อาหารไทย
สารบัญ ประวัติอาหารไทย การเกิดอาหารไทย อาหารไทยในสมัยต่างๆ อาหารคาว อาหารหวาน
ประวัติอาหารไทย อาหารไทย เป็นอาหารประจำของชนชาติไทย ที่มี การสั่งสมและถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต จนเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติถือได้ว่าอาหารไทย เป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่สำคัญของไทย ขณะที่ อาหารพื้นบ้าน หมายถึง อาหารที่นิยมรับประทาน กันเฉพาะท้องถิ่น ซึ่งเป็นอาหารที่ทำขึ้นได้ง่าย โดยอาศัยพืชผักหรือเครื่องประกอบอาหารที่มีอยู่ ในท้องถิ่นมีการสืบทอดวิธีปรุงและการรับประ ทานต่อๆ กันมา จุดกำเนิดอาหารไทย อาหารไทยมีจุดกำเนิดพร้อม กับการตั้งชนชาติไทย และมีการพัฒนาอย่างต่อ เนื่องมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน เรื่อง ความเป็นมาของอาหารไทยยุคต่างๆ สรุปได้ดังนี้
การเกิดอาหารไทย อาหารไทยมาจากการประสมประสานอาหารใน ชีวิตประจำวันของคนอุษาคเนย์ไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว กับอาหารนานาชาติทั้งใกล้และ ไกล ที่ทยอยแลกเปลี่ยนกันสมัยหลังๆ จนเข้าสู่ยุค การค้าโลก เช่น เจ๊ก, แขก, ฝรั่ง ฯลฯ โดยเฉพาะ การประสมประสานวิธีปรุงพื้นเมืองเข้ากับของจีน เช่น น้ำปลา ขนมจีน ไข่เจียว ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ และ เจ๊กกับลาว หรือเจ๊กปน
อาหารไทยในสมัยสุโขทัย อาหารไทยในสมัยสุโขทัยได้อาศัยหลักฐานจากศิลาจารึกและ วรรณคดี สำคัญคือ ไตรภูมิพระร่วงของพญาลิไท ที่ได้กล่าว ถึงอาหารไทยในสมัยนี้ว่า มีข้าวเป็นอาหารหลัก โดยกินร่วม กับกับข้าว ที่ส่วนใหญ่ได้มาจากปลา มีเนื้อสัตว์อื่นบ้าง การ ปรุงอาหารได้ปรากฏคำว่า “แกง” ใน ไตรภูมิพระร่วงที่เป็น ที่มาของคำว่า ข้าวหม้อแกงหม้อ ผักที่กล่าวถึงในศิลาจารึก คือ แฟง แตงและน้ำเต้า ส่วนอาหารหวานก็ใช้วัตถุดิบพื้น บ้าน เช่น ข้าวตอกและน้ำผึ้งส่วนหนึ่งนิยมกินผลไม้แทน อาหารหวาน
อาหารไทยในสมัยอยุธยา สมัยนี้ถือว่าเป็นยุคทองของไทยได้มีการติดต่อกับชาวต่าง ประเทศมากขึ้นทั้งชาวตะวันตกและตะวันออกจากบันทึกเอกสาร ของชาวต่างประเทศ พบว่าคนไทยกินอาหารแบบเรียบง่ายยังคง มีปลาเป็นหลัก มีต้ม แกงและคาดว่ามีการใช้น้ำมันในการ ประกอบอาหารแต่เป็นน้ำมันจากมะพร้าวและกะทิมากกว่าไขมัน หรือน้ำมันจากสัตว์มากขึ้น คนไทยสมัยนี้มีการถนอมอาหาร เช่น การนำไปตากแห้ง หรือทำเป็นปลาเค็ม มีอาหารประเภทเครื่อง จิ้ม เช่นน้ำพริกกะปิ นิยมบริโภคสัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก โดย เฉพาะสัตว์ใหญ่ไม่นิยมนำมาฆ่าเพื่อใช้เป็นอาหาร ได้มีการกล่าว ถึงแกงปลาต่างๆ ที่ใช้เครื่องเทศ เช่น แกงที่ใส่หัวหอม กระเทียม สมุนไพรหวาน และเครื่องเทศแรงๆ ที่คาดว่านำมาใช้ประกอบ อาหารเพื่อดับกลิ่นคาวของเนื้อปลา หลักฐานจากการบันทึกของ บาทหลวงชาวต่างชาติที่แสดงให้เห็นว่าอาหารของชาติ ต่าง ๆ เริ่มเข้ามามากขึ้นในสมเด็จพระนารายณ์ เช่น ญี่ปุ่น โปรตุเกส เหล้าองุ่นจากสเปนเปอร์เซีย และฝรั่งเศส สำหรับอิทธิพลของ อาหารจีนนั้นคาดว่าเริ่มมีมากขึ้นในช่วงยุคกรุงศรีอยุธยา ตอน ปลายที่ ไทยตัดสัมพันธ์กับชาติตะวันตก ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า อาหารไทยในสมัยอยุธยา ได้รับเอาวัฒนธรรมจากอาหารต่าง ชาติ โดยผ่านทางการมีสัมพันธไมตรีทั้งทางการทูตและทางการ ค้ากับประเทศต่างๆ และจากหลักฐานที่ปรากฏทางประวัติศาสตร์ ว่าอาหารต่างชาติส่วนใหญ่แพร่หลายอยู่ในราชสำนัก ต่อมาจึง กระจายสู่ประชาชน และกลมกลืนกลายเป็นอาหารไทยไป ใน ที่สุด
อาหารไทยในสมัยธนบุรี จากหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือแม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งเป็นตำราการทำกับข้าวเล่มที่ 2 ของไทย ของ ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์ พบความต่อเนื่อง ของวัฒนธรรมอาหารไทยจากกรุงสุโขทัยมาถึง สมัยอยุธย และสมัยกรุงธนบุรี และยังเชื่อว่าเส้น ทางอาหารไทยคงจะเชื่อมจากกรุงธนบุรีไปยัง สมัยรัตนโกสินทร์ โดยผ่านทางหน้าที่ราชการและ สังคมเครือญาติ และอาหารไทยสมัยกรุงธนบุรีน่า จะคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา แต่ที่พิเศษเพิ่มเติมคือ มีอาหารประจำชาติจีน [แก้] สมัยรัตนโกสินทร์ การศึกษาความเป็นมาของอาหารไทยในยุค รัตนโกสินทร์นี้ได้จำแนกตามยุคสมัยที่ นัก ประวัติศาสตร์ได้กำหนดไว้ คือ ยุคที่ 1 ตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 3 และยุคที่ 2 ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงรัชกาลปัจจุบัน ดังนี้
อาหารไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่1(พ.ศ. 2325 – พ.ศ. 2394) อาหารไทยในยุคนี้เป็นลักษณะเดียวกันกับสมัยธนบุรีแต่มี อาหารไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 ประเภท คือ นอกจากมีอาหาร คาวอาหารหวานแล้วยังมีอาหารว่างเพิ่มขึ้น ในช่วงนี้ อาหารไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอาหารของ ประเทศจีนมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยนเป็นอาหารไทย ในที่สุด จากจดหมายความทรงจำของกรมหลวงนรินทร เทวี ที่กล่าวถึงเครื่องตั้งสำรับคาวหวานของพระสงฆ์ ใน งานสมโภชน์พระพุทธมณีรัตนมหาปฏิมากร (พระแก้วมได้ แสดงให้เห็นว่ารายการอาหารนอกจากจะมีอาหารไทย เช่น ผัก น้ำพริก ปลาแห้ง หน่อไม้ผัด แล้วยังมีอาหารที่ ปรุงด้วยเครื่องเทศแบบอิสลาม และมีอาหารจีนโดยสังเกต จากการใช้หมูเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากหมูเป็นอาหารที่ คนไทยไม่นิยม แต่คนจีนนิยม
สมัยรัตนโกสินทร์ ยุคที่ 2 (พ.ศ. 2394 – ปัจจุบัน) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างมาก และมี การตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น ตำรับอาหารการ กินของไทยเริ่มมีการบันทึกมากขึ้น โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นในบทพระราชนิพนธ์เรื่องไกลบ้าน จดหมายเหตุ เสด็จประพาส ต้น เป็นต้น และยังมีบันทึกต่างๆ โดยผ่านการบอกเล่าสืบทอดทาง เครือญาติ และบันทึกที่เป็นทางการอื่น ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้ สะท้อนให้เห็นลักษณะของอาหารไทย ที่มีความหลากหลายทั้งที่ เป็น กับข้าวอาหารจานเดียว อาหารว่าง อาหารหวาน และอาหาร นานาชาติ ทั้งที่เป็นวิธีปรุงของราชสำนัก และวิธีปรุงแบบชาวบ้านที่สืบทอด มาจนถึงปัจจุบัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าอาหารไทยบางชนิดใน ปัจจุบันได้มีวิธีการปรุงหรือส่วน ประกอบของอาหารผิดเพี้ยนไป จากของดั้งเดิม จึงทำให้รสชาติของอาหารไม่ใช่ตำรับดั้งเดิม และ ขาดความประณีตที่น่าจะถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของอาหาร ไทย
ประวัติอาหารหวานของไทย ขนมไทยนั้นเกิดมีมานานแล้วตั้งแต่ประเทศไทยยัง เป็นสยามประเทศ ซึ่งสมัยนั้นได้ติดต่อ ค้าขายกับ ต่างชาติ โดยมีการแลกเปลี่ยนติดต่อกันทั้งทาง ด้านสินค้าและวัฒนธรรม ขนมไทยในยุคแรกๆ เป็นเพียงนำข้าวไปตำหรือโม่ให้ได้แป้ง และนำไป ผสมกับน้ำตาล หรือมะพร้าว เพื่อทำเป็นขนม
อาหารหวานของไทยมี 1. ลูกชุบ 2. ขนมใส่ไส้ 3. ขนมชั้น 4. ขนมตาล 5. สังขยาฟักทอง 6. ขนมตะโก้ 7. ฝอยทอง 8. เปียกปูนใบเตย 9.ขนมต้ม 10.ขนมน้ำดอกไม้
จัดทำโดย ด.ช ปฏิพัทธิ์ ทรัพย์มิตร ม.3/1 เลขที่6
อ้างอิง http://favoritepeoplethaifood.blogspo t.com/p/255-3-3-2-1-1-3-2-4.html?m=1
Search
Read the Text Version
- 1 - 14
Pages: