Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore E-book เรื่อง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์

E-book เรื่อง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์

Published by Guset User, 2023-07-05 12:52:00

Description: E-book เรื่อง เครื่องมือทางภูมิศาสตร์

Keywords: เครื่องมือ,ภูมิศาสตร์

Search

Read the Text Version

E-BOOK เ รื่ อ ง เ ค รื่ อ ง มื อ ท า ง ภู มิ ศ า ส ต ร์

คำนำ หนังสืออิเล็คทรอนิกส์ เล่มนี้เป็ นส่วนหนึ่งในรายวิชาสังคมศึกษา(ส2310) ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่3 เรื่อง 'เครื่องมือทางภุมิศาสตร์' นำเสนอเรื่องวิธีการใช้เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ รูปภาพตัวอย่างจำลอง ของเครื่องมือที่สำคัญ 10 ชนิดได้แก่ แผนที่ แผนภาพ ลูกโลก เข็มทิศ มาตราวัดลม เทอร์โมมิเตอร์ กล้องสามมิติ กล้องส่องทางไกล บารอมิเตอร์ เครื่องวัดน้ำฝน จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้และประโยชน์ แก่ผู้เรียน และผู้ที่สนใจ และe-bookเล่มนี้ เป็ นการสรุปเนื้อหาช่วยให้ผู้อ่านจดจำเข้าใจในเนื้อหาและองค์ความรู้ที่ซับซ้อน ได้ง่าย รวดเร็ว และแม่นยำ ผู้จัดหวังทำหวังเป็ นอย่างยิ่งว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เล่มนี้จะเป็ นประโยชน์ สำหรับผู้อ่านได้ไม่มากก็ น้ อย และขอขอบคุณผูัทุกท่านที่สนใจe-bookเล่มนี้ของเรา ด.ญปัณฑิตา แสงดารา ผู้จัดทำ

สารบัญ 1 แผนที่ 2 แผนภาพ 3 ลูกโลก 4 เข็มทิศ 5 มาตราวัดลม 7 กล้องสามิติ 6 เทอร์โมมิเตอร์ 8กล้องส่องทางไกล 9 บารอมิเตอร์ 10เครื่องวัดน้ำฝน

เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ คือ?? เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ หมายถึง สิ่งที่ใช้ศึกษาข้อมูล ทาง ภูมิศาสตร์ เกี่ยวกับตำแหน่ง ทำเล ที่ตั้ง การ กระจาย ขอบเขต ความหนาแน่น และปรากฏการณ์ ต่าง ๆ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ ความสำคัญ?? เครื่องมือทางภูมิศาสตร์มีความสำคัญต่อการศึกษาโลกและ ปรากฏการณ์ บนโลกอย่าง ยิ่งเพราะช่วยให้มองเห็นภาพของ โลกได้อย่างชัดเจน เนื่องจากโลกมีพื้นที่กว้างขวาง ทำให้มี ความหลากหลายทางสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในแต่ละบริเวณ การทำความเข้าใจจึงต้องใช้ เครื่องมือช่วย

1.แผนที่ -แผนที่ คือ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ที่ถ่ายทอดข้อมูลของโลกลงบนพื้น แบนราบ โดยการย่อให้เล็กลงด้วยมาตราส่วน ใช้เครื่องหมายและ สัญลักษณ์ ที่กำหนดขึ้น แทนข้อมูลทางกายภาพและข้อมูลทาง วัฒนธรรม -แผนที่เป็ นเครื่องมือสำคัญที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อช่วยในการดาเนินงาน หรือ ประกอบกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินชีวิตของมนุษย์ มานาน โดยมนุษย์ ใช้แผนที่แสดงเส้นทางการเดินทาง ถิ่นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร และกรรมสิทธิ์ใน พื้นที่ครอบครอง เป็ นต้น ความสําคัญของแผนที่ -ปัจจุบันแผนที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย รวมทั้งมีการนาความรู้ด้าน เทคโนโลยีภูมิ สารสนเทศมาใช้ร่วมด้วย ทำให้แผนที่มีความถูกต้อง มากขึ้นทั้งตำแหน่ง ระยะทาง และทิศทาง -แผนที่มีความสำคัญและมีประโยชน์ ต่อมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เช่น ด้าน การเมืองการปกครอง การทหาร เศรษฐกิจและสังคม สาธารณประโยชน์ วิศวกรรม การ พัฒนาและการวางแผน การศึกษา สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ การส่งเสริมการท่อง เที่ยว รวมทั้งการ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ รู ปแผนที่มาตราส่ วน 1:200,000 (ตัวอย่าง)

ประโยชน์ ของแผนที่ 1. ด้านการเมือง -ทราบตำแหน่ งที่ตั้งปักปันเขตแดน -แสดงกลุ่มชาติพันธุ์ -ความหนาแน่ นของประชากร -ทราบเส้นทางคมนาคมในแต่ละบริเวณ | การวางแผน ดาเนินการ เตรียม รับหรือแก้ไข สถานการณ์ ที่อาจ เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง 2. ด้านกิจการทหาร -โดยการใช้แผนที่แสดงยุทธศาสตร์ทั้งระยะทางและตำแหน่งที่สำคัญ ต่าง ๆ รวมทั้งแสดง ลักษณะภูมิประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์ ในการวาง แผนการรบหรือการป้ องกันดินแดน ถ้า ขาดแผนที่หรือแผนที่ล้าสมัย ข้อมูลไม่ถูกต้อง การวางแผนอาจผิดพลาดได้ 3. ด้านเศรษฐกิจและสังคม -แผนที่ที่แสดงแหล่งทรัพยากร กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การ ประมง การเพาะปลูก การทาป่ า ไม้ การทำเหมืองแร่ ช่วยให้เรา เข้าใจการประกอบอาชีพของประชากรได้อย่างดี นอกจากนี้ยัง สามารถใช้แผนที่แสดงการกระจายของแหล่งสาธารณสุข สถานศึกษาในแต่ละบริเวณ แผนที่จึง มีประโยชน์ ในด้านสังคม เพิ่มขึ้น ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้อง อาศัย แผนที่เป็ นข้อมูลพื้นฐาน 4. ด้านการดำเนินชีวิตประจำวัน - โดยเฉพาะในการเดินทางจากบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ถ้า เราดูแผนที่ เป็ นจะทำให้เราทราบ ว่าเราอยู่บริเวณใด จะเดินทางไปที่ใดจึงจะ สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนักท่อง เที่ยวซึ่ งใช้แผนที่ในการ เดินทางเป็ นประจำ ทำให้สามารถพิจารณาเส้นทางที่เหมาะสมเป็ น การช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้

ประเภทของแผนที่ 1.แผนที่ตามลักษณะของรายละเอียดที่ปรากฏ 2. แผนที่ตามขนาดมาตราส่วน 3.แผนที่ตามลักษณะการใช้งานและชนิด ของรายละเอียดที่แสดงไว้ 1.แผนที่ตามลักษณะของรายละเอียดที่ปรากฏ 1.1 แผนที่ลายเส้น (Line Map) : แผนที่ลายเส้น โดย รายละเอียดที่ปรากฏบนแผน ที่ ลายเส้นอาจเป็ นเส้นตรง เส้นโค้งหรือท่อนเส้นใด ๆ ก็ได้ ที่ประกอบเป็ นรู้ต่าง ๆ เช่น แม่น้ำแสดงด้วยเส้นคู่ อาคาร แทนด้วยรูปเหลี่ยมตาม ลักษณะอาคาร 1.2 แผนที่รูปถ่าย (Photo Map) : เป็ นแผนที่ที่ทำจาก รูปถ่ายทางอากาศของ สภาพภูมิประเทศ ทั้งหมด หรือบางส่วน เพื่อนำมาใช้ แทนแผนที่หรือเพิ่มเติม แผนที่ให้สมบูรณ์ 1.3 แผนที่แบบผลม โฮลีวู้ด (Annotated map): โดย รายละเอียดที่ปรากฏจะผสม ระหว่างราย ละเอียดที่ได้จาก การถ่ายภาพภูมิประเทศกับ รายละเอียดที่วาดหรือเขียนขึ้น

2.แผนที่ตามขนาดมาตราส่วน 2.1 ความถูกต้องของแผนที่ (Map Accuracy) -ใช้ความถูกต้องของการลงรายละเอียดแผนที่ที่ขนาดของจุดหรือ ลายเส้นที่เล็กที่สุดที่สามารถมองเห็นได้ ด้วยตาสายตามนุษย์ คือ 0.2 มิลลิเมตร ดังนั้นขนาดดังกล่าวจะตรงกับขนาดบนพื้นดิน เท่ากับ 0.2 X ส่วน ของแผ่นที่ -เช่น แผนที่มาตราส่วน 1:1,000 ความถูกต้องของตำแหน่งจุดที่อ่าน ได้จะอยู่ในเกณฑ์ 0.2 x 1,000 = 200 มิลลิเมตร หรือ 0.20 เมตร ซึ่ งหมายถึงเมื่อนำค่าพิกัดจากแผนที่กระดาษไปเปรียบเทียบกับค่า พิกัดจุดดัง กล่าวที่วัดได้ในสนามจะผิดพลาดได้ในเกณฑ์ไม่เกิน ±0.20 -มาตราส่วนแผนที่ หมายถึง อัตราส่วนเปรียบเทียบ ระยะทาง บนแผนที่กับระยะทางบนภูมิประเทศ • ระยะทางบนแผนที่ -มาตราส่วนแผนที่ — ระยะทางบนภูมิประเทศ 2.1 แบ่งตามภูมิศาสตร์ 2.1.1แผนที่มาตราส่วนเล็ก (Small scale map) -มีมาตรส่วนเล็กกว่า 1:1,000,000 2.1.2 แผนที่มาตราส่วนปานกลาง (Medium stalls inap) -มีมาตรส่วน ตั้งแต่1: 250,000 ถึง 1:1,000,000 2.1.3 แผนที่มาตราส่วนขนาดใหญ่ (Large scale flap) -มีมาตรส่วน มากกว่า1: 250,000 2.2 แบ่งตามกิจการทหาร 2.2.1แผนที่มาตราส่วนเล็ก - มีมาตรส่วนเล็กกว่า 1,600,000 และเล็กกว่า 2.2.2 แมน มาตราส่วนปานกลาง - มีมาตรส่วน ใหญ่กว่า 1,600,000 แต่เล็กกว่า1:75,000 2.2.3 แผนที่มาตราส่วนขนาดใหญ่ – มีมาตรส่วน ตั้งแต่ 1:75,000 และใหญ่กว่า

3.แผนที่ตามลักษณะการใช้งานและชนิดของ รายละเอียดที่แสดงไว้ 3.1 แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic Map) ได้แก่ แผนที่ซึ่ งแสดงรายละเอียด ทั่วไปของพื้นผิวพิภพ ในทาง ราบและทางดิ่ง คือแสดง ความสูงต่ำของภูมิประเทศ 3.2 แผนที่เฉพาะเรื่อง (Thematic Map) ส่วนมาก สร้างขึ้นโดยใช้แผนที่ทั่วไปเป็ น พื้นฐาน เช่น แผนที่ อุณหภูมิเท่า แผนที่โฉนดที่ดิน แผนที่เดินเรือ แผนที่ ตัวเมือง แผนที่การใช้ที่ดิน และแผนที่เศรษฐกิจ เป็ นตน

องค์ ประกอบของแผนที่ ขอบระวาง ทิศทาง สัญลักษณ์ มาตราส่วน สัญลักษณ์ แผนที่

2.แผนภาพ แผนภาพ คือ รุ ปที่เขียนขึ้นเพื่อประกอบคำอธิบายปรากฏการณ์ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ ทั้งนี้เพราะ เรื่องราวทางภูมิศาสตร์บางอย่างเกิดขึ้นในอดีต เช่น การเกิดที่ราบ การทับถมของหินชั้น และปรากฏการณ์ บางอย่างที่มอง ไม่เห็น เช่น วัฏจักรของน้ำ การเกิดลมบก-ลมทะเล การใช้แผนภาพอธิบายจะทำให้เข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น 3.ลูกโลก ลูกโลก คือ หุ่นจำลองของโลก สร้างด้วยวัสดุต่างๆ เช่น กระดาษ ยาง พลาสติก เพื่อใช้ในการศึกษาภูมิศาสตร์ ลูกโลกช่วยให้มองเห็นภาพรวมของโลก ต่างจากแผนที่ที่ให้ข้อมูลในเชิงพื้นราบ โลกมีรูปร่างคล้ายผลส้ม ลูกโลกแบ่งได้เป็ น 2 แบบ แบบแรก คือ ลูกโลกที่แสดงส่วนที่เป็ นพื้นผิวโลก เช่น แสดงส่วนที่เป็ นพื้นน้ำ ได้แก่ ทะเลและมหาสมุทร แสดงส่วนที่เป็ นพื้นดิน ได้แก่ เกาะ ทวีป ประเทศ แบบที่สอง คือ ลูกโลกที่แสดงโครงสร้างภายในเปลือกโลก ข้อมูลบนผิวพื้นโลก ระบบอ้างอิง าหนดพิกัดภูมิศาสตร์ การกำาหนด าแหน่งบนโลกโดยสมมุ ให้เป็ นทรงกลม หาโดยกำหนดจาก เส้นสมมุติที่ลากผ่านขั้วโลกเหนือไปยัง วโลก เรียกว่า เส้นมเทียน (Meridian) โดยเส้นเมริเดียนหลัก (Prime Meridian) ลากผ่านเมืองกรีนนิช (Greenwich) ประเทศอังกฤษ มีค่า 0 องศา เส้นศูนย์สูตร (Equator) คือ เส้นวงกลมใหญ่ แบ่งโลกเป็ น 2 in 1 แก่ กโลกเหนือ และซี กโลกใต้ เส้นละติจูด (Latitude) คือ เป็ นค่าที่วัดเป็ นมุมจากขั้วโลกเหนือหรือได้ท่ากับเส้นศูนย์สูตรเสมือนว่าผู้ วัดอยู่ ณ ศูนย์กลางของโลก วัดเป็ นองศา มีค่าตั้งแต่ 0 - 90 องศา เหนือ / ใต้ เส้นลองจิจูด (Longitude) เป็ นค่าที่วัดจากมุมเมริเดียนหลัก โดยวัดเป็ นอาไปทางทิศตะวันออกหรือ ตะวันตก มี ค่าตั้งแต่ 0 - 180 องศา ตะวันออก / ตะวันตก

4.เข็มทิศ เข็มทิศ คือ เครื่องมือสำหรับใช้หาทิศทาง มีเข็มแม่เหล็กที่แกว่งไกวได้อิสระในแนวนอนทอดตัวในแนว เหนือ-ใต้ ตามแรงดึงดูดของแม่เหล็กโลก และที่หน้าปัดมีส่วนแบ่งสำหรับหาทิศทางโดยรอบ เข็มทิศจึงมี ปลายชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ การบอกทิศทางในแผนที่โดยทั่วไป คือ การบอกเป็ นทิศที่สำคัญ 4๔ ทิศ ทิศ เหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศที่อยู่กึ่งกลางระหว่างทิศหลักทั้งสี่ คือ - ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ระหว่างทิศตะวันออกกับทิศเหนือ – ทิศตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ระหว่างทิศตะวันออกกับทิศใต้ – ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ อยู่ระหว่างทิศตะวันตกกับทิศเหนือ – ทิศตะวันตกเฉียงใต้ อยู่ระหว่างทิศตะวันตกกับทิศใต้ซึ่ งแต่ละทิศทำมุม 45 องศา ประโยชน์ ของเข็มทิศ 1.เป็ นประโยชน์ ในการบอกทิศทางในการเดินทาง ทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ 2.อำนวยความสะดวกในการท่องเที่ยว และประหยัดเวลาในการเดินทาง 3.เป็ นประโยชน์ ในการจัดการเรียนการสอน สามารถใช้เข็มทิศเป็ นสื่อการเรียนการสอนคู่กับ แผนที่ประเภทต่างๆได้อย่างดี 4. เข็มทิศยังมีประโยชน์ ใช้สอยในด้านอื่นได้ด้วย เช่นเข็มทิศบรุ นตัน ซึ่ งใช้สำหรับวัดมุมเอียง ของหินหรือความลาดชันของพื้นที่ วิธีใช้เข็มทิศ วางทิศในแนวระนาบ ปรับหมุนหน้าปัดให้เข็มบอกค่าบนหน้าปัดอยู่ในตำแหน่งที่หันไปทางทิศเหนือ แม่เหล็กโลก ต่อจากนั้นจึงนำเข็มทิศหันเข้าหาตำแหน่งที่ต้องการวัดมุม เช่น เสาธงโรงเรียน เข็มทิศก็ จะบอกให้ทราบว่าเสาธงของโรงเรียนอยู่ในทิศใด และทำมุมกี่องศากับทิศเหนือแม่เหล็กโลก เป็ นต้น

5.มาตราวัดลม เป็ นเครื่องมือวัดความเร็วของลม ที่นิยมใช้กันมากเป็ นมาตรวัดลม แบบรูปถ้วย (cup annemometer) ประกอบด้วยลูกถ้วยทรงกรวย 3 หรือ 4 ใบ มีแขนยึดติดกันกับแกนซึ่ งอยู่ในแนวดิ่ง และติดอยู่กับเครื่อง อ่านความเร็ว ลูกถ้วยจะหมุนรอบเพลาตามแรงลม จำนวนรอบหมุนจะเปลี่ยนเป็ นระยะทาง โดยมีหน่วยเป็ น กิโลเมตรหรือไมล์ อ่านได้จากหน้าปัดของเครื่องอ่านความเร็ว เครื่องวัดความเร็วลมมีการใช้งานหลักๆ 2 แบบ -1) การสังเกตสภาพอากาศ: นอกเหนือจากอุณหภูมิ ความชื้น ความกดอากาศ ปริมาณน้ำฝนและ ทิศทางลมแล้วการวัดความเร็วลมมีความสำคัญต่อการสังเกตทำความเข้าใจและทำนายสภาพ อากาศ ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วสถานีตรวจอากาศระดับสูงกว่าจะมีAnemometerอยู่ด้วย -2) การวัดการไหลของอากาศ: เป็ นงานทางวิศวกรรมเครื่องกลที่ใช้Anemometerในการออกแบบ ระบบปรับอากาศ Heating ventilation and air conditioning (HVAC) เป็ นการวัดค่า CFM CMM ในท่อ Duct

6.เทอร์โมมิเตอร์ เป็ นเครื่องมือวัดอุณหภูมิอากาศ ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีดังนี้ 1) เทอร์โมมิเตอร์ธรรมดา (ordinary thermometer) ที่ใช้กันเสมอในการตรวจวัดอุณหภูมิประจำวัน คือ เทอร์โมมิเตอร์ธรรมดาชนิดปรอทบรรจุอยู่ในหลอดแก้ว สามารถวัดอุณหภูมิได้อยู่ระหว่าง -20 ถึง 50 องศาเซลเซี ยส 2) เทอร์โมมิเตอร์สูงสุด (maximum thermometer) คือเทอร์โมมิเตอร์ชนิดปรอทบรรจุอยู่ในหลอดแก้ว เช่นเดียวกับเทอร์มิเตอร์ธรรมดา แต่แตกต่างกันตรงที่ว่าบริเวณลำเทอร์โมมิเตอร์เหนือกระเปาะบรรจุ ปรอทขึ้นมาเล็กน้อยจะเป็ นคอคอดป้ องกันปรอทที่ขยายตัวแล้วไหลกลับลงกระเปาะ ใช้วัดอุณหภูมิ สูงสุด 3) เทอร์โมมิเตอร์ต่ำสุด (minimum thermometer) คือเทอร์โมมิเตอร์ชนิดเอทิลแอลกอฮอล์ บรรจุใน หลอดแก้ว มีก้านชี้รูปดัมบ์เบลล์ ยาวประมาณ 2 เซนติเมตรบรรจุอยู่ ใช้วัดอุณหภูมิต่ำสุด 4) เทอร์โมมิเตอร์แบบซิ กซ์ (six's thermometer)ลักษณะเป็ นหลอดแก้วรูปตัวยู ภายในบรรจุปรอท และแอลกอฮอล์ มีก้านชี้โลหะรูปดัมบ์เบลล์ อหยู่ในหลอดข้างละ 1 อัน หลอดทางซ้ายบอกอุณหภูมิต่ำ สุด หลอดทางขวาบอกอุณหภูมิสูงสุด อ่านอุณภูมิจากขอบล่าง 5.เทอร์โมกราฟ (thermograph) เป็ นเครื่องมือบันทึกอุณหภูมิแบบต่อเนื่อง ที่นิยมใช้มีอยู่ 2 แบบ คือ เทอร์โมกราฟแบบโลหะประกบ ปกติจะนำไปรวมกับไฮโกรกราฟเป็ นเครื่องเดียวกันเรียกว่า เทอร์โม ไฮโกรกราฟ ส่วนอีกแบบหนึ่งเรียกว่าเทอร์โมกราฟชนิดปรอทบรรจุในแท่งเหล็ก เครื่องมือชนิดนี้ สามารถวัดอุณหภูมิของดินได้ด้วย

7.กล้องสามมิติ เป็ นเครื่องมือสำหรับมองภาพสามมิติ กล่าวคือ สามารถมองความสูง-ต่ำของภูมิประเทศในลักษณะสาม มิติ ประกอบด้วยเลนส์ 2 อัน ซึ่ งสามารถปรับให้เท่ากับระยะห่างของสายตาผู้มองได้ ในการมองจะต้อง วางภาพให้อยู่ในแนวเดียวกันและต้องเป็ นภาพที่ทำการถ่ายต่อเนื่องกัน ซึ่ งแต่ละภาพจะมีรายขอบที่ ทับกันหรือซ้อนกัน โดยพื้นที่ของภาพในแนวนอนให้ชายขอบของภาพมีพื้นที่ทับซ้อนกันประมาณ ร้อยละ 60 และในแนวตั้งร้อยละ 20 กล้องสามมิติที่นิยมใช้กันมี 2 ชนิดคือ กล้องสามมิติแบบพกพา (poket stereoscope) สามารถนำติดตัวไปใช้ได้ง่าย แต่ดูภาพได้บริเวณแคบๆ ส่วนอีกชนิดหนึ่ง คือ กล้องสามมิติแบบกระจกเงา (mirror atereoscope) โดยใช้กระจกเงาสะท้อนภาพทำให้เห็นได้เป็ น บริเวณกว้างกว่ากล้องสามมิติแบบพกพา วิธีใช้กล้องสามมิติ วางภาพถ่ายคู่ที่มีหมายเลขเรียงลำดับกันลงบนพื้นราบ โดยให้รายละเอียดส่วนที่ของภาพที่ ซ้อนทับกันให้อยู่ในแนวเดียวกัน แผ่นภาพอยู่ห่างกันประมาณ 6 เซนติเมตร วางกล้อมสาม มิติลงบนภาพถ่าย เลื่อนแผ่นภาพที่ซ้อนทับด้านบนไปทางขวาหรือทางซ้าย เพื่อให้ราย ละเอียดที่ต้องการอยู่ในระยะสายตา จนกระทั่งมองเห็นภาพเป็ นสามมิติตามที่ต้องการ

8.กล้องส่องทางไกล เป็ นอุปกรณ์ ที่ช่วยให้สามารถมองวัตถุระยะไกลได้ มีใช้กันหลากหลายตั้งแต่ทาง วิทยาศาสตร์จนถึงทางนันทนาการ ตัวอย่างของกล้องที่นิยมใช้ได้แก่ กล้องโทรทรรศน์ กล้องสองตา หรือกล้องดูนก กล้องส่องทางไกลประกอบไปด้วย เลนส์ 2 ชนิด คือ เลนส์นูนและเลนส์เว้า 9.บารอมิเตอร์ เป็ นเครื่องมือวัดความกดอากาศที่ใช้มากมี 3 ชนิด คือ 1) บารอมิเตอร์แบบปรอท (mercury barometer) เป็ นบารอมิเตอร์มาตรฐานที่ใช้กัน อยู่ทั่วไป หน่วยที่ใช้วัดความกดของอากาศ คือ มิลลิเมตรของปรอท และมิลลิบาร์ 2) บารอมิเตอร์แบบตลับ หรือแบบแอนิรอยด์ (aneroid barometer) ประกอบด้วยตลับ โลหะบางๆ ที่สูบอากาศออกเกือบหมด ตรงกลางตลับมีสปริงต่อไปยังคานและเข็มชี้ เมื่อ ความกดอากาศเปลี่ยนแปลงตลับโลหะจะพองหรือแฟบลง ทำให้สปริงดึงเข็มชี้ที่หน้าปัด ตามความกดอากาศ 3) บารอกราฟ (barograph) ใช้หลักการเดียวกันกับบอรอมิเตอร์แบบตลับ แต่ต่อแขน ปากกาให้ไปขีดบนกระดาษกราฟที่หุ้มกระบอกหมุนที่หมุนด้วยนาฬิกา จึงบันทึกความกด อากาศ

10.เครือ่ งวัดน้ำฝน เครื่องวัดฝนเป็ นเครื่องมือที่ช่วยในการวัดปริมาณน้ำฝน โดยใช้อุปกร์ที่มี ลักษณะเป็ นรูปทรงกระบอก มีกรวยต่อภาชนะรองรับ ภายในปากภาชนะ รองรับมีขนาดแคบและพอดีกับกรวยเพื่อลดการสูญเสียเนื่องจากการระเหย พื้นที่หน้าตัดของถังรองรับน้ำฝนมีขนาดตั้งแต่ 200-500 ตารางเซนติเมตร ปากถังมีลักษณะด้านในอยู่ในแนวตั้ง ส่วนด้านนอกจะลาดเอียงออกไป ด้าน ในของที่รับน้ำฝนถูกออกแบบเพื่อป้ องกันการระเหยของน้ำฝนออกไปข้าง นอก การวัดปริมาณน้ำฝนอาจใช้แวตวงหรือหย่อนไม้ที่มีมาตรวัดลงในขวด แก้วรับน้ำฝน วิธีการใช้งาน และอ่านข้อมูลอุปกรณ์ วัดปริมาณน้ำฝน 1. ตั้งอุปกรณ์ วัดปริมาณน้ำฝนไว้ในที่โล่ง และสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร 2. ตั้งกระบอกให้ตั้งฉากและมั่นคง ไม่สั่นหรือโยก แล้วจึงกำหนดเวลา ที่ทำการเก็บข้อมูล 3. เมื่อถึงกำหนดเวลาเก็บข้อมูล ให้นำกรวยออกจากกระบอกวัดน้ำฝน 4. หยิบเอากระบอกตวงในท่อ PVC 5. อ่านค่าที่ได้จากกระบอกตวงโดยกำหนดให้ 10 มิลลิลิตร ของน้ำใน กระบอกตวง เท่ากับ ค่าปริมาณน้ำฝน 1 มิลลิเมตร 6. หากค่าปริมาณน้ำฝนมีมากกว่า 10 มิลลิเมตร น้ำฝนจะล้นเข้ามาอยู่ใน ท่อ PVC ให้ตวงปริมาณน้ำที่ล้นออกมาด้วย แล้วจดบันทึกปริมาณน้ำฝน ทั้งหมด 7. เมื่อเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ให้นำกระบอกตวง และกรวยประกอบเข้า ด้วยกัน แล้วนำไปวางไว้ที่เดิม

อ้างอิง

ดัชนี ก กล้องสามมิติ 15 กล้องส่องทางไกล 16 บารอมิเตอร์ บ 16 ม มาตราวัดลม ล 13 แ- ลูกโลก 11 แผนที่ 5-10 แผนภาพ 11 เ- เทอร์โมมิเตอร์ 14 เครื่องวัดน้ำฝน 17

จัดทำโดย ด.ญปัณฑิตา แสงดารา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3/10 เลขที่20 ขอบคุณค่ะ…


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook