ชดุ ความรวู �เคราะหชองวางนโยบายจดุ เปลีย่ นสิง่ แวดลอมไทย: การว�เคราะหชองวา งนโยบาย ศาสตราจารย ดร.มิง่ สรรพ ขาวสอาด
จดุ เปลย่ี นส ง่ิ แวดลอ้ มไทย: ก ารว เิ คราะหช์ อ่ งวา่ งนโยบายศาสตราจารย์ ดร.มง่ิ สรรพ์ ขาวส อาดส ถาบนั ศกึ ษานโยบายส าธารณะมหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
จดุ เปลย่ี นส ง่ิ แวดลอ้ มไทย:การวเิ คราะหช์ อ่ งว ่างนโยบายจดุ เปลย่ี นสง่ิ แวดลอ้ มไทย:การว เิ คราะหช์ อ่ งวา่ งน โยบายผูเ้ ขยี น: ศาสตราจารย์ ด ร.ม ่งิ สรรพ์ ขาวส อาดเอกสารวชิ าการ: ชุดความรู้วเิ คราะหช์ ่องวา่ งนโยบายสนับสนุนโดย: สำนกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้ แผนงานสรา้ งเสรมิ การเรยี นรกู้ บั สถาบนั อดุ มศกึ ษาไทย เพอื่ การพัฒนานโยบายสาธารณะทดี่ ี (นสธ. หรือ TUHPP) สถาบันศกึ ษานโยบายสาธารณะ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่พมิ พค์ รั้งท่ี 1 ตุลาคม 2552 จำนวน 1,000 เลม่ออกแบบ/จดั พิมพ:์ ลอ๊ คอนิ ดีไซน์เวิร์ค 1/19 หมู่บา้ นล้านนาวิลลา่ ต.ช้างเผือก อ.เมอื ง จ.เชียงใหม่ โทร.0 5321 3558, 08 9835 1789
จดุ เปลี่ยนส ่งิ แวดลอ้ มไทย:การว เิ คราะหช์ ่องว ่างนโยบายคำนำ “..ค. ดมี าบตาพดุ นบั เปน็ จุดเปลี่ยนของประวตั ิศาสตรก์ ารค ุม้ ครองส่ิงแวดลอ้ มไทย กล่าวคือ ประชาชนไม่ยินยอมให้รัฐส่วนกลางผูกขาดอำนาจในการกำหนดนโยบายสงิ่ แวดล้อมและใช้กฎหมายสงิ่ แวดล้อมแต่เพียงฝ า่ ยเดียวอกี ต อ่ ไป..”. เอกสารชดุ ความร้วู เิ คราะห์ช่องว่างนโยบาย เรื่อง จดุ เปล่ยี นส ิ่งแวดลอ้ มไทย: การวเิ คราะหช์ อ่ งวา่ งน โยบาย น ี้ไดว้ เิ คราะหว์ วิ ฒั นาการของก ารบรู ณาก ารก ารอนรุ กั ษ์สิ่งแวดลอ้ มกับการพ ฒั นาเศรษฐกิจในก ระแสโลกาภวิ ตั น์ เปา้ หมายด้านสง่ิ แวดลอ้ ม ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยท่ีผ่านมา และผลกระทบ ของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่อส่ิงแวดล้อมโดยมีคดีมาบตาพุดเป็นกรณีศึกษา ตามด ว้ ยการวเิ คราะหช์ อ่ งวา่ งท างน โยบายในการค มุ้ ครองสงิ่ แวดลอ้ มของป ระเทศไทย และปิดท้ายด้วยการนำเสนอแนวทางและมาตรการที่ควรจะต้องขับเคล่ือนต่อไป ในอนาคต ขอขอบคุณ แผนงานส รา้ งเสรมิ ก ารเรียนรูก้ บั สถาบันอุดมศึกษาไทย เพ่ือการพฒั นานโยบายสาธารณะทด่ี ี (นสธ. ห รอื TUHPP) โดยการสนับสนนุ ของสำนกั งานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ท ่ีได้รวบรวมและจัดพิมพ์เอกสาร เรื่องนี้ข้ึน เพื่อเผยแพร่ให้กับผู้เกี่ยวข้อง แ ละผู้สนใจได้ร่วมกันแลกเปล่ียนเรียนรู้ อันจะนำไปสกู่ ารจดั การส ิง่ แวดล้อมรว่ มก ันอย่างส ร้างสรรค์ต อ่ ไปในอนาคต ศาสตราจารย์ ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ผู้อำนวยการสถาบนั ศกึ ษานโยบายสาธารณะ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่
จุดเปลีย่ นสง่ิ แวดลอ้ มไทย:การวเิ คราะหช์ อ่ งว ่างนโยบายสารบญั 6 โลกาภิวัตน์ของการบรู ณาการส่ิงแวดล้อมในเปา้ หมายการพัฒนาเศรษฐกจิ 13 วิวัฒนาการของแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ 17 ผลกระทบของโครงการพฒั นาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 คดีมาบตาพดุ : จดุ เปลย่ี นประวัตศิ าสตร์สิง่ แวดลอ้ มไทย 25 ชอ่ งว่างทางนโยบายของการค้มุ ครองสงิ่ แวดลอ้ มของประเทศไทย 29 สู่การพิทกั ษ์สิง่ แวดลอ้ มในอนาคต 30 บรรณานุกรม
จดุ เปลี่ยนส ง่ิ แวดลอ้ มไทย:การว ิเคราะหช์ ่องวา่ งน โยบาย 5 จดุ เปลย่ี นสง่ิ แวดลอ้ มไทย: การว เิ คราะหช์ อ่ งว า่ งน โยบาย น่าแปลกที่ว่าแม้ส่ิงแวดล้อมจะเป็นส่วนหน่ึงของชีวิตมนุษย์และเป็นระบบธรรมชาติที่เก้ือหนุนการดำรงชีพอยู่ทุกวันทุกเวลา แ ต่มนุษย์กลับให้ความสำคัญ ต่อส่ิงแวดล้อมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ในการทำโพลล์เกี่ยวกับปัญหาสำคัญๆ ทปี่ ระชาชนใหค้ วามส นใจ ป ระเดน็ ส งิ่ แวดลอ้ มม กั จะเปน็ ป ระเดน็ ส ำคญั ล ำดบั ส ดุ ทา้ ยตามหลงั ป ัญหาเศรษฐกิจ ส งั คม และการเมือง ป ัญหาเศรษฐกิจหรอื ปญั หาป ากท้องมกั เปน็ ป ระเดน็ ท ป่ี ระชาชนใหค้ วามส ำคญั ม ากท สี่ ดุ ท งั้ นเี้ พราะผ ลกระท บจากป ญั หา สงิ่ แวดลอ้ มม กั จะใชเ้ วลาในก ารสะสมยาวนาน ก วา่ จะรตู้ วั กแ็ กไ้ ขไมท่ นั ห รอื ก วา่ จะรตู้ วั กต็ ้องใชง้ บป ระมาณมหาศาลในก ารแก้ไข เชน่ ก รณภี าวะโลกรอ้ น การบรู ณาก ารจดั การส ง่ิ แวดลอ้ มใหเ้ ปน็ ส ว่ นห นงึ่ ของก ารพ ฒั นาเศรษฐกจิ เปน็ กระแสท ่มี มี าตั้งแตป่ ี พ .ศ. 2515 เมอ่ื ประชาคมโลกเรมิ่ ต ระหนักถึงความรนุ แรงของปญั หาส่งิ แวดลอ้ มที่เกดิ จากกจิ กรรมของมนษุ ย์ บ ทความนี้แสดงถึงวิวัฒนาการของความพ ยายามท ีจ่ ะบูรณาก ารก ารอ นรุ ักษส์ ิ่งแวดลอ้ มก บั การพัฒนาเศรษฐกจิ โดยเรมิ่ จากการพิจารณาประเด็นส่ิงแวดล้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจในกระแสโลกาภิวัตน์ และวเิ คราะหค์ วามส ำคญั ของเปา้ ห มายส งิ่ แวดลอ้ มต ลอดชว่ ง1 0 แผนของก ารพ ฒั นา โดยเกรนิ่ ถ งึ น วตั กรรมด า้ นก ารวางแผนในแตล่ ะแผน ต ามด ว้ ยผ ลกระท บของโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ท่ีมักมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยยกเอาคดีมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซง่ึ เปน็ จดุ เปลย่ี นของก ารจดั การสงิ่ แวดลอ้ มไทยม าเปน็ ก รณศี กึ ษา และสดุ ทา้ ยก็คือ ป ระเมินจุดอ่อนในการดูแลสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เพ่ือวิเคราะห์นโยบายและมาตรการท จี่ ะต้องขบั เคล่อื นต ่อไปในอ นาคต
6 จุดเปล่ยี นสง่ิ แวดล้อมไทย:การวเิ คราะหช์ ่องว ่างนโยบาย1 โลกาภ ิวตั น ์ของก าร บูร ณาก าร ส ่งิ แวดลอ้ ม ในเป้าห มายก ารพ ัฒนาเศรษฐกจิ ในทัศนะของผู้เขียน ค ลื่นลูกท่ีหน่ึงของโลกาภิวัตน์ด้านส่ิงแวดล้อมเกิดขึ้น เม่อื อ งค์การสหประชาชาติจัดการป ระชมุ ท่ีเรียกวา่ “ก ารป ระชมุ ส หประชาชาติเร่ืองสิ่งแวดลอ้ มของมนษุ ย”์ (UN C onference on the H uman Environment: U NCHE) ที่กรุงสตอกโฮล์ม ป ระเทศสวีเดน ระหว่างวันที่ 5 -16 ม ิถุนายน พ .ศ. 2 515 (ค.ศ. 1972) U NCHE ถ ือว่าเป็นการประชุมคร้ังแรกด้านสิ่งแวดล้อมในระดับโลก และวางรากฐานส ำหรบั ค วามรว่ มม อื ในระดบั น านาชาตใิ นก ารล ดผ ลกระท บท เ่ี กดิ จากกจิ กรรมของม นษุ ยต์ อ่ สง่ิ แวดลอ้ ม ห ลงั จากการป ระชมุ องคก์ ารสหประชาชาตไิ ดจ้ ดั ต งั้ โครงการสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ สหประชาชาติ( U nitedN ationsE nvironmentP rogramme: U NEP) และวันท ี่ 5 ม ิถุนายน ถ ูกกำหนดใหเ้ ป็นวนั สิ่งแวดลอ้ มโลกม าจนทกุ วนั น ี้ คลืน่ ลูกทส่ี องของก ระแสโลกาภวิัตน ด์ ้านสิง่ แวดล้อมเกิดขึ้นในป ี พ .ศ. 2530 (ค .ศ .1987) เมื่อโลกต ะวนั ต กนำเสนอแนวคิดเร่อื งก ารพัฒนาท ่ยีัง่ ยืน (Sustainable Development) ในรายงานของ M rs. B rundtland (WCED 1987) ซึ่งตอ่ มามักเรียกกนั วา่ B rundtlandR eport แมว้ า่ แนวคดิ เรอ่ื งก ารบรู ณาก ารส ง่ิ แวดลอ้ มก บั ก ารพ ฒั นาจะม ีมาต้ังแตก่ ารประชมุ U NCHE เม่อื พ .ศ . 2515 แต่ B rundtland Report ท ำให้แนวคดิ น ปี้ รากฏเดน่ ชดั ม ากขน้ึ น อกจากน ี้ น บั เปน็ ค รงั้ แรกท มี่ กี ารใชค้ ำวา่ “ก ารพ ฒั นา
จุดเปลยี่ นส ง่ิ แวดล้อมไทย:การว ิเคราะห์ช่องว า่ งนโยบาย 7ทย่ี ั่งยืน” ซึง่ ก่อให้เกดิ ความต่นื ตัวโดยทวั่ ไปเกี่ยวกับความจำเปน็ ท จี่ ะตอ้ งสร้างความสมดุลระหว่างก ารพฒั นาเศรษฐกจิ ก บั ส่งิ แวดลอ้ ม พัฒนาการด้านการคุ้มครองส่ิงแวดล้อมในระดับนานาชาติได้นำไปสู่การ พัฒนาอนุสัญญาและความตกลงพหุภาคีด้านส่ิงแวดล้อม (MEAs: M ultilateral Environmental A greements) ม ากมายหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในช่วงเกือบสองทศวรรษท่ีผ่านมา ในขณะเดียวกัน ในด้านการค้าระหว่างประเทศ ก ็มีเวทีของแกตต์ (General A greement on Tariffs and Trade: G ATT) ซ่ึงต่อมาพัฒนาเปน็ อ งคก์ ารการค ้าโลก (W orld Trade O rganization: W TO) เปน็ เวทขี อง นักเศรษฐศาสตร์ ป ระกอบด ้วยผูว้ างน โยบายท นี่ ยิ มก ารคา้ เสรี ป ระเด็นส ิ่งแวดลอ้ ม ถูกกล่าวหาว่าเป็นเง่ือนไขท่ีนำมาซึ่งการกีดกันทางการค้า จ ึงมิได้ถูกบูรณาการ เทา่ ท คี่ วรในก รอบแนวคดิ ของก ารพ ฒั นาในฐานะเปา้ ห มายห รอื วสิ ยั ท ศั น์ ก ารผ ลกั ด นั เป้าหมายสิ่งแวดล้อมในโลกการค้าเสรีมักเป็นการขับเคลื่อนของกลุ่มท่ีคิดว่า เทคโนโลยีเป็นทางออกสำคัญของการพฒั นาท ีย่ งั่ ยืน เทคโนโลยีไมไ่ ด้ถกู มองวา่ เป็นตัวการของการทำลายสิ่งแวดล้อม แ ต่ยังอาจเป็นคำตอบและทางออกของการฟื้นฟูและเฝา้ ระวงั ส่งิ แวดล้อมได้อีกด ว้ ย เคร่ืองม อื ส ำคัญในการต รวจสอบผ ลกระทบของการพัฒนาต่อส่ิงแวดล้อมก็คือ ร ายงานผลกระทบส่ิงแวดล้อม (Environmental Impact A ssessment: EIA) บ ทบาทของการคุ้มครองส่ิงแวดล้อมจึงเป็นของ นกั วทิ ยาศาสตร์ น กั เทคโนโลยี และน กั บ รหิ าร โดยต า่ งก ม็ งุ่ ห วงั วา่ รายงานผ ลกระท บ สง่ิ แวดลอ้ มจะชว่ ยบ รรเทาผ ลกระท บสงิ่ แวดลอ้ มท เี่ กดิ จากก ารพ ฒั นาเศรษฐกจิ ไดโ้ ดยเฉพาะในโครงการใหญๆ่ คลื่นลูกที่สามของโลกาภิวัตน์ด้านส่ิงแวดล้อมเกิดข้ึนในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United N ations C onference on Environment and D evelopment: U NCED) ค .ศ. 1992 (พ .ศ. 2535) ซ่ึงจัดข้ึนที่ ก รุงรีโอเดจาเนโร ป ระเทศบราซิล ป ฏิญญาริโอ (Rio D eclaration) ซ่ึงได้รับก ารรับรองจากท ่ีประชมุ U NCED ก ำหนดห ลักการด้านสิง่ แวดลอ้ มหลายป ระการ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาท่ีย่ังยืน ได้แก่ ห ลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
8 จดุ เปลย่ี นสงิ่ แวดลอ้ มไทย:การวเิ คราะหช์ อ่ งว ่างน โยบาย(Polluter Pays Principle: PPP) ห ลักการระวงั ไวก้ อ่ น (Precautionary Principle) แ ละหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ก ารประยุกต์ใช้ หลักการต่างๆ เหล่านี้ล้วนต้องอาศัยการบูรณาการสิ่งแวดล้อมเข้ากับกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกจิ ของแตล่ ะป ระเทศ หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ห รือ P PP น ับว่าเป็นหลักการซึ่งเป็นที่รู้จักและ ถูกน ำม าใช้ม ากท ีส่ ุดในป ระเทศต ่างๆ แม้ว่าแนวคิดเกยี่ วกับก บั ก ารใช้ PPP จะถกู นำเสนอโดยองคก์ ารเพื่อค วามรว่ มมือทางเศรษฐกจิ และก ารพัฒนา (Organization for Economic C ooperation and D evelopment: O ECD) ม าต งั้ แตต่ ้นทศวรรษ 1970 แต่ก็เพิ่งถูกกล่าวถึงและเผยแพร่อย่างกว้างขวางในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในทศวรรษ 1990 โดยเฉพาะอ ย่างย่ิงห ลังการป ระชมุ U NCED ห ลัก PPP เป็นห ลักก าร ทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมมลพิษ เพ่ือให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล จ ึงเป็นหลักการท่ีอยู่เบ้ืองหลังการนำเอาเคร่ืองมือทางเศรษฐศาสตร์ (ภาษี ค ่าธรรมเนียม ฯ ลฯ) ม าใช้ในการกำกับกิจกรรมท่ีสร้าง ผลกระทบด้านส่ิงแวดล้อม ส ่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์เข้ามามีบทบาทสำคัญใน การค ดิ ห า เครอ่ื งม อื พ ทิ กั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ มและใชห้ ลกั เศรษฐศาสตรใ์ นก ารป ระเมนิ ม ลู คา่ สิ่งแวดล้อม อีกหลักการหนึ่งซึ่ง U NCED ท ำให้เกิดความต่ืนตัวมากข้ึนก็คือ ห ลักการมี ส่วนร่วมของประชาชน ซ่ึงเปิดใหป้ ระชาชนสามารถเข้าม าม สี ว่ นรว่ มในกระบวนการพัฒนาประเทศ รวมทั้งมีสว่ นรว่ มในการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยภาครัฐต้องส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แ ละเข้าถึงกระบวนการทางการปกครองและกระบวนการยุติธรรมม ากขนึ้ ผลพวงของกระแสโลกาภิวัตน์ที่เกิดจากความพยายามท่ีจะพิทักษ์สิ่งแวดล้อม ไดก้ อ่ ใหเ้ กดิ ผลผลติ ในรปู ของการยกระดบั รายงานการวเิ คราะหผ์ ลกระท บสง่ิ แวดลอ้ ม ให้รวมถึงการวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคม ท างสุขภาพ แ ละทางศิลปวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม ค วามพยายามล่าสุดของการกำกับ
จดุ เปลยี่ นส ิง่ แวดล้อมไทย:การว ิเคราะห์ช ่องว่างน โยบาย 9ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาได้เลื่อนระดับขึ้นไปจากการกำกับระดับโครงการไปเปน็ ระดบั พ นื้ ทหี่ รอื ระดบั น โยบาย ซงึ่ รจู้ กั กนั ในชอื่ การวเิ คราะหส์ งิ่ แวดลอ้ ม เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environment A ssessment: SEA) เช่น ก ารวิเคราะห์ผลกระท บด ้านส่งิ แวดลอ้ มจากนโยบายก ารเปิดก ารค้าเสรี เปน็ ต้น SEA ม ีหลักก ารสำคัญๆ ท เี่พ่ิมเติมม ากข้ึนก วา่ ก ารทำ EIA ค อื ป ระการแรก SEA เปน็ การป ระเมนิ ในระดบั ท สี่ งู และก วา้ งก วา่ ระดบั โครงการ เชน่ ป ระเมนิ น โยบายใหม่ ห รือประเมินการพัฒนาพ้ืนที่ใหม่ ป ระการที่สอง ในการวิเคราะห์ผลกระทบ ต้องม ีการพจิ ารณาทางเลอื กอื่นๆ และป ระการท ี่สาม ในก ารจัดทำ SEA ค วรมกี ารจำลองภาพในอนาคตในกรณีที่มีและไม่มีนโยบายที่กำลังวิเคราะห์ ห รือจำลองภาพทตี่ ัวแปรสำคัญม แี นวโนม้ ท่ีจะเปลีย่ นแปลงในอนาคต คลื่นลูกท่ีสี่เป็นคล่ืนท่ีเกิดจากกระแสความต่ืนตัวในระดับโลกเกี่ยวกับปัญหาการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (climate change) ห รือที่มักเรียกกันว่า ภาวะโลกร้อน (global w arming) ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการสะสมของก๊าซ เรอื นก ระจกท ม่ี าจากก จิ กรรมของม นษุ ยใ์ นชนั้ บรรยากาศม ากจนเกนิ ส มดลุ ธรรมชาติ ทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังพื้นโลกไม่สามารถระบายออกสู่บรรยากาศช้ันนอกของโลกได้ จึงเกิดการกักเก็บความร้อนหรือท่ีเรียกกันว่า ภ าวะเรือนก ระจก (greenhouse effect) และทำใหอ้ ณุ หภมู ิของโลกสงู ขนึ้ ก อ่ ใหเ้ กิดการแปรปรวนของดินฟ ้าอากาศ ภ ัยพ บิ ัตทิ างธรรมชาตทิ ่รี นุ แรงม ากข้ึน ก ารละลายของภเู ขานำ้ แขง็ และธารน ำ้ แขง็ ขว้ั โลก และก ารเพม่ิ ขนึ้ ของระดบั น ำ้ ท ะเล ซง่ึ จะก อ่ ใหเ้ กดิ ผลกระท บเปน็ ลูกโซ่ต ่อระบบน เิ วศนแ์ ละส ิง่ มชี ีวติ กา๊ ซเรือนกระจกท่สี ำคัญไดแ้ ก่ ก ๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) ม ีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) และซลั เฟอรเ์ฮกซาฟ ลอู อไรด์ (SF6) แม้วา่ ประเทศไทยจะมีส่วนในการป ลอ่ ยกา๊ ซเรอื นก ระจกในสดั สว่ นท น่ี อ้ ยก วา่ ป ระเทศพ ฒั นาแลว้ และป ระเทศก ำลงั พ ฒั นาอนื่ ๆ หลายป ระเทศ แตก่ ารเปลย่ี นแปลงสภาพภ มู อิ ากาศยอ่ มสง่ ผลกระท บต อ่ ป ระเทศต า่ งๆ ในโลกอย่างไม่เลือกพรมแดน ป ระเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมเพ่ือรับมือ กับผ ลกระทบตา่ งๆ ท ่ีจะเกดิ ขึ้นจากก ารเปล่ยี นแปลงส ภาพภ ูมอิ ากาศ ภ าคเศรษฐกิจ
10 จุดเปลี่ยนสง่ิ แวดล้อมไทย:การวิเคราะหช์ อ่ งว ่างน โยบายหลกั ทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั ผลกระท บและมคี วามเสยี่ งสงู ไดแ้ ก่ ภาคการเกษตร การท อ่ งเทย่ี ว และภาคสุขภาพอนามัย ซึ่งต้องมีมาตรการเตรียมพร้อม เฝ้าระวัง แ ละปรับตัวไปพรอ้ มๆ ก ัน ในปัจจุบัน ป ระเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการเปล่ียนแปลงสภาพ ภมู อิ ากาศ( U nitedN ationsF rameworkC onventiono nC limateC hange:U NFCCC) ค.ศ. 1992 แ ละพิธีสารเกียวโตภายใต้ U NFCCC ค .ศ. 1997 ซ่ึงยึดหลักความ รับผิดชอบรว่ มกันแต่แตกตา่ งก นั (common but differentiated responsibilities) กล่าวคือ ก ำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นประเทศท่ีจัดอยู่ในภาคผนวก 1 (Annex I c ountries) ต้องมีความรับผิดชอบหลักในการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก เน่ืองจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศเหล่านี้ในยุคของ การพฒั นาอ ุตสาหกรรมในชว่ งกว่า 150 ป ีทผ่ี ่านม าเปน็ สาเหตสุ ำคญั ของป ญั หาก ารเปลย่ี นแปลงส ภาพภ มู อิ ากาศในป จั จบุ นั น อกจากน ้ี ป ระเทศพ ฒั นาแลว้ ยงั ม พี นั ธกรณีต้องให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน แ ละการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ประเทศกำลังพัฒนา รวมท้งั ต อ้ งใหค้ วามช่วยเหลือแก่ประเทศท ีม่ คี วามเสย่ี งต อ่ ผลกระทบจากการเปลยี่ นแปลงสภาพภ มู อิ ากาศในก ารป รบั ต วั เพอ่ื เตรยี มรบั ก บั ค วามเสยี ห ายท จี่ ะเกดิ ขนึ้ สำหรับประเทศไทยซ่ึงไม่ใชป่ ระเทศท ่อี ยู่ในภาคผ นวก 1 (Non-Annex I countries) ยงั ไม่มพี นั ธกรณที ี่จะต ้องล ดการปล่อยก า๊ ซเรอื นก ระจกแตอ่ ยา่ งใด อย่างไรก็ดี เนื่องจากพิธีสารเกียวโตจะมีผลใช้บังคับได้จนถึง ค .ศ. 2012 (พ.ศ. 2 555) แ ละเป็นท่ียอมรับว่า เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามท่ีกำหนดไว้ในระยะแรกของการใช้พิธีสารน้ียังไม่เพียงพอท่ีจะป้องกันปัญหาที่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จ ึงต้องมีการเจรจารอบใหม่เพื่อกำหนดพันธกรณีในการล ดก า๊ ซเรอื นก ระจกห ลงั ค .ศ .2 012 ใหม้ คี วามเขม้ งวดม ากขนึ้ โดยม กี ำหนดเวลา วา่ ต อ้ งจดั ท ำขอ้ ต กลงใหแ้ ลว้ เสรจ็ เพอื่ ขอก ารรบั รองจากรฐั ภ าคีในก ารป ระชมุ ส มชั ชารฐั ภ าคี( C onferenceo ft heP arties) ค รงั้ ท ี่1 5( C OP1 5) ท น่ี ครโคเปนเฮเกน ป ระเทศเดนมารก์ ในเดอื นธันวาคม พ .ศ . 2552 น ี้ เมอื่ พิจารณารายงานของคณะกรรมการระหวา่ งรฐั บาลเพอื่ แกไ้ ขป ญั หาการเปลยี่ นแปลงสภาพภ มู อิ ากาศ( Intergovernmental Panel on C limate C hange: IPCC) ซึ่งระบวุ ่าหากจะจำกดั อณุ หภูมโิ ลกให้เพม่ิ ข้ึน
จดุ เปล่ียนส ิ่งแวดลอ้ มไทย:การว เิ คราะห์ชอ่ งว่างน โยบาย 11ไม่เกนิ 2.0-2.4 อ งศาเซลเซยี ส จากยคุ ก่อนการพ ัฒนาอตุ สาหกรรม ก ็จะต อ้ งจำกดั ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในช้ันบรรยากาศไว้ในระดับ 445-490 ส ่วนในล้านส่วน (ppm) ซ ่ึงหมายความว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไปร้อยละ 5 0-85 จากระดบั ของปี ค .ศ . 2000 (พ.ศ . 2543) ภ ายในป ี ค .ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ห รอื อีกนัยหนึ่งก็คือ ร ัฐภาคีในภาคผนวกที่ 1 จ ะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยรวมลงรอ้ ยล ะ 25-40 ภ ายในป ี ค .ศ. 2020 ซ่งึ ม ีค วามเปน็ ไปได้ยากม าก ในการเจรจาเพื่อกำหนดพันธกรณีรอบใหม่หลัง ค .ศ. 2012 จึงมีแรงกดดันจากประเทศพัฒนาแล้วท่ีต้องการกระจายความรับผิดชอบในการลดก๊าซเรือนกระจกม ายังก ลุม่ ประเทศก ำลังพ ฒั นา โดยเฉพาะป ระเทศทก่ี ำลงั ม ีอ ัตราการเพ่ิมข้ึน ของการป ลอ่ ยก ๊าซเรอื นกระจกส ูงก วา่ ประเทศพ ัฒนาแล้ว เช่น จีน และอนิ เดีย แม้วา่ ในป จั จบุ นั ป ระเทศไทยยงั ไมม่ พี นั ธกรณีในการลดกา๊ ซเรอื นกระจก แตป่ ระเทศไทยเอง ก็เป็นประเทศหนึ่งท่ีมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพ่ิมข้ึนสูงกว่าอัตราเฉลี่ย ของโลก เม่ือพิจารณาแนวโน้มในเวทีการเจรจาระหว่างประเทศท้ังในรอบนี้ แ ละ รอบต อ่ ๆ ไปในอนาคต ป ระเทศก ำลงั พ ฒั นาค งต อ้ งเขา้ ม าม บี ทบาทอยา่ งใดอยา่ งห นงึ่ ในการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรม ซ ่ึงเป็นภาคเศรษฐกิจท่ีปล่อยก๊าซ เรือนกระจกมากท่ีสุดในปัจจุบัน จ ึงมีความจำเป็นต้องเตรียมพร้อมให้มากที่สุด เพือ่ เขา้ สู่ระบบเศรษฐกจิ คาร์บอนต ำ่ นอกจากความท้าทายเร่ืองการต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการลดการปล่อยกา๊ ซเรอื นกระจกแล้ว ในอ นาคต ป ระเทศไทยอ าจต ้องเผชญิ ก บั มาตรการท างการคา้ ในรปู แบบต า่ งๆ ของป ระเทศพ ฒั นาแลว้ เชน่ ม าตรการกำหนดใหใ้ ชฉ้ ลากคารบ์ อนและ ค าร์บอนฟ ุตปรน๊ิ ต์สำหรับส นิ ค้าและบ ริการ ม าตรการทเี่ รียกกันว่า Border C arbon Adjustment (BCA) ท ี่กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องซ้ือสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามปริมาณก๊าซที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เพ่ือมิให้ผู้ส่งสินค้าเข้ามาในประเทศได้เปรียบทางการค้าเหนือผู้ผลิตภายในประเทศซึ่งต้องเผชิญกับมาตรการที่เขม้ งวดในก ารลดก า๊ ซเรอื นก ระจกม ากกวา่ ด งั เชน่ ท ป่ี รากฏในรา่ งก ฎหมายA merican CleanE nergya ndS ecurityA ct( “ACES”) ของส หรัฐฯ และก ฎระเบยี บของสหภาพ
12 จดุ เปลยี่ นส ง่ิ แวดลอ้ มไทย:การวิเคราะหช์ ่องว า่ งน โยบายยุโรปที่ให้รวมกิจการบินระหว่างประเทศเข้าในระบบการซ้ือขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะมีผลให้สายการบินไทยท่ีข้ึนหรือลงจอดในประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปต้องล ดก ารปล่อยก ๊าซเรอื นก ระจก ห รือซอ้ื ส ทิ ธใินการปลอ่ ยกา๊ ซเรือนกระจกเพอ่ื ให้สามารถด ำเนินกจิ การต่อไปได้ เปน็ ต้น เมื่อหันกลับมาพิจารณาสถานการณ์ส่ิงแวดล้อมในประเทศไทย จะพบว่าปัญหาส่ิงแวดล้อมท่ีสะสมพอกพูนมากขึ้นทุกวัน แ ละดูเหมือนจะไม่มีทางออกหรือไมม่ มี าตรการท เ่ี หน็ ผ ลไดผ้ ลกั ด นั ใหเ้ กดิ ก ารใชก้ ระบวนการยตุ ธิ รรมผ า่ นศ าลป กครอง เพ่ือบังคับใช้กฎหมายท่ีมีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด ังตัวอย่างกรณีมาบตาพุดซ่ึงจะได้กล่าวถ ึงในตอนต ่อไป น อกจากคดมี าบตาพดุ แลว้ ยังมคี ดที ช่ี าวบา้ นส ะกอม จังหวัดสงขลา ได้ลุกขึ้นมาฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เม่ือวันที่ 29 ม กราคม พ .ศ. 2551 ว่าการจดั การของรัฐเป็นต้นเหตแุ หง่ ก ารพ ังท ลายของชายหาด ท ำใหท้ รพั ยส์ นิ และท่อี ยูอ่ าศัยของป ระชาชนเสยี หาย
จดุ เปล่ยี นส ิ่งแวดล้อมไทย:การว เิ คราะหช์ อ่ งว ่างนโยบาย 132 วิวฒั นาการ ของแผนพ ัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแหง่ ชาติ กอ่ นห นา้ ทจ่ี ะม แี ผนพ ฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ ซง่ึ เปน็ แผนยทุ ธศาสตร์ 5 ป ขี องป ระเทศ ป ระเทศไทยม กี ารจดั ท ำแผนงบป ระมาณป ระจำป อี ยู่ในท กุ ก ระทรวง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติถือว่าเป็นแผนรวมของประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาท่ีมีอยู่ ซ ่ึงต่อมาก็ได้รวมเอาท้ังยุทธศาสตร์ต้ังรับและบุกเบิกไปในอนาคต เขา้ ไปไว้ในแผนดว้ ย แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตฉิ บับที่ 1 ถ งึ 4 (พ .ศ . 2504 - 2524) มวี ตั ถปุ ระสงคห์ ลกั เพอ่ื เพม่ิ ก ารขยายต วั ท างเศรษฐกจิ ในชว่ งของก ารใชแ้ ผนด งั ก ลา่ ว รฐั จงึ ไดเ้ นน้ การลงทนุ ในสาธารณปู โภคพ นื้ ฐาน การบ รหิ ารจดั การท รพั ยากรธรรมชาติยงั ค งแยกเปน็ เรอ่ื งๆ ภ ายในแตล่ ะก ระทรวงโดยม เี ปา้ ห มายเพอ่ื กำกบั การนำท รพั ยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ม ากกว่าคำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในช่วงแผนฯ ฉบับที่ 1 ก ารวางแผนยังเป็นการนำโครงการพัฒนาของแต่ละกระทรวงมารวมกัน โดยแยกงบพัฒนาออกจากงบประจำแล้วเพิ่มโครงการเงินกู้และเงินช่วยเหลือ ตา่ งป ระเทศ แผนฯ2 เปน็ แผนทเี่ นน้ การสรา้ งสาธารณปู โภคโดยเฉพาะถนน เปน็ แผนท่ีเรม่ิ ท ำใหเ้กดิ โครงขา่ ยถ นนท ท่ี ำใหส้ ามารถต ดิ ตอ่ ถ งึ กนั ส ะดวกท งั้ ป ระเทศ และท ำให้ประเทศไทยก ลายเปน็ ระบบเศรษฐกจิ อนั ห นง่ึ อนั เดยี วกนั ( เสนาะ2 527) และแผนฯ3
14 จดุ เปลย่ี นส ่ิงแวดล้อมไทย:การวิเคราะหช์ ่องว ่างน โยบายเป็นแผนท่ียอมรับว่าต้องมีการจัดการปัญหาสังคม โดยเร่ิมต้นท่ีการลดอัตราการ เพม่ิ ขน้ึ ของป ระชากร และเปน็ ค รง้ั แรกท มี่ กี ารเรยี กแผนพ ฒั นาเศรษฐกจิ ของป ระเทศว่า “แผนพ ัฒนาเศรษฐกจิ และส ังคมแหง่ ชาต”ิ ป ระเดน็ ด้านส ง่ิ แวดลอ้ มเร่ิมป รากฏชัดเจนข้ึนในแผนฯ ฉ บับท ี่ 3 (พ.ศ. 2515 - 2519) ม ีการจัดต ้ังก ารน ิคมอ ตุ สาหกรรม (กนอ.) เป็นครงั้ แรกในปี พ .ศ. 2515 โดยมีวัตถุประสงค์ให้มีการจัดการสิ่งแวดล้อมอันเน่ืองมาจากอุตสาหกรรม ให้เป็นระบบมากขึ้น ในปี พ .ศ. 2518 ม ีการออกพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ .ศ. 2518 แ ละจัดตั้งสำนักงานสิ่งแวดล้อม แหง่ ชาติ รวมท งั้ เรมิ่ ม กี ารกำหนดม าตรฐานคณุ ภาพสงิ่ แวดลอ้ มต งั้ แตร่ ะยะของแผนฯ4 (พ .ศ . 2520 - 2524) เป็นตน้ มา แผนฯ 4 เป็นแผนท่ีเกิดขึ้นในช่วงท่ีการเมืองและเศรษฐกิจไม่มีเสถียรภาพ ในป ี พ .ศ.2 523 อ ตั ราเงนิ เฟอ้ อ ยู่ในระดบั ส งู ถ งึ ร้อยล ะ1 9.7 แผนนี้ใชป้ ระเด็นปญั หาเป็นท่ีต้ัง (Problem a pproach) แ ละเร่ิมมีการวิเคราะห์เพ่ือแก้ปัญหาในลักษณะ ข้ามสายงาน (Intersectoral) โดยมองการพัฒนาค น และความยากจนเป็นป ระเดน็ การพ ฒั นาห ลกั ในป ลายแผนฯ4 ค วามเสอื่ มโทรมของท รพั ยากรธรรมชาตเิ รมิ่ ป รากฏใหเ้ หน็ ชดั เจนม ากขนึ้ ( เสนาะ2 530) ในชว่ งแผนฯ5 ไดเ้ กดิ แนวคดิ ก ารพ ฒั นาเชงิ พ นื้ ท่ี (A rea- b ased) และโครงการพ ฒั นาท รพั ยากรธรรมชาตขิ นาดใหญ่ เชน่ ก ารพ ฒั นาพนื้ ทชี่ ายฝง่ั ท ะเลต ะวนั ออก ก ารพ ฒั นาท งุ่ ก ลุ ารอ้ งไห้ แตเ่ นอ่ื งจากต อ้ งม กี ารล งทนุ ส งู ทำใหก้ ารพัฒนาแบบเบ็ดเสรจ็ เชิงพ ้ืนทอี่ ยู่ในขอบเขตจำกัด บทเรียนจากการวางแผนฯ 5 ซึ่งเป็นการวางแผนจากส่วนกลางก็คือ “ไม่สามารถสร้างความรู้สึกการมีส่วนร่วม ตลอดจนความร่วมมือในการพัฒนาทรพั ยากรธรรมชาติ จากป ระชาชนและองค์กรในท้องถิน่ ” (เสนาะ อ ้างแลว้ ห นา้ 3) ในแผนฯ6 จงึ ไดเ้ รมิ่ ม แี ผนงานการพ ฒั นาท รพั ยากรธรรมชาตเิปน็ ห นง่ึ ในส บิ แผนงาน และก ำหนดเรอ่ื งก ารม สี ว่ นรว่ มของป ระชาชน แมว้ า่ แผนน จี้ ะส นบั สนนุ ก ารพ ฒั นาการบริหารจากการจัดการทรัพยากรธรรมชาติรายสาขามาเป็นการพัฒนาท่ีเป็นระบบ และค ำนงึ ถ งึ ค วามส มั พนั ธร์ ะหวา่ งท รพั ยากรธรรมชาตแิ ละส งิ่ แวดลอ้ มก บั ก ารพ ฒั นาเศรษฐกจิ ในส่วนรวม แต่วัตถปุ ระสงคข์ องแผนกย็ งั เป็นการเพ่มิ ประสิทธิภาพการใช ้
จุดเปลี่ยนส ิง่ แวดล้อมไทย:การว ิเคราะหช์ อ่ งวา่ งน โยบาย 15ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ แ ละมีโครงการพัฒนาสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ ทว่ั ป ระเทศ โครงการเรง่ รดั ก ารออกโฉนดท ด่ี นิ โดยม กี ารอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติเป็นเป้าหมายรอง แ ละได้เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในชนบทในการบริหารจัดการส่ิงแวดล้อมเป็น 1 ใน 4 แ นวทางการจัดการ โดยจัดทำโครงการนำร่องใน 4 จงั หวัด (อบุ ลราชธานี ล ำปาง น ่าน และภ ูเก็ต) แผนฯ 7 (พ .ศ . 2535 - 2539) เร่ิมม ีแนวคิด “ก ารพัฒนาท ยี่ ่งั ยนื ” ท ม่ี งุ่ ให้เกดิ ความส มดลุ ของก ารพ ฒั นาท างเศรษฐกจิ ก บั ก ารกระจายรายได้ ก ารพ ฒั นาท รพั ยากรมนษุ ย์ ค ณุ ภาพชวี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม ป ระกอบก บั ม กี ระแสค วามต น่ื ต วั ด า้ นสง่ิ แวดลอ้ มในระดับโลก รัฐบาลจึงได้ตราก ฎหมายส ่งิ แวดลอ้ มข้นึ มาหลายฉบบั รวมท ้ังพระราชบญั ญตั ิส ง่ เสรมิ และรกั ษาค ณุ ภาพส งิ่ แวดล้อมแห่งชาติ พ .ศ. 2535 แผนฯ 8 (พ .ศ . 2540 - 2544) ก ลายเปน็ แผนทร่ี องรับฟองสบแู่ตก และแผนต่อๆ ม าเป็นแผนท่ีเปิดกว้างให้กับการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เน้นคนเป็นศ ูนยก์ ลางในด้านสิ่งแวดลอ้ ม แผนฯ 9 (พ .ศ. 2545 - 2549) เปน็ แผนเน้นก ารปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยปรับกลไก การบริหารให้ถ่ายโอนภารกิจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน แ ละผลักดันให้มีประชาคมด า้ นสิ่งแวดลอ้ มในระดบั ชุมชน และระดบั จังหวัด แผนฯ 10 (พ.ศ. 2550 - 2554) เกดิ ขนึ้ ในชว่ งท ป่ี ญั หาส งิ่ แวดลอ้ มโดยเฉพาะก ารเปลย่ี นแปลงส ภาพภ มู อิ ากาศของโลกได้รับความสนใจอย่างสูง แ ละปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกลายเป็นปรัชญาหลกั ของการพ ฒั นา ป ระกอบกบั การจดั การสงิ่ แวดลอ้ มไดก้ ลายเปน็ ห นง่ึ ในยทุ ธศาสตร์ ด้านงบประมาณของรัฐบาลมาต้ังแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 1 ในช่วงเวลาเดียวกันน้ี การพัฒนาการเมืองในภาคประชาสังคมก็มีความเข้มแข็งมากขึ้นเช่นกัน แ ผนฯ 1 0 จงึ เนน้ การค ุ้มครองส ิ่งแวดล้อมมากขน้ึ เมอ่ื พ จิ ารณาพ ฒั นาการของก ารจดั ท ำแผนพ ฒั นาเศรษฐกจิ และส งั คมแหง่ ชาติจะพ บวา่ ในระยะแรก แผนพ ฒั นาเศรษฐก จิ ฯ ม คี วามส ำคญั ส ำหรบั ส ว่ นราชการต า่ งๆ เปน็ อนั ม าก เพราะถอื เปน็ กรอบอา้ งองิ ท างงบป ระมาณ โครงการใดท ่ีไมไ่ ดอ้ ยู่ในแผนฯ กจ็ ะไมไ่ ดร้ บั ก ารจดั สรรงบป ระมาณ ป ระกอบก บั ในชว่ งแรกๆ ก ระทรวงต า่ งๆ ยงั ไมม่ ีบุคลากรท่ีมีความรู้ความเข้าใจในการวางแผนยุทธศาสตร์ แ ผนฯ 6 ซ่ึงเป็นแผนท่ี
16 จดุ เปล่ยี นส ิง่ แวดลอ้ มไทย:การวเิ คราะหช์ ่องว า่ งนโยบายจัดทำขึ้นโดยตัวแทนชุมชนท่ัวประเทศมีส่วนร่วม ท ำให้ส่วนราชการ ต ้องการที่จะมีแผนของตนเอง เพอื่ ที่จะสามารถกำหนดและควบคุมขอบเขตงานของตนได้ น ับแต่นนั้ ม ากระท รวงต า่ งๆ ก ไ็ ดพ้ บชอ่ งท างท จี่ ะม กี รอบอา้ งองิ ท างงบป ระมาณใหม่ โดยเรม่ิ ทำแผนรายส าขา (Sectoral plan) ของตนเอง เม่อื ไดแ้ ผนแล้วกข็อมตคิ ณะรฐั มนตรีเพ่ือดำเนินการตามแผนได้ ช ่องทางนี้ทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทส่ี ำนกั งานค ณะก รรมการพ ฒั นาเศรษฐกจิ และส งั คมแหง่ ชาตจิ ดั ท ำขน้ึ ม คี วามส ำคญั ลดลงตามลำดบั ในยคุ รฐั บาลทักษณิ ชนิ วัตร แผนระยะป านกลางยงิ่ ล ดค วามสำคญั ลงไปอ กี เพราะรฐั บาลยคุ น น้ั ก ำหนดให้ยดึ ยุทธศาสตร์ของฝ ่ายการเมืองเปน็ หลัก ในระยะห ลงั จงึ ม คี วามพ ยายามจดั ท ำแผนพ ฒั นาเศรษฐกจิ และส งั คมแหง่ ชาติให้เป็นแผนที่มองไปขา้ งห นา้ ม ากขึ้น โดยเพิ่มแนวค วามค ดิ ใหม่ห รือยุทธศาสตร์ซงึ่ ยงั ไม่เคยดำเนนิ การม ากอ่ น ห รอื อ าจเป็นแนวค วามคิดใหม่ทส่ี ่วนราชการเร่ิมที่จะสนใจ เช่น ก ารประเมินสง่ิ แวดลอ้ มระดบั ยทุ ธศาสตร์ ห รือ SEA เปน็ ต้น
จดุ เปลย่ี นส ่งิ แวดลอ้ มไทย:การว ิเคราะห์ช อ่ งว่างน โยบาย 173 ผลกร ะทบ ของโครงการพ ฒั นาเศรษฐกิจ ขนาดใหญ่ ผลพวงของแผนพัฒนาเศรษฐกิจทำให้มีโครงการใหญ่ๆ ข องทั้งภาครัฐและเอกชนเกิดข้ึนอย่างมากมาย แ ม้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจใหญ่ๆ เหล่านี้จะตอบสนองเป้าหมายทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ แ ต่ก็ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสังคม และส ่ิงแวดลอ้ มห ลายประการด ้วยก ัน ค อื ประการแรกค วามยากจนของประชาชน แม้จะม ีการค าดหวงั ว่า โครงการเศรษฐกิจขนาดใหญจ่ ะช่วยขจัดค วามยากจน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ค นจนจำนวนมากต้องเสียสละให้โครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการก อ่ สรา้ งเขอ่ื นขนาดใหญท่ ม่ี กี ารโยกยา้ ยป ระชากรจากถ นิ่ ท อี่ ยเู่ ดมิ เนื่องจากท่ีอยู่เดิมมักเป็นท่ีนา แ ต่ท่ีอยู่ใหม่เป็นที่ดอน ท ำให้ประชาชนพลัดถ่ิน ท้ังหลายที่เป็นคนไม่เคยจนกลับกลายเป็นคนจน คนที่จนอยู่แล้วก็เป็นคนจน หนักไปกว่าเดิม จ ากการศึกษาของสถาบันวิจัยสังคม จ ุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn U niversity 1987) พ บว่าคนจนท่ีย้ายออกจากเข่อื นไปอยู่ในนิคมทที่ างก ารจดั ใหก้ ลบั ม กี ารด ำรงชวี ติ ท ย่ี ากลำบากก วา่ เดมิ ค วามท กุ ขย์ ากของป ระชาชน
18 จุดเปล่ียนสง่ิ แวดล้อมไทย:การวิเคราะหช์ อ่ งว า่ งนโยบายเหลา่ น ี้ ไดก้ ลายเปน็ ก รณศี กึ ษาท เ่ี ปน็ บ ทเรยี นของชาวบ า้ นและก อ่ ใหเ้ กดิ ป รากฏการณ์การตอ่ ต้านเขอ่ื นอยา่ งรนุ แรงในเวลาต ่อมา ประการท ่ี 2ผลกระทบด ้านสงิ่ แวดล้อม โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ทำให้เกิดการขยายตัวของเมืองอย่างเฉียบพลัน เกิดการย้ายถิ่นของประชากร เพราะแรงงานท้องถ่ินมีจำนวนไม่เพียงพอหรือไม่มีทักษะตามที่ต้องการ ในขณะท่ีผังเมืองและการพัฒนาสาธารณูปโภคในเขตเมืองตามไม่ทัน ท ำให้เกิดป ัญหาน ้ำเสีย ขยะ ค วามแออัดของป ระชากร และปญั หาสงั คมตามมา องคก์ รป กครองส ่วนท้องถ ่ิน (อปท.) ในบ างพ ้ืนท่ีซ่ึงอยู่ใกล้น ิคมอตุ สาหกรรมต้องประสบปัญหาการขยายตัวของประชากรเป็นหลายช่วงตัวในระยะเวลาสั้นๆ นิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาข้ึนมาเพื่อแยกอุตสาหกรรมออกจากเมืองก็ไม่สามารถดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส ่วนใหญ่ทำได้แค่การบำบัดความสกปรกของน้ำ แต่ไม่สามารถบำบัดโลหะหนักและกากของเสียอันตราย ท ั้งๆ ท ี่การผลิตภาคอุตสาหกรรมท่ีมีมลพิษสูงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ด ังเห็นได้ว่าในช่วงปี พ.ศ. 2513 - 2532 ส ัดส่วนของมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมท่ีสร้างมลพิษและ กากสารอันตรายไดเ้ พ่ิมขนึ้ จาก รอ้ ยล ะ 29 เปน็ รอ้ ยละ 58 นอกจากน ้ี โครงการเขอื่ นบ างโครงการในภ าคต ะวนั ออกเฉยี งเหนอื ยงั ท ำใหเ้ กดิ ปัญหาดนิ เคม็ เพราะน ้ำในเข่อื นล ะลายเกลอื ซ่ึงอ ยู่ใต้ดนิ ท ำให้น ้ำในเขือ่ นก ลายเป็น นำ้ เคม็ จนต อ้ งท บุ เขอื่ นแลว้ ระบายน ำ้ ท งิ้ เชน่ ในก รณขี องเขอื่ นน ำ้ เสยี ว ท อี่ ำเภอบ รบอื จังหวัดม หาสารคาม (อกุ ฤษฏ์ 2538)ประการท ี่3ก ารบุกรุกเขา้ ช ว่ งช ิงท รพั ยากรส่วนรวม นอกจากโครงการขนาดใหญ่ที่มิได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเพียงพอจะสร้างความยากจนให้กับคนบางกลุ่มแล้ว โครงการขนาดใหญ่ ที่เกิดข้ึนในภาคชนบท เช่น ถ นน แ ละเข่ือน ยังทำให้การเข้าถึงทรัพยากรป่าและ การขนยา้ ยท รพั ยากรออกจากป า่ กระทำไดง้ า่ ยขนึ้ เกดิ การบ กุ รกุ เขา้ ยดึ พ นื้ ทส่ี าธารณะ
จดุ เปล่ียนส ิง่ แวดล้อมไทย:การว เิ คราะห์ชอ่ งว่างน โยบาย 19ทั้งโดยนายทุนภายนอกและคนท้องถ่ินไปเป็นที่ทำกินและรีสอร์ท (อานันท์ แ ละ มิ่งสรรพ์ 2538) ท ำให้ความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ลดลง จากป่าสมบูรณ์ กลายเป็นป่าเสื่อมโทรมซ่ึงเป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพไปด้วย ก ารเจรญิ เตบิ โตของภ าคก ารท อ่ งเทยี่ วท ำใหพ้ นื้ ทที่ ่ีไมม่ คี วามอ ดุ มส มบรู ณ์ เชน่ พ นื้ ท่ีชายหาด พ น้ื ทบี่ นเขา ก ลายเปน็ ท ำเลท อง ท ำใหเ้ กดิ ก ารเขา้ บ กุ รกุ ถ อื ค รองโดยไมช่ อบด้วยก ฎหมาย ด ังเช่นท เ่ี หน็ ป ระจกั ษแ์ก่สาธารณชนท่สี มยุ และภูเกต็ เปน็ ตน้ ประการท่ี 4ผลกระท บต่อส ุขภาพจากโครงการพฒั นาเศรษฐกิจ ป ระชาชนท อ่ี ยรู่ ายรอบแหลง่ อตุ สาหกรรมและแหลง่ แร่ เรมิ่ ไดร้ บั ค วามก ระทบกระเทือนจากปัญหาสุขภาพอันเน่ืองมาจากโครงการขนาดใหญ่ เช่น ม ลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟา้ แมเ่ มาะซงึ่ เปน็ สาเหตใุ หเ้ กดิ การชมุ นมุ ป ระทว้ งการสรา้ งโรงไฟฟา้ ในห ลายพ น้ื ที่ในเวลาต อ่ ม า น อกจากน ยี้ งั ม คี วามก งั วลเกยี่ วก บั ผ ลกระท บด า้ นส ขุ ภาพจากโครงการขนาดใหญ่ เช่น เขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดในโครงการพัฒนาพื้นที่ฝั่งทะเลด้านตะวันออก ซ ึ่งแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลเช่ือมโยงระหว่างมลพิษอุตสาหกรรมกับสุขภาพโดยตรง แต่ปัญหาที่ประชาชนได้รับก็เพียงพอท่ีจะให้ประชาชน รวมต วั ก นั ฟ อ้ งค ณะก รรมการส งิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาตติ อ่ ศ าลป กครองเพอ่ื เรยี กรอ้ งใหร้ ฐั บังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อมแห่งชาติ พ .ศ. 2535 โดยประกาศให้พ้ืนท่ีมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษ น ับเป็นจุดเปลี่ยนทางประวตั ศิ าสตรส์ ง่ิ แวดลอ้ มของป ระเทศไทย ก ลา่ วค อื ป ระชาชนม ยิ นิ ยอมใหร้ ฐั จดั การส่ิงแวดล้อมในวิธีที่รัฐเลือกแต่เพียงฝ่ายเดียว ป รากฏการณ์นี้อาจจะเปิดศักราชใหม่ของการผลักดันการจัดการส่ิงแวดล้อมซ่ึงเท่าที่ผ่านมาเป็นแต่เพียง “เสือกระดาษ” ให้มปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ ได้
20 จดุ เปลี่ยนสิง่ แวดลอ้ มไทย:การวิเคราะหช์ อ่ งว ่างน โยบาย4 คดีมาบตาพุด: จดุ เปลย่ี นป ระวัติศาสตร์ ส่งิ แวดล้อมไทย เมือ่ วันท่ี 3 ม นี าคม 2552 ศ าลป กครองระยอง ได้พิพากษาให้คณะกรรมการสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาตดิ ำเนนิ ก ารประกาศใหท้ อ้ งทเ่ีขตเทศบาลเมอื งมาบตาพดุ ทงั้ หมด รวมทั้งตำบลเนินพระ ต ำบลมาบข่า และตำบลทับมา อ ำเภอเมืองระยองทั้งตำบล ตลอดจนท อ้ งท ่ีต ำบลบา้ นฉางท ั้งต ำบล เป็นเขตค วบคมุ มลพษิ เพื่อดำเนนิ การควบคุม ลด แ ละขจัดมลพิษ ต ามท่ีกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ท ้ังน้ีให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่ วันทศี่ าลม ีค ำพพิ ากษา คดนี เี้ ปน็ ค ดที ป่ี ระชาชน2 7 ค น ซง่ึ อาศยั อยู่ในชมุ ชนใกลเ้ คยี งน คิ มอตุ สาหกรรมมาบตาพดุ ซง่ึ เปน็ ผู้ไดร้ ับผลกระท บจากมลพษิ ทางอ ากาศ น ้ำ และของเสียอ ันตราย ทป่ี ลอ่ ยจากน คิ มอตุ สาหกรรม รว่ มก นั ฟ อ้ งค ณะก รรมการสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ ซงึ่ เปน็ คณะก รรมการท ตี่ งั้ ขน้ึ ต ามม าตรา1 2 แหง่ พ ระราชบ ญั ญตั สิ ง่ เสรมิ และรกั ษาค ณุ ภาพสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ .ศ .2 535 ม อี ำนาจห นา้ ทต่ี ามม าตรา5 9 ในก ารก ำหนดใหท้ อ้ งท ี่ทมี่ ปี ญั หาม ลพษิ ซงึ่ ม แี นวโนม้ ท จ่ี ะรา้ ยแรงถ งึ ขนาดเปน็ อนั ตรายต อ่ สขุ ภาพอนามยั ของประชาชนห รอื อาจก อ่ ใหเ้ กดิ ผ ลกระท บเสยี ห ายต อ่ ค ณุ ภาพสง่ิ แวดลอ้ มเปน็ เขตค วบคมุ มลพษิ เพอ่ื ใหม้ ีการดำเนินก ารจัดการส่งิ แวดลอ้ มตามก ฎหมาย
จดุ เปลี่ยนส ง่ิ แวดล้อมไทย:การว เิ คราะหช์ อ่ งวา่ งน โยบาย 21 การพัฒนาอุตสาหกรรมในพ้ืนท่ีมาบตาพุด จังหวัดระยองเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาพ้ืนที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกซ่ึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตจิ ัดทำข้นึ เพือ่ ส นองนโยบายรัฐบาลในชว่ งป ี พ .ศ. 2524-2529 ท ตี่ อ้ งการพ ฒั นาป ระเทศไทยไปสกู่ ารเปน็ ป ระเทศอตุ สาหกรรมใหม่ โดยม ปี จั จยั สนบั สนุนสำคัญอยา่ งห นึง่ ค ือ ก ๊าซธรรมชาตใินอ ่าวไทยท่ีสามารถใช้เป็นวตั ถุดบิ ในการพัฒนาอตุ สาหกรรมต่อเนือ่ งอ ื่นๆ ได้ น อกจากนย้ี ังตอ้ งการพฒั นาภ มู ิภาคชายฝั่งทะเลตะวันออกเพ่ือเช่ือมโยงก ารพ ฒั นาไปส ภู่ าคต ะวันออกเฉียงเหนือและภ าคเหนอื โครงการพัฒนาพ้ืนที่ชายฝ่ังทะเลตะวันออกเป็นโครงการขนาดใหญ่ท่ีสุด ท่บี รรจุอ ยู่ในแผนพ ฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตฉิ บับท ่ี 5 (พ.ศ. 2525 - 2529) ภายใต้แผนการพัฒนาดังกล่าว ม ีการแบ่งเขตการพัฒนาอุตสาหกรรม โครงการดา้ นส าธารณูปโภค ส าธารณูปการ และการสร้างเมืองใหม่ออกเป็นหลายแผนย่อย ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายฝ่ังทะเล ค ือ จังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง แ ละจังหวัดฉะเชิงเทรา ส ำหรับพ้ืนท่ีบริเวณมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้ถูกกำหนดให้เป็นเขตอุตสาหกรรมหนัก ซ ่ึงเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมท่ีก่อมลพิษสูง อ าทิเช่น ก ลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก ลุ่มอุตสาหกรรมเคมีและปุ๋ยเคมี ก ลุ่มอุตสาหกรรม การกล นั่ น ำ้ มนั ก ลมุ่ ส าธารณปู โภค เชน่ โรงไฟฟา้ ขนาดใหญ่ ก ลมุ่ อตุ สาหกรรมเหลก็ เขตธุรกิจอุตสาหกรรม เช่น โรงกำจัดกากของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมและ เขตท า่ เรืออุตสาหกรรม น อกจากน ี้ยงั ม ีส่วนของคลังส นิ ค้า ท ่อสง่ น้ำมัน ท ่อส ่งก ๊าซ และวตั ถดุ บิ เหลว ต ลอดจนบ รษิ ทั ท ่ีใหบ้ รกิ ารด า้ นต า่ งๆ เชน่ ก ารซอ่ มบ ำรงุ เครอ่ื งจกั รและยานยนต์ แ ละธุรกิจอ่ืนๆ จ ำนวนหน่ึงที่เปิดดำเนินการอยู่ภายในเขตนิคมอตุ สาหกรรมม าบตาพดุ กจิ การเหลา่ น เี้ ปน็ แหลง่ กำเนดิ ม ลพษิ ซง่ึ เชอื่ กนั วา่ ม กี ารระบายมลพษิ ออกส ู่สิ่งแวดลอ้ มเปน็ ปริมาณม าก ผู้ฟ้องได้ยกเอาผลกระทบด้านส่ิงแวดล้อม เช่น ก ารสำรวจของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งตรวจพบสารอินทรีย์ระเหย (Volatile O rganic C ompounds: V OCs) ม ากกวา่ 4 0 ชนดิ ป ระกอบดว้ ยสารกอ่ ม ะเรง็ 2 0 ชนดิ ป ญั หาการป นเปอ้ื นของโลหะห นกั ในแหล่งน้ำธรรมชาติ แ ละผลการวิจัยสารพันธุกรรม (DNA) ท ี่ผิดปกติของ สิ่งม ชี วี ติ โดย ด ร.เรณู เวชรชั ต ์ ม หาวทิ ยาลัยศ ลิ ปากร ซงึ่ พบวา่ ผู้ใหญก่ ว่ารอ้ ยละ
22 จดุ เปลี่ยนสงิ่ แวดลอ้ มไทย:การวิเคราะหช์ ่องว า่ งนโยบาย50 ข อง 100 รายที่ตรวจมี D NA ท ี่บ่งบอกถึงความผิดปกติของยีนในร่างกายท่ีมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เป็นต้น น อกจากน้ี ยังได้อ้างหลักกฎหมายเรื่องการป้องกันไว้กอ่ น (Precautionary Principle) ในข้อ 15 ของป ฏิญญาริโอ ซึง่ เปน็ หลกั การสำคญั ในการจดั การส ง่ิ แวดล้อม ม ีสาระส ำคัญวา่ “เพอื่ การค ุ้มครองส ่งิ แวดลอ้ มรัฐจะต อ้ งใชแ้ นวทางระวังไว้กอ่ น(Precautionaryapproach)อ ย่างแพรห่ ลายต ามความสามารถของตน ในกรณีท่ีมีความน่ากลัวว่าจะเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงและไมส่ ามารถแกไ้ ขใหก้ ลบั คนื ดีได้การขาดห ลักฐานท างวทิ ยาศาสตร์อย่างชดั เจนแน่นอนจะต้องไม่ถูกใช้เป็นเหตุผลในการผัดผ่อนการดำเนินมาตรการโดยยึดหลักการใช้ต้นทุนท่ีมีประสิทธิภาพ(Cost–effectivemeasures) เพื่อป้องกันการเส่อื มโทรมของสงิ่ แวดล้อม” นอกจากน้ีเป็นที่น่าสังเกตว่า ในระยะที่คดีน้ีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลป กครอง ไดเ้ กิดอบุ ตั เิ หตสุ ารมลพิษชนดิ ตา่ งๆ รว่ั ไหลอกี ถึง 4 ค ร้งั ม ีประชาชน เจ็บป ว่ ยและสถานประกอบการก ไ็ ดร้ ับค วามเสยี ห าย สำหรับสาเหตุที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ได้ประกาศให้ท้องท่ีเขตมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษจนนำไปสู่การฟ้องคดีน้ัน ส ่วนหน่ึงมาจากภาคธรุ กจิ เอกชนท ่ีมีความเหน็ วา่ ก ารประกาศเขตควบคุมมลพษิ จะทำให้มีผลกระทบต่อการลงทุน ก ารทอ่ งเทย่ี ว ต ลอดจนก ารส่งออกผลไม้ของจังหวัดระยอง ภ าคเอกชน เกรงวา่ เมอื่ ป ระกาศเปน็ เขตค วบคมุ ม ลพษิ แลว้ เจา้ พ นกั งานท อ้ งถนิ่ อาจต งั้ ม าตรฐานท ่ีสงู กวา่ เดมิ ห รอื สงู กวา่ ท อี่ นื่ สว่ นคณะกรรมการสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาตกิ เ็ หน็ วา่ ต นม อี ำนาจใช้ดุลยพนิ ิจท ่จี ะเลอื กใช้วิธกี ารจัดการป ญั หา และในทส่ี ุดภาคเอกชนและรัฐได้เลอื กวิธกี ารท ำแผนป ฏบิ ตั ิการล ดและขจดั มลพษิ ในพ้ืนทจ่ีังหวดั ระยอง พ .ศ. 2550 - 2554 ซ่ึงประกอบด้วยแผนปรับลดมลพิษ แ ผนเพ่ิมพื้นที่สีเขียว แ ละการมีกิจกรรมร่วมกับชุมชนเพ่ือกำหนดกลไกบริหารจัดการ โดยมีงบประมาณสนับสนุนท้ังจากภาครัฐและภ าคเอกชน ซ่ึงก ็ปรากฏว่าส ามารถดำเนนิ ก ารให้เปน็ ไปตามเปา้ หมาย ก ล่าวค อื สามารถค วบคมุ ก ารระบายV OCs ไดถ้ งึ รอ้ ยละ9 2 ภ ายในเดอื นก มุ ภาพนั ธ์ พ .ศ .2 551 และสามารถลดก า๊ ซออกไซดข์ องไนโตรเจน และซลั เฟอรไ์ดออกไซดไ์ดร้ อ้ ยละ1 8- 2 9 ตามเป้าห มายทกี่ ำหนดไว้ท ่รี้อยล ะ 10 - 20 ภ ายในเดอื นม นี าคม พ .ศ. 2551
จุดเปลยี่ นส งิ่ แวดลอ้ มไทย:การว เิ คราะห์ช่องว า่ งนโยบาย 23 แม้ว่าหลักฐานท่ีมีอยู่ยังไม่ชัดเจนพอท่ีจะสรุปได้ว่า ป ระชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากมลพิษที่ปล่อยออกมาจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดจรงิ เพราะปัจจยั ท กี่ ่อใหเ้ กิดม ะเร็งอ าจม ีมากด ้วยก ัน อ ย่างไรกต็ าม ศ าลไดพ้ ิจารณาเอกสารข้อมูลจำนวนมากที่ล้วนบ่งชี้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในเขตพ้ืนท่ีมาบตาพุด จงึ ได้มีคำพพิ ากษาด งั ทก่ี ลา่ วมาแล้วขา้ งต น้ 1 คดนี นี้ บั เปน็ จดุ เปลย่ี นของป ระวตั ศิ าสตรก์ ารค มุ้ ครองสงิ่ แวดลอ้ มไทย ก ลา่ วค อื ประชาชนไมย่ นิ ยอมใหร้ ฐั ส ว่ นก ลางผ กู ขาดอ ำนาจในก ารก ำหนดน โยบายส งิ่ แวดลอ้ มและใชก้ ฎหมายส ง่ิ แวดลอ้ มแตเ่ พยี งฝ า่ ยเดยี วอกี ต อ่ ไป ห รอื อกี น ยั ห นงึ่ ก ค็ อื ป ระชาชนไม่ยอมปล่อยให้การควบคุมส่ิงแวดล้อมขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าท่ี จากหน่วยงานสว่ นก ลางเทา่ นัน้ ขอ้ ท ี่นา่ ส งั เกตก็คือ เมอ่ื มกี ระแสเรยี กร้องจากชุมชน มากขึ้นจนกลายเป็นประเด็นสำหรับผู้บริหารระดับสูง ก ็ได้มีการระดมคนและ งบป ระมาณท เี่ หมาะสม เพอื่ จดั ท ำแผนป ฏบิ ตั กิ ารจนสามารถท จ่ี ะค วบคมุ ป ญั หาม ลพษิ ได้อยา่ งรวดเร็วอ ยา่ งที่ไมเ่คยเกดิ ขึ้นม าก่อน บทเรียนท่ีได้จากคดีมาบตาพุดก็คือ ก ารวางแผนท่ีไม่สมดุลและขาดการติดตามให้มีการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ใน EIA ได้ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอยา่ งม หาศาล ในขณะท แ่ี ผนพ ฒั นาชายฝงั่ ท ะเลต ะวนั อ อกวาดภ าพอ ตุ สาหกรรมไทย ไว้อย่างโชติช่วงชัชวาล แ ต่ปรากฏว่าการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมซ่ึงต้องอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพส่ิงแวดล้อมแห่งชาติ พ .ศ. 2535 กลับอ่อนแอ ป ระกอบกับ อ ปท. ไม่สามารถรองรับปัญหาส่ิงแวดล้อมในพ้ืนท่ีได้ เพราะขาดทั้งคน ค วามรู้ แ ละเทคโนโลยี ย กตัวอย่างเช่น เทศบาลนครระยอง มีเจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลสิ่งแวดล้อมเพียง 4 ค น ก ารแก้ไขปัญหามลพิษจึงเป็นเร่ืองยากเกินกำลงั ของบุคลากรท ีม่ อี ยู่จำกัด เช่น ในก รณีของV OCs แมแ้ ต่กรมควบคุมม ลพษิ ก็ยังต้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ อ ีกทั้งนิคมอุตสาหกรรมท่ีมีอยู่ก็จัดการไดแ้ ตเ่ พยี งน ้ำเสียจากสารอินทรียเ์ท่านัน้ 1 น กั ก ฎหมายม หาชนส ว่ นห นงึ่ ต งั้ ค ำถามท างวชิ าการเกยี่ วก บั อ ำนาจและขอบเขตก ารบ งั คบั ต ามค ำพ พิ ากษาของศาลปกครอง (ด ู ก ฤษณ์ วงศ์วเิ ศษธร, 2552)
24 จุดเปลี่ยนสิง่ แวดลอ้ มไทย:การวเิ คราะหช์ อ่ งว า่ งน โยบาย แม้ว่าแผนพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกจะได้กำหนดให้มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นสถาบันการศึกษาซ่ึงจะเข้ามามีบทบาทส่งเสริมและรองรับการพัฒนากำลังคนสำหรบั พ น้ื ทช่ี ายฝงั่ ท ะเลต ะวนั อ อก แตก่ ไ็ มม่ กี ารพ ฒั นาศ กั ยภาพของม หาวทิ ยาลยั ให้เชอื่ มโยงก บั ค วามต อ้ งการในพ นื้ ท่ี บ ทเรยี นจากค ดมี าบตาพดุ ก ค็ อื ก ารวางแผนท ขี่ าด ความสมดุล และไม่ได้ใหค้ วามส ำคญั ต่อคณุ ภาพชีวติ ของป ระชาชน ท ำใหเ้กิดค วามขัดแย้งทางสังคม น ับว่ายังโชคดีท่ีประเทศไทยมีกระบวนการยุติธรรมที่เข้ามาแก้ไขความขัดแยง้ ได้ทันเวลา ก อ่ นท ป่ี ัญหาจะล กุ ลามไปม ากกวา่ น้ี
จุดเปลี่ยนส ิ่งแวดล้อมไทย:การว เิ คราะห์ช อ่ งวา่ งนโยบาย 255 ช่องว ่างท างน โยบาย ของการค ุ้มครองสิง่ แวดลอ้ ม ข องประเทศไทย แม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายและองค์กรรองรับการคุ้มครองส่ิงแวดล้อม มาตั้งแต่ พ .ศ. 2518 แ ต่ดูเหมือนปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยกลับทวีความรุนแรง มากข้ึนมาโดยตลอด ท ั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลไกการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตามไม่ทันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ท ำให้เกิดการเร่งรัดนำทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมมาใช้เกินขีดความสามารถในการรองรับของธรรมชาติ ในขณะที่การ นำเอาน โยบายดา้ นการค มุ้ ครองสง่ิ แวดลอ้ มไปป ฏบิ ตั เิ ปน็ ไปอยา่ งเชอ่ื งชา้ และกฎหมายขาดการบังคับใช้ ก ารคุ้มครองสิ่งแวดล้อมจึงยังมีช่องว่างทางนโยบายและกลไก ซ่งึ สามารถส รปุ ได้ดงั ต อ่ ไปน ้ี5.1 ช่องว่างท างกฎหมายและการบ ังคับใชก้ ฎหมาย ป ระการแรก พ ระราชบ ญั ญตั สิ ่งเสริมและรกั ษาค ณุ ภาพส ่งิ แวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2 535 ยงั ม ไิ ดน้ ำห ลกั ก ารผกู้ อ่ ม ลพษิ เปน็ ผจู้ า่ ยม าใชอ้ ยา่ งเตม็ ท ี่ แมว้ า่ สงั คมไทยจะยอมรบั ห ลกั การผกู้ อ่ ม ลพษิ เปน็ ผจู้ า่ ยม านานแลว้ แตก่ ลบั ม เี ครอื่ งม อื ท างเศรษฐศาสตร์ทจ่ี ะใชด้ ำเนินการตามห ลักการน ้นี ้อยมาก พ ระราชบ ญั ญตั ฉิ บับน กี้ ำหนดเครอ่ื งมือไว้อยา่ งเดยี ว ค อื ค า่ ธรรมเนยี มบ ำบดั น ำ้ เสยี ซง่ึ ไมส่ ามารถกำกบั พ ฤตกิ รรมของป ระชาชน
26 จดุ เปลีย่ นส ง่ิ แวดล้อมไทย:การวิเคราะหช์ ่องว ่างนโยบายอยา่ งค รอบคลมุ ได้ เชน่ ก ารจดั การของเสยี อนั ตรายจากชมุ ชน และม ลพษิ ท างอากาศ จะต อ้ งอาศยั เครื่องม ือเศรษฐศาสตรอ์ ่นื ทหี่ ลากห ลายมากกว่าน ี้ ป ระการที่ 2 พ ระราชบญั ญัตสิ ง่ เสรมิ และรกั ษาค ณุ ภาพส ิง่ แวดล้อมแหง่ ชาต ิพ.ศ .2 535 ม ขี อบเขตค รอบคลมุ ก ารด แู ลสง่ิ แวดลอ้ มท ว่ั ป ระเทศในท กุ ก จิ กรรม แตน่ บั จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการบังคับใช้กฎหมายน้ีกับภาคเศรษฐกิจท่ีมิใช่โรงงานน้อยมาก ยกต วั อยา่ งเชน่ ม ลพษิ ท างน ำ้ ซง่ึ เปน็ ป ญั หาแรกๆ ท ที่ กุ ป ระเทศเรม่ิ จดั การ ป ระเทศไทยก็มีแต่กลไกกำกับการปล่อยน้ำท้ิงจากโรงงานโดยอาศัยพระราชบัญญัติโรงงาน พ .ศ. 2535 ซึง่ มุ่งเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ ในขณะท่ยี ังไม่มีระบบกำกบั และค วบคมุ น้ำเสยี ท ่ีป ลอ่ ยจากอาคารพ าณชิ ยข์ นาดใหญ่ เช่น ศ ูนย์การคา้ และโรงแรม ค งมีแต่การกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำทิ้งตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ ส่ิงแวดล้อม ก ลไกการตรวจสอบและควบคุมการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดตาม พระราชบ ญั ญตั นิ ย้ี งั ไมส่ ามารถใชบ้ งั คบั ไดจ้ รงิ เนอ่ื งจากยงั ไมม่ กี ารออกก ฎก ระทรวงเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวธิ ีการป ฏบิ ตั สิ ำหรับเจา้ พ นักงานท อ้ งถิ่น การขาดก ลไกส ำหรับค วบคมุ ก ิจกรรมพ าณชิ ยแ์ ละบ ริการขนาดใหญ่ในขณะท ่ีบ้านเมืองก ำลงั ขยายต วั อยา่ งรวดเรว็ เกดิ อาคารชดุ ขนาดใหญ่จำนวนม าก และภาคเศรษฐกจิ ก ารท อ่ งเทยี่ วไดก้ ลายม าเปน็ เสาห ลกั ของเศรษฐกจิ ไทย ยอ่ มห มายความวา่ น้ำเสียจำนวนมากถูกปล่อยลงแหล่งน้ำโดยไม่มีการบำบัด ผ ลต่อเน่ืองที่ตามมาก็คือความเสอื่ มโทรมของส ภาพแวดลอ้ มและท รพั ยากรท อ่ งเทย่ี วซงึ่ เทา่ กบั เปน็ การท ำลายตวั เองอยา่ งช้าๆ เช่น เมอื งพ ทั ยาท ่ีตอ้ งซบเซาอ ยู่นานเพราะทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมเสอ่ื มโทรม น อกจากน ี้ ในอ นาคตก ารบำบดั น้ำเสียไม่ครบถ้วนจะท ำให้ม ีผลตอ่ การผลติ ประปาและสขุ ภาพของประชาชน5.2 ความออ่ นแอข องก ลไกจดั การส ิ่งแวดลอ้ มในระดบั พืน้ ท่ี ในปัจจุบัน ได้มีการถ่ายโอนภารกิจด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมไปให้แก่ อ ปท. แล้วเป็นส่วนใหญ่ แต่ อ ปท.เป็นจำนวนมากยังขาดความรู้และบุคลากรท้ังในระดับการจัดการและระดบั เทคนคิ รวมทั้งทรพั ยากรอ น่ื ๆ ในระดับทเ่ีพียงพ อต่อการป ฏบิ ตั ิภารกิจ ย กตัวอย่างเช่น อ ปท. ไม่สามารถจ้างวิศวกรในเงินเดือนตามราคาตลาด
จดุ เปลีย่ นส ่ิงแวดล้อมไทย:การว เิ คราะหช์ อ่ งว ่างนโยบาย 27การรับราชการกับ “เทศบาล” ไม่เป็นที่ดึงดูดใจ น อกจากน้ีเทคโนโลยีท่ีส่วนกลาง เลอื กให้ เชน่ เทคโนโลยที ี่ใชใ้ นระบบบ ำบดั น ำ้ เสยี รวมซงึ่ ถา่ ยโอนใหเ้ ปน็ ความรบั ผดิ ชอบ ของ อ ปท. ก เ็ปน็ เทคโนโลยที ีก่ ่อใหเ้กดิ ตน้ ทุนปฏิบตั กิ ารสงู เกนิ ก วา่ ที่ อ ปท. จะรบั ได้ การถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่นมักเป็นการถ่ายโอนภาระที่ส่วนกลาง ไมต่ อ้ งการออกไป เช่น เปน็ ก ิจกรรมท่ีมแี ตต่ ้นทนุ แต่ไม่มอี ำนาจ5.3 การจัดสรรงบประมาณท่ีขาดค วามสมดลุ และไมม่ ีป ระสิทธิภาพ ในขณะที่ประชาชนถามหาความยั่งยืนของการพัฒนาประเทศ งบประมาณท่ีรัฐจัดให้กับดูแลสิ่งแวดล้อมนับว่าน้อยนิด เมื่อคิดเป็นร้อยละของงบประมาณของรัฐและร้อยละของ G DP ในแต่ละปีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม มีงบประมาณหมื่นกว่าล้าน แ ต่กว่าร้อยละ 70 เป็นงบดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะทก่ี รมค วบคุมมลพษิ ได้รบั ก ารจัดสรรงบป ระมาณปลี ะ 500 - 700 ล ้านบาทเท่านั้น งบประมาณของกรมควบคุมมลพิษรวมกับกรมโรงงาน ใกล้เคียงกับงบขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการเท่าน้ัน ด ังน้ันการดูแลปัญหามลพิษ ทั่วประเทศให้มีประสิทธิภาพจากการดำเนินงานของส่วนกลางย่อมเป็นไปไม่ได้ ส่วนอ งคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั แมจ้ะม ีรายได้ดีกว่าเมื่อเทียบก ับเทศบาล และ อ บต. แต่ก็ไม่มีพ้ืนที่ให้ปฏิบัติการ ก ลไกอันประดักประเดิด ล ักลั่น ข าดการบูรณาการ เช่นน จี้ึงไมอ่ าจแกไ้ ขปัญหาสงิ่ แวดลอ้ มในระดับพ นื้ ที่ได้5.4 เคร่อื งมือก ำกบั และควบคุม(Commandandcontrol)ไมม่ ปี ระสิทธภิ าพในการบรรเทาผลกระท บของโครงการใหญ่ แม้ประเทศไทยได้นำระบบการวิเคราะห์ผลกระทบส่ิงแวดล้อมมาใช้ในการกำกับโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ .ศ. 2518 แ ต่กล่าวได้ว่าการกำกับใน ระยะแรกๆ เป็นเพียงตรายางหรือเสือกระดาษ ห รือเป็นแค่การเพิ่มขั้นตอนการอนุมัติโครงการและเพ่ิมต้นทุนแก่ผู้ประกอบการท่ีต้องจ้างที่ปรึกษาทางวิชาการไปรวบรวมข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมมาเพ่ือให้ประทับตราผ่าน พ ระราชบัญญัติส่งเสริม
28 จดุ เปลย่ี นส่ิงแวดล้อมไทย:การวเิ คราะหช์ ่องว า่ งน โยบายและรกั ษาค ุณภาพสิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ .ศ.2 535 ได้ปรับปรงุ กระบวนการพจิ ารณารายงานE IA ใหก้ ระชบั และรวดเรว็ ขนึ้ ก ำหนดระยะเวลาพ จิ ารณาใหล้ ดล งจาก9 0 วนั เป็น 75 วัน ผ ู้พิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานเปลี่ยนจากสำนักงานส่ิงแวดล้อมแห่งชาติภายใต้กฎหมายเดิม ม าเป็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการ ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านและผู้แทนองค์กรเอกชน ผ ลปรากฏว่า EIA ได้กลายเป็น เคร่ืองมือท่ีรู้จักและได้รับความสนใจมากข้ึน แ ต่ก็ยังปราศจากเข้ียวเล็บเหมือนเดิม อาจารย์ปราณี พ ันธุมสินชัย ห น่ึงในกรรมการผู้ชำนาญการได้วิพากษ์ว่า EIA เป็นผลผลิตท่ีไม่มีใครพอใจ เจ้าของโครงการเห็น EIA เป็นอุปสรรคท่ีเพ่ิมต้นทุน ประกอบการจึงทำรายงานพอให้ผ่านโดยไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลท่ีถูกต้อง เจ้าของโครงการเองก็ไม่อ่านรายงาน EIA (ปราณี 2551) ฝ ่ายรัฐที่กำกับควบคุมก็ไม่มี อำนาจจริง ห น่วยงานรัฐท่ีทำหน้าที่พัฒนาโครงการมักได้รับความสนใจจากผู้นำ ในระดบั ส ูงมากกวา่ หน่วยงานสง่ิ แวดลอ้ ม โครงก ารใหญๆ่ เชน่ ส นามบ ินส วุ รรณภมู ิทม่ี ปี ญั หาสิง่ แวดล้อมม ากมาย ก ็อนมุ ตั ใิห้เริม่ ท ำโครงการไปกอ่ นทำ EIA ซึง่ สะทอ้ นให้เหน็ วา่ รฐั เองให้คุณคา่ ของสิง่ แวดลอ้ มตำ่ ก วา่ เป้าห มายอน่ื ๆ
จดุ เปลยี่ นส ิ่งแวดล้อมไทย:การว ิเคราะหช์ ่องวา่ งนโยบาย 296 พสกู่ ิทารักษส์ ง่ิ แวดลอ้ ม ในอ นาคต เป็นที่ชัดเจนว่า แ ม้ประเทศไทยจะมีนโยบายกฎหมายและกลไกมากมาย เพ่ือพิทักษ์สิ่งแวดล้อม แ ละมีมาตรฐานคุณภาพส่ิงแวดล้อมทัดเทียมนานาอารยะประเทศ แต่กย็ งั มีชอ่ งโหว่ม ากมายเนื่องจากก ารบริหารจดั การยงั ขาดการบูรณาการ ขาดการบังคับใช้กฎหมาย แ ละขาดการมอบอำนาจและถ่ายโอนความรู้ ค น แ ละจัดหางบประมาณให้แก่ อ ปท. ซึ่งควรเป็นเจ้าภาพตัวจริงในการจัดการส่ิงแวดล้อม ก ารขบั เคลอื่ น อ ปท. ใหม้ คี วามส ามารถและค วามเขม้ แขง็ ด า้ นก ารจดั การส ง่ิ แวดลอ้ มมากขึน้ จึงน ับเป็นหนงึ่ ในวาระแหง่ ชาตทิ ่สี ำคัญในก ารนำพ าป ระเทศไปสสู่ ่ิงแวดล้อมทีด่ ี ซง่ึ ถ อื ว่าเปน็ ส ทิ ธทิ ร่ีาษฎรไทยพ งึ ได้รบั ต ามรฐั ธรรมนญู น อกจากน้ี จะตอ้ งม ีการบญั ญตั กิ ฎหมายเพมิ่ เตมิ เพอ่ื ท จ่ี ะท ำใหห้ นว่ ยงานต า่ งๆ ท ง้ั ส ว่ นก ลาง และส ว่ นท อ้ งถ นิ่ สามารถใชเ้ครือ่ งมอื เศรษฐศาสตร์ และน ำหลกั การผ้กู อ่ มลพิษเปน็ ผจู้ ่ายม าปฏบิ ัตใิ ห้เป็นมรรคผลอย่างแทจ้ ริง
30 จุดเปลยี่ นส งิ่ แวดล้อมไทย:การวเิ คราะหช์ ่องว า่ งนโยบายบรรณานุกรมก ฤษณ์ วงศ์วเิ ศษธร. 2552. บ ทวิเคราะห์:ค ดีม าบตาพุดถ ูกใจแตอ่ าจไม่ถกู ต ้อง. แหลง่ ท่มี า: http://topscholar.org/ 12 ต ุลาคม 2552. บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์. 2 551. SEA: ทางออกใหม่ในการป้องกันผลกระทบ สงิ่ แวดลอ้ ม. เสนอใน ก ารป ระชมุ วชิ าการท รพั ยากรธรรมชาตแิ ละส ง่ิ แวดลอ้ ม แห่งชาติครั้งที่ 1. 4 ก นั ยายน 2551.ปราณี พ ันธุมสนิ ชัย. 2551. “G angofSeven:LookBackandForward,AnEIA Story.” เสนอใน ก ารประชุมวิชาการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แหง่ ชาตคิ รงั้ ที่ 1. 4 ก ันยายน 2551. ม ลู นิธสิ ถาบนั วจิ ัยเพอื่ ก ารพัฒนาป ระเทศไทย. ม .ป.ป . ก ารพฒั นาโครงสร้างพ ืน้ ฐาน และปัจจัยสนับสนุนและการควบคุมป้องกันปัญหามลพิษและส่ิงแวดล้อม เพ่ือการพ ฒั นาอ ตุ สาหกรรม(เล่ม3). ม .ป .ท .: ม .ป.พ.วเิ ชยี ร จงุ่ รงุ่ เรอื ง.2 551. EIA:ก ระแสV Sค วามถ กู ต อ้ ง. เสนอใน ก ารป ระชมุ วชิ าการ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อมแหง่ ชาตคิ รงั้ ท ่ี 1. 4 ก นั ยายน 2551.เสนาะ อ ูน ากูล. 2527. แนวทางการพฒั นาประเทศ. ม .ป .ท.: ม .ป .พ. . 2530. ยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาชาติ อดตี ปจั จบุ นั อนาคต. ม .ป.ท .: ม .ป .พ. . ม.ป .ป. วเิ คราะห์แผนพ ฒั นาฯฉบบั ท ่ี5(2525-2529). ม .ป.ท .: ม .ป.พ. . ม .ป .ป . วเิ คราะหเ์ ศรษฐกจิ และการพ ฒั นาค รง่ึ ทางแผนฯ๕. ม .ป .ท.: ม.ป.พ . . ม.ป.ป. แนวทางการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมของ ประเทศไทย แผนฯ6. ม.ป .ท.: ม .ป .พ .ศ าลปกครองระยอง. ค ำพิพากษาค ดหี มายเลขดำที่ 192/2550,ค ดหี มายเลขแดงท ่ี 32/2552. 3 ม ีนาคม 2552.อ านนั ท์ ก าญจนพนั ธ์ุ และมง่ิ สรรพ์ ขาวสอาด. 2538. วิวฒั นาการของการบกุ เบกิ ที่ดนิ ทำกินในเขตปา่ :ก รณศี กึ ษาภ าคเหนือต อนบ น.กรงุ เทพฯ: ส ถาบนั วจิ ยั เพื่อการพัฒนาประเทศไทย.
จดุ เปล่ยี นส ิง่ แวดลอ้ มไทย:การว เิ คราะห์ช ่องว่างนโยบาย 31อกุ ฤษฏ์ อปุ ราสทิ ธ.์ิ 2 538. อา่ งน ำ้ เคม็ ท บ่ี รบอื :ปญั หาท กี่ อ่ ใหเ้ กดิ ม ลพษิ ในล ำนำ้ เสยี ว. ใน ก ตกิ า เครอ่ื งม อื และก ารม สี ่วนรว่ มของประชาชนเพื่อรกั ษาสิง่ แวดล้อม, เอกสารประกอบการประชุมวิชาการประจำปี 2538 ม ูลนิธิสถาบันวิจัยเพ่ือ การพัฒนาประเทศไทย, 9-10 ธันวาคม 2538 โรงแรมแอมบาสเดอร์ซิตี้ จอมเทียน, ชลบุร:ี ม ลู นิธสิ ถาบนั วจิ ัยเพ่ือก ารพฒั นาประเทศไทย. Arthur P.J. M ol and D avid A ., eds. 2000. EcologicalModernizationA round theW orld:AnIntroduction.London and Portland: Frank C ass.C hulalongkornU niversity. 1 987. P ostImpoundmentEnvironmentalEvaluation andDevelopmentPlanningoftheBhumibolandSirikitProjects (Volume2:Report).S ubmittedt oT heE lectricityG eneratingA uthority of Thailand. Bangkok: C hulalongkorn U niversity.The U nited N ations W orld C ommission on Environment and D evelopment (WCED). 1987. OurC ommonFuture. O xford: O xford U niversity Press.
Note : จดุ เปลย่ี นสิ่งแวดลอ้ มไทย:การวเิ คราะหช์ อ่ งวา่ งน โยบาย
สำนักงานกรุงเทพฯ สถาบนั ศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม 637/1 อาคารพรอมพันธุ ชั้น 4 ยนู ติ 4/2 ถ.ลาดพรา ว แขวงจอมพล เขตจตจุ กั ร กทม. 10900 โทรศพั ท 0 2938 8826 โทรสาร 0 2938 8864 สำนักงานเชยี งใหม สถาบันศกึ ษานโยบายสาธารณะ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม (อาคารหอประชมุ รวมวจิ ยั และบัณฑิตศึกษา) 239 ถ.หวยแกว อ.เมือง จ.เชยี งใหม 50200 โทรศพั ท 0 5394 2552 โทรสาร 0 5394 2698 www.tuhpp.org สำนักงานกองทนุ สนับสนนุ การสรา งเสรมิ สุขภาพ (สสส.) 979 อาคารเอส เอม็ ทาวเวอร ชน้ั 34 ถนนพหลโยธนิ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรงุ เทพฯ 10400โทรศัพท 0 2298 0500 โทรสาร 0 2298 0501 และ 0 2298 0499 www.thaihealth.or.th
Search
Read the Text Version
- 1 - 34
Pages: