¹ Ò Â ª Ô¹ ¹ · Ã à ×· Í ¡ á ¶ Ç 6 1 0 2 1 0 0 0 4 แ ห ล่ ง เ รี ย น รู้ ภ า ย ใ น จั ง ห วั ด น่ า น ONCE UPON A TIME AT NAN
ʶҹ·èÕ ÊÊÒÒÃúºÑÑ Ë¹Ò ÊÒÃºÑ ก 1.Ç´Ñ ÀÁÙ ¹Ô ·Ã 1 2.ÇÑ´¾ÃиҵÔáªá˧ 4 6 3.¾¾Ô Ô¸Àѳ±Ê¶Ò¹á˧ªÒµ¹Ô Ò¹ 9 4.ºÍ à¡ÅÍ× âºÃÒ³ 11 5.àÊÒ´Ô¹¹Ò¹Í  (ÎÍÁ¨Í Á) 13 áÅФ͡àÊ×Í 6.âΧà¨Ò ¿Í§¤Òí 15 17 (The Noble House) 7.Ç´Ñ Ë¹Í§ºÇÑ 8.ÇÑ´ÈÃÕ¾¹Ñ µ¹ -¡-
วั ด ภู มิ น ท ร์ -1-
วดั ภมู นิ ทร์ แหลงเรียนรูประเภท: ศาสนา-ความเชอ่ื ,สถาปตยกรรม ที่ต้งั : ถนนสรุ ิยพงษ อําเภอเมืองนาน จงั หวัดนา น เบอรโ ทรศพั ทตดิ ตอ 054-521127, 054-771-897 วันเวลาทําการ 6.00 – 18.00 ทุกวัน ประวัติความเปนมา: เดมิ ช่อื “วัดพรหมมินทร” เปน วดั หลวงต้ังอยู ในเขตพระนคร ตาํ บลในเวียงในปจ จบุ ัน เจาเจตบุตรพรหมมนิ ทร ๏สรา งเมอื่ ป พ.ศ. 2139 ตอมาอีกประมาณ 300 ป มีการบูรณะ คร้งั ใหญในสมัยเจาอนนั ตวรฤทธ์เิ ดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมยั รชั กาลท่ี4) ใชเวลาซอมแซมนานถงึ 7 ป จติ รกรรมฝาผนงั ใน วิหาร หลวงเขยี นขึ้นในชวงนี้ ภาพจติ รกรรมหรอื “ฮูบแตม” ในวดั ภมู ินทรเปน ชาดกในพทุ ธศาสนา แตถ าพิจารณารายละเอยี ดของวิถี ชีวิตของคนเมืองในสมยั นน้ั มีภาพท่ีนา สนใจอยหู ลายภาพที่เดน ชดั คอื ภาพปมู า นยามาน ซึ่งเปน คําเรียกผูช ายผูหญิงชาวไทล้อื ในสมยั โบราณกระซบิ สนทนากนั ผูชายสักหมึก ผหู ญิงแตงกายไทล้ืออยา ง เตม็ ยศ ภาพวาดของหนุม สาวคูน ี้มคี วามประณตี มาก ภาพนีไ้ ดรบั การยกยอ งวา เปนภาพท่ีงามเปนเยย่ี มของวัดภมู นิ ทร จุดเดนของวัด ภูมินทรท เ่ี ปนหน่ึงเดยี ว คอื เปน วัดทส่ี รางทรงจตั ุรมขุ หนง่ึ เดียวใน ประเทศไทยท่ีดคู ลายตั้งอยบู นหลังพญานาคขนาดใหญ 2 ตวั แหน พระอโุ บสถเทินไวก ลางลาํ ตวั ตรงใจกลางพระอุโบสถจัตรุ มุข ประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู ขนาดใหญ 4 องคห ันพระพกั ตรออกดาน ประตทู ง้ั ส่ีทศิ หันเบอ้ื งปฤษฏาคชนกนั ประดับนั่งบนฐานซกุ ชี เปนพระพุทธรปู ปางมารวิชยั \"คาํ ฮกั นอ้ ง กูปจักเอาไวใ้ นนาํ ก็กลวั หนาวจกั เอาไวพ้ ืนอากาศกลางหาว กก็ ลัวหมอกเหมยซอน ดาวลงมาคะลุมจกั เอาไปใส่ในวงั ขว่ งคุ้ม ก็กลวั เจ้าปะใสแ่ ลว้ ลู่เอาไปกเ็ ลยเอาไวใ้ นอกในใจตัวชาย ปนี จกั หอื มันไหอ้ ะฮิอะฮยี ามปนอนสะดุ้งตนื เววา…\" -2-
ประโยชน 1.เปน แหลง เรยี นรวู ถิ ีชวี ิต วฒั นธรรมสมยั กอ นผา นจิตรกรรมฝาผนงั 2.เปน แหลงเรียนรเู ก่ยี วกับความเชื่อ ความศรทั ธาทางศาสนาของคนในพืน้ ที่ 3.เปน แหลง เรียนรพู ิธกี รรมทางศาสนา การบรู ณาการในการจัดการเรียนการสอน 1.กลุมสาระการเรยี นรสู ังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม -สาระพระพทุ ธศาสนา ในสวนของพิธีกรรมทางศาสนา -สาระประวตั ศิ าสตร ในสวนของการเรียนรวู ิถีชวี ิตผูคนในอดตี 2.กลุม สาระการเรยี นรูศ ลิ ปะ ในเรือ่ งของการฝก วาดรปู จิตรกรรมและลาย เสน ในแบบลา นนา -3-
่ีท ้ัต ง 8 9 ม ห า พ ร ห ม ํตา บ ล ผ า ิส ง ห ํอา เ ภ อวั ด พ ร ะ ธ า ตุ แ ช่ แ ห้ ง เ ืม อ ง น า น น า น 5 5 0 0 0 แหลง เรียนรูป ระเภท: ศาสนา-ความเช่ือ,สถาปตยกรรม ชนียสถานที่สําคัญของเมืองนานมีอายุกวา 600 ปตามพงศาวดารเมืองนาน กลาววา พญาการเมืองโปรดเกลาใหสรางข้ึนเพ่ือบรรจุพระบรมสารีริกธาตุท่ีไดมา จากเมืองสุโขทัยระหวางปพ.ศ.1891-1901 สถาปตยกรรมดานโบสถของวัดพระ ธาตุแชแหงที่สาํ คัญและแสดงใหเห็นถึงแบบอยางสถาปตยกรรมและศิลปกรรมสกุล -4-ชางนาน แยกออกเปน 2 แหง ไดแก
2. เจดียว ัดพระธาตุแชแ หง พระธาตแุ ชแหง ตง้ั อยู ทางฝงตะวนั ออกของแมนา้ํ นาน เปนพระธาตทุ ่บี รรจุ พระบรมสารีรกิ ธาตุ ตามประวตั ิสรา งเม่อื พ.ศ. 1896 อายุราว 600 ปเ ศษ องคพ ระธาตุแชแ หง เปนพระธาตุ ที่มีขนาดสงู ถึง 55.5 เมตร ตง้ั อยูบนฐานส่เี หลี่ยมจัตุรสั กวา งดา นละ 22.5 เมตร มีสีเหลืองอราม เนอ่ื งจากบุ ดว ย แผนทองเหลอื ง พระธาตุน้ี ตั้งอยู บนยอดดอยภู เพียงแชแ หง ลักษณะของเจดยี ทรงระฆงั สว นฐานทาํ เปนฐานหนากระดานส่ีเหลี่ยมขนาดใหญ รองรับฐาน บัวลกู แกวยอเก็จ ถดั ขึน้ ไปเปนฐานหนากระดาน สี่เหลย่ี มและแปดเหลี่ยม ซอ นลดหลั่นกัน 3 ชั้น องค ระฆงั มขี นาดเล็ก บัลลงั กทาํ เปน แทนสีเ่ หลีย่ มยอ เกจ็ ฐานหนากระดานกลม เปน กระดานสี่เหลย่ี มและแปด เหลย่ี ม และชั้นบวั ควํ่าเหนอื ฐานแปดเหล่ียมตกแตง คลา ยกลบี บัว หรอื ลายใบไม แทนลายดังกลาวนีค้ งได รับอทิ ธิพลจากศลิ ปะพมา ซงึ่ นํามาตอ เติมขึ้นภายหลงั 1. วหิ ารหลวง อยูทางดานทศิ ใตข ององคพระ เมื่อลวงเขา พทุ ธศตวรรษที่ 24 แลว ปชู นียสถาน ธาตุเปน วิหารขนาดใหญ 6 หอง หองกลางมีขนาด ศักด์สิ ทิ ธคิ์ บู านคูเมืองนา นมาชา นาน ทุกปเ ม่อื ถงึ วนั 3 หอ ง และตอชัน้ ลดออกไป ทางดา นหนา 2 หอ ง ข้นึ 11-15 ค่ํา เดอื น 6 เหนือ (เดือน 4 ใต) หรอื และดานหลงั 1 หอง ดงั น้ันหากดจู ากภายนอก จะ ในราวเดอื น มี.ค. จะมีประเพณนี มัสการพระธาตุแช มองเห็นเปนอาคารขนาดใหญ หลังคาลาดต่ําลง แหง ท่ีชาวนานเรียกวา งานหกเปง นมสั การพระธาตแุ ช มาเปนชั้นซอน ดานละ 3 ชั้น และมชี ั้นลดดา น แหง ที่สาํ คัญ เปน พระธาตปุ ระจําปเถาะ ตามคติการ ไวพ ระธาตุตามปนกั ษตั รของชาวลา นนา หนา 2 ชัน้ ดา นหลัง 1 ชั้น มีประตทู างดา นหนา ประโยชน และดา นขางตรงกลาง ท่นี าสนใจคือ ตรงกลางสัน หลงั คา ทําเปนสวนหางของนาคสองตัว เก่ยี วกระ 1.เปนแหลง การเรียนรูวฒั นธรรม หวัดกันขึน้ ไปเปนสามชั้น เปน ศิลปกรรมที่งดงาม 2.เปนแหลงเรียนรูพิธกี รรมทางศาสนา และหาดไู ดย ากวหิ ารพระนอน อยทู างดานหนา การบูรณาการในการจัดการเรยี นการสอน นอกกําแพงแกว ขององคพ ระธาตุ วหิ ารกอสรา ง 1.กลมุ สาระการเรยี นรูสังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ในเรือ่ งของการเรยี นรพู ธิ กี รรมทางศาสนา ตามแนวยางขององคพ ระ มปี ระตทู างเขา ดา น 2.กลุม สาระการเรียนรศู ลิ ปะเก่ยี วกับสถาปต ยกรรมไทย หลัง คอื ทศิ ใต -5-3.กลมุ สาระภาษาไทย เร่อื งคาํ ศพั ทเกย่ี วกบั ศาสนา
ที ตั ง อ ยู่ ใ น บ ริ เ ว ณ คุ้ ม ข อ ง อ ดี ต เ จ้ า ผู้ ค ร อ ง น ค ร น่ า น ถ น น ผ า ก อ ง ตํา บ ล ใ น เ วี ย ง อํา เ ภ อ เ มื อ ง จั ง ห วั ด น่ า น พิ พิ ธ ภั ณ ฑ ส ถ า น แ ห่ ง ช า ติ น่ า น -6-
แหลง เรียนรูประเภท: สถาปตยกรรม พิพิธภณั ฑสถานแหงชาตินา นเปนพิพิธภณั ฑสถานแหงชาติ ประจําจงั หวดั นานเม่ือเจามหาพรหมสรุ ธาดาเจา ผคู รองนครนาน องคสุดทายถึงพิราลยั เจา นายบตุ รหลานของเจา ผคู รองนครนา น จึงไมมอบหอคาํ หลังนีพ้ รอ มที่ดนิ ทั้งหมดใหแ กร ฐั บาลเพื่อใชเ ปน ศาลากลางจังหวดั นาน ปพทุ ธศกั ราช 2475 ตอ มาเม่ือกระทรวง มหาดไทยไดก อ สรา งศาลากลางจังหวัดขึน้ ใหมกรมศลิ ปากรจงึ ได ขอรับมอบอาคารหอคาํ เพ่ือใหเปน สถานทจี่ ัดตงั้ พิพิธภณั ฑสถาน แหง ชาตนิ านขนึ้ ในปพทุ ธศกั ราช2517 และประกาศจัดต้งั เปน พพิ ิธภณั ฑสถานแหงชาตนิ านขนึ้ ในปพ ทุ ธศกั ราช2528อยางเปน ทางการ ภายหลังการจดั แสดงเสร็จสมบูรณแ ลวสมเดจ็ พระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไดท รงพระกรุณาโปรดเกลาฯ เสดจ็ พระราชดาํ เนนิ เปนองคป ระธานประกอบพิธีเปด และให ประชาชนเขา ชมอยา งเปน ทางการเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2530 ภายในแบงสวนการจดั แสดงเปน 2 ชน้ั คอื ชัน้ บน จัดแสดง เกย่ี วกับเร่ืองโบราณคดีและประวัตศิ าสตรท องถ่ิน แบงเปน 3 สวน ไดแก 1.หองโถงใหญ เคยเปน ทอ งพระโรงสําหรับเสด็จออกวา ราชการ ของเจาผคู รองนครจัดแสดงขอ มลู ทางภูมริ ฐั ศาสตรของจังหวัด นา น การสรางบา นแปงเมืองหลักฐานศลิ าจารกึ ลําดับเชอ้ื สาย ของเจา ผูครองนคร เคร่ืองใชสวนพระองค ภาพถา ยโบราณ เงินตราและอาวุธ -7-
2. หองปก อาคารและเฉลยี ง จัดแสดงเรอ่ื งราวดา นโบราณคดแี ละประวัติศาสตรศลิ ปะ ตั้งแตส มยั กอ น ประวัติศาสตร ท่ีปรากฎรองรอยหลกั ฐานการอยอู าศัยของมนุษยใ นพ้นื ที่จังหวัดนาน แหลง โบราณคดี และโบราณวตั ถุจากการขดุ คนในพื้นที่เก็บกักนํ้าบริเวณเหนอื เข่อื นสิรกิ ิต์ิ เครือ่ งถวยจากแหลง เตาเผา ในจังหวัดนาน ศิลปะสโุ ขทยั และศิลปะลานนาที่กอ ใหเ กิดแนวคดิ งานศลิ ปกรรมสกุลชา งเมืองนา น 3. หองจดั แสดงงาชางดาํ ซง่ึ เปน สมบตั ลิ ้ําคาคบู านคเู มอื งนา นมาแตโบราณ ช้นั ลา ง แบง เปน 2สว น ไดแ ก 1.หองโถง จัดแสดงเร่อื งราวดา นชาติพันธุวิทยาเกี่ยวกบั วิถชี วี ิตความเปน อยูข องภาคเหนอื มกี ารจําลองลกั ษณะ บา นเรอื น รา นนํ้า หองนอน ครวั ไฟ เคร่อื งใชชวี ิตใน ประจําวนั การทอผา และตัวอยางผา พืน้ เมอื งแบบตางๆ รวมถึงเร่อื งประเพณีความเช่ือการแขงเรอื ยาว และงานสงกรานต เปน ตน 2.เฉลียงดา นหลังและปก อาคารจัดแสดงเร่ือง ราวชวี ิตความเปน อยูของเผาชนตางๆ ใน จังหวดั นาน อาทิ ไทลื้อ แมว เยา ชนเผา ตอง เหลอื ง สุดทา ยเปนหองทร่ี ะลกึ และหอ งเชดิ ชู เกียรตศิ ิลปนแหงชาติชาวจังหวัดนาน ประโยชน 1.เปน แหลงการเรยี นรูวัฒนธรรม 2.เปนแหลง โบราณคดีทม่ี ีคณุ คาทาง ประวัตศิ าสตรอยา งมากเน่ืองจากเปน แหลง รวมโบราณวัตถุของเมืองนานไว 3.เปนแหลง เรียนรูวถิ ชี ีวิตของชาวนา นใน อดีต การบรู ณาการในการจดั การเรียนการสอน 1.สาระการเรียนรสู ังคมศึกษาหวั ขอ ประวัติศาสตร เกยี่ วกบั ประวัติศาสตรทอ งถน่ิ 2.สาระการเรยี นรูการงานอาชพี และ เทคโนโลยี ในเร่ืองของเครือ่ งมอื เครื่องใชจ าก -8- ภมู ิปญ ญาบรรพบรุ ุษ
บ่ อ เ ก ลื อ โ บ ร า ณ ที ตั ง : บ้ า น บ่ อ ห ล ว ง ห มู่ 1 ต . บ่ อ เ ก ลื อ ใ ต้ อ . บ่ อ เ ก ลื อ จ . น่ า น ห่ า ง จ า ก ที ว่ า ก า ร อํา เ ภ อ บ่ อ เ ก ลื อ อ ยู่ ร า ว 6 0 0 เ ม ต ร แหล่งเรยี นรูป้ ระเภท: ธรรมชาติ -9-
ท่รี ะบุวา พระเจาสรุ ิยพงษผรติ เดช(เจาผคู รองนคร นาน องคท ่ี 63 แหงราชวงศหลวงติ๋นมหาวงศและ เปนตน ราชสกลุ ณ นาน)ไดแ ตงรวบรวมขึ้นไว มขี อความกลาวถงึ แหลง ผลิตเกลือทสี่ ําคญั แหงน้ี เปนสาเหตทุ าํ ใหพระเจาตโิ ลกราชแหง เมอื ง เชียงใหม( กษัตริยล า นนาแหงราชวงศม งั ราย องคท ี่ 6 พระนามเดิมคือเจา ลก ซงึ่ คําวา ลก ใน ภาษาไทเดมิ หมายความวา อนั ดบั ท่6ี ) ยกทัพเขา มาตยี ดึ เมอื งนา นเม่อื พ.ศ.1993 สําหรบั การผลติ เกลือท่ีบานบอหลวงน้นั ยังไมแ นช ัดวามกี ารผลติ กัน มาต้ังแตสมัยใด แตมีหลกั ฐานทางโบราณคดีตางๆ เชน เครือ่ งถวย, ศลิ าจารึก, พระพุทธรูป ท่ยี ืนยันวาชุมชนทผี่ ลิตเกลอื ทบี่ า นบอ หลวงมคี วาม เจรญิ รงุ เรอื งคาดวานาจะเปนชวงพุทธศตวรรษท่ี 21 เปน ตน มา บอ เกลอื โบราณบานบอ หลวง มีหลักฐานทาง ประโยชน ธรณวี ิทยาและมีการสันนษิ ฐานเอาไววา บริเวณแหง 1.เปน แหลงผลิตเกลือท่ีสาํ คัญของชุมชน นมี้ กี ารตกตะกอนของน้ําทะเลในยุคเพอรเนยี น 2.เปนแหลง ทองเท่ยี วทยี่ อดนยิ มของนกั ทองเทยี่ ว (PERMIAN) โดยเปนยคุ สุดทายในมหายคุ พาลีโอโซ 3.เปนแหลงเรียนรูการกําเนิดเกลือโดยธรรมชาติ อกิ (PALEOZOICERA) (ระหวา ง 250-299 ลา นป 4.เปนแหลงเรียนรวู ถิ ีชีวิตคนในพ้นื ที่ การบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน มาแลว ) มีชน้ั เกลอื หนิ ใตด นิ หรอื เปนโดมเกลอื หินอยู ในบรเิ วณนจ้ี นขดุ ไปเจอบอนํ้าทมี่ ีรสชาติเค็มผุดออก 1.กลมุ สาระการเรียนรูว ิทยาศาสตรในเรอื่ งการผลติ มาจากใตดนิ จนทําใหเกิดการผลติ เกลอื จากบอน้ํา เกลือจากบอ เกลอื ธรรมชาตซิ ึ่งถอื เปนปรากฎการณ เค็มบริเวณนี้ ซงึ่ ปจจบุ นั เหลอื อยเู พยี งไมกีบ่ อเทา น้นั ธรรมชาตทิ ห่ี าชมไดย าก และบอ นาํ้ เคม็ นยี้ ังคงมนี ํ้าผุดขน้ึ มาอยูตลอดเวลา ซงึ่ 2.กลุมสาระการเรยี นรกู ารงานอาชีพในสวนของ ไมเคยเหือดแหง เลย อําเภอบอเกลอื เดมิ น้นั มชี ื่อวา อาชพี ในชมุ ชน “เมืองบอ”หมายถงึ บอ นํ้าเกลือสินเธาวท ี่เดิมมีอยู 9 บอแตเ ดิมเปนชมุ ชนขนาดใหญแ ละมีหลักฐานทาง ประวตั ศิ าสตรพ งศาวดารเมอื งนา น -10-
เ ส า ดิ น น า น้ อ ย ( ฮ่ อ ม จ๊ อ ม ) แ ล ะ ค อ ก เ สื อ ที ตั ง : ตํา บ ล เ ชี ย ง ข อ ง ห่ า ง จ า ก ตั ว เ มื อ ง น่ า น 6 0 กิ โ ล เ ม ต ร จ า ก อํา เ ภ อ น า น้ อ ย มี ท า ง แ ย ก ไ ป ต า ม เ ส้ น ท า ง ห ม า ย เ ล ข 1 0 8 3 ป ร ะ ม า ณ 6 กิ โ ล เ ม ต ร -11-
แหลงเรยี นรปู ระเภท: ธรรมชาติ เสาดนิ นานอ ย (ฮอ มจอม) และคอกเสอื เปน เสาดินทม่ี ีลกั ษณะ แปลกตาคลา ย “แพะเมืองผ”ี ทจี่ ังหวดั แพร จากหลกั ฐานทาง ธรณวี ทิ ยา พบวาเสาดนิ นานอ ยเกดิ จากการเคลื่อนตัวของ เปลือกโลกในยคุ เทอรเชียรตี อนปลาย (latetertian) ประกอบ กบั การกัดเซาะของนํ้าและลมตามธรรมชาต ิ นักธรณวี ิทยา สนั นษิ ฐานวามีอายุประมาณ 30,000-10,000 ปมาแลว เคยเปน กน ทะเลมากอนและจากหลักฐานการคน พบกําไลหนิ และขวาน โบราณท่นี ี่ (ปจจุบนั เกบ็ รักษาอยูท่ีพิพธิ ภณั ฑสถานแหงชาติ นา น) แสดงใหเ หน็ วา บริเวณนอี้ าจเคยเปนแหลง อาศยั ของมนษุ ย ยคุ หนิ เกา จากเสาดินนานอ ยประมาณ 300 ม. จะพบกบั คอก เสอื ซึ่งมีลกั ษณะเปนแอง ลกึ จากเนนิ ดนิ ดา นบนประมาณ10 ม.มี ทางลงไปชมปฎมิ ากรรมดนิ ทีอ่ ยดู านลา ง เมอ่ื ลงไปจะพบวา บริเวณรอบ ๆ มีลักษณะเปนหุบผาเปนฉากมา นขนาดใหญม รี ว้ิ ลายเปน รองยาว รวมถงึ มแี ทงดินรูปรางตางๆ กระจดั กระจายอยู ภายในเหมือนกับท่ีเสาดินนานอย ในสมยั กอ นนั้นมีการกลาววา บรเิ วณนี้มีเสืออาศัยอยเู ปนจาํ นวนมาก ซ่ึงมาขโมยเอาววั ควาย และหมขู องชาวบา นที่เลี้ยงไวก นิ เปนอาหารชาวบา นจงึ รวม กาํ ลังไลต อ นเสอื ใหตกลงไปในบอ ดินดังกลา ว แลว ใชก อ นหินและ ไมแหลมขวา งและทิม่ แทงเสือจนตาย จงึ เรียกบริเวณนวี้ า “คอกเสอื ”แมวาจะมพี ้นื ท่นี อ ยกวา ประมาณ 10 ไร แตมีความ งดงามเฉพาะตวั แตกตางไปจากที่เสาดนิ นานอ ย ประโยชน 1.เปนแหลง เรียนรทู างวิทยาศาสตรในสว นของธรณีวทิ ยา 2.เปนแหลงเรียนรูป ระวตั ิศาสตรข องพ้นื ที่ การบูรณาการในการจัดการเรียนการสอน 1.กลุมสาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร เร่อื งของปรากฎการณ ทางธรรมชาตทิ ่ีมีผลตอสภาพแวดลอมในพื้นท่ี และศึกษาการกาํ เนิดดินและหนิ -12-
โ ฮ ง เ จ้ า ฟ อ ง คํา (THE NOBLE HOUSE) ีท ัต ง ถ น น สุ ม น เ ท ว ร า ช ซ อ ย 2 เ มื อ ง น่ า น ํอา เ ภ อ เ มื อ ง น่ า น น่ า น 5 5 0 0 0 แหลง เรยี นรูป ระเภท: สถาปต ยกรรม ต้งั อยใู นพนื้ ท่ซี ่งึ แตเดมิ คอื คุมของเจาศรีตมุ มา (หลานเจา มหาวงศเ จาผูครองนครนา นองคท่ี 6) และอยตู ิดกบั คมุ แกว ซึง่ เปน ทพี่ าํ นกั ของเจาผูครองนครนานในเวยี งเหนอื เมอ่ื เจาอนันตวรฤทธเิ ดชฯ (เจา ผคู รองนครนา น องคท ี่ 12) ยายกลบั มายังเมอื งนานปจ จบุ นั คุมแกวจงึ ถกู ทิ้งรา งไป หลงั จากน้ัน เจา บญุ ยืน (ธดิ าคนสดุ ทายของเจา ศรีตมุ มากบั เจา มะโน (หลานของเจาอนันตวรฤทธเิ ดชฯ) ไดย า ยตัวโฮงลงมาสรางในพนื้ ทคี่ ุม ของเจาศรตี มุ มา หลังจากน้ันบา น หลังนีไ้ ดต กทอดมายงั เจา ฟองคาํ (ธดิ าของเจา บุญยนื กบั เจาอนิ ตะ) นางวสิ ิฐศรี (ธิดาคนสุดทองของเจาฟองคํา) และนายมณฑล คงกระจาง ตามลาํ ดับ -13-
ตวั โฮงน้ี เมือ่ ยา ยมาจากคุม แกว หลังคามงุ ดว ยแปน เกล็ด (หรือไมเ กล็ด) ตอ มาในป พ.ศ. ๒๔๖๗ ไดม ีการร้ือและสรา งข้นึ ใหม โดยใชกระเบ้อื งดนิ ขอแทนแปน เกลด็ และใชว ัสดเุ ดิมเปน สว นใหญ แต เดิมน้ัน ไมทถี่ ูกนํามาเปนวสั ดสุ รา งตวั บานนัน้ เปนไมสกั ทีท่ ําการผาและซอ มถากดว ยขวานและมดี เพราะในสมัยนั้นยังไมมเี ลือ่ ยขนาดใหญ ดงั น้ัน การประกอบตัวเรอื นจึงไมไดใ ชต ะปู แตจะใชว ธิ ีเจาะ ไมแ ละเขา ไม โดยใชส ลักไม ซงึ่ จะสามารถมองเห็นรอ งรอยทมี่ ีเหลอื อยูในสว นตาง ๆ ของตัวบา น พ้นื ท่ชี ั้นบนเปนท่พี ักอาศยั และพิพธิ ภณั ฑทองถน่ิ จัดแสดงวิถชี วี ิตในอดีตและของโบราณทีม่ คี ุณคา เชน เครอ่ื งเงนิ และผาทอ เปนตน โฮงเจาฟองคาํ เปน ตวั อยา งของการอนุรกั ษบ า นไมเ กาดว ยการปรบั เปลีย่ นการใชส อยใหเหมาะ สมกับสภาพสังคมและเศรษฐกจิ ในปจ จุบนั อีกท้งั เปน ทัง้ พพิ ิธภณั ฑทอ งถ่ินท่มี ีชวี ิตซ่งึ มีสวนชวย รักษามรดกวฒั นธรรมของชาวนา นโดยเฉพาะการทอผา พ้ืนเมืองไวไดอ ยางนาชื่นชม จนไดรับ รางวัลอาคารอนรุ ักษสถาปตยกรรมดเี ดน ประเภทบา นพกั อาศัย (คมุ เจา ) ประจําป 2555 จาก สมาคมสถาปนิคสยาม ประโยชน 1.เปนแหลงการเรยี นรูวัฒนธรรม 2.เปน แหลง โบราณคดที ม่ี ีคณุ คาทาง ประวตั ิศาสตรอยา งมากเนอ่ื งจากเปน แหลง รวมโบราณวัตถุของเมอื งนานไว 3.เปน แหลง เรยี นรูว ิถชี วี ติ ของชาวนาน ในอดีต การบรู ณาการในการจัดการเรยี นการสอน 1.กลมุ สาระการเรียนรสู งั คมศึกษา -สาระประวัตศิ าสตร ในสว นของการเรยี น รูวถิ ชี วี ติ เมอื งนานในอดตี 2.กลุมสาระการเรียนรูก ารงานอาชีพ ในเรอ่ื งของเครื่องมือเครื่องใชจากภมู ปิ ญ ญา บรรพบุรุษ -14-
วั ด ห น อ ง บั ว ีท ัต ง ห ูม่ 5 ต . ป า ค า อ . ่ท า วั ง ผ า จ . น่ า น 5 5 1 4 0 วัดหนองบัวเปน วดั ทีเ่ กาแกประจําหมูบ านหนองบวั ต. ปา คา อ. ทาวังผา จ. นา น จากคําบอกเลาไวเดมิ วัดหนองบัวตั้งอยูท ี่รมิ หนองบวั (หนองนํ้าประจําหมบู า น) ซงึ่ อยูห า งจากที่ตง้ั วดั ปจจุบนั ไปทางทิศตะวนั แห ่ลงเรียน ูร้ประเภท: ศาสนา-ความเชือ,สถาปตยกรรม ตกประมาณ 500 เมตร ปจจบุ นั ไมม ีซากโบราณสถานเหลอื อยเู ลย ตอ มาไดมีการยายวัดมาทป่ี จจุบันนี้ สนั นษิ ฐานวา สรางเมอ่ื ประมาณ พ.ศ. 2405 โดยการนาํ ของครูบาหลวงสนุ ันตะ รวมกบั ชาวบานหนองบวั สรางข้ึน จึงทําใหว หิ ารหนองบัวแหง นี้ เปนสถาปต ยกรรมไทยลา นนาทีส่ มบูรณท ีส่ ุดแหง หนึ่ง ซึง่ หาดไู ด ยากมากในสมยั นี้ และพระวหิ ารหนองบัวแหงนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังแบบโบณาณทส่ี วยงามอีกดวย -15-
นอกจากนั้นยงั มนี ายเทพและพระแสนพจิ ติ รเปนผู ชวยเขยี นจนเสร็จ และยังมภี าพของเรอื กลไฟ และดาบปลายปนซ่งึ เริ่มเขามาใน ประเทศไทย ใน สมัยรชั กาลที่ 4 ถงึ รชั กาลที่ 5 ภาพจิตรกรรมที่วัด หนองบวั แหง น้ีไดสะทอ นใหเหน็ สภาพความเปน อยู ของผูคนในสมัยนนั้ ไดเปนอยางดี โดยเฉพาะการ แตง กายของผหู ญิงท่นี ุงผาซน่ิ ลายนาํ้ ไหลหรอื ผาซนิ่ ตีน จกที่สวยงามนับวา มีคณุ คาทางศิลปะและความ สมบูรณข องภาพใกลเคียงกับภาพจติ รกรรมฝาผนงั ของวดั ภูมินทร ในเมอื งนาน นอกจากภาพจติ รกรรม แลวท่ฐี านพระประธานยงั ประดิษฐานพระพุทธรปู ลานนาองคเ ลก็ อยหู ลายองค และยงั มีบษุ บกสมยั ลา นนาอยดู ว ย ประโยชน 1.เปน แหลงการเรยี นรูวฒั นธรรม สงิ่ ท่นี าสนใจในวดั หนองบวั ภาพคอื จติ รกรรม 2.เปน แหลง โบราณคดีทม่ี ีคุณคาทางประวัติศาสตร ฝาผนงั ที่ไดส ะทอ นใหเหน็ สภาพความเปน อยูของ 3.เปนแหลง เรียนรพู ิธีกรรมทางศาสนา ผคู นในสมยั น้นั ไดเปนอยา งดี โดยเฉพาะการแตง 4.แหลงเรียนรศู ิลปะจติ รกรรมสมยั กอน กายของผหู ญิงทน่ี งุ ผาซ่ินลายนาํ้ ไหลหรอื ผา ซิ่น ตีนจกทสี่ วยงาม นบั วามี คุณคา ทางศลิ ปะและ ความสมบูรณของภาพใกลเคียงกบั ภาพจติ รกรรม การบูรณาการในการจัดการเรยี นการสอน ฝาผนังของวัดภูมนิ ทร ในเมืองนา นเชอื่ กนั วา ภาพ 1.กลุมสาระการเรียนรสู งั คมศึกษา เขยี นฝาผนังใน วัดหนองบวั แหง น้ี เขยี นขน้ึ ดวย -สาระพระพุทธศาสนา ในสวนของพธี ีกรรมทาง ชางสกลุ เมืองนา นผเู ดยี วกันกับผเู ขยี นภาพฝาผนงั ศาสนา ในวัดภูมนิ ทร ภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถเลา -สาระประวตั ิศาสตร ในสวนของการเรยี นรูวิถี เรอ่ื งหนึ่งในปญญาสชาดกซึง่ เปนพระชาติหนึง่ ของ ชวี ิตเมอื งนา นในอดตี พระพทุ ธเจา สันนษิ ฐาน วา เขียนโดย “ทิดบัวผัน” 2.กลมุ สาระการเรียนรศู ิลปะ ชางเขยี นลาวพวนที่บดิ าของครูบาหลวงสุ ชื่อนาย -ทศั นศิลปใ นแบบลานนา เทพ ซึ่งเปนทหารของเจาอนันตยศ (เจาเมอื งนาน -16-ระหวา งป พ.ศ. 2395-2434)
วั ด ศ รี พั น ต้ น ทต่ี ง้ั : ถนนเจา ฟา ตาํ บลในเวยี ง อําเภอเมอื งนาน จังหวัดนา น ดา นทิศตะวนั ตกเฉยี งใต ของเขตเทศบาลเมอื งนา น แหลงเรียนรูประเภท: ศาสนา-ความเชื่อ,สถาปตยกรรม -17-
วดั ศรพี นั ตนน้นั สรางโดยพญาพนั ตน เจาผคู รองนครนา น แหง ราชวงศภ ูคา (ครองนครนา น ระหวาง พ.ศ. 1960 - 1969 ) ช่ือวัดตรงกบั นามผูส ราง คือพญาพันตน บางสมัยเรียกวา วดั สลีพัน ตน (คําวา สลี หมายถงึ ตนโพธ)์ิ ซึ่งในอดีตมตี นโพธิใ์ หญอ ยดู านทศิ เหนอื และทิศใตข องวดั ปจจบุ ัน ถกู โคน เพอื่ ตดั เปนถนนแลว วดั ศรีพันตน ไดรบั พระราชทานวสิ งุ คามสมี าเมอ่ื พ.ศ. 2505 ภายในวดั มีวหิ ารทส่ี วยงาม ต้งั เดน เปนสงา มสี ีทองระยบิ ระยบั เปน อกี วดั หนึ่งในจงั หวัดนานท่ีมีจติ รกรรมปนู ปน ทส่ี วยงามโดยเฉพาะพญานาคเจ็ดเศยี ร เฝา บนั ได หนาวหิ ารวดั สีทองเหลอื งอรามสวยงาม ตระการตา มีความสวยงามมาก ดอู อ นโยนมีชีวิตชีวา ซึ่งปนแตง โดยชา ง ชาวนา นช่อื นายอนุรกั ษ สมศักด์ิ หรือ \"สลารง\" และภายในวิหารไดม กี ารเขียนภาพลายเสน ประวัติของพระพทุ ธเจา และ ประวตั ิ การกําเนิด เมอื งนา น โดยชางชาวนา น เปน ภาพ เขียนลายเสน ลงสีธรรมชาติสวยงามและ ทรงคุณคา อยางย่ิง นอกจากน้ีท่วี ัดยงั มีโรงเกบ็ เรอื แขง เมอื งนาน มีเรือพญาฆ(ึ เลิศเกยี รติศักด)์ิ ซงึ่ เปน เรือตอทัง้ ลาํ โดยการนําของ ทา นพระครวู สิ ทุ นันทกิจ เจา อาวาสวดั ศรพี ันตน ไดซื้อไมจ ากปา สุสานบา นศรนี าปานและไดตอเรือเมื่อป พ.ศ. 2546 สาํ หรบั เรือ เลศิ เกยี รตศิ กั ดิ์ (พญาฆ)ึ เปนเรอื ที่ ใหญท ส่ี ดุ ในจังหวดั นาน (และเรอื แขงทีใ่ หญท ่สี ุดของประเทศไทย) สามารถบรรจฝุ พายได 100 คน ประโยชน 1.เปน แหลงการเรียนรวู ัฒนธรรม 2.เปน แหลง เรียนรูพิธีกรรมทางศาสนา 3.แหลงเรียนรศู ลิ ปะการขดุ และสรา งเรอื แขงเมอื งนา น การบรู ณาการในการจัดการเรยี นการสอน 1.กลุมสาระการเรียนรูสังคมศกึ ษา -สาระพระพุทธศาสนา ในสวนของ พธิ ีกรรมทางศาสนา 2.กลุมสาระการเรียนรูศ ลิ ปะ -ในการศกึ ษาลวดลายไทยในวัด และลวดลายบนเรอื แขง 3.กลุมสาระการเรียนรูก ารงานอาชพี -งานไมใ นการสรางเรือ -14-
ONCE UPON A TIME AT NAN
Search
Read the Text Version
- 1 - 21
Pages: