Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore นาฏศิลป์

นาฏศิลป์

Published by supawit142549, 2022-09-28 00:11:18

Description: นาฏศิลป์

Search

Read the Text Version

นาฏศิลป์ ม.4

คำนำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา ศ31101 การค้นคว้าและการเขียนรายงานโดยมี จุดประสงค์เพื่อให้ทราบถึงความเป็นมาและความสำคัญของนาฏศิลป์ตามหัวข้อต่างๆ ในรายงานเล่มนี้ โดยรายงานเล่มนี้ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีประโยชน์แก่ผู้อ่าน หากมีข้อผิดพลาด ประการใดขออภัย ณ ที่นี้ด้วย

สารบัญ หน้า 1 เรื่อง 2 3-5 คุณค่าของนาฏศิลป์ 6-7 ประโยขน์ของนาฏศิลป์ 8-10 11-12 ลักษณะและกระบวนการสืบทอด นาฏศิลป์ไทย การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาศต่างๆ การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองของไทย บุคคลสําคัญในวงการนาฏศิลป์

1 คุณค่าของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์เป็นสื่งสะท้อนสะท้อนให้เห็นสภาพบ้านเมืองที่มีความสวยงามความประณีตเต็มไป ด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละยุคสมัย นาฏศิลป์ไทยมีคุณค่ามากในฐานะที่เป็นที่รวมของศิลปะหลายแขนงปลูกฝังจริยธรรมและ เอกลักษณ์ของชาติที่แสดงถึงความเป็นอารยประเทศ 1. ประติมากรรมผลงานศิลปะที่แสดงออกโดยกรรมวิธีการปั้นการแกะสลักการหล่อตาง ๆ เช่นพระพุทธรูป หัวโขน ชฎา ราชรถเป็นต้น 2. วรรณกรรมวรรณกรรมที่ปรากฏในงานนาฏศิลป์ ได้แก่ บทประพันธ์รอบแก้วร้อยกรองที่ เป็นบทละครบทเพลง 3. สถาปัตยกรรมเป็นศิลปะในการออกแบบสร้างฉากต่างๆ เช่นที่อยู่อาศัย ปราสาท โบสถ์ วิหาร จากธรรมชาติต่างๆ เป็นต้น 4. จิตรกรรมการเขียนภาพในการแสดงนาฏศิลป์ต้องมีจากการแต่งหน้าเครื่องแต่งกายเป็น องค์ประกอบสําคัญดังนั้นศิลปะสาขาจึงมีความใกล้ชิดกับผลงานการแสดงทางนาฏศิลป์ 5. ดุริยางคศิลป์ศิลปะทางด้านดนตรีขับรองบว่าเป็นหัวใจสําหรับทยเพราะการแสดง นาฏศิลป์ไทยลีลาทาาตองดนตรีประกอบการแสดง

2 ประโยขน์ของนาฏศิลป์ นาฏศิลป์เป็นส่วนสำคัญในการประกอบพิธีกรรมทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ นอกเหนือจากการให้ความบันเทิงยังมีประโยชน์อีกหลาย ๆ ด้านดังนี้ 1. สถาบันพระมหากษัตริย์จําเป็นต้องมีพระราชพิธีต่าง ๆ ตามพระราชประเพณี จึงต้องมีนาฏศิลป์โขนละครไว้ร่วมแสดงประกอบพระราชพิธี 2. นาฏศิลป์ไทยผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันตั้งแต่เกิดจนตายเช่น งานวันเกิดงานบวชงานแต่งงานงานศพล้วน แต่มีนาฏศิลป์ดนตรีแสดงเพื่อความ เป็นสิริมงคลเกือบทั้งสิ้นนอกจากนี้พิธีกรรมที่เกี่ยวกับการทำมาหากินการบูชา บวงสรวงขอให้พืชผลอุดมสมบูรณ์มีการแสดงนาฏดนตรีในพิธีสู่ขวัญขอฝาด้วย 3. ประโยชน์ตรงสำหรับผู้ศึกษาวิชานาฏศิลป์คือสอนให้เป็นผู้จัดตนเองเพราะเป็น วิชาทักษะที่ต้องอาศัยความมานะอดทนฝึกฝนเป็นระยะเวลาที่ยาวนานผู้เรียนจะค้น พบศักยภาพของตนเองและเข้าใจถึงเนื้อหาของวิชาอย่างถ่องแท้มีความเคารพ เชื่อฟังครูอย่างมีเหตุมีผลสาระของวิชานาฏศิลป์อย่างหนึ่งก็คือจะให้การเรียนรู้ เกี่ยวกับความเชื่อทัศนคติคานิยมของสังคมในอดีต

3 ลักษณะและกระบวน การสืบทอดนาฏศิลป์ไทย 1.การสืบทอดนาฏศิลป์สมัยโบราณ เป็นการถ่ายทอดจากครนูแบบตัวต่อตัวโดยวิธีการจำ ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ครูนาฏศิลป์จึงมีความสำคัญมาก องค์ความรู้ทั้งหมดจะอยู่ในตัวครู ซึ่งจะสอนศิษย์โดยวิธีการ ปฏิบัติ 2.กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์ในสมัยปัจจุบัน ปัจจุบันวิชานาฏศิลป์เปิดสอนอยู่ในสถาบันการศึกษาเกือบทุกระดับ มีกระบวนการ เรียนการสอนที่เป็นแบบแผน โดยจัดทำสื่อและกิจกรรมเพื่อประเทืองปัญญา โดยใช้ระบบ การเรียนการสอนที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง

4 3.การจัดกิจกรรมเพื่อการสืบทอดวัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์ไทย 3.1.พิธีไหว้ครู ครอบครู และรับมอบ นาฏศิลป์ไทยมีลักษณะเฉพาะที่เป็นแบบแผนขนบนิยมสืบทอดกันมาเป็นเรื่องความ ศรัทธา เชื่อถือ จึงมีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนถึงความเชื่อดังกล่าว คือ พิธีไหว้ครู ครอบครู รับมอบครู เพื่อให้ศิษย์ใหม่ได้รู้จักพระนามครูมหาเทพ พระฤษี มนุษย์ ยักษ์ ทั้งที่มีชีวิตอยู่ และไม่มีชีวิตอยู่เพื่อมอบตัวเป็นศิษย์ 3.2.คติความเชื่อเกี่ยวกับนาฏศิลป์ คติความเชื่อเกี่ยวกันนาฏศิลป์มีหมายเรื่อง แต่ที่รู้จักกันดีก็คือ คติความเชื่อในเรื่อง ผิดครู แรงครู ครูเข้า เป็นคติความเชื่อที่มีวัตถุประสงค์เพื่อขจัดภัยพิบัติ และนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล 3.3.ธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติในการออกโรงแสดง ในการออกโรงแสดงทุกครั้ง ต้องอัญเชิญศรีษะครูไปตั้งบูชา ศิษย์ที่ร่วมแสดงมาประชุม ไหว้ครูพร้อมกันเพื่อขอคว่มสวัสดีมีชัย เพื่อให้การแสดงสำเร็จลุล่วง ผู้ออกแสดงเป็นครั้งแรก ครูต้องเป็นผู้สวมศรีษะให้ เช่น ชฎา มงกุฎ เทริด หัวโขน เป็นต้น เมื่อเลิกแสดงต้องมีพิธีขอขมาผู้แสดงอาวุโส

5 มีแนวทางการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยอย่างไร 1.การค้นคว้าวิจัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่างๆ ของ ท้องถิ่น จังหวัด ภูมิภาค และประเทศ 2.การอนุรักษ์ โดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและความ สำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น 3.การฟื้นฟู โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังสูญหาย หรือที่สูญหายไปแล้วมาทำให้มี คุณค่าและมีความสำคัญ 4.การพัฒนา ควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิด ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน 5.การถ่ายทอด โดยการนำภูมิปัญญาที่ผ่านมาเลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุและผลอย่าง รอบคอบและรอบด้าน แล้วไปถ่ายทอดให้คนในสังคมได้รับรู้ 6.ส่งเสริมกิจกรรม โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนา ภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ 7.การเผยแพร่แลกเปลี่ยน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลก เปลี่ยนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง โดยให้มีการเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น ต่างๆ ด้วยสื่อและวิธีการต่างๆ อย่างกว้างขวาง รวมทั้งกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก 8.การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของ ชาวบ้าน

การแสดงนาฏศิลป์ 6 ในโอกาสต่างๆ 1. การแสดงนาฏศิลป์ในงานพระราชพิธีเป็นงานในหน้าที่ของกรมศิลปากรที่ต้อง จัดการแสดงในโอกาสสำคัญ ๆ เช่นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ 2. การแสดงนาฏศิลป์และการละครไทยในงานมงคลทั่วไปเช่นงานบวงสรวงงา นวันจําเนิดโรงเรียน, งานแต่งงาน 3. การแสดงนาฏศิลป์และการละครในงานอวมงคลเช่นงานศพ 4. การแสดงนาฏศิลป์ในงานเทศกาลต่างๆเช่นวันสงกรานต์, วันลอยกระทง

การแสดงนาฏศิลป์ 7 ในโอกาสต่างๆ หลักในการเลือกชุดการแสดงให้เหมาะสม - เลือกชุดแสดงให้เหมาะสมกับโอกาสที่แสดงถ้าเป็นงานมงคลต่างๆก็ควรเลือกชุด การแสดงที่เป็นการอวยพรมอบความเป็นสิริมงคลให้มั่งมีศรีสุข - การเลือกชุดตามที่ผู้จัดต้องการเช่นรูปแบบของการแสดงผู้แสดงเครื่องแต่งกาย เวลาที่ใช้ในการแสดงขนาดของพื้นที่ในการแสดงงบประมาณเพื่อให้เหมาะสมกับ งานนั้น ๆ การเลือกรูปแบบของการแสดงต้องเป็นระบบมีกฎเกณฑ์ถูกต้องตามแบบแผน - การแต่งบทร้องให้ได้ใจความเหมาะสม - ท่าร่าให้ตรงตามความหมายของบทร้อง - เพลงใส่ทํานองเพลงให้ถูกต้องและเหมาะสมกับเนื้อเพลง - ปี่พาทย์ทเลงรัวผู้แสดงใช้ลีลาท่าและตีบทได้ถูกต้อง - ช่วงจบปี่พาททําเพลง - คัดเลือกผู้แสดงที่มีความสามารถฝีมือในการรำ

การแสดงนาฏศิลป์พื้นเมือง 8 ของไทย - ภาคเหนือเป็นศิลปะการรำและการละเล่นหรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า“ ฟ้อน” มัก เล่นกันในงานประเพณีหรือต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ได้แก่ ฟ้อนเล็บฟ้อนเทียน ฟ้อนครัวทานฟ้อนสาวไหมและฟ้อนเจิง - ภาคกลางศิลปะการแสดงมีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตเช่นการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว เต้นรำเดียวสําโทนหรือรำวงเถิดเทิงรำกลองยาว - ภาคอีสานแบ่งได้ 2 กลุ่มวัฒนธรรมใหญ่ ๆ คือกลุ่มอีสานเหนือมีวัฒนธรรมไทย ลาวซึ่งมักเรียกการละเล่นว่า“ เซิ้งฟ้อนและหมอลำ \"เช่นเซิ้งบังไฟเซิ้งสวิงฟ้อนภูไท สาเกลุ่มอีสานใต้มีการละเล่นที่เรียกว่าเรือมหรือเร็อมเช่นเรือมลูดอันเรหรือกระทบ สากกระเจ็บติงต๊องหรือระบ้าตกแตนทําข้าวร้าอาไยหรือตัด - ภาคใต้แบ่งได้ 2 กลุ่มคือวัฒนธรรมไทยพุทธเช่นมโนราห์หนังตะลุงและวัฒนธรรม ไทยมุสลิม ได้แก่ รองเง็งลิเกฮูลู และซิละ

ระบำรำฟ้อนและการแสดง 9 นาฏศิลป์พื้นเมืองของไทย เป็นแบบฉบับใหม่ระบ่าแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือระบ่าตั้งเต็มหรือระบำมาตรฐานมีมา แต่โบราณไม่สามารถนํามาเปลี่ยนแปลงท่ารำได้เพราะถือเป็นการระบำปรับปรุง หรือระบำเบ็ดเตล็ดระบำที่ปรับปรุงขึ้นมา - รำแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือเดี่ยวคู่และหมู่เดี่ยว: การรำที่ใช้ผู้แสดงเพียงคนเดียว เช่น รำมโนราห์บูชายัญคู่ : แบ่งเป็น 2 ประเภทคือคู่ในเชิงศิลปะการต่อสู้ไม่มีบทร้อง และคู่ในชุดสวยงามเช่นพระรามตามกวางรจนาเสียงพวงมาลัยสําหมู่: เป็นการ แสดงมากกว่า 2 คนขึ้นไปเช่นโคมรำวงมาตรฐานและรำวงทั่วไป - ฟ้อนแบ่งออกเป็น 5 ประเภทดังนี้ 1. ฟ้อนที่สิบเนื่องมาจากการนับถือเกี่ยวกับความ เชื่อและพิธีกรรมเช่นฟ้อนผีมดผีเส็งฟ้อนผีบ้านผีเรือน 2. ฟ้อนแบบเมือง: มีลีลา แสดงลักษณะเป็นแบบฉบับของคนเมืองหรือชาวไทยยวนเช่นฟ้อนเล็บฟ้อนเทียน ฟ้อนเจิง 3. ฟ้อนแบบม่าน: ผสมผสานระหว่างศิลปะการป้อนของพม่ากับของไทย ล้านนาเช่นฟ้อนม่านมุ่ยเรียงตา 4. ฟ้อนแบบเงี่ยวหรือแบบไทยใหญ่: มีต้นเค้ามาจาก การแสดงของชาวไทยใหญ่เช่นเล่นโตกําเบ้อคงฟ้อนเงี้ยว 5. ฟ้อนที่ปรากฏในบท ละครมีผู้คิดสร้างสรรค์ขึ้นในการแสดงละครพันทางเช่นฟ้อนน้อยใจยาฟ้อนม่าน- -มงคล

การแสดงนาฏศิลป์ไทยพื้นเมือง10 เพลงเถิดเทิงกลองยาว ประเพณีการเล่นกลองยาวหรือเถิดเทิงมีผู้เล่าให้ฟังเป็นเชิงสันนิษฐานว่าเป็นของ พม่าพวกไทยเราได้เห็นก็จํามาเล่นกันบ้างเมื่อชาวไทยเห็นว่ากลองยาวเป็นการเล่น ที่สนุกสนานและเล่นได้ง่ายนิยมเล่นกันไปแทบทุกบ้านทุกเมืองมาจนทุกวันนี้เครื่อง ดนตรีกลองยาวกรับฉิงโหม่ง การแต่งกาย 1. ชายนุ่งกางเกงขายาวครึ่งแข็งสวมเสื้อคอกลมแขนสั้นเหนือศอกมีผ้าโพกศีรษะ และผ้าคาดเอว 2. หญิงนุ่งผ้าซึ่งมีเชิงยาวกรอมเท้าสวมเสอทรงกระบอกกอปิดผ่าอกหน้ามสไบ ทับเสื้อคาดเข็มขัดทับเสื้อใส่สร้อยคอและต่างหูปล่อยผมทัดดอกไม้ โอกาสและวิธีการเล่น ก่อนเล่นมีการทำพิธีไหว้ครูมีดอกไม้ธูปเทียนเหล้าขาวบุหรี่และเงินค่ายกครู 12 บาท การไหว้ครูใช้การขับเสภาเมื่อไหว้ครูแล้วจะโหขึ้น 3 ลาแล้วเริ่มแสดงโดยนักดนตรี ประกอบเริ่มบรรเลงผู้ร้ายก็จะเดินและรายไปตามจังหวะกลองมีท่าร่ายรำทั้งหมด 33 ท่าท่าหวาดเสียวและตื่นเต้นมากที่สุดก็เห็นจะเป็นท่าที่ 30-31 คือท่าที่มีการต่อ กลองขึ้นไป 3 ใบใช้ผู้แสดงคนหนึ่งขึ้นไปยืนบนกลองใบที่ 3 แล้วดวงคลองและคาบ กลองซึ่งผู้แสดงต้องใช้ความสามารถพิเศษ

11 บุคคลสําคัญในวงการนาฏศิลป์ ท่านผู้หญิงแต้วสนิทวงศ์เสนี นามเดิม คือ แผ้วสุทธิบูรณ์เกิดวันที่ 25 ธันวาคม 2446 ท่านเคยแสดงเป็นตัวพระใน การแสดงต่างๆมากมายผลงานโดดเด่น : 1. ออกแบบทาร่าตัวพระนางกลิง 2. เคย เป็นตัวประกอบของการแสดงโขนละครชาตรีและอื่น ๆ 3. เป็นผู้คัดเลือกการแสดง 4. เป็นผู้ทําบทและเป็นผู้ฝึกสอน ครรภักดี (เจียรจารุจร) เกิด 14 สิงหาคม 2442 ท่านฝึกฝนโยนตั้งแต่เด็กเมื่อท่านได้รับราชการเป็นตำรวจ หลวง แต่ยังเป็นครูสอนนาฎศิลป์โบนท่านเป็นคนมีความสามารถในการร่าและท่าน เป็นเป็นผู้สืบทอดเพลงหน้าพาทย์สูงสุดของวิชานาฎศิลป์เป็นมรดกแก่แผ่นดิน ครูอาคม สายาคม ชื่อเดิม คือ บุญสม เกิดวันที่ 26 ตุลาคม 2406 ผลงานการแสดงครูอาคมได้เป็น ตัวเอก (พระเอกตลอดกาล) พระราชในเรื่องรามเกียรติอิเหนาพระร่วงและ ตัวอย่างแสดงเป็นอื่น ๆ ผลงานด้านการเขียนท่านได้เขียนหนังสือมากมายเช่นคํา อธิบายนายศัพท์เป็นต้นผลงานด้านการออกแบบทาร่าเพลงหน้าพาทยตระนาฎราช เป็นต้นอีกทั้งท่านยังบรผลงานต่างๆนอกเหนือจาก

12 บุคคลสําคัญในวงการนาฏศิลป์ ครูเฉลย สุขะ วณิช เกิดวันที่ 11 พฤศจิกายน 2447 เป็นผู้เชี่ยวชาญการสอนและการออกแบมาดาไทย ผลงานการปะดิษฐ์ข่าระและระจําโบราณคดีชุดนอนคนและอื่น ๆ ครูลมล ยมะคุปต์ เกิดวันที่ 2 มิถุนายน 2448 ท่านเป็นตัวเอกเกือบทุกเรื่องบทบาทที่ท่านเคยแสดงจะ เป็นพระเอกของเรื่องม ๆ อีกทั้งท่านยังได้ประดิษฐ์ท่าร่าประดิษฐ์ในกรมศิลปากรใน ฐานะผู้เชี่ยวชาญและนอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ร่างหลักสูตรให้แก่วิทยาลัยนาฏศิลป์ และใช้มาจนถึงปัจจุบัน

อ้างอิง https://classroom.google.com/u/1/c/MjU5MjY4MDc5Nzk3

ผู้จัดทำ นักเรียนชั้น ม.4/2 นายวิชชากร ทองชุม เลขที่ 2 นายศุภวิชญ์ เปรมทวี เลขที่ 5 นายอติวิชญ์ อนันต์เมธากุล เลขที่ 6 นายรามเทพ ศรีสมโภชน์ เลขที่ 7 นายเพลงเอก ลายดี เลขที่ 8


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook