Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 3.15 วิจัย

3.15 วิจัย

Published by kung.love.love, 2023-06-14 16:47:13

Description: 3.15 วิจัย

Search

Read the Text Version

รายงานวิจยั ช้ันเรยี น เรื่อง การศึกษารายกรณีนักศกึ ษาระดบั มัธยมศึกษาตอนต้นไม่มาพบกล่มุ ตามเกณฑ์ของหลักสตู รการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน + โดย นางสาววรรณิษา แดงเจริญ ครู กศน.ตาบลดอนขมิน้ กศน.ตาบลดอนขม้ิน ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอท่ามะกา จงั หวัดกาญจนบุรี

สารบญั หนา้ ก คานา ข บทคดั ยอ่ ............................................................................................................................... ค สารบัญ............................................................................................................................... .. บทท่ี 1 1 1 บทนา........................................................................................................................ 3 ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา................................................................. 3 วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั ........................................................................................ ขอบเขตของการวจิ ยั .............................................................................................. 3 3 ตวั แปรทศ่ี ึกษา....................................................................................................... 3 นิยามศัพท.์ ............................................................................................................. 4 ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะไดร้ บั ..................................................................................... 5 กรอบแนวคิดในการวจิ ัย..................................................................................... 5 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง................................................................................ 8 ความสูญเปลา่ ทางการศึกษา…………………………………………………………………….... 14 27 ระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรยี น.............................………………………………………… 30 การศกึ ษารายกรณี ................. …………………………………………………………………. 30 งานวิจัยทเี่ ก่ยี วข้อง............................................................................................... 30 3 วธิ ดี าเนินการวจิ ยั ............................................................................................................ 30 กล่มุ เป้าหมายในการวิจัย..................................................................................... 31 เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวิจัย......................................................................................... 34 วิธกี ารสร้างเครื่องมอื ในการวิจยั ............................................................................ ชั้นตอนในการวิจัย……………………………………………………………………………………. การวเิ คราะห์ข้อมูล

สารบญั (ตอ่ ) หนา้ 35 เรื่อง 35 4 ผลการวจิ ยั ....................................................................................................................... 35 การกาหนดปญั หาและการตง้ั สมมตฐิ าน ......................................................... 36 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู และวิเคราะหข์ ้อมลู ....................................................... 37 การวินจิ ฉยั ............................................................................................................. 37 การชว่ ยเหลือ การป้องกนั และการส่งเสริม………………………………………………….. 37 การทานายผล 37 การติดตามผล 39 การสรุปผลและข้อเสนอแนะ 39 5 สรปุ อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ.............................................................................. 39 วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย........................................................................................ ขอบเขตของการวิจัย.......………………………………………………………………………….. 39 39 เครอื่ งมือท่ีใช้ในการวิจยั ………………………………………………………………………....... 40 วธิ ีดาเนินการวิจยั ................................................................................................. 40 สรปุ ผลการวิจัย....................................................................................................... 41 อภิปรายผล........................................................................................................ ..... 42 ข้อเสนอแนะ.................................................................................................. ......... บรรณานกุ รม........................................................................................................................ ........

คานา รูปแบบการเรียนรู้ กศน.แบบพบกลุ่ม เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความสาคัญท่ีนักศึกษาทุกคน ควรเข้าร่วม เพื่อร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานกาหนดไว้ โดยถ้านักศึกษาไม่ สามารถมาพบกลุ่มตามเกณฑ์จะทาให้หมดสิทธิ์สอบปลายภาคและเสียโอกาสในการเรียนรู้และการพัฒนา ตนเอง ในฐานะท่ีข้าพเจ้าปฏิบัติหน้าที่ครู กศน.ตาบลมาระยะหน่ึงได้พบว่ามีนักศึกษาจานวนหนึ่งไม่ สามารถมาพบกลุ่มตามเกณฑ์ท่ีกาหนดได้ ซึ่งอาจจะมีปัญหามาจากตัวนักศึกษาเอง ปัญหาครอบครัวหรือ ปัญหาจาก กศน.ตาบลที่อย่หู า่ งไกลออกไปจากบา้ นของตนเองไมส่ ามารถมาพบกลุ่มได้ การรู้สาเหตุของปัญหา ท่ีแท้จริงโดยการศึกษารายกรณี (Case study) จะสามารถช่วยนักศึกษาให้สามารถเรียนรู้ตามหลักสูตรต่อไป ได้ ผู้วิจัยหวังว่ารายงานวิจัยฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์ในการสาหรับการแก้ไขปัญหาการพบกลุ่ม เพ่ิมสถิติการ เขา้ สอบปลายภาคตามนโยบายของสานักงาน กศน.ได้ ผ้วู จิ ยั

ชื่อผลงานวิจัย การศึกษารายกรณีนักศึกษาไม่มาพบกลุ่มเพื่อเรียนรู้ตามเกณฑ์ของหลักสูตร การศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน ผวู้ ิจยั นางสาววรรณิษา แดงเจรญิ ปที ท่ี าวจิ ัยสาเร็จ 2566 ประเภทงานวจิ ยั งานวจิ ยั ช้นั เรียน บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายกรณีนักศึกษาไม่มาพบกลุ่มเพื่อเรียนรู้ตามเกณฑ์ของ หลักสูตรหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และหาแนวทางในการช่วยเหลือให้กลับมาเรียนรู้จนจบหลักสูตรเพื่อ เป็นการลดความสูญเปล่าทางการศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา ม.ต้น ตาบลดอนขมิ้น อาเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จานวน 1 คน มีพฤติกรรมไม่มาพบกลุ่มเพื่อเรียนรู้ตาม หลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานเกินเกณฑ์ที่ทาหนดทาให้หมดสิทธิ์สอบปลายภาคทุกรายวิชาที่ลงทะเบียนเรียน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 เทคนิคและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือการสัมภาษณ์ และการเยี่ยมบ้าน ภายหลงั การเกบ็ รวบรวมจากกลุม่ ตวั อย่าง ผู้วจิ ัยได้สงั เคราะห์ วเิ คราะห์ แปลความหมายและสรุปผลรายกรณี ผลการวจิ ัยสรปุ ไดด้ ังน้ี 1.ปญั หาของนักศกึ ษาคือไม่มาพบกลุ่มเพื่อเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีสาเหตุของ ปญั หาจากตวั นักศกึ ษาเอง และจากครอบครัว สาหรับปญั หาทเ่ี กดิ ข้นึ จากตวั นักศึกษาคือนักศึกษา บางอาทิตย์ ต้องทางานล่วงเวลา และเวลาพบกลุ่มของนักศึกษาตรงกับการทางานล่วงเวลาจึงทาให้ไม่มาพบกลุ่มได้ เป็น สาเหตุให้ไม่มีสิทธิ์สอบปลายภาค ในส่วนปัญหาจากครอบครัวคือความสัมพันธ์ระหว่างตนในครอบครัวกับ สมาชกิ ในครอบครัวไม่ดีเท่าท่ีควร และตดิ แฟน เดนิ ทางไกล ไม่เห็นความสาคญั ของการศึกษา 2.ภายหลังจากการศึกษารายกรณี ปัญหาที่เกิดจากตัวนักศึกษา และปัญหาที่เกิดจากครอบครัวได้ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นคือนักศึกษา และครอบครัว ได้มองเห็นความสาคัญของการศึกษาโดยจะกลับมา ลงทะเบียนและเรียนต่อในภาคเรียนถัดไป การศึกษารายกรณีครั้งนี้นับว่าเกิดประโยชน์สาหรับทุกฝ่ายทั้งตัว นักศึกษาเอง ครู กศน.ตาบล และ กศน.อาเภอ เป็นการช่วยลดความสูญเปล่าทางการศึกษา และแก้ปัญหาที่ ต้นเหตุ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างขวัญและกาลังใจแก่นักศึกษา คุณตาคุณยาย และเป็นการสร้าง ความสมั พันธ์ทด่ี ีระหวา่ งสถานศึกษาและครอบครัวของนักศึกษา เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับสถานศึกษา ทาให้คุณ ตาคณุ ยาย เกิดความเชื่อมันและไวว้ างใจต่อสถานศึกษา

บทที่ 1 บทนา 1.ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา การศึกษามบี ทบาทสาคัญในการช่วยพัฒนามนุษย์ทั้งทางด้านปัญญา บุคลิกภาพ และช่วยให้มนุษย์มี ความสาเรจ็ ในชวี ิต ทกุ ประเทศจึงหาทางส่งเสรมิ การศึกษาให้มคี ุณภาพ มีมาตรฐานความเป็นเลิศ เพื่อส่งเสริม ให้สังคมและประเทศมีความก้าวหน้า การจัดการศึกษา เพื่อพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพจึงเป็นเรื่องที่จาเป็น อยางยิ่ง ซ่งึ ตามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2545 ฉบับ ที่ 3 พ.ศ. 2553 มีจดุ มงุ่ หมาย ในการจัดการศึกษา ตามมาตรา 6 กล่าวไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อ พัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรม และ วัฒนธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้มาตรา 27 กาหนดให้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกาหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความ เป็นพลเมืองทดี่ ขี องชาติ การดารงชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อให้มีคุณลักษณะอัน พึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546, หน้า 5, 13) หลกั การสาคญั ของแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔) ประการ หนง่ึ คือยดึ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาวะที่ดีสาหรับคนไทยพัฒนาคนให้มี ความเป็นคนทสี่ มบูรณม์ วี ินัย ใฝ่รู้ มีความรู้ มีทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติที่ดีรับผิดชอบต่อสังคม มี จริยธรรมและคณุ ธรรม พัฒนาคนทุกช่วงวัยและเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพ รวมถึง การสร้างคนใหใ้ ชป้ ระโยชน์และอยู่กบั สิง่ แวดล้อมอย่างเกื้อกูล อนุรักษ์ ฟื้นฟู ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ประเด็นการพัฒนาบุคคลตามแผนดังกล่าวคือการพัฒนาทักษะความรู้ ความสามารถของคนม่งุ เนน้ การพัฒนาทักษะทเ่ี หมาะสมในแต่ละชว่ งวยั เพอ่ื วางรากฐานให้เป็นคนมีคุณภาพใน อนาคต การพัฒนาทักษะสอดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงานและทักษะที่จ าเป็นต่อการดารงชีวิตใน ศตวรรษที่ ๒๑ ของคนในแต่ละช่วงวัยตามความเหมาะสม เช่น เด็กวัยเรียนและวัยรุ่นพัฒนาทักษะการ วิเคราะห์อย่างเปน็ ระบบ มคี วามคดิ สร้างสรรค์ รวมทัง้ การให้ความสาคัญกับการพัฒนาให้มีความพร้อมในการ ต่อยอดพัฒนาทักษะในทุกด้าน มีทักษะการทางานและการใช้ชีวิตที่พร้อมเข้าสู่ตลาดงาน วัยแรงงานเน้นการ สร้างความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดงานทั้งทักษะขั้นพื้นฐาน ทักษะเฉพาะใน วิชาชีพ ทกั ษะการเปน็ ผูป้ ระกอบการรายใหม่ ทกั ษะการประกอบอาชพี อสิ ระ วัยสูงอายุเน้นพัฒนาทักษะที่เอื้อ ต่อการประกอบอาชพี ทีเ่ หมาะสมกับวยั และประสบการณ์

การจัดการศึกษาที่เปิดโอกาสให้สาหรับคนทุกช่วงวัยคือการจัดก ารศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย ซึ่งมีภารกิจที่สาคัญคือการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย สาหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานปัจจุบันดาเนินการจัดตามหลักสูตร พุทธศักราช 2551 ซึ่งมุ่งเน้นการ จัดการเรยี นรู้ตามปรัชญา “คดิ เป็น” และยดึ หลกั วา่ ผเู้ รียนทุกคนสามารถเรยี นรแู้ ละพัฒนาตนเองได้ ผู้เรียนแต่ ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ทั้งด้านวัย วุฒิภาวะ ความถนัด ความสนใจ วิธีการเรียนรู้ ตลอดจนมีการ ดาเนนิ ชวี ิตและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นการจัดการเรียนรู้จึงต้องยึด ผู้เรียนเปน็ สาคัญ เพ่อื สง่ เสริมให้ผู้เรยี นไดพ้ ฒั นาความสามารถของตนเอง ตามธรรมชาติ เต็มตามศักยภาพที่มี อยู่ และเรยี นรอู้ ยา่ งมคี วามสขุ การจดั การเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มี รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เรยี กว่า วธิ เี รยี น กศน.ซึง่ มวี ิธีการดังนี้ 1) วิธีเรียนรู้แบบพบกลุ่ม เพื่อนาสิ่งที่ได้จาก การศึกษาค้นคว้ามานาเสนอ อภิปรายและสรุปร่วมกัน ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยจะ เน้นใหน้ ักศกึ ษาเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง ในการจัดกระบวนการเรยี นรใู้ นช่วงเวลาของการพบกลุ่มจะใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์มีขั้นตอนคือให้นักศึกษานาเสนอผลการศึกษาค้นคว้า จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี ได้รับมอบหมาย ทดสอบความรู้ ความเข้าใจสาระเนื้อหา จัดการเรียนการสอนสาระใหม่ ฝึกกระบวนการ เรยี นรู้ให้ผู้เรยี นคิดวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และแสวงหาความร้ดู ว้ ยตนเองจากส่อื โดยครูเป็นผู้จัดการกระตุ้นและ เสริมความรู้ให้ 2) วิธกี ารเรยี นรู้ด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนกาหนด แผนการเรียนรู้ของตนเอง ให้สอดคล้องกบั รายวิชาทีล่ งทะเบยี นเรียน โดยระบุว่ากระบวนการเรียนรู้แต่ละครั้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร เรียนรู้ด้วยวิธีการใด มีขั้นตอนอย่างไร และมีครูเป็นที่ปรึกษา 3) วิธีการเรียนแบบทางไกล เป็นวิธีการที่ผู้เรียนจะเรียนด้วยสื่อต่างๆ โดยผู้เรียนและครูจะสื่อสารทางอิเลกทรอนิกส์ เป็นส่วนใหญ่มุ่งการ เรียนรู้แบบ E- Learning 4) วิธีการเรียนรู้แบบชั้นเรียนเป็นการจัดการศึกษาที่สถานศึกษากาหนดรายวิชา เวลาเรียน สถานท่ี วิธีการนจี้ ะเหมาะสาหรับผู้เรียนที่มีเวลาเรียนอย่างสม่าเสมอ (สานักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ,2533) การเรียนรู้หลักตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 วิธีการเรียนรู้หลักที่นักศึกษาเลือกเรียนรู้ และสถานศึกษากาหนดคือการพบกลุ่มเพราะนักศึกษามีความ จาเป็นต้องมาร่วมกิจกรรม และส่งงาน สอบกลางภาค และร่วมทากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามที่สถานศึกษา กาหนด ส่วนวิธีเรียนอื่นๆ เป็นวิธีการเสริมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งในการจัดการพบ กลุม่ แกน่ ักศกึ ษาของ กศน.ตาบลดอนขมิ้น ภาคเรียนท่ี 2/2565 ทผ่ี า่ นมาพบว่ามีนักศึกษา ม.ต้น จานวนหลาย คน ไม่มาพบกลุ่มตามที่กาหนดคือขาดเกิน 4 ครั้งทาให้หมดสิทธิ์สอบปลายภาค ในฐานะครู กศน.ตาบล ซึ่งมี

บทบาทหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนแก่นักศึกษาให้เป็นไปตามเกณฑ์ของหลักสูตร จึงต้องการทราบว่า นกั ศกึ ษาท่ีไมม่ าพบกลมุ่ ดงั กลา่ วมีปญั หาและอปุ สรรคอะไรบ้างเพื่อจะได้หาแนวทางในการแกไ้ ขปัญหาต่อไป 2.วัตถุประสงคใ์ นการวจิ ัย เพื่อศกึ ษาปัญหา สาเหตทุ ่ที าใหน้ กั ศึกษาไมม่ าพบกลุ่มเพื่อเรยี นรูต้ ามเกณฑ์ของหลักสูตรการศึกษาขั้น พืน้ ฐาน และแสวงหาแนวทางในการดาเนนิ การช่วยเหลือ การปอ้ งกัน และการสง่ เสริม โดยศึกษาเป็นรายกรณี (Case study) 3.ขอบเขตการวจิ ยั ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ งทใ่ี ช้ในการวจิ ัย 1. ประชากรทใ่ี ช้ในการวิจัย ประชากรท่ีใช้ในการวจิ ัยครัง้ นี้คือนักศึกษาระดับ ม.ต้น กลุ่ม กศน.ตาบล ตาบลดอนขม้ิน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักศึกษา ม.ต้น กลุ่ม กศน.ตาบลตาบลดอนขมิ้น ที่ไม่มาพบกลุ่ม เกิน 4 ครั้ง ในภาคเรียนที่ 2 ปี การสึกษา 2565 ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 4. ตวั แปรที่ศึกษา ตวั แปรอิสระ ได้แก่ การศึกษารายกรณี ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ พฤตกิ รรมการไม่มาพบกล่มุ ของนักศึกษา ม.ตน้ 5.นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 1. การศึกษารายกรณี (Case Study) หมายถึง วิธีการที่ใช้ในการศึกษารายละเอียดต่างๆ ของ นักศึกษาอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา แล้วนารายละเอียดที่ศึกษาได้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตคี วาม เพื่อใหเ้ ขา้ ใจถึงปญั หาและสาเหตุของนกั ศึกษาท่ีไมม่ าพบกลุ่ม และหาแนวทางช่วยเหลือเพื่อให้กลับมา เรยี นจนจบหลักสูตรตอ่ ไป 2. นักศึกษาท่ีไมม่ าพบกล่มุ หมายถงึ นกั ศกึ ษา ม.ต้น กลุ่ม กศน.ตาบลตาบลดอนขมิ้น ที่ไม่มาพบกลุ่ม เกิน 4 คร้งั ในภาคเรียนที่ 2 ปี การสกึ ษา 2565

6.กรอบแนวคิดในการวิจยั  7 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7.

บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวของ ในการวิจัยครง้ั น้ี ผู้วจิ ยั ได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วข้องดังนี้ 1. ความสูญเปลา่ ทางการศกึ ษา 2. ระบบการดูแลช่วยเหลอื ผู้เรียน 3. การศึกษารายกรณี 4. เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วของ 1.ความสูญเปลาทางการศึกษา ความสูญเปลาทางการศึกษา เป็นสภาพปญหาสาคัญที่แสดงใหเห็นถึงความไม่บรรลผุ ลสาเรจ็ ของการ จัดการศึกษาตามทีร่ ฐั ได้กาหนดไวมีนกั วชิ าการและองค์กรท่เี กย่ี วข้องได้ให้ความหายของการสญู เปลา่ ทาง การศึกษา ไวดงั นี้ เมธนิ ี สภุ หสั ดิ์ (2554 หนา้ 9 -10) กลาวถงึ ความสูญเปลาทางการศกึ ษาไวดงั นี้ 1. นกั ศึกษาสอบตกและซา้ ชัน้ เรียน 2. ความสญู เปลาทเี่ กิดจากครู อาจารย หยอนสมรรถภาพ 3. ความสญู เปลาเนือ่ งจากครูอาจารย์ไมส่ อน 4. ความสญู เปลาเนื่องจากการใชหองเรียน และอาคารในวงการศึกษามักจะพยายามขยายหองเรียน ใหมากขน้ึ 5. ความสูญเปลาเน่ืองจากการใชวัสดอุ ปุ กรณ์ มวี ัสดอุ ุปกรณ์ แต่ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์คุมคา เสื่อม ไปตามเวลา ไม่รู้จกั ซอมแซมบารงุ รกั ษา 6. ความสูญเปลาเนื่องจากการบริหารงาน เชน นโยบายไม่แน่นอน จัดอัตราครูอาจารย์มากเกินไป ผลติ นกั ศกึ ษาแลวไม่มงี านทา 7. ความสูญเปลาเนื่องจากขาดระบบการแนะแนวในเรื่องที่เกี่ยวกันหลายด้านที่พอจะมองเห็นคือ นักศึกษาเลอื กวิชาเรียนที่ผิดท่ีไมช่ อบ ใหการศกึ ษานกั ศึกษาอย่างหน่ึง แตน่ ักศึกษามุงไปอย่างหนึ่งเรียนแลวไม่ ไดใ้ ช้ประโยชน 8. ความสูญเปลาเนอื่ งจากการขาดการตรวจสอบทางสถิติ และขาดการวางแผนที่ดี จัดการศึกษาโดย ไม่มีเปา้ หมาย อรุณวรรณ มุขแกว และนันทิกา นาคฉายา (2554 หน้า 12 - 13) ได้กลาวถึงความสูญเปลาทาง การศึกษาไวว่า ความสูญเปลาทางการศึกษามีสาเหตุมาจากองคประกอบหลายประการ ได้แก่องคประกอบ

ทางโรงเรียน องคประกอบที่ตัวนักเรียน พื้นเพของนักเรียน และองคประกอบทางสังคม และเศรษฐกิจ โดยทว่ั ไปของสงั คมนัน้ ความสญู เปลาทางการศกึ ษาทนี่ าจะนามาพจิ ารณา คือ 1. นกั เรยี นสอบตกและซา้ ช้ัน 2. ครไู มไ่ ดส้ อนปกติเวลาเรียนในปการศึกษาหนึง่ จะตองไม่ตา่ กวา 200 วัน แตค่ รูจะสอน จริง ๆ เพียง ประมาณ 180 วนั 3. ความสูญเปลาเนื่องจากการใชหองเรียนและอาคารเรียนไม่คุมคา ขาดการบารุงรักษา ตองใชงบ ประมาณซอมแซมสงู 4. ความสญู เปลาเนื่องจากการบริหารงาน เชน นโยบายไมแ่ นน่ อน จัดอัตรากาลังครูไมพ่ อดี 5. มผี ู้หยอนสมรรถภาพ อนั เนอื่ งมาจากครูขาดความรบั ผิดชอบในการสอน ครูไม่สอน ครูไม่ เตรยี มการสอน 6. ความสูญเปลาเนอ่ื งจากการใชวสั ดอุ ปุ กรณ์ เชน วัสดอุ ปุ กรณ์ ไม่ได้ใช้ประโยชนไมร่ จู กั ซอมแซม บารงุ รักษา สรุ ุ่ยสรุ ่ายไมป่ ระหยัด 7. ความสูญเปลาอันเกิดจากการไม่มีการตรวจสอบทางสถิติและไม่มีการวางแผนที่ดี ซึ่งสถิติทางการ ศึกษาที่สาคญั ไดแ้ ก จานวนนักเรยี นในแตล่ ะปอายขุ องนักเรียนแต่ละชั้นปนักเรียน ที่สอบตก คะแนนการสอบ เปรยี บเทยี บรายกลุ่มวิชาแต่ละชั้น จานวนนักเรียนที่ขาดเรียนในแต่ละวัน และเฉลี่ยแต่ละปเหตุผลที่นักเรียน ขาดสอบและขาดเรยี น สถติ ริ ายได้ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย (2556 หน้า 37 - 39) กลาวถึงความสูญเปลาทางการศึกษาคือผลที่เกิด ข้ึนกบั นักเรยี นทตี่ องออกกลางคนั ซง่ึ มีหลายประการดงั น้ี 1. การออกกลางคันของนักเรียนทาใหนักเรียนไม่มีงานทาหรือได้ทางานที่มีรายได้ต่ากว่า ความสามารถของตนหรอื มผี ลตอบแทนตา่ 2. อัตราเพ่ิมของพฤติกรรมเส่ียงเชนกจิ กรรมทางเพศกอนวัยอนั ควร 3. ในการเปลี่ยนแปลงทางภาคการผลิตทาใหเกิดความตองการแรงงานกึ่งฝมือและมีระดับ การศึกษาสูงขน้ึ 4. ผู้ออกกลางคันมีโอกาสที่จะเป็นภาระของสังคมตลอดชีวิตมากกวาประชากรอื่น ๆ เพราะทาให ประเทศตองรับภาระคาใชจายทางสังคมมากขึ้น ดังนั้นเพื่อมิใหเกิดความสูญเสียจากปญหา การออกกลางคัน ของนกั เรียนได้กาหนดแนวคิดสาคัญในการแกปญหาไว 4 ประการ ไดแ้ ก 4.1 รูปแบบในการแกไขปญหาตองหลากหลาย เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และนักเรียนแต่ละคน ตลอดจนตองเขาถึงนักเรียนโดยตรงไดง้ ่าย 4.2 เนนการทางานอย่างครบวงจร ทั้งการปองกัน การแกไขปญหาบนฐานข้อมูลของนักเรียน แตล่ ะคน

4.3 ผู้ทเ่ี ก่ยี วของในสังคม ได้แกโรงเรียน ครู และผู้ปกครองตองร่วมมือร่วมใจปองกัน และแก ไขปญหา 4.4 ใชกระบวนการเรียนรูเป็นเครื่องมือสาคัญในการปองกันแกไขปญหาอย่างยั่งยืน พัฒนา เต็มตามศกั ยภาพ และพัฒนาทักษะชีวิต วิทยาลัยเทคนิคอุดรธานี (2556 : 17 - 19) ได้กลาวถึงความสูญเปลาทางการศึกษาไวดังนี้ ความสูญ เปลาทางการศึกษา หมายถึง ผลของกระบวนการจัดการศึกษาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถบรรลุวัตถุประ สงคในการจัดการศึกษาใหกับกลุมบุคคลกลุมใดกลุ่มหนึ่งตามชวงเวลาที่กาหนดไวทาใหเกิดผลเสียขึ้นในด้าน คาใช้จ่ายทั้งของรัฐบาล ผู้ปกครองนักเรียนนักศึกษา และสภาพจิตใจของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งสาเหตุสาคัญ ของความสูญเปลาทางการศึกษา เกิดจากการออกกลางคันที่สืบเนื่องมาจากองคประกอบหลายๆ ด้านทั้ง สถานศึกษาระบบภายใน ครูอาจารย เป็นตน ทุกอย่างมีผลทาใหความสูญเปลาทางการศึกษา และส่งผล กระทบทส่ี า การสูญเสยี การลงทุนทางทรพั ยากรของประเทศทั้ง คน เงิน วัสดุครุภัณฑ์ เวลา และที่สาคัญที่สุด คอื การเสียความรูสึกหรือเสียใจกับความสูญเปลาที่เกิดขึ้นไป โดยเปล่าประโยชน์ โดยไม่ได้อะไรเลยความสูญ เปลาทางการศึกษา สงผลตอประเทศทาใหเกิดภาวะล้าหลังเสื่อมถอยไม่พัฒนา เพราะการพัฒนาประเทศนั้น ตองใชการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ถาการศึกษาเกิดความสูญเปลา แน่นอนที่สุดการพัฒนาประเทศ จะเกิดการหยุดชะงกั ไมส่ ามารถพัฒนาทนั ต่อความเปล่ียนแปลงทเ่ี กดิ ขึน้ ได้ วิทยาลัยสารพัดช่างลาปาง (2556 หน้า 17 -21) ได้กลาวถึงความสูญเปลาทางการศึกษาไวดังน้ี ความสูญเปลาทางการศึกษาเป็นสภาพปญหาที่สาคัญที่แสดงใหเห็นถึงความไม่บรรลุผลสาเร็จของการจัด การศึกษาตามที่รัฐได้กาหนดไวซึ่งการจัดการศึกษาของประเทศนับว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง การลงทุน ใชจายทางการศกึ ษาทง้ั ทางดา้ นกาลังคน กาลงั เงนิ และวัสดุอุปกรณถ์ อื วาเป็นการชว่ ยใหประเทศมีกาลังคนที่มี ประสทิ ธภิ าพ ซ่งึ ถาการลงทนุ ทางการศึกษาได้ผลไม่คุมคาไม่ตรงตามจุดหมาย ที่วางไวแสดงวาการลงทุนนั้นมี ความสญู เปลา และสาเหตุท่ีกอใหเกิดความสูญเปลาทางการศกึ ษานั้น อาจมาจากสาเหตุหลายประการด้วยกัน เชน นักเรยี นขาดความรูสึกมสี วนร่วมกบั ทางโรงเรยี น ความไม่เหมาะสมของการจัดเวลาเรียนผู้ปกครองไม่เอา ใจใสตอการศึกษาของบุตรหลาน นักเรียนมีสุขภาพไม่สมบูรณ ผู้ปกครองยากจน ประเพณีและสังคมไม่ เหมาะสม โรงเรยี นไมม่ ีโครงการปรับปรุงที่ดี สอบตกซ้าชั้นเพราะระบบการวัดผลไม่ดี และนักเรียนมีอายุมาก เกนิ ไป สรุปว่าความสูญเปลาทางการศึกษาเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ เช่น การตกซ้าชั้น และการออก กลางคัน ซึ่งจะนาไปสู่ปญหาต่างๆ อีกมาก เชน ปญหาด้านการเรียนรูของเด็ก เด็กอาจจะขาดความรูและ ทักษะขั้นพื้นฐานที่จาเป็นในการประกอบอาชีพ ขาดทักษะชีวิต หรือพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนใหดีขึ้น และ อาจจะขาดสงั คมกบั เพื่อนในวัยเดยี วกัน ทาให้ไม่สามารถพัฒนาทางด้านอารมณ และสังคมได้ดีเทาที่ควร อาจ จะกอใหเกิดผลกระทบตอการพฒั นาประเทศในภาพรวมไดใ้ นอนาคต

2.ระบบการดูแลช่วยเหลือผ้เู รียน กนกธร วงษ์จนั ทร์ (2552 หน้า 12) กล่าวว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน โดยมีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักและมีกระบวนการขั้นตอนการทางานอย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะ ป้องกันแก้ไขปัญหารวมท้ังการสง่ เสรมิ พัฒนานักเรยี นใหม้ คี ุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2552 หน้า 12-13) กล่าวว่า ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึงกระบวนการดาเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ มี ขั้นตอน มีครทู ่ีปรกึ ษาเป็นบคุ ลากรหลกั ในการดาเนนิ งาน โดยการมีส่วนรว่ มของบคุ ลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง ภายในและนอกสถานศึกษา อันได้แก่คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหารและครูทุกคน มี วธิ กี ารและเครื่องมือทชี่ ดั เจน มีมาตรฐานคณุ ภาพและมหี ลักฐานการทางานทต่ี รวจสอบได้ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (2555 หน้า 131) กล่าวว่าระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เรยี น หมายถึงกระบวนการดาเนินงานอย่างมีขั้นตอน พร้อมด้วยวิธีการและเครื่องมือการทางานที่ชัดเจน โดย มคี รทู ่ปี รึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดาเนินงานดังกล่าวและมีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับครูที่ เกี่ยวข้องหรือบุคคลภายนอก รวมทั้งการสนับสนุน ส่งเสริมจากโรงเรียน และการดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึงการส่งเสริม การป้องกันและการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการ และเครื่องมือสาหรับครูที่ปรึกษาตลอดจน บคุ ลากรท่ีเก่ยี วขอ้ งเพื่อใช้ในการดาเนนิ งานพัฒนานกั เรยี นให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และปลอดภัยจากสาร เสพติด สานกั งาน กศน.จังหวัดเพชรบูรณ์ (ม.ป.ป.หน้า 2) การดูแลช่วยเหลือ หมายรวมถึง การส่งเสริม การ ป้องกัน และการแก้ไขปัญหา โดยมีวิธีการและเครื่องมือสาหรับครูที่ปรึกษาและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ใน การดาเนินงานพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์และปลอดภัยจากสารเสพติดโดยการมีส่วนร่วมของ บุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและนอกสถานศึกษาอันได้แก่คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร และครูทุกคนมีวิธีการและเครื่องมือที่ชัดเจนมีมาตรฐานคุณภาพและมีหลักฐาน จากความหมายที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน หมายถึง กระบวนการดาเนินงาน ช่วยเหลือนักเรยี นอย่างเป็นระบบ มขี น้ั ตอนการดาเนนิ งานทีช่ ัดเจนและเครื่องมือการดาเนินงานมีมาตรฐาน มี หลกั ฐานการดาเนินงานที่สามารถตรวจสอบได้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพอย่างเป็นระบบ โดยมีครูประจา ชัน้ หรอื ครูทีป่ รึกษาเป็นบุคลากรหลักในการดาเนินงาน และมีการประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา ในส่วนของการจัดการศึกษานอกระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานจะไม่มีครูที่ ปรึกษา หรือครูประจาชั้น รวมทั้งครูประจาวิชาจะมีเพียงครู กศน.ตาบลหรือครูอาสาสมัคร เป็นผู้ดูแล ชว่ ยเหลือทุกดา้ น และมีโอกาสพบนกั ศึกษาเพียงสปั ดาหล์ ะ 1 ครัง้ จึงอาจะมีปญั หาในการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ตามแนวทางท่ีกาหนดไว้ดงั กลา่ ว

ความสาคญั ของระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื นักเรียน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน (2552 หน้า 3-7) ได้ให้แนวคิดว่าเด็กและเยาวชนในยุค ปัจจุบนั จานวนไมน่ ้อยท่ไี ดร้ บั ผลกระทบจากปัญหาและสภาพแวดล้อมที่ไม่สร้างสรรค์ในสังคมทาให้พฤติกรรม แตกต่างไปจากเดก็ และเยาวชนในอดีต แม้ว่าผู้ปกครองครู อาจารย์และคนทางานด้านเด็กจะใช้ความรักความ ปรารถนาดีอย่างมากมายเพียงใดก็ไม่อาจพิทักษ์ ปกป้องและคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้ปลอดภัยหรือมี พฤตกิ รรมตามท่สี ังคมคาดหวังได้จากการประมวลสถติ ิข้อมูลสถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชนของหน่วยงาน ต่าง ๆ พบว่าเด็กและเยาวชน ทั้งที่เป็นนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับอื่นๆ ส่วนหนึ่งมักมี พฤตกิ รรมทไี่ มพ่ ึงประสงคด์ งั น้ี 1. ตกเป็นทาสของเกมคอมพิวเตอร์จนถึงขั้นหมกมุ่นและเรียนรู้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากเกมจน นาไปสูก่ ารประพฤตปิ ฏิบตั ทิ ี่ก่อใหเ้ กิดความสูญเสยี ตอ่ ตนเองและครอบครวั 2. นิยมประลองความเรว็ ด้วยการแข่งรถมอเตอรไ์ ซคม์ ีพฤติกรรมการใชร้ ถจกั รยานยนต์ที่ผดิ กฎหมาย 3. ใช้ความรุนแรงในการตัดสินปัญหาและข้อขัดแย้งทะเลาะวิวาท จับกลุ่มรวมตัวกันสร้างความ ป่ันปว่ นในชมุ ชนไปจนถึงการยกพวกตีกัน 4. มีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น เป็นพ่อแม่ตั้งแต่อายุยังน้อย มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันตนเอง ขาดความ รับผิดชอบ 5. เข้าถึงสารเสพติดได้ง่ายจากการเริ่มใช้บุหรี่ เหล้ายาบ้า ยาไอซ์ ยาเลิฟ และสารอันตรายที่แพร่ ระบาดในกลมุ่ เดก็ และเยาวชน 6. ขาดหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ไม่เห็นความสาคัญของหลักศาสนา ค่านิยมความเป็นไทย ความสมั พนั ธ์กับคนในครอบครัวค่อนข้างเปราะบาง ติดเพื่อน ติดสื่อ และให้ความสาคัญกับวัตถุมากกว่าความ มคี ุณธรรมนาใจ การพัฒนาระบบดูแลนักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งทางด้านร่างกายจิตใจ สติปัญญา ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม และมีวิถีชีวิตที่เป็นสุขตามสังคมมุ่งหวังนั้นมีความสาคัญและจาเป็นอย่าง ยงิ่ ทผี่ ู้มสี ว่ นเกยี่ วขอ้ งทกุ ฝ่ายจะตอ้ งรว่ มกันปอ้ งกนั แก้ไขและพัฒนาเด็กเพื่อให้สามารถต่อสู้กับภัยคุกคามต่างๆ ทน่ี ับวนั จะทวีความรนุ แรงมากขน้ี ในปจั จุบัน สทุ ศั น์ เอีย่ มแสง (2558 หน้า 9) กล่าวถึง ความสาคัญและความจาเป็นของระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียนคอื การสง่ เสรมิ พฒั นาป้องกนั และแกป้ ัญหาเพ่อื เพิ่มศักยภาพให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้าน รา่ งกาย จิตใจ สติปัญญาและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม นักเรียนสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข มีวิถี ชีวติ ทีพ่ อเพียงเน่อื งจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ทั้งทางด้านวัตถุและเทคโนโลยีต่าง ๆ ทา ให้เด็กและเยาวชนมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากอดีตส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ มากมายซึ่งการแก้ไขปัญหาไม่ใช่

หน้าที่ของสถานศึกษาอย่างเดียวแต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทุกคนโดยมีครูที่ปรึกษาเป็น หลกั สาคัญในการดาเนนิ งานตา่ ง ๆ อยา่ งเป็นระบบและต่อเน่อื ง จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความสาคัญ และความจาเป็นของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็น กระบวนการที่มีขั้นตอน มีขอบข่ายโครงสร้างในการดาเนินงาน มีวิธีการและเครื่องมือที่ชัดเจนมีคุณภาพและ มาตรฐาน มีหลกั ฐานการทางานทต่ี รวจสอบได้ เปน็ การพัฒนาให้นักเรยี นเป็นบคุ คลที่มคี ุณภาพทั้งด้านร่างกาย กายจติ ใจ มีสติปญั ญา ความสามารถ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม สามารถดารงชวี ติ ในสงั คมได้อย่างมีความสุข วัตถุประสงค์ของระบบการดูแลชว่ ยเหลือผเู้ รยี น (สานกั งาน กศน.จังหวดั เพชรบูรณ,์ หน้า 3 ) 1) เพื่อให้การดาเนินงานดูแลชว่ ยเหลือผู้เรียนเป็นไปอย่างมีระบบมีประสิทธิภาพ 2) เพ่ือใหส้ ถานศกึ ษา คณะกรรมการสถานศึกษา ผปู้ กครอง ชุมชน องคก์ รและหน่วยงานทเี่ ก่ียวข้อง การทางานร่วมกันโดยผ่านกระบวนการทางานที่ชดั เจนมีร่องรอยหลกั ฐานการปฏบิ ัติงานสามารถตรวจสอบ และประเมินผลได้ ประโยชน์ของระบบการดูแลชว่ ยเหลือนกั เรียน กรมสุขภาพจติ (2552) กล่าวถึงประโยชนข์ องระบบการดแู ลชว่ ยเหลือนักเรียนไว้ดังนี้ 1. นักเรียนได้รบั การดูแลชว่ ยเหลืออยา่ งทวั่ ถึงและตรงตามสภาพปญั หา 2. สัมพนั ธภาพระหว่างครกู ับนกั เรยี นเปน็ ไปดว้ ยดี และอบอุน่ 3. นกั เรยี นร้จู ักตนเองและควบคมุ ตนเองได้ 4. นักเรยี น เรยี นรอู้ ย่างมีความสขุ 5. นักเรียนมีการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ บุปผาชาติ เข็มวิชัย (2558 หน้า 12) กล่าวว่างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นงานที่มี ประโยชน์เป็นอย่างย่ิงต่อทุก ๆ ฝ่ายทเ่ี ก่ยี วข้องเพราะเป็นการส่งเสริม การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับ นักเรยี น ซ่งึ ผลที่เกดิ ข้ึนจะลงไปสู่ตัวนักเรียนโดยตรง โดยการบริหารจัดการระบบการดูแล ช่วยเหลือนักเรียน มีผลต่อประสิทธิภาพของการดาเนินงานเพราะเป็นงานที่ต้องร่วมมือกับทุกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องใช้เทคนิค ข้ันตอนตอนกระบวนการต่าง ๆ ทถ่ี ูกต้องเหมาะสมเพือ่ ให้การดาเนินงานสาเร็จอย่างมีประสทิ ธิภาพ การจัดระบบดแู ลช่วยเหลือผู้เรียนจะเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนดังนี้ (สานักงาน กศน.จังหวัดเพชรบูรณ์ (ม.ปป : หนา้ 1) 1. ผเู้ รียนได้รบั การดูแลชว่ ยเหลอื อยา่ งท่วั ถงึ และตรงตามสภาพปญั หา 2. สัมพันธภาพระหว่างครกู ับผเู้ รยี นเป็นไปดว้ ยดีและอบอ่นุ 3. ผู้เรียนรู้จักตนเองควบคุมตนเองได้มีการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ซึ่งจะเป็นรากฐานใน การพฒั นาความเก่ง (IQ) คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และความม่งุ ม่ันทีจ่ ะเอาชนะอปุ สรรค (AQ) 4. ผ้เู รียนเรียนรู้อย่างมีความสขุ และได้รบั การสง่ เสริมพัฒนาเต็มตามศกั ยภาพรอบด้าน

5. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างเข้มแข็งจริงจังด้วยความเสียสละ จากประโยชน์ของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่กล่าวมา สรุปได้ว่า งานระบบ ดูแลช่วยเหลือ นักเรียน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน และร่วมมือกันดูแลนักเรียน เป็น งานท่มี ีประโยชนอ์ ยา่ งย่งิ ต่อทกุ ๆ ฝ่าย โดยมีการปฏบิ ัติตามข้ันตอนที่ถูกต้อง เหมาะสม นักเรียได้รับการดูแล ช่วยเหลอื อยา่ งทัว่ ถึงและตรงตามสภาพปญั หา กระบวนการและขั้นตอนของระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน (สานักงาน กศน.จังหวัดเพชรบูรณ์ (ม.ป.ป : หน้า 1) ระบบการดแู ลชว่ ยเหลอื ผู้เรียนเป็นกระบวนการเตรียมการดาเนินงานดูแลช่วยเหลือผู้เรียนอย่างเป็น ระบบมีขั้นตอน มีครูแนะแนวเป็นบุคลากรหลักในการดูแลผู้เรียนโดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้อง การดาเนินงานทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษาอันได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร ครู ทุกคนมีวิธีการและเครื่องมือที่ชัดเจนมีมาตรฐาน คุณภาพและมีหลักฐานการทางานที่ ตรวจสอบได้ กระบวนการและขั้นตอนของระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนมีองค์ประกอบสาคัญ 6 ประการ ดังน้ี 1) การรจู้ กั ผเู้ รียนเปน็ รายบคุ คล 2) การคัดกรองผู้เรยี น 3) การป้องกันและแก้ไขปญั หา 4) การพฒั นาและสง่ เสริมผูเ้ รยี น 5) การส่งต่อผ้เู รียน 6) สารสนเทศ 1 การรจู้ ักผเู้ รียนเป็นรายบุคคล ด้วยความหลากหลายของผูเ้ รียนและผู้เรยี นแต่ละคนซงึ่ มพี ้ืนฐาน ความเปน็ มาของชีวติ ที่แตกต่างกนั ผา่ นการหล่อหลอมใหเ้ กิดพฤติกรรมในหลายลกั ษณะทัง้ ด้านบวกและดา้ น ลบดงั น้นั การร้ขู ้อมูลทจี่ าเป็นเกีย่ วกบั ตัวผู้เรียนจึงเป็นสง่ิ สาคญั ทีจ่ ะช่วยให้ครูอาจารย์มีความเข้าใจผเู้ รยี นมาก ขนึ้ สามารถวเิ คราะห์ เพื่อการคดั กรองผู้เรียน และนาไปใช้ประโยชนใ์ นการพฒั นาสง่ เสรมิ การป้องกัน และ แกไ้ ขปญั หาของผเู้ รยี นได้อยา่ งถกู ทางซง่ึ เป็นขอ้ มูลเชิงประจักษท์ ี่ไดจ้ ากเคร่ืองมือและวิธีการท่ีหลากหลายตาม หลักวชิ าการมิใชก้ ารใช้ความรู้สกึ หรอื การคาดเดาโดยเฉพาะในการแก้ไขปญั หาผเู้ รียนซึ่งจะทาให้ไม่เกิดข้อผดิ พลาดตอ่ การชว่ ยเหลอื ผู้เรียน เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการการรู้จกั ผู้เรียนเปน็ รายบคุ คล ประกอบดว้ ย 1) ประวตั ิผูเ้ รียนรายบคุ คล 2) แบบตรวจสขุ ภาพ 3) แบบเกบ็ ข้อมลู ผู้เรยี นรายบุคคล 4) แบบวิเคราะหผ์ ู้เรยี นรายบุคคล

5) รายงานการลงทะเบียนเรยี นของนักศึกษา 6) ตารางสอบรายบุคคลคล (ระหว่างภาค และปลายภาคเรยี น) 2. การคัดกรองผู้เรียน การคัดกรองผู้เรียนเป็นการพิจารณาข้อมูลเกี่ยวกับกับผู้เรียนเพื่อการจัดกลุ่ม ผู้เรียนซึ่งจะประโยชน์อย่างยิ่งในการหาวิธีการที่เหมาะสมในการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้ตรงกับสภาพปัญหา และความต้องการจาเป็นด้วยความ รวดเร็วและถูกต้องแม่นยาระบบการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนโด ยการแบ่ง ผู้เรียนเปน็ 4 กลุ่ม ดังนี้ 1 กลุ่มปกติ คือ ผู้เรียนที่ได้รับการวิเคราะห์ตามเกณฑ์การคัดกรองของสถานศึกษาอยู่ในเกณฑ์ของ กลุ่มปกติซงึ่ ควรไดร้ ับการสรา้ งเสรมิ ภูมคิ ุ้มกนั และการส่งเสริมพัฒนา 2 กลุ่มเสี่ยง คือ ผู้เรียนอยู่ในเกณฑ์ของกลุ่มเสี่ยงตามเกณฑ์การคัดกรองของสถานศึกษาต้องให้การ ป้องกันและแก้ไขตามกรณี 3 กลุ่มมีปัญหา คือ ผู้เรียนที่อยู่ในเกณฑ์การคัดกรองของสถานศึกษาที่ระบุว่ามีปัญหา ซึ่งสถาน ศกึ ษาาตอ้ งชว่ ยเหลือและแก้ปญั หาโดยเร่งด่วน 4 กลุ่มพิเศษ คือ ผู้เรียนความสามารถพิเศษมีความเป็นอัจฉริยะแสดงออกซึ่งความสามารถอันโดด เด่นด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านอย่างเป็นที่ประจักษ์เมื่อเทียบกับผู้มีอายุในระดับเดียวกัน สภาพแวดล้อม เดียวกัน ซึ่งสถานศึกษาต้องให้การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถตามศักยภาพและ ความสามารถ พิเศษนั้นจนถึงขั้นสูงสุด เครื่องมือที่ใช้ในการการคัดกรองผู้เรียนประกอบด้วย 1) แบบคัดกรองผู้เรียน 2) แบบเย่ยี มบา้ นผเู้ รยี น3) พกิ ัดที่ตัง้ ของนกั ศึกษารายบุคคล 3) การป้องกันและแก้ไขปัญหา ในการดแู ลชว่ ยเหลอื ผูเ้ รยี นครคู วรใหค้ วามเอาใจใสก่ ับผ้เู รียนทกุ คนอย่างเทา่ เทียมกนั แตส่ าหรบั ผ้เู รียน กล่มุ เสีย่ ง/มปี ญั หาจาเป็นอย่างมากทต่ี ้องให้ความดูแลเอาใจใส่อย่างใกลช้ ดิ และหาวิธกี ารช่วยเหลือท้ัง การป้องกัน และการแก้ไขปัญหาโดยไม่ปล่อยปละละเลยผู้เรียนจนกลายเปน็ ปัญหาของสังคมการสร้าง ภูมิค้มุ กันการป้องกนั และแก้ไขปญั หาของผ้เู รียนจงึ เปน็ ภาระงานทีย่ ่งิ ใหญแ่ ละมีคุณค่าอยา่ งมาก ในการ พัฒนาให้ผูเ้ รยี นเติบโตเป็น บุคคลท่ีมีคุณภาพของสังคมต่อไป การปอ้ งกนั และแก้ไขปัญหาให้กับผู้เรยี นน้นั มี หลายเทคนิควธิ ีการ แตส่ ่งิ ที่ครทู ป่ี รึกษาจาเป็นตอ้ งดาเนินการมีอยา่ งน้อย 2 ประการ คือการใหค้ าปรึกษา เบื้องต้น การจดั กจิ กรรมเพื่อปอ้ งกนั และแก้ไขปญั หาเครอื่ งมือที่ใช้ในการการป้องกนั และแก้ไขปญั หา ประกอบดว้ ย 1. แนะแนวและใหค้ าปรกึ ษาแนะนา 2. กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 1) คุณธรรมจริยธรรม 2) ยาเสพติด 3) ลูกเสือ 4) ยุวกาชาด 5) เพศศกึ ษา ฯลฯ 3. การเสริมแรงและให้กาลังใจ

4) การส่งเสรมิ พัฒนาผู้เรียน การสง่ เสริมพัฒนาผเู้ รยี น เป็นการสนับสนุนให้ผูเ้ รียนทุกคนไมว่ า่ จะเปน็ ผ้เู รียนกล่มุ ปกติหรือเส่ียง/มี ปัญหากล่มุ ความสามารถพเิ ศษให้มีคุณภาพมากขึ้นได้พัฒนาเต็มศักยภาพมีความความภูมิใจในตนเองในด้าน ตา่ งๆ ซง่ึ จะช่วยปอ้ งกันมิให้ผู้เรียนท่อี ยใู่ นกลมุ่ ปกติและกลมุ่ พิเศษกลายเปน็ ผ้เู รียนกลมุ่ เสีย่ งและเปน็ การช่วย ใหผ้ ู้เรียนกลุ่ม เสี่ยง/มปี ญั หากลับมาเป็นผู้เรยี นกลุม่ ปกตแิ ละมคี ุณภาพตามมาตรฐานที่สถานศกึ ษาหรือหรือ ชมุ ชนคาดหวังต่อไป การส่งเสรมิ พัฒนาผู้เรียนมีหลายวธิ ีทส่ี ถานศึกษาสามารถพิจารณาดาเนนิ การได้คือ 1) การจัดกิจกรรมพฒั นาคุณภาพผู้เรียน 2) การเยี่ยมบา้ น 3) การจดั อบรมสัมมนา 4) การตดิ ตามผู้เรียนทีจ่ บหลกั สตู ร เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการสง่ เสรมิ พฒั นาผ้เู รียนประกอบดว้ ย 1) Application กศน.อาเภอ 2) Meet 3) Zoom 4) Line 5) Facebook ฯลฯ 5) การสง่ ต่อผู้เรียน ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของผู้เรียนโดยครูแนะแนวอาจมีกรณีที่บางปัญหามีความยากต่อการ ช่วยเหลือหรือช่วยเหลือแล้ว ผู้เรียนมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้นก็ควรดาเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญต่อไป เพื่อให้ ปัญหาของผู้เรียนได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกทางและรวดเร็วขึ้น หากปล่อยให้เป็นบทบาทของครูแนะแนว หรอื ครคู นใด คนหนง่ึ เพยี งลาพัง ความยุ่งยากของปัญหาอาจมีมากขึ้นหรือลุกลามกลายเป็นปัญหาใหญ่โต จน ยากตอ่ การแกไ้ ขซ่งึ ครแู นะแนวสามารถดาเนินการได้ตั้งแต่กระบวนการรู้จักผู้เรียน เป็นรายบุคคลหรือการคัด กรองผ้เู รยี นก็ได้ทั้งน้ขี ้นึ อยกู่ บั ลักษณะปัญหาของผ้เู รยี นในแตล่ ะกรณีการสง่ ตอ่ แบง่ เป็น 2 แบบ คอื 1 การสง่ ต่อภายใน ครูแนะแนวของสถานศึกษาสง่ ต่อไปยงั ครทู ส่ี ามารถให้การช่วยเหลือผู้เรียนได้ทั้งนี้ ข้ึนอยกู่ บั ลกั ษณะของปัญหา 2 การส่งต่อภายนอก ครูแนะแนวของสถานศึกษาหรือเป็นผู้ดาเนินการ ส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญ ภายนอก หากพิจารณาเห็นว่าเป็นกรณีปัญหาที่มีความยากเกินกว่าศักยภาพของสถานศึกษาที่จะดูแล ช่วยเหลือได้

6) สารสนเทศ การจดั ทาขอ้ มูลสารสนเทศ เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลพืน้ ฐานของผู้เรียน เพ่ือใชด้ ูแล ชว่ ยเหลือ ป้องกันและแก้ไขปัญหาของผ้เู รียน ให้อยูใ่ นรูปสารสนเทศที่เปน็ ประโยชนส์ งู สดุ และการจดั เก็บ รกั ษาอย่างเป็นระบบ โดยข้อมูลสารสนเทศและเคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นระบบดแู ลช่วยเหลือ ประกอบดว้ ย แบบเกบ็ ขอ้ มูลผูเ้ รียนรายบุคคล แบบบันทกึ การตรวจสุขภาพนกั ศึกษา แบบบันทึกการคดั กรองผู้เรยี น แบบบันทกึ การ เยี่ยมบ้านผ้เู รียน และระบบดูแลชว่ ยเหลือผเู้ รยี น ด้านข้อมูลสารสนเทศปักหมดุ บา้ นนักศึกษา กศน. เปน็ ต้น ซง่ึ เป็นข้อมลู ท่ีอยู่ในรปู แบบของสื่อเอกสาร และสอ่ื อเิ ลกทรอนกิ ส์ เพื่อนาข้อมลู สารสนเทศทไี่ ด้มาใช้ ประกอบการดูแลช่วยเหลือผเู้ รียน และการแนะแนวการศกึ ษา 3.การศกึ ษารายกรณี ความหมายของการศกึ ษารายกรณี การศกึ ษารายกรณหี มายถึง การศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลอย่างลึกซึ้ง และวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ที่ทาให้บุคคลมีพฤติกรรมเช่นนั้น หรือมีพฤติกรรมแปลกไปว่ามีสาเหตุมาจากอะไร รวมทั้งแปลความหมาย ของพฤติกรรมนั้น ๆ ว่ามีความสัมพันธ์กับปัญหาและการปรับตัวของบุคคลนั้นอย่างไร (ลักขณา สริวัฒน์ , 2548) ซึ่งสอดคล้องกับกมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2541) ที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาบุคคลเป็นรายกรณีคือการศึกษา รายละเอยี ดตา่ ง ๆ ที่สาคัญของหน่วยหน่งึ ในสังคม เช่น บคุ คล กลุม่ ชมุ ชน สถาบนั ฯลฯ โดยเฉพาะในปัจจุบัน มักเน้นศึกษารายละเอียดของแต่ละบุคคล การศึกษารายละเอียดนี้จะต้องศึกษาต่อเนื่องกันไปในระยะเวลา หนง่ึ แล้วนารายละเอยี ดทีไ่ ด้มาวิเคราะห์ ตคี วาม เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรม ซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมท่ี เป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหาก็ได้ ได้แก่ พัฒนาการด้านต่าง ๆ ความสามารถพิเศษด้านใดด้านหนึ่งหรือ หลาย ๆ ด้าน ถ้าในรายที่เป็นปัญหาจะได้ใช้เป็นแนวทางในการป้องกัน ส่งเสริม หรือนาไปเป็นแบบฉบับ แกบ่ คุ คลอนื่ ตอ่ ไปในปจั จบุ นั และอนาคต สรุปได้ว่า การศึกษารายกรณีหมายถึงการศึกษาบุคคลอย่างต่อเนื่องกันไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุของพฤติกรรมของบุคคลอย่างละเอียด และนาข้อมูลที่รวบรวมได้มา วิเคราะห์ สังเคราะห์ และตีความหมาย เพื่อหาทางช่วยเหลือ ป้องกัน แก้ไข ตลอดจนส่งเสริมให้บุคคลที่ถูก ศึกษาสามารถปรับปรงุ หรอื พัฒนาตนเองใหด้ ขี ้นึ สามารถดาเนนิ ชวี ติ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสขุ จุดมุ่งหมายของการศึกษารายกรณี พนม ลิ้มอารีย์ (2538) ไดก้ ลา่ วถงึ จุดมุ่งหมายทีส่ าคัญของการศึกษารายกรณีไว้ดงั ต่อไปนี้ 1. เพื่อสืบค้นหาสาเหตุที่ทาให้นักเรียนมีพฤติกรรมผิดปกติ ซึ่งทางโรงเรียนจะได้ให้ความช่วยเหลือ และแก้ไขได้อยา่ งถกู ต้อง

2. เพื่อสืบค้นรูปแบบ (Pattern) ของพัฒนาการของนักเรียนทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และจติ ใจ ซง่ึ ทางโรงเรยี นจะไดใ้ หก้ ารส่งเสริมพัฒนาได้อยา่ งเหมาะสม 3. เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจตนเอง ยอมรับความจริงเกี่ยวกับตนเอง สามารถพัฒนาตนเอง สามารถวางแผนชีวิต สามารถตัดสินใจเลือกแนวทางศึกษาต่อและเลือกอาชีพที่สามารถดาเนินชีวิตอยู่ใน สังคมได้อย่างมคี วามสขุ และมปี ระสิทธิภาพ 4. เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจเด็กของตนได้ดีขึ้น และให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนในการ แก้ปญั หาของบตุ รหลานของตน 5. เพอื่ ชว่ ยให้ขณะครูได้เข้าใจนักเรียนอย่างละเอียดลึกซึ้งถูกต้อง และนาผลของการศึกษารายกรณี ไปใช้ในการปรบั ปรงุ การเรียนการสอน การจัดกิจกรรม และการให้บริการต่าง ๆ แก่นักเรียนได้อย่างเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั ความต้องการของนักเรียน กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2541) ได้สรุปจุดมุ่งหมายของการศึกษารายกรณีว่ามีจุดมุ่งหมายหลัก 2 ประการ คอื 1. เพือ่ ใชใ้ นการแนะแนวและการใหค้ าปรกึ ษา ซง่ึ แบ่งออกเป็นจดุ ม่งุ หมายยอ่ ย ๆ ไดด้ ังนี้ 1.1 เพื่อเป็นพื้นฐานสาหรับการวินิจฉัย และรักษาในรายที่มีปัญหาการปรับตัว ปัญหาการเรียน ปัญหาเศรษฐกิจ 1.2 เพ่อื ทาใหผ้ ศู้ ึกษาเข้าใจบุคคลไดอ้ ย่างละเอยี ด ทั้งนเ้ี พอ่ื ประโยชนก์ ารใหค้ าปรึกษา 1.3 เพื่อทาให้บุคคลที่รับการศึกษาได้รู้จักวิเคราะห์ตนเองจนเกิดความเข้าใจตนเองได้อย่าง ถูกต้องตรงตามความเปน็ จริง 1.4 เพื่ออบรมครูประจาการให้เข้าใจวิธีการศึกษารายกรณีได้ดียิ่งขึ้นซึ่งจะทาให้งานแนะแนวมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2. เพอ่ื ใชใ้ นกรณอี น่ื ๆ ได้แก่ 2.1 เพื่อใช้ในการวิจัย โดยศึกษาสาเหตุในอดีตและปัจจุบันเพื่อทานายพฤติกรรมที่จะเกิดใน อนาคตซึ่งอาจเปน็ พฤติกรรมท่ีเปน็ ปัญหาหรือไม่เป็นปัญหาก็ได้ 2.2 เพอ่ื ติดตามผลของการใชเ้ ทคนคิ หรือวธิ ีการต่าง ๆ อันเป็นแนวทางทีจ่ ะปรับปรงุ แก้ไขใน โอกาสต่าง ๆ ต่อไป 2.3 เพ่อื เปน็ พืน้ ฐานสาหรับศึกษาบุคคลทวั่ ๆ ไปที่ผศู้ ึกษาสนใจ เชน่ ความสามารถพเิ ศษ บุคลกิ ภาพที่ดี เป็นตน้ กล่าวได้ว่าจุดมุง่ หมายของการศึกษารายกรณี มจี ดุ มุง่ หมายทชี่ ว่ ยใหค้ รเู ข้าใจนกั เรยี น เข้าใจถึง สาเหตขุ องพฤติกรรมเพอื่ จะไดห้ าแนวทางช่วยเหลือ ปอ้ งกันแกไ้ ขได้อยา่ งเหมาะสม และที่สาคญั คือนักเรยี น เกิดความเขา้ ใจตนเอง สามารถพฒั นาตนเอง ตลอดจนผู้ปกครองเขา้ ใจนกั เรยี นไดด้ ีขน้ึ รวมถึงเป็นข้อมลู

พ้นื ฐานทใี่ ช้ในการวจิ ัยตอ่ ไป ประโยชน์ของการศึกษารายกรณี การศึกษารายกรณีเป็นเทคนิคที่มีประโยชน์ต่องานของบุคคลที่นามาใช้และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ดังที่ กมลรตั น์ หลา้ สุรวงษ์ (2541) ได้สรปุ ประโยชนข์ องการศึกษาบุคคลเป็นรายกรณดี ังน้ี 1. ประโยชน์ทางตรง คือประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ผู้ศึกษาเอง ซึ่งแบ่งออกได้หลายประการคือ ทาให้ผู้ ศึกษาไดเ้ ขา้ ใจถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคลมากขึ้น เข้าใจสาเหตุของปัญหาได้กว้างขวาง ขณะเดียวกันก็ทา ใหเ้ ปน็ คนท่รี ้จู ักใชเ้ หตุผลในการพิจารณาส่ิงตา่ ง ๆ ท่เี กิดขึ้นเป็นระบบระเบียบ 2. ประโยชน์ทางอ้อม คือประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้ได้รับการศึกษา คือทาให้ผู้ศึกษาเข้าใจพฤติกรรม ของผู้รบั การศกึ ษา ซง่ึ สามารถให้การชว่ ยเหลือได้ถูกต้องทันต่อเหตุการณ์และในขณะเดียวกันผู้รับการศึกษาก็ จะเข้าใจตนเองมากขึ้นและรู้จักวิธีปฏิบัติตนเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาหรือส่งเสริมให้มีการพัฒนาตนเองให้ดี ยงิ่ ข้ึน พนม ลมิ้ อารยี ์ (2538) ไดส้ รปุ ประโยชน์ของการศึกษารายกรณไี ว้ดงั นี้ 1. ประโยชนต์ ่อครูและผ้แู นะแนวทเ่ี ป็นผศู้ กึ ษาโดยตรง 1.1 ช่วยให้ครูหรือผู้แนะแนว ได้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวนักเรียนอย่างกว้างขวาง ทาให้รู้จักและ เข้าใจธรรมชาติมนุษย์อย่างแท้จริง ช่วยให้ครูหรือผู้แนะแนวมีความเข้าใจหรือยอมรับในเรื่องความแตกต่าง ระหวา่ งบคุ คลดีข้ึน มจี ิตใจเป็นกลางไมม่ ีอคติตอ่ ผ้ทู ี่มาเกยี่ วข้อง 1.2 ช่วยให้ครูหรือผู้แนะแนวเข้าใจถึงสาเหตุและเงื่อนไขต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็น ปัญหาทาให้มองเหน็ ลู่ทางทจี่ ะชว่ ยแกไ้ ขปัญหาให้กับนักเรยี นได้อยา่ งเหมาะสมทันเวลาและเหตุการณ์ 1.3 ช่วยให้ครูหรือผู้แนะแนวมีความรู้ในการใช้ทักษะ เครื่องมือและกลวิธีต่าง ๆ ในการเก็บ ขอ้ มูล เกี่ยวกับตัวนักเรียน และยังช่วยให้เป็นคนมีเหตุผลรู้จักเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ รู้จักแก้ปัญหาโดยใช้ ข้อมลู ที่ ได้รวบรวมไว้มาประกอบพจิ ารณาตัดสนิ ใจ 2. ประโยชน์ตอ่ นกั เรยี นที่เปน็ ผ้ไู ด้รับการศกึ ษา ดังนี้ 2.1 ชว่ ยให้นกั เรียนเกดิ ความเขา้ ใจตนเอง ยอมรับความจริงเกี่ยวกับตนเองหรือแก้ไขปัญหาของ ตนเอง เพื่อช่วยใหม้ ีสภาพชีวิตทด่ี กี ว่าเดมิ 2.2 ชว่ ยใหน้ กั เรยี นมกี าลงั ใจและความเตม็ ใจท่จี ะดาเนินชวี ิตต่อไปอย่างมคี วามหวงั และเข้มแข็ง 3. ประโยชนต์ ่อคณะครูและนกั เรียน ดังน้ี 3.1 ชว่ ยใหค้ ณะครูรู้จักและเข้าใจนักเรียนของตนเองดีขึ้น ยินดีให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือ แก้ไขปญั หาให้กับนกั เรยี น

3.2 ให้นักเรียนได้ทราบข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของนักเรียน ทาให้ สามารถนาขอ้ เท็จจริงเหล่านน้ั เปน็ แนวทางในการปรบั ปรงุ การเรียนการสอนการจัดกิจกรรมและการให้บริการ ต่าง ๆ แก่นักเรียนได้อย่างเหมาะสมและมีประสทิ ธิภาพ 4. ประโยชน์ต่อผ้ปู กครองของนกั เรียนทไี่ ดร้ บั การศึกษา ดังน้ี 4.1 ช่วยใหผ้ ปู้ กครองเขา้ ใจเดก็ ของตนดีขนึ้ ทาให้สามารถปฏบิ ตั ิต่อบตุ รหลานไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 4.2 ช่วยให้ผู้ปกครองเกิดความสบายใจ เพราะได้ตระหนักว่าโรงเรียนมีความตั้งใจและจริงใจใน การปอ้ งกนั ช่วยเหลือ แก้ไข สง่ เสริมและพัฒนานักเรียน จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้นพอสรุปได้ว่า ประโยชน์ของการศึกษารายกรณีมีประโยชน์มากมายกับ บุคคลหลายฝ่ายทั้งประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม เช่น ผู้ศึกษา ผู้ถูกศึกษา คณะครู บิดามารดา ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สถาบัน เพื่อน ฯลฯ ตลอดจนผู้ที่สนใจในการศึกษารายกรณีและผลการศึกษา นอกจากจะเปน็ แนวทางในการพจิ ารณาชว่ ยเหลือผถู้ ูกศกึ ษาแล้วยงั สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ตอ่ ส่วนรวมได้อีก ในเรอ่ื งแนวทางการป้องกนั การเกิดปัญหาต่าง ๆ ต่อไปได้ ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการศึกษารายกรณี ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษารายกรณีนั้นไม่สามารถกาหนดให้เป็นที่แน่นอนได้ว่าจะใช้เวลาเท่าใด อาจจะใช้เวลา 1 ภาคเรียน 1 ปี หรือ 3 ปีก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความยากของ “รายกรณี” (Case) ท่ี ทาการศกึ ษา อยา่ งไรก็ตามแต่ละรายควรใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ครูหรือผู้แนะแนวมี เวลาศกึ ษารวบรวมข้อมลู ได้อย่างกว้างขวางครอบคลมุ เรอ่ื งตา่ ง ๆ ทค่ี วรรู้ (ลกั ขณา สริวฒั น์, 2548) การเลอื กนกั เรยี นเพ่อื ทาการศึกษารายกรณี ในการศึกษารายกรณีนั้น ครูสามารถเลือกนักเรียนได้หลายประเภท ไม่จาเป็นจะต้องเลือกเฉพาะ นักเรียนที่มีปัญหาเท่านั้น ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการศึกษาของครูว่าต้องการทราบเรื่องอะไร ครูควรเลือก นกั เรียนเพอ่ื ทาการศึกษารายกรณี สามารถจาแนกได้ดงั นี้ (ลกั ขณา สรวิ ัฒน์, 2548) 1. นกั เรียนทป่ี ระสบผลสาเร็จในด้านการเรยี นดีเยี่ยม 2. นักเรียนทม่ี ีความสามารถพเิ ศษบางอยา่ ง เชน่ ศลิ ปะ ดนตรี ฯลฯ 3. นกั เรยี นทม่ี ีปัญหามาก 4. นกั เรียนทม่ี ีความทะเยอทะยานมีกาลงั ใจเข้มแข็งท่ีจะเอาชนะอปุ สรรค 5. นักเรยี นที่เรยี นออ่ นไมส่ มารถที่จะทางานในระดับทเ่ี รยี นอย่ไู ด้ 6. นกั เรยี นท่ีมพี ฤติกรรมดเี ด่นสมควรเอาเป็นตัวอย่าง 7. นกั เรียนทม่ี พี ฤตกิ รรมปกติธรรมดาท่ัว ๆ ไป

ปญั หาของนกั เรียนทค่ี วรไดร้ ับการศึกษารายกรณี ปญั หาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนย่อมส่งผลให้ มีนักเรียนมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ มีการปรับตัวที่ไม่เหมาะสม สมควรที่ครูและผู้แนะแนวจะได้สนใจเอาใจใส่ เพ่อื จะไดค้ น้ หาสาเหตุและวนิ ิจฉยั ไดถ้ ูกต้อง ปญั หาของนกั เรียนพอจะจาแนกได้ดงั น้ี 1. ปญั หาด้านการศึกษา ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับการเลือกวิชาเรียน ปัญหาเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการ เรยี นตา่ ปัญหาการอา่ น ขาดทกั ษะในการเรียน เป็นต้น 2. ปัญหาด้านอาชีพ ได้แก่ ปัญหาการขาดข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพ ไม่สามารถตัดสินใจเลือกอาชีพได้ เป็นตน้ 3. ปญั หาด้านร่างกายและบุคลิกภาพ ได้แก่ ปัญหาการมีโรคประจาตัว ปัญหาการมีรูปร่างหน้าตาไม่ เป็นทีพ่ งึ พอใจของตน ปัญหาความบกพร่องของร่างกายสว่ นต่าง ๆ เป็นตน้ 4. ปญั หาดา้ นบคุ ลิกภาพ ได้แก่ ขาดความเช่ือมั่นในตนเอง ปญั หาความสัมพนั ธ์กับเพอ่ื นในวัยเดียวกัน ปัญหาสมั พันธภาพในครอบครัว ปัญหาการปรับตัวในสังคม ปญั หาความวติ กกังวลและมีความขัดแย้งในตนเอง เปน็ ต้น 5. ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ปัญหาการขาดแคลนทุนทรัพย์ ปัญหาขาดผู้อุปการะในการศึกษาเล่า เรยี น เปน็ ตน้ กระบวนการศึกษานกั เรยี นเปน็ รายกรณี การศึกษาประวัติผู้เรียนเป็นรายกรณีเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงตามจุดประสงค์ที่กาหนดนั้น จะต้อง ดาเนินการตามกระบวนการ โดยมีขั้นตอนสาคัญ ๆ ที่ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการศึกษาเพื่อเป็นการจัดระบบ ข้อมูลให้ชัดเจนจึงได้มีผู้กาหนดกระบวนการในศึกษารายกรณีไว้อย่างคล้ายคลึงกัน สรุปได้ 7 ขั้นตอน (นริ นั ดร์ จลุ ทรัพย์, 2558 ; ลักขณา สรวิ ัฒน์, 2548) ดังนี้ ขนั้ ท่ี 1 การเลอื กนักเรยี นเพอื่ ศกึ ษารายกรณี เน่อื งจากครูมีภาระรับผดิ ชอบหลายดา้ น ดงั นั้นการเลือก นักเรียนเพื่อศึกษารายกรณี จึงมักจะเป็นนักเรียนที่มีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาและสมควรได้รับกา รช่วยเหลือ เช่น ปัญหาด้านการศึกษา ปัญหาด้านความประพฤติปัญหาด้านอารมณ์และสังคม ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เป็น ตน้ แต่ทง้ั น้ีตามหลักการศึกษารายกรณีแล้ว ครูจะเลือกนักเรียนที่มีพฤติกรรมที่น่าสนใจ หรือมีความสามารถ พเิ ศษก็ได้ เพ่ือหาแนวทางสง่ เสรมิ พัฒนาได้ อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม ขั้นที่ 2 การรวบรวมข้อมูลของนักเรียน การรวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคลเป็นการค้นหา รายละเอียดข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวนักเรียน โดยพยายามรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทาได้ซึ่ง จะช่วยให้รู้จักนักเรียนที่ถูกทาการศึกษา ตลอดจนช่วยให้ทราบภาวะความเป็นไปได้ในปัจจุบันของนักเรียนผู้ นน้ั อกี ด้วย ข้อมูลที่รวบรวมนั้นควรได้มาจากตัวนักเรียนเองหรือผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียน เช่น บิดามารดา หรือ ผ้ปู กครอง ญาติพี่นอ้ ง เพ่ือนสนทิ ครปู ระจาชัน้ ครปู ระจาวิชา เป็นต้น โดยใช้เครื่องมือ เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ เช่น ข้อมูลพื้นฐาน ประวัติ การศึกษา ประวัติสุขภาพอนามัย ข้อมูลเหล่านี้จะได้มาจากระเบียนสะสม การ

สังเกตรายกรณีที่ศึกษาใน สถานการณ์ต่าง ๆ และการสัมภาษณ์ ซึ่งจะทาให้ได้ข้อมูลจริงและน่าเชื่อถือ ส่วน การศึกษาข้อมูลจากอัตชีวประวัติประจาวัน และผลงานในลักษณะอื่น ๆ ข้อมูลจากแบบสอบถามชนิดต่าง ๆ การศึกษาข้อมูลจาก เครื่องมือและกลวิธีในการศึกษาอื่น ๆ ผู้ทาการศึกษาควรนามาใช้ให้เหมาะสมถูกต้อง และสอดคล้องกับสภาพการณ์ หากกรณีไม่ยุ่งยากซับซ้อนก็สามารถวิเคราะห์และทาการให้ความช่วยเหลือได้ เลย แต่หากมีความยุ่งยากซับซ้อนมีความจาเป็นต้องรวบรวมข้อมูลจากการทดสอบต่าง ๆ เพิ่มเติม เช่น แบบทดสอบความสนใจ แบบทดสอบความถนัด แบบทดสอบสติปัญญา แบบทดสอบบุคลิกภาพ หรือ แบบทดสอบผลสมั ฤทธิ์ ทางการเรียน เป็นตน้ ขัน้ ที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นการนาเอาข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้มาวิเคราะห์เพื่อหาสภาพข้อเท็จจริง ต่าง ๆ และจาแนกออกเป็นด้าน ๆ เพื่อสะดวกและง่ายต่อการทาความเข้าใจ หรือตีความข้อมูลเกี่ยวกับ นักเรียนทีถ่ กู ศกึ ษา ขัน้ ท่ี 4 การวินิจฉยั เป็นการนาเอาผลทไี่ ด้จากการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นที่ 3 เป็นพื้นฐานประกอบการ พจิ ารณา เพอ่ื วินิจฉยั วา่ อะไรน่าจะเป็นสาเหตุของปัญหา การสรุปผลจากการวินิจฉัยในขั้นนี้อาจจะยังไม่ได้ข้อ ยตุ ิหรือข้อสรปุ แตอ่ ย่างใด เน่อื งจากการวินิจฉัยสาเหตุที่มาของปัญหาได้อย่างถูกต้องชัดเจน จนทาให้สามารถ ช่วยเหลือนักเรียนที่ถูกศึกษานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทากันได้ง่าย ๆ ถ้ามีการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล อย่างหยาบ ๆ หรือไม่ละเอียดรอบคอบ อาจจะนาไปสู่การแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้องได้ เนื่องจากในขั้นของการ วินิจฉัยปัญหานั้น บางครั้งมีการดาเนินการช่วยเหลือ แต่ยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ โดยพบว่าส่วนหนึ่ง อาจจะมีสาเหตุมาจากข้อมูลที่ได้มานั้นไม่เพียงพอหรือขาดความชัดเจนจึงจาเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูล เพิ่มเติมด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ หรือกลวิธีอื่น ๆ แล้วนาข้อมูลที่เพิ่มมานั้นเพื่อให้ เป็นเพยี งพ้นื ฐานของการสังเคราะหข์ ้อเทจ็ จรงิ ในขั้นต่อไปเทา่ นนั้ ขั้นที่ 5 การสังเคราะห์ข้อมูล ในขั้นนี้หลังจากวินิจฉัยแล้วว่าอะไรน่าจะเป็นปัญหาแล้วก็ควรจะได้ ศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหานั้นเพิ่มเติมด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น สังเกต สัมภาษณ์ ทดสอบ และกลวิธีอื่น ๆ เป็นต้น แล้วนาข้อเท็จจริงที่ได้มาสังเคราะห์เข้าด้วยกันกับข้อเท็จจริงที่มีอยู่ซึ่งจะช่วยให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ของข้อมูลในแต่ละด้าน เกิดเป็นภาพรวมทางบุคลิกภาพของนักเรียนที่ถูกศึกษาอันจะช่วยให้ผู้ศึกษาสามารถ เข้าใจลกั ษณะของปัญหาและสาเหตุของปัญหาไดอ้ ย่างชดั เจน ขั้นที่ 6 ให้ความช่วยเหลือ เป็นการหาวิธีการช่วยเหลือด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามความแหมาะสมที่จะ นามาชว่ ยเหลือแนะแนวทางนกั เรียนในการแกไ้ ขปญั หา แลว้ ดาเนนิ การให้ความช่วยเหลืออยา่ งจรงิ จงั เพื่อช่วย ให้นักเรียนผู้นั้นปรับตัวได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งวิธีการให้ความช่วยเหลือสามารถดา เนินการได้ 3 วิธคี ือ 1. การแกไ้ ข ผู้ศึกษาสามารถใช้วิธีการแก้ไขเพอื่ ให้ความชว่ ยเหลอื ได้ดงั นี้

1.1 ให้คาปรกึ ษา (Counseling) เพ่ือให้คลายความกังวลใจโดยให้ผู้รับคาปรึกษาได้เข้าใจในปัญหา จนกระทัง่ สามารถหาทางแกป้ ัญหาไดด้ ว้ ยตนเอง โดยมแี นวทางการให้คาปรึกษาเพื่อ 1.1.1 ปรับเปลี่ยนทัศนคติแนวความคิดใหม่ สร้างความหวังกาลังใจ และความมั่นใจว่าจะ สามารถจัดการกับปัญหาของของตนเองได้ มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาของตนเอง เพื่อให้นักเรียนได้เห็น คุณค่าในตนเองจะทาให้นักเรยี นใหค้ วามรว่ มมือในการปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมที่เป็นปญั หา 1.1.2 การปรบั เปลีย่ นพฤติกรรมท่เี ป็นปัญหาโดยให้การเสริมแรง การชี้แนะ การควบคุมตนเอง การทาสัญญาเงอ่ื นไขและการทาตัวแบบ เปน็ ต้น 1.1.3 การให้ข้อมูลแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งผลให้นักเรียนเกิด สภาพอารมณ์ดา้ นลบหรอื เป็นพฤตกิ รรมท่ีเป็นอปุ สรรคต่อพัฒนาการของนักเรียน 1.1.4 ปรับปรุงสภาพแวดลอ้ มของนกั เรียนใหเ้ ออ้ื ตอ่ การปรับปรุงตัวได้ เช่น ขอความร่วมมือพ่อ แม่ให้ปรบั เปลย่ี นสิ่งแวดล้อมในบ้าน หรือครูประจาชั้น ครูประจาวิชา หากนักเรียนมีปัญหาในการเรียนให้จัด สภาพการเรยี นการสอนให้เหมาะสมกบั ความสามารถของนกั เรียน 1.2 ส่งให้ผู้มีประสบการณ์หรือผู้เชี่ยวชาญในปัญหานั้น ๆ โดยตรง ในกรณีที่ผู้ศึกษาพบว่าปัญหา ต่าง ๆ ทพี่ บน้ันมผี ู้ทีม่ ีความสามารถช่วยเหลอื ได้อยู่ตรงประเด็นหรือในกรณีที่ผู้ศึกษาขาดความมั่นใจในการให้ ความชว่ ยเหลือในปญั หานน้ั ๆ 1.3 ถ้าเป็นปัญหาที่รุนแรงเกี่ยวกับทางด้านจิตใจหรือเป็นปัญหารุนแรงเกินความสามารถที่ครูจะ ชว่ ยเหลือได้ เชน่ โรคซึมเศร้า อารมณแ์ ปรปรวน ติดยาเสพติด เป็นตน้ ผู้ศึกษาต้องหาวิธีการส่งต่อ (Refer) ไป ยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เช่น จิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้มีความชานาญโดยเฉพาะเพื่อให้ ความชว่ ยเหลอื ต่อไป 2. การปอ้ งกัน โดยการหาทางป้องกันหรอื สกดั ก้นั เพือ่ ไมใ่ หเ้ กิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นในอนาคตโดยการให้ ขอ้ มลู ท่ีถกู ต้องเหมาะสมแกผ่ ู้รบั การศกึ ษาเพือ่ แนวทางในการปฏิบตั ิ 3. การส่งเสริม เป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้รับการศึกษามีความสามารถที่จะปรับตัวได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ เป็นแรงเสรมิ ใหเ้ กดิ กาลงั ใจในการสร้างเสรมิ สง่ิ ต่าง ๆ รอบตัวให้ดขี นึ้ ข้ันที่ 7 การตดิ ตามผล เม่ือผทู้ าการศึกษาได้ให้ความช่วยเหลือหรือให้การแก้ไขปัญหาไปแล้ว สิ่งที่จะ ขาดไม่ได้ในการศึกษารายกรณีคือการติดตามผลเพราะจะช่วยทาให้ทราบว่าการศึกษารายกรณีจะประสบ ความสาเร็จมากน้อยเพียงใด ปัญหานั้นลดน้อยลงไปหรือไม่เพียงใด มีข้อบกพร่องที่จะปรับปรุงแก้ไขหรือ เพิ่มเติมอะไรบ้าง และเขาสามารถปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขเพียงใด จะต้องให้การช่วยเหลือ เพิ่มขึ้นหรือไม่เพื่อที่ผู้ทาการศึกษาจะได้ดาเนินการต่อไปอย่างเหมาะสม และในการติดตามผลนั้นครูควรให้ ข้อเสนอแนะหรอื แนวทางแก่นกั เรยี นและบุคคลต่าง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ไดแ้ ก่

1. นักเรียนที่ครูศึกษาเป็นรายกรณี ครูควรให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุง และพฒั นาตนเอง 2. ผ้ทู ่ีเกี่ยวข้อง ครูควรให้ข้อเสนอแนะแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครอง ครูประจาชั้น ครูประจาวิชา เพอื่ นนกั เรยี น ในการร่วมมือกนั ช่วยเหลือสง่ เสริมหรอื สนบั สนนุ นักเรยี นให้มกี ารปรับปรุงและพัฒนาตนเอง 3. ผู้ที่จะดาเนินการศึกษารายกรณีต่อไป เช่น ต้องทาการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องใด ใช้เทคนิคอะไร เป็นตน้ วิธีการท่ีใช้ในการศึกษารายกรณี การศึกษารายกรณีใหบ้ รรลจุ ดุ มงุ่ หมายและเกดิ ประโยชน์ทง้ั แกผ่ ู้ศึกษารวมถงึ ผู้รับการศึกษานน้ั จะต้องใช้วิธีควบคู่กัน 2 วิธี คอื วิธที ี่ 1 การศึกษาประวตั ิรายกรณี (Case history) และวธิ ีท่ี 2 การประชุม รายกรณี (Case conference) วิธีที่ 1 การศึกษาประวัติรายกรณี (Case history) กมลรัตน์ หล้าสุรวงษ์ (2541) ได้ให้ความหมาย ของการศึกษาประวัติรายกรณีไว้ว่า เป็นการจดบันทึก หรือรายงานผลจากการใช้วิธีการศึกษาโดยหัวข้อของ การจดบันทึกการศึกษาประวัติรายกรณีมีลักษณะ เช่นเดียวกันกับการศึกษารายกรณี เช่น กล่าวถึงลักษณะ ของผู้รับการศึกษา สาเหตุที่ศึกษา วิธีการรวบรวม ข้อมูล การวิเคราะห์ การวินิจฉัย การสรุปผลและ ขอ้ เสนอแนะ ตลอดจนการติดตามผล ซ่งึ รายละเอยี ดดงั กล่าว ไว้ในกระบวนการศกึ ษารายกรณี วิธีที่ 2 การประชุมรายกรณี (Case conference) การประชุมรายกรณี เป็นกระบวนการดาเนินการ พิจารณาปญั หาของผถู้ ูกศึกษา ซึ่งทาให้ทุกคนท่ีเกยี่ วข้องกบั ผถู้ กู ศกึ ษาได้เขา้ ใจสภาพผู้ถูกศึกษา และหาสาเหตุ ทาให้เกิดการรู้จักและเข้าใจในด้านต่าง ๆ ของ บุคคลได้อย่างแท้จริงเพื่อเป็นแนวทางนาไปสู่การให้ความ ช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม ซึง่ การประชมุ รายกรณมี รี ายละเอียดโดยสรปุ ดังตอ่ ไปนี้ (ลกั ขณา สริวัฒน์, 2548) 1. ความหมายของการประชุมรายกรณี การประชุมรายกรณีคือกระบวนการดาเนินการพิจารณา ปัญหาของบุคคลที่ได้รับการศึกษาด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาได้โดยบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับ รายกรณีทถี่ กู ศกึ ษาเพอื่ ให้เกดิ ความเข้าใจและใหค้ วามช่วยเหลอื ต่อไป 2. ความสาคัญของการประชุมรายกรณี 2.1 การประชุมรายกรณีจะช่วยให้การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการแปลความหมายข้อมูล รวมถงึ การคิดหามาตรการต่าง ๆ เพือ่ แนะแนวทางในการใหค้ วามช่วยเหลอื แก่รายกรณีที่ถูกศึกษาเป็นไปอย่าง มีประสทิ ธิภาพ 2.2 การประชุมรายกรณีช่วยให้แต่ละบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายกรณีที่ถูกศึกษาได้เข้าใจใน สภาพการณ์ และเข้าใจในตัวเขาได้ดีขึ้น นอกจากนั้นยังนาไปสู่การมีบทบาทที่สัมพันธ์กัน นั่นคือผู้ร่วมงานแต่ ละคนในโรงเรียนหรือที่ทางานจะสนับสนุนงานของคนอื่น ๆ ในกลุ่มแทนที่จะมุ่งไปในทางตรงกันข้ามและท่ี

ประชมุ ยังชว่ ยให้มองเหน็ ปญั หาท่ีเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาที่ครูแนะแนวหรือผู้ให้คาปรึกษา ไม่อาจแก้ไขโดยลาพังคนเดยี วได้ 2.3 การประชุมรายกรณีช่วยให้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับความรู้ และช่วยให้บุคคล ทกุ ๆ ฝา่ ยได้มีความเขา้ ใจอย่างลกึ ซึ้งถงึ ปญั หาว่าคืออะไร และโรงเรียนหรือที่ทางานกับบ้านจะต้องร่วมมือกัน อย่างไรเพื่อแกไ้ ขปญั หานนั้ 2.4 การประชุมรายกรณีช่วยให้บุคคลที่มาร่วมประชุมทุกคนตระหนักในการแสดงถึงความ รับผิดชอบต่อบุคคลคนหนึ่งซึ่งมีคุณค่าและควรได้รับการช่วยเหลือเป็นอย่างยิ่ง 2.5 การประชุมรายกรณีช่วยให้บุคคลหลายฝ่ายใช้เป็นสถานการณ์ที่แสดงออกถึงความสามารถ ของแต่ละบคุ คลอย่างหลากหลายและเทา่ เทียมกันเพียงเพื่อให้ได้วิธีการเดียวคือการช่วยเหลือผู้ถูกศึกษาอย่าง มปี ระสิทธิภาพ 3. ความมุ่งหมายของการประชุมรายกรณี 3.1 ในการศึกษารายกรณี เมื่อผู้ทาการศึกษารายกรณีดาเนินการแล้วไม่สามารถที่จะแนะแนว หรอื ใหค้ าปรึกษาชว่ ยเหลือรายกรณที ีถ่ ูกศึกษาให้ได้ผลจะได้แนวทางในการช่วยเหลือจากการประชุมรายกรณี ได้ หรือในรายที่มีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาและถูกเลือกเพื่อรับการศึกษาก็จะได้รับการช่วยเหลือและแก้ไขได้ อยา่ งมีประสทิ ธิผล 3.2 เพื่อชว่ ยเหลอื ผู้ถกู ศึกษาให้สามารถใชช้ ีวิตในสงั คมได้เปน็ ปกตสิ ุข 3.3 เพือ่ พัฒนาศกั ยภาพของผถู้ ูกศึกษาให้อยู่ในระดบั สูงข้ึน 3.4 เพื่อให้บุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกศึกษาได้เข้าใจสภาพการณ์และตัวเขาได้ถูกต้องและ สอดคลอ้ งตรงกนั 3.5 เพื่อเปดิ โอกาสใหบ้ ุคคลท่เี กย่ี วข้องได้นาข้อมูลที่ตนได้สัมผัสและรับรู้มาแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ ร่วมกนั 3.6 เพื่อช่วยให้มองเห็นแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกศึกษาได้อย่างมั่นใจมากกว่าการ พิจารณาจากบุคคลใดก็ตามเพียงคนเดียว 4. รูปแบบของการประชุมรายกรณี 4.1 การประชุมเฉพาะผู้เชี่ยวชาญในปัญหาหรือกรณีนั้น ๆ รวมถึงผู้ใกล้ชิดและผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ จติ แพทย์ นักจติ วทิ ยา ครแู นะแนว ครทู ีป่ รึกษา ครูประจาวชิ า บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง 4.2 การประชุมกลมุ่ ใหญ่ ประกอบด้วยบุคคลหลายฝา่ ย ไดแ้ ก่ 4.2.1 ผูเ้ ช่ียวชาญ เช่น จิตแพทย์ นักจติ วทิ ยา ครูแนะแนว เป็นตน้ 4.2.2 ผู้ใกลช้ ิด เชน่ บดิ า มารดา ผปู้ กครอง ญาตพิ ่นี อ้ ง หรอื เพ่ือนสนทิ เป็นตน้ 4.2.3 ผู้เกย่ี วข้อง เช่น ครทู ่ีปรึกษา ครูประจาช้ัน ครปู ระจาวิชา เป็นต้น

4.2.4 ผู้สนใจ ซึ่งอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่เชี่ยวชาญก็ได้ เช่น นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนท่ัวไป เป็นตน้ 4.3 การประชมุ กลุม่ เลก็ ประกอบดว้ ยผเู้ ชยี่ วชาญและผู้ใกล้ชิด ซ่ึงไดแ้ ก่ ครูแนะแนว และผู้ใกล้ชิดที่ เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือกรณีนั่น ๆ โดยตรง เช่น บิดา มารดา และผู้ถูกศึกษาสาหรับรูปแบบของการประชุม กล่มุ เลก็ นมี้ ีลักษณะคล้ายกับการใหค้ าปรึกษาแบบครอบครัว 5. วธิ ดี าเนนิ การจัดประชุมรายกรณี 5.1 ผู้ทาการศึกษานาเสนอข้อมูลทั้งหมดรายงาน และหารือกับผู้ที่ทาหน้าที่ประธานของที่ประชุม ไดร้ ับทราบ 5.2 ฝ่ายแนะแนวหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้ถูกศึกษาจัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานทั้งหมดทุกชนิดที่มีอยู่ เกย่ี วกบั ผู้ถูกศึกษามอบใหผ้ ู้เขา้ รว่ มการประชุมรายกรณี 5.3 ประธานชี้แจงหรือเล่าประเด็นปัญหาของผู้ถูกศึกษาที่พบและชี้แจงเหตุผล ในการนาเข้ามาสู่ การจัดการประชมุ รายกรณใี นคร้ังนี้ 5.4 ชแี้ จงจุดมงุ่ หมายหรอื วัตถุประสงคใ์ นการประชุมรายกรณี 5.5 ทุกคนในที่ประชุมร่วมกันพิจารณาข้อมูลต่าง ๆ และอาจซักถามเกี่ยวกับข้อมูลหรือขอ รายละเอยี ดเก่ียวกบั ข้อมูลเพ่ิมเติม ทเี่ ห็นวา่ จะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมการเพื่อจะช่วยให้สามารถวิเคราะห์ และวนิ ิจฉยั หาสาเหตุได้ดยี ง่ิ ขน้ึ 5.6 ทุกคนในที่ประชุมร่วมพิจารณาประเด็นปัญหากาหนดแนวทาง และมาตรการในการให้ความ ชว่ ยเหลือหรือแกไ้ ขปญั หาให้แก้ผถู้ ูกศกึ ษา 5.7 กาหนดตัวบุคคลหรือคณะบุคคลตามความเหมาะสมในการทาหน้าที่หรือการปฏิบัติการ ช่วยเหลอื แกป้ ัญหาให้แกผ่ ู้ถกู ศึกษา 5.8 เขียนรายงานสรุปการประชุมรายกรณีในส่วนที่เกี่ยวข้องข้อมูลต่าง ๆ ที่นามาพิจารณารวมถึง การพจิ ารณาลงความเห็นและคาแนะนาในการแกไ้ ขปญั หา หรอื ใหค้ วามช่วยเหลอื แกผ่ ้ถู กู ศึกษา 5.9 มกี ารตดิ ตามประเมินผลที่ได้จากการช่วยเหลือผู้ถูกศึกษาว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจเพียงใด หรือมี ปัญหาอปุ สรรคในการดาเนินการหรือไม่อยา่ งไร วิธีการดาเนินการจัดประชุมรายกรณีจะนาเสนอข้อมูลทั้งหมดของรายงานเพื่อให้เข้าใจประเด็น ปัญหาของผู้ถูกศึกษา และกาหนดแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกศึกษาได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้จะต้อง เตรียมการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการประชุมรายกรณี ซึ่งกระบวนการจัดประชุมรายกรณีที่สา คัญมี 3 ขั้นตอน คือ ขน้ั ที่ 1 ขั้นเตรยี มการ ในข้ันเตรียมการประกอบด้วยการเตรียมการตา่ ง ๆ ดังนี้

1. เตรียมบุคคล ได้แก่ประธานและสมาชิกในการประชุมทุกฝ่าย โดยการออกจดหมายเชิญเข้าร่วม ประชุม ด้วยการระบวุ นั เวลา สถานท่ี และวัตถุประสงค์ในการประชมุ อยา่ งชัดเจน 2. เตรียมสถานที่ ได้แก่การพิจารณาสถานที่ให้เหมาะสมในการจัดการประชุมรายกรณีโดยพิจารณา บรเิ วณท่สี ะดวกในการเดนิ ทางไป-กลบั ของผูเ้ ข้ารว่ มประชมุ ทุกฝา่ ย และมีขนาดพอเหมาะกับจานวนสมาชิกให้ นง่ั สบาย แลว้ ทาการจองสถานท่ีลว่ งหนา้ แตเ่ นิ่น ๆ เพอื่ ใหแ้ นใ่ จว่ามสี ถานทีป่ ระชุมได้แน่นอน 3. เตรียมข้อมูล ได้แก่เอกสารหรือรายละเอียดในรูปแบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษารายกรณีใน สว่ นทเี่ ป็นรายงานการศกึ ษาอาจเตรยี มเปน็ บนั ทกึ ยอ่ แจกแก่สมาชกิ ทเี่ ข้าร่วมประชมุ ทุกคนแลว้ แต่กรณี ขั้นที่ 2 ขนั้ ดาเนินการประชมุ ในการประชุมรายกรณี ควรมกี ารดาเนินการดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ประธานกล่าวเปิดประชุมและแนะนาผู้ทาการศึกษาพร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ทาการศึกษารายกรณี รายงานผลการศกึ ษาใหแ้ กส่ มาชกิ ในท่ีประชมุ 2. ผู้ทาการศกึ ษารายงานประวัตแิ ละวิธกี ารต่าง ๆ ที่ได้ทาการศึกษาไปแล้วแก่ประธานและสมาชิกใน ทป่ี ระชมุ ตง้ั แต่ต้นจนจบ 3. ประธานเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนผลัดกันซักถามข้อมูลหรือข้อสงสัยต่าง ๆ จากผู้ทาการศึกษา 4. สมาชิกทุกคนต้องร่วมกันวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ด้วยการระดมสมองและแสดงความคิดเห็นในท่ี ประชุม 5. ประธานจะสรุปข้อพึงปฏิบัติตามความเห็นของสมาชิกส่วนใหญ่ในที่ประชุม ซึ่งมีเลขานุการเป็น ผู้บันทึกรายงานการประชุมไว้เป็นหลักฐาน และให้ผู้ทาการศึกษานาไปใช้เป็นแนวทางในการดาเนินการให้ ความช่วยเหลือตอ่ รายกรณที ไี่ ดร้ บั การศึกษาต่อไป ขั้นที่ 3 ขั้นยุติการประชุม ในการขั้นยุติการประชุมรายกรณีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากประธานสรุปแล้ว และกล่าวขอบคุณสมาชิกและปิดการประชุม ถ้าเป็นการจัดการประชุมในรูปแบบที่ 2 ประธานจะเน้นให้ สมาชิกทกุ คนเกบ็ รักษาเร่อื งตา่ ง ๆ ไว้เป็นความลับอีกครง้ั หนงึ่ ก่อนยตุ ิการประชุม 6. เทคนคิ การประชมุ รายกรณี (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน, 2559) 6.1 สมาชิกเข้าใจวัตถุประสงค์และภารกิจของการประชุมปรึกษารายกรณีที่มุ่งเน้น การ แลกเปลี่ยนข้อมูลของกรณีศึกษาอย่างกว้างขวาง รอบด้าน และหาแนวทางที่เหมาะสมในการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน 6.2 จัดบรรยากาศของการประชุมแบบสบาย ๆ ไม่เครียดสนใจและสนุกกับการแลกเปลี่ยนอย่าง จริงจัง 6.3 จัดให้มีการอภิปรายถกเถียงกันอย่างกว้างขวางโดยทุกคนมีส่วนร่วมอภิปรายอย่างจริงจัง เฉพาะเรอ่ื งทเ่ี กีย่ วข้องกับปัญหาหากมสี มาชกิ อภิปรายนอกประเดน็ ใหด้ งึ กลับเข้าสูป่ ระเดน็ อยา่ งรวดเร็ว 6.4 สมาชิกรับฟังทุกเร่ืองอยา่ งตงั้ ใจ และฟังเหตุผลซ่ึงกันและกัน

6.5 สมาชกิ อสิ ระในการแสดงความรูส้ กึ ความคดิ เห็นตอ่ ปัญหา และการปฏบิ ัติงานรว่ มกันของทีม 6.6 เมือ่ มคี วามคิดเห็นไมส่ อดคลอ้ งหรือขัดแย้ง ไม่ควรหลีกเลี่ยงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง แต่ควรเปิด โอกาสให้ตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนหลากหลายจนได้ข้อยุติภายใต้บรรยากาศที่ส่งเสริมความเป็ น ประชาธปิ ไตยอย่างแท้จริง 6.7 ใหห้ ลกั ความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ในการตัดสนิ ใจ ซึ่งจะชว่ ยให้ทุกคนเห็นด้วยในหลักการและเต็มใจ ปฏบิ ัติตามมติของทปี่ ระชมุ 6.8 มีการมอบหมายอย่างชดั เจน ผูเ้ กย่ี วข้องเข้าใจและยอมรบั ภารกิจตา่ ง ๆ ดว้ ย ความเตม็ ใจ 6.9 มกี ารนดั หมายตดิ ตามผลการปฏบิ ตั ิงานและปัญหาอปุ สรรคเป็นระยะ การประชุมรายกรณีจะทาให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความร่วมมือในการช่วยเหลือผู้ถูกศึกษาทาให้ผู้ที่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ถูกศึกษาได้เข้าใจเรื่องราวที่เป็นข้อเท็จจริง ทาให้ได้แนวทางในการเข้าใจพฤติกรรมของ บุคคล และหาแนวทางเพื่อช่วยแก้ไข ป้องกัน และพัฒนาผู้เรียนต่อไป (ศิริภิญ ญา ตระกูลรัมย์ และขัตติยา ยืนยง, 2563) ทั้งนี้ สิง่ ที่ควรคานึงของการประชุมรายกรณีนั้นจะต้องนาเสนอข้อเท็จจริงเชื่อถือได้ ไม่มีอคติ และควรเลือกแต่ผู้ที่ช่วยให้การประชุมรายกรณีนั้นได้สาเร็จผลดังวัตถุประสงค์และรักษาความลับ เพราะถา้ ไมเ่ ป็นเชน่ น้นั จะทาให้เปน็ ผลไม่ดีต่อตวั ผถู้ ูกศึกษา (ลักขณา สรวิ ัฒน์, 2548) แหลง่ ข้อมูลในการศึกษารายกรณี ลักขณา สริวัฒน์ (2543) กล่าวถึงในการรวบรวมข้อมูลเพื่อทาการศึกษารายกรณีมีแหล่งข้อมูลที่ สาคัญ ๆ ซ่ึงผูท้ าการศกึ ษารายกรณีควรจะให้ความสนใจได้แก่ 1.ระเบยี นสะสม ได้ข้อมูลทเ่ี ป็นหลักฐานสาหรับนาไปใช้ในการวางแผนการดูแล ช่วยเหลอื และ พัฒนา ผูเ้ รียน 2. แบบสมั ภาษณ์ ได้ข้อเทจ็ จริงเป็นข้อมูลพฤตกิ รรมของผถู้ ูกสัมภาษณ์ เป็นข้อมูลตรง 3. แบบสังเกต ได้ขอ้ มูลท่สี มบูรณล์ ะเอียดชดั เจนถูกตอ้ ง 4. แบบสารวจ ได้ขอ้ มลู ที่ตอ้ งการรตู้ ามจุดประสงค์ทีว่ างไว้ เพื่อการรจู้ ักผเู้ รียนและสิ่งแวดล้อมของ ผู้เรียน 5. แบบสอบถาม ได้ข้อมูลในประเด็นที่ครูต้องการทราบ สามารถใชก้ ับผู้เรยี นคราวละมาก ๆ และ ประหยดั เวลา 6. อตั ชวี ประวตั ิ ไดข้ ้อมูลของผเู้ รียนเกีย่ วกับความคิด ความรสู้ ึก ความต้องการ สัมพนั ธภาพของ ผู้เรยี น ผเู้ ก่ยี วข้องทผ่ี ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์แล้ว 7. สังคมมติ ิได้รถู้ ึงความสมั พนั ธ์ของผู้เรยี นในห้องเรียน เพื่อจัดกลุม่ การเรียนรู้หรือใหค้ วามชว่ ยเหลอื ผเู้ รียนไดส้ อดคล้องกบั สภาพสังคมที่เป็นอยู่ 8. แบบบนั ทึกการเยยี่ มบ้าน ไดร้ จู้ กั และเขา้ ใจถงึ สภาพแวดลอ้ ม สภาพครอบครวั เจตคติ และฐานะ

ทางเศรษฐกิจของผเู้ รียนตามสภาพทเ่ี ป็นจริง 9. แบบระเบียนพฤติการณ์ ไดร้ ับร้พู ฤติกรรมของผู้เรยี นในหลายสถานการณ์และจากบุคคลหลายคนท่ี เก่ยี วขอ้ งกบั ผูเ้ รียน 10. การเขียนบันทึกประจาวันได้ข้อมลู เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรยี นในแต่ละวัน 11. แฟม้ สะสมงาม ได้ขอ้ มลู ท่ีครจู ะใชป้ ระเมินการทางาน และผลงานของผู้เรยี นซ่ึงนามาเพื่อจัดการ ส่งเสรมิ ป้องกนั และช่วยเหลอื การรวบรวมข้อมลู หรือรายละเอียดเกี่ยวกับตัวนักเรียน ครูผู้ทาการศึกษาควรพยายามรวบรวมข้อมูล จากแหล่งต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ การที่ครูสามารถรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับตัวนักเรียนได้ กวา้ งขวางมากเท่าไรก็จะชว่ ยใหค้ รูเขา้ ใจ และสามารถวนิ ิจฉยั ปญั หาของนักเรยี นผนู้ ้นั ไดอ้ ยา่ งถูกต้องมากข้นึ ขอ้ ควรคานงึ ในการศึกษารายกรณี ลกั ขณา สริวัฒน์ (2543) กล่าววา่ ครูหรอื หรอื ผู้แนะแนวควรจะคานงึ ถึงส่งิ ตอ่ ไปนี้ 1. ควรสนใจขอ้ มลู ทกุ ชนดิ ที่ชว่ ยให้เขา้ ใจนักเรียนได้ดยี ิง่ ขนึ้ 2. ควรใหค้ วามสนใจเป็นอยา่ งมากตอ่ เจตคติ สมั พนั ธภาพ และความหมายของพฤติกรรมของนักเรียน ท่ที าการศึกษา 3. ควรทาการศึกษารายกรณี เป็นแบบยึดครอบครัวหรือชุมชนเป็นศูนย์กลาง (Community or Family Centered) มากกว่าการศึกษาโดยยึดตัวนักเรียนเป็นศูนย์กลาง (Individual Centered) เพื่อช่วยให้ ผูท้ าการศึกษาไม่เพ่งเลง็ เฉพาะตวั นกั เรยี นมากเกนิ ไป 4. ควรทาเข้าใจกับขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมและความเชื่อของครอบครัวของนักเรียนที่ ทาการศึกษาให้ดีที่สุดเพราะนักเรียนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันย่อมมีความคิดความรู้สึกและบุคลิกลักษณะ ไม่เหมือนกนั 5. การรวบรวมคาพูดและเรื่องร่าวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนผู้นั้นเอาไว้ให้มากที่สุดหรือจาก อัตชีวประวัติ นอกจากนี้ยังรวมถึงคาพูดของบิดามารดาที่แสดงออกเกี่ยวกับบุตรของตน ข้อสังเกตของญาติ พี่น้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบิดามารดา รายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมของบิดามารดาและบุตรที่สังเกต พบในขณะไปเย่ียมบา้ น 6. ควรศึกษานักเรียนปกติเท่าเทียมกับนักเรียนที่มีปัญหาอย่างรุนแรง และควรจะได้ศึกษานักเรียน เป็นระยะเวลายาวนานพอสมควร เพอ่ื จะไดเ้ ข้าใจนักเรียนอยา่ งไมผ่ ดิ พลาด 7. ควรรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ อย่างมีความต่อเนื่องกันไป ซึ่งจะช่วยให้ครูและผู้แนะแนวได้ทราบว่า เพราะเหตุใดนักเรียนจึงมีความประพฤติเช่นนั้น ไม่ควรด่วนสรุปนักเรียนที่ศึกษาอย่างง่าย ๆ จากการเก็บ รวบรวมขอ้ มลู เพียงคร้งั เดียว

แนวทางการเขยี นรายงานการศึกษารายกรณี รายงานการศกึ ษานักเรยี นเป็นรายกรณีเป็นเอกสารที่สรุปและรายงานผลการศึกษาช่วยเหลือส่งเสริม และพฒั นานักเรียนตอ่ ผู้เกย่ี วขอ้ งเป็นระบบ ประกอบดว้ ย 1. ช่ือนกั เรียน ระดบั ชัน้ ทก่ี าลงั ศกึ ษา 2. ผู้ศึกษา (ครูประจาช้ัน/ครูท่ปี รกึ ษา ครแู นะแนว) 3. ระยะเวลาในการศกึ ษา 4. สาเหตขุ องการศึกษา 5. เครือ่ งมอื และเทคนิคที่ใช้ในการรวบรวมข้อมลู 6. ข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากการสังเคราะหข์ อ้ มลู - ข้อมลู สว่ นตวั และครอบครวั - ข้อมูลสุขภาพ (สขุ ภาพกาย สุขภาพจิต) - ขอ้ มูลด้านการเรียน - ข้อมูลดา้ นสงั คม - ความสนใจ งานอดเิ รก และประสบการณใ์ นด้านต่าง ๆ – เป้าหมายและความคาดหวงั ในอนาคต - ความภาคภูมิใจ ปัญหา และอปุ สรรคในการดาเนนิ ชวี ติ 7. การวิเคราะหแ์ ละวนิ ิจฉัยปัญหา 8. การชว่ ยเหลอื ส่งเสริม และพัฒนา 9. การตดิ ตามผล 10. ข้อเสนอแนะ 4.งานวิจยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง วนิดา หนดุ ตะแสง (2552) วิจัยเรื่องการศึกษารายกรณีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีปัญหาใน การอ่านและการเขยี นภาษาไทย โรงเรียนบ้านนา้ พคุ รุ รุ าษฎรส์ งเคราะห์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพปัญหาและหาแนวทางช่วยเหลือ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จะเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2550 ที่มีปัญหาด้านการอ่านและการเขียน ภาษาไทย จานวน 3 ราย ผลการวิจัยพบว่า สาเหตุของการขาดความสามารถด้านการอ่านและการเขียน ภาษาไทย ได้แก่ 1) ปัญหาส่วนตัวนักเรียนได้แก่ นักเรียนขาดความสนใจในการเรียน ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ร่วม กจิ กรรมการเรยี นกบั เพอื่ น ขาดความรับผดิ ชอบ ไมท่ าการบา้ นด้วยตนเองและส่งงานไมท่ ันเวลา ไม่กล้าซักถาม ครูเมื่อไม่เข้าใจในเวลาเรียน เป็นเด็กที่ขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่กล้าแสดงออก และขาดทักษะในการอ่าน

และการเขียนหนังสือ ชอบอยู่คนเดียวไม่มีเหตุผลเอาแต่ใจตนเอง 2) ปัญหาจากครอบครัว มีสาเหตุจากทาง ครอบครัวบิดา มารดาเสียชีวิต หรือไปทางานต่างจังหวัด อาศัยอยู่กับญาติ การศึกษาของบิดามารดา อยู่ใน ระดับต่า ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวมีความห่างเหินกัน ขาดความอบอุ่น และการเลี้ยงดู ที่เอาใจ เด็กเกนิ ไป 3) ปญั หาจากการสอนของครู มสี าเหตุจากเทคนิควิธีการสอนเกี่ยวกับการพัฒนาการทางภาษาไทย ไม่เหมาะสม บุคลิกภาพของครูไม่เหมาะสม ตลอดจนการจัดบรรยากาศในชั้นเรียนไม่เอื้ออานวยกับการจัด กจิ กรรมส่งผลให้นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน เช่น มีเสียง รบกวน มีเพื่อนที่ส่งเสียงดังตลอดเวลาส่งผลให้พฤติกรรม ทางการเรียนของเด็กที่เรียนช้าขาดสมาธิในการเรียน ภายหลังได้รับการศึกษารายกรณี นักเรียนที่เป็นกลุ่ม ตัวอย่างทั้ง 3 ราย มีพฤติกรรมในการเรียนที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีความสนใจในการเรียนเข้าใจ ตนเองไปในทางที่ดีมีเจตคติที่ดีในการเรียนภาษาไทยมากขึ้น และมีพัฒนาการความสามารถในการอ่านและ เขียนภาษาไทยอยูใ่ นเกณฑ์ทน่ี ่าพงึ พอใจหรอื ดีขนึ้ กว่าเดิม กมลพร จันทร์โชติ (2561) วิจัยเรื่องการศึกษารายกรณี : นักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่เข้าเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายกรณีนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่เข้าเรียน และหาแนวทางช่วยเหลือ กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนจ่านกร้อง ปีการศึกษา 2558 จานวน 1 คน มี พฤติกรรมไม่ตั้งใจ เรียนและมีเชาวป์ ัญญาอยใู่ นระดบั ปานกลาง เทคนคิ และเครื่องมือที่ใช้คือ การสังเกต การสัมภาษณ์ การเยี่ยม บ้าน อัตชีวประวัติ บันทึกประจาวัน สังคมมิติ แบบสอบถาม แบบทดสอบ และระเบียนสะสม ภายหลังการ เก็บรวบรวมจากกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้สังเคราะห์ วิเคราะห์ แปลความหมาย และสรุปผลสรุปได้ ดังนี้ 1) ปัญหาของนกั เรียนที่มีพฤติกรรมไม่เข้าเรียน มีสาเหตุมาจากนักเรียน ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับนิสัยทางการเรียน ไม่มีวินัย รักสบาย ปัญหาเกี่ยวกับไม่มีสมาธิในการเรียน ไม่สนใจกิจกรรมการเรียน ไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรม การเรียน ไมท่ าการบา้ น ตลอดจนไม่ทบทวนบทเรยี น นอกจากปัญหาดังกล่าวยังเกี่ยวข้องกับปัญหาครอบครัว ของนักเรียน ซึ่งได้แก่ ปญั หาเกย่ี วกบั การอบรมเล้ยี งดูของ บดิ ามารดาท่ีส่งผลต่อปัญหาดา้ นวินัยในการเรียน สุเกษร ชุมสวัสดิ์ (2562) การศึกษาสภาพปญหาและแนวทางแกปญหาการออกกลางคันของผู้ เรยี นวิทยาลยั อาชีวศกึ ษาชมุ พร สังกดั สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา การวจิ ยั ครง้ั นี้มีวัตถุประสงค 1) เพ่อื ศกึ ษาสภาพปญหาการออกกลางคันของผู้เรียนวิทยาลัย อาชีวศึกษาชุมพร 2) เพื่อศึกษาแนวทางการแกป ญหาการออกกลางคันของผู้เรยี นวิทยาลัยอาชวี ศกึ ษาชมุ พร กลุมตวั อย่าง ได้แกผ่ ู้เรยี นของวิทยาลัยอาชีวศึกษา ชุมพรที่ออกกลางคัน จานวน 158 คน ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ตัวแทนผู้ปกครอง ชุมชน และ สถานประกอบการท่ีลงนามความร่วมมอื กับวทิ ยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร จานวน 29 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาการออกกลางคันของผู้เรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร เรียงลาดับ จากด้านท่มี คี า่ เฉลี่ยสูงไปต่า ดังนี้คือ ด้านผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานในสาขาวิชาที่เรียนน้อย ด้านสภาพแวดล้อม ภายนอกสถานศึกษา ที่พักกับสถานศึกษามีระยะทางไกล ด้านสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษา จานวน ผ้เู รียนต่อห้องมากเกนิ ไป ดา้ นหลกั สตู รการจัดการเรียนการสอน เนื้อหาวิชาที่เรียนยาก ด้านครูผู้สอน การจัด

กิจกรรมการเรียนการสอนไม่น่าสนใจ และด้านครอบครัว ฐานะการเงินของครอบครัวไม่เอื้อต่อการเรียน ตามลาดับ 2) แนวทางการแก้ปัญหาการออกกลางคันของผู้เรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร ควรดาเนินการ ดังนี้ จัดกิจกรรมการเรียนปรับพื้นฐาน กิจกรรมพี่สอนน้อง กิจกรรมสอนซ่อมเสริม จัดระบบดูแลช่วยเหลือ ผู้เรียนในเรื่องการเดินทางมาเรียน จัดกิจกรรมปฐมนิเทศและจัดประชุมผู้ปกครอง นารูปแบบและเทคนิค วธิ ีการสอนใหม่มาใช้ให้เหมาะกบั ผูเ้ รยี นและยุคสมัย ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูได้ฝึกอบรมและพัฒนาตนเอง ท้งั ทางดา้ นวิชาการ และวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ครูที่ปรึกษาต้องศึกษาและรวบรวมข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพ่อื นาไปใชใ้ นการใหค้ วามช่วยเหลอื ผู้เรียนตามสภาพปญั หาและความต้องการ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการศึกษารายกรณี(Case study) จะพบว่า ทง้ั หมดเป็นงานวิจัยของผู้เรียนในระบบโรงเรยี นยงั ไม่ปรากฎผลงานวิจยั ทีเ่ ก่ียข้องกับผู้เรียนของการศึกษานอก ระบบแต่อย่างใด ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากระบบการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน ผู้เรียนไม่ได้เรียนมาเรียน ประจาทาให้การศึกษาเป็นไปด้วยความยากลาบาก และภารกิจของครู กศน.ตาบลมีมากเกินไปจนทาให้ไม่ สามารถศึกษารายกรณีของผู้เรียนอย่างใกล้ชิดก็เป็นได้ ในการวิจัยครั้งนี้จึงเริ่มต้นจากการศึกษารายกรณีกับ นักศึกษา กศน.1 ราย เพื่อเป็นการสนับสนุน ส่งเสริม แก้ไขปัญหา และช่วยเหลือผู้เรียน และเพื่อเป็น กรณศี ึกษาแก่ผู้สนใจต่อไป

บทที่ 3 วิธดี าเนินการวิจัย การศึกษารายกรณีนักศึกษาศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่มาพบกลุ่มตามเกณฑ์ของหลักสูตร การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน ประกอบดว้ ยขัน้ ตอนการดาเนินการทส่ี าคัญดงั นี้ 1. กลุม่ เปา้ หมายในการวิจยั 2. เคร่ืองมือท่ใี ชในการวิจัย 3. วิธีการสร้างเครอ่ื งมือที่ใชในการวจิ ยั 4. ขนั้ ตอนในการวิจยั 5. การวเิ คราะห์ข้อมูล 1.กล่มุ เป้าหมายในการวจิ ัย กลมุ่ เปา้ หมายทใ่ี ชในการวจิ ัยในครง้ั น้เี ปน็ นกั ศกึ ษา กศน.ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น จานวน 1 คน ที่ ขาดการพบกลุ่ม 4 ครั้งข้ึนไป ซ่งึ จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ตามหลกั สูตรการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน และอาจไม่ จบหลักสตู รดงั กล่าวได้ 2.เคร่ืองมือทใี่ ชในการวิจัย เคร่ืองมือและเทคนคิ ที่ใชในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ประกอบด้วย 1. แบบสัมภาษณ์ (Interview) เพือ่ หาขอเทจ็ จริงและการสัมภาษณเ์ พอ่ื ติดตามผล 2. การเยีย่ มบ้าน (Home-Visit) เพอ่ื สังเกตสภาพแวดล้อม และสัมภาษณ์ผเู้ กยี่ วข้องเพิ่มเตมิ 3.วธิ ีการสร้างเครอ่ื งมือที่ใชในการวจิ ยั ในการสร้างเครื่องมอื ท่ใี ชในการรวบรวมข้อมลู ผูว้ ิจยั ดาเนนิ การสรางตามขน้ั ตอนดงั นี้ 1.ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการขาดเรียน การไม่พบกลุ่มตามหลักสูตรการศึกษาขั้น พน้ื ฐาน กศน. และการศึกษารายกรณี เพื่อเปน็ แนวทางในการสรา้ งเครอื่ งมือ 2.สร้างเครื่องมือใหสอดคลองกับวัตถุประสงค์ของการวิจัย คาถามการวิจัย และกรอบแนวคิดในการ วิจยั ซึง่ เครื่องมอื ทสี่ รา้ ง ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และแบบบันทึกการเยยี่ มบา้ น 3.นาเสนอผ้ทู รงคุณวฒุ ทิ ่ีปรึกษาการวจิ ัยเพือ่ ตรวจสอบความถูกตอง ความเที่ยงตรงของเนื้อหา ภาษา และ ความเหมาะสมทั่วไปของเคร่ืองมือ

4.ข้ันตอนในการวิจัย การศึกษาวจิ ัยในครงั้ นี้ ประกอบดว้ ยข้ันตอนในการวจิ ัย ดงั น้ี 1. ขน้ั ตอนการดาเนินการและเก็บรวบรวมข้อมูล 1) ข้นั เตรยี มการ : เดือนตุลาคม 2565 2) คัดเลือกนกั ศกึ ษาตามเกณฑการคัดกรอง และสอบถามความสมคั รใจของนักศกึ ษา 3) ขน้ั ตอนในการดาเนินการศึกษารายกรณี : เดือนตลุ าคม 2565 - เดอื นมนี าคม 2566 ประกอบด้วย 7 ขน้ั ตอน ดังนี้ ขนั้ ท่ี 1 การกาหนดปญหาและต้ังสมมติฐาน เป็นการกาหนดวาจะศึกษาเร่ืองอะไร ศกึ ษากบั ใคร และเหตุใดจงึ ตองศึกษา ซง่ึ ในการศึกษาคร้งั น้ี ผู้วิจัยมคี วามสนใจทจี่ ะศึกษาสาเหตุแนวโนในการไม่มาพบกล่มุ ตามตารางที่ครนู ดั หมายซงึ่ จะนาไปส่กู ารไม่มี สิทธ์ิสอบ และเปน็ สาเหตุให้ไม่จบหลักสตู รในอนาคต และเพอื่ หาแนวทางและใหความช่วยเหลือนักศกึ ษาเรียน จนจบหลกั สูตร ในการตง้ั สมมติฐาน ผวู้ จิ ยั ตง้ั สมมตฐิ านเก่ียวกบั การไมม่ าพบกลมุ่ ของนกั ศึกษาวาเกดิ จาก สาเหตุ 2 ประการ ได้แก่สาเหตจุ ากตวั นกั ศึกษาเอง และสาเหตุจากครอบครัว ขั้นที่ 2 การเกบ็ รวบรวมข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมลู นาข้อมูลที่ได้จากจากการเก็บรวบรวมจาก 2 วิธีการมาวิเคราะห์ ตีความหรือแปลความหมาย ขอ้ มูล หาขอเทจ็ จริงจดั หมวดหมู หรอื แยกข้อมลู อยา่ งเป็นระบบ เพอ่ื ง่ายและสะดวกตอการทาความเขาใจของ ผู้ถกู ศึกษา ซง่ึ การเก็บรวบรวมข้อมูล 2 วิธีการดงั กลา่ วประกอบด้วย 1. การสัมภาษณ์ เพื่อเก็บข้อมูลและหารายละเอียดที่เป็นขอเท็จจริงถึงสาเหตุและสิ่งแวด ลอมหรือบุคคลที่เกี่ยวของกับนักศึกษา โดยการสัมภาษณ์แบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการกับบุคคล ตอไปน้คี อื บดิ า มารดา ผู้ปกครอง ญาติ หรอื เพ่อื นของนกั ศึกษากลุ่มเปา้ หมาย 2. บันทึกการเยี่ยมบ้าน โดยใชวิธีการสัมภาษณ์บิดามารดา ผู้ปกครอง บุคคลภายใน บา้ น เชน พี่ นอง ญาติ หรือเพื่อนของนักศึกษา เพื่อหาข้อมูลสัมพันธภาพภายในครอบครัว ข้อมูลเบื้องตนใน ดา้ นอาชพี สภาพความเป็นอยู่ เจตคติของผู้ปกครองที่มีตอนักศึกษา การศึกษาของ กศน. ความคาดหวังของผู้ ปกครองที่มีตอนักศึกษา และขอเสนอแนะอื่น ๆ โดยผู้วิจัยกาหนดจุดมุ่งหมาย ในการเยี่ยมบ้าน นัดหมาย ผู้เก่ยี วข้องลวงหนา และใชเวลาไปเย่ียมบ้านคนละ 1 ครั้งๆ ละประมาณ 30 นาที หลังจากการเยี่ยมบ้านแต่ละ ครั้งผู้วิจยั บันทึกการเยี่ยมบ้านทันที ขนั้ ที่ 3 การวนิ ิจฉยั เป็นการนาขอ้ มลู ที่ได้จากการเก็บรวบรวมขอ้ มูลที่ได้จาก 2 วิธีการนามาวิเคราะห์ตีความหรือแปล ความหมายข้อมูล หาขอเท็จจริง จัดหมวดหมู หรือแยกข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อง่ายและสะดวกตอการทา ความเขาใจของผู้ถกู ศกึ ษา แลวนาเอาผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ทไี่ ด้รวบรวมจากหลาย ๆ วิธีมาเป็นพื้นฐานในการ

วินิจฉัยถึงสาเหตุ โดยอาจเป็นสมมติฐานชั่วคราวจนกวาจะคนหาสาเหตุขอเท็จจริงที่แท้จริงและมีหลักฐาน สนับสนุนอย่างเพียงพอ หากข้อมูลยังไม่เพียงพออาจเก็บข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อนามาสังเคราะห์รวมกับ ข้อมูลหรือขอเท็จจริงที่มีอยู่เดิม เพื่อช่วยใหสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลแต่ละด้านและช่วยให้ ผู้ศึกษาเขาใจลักษณะของปญหา สาเหตุของแนวโนมการไม่มาพบกลุ่ม และแนวทางในการใหความช่วยเหลือ นักศึกษาใหศกึ ษาตอจนจบการศึกษาตามหลักสูตร ขั้นท่ี 4 การทานายผล การไม่มาพบกล่มุ ของนักศึกษาไม่น่าจะเปน็ ปญั หาทรี่ นุ แรง สามารถแกไขและหยดุ ย้งั ได้ ขน้ั ท่ี 5 การใหความช่วยเหลือ เป็นการพิจารณาหาแนวทาง วิธีการท่จี ะนามาชว่ ยเหลอื บุคคลทศี่ กึ ษาให้เหมาะสมกับสภาพการณ หรือสาเหตุของปญหาตา่ งๆ ของรายกรณี เชน การใหคาปรึกษากลุม หรือการใหคาปรึกษารายบคุ คล ขนั้ ท่ี 6 การติดตามผล เป็นการติดตามผลในขณะที่ทาการศึกษารายกรณี หลังจากศึกษารายกรณีเรียบร้อยแลว เพื่อดู แนวโนมในการศกึ ษาตอ่ ของนกั ศึกษา และประเมนิ ผลวาจะให้การช่วยเหลืออย่างไรต่อไป และที่ดาเนินการไป แล้วนน้ั ถูกตองหรอื ไมแ่ ละควรมกี ารปรับปรุงเพิ่มเตมิ สงิ่ ใดบ้าง ขั้นที่ 7 การสรุปผลและขอเสนอแนะ สรุปผลการศกึ ษา และให้ข้อเสนอแนะ การให้ข้อเสนอแนะดาเนนิ การเพอ่ื เป็นประโยชนสาหรบั ผู้ท่ี จะใหความช่วยเหลือนักศึกษาทัง้ 1 รายโดยเสนอแนะไว 3 กลมุ ดงั น้ี 1. ขอเสนอแนะสาหรบั ตัวนักศกึ ษาเอง 2. ขอเสนอแนะสาหรบั ผู้เกี่ยวของกับนักศกึ ษา 3. ขอเสนอแนะสาหรับผู้สนใจศกึ ษา สรปุ ขัน้ ตอนการศึกษารายกรณีของนักศึกษา ม.ตน้ กลุ่ม กศน.ตาบลดอนขม้นิ อาเภอท่ามะกาจังหวัด กาญจนบรุ ี ดังภาพท่ี 1

ภาพท่ี 1 ข้นั ตอนการศกึ ษารายกรณี

5.การวิเคราะหข์ ้อมูล การวจิ ยั คร้ังน้ีเป็นการวิเคราะห์ วนิ จิ ฉยั สงั เคราะห์ แปลความหมาย และสรปุ ผล ผู้วจิ ัยเกบ็ รวบรวม ขอ้ มูลดว้ ยตนเองอยา่ งละเอยี ดทกุ ขน้ั ตอน โดยใชเทคนิคและเครื่องมือต่างๆ ดังรายละเอียดท่ีกลา่ วไวขา้ งตน้ ในการเก็บรวบรวมข้อมลู วเิ คราะหข์ ้อมลู วนิ ิจฉยั แลวนาขอมลู มาสรปุ หาขอเทจ็ จริงเพื่อใหทราบถึงสาเหตุของ แนวโนมการไม่มาพบกลมุ่ การทานายผล การใหความช่วยเหลอื การตดิ ตามผล การสรุปผลและขอเสนอแนะ และเขยี นบรรยายเชงิ พรรณนาสรุป

บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล การศึกษารายกรณนี ักศกึ ษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ ไมม่ าพบกลุ่ม ตามเกณฑ์ของหลกั สตู ร การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน กศน.ตาบลดอนขม้ิน อาเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบรุ ี ผลการวจิ ยั ดาเนินการตามขัน้ ตอนดงั นี้ 1.การกาหนดปัญหาและการตงั้ สมมติฐาน 2.การเก็บรวบรวมข้อมลู และวเิ คราะหข์ ้อมลู 3.การวนิ จิ ฉยั 4.การช่วยเหลือ การป้องกัน และการสง่ เสริม 5.การทานายผล 6.การตดิ ตามผล 7.การสรปุ ผลและข้อเสนอแนะ ระยะเวลาทีใ่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มลู เรมิ่ ตัง้ แตว่ นั ท่ี เดือนตลุ าคม 2565 ถงึ เดือนธนั วาคม 2566 รวม 6 เดอื น ผลการรวบรวมขอ้ มลู และวเิ คราะห์ข้อมูลสรุปได้ดังน้ี กรณีศกึ ษารายท่ี 1 นางสาวนิติกานต์ ชา้ งลอย 1.การกาหนดปัญหาและการตั้งสมมติฐาน 1.1 ปัญหาของนางสาวนิติกานต์ ชา้ งลอย ขาดการพบกลมุ่ เพือ่ เรยี นรตู้ ามหลักสตู รการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน 1.2 สมมติฐาน ทที่ าให้นางสาวนิตกิ านต์ ช้างลอย ขาดการพบกล่มุ คอื 1.2.1 ติดครอบครัว 1.2.2 ติดแฟน 1.2.3 ทางานเสริ ์ฟ 2.การเก็บรวบรวมข้อมูลและการวิเคราะหข์ อ้ มลู ลกั ษณะทั่วไปของนางสาวนติ ิกานต์ ช้างลอย หนุ่ อวบ ผวิ ขาวเหลือง นัยน์ตาสีดา ตาสองช้ัน การแต่ง กายสะอาดเรยี บร้อย ร่าเรงิ แจม่ ใส สุขภาพอนามยั ดี ไม่มโี รคประจาตัว ครอบครวั เม่ือก่อนอาศยั อยู่กับตายาย ปจั จบุ ันอาศยั อยกู่ บั แฟนทจ่ี งั หวัดราชบรุ ี 2.1 การสมั ภาษณ์ ผวู้ ิจยั สัมภาษณ์ นางสาวนติ กิ านต์ ช้างลอย และผเู้ กยี่ วข้องดงั นี้ 2.1.1 การสมั ภาษณ์ นางสาวนิติกานต์ ชา้ งลอย

นางสาวนติ กิ านต์ ช้างลอย ไดม้ าอาศัยอยกู่ ับแฟน มฐี านะปานกลาง ตาและยายมีอาชีพเกษตรกร ทั่วไป นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย เป็นลูกคนเดียว นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย จบการศึกษาชั้นประถม จาก โรงเรียนใกล้บ้าน เมื่อเรียนจบได้ตามตายายออกไปทางานที่แถวบ้าน ต่อมาได้ย้ายตามแฟนไปอยู่ที่จงหวัด ราชบรุ ี ซึง่ ไกลจาก ห้องเรียน กศน.มากย่งิ ขน้ึ ทาใหเ้ ดินทางลาบากกวา่ เดมิ ทศั นคติของ นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย ต่อครอบครัว มีความรู้สึกต่อครอบครัวว่าความสัมพันธ์ ภายในครอบครัวไม่ค่อยดีนักเพราะพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เด็ก ตายายจึงเลี้ยงดูมาตั้งแต่ต้น แต่เนื่องจาก ตนเองตดิ เพื่อน ติดแฟน เลยเกเรไปบ้าง จนตายายควบคมุ ไมไ่ ดเ้ ลยตอ้ งยา้ ยมาอยู่กับแฟนแทน ทัศนคตขิ องอนางสาวนิติกานต์ ช้างลอย ต่อการเรียนใน กศน.ตาบล นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย เห็นว่าครู กศน.ตาบลไดต้ ิดตามนักศึกษาทกุ คนให้มาพบกลุม่ และมาสอบรวมทัง้ รว่ มกจิ กรรมต่างๆ แต่บางครั้ง ก็มปี ัญหาไม่สามารถเดนิ ทางมาพบกลุ่มไดเ้ นอ่ื งจากระยะทางไกลและไม่มรี ถเดินทางมาจากราชบุรี และทางาน เลิกดึกเพราะรบั งานเสริ ฟ์ 2.1.2 การเยีย่ มบา้ น ผวู้ ิจัย ไดเ้ ดนิ ทางไปเยยี่ มบา้ น นางสาวนิตกิ านต์ ช้างลอย คร้ังแรก ใชเ้ วลาประมาณ 45 นาที ได้ สังเกตสภาพครอบครวั และสัมภาษณ์บุคคลในบ้านดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้ จากการเยี่ยมบ้านสรุปได้ว่า บ้านที่นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย พักอาศัยเป็นบ้านปูนชั้นเดียวมี ห้องนอน 3 หอ้ ง นางสาวนติ กิ านต์ ช้างลอย ไม่ค่อยได้ร่วมกิจกรรมต่างๆของครอบครัวของแฟนเพราะบางวัน ต้องทางานล่วงเวลาเลิกดึก กลับถึงบ้านสมาชิกในบ้านก็นอนกันหมดแล้ว และมีลักษณะนิสัยติดแฟน แต่ต้อง ทางานเพราะออกมาจากบ้านตายายแล้ว เลยตอ้ งหาเงินเลี้ยงตัวเอง 2.1.2 การสัมภาษณ์พ่อ และแม่ ของนางสาวนิติกานต์ ช้างลอย ตาและยายบอกว่า นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย บน่ ใหฟ้ งั บอ่ ยๆว่าไมอ่ ยากเรียนแล้ว เพราะเหนอื่ ย ไม่มีเวลาทางานส่งครู และอยาก อยูบ่ า้ นแฟน ไมม่ ีเวลาอา่ นหนงั สอื ไมม่ ีเพื่อนในกลุ่มที่อยู่ใกล้กันสาหรับการปึกษาหารือเวลามีปัญหาเท่าไรนัก และตอ้ ทางานดกึ จงึ เหน่อื ยถา้ ต้องตน่ื เช้าเพ่ือมาเรียน 3.การวนิ จิ ฉัย 1.สาเหตจุ ากลักษณะสว่ นตวั ของนางสาวนิติกานต์ ช้างลอย จากการสมั ภาษณพ์ บวา่ นางสาวนติ ิกานต์ ชา้ งลอย ทางาน หยุดวันอาทิตย์เพียงวันเดียว ในบาง สัปดาห์ต้องไปทางานวันอาทิตย์ด้วย ซึ่งวันอาทิตย์ตรงกับวันที่จะต้องไปพบกลุ่มทาให้ขาดการพบกลุ่มหลาย ครั้ง เมื่อหยุดบ่อยๆ นานวันเข้าจึงไม่มีแรงจูงใจที่จะไปเรียนเพราะไม่ได้ทางานส่งตามที่ครู กศน.ตาบล มอบหมาย ไมม่ เี พื่อนสนทิ ในกลุม่ กศน.ตาบลทคี่ อยให้การช่วยเหลือการทางานกลุ่มสง่ ครูประจากล่มุ

2.สาเหตุจากลกั ษณะของครอบครัว จากการสมั ภาษณ์และเย่ยี มบา้ น จะพบว่าความสัมพนั ธ์ภายในครอบครัวของนางสาวนติ กิ านต์ ชา้ งลอย ไม่ค่อยดีนักเพราะเคยทะเลาะกนั กับตายายเรื่องไม่กลับบา้ น สว่ นตนเองกอ็ ยากให้ดูแลครอบครัวมากกวา่ การเรยี น หนงั สือ 4. การช่วยเหลือ การป้องกัน และการส่งเสริม ผู้วิจัยได้พูดคุยและทาความเข้าในการเรียนของนางสาวนิติกานต์ ช้างลอย กับตา ยาย และ นางสาวนติ กิ านต์ ช้างลอย โดยให้แง่คิดว่าการเรียนรูปแบบ กศน.นั้นไม่ได้เข้มงวดอะไรมากขอให้นักศึกษาจัด ตารางเวลาในแต่ละวันไว้ เน้นการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง ถา้ จบ ม.ตน้ สามารถนาไปปรับวุฒแิ ละเพิ่มค่าแรงได้จะทา ใหค้ ณุ ภาพชีวิตดขี ้ึน จึงอยากให้กลับไปเรยี นอีกจนจบหลักสตู ร แต่ในภาคเรียนให้พักการเรียนไว้ก่อนเนื่องจาก ไม่ได้พบกลุ่มเกิน 4 ครงั้ แล้ว อยากให้ตดิ ต่อส่อื สารกับครูประจากลมุ่ บอ่ ยๆ โดยทางออนไลน์จะได้ร่วมกันแก้ไข ปัญหาทั้งที่ผ่านมาและปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งนับว่าได้รับความร่วมมือจากทุกคนเป็นอย่างดี ใน ภาคเรียนต่อไปนางสาวนิติกานต์ ช้างลอย ให้สัญญาว่าไปลงทะเบียนเรียนที่กศน.ตาบล และจะตั้งใจเรียนจน จบหลักสูตร ส่วนพ่อ แม่ก็ให้ความร่วมมือและยินดีร่วมเป็นกาลังใจแก่นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย เพื่อ ความกา้ วหน้าในอนาคตต่อไป 5.การทานายผล ปญั หาของนางสาวนิตกิ านต์ ช้างลอย เปน็ ปัญหาที่เกดิ จากตนเอง และสิ่งแวดล้อมทางครอบครัว ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นปัญหาที่ไม่รุนแรงสามารถแก้ไขได้ เพราะจากการพูดคุยกับนางสาวนิติกานต์ ช้างลอย และตายาย ของนางสาวนิตกิ านต์ ชา้ งลอย กพ็ บแนวโนม้ ทีด่ ที จ่ี ะกลับไปเรยี นอกี 6.การติดตามผล ภายหลงั จาการไปเย่ียมบ้านในครง้ั แรก ไดใ้ ห้ขอ้ คิดและช้ีแจงให้เห็นความสาคัญของการศึกษา เมื่อถึง เวลานดั หมายตามสญั ญาคอื ภาคเรยี นท่ี 1/2566 นางสาวนติ กิ านต์ ช้างลอย ไดก้ ลับมาลงทะเบียนเรียนอีกครั้ง และมาพบกลุ่มตามที่ครูประจากลุ่มกาหนด ผู้วิจัยได้เดินทางไปเยี่ยมบ้านนางสาวนิติกานต์ ช้างลอย อีกครั้ง พบว่าพอ่ แม่มคี วามสัมพันธใ์ นครอบครัวไปในทางท่ีดีขน้ึ 7.การสรุปผลและขอ้ เสนอแนะ จากการศกึ ษารายกรณขี องนางสาวนติ ิกานต์ ช้างลอย ไดข้ อ้ สรุป 3 ประการคอื 1.การศกึ ษารายกรณี โดยเขา้ ถึงกลุ่มเป้าหมายอยา่ งใกล้ชิด ทาให้นางสาวนติ กิ านต์ ช้างลอย เกิดความ ไว้วางใจ ใหค้ วามร่วมมือ และมองเห็นความสาคญั ของการเรียน และมกี าลังใจทจ่ี ะกลบั มาเรยี นจนจบหลักสูตร 2.ครอบครัวเป็นหน่วยสาคัญที่จะกาหนดอนาคตของสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถึงแม้ นางสาวนิตกิ านต์ ช้างลอย กต็ ้องการความเข้าใจ ความเห็นใจ และกาลังใจจากหัวหน้าครอบครัว ถ้ามีปัญหา

ใดๆเกิดขึ้นในครอบครัวก็ส่งผลกระทบต่อสมาชิกในครอบครัวได้ ดังนั้นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีของคนใน ครอบจงึ เปน็ ส่งิ สาคญั ที่ทกุ คนตอ้ งรักษาไว้ 3.การช่วยเหลือผู้เรียนด้วยการเยี่ยมบ้านนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งเพราะจะทาให้ครูได้รับข้อมูลเชิง ประจักษ์มากขึ้น สามารถสังเกต สิ่งต่างๆรอบตัวนักศึกษา ได้พบปะพูดคุยกับพ่อ แม่ ผู้ปกครองหรือบุคคลท่ี เกีย่ วข้อง และประการสาคญั คือทาให้ผู้เกีย่ วขอ้ งทุกฝา่ ยเกิดความไว้วางใจ และยอมรับการช่วยเหลือ

บทท่ี 5 สรุปผล อภปิ รายผล และขอเสนอแนะ สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การศึกษารายกรณีนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่มาพบ กลุ่ม ตามเกณฑ์ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กศน.ตาบลดอนขมิ้น อาเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ได้ ดงั นี้ 1.วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั เพื่อศึกษาปัญหาสาเหตุที่ทาให้นักศึกษาไม่มาพบกลุ่มเพื่อเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล ะแส ว งห า แน ว ทางใน การ ด า เน ิน การ ช ่ว ย เ ห ล ื อการ ป ้ องกั น แล ะการส ่ งเ ส ร ิ มโ ด ย ศึกษาเ ป ็ น ร าย กร ณี (Case study) 2.ขอบเขตการวิจยั 1.แหลงขอมลู ทใ่ี ชในการวจิ ัย แหลงขอมูลที่ใชในการวิจัยครั้งนี้เปนนักศึกษา กศน.ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กลุ่มกศน. ตาบลดอนขมิน้ อาเภอทา่ มะกา จังหวดั กาญจนบุรี จานวน 1 คน ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2565 ที่ไม่มาพบ กลมุ่ เพอื่ เรียนรตู้ ามหลกั สูตรการศกึ ษาพื้นฐาน 3.เครื่องมือทีใ่ ชในการเกบ็ รวบรวมขอมลู 1. การสมั ภาษณ 2. การเยี่ยมบาน 4.วิธดี าเนนิ การศกึ ษา วิธดี าเนินการศึกษา ทาการศึกษากลุมตวั อย่าง 1 คน เป็นรายกรณี โดยใชกระบวนการในการศกึ ษา 7 ขั้นตอน ดงั น้ี 1. กาหนดปญหาและตัง้ สมมตฐิ าน 2. รวบรวมขอ้ มูลและวเิ คราะห์ขอ้ มูล 3. การวนิ จิ ฉยั 4. การชว่ ยเหลอื การปองกัน และการสงเสรมิ 5. การทานายผล 6. การติดตามผล 7. การสรุปผลและขอเสนอแนะ

5.สรปุ ผลการศกึ ษา จากการศึกษารายกรณีนักศึกษา ที่มีพฤติกรรมไม่มาพบกลุ่ม(ขาดเรียน) เพื่อเรียนรู้ตามหลักสูตร การศึกษาพื้นฐาน จานวน 1 คน โดยใชขั้นตอนการศึกษา 7 ขั้นตอน และใชเทคนิคการรวบรวมข้อมูล 2 เทคนิค คือการสัมภาษณ์ และการเยี่ยมบ้าน ตั้งแต่ เดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 ผู้ วจิ ัยขอสรุปผลการศกึ ษาดังน้ี จากการศกึ ษาพบว่าปจั จยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งท่ีทาให้นางสาวนติ ิกานต์ ช้างลอย มีพฤติกรรมไม่มาพบกลุ่มเพื่อ เรยี นรูต้ ามหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน มี 2 สาเหตุคือ 1) สาเหตุจากตัวนักศึกษา 2) สาเหตุจากดานครอบ ครัว ภายหลังจากทราบปัญหาของนางสาวนิติกานต์ ช้างลอย แล้วผู้วิจัยได้เดินทางไปเยี่ยมบ้าน นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย และได้พูดคุยทาความเข้าใจกับนางสาวนิติกานต์ ช้างลอย และสมาชิกทุกคนใน ครอบครัวให้มองเห็นความสาคัญของการศึกษา และให้กลับมาลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนต่อไปซึ่ง นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย รวมทั้งตายายก็ยินดีให้การสนับสนุนส่งเสริม และเป็นก าลังใจให้ นางสาวนิตกิ านต์ ช้างลอย ทางานพรอ้ มเรยี นไปดว้ ยได้ 6.อภปิ รายผล 1. สาเหตุจากตัวนักศึกษา นักศึกษาคนดังกล่าวเป็นผู้ใหญ่มีหน้าที่การงานแล้ว จะต้องทางานทุกวัน และต้องทางาน เดินทางไกลถ้าต้องมาเรียน ทาให้ขาดการพบกลุ่มการเรียนรู้ที่ครูประจากลุ่มนัดหมาย ซึ่งใน การจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรในแต่ละภาคเรียน นักศึกษาต้องมาพบกลุ่ม 18 ครั้ง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และนักศึกษาต้องมีเวลาพบกลุ่มไม่น้อยกว่า 80 % โดยขาดเรียนได้ไม่เกิน 4 ครั้ง ถ้าขาดเกินนี้จะทาให้ หมดสทิ ธส์ิ อบ นางสาวนติ กิ านต์ ช้างลอย ไม่มาพบกลุ่มแล้ว 6 ครั้ง ทาให้หมดสิทธิ์สอบทุกรายวิชา ประกอบ กับไม่ได้ส่งงานตามที่ครูนัดหมายไว้ จาการติดตามไปเยี่ยมบ้านและให้กาลังใจ นางสาวนิติกานต์ ช้างลอย ได้ แนะนาให้ นางสาวนิตกิ านต์ ช้างลอย ลงทะเบียนเรียนใหมใ่ นภาคเรียนตอ่ ไป 2. สาเหตจุ ากดานครอบครัว ครอบครวั มสี ่วนสาคญั ท่จี ะชว่ ยผลักดันใหส้ มาชกิ ในครอบครวั ประสบผลสาเรจ็ ในการเรียน สาหรับ การเรียนตามหลักสูตรพื้นฐานของ กศน.นั้นไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งค่าลงทะเบียนเรียน และค่าแบบเรียนรวมทั้ง กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น นางสาวนิตกิ านต์ ช้างลอย ไม่มาพบกลุ่มเพอื่ เรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน การ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวและให้กาลังใจจากตายายรวมทั้งครอบครัวแฟนผู้เกี่ยวข้องอื่นๆร่วมกัน สนับสนนุ ส่งเสริมและสรา้ งแรงบันดาลใจแก่ผูเ้ รยี นใหม้ งุ่ มน่ั จนเรียนจบตามเป้าหมายม่ีตัง้ ไว้

7.ขอ้ เสนอแนะ ในการศึกษารายกรณีสาหรับนักศึกษา กศน.มีข้อจากัดหลายประการคือผู้เรียนตามหลักสูตร การศึกษาพื้นฐานไม่ได้เดินทางมาเรียนประจา ผู้เรียนมีอายุที่แตกต่างกัน มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน ข้อมูลหลายอย่างไม่สามารถศึกษาเชิงลึกได้จากเครื่องมือการศึกษาที่นักการศึกษาได้นาเสนอไว้ เช่น แบบ สงั เกต สังคมมิติ อัตชวี ประวัติ ในการศึกษาคร้งั นจี้ ึงสามารถนาเครอื่ งมือมาใช้ได้เพียง 2 ชนิดคือการสัมภาษณ์ และการเยี่ยมบ้าน แต่ถึงอย่างไรก็ตามก็สามารถช่วยเหลือ โน้มน้าวให้นักศึกษากลับมาเรียนต่อในภาคเรียน ต่อไปไดก้ ็ถอื ไดว้ า่ ประสบผลสาเร็จในการวจิ ยั ครง้ั น้ี

บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติการศกึ ษาแหงชาติ พุทธศกั ราช 2542 แกไข เพ่มิ เตมิ (ฉบับท่ี 2) พทุ ธศกั ราช 2545. กรุงเทพมหานคร : ครุ สุ ภา. กนกธร วงษ์จันทร.์ (2552). ความพึงพอใจของผปู้ กครองทม่ี ีต่อการดาเนนิ งานระบบการดูแล ช่วยเหลอื นักเรียนโรงเรียนมัธยมท่าแคลง จังหวัดจันทบรุ ี. (วทิ ยานิพนธศ์ กึ ษาศาสตร์ มหาบณั ฑติ , สาขาวชิ าการบริหารการศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยบรู พา. กมลพร จันทร์โ์์ชติ (2561) การศึกษารายกรณี: นักเรยี นทม่ี ีพฤติกรรมไมเ่ ขา้ เรยี น จาก https://edu.kpru.ac.th/contents/edms/EDMS-Genernal-201807121531406398.pdf กมลรตั น์ หลา้ สวุ งษ์. (2541). การศกึ ษาบคุ คลเป็นรายกรณี. กรุงเทพฯ : บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒประสานมติ ร. กรมสขุ ภาพจติ กระทรวงสาธารณสุข. (2555). การดแู ลช่วยเหลอื ผปู้ ระสบปัญหา. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั . ชูชนื่ สดุ สวาสด์ิ. (2561). ปจั จยั ทสี่ ่งผลต่อพฤตกิ รรมการขาดเรียนนักศึกษาระดับประกาศนยี บัตรวิชาชพี ช้นั สูง (ปวส.) ชนั้ ปที ่ี 2 วทิ ยาลยั เทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ กรุงเทพมหานคร : วิทยาลยั เทคโนโลยีอรรถวิทยพ์ ณิชยการ. ณรงค์ชัย ปินทรายมูล. (2556). การศกึ ษาปญั หาการขาดเรยี นของนกั ศึกษาในห้องปฏิบตั กิ ารทางภาษา มหาวิทยาลัยศรีปทมุ วารสารการอา่ น สมาคมการอา่ นแห่งประเทศไทย ปีที่ 24 ฉบับ พิเศษ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdj/article/view/244195 นิรันดร์ จุลทรัพย์. (2558). การแนะแนวเพอื่ พัฒนาผูเ้ รียน. สงขลา : สาขาจิตวิทยา คณะศึกษา ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณ. นนั ทิกา แย้มสรวล. (2529). การศึกษาเฉพาะกรณี. นครปฐม : มหาวทิ ยาลัยศิลปากร. ประสาร ทพิ ย์ธารา. (2527). พัฒนาการและการปรับตัวของวัยรนุ่ . มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร. บุปผาชาติ เขม็ วิชัย. (2558). การพัฒนาการดาเนินงานระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น:กรณศี กึ ษา โรงเรยี นบา้ นแมต่ อ๋ ม อาเภออมก๋อย จังหวัดเชยี งใหม่. (วทิ ยานิพนธ์ครศุ าสตร์มหาบณั ฑิต, บณั ฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชียงใหม.่ พนม ล้ิมอารีย์. (2538). การเกบ็ ขอ้ มลู รายบุคคล.กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์

มหศกั ดิ์ รว่ มรักษ์. (2541). แนวทางการพัฒนางานปกครองนกั เรยี นนกั ศกึ ษาวิทยาลัยลาปางเทคโนโลยี. การคน้ ควา้ แบบอิสระ ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. เมธณิ ี สภุ หสั ด์ิ (2554) ปัจจัยทีม่ ีผลต่อการออกกลางคันของผู้เรียนอาชีวศึกษา กรณีศึกษา วทิ ยาลัยเทคนคิ อา่ งทอง วทิ ยานพิ นธ์ ค.อ.ม. (ครศุ าสตร์อุตสาหกรรมเทคโนโลยี) กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบรุ ี มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. (2544). การจดั การเรียนการสอนอาชีวศกึ ษา. (พิมพ์ครง้ั ที่1). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ลกั ขณา สรวิ ัฒน. (2548). การศึกษารายกรณี. พมิ พครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. วนิดา หนดุ ตะแสง (2552) การศึกษารายกรณนี ักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 ที่มีปัญหาในการอ่านและการ เขียนภาษาไทย โรงเรียนบ้านน้าพุคุรรุ าษฎร์สงเคราะห์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต 1 วารสารวิชาการหลักสตู รและการสอน ปีที่ 1 ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มถิ นุ ายน 2552 ศิรภิ ิญญา ตระกูลรัมย์. (2560). จิตวิทยาเด็กและวัยรนุ่ . มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม ศิริภญิ ญา ตระกูลรัมย์ และขัตตยิ า ยนื ยง. (2563). การศกึ ษารายกรณีของเดก็ และวยั รุ่น วารสารวชิ าการศรปี ทุม ชลบุร.ี 16(3) : 155-164. สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2559) การพัฒนาระบบการดูแล ชว่ ยเหลือนกั เรยี น กรุงเทพฯ : โรงพมิ พช์ มุ นมุ สหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทยจากดั สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน. (2552). ระบบดแู ลช่วยเหลือนกั เรียน. เอกสารสรุป ย่อองค์ความร.ู้ สานักงานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (2553) แนวทางการจัดการเรียนรู้ หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 นนทบุรี : ไทยพับลิคเอด็ ดเู คชนั จากดั . สุเกษร ชุมสวสั ดิ์ (2562) การศกึ ษาสภาพปญหาและแนวทางแกปญหาการออกกลางคันของผู้เรียน วิทยาลัยอาชีวศึกษาชุมพร สังกดั สานักงานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา วทิ ยานิพนธ์ครุ ศาสตร์มหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุราษฎร์ธาน.ี สุภาพ กาละปลูก. (2544). แนวทางการแก้ไขปญหาการขาดเรยี นของนกั เรยี นนักศกึ ษาวิทยาลัยลาปาง เทคโนโลยีอาเภอเมอื ง จังหวดั ลาปาง. การค้นควา้ แบบอสิ ระศึกษาศาสตร์มหาบัณฑติ สาขาวชิ าอาชีวศึกษา บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่. สวุ กิ า สุทธ.ิ (2550).การขาดเรียนของนกั ศกึ ษา.วทิ ยาลยั การอาชีพนาทวจี งั หวดั สงขลา.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook