Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิพิธทัศนา

วิพิธทัศนา

Published by Cash Ying, 2021-07-29 15:49:59

Description: วิพิธทัศนา

Search

Read the Text Version

โดย นักศกึ ษาชนั ปที ๔ สาขานาฏศิลป คณะครุศาสตร์ มหาวทยาลยั ราชภัฏเชยี งใหม่ วนั จันทร์ที ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๓.๓๐ น. เปนต้นไป ณ หอประชุมครุศาสตร์ มหาวทยาลัยราชภฏั เชียงใหม(่ วทยาเขตสะลวง)

ภาคใต้มีประวตั ศิ าสตร์ความเปนมาอนั ยาวนาน เปนแหล่งรับอารยธรรมจาก ศาสนาพระพทุ ธ ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู และศาสนาอิสลามซงึ ได้หล่อหลอมเขา้ กับ ความเชอื ดังเดิม กอ่ ใหเ้ กดิ การบรูณาการเปนวฒั นธรรมท้องถินภาคใต้ ภมู ปิ ระเทศของภาคใตม้ ีชายฝงประกบเทอื กเขาสงู ทอี ยู่ตรงกลางภมู ิประเทศ เปนหลกั จงึ เปนเทือกเขาและชายฝงเปนทรี าบจะมอี ยู่เปนแนวแคบ ๆ แถบชายฝงทะเล และสองฝงลํานาํ การตังถินฐานจะอยูบ่ รเวณชายฝงทะเล ทงั ด้านฝงตะวนั ออก และฝง ตะวนั ตก จากลกั ษณะทางภมู ศิ าสตร์ของภาคใต้ ทาํ ให้มคี นทตี ่างภาษาตา่ งวฒั นธรรม อย่างหลากหลายเดินทางเขา้ มาภาคใต้ มีทงั ชาวพทุ ธ ชาวมุสลิม ตา่ งเชอื ชาตกิ ัน เชน่ คนไทย คนจีน และผู้ทีมีเชอื สายมาเลเซีย แตอ่ ยู่ร่วมกันโดยสงบสุขโดยอาศยั วฒั ธรรม ทีเปนเอกลกั ษณข์ ึนอยู่กับพนื ที ดังนันภาคใต้จึงเปนสถานทนี า่ สนใจเพราะมภี มู ิศาสตร์ ทีงดงาม มชี ายฝงทะเลและมีวฒั นธรรมหรอการดาํ รงชวี ตทีเปนเอกลักษณ์

กําหนดการวพิธทัศนา ประจําปการศกึ ษา๒๕๖๔ ณ หอประชุมครุศาสตร์ มหาวทยาลยั ราชภัฏเชียงใหม่(วทยาเขตสะลวง) เวลา ๑๓.๓๐ น.-๑๓.๔๔ น. พธิ ีเปิดงานวฒั นธรรมทอ งถิ่นใต ปลายดา มขวาน เวลา ๑๓.๔๔ น.-๑๓.๕๓ น. การแสดงชุด มะโยง เวลา ๑๓.๕๓ น.-๑๔.๐๒ น. การแสดงชุด โนราห เวลา ๑๔.๐๒ น.-๑๔.๐๗ น. การแสดงชดุ ลิเกฮลู ู เวลา ๑๔.๐๗ น.-๑๔.๑๔ น. การแสดงชดุ ตารกี ปี ัส เวลา ๑๔.๑๔ น.-๑๔.๒๓ น. การแสดงชดุ ระบาํ ชาวเล เวลา ๑๔.๒๓ น.-๑๔.๓๔ น. การแสดงชุด ระบาํ รอ นแร เวลา ๑๔.๓๔ น.-๑๔.๔๓ น. การแสดงชดุ ระบําลลี าชาชัก เวลา ๑๔.๔๓ น.-๑๔.๕๒ น. การแสดงชดุ หนังตะลงุ เวลา ๑๔.๕๒ น.-๑๔.๕๕ น. Finale เวลา ๑๔.๕๕ น. ถา ยรูปรวมกบั แขกผูมีเกียรติ



มะโยง หรอื เมาะโยง เป็นการแสดงพ้นื บานของชาวไทยเช้ือสายมลายใู นแถบสามจงั หวดั ชายแดนภาคใต ซ่งึ ไดแ ก จังหวัดปัตตานี จงั หวดั ยะลา จงั หวดั นราธวิ าส และบางสว นของจงั หวดั สงขลา นอกจากนี้ยงั มกี ารแสดงมะโยงใน รัฐกลันตัน รฐั ตรังกานู รฐั เกอดะฮ และรัฐปะลิส ใน ประเทศมาเลเซยี และหมเู กาะริเยา ในประเทศอนิ โดนีเซยี โดยการแสดงมะโยง เป็นศิลปะการรา ย ราํ ทผ่ี สมผสานทางพิธกี รรม ความเช่อื การละคร นาฏศิลป และดนตรเี ขาดวยกนั ปัจจบุ ันการแสดง มะโยง กาํ ลังขาดผสู บื ทอด ในมาเลเซียมะโยงเป็นการแสดงท่ีถกู หา มโดยพรรคอสิ ลามแหงมาเลเซยี เพราะความท่ีแฝงความเช่ืองของลัทธวิ ญิ ญาณนิยม (animism) และรากเหงา ความเช่ือฮินด-ู พุทธ ดงั้ เดมิ ของชาวมลายู กอนทีจ่ ะเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม นอกจากนี้การเขา มาของส่ือวทิ ยุโทรทศั นก็ ทาํ ใหก ารแสดงมะโยงหมดความสาํ คัญลงไป อยา งไรกต็ ามประเทศไทยไดเ ล็งเห็นความสําคัญของ การแสดงมะโยง ในฐานะศิลปะพ้นื บานของชาวไทยมลายู ทางมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลาจึงไดมีการ ฟ้ืนฟู และใหน ักศึกษาไดศ ึกษาและคน หาความรแู ละคนหาความรู เพ่ือนํามาปฏิบัติจริง โดย มะโยง หรอื เมาะโยง มลี ีลาคลา ยคลงึ กบั มโนราหม าก แสดงเพ่อื ความบนั เทิง และเพ่ือใชแกบนหรือสะเดาะ เคราะห ในปี ค.ศ. 2005, องคก รยเู นสโกประกาศรับรองใหม ะโยงเป็น \"หน่ึงในศิลปะชนั้ เอกในทาง มุขปาถะ และสมบัตทิ ีจ่ ับตองไมไดข องมนุษยชาต\"ิ



โนราห, มโนหรา หรือโดยยอ วา โนรา เป็นช่อื ศลิ ปะการแสดงพ้นื เมอื งอยา งหน่ึงของ ภาคใต มรี ากศัพททมี่ าจากคําวา “นระ” เป็นภาษาบาลี – สันสกฤต แปลวา มนษุ ย เพราะการ รายราํ แตเดมิ แลว การรําโนราจะราํ ใหเสมือนกับทารา ยรําของเทวดา มโนราหมีแมบททา รําอยา งเดยี วกบั ละครชาตรี บทรองเป็นกลอนสด ผูข บั รองตอ งใช ปฏิภาณไหวพริบ สรรหาคําใหสมั ผสั กันไดอ ยางฉับไว มคี วามหมายทัง้ บทรอง ทารําและเคร่ือง แตงกายเคร่ืองดนตรปี ระกอบดวย กลอง ทบั คู ฉ่ิงโหมง ปี่นอก หรือ ปี่ใน และกรบั ปัจจุบนั พฒั นาเอาเคร่อื งดนตรีสากลเขารว มดวย เดมิ นิยมใชผ ูชายลว นแสดง แตปัจจุบนั มีผหู ญิงเขาไป แสดงดว ย



ลิเกฮลู ู หรอื ดเี กฮลู ู เป็นการละเลนข้ึนบทเป็นเพลงประกอบดนตรี และจงั หวะ ตบมือ มีรากฐานเดิมมาจากคาํ วา ลิเก คอื การอานทํานองเสนาะ และคาํ วา ฮลู ู ซ่งึ หมายถึง ทิศใต ซ่ึงเม่ือรวมความแลว คือ การขบั กลอนเป็นทํานองเสนาะจากทิศใต บทกลอนที่ใช ขับเรียกวา ปันตน หรอื ปาตง ในภาษามลายูถ่ินปัตตานี บางทานไดก ลา วไววา ลเิ กฮลู ู เกดิ ข้นึ เร่ิมแรกที่อาํ เภอรามัน ซ่ึงไมท ราบแนนอนวา ผูร ิเริ่มนี้คือใคร ชาวปัตตานีเรียกคนในอาํ เภอรามันวา คนฮลู ู แตช าวมาเลเซยี เรียกศลิ ปะ ชนิดนี้วา ดีเกปารัต ซ่งึ ปารตั แปลวา เหนือ จงึ เป็นที่ยืนยันไดว า ลิเกฮูลู หรอื ดีเกปารัต นี้มาจากทางทศิ เหนือของประเทศมาเลเซียและอยทู างตอนใตข องปัตตานี ลักษณะการแสดง ลิเกฮูลคู ณะหน่ึงๆ จะมีประมาณ ๑๐ คน เป็นชายลว น มีตน เสียง ๑ - ๓ คน ทเี่ หลือจะเป็นลกู คู เวทลี เิ กฮลู ู จะยกพ้ืนสูงประมาณ ๑ เมตร เปิดโลงไมมีมา น ไมม ีฉาก ลูกคูข ้นึ ไปนัง่ ลอ มวงรองรบั และตบมอื โยกตัวใหเ ขา กบั จังหวะดนตรี สวนผูรอง หรอื ผโู ตกลอนจะลกุ ข้ึนย่นื ขางๆ วงลกู คู ถากรณีมกี ารประชันกัน แตละคณะจะข้นึ นัง่ บน เวทดี ว ยกัน แตล อ มวงแยกกันพอสมควร การแสดงที่ผลดั กนั รอ งทีละรอบทงั้ รุกและรับเป็น ทคี่ รกึ คร้นื สบอารมณของผูชม เคร่อื งดนตรีประกอบ เลน ลเิ กฮูลู ประกอบดว ยราํ มะนา อยางน อย ๒ ใบ ใชตีดาํ เนิน จงั หวะในการแสดง ฆอง เป็นเคร่ืองกํากบั จังหวะ ตีสม่าํ เสมอประกอบการรอง นอกจากนี้ ยงั มเี คร่อื งดนตรีทใ่ี ชประกอบและเป็นที่นิยมกันวา ทําใหค รกึ คร้นื สนกุ สนานไพเราะมาก ยิ่งข้ึน เชน ขลุย ลกู แซก แตจงั หวะท่ใี ชเป็นประเพณีในการละเลน คือ การตบมือ โอกาสที่ใชแ สดง ลิเกฮลู ูนิยมแสดงในงานมาแกปูโละ พิธเี ขา สนุ ัต และงานฮารรี ายอ



ระบําตารีกปี ัส เป็นการแสดงนาฏศิลปพ้นื เมืองของชาวไทยมสุ ลิมทางภาคใตข อง ประเทศไทย คาํ เรยี กระบาํ ชุดนี้เป็นภาษามลายูทอ งถน่ิ พจนานุกรมฉบนั ไทย – มลายู อธิบาย ไวว า “ตาร”ี หรือ ตาเรยี น หมายถึง การฟ อนรํา สว นคาํ วา “กีปัส” หรือ ฆปี ัส ออกเสยี งตาม ประชาชนทองถิน่ ปัตตานี หมายถงึ พดั รวมความแลว ตารีกปี ัส หมายถึง การฟ อนราํ ทใี่ ชพ ัด ประกอบการแสดง การแสดงชดุ นี้ไดรบั การฟ้ืนฟโู ดยคณะครโู รงเรยี นยะหรงิ่ อาํ เภอยะหร่งิ จงั หวดั ปัตตานี ควบคมุ การฝึกซอมโดย อาจารยส นุ ทร ปิยะวสนั ต ซ่งึ ไดม โี อกาสเดนิ ทางไป ประเทศมาเลเซยี เม่อื ปี พ.ศ. 2518 ก็ไดชมการแสดงของรฐั ตา ง ๆ หลายชดุ เม่ือเดนิ ทางกลับ มาประเทศไทย ก็ไดเ ลาถงึ การแสดงดนตรีและนาฏศิลปของมาเลเซียทไ่ี ดไ ปชมใหผ ูเฒา ผูแก ฟัง และไดทราบวาเมอื งยะหร่งิ เดิมก็เคยมีการแสดงทีค่ ลา ยคลงึ กันกบั ของมาเลเซียหลายชุด ดังนัน้ จึงไดคดิ ฟ้ืนฟูการแสดงพ้ืนเมอื งชดุ ตาง ๆ ข้ึน โดยเฉพาะชุดตารกี ปี ัส ไดน ําออกแสดง ครงั้ แรกเน่ืองในงานเลีย้ งเกษยี ณอายุขาราชการครโู รงเรียนยะหร่ิง ตอมาไดม ีการถายทอดการ แสดงชดุ ตารกี ปี ัสไปสปู ระชาชนครงั้ แรก โดยเปิดสอนใหก บั คณะลกู เสอื ของจงั หวดั ปัตตานี เพ่อื นําไปแสดงในงานชุมนมุ ลูกเสือแหงชาติ ณ จังหวัดชลบุรี เม่ือปี พ.ศ. 2522 และไดท ําช่อื เสยี ง ใหกับจงั หวดั ปัตตานี เม่ือไดรับการคดั เลอื กเป็นระบําชุดเปิดสนามงานกีฬาเขตแหง ประเทศไทย ครงั้ ที่ 14 ของจงั หวัดปัตตานี เม่ือปี พ.ศ. 2524 นับวา การแสดงชุดตารกี ปี ัสได เผยแพรไปทวั่ ประเทศไทยและยงั เป็นทรี่ ูจกั ของคนทวั่ ไปอยา งกวา งขวาง



ระบําชาวเล “ชาวเล\" เป็นคําในภาษาปักษใ ตทยี่ นยอมาจากคาํ วา “ชาวทะเล” โดยรวมมอี ยูส องความหมาย อาจหมายถึงคนทอ่ี าศยั อยรู มิ ทะเล ประกอบอาชีพประมง หรือหากนิ อยูกบั ทะเล กับอีกความหมายหน่ึง เป็นคาํ ใชเรยี กขานกลมุ ชาตพิ ันธุทพ่ี ูด ภาษาตระกลู ออสโตรนีเชยี น ซ่งึ อาศัยอยูตามชายฝั่งหรือเดินทางเรร อนตามเกาะแกง ของาของทะเลอนั ดามนั ทางตอนใตข องประเทศไทย ระบําชาวเลเป็นการแสดงสรา งสรรคท่ี ประดิษฐข้ึนโดยคณะครู อาจารย ของ สถาบนั บัณฑิตพัฒนศิลปกรมศลิ ปากรโดยนําเอาวิถีชวี ิตของชาวเลดงั ทกี่ ลาวไวข างตน มาประยุกตเ ขากบั ทวงทา ทางนาฏศิลปไทยถา ยทอดวฒั นธรรมของชาวเลออกมาในรูป แบบการแสดงไดอ ยา งสวยงามและนาชม โดยใชดนตรพี ้ืนบานภาคใตต อนลา งประกอบ การแสดง



ระบาํ รอนแร วิธรี อนแร เร่ิมดวยการใชเสียมขดุ ดนิ หนิ กรวด ทราย ตลอดจนส่ิงตา ง ๆ ท่ีปนมากับแรข ้นึ มาทงั้ หมด จากนัน้ จึงใชม ือสาย หรือรอน เอาส่งิ ทไ่ี มตองการออกไป คงเหลือแต แร การรอนแรส วนใหญจะเป็นผูหญิงมากกวาผูช าย จะตองลงไปยืนอยูใ นน้ํา นงุ ผา ถงุ สนั้ ๆ เหนือ เขา เล็กน อย ท่ีเอวจะทาํ ชายพก เม่อื ไดแ รแลวจะนํามาใสท ชี่ ายพก ระบาํ รอนแรเ ป็นการแสดงประกอบทา ทางขัน้ ตอนการประกอบอาชพี ของชนชาวภาคใตท่ี ออกจากบานไปหาแร รอ นแร และ ตากแร แลว พากนั กลบั บา น ผแู สดง จะเป็นผูหญงิ ลวน การแตง กาย ชดุ ยาหยา ซ่งึ เป็นเคร่อื งแตง กายเฉพาะของหญงิ ชาวพ้ืนเมืองภาคใต อปุ กรณทใ่ี ชใ นการประกอบการแสดง เลยี ง ทําจากไม ลกั ษณะคลายกระทะแตไ มมหี ู เคร่อื งดนตรปี ระกอบการแสดงไดแ ก ตะโพน รํามะนา ระนาดเอก ฉ่ิง กลองตุก บทเพลงท่ีใชประกอบการแสดง ไดแก ตะลงุ ชาตรี



ระบําลลี าชาชกั \"เตฮต าเระ\"สําเนียงเสียงถนิ่ มลายทู ่ีเรียกขาน หรอื ทร่ี ูจ กั กนั ดี ในช่ือ “ชาชกั ”เป็นกระบวนการชงชานมใหเกิดฟองโดยไมต องพ่ึงพาเทคโนโลยี แตม าจากสอง แขนท่แี ขง็ ขนั สลบั รบั -สงสวนผสมในกระบอกชงใหต รงจังหวะ ตามแรงโน มถวงของโลกใหกลาย เป็น “ชา”(เตฮ) ทถ่ี ูก “ชักกะเยอ ” (ตาเระ)ที่มรี สละมนุ ของฟองนมตามแบบฉบับการชงชาที่พบ ในคาบสมทุ รมลายู ตาํ นาน \"ชาชัก\" เลา ขานกันวา เกดิ จากชายหนมุ อสิ ลามชาวไทยทเ่ี กิดอยูใ กลต ะเข็บชาย แดนเขาใฝฝันทีจ่ ะเป็นเจา ของรา นน้ําชา อยากมงี านทาํ จงึ เดนิ ทางขา มไปหางานทาํ ในประเทศ มาเลเซยี ท่รี านน้ําชาแหง หน่ึง ณท่ีนัน้ เขาไดพบกบั ลูกสาวแสนสวยของเจาของรา นกเ็ กดิ ความรกั แตกถ็ ูกกดี กันโดยพอ แมข องสาวเจา พรอ มทัง้ คาํ สบประมาทแถมทา ยวา\"รอใหชักชาไดไ มข าดสาย และฟาดโรตีใหเหมอื นผเี ส้อื บินเหมือนที่พอของหญิงคนรักทําไดเ สียกอนแลวคอ ยมาสูขอลกู สาว\" ดว ยแรงรักและความมุมานะ ที่อยากจะลบคําสบประสาททําใหเ ขาเพยี รพยายามฝึกฝน การชักชาและฟาดโรตีดวยความเพียรพยายามจนกระทงั่ ในทีส่ ุดความพยายามของเขาก็ทาํ ใหเขา ประสบความสาํ เร็จ จึงกลายเป็นชายหนมุ คนหน่ึงทีม่ ฝี ีมอื ในการชักชาไดส วยงามและไมข าดสาย ฟาดโรตีไดแ ผกวา งและบนิ วอ นเสมอื นทว งทํานองขยับปีก ของผีเส้อื ทส่ี วยงาม ในท่สี ดุ เขาก็ สามารถชนะใจพอแมข องสาวคนรักและไดค รองคูอยูกับเธออยา งมีความสขุ และชายหนุมไดสัญญา กับสาวคนรกั ในคนื นัน้ วา\"พจี่ ะรกั เธอใหเ หมือนกบั สายน้ําชา ซ่ึงจะไมม ีวนั ขาดสาย\" จากขอมลู ดังกลาวจงึ เป็นแรงบันดาลใจใหค ณะครูอาจารยสถาบนั บณั ฑิตพฒั นศิลปวทิ ยาลยั นาฏศิลปนครศรีธรรมราชไดรงั สรรคการแสดงชดุ ”ระบาํ ลลี าชาชกั ”ข้ึนมาโดยใชผ แู สดงเป็นชาย และหญิง ทา ราํ แสดงถงึ วธิ ีการชกั ชา ซ่ึงมีทว งทา อนั เป็นเอกลักษณใหอ อกมาในรูปแบบของ นาฏศลิ ป การแตงกายของผูแสดง แตงกายแบบชาวไทยมุสลมิ ภาคใตตอนลาง



หนังตะลงุ คือ ศลิ ปะการแสดงประจําทอ งถิน่ อยา งหน่ึงของภาคใต เป็นการเลาเร่ืองราวทผี่ กู รอ ย เป็นนิยาย ดาํ เนินเร่ืองดว ยบทรอ ยกรองที่ขบั รอ งเป็นสําเนียงทอ งถิ่น หรอื ท่เี รียกกันวา การ \"วาบท\" มีบทสนทนาแทรกเป็นระยะ และใชก ารแสดงเงาบนจอผาเป็นสง่ิ ดงึ ดดู สายตาของผูช ม ซ่ึงการวา บท การสนทนา และการแสดงเงานี้ นายหนังตะลงุ เป็นคนแสดงเองทัง้ หมด หนังตะลุงเป็นมหรสพทน่ี ิยมแพรหลายอยา งยิง่ มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในยุคสมยั กอนที่จะมี ไฟฟ าใชกนั ทวั่ ถึงทุกหมูบ า นอยา งในปัจจบุ ัน หนังตะลงุ แสดงไดท งั้ ในงานบุญและงานศพ ดงั นัน้ งาน วัด งานศพ หรืองานเฉลิมฉลองทส่ี ําคญั จึงมักมหี นังตะลุงมาแสดงใหชมดว ยเสมอ แตเ ม่อื เวลาผานไป หนังตะลุงกลบั กลายเป็นความบนั เทิงท่ตี อ งจัดหามาในราคาที่ \"แพงและยุง ยากกวา \" เม่อื เทียบกบั ภาพยนตร เพราะการจางหนังตะลงุ มาแสดง เจาภาพตอ งจดั ทําโรงหนัง เตรยี มไวให และเพราะหนังตะลุงตอ งใชแ รงงานคน (และฝีมือ) มากกวาการฉายภาพยนตร คาจาง ตอ คนื จงึ แพงกวา ยุคทก่ี ารฉายภาพยนตรเฟ่ืองฟู หนังตะลุงและการแสดงทอ งถ่ินอ่นื ๆ เชน มโนราห รองแงง็ ฯลฯ ก็ซบเซาลง ยิ่งเม่อื เขา สูยุคทีท่ ุกบา นมีโทรทศั นดู ละครโทรทศั นจึงเป็นความ บันเทิงราคาถูกและสะดวกสบาย ท่มี าแยงความสนใจไปจากศิลปะพ้ืนบานเสียเกือบหมด ปัจจุบนั โครงการศลิ ปินแหงชาติ สํานักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหงชาติ ไดส ง เสรมิ ใหม ี การอนุรักษแ ละสบื ทอดศิลปะการแสดงหนังตะลุงใหแกอนุชนรนุ หลัง เพ่ือรกั ษามรดกทางวัฒนธรรม อนั ทรงคุณคา นี้ใหคงอยสู บื ไป

ผจู้ ัดทาํ นางสาวหญิง ตาคาํ รหสั นักศึกษา ๖๑๑๕๑๒๓๘ นักศกึ ษาชัน้ ปีท่ี ๔ สาขา นาฏศลิ ป คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook