Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการสอนวิชาพิมพ์ดีดอังกฤษเบื้องต้น

แผนการสอนวิชาพิมพ์ดีดอังกฤษเบื้องต้น

Published by ชุติมา ไหมสุวรรณ, 2021-09-06 15:15:57

Description: แผนการสอนวิชาพิมพ์ดีดอังกฤษเบื้องต้น

Search

Read the Text Version

49 9.3 หลงั เรียน 1. ทาแบบทดสอบประเมินความก้าวหน้าทางการเรยี น 10. บันทกึ หลังสอน 10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 10.2 ผลการเรียนรู้ของนักเรยี น นักศึกษา ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 10.3 แนวทางการพฒั นาคุณภาพการเรียนรู้ ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................

50 แผนการจัดการเรียนรูม้ งุ่ เน้นสมรรถนะ หนว่ ยที่ 11 สอนครัง้ ท่ี 12-18 ชอ่ื หนว่ ย ชั่วโมงรวม 28 การพมิ พส์ ัมผัสเพ่อื พัฒนาความเรว็ และความแม่นยา จานวนช่ัวโมง 28 1. สาระสาคัญ การพฒั นาทักษะความเรว็ และความแม่นยา นกั เรียนจะต้องพัฒนาการพิมพ์แบบสมั ผัสเพ่ือให้เกดิ ทักษะการ พมิ พ์ท่ีถูกต้องแมน่ ยา โดยฝึกพิมพอ์ ย่างตอ่ เนือ่ ง ดว้ ยความตง้ั ใจ มีสมาธิ ด้วยกจิ นิสัยการพมิ พ์ทถ่ี กู ต้องตามขน้ั ตอน ที่สาคญั จะตอ้ งยึดหลักการพิมพ์แบบสัมผัสให้ถูกต้องจึงจะบรรลุผลตามเป้าหมายท่ตี ง้ั ไว้ 2. สมรรถนะประจาหนว่ ย แสดงการพมิ พ์สมั ผสั เพือ่ พฒั นาความเรว็ และความแมน่ ยา 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 3.1 ดา้ นความรู้ 1.จดจาแป้นอกั ษร แปน้ ตัวเลข เคร่อื งหมายวรรคตอน และสญั ลกั ษณ์พเิ ศษได้ถูกต้องแมน่ ยา 2 ปฏิบัตติ ามระเบียบการใช้หอ้ งพมิ พไ์ ดอ้ ยา่ งเคร่งครัด 3.2 ด้านทักษะ 1.จดจาแป้นอกั ษร แป้นตัวเลข เคร่ืองหมายวรรคตอน และสญั ลักษณพ์ ิเศษไดถ้ ูกต้องแมน่ ยา 2 พิมพ์แป้นอกั ษร ตวั เลข เคร่ืองหมายวรรคตอนและสัญลักษณพ์ ิเศษไดถ้ กู ตอ้ ง และรวดเรว็ 3.พฒั นาทกั ษะความเรว็ และความแมน่ ยาโดยการพมิ พแ์ บบสัมผสั ได้ 4.นาความรู้ทักษะการพิมพไ์ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการพมิ พง์ านขน้ั ผลิตไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ 3.3 คุณลกั ษณะท่ีพึ่งประสงค์ 3.3.1 พิมพส์ ัมผสั แป้นพมิ พต์ ่างๆ ตามหลักการ 3.3.2 ดูแลรักษาเครอื่ งคอมพิวเตอร์ 4. เน้ือหาสาระการเรียนรู้ 1.การพมิ พแ์ บบสัมผสั เพ่ือพฒั นาทกั ษะความเร็วและความแม่นยา 2.แบบฝกึ ทักษะการพิมพ์ 5.1 การนาเข้าสู่บทเรยี น 1.ครใู ชเ้ ทคนคิ การสอนแบบซปิ ปาโมเดล (CIPPA MODEL) โดยการทบทวนความรเู้ ดิมจากสัปดาห์ทีผ่ ่าน มา โดยดงึ ความรู้เดิมของผู้เรยี นในเรือ่ งทจี่ ะเรยี น เพือ่ ชว่ ยให้ผู้เรียนมคี วามพร้อมในการเชือ่ มโยงความร้ใู หม่กบั ความรู้เดมิ ของตน โดยให้ผู้เรียนฝึกทักษะการพิมพ์ทบทวนเนือ้ หา 2.ผ้สู อนกลา่ ววา่ การพฒั นาทักษะความเรว็ และความแมน่ ยานกั เรยี นจะตอ้ งฝึกปฏบิ ัตจิ นเกดิ ความ ชานาญ

51 และสามารถพมิ พง์ านไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ คอื ทางานเสรจ็ ภายในเวลาทก่ี าหนด และผลงานได้มาตรฐาน สมบูรณ์ นักเรียนจะต้องพยายามพิมพโ์ ดยวิธพี ิมพส์ ัมผัส ให้จังหวะ ความเรว็ สม่าเสมอและแมน่ ยาพร้อม ๆ กนั ไป 3.ผเู้ รยี นทบทวน โดยการฝึกทักษะการพิมพ์ 5.2 การเรียนรู้ 4.ครอู ธบิ ายและสาธิตการเรียนรู้ และให้ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้การพมิ พ์แบบสัมผัสเพ่ือพัฒนาทักษะความเร็วและความแมน่ ยา โดยให้ผเู้ รียนศกึ ษาหลักการพฒั นาทักษะความเรว็ และความแม่นยา 5.ผู้เรยี นฝึกทักษะการพมิ พ์โดยพมิ พ์จบั เวลา 1 นาที 2 ครงั้ หรอื ตามคาสงั่ ครูผู้สอน ตรวจคาผดิ คานวณคาสทุ ธิ บนั ทึกใน Progressive Chart เชน่ 6.ผู้เรยี นพมิ พ์จบั เวลา 1 นาที 2 ครัง้ หรือตามค าสง่ั ครูผสู้ อน ตรวจคาผดิ คานวณคาสุทธิ บันทึกใน Progressive Chart 7.ผเู้ รียนพมิ พ์จับเวลา 3 นาที 2 ครั้ง หรือตามคาส่งั ครผู สู้ อน ตรวจคาผดิ คานวณคาสทุ ธิ บนั ทึกใน Progressive Chart 8.ผเู้ รียนพมิ พ์จับเวลา 3 นาที 2 ครั้ง หรอื ตามคาส่ังครูผสู้ อน ตรวจคาผดิ คานวณคาสทุ ธิ บันทึกใน Progressive Chart

52 9 ผู้เรียนนาผลงานพมิ พ์ที่ผา่ นการประเมนิ แล้ว เกบ็ ไวใ้ นแฟม้ สะสมผลงาน (Portfolio) 10.ครูเน้นการนาความรู้ไปประกอบอาชพี อยา่ งมีคณุ ธรรมไมเ่ บยี ดเบยี นผู้อืน่ เช่น ไมม่ ีพฤติกรรมทีฉ่ อ้ โกงผู้บรโิ ภค โดยไม่ ปฏเิ สธความรบั ผิดชอบจนผ้บู รโิ ภคเกดิ ความเดือดร้อน เมื่อผเู้ รยี นจบการศึกษาไปแล้ว และไปประกอบอาชีพผู้ประกอบการหรอื ลกู จา้ งก็ตาม ควรยึดหลกั คณุ ธรรมตามเงื่อนไขแหง่ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง 5.3 การสรปุ 11.สรปุ การพิมพง์ าน และให้สารวจตนเองวา่ มีความชานาญในการพิมพ์มากนอ้ ยเพยี งใด โดยดูจากการ คานวณคาผดิ หรือถูก และคาสทุ ธิที่พิมพไ์ ด้ 12.ผเู้ รียนฝกึ ทกั ษะการพิมพ์ 5.4 การวดั ผลและประเมินผล วิธีวัดผล 1. สังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล 2 ตรวจแบบประเมินผล 3. ตรวจแบบฝกึ ทกั ษะการพิมพ์ 4. การสังเกตและประเมนิ พฤตกิ รรมดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นิยม และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 6. สอื่ การเรียนร/ู้ แหล่งการเรยี นรู้ 6.1 สือ่ สิง่ พิมพ์ 1. หนงั สือเรยี น วิชาพิมพ์องั กฤษเบอ้ื งตน้ ของสานกั พิมพ์เอมพนั ธ์ 6.2 สื่อโสตทสั น์ (ถ้ามี) 1. โปรเจคเตอร์ 2. youtube 6.3 ห่นุ จาลองหรอื ของจรงิ (ถ้ามี) 1. เคร่ืองคอมพิวเตอร์ 2. โปรแกรม Typingpro 6.4 อ่นื ๆ (ถา้ ม)ี

53 - 7. เอกสารประกอบการจดั การเรยี นรู้ (ใบความรู้ ใบงาน ใบมอบหมายงาน ฯลฯ) 1. ใบความรู้ 2. ใบงาน 8. การบูรณาการ/ความสมั พันธ์กบั วิชาอืน่ - 9. การวดั ผลและประเมินผล 9.1 ก่อนเรียน 1. สอบถามความรู้เดิมเก่ียวกับการพิมพด์ ีดองั กฤษ 9.2 ขณะเรยี น 1. ดูความตงั้ ใจในการเรียน ความรบั ผิดชอบ 9.3 หลงั เรยี น 1. ทาแบบทดสอบประเมินความก้าวหนา้ ทางการเรียน 10. บนั ทึกหลงั สอน 10.1 ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 10.2 ผลการเรียนร้ขู องนักเรยี น นกั ศกึ ษา ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 10.3 แนวทางการพฒั นาคุณภาพการเรยี นรู้ ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................

54 นยิ ามศพั ทท์ ีเ่ กีย่ วข้องกบั การเขียนแผนการจดั การเรียนรมู้ งุ่ เนน้ สมรรถนะ 1. จุดประสงค์รายวิชาหมายถึงข้อความที่ระบุคุณลักษณะการเรียนรู้และความสามารถที่ครูต้องการให้ เกิดขนึ้ กับนักเรียนหลงั จากทน่ี กั เรยี นได้ผา่ นกิจกรรมการเรยี นการสอนในเร่ืองหรอื บทหนง่ึ ๆแลว้ 2. สมรรถนะรายวิชาหมายถึงข้อความท่ีแสดงความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ความเข้าใจทักษะ ปฏิบัติและทักษะด้านความคิดในการปฏิบัตงิ านโดยให้เขียนครอบคลุม 3 ด้านคือพุทธิพิสัยทักษะพิสัยและจติ พิสัย แล้ว (กาหนดไวใ้ นหลกั สตู ร) 3. คาอธิบายรายวชิ า (Course Description) หมายถึงการเขยี นบรรยายถึงสิ่งต่างๆที่ครูจะตอ้ งสอนซ่ึง อาจจะอยู่ในรปู หวั ขอ้ เร่ืองในภาคทฤษฎหี รือในลกั ษณะงานย่อยต่างท่ีจะตอ้ งมีการฝึกหัดใหแ้ ก่ผู้เรยี นในวิชาปฏิบัติ ซ่ึงไดจ้ ากการวเิ คราะหง์ านแล้ว (กาหนดไวใ้ นหลกั สูตร) 4. หน่วยการเรียนรู้หมายถึงข้อความท่ีแสดงถึงหัวข้อเรื่องที่จะสอนซ่ึงในการกาหนดหัวข้อเร่ือง (Topic Analysis) สามารถทาได้โดยใช้แผนภูมิปะการัง (Coral Pattern) หรือ Scalar Pattern ซึ่งอาจเป็นหัวข้อหลัก (Main Element) และหัวข้อย่อย (Element) โดยตอ้ งกาหนดจานวนชว่ั โมงและสัปดาหใ์ นการสอน (ไมเ่ กิน 18 สปั ดาห)์ ในหน่วยการ เรียนรู้แต่ละหน่วยต้องกาหนดสมรรถนะที่เกิดข้ึนกับผู้เรียนให้ครบทั้ง 3 ด้านได้แก่ด้านความรู้ทักษะและ คุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์ 5. สาระสาคัญหมายถึงความคิดรวบยอดเก่ียวกับเน้ือหาหลักการวิธีการท่ีต้องการจะให้ผู้เรียนได้รับ หลงั จากเรยี นรู้ในหน่วยน้นั 6. สมรรถนะประจาหน่วยหมายถงึ ความสามารถท่ีผู้เรยี นแสดงออกทัง้ ทางด้านความรทู้ กั ษะคณุ ลกั ษณะท่ี พึงประสงค์ของหนว่ ยนัน้ 7. จุดประสงค์การเรยี นรู้หมายถงึ ข้อความท่แี สดงถึงผเู้ รียนเกิดจาดการเรียนรแู้ ละเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยผ้เู รียนแสดงพฤตกิ รรมนนั้ มี 3 ดา้ นคือ 7.1 ความรู้ (Knowledge) หมายถึงพฤติกรรมด้านสมองท่ีเก่ียวกับสติปัญญาความรู้ความคิดความ เฉลี ย ว ฉลาดคว าม สาม าร ถใน ก าร คิ ดเรื่อ ง ราว ต่ าง ๆ อ ย่ าง มี ปร ะ สิ ทธิ ภ าพ ซึ่ ง เป็ น คว าม สาม ารถท าง สติ ปัญ ญ า พฤติกรรมทางพทุ ธิพิสยั 6 ระดับได้ 7.1.1 ความรู้ความสามารถในการเก็บรักษามวลประสบการณต์ ่างๆจากการที่ไดร้ ับรู้ไว้และระลึก สงิ่ นน้ั ได้เมอ่ื ตอ้ งการเปรียบดังเทปบันทึกเสียงหรอื วีดิทศั นท์ ่ีสามารถเก็บเสยี งและภาพของเรื่องราวต่างๆได้สามารถ เปิดฟังหรอื ดภู าพเหล่าน้ันได้เม่อื ตอ้ งการ 7.1.2 ความเข้าใจเป็นความสามารถในการจับใจความสาคัญของส่ือและสามารถแสดงออกมาใน รปู ของการแปลความตีความคาดคะเนขยายความหรือการกระทาอื่นๆ 7.1.3 การนาความร้ไู ปใช้เปน็ ขั้นท่ีผู้เรยี นสามารถนาความร้ปู ระสบการณไ์ ปใช้ในการแกป้ ญั หาใน สถานการณ์ตา่ งๆได้ซึง่ จะต้องอาศัยความร้คู วามเขา้ ใจจึงจะสามารถนาไปใช้ได้ 7.1.4 การวิเคราะห์ผู้เรียนสามารถคิดหรือแยกแยะเรื่องราวส่ิงต่างๆออกเป็นส่วนย่อยเป็น องค์ประกอบทสี่ าคญั ได้และมองเหน็ ความสมั พนั ธ์ของส่วนทเี่ ก่ียวขอ้ งกันความสามารถในการวิเคราะหจ์ ะแตกต่าง กันไปแลว้ แต่ความคิดของแตล่ ะคน 7.1.5 การสังเคราะห์ความสามารถในการท่ีผสมผสานส่วนย่อยๆเข้าเปน็ เรื่องราวเดียวกันอยา่ งมี ระบบเพ่ือให้เกิดสิ่งใหม่ท่ีสมบูรณ์และดีกว่าเดิมอาจเป็นการถ่ายทอดความคิดออกมาให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้ง่ายการ กาหนดวางแผนวิธีการดาเนินงานขึ้นใหม่หรืออาจจะเกิดความคิดในอันที่จะสร้างความสัมพันธ์ ของสิ่งท่ีเป็น นามธรรมขน้ึ มาในรูปแบบหรอื แนวคดิ ใหม่

55 7.1.6 การประเมินค่าเป็นความสามารถในการตัดสินตีราคาหรือสรุปเกี่ยวกับคุณค่าของส่ิงต่างๆ ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมซึ่งอาจเป็นไปตามเน้ือหาสาระในเรื่องน้ันๆหรืออาจเป็น กฎเกณฑท์ ีส่ ังคมยอมรับกไ็ ด้ 7.2 ทักษะหมายถึงจุดประสงค์ท่มี งุ่ พฒั นาพฤติกรรมทเี่ ก่ียวกบั การกระทา (Doing) ของผ้เู รียนเกี่ยวกับ ทักษะความชานาญพฤตกิ รรมด้านทกั ษะพิสัยประกอบดว้ ยพฤตกิ รรมย่อยๆ 5 ข้นั ดงั นี้ 7.2.1 เลียนแบบเป็นการใหผ้ ู้เรียนได้รับรู้หลักการปฏิบัติท่ีถูกต้องหรือเป็นการเลือกหาตัวแบบท่ี สนใจ 7.2.2 ทาได้ตามแบบเป็นพฤติกรรมท่ีผู้เรียนพยายามฝึกตามแบบที่ตนสนในและพยายามทาซ้า เพ่ือทจ่ี ะให้เกิดทักษะตามแบบท่ีตนสนใจใหไ้ ดห้ รอื สามารถปฏบิ ัตงิ านได้ตามข้อเสนอแนะ 7.2.3 ทาได้ถูกต้องแม่นยาพฤติกรรมสามารถปฏิบัติได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยเคร่ืองชี้แนะ เมอื่ ไดก้ ระทาซ้าแล้วก็พยายามหาความถูกตอ้ งในการปฏบิ ตั ิ 7.2.4 ทาได้ต่อเน่ืองประสานกันหลังจากตัดสินใจเลือกรูปแบบท่ีเป็นของตัวเองจะกระทาตาม รูปแบบนน้ั อยา่ งต่อเน่ืองจนปฏิบัติงานท่ีย่งุ ยากซับซ้อนได้อยา่ งรวดเรว็ ถูกต้องคล่องแคล่วการท่ีผ้เู รียนเกิดทักษะได้ ต้องอาศยั การฝกึ ฝนและกระทาอยา่ งสม่าเสมอ 7.2.5 ทาได้อย่างเป็นธรรมชาติพฤติกรรมท่ีได้จากการฝึกอย่างต่อเน่ืองจนสามารถปฏิบัติได้ คลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวโดยอตั โนมตั เิ ป็นไปอยา่ งธรรมชาติ 7.3 คุณลักษณะที่พึงประสงค์หมายถึงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในจิตใจของผู้เรียนเก่ียวข้องกับความรู้สึก หรอื อารมณ์เช่นเจตคติ (Attitude) ค่านิยม (Value) ความสนใจ (Interest) รวมท้ังปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึง่ คุณลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์แบง่ ได้ 5 ระดับได้ 7.3.1 รบั รู้เปน็ ความรู้สึกทเี่ กิดขน้ึ ต่อปรากฏการณ์หรือสงิ่ เรา้ อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในลักษณะของการแปลความหมายของส่ิงเร้านั้นว่าคืออะไรแล้วจะแสดงออกมาในรูปของความรู้สึกท่ี เกิดขึ้น 7.3.2 ตอบสนองเป็นการกระทาที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจยนิ ยอมและพอใจตอ่ สิ่งเร้า นัน้ ซ่งึ เป็นการตอบสนองที่เกิดจากการเลือกสรรแล้ว 7.3.3 เห็นคณุ คา่ การเลอื กปฏิบัตใิ นส่ิงทเ่ี ป็นที่ยอมรบั กันในสงั คมการยอมรับนบั ถอื ในคุณค่านน้ั ๆ หรือปฏบิ ตั ิตามในเรอ่ื งใดเรอ่ื งหน่ึงจนกลายเป็นความเชอ่ื แล้วจึงเกิดทัศนคตทิ ี่ดีในสง่ิ น้ัน 7.3.4 จัดระบบคุณค่าการสร้างแนวคิดจัดระบบของค่านิยมท่ีเกิดขึ้นโดยอาศัยความสัมพันธ์ถ้า เข้ากันไดก้ จ็ ะยึดตอ่ ไปแต่ถ้าขัดกนั อาจไม่ยอมรับอาจจะยอมรับคา่ นิยมใหมโ่ ดยยกเลิกค่านยิ มเกา่ 7.3.5 พัฒนาเป็นลักษณะนิสัยการนาค่านิยมที่ยึดถือมาแสดงพฤติกรรมท่ีเป็นนิสัยประจาตัวให้ ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงามพฤติกรรมด้านน้ีจะเกี่ยวกับความรู้สึกและจิตใจซ่ึงจะเริ่มจากการได้รับรู้จาก ส่ิงแวดล้อมแลว้ จงึ เกดิ ปฏิกิริยาโตต้ อบขยายกลายเป็นความรู้สกึ ด้านตา่ งๆจนกลายเป็นคา่ นิยมและยังพัฒนาต่อไป เป็นความคดิ อดุ มคติซึ่งจะควบคุมทิศทางพฤติกรรม 8. เน้ือหาวิชาสาระการเรียนรู้(Information) หมายถึงรายละเอียดที่เช่ือมโยงกับสาระสาคัญและ สอดคล้องกับใบเนื้อหาสาระ (Information Sheet) มกั จะเขียนเนอื้ หาสาระการเรียนรจู้ ากการรวบรวมจากหนังสือ วารสารงานวิจัยประสบการณ์ผสู้ อนฯลฯแล้วเรยี บเรียงความสาคญั และจาเปน็ ออกเปน็ 3 ระดับดังน้ี 8.1 เน้ือหาที่จะต้องรู้(Must Know) เป็นเนื้อหาที่จะต้องนามาใช้ในการเรียนการสอนเพราะ สาคัญและจาเป็นมากในการเรียนรู้หากขาดเน้ือหาส่วนนี้แล้วผู้เรียนจะไม่สามารถบรรลุผลตามวัตถุประสงค์การ สอนน้ันๆข้อสังเกตของเนื้อหาส่วนน้ีก็คือเป็นใจความสาคัญหรือกฎพ้ืนฐานต่างๆซึ่งอาจต้องใช้เวลาสาหรับการให้ เนื้อหาในส่วนนม้ี าก

56 8.2 เน้ือหาท่ีควรรู้ (Should Know) เป็นเน้ือหาที่มีความสาคัญรองลงมาที่จะช่วยให้การทา ความเข้าใจหรือชว่ ยในการเรียนเน้อื หาท่ตี ้องร้เู ปน็ ไปดว้ ยความรวดเรว็ และชดั เจนยงิ่ ขึ้นเน้ือหาในสว่ นนจ้ี ึงทาหน้าที่ เป็นส่วนช่วยเสริมการเรียนการจัดการเรียนการสอนอาจไม่จาเป็นต้องเน้นเนื้อหาในส่วนนี้มากเท่ากับเน้ือหาท่ี จะต้องร้ซู ่ึงสาคัญต่อผเู้ รยี นมากกว่า 8.3 เนื้อหาที่น่าจะรู้ (Could Know) เป็นเนื้อหาทม่ี ีความสาคัญและความจาเป็นน้อยอาจจะไม่ ต้องสอนหากแต่มีเวลาเหลืออาจหยิบยกมากล่าวเพ่ิมเติมก็ได้เพราะจะช่วยเสริมให้การเรียนรู้ในส่วนเนื้อหาน้ันๆ กว้างไกลมากข้ึนในการเรียนการสอนซึ่งมีช่วงเวลาจากัดอาจจะมอบหมายให้ผู้เรียนไปศึกษาค้นคว้ารายละเอียด เนอ้ื หาสว่ นนีด้ ว้ ยตนเองกไ็ ด 9. กิจกรรมการจดั การเรียนรู้หมายถึงกระบวนการวธิ ีการจดั การเรียนรตู้ ่างๆท่ผี ูส้ อนจัดใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดการ เรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กาหนดรวมทั้งทักษะกระบวนการและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ลักษณะของ กจิ กรรมหรอื กระบวนการจดั การเรียนร้ยู กตัวอย่างเป็นการจดั การเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการ MIPP 9.1 การนาเขา้ สู่บทเรยี น 9.1.1 ข้ันสนใจ (Motivation) การกระตุ้นความสนใจให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนรู้ในเน้ือหาโดยใช้สื่อประกอบ คาถามแบบกว้างๆเพ่ือให้ผู้เรียนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมท่ีครูใช้ในการดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือเตรียมตัว นักเรียนก่อนเริ่มเรียนและก่อนท่ีครูจะสอนเน้ือหาทุกวิชาซึ่งเป็นการเตรียมนักเรียนให้รู้ว่ากาลังเรียนเรื่องอะ ไร สามารถนาเอาความรแู้ ละทักษะที่นักเรยี นมอี ยูเ่ ดิมมาสัมพันธ์กบั บทเรียนทีค่ รกู าลงั จะสอนได้โดยการหากิจกรรมท่ี เร้าความสนใจของนกั เรยี นแลว้ เชือ่ มโยงไปสูบ่ ทเรียนซงึ่ จะทาใหน้ ักเรยี นเข้าใจบทเรียนไดด้ ยี ่ิงข้ึน 9.2 การเรียนรู้ 9.2.1 ขน้ั ศึกษาขอ้ มูล (Information) ผู้สอนต้องเลือกเน้ือหาที่ต้องรู้ (Must know) มาสอนก่อนเช่นการสอนเรื่อง เครอื่ งมอื วัดตอ้ งสอนวิธกี ารอ่านกอ่ นแลว้ จงึ สอนวธิ ีการใช้งานวธิ ีการบารงุ รักษาและการบอกชื่อชิ้นส่วนตา่ งๆ 9.2.2 ขน้ั พยายาม (Application) ผูส้ อนต้องมีแบบฝกึ หัดการปฏิบัติเพื่อให้ผู้เรยี นใชค้ วามรู้ ทีไ่ ด้เรยี นมาแก้ปัญหาพัฒนาทกั ษะและเปน็ การเปล่ยี นกิจกรรมเพอ่ื ไมใ่ หเ้ กิดความเบ่อื หน่ายในการเรยี นรู้ 9.3 การสรุป 9.3.1 ขั้นสาเร็จผล (Progress) ผู้สอนต้องมีการเฉลยแบบฝึกหัดเพ่ือให้ผู้เรียนตรวจปรับ ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้เรียนมาและเป็นการเปลี่ยนกิ จกรรมเพื่อเพิ่มความสนใจและเป็นการสรุปซ้าใน เนอ้ื หาครสู ามารถจัดกจิ กรรมเรยี นรูอ้ ่ืนๆทีเ่ หมาะสมกับเนือ้ หาวิชาได้ 10. สอ่ื การเรยี นรู้/แหลง่ การเรียนรู้หมายถึงสิ่งต่างๆที่ใชเ้ ปน็ เครือ่ งมือหรือชอ่ งทางสาหรับทาใหก้ ารสอน ของครูถงึ ผู้เรียนและทาให้ผู้เรียนและทาให้ผ้เู รียนเรียนตามจุดประสงค์ได้ดีและมีความเข้าใจในเนื้อหาท่ีจะเรียนรู้ ได้แกส่ อ่ื สง่ิ พมิ พส์ ่อื โสตทศั นห์ ุ่นจาลองหรือของจรงิ เปน็ ตน้ 11. เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้หมายถงึ เอกสารที่ครูจัดทาข้ึนเพื่อใช้ประกอบการเรยี นการของ นักเรียนได้แก่ใบปฏิบัติงาน (Operation Sheet) ใบส่ังงาน (Job Sheet) ใบมอบหมายงาน (Assignments Sheet) 11.1 ใบปฏิบัติงาน (Operation Sheet) หมายถึงเอกสารท่ีเป็นข้อมูลที่ใช้เป็นแนวทางในการ ฝกึ ปฏบิ ตั ิ

57 11.2 ใบส่ังงาน (Job Sheet) หมายถงึ เอกสารที่ใช้ประกอบการฝึกอบรมหรอื การเรยี นทางดา้ น ปฏิบัติโดยการกาหนดให้ผู้เรียนปฏิบตั ิงานตามคาส่ังเพื่อให้เกิดทกั ษะตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่วเิ คราะห์ได้ จากขั้นตอนการทางานไดอ้ ยา่ งปลอดภยั 11.3 ใบมอบหมายงาน (Assignments Sheet) หมายถึงเอกสารท่ีครูผู้สอนมอบหมายงานให้ ผู้เรียนไปฝึกปฏิบตั ิด้วยตนเองนอกเหนือจากเวลาการเรียนการสอน 12. การบูรณาการ/ความสัมพันธ์กับวิชาอ่ืนหมายถึงการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตรส์ าขาต่างๆทส่ี ัมพันธ์ เก่ียวข้องกันมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อใหเ้ กิดองค์ความร้ทู ี่มีความหมายมีความหลากหลายและสามารถนาไปใช้ ประโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน 13. การวัดและประเมินผลหมายถงึ การตรวจสอบจุดประสงค์ในการเรียนรทู้ ่กี าหนดไว้ในแผนการเรียนรู้ เช่นแบบทดสอบแบบประเมนิ ทกั ษะแบบสังเกตแบบบันทกึ พฤติกรรมผู้เรียนและแบบสมั ภาษณ์เป็นต้น 13.1 การวดั และประเมินผลกอ่ นเรยี นหมายถึงการวดั และประเมนิ ผลความรู้/ทกั ษะพ้ืนฐานเป็น การตรวจสอบเพือ่ ดูวา่ ผูเ้ รียนมีความรู้ /ทกั ษะพนื้ ฐานก่อนหน้าท่ีจะเรยี นในบทเรยี นนนั้ ๆมากน้อยเพียงใดสามารถที่ จะเรียนต่อไปได้เลยหรือควรที่จะปรับพ้ืนความรู้/ฝึกทักษะพ้ืนฐานบางส่วนหรือทั้งหมดเสียก่อนการวัดและ ประเมินผลความรู้/ทักษะพื้นฐานทาเพือ่ ให้ได้ขอ้ มลู บางอย่างทต่ี ้องการมาจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนข้อสรปุ ของ การประเมินผลจงึ มิได้อยู่ที่การสอบได้สอบตกแต่เป็นการพิจารณาถึงสมรรถภาพพน้ื ฐานของผ้เู รียนเทา่ นัน้ ด้วยเหตุ น้ีวิธีการและเครือ่ งมือวดั ผลจงึ อาจจะทาโดยการสัมภาษณ์การสอบข้อเขียนสน้ั ๆหรอื พิจารณาจากผลงานที่ผู้เรียน เคยปฏิบัติมาแล้วกไ็ ดส้ าหรับบทเรียนท่ีตอ่ เนื่องหรือกลุ่มผู้เรียนซึ่งครูคนเดียวกันเคยได้สอนมาอาจไม่ต้องมีการวัด และประเมนิ ผลกอ่ นเรยี นกไ็ ดท้ ง้ั นี้เพราะวา่ ครผู ้สู อนมีข้อมลู ของผู้เรียนอยแู่ ลว้ 13.2 การวัดและประเมินผลขณะเรียนหมายถึงเพื่อให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบความรู้ความเข้าใจใน เนอ้ื หาสว่ นต่างๆท่ีรบั จากการเรยี นการสอนไปวา่ มีอยเู่ พียงพอท่ีจะใช้แกป้ ัญหาต่างๆได้หรือไม่เพียงใดฉะนัน้ คะแนน จากการวัดและประเมินผลความรู้ความเข้าใจในบทเรียนต่างๆจึงเป็นเคร่ืองมือท่ีสาคัญในการวินิจฉัยการจัดการ เรยี นการสอนซ่ึงจะไมเ่ กี่ยวขอ้ งกับการประเมินผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนแต่อย่างใดเพราะกิจกรรมดงั กลา่ วอยู่ในชว่ ง ขั้นพยายามของกระบวนการเรียนรเู้ ทา่ นนั้ 13.3 การวัดและประเมินผลหลังเรยี นหมายถงึ วดั และประเมินเมื่อจบการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ เพ่ือตรวจสอบผลการเรียนผู้เรียนโดยเทียบกับจุดประสงค์หรือผลการเรียนรู้นอกจากน้กี ารวัดและประเมินผลหลัง เรยี นอาจเปน็ ขอ้ มูลก่อนเรียนในระดบั ตอ่ ไป 14. บันทึกหลังสอนหมายถึงเป็นการสรุปและแสดงผลการนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไปใช้ว่า สามารถจัดกิจกรรมได้บรรลุผลการเรียนรู้หรือไม่มีปัญหาและอุปสรรคใดบ้างท่ีต้องแก้ไขมีพฤติกรรมของผู้เรียน ใดบ้างที่ต้องพัฒนาอย่างตอ่ เน่อื ง 14.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้หมายถึงผลประเมินการใช้แผนการสอนเป็นการประเมิน ตนเอง 14.1.1 จดุ ประสงค์(Objective) จดุ ประสงคแ์ ตล่ ะขอ้ ที่กาหนดไวใ้ นแผนเหมาะสมเพยี งใด ควรปรับปรงุ เพยี งใดและสอนตามตรงจุดประสงค์ทวี่ างแผนไวม้ ากน้อยเพียงใด 14.1.2 ห้องเรยี น/ห้องฝกึ งานมีความเหมาะสมเพียงใด 14.1.3 เนือ้ หาท่มี ีในแผนเหมาะสมเพยี งใดสอนเน้ือหาตามทีว่ างแผนไว้ได้มากนอ้ ยเพยี งใด 14.1.4 กิจกรรมการเรียนการสอนท่วี างแผนไว้เหมาะสมเพียงใดจัดการเรียนรูไ้ ด้ตาม กจิ กรรมที่วางแผนไวไ้ ดม้ ากนอ้ ยเพียงใด 14.1.5 สื่อการสอนที่วางแผนไว้ในแผนการจัดการเรยี นรเู้ หมาะสมเพียงใดนามาใช้สอนมาก นอ้ ยเพยี งใด

58 14.1.6 เคร่อื งมือ/อปุ กรณเ์ ครอ่ื งมือเคร่อื งจกั รวสั ดฝุ กึ อุปกรณช์ ่วยสอนอนื่ ๆทวี่ างแผนไว้ เหมาะสมเพยี งใดใชต้ ามแผนมากนอ้ ยเพยี งใด 14.1.7 เวลาท่ีใช้เวลาทว่ี างแผนไว้เหมาะสมเพียงใดปฏบิ ัตกิ ารสอนไดต้ ามเวลามากน้อย เพียงใด 14.1.8 การวัดและประเมินผลท่ีออกแบบไวใ้ นแผนเหมาะสมเพยี งใดนาไปใชว้ ัดประเมินผล ครบกระบวนการตามทีว่ างแผนไวม้ ากน้อยเพยี งใด 14.2 ผลการเรยี นรู้ของนักเรยี นนกั ศกึ ษาหมายถงึ ตัวผเู้ รียนท่ีจะเข้ามาเรียนในหลกั สูตรรายวชิ าที่ พัฒนาข้ึนจะต้องตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆเช่นความรู้/ทักษะพ้ืนฐานลักษณะส่วนบุคคล (ถ้าจาเป็น) เป็นต้นให้ สอดคล้องตามความต้องการที่กาหนดไว้เป็นพ้ืนฐานของผู้ท่ีจะเข้ามาเรียนในหลักสูตร รายวิชานั้นผลจากการ ตรวจสอบผลสัมฤทธ์ิในการเรียนข้อมูลจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิในการเรียนหลังจากศึกษาจบหลักสูตร รายวิชาทีท่ ดลองใช้แล้วจะบอกได้วา่ 1. โดยเฉลี่ยแล้วผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิในการเรยี นรายวิชาท่ีพัฒนาร้อยละเท่าไรอยู่ในเกณฑ์สูงหรือ ต่า 2. จากการตรวจสอบมปี ริมาณหรอื จานวนผเู้ รียนเทา่ ไรสามารถผา่ นรายวิชาน้ันไปได้และมีจานวน เทา่ ไรควรศกึ ษาซา้ ใหม่อกี ครงั้ หนง่ึ 14.3 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้หมายถึงแนวทางการแก้ปัญหาของครูผู้สอนการ แก้ปัญหาอาจเป็นการแก้ปัญหาทันทีระหว่างปฏิบัติการสอนควรบันทึกไว้ด้วยหรือเสนอแนวทางแก้ปัญหาเพื่อ ปรบั ปรุงแผนจดั การเรยี นร้ใู นการสอนครั้งต่อไป (Action Plan) เพอ่ื พฒั นาคุณภาพการเรยี นรู้ แนวทางการจัดทารายละเอียดต่างๆสาหรับจัดทาแผนการเรียนรู้มุ่งเน้นสมรรถนะของสานักงาน คณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา

59 การวิเคราะหห์ วั ขอ้ เรื่องโดยใช้ Coral และ Scalar Pattern เมื่อได้หวั ข้อเร่อื งทจ่ี ะตอ้ งสอนครบถ้วนแลว้ กน็ าหวั ขอ้ เรอ่ื งมาแยกยอ่ ยเปน็ หวั ขอ้ หลัก (Main Element) จากหัวข้อหลกั แยกต่อเป็นหัวขอ้ ยอ่ ย (Element) ซ่งึ การวเิ คราะห์หวั ขอ้ เรอื่ ง (Topic Analysis) 1. แบบ Scalar Pattern นยิ มทากนั 2แบบคือ 2. แบบแผนภมู ปิ ะการัง (Coral Pattern) ข้นั ตอนการวเิ คราะหห์ ัวขอ้ เร่อื งเพ่อื หาวตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรม

60 การวิเคราะห์หัวข้อเรื่องเพ่ือนาไปเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมโดยปกติจะนาหัวข้อหลัก (Main Element) มาเขียนวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมแต่ถ้านาหัวข้อหลักมาเขียนล้วไม่ครอบคลุมเนื้อหาก็นาหัวข้อย่อย (Element) มาเขียนเพิม่ เตมิ จนครอบคลมุ เน้ือหาของหัวขอ้ เร่อื งและเนือ้ หา A1 A2

61 B2 C2 คาอธิบายรายวชิ า

62 จดุ ประสงค์รายวชิ า 1. 2. 3. สมรรถนะรายวิชา 1. 2. 3. 4. 5. คาอธิบายรายวชิ า

ใบวเิ คราะหผ์ งั สม

มรรถนะรายวิชา(ตวั อยา่ ง)

หน่วย ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้/รายการสอน กาหนดการสอน สปั ดาห์ ช่ัวโมง ท่ี สมรรถนะประจาหนว่ ย ท่ี ท่ี กรอบการจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการเป็นเรอ่ื ง/ชน้ิ งาน/โครงการ และบูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

65 หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง กจิ กรรมนกั เรียน ความพอประมาณ 1. ……………………………………………. 2. ……………………………………………. 3. ……………………………………………. ความมีเหตุผล 1. ……………………………………………. 2. ……………………………………………. 3. ……………………………………………. การมภี มู ิคุ้มกนั 1. ……………………………………………. 2. ……………………………………………. 3. ……………………………………………. เงอื่ นไขดา้ นความรู้และทกั ษะ 1. ……………………………………………. 2. ……………………………………………. 3. ……………………………………………. เงือ่ นไขด้านคุณธรรม 1. ……………………………………………. 2. ……………………………………………. 3. ……………………………………………. ผลกระทบเพือ่ ความสมดลุ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ดา้ นสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรม ด้านสง่ิ แวดลอ้ ม ความรู้ ทักษะ พฤติกรรม

66 รายการตรวจสอบและอนญุ าตใหใ้ ช้  เหน็ ควรอนุญาตให้ใช้การสอนได้  เห็นควรปรับปรุงเก่ียวกบั ลงชื่อ ( ) / หัวแผนกวชิ า /  ควรอนญุ าตใหน้ าไปใช้สอนได้ ลงชื่อ ( )  ควรปรับปรงุ เก่ยี วกบั . รองผอู้ านวยการฝ่ายวิชาการ  อื่น ๆ //  อนญุ าตให้นาไปใชส้ อนได้  อื่น ๆ ลงช่ือ ( ) ผู้อานวยการวิทยาลยั การอาชีพเวียงสระ //


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook