Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สารสนเทศพัฒนาการแนวคิดของกรมการพัฒนาชุมชน1

สารสนเทศพัฒนาการแนวคิดของกรมการพัฒนาชุมชน1

Published by Anita R, 2019-07-18 03:29:03

Description: สารสนเทศพัฒนาการแนวคิดของกรมการพัฒนาชุมชน1

Search

Read the Text Version

กรมการพฒั นาชุมชน อทุ ศิ ตน พฒั นาคน สร้างชมุ ชนอยา่ ง ยง่ั ยืน

“พัฒนา คือ สร้างสรรค”์ คาขวญั พระราชทานของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว เนอ่ื งใน “วันพฒั นา” “พัฒนาชมุ ชนตอ้ งพฒั นาใจคนไปพร้อมกบั วัตถุ” คาขวญั พระราชทาน สมเดจ็ พระนางเจ้าสิรกิ ิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ปรัชญาพฒั นาชุมชน หลักความเป็นจริงแห่งชีวิต ที่นักพัฒนาชุมชนยึดถือเป็นสรณะคือ ความเช่ือม่ันและศรัทธา ในมนษุ ยชาติวา่ มนษุ ย์ทุกชวี ติ มคี ณุ คา่ และมีความหมาย มศี กั ดศ์ิ รี และ มศี ักยภาพ กล่าวคือ มีฐานะแห่งความเป็นมนุษย์ท่ีไม่ควรจะได้รับการเหยียบยา่ ดูหมิ่น เหยียดหยาม จากเพ่ือน มนุษย์ด้วยกันเอง มีความสามารถจากการเป็นมนุษย์ท่ีควรได้รับการยอมรับและทาให้ปรากฎเป็นจริงในทาง ปฏิบัติจากเพือ่ นมนษุ ยด์ ้วยกันเอง หลกั การพัฒนาชมุ ชน หลักการพฒั นาชุมชนทแ่ี ทจ้ รงิ คือ หลักประชาชน ๑.เร่ิมต้นท่ีประชาชน ยืนจุดเดียวกับประชาชน มองโลก มองชีวิต มองปัญหา จากทัศนะ ของประชาชน เพือ่ ให้เข้าใจปญั หา ความตอ้ งการประชาชนเพ่อื ใหเ้ ขา้ ถงึ ชวี ิต จิตใจของประชาชน ๒.ทางานร่วมกับประชาชน (ไม่ใช่ทางานให้แก่ประชาชนเพราะจะทาให้เกิดความคิดมาทวงบุญทวง คุณจากประชาชนในภายหลัง) การที่จะทาให้ประชาชนเข้าใจปัญหาของตนเองและมีกาลังใจ ลุกขึ้นต่อสู้กับปัญหาช่วยกันคิดชว่ ยกันแก้ไขปัญหาน้นั ย่อมมีหนทางที่จะกระทาได้โดยไม่ยากหากเข้าใจปัญหา และเขา้ ถงึ จิตใจประชาชน ๓.ยึด ประชาชนเปน็ พระเอก ประชาชนต้องเป็นผูก้ ระทาการพัฒนาด้วยตนเอง ไม่ใช่เป็นผถู้ กู กระทา หรอื ฝ่ายรองรบั ข้างเดยี ว เพราะผลของการกระทาการพัฒนานั้น ตกอยทู่ ่ีประชาชนโดยตรงประชาชนเป็นผู้รับ โชคหรือเคราะห์จากการพัฒนา นั้น ดังน้ันการพัฒนาชุมชนจึงมีหลักการที่มีจุดหมาย ๓ เชิงในการพัฒนา ทรพั ยากรมนุษย์และชมุ ชนมนุษยด์ ังนี้ ๑. จุดหมาย เชิงกระบวนการ (Process Goal) เป็นกระบวนการตอ่ เนอื่ งในการพัฒนาความคิด จิตใจมนุษย์ ให้คิดพึ่งตนเองมีจิตใจเออ้ื เฟ้อื ชว่ ยเหลือเพอ่ื นมนุษย์ ๒. จุดหมาย เชิงสัมพันธภาพ (Relationship Goal) เป็นการทาให้มนุษย์มีความสัมพันธ์ที่ดี ต่อกนั รว่ มมือรว่ มใจกนั ทางานเพื่อกนั และกัน คอื เพ่ือกล่มุ ๓. .จุดหมาย เชิงการงาน (Task Goal) เป็นการทางานพัฒนาความเป็นอยู่ของมนษุ ย์เพ่ือความ อยเู่ ยน็ เป็นสขุ

ก่อนจะเปน็ กรมการพัฒนาชุมชน จากบรู ณะชนบท ผ่านพัฒนาการทอ้ งถนิ่ สูก่ ารพัฒนาชุมชน (พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๕๐๔) แนวความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนของโลกเกิดขึ้นในช่วงคร่ึงหลังปี พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยประเทศใน เ ค รื อ จั ก ร ภ พ อั ง ก ฤ ษ ท่ี เ ร่ิ ม เ ป ล่ี ย น แ น ว คิ ด เ กี่ ย ว กั บ ก า ร พั ฒ น า ม า เ ห็ น ค ว า ม ส า คั ญ ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ในการเป็นแกนกลางของพลังขับทางสังคม แนวความคิดน้ีถูกเผยแพร่ออกไปยังนานาประเทศ จนเกิดปรัชญาเกี่ยวกับการทางานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและสนับสนุนกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ใ น ก า ร ป รั บ ป รุ ง ค ว า ม เ ป็ น อ ยู่ ข อ ง ชุ ม ช น ที่ รู้ จั ก กั น ใ น ชื่ อ ว่ า ข บ ว น ก า ร พั ฒ น า ชุ ม ช น (Community Development ) การนาแนวคิดการพัฒนาชุมชนมาดาเนินการในประเทศไทยก็ได้อิทธิพล มาจากกระแสการพฒั นาท่เี ปลีย่ นแปลงไปดังกล่าวขา้ งตน้ เชน่ กัน โดยมีความเปน็ มาของการพัฒนาชมุ ชน พ.ศ ๒๔๘๓ ประกาศของกระทรวงมหาดไทยกาหนดให้มี การดาเนินงานแผนการบูรณะชนบทมี วตั ถปุ ระสงค์ ๒ ประการ ๑.สร้างสรรคช์ ีวิตจิตใจของประชาชนในชนบทให้เหมาะสมทจี่ ะเป็นพลเมอื งดี ๒.ส่งเสริมให้ประชาชนมีการครองชพี ดีขนึ้ พ.ศ ๒๔๙๗ กระทรวงศึกษาธิการดาเนินงานพัฒนาการท้องถ่ินในรูปของโครงการมูลสารศึกษาและจัดตั้งศูนย์ ฝึกอบรมศึกษาผู้ใหญ่จังหวัดอุบลราชธานี (ศ.บ.ศ.อ.) โดย UNESCO สนับสนุนเป็น ๑ ใน๖ แห่งของโลก ท่ีผลิต สารนิเทศก์ (อบรม ๒ ปี รุ่นแรกสาเร็จปี ๒๔๙๙ ออกปฏิบัติงานในหน่วยมูลสารศึกษา ในจังหวัดต่างๆ พ.ศ ๒๔๙๙ ก ร ม ป ร ะ ช า ส ง เ ค ร า ะ ห์ ต้ั ง ส า นั ก ง า น พั ฒ น า ก า ร ท้ อ ง ถ่ิ น เ ป็ น ส า นั ก ง า น อิ ส ร ะ ข้ึ น ต ร ง กั บ กระทรวงมหาดไทย มุ่งให้ประชาชนมีส่วนร่วม ร่วมคิด ร่วมลงทุน และร่วมแรงงาน เพ่ือแก้ปัญหาท้องถ่ินตาม คติการปกครองระบอบเสรปี ระชาธิปไตย พ.ศ ๒๕๐๐ ก ร ม ม ห า ด ไ ท ย ริ เ ร่ิ ม โ ค ร ง ก า ร พั ฒ น า ท้ อ ง ถิ่ น ข้ึ น ไ ด้ ท ด ล อ ง ป ฏิ บั ติ มี ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ไ ด้ จงึ คัดเลอื กปลดั อาเภอเขา้ อบรมเปน็ ปลัดอาเภอพัฒนากร สง่ ออกปฏบิ ตั งิ านพัฒนาในเขตพฒั นาทกี่ าหนด พ.ศ ๒๕๐๒ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๐๒ มอบกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าของเรื่องงาน พฒั นาการทอ้ งถิน่ และมีมตเิ ม่ือ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๒ ใหก้ รมมหาดไทยรับโอนสารนิเทศ จานวน ๒๖๐ คน และ งานมูลสารศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการมาสังกัดกรมมหาดไทย วันท่ี ๒๑ สิงหาคม ๒๕๐๒ กรมมหาดไทย เปน็ เจา้ ของเร่อื งในงานพฒั นาการทอ้ งถน่ิ แห่งชาติ แทนกรมประชาสงเคราะห์

พ.ศ ๒๕๐๓ สานักงานพัฒนาการท้องถิ่นได้รับการยกฐานะเป็น ส่วนพัฒนาการท้องถ่ิน ขึ้นกับกรมมหาดไทย มีหน้าทร่ี ับผดิ ชอบการฝึกอบรมข้าราชการพัฒนาท้องถ่ินแห่งชาติ เจา้ หน้าที่ประสานงานและเป็นศูนย์วางแผน พฒั นาทอ้ งถน่ิ เปน็ สานกั งานเลขาธกิ ารคณะกรรมการพัฒนาท้องถ่ินแห่งชาติ กฎ ก.พ. ฉบับท่ี ๒๔๐ ออกตาม พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือนพ.ศ. ๒๔๙๗ เทียบตาแหน่งปลัดอาเภอ พัฒนากรและสารนิเทศก์ในกรมมหาดไทยว่า”พัฒนากร” (Community development Worker หรือ Community Development Organizer) พ.ศ ๒๕๐๔ รัฐบาลไทยด้วยการสนับสนุนขององค์การสนธิสัญญาเอเชียอาคเนย์ (SEATO) จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ ทางวิชาการพัฒนาการท้องถิ่นประจาภาคไทย-สปอ. (ศ.ว.พ.) ข้ึนที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นแห่งแรก ภายหลัง เปลย่ี นช่อื เป็นศูนยช์ ว่ ยเหลอื ทางวชิ าการพัฒนาชมุ ชนไทย-สปอ.

รายชอื่ อธิบดกี รมการพัฒนาชมุ ชน (พศ.๒๕๐๕-ปี ๒๕๖๒) ๑. นาย สาย หุตะเจรญิ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๕- ๓๐ กนั ยายน ๒๕๑๒ ๒. นายประสงค์ อศิ รภกั ดี ๑ ตุลาคม ๒๕๑๒- ๓๐ กันยายน ๒๔๑๔ ๓. นาย พฒั น์ บญุ ยรตั นพ์ นั ธุ์ ๑ ตลุ าคม ๒๕๑๔ – ๓๐ กันยายน ๒๕๑๘ ๔. นาย นริ ุติ ไชยกลู ๑ ตลุ าคม ๒๕๑๘- ๓๐ กันยายน ๒๕๒๒ ๕. ร.ต.ท. ระดม มหาศรานนท์ ๑ ตุลาคม๒๕๒๒- ๓๐ กันยายน ๒๕๒๖ ๖. นาย สุวนยั ทองนพ ๑ ตุลาคม ๑๔๑๖- ๓๐ กันยายน ๒๕๓๑ ๗. นาย ศักดา ออ้ พงษ์ ๑ ตลุ าคม ๒๕๓๑- ๓๐ กนั ยายน ๒๕๓๒ ๘. ดร.ยวุ ัฒน์ วุฒเิ มธี ๑ ตลุ าคม ๒๕๓๒ – ๓๐ กันยายน ๒๕๓๔ ๙. นาย สมติ ร กิจจาหาญ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ –๓๐ กนั ยายน ๒๕๓๖ ๑๐. นาย อภยั จันทนจุลกะ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๖- ๓๐ กนั ยายน๒๕๓๙ ๑๑. นายสมศกั ด์ิ ศรวี รรธนะ ๑ ตลุ าคม ๒๕๓๙- ๓๑ พฤษภาคม๒๕๔๑ ๑๒.นายไพโรจน์ พรหมส์น ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑-๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ๑๓. นายจเดจ็ อนิ ทรส์ วา่ ง ๑ มนี าคม๒๕๔๓- ๓๐ กนั ยายน ๒๕๔๔ ๑๔. นายสจุ ริต ปัจฉิมนนั ท์ ๑ ตลุ าคม ๒๕๔๔ –๓๐ กนั ยายน ๒๕๔๕ ๑๕. นายสุจรติ นนั ทมนตรี ๑ ตุลาคม ๒๕๔๕- ๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ๑๖. นายชัยสิทธ์ิ โหตระกิตย์ ๕ มิถนุ ายน ๒๕๔๖-๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ ๑๗. ดร.นิรนั ดร์ จงวุฒเิ วศน์ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘- ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๐ ๑๘. นาย ปรชี า บตุ รศรี ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ -๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ ๑๙. นายชมุ พร พลรักษ์ ๒๐ ตลุ าคม ๒๕๕๑- ๑๕ มนี าคม ๒๕๕๒ ๒๐.นาย ไพรัตน์ สกลพันธ์ุ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒- ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ๒๑.นาย มงคล สรุ ะสัจจะ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ -๒๙ เมษายน ๒๕๕๓ ๒๒.นายวิเชียร ชวลิต ๒๓.นายสุรชยั ขันอาสา ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ -๑๕ ธนั วาคม ๒๕๕๓ ๒๔.นายประภาส บุญยินดี ๒๐ ธันวาคม๒๕๕๓ - ๒๔ พฤจิกายน ๒๕๕๔ ๒๕.นายขวัญชัย วงศ์นิติกร ๒๔ พฤจิกายน ๒๕๕๔- ๓๐ กนั ยายน-๒๕๕๕ ๒๖.นาย ไมตรี อินทุสตุ ๑ ตลุ าคม ๒๕๕๕ - ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๘ ๒๗.นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๘- ๑ ตลุ าคม ๒๕๕๘ ๒๘.นายนิสิต จนั ทร์สมวงศ์ ๒ ตลุ าคม๒๕๕๘- ๓๐กันยายน๒๕61 ๑ ตลุ าคม ๒๕๖๑ – ปจั จบุ ัน อธบิ ดกี รมการพัฒนาชมุ ชน

ความเป็นมาของกรมการพัฒนาชุมชน : รากฐานการพฒั นาชนบทไทย จากพัฒนาการท้องถนิ่ ผา่ นกรมมหาดไทย สกู่ รมการพัฒนาชมุ ชน (พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๕๐) ชนบทไทยเม่ือ ๕๐ ปีก่อนประชากรส่วนใหญ่ยังด้อยความเจริญมีการศึกษาต่า ยากจนเจ้าหน้าท่ีของ รัฐเข้าไม่ถึงประชาชน ซึ่งส่งผลต่อความม่ันคงของประเทศ เพื่อให้การพัฒนาเกิดความย่ังยนื ประชาชนต้องเข้า มามีส่วนร่วมในการตัดสนิ ใจและพัฒนาท้องถ่นิ ของตนเอง ใน ปพี .ศ. ๒๕๐๕ ได้มีพระราชบัญญัติปรบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม ฉบบั ที่ ๑๐ และพระราชบัญญัติ โอนกิจการบริหารของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีการปรับปรุงใหม่ พ. ศ. ๒๕๐๕ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษเล่มที่ ๗๙ ตอนที่ ๘๙ เมื่อวันท่ี ๓๐ กันยายน ๒๕๐๕ ให้ แยกงานพัฒนาการท้องถ่ินออกจากกรม มหาดไทยมาต้ังเป็นกรมใหม่ช่ือว่า “ กรมการพัฒนาชุมชน” ส่วนกรมมหาดไทยเปลี่ยนช่ือเป็น“ กรมการ ปกครอง” โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แถลงต่อสภาฯ ถึงเหตุผลความจาเป็นของการต้ัง หนว่ ยงานใหม่ ดังน้ัน กรมการพัฒนาชุมชนจึงก่อตั้งขึ้นเม่ือวันที่ ๑ ตุลาคมพ. ศ. ๒๕๐๕ โดยพันธกิจ ที่กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลมีเจตนารมณ์ มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน คือ ปรับปรุงระดับความ เปน็ อยูแ่ ละมาตรฐานการครองชพี ของประชาชนในหม่บู ้านให้ดยี ่งิ ขนึ้ โดยเน้นหนักในทางส่งเสรมิ ให้ราษฎรเข้า มาร่วมมือดาเนินงานในแบบการช่วยตวั เองอันเปน็ ปัจจัยสาคัญตามหลักการพัฒนาชมุ ชนที่ว่าพัฒนากรจะตอ้ ง ทางานกับประชาชน มใิ ช่ทาให้ประชาชนเพือ่ ใหบ้ งั เกดิ ผลสมตามเจตนารมณ์ท่สี าคัญ ๓ ประการ

๑. ประชาชนชาวไทยมมี าตรฐานการครองชีพสงู ขึ้น ๒. ทัศนคติของประชาชนเปล่ียนจาก “ การรอคอยหวังความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเดียว” มาเป็น“รว่ มมอื กนั ช่วยเหลอื ตนเอง” ๓. ประชาชนรจู้ กั สทิ ธแิ ละหนา้ ที่ สามารถปกครองตนเองไดต้ ามวถิ ที าง ในระบอบประชาธปิ ไตยโดยมี “ พัฒนากร” เป็นข้าราชการหลักทางานรว่ มกบั ประชาชนในหมบู่ า้ น ตาบล กรมการพัฒนาชุมชนได้ปรับปรุงพัฒนาองค์การอย่างเป็นระบบนับตั้งแต่ได้มีการก่อตั้งขึ้นเม่ือวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๐๕ โดยการปรับปรุงกระบวนการทางานและภารกิจให้สอดคล้องกับกระแสการพัฒนา และ สภาพการณ์ของสงั คมในแตล่ ะยคุ สมัยตามความเหมาะสม จาแนกเป็น ๕ ระยะคือ ระยะแรก : ก่อรา่ งสร้างองค์การ (พ. ศ. ๒๕๐๕-๒๕๑๔) ระยะท่ี ๒ : สร้างพลงั ชุมชน (พ. ศ. ๒๕๑๕-๒๕๒๔) ระยะที่ ๓ : สู่ระบบบรหิ ารการพัฒนาชนบทแห่งชาติ (พ. ศ. ๒๕๒๕-๒๕๓๔) ระยะท่ี ๔ : เสริมสร้างความเขม้ แขง็ ของชุมชน (พ. ศ. ๒๕๓๕-๒๕๔๔) ระยะท่ี ๕ : สยู่ คุ ใหม่ของระบบราชการพ. ศ. ๒๕๔๕-๒๕๕๔)

ยุคแรก ก่อรา่ งสร้างองค์กร (พ ศ.๒๕๐๕-๒๕๑๔) การดาเนนิ งานพัฒนาชุมชนในระยะนเ้ี นน้ การกระตุ้นประชาชนใหร้ ว่ มมือกนั แกป้ ัญหาของตนเองและ หมู่บ้านเพ่ือความม่ันคงของชาติรวมทั้งกระตุ้นให้ประชาชนรับเอาบริการของรัฐบาลมาทาให้เกิดประโยชน์ใน การพัฒนาหมู่บา้ นชุมชนของตน ได้มกี ารพฒั นาต้นแบบกจิ กรรมพฒั นาชมุ ชนและกระบวนการพัฒนาชุมชนใน หลายเรื่องที่ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การจัดทาแผนพัฒนาชุมชน ๕ ปี การจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทดลองรูปแบบศูนย์พัฒนาอาชีพสร้างหลักสูตรพัฒนาผู้นาท้องถ่ิน พัฒนาระบบการสารวจข้อมูลชุมชน จัดต้ัง องคก์ รบริหารการพัฒนาระดับหมบู่ า้ น ตาบล ในยคุ นี้มอี ธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนผู้มบี ทบาทกาหนดทิศทางสร้างสรรค์งานพฒั นาชุมชน จานวน 2 ท่าน ได้แก่ ลาดบั ที่ ๑ นายสาย หตุ ะเจรญิ ดารงตาแหนง่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๐๕-๓๐ กนั ยายน ๒๕๑๒ มอี ดุ มการณ์ในการทางาน คอื รกั ชนบท อดทน ประสานงาน คือ อดุ มการณข์ องงานพฒั นาชุมชนเปน็ ผู้ก่อต้ัง กรมการพัฒนาชุมชน ริเร่ิมนาหลักการพัฒนาชุมชนมาใช้ให้กาเนิด พัฒนากร คากล่าว ขอให้พัฒนากรระลึก ไว้เสมอว่าพัฒนากรมีบทบาทและหน้าที่สาคัญท่ีสุดในการพัฒนาคน ให้มีการศึกษาดี มีเงินใช้ไร้ราคา เพ่อื ให้มีความรคู้ วามสามารถ และรว่ มมอื ในการสรา้ งความเจริญทัง้ ทางดา้ นเศรษฐกจิ และสงั คมแก่ชมุ ชน สหกรณ์ออมทรัพย์กรมการพัฒนาชุมชน จัดต้ังเม่ือ ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ในสมัยของ นายสาย หุตะเจริญ อธบิ ดีกรมการพฒั นาชุมชน เพอ่ื เปน็ สวสั ดิการและชว่ ยเหลือขา้ ราชการและลกู จ้างของกรมการพัฒนาชุมชน ท่ี ประสบปัญหาด้านการเงิน โดยสหกรณ์เป็นแหล่งเงินกู้และแก้ปัญหาทางการเงินของสม าชิก ปจั จุบันมจี านวนสมาชิกกว่า ๙ พนั คน และมสี นิ ทรัพยร์ วมกวา่ ๕,๖๕๓ลา้ นบาท ลาดับท่ี ๒ นายประสงค์ อิศรภักดี ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๑๒-๓๐กันยายน ๒๔๑๔ มีอุดมการณ์ในการทางาน คือ การพัฒนาชุมชน เป็นวิธีนาความเปลี่ยนแปลงไปสู่ชนบทให้เจริญ โดยอาศัยความร่วมมือของประชาชนและเจา้ หน้าทข่ี องรฐั บาลเป็นหลกั สาคญั

ในระยะแรกของการก่อต้ังกรมการพัฒนาชุมชนได้กาหนดหน้าที่ของกรมการพัฒนาชุมชน ไว้ ๘ ประการ ตามคาส่ังกรมการพัฒนาชุมชนที่ ๑๐๗ / ๒๕๐๖ ลงวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๐๖ เร่ืองการแบ่ง งานและระเบียบวธิ ีปฏิบตั ริ าชการของกรมการพฒั นาชมุ ชนคอื ๑. ยกมาตรฐานการครองชีพประชาชนในชนบทให้สงู ข้ึน และมีความม่ันคง ๒. ฝึกอบรมเจ้าหน้าท่ีและผู้นาท้องถ่นิ เพือ่ ให้เขา้ ใจในหลักการ และ วธิ ีดาเนนิ งาน ในการพฒั นาชมุ ชน ๓. ใหก้ ารศึกษาและฝกึ อบรมประชาชนใหม้ คี วามร้ใู นแบบและงานฝมี ือสมัยใหม่ เพ่ือการครองชพี ที่ดขี น้ึ ๔. ส่งเสริมและฝึกอบรมประชาชนให้เขา้ ใจวิถีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ๕. นเิ ทศการปฏบิ ตั ิงานของเจา้ หน้าทแี่ ละทาการวิจยั และประเมินผลงานพัฒนาชุมชน ๖. เปน็ สถาบันเพ่ือการศึกษาคน้ คว้าทางวิชาการเกย่ี วกบั งานพัฒนาชุมชนของนานาประเทศ ท้งั ในทางทฤษฎีและปฏิบตั ิ ๗. เป็นศนู ย์กลางในการบรหิ ารงานพัฒนาชุมชน ประสานการบริการทางวชิ าการ ของกระทรวง ทบวง กรม และองค์กรตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วข้อง ๘. เป็นสานกั งานเลขาธิการของคณะกรรมการพัฒนาชุมชนแหง่ ชาติและคณะกรรมการบริหาร และประสานงานพฒั นาชุมชนแห่งชาติ

โครงการปฏิบตั ิงานในปี พ. ศ. ๒๕๐๖ มจี านวน ๙ โครงการ ๑. โครงการเปดิ เขตพฒั นาอาเภอ ๒. โครงการฝึกอบรมเจา้ หน้าท่ี ๓. โครงการพฒั นาผนู้ าทอ้ งถิ่น ๔. โครงการพฒั นากลมุ่ อาชีพ ๕. โครงการสง่ เสริมสาธารณะสมบัติของชมุ ชน ๖. โครงการพัฒนากจิ กรรมสตรี เด็ก และเยาวชน ๗. โครงการสง่ เสริมและเผยแพร่ ๘. โครงการวิจยั และประเมนิ ผล ๙. โครงการศนู ย์ ศวพ.(ศนู ยช์ ่วยเหลือทางวิชาการพฒั นาชุมชน) การดาเนนิ งานพัฒนาชุมชนในระยะนเี้ น้นการกระตุน้ ประชาชนให้รว่ มมือกันแกป้ ัญหาของตนเองและ หมบู่ า้ นเพอ่ื ความมนั่ คงของชาติ รวมท้งั กระตุ้นใหป้ ระชาชนรบั เอาบรกิ ารของรฐั บาลมาทาให้ เกดิ ประโยชน์ในการพัฒนาหมู่บ้านชุมชนของตนซ่ึงเป็นการส่งเสริมให้โครงการพัฒนาท่ีหน่วยงานต่าง ๆริเริ่ม ดาเนินการได้บังเกิดผลดีย่ิงข้ึนแก่ประชาชน ได้มีการพัฒนาต้นแบบกิจกรรมพัฒนาชุมชนและ กระบวนการพัฒนาชุมชนในหลายเรื่องท่ียังคงใช้มาจนถึงปัจจุบันบางเร่ืองก็มีการพัฒนาต่อในระย ะหลังจน กลายเปน็ ระบบของชาตแิ ละบางเร่ืองกม็ หี นว่ ยงานอ่นื นาไปประยกุ ต์ใชอ้ ย่างแพร่หลาย งานสาคัญท่ีรเิ ร่ิมและพฒั นาข้ึนมาในระยะน้ไี ด้แก่ ๑. การพัฒนารูปแบบการจัดทาแผนพัฒนาชุมชน ๕ ปี ซ่ึงเป็นรูปแบบของการจัดทาแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนระดับตาบลดว้ ยการดาเนินการวิจยั เชิงปฏิบตั ิการโดยมี นายวิชิต ศุขะวิริยะ รอง อธิบดีฯฝ่ายปฏิบัตินายสุวิทย์ ยิ่งวรพันธุ์ หัวหน้ากองวิจัยและประเมินผลนายเสน่ห์ วัฒนาธร หัวหน้ากองปฏิบัติการ และดร.อมร รักษาสัตย์ ท่ีปรึกษางานวิจัยของกรมการพัฒนาชุมชนเป็นผู้ดาเนินการ และท้ายท่ีสุดผลการวิจัยก็ได้นามาแก้ไขระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทาแผนพัฒนาชุมชน ๕ ปี พ. ศ. ๒๕๐๕ เม่ือเดอื นกันยายน ๒๕๐๘ ๒. การจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กท่ีบริหารงานโดยชุมชน เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองและดูแล เด็กเล็กวัย ๓-๖ ปีให้ได้รับการพัฒนาทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาชุมชนท่ีจัดการโดยชุมชน และชุมชนได้ สมทบท้ังแรงงาน เงิน วัสดุและสติปัญญาในการดาเนินต้ังแต่สร้างอาคาร ดูแลเด็ก บริหารศูนย์ จนถึงการหาทุน

กรมการพัฒนาชุมชนร่วมกับองค์การยูนิเซฟดาเนินการทดลองโครงการพัฒนาเด็กเล็กเม่ือปี ๒๕๑๐ ในจังหวัดนครปฐม สระบุรี นครราชสีมามิการออกแบบระบบการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยชุมชน ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้านและคณะกรรมการพัฒนาตาบล และผู้ดูแลเด็ก (ผดด.) ซึ่งเป็นสตรีในหมู่บ้านอายุ ๑๖-๔๖ ปี ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน และคณะกรรมการพัฒนาตาบลให้ทาหน้าท่ีผู้ดูแลเด็กโดยกรมฯได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมผู้ดูแลเด็ก ก่อนประจาการร่วมกับโรงเรยี นอนุบาลละอออุทิศ วิทยาลัยครูสวนดสุ ิต เป็นหลักสูตรพิเศษใช้เวลา ๙๐ วันผล ของการทดลองเป็นที่สนใจของประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ อย่างกว้างขวางจนถึงปี ๒๕๑๕ มีการขยายเขต ดาเนินงานเพ่ิมอีก ๔ จังหวัดคือ อุดรธานีชัยภูมิประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา กรมการพัฒนาชุมชนจึงกาหนด เป็นนโยบายส่งเสรมิ การดาเนนิ งานศนู ย์พฒั นาเด็กเลก็ ออกไปทว่ั ประเทศตัง้ แต่ ปี ๒๕๑๕ เป็นตน้ มา ๓. การทดลองรูปแบบศูนย์พัฒนาอาชีพ การจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาชีพทดลองแห่งแรกดาเนินการ ใน ปี ๒๕๑๒ ทตี่ าบลซาผกั แพว อาเภอแก่งคอย จงั หวดั สระบรุ ี โดยการสนับสนนุ จากองค์การแรงงานระหว่าง ประเทศ (ILO) ร่วมกับหน่วยงานตา่ ง ๆ ท่เี ก่ยี วขอ้ ง เพอื่ สรา้ งสถาบันฝึกอบรมอาชีพในระดับหม่บู า้ นอย่างถาวร เ ปิ ด ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม รุ่ น แ ร ก เ ม่ื อ เ ดื อ น สิ ง ห า ค ม ๒ ๕ ๑ ๑ ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม เ น้ น ด้ า น ช่ า ง เ ค รื่ อ ง และการเกษตร และในปี ๒๕๑๔ ได้รับการสนับสนุนจากสานักงบประมาณจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาชีพ ขนึ้ อีกแห่งหนึง่ ท่ีตาบลหนองบัว อาเภอเมอื ง จงั หวัดกาญจนบรุ ี ๔. การทดลองรูปแบบการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรกรรมซึ่งเป็นการนาแนวทางการดาเนินงาน พัฒนาชุมชนที่ตาบลบอร์โกอามอสซาโน ประเทศอิตาลี มาปรับใช้ โดยการสนับสนุนของบริษัทเชลล์ แห่งประเทศไทยจากัด ดาเนินการในปี ๒๕๐๘ ที่ตาบลสารภี อาเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมาใช้ชื่อว่า โครงการสารภี ต่อมาในปี ๒๕๑๔ มูลนิธิเพื่อการศึกษา และประชาสงเคราะห์ก็ได้ให้ความช่วยเหลือการดาเนินงานในลักษณะเดียวกันท่ีตาบลขัวมุง อาเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่และตาบลละงู อาเภอละงู จังหวัดสตูลโครงการสารภีน้ีเป็นจุดเร่ิมต้นของการริเร่ิมกิจกรรม สาคญั ของกรมการพฒั นาชมุ ชนในระยะต่อมานั่น คอื กล่มุ ออมทรพั ยเ์ พ่ือการผลติ

๕. การพัฒนาหลักสูตรพัฒนาผู้นาท้องถิ่นประเภทต่าง ๆได้แก่คณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน คณะกรรมการพัฒนาตาบล ผู้นาเยาวชนผู้นาสตรีโดยหลักสูตรการฝึกอบรมท่ีพัฒนาข้ึนเป็นเอกลักษณ์ ของการพัฒนาคนตามแบบพัฒนาชุมชนที่สาคัญยิ่ง กล่าวคือ เป็นการฝึกอบรมที่มุ่งพัฒนาภาวะผู้นา และทักษะการบริหารจัดการกิจกรรมชุมชน รวมท้ัง การทางานเป็นกลุ่มเป็นสาคัญกรมการพัฒนาชุมชน ได้นาหลักการทางานแบบช่วยกันคิด (Non-directive approach) มาผสมผสานเข้ากับการฝึกอบรม อย่างกลมกลืน ผู้นาท่ีผ่านหลักสูตรนี้ได้กลายเป็นทรัพยากรบุคคลท่ีสาคัญในการบริหารจัดการชุมชน และการจดั ตัง้ กลมุ่ องคก์ รในชมุ ชนในระยะต่อมา ๖. การพัฒนาระบบการสารวจข้อมูลชุมชน ทั้งนี้ด้วยเห็นจาเป็นที่ว่าการทางานด้วยการพัฒนา ชุมชนน้ันเจ้าหน้าที่ต้องมีความเข้าใจในลักษณะของชุมชนและประชาชนที่จะเข้าไปทางานด้วยอย่างถ่องแท้ และต้องมีเคร่ืองบ่งช้ีความก้าวหน้าในการพัฒนาจึงมีการพัฒนาระบบการ สารวจข้อมูลชุมชน ขึ้น และออกเป็นระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการสารวจเบ้ืองต้นเม่ือเปิดเข ตพัฒนาอาเภอ พ.ศ. ๒๕๐๙ รวมท้ังออกแบบงานวิจัยและประเมินผลให้มีหน่วยงานรับผิดชอบระดับกองใช้งานวิจัย เป็น“ เสมือนเครื่องเรดาร์ที่ค้นหาและแนะแนวทางที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน” และใช้การประเมินเป็น“ เครอื่ งวดั และตาชั่ง” ซ่งึ วัดผลการดาเนินงานว่าตรงตามเป้าหมายหรือไม่ แล้วนาผลไปเปรียบเทียบพจิ ารณาว่า งานท่ีดาเนินการไปแล้วมีประสิทธิภาพเพียงใดการวิจัยสารวจสภาวะเร่ิมแรกของประชาชนในเขตพัฒนาจึงมี ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “ Benchmark Survey” รายงานการสารวจถือได้ว่าเป็นข้อมูลท่ีสาคัญ ทางประวตั ศิ าสตรข์ องชมุ ชนในปัจจุบนั ๗. การพัฒนาระบบการส่งเสริมการพัฒนาแบบช่วยกันคิด ซ่ึงหน่วยงานหลายแห่ง ก็ได้มีความพยายามท่ีจะใช้แนวทางการทางานรูปแบบน้ีอยู่เช่นกันในขณะน้ัน แต่ความเข้าใจและความเช่ือใน การทางานยังไม่ถูกต้องกรมการพัฒนาชุมชนได้ศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่เอกสารเก่ียวกับการทางาน แบบช่วยกันคิดน้ีอย่างจริงจังและกว้างขวาง อีกท้ังมีการวางและพัฒนาระบบงานให้เอ้ือกับการทางาน แบบช่วยกันคิดอย่างแท้จริงและได้ทาความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่หลายคร้ัง จนเป็นองค์ความรู้สาคัญ ตอ่ วงการพัฒนาจนถงึ ปจั จุบนั

๘.การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโดยชุมชน การจัดตั้งให้มีองค์กรบริหารการพัฒนา ระดับหมู่บ้าน ระดับตาบลการวางแผนงานโครงการพัฒนาชุมชน การประชุมปรึกษาหารือระหว่างประชาชน ก า ร มี ศู น ย์ ป ฏิ บั ติ ก า ร ห รื อ ศู น ย์ ก ล า ง ก า ร พั ฒ น า ข อ ง ห มู่ บ้ า น ต า บ ล ทั้ ง ใ น รู ป ข อ ง ศ า ล า ป ร ะ ช า ค ม หรือศูนย์พัฒนาตาบล ล้วนแต่พัฒนารูปแบบให้ชัดเจนขึ้นต้ังแต่ในช่วง ๑๐ ปีแรก ของการก่อต้ังกรม การพัฒนาชุมชนทั้งส้ิน นอกจากนี้ ยังได้ริเริ่มการคัดเลือกผู้นาท้องถิ่นที่มีจิตใจเสียสละเพื่อส่วนรวม เป็นผู้นาอาสาพัฒนาชุมชนเพื่อช่วยเหลือการทางานของคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้านและคณะกรรม การพัฒนาตาบล ท้ังหมดน้ีก็เพื่อให้ตาบลสามารถยกระดับข้ึนเป็นองค์การบริหารส่วนตาบล หรือหนว่ ยการปกครองตนเองได้ในทส่ี ุด ๙. การพัฒนาระบบการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาชมุ ชน โดยมีแผนการ พัฒนาชมุ ชนและข้อมลู ชมุ ชนเป็นกลไกได้มกี ารปรบั ปรุงแผนการพฒั นาชุมชนแห่งชาติและจัดระบบการบริหาร การพัฒนาชุมชนให้เกิดการประสานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างจริงจังซึ่งระบบน้ีมีรูปแบบใกล้เคียงกับ ระบบการบริหารการพัฒนาของชาติที่ใช้ในปัจจุบัน อย่างมาก ข้าราชการของกรมการพัฒนาชุมชนที่ได้รับ แต่งต้ังให้ประจาปฏิบัติงานในตาบล / หมู่บ้านที่เปิดเขต พัฒนา คือ “ พัฒนากร” มีบทบาทเป็นตัวเช่ือม ประสานระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนที่อยู่ในบ้าน นาเอาปัญหาความต้องการของประชาชนมาให้ หนว่ ยงานของรฐั พฒั นากร ๑ คนรับผดิ ชอบ ๑ ตาบล และเน่อื งจากหน่วยงานของรัฐมีน้อยและยังไมส่ ามารถ ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปปฏิบัติงานในระดับตาบลได้ เพ่ือความรวดเร็วและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า “ พัฒนากร” จึงต้องทางานเอนกประสงค์ (Multipurpose Worker) กล่าวคือรับผิดชอบการดาเนินงานพัฒนาชุมชนในทุก ด้านรวมท้ังเป็นผู้นาบริการจากหน่วยงานภายนอกเข้าไปถึงมีประชาชนและขณะเดียวกันก็นาปัญหาค วาม ต้องการของชาวบ้านมาสู่เจ้าหน้าท่ีของรัฐพร้อมกับจัดให้มีเจ้าหน้าท่ีวิชาการประจาอาเภอเรียกว่าพัฒนากร สดย. (สตรีเด็กเยาวชน) จานวน ๓ คนต่ออาเภอโดยให้เป็นผู้รับผิดชอบสนับสนุนทางวิชาการแก่พัฒนากรใน ดา้ นการพัฒนาสงั คมการพัฒนาอุตสาหกรรมในครัวเรือนการพัฒนาการบริโภค และการถนอมอาหาร

สรปุ ระยะแรก ในระยะแรกจะเน้นการกระตุ้นประชาชนให้มีร่วมมือกันในการแก้ปัญหาของตนเองและหมู่บ้านเพื่อ ความมั่นคงของชาติรวมทั้งกระตุ้นให้ประชาชนรับเอาบริการของรัฐบาลมาทาให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนา หมู่บ้านชุมชนของตน และได้มีการพัฒนาต้นแบบกิจกรรมพัฒนาชุมชนและกระบวนการพัฒนาชุมชนในหลาย เรื่องท่ียังคง ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การจัดทาแผนพัฒนาชุมชน ๕ ปี การจัดต้ังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทดลอง รูปแบบศูนย์พัฒนาอาชีพสร้างหลักสูตรพัฒนาผู้นาท้องถ่ิน พัฒนาระบบการสารวจข้อมูลชุมชน จัดต้ังองค์กร บริหารการพัฒนาระดับหมู่บ้าน ตาบล ในยุคน้ีมีอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน จานวน๒ ท่านได้แก่ ๑. นาย สาย หุตะเจริญ ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๐๕-๓๐ กันยายน ๒๕๑๒ ๒.นายประสงค์ อิศรภักดี ดารง ตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๑๒-๓๐กันยายน ๒๔๑๔ มีอุดมการณ์ในการทางาน แต่ละท่านมีอุดมการณ์ในการ ทางานที่แตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเร่ืองการริเร่ิมนาหลักการพัฒนาชุมชนมาใชใ้ ห้กาเนิด พัฒนา กรมีบทบาทและหน้าท่ีสาคัญท่ีสุดในการพัฒนาคนและอาศัยความร่วมมือของประชาชนและเจ้าหน้าท่ีของ รัฐบาลเป็นหลักสาคัญ งานสาคัญที่ริเริ่มและพัฒนาข้ึนมาในระยะนี้ได้แก่๑. การพัฒนารูปแบบการจัดทา แผนพัฒนาชุมชน ๕ ปี ๒. การจัดต้ังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่บริหารงานโดยชุมชน๓. การทดลองรูปแบบศูนย์ พัฒนาอาชีพ๔. การทดลองรูปแบบการพัฒนาหมู่บ้านเกษตรกรรม๕. การพัฒนาหลักสูตรพัฒนาผู้นาท้องถ่ิน ประเภทต่างๆ๖. การพัฒนาระบบการสารวจข้อมูลชุมชน๗. การพัฒนาระบบการส่งเสริมการพัฒนาแบบ ช่วยกันคิด๘.การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโดยชุมชน๙. การพัฒนาระบบการประสานงานระหว่าง หน่วยงานต่างๆ ในระยะน้ีเน้นการกระตุ้นประชาชนให้ร่วมมือกันแก้ปัญหาของตนเองและหมู่บ้านเพื่อความ ม่ันคงของชาติ รวมท้ังกระตุ้นให้ประชาชนรับเอาบริการของรัฐบาลมาทาให้ เกิดประโยชน์ในการพัฒนา หมบู่ า้ นชุมชนของตนเปน็ การสง่ เสริมให้เกดิ โครงการทเี่ ป็นผลดีแก่ประชาชนมากข้ึน

ยุคที่ ๒ สร้างพลงั ชุมชน (พ. ศ. ๒๕๐๕-๒๕๒๔) ก า ร ด า เ นิ น ง า น พั ฒ น า ชุ ม ช น ใ น ร ะ ย ะ น้ี เ น้ น ก า ร ท า ง า น ต า ม แ น ว ค ว า ม คิ ด ก า ร มี ส่ ว น ร่ ว ม ของประชาชน ส่งเสริมใหป้ ระชาชนรูจ้ ักการช่วยเหลือตนเองและชุมชนยิ่งข้ึนเน้นยุทธศาสตร์ต่อสู้กบั การแทรก ซึมของคอมมิวนิสต์ให้ความสาคัญต่อการสร้างผู้นาและการรวมกลุ่มให้มีกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆขึ้น ในหมู่บ้าน / ตาบลเพ่ือเป็นฐานหรือเป็นพลังในการพัฒนา นอกจากน้ียังได้ริเร่ิมงานอาสาสมัครขึ้น โดยมีจุดหมายที่สาคญั ได้แก่ การสรา้ งพลงั ของหม่บู ้าน (ชุมชน) ให้เกดิ ข้นึ แลว้ นาพลังนนั้ มาใชป้ ระโยชนใ์ นการ พฒั นา ใ น ยุ ค น้ี มี อ ธิ บ ดี ก ร ม ก า ร พั ฒ น า ชุ ม ช น ผู้ มี บ ท บ า ท ก า ห น ด ทิ ศ ท า ง ส ร้ า ง ส ร ร ค์ ง า น พั ฒ น า ชุ ม ช น จานวน ๓ ทา่ น ไดแ้ ก่ ลาดบั ท่ี ๓ นายพัฒน์ บุญยรัตนพ์ นั ธ์ุ ดารงตาแหน่ง ๑ ตลุ าคม ๒๕๑๔ – ๓๐กนั ยายน ๒๕๑๘ มีอดุ มการณใ์ นการทางาน คือ สร้างพลงั ชมุ ชนและใช้พลงั ชุมชนในการพัฒนาชมุ ชน คาปฏญิ าณของนักปกครอง ความทุกขข์ องประชาชนอยทู่ ไ่ี หนเราต้องไปทนี่ ัน้ ลาดับท่ี ๔ นายนริ ุติ ไชยกลู ดารงตาแหน่ง ๑ ตลุ าคม ๒๕๑๘-๓๐ กนั ยายน ๒๕๒๒ มอี ดุ มการณใ์ นการทางาน คอื ขยนั เชื่อมัน่ ประสานงาน คือ อดุ มการณข์ องงานพฒั นาชมุ ชน ลาดับท่ี ๕ ร.ต.ท. ระดม มหาศรานนท์ ดารงตาแหนง่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๒-๓๐ กนั ยายน ๒๕๒๖ มีอุดมการณ์ ในการทางาน คือ เสียสละ มานะ อดทน ร่วมช่วยเหลือ เพ่ือสร้างสรรค์ คุณภาพของคน ท้งั จากองคก์ ารเอกชน ราษฎร และราชการ คือ อุดมการณ์ของงานพฒั นาชุมชน

ระยะสร้างพลังชุมชนเน้นการทางานตามแนวคิดการมีส่วนร่วมของป ระชาชน ส่งเสริม ให้ประชาชนรู้จักการช่วยเหลือตนเองและชุมชนยิ่งข้ึน ให้ความสาคัญต่อการสร้างผู้นาและการรวมกลุ่ม ให้มกี จิ กรรมตา่ ง ๆขน้ึ ในหมู่บา้ น / ตาบล เพอื่ เปน็ ฐานหรือเปน็ พลังในการพัฒนา เริ่มงานอาสาสมัคร มีจุดหมายท่ีสาคัญ คือ การสร้างพลังของหมู่บ้าน (ชุมชน) ให้เกิดข้ึนแล้วนาพลัง นัน้ มาใชป้ ระโยชน์ในการพฒั นา พ. ศ. ๒๕๑๕ มีการเปล่ียนแปลงองค์กรบริหารการพัฒนาระดับตาบล โดยประกาศคณะปฏิวัติ ฉบบั ที่ ๓๒๖ ลงวันท่ี ๑๓ ธนั วาคม ๒๕๑๕ ให้มสี ภาตาบลเป็นองค์กรเดยี ว โดยพฒั นากรเป็นทปี่ รึกษา บทบาทของกรมการพัฒนาชมุ ชน ปรบั เป็นดังน้ี ๑. ร่วมกับประชาชนในการยกระดับการครองชีพให้สูงข้ึนสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ๒. แก้ปัญหาอุปสรรคและความเดือดร้อนของประชาชนเก่ียวกับปัจจัยขั้นพ้ืนฐานที่จาเป็น ในการดารงชวี ติ ๓. ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการพัฒนาท้องถ่ินที่จาเป็น และเกินขีดความสามารถ ของประชาชน ๔. ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ผู้นาท้องถิ่นและเจ้าหน้าท่ีอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพ่ือเผยแพร่ และใหค้ วามร้ใู นหลกั การและวธิ กี ารพฒั นาชมุ ชน ๕. ให้การศึกษาและฝึกอบรมการประกอบอาชีพ และดาเนินชีวิตในครอบครัว แก่ประชาชน ระดับการครองชพี และสขุ ภาพอนามยั ๖.ส่งเสรมิ และรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนยี มประเพณี และวฒั นธรรมอันดีงาม ๗. สนับสนุนการกระจายอานาจการปกครองท้องถิ่นโดยฝึกดาเนินงานตามระบอบประชาธิปไตยขนั้ พ้นื ฐานแกป่ ระชาชน ๘. ศึกษาวิจัยและประเมินผลงานพัฒนาชุมชนทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติเพ่ือเสนอ แนวคิดหลกั การ วิธีการ และผลการดาเนนิ งาน ๙. สนับสนุนให้บุคคล กลุ่มบุคคล และอาสาสมัครเอกชนใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นประโยชน์ต่อ ชมุ ชน สังคมและประเทศชาติ

๑๐. เป็นศูนย์กลางบริหารงานพัฒนาชุมชนและทาหน้าท่ีประสานงานกับกระทรวง ทบวง กรม และองคก์ รต่าง ๆท่เี ก่ียวข้อง ๑๑. เป็นสานักงานเลขาธิการของคณะกรรมการบริหารและประสานงานพัฒนาชุมชนและกรรมการ อ่นื ๆ ทีส่ นบั สนนุ ๑๒. หน้าที่อ่ืน ๆ ตามที่รัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทยมอบหมายนอกจากนี้ยังมีการปรับโครงสร้าง องคก์ ารของกรมการพัฒนาชุมชนในปี ๒๕๑๙ ทาให้มกี ารปรับโครงการปฏบิ ตั ิงานเปน็ ๑๒ โครงการ ดังน้ี ๑. โครงการพัฒนาผนู้ า ๒. โครงการพฒั นากลุ่มอาชพี ๓. โครงการพฒั นาเยาวชน ๔. โครงการพัฒนาสตรี ๕. โครงการพัฒนาเดก็ ๖. โครงการพฒั นาอาสาสมคั ร ๗. โครงการสง่ เสริมสาธารณสมบตั ิของชมุ ชน ๘. โครงการสง่ เสรมิ ความสมั พันธ์ ๙. โครงการสง่ เสริมการใชเ้ วลาว่างให้เปน็ ประโยชน์ ๑๐ โครงการฝกึ อบรมเจ้าหนา้ ที่ ๑๑. โครงการวจิ ัยและวางแผน ๑๒. โครงการพฒั นาพเิ ศษ ในชว่ ง ๑๐ ปีนกี้ ารบริหารงานพัฒนาชมุ ชนไดป้ รบั ปรุงถึง ๒ ครงั้ ดังนี้ ครั้งที่ ๑ : โครงสร้างการพัฒนาชุมชน ๔-๔-๕-๔ ๑. ๑ นโยบายการพัฒนาชมุ ชน ประกอบดว้ ย ๑) ขจดั ความขดั แย้งระหวา่ งประชาชนต่อประชาชนและตอ่ รัฐบาล ๒) ปรบั ปรุงสง่ เสรมิ การครองชพี ของประชาชนในชนบทใหส้ งู ข้ึน ๓) สง่ เสริมความสามารถของกลมุ่ บคุ คลในการทางานรว่ มกัน ๔) ส่งเสริมประชาชนในหมู่บ้านให้มีความพึงใจมีความเชื่อมั่น และสามารถรับผิดชอบในการพัฒนา และคมุ้ ครองชมุ ชนของตน ๑. ๒ วัตถปุ ระสงคก์ ารพัฒนาชุมชน ประกอบด้วย ๑) เพ่ือดาเนินการให้ประชาชนมคี วามคดิ เห็นตรงกนั มีศรทั ธาอย่างเดียวกนั ๒) เพื่อกระตุ้นเตือนประชาชนให้มีความคิดริเร่ิมเกิดความต้องการในส่ิงจาเป็นแก่การดารงอยู่ และรว่ มกนั ทางานตามความสามารถของตน ๓) เพื่อพัฒนาประชาชนให้มีความรู้ความสามารถสูงขึ้นในการประกอบอาชีพและฝีมือในการทางาน ประเภทต่างๆ ๔) เพื่อฝึกให้ประชาชนได้ทางานเป็นกลุ่ม เพื่อให้เกิดพลังในการทางาน และฝึกหัดการดาเนินงาน แบบประชาธปิ ไตย

๑. ๓ เป้าหมายของการพฒั นาชุมชน ประกอบด้วย ๑) เร่งการเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายของชมุ ชน ๒) ปรับปรงุ สง่ เสรมิ สิง่ แวดล้อมในชมุ ชนให้ดีขน้ึ ๓) ปรบั ปรงุ สง่ เสริมการอนามัยและสขุ าภิบาล ๔) ส่งเสรมิ การศึกษาและวฒั นธรรม ตลอดจนให้เรยี นร้ใู นสิ่งจาเป็น ๕) พฒั นาประชาชนให้ใชเ้ วลาวา่ งให้เปน็ ประโยชนต์ อ่ ตนเองและชุมชน ๑. ๔ จดุ มงุ่ หมายการดาเนินงานพัฒนาชมุ ชน ประกอบด้วย ๑) ม่งุ แปรเปลี่ยนทัศนะของประชาชน ๒) สร้างศรัทธาให้เกดิ ขนึ้ ในหม่ปู ระชาชน ๓) สง่ เสรมิ ให้เกิดการรวมกลมุ่ ๔) สง่ เสรมิ ใหก้ ลมุ่ มีพลงั ความสามารถในการปฏบิ ัตงิ าน และครองตนตามระบอบประชาธปิ ไตย คร้ังที่ ๒: หลักการปฏบิ ัตพิ จิ ารณาสภาวการณห์ ลกั การปฏบิ ตั งิ านพฒั นาชมุ ชนคือหลักการ ๔ ป ประชาชน หมายถึง ทางานกับประชาชน พัฒนาทัศนคติของประชาชนทุกเพศ ทุกวัย และพิจารณา สภาวการณแ์ ละปัญหาของชุมชน และประชาชนเป็นหลกั ในการเริ่มงาน ประชาธิปไตย หมายถึง ทางานในรูปคณะกรรมการ ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในท้องถ่ิน ระดับหมู่บ้านตาบล สนับสนุนใหป้ ระชาชนรวมกลุ่มกัน ริเร่ิมโครงการและกิจกรรมเพ่ือปรับปรงุ ท้องถ่ินตนเอง แ ล ะ อ า ศั ย ห ลั ก ก า ร เ ข้ า ถึ ง ป ร ะ ช า ช น ใ น ก า ร ท า ง า น แ ล ะ ร่ ว ม ง า น กั บ ผู้ น า ท้ อ ง ถิ่ น แ ล ะ ป ร ะ ช า ช น ในรปู กลุม่ ประสานงาน หมายถึง ร่วมมือและประสานงานกับทุกหน่วยงานองค์การทั้งของรัฐบาลและเอกชน ชักนาบริการของนักวิชาการไปสู่ประชาชนและกระตุ้นให้ประชาชนไปหานักวิชาการเพ่ือรับ บริการ ตามความตอ้ งการโดยเหมาะสม พฒั นากร จะเปน็ ผูเ้ ชอ่ื มประสานงานระหวา่ งนกั วิชาการกับประชาชน ประหยัด หมายถึง ให้ประชาชนช่วยตนเองเป็นหลัก รัฐช่วยเหลือในส่ิงที่เกินความสามารถ ของประชาชนเท่านั้น ในการจัดทาโครงการกิจกรรมต่าง ๆ พยายามนาทรพั ยากรในท้องถิ่นท้ังในด้านกาลังคน และวัสดุมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากท่ีสดุ ทุกฝ่ายร่วมกันคิดและวางแผนการปฏิบัติงานตามโครงการไว้ล่วงหนา้ ผลงานระยะน้ีเน้นยทุ ธศาสตร์ต่อสู้กับการแทรกซึมของคอมมวิ นสิ ต์ การสร้างและการพัฒนาความสัมพนั ธ์ทาง สงั คมในชุมชน งานสาคญั ๆ ทรี่ ิเรม่ิ และพฒั นาในระยะนี้ ได้แก่ ๑. การพัฒนาขั้นตอนการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มให้เป็นองค์ความรู้สาคัญในการพัฒนากลมุ่ องค์กร ชุมชนทใี่ ชก้ นั แพรห่ ลายในปจั จุบนั และไดร้ บั การนาไปอ้างอิงเชงิ วิชาการอยู่เสมอ ซ่งึ เรียกวา่ หลักการ ๓ ขน้ั ๘ ตอนของการพัฒนากลุม่

๒. การพัฒนารูปแบบศูนย์เยาวชนชุมชนโดยให้มีการจัดต้ังศูนย์เยาวชนระดับตาบลขึ้นโดยให้ใช้ อาคารศูนย์พัฒนาตาบลหรือที่ทาการของคณะกรรมการพัฒนาตาบล เพื่อเป็นศูนย์รวมการติดต่อสื่อสัมพันธ์ และให้การสนับสนุนซงึ่ กันและกันระหวา่ งสมาชิกของกลมุ่ เยาวชนประเภทกจิ กรรมตา่ ง ๆ นอกจากนี้ยังทาหน้าที่สนับสนุนกิจกรรมและประสานกิจกรรมให้ต่อเน่อื งกับกิจกรรมของกลุม่ คนวัยอื่น ๆ ท้ังในระดับตาบลและหมู่บ้านช่วยให้ความรู้และให้ความช่วยเหลือท่ีผู้ปกครองของสมาชิกศูนย์เยาวชนด้วย พร้อมกบั ออกแบบการบริหารงานศนู ย์เยาวชน ให้มีองค์กรบริหารงานศูนย์เป็นเยาวชนในตาบลนน้ั และมีที่ปรึกษาเป็นผู้นาเยาวชนท่ีพน้ วยั เยาวชนไปแล้วและ ผู้นาชุมชนอ่ืนๆ อนั เป็นรูปแบบของการบริหารจัดการโดยชุมชนอีกกจิ กรรมหน่งึ ๓. ทดลองจัดต้ังศูนย์ฝึกอบรมเยาวสตรี ในจังหวัดภาคเหนือขึ้นเพ่ือฝึกอบรมเยาวสตรีในภาคเหนือ ให้สมเป็นกุลสตรีมีความรู้ความสามารถพอท่ีจะประกอบอาชีพและมีชีวติ อยู่ในสังคมได้ด้วยดีและเป็นตัวอย่าง แก่เยาวสตรีอ่ืนๆในหมู่บ้านชนบทอีกด้วยกรมการพัฒนาชมุ ชนได้นาโครงการน้ีเสนอต่อคณะกรรมการสง่ เสรมิ เยาวชนแห่งชาติ สภาบริหารคณะปฏิวัติ และสานักงบประมาณได้รับความเห็นชอบในหลักการให้ดาเนินงาน เป็นการทดลองก่อนในปีงบประมาณ ๒๕๑๖ โดยใช้สานักงานพัฒนาชุมชนเขต ๕ จังหวัดลาปางเป็นสถานที่ ฝกึ อบรมทดลองฝึกอบรม ๒ รุ่นรวม ๑๐๐ คน

๔. ริเริ่มให้มีวันกตัญญู เพ่ือยกฐานะผู้อาวุโสในชุมชนให้สูงขึ้นเพื่อให้พ้นวิถีทางของการต่อต้านการ เปล่ียนแปลงโดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ชาวบ้านในเขตพัฒนาทุกแห่ง ร่วมมือร่วมใจกันแสดงออกซ่ึงความ กตัญญตู ่อผู้อาวุโสอนั มีพระคุณอย่างพร้อมเพียง และเป็นกจิ จะลักษณะ ทั้งใหถ้ อื ว่าวันน้นั เป็นวนั สาคัญเรียกว่า “ วันกตัญญู” อันเป็นการจรรโลงวัฒนธรรมอันดีงามของชาติให้มั่นคงถาวรสืบไปช่ัวกาลนานโดยถือเอาวัน สารท กลางปีเป็นวันกตัญญูดาเนินการประกอบพิธีตามขนบประเพณีและศาสนาของชุมชนน้ัน ๆ ซึ่งต่อมาได้ ผนวกเขา้ กับงานพัฒนาเยาวชน และกาหนดใหว้ ันท่ี ๑๓ เมษายนของทุกปี เปน็ วนั กตัญญู ๕. ริเริ่มให้มีกิจกรรมวันพัฒนาโดยถือโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จ พระเจา้ อยู่หวั ๕ ธนั วาคมของทุกปเี ชิญชวนประชาชนระดมพลงั พัฒนาสภาพแวดล้อมในหมบู่ ้านถวายเป็นราช สักการะจนปัจจุบันทุกหน่วยราชการได้ร่วมกันจัดงานวันพัฒนาในช่วงวันที่ ๔-๖ ธันวาคมของทุกปีจนเป็น ประเพณีไปแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราช ทาน คาขวัญเน่ือ งในวัน พั ฒ น า คือ “ พัฒนาคือสรา้ งสรรค์” เพ่อื เป็นแนวทางในการปฏบิ ัตติ วั และปฏิบัติหนา้ ทีข่ องนกั พัฒนา

๖. ริเรมิ่ การสง่ เสริมกีฬาชนบท โดยส่งเสริมความสาคัญของการกีฬาสละที่ดินของตนเพ่ือสร้างสนาม กีฬาของชุมชนซ่ึงต่อมาได้ผนวกไว้กับโครงการพัฒนาเยาวชน และมีการจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนบทเป็น ประจาทุกปี ๗. ส่งเสริมการพัฒนาห้องสมุดชนบท โดยให้มีห้องสมุดอยู่ตามศูนย์พัฒนาตาบลเพ่ือการส่งเสริม การศึกษาแก่ประชาชนและเยาวชนในชนบทให้มีนิสัยรักการอ่าน รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเป็น แหล่งค้นควา้ หาความรู้ดว้ ยตนเอง ๘. ริเร่ิมการประกวดหมู่บ้านพัฒนาดีเด่น โดยร่วมกับองค์การ สปอ. ให้หมู่บ้านได้มีโอกาสแสดงผล งานอันเป็นเกียรติยศแก่หมู่บ้านและตาบลนั้น ๆโดยให้จังหวัดคัดเลือกหมู่บ้านที่มีลักษณะดีเด่น ส่งเข้าประกวด ซึ่งเปน็ ตน้ แบบของการประกวดหมู่บา้ นในระยะต่อมา ๙. พัฒนาต้นแบบกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตโดยเร่ิมทดลองในพื้นท่ีโครงการสารภี ๒ แห่ง คอื ตาบลขวั มงุ อาเภอสารภี จังหวดั เชยี งใหม่ และ ตาบลละงู อาเภอละงู จงั หวดั สตลู โดยมีวัตถุประสงคเ์ พอ่ื ให้ เป็นสถาบันพัฒนาคนพัฒนาคุณธรรมในชุมชน พัฒนาเงินทุนระดับท้องถิ่นในการพัฒนาอาชีพ และ สวัสดิการของชมุ ชนเปน็ ศนู ย์บริหารวชิ าการต่าง ๆ ในการพฒั นาอาชีพอกี ท้ังใหก้ ารบริการ ทางดา้ น การตลาดการจัดหาทนุ และวัสดุอปุ กรณ์ในการประกอบอาชีพของสมาชิกสนบั สนุนใหส้ มาชกิ รู้จกั การสะสมทุน ออมประหยัด ซงึ่ ปจั จุบันไดข้ ยายผลออกไปอยา่ งแพร่หลาย “ กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต” ใช้“ เงิน” เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาคนดาเนินงานโดยยึดหลัก คณุ ธรรม ๕ ประการ คอื ความซือ่ สตั ย์ความเสียสละความรบั ผดิ ชอบความเห็นอกเหน็ ใจกัน และความไวว้ างใจ ซึ่งกันและกัน เพ่ือสร้างโอกาสให้ประชาชนยากจนในชนบทเข้าถึงแหล่งทุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต้ังแต่ใช้ จ่ายยามเดือดร้อนจาเป็นการลงทุนประกอบอาชีพการจัดสวัสดิการต่าง ๆ แก่สมาชิก และผู้ด้อยโอกาสใน ชุมชน มีการพัฒนาธุรกิจของกลุ่ม หลายรูปแบบเช่น การสร้างลานรวมผลผลิต ยุ้ง / ฉาง / ธนาคารข้าวศูนย์ สาธิตการตลาด ป้ัมน้ามัน โรงงานแปรรูปผลผลิต โรงงานน้าดื่มปัจจุบันมีกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตจานวน ๓๔, ๕๓๐ กล่มุ มีเงนิ ออมของประชาชน๒๕, 000 ลา้ นบาท

๑๐. พัฒนารูปแบบการดาเนินงานหมู่บ้านพัฒนาทางยุทธศาสตร์ เพ่ือต่อต้านการแทรกซึมของ ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เป็นสาคัญ โดยกาหนดให้มีหมู่บ้านท่ีเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา เรียกว่า หมู่บ้านพัฒนาเน้นหนักข้ึน หมู่บ้านน้ีจะเป็นหมู่บ้านที่จุดประกายไฟขยายการพัฒนาชุมชนออกไป ทานองเดียวกับไฟลามทุ่ง พร้อมกันน้ันก็ได้กาหนดให้หมู่บ้านพัฒนาเน้นหนักแห่งหน่ึงเป็นหมู่บ้านพัฒนา วิเคราะห์ซ่ึงใช้เป็นสถานท่ีทดลองค้นคว้าหาความชานาญในทางวิชาการเฉพาะกรณีไปใช้ในหมู่บ้านพัฒนา เน้นหนักท่ัวไป แนวความคิดของหมู่บ้านพัฒนาวิเคราะห์น้ีเป็นต้นแบบของ Social lab ของ ศพช. เขตในปัจจุบัน นอกจากน้ี ผลการศึกษาค้นคว้าทดลองในหมู่บ้านพัฒนาวิเคราะห์ยังก่อให้เกิดภารกิจการ ส่งเสริมครอบครวั พฒั นาในเวลาต่อมาอกี ด้วย ๑๑. การพัฒนาทฤษฎีการพัฒนา ๓ มิติ เพ่ือเป็นกรอบความคิดในการกาหนดนโยบาย และแนวทางการทางานพัฒนาชุมชนใน ๕ ปีแรกของทศวรรษที่สองของกรมการพัฒนาชุมชนโดยชี้ให้เห็น วา่ การท่จี ะสร้างพลงั ชมุ ชนและใชพ้ ลงั ชุมชนเพ่ือให้เกิดประโยชนต์ ่อชุมชนไดน้ น้ั จาเป็นต้องอาศัยหลกั การสร้าง พลังมวลชนท่ีมีอยู่ในชุมชนให้มีความสามารถที่จะปรับปรุงสภาพส่ิงแวดล้อมและสถานการณ์ด้วยตัวของเขา เอง ซ่ึงต้องใช้วิธีการพัฒนาทั้งในด้านรูปธรรมและนามธรรมให้เป็นไปอย่างกว้างขวางรวดเร็วได้สัดส่วน และมนั่ คงถาวร ในช่วงท้ายของทศวรรษน้ีระบบการบริหารการพัฒนาของชาติได้มีความเคลื่อนไหวที่จะปฏิรูประบบ ครั้งใหญ่ กรมการพัฒนาชุมชนก็ได้มีส่วนเข้าร่วมในการพัฒนาระบบดังกล่าวกับสานักงานคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย และเพื่อสนับสนุนการเปล่ียนแปลงของระบบการบริหารการ พฒั นาของชาติ ระบบการบรหิ ารการพัฒนาชุมชน จงึ มกี ารเปลีย่ นแปลงไปดว้ ยในชว่ งทศวรรษต่อมา ในยุคนี้ “ พัฒนากร” ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ให้ความรู้แก่ประชาชนและสนับสนุนส่งเสริม ให้ประชาชนรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อใช้ขบวนการกลุ่มเป็นวิธีการแก้ปัญหาของชุมชน มีหน้าท่ีความรับผิดชอบท้ัง ต่อประชาชน และต่อรัฐในการทางานร่วมกับประชาชนช่วงท่ีการต่อสู้กับการก่อการร้ายรุนแรง “ พัฒนากร” มีบทบาทในฐานะผู้นาการเปลี่ยนแปลง ในช่วงท้ายของทศวรรษน้ีพัฒนากรเปล่ียนไป มี บทบาท ๓ ประการคอื ๑. เปน็ ผ้เู ชอ่ื มประสานระหวา่ งหนว่ ยงานของรัฐเอกชนกบั ประชาชนตลอดจนและรายงาน ๒. เป็นผู้ร่วมปฏิบัติงานกับองค์กรประชาชนและประชาชนด้านการวางแผนพัฒนาตาบลการจัดการ รวมกลมุ่ และปฏบิ ตั ิงานตามโครงการพัฒนา ๓. เปน็ ผสู้ ง่ เสริมเผยแพร่ทักษะโดยการฝกึ อบรมการสาธติ จัดนิทรรศการตา่ ง ๆเพอ่ื เผยแพร่ความรู้ทาง วิชาการดา้ นต่าง ๆ แกป่ ระชาชน

สรปุ ระยะท่ี ๒ ในระยะท่ี๒ นี้เน้นการทางานตามแนวความคิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชน รู้จักการช่วยเหลือตนเองและชุมชนมากขึ้นเน้นยุทธศาสตร์ในการต่อสู้กับการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์ และให้ความสาคัญต่อการสร้างผู้นาและการรวมกลุ่มให้มีกลุ่มกิจกรรมต่าง ๆขึ้นในหมู่บ้าน / ตาบล เริ่มงาน อาสาสมัคร มีจุดหมายที่สาคญั คอื การสร้างพลังของหม่บู า้ น (ชุมชน) ใหเ้ กดิ ขนึ้ แล้วนาพลงั น้ันมาใช้ประโยชน์ ในการพัฒนา ในยุคน้มี อี ธบิ าดีกรมการพัฒนาชุมชน จานวน ๓ท่าน ๑.นายพัฒน์ บญุ ยรัตน์พันธ์ุ ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๑๔ – ๓๐กันยายน ๒๕๑๘ ๒.นายนิรุติ ไชยกูล ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๑๘-๓๐ กันยายน ๒๕๒๒ ๓.ร.ต.ท. ระดม มหาศรานนท์ ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๒๒-๓๐ กันยายน ๒๕๒๖แต่ละท่านมี อุดมการณ์ในการทางานท่ีแตกต่างกนั ไป โดยส่วนใหญจ่ ะมงุ่ เนน้ การสรา้ งสรรค์ คุณภาพของคนทงั้ จากองค์การ เอกชน ราษฎร และราชการ คือ อุดมการณ์ของงานพัฒนาชุมชน สร้างพลังให้ชุมชนได้เกิดการพัฒนา งาน สาคัญๆ ท่ีริเริ่มและพัฒนาในระยะน้ี ได้แก่ ๑. การพัฒนาข้ันตอนการส่งเสริมและพัฒนากลุ่ม๒. การพัฒนา รูปแบบศูนย์เยาวชนชมุ ชน๓. ทดลองจัดต้ังศูนย์ฝึกอบรมเยาวสตรี๔. ริเริ่มให้มีวันกตัญญู๕. ริเริ่มให้มีกิจกรรม วันพัฒนา๖. ริเริ่มการส่งเสริมกีฬาชนบท๗. ส่งเสริมการพัฒนาห้องสมุดชนบท ๘. ริเร่ิมการประกวดหมู่บ้าน พัฒนาดีเด่น ๙. พัฒนาต้นแบบกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต๑๐. พัฒนารูปแบบการดาเนินงานหมู่บ้านพัฒนา ทางยุทธศาสตร์๑๑. การพัฒนาทฤษฎกี ารพัฒนา ๓ มติ ิ ในยุคนพี้ ัฒนากรได้รบั มอบหมายเรื่องการให้ความรู้แก่ ประชาชนและสนับสนุนส่งเสริม ให้ประชาชนรวมกันเป็นกลุ่มเพ่ือใช้ขบวนการกลุ่มเป็นวิธีการแก้ปัญหาของ ชมุ ชนเพื่อใหช้ มุ ชนไดม้ พี ลงั ในการพัฒนาตอ่ ไป

ยคุ ท่ี ๓ สู่ระบบบริหารการพฒั นาชนบทแหง่ ชาติ (พ. ศ. ๒๕๒๕-๒๕๓๔) เป็นระยะท่ีอยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ และ ๖ ซึ่งเป็นช่วงท่ีรัฐบาลได้ ใหค้ วามสนใจและให้ความสาคัญในการพฒั นาชนบทมากข้ึนโดยเนน้ ให้ประชาชนร้จู ักการชว่ ยตัวเองและการมี ส่วนร่วมเป็นหลัก มีหน่วยงานลงสู่ชนบทเพิ่มข้ึนในระยะน้ีกรมการพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นการปรับปรุงขีด ความสามารถของกลุ่มกิจกรรมใหเ้ ป็นองค์กรบรหิ ารท่ีมขี ดี ความสามารถ และมปี ระสทิ ธภิ าพเพม่ิ ข้ึน ในยุคน้ีมีอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนผู้มีบทบาทกาหนดทิศทางสร้างสรรค์งานพัฒนาชุมชนจานวน ๓ ทา่ น ได้แก่ ลาดบั ที่ ๖ นายสวุ นัย ทองนพ ดารงตาแหนง่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๖- ๓๐กนั ยายน ๒๕๓๑ มีอุดมการณ์ในการทางาน คือ พัฒนาให้หมู่บ้านในชนบท เป็นที่อยู่รวมกันของชาวบ้านท่ีเขาต้องการ อยู่รว่ มกัน ดว้ ยผาสกุ ตลอดไป ลาดบั ท่ี ๗ นายศกั ดา ออ้ พงษ์ ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๓๑-๓๐ กนั ยายน ๒๕๓๒ มอี ุดมการณ์ในการทางาน คือ คดิ พดู ทา ลาดบั ท่ี ๘ ดร.ยวุ ัฒน์ วฒุ เิ มธี ดารงตาแหน่ง ๑ ตลุ าคม ๒๕๓๒ –๓๐กนั ยายน ๒๕๓๔ มอี ดุ มการณในการทางาน คือ ระเบยี บครบ ระบบดี มีคุณธรรม เป็นผ้ตู ่อยอดและพัฒนา กลมุ่ ออมทรพั ย์เพ่อื การผลติ โดยมแี นวคิด ใชเ้ งินเป็นเครอ่ื งมือเพอ่ื การพฒั นาคน ตาม หลกั คุณธรรมประการไดแ้ ก่ ความซือ่ สตั ย์ ความเสียสละ ความรบั ผดิ ชอบความไว้ใจและความเห็นอกเห็นใจกัน

เป็นระยะที่อยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ และ ๖ ซ่ึงเป็นช่วงท่ีรัฐบาล ไดใ้ หค้ วามสนใจและใหค้ วามสาคญั ในการพัฒนาชนบทมากขึ้น มีการกาหนดรปู แบบและวธิ กี ารปฏิบตั ิท่ีชดั เจน ต้งั แตร่ ะดบั ชาติ จังหวัด อาเภอ และตาบลหมบู่ า้ น โดยเน้นใหป้ ระชาชนรูจ้ กั การชว่ ยตัวเอง และการมีส่วนร่วม เป็นหลักมีหน่วยงานลงสู่ชนบทเพิ่มขึ้น มีการยุบเลิกคณะกรรมการบริหารและประสานงานพัฒนาชุมชน คณะกรรมการประสานงานพัฒนาชุมชนส่วนจังหวัดและอาเภอ คณะกรรมการพัฒนาตาบล ให้ใช้โครงสร้าง องค์กรบริหารการพัฒนาชนบทของชาติท่ีจัดตงั้ ข้ึนใหม่แทนรวมท้ังรฐั บาลได้รับเอาแนวความคิดเกี่ยวกับการมี ระบบข้อมูลและการใช้ระบบแผนมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการบริหารการพัฒนาชนบทของชาติด้วย พร้อม กันน้ันกระทรวงมหาดไทย ก็ได้ให้ยุบเลิกคณะกรรมการพัฒนาหมู่บ้าน และออกข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยคณะกรรมการหมู่บ้าน พ. ศ. ๒๕๒๖ ให้มีคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) เป็นองค์กรเดียวในการ บริหารงานระดับหมู่บา้ น ซึง่ ประกอบด้วยฝา่ ยตา่ ง ๆ ๘ ฝ่าย โดยให้อยู่ภายใต้การดูแลของกรมการปกครอง จึงกล่าวได้ว่า เป็นการสิ้นสุดของระบบการบริหารที่ ออกแบบและขับเคลื่อนโดยกรมการพัฒนาชุมชนมาเป็นเวลา ๒๐ ปีและเป็นการเริ่มต้นของระบบการบริหาร การพฒั นาชนบทท่ีกลไกต่าง ๆ แทบจะไม่มีความแตกต่างกัน เปล่ียนแตเ่ พียงสว่ นประกอบบางส่วนและพลขับ เท่านนั้ สาหรับบทบาทของกรมการพัฒนาชุมชน ซ่ึงเดิมได้ปูพ้ืนฐานงานพัฒนาโดยให้การศึกษาอบรม ประชาชนให้มีความรู้พื้นฐานด้านต่าง ๆ สามารถคิด ทาและแก้ไขปัญหาของตนเองและชุมชนโดยมี คณะกรรมการพฒั นาตาบลและหมบู่ า้ นเป็นองค์กรหลกั ในการบรหิ ารการพฒั นาชมุ ชน เมอ่ื ยุบเลิกคณะกรรมการพัฒนาตาบลและหมู่บ้านเปล่ยี นเป็นกรรมการสภาตาบลและคณะกรรมการ หมู่บ้านในความรับผิดชอบของกรมการปกครองแทน กรมการพัฒนาชุมชนจึงเพ่ิมการให้ความสาคัญกับการ ดาเนินการปรับปรุงขีดความสามารถขององค์กรกลุ่มกิจกรรมพั ฒนาชุมชนให้เป็นองค์กรบริหารท่ี มีขีด ความสามารถและมีประสิทธิภาพเพ่ิมข้ึนและมุ่งให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนากับสภาตาบลและ คณะกรรมการหมู่บ้านมากข้ึนตามนโยบายการพัฒนาชนบทแนวใหม่โดยใช้กระบวนการพัฒนาชมุ ชนเปน็ หลัก ในการดาเนินงานอย่างต่อเนื่องในรูปแบบการให้การศึกษาเพื่อการพัฒนา ในการน้ียังได้ร่วมพัฒนาศักยภาพ และส่งเสริมบทบาทของสภาตาบลและคณะกรรมการหมู่บ้านในการบริหารการพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง รวมทั้งเขา้ ร่วมในการพัฒนาระบบการบริหารการพัฒนาชนบทของชาติอย่างแข็งขัน แมว้ ่าตลอดระยะเวลานั้น จะถูก“ ช่วงชิง” บทบาทการนาอยู่หลายครั้งจากหน่วยงานข้างเคียงในกระทรวงเดียวกันก็ตาม โดยกาหนด นโยบายของกรมการพฒั นาชุมชน ไวด้ งั น้ี

๑.ปลูกฝังอุดมการณ์ให้ประชาชนมีความขยัน ความเช่ือม่ันในการช่วยตนเองความร่วมมือช่วยเหลือ กนั ในการสรา้ งความเจริญใหก้ บั ชุมชนของตน ๒. ให้ประชาชนรู้จักการทางานเป็นกลุ่ม และใช้สถาบันต่าง ๆ เพ่ือฝึกสอนการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตย โดยมพี ระมหากษัตรยิ ์เป็นประมุข ๓. ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกาหนดความต้องการ วางแผน และดาเนินงานเพ่ือสนองความต้องการ ของชุมชนดว้ ยตนเอง ๔. ให้ประชาชนรู้จักเสียสละ และอาสาสมัครเพื่อช่วยชุมชนของตนในด้านความม่ันคงปลอดภัยและ บริการสงั คม ๕. พฒั นาคุณภาพของประชาชนทุกเพศ ทกุ วยั โดยเนน้ เดก็ ก่อนวยั เรียน เยาวชน และสตรี ๖. ให้ประชาชนรู้จักใช้วิชาการและทรัพยากรที่เหมาะสมในการประกอบอาชีพและดารงชีวิตของตน เพื่อยกฐานะทางเศรษฐกิจ และความเป็นอยใู่ ห้ดีขนึ้ ๗. ให้ประชาชนปรับปรุงและสร้างเสริมสาธารณสมบัติต่าง ๆ โดยเน้นปัจจัยการผลิตทางด้าน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมในครัวเรอื น ๘. พัฒนากลุ่มอาชีพต่าง ๆ ให้สามารถรับผิดชอบด้านการลงทุนการผลิต การตลาด การบริโภค และการเก็บออมเพอื่ เตรียมการไปสู่ระบบสหกรณต์ ่อไป ๙.สนับสนุนส่งเสริมการจัดตง้ั และพัฒนาองค์กรประชาชนระดับหมู่บ้าน ตาบล ให้เป็นองค์กรพื้นฐาน ท่ีสามารถคิดตัดสินใจในการวางแผน และปฏิบัติงานเพ่ือแก้ปัญหาของชุมชนตามวิถีทางของระบอบ ประชาธิปไตย โครงการปฏิบัติงานในช่วงนี้ปรับไปเป็นแผนงานซึ่งมีแผนการดาเนินงานพัฒนาชุมชนระดับตาบล ๙ แผนงาน ดงั น้ี ๑. แผนงานพฒั นาเด็ก ๒. แผนงานพัฒนาเยาวชน ๓. แผนงานพฒั นาสตรี ๔. แผนงานสร้างเสริมรายได้ ๕. แผนงานสง่ เสริมการออมทรพั ยเ์ พ่อื การผลติ ๖. แผนงานพัฒนาสงิ่ แวดลอ้ ม ๗. แผนงานอาสาพฒั นาชุมชน ๘. แผนงานพัฒนาจติ ใจ ๙. แผนงานพฒั นาองคก์ ร อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของระบบการบริหารการพัฒนาชนบทของชาติก็เป็นโอกาส ให้กรมการพัฒนาชุมชนหันกลับมาสร้างความชัดเจนให้กับกิจกรรมพัฒนาชุมชนท่ีได้แตกแข นงออกไปอย่าง กวา้ งขวางอนั เป็นผลมาจากการพัฒนางานในชว่ งทศวรรษที่ ๒ มีการปรับกระบวนการวตั ถปุ ระสงค์และวิธีการ ดาเนินงานในหลายเร่ืองโดยมุ่งเน้นความเชื่อมโยงกันและการเพิ่มศักยภาพของกลุ่มองค์กร ในการดูดซับ ประโยชนจ์ ากระบบการบรหิ ารการพฒั นาชนบท

งานสาคญั ๆ ท่ีริเร่ิมและพัฒนาในระยะน้ี ได้แก่ ๑. การพัฒนาอาชีพแบบครบวงจรของกิจกรรมพัฒนาชุมชน ได้ดาเนินงานนโยบายพัฒนา เศรษฐกิจหมู่บ้านซ่ึงจาแนกหมู่บ้านตามระดับความจาเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจเป็น ๓ ระดับกาหนด วัตถปุ ระสงคใ์ นการพฒั นาตามระดับแลว้ จดั กจิ กรรมให้เหมาะสมทั้งน้มี ีการปรบั ความเช่ือมโยงระหว่างกจิ กรรม ที่เก่ียวข้องกับการพฒั นาอาชพี ท่ีมีอยู่ทงั้ หมดโดยใหก้ ลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิตเปน็ กจิ กรรมแกน ๒. การฝึกอบรมองค์กรในงานพัฒนาชุมชนด้านการบริหารการพัฒนา หลักสูตรฝึกอบรมในช่วงน้ี เน้นหนักการทาความเข้าใจกับระบบการบริหารการพัฒนาชนบทของชาติ ทั้งระบบองค์กรระบบข้อมูล และระบบแผนงานมีการเรียนรู้กระบวนการวางแผน วางโครงการ อย่างเข้มข้นเพ่ือให้องค์กรสามารถจัดทา แผนและเขียนโครงการไปขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรบริหารการพัฒนาระดับต่าง ๆ ได้สะดวกขน้ึ ๓. ปรับรูปแบบขององค์กรสตรีจากกลุ่มกิจกรรมให้เป็นองค์กรบริหารการพัฒนาสตรีทางานให้มี บทบาทในการพัฒนาสตรเี ดก็ เยาวชนและมีส่วนรว่ มในการพัฒนาหมบู่ า้ นตาบลเคียงคไู่ ปกับ คณะกรรมการหมู่บ้าน สภาตาบล คณะกรรมการพัฒนาอาเภอ คณะกรรมการพัฒนาจังหวัดในช่ือว่า คณะการพฒั นาสตรีระดับตาบล คณะกรรมการพัฒนาสตรีระดบั อาเภอ และกรรมการพฒั นาสตรีระดับจังหวัด เพื่อให้สตรีมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและสามารถพึ่งตนเองได้มากที่สุดโดยการพัฒนาสตรีถูกจัดแบ่งเป็น งาน ๓ ดา้ น คือ งานการมสี ่วนรว่ มทางการเมืองของสตรี งานการรวมกล่มุ และพัฒนาอาชีพสตรี และงานสร้าง เสริมสถานภาพสตรี ๔. พัฒนาภาวะผู้นาของเยาวชนให้สูงข้ึน ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่างประเทศ ไทย-แคนาดา ซ่ึงนับว่าเป็นหน่วยงานแรกที่ส่งเสริมโอกาสให้เยาวชนชนบทได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ชาวต่างชาติในต่างประเทศ ทาให้เยาวชนได้เรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีของกลุ่มสังคมอ่ืน เกิดความสานึกในคุณค่าความเป็นไทย มโี ลกทศั น์กว้างขึ้นมีความเช่ือมน่ั ในตนเองสูงข้ึนปจั จบุ ันงานโครงการนี้ กย็ ังดาเนินการอย่แู ละขยายจานวนประเทศที่จะมกี ารแลกเปลย่ี นเยาวชนออกไปอีกหลายประเทศ

๕. พัฒนาบุคลากรของกรมด้านการใช้เคร่ืองมือในการบริหารจัดการเพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพในการ ทางานบริหารการพัฒนาชนบทและการบรหิ ารการพัฒนาชุมชน เช่น การวางแผนและควบคุมการทางานตาม แผนด้วย PERT และ Logical Framework การวิเคราะหแ์ ละตคี วามขอ้ มูลการทาแผนทขี่ ้อมลู ฯลฯ ๖. พัฒนากระบวนการทางานของนักพัฒนาช่ือ“ CED Process” ซ่ึงย่อมาจาก Community Education for Development Process เพอ่ื เพ่ิมประสิทธิภาพการทางานสง่ เสริมการเรียนรู้ของประชาชน ๗. จัดการรับรองสถานภาพกิจกรรมและองค์กรในงานพัฒนาชุมชน เน่ืองจากมีหน่วยงานหลาย หน่วยเร่ิมขยายงานมาซ้าซ้อนกับงานที่กรมการพัฒนาชุมชนส่งเสริมและสนับสนุนอยู่และหน่วยงานเหล่านั้น มักใช้ระเบียบกฎหมายเป็นกลไกในการทางาน เพื่อให้การทางานขององค์กรชุมชนได้รับการรับรองอย่าง เป็นทางการจึงเสนอออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยกาหนดสถานภาพให้กับองค์กรดังกล่าวเช่น ระเบียบ เกี่ยวกบั ศูนย์เยาวชนตาบล ฯลฯ ๘. ปรับปรุงศูนย์พัฒนาตาบลให้เป็นศูนย์ข้อมูลประจาตาบล และศูนย์ส่งเสริมความรู้ประจาตาบล เพ่ือสนับสนุนให้สภาตาบลใช้เป็นศูนย์การบริหารการพัฒนาของตาบลในขณะเดียวกันก็ได้รับมอบหมายจาก คณะกรรมการพัฒนาชนบทแห่งชาติให้รับผิดชอบโครงการพัฒนาชนบทระดับหมู่บ้านตามแผนพัฒนาชนบท ยากจน และในส่วนภูมิภาคพัฒนาการอาเภอเป็นเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาอาเภอ ตามระเบียบสานัก นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารการพัฒนาชนบท พ. ศ. ๒๕๒๔ ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๒๔ ต่อมาวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๒๕ ได้แก้ไขให้ปลัดอาเภอ (อาวุโส) เป็นเลขานุการแต่พัฒนาการอาเภอก็ยังคงมีบทบาทใน การบริหารการพัฒนาในคณะกรรมการสร้างงานในชนบทระดับอาเภอ ดูแลการดาเนินงานโครงการสร้างงาน ในชนบท โดยพัฒนาการอาเภอเปน็ เลขานุการคณะกรรมการสรา้ งงานในชนบทระดบั อาเภอ บทบาทของพฒั นากร เปล่ยี นจากเดิมบทบาทในฐานะผู้นาการเปลีย่ นแปลงกลายเปน็ “ ผู้จัดการการพัฒนา” (DevelopmentManager) ทาหน้าที่เป็นท่ีปรึกษาของสภาตาบลและเป็นเลขานุการ คณะทางานสนบั สนนุ การปฏิบัตกิ ารพฒั นาชนบทระดบั ตาบล (คปต.)

สรปุ ระยะที่ ๓ เป็นระยะท่ีอยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๕ และ ๖ ซ่ึงเป็นช่วงที่รัฐบาล เน้นให้ประชาชนรู้จักการช่วยตัวเองและการมีส่วนร่วมเป็นหลัก และมีหน่วยงานลงสู่ชนบทเพิ่มข้ึนในระยะน้ี กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นการปรับปรุงขีดความสามารถของกลุ่มกิจกรรมให้เป็นองค์กรบริหารที่มีขีด ความสามารถ และมีประสิทธิภาพเพ่ิมขึ้น ในยุคนี้มีอธิบดี จานวน ๓ ท่าน ได้แก่ ๑. นายสุวนัย ทองนพ ดารง ตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๒๖- ๓๐กันยายน ๒๕๓๑ ๒.นายศักดา อ้อพงษ์ ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๓๑-๓๐ กันยายน ๒๕๓๒ ๓.ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๓๒ –๓๐กันยายน ๒๕๓๔ แต่ละท่านมีอุดมการณในการทางานท่ีแตกต่างกันไปโดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นพัฒนา ให้หมู่บ้านในชนบท และประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สาหรับบทบาทของกรมการพัฒนาชุมชน ซ่ึงเดิมได้ปูพื้นฐาน งานพฒั นาโดยให้การศึกษาอบรมประชาชนให้มีความรู้พื้นฐานด้านตา่ ง ๆ สามารถคิด ทาและแก้ไขปัญหาของ ตนเอง และชมุ ชนโดยมีคณะกรรมการพฒั นาตาบลและหมู่บ้านเป็นองค์กรหลักในการบริหารการพัฒนาชุมชน เมือ่ ยบุ เลกิ คณะกรรมการพัฒนาตาบลและหมู่บา้ นเปลยี่ นเปน็ กรรมการสภาตาบลและคณะกรรมการ หมู่บ้านในความรับผิดชอบของกรมการปกครองแทน กรมการพัฒนาชุมชนจึงเพิ่มการให้ความสาคัญกับการ ดาเนินการปรับปรุงขีดความสามารถขององค์กรกลุ่มกิจกรรมพัฒนาชุมชนให้เป็นองค์กรบริหารท่ีมีขีด คว า มส า มา ร ถแ ล ะ มีป ร ะสิ ทธิ ภ า พเ พิ่ ม ขึ้น แ ล ะ มุ่ง ให้ ป ร ะช า ช น ได้ มีส่ ว น ร่ ว มใน ก า ร พั ฒ น า กั บ ส ภ า ต า บ ล และคณะกรรมการหมู่บ้านมากข้ึนตามนโยบายการพัฒนาชนบทแนวใหม่ อย่างไรก็ตามการเปล่ียนแปลงของ ระบบการบริหารการพัฒนาชนบทของชาติก็เป็นโอกาส ให้กรมการพัฒนาชุมชนหันกลับมาสร้างความชัดเจน ให้กับกิจกรรมพัฒนาชุมชน และงานสาคัญ ๆที่ริเริ่มและพัฒนาในระยะน้ี มีจานวน ๘ งานได้แก่ ๑. การพัฒนาอาชีพแบบครบวงจรของกิจกรรมพัฒนาชมุ ชน ๒. การฝึกอบรมองค์กรในงานพัฒนาชุมชนด้าน การบริหารการพัฒนา ๓. ปรบั รปู แบบขององคก์ รสตรจี ากกลมุ่ กจิ กรรมใหเ้ ป็นองคก์ รบรหิ ารการพัฒนาสตรี ๔. พัฒนาภาวะผู้นาของเยาวชนให้สูงขึ้น ผ่านโครงการแลกเปล่ียนเยาวชนระหว่างประเทศ ๕. พัฒนาบุคลากรของกรมด้านการใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพ ๖. พัฒนากระบวนการทางานของนักพัฒนาชื่อ“ CED Process” ๗. จัดการรับรองสถานภาพกิจกรรมและ องค์กรในงานพฒั นาชุมชน ๘. ปรับปรงุ ศูนย์พัฒนาตาบลใหเ้ ป็นศูนย์ข้อมลู ประจาตาบล บทบาทของพัฒนากร เปล่ียนแปลงกลายเป็น ผู้จัดการพัฒนา ทาหน้าท่ีเป็นที่ปรึกษาของสภาตาบลและเป็นเลขานุการคณะทางาน สนับสนุนการปฏบิ ตั กิ ารพัฒนาชนบทระดับตาบล (คปต.)

ยคุ ที่ ๔ เสริมสร้างความเข้มแขง็ ของชุมชน (พ. ศ. ๒๕๓๕-๒๕๔๔) ในทศวรรษน้ีเป็นยุคที่สังคมมีการเปล่ียนแปลงรวดเร็วมีความซับซ้อนโดยเฉพาะการปฏิรูประบบ ราชการ การกระจายอานาจสู่ท้องถ่ิน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พ. ศ. ๒๕๔๐ ซ่ึงสง่ ผลต่อการทางาน ของกรมการพัฒนาชุมชนทั้งสิ้น ระยะน้ีกรมการพัฒนาชุมชนจึงปรับระบบงานและการบริหารให้เหมาะสมอยู่ บอ่ ยครงั้ การปรบั เพอื่ สนบั สนนุ การปกครองท้องถิ่น รวมท้งั กาหนดยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาชมุ ชนขน้ึ เปน็ คร้ังแรก ให้ความสาคญั ต่อการพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชนผสมผสานการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ พัฒนาประชาธปิ ไตยข้ันพ้ืนฐานกับการพฒั นาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน รวมทงั้ การปลูกฝังจติ สานึกและ ความรับผดิ ชอบ ของครอบครัวและชุมชนในการพฒั นา ซึ่งเปน็ การบูรณาการการพัฒนาดา้ นต่าง ๆ ของชมุ ชน ให้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ในยุคนี้มีอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนผู้มีบทบาทกาหนดทิศทางสร้างสรรค์งานพัฒนา ชุมชน จานวน ๕ ทา่ น ไดแ้ ก่ ลาดบั ท๙ี่ นาย สมติ ร กิจจาหาญ ดารงตาแหนง่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ – ๓๐ กันยายน ๒๕๓๖ มอี ดุ มการณใ์ นการทางาน คอื ประสิทธภิ าพของคน ประสิทธผิ ลของงานคือ อุดมการณของงานพฒั นาชมุ ชน ลาดบั ที่ ๑๐ นายอภัย จันทนจุลกะ ดารงตาแหนง่ ๑ ตุลาคม ๒๕๓๖-๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ มอี ดุ มการณใ์ นการทางาน คอื ศรัทธาในหนา้ ที่ มวี ินัยใหบ้ รกิ าร ลาดบั ท่ี ๑๑ นายสมศักด์ิ ศรีวรรธนะ ดารงตาแหน่ง ๑ ตลุ าคม ๒๕๓๙-๓๐พฤษภาคม ๒๕๔๑ มีอุดมการณ์ในการทางาน คือ ยึดม่ันในหลักการแนวทางการพัฒนาชุมชนท่ีถูกต้อง ทางานอย่างเข้าถึง เปน็ ทย่ี อมรบั ศรทั ธาของประชาชน

ลาดับที่ ๑๒ นายไพโรจน์ พรหมสน์ ดารงตาแหนง่ ๑ มถิ ุนายน ๒๕๔๑-๓๐ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๔๑ มีอุดมการณใ์ นการทางาน คือ วสิ ยั ทัศน์กวา้ งไกล รวมใจแกป้ ัญหา สรา้ งศรัทธาประชาชน ลาดบั ท่ี ๑๓ นายจเด็จ อนิ ทรส์ วา่ ง ดารงตาแหนง่ ๑ มีนาคม๒๕๔๓-๓๐กนั ยายน ๒๕๔๔ มีอดุ มการณใ์ นการทางาน คือ คดิ ดี ทาดี พดู ดี คบคนดี และไปในที่ดี

กรมการพัฒนาชุมชนปรับตัวในช่วงถ่ายโอนงานภารกิจตามพระราชบัญญัติกระจายอานาจสู่ท้องถิ่น ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๗ การเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับท่ี ๘ และการปฏิรูปราชการในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี ๙ สู่ ภารกจิ การดาเนินงานพฒั นาชุมชนโดยเนน้ การเสรมิ สร้างความเข้มแขง็ ของชุมชน พระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย พ. ศ. ๒๕๓๕ กาหนด อานาจหน้าที่ของกรมการพัฒนาชมุ ชนไว้ ๗ ประการ ๑. ฝึกอบรมและพัฒนาข้าราชการและลูกจ้างในสังกัด รวมทั้งให้ความร่วมมือในการฝึกอบรมด้าน การพัฒนาชมุ ชนแกอ่ งคก์ รและหน่วยงานทง้ั ในและต่างประเทศ ๒. ให้การศึกษาและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ โดยเฉพาะการปลูกฝังวิถีประชาธิปไตยข้ันพื้นฐานแก่ ประชาชน โดยจดั ต้ังและพฒั นากลมุ่ ประชาชนเป้าหมาย เพื่อให้สามารถพ่งึ ตนเองได้ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสง่ิ แวดล้อมชุมชน รวมท้งั ประชาสัมพันธ์กิจกรรม และการปฏิบตั งิ านของหน่วยงานในสังกดั ๓. พัฒนาองค์กร อาสาสมัคร และผู้นาท้องถ่ินในระดับตาบลและหมู่บ้าน ด้วยวิธีการพัฒนาชุมชน เพื่อใหเ้ ปน็ พ้นื ฐานในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ๔. พัฒนาระบบ รูปแบบ และวิธีการพัฒนา จัดทาและประสานแผนงานของกรมฯ ให้เป็นไปตาม นโยบายและแผนแม่บทของกระทรวง กากับ เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานแผนงานของ หน่วยงานในสังกดั รวมท้งั แผนพัฒนาตาบล ตลอดจนจัดระบบข้อมูล และเป็นศูนย์ขอ้ มลู เพื่อการพัฒนาชนบท ของประเทศ ๕. ให้ความช่วยเหลอื ทางดา้ นวชิ าการ และสนับสนุนการปฏบิ ัติงานพฒั นาชุมชนในสว่ นภูมภิ าค ๖. ดาเนนิ การและประสานงานเกี่ยวกับการพัฒนาชมุ ชนในสว่ นภูมิภาค ๗. ปฏบิ ตั ิราชการอืน่ ใดกต็ ามท่กี ฎหมายกาหนดให้เป็นหนา้ ทีก่ รมฯ

กรมการพัฒนาชุมชนได้ปรับวัตถุประสงค์เป้าหมายและวิธกี ารดาเนนิ งานให้สอดคล้องกับแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี ๗ เพ่ือพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของประชาชนให้ดีขึ้นโดยยึด หลกั การมีส่วนรว่ มของประชาชนตามเกณฑ์ความจาเปน็ พืน้ ฐาน (จปฐ.) จาแนกเป็น ๙ งานคอื ๑. งานพัฒนาโครงสรา้ งพนื้ ฐานชนบท ๒. งานพฒั นาเศรษฐกิจชนบท ๓. งานพัฒนาชุมชนในเขตพื้นท่ีเปา้ หมายเฉพาะ ๔. งานพัฒนาองคก์ ร ๕. งานพฒั นาเดก็ ๖. งานพัฒนาและสง่ เสริมอาชีพสตรี ๗. งานพัฒนาเยาวชน ๘. งานสง่ เสรมิ และเผยแพร่ ๙. งานอาสาพฒั นาชุมชน วิธีการในการดาเนินงานพัฒนาชุมชนกาหนดไว้ ๒ ประการคือ (๑) ให้การศึกษาและพัฒนา กระบวนการเรยี นร้ขู องประชาชน (๒) พฒั นาองค์กรประชาชนและอาสาสมัคร งานสาคัญๆ ที่ไดพ้ ัฒนาและริเรม่ิ นี้ ในช่วงทศวรรษท่ี ๔ ได้แก่ ๑. โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข. คจ.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายโอกาสให้ครัวเรือน ยากจนในชนบทมีเงินทุนในการประกอบอาชีพสามารถเพิ่มรายได้ให้พ้นเกณฑ์ความจาเป็นข้ันพ้ืนฐานโดยการ สนับสนุนเป็นกองทุนของหมู่บา้ นๆละ ๒๘๐, 000 บาทรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนเปน็ การส่งเสริมการ บรหิ ารจัดการโดยชมุ ชนอยา่ งแทจ้ ริง ๒. การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และตัดสินใจร่วมกันของชุมชนได้มีการพัฒนารูปแบบการจัด กระบวนการชุมชนเพื่อการเรียนรู้และตดั สินใจร่วมกันของชุมชนในลักษณะเวทชี าวบ้านหรือเวทีประชาคมโดย การใชเ้ คร่อื งมือสง่ เสริมแบบใหม่ๆ เช่น PLP AIC PRA FSC ALS ฯลฯ ทาให้พฒั นากรมเี คร่อื งมอื มากขึ้นในการ ดาเนนิ งานกระบวนการเวทปี ระชาคม ๓. นาเทคโนโลยีสารสนเทศ เขา้ มาใช้ในการบริหารงานพัฒนาชุมชนการสนบั สนุนระบบข้อมูลเพ่ือ การพัฒนาชนบท และการส่งเสรมิ กิจกรรมชมุ ชน ๔. ยกระดับองค์กรชุมชนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล พัฒนาเครือข่ายองค์กรและผู้นาชุมชนยกระดับ องค์กรชุมชนให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทาให้เกิดชมรม สมาคม ซ่ึงจะเป็นกาลังสาคัญในการส่งเสริมกิจกรรม พฒั นาชมุ ชนแทนภาครัฐท่จี ะต้องลดขนาดและกาลงั คนลงในอนาคต

๕. ปรับประสิทธิภาพการบริหารงานภายในโดยการดาเนินกิจกรรม ๕ ส การทาข้อตกลงว่าด้วย ความร่วมมือในการขอรับการส่งเสริมเพ่ือเข้าสู่ระบบมาตรฐานสากลของประเทศไทยด้านการจัดการและ สัมฤทธิ์ผลของงานภาครัฐกับสถาบันมาตรฐานสากลภาครัฐแห่งประเทศไทยสานักงาน ก. พ. การพัฒนา ตวั ช้ีวดั ตามระบบการบรหิ ารแบบม่งุ ผลสมั ฤทธิ์การใช้ระบบการรายงานอิเล็กทรอนิกส์ ๖. ส่งเสริมการนาทุนทางสังคมในงานพัฒนาชุมชนออกมาใช้สนับสนุนนโยบายสาคญั ของรัฐบาล เช่น แผนปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเพ่ือเผชิญปัญหาวิกฤติ นโยบายกองทุนหมู่บ้านและ ชมุ ชนเมอื ง นโยบายสง่ เสริมเศรษฐกิจฐานราก วสิ าหกิจชมุ ชน โครงการหนึ่งตาบลหน่งึ ผลติ ภณั ฑ์การแก้ปัญหา ยาเสพตดิ โดยพลงั ชมุ ชน ฯลฯ ๗. การส่งเสริมกระบวนการพัฒนาชุมชนในเขตเมือง โดยให้จังหวัดและอาเภอประสานงาน กับผู้บริหารเทศบาลในการร่วมมือกันจัดเก็บข้อมูลคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตเมืองแลกเปล่ียน ประสบการณ์ในการส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาชุมชนที่เหมาะสมสาหรบั เขตเมือง ซึ่งการประสานงานกันได้กลาย เป็นทุนอันสาคัญในการร่วมมือกันส่งเสริมการจัดต้ังกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองรวมทั้งโครงการหน่ึงตาบล หนึ่งผลิตภณั ฑใ์ นระยะเวลาต่อมา ระยะนี้กาหนดหน้าท่ีของพัฒนากรให้เป็นการสนับสนุนความเข้มแข็งในการบริหารการพัฒนาของ อบต. โดยไม่ก้าวก่ายอานาจหน้าท่ีท่ี อบต. มีตามกฎหมายไม่ขัดขวางการพัฒนาศักยภาพของอบต. และอยู่ภายในขอบเขตหน้าท่ีความรับผิดชอบของกรมฯโดยมีหน้าที่จัดเก็บวิเคราะห์ ประมวลผล เผยแพร่ ข้อมูลเพ่ือการพัฒนา อบต. สนับสนุนการจัดทาแผนพัฒนาตาบล ๕ ปีแผนพัฒนาตาบลประจาปีเป็นท่ีปรึกษา ด้านการวางแผนของ อบต. จัดต้ัง บริหาร และพัฒนาศูนย์ข้อมูลตาบล รวมท้ังการให้บริการข้อมูลข่าวสาร พัฒนาแก่หน่วยราชการองคก์ รเอกชนและบุคคลท่วั ไป

สรุป ระยะ ๔ เป็นยุคท่ีสังคมมีการเปล่ียนแปลงรวดเร็วมีความซับซ้อนโดยเฉพาะการปฏิรูประบบราชการ การกระจายอานาจสู่ท้องถิ่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ. ศ. ๒๕๔๐ ซ่ึงส่งผลต่อการทางานของ กรมการพัฒนาชุมชนท้ังสิ้น ระยะนี้กรมการพัฒนาชุมชนจึงปรับระบบงานและการบริหารให้เหมาะสม รวมท้ังกาหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาชุมชนขึ้นเป็นคร้ังแรก และให้ความสาคัญต่อการพัฒนาความเข้มแข็ง ของชุมชนผสมผสานการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน กบั การพฒั นาเศรษฐกจิ ปากท้องของประชาชนรวมทั้งการปลูกฝังจติ สานึก และความรบั ผดิ ชอบของครอบครัว และชุมชนในการพัฒนา ซึง่ เปน็ การพัฒนาด้านตา่ ง ๆ ของชุมชนให้เกดิ ขึ้นพร้อม ๆกัน ในยุคน้ีมีอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน จานวน ๕ ท่าน นายสมิตร กิจจาหาญ ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ – ๓๐ กันยายน ๒๕๓๖ ๒.นายอภัย จันทนจุลกะ ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๓๖ -๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ ๓.นายสมศักดิ์ ศรีวรรธนะดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๓๙-๓๐พฤษภาคม ๒๕๔๑ ๔.นายไพโรจน์ พรหมส์น ดารงตาแหน่ง ๑ มิถุนายน ๒๕๔๑-๓๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ๕.นายจเด็จ อินทร์สว่าง ดารงตาแหน่ง ๑ มีนาคม๒๕๔๓-๓๐กันยายน ๒๕๔๔ แต่ละท่านมีอุดมการณ์ในการทางานที่แตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการยดึ มัน่ ในหลกั การแนวทางการพัฒนาชมุ ชน รวมใจแก้ปัญหา ศรทั ธาในหน้าที่ งานสาคัญๆ ท่ีได้พัฒนาและริเร่ิมนี้ ในระยะที่ ๔ ได้แก่ ๑. โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กข. คจ.)๒. การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และตัดสินใจร่วมกันของชุมชน ๓. นาเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาใช้ในการบริหารงานพัฒนาชุมชน ๔. ยกระดับองค์กรชุมชนให้มีฐานะเ ป็นนิติบุคคล ๕. ปรับประสิทธิภาพการบริหารงานภายใน ๖. ส่งเสริมการนาทุนทางสังคมในงานพัฒนาชุมชนออกมาใช้ สนับสนุนนโยบายสาคัญของรัฐบาล ๗. การส่งเสริมกระบวนการพัฒนาชุมชนในเขตเมือง ในระยะนี้กาหนด หน้าทข่ี องพัฒนากรให้เป็นการสนับสนุนความเข้มแขง็ ในการบรหิ ารการพฒั นาของอบต.

ยุคท่หี า้ สยู่ ุคใหม่ของระบบราชการ (พศ. ๒๕๕๕-๒๕๕๕) ใ น ยุ ค นี้ ก ร ม ก า ร พั ฒ น า ชุ ม ช น ไ ด้ ป รั บ กิ จ ก ร ร ม โ ด ย มี ยุ ท ธ ศ า ส ต ร์ เ ป็ น ตั ว ก า ห น ด ทิ ศ ท า ง รวมท้ังนาระบบบริหารจัดการยุคใหม่เข้ามาจดั ระบบความคิดปรับระบบงานกากับการบริหารงานพัฒนาระบบ ก า ร บ ริ ห า ร แ ล ะ พั ฒ น า ท รั พ ย า ก ร บุ ค ค ล แ ล ะ อ อ ก แ บ บ ร ะ บ บ ก า ร วั ด ป ร ะ เ มิ น ผ ล ท้ั ง ห ม ด ใ ห้ เ ป็ น ไ ป เพ่ือการเป็น “ องค์กรราชการท่ีมีสมรรถนะสูงของระบบการบริหารราชการยุคใหม่” ในยุคนี้มีอธิบดีกรมการ พัฒนาชุมชนผู้มีบทบาทกาหนดทศิ ทางสรา้ งสรรค์งานพฒั นาชมุ ชน จานวน ๑๑ ท่าน ได้แก่ ลาดบั ท่ี ๑๔ นายสจุ รติ ปจั ฉมิ นนั ท์ ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ – ๓๐กันยายน ๒๕๔๕ มอี ุดมการณ์ในการทางาน คอื การพฒั นาจะไมม่ ีทางสาเร็จ ถ้าไม่พฒั นาคน ลาดับท่ี ๑๕ นายสจุ รติ นันทมนตรี ดารงตาแหน่ง ๑ตลุ าคม ๒๕๔๕-๔ มิถนุ ายน ๒๕๔๖ มอี ุดมการณ์ในการทางาน คอื ขอใหค้ วามสาเร็จจงเป็นของประชาชนและแผน่ ดนิ ลาดับท่ี ๑๖ นายชัยสิทธิ์ โหตระกติ ย์ ดารงตาแหน่ง ๕ มิถนุ ายน ๒๕๔๖-๓๐ กนั ยายน ๒๕๔๘ มีอุดมการณใ์ นการทางาน คอื สังคมหนา้ อยู่เชิดชูคณุ ธรรม

ลาดับท่ี ๑๗ ดร.นริ นั ดร์ จงวุฒิเวศน์ ดารงตาแหนง่ ๑ตลุ าคม ๒๕๔๘-๓๐กันยายน ๒๕๕๐ มีอดุ มการณใ์ นการทางาน คอื เปล่ียนแปลงเพื่อใหด้ ีข้ึน ลาดับที่ ๑๘ นาย ปรชี า บุตรศรี ดารงตาแหน่ง ๑ตุลาคม ๒๕๕๐ -๑๙ ตลุ าคม ๒๕๕๑ มอี ดุ มการณใ์ นการทางาน คอื บ้านเมอื งนา่ อยู่ ชุมชนเขม็ แข็ง ลาดบั ท่ี ๑๙ นายชมุ พร พลรักษ์ ดารงตาแหน่ง ๒๐ ตลุ าคม ๒๕๕๑-๑๕มีนาคม ๒๕๕๒ มอี ุดมการณใ์ นการทางาน คือ เข้าใจเข้าถึง คอื หวั ใจของการพัฒนา ลาดับที่ ๒๐ นาย ไพรตั น์ สกลพนั ธ์ุ ดารงตาแหน่ง ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒-๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ มีอดุ มการณ์ในการทางาน คอื ถูกต้อง กวา้ งไกล ทันใจประชาชน

ลาดับท่ี ๒๑ นาย มงคล สรุ ะสัจจะ ดารงตาแหนง่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ -๒๙ เมษายน ๒๕๕๓ มีอดุ มการณใ์ นการทางาน คอื ธรรมาภบิ าล ประสานสามคั คี วิถีพอเพียง ลาดบั ท่ี ๒๒ นายวเิ ชยี ร ชวลิต ดารงตาแหนง่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ - ๑๕ธนั วาคม ๒๕๕๓ มีอุดมการณ์ในการทางาน คือ ความสาเรจ็ ของงานพัฒนาชมุ ชนคือ การทางานให้ประชาชนมีความสุข ลาดับท่ี ๒๓ นายสรุ ชัย ขันอาสา ดารงตาแหน่ง ๒๐ ธนั วาคม๒๕๕๓- ๒๔ พฤจิกายน ๒๕๕๔ มีอุดมการณ์ในการทางาน คอื พฒั นาคือสร้างสรรค์ สร้างสขุ ทว่ั แผ่นดิน ลาดบั ท่ี ๒๔ นายประภาส บุญยินดี ดารงตาแหน่ง ๒๔ พฤจิกายน ๒๕๕๔-๓๐กนั ยายน-๒๕๕๕ มอี ดุ มการณใ์ นการทางาน คือ การสง่ เสรมิ ชุมชนแห่งความเก้ือกูล คานิยม - งานทุกงานเรียบเรียงกระบวนการให้ง่ายกระบวนการ ให้เป็นไปตามความจริง ถูกต้อง และทางานอยา่ งมคี วามสขุ บนความพากเพยี รจะเกดิ ประโยชนต์ อ่ เราและประเทศชาติ

เมื่อก้าวสู่ปีที่ ๔๑ ของกรมการพัฒนาชุมชนเป็นช่วงที่ต้องมีการเปลี่ยนผ่านอันเนื่องมาจาก การปฏิรูประบบราชการ เป็นการทางานในรูปแบบใหม่ของงานพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน ได้พัฒนายกระดับงานจากพ้ืนฐานความรู้เดิมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของการปฏิรูประบบราชการการ กระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน เปา้ หมายยุทธศาสตร์ชาติ ปัญหา และทิศทางของชุมชนมาก ยิง่ ขน้ึ ในทศวรรษน้ีได้ปรับบทบาทภารกิจกรมการพัฒนาชุมชน จานวน ๒ คร้ัง คือพ. ศ. ๒๕๔๕ และ พ.ศ. ๒๕๕๒ และได้ปรับเปล่ียนกจิ กรรมโดยมียุทธศาสตร์เป็นตวั กาหนดทิศทางของการดาเนนิ งานพัฒนา ชุมชน รวมทั้งนาระบบบริหารจัดการยุคใหม่เข้ามาจัดระบบความคิด ปรับระบบงานกากับการบริหารงาน พัฒนาระบบการบริหาร และพัฒนาทรัพยากรบุคคล และออกแบบระบบการวัดประเมินผลทั้งหมดให้เป็นไป เพ่อื การเป็น“ องคก์ รราชการที่มีสมรรถนะสูง” ของระบบการบรหิ ารราชการยุคใหม่ การปรบั บทบาทภารกจิ ของกรมการพัฒนาชมุ ชนมี ดงั น้ี ครั้งท่ี ๑ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย พ. ศ. ๒๕๔๕ กาหนดอานาจหน้าที่ของกรมการพัฒนาชมุ ชนไว้ ดงั นี้ (๑) กาหนดนโยบาย แนวทาง แผน และมาตรการในการพัฒนาชุมชนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพ และ ความเขม้ แขง็ ของชมุ ชน (๒) สง่ เสริมศักยภาพของประชาชน ผู้นาชุมชน องค์กรชุมชน และเครือขา่ ยองค์กรชุมชน เพ่ือใหม้ ีสว่ นรว่ ม และเกดิ การรวมกลุ่มให้สามารถพึ่งตนเองได้ (๓) ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของประชาชน ผู้นาชุมชน องค์กรชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชน เพ่ือพฒั นา และแก้ไขปัญหาของชมุ ชน (๔) ส่งเสรมิ วิสาหกิจชุมชน เพอื่ เสรมิ สร้างเศรษฐกจิ ชมุ ชน (๕) พัฒนาระบบข้อมูลเพอ่ื การวางแผน และการบริหารการพัฒนา (๖) วิจัย และพัฒนารปู แบบ และวิธีการพัฒนาชมุ ชนใหส้ อดคล้องกับความต้องการของประชาชนและ สภาพพ้ืนท่ี (๗) ฝึกอบรม และพัฒนารูปแบบ และพัฒนาผู้นาชุมชน องค์กรชุมชน และเครือข่ายองค์กรชุมชน รวมท้ังใหค้ วามร่วมมอื ในการฝึกอบรมดา้ นการพฒั นาชุมชน (๘) ปฏิบัติราชการอื่นใดตามที่กฎหมายกาหนดให้เป็นอานาจหน้าท่ี หรือตามท่ีกระทรวง หรอื คณะรฐั มนตรีมอบหมาย

ครั้งท่ี ๒ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทย พ. ศ. ๒๕๕๒ ให้กรมการพัฒนาชุมชน มีภารกิจเกี่ยวกับการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากให้มีความม่ันคง มีเสถียรภาพ โดยสนับสนุนให้มีการจัดทา และใช้ประโยชน์ข้อมูลสารสนเทศ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย จัดทายุทธศาสตร์ชุมชน ตลอดจนการฝึกอบรม และพัฒนาบุคลากรท่ีเกี่ยวข้องในการพัฒนาชุมชน เพ่ือให้เป็นชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยมีอานาจหน้าที่ ดงั ต่อไปน้ี (๑) กาหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตรการ และแนวทางในการพัฒนาชุมชนระดับชาติเพื่อให้ หน่วยงานของรฐั เอกชน และผู้มีส่วนเก่ยี วข้องด้านการพฒั นาชมุ ชน ได้ใช้เป็นกรอบแนวทางในการดาเนินงาน เพอ่ื เสริมสร้างความสามารถ และความเขม้ แข็งของชุมชน (๒) จัดทาและพัฒนาระบบมาตรฐานการพัฒนาชุมชน เพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือสาหรับประเมิน ความก้าวหนา้ และมาตรฐานการพฒั นาของชุมชน (๓) พัฒนาระบบและกลไกในการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การจัดการความรู้ การอาชีพ การออม และการบริหารจัดการเงินทุนของชุมชน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของประชาชนชุมชนผู้นา ชุมชนกลมุ่ องค์การชุมชนและเครือขา่ ยองค์การชุมชน ( ๔ ) ส นั บ ส นุ น แ ล ะ พั ฒ น า ร ะ บ บ ข้ อ มู ล ส า ร ส น เ ท ศ ชุ ม ช น ส่ ง เ ส ริ ม ก า ร ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ และการใหบ้ รกิ ารขอ้ มูลสารสนเทศชมุ ชน เพอื่ ใชใ้ นการวางแผนบรหิ ารการพัฒนาไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ (๕) ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาและสร้างองค์คว ามรู้เพื่อใช้ในงานพัฒนา ชุมชน และการจดั ทายทุ ธศาสตร์ชุมชน ๖.ฝึกอบรมและพัฒนาข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ที่เก่ียวข้อง ผู้นาชุมชน องค์การชุมชน และเครือข่าย องคก์ ารชมุ ชนใหม้ คี วามรู้ ทักษะ ทศั นคติ และสมรรถนะในการทางาน รวมทั้งให้ความรว่ มมอื ทางวิชาการด้าน การพฒั นาชุมชนแก่หนว่ ยงานท้ังในประเทศ และต่างประเทศ (๗) ปฏิบัติราชการอ่ืนใดตามที่กฎหมายกาหนดให้เป็นอานาจหน้าท่ีของกรม หรือตามท่ีกระทรวง หรือคณะรัฐมนตรมี อบหมาย ระยะนี้กาหนดให้“ พัฒนากร” มีหน้าท่ี ในการศึกษา วิจัยเพื่อค้นหาศักยภาพของชุมชนส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้การศึกษาประสานงาน และแสวงหาความร่วมมือ ให้คาปรึกษา รวมท้ังติดตาม และประเมินการทางานของชุมชน คือเป็น “ นักยุทธศาสตร์ชุมชน” คือ รู้ว่าจะต้องทาอะไร เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนพ่ึงตนเองได้ ครอบครัว มีความสุข ต้องรู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ภายใน / ภายนอกชุมชน เพ่ือกาหนดเป้าหมาย วิธีการแผนงาน / โครงการ / กิจกรรม ผลักดันขับเคลื่อนให้เป็นไปตามตัวชี้วัดพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในทศวรรษนี้ กรมการพัฒนาชุมชน มีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายจนยากที่จะบันทึกไว้ได้ทั้งหมดหลายเร่ืองเริ่มต้นพัฒนาข้ึน มาในระยะน้ี ซึ่งเป็นผลมาจากการพฒั นาระบบราชการ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี

งานสาคัญๆ ทีเ่ กิดขนึ้ ในระยะนี้ ไดแ้ ก่ ๑. ส่งเสริมการจัดต้ังศูนยป์ ระสานงานเครือขา่ ยองคก์ รชุมชนประจาตาบล (ศอช. ต) ซึ่งเป็นการพฒั นารูปแบบเครือข่ายองค์การชมุ ชน โดยการจัดตั้งศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชมุ ชนประจา ตาบล (ศอช.ต) ท่ัวประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานการทางานขององค์กรชุมชน และเครือข่าย ให้สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน โดยศูนย์ประสานงานองค์การชุมชน (ศอช.) เป็นกลไก หลักในการบูรณาการแผนชุมชนระดับตาบล สแู่ ผนพัฒนาท้องถนิ่ แผนพัฒนาอาเภอ และแผนพฒั นา จังหวัด ๒. พัฒนาระบบมาตรฐานงานชุมชน (มชช.) ให้เป็นเคร่ืองมือส่งเสริมการพัฒนาของผู้นา องค์กรชุมชนเครือข่าย องค์กรชุมชน และชุมชน ให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยการเรียนรู้ ตนเองกาหนด ทิศทางการพัฒนา ดาเนินการพัฒนา และประเมินผลความสาเร็จด้วยตนเอง ระบบนี้สามารถทาให้ชุมชนตอบ สังคมได้ว่า“ การเป็นคนคุณภาพ และชุมชนเข้มแข็งเป็นอย่างไร” และถือเป็น “ เคร่ืองช้ีวัดการพัฒนา แบบบูรณาการท่มี ชี มุ ชนเป็นศูนย์กลาง” ๓. พัฒนางานส่งเสริมระบบบริหารจดั การชุมชน โดยการจัดทาแผนชุมชน ซ่ึงเป็นเครื่องมือสะท้อน ปัญหา/ความต้องการของชุมชน จากล่างขึ้นสู่บน ส่งเสริมให้หมู่บ้านใช้แผนชุมชน เป็นเคร่ืองมือเสริมสร้างขีด ความสามารถของชุมชน และแก้ไขปัญหาของชุมชน พัฒนากลไกสนับสนุนกระบวนการบูรณาการแผนชุมชน ระดับตาบล / อาเภอ / จังหวัดเพ่ือเช่ือมโยงแผนชุมชนกับแผนพัฒนาท้องถิ่นแผนพัฒนาอาเภอ และ แผนพัฒนาจังหวัด และพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานแผนชุมชนเพื่อให้แผนชุมชนมีคุณภาพได้มาตรฐาน ได้รับการยอมรับ และนาไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจังที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจากหน่วยงานอ่ืนที่เน้นการจัดทา แผนชุมชนระดบั หม่บู ้านในขณะท่ีหน่วยงานอื่นจะเน้นท่รี ะดบั ตาบล ๔. พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการนา Pocket PC และพัฒนาโปรแกรม Ayuda forecaster มาใช้กับการจัดเก็บข้อมูล จปฐ. กชช.๒ ค การพัฒนาเว็ปไซด์บริการ การพัฒนาระบบ e-Mail, e-Learning, EPMS, e-สารบรรณ, GIS, e-Reporting รวมถึง ระบบสานักงานอัตโนมัติ (OA) และล่าสุด Community Portal ในชอ่ื moobanthai. com

๕. ส่งเสริมให้วเิ คราะหข์ อ้ มลู และนาเสนอข้อมลู ชุมชนในลักษณะสารสนเทศชุมชน ๖.ดาเนนิ การโครงการแก้ปัญหาความยากจนแบบเข้าถึงทุกครัวเรือน เพ่อื ยกระดบั รายได้ครัวเรือน ยากจนให้พ้นเส้นความยากจนใช้วิธีประสาน ๒ พลัง คือ ใช้พลังจากภายในชุมชน (Inside-out) โดยกระบวนการแผนชุมชน และพลังจากภายนอก (Outside-in) โดยแก้ในระดับครัวเรือนแบบเข้าถึงทุก ครัวเรอื นโดย ใช้หลัก ๔ ท คือ ๑) ทัศนะ ๒) ทรัพยากร ๓) ทกั ษะ ๔) ทางออก คือการปรบั ทัศนคติของคนจน ให้พร้อมที่จะแก้ปัญหาความจนด้วยตนเองบนพ้ืนฐานทรัพยากร และทักษะที่มี และส่วนราชการร่วมหา ทางออกจากความจนโดยการปรับวิถีการดารงชีวิตเพ่ือให้ฝึกทักษะในการประกอบอาชีพ สนับสนุนทรัพยากร ส่งผลให้ครัวเรือนมี ๓ พ คือการดารงชีวิตตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มีความสุขพอเพียง และมีครอบครัว อบอุน่ พอเพียง ๗. การพฒั นาโมเดลการฝกึ อบรม ในช่ือ PLACE Model มาใชก้ บั การฝึกอบรมบคุ ลากรทุกระดบั ๘. กาหนดค่านิยมองค์กร ที่ส่งเสริมให้ข้าราชการในหน่วยงานถือปฏิบัติ มีการกาหนดตัวช้ีวัด และระดับพฤติกรรม ๓ ระดับ คือ ระดับพฤติกรรมพ้ืนฐาน ระดับท้าทาย และระดับพฤติกรรม ระดับต้นแบบ ค่านิยมองค์กร ที่ส่งเสริมให้บุคลากรในหน่วยงานได้ปฏิบัติตามค่านิยมท่ีพึงประสงค์ ประกอบด้วย A: Appreciation: ช่ืนชม B: Bravery: กล้าหาญ C: Creativity: สร้างสรรค์ D: Discovery: ใฝ่รู้ E: Empathy: เขา้ ใจ F: Facilitation: เอื้ออานวยต่อมาเพม่ิ อีก ๒ ตวั คอื S: Simplify P: Practical ๙. พัฒนารูปแบบศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ขององค์กรชุมชนและองค์กรท้องถ่ินในลักษณะ e-learning และออกแบบงานส่งเสริมการจัดการความรู้ของชุมชนอย่างเป็นกิจลักษณะในรูปของศูนย์เรียนรู้ ชุมชน โดยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถ่ินเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับ รายได้ของประชาชน ๑๐. ขับเคล่ือนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นรากฐานของชีวิตประชาชนในหมู่บ้าน โดย ใช้ตัวชี้วดั ๖x๒ เปน็ เป้าหมาย “ ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ออมเรียนรู้อนรุ ักษ์เอ้ืออารีต่อกนั ” ในปี ๒๕๕๔ ดาเนิน โครงการ “ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เน่ืองในพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ จานวน ๑, ๗๕๖ หมู่บ้านผลสาเร็จท่ี เปน็ รูปธรรมคือ “ ไมม่ ี ยาเสพติด ไม่มีคนจน ไม่มีหนี้นอกระบบ มีการจัดสวัสดิการชุมชน มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และส่ิงแวดล้อม และมีการยกระดับการประเมินผลการพัฒนาเชิงคุณภาพด้วยการวัดความสุขมวลรวมชุมชน (Gross Village Happiness: GVH) ๑๑. พัฒนากจิ กรรมสง่ เสรมิ การพัฒนากลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต หลายกจิ กรรม ไดแ้ ก่ การตรวจ สุขภาพกลุ่มออมทรัพย์เพ่ือการผลิต การจัดต้ังโรงเรียนกลุ่มออมทรัพย์ฯ และการพัฒนาผู้เช่ียวชาญ กลมุ่ ออมทรพั ย์ ฯลฯ ๑๒. ส่งเสริมการจัดตั้งสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน ซ่ึงเป็นองค์กรการเงินชุมชนของพี่น้อง ประชาชนในหมู่บ้านชุมชน ที่จัดตั้งขึ้นมาเพ่ือบูรณาการด้านการบริหารจัดการเงินทุนในหมู่บ้านชมุ ชน เพ่ือให้ เกิดเอกภาพ สามารถใช้เงินทุนอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของหมู่บ้าน ชมุ ชน ๑๓. พัฒนาแนวความคิดการพัฒนาทุนชุมชน เพ่ือใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ และการพัฒนา ข อ ง ชุ ม ช น โ ด ย ทุ น ชุ ม ช น ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ทุ น ก า ย ภ า พ ทุ น ม นุ ษ ย์ ทุ น สั ง ค ม ทุ น ก า ร เ งิ น และทุนทรพั ยากรธรรมชาติ

๑๔. พัฒนาแนวความคิด “ ส่งเสริมชุมชนแห่งความเก้ือกูล ” เพื่อก่อให้เกิดความเข้มแข็ง และพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนของชุมชน งานที่ดาเนินการได้แก่ ร้ือฟื้นวัฒนธรรมลงแขก ส่งเสริมระบบ การเก้ือกูลคนทุกข์ยากในชุมชน โดยการจัดให้มีกิจกรรมช่วยเหลือคนยากจน คนด้อยโอกาส และคนชราโดย กองทุนชุมชนจดั ให้มีการบรหิ ารจดั การทรัพยากรของชุมชน เชน่ ครวั ชุมชน คลังชมุ ชนตเู้ ย็นธรรมชาติส่งเสริม การผลิตในระบบเศรษฐกิจชุมชนเกื้อกูล เพ่ือลดต้นทุนการผลิต และปลูกฝังจิตสานึกสาธารณะ ให้คนในชุมชนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง และชุมชนปลูกฝังให้ประชาชนมีความรักภักดีในชาติศาสนาและ พระมหากษตั รยิ ์ สรุป ระยะท๕่ี ใ น ยุ ค นี้ ก ร ม ก า ร พั ฒ น า ชุ ม ช น ไ ด้ ป รั บ กิ จ ก ร ร ม โ ด ย มี ยุ ท ธ ศ า ส ต ร์ เ ป็ น ตั ว ก า ห น ด ทิ ศ ท า ง รวมท้งั นาระบบบริหารจัดการยุคใหม่เขา้ มาจัดระบบความคิดปรับระบบงานกากับการบริหารงานพฒั นาระบบ การบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลและออกแบบระบบการวัดประเมิ นผลท้ังหมดให้เป็น ไปเพ่ือการเป็น “ องค์กรราชการท่ีมีสมรรถนะสูงของระบบการบริหารราชการยุคใหม่” ในช่วงปีพศ. ๒๕๕๕ -๒๕๕๕ ในยุคน้ีมีอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน จานวน ๑๑ ท่าน ได้แก่ ๑.นายสุจรติ ปัจฉิมนันท์ ดารงตาแหน่ง ๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ – ๓๐กันยายน ๒๕๔๕ ๒.นายสุจริต นันทมนตรี ดารงตาแหน่ง ๑ตุลาคม ๒๕๔๕- ๔ มิถุนายน ๒๕๔๖ ๓.นายชัยสิทธ์ิ โหตระกิตย์ ดารงตาแหน่ง ๕ มิถุนายน ๒๕๔๖-๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ ๔ . ด ร . นิ รั น ด ร์ จ ง วุ ฒิ เ ว ศ น์ ด า ร ง ต า แ ห น่ ง ๑ ตุ ล า ค ม ๒ ๕ ๔ ๘ - ๓ ๐ กั น ย า ย น ๒ ๕ ๕ ๐ ๕.นาย ปรีชา บุตรศรี ดารงตาแหน่ง ๑ตุลาคม ๒๕๕๐ -๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๑ ๖.นายชุมพร พลรักษ์ ดารงตาแหน่ง ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๑-๑๕มีนาคม ๒๕๕๒ ๗. นาย ไพรัตน์ สกลพันธุ์ ดารงตาแหน่ง ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๒- ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ ๘.นาย มงคล สุระสัจจะ ดารงตาแหน่ง๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ - ๒๙ เมษายน ๒๕๕๓ ๙. นายวิเชียร ชวลิต ดารงตาแหน่ง ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ - ๑๕ธันวาคม ๒๕๕๓ ๑๐.นายสรุ ชยั ขันอาสา ดารงตาแหน่ง ๒๐ ธนั วาคม๒๕๕๓ -๒๔ พฤจิกายน ๒๕๕๔ ๑๑นายประภาส บุญยินดี ดารงตาแหน่ง ๒๔ พฤจิกายน ๒๕๕๔-๓๐กนั ยายน๒๕๕๕แต่ละท่านมีอุดมการณ์ในการทางานท่ีแตกตา่ งกันไป โดยส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นให้ประชาชนมีการเปล่ียนแปลงที่ดีขึ้น ชุมชนเกิดความเข้มแข็งส่งเสริมชุมชนแห่งความ เกื้อกูล การปรับบทบาทภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชนมี ดังน้ี ครั้งท่ี ๑ กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมการพฒั นาชุมชนกระทรวงมหาดไทย พ. ศ. ๒๕๔๕ ครัง้ ท่ี ๒ กฎกระทรวงแบ่งสว่ นราชการกรมการพัฒนา ชุมชนกระทรวงมหาดไทย พ. ศ. ๒๕๕๒ในทศวรรษน้ี กรมการพัฒนาชุมชน มีงานใหม่ๆ เกิดข้ึนมากมายจน ยากทจ่ี ะบนั ทึกไว้ได้ทั้งหมดหลายเร่ืองเร่ิมต้นพฒั นาขึ้นมาในระยะน้ี ซึง่ เป็นผลมาจากการพฒั นาระบบราชการ และความก้าวหนา้ ของเทคโนโลยงี านสาคัญๆ ทเี่ กิดข้ึนในระยะน้ี ไดแ้ ก่ ๑. สง่ เสรมิ การจัดต้ังศูนย์ประสานงาน เครือข่ายองค์กรชุมชนประจาตาบล (ศอช. ต) ๒. พัฒนาระบบมาตรฐานงานชุมชน (มชช.) ๓. พัฒนางานส่งเสริมระบบบริหารจัดการชุมช น ๔. พัฒนาระบบเทคโ นโ ลยีสารสนเทศ ๕. ส่งเสริมให้วิเคราะห์ข้อมูลและนาเสนอข้อมูลชุมชนในลักษณะสารสนเทศชุมชน ๖.ดาเนินการโครงการ แก้ปัญหาความยากจนแบบเข้าถึงทุกครัวเรือน ๗. การพัฒนาโมเดลการฝึกอบร๘. กาหนดค่านิยมองค์กร ๙. พัฒนารูปแบบศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ขององค์กรชุมช นแล ะอง ค์กร ท้อง ถิ่ นในลั ก ษ ณ ะ ๑๐. ขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ๑๑. พัฒนากิจกรรมส่งเสริมการพัฒนากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ๑๒. ส่งเสริมการจัดต้ังสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน ๑๓. พัฒนาแนวความคิดการพัฒนาทุนชุมชน ๑๔. พัฒนาแนวความคิด “ ส่งเสรมิ ชมุ ชนแห่งความเก้อื กูล”

ยคุ ท่ี หก (พศ. ๒๕๕๕-ปจั จบุ นั ) ในยุคน้ีมีอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนผู้มีบทบาทกาหนดทิศทางสร้างสรรค์งานพัฒนาชุมชน จานวน ๔ ท่าน ได้แก่ ลาดบั ที่ ๒๕ นายขวญั ชัย วงศน์ ิติกร ดารงตาแหนง่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ –๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๘ ลาดบั ท่ี ๒๖ นายไมตรี อินทุสุต ดารงตาแหน่ง ๑ ตลุ าคม ๒๕๕๘ -๑ตลุ าคม ๒๕๕๘ ลาดับที่ ๒๗ นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ ดารงตาแหนง่ ๒ ตลุ าคม๒๕๕๘-๓๐กันยายน ๒๕๖๑ ลาดบั ที่ ๒๘ นายนิสติ จันทรส์ มวงศ์ ดารงตาแหนง่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ – ปัจจุบัน อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน วิสัยทัศน์ เศรษฐกิจรากมั่นคงและชุมชนพ่ึงตนเองได้ภายในปี 2564 แนวคิด ประเทศ4.0 คือ การสร้าง ความเข้มแข็งจากภายใน เม่ือภายในเข้มแข็งแล้วต้องเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะนาพาประเทศไทยสู่ความ มน่ั คง มงั่ คั่ง และย่ังยนื ได้ สงั คมไทยเป็นสังคมทท่ี ี่มีความหวัง มีความสขุ และความสมานฉนั ทไ์ ด้อยา่ งแทจ้ ริง

การดาเนินงาน ตามนโยบายสาคัญของรฐั บาล ในระยะนี้ นโยบายรัฐบาลหลายเรื่องได้มอบให้กรมการพัฒนาชุมชนดาเนินการ ได้แก่ นโยบายหน่ึง ตาบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) นโยบายกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมือง โครงการศูนย์ซ่อมสร้าง เพื่อชุมชน (Fixit Center) โครงการพัฒนาศักยภาพหมู่บ้าน และชุมชน (SML) กองทุนแม่ของแผ่นดินกองทุน พัฒนาบทบาทสตรี โครงการประชาเสวนา เป็นต้น

สัญลักษณ์กรมการพัฒนาชุมชน กรมการพฒั นาชุมชนมีการปรับเปล่ียนสัญลักษณ์ตามยคุ สมัยตั้งแต่ปี ๒๕๐๓ ปัจจุบันมีสัญลักษณ์ ๗ แบบ ดงั นี้ สัญลักษณ์ แรก : ปีทีใ่ ช้ ๒๕๐๗ - ๒๕๑๔ องคป์ ระกอบและความหมาย เคร่ืองหมายน้ีแสดงว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐบาลเพ่งมองไปที่เป้าหมายเดียวกันคือปัญหาของชาวชนบทซึ่ง จะต้องร่วมมือกันช่วยประชาชนให้แก้ปัญหาของตนเองอย่างพร้อมเพรียงกันการพัฒนาชุมชนในชนบทจะต้อง พัฒนาในดา้ นตา่ ง ๆ ทัง้ ๘ ดา้ น ดังน้ี ๑) การปกครอง ๕) ส่งเสรมิ การศึกษา ๒) ส่งเสรมิ ใหม้ สี หกรณใ์ นหมบู่ า้ น ๖)ส่งเสรมิ การอนามยั ๓) มีการทาอุตสาหกรรมในครวั เรือน ๗) ส่งเสรมิ งานโยธา ๔) สง่ เสรมิ งานการเกษตร ๘) สง่ เสริมวัฒนธรรม สัญลักษณ์ที่ ๒ : ปที ใ่ี ช้ ๒๕๑๔ - ๒๕๑๘ องค์ประกอบและความหมาย »กระทอ่ ม หมายถงึ ชนบท »สีเหลืองของวงกลมภายใน หมายถึง ท้องฟ้าสีทองผอ่ งอาไพตอนรุ่งอรณุ ในชนบท »สีเขยี วใบไม้ (ใบขา้ ว) ของวงกลมภายนอก หมายถึง ความอุดมสมบรู ณ์

วงกลมภายใน หมายถึง พลงั ชุมชน วงกลมภายนอก เป็นจุดประสงคใ์ นการทางาน เป็นนามธรรมเรยี กว่ากาลังภายใน พัฒนาชุมชนเปน็ รูปธรรมเรยี กวา่ กาลงั ภายนอกประกอบด้วย ประกอบดว้ ย ๑) การแกไ้ ขส่ิงแวดลอ้ มใหด้ ีข้นึ ๑) การนาทศั นะของประชาชน ๒) การให้การศกึ ษาแกช่ มุ ชน ๒) การแกไ้ ขศรทั ธาประชาชน ๓) การส่งเสริมให้ชมุ ชนมรี ายไดส้ ูงขึน้ ๓) การผนกึ กาลงั รวมกลมุ่ ประชาชน ๔) การขจัดโรคภัยไข้เจบ็ ส่งเสริมสุขภาพให้ ๔) การเสรมิ สรา้ งความสามารถให้กลมุ่ แข็งแรง ๕) การส่งเสรมิ ให้ใชเ้ วลาวา่ งให้เกิดประโยชน์ สญั ลกั ษณ์ที่ ๓: ปีทใี่ ช้ ๒๕๑๘-๒๕๕๕ องค์ประกอบและความหมาย วงกลมภายในเป็นรูปโครงสร้างของบ้านชนบทมีตัวอักษรพช. อยู่ ใต้รูปบ้านมีลายกนกแบบ เครื่องหมายยันต์ 5 และ ๔ บนหัวอักษรพ. และบนหัวช. ขอบวงกลมล้อมรอบวงกลมภายในมี ๔ สี ๔ ช่วง หมายถึง หลักการทางาน ๔ ป. สีขาว หมายถึง ประชาชนสแี ดงหมายถึงประชาธปิ ไตย สเี ทา หมายถงึ ประสานงาน สีนา้ เงนิ หมายถงึ ประหยัด สัญลักษณน์ ้ไี ดถ้ ูกยกเลกิ ในปี ๒๕๕๐ และไดถ้ ูกนากลบั มาใชใ้ หมใ่ นปี ๒๕๕๑ -๒๕๕๕

สัญลักษณ์ท่ี ๔: ปที ่ใี ช้ ๒๕๒๓ องคป์ ระกอบและความหมาย ประมาณพ. ศ. ๒๕๒๓ ได้มีการนารูปราชสีห์มีลวดลายคล้ายดอกบัวตูมล้อมรอบซึ่งเป็นปูนปั้นประดับหน้าจ่ัว ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบันมาใช้เป็นเครื่องหมายแสดงให้ทราบว่าเป็นหน่วยงานในสังกัด กระทรวงมหาดไทยโดยในระยะแรกกองอาสาพัฒนาได้นามาใช้กับผู้เข้ารับการอบรมอาสาพัฒนาเน่ืองจากรูป ราชสีห์หรือที่ชาว พช. นิยมเรียกกันว่า“ สิงห์หยดน้า” มีรูปร่างสวยงามจึงเป็นท่ีนิยมใช้กันในหมู่ชาว พช. ตอ่ มาเมอื่ กรมฯเร่ิมให้ขา้ ราชการใส่ชุดทีมคือชุดสเี ทาแกมเขียวได้มีการใส่คาวา่ “ พัฒนาชมุ ชน” ใตร้ ูปสงิ ห์และ ใช้กันเป็นท่แี พร่หลาย สญั ลักษณท์ ่ี ๕: ปที ใี่ ช้ ๒๕๕๐ องค์ประกอบและความหมาย รูปโครงสร้างของบ้านชนบทมีตัวอักษร พช. อยู่ใต้รูปบ้านมีลายกนกแบบเครื่องหมายยันต์ ๖ และ ๙ บนหัว อักษร พ. และบนหัว ช. มีเลขไทย ๒๕๕๐ แสดงถึงปี พ. ศ. ๒๕๐๕ ท่ีก่อตั้งกรมการพัฒนาชุมชนตัวอักษรสี เหลอื ง หมายถึง วนั จันทร์ คือ วนั เกดิ กรมฯสญั ลกั ษณ์นไี้ ด้ตดั ขอบวงกลมภายนอกที่มี ๔ สี ( หลักการทางาน ๔ ป.) ออกเพื่อความทันสมยั สัญลักษณ์ท่ีใช้ในปี ๒๕๕๐ และได้ถูกยกเลิกในปี ๒๕๕๑ โดยกลับไปใช้สัญลักษณ์“ บ้านชนบท” ท่ีมี ขอบวงกลม ๔ สีหลักการทางาน ๔ ป. จนถึงปจั จบุ นั

เครอ่ื งหมายกรมการพัฒนาชุมชนท่ีใช้ ( ๒๕๑๘-๒๕๕๕ ) สขี าว หมายถงึ ประชาชน สแี ดง หมายถึง ประชาธิปไตย สีเทา หมายถงึ ประสานงาน สีนา้ เงนิ หมายถึง ประหยัด เครือ่ งหมายกรมการพัฒนาชมุ ชนทีใ่ ช้ (๒๕๖๐-ปจั จบุ ัน) วงกลมภายในเปน็ รูปโครงสร้างของบ้านชนบท มีตัวอักษร พช. อยใู่ ต้รูปบา้ น มีลายกนก แบบเคร่อื งหมาย ๖ และ ๙ บนตัวอกั ษร พ. และอักษร ช. ขอบวงกลมลอ้ มรอบวงกลมภายในมี 4 สี 4 ชว่ งหมายถึงหลกั การทางาน 4 ป. สีขาว หมายถงึ ประชาชน สีแดง หมายถงึ ประชาธิปไตย สเี ทา หมายถึง ประสานงาน สนี า้ เงิน หมายถึง ประหยดั


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook