Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พลศึกษาเพื่อพัฒนาสุขภาพ

พลศึกษาเพื่อพัฒนาสุขภาพ

Published by panyaponphrandkaew2545, 2019-12-05 09:55:28

Description: พลศึกษาเพื่อพัฒนาสุขภาพ

Search

Read the Text Version

ประวตั ขิ องลีลาศ ประวตั ลิ ีลาศ ลลี าศนน้ั มีมานบั เป็นพนั ๆ ปีแลว้ แตเ่ พิ่งมหี ลกั ฐานแนช่ ดั เมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 1400 ซ่ึงไดอ้ ธิบายถงึ การกา้ วเดิน และดนตรี การเตน้ ราแบบบอลรูม เปรียบเสมอื นสะพานเช่อื มช่องวา่ งระหวา่ งชาตแิ ละเผ่าพนั ธุต์ ่าง ๆ ถงึ แมว้ ่า ชาวตะวนั ตกจะนิยมกนั อย่างมาก แต่การเตน้ ราแบบบอลรูมก็เป็นท่ยี อมรบั ของชนทกุ ชาติ ประวตั ิการลีลาศหรอื เตน้ รา มีความสมั พนั ธเ์ ก่ยี วขอ้ งกนั กบั เตน้ ราแบบอ่ืนๆ มาก เชน่ การเตน้ ระบาบลั เลย่ ก์ ารเตน้ ราพนื้ เมอื ง ฯลฯ จึงขอสรุปโดยแบง่ ยคุ การเตน้ รา ออกเป็น 6 ยคุ ดงั นี้ 1.ประวัติลีลาศ ยคุ กอ่ นประวตั ศิ าสตร์ การเตน้ ราถอื เป็นศลิ ปะอยา่ งหนึ่งของการแสดงออกของบคุ คล ศลิ ปะการเตน้ ราใน สมยั กอ่ นประวตั ิศาสตรไ์ ดถ้ กู คน้ พบจากภาพวาดบนผนงั ถา้ ในแอฟรกิ าและยโุ รป ตอนใต้ ซึง่ ศิลปะในการเตน้ ราไดถ้ กู วาดมาไมน่ อ้ ยกวา่ 20,000 ปีมาแลว้ อีกทงั้

พธิ ีกรรมทางศาสนา จะรวมการเตน้ รา การดนตรี และการแสดงละคร ซึง่ เป็นส่ิง สาคญั ในชวี ิตความเป็นอย่ขู องมนษุ ยใ์ นสมยั ก่อนประวตั ิศาสตรเ์ ป็นอย่างมาก พธิ ีกรรมเหล่านอี้ าจเป็นการบวงสรวงเทพเจา้ เทพธิดา หรือจากการฉลองทลี่ า่ สตั วม์ า ได้ หรือการออกศกึ สงคราม นอกจากนีอ้ าจมีการเฉลมิ ฉลองการเตน้ ราดว้ ยเหตอุ นื่ ๆ เชน่ ฉลองการเกดิ การหายจากอาการเจบ็ ป่วย หรอื การไวท้ กุ ข์ เป็นตน้ 2.ประวัตลิ ลี าศ ยคุ โบราณ การเตน้ ราของพวกท่นี บั ถือสิ่งศกั ดิส์ ิทธิ์ หรือพวกที่ไมม่ ีศาสนาในสมยั โบราณนนั้ ใน เขตทะเลเมดิเตอรเ์ รเนยี นและตะวนั ออกกลาง มีภาพวาด รูปปั้นแกะสลกั และบท ประพนั ธข์ องชาวอียิปตโ์ บราณ แสดงใหเ้ ห็นถึง การเตน้ ราไดถ้ กู จดั ขนึ้ ในพิธีศพ ขบวน แห่ และพิธีกรรมทางศาสนา ชาวอียิปตโ์ บราณสว่ นใหญ่เป็นเกษตรกร ในทกุ ๆ ปี แมน่ า้ ไนลจ์ ะเพิ่มระดบั สงู ขนึ้ และเมอื่ นา้ ลดลง จะมกี ารทาการเพาะปลกู และมกี าร เตน้ ราหรอื แสดงละคร เพือ่ ขอบคณุ เทพเจา้ โอซริ สิ (God Osiris) ซึ่งเป็นเทพเจา้ แห่ง การเกษตร ตามความเช่อื ของคนในทอ้ งถ่ิน นอกจากนีก้ ารเตน้ รายงั นามาใชใ้ นงานสว่ นตวั เชน่ การเตน้ ราของพวกขา้ ทาส ซงึ่ จดั ขนึ้ เพอ่ื ความสนกุ สนาน และตอ้ นรบั แขกทม่ี าเยือน ชาวกรีกโบราณเหน็ วา่ การเตน้ รา เป็นสงิ่ จาเป็นทงั้ ในการศึกษา การบวงสรวงเทพเจา้ เทพธิดา และการแสดงละคร

ปรชั ญาเมธีพลาโตใหค้ วามเห็นว่า พลเมืองกรีกที่ดีตอ้ งเรียนรูก้ ารเต้นราเพื่อ พฒั นาการบงั คบั รา่ งกายของตนเอง เพ่ือเสริมสรา้ งทกั ษะในการตอ่ สู้ ดงั นน้ั การรา่ ย ราดว้ ยอาวธุ จึงถกู นามาใชใ้ นการศึกษาทางทหารของเดก็ ทงั้ ในรฐั เอเธนสแ์ ละสปาร์ ตา้ นอกจากนี้ การเตน้ รามีความนิยมแพรห่ ลายนามาใชใ้ นพธิ ีแต่งงาน ฤดกู ารเก็บ เก่ยี วพชื ผล และในโอกาสอ่ืน ๆ ดว้ ย การเตน้ ราทางศาสนา เป็นส่วนสาคญั ในการกาเนดิ การละครของกรีก ระหว่าง 500 ปี ก่อนคริสตกาล การละครของกรกี เรยี กวา่ Tragidies ซ่ึงพฒั นามาจากเพลงสวดใน โบสถแ์ ละการเตน้ ราเพ่ือสรรเสริญเทพเจา้ ดโิ อนซิ ุส (God Dionysus) ซึง่ เป็นเทพเจา้ แหง่ เหลา้ องนุ่ การเตน้ ราแบบ Emmeieia เป็นการเตน้ ราทีส่ ง่า ภมู ฐิ าน ไดถ้ กู นามาใช้ ในละคร Tragedies โดยครูสอนเตน้ ราจะตอ้ งบอกเรื่องราว และชแี้ นะทา่ ทางทต่ี อ้ ง แสดงเพื่อใหจ้ ดจาได้ การแสดงตลกขบขนั สน้ั ๆ ของกรีกท่ีเรียกวา่ Satyrs ก็จดั อยใู่ น การเตน้ ราของกรกี ดว้ ย เม่อื โรมนั รบชนะกรีก เมอื่ 197 ปี กอ่ นคริสตกาล โรมนั ไดป้ รบั ปรุงวฒั นธรรมการ เตน้ ราของกรกี ใหด้ ขี นึ้ การเตน้ ราของโรมนั คลา้ ยกบั ของกรีกท่ีเตน้ ราเพื่อบวงสรวง เทพเจา้ หญิงชาวโรมนั ก็จะถกู ฝึกใหเ้ ตน้ รา แมแ้ ต่ชาวต่างชาติ หรือพวกขา้ ทาสที่อยู่ ในโรมนั กม็ กี ารเตน้ ราดว้ ยเช่นกนั ชาวโรมนั มกี ารเตน้ ราหลงั จากการเพาะปลกู หรือ กลบั จากการทาสงคราม เพ่ือแสดงความกลา้ หาญ หรือยินดใี นชยั ชนะเหนอื ขา้ ศกึ ใน ยคุ นมี้ นี กั เตน้ ราของโรมนั ที่มีช่อื เสยี งมาก คือ ซซิ โี ร (Cicero : 106-43 B.C.) ซ่งึ เป็นผู้ คิดและปรบั ปรุงลกั ษณะท่าทางการเตน้ ราของโรมนั ใหด้ ีขนึ้

3.ประวตั ลิ ีลาศ ยคุ กลาง (ค.ศ. 400 – 1500) ประวตั ิลีลาศ ยคุ กลาง เป็นยคุ ทค่ี ่อนขา้ งสบั สนว่นุ วาย สงั คมไมส่ งบสขุ โบสถม์ ี อทิ ธิพลตอ่ การเตน้ ราของยโุ รปมาก โบสถม์ ีขอ้ หา้ มมากมายเก่ยี วกบั การเตน้ รา ทงั้ นี้ เป็นเพราะการเตน้ ราบางอย่างถอื ว่าต่าชา้ และเพื่อกามารมณ์ อยา่ งไรกด็ ีผทู้ ชี่ อบการ เตน้ รามกั จะหาโอกาสจดั งานเตน้ ราขนึ้ ในหมบู่ า้ นของตนอยเู่ สมอ ในปี ค.ศ. 300 บรรดาผใู้ ชแ้ รงงานฝีมือ ไดจ้ ดั ละครทางศาสนาขนึ้ และมีการเตน้ รารวมอยดู่ ว้ ย โดยใน ระหวา่ งปี ค.ศ. 300 กาฬโรคซ่ึงถกู เรียกวา่ ความตายสดี า ระบาดในยโุ รป ทาลายชีวติ ผคู้ นไปมากมายจนทาใหผ้ คู้ นแทบเป็นบา้ จากความกลวั และความโศกเศรา้ โดยผคู้ น จะรอ้ งเพลงและเตน้ ราคลา้ ยกบั คนวิกลจริตทหี่ นา้ หลมุ ศพ ซงึ่ เช่ือวา่ การแสดงของเขา นนั้ จะชว่ ยขบั ไล่ส่ิงเลวรา้ ย และขบั ไลค่ วามตายใหห้ นไี ปจากชวี ติ ความเป็นอยขู่ อง เขาได้ ในยคุ กลางยโุ รปยงั มีการเฉลมิ ฉลองการแตง่ งาน วนั หยดุ และประเพณีต่าง ๆ ตาม โอกาสดว้ ย การเตน้ ราพนื้ เมือง ผใู้ หญ่และเดก็ ในชนบท จะจดั ราดาบและเตน้ รารอบ

เสาสงู ท่ผี กู รบิ บนิ้ จากยอดเสา (Maypoles) พวกขนุ นางท่ีไปพบเห็น ก็นามาพฒั นา ปรบั ปรุงใหด้ ขี นึ้ การเตน้ ราแบบวงกลมของบรรดาขนุ นางซึ่งเรียกวา่ Carol เป็นการเตน้ ราทีค่ ่อนขา้ ง ชา้ ในช่วงปลายยคุ กลางนน้ั การเตน้ ราถอื วา่ เป็นส่วนหนงึ่ ของขบวนแห่ตา่ ง ๆ หรือใน งานเลยี้ งทมี่ เี กียรติ 4.ประวัตลิ ีลาศ ยุคฟื้ นฟู (ค.ศ. 1400 – 1600) ประวตั ิลลี าศ ยคุ ฟื้นฟู เป็นยคุ ทีม่ คี วามเจรญิ รุง่ เรอื งทางเศรษฐกจิ และวัฒนธรรม ยคุ ฟื้นฟเู รม่ิ ในอิตาลเี มือ่ ปี ค.ศ. 300 ในช่วงปลายสมยั กลางแลว้ แผข่ ยายไปในยโุ รป ในปี ค.ศ. 300 ที่อิตาลี ขนุ นางท่มี คี วามม่นั คงตามเมอื งตา่ งๆ จะจา้ งครูเตน้ ราอาชพี มาสอนในคฤหาสนข์ องตน เรยี กการเตน้ ราสมยั นนั้ ว่า Balli หรือ Balletti ซ่งึ เป็นภาษา อิตาลี แปลวา่ การเตน้ รา น่นั เอง ในปี ค.ศ. 1588 พระชาวฝร่งั เศส ชื่อ โตอิโน อาโบ (Thoinnot Arbeau: ค.ศ. 1519 – 1589) ไดพ้ ิมพห์ นงั สือเก่ยี วกบั การเตน้ รา ชือ่ ออเชโซกราฟี (Orchesographin) ใน หนงั สอื ไดบ้ รรยายถงึ การเตน้ ราแบบต่าง ๆ หลายแบบ เป็นหนงั สอื ท่มี คี ณุ ค่ามาก บนั ทึกถึงการเตน้ ราทน่ี ยิ มใชก้ นั ในบา้ นขนุ นางตา่ งๆ

การเตน้ ราแบบบอลรูม เริม่ ตงั้ แต่สมยั สมเดจ็ พระราชินีนาถเอลซิ าเบธท่ี 1 (ค.ศ. 1558 – 1603) ซงึ่ สมยั นนั้ คล่งั ไคลก้ ารเตน้ ราทเี่ รียกวา่ โวลตา้ (Volta) ซง่ึ มีการจบั ค่แู บบ วอลซ์ ในปัจจบุ นั การเตน้ แบบโวลตา้ นน้ั ฝ่ายชายจะช่วยใหฝ้ ่ายหญิงกระโดดขนึ้ ใน อากาศดว้ ย ในยโุ รประหวา่ งศตวรรษท่ี 16 งานเลยี้ งฉลองไดถ้ กู จดั ขนึ้ ตามโอกาสตา่ งๆ เชน่ งาน วนั เกิด งานแตง่ งาน และงานตอ้ นรบั แขกท่มี าเยอื น ในงานจะรวมพวกการเตน้ รา การ ประพนั ธ์ การดนตรี และการแสดงละครดว้ ย ขนุ นางผหู้ นึ่งชอ่ื Lorenzo de Medlci ไดจ้ ดั งานขึน้ ทคี่ ฤหาสนข์ องตน โดยตกแตง่ คฤหาสนด์ ว้ ยสสี นั ตา่ งๆ และจดั ใหม้ ีการ แขง่ ขนั หลายอย่าง รวมทงั้ การเตน้ ราสวมหนา้ กาก (Mask Dance) ซง่ึ ตอ้ งใชจ้ งั หวะ ดนตรปี ระกอบการเตน้ พระนางแคทเธอรนี เดอ เมดซิ ี (Catherine de Medicis) พระราชินใี นพระเจา้ เฮนรี่ท่ี 2 เดมิ เป็นชาวฟลอเรนซแ์ หง่ อิตาลี พระองคไ์ ดน้ าคณะเตน้ ราของอติ าลี มาเผยแพรใ่ น พระราชวงั ของฝร่งั เศส ซงึ่ ถกู เรียกเป็นสาเนยี งฝร่งั เศสว่า คองเทร ดองเซ่ (Conterdanse) และเป็นจดุ เริ่มตน้ ของระบาบลั เลย่ ์ พระองคไ์ ดจ้ ดั ใหม้ กี ารแสดง บลั เลย่ ์ โดยพระองคท์ รงรว่ มแสดงดว้ ย ในสมยั ของพระเจา้ หลยุ สท์ ่ี 14 แห่งฝร่งั เศส ไดป้ รบั ปรุงและพฒั นาการบลั เลย่ ใ์ หม่ และไดม้ กี ารตงั้ โรงเรียนบลั เล่ยข์ นึ้ เป็นแห่งแรก ช่ือ Academic Royale de Dance จน

ทาใหป้ ระเทศฝร่งั เศสเป็นศนู ยก์ ลางวฒั นธรรมของยโุ รป พระองคค์ ลกุ คลีกบั วงการ บลั เล่ยม์ าไมน่ อ้ ยกวา่ 200 ปี โดยพระองคท์ รงรว่ มแสดงดว้ ย บทบาทท่พี ระองคท์ รง โปรดมากทส่ี ดุ คือ บทเทพอพอลโลของกรีก จนพระองคไ์ ดร้ บั สมญานามว่า พระราชา แหง่ ดวงอาทิตย์ การบลั เลย่ ใ์ นสมยั พระเจา้ หลยุ สท์ ี่ 14 นคี้ ่อนขา้ งจะสมบรู ณม์ าก ซ่ึง การเตน้ ระบาบลั เล่ยใ์ นพระราชวงั นี้ เป็นพนื้ ฐานของการลีลาศ ในสมยั ศตวรรษที่ 17 การเตน้ รามีแบบแผนมากขึน้ จอหน์ วีเวอร์ และ จอหน์ เพล ฟอรด์ (John Weaver & John Playford) เป็นนกั เขียนชาวองั กฤษท่ีมีชอ่ื เสียง เพล ฟอรด์ ไดเ้ ขียนเก่ยี วกบั การเตน้ ราแบบเกา่ ขององั กฤษ ซ่ึงรวบรวมไดถ้ งึ 900 แบบอย่าง การเตน้ ราในปี ค.ศ. 1700 ซึ่งเป็นท่นี ิยมมากที่สดุ ไดแ้ ก่ Gavotte, Allemande และ Minuet รูปแบบการเตน้ จะประกอบดว้ ยการกา้ วเดนิ หรอื วิง่ การรอ่ นถลา การขนึ้ ลง ของลาตวั การโคง้ และถอนสายบวั ภายหลงั ไดแ้ พรห่ ลายไปส่ทู วีปยโุ รปและอเมรกิ า เป็นท่ชี ่นื ชอบของ ยอรช์ วอชงิ ตนั ประธานาธิบดคี นแรกของอเมรกิ ามาก การเตน้ รา ในองั กฤษที่เรยี กว่า Country Dance ซง่ึ เป็นการเตน้ ราพนื้ เมือง ไดร้ บั ความนยิ มอยา่ ง มากในยโุ รป ภายหลงั ไดแ้ พรห่ ลายไปส่อู าณานิคมตอนใตข้ องอเมริกา

5.ประวตั ลิ ีลาศ ยคุ โรแมนตคิ ประวตั ิลลี าศ ยคุ โรแมนตคิ เป็นยคุ ท่ีมกี ารปฏิรูปเรื่องบลั เลย่ ์ ในยคุ นี้ นกั เตน้ รามี ความอสิ ระในการเคล่ือนไหว และการแสดงออกของบคุ คล สมยั กอ่ นการแสดงบลั เลย่ ์ มกั จะแสดงเรอื่ งทเี่ ก่ยี วกบั เทพเจา้ เทพธิดา แตย่ คุ นมี้ งุ่ แสดงเก่ยี วกบั ชวี ิตคนธรรมดา สามญั เร่ืองท่วั ๆ ไป รวมถงึ ใส่จนิ ตนาการ ลงไปในบางครง้ั ดว้ ย ในสมยั ทม่ี ีการปฏิวตั ใิ นฝร่งั เศส (ค.ศ. 1789) ไดม้ กี ารกวาดลา้ งพวกกษัตริยแ์ ละพวก ขนุ นางไป ทาใหเ้ กิดความรูส้ กึ ใหมค่ อื ความมอี สิ ระเสรีเท่าเทยี มกนั และเกิดการเตน้ วอลซ์ ซึ่งรบั มาจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรยี ซึ่งเช่ือกนั วา่ มรี ากฐานมาจากการ เตน้ Landler การเตน้ วอลทซไ์ ดแ้ พรห่ ลายไปสปู่ ระเทศทเ่ี จรญิ แลว้ ในยโุ รปตะวนั ตก แตเ่ นื่องจากการเตน้ วอลซอ์ นญุ าตใหช้ ายจบั มือ และ เอวของค่เู ตน้ ราได้ จงึ ถกู คณะ พระครสิ ประณามว่า ไมเ่ หมาะสมและไมส่ ภุ าพเรยี บรอ้ ย ในช่วงปี ค.ศ. 1800 – 1900 การเตน้ ราใหมๆ่ ท่ีเป็นทนี่ ิยมกนั มากในยโุ รปและอเมริกา จะเริม่ ตน้ จากคนธรรมดาสามญั โดยการเตน้ ราพนื้ เมือง พวกขนุ นางเหน็ เขา้ ก็นาไป ประยกุ ตใ์ หเ้ หมาะสมกบั ราชสานกั เช่น การเตน้ โพลกา้ วอลซ์ ซ่ึงกลายเป็นทนี่ ิยม มากของชนชน้ั กลางและชนชน้ั สงู ในสมยั พระนางเจา้ วิคตอเรีย (The Victorian Era 1830 – 80) การไปงานราตรสี โมสร หนมุ่ สาวจะไปเป็นค่ๆู ตอ้ งตา่ งคนต่างไป และฝ่ายชายจะขอลลี าศกบั หญิงคนเดมิ มากกวา่ 4 ครงั้ ไมไ่ ด้ หญิงโสดกจ็ ะตอ้ งมพี เ่ี ลยี้ งไปดว้ ย ฝ่ายหญิงจะมีบตั รเล็กๆ สขี าว จดบนั ทึกไวว้ า่ เพลงใดมีชายขอจองลลี าศไวบ้ า้ ง ในอเมรกิ ารูปแบบใหม่ในการเตน้ ราท่ีนิยมมากในหมชู่ นชน้ั กรรมาชพี พวกท่ยี ากจน และคนผิวดา คอื การเตน้ Tap-Danced หรือ ระบาย่าเทา้ โดยรวมเอาการเตน้ รา พนื้ เมืองในแอฟริกา การเตน้ แบบจิ๊ก ( jig) ของชาวไอรสิ และการเตน้ ราแบบคลอ๊ ก

(Clog) ของชาวองั กฤษผสมเขา้ ดว้ ยกนั โดยคนผิวดามกั จะเตน้ ไปตามถนนหนทาง ตา่ ง ๆ ก่อนปี ค.ศ. 1870 การเตน้ ราไดข้ ยายไปสเู่ มืองตา่ งๆ ในอเมริกา ผหู้ ญิงท่ชี อบรอ้ ง เพลงประสานเสียงจะเตน้ ระบาแคน-แคน (Can-Can) โดยใชก้ ารเตะเทา้ สงู ๆ เพอื่ เป็น สิง่ บนั เทงิ ใจแก่พวกโคบาลที่อยตู่ ามชายแดนอเมริกา ระบาแคน-แคน มีจดุ กาเนิดมา จากฝร่งั เศส 6.ประวัติลลี าศ ยุคปัจจบุ นั (ค.ศ. 1900) จงั หวะวอลซจ์ ากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรยี ซ่ึงเกิดขนึ้ ในปลายศตวรรษที่ 17 แต่ มิไดเ้ ผยแพร่ จนกระท่งั ในปี ค.ศ. 1816 จงั หวะวอลซไ์ ดถ้ กู นามาเผยแพร่ ต่อท่ปี ระชมุ โดยพระเจา้ ยอรช์ ท่ี 4 แมจ้ ะไมส่ มบรู ณน์ กั ในขณะนน้ั แต่กจ็ ดั ว่า จังหวะวอลซเ์ ป็ น จังหวะแรกของการลลี าศแทจ้ ริง เพราะค่ลู ีลาศสามารถจบั คเู่ ตน้ ราได้

• ในราวปี ค.ศ. 1840 การเตน้ ราบางอยา่ งกลบั มาเป็นทนี่ ยิ มอีก อาทิ โพลกา้ จากโบฮิเมีย ซ่งึ เป็นท่นี ิยมมากในเวียนนา ปารีส และ ลอนดอน จงั หวะมา เซอกา้ (Mazuka) จากโปแลนดก์ ็เป็นทีน่ ยิ มมากในยโุ รปตะวนั ตก • ในราวกลางศตวรรท่ี 19 การเตน้ ราใหมๆ่ ก็เกิดขนึ้ อกี มาก อาทิ การเตน้ มลิ ิทาร่ี สกอ๊ ตตชิ (Millitary Schottische) การเตน้ เค็กวอลค์ (Cakewalk) ซง่ึ เป็นการ เตน้ ราแบบหน่ึงของพวกนิโกรในอเมริกา การเตน้ ทสู เตป (Two-Step) การเตน้ บอสตนั (Boston) และการเตน้ เตอรกที รอท (Turkey trot) • ในศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1910) จงั หวะแทงโก้ จากอารเ์ จนตินา เร่มิ เผยแพรท่ ี่ ปารีส เป็นจงั หวะท่แี ปลก และเตน้ สวยงามมาก • ในระหว่างปี ค.ศ. 1912 – 1914 Vemon และ lrene Castle ไดน้ ารูปแบบการ เตน้ ราแบบใหมๆ่ จากองั กฤษมาเผยแพรใ่ นอเมริกาก่อนสงครามโลกครงั้ ท่ี 1 ไดแ้ ก่ จงั หวะฟอกซท์ รอท และแทงโก้ • ปี ค.ศ. 1918 สมยั สงครามโลกครง้ั ท่ี 1 องั กฤษไดเ้ ลือกเฟ้นจงั หวะเตน้ ราทงั้ บอลลร์ ูม และละตินอเมริกา เรียบเรียงขนึ้ เป็นตารา วางหลกั สตู รของแต่ละ จงั หวะรดั กมุ ในสมยั นีป้ ระเภทบอลรูม มเี พยี ง 4 จงั หวะ คอื วอลซ์ (Waltz) ควิกวอลซ์ (Quick Waltz) สโลวฟ์ อกซท์ รอท (Slow Fox-trot) และ แทงโก้ (Tango) • ปี ค.ศ. 1920 ในอเมริกาเรม่ิ นยิ มจงั หวะ Paso-Doble (ปาโซโดเบล) และการ เตน้ ราแบบกา้ วเดยี วสลบั กนั (One-step) ซ่งึ เรียกกนั ว่า Fast fox-trot • ปี ค.ศ. 1925 จงั หวะชารล์ ตนั (Charleston) เริ่มเป็นทีน่ ิยม รูปแบบการเตน้ คลา้ ยทสู เตป และในปีเดยี วกนั นี้ Arthur Murray ก็ไดใ้ หก้ าเนดิ การเตน้ ราแบบ

สมยั ใหม่ (Modem Dances) ขนึ้ การเตน้ ราแบบสมยั ใหม่นเี้ ป็นการเตน้ ราที่ แสดงออกถึงจินตนาการของแต่ละบคุ คล ไม่มที า่ เตน้ ท่แี นน่ อนตายตวั บางครง้ั กน็ าทา่ บลั เล่ยม์ าผสมผสานดว้ ย • ปี ค.ศ. 1929 จงั หวะจิตเตอรบ์ กั (Jittebug) เร่ิมเป็นทน่ี ิยม รูปแบบการเตน้ ตอ้ ง อาศยั ยมิ นาสติก การเบรก และการกา้ วเทา้ ย่าเร็วๆ ในปีเดยี วกันอิทธิพลจาก เพลงแจ๊สของอเมริกา ทาใหเ้ กดิ จงั หวะ ควกิ สเตป (Quickstep) ขนึ้ เป็นจงั หวะ ที่ 5 ของบอลรูม • ปี ค.ศ. 1929 ไดม้ ีการจดั ตงั้ คณะกรรมการลีลาศ (Official Board of Ballroom Dancing) ขนึ้ ในประเทศองั กฤษ และ จดั การแข่งขนั เตน้ ราในองั กฤษทกุ ปี • ปี ค.ศ. 1930 การเตน้ ราของชาวควิ บา (Cuban Dance) กเ็ ป็นทนี่ ิยมมากใน อเมรกิ า คือจงั หวะ คิวบนั รมั บา้ หรือจงั หวะรมั บา้ • ปี ค.ศ. 1939 บรรดาครูลีลาศ และผทู้ รงคณุ วตุ ิทางลีลาศในองั กฤษ ไดร้ ว่ มกนั วางกฏเกณฑข์ องลวดลายตา่ งๆ ในลีลาศเพื่อใหเ้ ป็นมาตราฐานเดียวกนั ในแต่ ละจงั หวะมีประมาณ 20 ลวดลาย • ปี ค.ศ. 1940 การเตน้ คองกา้ และแซมบา้ จากบราซลิ กเ็ ป็นทีน่ ยิ มกนั มาก • ปี ค.ศ. 1950 ไดจ้ ดั ตงั้ สภาการลีลาศระหว่างชาติ (International Council of Ballroom Dancing) โดยใชช้ ่อื ยอ่ ว่า I.C.B.D. และในปีเดยี วกนั นี้ มีจงั หวะ ใหมๆ่ เขา้ มาเผยแพรอ่ กี เชน่ จงั หวะแมมโบ้ จากคิวบา จงั หวะ ชา ชา ช่า จาก โดมินิกนั และจงั หวะ เมอเรงเก้ จากโดมนิ กิ นั • ปี ค.ศ. 1959 จดั แขง่ ขนั ลีลาศชิงแชมป์ เปีย้ นโลก ขนึ้ ทปี่ ระเทศองั กฤษ โดยจัด ทงั้ ประเภทสมคั รเลน่ และอาชพี ตามกฏเกณฑท์ ี่สภาการลีลาศระหว่างชาติ

กาหนด นอกจากนีส้ ภาการลลี าศระหว่างชาตไิ ดก้ าหนดจงั หวะมาตรฐานไว้ 4 จงั หวะ คอื วอลซ์ ฟอกซท์ รอท แทงโก้ และควกิ สเตป ในช่วงสมยั สงครามโลก ครง้ั ที่ 2 จงั หวะท่มี ีการจดั การแขง่ ขนั มี วอลซแ์ บบองั กฤษ ฟอกซท์ รอท แทงโก้ ควิกสเตป และเวนิสวอลซ์ นอกจากนี้ อเมรกิ าและองั กฤษ ไดแ้ นะนา รอ็ ค แอนดโ์ รค ใหช้ าวโลกไดร้ ูจ้ กั • ปี ค.ศ. 1960 มีจงั หวะใหม่ๆ เกดิ ขนึ้ ในอเมรกิ าโดยคนผวิ ดา คอื จงั หวะทวิสต์ การเตน้ จะใชก้ ารบดิ ลาตวั เขา่ โคง้ งอ การเตน้ จะไมแ่ ตะตอ้ งตวั กบั ค่เู ตน้ คือ ต่างคนต่างเตน้ นอกจากนีย้ งั มีจงั หวะฮสั เซิล (Hustle) และจงั หวะบอสซาโนวา (Bossanova) ซึง่ ดดั แปลงจากแซมบา้ ของบราซลิ • ปี ค.ศ. 1970 นิยมการเตน้ ราทเ่ี รียกว่า ดิสโก้ (Disco) ซึง่ เป็นการเตน้ ที่ คอ่ นขา้ งอสิ ระมาก อย่างไรก็ดี ในปัจจบุ นั นมี้ ีการเตน้ ราใหมๆ่ เกิดขนึ้ หลาย แบบ เช่น แฟลชดานซ์ (Flash Dances) เบรกดานซ์ (Brake Dances) ซึง่ มกั จะเร่มิ จากพวกนิโกรในอเมรกิ า และยงั มีการเตน้ ราโดยใชท้ ่าบริหารร่างกาย ประกอบจงั หวะดนตรี ซง่ึ เรยี กวา่ แอโรบิคดานซ์ (Aerobic Dances) ซ่งึ กาลงั เป็นทน่ี ิยมอยใู่ นขณะนี้ การเตน้ ราแบบต่างๆ เหลา่ นไี้ มจ่ ดั เป็นการลีลาศ นอกจากนี้ จงั หวะเตน้ รากเ็ กิดขนึ้ ใหม่ๆ อกี หลายจงั หวะเช่น สลปู ปี้ เจอรค์ วาทซู ่ี เชค อโกโก้ แมทโพเตโต้ บกู ารลู ซึ่งจดั เป็น การเตน้ ราสมยั ใหม่ ไม่จดั เป็นการลลี าศเชน่ กนั

ประวตั ลิ ลี าศไทย ประวตั ิลีลาศในประเทศไทย ประวตั ิลีลาศไทย เกดิ ขนึ้ เมอื่ ใดนน้ั ไมม่ ีหลกั ฐานยืนยนั ไดแ้ น่ชดั แตจ่ ากบนั ทึกของ แหม่มแอนนา ทาใหม้ ีหลกั ฐานเชอ่ื ไดว้ ่า เมืองไทยมีลลี าศมาตงั้ แต่ สมยั รชั กาลท่ี 4 และบคุ คลท่ไี ดร้ บั การยกย่องใหเ้ ป็นนกั ลลี าศคนแรกก็คอื พระบาทสมเดจ็ พระจอม เกลา้ เจา้ อยหู่ วั จากบนั ทึกของแหมม่ แอนนาทาใหม้ หี ลกั ฐานเชื่อไดว้ า่ คนไทยลลี าศ เป็น มาตงั้ แต่สมยั พระองค์ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดท้ รงรบั การ ยกย่องใหเ้ ป็นนกั ลลี าศคนแรกของไทย ตามบนั ทึกกล่าวว่า ในช่วงหน่งึ ของการ สนทนาไดพ้ ดู ถงึ การเตน้ รา ซงึ่ แหม่มแอนนาพยายามสอนพระองคท์ า่ น ใหร้ ูจ้ กั การ เตน้ ราแบบสภุ าพ ซ่ึงเป็นทน่ี ยิ มของชาติตะวนั ตก พรอ้ มกบั แสดงทา่ และบอกวา่ จงั หวะวอลซน์ น้ั หรูมาก มกั นยิ มเตน้ กนั ในวงั ยโุ รป ซงึ่ พระองคท์ า่ นก็ฟังอยเู่ ฉยๆ ไม่ ออกความเห็นใดๆ แต่พอแหม่มแอนนาแสดงทา่ พระองคท์ ่านกลบั สอนว่าใกลเ้ กินไป แขนตอ้ งวางใหถ้ กู และพระองคท์ ่านกเ็ ตน้ ใหด้ ู จนแหมม่ แอนนาถงึ กบั งง จงึ ทลู ถาม ว่าใครเป็นคนสอนให้ พระองคท์ ่านกไ็ ม่ตอบจึงไมร่ ูว้ า่ ใครเป็นผสู้ อนพระองค์ สนั นษิ ฐานกนั ว่าพระองคท์ า่ นคงจะศึกษาจากตาราดว้ ยพระองคเ์ อง

ในสมยั รชั กาลท่ี 5 การเตน้ รายงั ไมเ่ ป็นท่แี พรห่ ลายมากนกั สว่ นใหญม่ ีแต่เจา้ นายและ ขนุ นางชน้ั ผใู้ หญท่ ่เี ตน้ รากนั โดยเฉพาะเจา้ นายท่ีวา่ การตา่ งประเทศไดม้ กี ารเชิญ ทตู านทุ ตู และแขกชาวตา่ งประเทศมาชมุ นมุ เตน้ รากนั ทบ่ี า้ น เพอื่ เป็นการเฉลิมพระ เกยี รติในการเฉลิมพระชนมพรรษา หรือเน่ืองในวนั บรมราชาภเิ ษก เป็นตน้ จนกระท่งั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อย่หู วั ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานวงั สราญรมย์ ใหเ้ ป็นศาลาว่าการกระทรวงการตา่ งประเทศ งานเตน้ ราท่ีเคยจดั กนั มาทกุ ปีก็ไดย้ า้ ยมาจดั กนั ท่ีวงั สราญรมย์ ตามบนั ทึกทาใหเ้ ชื่อวา่ ในชว่ งนน้ั มกั จะเตน้ จงั หวะ วอลซเ์ พยี งอย่างเดียว และบางครง้ั ไดม้ ีการนาเอาจงั หวะวอลซไ์ ปสอดแทรกในการ แสดงละครดว้ ย เชน่ เรอ่ื งพระอภยั มณี ตอนทกี่ ล่าวถงึ นางละเวงวณั ฬาไดก้ บั พระอภยั มณี เป็นตน้ ในสมยั รชั กาลท่ี 6 ทกุ ๆ ปีในงานเฉลมิ พระชนมพรรษาก็มกั จะจดั ใหม้ กี ารเตน้ รากนั ใน พระบรมมหาราชวงั โดยมีองคพ์ ระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั เป็นประธาน ซ่งึ บรรดา ทตู านทุ ตู ทงั้ หลายตอ้ งเขา้ เฝา้ สว่ นแขกท่ไี ดเ้ ขา้ รว่ มงานนนั้ ตอ้ งไดร้ บั บตั รเชิญจงึ จะ เขา้ ไปในงานได้ ในสมยั รชั กาลท่ี 7 การเตน้ ราไดร้ บั ความนยิ มมากขนึ้ ไดเ้ ปิดใหม้ กี ารเตน้ กนั ตาม สถานท่ีต่างๆ เช่น ที่หอ้ ยเทียนเหลาเกา้ ชนั้ โลลิตา้ และคารเ์ ธ่ย์ ในพทุ ธศกั ราช 2475 หม่อมเจา้ วรรณไวทยากร วรวรรณ กบั นายหยิบ ณ นคร ไดป้ รกึ ษากนั และจดั ตงั้ สมาคมที่เก่ยี วกบั การเตน้ ราขนึ้ ชอ่ื สมาคมสมคั รเล่นเตน้ รา โดยมี หม่อมเจา้ วรรณไว ทยากร วรวรรณ เป็นประธาน นายหยบิ ณ นคร เป็นเลขาธิการสมาคม และมี คณะกรรมการอกี หลายท่าน เช่น หลวงเฉลมิ สนุ ทรกาญจน์ นายแพทยเ์ ติม บนุ นาค พระยาปกติ กลสาร พระยาวิชติ หลวงสขุ มุ นยั ประดษิ ฐ์ หลวงชาติตระการโกศล

ในเรอื่ งสถานที่ตงั้ สมาคมนน้ั ไมแ่ น่นนอน คือ วนเวียนไปตามบา้ นสมาชกิ แลว้ แต่ สะดวก การตงั้ เป็น สมาคมครง้ั นไี้ มไ่ ดจ้ ดทะเบยี นใหเ้ ป็นทถ่ี กู ตอ้ งแต่อยา่ งใด สมาชิก ส่วนมากเป็นขา้ ราชการชนั้ ผใู้ หญ่ ซึ่งไดพ้ าบตุ รหรือบตุ รี เขา้ ฝึกหดั ดว้ ย ทาใหส้ มาชกิ เพม่ิ ขนึ้ มาอย่างรวดเร็ว มกั จดั ใหม้ ีงานเตน้ ราขนึ้ บอ่ ยๆ ทส่ี มาคมคณะราษฎร์ วงั สราญรมย์ และไดจ้ ดั แขง่ ขนั การเตน้ ราขนึ้ ครง้ั แรกทว่ี งั สราญรมยน์ ี้ ผชู้ นะเลศิ คอื พล เรือตรเี ฉียบ แสงชโู ต และ คณุ ประนอม สขุ มุ ในปี พ.ศ. 2476 นกั ศึกษากล่มุ หน่งึ เห็นวา่ คาวา่ เตน้ รา เมื่อผวนแลว้ จะฟังไมไ่ พเราะ หู (สมาคมราเตน้ ) ดงั นนั้ หม่อมเจา้ วรรณไวทยากร วรวรรณ จงึ บญั ญัตศิ พั ทค์ าว่า ลลี าศ ขนึ้ แทนคาวา่ เตน้ รา นบั แตบ่ ดั นเี้ ป็นตน้ มา ต่อมาสมาคมสมคั รเล่นเตน้ ราก็ สลายตวั ไป กลายเป็น สมาคมครูลีลาศแหง่ ประเทศไทย โดยมี นายหยิบ ณ นคร เป็น ผปู้ ระสานงานจนสามารถสง่ นกั ลลี าศไปแข่งยังตา่ งประเทศได้ รวมทงั้ ใหก้ ารตอ้ นรบั นกั ลลี าศชาวตา่ งชาตทิ ่ีมาเยีย่ ม หรือแสดงในประเทศไทย ในช่วงที่เกิดสงครามโลก ครงั้ ท่ี 2 ประเทศไทยเป็นประเทศหนง่ึ ท่เี ขา้ รว่ มสงครามโลกครง้ั นดี้ ว้ ย จึงทาใหก้ าร ลลี าศซบเซาไป เมอ่ื สงครามโลกครงั้ ท่ี 2 สนิ้ สดุ ลง ในเดือนกนั ยายน พ.ศ. 2488 วงการลีลาศของไทย ก็เริ่มคึกคกั มชี วี ติ ชวี าขนึ้ ดงั เดิม มโี รงเรียนสอนลลี าศเปิดขนึ้ หลายแหง่ โดยเฉพาะ

สาขาบอลรูมสมยั ใหม่ หรือ Modern Ballroom Branch อาจารยย์ อด บรุ ี ซงึ่ ไปศึกษา ทป่ี ระเทศองั กฤษแลว้ นากลบั มาเผยแพรใ่ นไทย ทาใหก้ ารลลี าศซงึ่ ศาสตราจารย์ ศภุ ชยั วานิชวฒั นา เป็นผนู้ าอย่กู ่อนแลว้ พฒั นาขนึ้ เป็นลาดบั ต่อมาไดม้ ีบคุ คลชน้ั นา ในการลลี าศประมาณ 10 ท่าน ซ่ึงเคยเป็นผชู้ นะเลศิ ในการแขง่ ขนั ในสมยั หลงั สงครามโลกครง้ั ท่ี 2 เช่น คณุ กวี กรโกวทิ คณุ อไุ ร โทณวนกิ คณุ จาลอง มาณยมฑล คณุ ปัตตานะ เหมะสจุ ิ โดยมนี ายแพทยป์ ระสบ วรมิศร์ เป็นผปู้ ระสานงานตดิ ต่อ พบปะปรกึ ษาหารอื และมีแนวความคดิ จะรวมนกั ลลี าศทงั้ หมดใหอ้ ย่ใู นสมาคม เดียวกนั เพอ่ื เป็นการผนกึ กาลงั และช่วยกนั ปรบั ปรุงมาตรฐานการลีลาศทงั้ ทาง ทฤษฎแี ละทางปฏบิ ตั ิซ่งึ ทกุ คนเหน็ พอ้ งตอ้ งกนั จงึ มกี ารรา่ งระเบียบขอ้ บงั คบั ขนึ้ และ ไดย้ ืน่ จดทะเบยี นเป็นสมาคมตามกฎหมาย เมอื่ วนั ท่ี 7 สิงหาคม พ.ศ. 2491 ซงึ่ สภา วฒั นธรรมแหง่ ชาติ ไดอ้ นญุ าตให้ จดั ตงั้ สมาคมลลี าศแห่งประเทศไทย เมือ่ วนั ที่ 16 ตลุ าคม 2491 โดยมี หลวงประกอบนติ ิสาร เป็นนายกสมาคมคนแรก ซึ่งปัจจบุ นั สมาคมแห่งประเทศไทย เป็นสมาชิกของสภาการลลี าศนานาชาตดิ ว้ ย หลงั จากนน้ั การลลี าศไดร้ บั ความนยิ มแพรห่ ลายเป็นอย่างมาก มีการจดั ตงั้ สมาคม ลีลาศขนึ้ มีสถานลลี าศเปิดเพิ่มขนึ้ มกี ารจดั ส่งนกั กฬี าลีลาศไปแขง่ ขนั ในต่างประเทศ และจดั แข่งขนั ลีลาศนานาชาตขิ นึ้ ในประเทศไทย ในสมยั รฐั บาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์ เป็นนายกรฐั มนตรี ไดก้ าหนดใหโ้ รงเรียนสอน ลลี าศตา่ งๆ อย่ใู นสงั กดั ของกระทรวงศึกษาธิการ และมีการกาหนดหลกั สตู รลลี าศขนึ้ อยา่ งเป็นแบบแผน ทาใหก้ ฬี าลลี าศมีมาตรฐานยงิ่ ขนึ้ สง่ ผลใหก้ ฬี าลีลาศในประเทศ ไทยเป็นท่ยี อมรบั และนิยมในวงการทงั้ ในสว่ นกลางและสว่ นภมู ภิ าค นกั เรียน นิสติ นกั ศกึ ษา และประชาชนใหค้ วามสนใจ ทาใหม้ โี รงเรียนหรือสถาบนั เปิดสอนลลี าศขนึ้ เกอื บทกุ จงั หวดั สาหรบั ในสถานศึกษากไ็ ดม้ กี ารจดั วิชาลลี าศเขา้ ไวใ้ นหลกั สตู รตงั้ แต่

ระดบั มธั ยมศึกษาจนถึงระดบั อดุ มศึกษา ปัจจบุ นั ลลี าศไดร้ บั การรบั รองใหเ้ ป็นกีฬา จากคณะกรรมการโอลมิ ปิกสากล (International Olympic Committee = IOC) อยา่ งเป็นทางการ มกี ารประชมุ ครงั้ ที่ 106 วนั ท่ี 4 กนั ยายน พ.ศ. 2540 ณ เมอื งโล ซาน ประเทศสวติ เซอรแ์ ลนด์ สาหรบั ในประเทศไทย คณะกรรมการการกีฬาแหง่ ประเทศไทย ในสมยั ท่ีมี นายจรุ นิ ทร์ ลกั ษณวิศิษฏ์ รฐั มนตรีประจาสานกั นายกรฐั มนตรี เป็นประธานคณะกรรมการ ไดม้ มี ติรบั รองลลี าศเป็นกีฬาอยา่ งเป็น ทางการ เม่อื วนั ท่ี 18 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ.2541 จดั เป็นกฬี าลาดบั ที่ 45 ของการกีฬาแหง่ ประเทศไทย และยงั ไดจ้ ดั ใหม้ ีการแข่งขนั กีฬาลีลาศ (สาธิต) ขนึ้ เป็นครง้ั แรก ในการ แขง่ ขนั กีฬาเอเชยี นเกมส์ ครงั้ ที่ 13 ซ่งึ ประเทศไทยเป็นเจา้ ภาพ ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวนั ท่ี 6 – 20 ธนั วาคม พ.ศ.2541 ความหมายของลีลาศ คาว่า ลีลาศ หรอื เตน้ รา มคี วามหมายเหมือนกนั พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน ปีพทุ ธศกั ราช 2525 ไดใ้ หค้ วามหมายดงั นี้

ลลี าศ เป็นนาม แปลวา่ ท่าทางอนั งดงาม การเยอื้ งกราย เป็นกิรยิ าแปลวา่ เยอื้ งกราย เดิน นวยนาด เตน้ รา เป็นกิรยิ าแปลวา่ เคลอ่ื นทไี่ ปโดยมีระยะกา้ วตามกาหนด ใหเ้ ขา้ กบั จงั หวะ ดนตรี ซงึ่ เรียกว่า ลีลาศ โดยปกติเตน้ เป็นคชู่ าย หญิง ราเทา้ ก็ว่า คนไทยนยิ มเรยี กการ ลีลาศว่า เตน้ รา มานานแลว้ คาว่าลลี าศตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ Ballroom Dancing หมายถึง การเตน้ ราของคู่ ชายหญิงตามจงั หวะดนตรที ่มี ีแบบอย่างและลวดลายการเตน้ เฉพาะตวั โดยมี ระเบียบของการชมุ นมุ ณ สถานท่ีอนั จดั ไวใ้ นสงั คม ใชใ้ นงานราตรสี โมสรตา่ งๆ และ มิใชก่ ารแสดงเพอ่ื ใหค้ นดู นอกจากนีย้ งั มีคาอีกคาหน่ึงที่มกั จะไดย้ ินกนั อยู่ เสมอคอื คาว่า Social Dance สว่ นใหญม่ กั จะนามาใชใ้ นความหมายเดียวกนั กบั คาว่า Ballroom Dancing สหรฐั อเมริกาคาว่า Social Dance หมายถงึ การเตน้ ราทกุ ประเภทท่จี ดั ขนึ้ โดยมี วตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อใหค้ นมาอย่รู ว่ มกนั และไดม้ สี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมการเตน้ ราเป็นหมู่ คณะ เพอ่ื ใหไ้ ดค้ วามสนกุ สานเพลิดเพลนิ จงึ กลา่ วไดว้ า่ Ballroom Dancing เป็น สว่ นหนึ่งของ Social Dance (ธงชยั เจรญิ ทรพั ยม์ ณี 2538) อาจสรุปไดว้ า่ “ลลี าศ” คือกจิ กรรมเขา้ จงั หวะประเภทหนง่ึ เป็นการเตน้ ราที่แสดงออก อย่างมศี ิลปะ โดยใชเ้ สียงเพลงและจงั หวะดนตรีเป็นสอ่ื เพ่อื ใหเ้ กดิ ความสนกุ สนาม เพลิดเพลิน มลี วดลายการเตน้ (Figure) เป็นแบบเฉพาะตวั และมกั นาลลี าศมาใชใ้ น งานสงั คมท่วั ๆ ไป

รูปแบบของการลีลาศ คณุ ธงชยั เจริญทรพั ยม์ ณี ไดแ้ บง่ รูปแบบของการลีลาศตามความม่งุ หมายออกเป็น 2 รูปแบบ ดงั นี้ 1. ลลี าศเพอื่ นันทนาการ (Ballroom Dancing for Recreation) การลีลาศเพ่ือ นนั ทนาการ มคี วามม่งุ หมายท่จี ะใชก้ ารลลี าศเป็นสอ่ื ดึงความสนใจของบคุ คล ต่าง ๆ ใหเ้ ขา้ รว่ มกิจกรรม จะเห็นไดว้ ่า การจดั งานรนื่ เรงิ ในโอกาสตา่ ง ๆ เช่น งานพบปะสงั สรรค์ งานฉลองในวาระสาเรจ็ การศกึ ษา งานราตรสี โมสร ฯลฯ ลว้ นแต่มลี ลี าศเป็นสว่ นประกอบทงั้ สนิ้ การลีลาศในรูปแบบนมี้ กั ไม่ค่อยยึดตดิ หรือคานงึ ถึงรูปแบบมากนกั เพียงแตอ่ าศยั จงั หวะ และ ทานองดนตรีประกอบ ก็พอ สาหรบั ลีลาทา่ ทางหรือลวดลาย (Figure) ตา่ ง ๆ ในการเคลือ่ นไหวจะเนน้ ท่ีความสนกุ สนาม และ ความพงึ พอใจของคลู่ ีลาศเป็นสาคญั 2. ลลี าศเพอ่ื การแข่งขนั (Ballroom Dancing for Sport’s Competition) การ ลีลาศเพอ่ื การแข่งขนั จะคานึงถงึ รูปแบบทถี่ กู ตอ้ งตามเทคนคิ วิธีมีความสง่า งามตามหลกั ของการเคล่ือนไหวตามธรรมชาติเป็นสาคญั ไดม้ สี มาคมลลี าศใน หลาย ๆ ประเทศรวมทงั้ ประเทศไทยไดร้ ว่ มกนั ส่งเสริมลีลาศใหม้ ีการพฒั นา และพยายามจดั ใหเ้ ป็นรูปแบบของกีฬา โดยมีแนวคดิ วา่ ลีลาศคอื กีฬาชนิด

หนงึ่ ท่ใี หค้ วามบนั เทิงและส่งเสรมิ สขุ ภาพพลานามยั เป็นอยา่ งดี นอกจากนีย้ งั ไดร้ ว่ มกนั จดั การแข่งขนั ลีลาศขนึ้ ในหลายระดบั ทงั้ ภายในประเทศและระหว่าง ประเทศ ทงั้ ประเภทอาชพี และ สมคั รเล่น โดยมีชอ่ื เรยี กแตกต่างกนั เชน่ – การแข่งขนั ลีลาศระหว่างประเทศในแถบเอเชยี แปซิฟิค (Asian Pacific Modern Latin Dance Championship) – การแข่งขนั ลีลาศประเภททีมนานาชาติ (Anniversary of Blackpool team Match) – การแข่งขนั ลลี าศชิงแชมป์ โลก (World Professional Ballroom Dancing championship) จากความพยายามของสมาคมลลี าศต่างๆ ท่วั โลก ในอนั ทีจ่ ะผลกั ดนั ใหล้ ีลาศไดร้ บั การบรรจเุ ขา้ เป็นกฬี าชนิดหนึ่งในการแขง่ ขนั กีฬาโอลมิ ปิก ในทีส่ ดุ ผลจากการประชมุ ของคณะกรรมการโอลมิ ปิกสากล ท่ีนครบดู าเปสต์ ประเทศบลั แกเรยี เมือ่ เดอื น มิถนุ ายน พ.ศ. 2539 ไดม้ กี ารลงสตั ยาบนั รบั รองลีลาศเป็นกฬี าชนิดหนึ่ง โดยสามารถ จดั แขง่ ขนั ในกฬี าโอลิมปิกได้ และคณะกรรมการโอลิมปิกไทยกไ็ ดร้ บั รองกฬี านเี้ ช่นกนั โดยจดั ใหม้ กี ารแขง่ ขนั ครงั้ แรกในกีฬาโอลมิ ปิก 2000 จดั ขนึ้ ทน่ี ครซดิ นยี ์ รฐั นวิ เซาท์ เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย (หนงั สอื พมิ พเ์ ดลินวิ ส์ วนั ศกุ รท์ ่ี 27 ก.ย. 2539) นอกจากนี้ ประเทศไทยยงั ไดจ้ ดั ใหม้ กี ารแขง่ ขันลีลาศครงั้ ประวตั ศิ าสตรข์ นึ้ เมอ่ื วนั ท่ี 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. 2539 โดยใชช้ อื่ วา่ โกลเดน้ จบู ิลี่ (Golden Jubilee Thailand Queen’s Cup Dancesport Championship) ชิงถว้ ยพระราชทาน ของ พระบาทสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ ีนาถ เพอื่ เป็นการเฉลิมฉลองปีมหามงคล กาญจนาภเิ ษก มชี าตติ า่ ง ๆ สมคั รเขา้ รว่ มแข่งขนั ในประเภทตา่ งๆ ถึง 25 ประเทศ รวมค่ลู ลี าศไดถ้ ึง 97 คู่ (หนงั สือพิมพเ์ ดลินวิ ส์ วนั เสารท์ ี่ 14 ธ.ค. 2539)

ประเภทของลลี าศ สภาการลีลาศนานาชาติ (International Council of Ballroom Dancing : I.C.B.D.) ไดท้ าการรวบรวมและแบ่งการลีลาศออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. ประเภทบอลรูม (Ballroom Dancing) 2. ประเภทลาตนิ อเมริกนั (Latin American Dancing) ลีลาศ ประเภทบอลรูม (Ballroom Dancing) เป็นการลีลาศที่ใชจ้ งั หวะ นมุ่ นวล สง่างาม ลกั ษณะของการลลี าศ และทานองดนตรี เตม็ ไปดว้ ยความสภุ าพอ่อนหวาน ลาตวั ของผลู้ ีลาศจะตงั้ ตรง ผึ่งผาย ในการกา้ วเทา้ นยิ มลากเทา้ สมั ผสั ไปกบั พนื้ หอ้ ง มกั พบการลีลาศประเภทนใี้ นหม่ขู นุ นางชาวองั กฤษ จึงเรยี กติดปากกนั วา่ การลีลาศแบบผดู้ ีองั กฤษ มีอยู่ 5 จงั หวะ คอื 1. จงั หวะวอลซ(์ Waltz) กาเนิดขนึ้ ในช่วงปี ค.ศ.1910 (พ.ศ. 2453) – ค.ศ.1914 (พ.ศ. 2457) ท่ี บอสตนั คลบั ในโรงแรมซาวอย ประเทศองั กฤษ มีช่อื เรียกว่า บอสตนั วอลซ์ (Boston Waltz) ก่อนที่จะเส่ือมสลายลงไป และกลบั มามชี วี ิตชีวาอีกครงั้ ในชว่ งหลงั สงครามโลกครง้ั ท่ี 1 โดยถกู ดดั แปลงท่าเตน้ ใหเ้ ขา้ กบั ยคุ สมยั

2. จงั หวะควิกวอลซ์ หรือเวนสิ วอลซ์ (Quick Waltz or Vienness Waltz) ถอื กาเนิดขนึ้ ในตอนใตข้ องประเทศเยอรมนี ในชว่ งยคุ 60’ s ซงึ่ เป็นจงั หวะที่ ตอ้ งใชพ้ ลงั สงู เน่อื งจากเป็นจงั หวะท่ีมคี วามเรว็ ถึง 60 บารต์ ่อนาที โดยเนน้ ที่ การรกั ษาจงั หวะใหต้ ่อเนื่อง เนน้ การเตน้ แบบอสิ ระ 3. จงั หวะฟอกซท์ รอท (Foxtrot) เริ่มตน้ ขนึ้ ตงั้ แต่กอ่ นสงครามโลกครง้ั ท่ี 1 ในทวปี ยโุ รป โดยนกั เตน้ ประกอบ จงั หวะคนหนง่ึ ชือ่ แฮร่ี ฟอกซ์ (Harry Fox) และถกู นามาดดั แปลงขดั เกลาโดย แฟรงค์ ฟอรด์ (Frank Ford) ประมาณปี ค.ศ.1922 (พ.ศ.2465) ถงึ ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) จนเรมิ่ แพรห่ ลาย 4. จงั หวะแทงโก้ (Tango) แตเ่ ดมิ คือจงั หวะ มิลองกา้ (Milonga) ท่ีใชเ้ ตน้ กนั ในโรงละครเล็ก ๆ แตเ่ มื่อชน ชนั้ สงู จากประเทศบราซลิ ไปพบเขา้ จึงเรมิ่ มีการนามาเตน้ รากนั มากขนึ้ และชอื่ ของจงั หวะมิลองกา้ (Milinga) ก็ถกู เปล่ียนเป็นจงั หวะแทงโก้ (Tango) ในท่ีสดุ 5. จงั หวะควกิ สเตป (Quick Step) เป็นจงั หวะทีถ่ กู แตกแขนงมาจากจงั หวะฟอกซท์ รอต เนื่องจากจงั หวะฟอกซ์ ทรอตมีความเรว็ ค่อนขา้ งสงู ถึง 50 บารต์ อ่ นาที ทาใหน้ กั ดนตรเี ลน่ ไดย้ าก จงึ ถกู ปรบั ลดจงั หวะลงมาและนามาผสมผสานกนั จนเกดิ เป็นจังหวะควิกสเตปขนึ้ และเริม่ แพรห่ ลายประมาณปี ค.ศ.1928 (พ.ศ.2471) เป็นตน้ มา ลีลาศ ประเภทลาตินอเมรกิ นั (Latin American Dancing) เป็นการลีลาศที่ใชจ้ งั หวะค่อนขา้ งเรว็ ใชค้ วามแคล่วคลอ่ งวอ่ งไว ส่วนใหญจ่ ะใชไ้ หล่

เอว สะโพก เขา่ และขอ้ เทา้ เป็นสาคญั การกา้ วเดินสามารถยกเทา้ พน้ พนื้ ไดท้ านอง และจงั หวะดนตรีจะเรา้ ใจทาใหเ้ กิดความสนกุ สนานรา่ เริง มอี ยู่ 5 จงั หวะ คือ 1. จงั หวะรุมบา้ ( Rumba) ถกู นาเขา้ ไปยงั ประเทศอเมรกิ าโดยทาสชาวแอฟริกนั และถูกพฒั นาตอ่ จนกระท่งั มตี าราการเตน้ ราเกิดขนึ้ ซึ่งตาราเลม่ นนั้ เป็นทแี่ พรห่ ลายทาใหจ้ งั หวะ รุมบา้ ไดร้ บั การยอมรบั ในทส่ี ดุ 2. จงั หวะแซมบา้ (Samba) มีตน้ แบบมาจากแถบแอฟรกิ า แตถ่ กู พฒั นาจนเป็นทีน่ ิยมในประเทศบราซิล ซึง่ จงั หวะแซมบา้ ไดถ้ กู ยอมรบั ใหเ้ ป็นจงั หวะทสี่ ามารถเขา้ แข่งขนั ในมหกรรม การแสดงระดบั โลกทนี่ วิ ยอรค์ ได้ เม่ือปี ค.ศ.1939 (พ.ศ. 2482) และอกี สบิ ปี ต่อมาจงั หวะแซมบา้ ก็ถกู ยอมรบั กนั อยา่ งแพร่หลายในปี ค.ศ.1948 (พ.ศ. 2491) – ค.ศ.1949 (พ.ศ. 2492) 3. จงั หวะพาโซโดเบิล (Paso Doble) เป็นดนตรีท่มี จี งั หวะ 2/4 คลา้ ยเพลงมารช์ ของสเปน ใชใ้ นช่วงพิธีกรรมท่ีนกั สู้ ววั กระทิงกาลงั เดินลงส่สู นาม และขณะกาลงั จะฆา่ กระทงิ กอ่ นจะพฒั นามา เป็นจงั หวะเตน้ รา โดยฝ่ายชายจะเปรยี บเสมือนนกั สวู้ วั กระทิงท่ีจะบงั คบั รา่ ง ของค่เู ตน้ ซึ่งเป็นเสมือนผา้ สีแดง ใหแ้ กวง่ ไปมาในลกั ษณะเดยี วกบั กาลงั สะบดั ผา้ เพอื่ ย่วั ววั กระทิง และจะเตน้ โดยการยา้ สน้ เทา้ นาเป็นจงั หวะอย่างเร็ว ไม่ คอ่ ยใชส้ ะโพกเคลอื่ นไหวเท่าไหรน่ กั 4. จงั หวะไจวฟ์ (Jive)

กาเนิดขนึ้ ในนิวยอรก์ สหรฐั อเมรกิ า ราวปี ค.ศ.1940 (พ.ศ.2483) เป็นจงั หวะ เตน้ ราในแบบที่เนน้ จงั หวะจะโคน และการสวิง โดยถกู ดดั แปลงมาจากดนตรี ในหลายจงั หวะ ทงั้ ร็อกแอนดโ์ รล แอฟรกิ นั และ อเมรกิ นั สวงิ เป็นตน้ ซ่ึงใน การเตน้ นนั้ จะเนน้ การดีด สะบดั และเตะปลายเทา้ ซ่ึงตอ้ งใชค้ วามสนกุ สนาน ในการเตน้ และใชพ้ ลงั สงู 5. จงั หวะชา ชา ช่า (Cha Cha Cha) ถกู พฒั นามาจากจงั หวะแมมโบ้ (Mambo) ซง่ึ ตงั้ ขนึ้ จากการเลียนเสียงรองเทา้ กระทบพนื้ ขณะเตน้ รา โดยถกู พบเหน็ ครงั้ แรกทีป่ ระเทศอเมริกา และแพรห่ ลาย ไปยงั แถบยโุ รป จากนน้ั กไ็ ดร้ บั ความนิยมอย่างจรงิ จงั ในชว่ งปี ค.ศ.1956 (พ.ศ. 2499) ก่อนท่จี ะถกู ตดั ทอนชอ่ื ลงเป็น ชาชา่ (Cha Cha) แต่คนส่วนใหญ่ก็ยงั คง เคยชนิ กบั ชะ ชะ ชา่ (Cha Cha Cha) มากกว่า นอกจากนีย้ งั มลี ลี าศอกี ประเภทหนึง่ ซึ่งจดั อยใู่ นประเภทเบด็ เตล็ด (Pop or Social Dance) โดยรวบรวมจงั หวะท่ีเกิดขนึ้ ใหมๆ่ และยงั ไม่เป็นทีย่ อมรบั ในระดบั สากล หรือ เป็นจงั หวะที่นยิ มลลี าศกนั ภายในบางประเทศ แต่ยงั ไมเ่ ป็นที่แพรห่ ลายประกอบด้วย จงั หวะตา่ งๆ ดงั นี้ 1. จงั หวะบีกิน (Beguine) 2. จงั หวะอเมรกิ นั รมั บา้ (American Rumba) 3. จงั หวะดสิ โก้ (Disco) 4. จงั หวะตะลงุ เทมโป (Taloong Tempo) 5. จงั หวะกวั ราชา่ (Guarracha)

6. จงั หวะแมมโบ้ (Mambo) 7. จงั หวะคาลปิ โซ่ (Calypso) 8. จงั หวะรอ็ ค แอนด์ โรล (Rock and Roll) 9. จงั หวะออฟบีท (Off – beat) 10. จงั หวะทวสิ ต(์ Twist) 11. จงั หวะบม๊ั พ์ (Bump) 12. จงั หวะฮสั เซลิ (Hustle) ประโยชนข์ องลลี าศ จากสภาพความเป็นอย่ขู องคนในสงั คมปัจจบุ นั ทมี่ กี ารเปล่ยี นแปลงอย่างรวดเร็วทา ใหเ้ กดิ ปัญหาท่ีสลบั ซบั ซอ้ น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม และ การเมือง สภาพการณเ์ หล่านเี้ ป็นสาเหตทุ าใหป้ ระชาชนประสบกบั ปัญหาต่างๆ ทงั้ ทางดา้ นรา่ งกายและจติ ใจเพิม่ ขนึ้ เป็นลาดบั ซง่ึ จติ แพทย์ นกั จิตวิทยา และนกั การ ศกึ ษาตา่ งกพ็ ยายามเนน้ และชนี้ าใหเ้ ห็นถึงความจาเป็น เก่ยี วกบั การใชเ้ วลาวา่ งให้

เป็นประโยชน์ โดยการเขา้ รว่ มกจิ กรรมตา่ งๆ ที่สามารถผ่อนคลายความเครียด เพอื่ พฒั นาคณุ ภาพชีวติ ใหด้ ีย่ิงขนึ้ ลลี าศจงึ เป็นกิจกรรมหน่ึง ซงึ่ นอกจากจะช่วยผ่อน คลายความเครียดแลว้ ยงั ช่วยพฒั นาทงั้ ทางดา้ นรา่ งกายจติ ใจ อารมณ์ และสงั คมได้ เป็นอยา่ งดี ซ่ึงพอจะสรุปประโยชนข์ องการลีลาศได้ ดงั นี้ 1. กอ่ ใหเ้ กดิ ความซาบซงึ้ ในจงั หวะดนตรี 2. ก่อใหเ้ กิดความสนกุ สนาม เพลดิ เพลิน 3. เป็นกจิ กรรมนนั ทนาการ และเป็นการใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์ 4. เป็นกิจกรรมสือ่ สมั พนั ธท์ างสงั คม ผชู้ ายและผหู้ ญิงสามารถเขา้ รว่ มในกิจกรรม พรอ้ มกนั ได้ 5. ชว่ ยพฒั นาทกั ษะทางกลไก (Motor Skill) หรอื สมรรถภาพเชงิ ทกั ษะปฏิบตั ิ 6. ชว่ ยส่งเสรมิ สขุ ภาพพลานามยั ทงั้ ทางดา้ นรา่ งกายและจติ ใจ ใหแ้ ข็งแรง สมบรู ณอ์ นั จะทาใหม้ ชี ีวิตยนื ยาวและมีความสขุ 7. ทาใหม้ รี ูปรา่ งทรวดทรงงดงาม สมสว่ น มีบคุ ลกิ ภาพในการเคลื่อนไหวทดี่ แู ลว้ สง่างามย่งิ ขนึ้ 8. ชว่ ยผ่อนคลายความตงึ เครยี ดทางดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ และสงั คม 9. ชว่ ยใหร้ ูจ้ กั การเขา้ สงั คม และรูจ้ กั การอย่รู ว่ มกันในสงั คมไดเ้ ป็นอย่างดี 10. ช่วยส่งเสริมใหม้ ีความเชอ่ื ม่นั ในตนเอง กลา้ แสดงออกในส่งิ ที่ดีงาม 11. ทาใหม้ ีความซาบซงึ้ ในวฒั นธรรมอนั ดีงาม และช่วยจรรโลงใหค้ งอยู่ ตลอดไป 12. เป็นกจิ กรรมที่ก่อใหเ้ กิดความคดิ รเิ ริ่มสรา้ งสรรค์

13. เป็นกิจกรรมทส่ี ามารถชว่ ยแกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งทางกาย มารยาททางสังคมในการลลี าศ ทค่ี วรทราบมีดังนี้ การเตรียมตวั 1. อาบนา้ ชาระรา่ งกายใหส้ ะอาด กาจดั กลนิ่ ตา่ ง ๆ ทีไ่ ม่พงึ ประสงค์ เช่น กลนิ่ ปาก กลิ่นตวั เป็นตน้ 2. แตง่ กายใหส้ ะอาด ถกู ตอ้ ง และเหมาะสมตามกาละเทศะ ซึง่ จะเป็นหารสรา้ ง ความม่นั ใจในบคุ ลกิ ภาพของตนเอง 3. ควรใชเ้ ครือ่ งสาอาง หรอื นา้ หอม ทีม่ ีกล่นิ ไมร่ ุนแรง จนสรา้ งความราคาญใหก้ บั ผทู้ ่ีอย่ใู กลช้ ดิ หรอื กบั ค่ลู ีลาศของตน 4. มกี ารเตรียมตวั ล่วงหนา้ โดยการฝึกซอ้ มลลี าศในจงั หวะตา่ งๆ เพอ่ื สรา้ งความ ม่นั ใจในการลีลาศ 5. สภุ าพบรุ ุษจะตอ้ งใหเ้ กียรตสิ ภุ าพสตรี และบคุ คลอนื่ ในทกุ สถานการณ์ และ จะตอ้ งไปรบั สภุ าพสตรีทตี่ นเชิญไปรว่ มงาน 6. ไปถงึ บริเวณงานใหต้ รงตามเวลาท่ีระบไุ ดใ้ นบตั รเชญิ

ก่อนออกลีลาศ 1. พยายามทาตวั ใหเ้ ป็นกนั เอง และสรา้ งความสนทิ สนมคุ้นเคยกบั เพ่อื นใหม่ แนะนาเพ่ือน หญิงของตนใหบ้ คุ คลอน่ื รูจ้ กั (ถา้ มี) 2. ไมด่ ่มื สรุ ามากจนครองสตไิ มอ่ ยู่ ถา้ รูส้ กึ ตวั วา่ เมามาก ไม่ควรเชิญสภุ าพสตรี ออกลีลาศ 3. ไม่ควรเชิญสภุ าพสตรีทไ่ี ม่รูจ้ กั ออกลีลาศ ยกเวน้ จะไดร้ บั การแนะนาใหร้ ูจ้ กั กนั เสยี กอ่ น 4. สภุ าพบรุ ุษควรแน่ใจวา่ สภุ าพสตรีท่ีตนเชญิ ออกลลี าศ สามารถลลี าศจงั หวะ นน้ั ๆ ไดห้ ากไม่แนใ่ จควรสอบถามกอ่ น 5. สภุ าพบรุ ุษควรเชญิ สภุ าพสตรีออกลีลาศดว้ ยกริยาที่สภุ าพ ถา้ ถกู ปฏเิ สธกไ็ ม่ ควรเซา้ ซจี้ นเป็นท่ีน่าราคาญ 6. สภุ าพสตรี ไมค่ วรปฏิเสธเม่ือมีสภุ าพบรุ ุษมาขอลลี าศดว้ ย หากจาเป็นจะตอ้ ง ปฏิเสธดว้ ยเหตผุ ลใดกต็ าม จะตอ้ งปฏเิ สธดว้ ยถอ้ ยคาท่สี ภุ าพน่มุ นวล และไม่ ควรลีลาศกบั สภุ าพบรุ ุษอนื่ ในจงั หวะทตี่ นไดป้ ฏเิ สธไปแลว้ 7. ถา้ ในกล่มุ สภุ าพสตรีที่น่งั อย่มู บี คุ คลอื่น หรือสภุ าพบรุ ุษอน่ื น่งั อย่ดู ว้ ย จะตอ้ ง กล่าวคาขออนญุ าตจากบคุ คลเหล่านน้ั กอ่ นทจ่ี ะเชิญสภุ าพสตรอี อกลลี าศ 8. ก่อนออกลีลาศควรฟังจงั หวะใหอ้ อกเสียกอ่ น และแนใ่ จวา่ สามารถลลี าศใน จงั หวะนน้ั ได้ ขณะลีลาศ

1. ขณะที่พาสภุ าพตรไี ปท่ฟี ลอรล์ ีลาศ สภุ าพบรุ ุษควรเดนิ นาหนา้ หรอื เดินเคียงคู่ กนั ไป เพื่อใหค้ วามสะดวกแก่สภุ าพสตรี และเม่ือไปถงึ ฟลอรล์ ีลาศ ควรให้ เกยี รตสิ ภุ าพสตรีเดินขนึ้ ไปบนฟลอรล์ ลี าศก่อน 2. ในการจบั คู่ สภุ าพบรุ ุษตอ้ งกระทาดว้ ยความนมุ่ นวลสภุ าพ และถกู ตอ้ งตาม แบบแผนของการลลี าศ ไมค่ วรจบั ค่ใู นลกั ษณะท่รี ดั แนน่ หรือยืนห่างจนเกนิ ไป การแสดงออกท่ีนา่ เกลียดบางอยา่ งพึงละเวน้ เช่น การเอารดั เอาเปรยี บค่ลู ีลาศ เป็นตน้ 3. จะตอ้ งลีลาศไปตามจงั หวะ แบบแผน และทิศทางท่ีถกู ตอ้ งไม่ยอ้ นแนวลีลาศ เพราะจะเป็นอปุ สรรคกดี ขวางการลีลาศของคอู่ ื่น ถา้ มกี ารชนกนั เกิดขนึ้ ในขณะลีลาศ จะตอ้ งกล่าวคาขอโทษ หรอื ขออภยั ดว้ ยทกุ ครง้ั 4. ไม่สบู บหุ รี่ เคยี้ วหมากฝร่งั หรอื ของขบเคยี้ วใดๆ ในขณะลีลาศ 5. ใหค้ วามสนใจกบั คลู่ ลี าศของตน ความอบอนุ่ เกดิ ขนึ้ ไดจ้ ากการยมิ้ แยม้ แจม่ ใส หรอื คากลา่ วชม ไม่แสดงอาการเบอื่ หนา่ ยหรือหนั ไปสนใจคลู่ ลี าศของคนอนื่ และอยา่ ทาตนเป็นผกู้ วา้ งขวางช่างพดู ช่างคยุ กบั คนท่วั ไปในขณะลีลาศ 6. ควรลลี าศดว้ ยความสนกุ สนานรา่ เริง 7. ไมค่ วรพดู เรอ่ื งปมดอ้ ยของตนเอง หรอื ของคลู่ ลี าศ 8. ไมค่ วรเปลย่ี นคบู่ นฟลอรล์ ีลาศ 9. ควรลีลาศในรูปแบบหรอื ลวดลายท่งี ่ายๆ กอ่ น แลว้ จึงเพ่มิ รูปแบบหรือลวดลาย ที่ยากขนึ้ ตามความสามารถของค่ลู ลี าศ เพราะจะทาใหค้ ่ลู ลี าศรูส้ กึ เบอ่ื หนา่ ย และไมค่ วรพลิกแพลงรูปแบบการลลี าศมากเกินไปจนมองดนู ่าเกลยี ด

10. ถือว่าเป็นการไม่สมควรทีจ่ ะรอ้ งเพลง หรือแสดงออกอยา่ งอื่นในขณะ ลลี าศ หรอื ลลี าศดว้ ยท่าทางแผลง ๆ ดว้ ยความคกึ คะนอง 11. ไม่ควรสอนลวดลายหรือจงั หวะใหมๆ่ บนฟลอรล์ ีลาศ 12. ไมค่ วรลลี าศดว้ ยลวดลายท่ีใชเ้ นอื้ ทีม่ ากเกินไป ในขณะท่ีมีคนอยบู่ น ฟลอรเ์ ป็นจานวนมาก 13. ในการลีลาศแบบสภุ าพชน ไม่ควรแสดงความรกั ในขณะลีลาศ 14. การนาในการลลี าศเป็นหนา้ ท่ขี องสภุ าพบุรุษ สภุ าพสตรีไม่ควรเป็นฝ่าย นา ยกเวน้ เป็นการชว่ ยในความผดิ พลาดของสภุ าพบรุ ุษ เป็นครงั้ คราวเทา่ นนั้ 15. การใหก้ าลงั ใจ การใหเ้ กยี รติ และการยกยอ่ งชมเชยดว้ ยใจจริง จะชว่ ย ใหค้ ่ลู ีลาศเกิดความรูส้ กึ อบอนุ่ และเช่ือม่นั ในตนเองยิง่ ขนึ้ คู่ลีลาศทดี่ ีจะตอ้ ง ชว่ ยปกปิดความลบั หรือปัญหาที่เกดิ ขนึ้ และมองขา้ มจดุ อ่อนของค่ลู ีลาศ 16. ไม่ควรผละออกจากคลู่ ลี าศโดยกระทนั หนั หรอื กอ่ นเพลงจบ เมอื่ สนิ้ สุดการลีลาศ สภุ าพบรุ ุษตอ้ งเดนิ นาหรือเดนิ เคียงคกู่ นั ลงจากฟลอรล์ ลี าศ และนาสภุ าพสตรี ไปสง่ ยงั ทนี่ ่งั ใหเ้ รียบรอ้ ย พรอ้ มทงั้ กล่าวคาขอบคณุ สภุ าพสตรี และสภุ าพบุรุษ อ่ืนทน่ี ่งั อย่ดู ว้ ย เมอ่ื ถงึ เวลากลบั ควรกลา่ วคาชมเชย และขอบคณุ เจา้ ภาพ (ถา้ ม)ี สภุ าพบรุ ุษจะตอ้ งพาสภุ าพสตรที ีต่ นเชิญเขา้ งาน ไปส่งยงั ท่ีพกั

สรุป ประวัติลลี าศ • ลลี าศ หรือ การเตน้ รา ไดเ้ กดิ ขนึ้ มานบั ตงั้ แต่ยคุ กอ่ นประวตั ิศาสตร์ และไดร้ บั การพฒั นารูปแบบการเตน้ รามาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง ซึง่ ในอดตี การเตน้ ราเรามกั จะ พบในงานพิธีกรรมทางศาสนา อนั ไดแ้ ก่ การเตน้ เพ่ือบวงสรวงเทพเจา้ การ เตน้ ราดว้ ยอาวธุ เพอ่ื ใชใ้ นทางทหาร • ในยคุ ฟื้นฟูไดม้ ีการจดั พิมพห์ นงั สอื เก่ยี วกบั การเตน้ รา มกี ารจดั เตน้ ราสวม หนา้ กาก ระบาบลั เลยไ์ ดเ้ กิดขนึ้ ในยคุ นี้ พระเจา้ หลยุ สท์ ี่ 14 แหง่ ฝร่งั เศส ได้ จดั ตงั้ โรงเรยี นบลั เลยข์ นึ้ เป็นแห่งแรก การเตน้ ระบาบลั เลยถ์ ือไดว้ ่าเป็นพนื้ ฐาน ของการลีลาศก็ว่าได้ • ยคุ โรแมนติกเกดิ การเตน้ วอลซ์ ซึ่งรบั มาจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรยี และไดแ้ พรห่ ลายไปในยโุ รปตะวนั ตก • ในยคุ ปัจจบุ นั ไดเ้ กิดจงั หวะฟอกซท์ รอท และแทงโก้ ในยคุ นไี้ ดเ้ กดิ จงั หวะใน ประเภทบอลรูม รวมทงั้ สนิ้ 5 จงั หวะ ไดแ้ ก่ วอลซ์ คว๊กิ วอลซ์ สโลวฟ์ อกซท์ รอท แทงโก้ และควิก๊ สเตป็ ในปีค.ศ 1950 ไดเ้ กิดจงั หวะใหมๆ่ ขนึ้ อกี ไดแ้ ก่ จงั หวะ แมมโม้ ควิ บา ชา ชา ช่า และเมอเรงโก้ ในปี 1959 ไดจ้ ดั ใหม้ กี ารแขง่ ขนั ลีลาศ ชิงแชมป์ โลกท่ีประเทศองั กฤษ ซ่ึงจงั หวะท่ีจดั แขง่ ไดแ้ ก่ วอลซ์ ฟอกซท์ รอท แทงโก้ ควก๊ิ สเตป๊ และเวนสิ วอลซ์ จงั หวะรอ็ คแอนดโ์ รล ไดเ้ กดิ ขนึ้ ในยคุ นี้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook