Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การเขียนโปรแกรทคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

การเขียนโปรแกรทคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

Published by panyaponphrandkaew2545, 2019-12-09 09:18:55

Description: การเขียนโปรแกรทคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

Search

Read the Text Version

if (expression) { // statements } ในรูปแบบการทางานของคาส่งั if นนั้ จะทาการตรวจสอบเง่อื นไขทส่ี รา้ ง จาก expression ภายในบลอ็ คของคาส่งั นนั้ จะลอ้ มรอบดว้ ยวงเล็บปีกกา {...} ภายใน บลอ็ คนนั้ สามารถประกอบไปดว้ ยตงั้ แต่หน่ึงถงึ หลายคาส่งั นีเ่ ป็นตวั อยา่ งการใชง้ าน คาส่งั if ในภาษา C++ #include <iostream> using namespace std; int main() { int n = 10; if (n == 10) { cout << \"n is 10\"; } return 0; }

ในตวั อยา่ งนี้ เราไดใ้ ชค้ าส่งั if เพอื่ ตรวจสอบวา่ ตวั แปร n มคี ่าเท่ากบั 10 หรอื ไม่ ถา้ ตรงกบั เงือ่ นไขหรือเงอื่ นไขเป็นจริง โปรแกรมจะทางานในบลอ็ คของ if คอื cout << \"n is 10\" ซึ่งเป็นการแสดงผลขอ้ ความวา่ \"n มีคา่ เป็น 10\" 2.คาส่งั เง่อื นไข if…else คาส่งั If else นนั้ คลา้ ยกบั คาส่งั if คาส่งั if else นน้ั ใชจ้ ะใชส้ าหรบั การสรา้ งเงื่อนไข แบบหลายทางเลอื ก และมนั จะตอ้ งเร่ิมตน้ ดว้ ยคาส่งั if เสมอ และนอกจากนยี้ งั มี คาส่งั else clause เพื่อทาในเง่อื นไขที่นอกเหลือจากเง่อื นไขอน่ื ทงั้ หมด มาดตู วั อยา่ ง #include <iostream> using namespace std; int main() { int n = -1; if (n < 0) { cout << \"Negative number.\"; } else if (n > 0) { cout << \"Positive number.\";

} else { cout << \"Zero number\"; } return 0; } ในตวั อยา่ ง คาส่งั if สามารถมีเง่อื นไดห้ ลายอนั โดยการใช้ else if สาหรบั สรา้ งเงอ่ื นไข ทส่ี องเป็นตน้ ไป และในเงอื่ นไขสดุ ทา้ ยคือ else ซง่ึ มนั จะทางานเมอื่ ไม่ตรงกบั เงอ่ื นไข ใดๆ กอ่ นหนา้ ในโคด้ เรามีตวั แปร n ซึ่งมีขอ้ มูลเป็นแบบ Integer โปรแกรมของเรานนั้ จะตรวจสอบวา่ n เป็นจานวนเต็มบวก เตม็ ลบ หรอื ศนู ย์ มากไปกวา่ นนั้ เราสามารถมไี ดห้ ลายเง่ือนไขยอ่ ยๆ โดยการใชต้ วั ดาเนนิ การตรรกะ สาหรบั การเช่ือม Expression เขา้ ดว้ ยกนั #include <iostream> using namespace std; int main() { int a = 12;

int b = 5; if (a > 10 && b % 2 == 0) { cout << \"a is greater than 10 and b is even number.\"; } else { cout << \"Other condition\"; } return 0; } ในตวั อย่างนนั้ ใชห้ ลายเงือ่ นไขและผลลพั ธข์ องโปรแกรมจะเป็น \"Other condition\" เพราะว่า a นนั้ มากกวา่ 10 แต่ b นนั้ ไม่เป็นจานวนคู่ คณุ สามารถเพิ่มเงอื่ นไขไดอ้ กี ตามทค่ี ณุ ตอ้ งการ 3.คาส่ังเงอ่ื นไข if…else…if (nested if) #include <iostream> using namespace std; int main() {

int score = 0; string name; char grade; cout << \"Enter you name: \"; cin >> name; cout << \"Enter your score (0 - 100): \"; cin >> score; if (score >= 0 && score <= 100) { if (score >= 80) { grade = 'S'; } else if (score >= 70) { grade = 'A'; } else if (score >= 60)

{ grade = 'B'; } else { grade = 'C'; } cout << \"Hello \" << name << endl; cout << \"You got grade \" << grade << endl; } else { cout << name << \", you entered an invalid score.\" << endl; cout << \"Please try again.\" << endl; } return 0; }

ในการทางานของโปรแกรม เราไดท้ าการตรวจสอบคะแนนดว้ ยคาส่งั if ถา้ หาก คะแนนนนั้ อย่รู ะหวา่ ง 0 ถงึ 100 เราจะทาการคานวณเกรด และถา้ หากไม่ใช้ โปรแกรมจะทางานในบล็อคของคาส่งั else และบอกวา่ กรอกคะแนนไม่ถกู ตอ้ ง if (score >= 80) { grade = 'S'; } else if (score >= 70) { grade = 'A'; } else if (score >= 60) { grade = 'B'; } else { grade = 'C'; }

การใชง้ านคาส่งั if นนั้ สามารถซอ้ นกนั ได้ ดงั นนั้ ในคาส่งั if ภายในจะทางานก็ต่อเมอ่ื เงือ่ นไขของ if บลอ็ คนอกเป็นจรงิ คอื คะแนนทก่ี รอกเขา้ มานน้ั อยู่ ระหวา่ ง 0 ถงึ 100 เราไดส้ รา้ งเงื่อนไขแบบหลายทางเลือกสาหรบั ตรวจสอบเกรดดว้ ย คาส่งั else if ซึง่ มีสามเงอื่ นไข และในคาส่งั else นน้ั จะทางานในกรณีทโ่ี ปรแกรมไม่ ตรงกบั ทงั้ สามเงอื่ นไขก่อนหนา้ เลย Enter you name: Mateo Enter your score (0 - 100): 85 Hello Mateo You got grade S นเี่ ป็นผลลพั ธก์ ารทางานของโปรแกรม จะเหน็ ว่าคะแนน 85 ทีก่ รอกเขา้ มานนั้ ทาให้ เงื่อนไข if ครงั้ แรกเป็นจรงิ และทางานภายในคาส่งั If ภายในก็ตรงเป็นเงื่อนไขแรก ทา ใหไ้ ดเ้ กรด S Enter you name: Mateo Enter your score (0 - 100): 105 Mateo, you entered an invalid score. Please try again. หลงั จากนนั้ เราไดร้ นั โปรแกรมอกี ครง้ั และกรอกคะแนนเป็น 105 ทาใหเ้ งือ่ นไขใน คาส่งั If ดา้ นนอกไม่เป็นจริง และโปรแกรมทางานในบล็อคของคาส่งั else 4.คาส่ังเงื่อนไข switch…case

คาส่งั switch-case นน้ั คลา้ ยกบั คาส่งั If-else เปา้ หมายของมนั เพอื่ ตรวจสอบกบั ค่าคงท่ี นเี่ ป็นตวั อย่างการใชค้ าส่งั switch #include <iostream> using namespace std; int main() { int n = 1; switch (n) { case 1: cout << \"n is 1\"; break; case 2: cout << \"n is 2\"; break; default: cout << \"Unknown n\"; }

return 0; } switch expression สามารถมีไดแ้ ค่หน่งึ ค่าเพ่ือประเมนิ คาส่งั case เป็นคาส่งั เงือ่ นไขเพ่อื เปรียบเทียบค่า ในตวั อยา่ ง case 1: จะทางานเม่อื n มคี า่ เทา่ กบั 1 หลงั จากคาส่งั ดา้ นล่างเราตอ้ งใสค่ าส่งั break เพื่อหยดุ สาหรบั แตล่ ะ case ไมเ่ ช่นนนั้ โปรแกรมจะทางานไปจนกวา่ จะพบคาส่งั break หรอื สนิ้ สดุ บล็อคคาส่งั ของ switch และคาส่งั default นนั้ เป็นทางเลอื กเมื่อโปรแกรมไมต่ รงกับเงือ่ นไขใดๆ ก่อนหนา้ เช่นเดียวกบั คาส่งั else ในตวั อยา่ ง มนั สามารถถกู เขยี นโดยการใชค้ าส่งั if-else ไดด้ งั ดา้ นล่างนี้ #include <iostream> using namespace std; int main() { int n = 1; if (n == 1) { cout << \"n is 1\";

} else if (n == 2) { cout << \"n is 2\"; } else { cout << \"Unknown n\"; } return 0; } ในตวั อย่าง คณุ จะเหน็ ว่าการใชง้ านคาส่งั switch นน้ั สามารถทจ่ี ะแทนทีด่ ว้ ยคาส่งั if ได้ แต่อยา่ งกต็ ามคาส่งั switch นน้ั ยงั มกั จะถูกใชก้ บั การเปรียบเทียบที่งา่ ยและ รวดเร็ว ดงั นนั้ switch นน้ั จึงใชไ้ ดเ้ พียงกบั ขอ้ มลู ประเภท Integer หรือ Char เท่านนั้ ในขณะท่ี if นนั้ สามารถใชก้ บั ขอ้ มลู ทกุ แบบ โครงสรา้ งการทาซา้ 1.โครงสรา้ งการทาซา้ โดยคาส่งั for for loop เป็นลปู ทีม่ ีการวนรอบเป็นจานวนท่ีแนน่ อน รูปแบบของมนั คอื for (initialize; condition; increase)

{ statements } for loop เป็นลปู ท่ีสามารถวนรอบตามตวั เลขท่ีกาหนดได้ มนั ทางานเหมือน while loop มนั จะวนซา้ จนกว่า expression จะเป็นเทจ็ นอกจากนนั้ เรายงั สามารถประกาศ ตวั แปรเรมิ่ ตน้ สรา้ ง expression เพมิ่ และลดค่ากอ่ นทีล่ ปู จะเริ่ม ตวั อย่างการนบั ตวั เลขโดยการใช้ for loop #include <iostream> using namespace std; int main() { for (int n = 1; n <= 10; n++) { cout << n << \",\"; } cout << \" end loop\"; return 0; }

และน่ีเป็นผลลพั ธเ์ ม่อื เรารนั โปรแกรม ซึ่งมนั เป็นโปรแกรมเดียวกนั กบั ตวั อยา่ งของ while loop กอ่ นหนา้ 1,2,3,4,5,6,7,8,9,10 2.โครงสรา้ งการทาซา้ โดยคาส่ัง while ลปู ท่งี ่ายและพนื้ ฐานทสี่ ดุ ในภาษา C++ นนั้ คือ while loop เราใชค้ าส่งั ลปู สาหรบั วน ซา้ ใหโ้ ปรแกรมสามารถทางานเดิมซา้ ๆ ได้ ซ่ึงมีรูปแบบการใชง้ านคือ while (expression) { statements } คาส่งั while loop ใชเ้ พอ่ื ทาส่งั โคด้ ของโปรแกรมในขณะที่ Expression เป็น จรงิ true และมนั จะสนิ้ สดุ การทางานเม่ือ Expression เป็นเทจ็ false และออกจาก while loop และทาคาส่งั อ่นื ตอ่ ไป #include <iostream> using namespace std; int main() { int n = 1; while (n <= 10)

{ cout << n << \",\"; n++; } cout << \" end loop\"; return 0; } ในตวั อย่าง โปรแกรมจะนบั จาก 1 ถึง 10 เราไดป้ ระกาศตวั แปร n และกาหนดค่าให้ เป็น 1 ก่อนที่มนั จะเขา้ ไปในทางานใน while loop และคาส่งั while loop จะทาการ ตรวจสอบ Expression และเขา้ สถู่ า้ เงอ่ื นไขยงั คงเป็นจรงิ และแสดงคา่ n ออกทาง จอภาพและเพม่ิ ค่า n ขนึ้ 1 จนกวา่ n จะเพ่ิมไปถงึ 10 ซง่ึ จะทาให้ Expression เป็น เท็จ และโปรแกรมจะออกจาก loop และทาส่งั อน่ื ต่อไป และนเ่ี ป็นผลลพั ธเ์ มือ่ รนั โปรแกรม 1,2,3,4,5,6,7,8,9,10, end loop 3.โครงสร้างการทาซา้ โดยคาส่งั do…while ลปู ที่คลา้ ยกบั while loop คือ do while ลปู มันมรี ูปแบบดงั นี้ do { statements

} while (condition); มนั ทางานเหมอื น while loop ยกเวน้ ในการเปรียบเทียบเง่ือนไขจะทาตอนทา้ ย หลงั จากสนิ้ สดุ คาส่งั ในลปู น่นั หมายความว่า do while loop จะตอ้ งทางานอยา่ งนอ้ ย หนง่ึ รอบแนน่ อน มนั มกั จะใชก้ บั โปรแกรมท่ีจาเป็นตอ้ งรบั คา่ จากผใู้ ชก้ ่อนที่จะทา อย่างอ่ืนต่อไป มาดตู วั อย่างท่ีงา่ ยๆ #include <iostream> using namespace std; int main() { char ch; do { cout << \"Enter 'n' to exit loop: \"; cin >> ch; } while (ch != 'n'); cout << \"Exit from the loop.\"; return 0;

} โปรแกรมขา้ งบนตอ้ งการรบั ค่าจากผใู้ ช้ expression ของมนั ตอ้ งการตวั อกั ษร 'n' เพื่อ ออกจากลปู นี่คอื ผลลพั ธข์ องโปรแกรมเมอ่ื ไดท้ ดสอบ คณุ สามารถลองดไู ดเ้ ชน่ กนั Enter 'n' to exit loop: a Enter 'n' to exit loop: b Enter 'n' to exit loop: c Enter 'n' to exit loop: n Exit from the loop. บทท่ี 7 การออกแบบและเขยี นโปรแกรมอยา่ งงา่ ยเพอ่ื ประยกุ ตใ์ ช้ในงานธุรกิจ หลักการออกแบบและพัฒนาโปรแกรม การออกแบบโปรแกรมนนั้ มหี ลายวธิ ี เชน่ การสงั เคราะห์ การวิเคราะห์ และการลองผดิ ลองถกู เป็นตน้ 1.การออกแบบโปรแกรม โดยวิธีการสงั เคราะห์ จะเป็นวธิ ีการท่ีตรงไปตรงมาโดยการ สงั เคราะหโ์ ปรแกรมออกมาตามขอ้ กาหนดหวั ขอ้ ทต่ี อ้ งการถา้ หากมีการทางานท่ี ผดิ พลาดจะตอ้ งพิจารณาปัญหาท่เี กดิ ขนึ้ และทาการสงั เคราะหโ์ ปรแกรมใหม่ 2. การออกแบบโปรแกรมโดยใชว้ ิธีการวิเคราะห์ ซ่งึ จะทาควบคไู่ ปกบั การลองผิดลอง ถกู โดยจะเริม่ จากการพฒั นาขอ้ กาหนดทีต่ อ้ งการกอ่ นจากนนั้ ทาการออกแบบใน ขนั้ ตน้ ทีค่ ดิ วา่ จะสามารถแกป้ ัญหานน้ั ไดแ้ ลว้ ทาการทดสอบวา่ สามารถแกป้ ัญหาได้ หรอื ไม่ถา้ สามารถแกป้ ัญหาไดต้ รงกบั ขอ้ ทีก่ าหนดก็สามาทรถใชง้ านไดแ้ ตภ่ า้ ไม่ตรง

กบั ขอ้ กาหนดกท็ าการวิเคราะหว์ ่าเกิดขอ้ ผิดพลาดทข่ี นั้ ตอนใดท่ที าใหไ้ ม่ตรงกบั ขอ้ กาหนดจากนนั้ ทาการแกไ้ ขในขนั้ ตอนนนั้ 3. การออกแบบโปรแกรมท่ีใชว้ ิธีการลองผิดลองถูกโดยจะทาควบคกู่ บั วธิ ีท่ี 2 เมอ่ื ออกแบบขนั้ ตน้ แลว้ ทาการทดสอบและวิเคราะหอ์ ย่างนไี้ ปเรื่อยๆจนกวา่ จะเกิดความ ถกู ตอ้ งและตรงตามขอ้ กาหนดจนครบถว้ น ขนั้ ตอนการพฒั นาโปรแกรม ขนั้ ตอนการพฒั นาโปรแกรมประกอบดว้ ย 1. การวเิ คราะหป์ ัญหา (Program Analysis) 2. การออกแบบโปรแกรม (Program Design) 3. การเขียนโปรแกรมดว้ ยภาษาคอมพิวเตอร์ (Program Coding) 4. การทดสอบและแกไ้ ขโปรแกรม (Program Testing) 5. การทาเอกสารประกอบโปรแกรม (Program Document) 6. การบารุงรกั ษาโปรแกรม (Program Maintenance) 1. การวิเคราะหป์ ัญหา (Program Analysis) - กาหนดวตั ถปุ ระสงคข์ องงาน เพอ่ื พจิ ารณาว่าโปรแกรมตอ้ งการผลลพั ธ์ อยา่ งไรบา้ ง - พิจารณาขอ้ มลู นาเขา้ เพ่ือใหท้ ราบว่าจะตอ้ งนาขอ้ มลู อะไรเขา้ คอมพวิ เตอร์ ขอ้ มลู มคี ณุ สมบตั เิ ป็นอยา่ งไรตลอดจนถงึ ลกั ษณะรูปแบบที่นาเขา้

- พจิ ารณาการประมวลผล เพื่อใหท้ ราบวา่ โปรแกรมมีขนั้ ตอนการ ประมวลผลอย่างไรและมีเงอื่ นไขอะไรบา้ งพิจารณาสารสนเทศเพอ่ื ใหท้ ราบว่ามี ขอ้ สนเทศอะไรทจี่ ะแสดงตลอดจนรูปแบบและสื่อท่ีจะใชใ้ นการแสดงผล 2. การออกแบบโปรแกรม (Program Design) การออกแบบขนั้ ตอนการทางานของโปรแกรมเป็นขนั้ ท่ีใชเ้ ป็นแนวทางใน การลงรหสั โปรแกรมผอู้ อกแบบขนั้ ตอนการทางานของโปรแกรมอาจใชเ้ ครอ่ื งมือตา่ งๆ ชว่ ยในการออกแบบเช่น อลั กอรทิ มึ รหสั จาลอง ผงั งานละแผนภมู ิโครงสรา้ ง เป็นตน้ การออกแบบโปรแกรมนนั้ ไมต่ อ้ งกงั วลกบั รูปแบบคาส่งั ภาษาคอมพวิ เตอรแ์ ตใ่ หม้ ่งุ ความสนใจไปท่ีลาดบั ขนั้ ตอนในการประมวลผลของโปรแกรมเทา่ นน้ั 3. การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ (Program Coding) การเขียนโปรแกรมเป็นการนาเอาผลลพั ธข์ องการออกปบบโปรแกรมมา เปลยี่ นเป็นภาษาคอมพิวเตอรภ์ าษาใดภาษาหน่ึงผเู้ ขียนโปรแกรมจะตอ้ งใหค้ วาม สนใจตอ่ รูปแบบคาส่งั และกฎเกณฑข์ องภาษาท่ีใชเ้ พื่อใหก้ ารประมวลผลเป็นไปตาม ผลลพั ธท์ ่ีไดอ้ อกแบบไวน้ อกจากนน้ั ผเู้ ขยี นโปรแกรมควรแทรกคาอธิบายการทางาน ต่างๆลงในโปรแกรมและโปรแกรมนยี้ งั เป็นสว่ นหนึง่ ของเอกสารประกอบ 4. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม (Program Testing) การทดสอบโปรแกรมเป็นการนาโปรแกรมท่ลี งรหสั แลว้ เขา้ คอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑข์ องภาษาและผลการทางานของโปรแกรมน้ันถา้ พบวา่ ยงั ไม่ถกู ตอ้ งก็แกไ้ ขใหถ้ กู ตอ้ งต่อไปขนั้ ตอนการทดสอบโปรแกรมอาจจะแบ่งได้ ดงั นี้ - สรา้ งแฟ้มเกบ็ โปรแกรม

- ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของการประมวลผลโปรแกรม - ตรวจสอบการทางานของโปรแกรม หลักในการตรจสอบโปรแกรมทีด่ ีมดี ังนี้ 1. การที่โปรแกรมผ่านการตรวจสอบไม่ไดห้ มายว่าว่าฏปรแกรมมี ขอ้ ผดิ พลาดแตเ่ ป็นการสรา้ งความม่นั ใจในระดบั หนงึ่ 2. ควรมีการกาหนดกรณีของการตรวจสอบโปรแกรมไม่ควรใชก้ ารตรว ขสอบแบบสมุ่ การแบง่ ประเภทความผดิ พลาดของโปรแกรมท่ีอาจตรวจพบ สามารถแบง่ ได้ ดังนี้ 1. ความผิดพลาดในการเรยี บเรียง (compilation errors) 2. ความผิดพลาดทางดา้ นรูปแบบ (Type errors) 3. ความผิดพลาดทเี่ กิดขนึ้ ขณะทางาน (run-time-errors) การแกไ้ ข compilation errors Compiler จะรายงานตาแหนง่ ท่ีพบความผิดพลาดพรอ้ มทงั้ มีคาอธิบาย ครา่ วๆซง่ึ วสามารถศกึ ษาความผดิ พลาดทีเ่ กดิ ขนึ้ รวมถึงศึกษาบรรทดั ท่ีอยกู่ อ่ นหนา้ บรรทดั ท่เี ป้นปัญหาดว้ ยทาการตรวจสอบการเรยี กใชง้ าน procedure ในบรรทดั ทเี่ กดิ ปัญหาใหถ้ กู ตอ้ งทงั้ ในสว่ นตวั เลข (number),ลาดบั (order) และรูปแบบ (type) ของ argument การแกไ้ ข run-time-errors

1. พยายามหลกี เล่ยี งการเกิด run-time-errors โดยการใชเ้ วลาในการ เขียนโปรแกรมใหเ้ พียงพอเพอ่ื ใหไ้ ดโ้ ปรแกรมทีถ่ กู ตอ้ งจะเป็นการหาขอ้ ผดิ พลาดของ โปรแกรมซึง่ ใชเ้ วลามากกวา่ และอาจทาใหเ้ สียสขุ ภาพอีกดว้ ย 2. ทาการแกไ้ ข (debug) ในระดบั เล็กๆโดยตรวจสอบโปรแกรมทีละส่วน และแกไ้ ขขอ้ ผิดพลาดท่ีพบไปตามลาดบั เพราะจะทาไดง้ า่ ยกว่าการหาขอ้ ผิดพลาดใน โปรแกรมทงั้ หมด 3. ทาความเขา้ ใจอาการของขอ้ ผิดพลาดใหล้ ะเอยี ดกอ่ นทีจ่ ะทาการแกไ้ ข โปรแกรมโดยดขู อ้ ผิดพลาดว่าเกิดขนึ้ จดุ ใดของโปรแกรม 4. หาสาเหตขุ องความผิดพลาดว่าสาเหตมุ าจากอะไรโดยการ ตงั้ สมมติฐานหลายๆแบบและทดสอบสมมตฐิ านเหล่านน้ั 5. หาสาเหตขุ องปัญหาเพอ่ื ไมใ่ หเ้ สยี เวลาในการส่มุ แกไ้ ขโปรแกรม 6. แกไ้ ขขอ้ ผดิ พลาดท่ีเกดิ ขนึ้ และทาการทดสอบซา้ อยา่ งละเอยี ด 5. การทาเอกสารประกอบโปรแกรม (Program Document) การจดั ทาเอกสารตา่ งๆทใ่ี ชส้ าหรบั อธิบายโปรแกรมและชว่ ยใหผ้ ใู้ ช้ โปรแกรมทางานไดส้ ะดวกยง่ิ ขนึ้ เชน่ ค่มู อื ปฎบิ ตั งิ านเครื่อง(Operation Manual) คมู่ อื ผใู้ ช้ (User Manual) ปัจจบุ นั เอกสารประกอบโปรแกรมมีอยใู่ นหลายส่ือ เชน่ อยใู่ น ซอฟตแ์ วร์ ไดแ้ ก่ คาอธิบาย(Help Function )โปรแกรมสาธิต (Demo Program) เป็น ตน้ การทาเอกสารประกอบโปนแกรมคือ การอธิบายรายละเอยี ดของโปรแกรม ว่า จดุ ประสงคข์ องโปรแกรมคืออะไรโปรแกรมสามารถทาอะไรไดบ้ า้ งและมขี นั้ ตอนใน

การทางานของโปรแกรมอย่างไร เครือ่ งมือท่ชี ว่ ยในการออกแบบโปรแกรม เช่น ผงั งาน หรอื รหสั จาลอง กส็ ามารถนามาประกอบเป็นเอกสารประกอบโปรแกรมได้ เอกสารประกอบโปรแกรมโดยทั่วไปมี 2 แบบ คือ 1. เอกสารประกอบโปรแกรมสาหรบั ผใู้ ชง้ าน (User Documentation) เป็น เอกสารที่เหมาะสาหรบั ผใู้ ชท้ ไี่ มไ่ ดเ้ ก่ยี วขอ้ งการการพฒั นาโปรแกรมเกีายวขอ้ งกบั ผทู้ ่ี จะใชง้ านโปรแกรมเพียงอยา่ งเดยี วจะเนน้ อธิบายเก่ยี วกบั การใชง้ านโปรแกรมเป็น หลกั 2. เอกสารประกอบโปรแกรมสาหรบั ผเู้ ขยี นโปรแกรม (Technical Documentation) จะแบ่งไดเ้ ป็น 2 ส่วน - สว่ นท่เี ป็นคาอธิบายหรือหมายเหตใุ นโปรแกรม (Comment) ซงึ่ มกั จะ เขียนแทรกอยใู่ นโปรแกรมเพ่อื อธิบายการทางานของโปรแกรมเป็นสว่ นๆ - ส่วนอธิบายดา้ นเทคนิค ซ่ึงสว่ นนจี้ ะทาเป็นเอกสารแยกต่างหากจาก โปรแกรมจะอธิบายรายละเอยี ดท่มี ากขนึ้ 6. การบารุงรักษาโปรแกรม (Program Maintenance) เมอื่ โปรแกรมผา่ นการตรวจสอบตามขนั้ ตอนเรยี บรอ้ ยแลว้ และถกู นามาให้ ผใู้ ชไ้ ดใ้ ชง้ านในชว่ งแรกผใู้ ชอ้ าจจะยงั ไมค่ นุ้ เคยกจ็ ะทาใหเ้ กิดปัญหาบา้ งดังนนั้ จึงตอ้ ง มผี คู้ วบคมุ ดแู ลและตรวจสอบการทางานการบารุงรกั ษาโปรแกรมจงึ เป็นขนั้ ตอนท่ี ผเู้ ขยี นโปรแกรมตอ้ งติดตามดแู ละหาขอ้ ผดิ พลาดของโปรแกรมในระหว่างท่ีผใู้ ชใ้ ช้ งานโปรแกรมและปรบั ปรุงโปรแกรมเม่อื เกิดขอ้ ผดื พลาดขนึ้ หรอื ในการใชง้ าน โปรแกรมในระยะเวลสทีน่ านผใู้ ชอ้ าจตอ้ งการเปลีย่ นแปลงการทางานของระบบงาน เดิมเพอ่ื ใหเ้ หมาะกบั เหตกุ ารณ์

คณุ ลกั ษณะที่ดีของโปรแกรม โปรแกรมเกิดจากการนาเอาคาส่งั (Instruction)มาเลียงลาดบั หรือการนาเอาคาส่งั ตา่ งๆมาประกอบกนั ขนึ้ โดยโปรแกรม เพอื่ ประมวลผลขอ้ มลู อยา่ งใดอย่างหนง่ึ ตาม ความตอ้ งการของผใู้ ช้ การท่ีจะมลี กั ษณะของโปรแกรมท่ดี จี ะตอ้ งมีสมบตั ิดงั ต่อไปนี้ 1. มคี วามถกู ตอ้ ง (Correctness) 2. มคี วามแม่นยาและเชือ่ ถอื ได้ (Reliability) 3. มคี วามเขา้ กนั ได้ (Portability) 4. การบารุงรกั ษาโปรแกรมทาไดง้ า่ ย (Maintainability) 5. ตอ้ งอ่านไดง้ ่าย (Readability) 6. มีความเป็นมิตรตอ่ ผใู้ ชง้ าน (User-friendliness) 7. สามารถนากลบั มาใชง้ านใหม่ (Reusability) 8. มีความปลอดภยั (Security) 9. คา่ ใชจ้ า่ ยตา่ (Low Cost) 10. ใชเ้ วลาในการพฒั นานอ้ ย การประยุกตก์ ารเขียนโปรแกรมด้วยภาษาซี การใชง้ านภาษาซเี พือ่ พฒั นาโปรแกรมประยกุ ตน์ นั้ สามารถทาไดโ้ ดยการ ดาเนินตามขนั้ ตอนการพฒั นาโปรแกรมแลว้ นามาออกแบบการประมวลผลและ ลกั ษณะขอ้ มลู ทใ่ี ชง้ านเพือ่ ใชใ้ นการเขียนโปรแกรมต่อไป

ลกั ษณะโปรแกรมภาษาซี ประกอบดว้ ยส่วนของโปรแกรมทเ่ี ป็นคาส่งั ใน ภาษาซีและตอ้ งมีฟังกช์ นั อยา่ งนอ้ ยหน่ึงฟังกช์ นั คอื ฟังกช์ นั หลกั (main function) นอกจากการเขยี นโปรแกรมเองแลว้ ยงั สามารถเรยี กใชง้ านส่วนของโปรแกรมทเ่ี ขยี นไว้ แลว้ ในแฟม้ ขอ้ มลู ไลบราร(ี Library file) ก็ไดโ้ ดยการระบแุ ฟ้มขอ้ มลู หวั เร่อื ง (header file) ในคาส่งั #include โปรแกรมประยุกตใ์ นงานธุรกิจ ซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ต(์ application software) เป็นซอฟตแ์ วรท์ ีใ่ ชก้ บั งานดา้ นตา่ ง ๆ ตามความตอ้ งการของผใู้ ช้ ทส่ี ามารถนามาใชป้ ระโยชนไ์ ดโ้ ดยตรง ปัจจบุ นั มี ผพู้ ฒั นาซอฟตแ์ วรใ์ ชง้ านทางดา้ นต่าง ๆ ออกจาหน่ายมาก การประยกุ ตง์ าน คอมพิวเตอรจ์ งึ กวา้ งขวางและแพรห่ ลาย เราอาจแบ่งซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ตอ์ อกเป็นสอง กลมุ่ คอื ซอฟตแ์ วรส์ าเร็จ และซอฟตแ์ วรท์ พี่ ฒั นาขนึ้ ใชง้ านเฉพาะ ซอฟตแ์ วรส์ าเรจ็ ใน ปัจจบุ นั มีมากมาย เช่น ซอฟตแ์ วรป์ ระมวลคา ซอฟตแ์ วรต์ ารางทางาน ฯลฯ 4.1 ซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ตท์ ่วั ไป ซอฟแวรป์ ระยกุ ตท์ ่วั ไป (general purpose software) เป็นซอฟแวรท์ ่พี ฒั นาขนึ้ มาเพ่อื นาไปประยกุ ตใ์ ชก้ บั งานใหเ้ หมาะสมกบั ลกั ษณะงานของผใู้ ชค้ อมพวิ เตอร์ เช่น การจดั พมิ พร์ ายงาน การนาเสนอ เป็นตน้ 1) ซอฟตแ์ วรป์ ระมวลคา(word processing software) เป็นซอฟตแ์ วรป์ ระยกุ ตใ์ ช้ สาหรบั การพิมพเ์ อกสาร สามารถแกไ้ ข เพิ่ม แทรก ลบ และจดั รูปแบบเอกสารไดอ้ ย่าง ดี เอกสารที่พมิ พไ์ วจ้ ดั เป็นแฟม้ ขอ้ มลู เรยี กมาพิมพห์ รือแกไ้ ขใหม่ได้ การพิมพอ์ อก ทางเครอ่ื งพิมพก์ ม็ รี ูปแบบตวั อกั ษรใหเ้ ลือกหลายรูปแบบ เอกสารจงึ ดเู รียบรอ้ ย สวยงาม ปัจจบุ นั มีการเพม่ิ ขีดความสามารถของซอฟตแ์ วรป์ ระมวลคาอีกมากมาย ซอฟตแ์ วรป์ ระมวลคาทน่ี ิยมอยใู่ นปัจจบุ นั เช่น วินสเ์ วิรด์ จฬุ าจารกึ โลตสั เอมโิ ปร

2)ซอฟตแ์ วรต์ ารางทางาน (spread sheet software) เป็นซอฟตแ์ วรท์ ีช่ ่วยในการ คดิ คานวณ การทางานของซอฟตแ์ วรต์ ารางทางาน ใชห้ ลกั การเสมือนมีโตะ๊ ทางานท่ี มีกระดาษขนาดใหญว่ างไว้ มเี คร่ืองมือคลา้ ยปากกา ยางลบ และเครือ่ งคานวณ เตรยี มไวใ้ หเ้ สร็จ บนกระดาษมีชอ่ งใหใ้ ส่ตวั เลข ขอ้ ความหรอื สตู ร สามารถส่งั ให้ คานวณตามสตู รหรือเง่อื นไขท่กี าหนด ผใู้ ชซ้ อฟตแ์ วรต์ ารางทางานสามารถ ประยกุ ตใ์ ชง้ านประมวลผลตวั เลขอ่ืน ๆ ไดก้ วา้ งขวาง ซอฟตแ์ วรต์ ารางทางานทีน่ ยิ ม ใช้ เชน่ เอกเซล โลตสั 3)ซอฟตแ์ วรจ์ ดั การฐานข้อมลู (data base management software) การใช้ คอมพิวเตอรอ์ ย่างหนงึ่ คือการใชเ้ ก็บขอ้ มลู และจดั การกบั ขอ้ มลู ทจ่ี ดั เก็บใน คอมพิวเตอร์ จึงจาเป็นตอ้ งมซี อฟตแ์ วรจ์ ดั การขอ้ มลู การรวบรวมขอ้ มลู หลาย ๆ เรือ่ ง ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกนั ไวใ้ นคอมพิวเตอร์ เรากเ็ รยี กว่าฐานขอ้ มลู ซอฟตแ์ วรจ์ ดั การฐานขอ้ มลู จึงหมายถงึ ซอฟตแ์ วรท์ ีช่ ่วยในการเก็บ การเรียกคน้ มาใชง้ าน การทารายงาน การ สรุปผลจากขอ้ มลู ซอฟตแ์ วรจ์ ดั การฐานขอ้ มลู ทนี่ ิยมใช้ เช่น เอกเซส ดีเบส พาราด็อก ฟ๊ อกเบส 4)ซอฟตแ์ วรน์ าเสนอ (presentation software) เป็นซอฟตแ์ วรท์ ี่ใชส้ าหรบั นาเสนอ ขอ้ มลู การแสดงผลตอ้ งสามารถดึงดดู ความสนใจ ซอฟตแ์ วรเ์ หล่านจี้ งึ เป็นซอฟตแ์ วร์ ท่ีนอกจากสามารถแสดงขอ้ ความในลกั ษณะที่จะส่ือความหมายไดง้ ่ายแลว้ จะตอ้ ง สรา้ งแผนภมู ิ กราฟ และรูปภาพได้ ตวั อยา่ งของซอฟตแ์ วรน์ าเสนอ เชน่ เพาเวอร์ พอยต์ โลตสั ฟรีแลนซ์ ฮารว์ ารด์ กราฟิก 5)ซอฟตแ์ วรจ์ ดั การด้านกราฟิ กและมลั ตมิ ีเดีย

ซอฟตแ์ วรจ์ ดั การดา้ นกราฟิกเป็นซอฟตแ์ วรท์ ่ีทาหนา้ ทเ่ี หมือนกระดานหรอื สมดุ วาด เขยี นท่ีผใู้ ชส้ ามารถสรา้ งภาพเขยี นได้ และมีอปุ กรณท์ ชี่ ่วยในการวาดรูป เช่น ปากกา ชว่ ยวาดลายเสน้ พ่กู นั ระบายสี และยางลบชว่ ยลบลายเสน้ หรอื สที ไ่ี ม่ตอ้ งการได้ นอกจากนีส้ ามารถนาแฟม้ ขอ้ มลู ท่ีเป็นรูปภาพท่ีถ่ายโดยใชก้ ลอ้ งถา่ ยรูปดจิ ิตอลมา แกไ้ ขตกแต่งได้ โดยซอฟตแ์ วรจ์ ะมเี คร่ืองมือทีส่ ามารถปรบั เปล่ียนความเขม้ ของแสง ปรบั เปลี่ยนความแตกต่างของสีวตั ถใุ นภาพ และสามารถตดั แปะองคป์ ระกอบของ ภาพหลาย ๆ ภาพ มาสรา้ งเป็นภาพใหมไ่ ดเ้ หมอื นการสรา้ งศิลปะ นอกจากนีย้ งั สามารถเปลย่ี นลกั ษณะของภาพ ลกั ษณะของสีใหม้ พี นื้ สแี บบตา่ ง ๆ ได้ ซอฟตแ์ วร์ จดั การดา้ นกราฟิกที่เป็นทนี่ ยิ ม เช่น โปรแกรมโฟโทชอพ (PhotoShop) โปรแกรมเพ นทบ์ รชั (Paint Brush) โปรแกรมเพนทช์ อพ (Paint Shop) ซอฟตแ์ วรจ์ ดั การดา้ นกราฟิกบางโปรแกรม สามารถเชอื่ มต่อกบั อปุ กรณน์ าเขา้ สแกนเนอร์ เพื่อจดั การนาเขา้ ขอ้ มลู โดยแปลงขอ้ มลู รูปภาพใหเ้ ป็นขอ้ มลู แบบ ดจิ ิตอล และจดั เกบ็ ขอ้ มลู ในรูปของแฟม้ ขอ้ มลู เพ่ือนามาแกไ้ ขต่อไป


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook