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจ จุบัน” ป ๒๕๒๓ ซึ่งมีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดคาน สวนที่คัดคานมาจากกลุมนักศึกษา สงผลใหรัฐสภาเปดสมัย ประชุมวิสามญั เพื่อพจิ ารณารา งพระราชบญั ญัตบิ าํ เหนจ็ บํานาญขา ราชการทจ่ี ะทําใหอํานาจคณะรัฐมนตรีตออายุ ราชการกรณีทีม่ คี วามจําเปน เพ่ือใหข าราชการท่ีมีอายุครบ ๖๐ ป แตยังมีประโยชนแกชาติบานเมืองสามารถทํา ประโยชนตอไปได ซึ่งหลงั การอภิปรายก็มกี ารพจิ ารณารวดเดยี ว ๓ วาระ และลงมติใหประกาศใชเปนกฎหมาย ได ผลจากการประกาศใชพระราชบัญญัติดังกลาวคณะรัฐมนตรีไดลมติใหตออายุราชการทหารบกของ พลเอก เปรม ตออีก ๑ ป จากนั้นปลายป ๒๕๒๓ ประเทศไทยตองเผชิญกับภาวะนํ้าทวมจากพายุดีเปรสชั่นพัดผานประเทศเทศ ไทยตดิ ตอ กันหลายลูก จนรฐั บาลตองประกาศใชแผนบรรเทาสาธารณภัยเพราะเกินกําลังของหนวยบรรเทาทุก ปกติ และทไ่ี มต อ งคดิ มากตามประสาคนหมูม าก เสอื หลายตวั วัวหลายคอก รฐั บาลหลายกลุม ก็ยอมเกิดความ ขัดแยงกันขึ้นเปนธรรมดาของการเมืองระบบผลประโยชนตองมากอนส่ิงอื่นใด ในรัฐบาลของพลเอก เปรม ก็ เชน เดียวกัน นนั่ คอื เกดิ ความขัดแยงระหวางกุมการเมืองของคนในพรรคกจิ สงั คมและกลุมของพรรคชาติไทย ซ่ึง รว มเปนรัฐบาลในกรณีซ้ือนาํ้ มันจากซาอุดอิ าระเบีย เกิดการไมลงรอยในผลประโยชนท ่จี ะตามมาจงึ ทาํ ใหเกิดการ ขัดแยงกันข้ึน จนทําใหพรรครวมบางพรรคแยกตัวตีจากน้ันคือพรรคกิจสังคม และไดมีการคลอดรายชื่อ คณะรฐั มนตรีในชกุ รัฐบาลเปรม๒ และเกิดการทาทายนอกระบบจากกลุมนายทหารหนุมภายในกองทัพภายใต การนําของพลเอก สณั ห จติ รปฏมิ า รองผูบญั ชากองทัพบก เปน หวั หนาทําการปฏิวัติ แตการปฏิวัติในคร้ังน้ันไม สําเรจ็ เน่อื งจากวา พลเอกเปรมไดตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจาอยู สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระบรม วงศานุวงศไ ปยงั คายสรุ นารี จงั หวดั นครราชสีมา การเคล่อื นไหวดงั กลา วจึงไมสาํ เร็จและคณะผกู อการไดเขา มอบ ตวั แตทวา ของพลเอก สัณห จติ รปฏิมา หนีไปยังประเทศพมา และตราตราพระราชกําหนดนิรโทษกรรมแก ผกู อ กบฏในวนั ที่ ๕ พฤษภาคม ป ๒๔ หลักจากนั้นใหหลัง วันที่ ๑ สิงหาคม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยื่นใบลา ออกจากการเปนสมาชิกพรรคกิจสังคม เพราะตองการวางตัวเปนกลาง และไดรับยกยองวาเปน“เสาหลัก ประชาธิปไตย” หลงั จากน้ันมกี ารเลอื กตัง้ ใหมและพลเอก เปรม ไดประกาศจุดยืนวา “ไมมีความทะเยอทะยาน ทางการเมืองและไมลงสมัครรับเลือกต้ัง” จนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดเลือกเอาพลเอก เปรมเขามาเปน นายกรัฐมนตรีอีกคร้ังหนึ่ง และจัดตังคณะรัฐมนตรีชุดเปรม ๕ และยุติบทบาททางการเมืองเม่ือยุบสภาในป ๒๕๓๑ 87

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ภาค ๒ ประวัตริ ฐั ธรรมนูญไทย นับต้ังแตประเทศไทยมีการเปล่ียนแปลงการปกครอง เปนระบอบประชาธิปไตยเม่ือป พ.ศ. 2475 น้ัน จนถึงปจ จบุ ันประเทศไทยไดม ีการประกาศใชรฐั ธรรมนญู ฉบบั สาํ คญั ๆ 15 ฉบบั ดว ยกัน ดงั น้ี 1. พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามช่ัวคราว พุทธศักราช 2475 หลวงประดิษฐมนู ธรรม (ปรดี ี พนมยงค) มสี ว นอยางสาํ คัญในการรา ง ถอื เปน ธรรมนูญฉบบั แรกและเปนฉบับชัว่ คราว ประกาศและ บังคับใชเ มอ่ื วนั ที่ 27 มถิ นุ ายน 2475 และไดร บั การยกเลกิ อยา ง “สันติ” เมื่อวันท่ี 10 ธันวาคม 2475 เนื่องจากการ ประกาศและบังคับใชร ัฐธรรมนูญฉบบั ใหม รวมอายุการประกาศและบังคับใช 5 เดือน 13 วนั 2. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ประกาศและบังคับใชเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และไดรับการยกเลิกอยาง “สันติ” เม่ือวันท่ี 9 พฤษภาคม 2489 เน่ืองจากการประกาศและบังคับใช รฐั ธรรมนญู ฉบบั ใหม รวมอายุการประกาศและบงั คับใช 13 ป 5 เดือน ระหวาง 13 ป 5 เดอื นนม้ี ีการแกไขรัฐธรรมนญู 3 ครงั้ คอื ครั้งท่ี 1 เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2482 แกไขเพิ่มเติมวาดวยนานประเทศจาก “สยาม” เปน “ไทย” ตาม ขอ เสนอของรฐั บาล ซง่ึ มีนายพลตรี หลวงพบิ ลู สงคราม (แปลก ขตี ตะสงั คะ) เปน นายกรฐั มนตรี ยังผลใหชื่อของ รฐั ธรรมนญู ตอ งเปล่ยี นเปน “รัฐธรรม-นญู แหง ราชอาณาจักรไทย” ไปดว ย ครงั้ ท่ี 2 เมอ่ื วันท่ี 19 กนั ยายน 2483 แกไ ขเพ่มิ เตมิ วาดว ยบทเฉพาะกาล ซึ่งเสนอโดยขุนบุรัสการกิตติคดี (เหมือน บรุ ัสการ) ผูแทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี โดยการสนับสนุนของรัฐบาล ซ่ึงมีนายพลตรี หลวงพิบูล สงคราม เปนนายกรัฐมนตรี อนั มผี ลใหบทเฉพาะกาลซึง่ ควรจะตอ งสน้ิ สดุ ในวนั ที่ 10 ธนั วาคม 2485 เปน อยางชา ยืดเวลาออกไปอีก 10 ป แกนแทของการเสนอยึดบทเฉพาะกาลก็คือ การคงอยูตอไปอีกของสมาชิกประเภทท่ี 2 อันมาจากการ แตงต้ัง ครั้งท่ี 3 เม่ือวันที่ 3 ธันวาคม 2485 แกไขเพิ่มเติมวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตาม ขอเสนอของรัฐบาล ซึ่งมีจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เปนนายกรัฐมนตรี ยังผลใหสามารถขยายเวลาอยูใน ตาํ แหนงผแู ทนราษฎรออกไปอีกคราวละ 2 ป 3. รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 ประกาศและบังคับใชเม่ือวันท่ี 10 พฤษภาคม 2489 และถกู “ฉีกท้ิง” เมือ่ วันที่ 8 พฤศจกิ ายน 2490 โดยการรัฐประหารของคณะรัฐประหาร อันมี พล.ท.ผิน ชุณ หะวณั นายทหารกองหนนุ เปน หวั หนา รวมอายกุ ารประกาศและบงั คับใช 1 ป 5 เดือน 28 วัน 4. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 พ.อ. กาจ กาจสงคราม รอง หัวหนาคณะรฐั ประหาร เมื่อวนั ท่ี 8 พฤศจิกายน 2490 มีสวนอยางสําคัญในการยกรางและเก็บซอนไวใตตุม จึง 88

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจุบัน” เรยี กอกี ชื่อหนง่ึ วา รัฐธรรมนญู ฉบบั “ใตต ุม”39 หรอื “ตมุ แดง” ประกาศและบงั คบั ใชเ ม่อื วนั ท่ี 9 พฤศจิกายน 2490 และไดรับการยกเลกิ อยาง “สันติ” เมอ่ื วันท่ี 23 มีนาคม 2492 เนอื่ งจากการประกาศและบังคบั ใชร ัฐธรรมนูญฉบับ ใหม รวมอายุการประกาศและบังคับใช 1 ป 4 เดือน 14 วัน ระหวาง 1 ป 4 เดอื น 14 วันนี้ มีการแกไขรัฐธรรมนูญ 3 ครัง้ คอื ครั้งที่ 1 เม่ือวันท่ี 5 ธันวาคม 2490 แกไขคุณสมบัติของผูสมัครรับเลือกตั้ง โดยกําหนดอายุผูสมัครรับ เลือกตงั้ เปน สมาชิกสภาผแู ทนราษฎรไมต่าํ กวา 35 ป และให พระบรมวงศานุวงศส ามารถสมคั รรบั เลอื กตง้ั ได ครั้งท่ี 2 เมื่อวันท่ี 23 มกราคม 2491 แกไขกําหนดเวลาในการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับถาวรและ วิธกี ารรา งรฐั ธรรมนูญ โดยกําหนดใหม กี ารจัดตงั้ สภารางรัฐธรรมนญู และรา งใหแลวเสร็จภายใน 180 วัน นับแต วันเลือกตั้งสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญเสรจ็ ส้ิน ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2491 แกไขใหสมาชิกสภารางรัฐธรรมนูญมีเอกสิทธิ์และคุมกัน เชน เดียวกบั สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร 5. รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2492 ประกาศและบงั คับใชเมอื่ วันที่ 23 มีนาคม 2492 และถูก “ฉีกทง้ิ ” เม่อื วันท่ี 29 พฤศจกิ ายน 2494 โดยการ รัฐประหารของคณะรัฐประหาร ซึ่งมี พล.อ. ผิน ชุณหะ วัณ ผบู ัญชาการทหารบกเปนหัวหนา รวมอายุการประกาศและบงั คบั ใช 2 ป 8 เดอื น 6 วัน 6. รัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 ประกาศและ บังคับใชเมื่อวันท่ี 8 มีนาคม 2495 และถูก “ฉีกทิ้ง” เม่ือวันที่ 20 ตุลาคม 2501 โดยการรัฐประหารของคณะ รัฐประหาร ซึง่ จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต ผบู ญั ชาการทหารสงู สดุ และผูบ ญั ชาการทหารบกเปน หวั หนา รวมอายุการ ประกาศและบังคบั ใช 6 ป 7 เดือน 12 วนั 7. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 ประกาศและบังคับใชเมื่อวันท่ี 28 มกราคม 2502 และไดรับการยกเลิกอยาง “สันติ” เม่ือวันที่ 20 มิถุนายน 2511 เนื่องจากการประกาศและบังคับใช รฐั ธรรมนญู ฉบับใหม รวมอายกุ ารประกาศและบังคบั ใช 9 ป 4 เดอื น 20 วนั 8. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511 ประกาศและบังคับใชเม่ือวันที่ 20 มิถุนายน 2511 และถูก “ฉีกท้งิ ” เมื่อวนั ท่ี 17 พฤศจกิ ายน 2514 โดยการรัฐประหารของคณะรัฐประหาร ซึ่งจอมพลถนอม กติ ตขิ จร ผบู ญั ชาการทหารสงู สุดเปน หวั หนา เปน รัฐธรรมนญู ทใ่ี ชเ วลาในการรา งยาวนานถึง 9 ป 4 เดือน 20 วัน แตม อี ายุในการประกาศและบงั คบั ใชเ พียง 3 ป 4 เดอื น 27 วนั 9. ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 ประกาศและบังคับใชเม่ือวันที่ 15 ธันวาคม 2515 และไดร ับการยกเลกิ อยา ง “สันติ” เม่อื วนั ที่ 7 ตุลาคม 2517 เนอื่ งจากการประกาศและบังคับใชรัฐธรรมนูญ ฉบบั ใหม รวมอายุการประกาศและบังคับใช 1 ป 9 เดือน 22 วนั 10. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2517 ประกาศและบังคบั ใชเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2517 และถูก “ฉีกทิ้ง” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยการรัฐประหารของ “คณะปฏิรูปการปกครองแผนดิน” ซ่ึงมี 39 รองศาสตราจารย ดร.สมคิด เลิศไพฑรู ย,สารนุกรมการเมอื งไทย,ฉบับรวมเลม ๑-๒,น.๑๗๐-๑๗๑, พ.ศ.๒๕๔๗,สํานกั งานเลขาธิการสภาผูแทนราษฎร พมิ พ 89

ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จุบัน” พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ผูบัญชาการทหารสูงสุดและผูบัญชาการทหารเรือ เปนหัวหนา รวมอายุการประกาศและ บงั คบั ใช 2 ป 11. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 ประกาศและบังคับใชเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2519 และถกู “ฉีกทิ้ง” เม่อื วันท่ี 20 ตลุ าคม 2520 โดยการรฐั ประหารของ “คณะปฏวิ ตั ิ” ซึ่งมี พล.ร.อ. สงัด ชลออยู หวั หนาคณะปฏิรูปการปกครองแผนดนิ เปน หวั หนา รวมอายุการประกาศและบังคับใช 1 ป 12. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศักราช 2520 ประกาศและบังคบั ใชเ ม่ือวันท่ี 9 พฤศจิกายน 2520 และไดรับการยกเลกิ อยาง “สนั ติ” เมอื่ วนั ที่ 22 ธนั วาคม 2521 เน่อื งจากการประกาศและบังคับใชธรรมนูญ ฉบบั ใหม คือ “รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2521” อันเปนธรรมนูญฉบับท่ี 13 13. รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 แกไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2528 ประกาศใช เม่ือวันท่ี 22 ธันวาคม 2521 โดยผลจากขอกําหนดในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 สาระสาํ คัญของรฐั ธรรมนญู ฉบับนี้ นบั วา เปนประชาธิปไตยพอสมควร หากไมน บั บทบัญญตั เิ ฉพาะกาลท่มี ีผลใช บังคับอยูในชวง 4 ปแรกของการประกาศใชรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อยางไรก็ตาม ไดมีความพยายามที่จะแกไข รัฐธรรมนูญฉบบั น้ีอยหู ลายครัง้ ซึง่ ประสบความสาํ เร็จเม่อื ปพุทธศกั ราช 2528 14. ธรรมนญู การปกครองราชอาณาจักร พทุ ธศกั ราช 2534 ประกาศใชเ ม่อื วนั ที่ 1 มีนาคม 2534 ภายหลัง จากการยดึ อาํ นาจการปกครองแผนดินของสภารักษาความสงบเรียบรอยแหงชาติ เมื่อวันท่ี 23 กุมภาพันธ 2534 ตอมาไดถูกยกเลิกโดยไดต รารัฐธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2534 15. รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ประกาศและบังคับใชเมื่อวันท่ี 9 ธันวาคม 2534 เปนรัฐ-ธรรมนูญท่ีตราขึ้นเพื่อใชแทนธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 โดยมีการ แกไ ขเพื่อใหเ หมาะสมกับสถานการณของประเทศ รัฐธรรมนญู ฉบับน้ีมีการแกไขเพิ่มเตมิ 4 คร้ัง 6 ฉบับ รวมอายุ การประกาศและบังคบั ใช 5 ป 10 เดอื น 3 วนั 16. รัฐธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใชและมีผลบังคับใชเมื่อ 11 ตุลาคม 2540 เปนรัฐธรรมนูญทตี่ ราขน้ึ เพื่อใชแ ทนรฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2534 โดยมีการรางขึ้น โดยสภารา งรัฐธรรมนูญ ไดรบั การยอมรบั วามคี วามเปนประชาธปิ ไตย และเปดโอกาสใหประชาชนทั่วประเทศ ทุกหมเู หลา ไดม สี ว นรวมในการยกราง โดยกระบวนการประชาพิจารณ ถือกําเนิดมาจากแนวคิดในการปฏิรูป การเมอื งหลงั เหตุการณพฤษภาทมิฬ 2534 ทาํ ใหมกี ารเปลยี่ นแปลงทางการเมืองของนกั การเมืองใหเปนการเมืองของพลเมือง ทําใหระบบราชการ การเมอื งมคี วามสจุ ริตและมคี วามชอบธรรมในการใชอํานาจลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ทําใหรัฐบาลมีเสถียรภาพ นายกรฐั มนตรีมีภาวะความเปน ผูนาํ เพิม่ ประสิทธภิ าพเสรีภาพและการมสี วนรวมของพลเมืองในเมอื งไทย ทําให การเมืองมีความสจุ ริตและชอบธรรม และมีเสถียรภาพทางการเมอื ง มจี าํ นวนท้งั สิ้น 336 มาตรา ถกู ยกเลิกในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ทรงเปนประมขุ (คปค.)หรอื ทีเ่ รียกกันตอมาคือคณะความม่ันคงแหงชาติ ซึ่ง รวมอายกุ ารประกาศใชแ ละบังคับใชรัฐธรรมนูญฉบบั นบ้ี งั คับใช 8 ป 11 เดอื น 9 วัน 90

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จุบัน” 17. รฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบบั ชัว่ คราว) พุทธศักราช 2549 ประกาศใชและมีผลบังคับใช เมอ่ื 1 ตุลาคม 2549 มีจํานวนท้ังส้ิน 39 มาตรา ถือกําเนิดจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษตั ริยทรงเปนประมุข (คปค.) ยดึ อาํ นาจจากรฐั บาล พ.ต.ท.ดร.ทกั ษิณ ชนิ วตั ร นายกรัฐมนตรี ดว ย ขอหาวามีการทุจริตในการบริหารราชการแผนดิน ทั้งหาประโยชนเขาพวกพองขอตนเอง อีกท้ังสรางความ แตกแยกใหเกิดในบานเมือง จึงนํามาซ่ึงการยึดอํานาจ และรัฐธรรมนูญฉบับน้ีถูกยกเลิกเมื่อ 24 สิงหาคม 2550 รวมอายุการประกาศและบังคบั ใช 10 เดือน 24 วนั 18. รัฐธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช 2550 ประกาศใชแ ละมีผลบังคับใชเม่ือ 24 สิงหาคม 2550 มีจาํ นวนท้งั สนิ้ 309 มาตรา ถอื กาํ เนิดจากสภารางรัฐธรรมนูญทพ่ี ระมหากษตั ริยทรงแตงต้ังจากคณะปฏิรูป การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (คปค.) ถวายรายชื่อเพ่ือพิจารณา โปรดเกลาฯแตงตัง้ ถอื วาเปนรฐั ธรรมนญู ท่ีมีสว นรวมมากท่ีสดุ ฉบบั หนงึ่ เพราะมีการทําประชาพิจารณและลงประชามติยก รางรฐั ธรรมนูญโดยประชาชนทวั่ ท้งั ประเทศและใหสิทธเิ สรภี าพความเสมอภาคมากที่สุดเทาท่ีเคยมีรัฐธรรมนูญ ในประเทศไทย และไดม กี ารใชมาจนถงึ ปจจุบัน 91

ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ภาค ๓ สรุปประวตั ิ บทบาท ลักษณะ ของนายกรฐั มนตรีไทย นายกรัฐมนตรถี อื วา เปนผนู าํ ประเทศที่มีการแสดงออกหรอื ทศั นะคติ แมแตทา ทางการกระทาํ ตา งๆนานา ของนายกรัฐมนตรีในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของไทยนั้นถือวาเปนการ แสดงออกแทนประชาชนในชาติ ไมวาการกระทําหรือการแสดงน้ันจะดีจะเลวเพียงใดก็ยอมถือวาเปนการ แสดงออกในนามของประเทศชาติ หากแตยกเวนวานายกรัฐมนตรีผูนั้นจะพูดเองวาเปนทัศนะคติสวนตัว แต ทั้งหมดท้ังมวลที่กลาวมานี้ก็ยอมถือไดวาเปนการกระทําแทนประชาชนในชาติ ซ่ึงจะไดยกเอาประวัติทาง การเมอื งและลกั ษณะของนายกรฐั มนตรีไทยมาเพื่อใหไ ดทราบเบื้องตนดังวา ตอไปนี้ ๑.พระยามโนปกรณน ิติธาดา เปนนายกรฐั มนตรีคนแรกของประเทศไทย โดยมีฉายา นายกคนแรกของ เมืองไทย (และโดนรัฐประหารเปนคนแรกดวย) ชื่อเดิมวา \"กอน หุตะสิงห\" เปนนายกรัฐนมตรีอยู ๓ สมัยคือ สมยั ท่ี 1 : 28 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 - 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476 จากน้ันพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ไดเขายึด อาํ นาจจากรัฐบาล พระยามโนปกรณนิติธาดาไดลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี ทานถึงอสัญกรรม ณ ปนัง เม่อื วนั ท่ี ๑ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๑๙ รวมอายุได ๖๔ ปเศษ ๒.พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน พหลโยธนิ ) เปนนายกรัฐมนตรีคนท่ี 2 ของประเทศไทย โดย มฉี ายา วันถงึ อสญั กรรมมีเงนิ เหลือตดิ บาน 600 บาทชอ่ื เดมิ วา \"พจน พหลโยธนิ \" เปน นายกรัฐมนตรี 5 สมัย รวม ระยะเวลา 5 ป 5 เดือน 21 วัน ถึงแกอสัญกรรมดวยเสนโลหิตในสมองแตก เม่ือวันท่ี 14 กุมภาพันธ พ.ศ. 2490 รวมอายุ ได 60 ป พระยาพหลพลพยุหเสนา มีคติประจาํ ใจวา ชาตเิ สือตองไวลาย ชาติชาย ตองไวช ่อื และไดชื่อวา นายกรฐั มนตรีผูซื่อสตั ยส ุจริตจนวันตาย ชวี ิตของทานไมมที รัพยส นิ เงนิ ทองมากมายเลยแมจ ะผานตาํ แหนง สําคัญ ๆ มามากกต็ าม จนกระทั่งถึงแกอสญั กรรมเมอ่ื วันท่ี 14 กุมภาพันธ พ.ศ. 2490 ดวยวัยเพียง 60 ป ดวยอาการเสน โลหิตในสมองแตก ซ่งึ งานศพของทานทางครอบครัวไมมีเงินเพียงพอ ที่จะจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพดวยซ้ํา จนทางรฐั บาลในสมยั น้ัน (จอมพล ป. พิบูลสงคราม) ตอ งเขามารับอุปถมั ภ จดั การงานพระราชทานเพลิง ใหทาน แทน ๓.จอมพล แปลก40 พบิ ลู สงคราม (แปลก ขีตตะสงั คะ) (หลวงพิบลู สงคราม)หรอื ท่เี รียกกันทั่วไปวา \"จอม พล ป.\" เปน นายกรัฐมนตรี ท่ีมีเวลาดํารงตําแหนง รวมกันมากที่สุดของไทย คือ 14 ป 11 เดือน 18 วัน รวม 8 สมยั เปน นายกทดี่ ํารงตําแหนง ยาวนานมากทีส่ ดุ (พ.ศ. 2481-2500) โดยมีฉายา นายกตลอดกาลมนี โยบายท่ีสําคัญ คือ การมงุ มนั่ พฒั นาประเทศไทย ใหมีความเจรญิ รงุ เรอื งทัดเทียมนานาอารยะประเทศ มกี ารปลกุ ระดมใหค นไทย 40 เหตุทช่ี ่ือ แปลก เพราะพอต้ังใหดวยวา ใบหูของทา นน้นั ตาํ กวา ดวงตา 92

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” รูสึกรักชาติ โดยออกประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวย \"รัฐนิยม\" หลายอยาง ซ่ึงบางอยางไดประกาศเปน กฎหมายในภายหลัง หลายอยางกลายเปนวัฒนธรรมของชาติ เชน การรําวง กวยเต๋ียวผัดไทย เปนผูเปล่ียนชื่อ \"ประเทศสยาม\" เปน \"ประเทศไทย\" และเปน ผเู ปลีย่ น \"เพลงชาตไิ ทย\" มาเปนเพลงท่ีใชกันอยูในปจจุบันจอม พล ป. พบิ ลู สงคราม ไดช อื่ วา เปนนายกรัฐมนตรีผูนําชาติมาสูยุคแหงการเปล่ียนแปลง นั้นคือ \"เชื่อผูนําชาติพน ภยั \" และ \"ไทยอยคู ฟู า\" และไดรับฉายาวา \"จอมพลกระดกู เหล็ก\" เพราะมชี วี ติ ทางการเมอื งอยา งเหลือเชื่อ เคยถูก ลอบสงั หารมาแลว ถึง 3 ครั้ง แตก็รอดชวี ิตมาไดท ุกครงั้ แมกระทั่งในเหตกุ ารณก บฏแมนฮัตตนั ท่ีทานถูกจ้ีลงเรือ ศรีอยธุ ยา ถกู ทง้ิ ระเบดิ ผานเตียงท่ที านเคยนอนอยอู ยา งเฉยี ดฉวิ ทัง้ ๆ ที่เหตุการณคร้ังน้ันมีผูเสียชีวิตจํานวนมาก นับรอย จนกระทง่ั ถึงวาระสดุ ทา ยในการดํารงตําแหนงทางการเมืองของทาน คือ ในเย็นวันท่ี 16 กันยายน พ.ศ. 2500 เม่ือถูกพลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต นายทหารรุนนองอีกคนหนึ่งท่ีทานไวใจและมอบตําแหนงผูบัญชาการ ทหารบกให กระทําการรัฐประหาร ซ่ึงทานไดหลบหนีไปดวยรถยนตสวนตัวกับผูติดตามเพียง 2 คน ไปอยาง หวุดหวิด โดยผานไปทางประเทศกัมพูชา กอนจะลี้ภัยทางการเมืองท่ีประเทศญ่ีปุน ซ่ึง ณ ที่น่ัน ทานและ ครอบครวั ไดร บั การตอ นรับอยา งดี ทัง้ นเ้ี พราะทางญป่ี นุ ถือวาเปน ทา นเปนผทู ีบ่ ุญคุณตอ ญีปนุ เพราะเปนผยู ินยอม ใหท หารญ่ปี นุ ผานเขาประเทศไทยในชวงสงครามโลกครัง้ ทส่ี องดว ยดี ไมต อ งมีการสูรบยืดเย้ืออันรังแตจะทําให มแี ตค วามสูญเสียดว ยกันทงั้ สองฝาย ซ่ึงทานก็ไดพ ํานักอยทู น่ี ่นั จนตราบถงึ แกกรรม ๔.พนั ตรคี วง อภัยวงศ (หลวงโกวทิ ยอ ภัยวงศ) โดยมฉี ายา นายก 4 สมัย, โหรหนาสนามกฬี า) อดตี นายกรัฐมนตรีของไทย 4 สมัย(66 ป) ผูกอตงั้ และหวั หนาพรรคประชาธปิ ต ย คนแรกพนั ตรีควง อภยั วงศ เปน หน่ึงในสมาชกิ คณะราษฎรสายพลเรือน ท่ที ําการปฏวิ ตั เิ ปลย่ี นแปลงการปกครองแผนดนิ ในป พ.ศ. 2475 เคยมี บรรดาศักด์ิเปน หลวงโกวทิ อภยั วงศพ ันตรีควง ถอื เปน ผบู กุ เบิกกอตง้ั กระทรวงคมนาคมยคุ ใหม เน่ืองจากดํารงตาํ แหนงเปน รฐั มนตรีวาการคนแรก ดว ยประสบการณทเี่ คยรบั ราชการจนมีตําแหนง เปน ถงึ อธิบดีกรมไปรษณียโทรเลข นอกจากน้ีพนั ตรคี วง ยังเคย ดํารงตําแหนง รฐั มนตรี วาการ กระทรวงพาณชิ ย กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตราธกิ าร และกระทรวงมหาดไทย อีก ดวยขณะดํารงตาํ แหนง นายกรัฐมนตรีสมัยแรก ชวงปลายสงครามโลกครง้ั ที่ 2 พันตรคี วง อภัยวงศ เปนผปู ระกาศสนั ติภาพกบั กลมุ ประเทศสมั พนั ธมิตร ทําให ประเทศไทย พนจากภาวะสงคราม ทป่ี ระกาศในสมยั รัฐบาล จอมพล ป. พิบลู สงคราม และพน จากการเปน ประเทศผแู พสงคราม ในเวลาตอ มา นายควง อภยั วงศ ไดชื่อวา เปนนักการเมอื งที่มีไหวพริบปฏญิ าณในการพูด การปราศรัยดเี ย่ียม อกี ทั้งยังมี มขุ ตลกสนกุ สนานเปนทรี่ ูจักกันอยา งดี จนไดฉายามากมาย เชน \"นายกฯ ผูร่ํารวยอารมณขัน\" หรือ \"จอมตลก\" หรือ \"ตลกหลวง\" ซ่ึงบางครัง้ ไหวพรบิ ปฏญิ าณและมขุ ตลกเหลานี้ไดชวยแกไขวิกฤตการณของชาติมาแลวดวย [2] จึงเปนที่ชน่ื ชอบของประชาชนในการปราศรัยอยา งมาก ตวั อยางวาทะเด็ดของนายควง อภัยวงศ เชนขาพเจา นายควง อภัยวงศ เช่อื ในพุทธภาษิตท่วี า 'อฺปปาป สนตฺ า พหเก ชินนฺติ ' คนดีถึงแมมีนอยก็เอาชนะคนชั่วหมูมาก ไดว าจาสตั ยเทานน้ั ทจี่ ะไมทาํ ใหเ ราตกตาํ่ นอกจากนีแ้ ลวยังไดร ับฉายาวา \"นายกฯ เสื้อเชิรต\" นอกจากทานเปน คนทีม่ ีความเปน อยูง าย ๆ ไมมพี ธิ รี ีตรองอะไรมาก ในสมัยเปน ฝา ยคา นรฐั บาล จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม เคยไดรับ 93

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” ฉายาวา \"โหรหนา สนามกีฬา\" เน่อื งจากมักออกมาทํานายเหตกุ ารณตา ง ๆ ลวงหนา เสมอ ซึง่ บานพักของทานก็อยู ในซอยเกษมสันต หนาสนามกีฬาแหง ชาติ ๕.นายทวี บณุ ยเกตุ นายกรฐั มนตรคี นท่ี 5 (รฐั บาลที่ 12) (ดํารงตาํ แหนง รอ ม.ร.ว.เสนีย กลบั จาก ตางประเทศ) โดยมีฉายา นายก 17 วัน หนง่ึ ในคณะราษฎรสายพลเรอื น และขบวนการเสรไี ทย และไดล ้ีภยั ทางการเมอื งเมือ่ วนั ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คณะทหารเขา ยดึ อํานาจจากปกครองจากรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย ธํารงนาวาสวสั ดิ์ นายทวี บณุ ยเกตุ ไดล้ภี ัยออกนอกประเทศพรอ มกบั ภริยา ไปใชช วี ิตทปี่ นงั ประเทศมาเลเซีย และเดนิ ทางกลบั ประเทศไทยหลงั จากจอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต กอรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2500 โคนลม จอมพล ป.พิบลู สงคราม นายทวีไดร ับแตง ต้ังเปนประธานสภารา งรฐั ธรรมนูญ รางรฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2511 ใชเวลารางถึง 10 ป และไดชอื่ วา นายกรัฐมนตรผี มู วี าระการดํารงตาํ แหนง นอยท่ีสดุ เพยี ง ๑๗ วัน ๖.หมอมราชวงศเ สนีย ปราโมช ศาสตราจารย (พเิ ศษ) หมอ มราชวงศเ สนยี  ปราโมช นายกรัฐมนตรีไทย 4 สมัย โดยมีฉายา นายกกอ นหมอมนอง ผูรวมกอ ตง้ั และอดตี หวั หนาพรรคประชาธิปต ย กอ นเขา สูวงการเมือง เคย เปน ผพู ิพากษา และเคยดํารงตําแหนง เอกอัครราชทูตไทย ประจําสหรัฐอเมริกา มากอนวาทะของหมอมราชวงศ เสนีย ปราโมช คอื การปกครองบา นเมืองมี 3 วธิ ี ดวยอาํ นาจ ดวยอามิส หรือดว ยอุดมคติ การเมืองท่ีมาดวยอํานาจ ยอมโคน ลมไปดว ยอาํ นาจ อามิส วนั หนง่ึ หมดไมมีจะให และใหสักเทาใดก็ไมพอสําหรับผูรับ อุดมคติเทาน้ันท่ี จะย่ังยืนอยูได แมตัวผปู กครองจะลมหายตายจากไป สจั จะตามอุดมคตจิ ะยงั อยูห ลงั จากเหตุการณ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 แลว คณะปฏริ ปู การปกครองทนี่ าํ โดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ตอ งการจะใหทานดาํ รงตาํ แหนง นายกรัฐมนตรี ตอไป แตทานไดปฏิเสธ ม.ร.ว.เสนีย ปราโมช จึงไดวางมือจากการรับตําแหนงทางการเมืองอยางถาวร แตยัง รักษาการหัวหนา พรรคประชาธิปต ยต อ ไปอกี ระยะ จนกระทงั่ เม่ือป พ.ศ. 2522 จึงไดหัวหนาคนใหม ๗.ศาสตราจารย ดร. ปรีดี พนมยงค41 หรือ หลวงประดิษฐมนูธรรม เปนผูนําสมาชิก คณะราษฎร สาย พลเรือน ผูอภิวัฒนการปกครอง ของประเทศไทย จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยใหเปน ระบอบ ประชาธิปไตย เปนอดีตนายกรัฐมนตรี ของไทย 3 สมัย และ รัฐมนตรีกระทรวงตางๆ อีกหลายสมัย ในสมัย สงครามโลกครั้งที่ 2 ไดเ ขารวมขบวนการเสรีไทย เพ่อื ตอตานกองทัพจักรวรรดิญ่ีปุน โดยเปนผูนํา มีชื่อรหัสวา \"รธู \" ทา นเปน ผูกอตงั้ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร และเปนผูประศาสนการคนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัยฯ นอกจากนยี้ งั เคยดาํ รงตาํ แหนง ผสู าํ เรจ็ ราชการแทนพระองค ในรัชกาลท่ี 8 และไดร บั พระบรมราชโองการ โปรด เกลา ฯ ยกยองในฐานะรฐั บุรุษอาวโุ สดว ย โดยมฉี ายา บิดาแหง รฐั ธรรมนูญ 2475 41 ปรดี ี พนมยงค. Ma Vie Movementee et mes 21 Ans D' Exil en Chine Populaire, แปลและเรียบเรยี งโดย วิชติ วงศ ณ ปอ มเพชร จากหนงั สือ บางหนาของ ประวตั ศิ าสตร ประสบการณของบคุ คลสําคญั ตางๆ ในอดตี -- กรงุ เทพฯ : สาํ นกั พิมพพ ทิ ยาคาร, พ.ศ. 2522 94

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดีตจนปจ จบุ ัน” เม่อื วันท่ี 9 มิถนุ ายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคต นายปรดี แี ละคณะรฐั มนตรไี ดขอความเหน็ ชอบตอ สภาวา ผูทีจ่ ะขึน้ ครองราชยส บื สนั ตติวงศค วรไดแ กสมเด็จพระ อนุชา เม่ือสภามีมติเห็นชอบแลว นายปรีดีก็ลาออกจากตําแหนงนายกรัฐมนตรี ดวยเหตุผลวา สมเด็จพระ เจาอยหู วั ที่ทรงแตง ต้งั ตนเปนนายกรัฐมนตรนี ้ันไดส วรรคตเสียแลว เหตุการณน้ี ทําใหศตั รทู างการเมืองของทาน ซึ่งประกอบดวยกลุมทหารที่สูญเสียอํานาจและพรรคการเมืองฝายคาน สบโอกาสในการทําลายนายปรีดีทาง การเมือง โดยการกระจายขาวไปตามหนังสือพมิ พ รา นกาแฟ และสถานที่ตาง ๆ รวมท้ังสงคนไปตะโกนในโรง ภาพยนตรในกรุงเทพฯ วา \"ปรีดีฆาในหลวง\" ซ่ึงเปนคํากลาวหาท่ีรายแรงมาก กลายเปนกระแสขาวลือ และ นําไปสกู ารลาออกจากตาํ แหนง ทางการเมอื งท้งั หมดในเดอื นพฤศจกิ ายน แตอ ยางไรก็ตาม มีหนังสือ หรือ ขอมูล บางท่ี ทบ่ี งบอกถงึ ขอมลู ในเชงิ ลกึ ตา งๆท่ี กลาวหาทา นวาเปน ผวู างแผนลอบปลงพระชนม แตไ มมกี ารพิสูจนจน ปจ จุบนั ทย่ี ังเปนปรศิ นา เมอ่ื วันท่ี 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 คณะรฐั ประหารซงึ่ ประกอบดว ย พล.ท. ผิน ชุณหะวัณ พ.อ. กาจ กาจ สงคราม พ.ต.อ. เผา ศรียานนท พ.อ. สฤษดิ์ ธนะรัชต พ.อ. ถนอม กิตติขจร พ.ท. ประภาส จารุเสถียร และ ร.อ. สมบรู ณ (ชาตชิ าย) ชุณหะวัณ ไดท าํ การยึดอาํ นาจการปกครองประเทศ จากรัฐบาลท่ีมหี ลวงธาํ รงนาวาสวัสด์ิเปน นายกรฐั มนตรี หลงั จากยดึ อาํ นาจสาํ เรจ็ คณะรฐั ประหารพยายามจะจบั กมุ ตัวนายปรีดีกับครอบครัว แตนายปรีดี ทราบขา วกอ นเพยี งไมก น่ี าที จงึ หนีทัน และไดล ภ้ี ัยการเมือง ไปยงั ประเทศสิงคโปร สองปถ ัดมา ก็ล้ีภยั ตอ ไปอยูท่ี สาธารณรัฐประชาชนจนี และหวนกลับมาอีกคร้ังในเหตุการณกบฏวังหลวง แตกระทําการไมสําเร็จ จึงล้ีภัยอีก ครัง้ และไดพ าํ นกั อยูทนี่ ัน่ เปนเวลาถึง 11 ป กอ นจะลี้ภยั ตอ ไปยังประเทศฝรง่ั เศส และถึงแกอสัญกรรมที่นั่น เม่ือ วนั ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ณ บา นพักชานกรงุ ปารีส ๘.พลเรือตรี ถวัลย ธํารงนาวาสวัสด์ิ42 หรือ หลวงธํารงนาวาสวัสด์ิ นายกรัฐมนตรีคนท่ี 8 ของประเทศ ไทยในชว ง พ.ศ. 2489-2490 ไดรับฉายาจากสื่อมวลชนวา \" นายกลิ้นทอง \"ดวยเหตูที่สถานการณบานเมืองใน เวลานนั้ มคี วามแตกแยกกนั เองในหมนู ักการเมอื ง และประชาชนคอ นขา งมากหลัง เหตุการณส วรรคตของรัชกาล ท่ี 8 และเหตุอนื่ ๆ บทบาทของทา นในชวงน้ี คือ การเจรจาทําความเขาใจกันของทั้งสองฝาย เพ่ือประสานรอยราว แตส ถานการณก ็ไมด ีขนึ้ จนนําไปสกู ารรัฐประหารในวนั ท่ี 8 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2490หลงั รฐั ประหารแลว ทา นตอง เดินทางออกนอกประเทศไปลภ้ี ยั อยูทฮี่ อ งกงระยะหนง่ึ แลวจงึ กลบั ประเทศไทย และใชชีวิตอยางสงบเงียบตอมา พลเรอื ตรี ถวลั ย ธํารงนาวาสวัสด์ิ ถึงแกอ สัญกรรมเมือ่ วนั ที่ 3 ธนั วาคม พ.ศ. 2531 ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา รวมอายไุ ด 87 ป นับเปน ทหารเรือคนแรกและคนเดียวจนบัดนี้ ที่ไดด าํ รงตําแหนงนายกรฐั มนตรี ๙.นายพจน สารสนิ นายกรัฐมนตรีคนท่ี ๙ เมือ่ 21 กันยายน พ.ศ. 2500 - 1 มกราคม พ.ศ. 2501เรมิ่ บทบาท ทางการเมืองดวยการสนบั สนนุ ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยการแตง ตง้ั ใหเปนสมาชกิ วุฒสิ ภา เมอ่ื ป พ.ศ. 2490 และเขารว มรัฐบาลในตาํ แหนงรัฐมนตรชี วยวาการกระทรวงการตางประเทศในป พ.ศ. 2491 และตอมาในป 42 หนังสอื 2484 ญ่ีปุนบกุ ไทย, โดย ส.คลองหลวง 95

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” พ.ศ. 2492 ไดดาํ รงตาํ แหนงรัฐมนตรีวาการกระทรวงการตางประเทศ แตภายหลังไดลาออกเนอื่ งจากมีความเหน็ ขัดแยง กับรัฐบาลเกย่ี วกับการรับรองรฐั บาลเบาได แหงเวยี ดนามใต ไดร บั ฉายา นายก 90 วัน ๑๐.จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีคนท่ี ๑๐ ไดรับแตงต้ังเปนรัฐมนตรีชวยวาการ กระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม และเปนรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมใน รัฐบาลของนายพจน สารสิน จอมพล ถนอม กิตติขจร ไดรับการซาวเสียงจากสภาผูแทนราษฎรใหขึ้นดํารง ตําแหนง นายกรฐั มนตรีคนท่ี 10 ของประเทศไทยเม่อื วันท่ี 1 มกราคม พ.ศ. 2501 บริหารประเทศไทย 9 เดือนเศษ กล็ าออกจากตําแหนง เพ่ือเปดทางใหจอมพล สฤษด์ิ ธนะรัชต ข้ึนเปนนายกรัฐมนตรี เม่ือจอมพลสฤษดิ์ ถึงแก อสัญกรรม จอมพล ถนอม กิตตขิ จร ไดร บั การแตง ต้ังใหเปนนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ในชวงระยะเวลาที่จอม พล ถนอม กิตติขจร บริหารประเทศไดสรางทางหลวงสายตาง ๆ ท่ัวประเทศหลายสาย สรางเข่ือน อาทิ เขื่อน สิรกิ ติ ์ิ เขอ่ื นอุบลรัตน นอกจากนท้ี านยังไดทําการปรับปรงุ กองทพั ใหท นั สมยั ทดั เทียมกบั นานาประเทศ และในป พ.ศ. 2508 ไดสงทหารไปรวมรบในสงครามเวียดนามดวย ไดรับฉายาวานายกผูปฏิวัติตนเอง พนตําแหนง นายกรฐั มนตรี เมอ่ื เกิดเหตกุ ารณ 14 ตุลา พ.ศ. 2516หลังจากน้ัน ไดมีการต้ังคณะกรรมการตรวจสอบทรัพยสิน ของจอมพลถนอม จนนําไปสูการยึดทรัพยสินท่ีไดมาโดยไมถูกตองเปนจํานวนมาก ไดรับฉายา นายก ส.ค.ส. วันท่ี 1 ม.ค. 01 (เด็กดเี ปนศรแี กชาติ เด็กฉลาดชาตเิ จรญิ ) ๑๑.จอมพลสฤษด์ิ ธนะรัชต นายกรัฐมนตรีคนที่ 11 เคยดํารงตําแหนงผูบัญชาการทหารบก กอนจะ ดํารงตาํ แหนง นายกรฐั มนตรี โดยการรัฐประหารเปนผูริเริ่มการจัดทํา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ และเปน ผกู อ ตงั้ สาํ นกั งบประมาณ เจาของคาํ พูดท่วี า \"พบกันใหมเม่อื ชาตติ อ งการ\" และ \"ขาพเจาขอรับผิดชอบ แตเพียงผูเดียว\" ไดชื่อวา เปนนายกรฐั มนตรผี ูมวี าทะเดด็ ทา นหนงึ่ ไดร บั ฉายา นายกพัฒนา, จอมพลผาขาวมาแดง ๑๒.ศาสตราจารยสัญญา ธรรมศักด4ิ์ 3 นายกรฐั มนตรคี นท่ี 12ปูชนยี บุคคลท่สี าํ คัญคนหน่ึงของประเทศ ไทย เคยดํารงตําแหนงประธานศาลฎีกา, คณบดีคณะนิติศาสตร และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, รอง ประธานสภารางรัฐธรรมนูญ, ไดรับการแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรี 2 สมัย และไดรับพระราชทานแตงต้ังเปน ประธานองคมนตรี คณะรัฐบาลของทานซึ่งรัฐบาลชุดน้ีไดถูกส่ือมวลชนต้ังฉายาใหวา \" รัฐบาลทานพระครู \" เน่ืองจากนายกรัฐมนตรีเปนบคุ คลท่ีธรรมะธรรมโม และแมไ ดเขามาบริหารราชการแลวกต็ าม แตสถานการณใน ประเทศยังคงระอุอยู เพราะเหตุความวุน วายตาง ๆ และรัฐบาลเสนอกฎหมายผานสภาถึง 3 ฉบับ แตไมผานการ พิจารณาจากสภานิตบิ ัญญตั แิ หงชาติ จงึ ไดร บั ฉายาใหมว า \" รฐั บาลมะเขอื เผา \" แตก ็มฉี ายาใหมอ กี วา “นายกพระ ราทาน”จนในวนั ท่ี 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 ทา นไดท ําหนังสือลาออกจากตําแหนง แต ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ประธานสภานิติบัญญัติ เห็นชอบใหทานเปนนายกรัฐมนตรีตามเดิมในวันท่ี 28 พฤษภาคม จนกระทั่งมีการ เลอื กตง้ั เมื่อวนั ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 และวนั ท่ี 14 กมุ ภาพนั ธ พ.ศ. 2518 มีพระบรมราชโองการแตงตั้ง ม.ร.ว. 43 หนังสอื ประวัติศาสตรก ารศึกษา วนั มหาวิปโยค 14 ตุลา 16 - 6 ตุลา 19, โดย แปลก เข็มพิลา 96

ประวัตศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดีตจนปจจบุ ัน” เสนีย ปราโมช ดํารงตาํ แหนง นายกรัฐมนตรคี นตอ ไปจากการเลือกตั้ง ทานจึงไดพนวาระไปและไดรับพระบรม ราชโองการแตง ต้ังใหด ํารงตําแหนง ประธานองคมนตรี ๑๓.หมอมราชวงศค ึกฤทธิ์ ปราโมช ไดร ับฉายาวา “เสาหลกั ประชาธิปไตย” ศาสตราจารย (พิเศษ) พลตรี หมอ มราชวงศ คึกฤทธิ์ ปราโมช นกั ปราชญ นักเขียน นกั การเมือง และศิลปนแหงชาติ นับเปนปูชนียบุคคลทาน หน่งึ ของไทย เปน นอ งชายแท ๆ ของ ม.ร.ว.เสนยี  ปราโมช อดตี นายกรฐั มนตรี 4 สมยั สื่อมวลชนจึงนิยมเรียกทั้ง ควู า \"หมอมพ่ี หมอ มนอง\"ไดด าํ เนินการเปดสมั พนั ธทางการทูตกบั สาธารณรัฐประชาชนจนี โดยเดนิ ทางไปเยือน กรุงปก ก่งิ เมื่อป พ.ศ. 2518ไดต ดั สินใจยบุ สภาผูแ ทนราษฎร บริหารประเทศประมาณ 9 เดือนเศษในป ๒๕๑๙ ๑๔.ศาสตราจารย (พเิ ศษ) ธานนิ ทร กรยั วิเชียร องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ไดรับฉายาวา นายก ยุบสภาเพอ่ื ไทยอยรู อด, นายกปฏริ ปู เขารับตําแหนง นายกรฐั มนตรีคนท่ี 14 เมอื่ วันท่ี 8 ตุลาคม 2519 ภายหลังจาก ทคี่ ณะปฏิรูปการปกครองแผน ดินโดยการนําของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ไดทําการรัฐประหารรัฐบาลของ ม.ร.ว. เสนีย ปราโมช เมื่อวันที่ 6 ตลุ าคม 2519 รัฐบาลนายธานนิ ทร กรัยวิเชียร ไดฉายาวา \"รัฐบาลหอย\" อันเนื่องมาจาก นโยบายขวาจดั และมาจากคาํ พดู ของนายธานินทรเ องท่เี ปรียบเปรยรัฐบาลเหมือนหอยอยูในเปลือก คือ มีทหาร คุมครอง 20 ตุลาคม 2520 คณะปฏิรูปการปกครองแผนดินซ่ึงนําโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู ร.น. ก็ทําการ รฐั ประหารอกี ครง้ั นายธานินทร กรัยวิเชยี ร จงึ พน จากตําแหนงนายกรัฐมนตรี ๑๕.พลเอก เกรียงศกั ดิ์ ชมะนนั ทน4 4 นายกรัฐมนตรคี นที่ 15 เขา รับตําแหนง นายกรฐั มนตรี หลงั จากคณะ ปฏิรูปการปกครองแผน ดินภายใต การนาํ ของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู ไดทําการรฐั ประหารรัฐบาลของนายธานินทร กรัยวเิ ชียรถึงแกอสัญกรรมเมอื่ วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2546 รวมอายุได 86 ป โดยในระหวา งท่ีดาํ รงตําแหนง นายกรัฐมนตรีอยนู ั้น ภาพที่ติดตาของพลเอกเกรียงศักด์ิ คือ การทําพะแนงเนอ้ื ใสบรั่นดรี ะหวางออกเยย่ี ม ประชาชนตามท่ตี า ง ๆ อนั เปน สูตรของพลเอกเกรยี งศักดิเ์ อง ไดรบั ฉายาวา นายกปฏสิ ันถารดียงิ่ ๑๖.พลเอก เปรม ติณสูลานนท ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ นายกรัฐมนตรีของไทยคนท่ี 16 ซ่ึงเปน นายกรัฐมนตรี 3 สมัย ระหวา งป พ.ศ. 2523 ถึง พ.ศ. 2531และเปนนายกรัฐมนตรีตามคําเชิญของรัฐสภาที่ครอง อํานาจยาวนานที่สุด ท้ังนี้เพราะกฎหมายไทยในสมัยน้ันไมไดกําหนดใหรัฐสภาตองเลือกนายกรัฐมนตรี จาก สมาชิกสภาผูแทนราษฎร บุคลิกสวนตัวพลเอกเปรมเปนคนพูดนอย ในขณะดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทย จะใหสัมภาษณแกส่ือมวลชนนอยมาก จนถูกหนังสือพิมพในขณะน้ันเรียกขานวา เตมียใบ45จน ไดรบั ฉายาวา นายกเลขโสฬส \"ปา \", เตมยี ใบ หลงั พนจากตําแหนง นายกรัฐมนตรีในวันท่ี 3 สิงหาคม พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหพลเอกเปรม เปนองคมนตรี ในวันที่ 23 44 ดู ; หนังสอื รัฐประหาร 19 กันยา '49 เรยี บแตล กึ ,โดย สาํ นักพมิ พม ติชน 45 ถอดรหสั ปา เปด ปาก 3 ฝายตองคุยกนั เอง 97

ประวตั ศิ าสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจ จุบัน” สงิ หาคม พ.ศ. 2531 จากนน้ั ในวนั ท่ี 29 สงิ หาคม พ.ศ. 2531 ไดรับโปรดเกลา ฯ ยกยอ งใหเ ปนรฐั บรุ ุษ และในวนั ที่ 4 สงิ หาคม พ.ศ. 2541 มพี ระบรมราชโองการ โปรดเกลาฯ ใหเ ปนประธานองคมนตรี ๑๗.พลเอกชาตชิ าย ชุณหะวณั เปนผูก อ ตง้ั พรรคการเมือง 2 พรรค และไดดํารงตําแหนงหวั หนาพรรค คือ พรรคชาตไิ ทย และ พรรคชาตพิ ฒั นาเขารับตําแหนง นายกรัฐมนตรี เม่ือวันท่ี 4 สิงหาคม พ.ศ. 2531 มีการปรับ คณะรฐั มนตรี 1 ครัง้ เมื่อวันท่ี 9 ธนั วาคม พ.ศ. 2533 ไดดํารงตําแหนงในฐานะนายกรัฐมนตรี เปนระยะเวลารวม ประมาณ 2 ปครึ่งรัฐบาลพลเอกชาติชายวาเปน \"บุฟเฟตคาบิเนต\" ขณะที่การทํางานของสภาผูแทนราษฎร ที่มี สดั สว น ส.ส. ฝา ยรัฐบาล เปน จาํ นวนมากกถ็ กู โจมตีวามีสภาพเปน \"เผด็จการรัฐสภา\" พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ บริหารประเทศจนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ พ.ศ. 2534 ก็ถูกยึดอํานาจการปกครองโดย คณะรักษาความสงบ เรียบรอ ยแหงชาติ (รสช.) ภายใตก ารนาํ ของ พล.อ. สุนทร คงสมพงษ พล.อ. สุจินดา คราประยูร พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล และพล.อ. อิสระพงศ หนุนภักดี ท่ีตอมานําไปสูเหตุการณ พฤษภาทมิฬ ในป พ.ศ. 2535 และพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ไดถึงแกอสัญกรรม เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 ณ โรงพยาบาลคอมเวลล สหราชอาณาจกั ร รวมอายไุ ด 78 ป ไดร ับฉายา \"นา ชาต\"ิ ไมม ีปญหา, ปลาไหลใสสเกต็ , ช.สามชา , จอมเสียบ ๑๘.นายอานันท ปน ยารชนุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี 2 สมัย หลังการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2534 และ พฤษภาทมฬิ ภารกจิ หลกั ของรฐั บาลนายอานันทในสมัยแรก คือ การรางรัฐธรรมนูญ และจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร นายอานันท ไดนําบุคคลผูมีความรู ความสามารถ และมีภาพพจนท่ีดี มาดํารงตําแหนงรัฐมนตรี เชน นายนุกูล ประจวบเหมาะ นายเสนาะ อูนากูล นายโฆษิต ปนเปยมรัษฎ นายอานันท พนจากตําแหนงนายกรัฐมนตรีสมัยท่ีสองในวันท่ี 23 กันยายน พ.ศ. 2535 ภายหลงั การเลือกตง้ั เม่อื วันท่ี 13 กันยายน พ.ศ. 2535 ซ่ึงพรรคประชาธิปตยไดรับเลือกต้ังเขามามากที่สุด และนายชวน หลกี ภยั หวั หนา พรรคประชาธปิ ต ยดํารงตาํ แหนง นายกรฐั มนตรคี นท่ี 20 ๑๙.พลเอก สจุ นิ ดา คราประยรู ไดรบั พระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหดาํ รงตําแหนง นายกรฐั มนตรี คนท่ี 19 ของประเทศไทย เมอื่ วันท่ี 7 เมษายน พ.ศ. 2535 เม่ือเขา ดํารงตําแหนง พลเอก สจุ นิ ดา ไดถกู คัดคา นจาก กลมุ เคลอื่ นไหวทางการเมอื งหลายกลมุ จนกระทั่งเกิดเหตุการณไ มส งบภายในประเทศ หรือ พฤษภาทมฬิ ขึ้น ระหวางวนั ท่ี 17-20 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 พลเอก สจุ ินดา จึงลาออกจากตําแหนง เมือ่ วันท่ี 24 พฤษภาคม 2535 เพอื่ ใหก ารแกไ ขรัฐธรรมนูญเปนไปโดยอสิ ระและเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมอื ง อยา งไรก็ตาม นายมีชัย ฤชพุ นั ธุ รองนายกรฐั มนตรไี ดท ําหนาที่รักษาการนายกรัฐมนตรไี ทยเปนการช่วั คราว จนกระท่งั มีการแตงตั้ง นายกรัฐมนตรคี นใหมในวนั ท่ี 10 มิถนุ ายน 2535 คณะรัฐมนตรี คณะที่ 48 ของรัฐบาลพลเอก สจุ นิ ดา ครา ประยรู จงึ พนจากตําแหนง ไปตามวาระ ๒๐.นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีคนที่ 20 ของประเทศไทย เปนนายกรัฐมนตรีสองสมัย ใน คณะรฐั มนตรีคณะท่ี 50 และ คณะรัฐมนตรีคณะที่ 53 ปจ จบุ นั เปนประธานสภาที่ปรกึ ษาพรรคประชาธิปตย นาย 98

ประวตั ิศาสตรกฎหมายและการเมอื งไทย“อดตี จนปจจบุ ัน” ชวนเปนนายกรัฐมนตรีพลเรือนคนแรกอยางแทจริงนับต้ังแตกลางทศวรรษ 1970 และมีชื่อเสียงเร่ืองความ ซ่ือสัตยกับความประพฤตทิ ่ไี มด างพรอย46 นายชวน หลีกภัย ไดชอื่ วา เปนนักการเมืองทม่ี ีคารมคมคาย โดยเฉพาะ ในแบบเชือดเฉอื น จนไดฉ ายาวา \"ใบมีดโกนอาบนํา้ ผ้ึง\" ตัวอยางวาทะเด็ดของ นายชวน หลีกภัย เชนเราไมอาจ ทาํ ใหค นทุกคนร่าํ รวยเทาเทียมกันได แตเราสามารถทําใหทุกคนอยูใตกฎหมายเดียวกันได; ยอมใหคนโงท่ีคน รอบขางซื่อสัตยปกครองประเทศ ดีกวาปลอ ยใหคนซื่อแตคนรอบขา งโกงกินปกครองประเทศ ๒๑.นายบรรหาร ศลิ ปอาชา47 นายกรัฐมนตรีคนท่ี ๒๑ เขาสูวงการเมืองจากการชักชวนของนายบุญเอื้อ ประเสริฐสวุ รรณ ต้ังแตมีการกอตั้งพรรคชาติไทยเม่อื พ.ศ. 2517 โดยไดเปน สมาชกิ สภานติ ิบญั ญัติแหง ชาติ ในป พ.ศ. 2517 และเปนสมาชิกวุฒิสภา ในป พ.ศ. 2518 กอนท่ีจะลงสมัครรับเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎร จงั หวัดสุพรรณบรุ ี เมื่อ พ.ศ. 2519 และ ไดรับเลือกต้ังเปน สมาชิกสภาผูแทนราษฎร มาทุกสมัยท่ีมีการเลือกตั้ง ตอมานายบรรหารข้นึ ดํารงตาํ แหนง เลขาธกิ ารพรรคชาติไทย ในป พ.ศ. 2523 บรรหารมีสมญานามมากมาย จาก ลกั ษณะเดน หลายประการ เชน มีฐานเสียงหนาแนนอยางที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี มีสถานะเปนเจาถ่ินจนได สมญาวา \"มังกรสพุ รรณ\" หรือ \"มังกรการเมอื ง\" และเนอื่ งจากมีลกั ษณะคลาย เตงิ้ เส่ยี วผิง อดีตผนู ําจนี สือ่ มวลชน จึงนิยมเรียกนายบรรหารสั้น ๆ วา \"เติ้ง\" หรือ \"เติ้งเส่ียวหาร” และไดรับฉายาจากนักการเมืองและผูส่ือขาววา “ปลาไหล” เน่อื งจากพฤติการณข องนายบรรหาร มีการเปล่ยี นแปลงทางการเมืองในภาวะท่ีไปเขาขางฝายตางได อยางรวดเร็ว นายบรรหารดาํ รงตําแหนงนายกรฐั มนตรใี นวนั ท่ี 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 หลงั จากท่พี รรคชาติไทย ชนะการเลอื กตั้งเมอ่ื วันท่ี 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 โดยท่ีมีพรรคประชาธิปตย เปนพรรคฝายคาน ซึ่งรัฐบาลนาย บรรหารน้ีมีผลงานคือ การเริ่มรางรัฐธรรมนูญฉบับ ป พ.ศ. 2540 ที่ถือกันวาเปนรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจาก ประชาชนและมีความเปน ประชาธปิ ไตยทสี่ ุด ซึง่ ไดน ํามาใชกันในเวลาหลัง นายบรรหารพนจากตําแหนงดวยการ ยบุ สภา เนื่องจากถกู พรรคฝา ยคา นอภปิ รายไมไววางใจในเร่อื งสัญชาตเิ กดิ ของบดิ า ๒๒.พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีคนท่ี ๒๒ เปนเจาของสมญา \"ขงเบงแหงกองทัพบก\" เคย ไดร บั การแตง ต้งั ใหเ ปน สมาชกิ วุฒิสภา ขณะดาํ รงตําแหนงทางทหาร เปนผูกอตั้ง และหัวหนา พรรคความหวัง ใหม คนแรก และเปน อดตี ส.ส.หลายสมยั มคี ะแนนเสียงหนาแนน ในจังหวดั นครพนม ส่ือมวลชนและประชาชน ทัว่ ไป เรยี ก พล.อ.ชวลติ วา \"บ๊ิกจ๋ิว\" และในพนื้ ทภี่ าคอสี าน เรยี ก พล.อ.ชวลติ วา \"พอใหญจวิ๋ \" พล.อ.ชวลิต ยงใจ ยุทธ ลาออกจากตําแหนง ผูบัญชาการทหารสูงสุด แลวเขาสูการเมือง กอต้ังพรรคความหวังใหม ในเหตุการณ พฤษภาทมฬิ ป พ.ศ. 2535 พล.อ.ชวลิต เปนหนึ่งในผูที่ปราศรัยขับไล พลเอกสุจินดา คราประยูร ท่ีสนามหลวง เปน คนแรกดวย การเมอื งหลังจากน้ัน พรรคความหวงั ใหมก ลายเปนพรรคที่มีผสู นับสนุนมากที่สุดในภาคอีสาน รัฐบาลของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ เปนรัฐบาลท่ีมีสวนรับผิดชอบตอวิกฤตการณทางการเงิน เมื่อป พ.ศ. 2540 46 ไมเคิล ลีเฟอร, จุฬาพร เอื้อรกั สกุล (แปล-เรียบเรยี ง), พจนานกุ รมการเมอื งสมัยใหมในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต -- กรงุ เทพฯ: สาํ นกั พิมพ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,2548.(ISBN 974-571-921-8) 47 วีรชาติ ชมุ สนิท, 24 นายกรฐั มนตรไี ทย, ออลบุค สพ ับลสิ ช่งิ , 2549 ISBN 974-94-55398 99

ประวัติศาสตรกฎหมายและการเมืองไทย“อดตี จนปจ จุบัน” (ค.ศ. 1997) ทท่ี ําใหประเทศไทยลม ละลาย และ ขยายผลไปสูป ระเทศเพื่อนบาน โดยรอบ ดวยการทําเงินคงคลัง ท้งั หมดของประเทศเขา ไปอมุ คาเงนิ บาท ซง่ึ ถกู ปลอ ยขายในขณะนน้ั ธุรกจิ ของเหลาแกนหลกั ของรัฐบาลชุดนี้ ยัง ถกู ต้งั ขอ สงั เกตวา ไมไดรับผลกระทบตอวกิ ฤตกรณแ ตอ ยา งใด ในขณะทธ่ี ุรกิจของบุคคลโดยท่ัวไปที่ไมมีความ เก่ยี วของ กับคนในรัฐบาลน้ัน ไดรบั ผลกระทบถงึ ขน้ั ลมละลายเปนจํานวนมาก ทว่ั ประเทศ กอ นที่จะยา ยพรรคมา สังกัดพรรคไทยรักไทย ในป พ.ศ. 2544 และ พล.อ.ชวลิต ก็รับตําแหนงรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษณิ ชินวตั รสมยั แรกดวย หลงั เหตุการณรฐั ประหารในป พ.ศ. 2549 พล.อ.ชวลิต พยายามจะเปนผเู สนอตัวไกลเกลย่ี ทาํ ความเขา ใจ ระหวา งกลุมผทู ี่ขับไล พ.ต.ท.ทักษิณ และกลมุ ผทู สี่ นบั สนุน พ.ต.ท.ทกั ษณิ ให \"สมานฉนั ท\" กัน โดยเรยี ก บทบาทตัวเองวา \"โซขอ กลาง\" รวมทง้ั มกี ารขาววา อาจจะเขารับตาํ แหนงหวั หนา พรรคพลังประชาชน แตแลว ตาํ แหนงนีใ้ นท่ีสุดก็ตกเปน ของ นายสมคั ร สุนทรเวช ๒๓.พันตํารวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร เปนนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทย เปนผูกอตั้ง และ หัวหนา พรรคไทยรกั ไทย เปนนกั ธรุ กจิ ผกู อตงั้ กลุม ชิน คอรป อเรชน่ั ปจ จบุ นั เปนประธานกติ ติมศักดข์ิ องสโมสร ฟตุ บอลแมนเชสเตอรซิตี เขา สกู ารเมืองในป พ.ศ. 2537 โดยพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ไดลาออกจากตําแหนง ประธาน กรรมการ และ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอรปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) โดยไดโอนหุนให คุณหญิงพจมาน นายพานทองแท นางสาวพิณทองทา นางสาวแพทองธาร และ คนรับใช คนสนิทถือแทน จากนั้นไมนาน ก็เขาดาํ รงตาํ แหนง รฐั มนตรีวาการกระทรวงการตางประเทศ ในสมัย รัฐบาล นายชวน หลีกภัย และ ในปตอมา (พ.ศ. 2538) ไดเขารับตําแหนง หัวหนาพรรคพลังธรรม ตอจาก จําลอง ศรีเมือง และ ดํารง ตําแหนง รองนายกรัฐมนตรี ในสมัย รัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา ในป พ.ศ. 2539 ดํารงตําแหนง รอง นายกรฐั มนตรี ในสมัย รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เมื่อวันท่ี 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ไดกอต้ัง พรรคไทยรักไทย และ ดํารงตําแหนง หวั หนา พรรค จนในทีส่ ดุ ไดขน้ึ สูตําแหนง นายกรัฐมนตรี ใน วันที่ 9 กุมภาพันธ พ.ศ. 2544 พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ เปน นายกรฐั มนตรีจากการเลือกต้ังคนแรก ที่ดํารงตําแหนงครบวาระ 4 ป ในการดํารงตําแหนงสมัยแรกไดรับ ฉายา \"ผูนําจานดว น\" เพราะ ตลอด 4 ปใ นการบริหารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยงั คงความเปนเอกลักษณของการคิดไว ทําไว เชือ่ ม่นั ในตวั เองสงู ตอบโตทันควันตอ ผูเ ห็นตางเสมอ ขณะเดียวกันไดเรงออกนโยบายประชานิยม หวาน เม็ดเงนิ ผุดโครงการโดยใชเงนิ นํารอ ง สรา งภาระหนีใ้ หก ับประชาชน สงผลใหหนค้ี รัวเรอื นพุงทะยานสูงข้ึนเปน ประวัตกิ ารณ ทา มกลางคาํ ครหาเรื่องผลประโยชนท ับซอน จงึ เปรียบภาวะผนู าํ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เสมือนการส่ัง อาหารจานดว นมารบั ประทาน อันบงบอกถึงทําเร็ว กินเร็ว อ่ิมเร็ว เพ่ือตองการใหเห็นผลงานเร็ว เหมือนกับไม สนใจรสชาตขิ องอาหาร จึงเหมาะกบั ฉายา \"ผูนาํ จานดวน\" แตก ลับตองพนจากตําแหนงในวาระที่สอง เน่ืองจาก การรัฐประหาร เม่ือวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ขณะกําลังรวมการประชุมสหประชาชาติ ท่ี นครนิวยอรก สหรฐั อเมรกิ า 100


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook