GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษย์กับการพฒั นาตน ข้ันตอนที่ 2 : ความเป็นตัวของตัวเองแย้งกับความละอายใจและไม่แน่ใจ (autonomy vs. shame and doubt) เป็นระยะอยู่ในวัยทารกตอนปลาย ทารกเริ่มรู้จักหัดควบคุมตัวเองในการใช้กล้าเน้ือ ประสาทสัมผัส มีความกระหาย ใคร่รู้จักส่ิงแวดล้อมรอบตัว และพากเพียรที่จะเป็นตัวของตัวเอง ทาอะไรด้วยตัวเอง (autonomy) ทารกจึงอยู่ไมส่ ุข ซ่ึงอาจอธบิ ายพฤติกรรมของทารกดว้ ยสานวนไทยที่วา่ “ จับปูใสก่ ระด้ง” ทารกที่ผู้เลี้ยงดูปล่อยให้เขาทาอะไรด้วยตัวเองดังใจปรารถนา โดยไม่เกินเลยเกินไปจะพัฒนาความเป็นตัวเอง ของตัวเอง แต่ถา้ ทารกถกู ควบคุมมากเกินไปก้อจะเกิดความรู้สึกละอายใจ และไม่แน่ใจในตนเอง ความรูสึกท้ัง 2 ประการ ( ละอายใจและไม่แน่ใจ) ถ้ามีมากก็จะทาให้ทารกผู้นั้นพัฒนาบุคลิกภาพท่ีชอบทาอะไรแอบๆ ซอ่ นๆ ปิดบงั จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ชอบทาอะไรลับๆ ไม่เปิดเผย ชอบพูดปด แต่ทารกที่มีความเป็นตัวเองสูง ก็ อาจเกดิ นิสยั เปน็ คนเขา้ คนยาก ไม่ยอมเคารพกฎระเบยี บสงั คม ชอบทาอะไรแผลงๆ ต่อต้านสงั คม ขน้ั ตอนท่ี 3 : ความคดิ รเิ รมิ่ แย้งกับความรูส้ ึกผิด (initiative vs. guilt) เป็นระยะเด็กตอนต้น เด็กมีความสามารถทางกล้ามเน้ือและประมาทสัมผัส พึ่งตนเองได้ดีในการ เคล่ือนไหว หยิบฉวย เดิน เร่ิมพูดภาษาส่ือความได้และเข้าใจภาษาพูดซึ่งเป็นภาษาแม่ด้วยดี สมรรถภาพทาง กายและจิตใจเร่ิมทางานร่วมประสานกัน ชีวิตประจาวันของเด็กเป็นไปอย่างมีความมุ่งหมายและตัดสินใจเด็ด เด่ียวมั่นคงกว่าเดิมเด็กอยากเรียนรู้สิ่งรอบตัว รู้จักใช้ความคิดฝัน และมีความคิดสร้างสรรค์ (เด็กวัยน้ีชอบทา อะไรแผลงๆ แปลก ด้ือรั้น หรือประเภทย่ิงว่าย่ิงยุ) เป็นช่วงเวลาท่ีเด็กซุกซนมาก ชอบเล่นการเล่นเกมต่างๆ และชอบเล่นของเล่นทุกชนิด เด็กท่ีถูกสกัดกั้นความคิดฝัน หรือห้ามไม่ให้สารวจตรวจตราสิ่งต่างๆ หรือห้าม ไม่ให้เล่น ไม่ให้ทาอะไรๆ มากเกินไป โดยถูกสั่งห้าม อย่าทา อย่าเล่น อย่ายุ่ง มากเกินไปจะเกิดความรู้สึกผิด และกลวั ถูกลงโทษ จนอาจพัฒนาบุคลิกภาพแบบ รู้สึกผิด (guilt personality) หรือเป็นคนชอบหลีกหนีความ จริงโดยใชค้ วามคิดฝัน หรอื อาจชอบแสดงความกา้ วรา้ วอวดดเี พื่อใหไ้ ดส้ ่งิ ท่ีตนปรารถนา ขัน้ ตอนท่ี 4 : ระยะเอาการเอางานแยง้ กับปมด้อย (industry vs. inferiority) เป็นระยะวัยเด็กตอนปลาย เด็กเข้าโรงเรียนเร่ิมรู้จักเรียนอย่างจริงๆจังๆเป็นช่วงเวลาท่ีเด็กมี ความสามารถควบคุมกิจกรรมของตน เช่น การเล่นอยู่ในโลกของความคิดฝันน้อยลง รู้จักเคารพระเบียบวินัย ของบ้านของโรงเรียนและของสังคมการเข้าโรงเรียนและเรียนหนังสืออย่างเป็นเรื่องราว ทาให้เด็กต้องพัฒนา คุณสมบัติเอาจริงเอาจังเพื่อเป็นการปรับตัวต่อความคาดหวังของครู พ่อแม่ และเพ่ือน เด็กต้องเลิกเล่นแบบ เด็กทารกและเล่นฝันๆมาเป็นการเล่นท่ีเป็นกฎเกณฑ์เล่นของเล่นจริงๆน้อยลง แต่หันมาเล่นของเล่นก่ึงของ จรงิ (เช่น เคร่ืองไม้เคร่ืองมือต่างๆ) เด็กท่ีมีครูและพ่อแม่ช่วยเหลือ แนะนาการเรียน การเล่น ต้ังความหวังกับ เด็กพอสมควรและให้อภัยเด็กเม่ือเด็กทาไม่ได้อย่างใจปรารถนาของตัวเองและของผู้ใหญ่เด็กจะเกิดกาลังใจมุ มานะที่จะหัดเรียน หัดเล่น และทากิจกรรมต่างๆ ช่วงน้ีเป็นเวลาฝึกฝนกิจกรรมประเภททักษะต่างๆให้แก่ เด็กไดอ้ ย่างดีเลศิ เช่น การรอ้ งราทาเพลง การกฬี า การดนตรี งานบา้ น และสุขนิสัยต่างๆ เช่นการรักษาความ สะอาด ความเป็นระเบียบ ซึ่งจะติดตัวติดใจเด็กไปตลอดชีพในทางกลับกันเด็กที่มี่ผู้ใหญ่คอยแนะนาแลให้ กาลังใจหรือตั้งความหวังในตัวเด็กเกินความสามารถเฉพาะตัวของเด็กจึ งทาให้เด็กรู้สึกว่าตนต่าต้อยไร้ ความสามารถ ความรู้สึกเช่นน้ีถ้ามีมากๆจะก่อให้เกิดรู้สึกว่าตน “มีปมด้อย” ในแง่ใดแง่หนึ่ง ซึ่งในบางคน ความรู้สึกชนิดนฝ้ี ังรากลกึ ในบุคลกิ ภาพตลอดชีพ
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษยก์ ับการพฒั นาตน ความพอดีระหว่างความเอาการเอางานกบั ความร้สู ึกด้อยพัฒนาจะนาไปสู่ความมีสมรรถภาพท่ีแท้จริง (คือไมม่ ีความรสู้ ึกยกตนเอง เกง่ จนหลงตนเอง หรอื มีความรสู้ ึกว่าตนต่าต้อยด้อยค่า จนกลายเป็นคนหยิบโหย่ง ไมน่ าพาตอ่ กจิ การใดๆ) ขน้ั ตอนที่ 5 : การพบอตั ลกั ษณ์แหง่ ตนแยง้ กบั การไม่เข้าใจตนเอง (identity vs. identity diffusion) ในระยะนี้เป็นระยะวัยรุ่น ในบรรดาขั้นตอนแห่งความขัดแย้งในสังคมจิตใจของมนุษย์ทั้ง 8 ขั้นตอน นั้น แอริคสันเชื่อว่า ขั้นนี้เป็นช่วงท่ีความขัดแย้งมีลักษณะวิกฤตยิ่งกว่าช่วงอ่ืน เพราะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่ถ้าหากไม่สามารถแก้ไข้ภาว ะวิกฤตให้ลุล่วงด้วยดีพอสมควรเด็ก วัยรนุ่ นัน้ จะกลายเป็นเดก็ ท่อี ัตลกั ษณ์อันสบั สนและกลายเปน็ ผใู้ หญ่ท่ีมบี ุคลิกภาพท่ีสบั สนไม่มั่นคง แอริคสนั อธบิ ายวา่ ระยะนเ้ี ดก็ กาลัง “ละท้งิ ภาพของตนเออย่างเป็นเด็ก”เพ่ือเข้าถึง “ ภาพของตนเอง อย่างเปน็ ผู้ใหญ่” สภาพเช่นน้ีก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสัมพันธภาพกับผู้ใหญ่ กับเพื่อนร่วมวัย กับเพื่อนต่าง เพศ กบั สังคม และเกิดความสับสนทางจิตใจอย่างรนุ แรง ตวั อยา่ งเชน่ ควรจะเช่ือฟังพ่อแม่ดี หรือเชื่อตัวเองดี หรือเชื่อเพ่ือนดีควรเลียนแบบเพื่อนหรือบุคคลที่ ตนนิยม(เช่น ดาราภาพยนตร์ ดาราทีวี) ดี หรือควรคงความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองดี ควรเป็นอิสรเสรี เต็มที่ดีหรืออยู่ในกรอบประเพณีระเบียบอย่างเข้มงวด อย่างไหนดีกว่า ควรเลือกวิชาชีพตามความประสงค์ ของตนหรือเลอื กตามเพ่ือน หรอื เลอื กตามใจผ้ปู กครองอย่างไหนดที สี่ ุด สภาพทางจติ ใจท่ีสาคัญประการหนึ่งของวยั รนุ่ ได้แก่ การแสวงหาอัตลกั ษณแ์ ห่งตนเองเพื่อรู้จักตนเอง ในแง่มุมต่างๆ เช่น ความชอบ ความสนใจ ความปรารถนาในชีวิต ปรัชญาในชีวิต อาชีพท่ีตนประสงค์ เพื่อน ต่างเพศที่ตนปรารถนาจะคบหรือท่ีจะเลือกเป็นคู่ชีวิต ความถนัดเฉพาะตน ในขณะเดียวกันเด็กวัยรุ่นก็ต้อง ผสมผสานลักษณะเฉพาะของตนในแง่มุมต่างๆให้เข้ากันได้กับความเป็นจริงของครอบครัวและวัฒนธรรม ค่านยิ มของสังคม ของกลุม่ เพื่อนร่วมวยั การผสมผสานดงั กล่าวนมี้ ใิ ชเ่ รอื่ งทางา่ ยๆและฉับพลัน วัยรุ่นผ้ไู ม่รู้จักสมรรถภาพและคุณลักษณะของตนพอสมควร ไม่สามารถประสานอัตลักษณ์ของตนกับ โครงสรา้ งของสังคม จงึ มักจะเป็นวัยรุ่นทหี่ ลงตนลืมตนและมตี นอันสับสน ซ่งึ แอริคสันใช้คาว่า Identity crises และ Identity confusions วัยรุ่นเหล่านี้เป็นวัยรุ่นที่ว้าเหว่ ไม่เป็นตัวของตัวเอง เหงาหงอย ข้ีกังวล ตัดสินใจ ไม่ได้ รูส้ กึ วา่ ตนถกู ทอดทงิ้ จนกลายเปน็ อนั ธพาล ติดยาเสพติด (ขาดความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคมใน รายทมี่ ีตนสับสนรุนแรง) พัฒนาการท่ีพึงประสงค์ คือ ความสมดุล ระหว่างการรู้จักอัตลักษณ์ของตนอย่างดีกับความสับสน เพราะยังไม่พบตนเองด้วยดที กุ แงท่ กุ มมุ ดว้ ยเหตุท่เี ร่อื งนี้เป็นเรอ่ื งสาคญั จึงขอพรรณนาเพ่ิมเตมิ อีกตามสมควร เด็กวยั รุ่นไมส่ ามารถรู้จกั ตนเองไดด้ หี มดทุกแงท่ ุกมมุ เพราะเหตุการณ์ในชวี ติ เด็ก ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่ เปล่ยี นทัง้ กายทงั้ จติ ใจเพือ่ เขา้ สู่วยั ผ้ใู หญ่(ทางกายและจิตใจ) ดงั กล่าวมาบา้ งแล้วดังนน้ั จงึ มบี างแง่บางมุมที่เด็ก ยังรู้จักตนเองดีไม่พอ ถ้าเด็กวัยรุ่นคนใดคิดว่ารู้จักตนดีหมดทุกด้านทุกแง่มุมแสดงว่าเด็กวัยรุ่นผู้น้ัน “หลง ตัวเอง หรอื ยกตวั เอง” แต่ถ้าเด็กวัยรุ่นของตนเอง (self) เอาเลย เด็กวัยรุ่นผู้น้ันก็มีบุคลิกภาพหรืออัตลักษณ์ อันสับสน การพัฒนาตนท่ีสมบูรณ์ของเด็กวัยรุ่นเมื่อส้ินสุดวัย ได้แก่ การเห็นโครงร่างหรือตนของเขาเองตาม ความเป็นจรงิ เช่นเข้าใจจุดดอ้ ย จุดเด่น ของตน ปรชั ญาชีวิตของตน ความตอ้ งการในชวี ติ ของตน และสามารถ ทาใจยอมรบั ตนอยา่ งทมี่ ีท่เี ป็นจริงๆ
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษยก์ บั การพฒั นาตน แอริคสันยังได้อธิบายว่า ผู้ที่มีความสมดุลระหว่างการพบตนกับการไม่เข้าใจตนเอง จะพัฒนา ความรู้สกึ จงรกั ภักดตี ่ออุดมคติ ปรัชญาชวี ิต กล่มุ บคุ คล ชมรม ศาสนา วัฒนธรรม ในขณะเดียวกันความรู้สึก จงรกั ภักดนี กี้ ็จะส่งผลใหเ้ ดก็ คลายความสับสนในตนเอง จะชว่ ยให้เดก็ ผา่ นพ้นช่วงวิกฤตในชีวิตไปไดด้ ้วยดี ขั้นตอนที่ 6: ความสนิทเสน่หา ความร่วมใจ แย้งกับความเปล่าเปลี่ยว (intimacy and solidarity vs. isolation) ช่วงน้ีอยู่ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เม่ือพ้นวัยรุ่นมาแล้วบุคคลรู้จักอัตลักษณ์ของตนและพร้อมผสานอัต ลักษณ์ขอตนกับบุคคลอน่ื บคุ คลแสวงหามิตรภาพอันสนิทสนมดูดดื่ม แสวงหาคู่ครอง และเม่ือพบแล้วก็พร้อม ท่ีจะร่วมชีวิต ในไมตรีจิตอนสนิทเสน่หา ในด้านความสัมพันธ์ฉันคู่ครองนั้น ทั้งสองฝ่ายต้อลดความเป็นตัว ของตวั เองลงบา้ ง หรอื ตอ้ งเสยี สละบางอยา่ งของตนแกบ่ คุ คลท่ตี นรักมิตรภาพนน้ั จงึ จะดมู นั่ คง ดูดดมื่ และถาวร แอริคสัน อธิบายวา่ ระยะนเ้ี ปน็ ช่วงท่ชี ีวิตเพศแบบ “ผ้ใู หญ่” เกดิ ขึ้นอยา่ งแทจ้ ริง ในระยะที่ผ่านมาอัต ลักษณ์ทางเพศ (Sexual identity) อยู่ในข้ันแสวงหารูปแบบสาหรับตัว มักเป็นไปในลักษณะฉาบฉวยผิวเผิน (ซึ่งวัยรุ่นบางคนหลงคิดว่าเป็นแบบลึกซ้ึง) ชีวิตเพศและชีวิตคู่ในช่วงพ้นวัยรุ่นมาแล้วต้องเป็นไปในแง่การร่วม แบ่งปันต่อกนั และกัน มีความเช่ือถือไว้ใจกันและกัน สาหรับบุคคลท่ีไม่มีโอกาสพบชีวิตเพศก็ควรจะต้องมีมิตร อันสนิทสนมทมี่ ีความสมั พันธก์ ันอยา่ งไว้เนื้อเช่ือใจและนับถือซึ่งกนั และกนั แอริคสนั กลา่ ววา่ ผใู้ หญ่ซงึ่ ไม่สามารถสร้างความรู้สกึ สนทิ สนมจริงจังกับผู้ใดผู้หน่ึงได้ จะมีความรู้สึก อ้างว้างเดียวดาย ผู้ใหญ่ประเภทนี้ไม่สามารถ “ละตนเพ่ือเข้าถึงผู้อ่ืน” ถ้ามีลักษณะเช่นน้ีมากๆอาจ ก่อใหเ้ กิดปัญหาบุคลิกภาพท่ีรุนแรงได้ (severe personality problem) แอริคสันอธิบายว่า ความสมดุลระหว่างความสนิทสนมกับความเปล่าเปลี่ยวน้ัน จะพัฒนาคุณสมบัติ “สรา้ งไมตรแี ละมีความรัก”กับบุคคลอ่ืนได้ เป็นไมตรีจิตและความรักแบบผู้ใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเย่ือใยไมตรีและ ความอาทรต่อกันและกนั ผู้ใดท่ีไม่สามารถพัฒนาความรักแบบผู้ใหญ่นี้ได้ จะเป็นคนท่ีหลงรักเฉพาะตนเอง ซ่ึงเรียกว่า Narcissism ซ่ึงเป็นบคุ ลิกภาพท่ีไมพ่ ึงประสงค์ ข้ันตอนที่ 7: การบารงุ สง่ เสรมิ ผู้อื่นแย้งกบั การพะวงเฉพาะตนเอง (generativity vs. self absorption) ช่วงน้ีเป็นระยะวัยกลางคน จุดเด่นของช่วงวัยกลางคนคือ การแบ่งปัน การเผ่ือแผ่ การแนะนา การ สร้างสรรค์ ท้ังในส่ิงท่ีเป็นวัตถุสิ่งของและความรู้ ความคิด ความชานาญต่างๆ ต่อบุคคลอ่ืน ต่อโลก และต่อ สงั คม โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ ต่อบุคคลเยาวว์ ัยกวา่ แอริคสันกล่าวว่า หากขาดการแบ่งปัน เผ่ือแผ่ และแนะนาแล้ว ผู้ใหญ่วัยกลาคนจะมีบุคลิกภาพ อ่อนแอและมีความสับสนใจ ในขณะทคี่ ุณสมบตั แิ หง่ รกั แท้เกิดในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น คุณสมบัติแห่งความอาทร(care) ที่แท้จริงก็ เกิดขึ้นแก่บุคคลท่ีพัฒนาทางบุกคลิกภาพมาด้วยดี ในช่วงวัยกลางคน บุคคลแสดงความเอ้ืออาทรได้หลายวิธี เช่น การเลี้ยงดูอบรมให้การศึกษาแก่เยาวชน การสาธิต แนะนาความรู้ความชานาญแก่บุคคลอื่น การให้ปัน อนุเคราะห์ส่งเสริมผู้อ่ืนอย่างจริงใจ คุณสมบัติแห่งความอาทรเช่นนี้เป็นคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ จึงทาให้ ผู้กระทาพฤติกรรมเชน่ นมี้ คี วามรูส้ ึกปลาบปลื้มอิ่มอกอ่ิมใจพอใจในตนเอง เห็นตนเองมีค่ามีความสาคัญ แอริก สนั กลา่ วว่า วัฒนธรรมและอารยธรรมของสังคมใดๆและของมนุษยชาติก้าวหน้าและรุ่งเรืองได้ เพราะมนุษย์มี ความร้สู กึ อยากใหป้ ันอนุเคราะห์บุคคลอื่น ด้วยการสั่งสอน แนะนาแนะแนว ความรอบรู้และประสบการณ์ต่อ
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ย์กบั การพัฒนาตน กนั และกัน คนในวัยกลางคนเป็นบคุ คลทีม่ ีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุดที่จะทากิจกรรมต่างๆดังกล่าวนี้ เพราะได้ สง่ั สมความรู้ ประสบการณ์และทรัพย์สินเงนิ ทองมานานเพยี งพอ คนวัยกลางคนท่ีพะวงเฉพาะตนจะเป็นผู้ที่เห็นแก่ตนเป็นบุคคลท่ีแสดงแต่อานาจไม่หยุดยั้งอาจเป็น อานาจทางตาแหน่งหน้าที่การงานหรืออานาจทางทรัพย์สินเงินทองก็ได้ ซ่ึงแอริคสันกล่าวว่า คนเหล่าน้ีฉาบ อารมณ์และบคุ ลิกภาพของตนอันไมม่ ่นั คงไวด้ ้วยความใฝ่อานาจอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ หรือแบบใดแบบหน่งึ ความสมดุลระหวา่ งการบารงุ ส่งเสริมผู้อ่ืนและการพะวงถึงตนทาให้เกิดผลงานสร้างสรรค์เป็นมนุษย์ท่ี มคี า่ และความสามารถทจ่ี ะอนเุ คราะห์บคุ คลอ่ืนๆไดเ้ ป็นคนวยั กลางคนที่มีความสุข ข้นั ตอนท่ี 8 : ความมนั่ คงทางใจแย้งกับความสิน้ หวงั ( integrity vs despair ) ระยะน้วี ัยสูงอายุ แอรคิ สนั อธบิ ายวา่ เมื่อถงึ ขนั้ นี้แล้วบุคคลจะต้องพัฒนาความรู้สึกว่าตนได้กระทากิจ ต่างๆท่ีควรกระทาเสร็จส้ินตามหน้าท่ีของตนแล้ว เช่นได้ให้การอบรมเลี้ยงดูผู้เยาว์ ได้แบ่งปันความรู้ความคิด แก่ผู้ไดร้ บั ไดพ้ บและยอมรับทัง้ ความสาเร็จและความลม้ เหลวของชีวติ ของตนเอง เขามองย้อนหลังไปดูชีวิตด้วย ความไม่ยดึ มน่ั ถอื มน่ั ท้งั ความสมหวงั และความผดิ หวัง ( ปล่อยว่าง ) สามารถทาใจยอมรับชีวิตของตนเองและ ผอู้ ืน่ อย่างทเ่ี ขามเี ขาเป็น และมคี วามพออกพอใจในชีวติ ผู้สูงอายุบางคนเมื่อย้อนนึกถึงอดีตอาจรู้สึกอาลัยอาวรณ์หรือยอมรับอดีตไม่ได้ (ปล่อยวางไม่ได้ท้ัง ความสาเร็จและความล้มเหลว) หรือกลัวความตายท่ีกาลังคืบคลานมา หรืออาจคิดว่าเวลาไม่เพียงพอที่จะทา อะไรใหม่ๆหรอื แก้ไขความผิดพลาดในอดีต แอริคสันอธิบายว่า ถ้าผู้สูงอายุคนใดรู้สึกเช่นนี้มากๆจะเกิดอาการ เศร้าสร้อยส้นิ หวังและหลกี หนชี ีวิต ( บางคนถงึ กบั คดิ ฆ่าตัวตาย ) ความพอดีระหว่างความม่ันคงทางใจและความสิ้นหวังทาให้บุคคลเกิดความเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันโลก และชีวิตซึ่งเป็นส่ิงพึงปรารถนา Erikson ( 1964,น. 133 ) กล่าวว่า \" Wisdom is the virtue that develops out of the encounter of integrity and despair on the last stage of life. Wisdom,then,is detached concern with life itself in the face of death itself. \" 3. ทฤษฎขี อง Adler (Adler’s Theory) Alfred Adler (ค.ศ. 1870 - 1937) มคี วามเห็นเช่นเดียวกับ Jung ทกี่ ลา่ ววา่ Freud ใหค้ วามสนใจใน เรอ่ื งราวความเก็บกดทางเพศ (Repressed Sexual) และความขดั แยง้ เกีย่ วกับความก้าวร้าว (Aggression Confilicts) จนไม่ให้ความสาคัญประเด็นอืน่ ในปี ค.ศ. 1911 Adler ได้แยกออกมาตั้งกลุ่ม “The Society for Indivdual Psychology” โดย มุ่งเน้นในเร่อื งสงิ่ แวดล้อมทางสังคม (Social Environment) รวมทง้ั ไม่ยอมรับแนวคิดเรอ่ื งแรงขับทางเพศ (Sexual Drivers) ตามทฤษฎีของ Freud เขาย้าวา่ บคุ คลสามารถลิขิตชวี ติ ตน และสามารถสรา้ งความเปน็ หน่งึ ในสงั คมดว้ ย การพึงพอใจกับการสนองตอบความตอ้ งการขนึ้ พืน้ ฐานโดยผ่านปัญหาของตน (Ansbacher & Ansbacher,1973 อ้างถึงใน McConnell & Philipalk, 1992) นอกจากนี้ Adler ยงั กล่าวถึงองค์ประกอบที่มผี ลต่อบุคลิกภาพ 3 ประการ ดังนี้ 1) ปมด้อย (The Inferiority Complex) Adler ให้ข้อสงั เกตวา่ เด็กท่ีมรี ่างกายออ่ นแอหรือบกพร่องมกั จะมคี วามรู้สึกด้อย แมว้ ่าโตขึ้นจะลาย เป็นผ้มู สี ุขภาพแขง็ แรงก็ตาม หากแต่ในช่วงแรกของชวี ิตทาให้เกิดการสร้างความรู้สกึ ดอ้ ยเกิดขึ้น และสง่ิ เหลา่ น้ีเองท่ีกลายเปน็ แรงจงู ใจในการนาพาความสาเร็จมาสู่ตน ซ่ึง Adler เรยี กวา่ การชดเชย (Compensation)
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ย์กับการพัฒนาตน ความรูส้ กึ ด้อยมิไดเ้ กดิ ขน้ึ เฉพาะท่ีกล่าวมาขา้ งต้นเท่านนั้ หากแตเ่ ปน็ ส่งิ ท่ี Adler อ้างว่าฝงั อยู่ใน จิตสานึกของบุคคลท่ัวไป ท้งั นค้ี วามรูส้ ึกทางลบ (Felt Minus) จะพัฒนาสคู่ วามรสู้ ึกทางบวก (Felt Plus) ในท่สี ุด ด้วยการหาวธิ กี ารเปลี่ยนแปลงไปในทางทีเ่ หมาะสมตามทตี่ นรับรู้ Adler ให้ข้อสรปุ ว่ามนษุ ย์ทุกคนต้องการแสวงหาความเป็นเลิศ หรอื เหนอื กว่าบุคคลท่ัวไป เพ่ือเตมิ เต็มให้ตนมีความสมบูรณ์ (Perfect Themselves) 2) ลาดับการเกดิ (Birth Order) Adler เชอ่ื ว่าลาดบั การเกิดหรือตาแหนง่ ในครอบครวั มีผลตอ่ บุคลิกภาพของบุคคลดังน้ี 2.1)ลกู คนแรก มักจะได้รบั ความสนใจท้งั หมดจากพ่อแม่ใหมท่ ั้งหลายจนกระทั่งมีนอ้ งตามมา ลักษณะท่ีเห็นชดั คือ การใฝ่อานาจ 2.2)ลูกคนทีส่ องพ่อแมเ่ ร่มิ มปี ระสบการณ์ในการเลย้ี งดจู ึงไมเ่ ครียดเท่าลูกคนแรก นอกจากน้นั ยังมีพ่เี ป็นตัวแบบทาให้ลกู คนรองมักจะทาตาม จนอาจกลายเป็นการชอบแข่งขนั 2.3) ลูกคนเล็ก ได้รับความสนใจมากจากพ่อแมแ่ ละพ่ๆี ทาให้มักจะถูกเลย้ี งดูอย่างตามใจ ใน ขณะเดียวกนั ก็ขาดอสิ ระในการดาเนนิ ชีวติ ของตน 2.4) ลกู คนเดียว ส่วนมากมีลักษณะคลา้ ยลูกคนแรกคือ ได้รบั ความสนใจจากครอบครวั ซึง่ อาจจะรู้สึกสญู เสยี ในส่วนน้ี เมื่อเข้าเรียนและรบั รู้วา่ ตนอาจมใิ ชศ่ นู ยก์ ลางอีกต่อไป นอกจากนี้ Adler ยงั กลา่ วว่าการเขา้ ใจถงึ ความใฝฝ่ นั รวมท้งั ความทรงจาในวัยเด็กจะช่วยให้เกดิ ความ เข้าใจความเปน็ มาของแบบแผนชีวิตแตล่ ะคนอย่างถ่องแท้ 3) รปู แบบชีวิต (Style of life) Adler ไดช้ อื่ วา่ เป็นผมู้ องโลกแง่ดี เขาเชอ่ื ว่ามนุษย์มีความตอ้ งการทร่ี ่วมมือกบั บุคคลอื่นในการท่ีจะทา ให้สังคมใหด้ ีขนึ้ อยา่ งไรก็ตามการกระทาดังกล่าวต้องอาศัยการแนะนาจากคนอ่นื เพ่อื ใหก้ ารแสดงออกเปน็ ไป อยา่ งเหมาะสม เป็นท่ยี อมรับในสังคม ท้ังน้ดี ้วยการเรียนรผู้ ่านประสบการณช์ ีวติ ตลอดจนการฝกึ อบรม (Trainning) เพื่อนาไปสู่การพัฒนาเป็นรปู แบบชีวติ ของตนเองที่มีความเป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะตัว ในทศั นะของ Adler รูปแบบชวี ิต หมายถงึ ความม่ันคงในตนเอง (Self-Consistent) และเปา้ หมายท่ี มีทิศทางอันเปน็ แกนหลกั ของบุคลกิ ภาพ (Goal-Oriented Core of Personality) โดยเรม่ิ ก่อรูปในชว่ งวัยเดก็ พัฒนาเร่ือยมาจนสมบรู ณ์แบบเม่ือเขา้ สวู่ ัยผ้ใู หญ่ ดงั นัน้ จงึ อาจกล่าวได้ว่าแนวคิดของเขาเป็นทฤษฎหี นึง่ ที่ให้ ความสาคัญของชว่ งพัฒนาการของชวี ิต (Life Span Development) นอกจากนเี้ ขายังกลา่ วว่าองค์ประกอบ ทางสงั คม (Social Factors) มบี ทบาทสาคญั ในการกาหนดบคุ ลกิ ภาพ ซง่ึ ในปัจจุบนั เป็นทีร่ ูจ้ กั กนั ในการศึกษา ทางดา้ นจิตวทิ ยาสังคม (Social Psychology) เช่นเดียวกับแนวคิดบางด้าน เช่น การควบคมุ พฤติกรรมดา้ นจิต ทใ่ี ฝด่ อี นั เปน็ พน้ื ฐานของมนุษยส์ อดคลอ้ งกับความเชอ่ื ของกลุม่ มนษุ ยนยิ ม (Humanistic Psychology) (McConnell & Philipchalk, 1992) 4. ทฤษฎีองคป์ ระกอบ 5 ประการของบุคลิกภาพ “Big Five Traits” (Five – Factor Model) “Five Basic Dimensions” “Big Five Traits” องคป์ ระกอบ 5 ประการของบุคลิกภาพเป็นที่ร้จู กั ดีในอีกหลายชื่อ เช่น “Five Basic Factors” “Five Robust Factors” “Five – Factor Model” รวมทั้ง “Big Five Traits” เปน็ ต้น โดยนาแนวคิดของ นกั วิทยาศาสตร์ของด้านลกั ษณะนิสัย (Trait Theorists) หลายท่าน ไม่ว่าจะเปน็ Eysenck, Cattell รวมท้ัง Allport ท่มี ีผลงานรว่ มกับ Odbert ในปี ค.ศ. 1936 มาผสมผสานเปน็ แนวคดิ ใหม่ในช่วงทศวรรษที่ 70 ดว้ ย
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ยก์ ับการพัฒนาตน วิธกี ารทางการวจิ ยั ซง่ึ แตกตา่ งจากทฤษฎบี คุ ลิกภาพอื่นๆ ทีเ่ กดิ จากแนวคดิ หรือสมมตฐิ านที่มกี ารพสิ ูจน์หา ขอ้ เทจ็ จริงเพื่อนามาอ้างอิงเป็นหลักฐานตอ่ ไป วธิ ีการหนงึ่ ท่นี า่ สนใจในการวเิ คราะห์องคป์ ระกอบทางบุคลิกภาพก็คอื การนาคาคณุ ศัพทท์ ่ีแสดงถึง ลักษณะบุคลกิ ภาพตา่ งๆ มาให้คา่ คะแนน (Rating) ตามลักษณะนิสยั หรอื พฤติกรรมของบุคคล ถ้อยคาเหล่าน้ี สะท้อนถงึ วฒั นธรรมของหมู่ชนตามท่เี ขาเหล่าน้ันได้สังเกตหรือคิดประดิษฐถ์ ้อยคาทีพ่ รรณนาถงึ คุณลักษณะ ดังกล่าว โดย Tupes และ Christal ไดเ้ รม่ิ ดาเนนิ การในปี ค.ศ. 1961 และต่อมา Norman ไดท้ าซ้าในปี ค.ศ. 1963 โดยนา Trait ท่ี Allport และ Odbert สรา้ งขน้ึ จานวน 18,000 รายการมาลดลงเหลอื 20 ตัววัด เพอ่ื ทาการประเมินค่าและวเิ คราะห์องคป์ ระกอบ ทาให้ได้องค์ประกอบ 5 ประการของบุคลิกภาพ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1986 McCrae, Costa และ Busch ไดพ้ ยายามหาค่าความตรงของ องค์ประกอบท้งั 5 ของบุคลิกภาพด้วยการใช้แบบทดสอบ California Q – Set ซ่งึ มีคาทใ่ี ช้อธิบายบคุ ลิกภาพ ถึง 100 คา ข้อกระทงถูกสร้างขนึ้ โดยนักจติ วิทยาจานวนมาก ซงึ่ พยายามคน้ หาถ้อยคาที่ไมโ่ นม้ เอยี งไปทาง ทฤษฎใี ดโดยเฉพาะ ผลการศึกษาพบวา่ ไดผ้ ลเช่นเดียวกับองค์ประกอบทั้ง 5 ของบุคลิกภาพ แตถ่ ้อยคาท่ใี ชไ้ ด้ ถูกปรบั เปลย่ี นเปน็ ภาษาทีใ่ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั มากข้ึน McCrae และ Costa ได้อธบิ ายถึงบุคลิกภาพ Agreeableness ใหเ้ ขา้ ใจชัดเจน โดยชใี้ หเ้ ห็นลกั ษณะ ตรงกนั ขา้ มทางด้านลบ ซึ่งเรียกวา่ Antagonism วา่ เปน็ คนทมี่ ีลักษณะหยาบคาย ไม่นา่ คบ ไม่ไวว้ างใจคนอื่น หวาดระแวง ไม่มีความเห็นอกเหน็ ใจ และมักจะไม่ให้ความร่วมมอื บุคลิกภาพเหลา่ นี้มกั มีลกั ษณะคลา้ ยกับ Psychoticism ของ Eysenck อยา่ งไรก็ตามไมใ่ ช่คนท่ีมีลักษณะ Antagonistic ทั้งหมดท่แี สดงความกา้ วร้าว อย่างเปดิ เผยบางคนอาจแสดงออกในลกั ษณะมีเลห่ ์เหลีย่ มกลโกง นอกจากนย้ี งั กลา่ ววา่ การเป็นคนทนี่ ่าคบจนเกินไป (Being too Agreeble) ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่สงั คม ตอ้ งการเสมอไป เช่น คนท่ตี ้องพ่ึงพาผู้อืน่ (Dependent) หรือการประจบเอาใจผ้อู ืน่ เปน็ ต้น สว่ นบคุ ลิกภาพทางด้าน Conscientiousness หมายถึง แนวโนม้ ท่ีจะเปน็ คนมานะ พยายามอดทน ต่อการทางาน กระฉับกระเฉง ทะเยอทะยาน ซึง่ เป็นลักษณะทค่ี ล้ายกบั แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ทิ ่ี McClelland และ Atkinson กล่าวถึง ลกั ษณะตรงกันข้ามของบุคลกิ ภาพดา้ นนีเ้ รียกวา่ Undirectedness หมายถงึ คนท่ีไร้จดุ หมายไม่มี เป้าหมายในชวี ติ ขาดระบบการจดั การท่ีดี มีความเกียจคร้านเป็นนิสัย (Carlson, 1990) จากการศึกษาขา้ มวัฒนธรรมพบวา่ องค์ประกอบ 5 ประการของบุคลิกภาพ เป็นลักษณะท่ีพบไดท้ ่ัวไป ในหลาย ๆ ชาติ ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา ฟินแลนด์ โปแลนด์ เยอรมัน รวมทั้งจีน (Pannonen, 1992; Costa & McCrae, 1992 อ้างถึงใน Marlin, 1995) โดยมีพฤติกรรมทส่ี าคัญในแตล่ ะดา้ นเรยี งตามลาดับดังน้ี 1) Extraversion ไดแ้ ก่ ความสามารถในการสมาคม (Sociable) พดู มาก (Talkative) รกั สนกุ เป็นทร่ี กั ใครชน่ื ชมของคนท่วั ไป และชอบการผจญภัย สว่ นบุคลกิ ภาพด้านตรงกันข้าม คือ ข้อี าย เคร่ง ขรึม สงบเสง่ยี ม และระแวดระวงั 2) Agreeableness ได้แก่ความเปน็ ธรรมชาติไมเ่ สแสรง้ สุภาพ ใหค้ วามรว่ มมือ ซอ่ื สัตย์ ชอบชว่ ยเหลือ สว่ นบคุ ลกิ ภาพด้านตรงข้าม ไดแ้ ก่ ความหงดุ หงิด โหดเหี้ยม หวั แข็ง ข้ีระแวง ไม่ให้ความ รว่ มมอื 3) Conscientiousness ได้แก่ ความเปน็ คนที่มรี ะเบียบวินยั มรี ะบบในการจดั การท่ีดี มี ความละเอยี ดรอบคอบและรับผิดชอบ ส่วนบุคลิกภาพดา้ นตรงขา้ ม คือ ขาดระบบในการจดั การ ไม่รอบคอบ ไมม่ ีความตง้ั ใจ
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน 4) Emotional Stability ไดแ้ ก่ ใจเย็น สงบ เป็นคนทเี่ ตรียมพรอ้ ม ตรงกันข้ามกับอาการทาง ประสาท กังวล ตืน่ เตน้ วุ่นวาย รวมท้ังโรคอปุ ทานต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านสุขภาพ 5) Openess to Experience ไดแ้ ก่ มีความคิดสรา้ งสรรค์ อ่อนไหว ฉลาด และปรับปรุง ตนเอง ด้านทต่ี รงขา้ มกันคือ ไม่หวั่นไหวกับส่ิงรอบข้าง ไมป่ ระณีต คบั แคบในความคดิ คดิ พืน้ ๆ ง่าย ๆ (Simple) ถงึ แมว้ ่าองคป์ ระกอบดงั กล่าวจะเปน็ ที่ยอมรบั กันวา่ ครอบคลุมบุคิกภาพทกุ ด้านกต็ าม การศกึ ษา ลักษณะเฉพาะดา้ นของบุคลิกภาพ (Specific Aspects of Personality) กน็ ับวา่ เป็นส่งิ สาคัญที่ไม่อาจละเลย ได้ เพราชว่ ยให้เข้าใจพฤติกรรมของบคุ คลได้อยา่ งดี ตามหลกั การที่กล่าววา่ ย่งิ มีความเฉพาะเจาะจงของ พฤติกรรม และขอ้ กาหนดลักษณะนิสยั (Trait) ท่แี นน่ อน กจ็ ะสามารถบง่ ช้หี รอื ทานายพฤติกรรมที่จะเกดิ ขนึ้ ไดช้ ัดเจน ตัวอย่างเช่นเราสามารถคาดการณ์ได้วา่ นักศึกษาระดบั วทิ ยาลยั จะมีความวติ กกังวลสงู ในสถานการณ์ นดั พบเพื่อนตา่ งเพศ (Dating Situations) ซึง่ โดยท่ัวไปองค์ประกอบทางด้านบุคลิกภาพทีจ่ ะเกี่ยวข้องมี 2 ส่วน คอื ความม่ันคงทางอารมณ์ (Emotional Stability) และการเปิดตัวกับสังคม (Extraversion) อย่างไรก็ ตามข้อมูลเฉพาะดา้ น เช่น เป็นบุคคลท่ีมีความวติ กกังวลในเร่ืองดงั กลา่ ว (Dating Anxiety) หรอื ไม่ จะย่งิ เป็น ประโยชน์อยา่ งแทจ้ ริงในการทานายผลพฤติกรรม (Mischel, 1985 ; Baron & Byrne, 1992 อ้างถึงใน Baron, 1992) จงึ กลา่ วไดว้ ่าประจักษ์พยานข้างต้นเปน็ ข้อยนื ยันวา่ องคป์ ระกอบท้ัง 5 ของบคุ ลกิ ภาพสามารถ บรรยายลกั ษณะบคุ ลิกภาพได้ชัดเจน ไม่วา่ จะเปน็ การกลา่ วถึงบุคคลทว่ั ไปท่ีเพง่ิ พบกัน หรอื การกลา่ วถงึ ตนเอง กต็ าม ดังเชน่ งานวจิ ัยของ Watson (1989 อ้างถงึ ใน Baron, 1992) ที่ทาการศกึ ษากับนักศกึ ษาทั้งหญิงและ ชายจานวน 250 คน โดยใหก้ ลมุ่ ตวั อย่างตอบแบบสอบถาม และทางานรว่ มกันเปน็ กลุม่ ใหญป่ ระมาณ 15 – 40 คน หลงั จากทีก่ รอกข้อมูลแลว้ จงึ ทาการจดั กล่มุ ใหม่เปน็ กลุ่มย่อย มีสมาชิกจานวน 5 – 10 คน เพศ เดียวกัน จดั โต๊ะทางานรว่ มกันในลกั ษณะวงกลม ใหแ้ ต่ละคนแนะนาตนเองสน้ั ๆ โดยสมาชดิ ในกลุม่ เป็นผู้ ประมาณค่าบุคลิกภาพ (Rating) ตามองค์ประกอบ 5 ประการทก่ี ลา่ วมาพร้อม ๆ กบั ประมาณค่าตนเองด้วยวิธี เดยี วกัน ขอ้ สงั เกตท่นี า่ สนใจก็คือ ก่อนทจ่ี ะเริ่มเข้ากลมุ่ กลุ่มตวั อยา่ งมักจะแยกตัวและมงุ่ อยู่กบั งานของตนจน ไม่มโี อกาสท่ีจะมปี ฏสิ มั พันธ์กับคนรอบข้าง จนกล่าวไดว้ ่าไม่มีใครท่ีจะพูดกบั คนอ่ืนกอ่ น แตก่ ระน้นั ก็ตาม ผู้วจิ ัยยังพบวา่ ผลการประเมนิ ค่าบคุ ลกิ ภาพ 2 ดา้ น คือ การเปิดเผยตวั ต่อสังคม (Extraversion) และความมี ระเบยี บ (Conscientiousness) จากการประมาณคา่ ของตนเองและผูอ้ น่ื มคี า่ ใกล้เคียงกนั และมีคา่ สอดคล้อง กัน เม่ือถกู ประมาณค่าจากกลุม่ คนจานวนมาก ต่อข้อสงสยั ที่ว่าเหตุใดการประมาณคา่ จึงมีความสมั พันธเ์ ชงิ บวกทงั้ ๆท่ีกล่มุ ตวั อย่างแทบจะไม่มีโอกาส สรา้ งสมั พันธภาพต่อกนั Watson ใหข้ อ้ คดิ เห็นวา่ คาตอบท่ีไดน้ ่าจะมาจากการสังเกตคณุ ลักษณะบางประการที่ เป็นสงิ่ สะท้อนถึงบุคลกิ ภาพ เช่น คนทม่ี ลี กั ษณะนิสัยเปดิ เผยตัวตอ่ สังคม มกั จะชอบสมาคมกับผู้อนื่ และแสดง ออกเป็นพฤติกรรมทีเ่ ด่นชัดกว่าบคุ คลอืน่ ส่วนคนที่ละเอียดรอบคอบอาจจะสงั เกตไดต้ ้ังแต่การแต่งกายท่ี ประณีต เรียบร้อย เขยี นหนังสอื เปน็ ระเบียบสวยงาม เปน็ ตน้ นอกจากองคป์ ระกอบท้ัง 5 ประการของบุคลกิ ภาพจะมีอิทธพิ ลต่อการแสดงออกเปน็ พฤติกรรม โดยตรงแลว้ ยังมีผลทางอ้อมในการรับรู้พฤติกรรมของบคุ คลทมี่ ตี ่อบุคคลอ่ืนในสงั คมอน่ื ด้วย (Baron, 1992) ดงั เชน่ ผลการวจิ ยั ของ Funder และ Sneed (1993 กล่าวถึงใน Baron, 1995) ทที่ าการศึกษาโดย ถ่ายวดี ทิ ัศน์พฤติกรรมของกลมุ่ ตวั อย่าง ซ่ึงเปน็ นักศกึ ษาระดบั วิทยาลัยท่ีไม่เคยรู้จักกนั มาก่อน นกั วิจัยพบว่า เมอื่ กลุ่มตวั อย่างตกอยใู่ นสถานการณ์ที่เพิ่งรจู้ กั กันครั้งแรก ไดม้ ีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่บันทึกได้ถึง 62 ประเภท
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ยก์ ับการพฒั นาตน เชน่ มีพลงั หรือกระตือรือร้นสูง ในการสร้างปฏิสมั พนั ธ์ พดู หรอื แสดงสิ่งที่น่าสนใจ แสดงความไม่ใยดีทจ่ี ะรจู้ กั คนอ่ืนๆ แสดงความรสู้ กึ ผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ แสดงความรังเกยี จ เปน็ ตน้ สว่ นกล่มุ ท่ี 2 ใหส้ ังเกตพติกรรมของกลุ่มแรกเปน็ รายบคุ คลแล้วนามาประมาณคา่ (Rating) วา่ ควรมี บคุ ลกิ ภาพใดใน 5 องค์ประกอบที่กลา่ วถึง ผลการวิจยั พบวา่ การประมาณค่าดังกล่าวมีค่าใกลเ้ คยี งกันในแตล่ ะ บุคคล จากผ้ปู ระเมินแตล่ ะค่จู นสามารถสรปุ เปน็ ลักษณะบุคลิกภาพ (Trait) ได้ การพฒั นาบคุ ลิกภาพ บุคลกิ ภาพของคนเรามีทัง้ สว่ นที่ควบคุมไม่ไดห้ รือควบคุมไดย้ าก ไดแ้ ก่ สง่ิ ท่มี ีแต่กาเนิด เช่น รูปร่างหนา้ ตา สีผวิ เป็นต้น และสว่ นท่สี ามารถควบคุมได้ ไดแ้ ก่ การแตง่ กาย กริ ยิ าทา่ ทาง การพูดจา และมารยาทความประพฤติ เป็นต้น ซึ่งในส่วนทคี่ วบคมุ ไดน้ ี้ เม่ือเราทราบข้อบกพร่อง ก็ควรทีจ่ ะพิจารณา ใหเ้ หมาะสมตอ่ ไป ในการพัฒนาบคุ ลกิ ภาพอาจจาแนกออกเป็น 6 ดา้ น ได้แก่ รา่ งกาย เครื่องแต่งกาย กริ ยิ าทา่ ทาง คาพดู จิตใจ และความคิด ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี (พิสิษฐ์ ศริ ิรักษ,์ 2540) 1. ร่างกาย เป็นการพฒั นารูปรา่ งให้มีสัดส่วนเหมาะสม ไม่อ้วนหรือผอมจนเกนิ ไป มนี ้าหนกั ตวั สัดสว่ นท่สี ัมพันธก์ นั (โดยประมาณ น้าหนักของชายที่พอเหมาะคอื ส่วนสงู ลบด้วย 105 สว่ นน้าหนักตัว ของหญิงคือ ส่วนสูงลบดว้ ย 110 ) นอกจากน้คี วามแขง็ แรงและการมีสุขภาพท่ีดีปราศจากโรคภัยกน็ ับวา่ เปน็ ส่ิงจาเป็นยิ่ง แนวทางการพฒั นาดา้ นร่างกายมดี งั น้ี 1.1 การรับประทานอาหาร ต้องรบั ประทานให้ครบ 5 หมู่ ถ้าอายุมากขึ้นควรหลีกเล่ยี ง อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ควรรบั ประทานอาหารในปรมิ าณท่ีพอเหมาะ ทัง้ น้ขี ึน้ อยู่กับการใช้ พลงั งานของแตล่ ะคน และหลีกเล่ยี งอาหารท่ีเป็นพิษต่อรา่ งกายหรืออาหารทเ่ี กนิ ความต้องการ 1.2 การออกกาลงั กาย ควรออกกาลังกายทกุ วนั อย่างน้อยวนั ละ 30 นาที การออกกาลงั กายสามารถทาไดท้ งั้ ในร่มและกลางแจ้ง ควรฝึกเลน่ กีฬาอยา่ งใดอย่างหน่ึงเป็นประจา เชน่ เทนนิส แบดมินตนั ท้ังน้เี พื่อจะได้ออกกาลังกายได้อยา่ งเพลดิ เพลินและสมา่ เสมอ 1.3 การพักผ่อน ควรพกั ผอ่ นใหเ้ พยี งพอโดยนอนวนั ละ 6-8 ช่ัวโมง นอกจากนี้ควรรู้จัก พักผอ่ นด้วยวิธอี ่ืนด้วย เชน่ การฟังเพลง การทางานอดิเรก การอ่านหนงั สือ เป็นตน้ 1.4 การรกั ษาร่างกายใหส้ ะอาดและแข็งแรงปราศจากโรคภยั เบียดเบยี น อาบน้าชาระ รา่ งกายให้สะอาดอยเู่ สมอ และพบแพทยเ์ พื่อตรวจสุขภาพเปน็ ระยะๆ 1.5 การไว้ทรงผม ทรงผมเปน็ สว่ นประกอบสาคัญทชี่ ว่ ยส่งเสริมบุคลกิ ภาพ เช่น คนสงู ควรไวผ้ มยาวใหเ้ ลก็ นอ้ ยเพ่ือความสมดุล คนเตี้ยก็ไม่ควรไวผ้ มยาวเพราะจะทาใหด้ ูเต้ยี ลง เปน็ ตน้ นอกจากนค้ี วรดูแลรักษาส่วนอนื่ ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั ร่างกาย เชน่ ผวิ หนงั ควรรักษาให้ สะอาด หนวดเคราควรโกนให้เรียบรอ้ ย ปัจจบุ ันน้ีมกี ารใช้การศัลยกรรมตบแตง่ เข้ามาช่วยพัฒนาบคุ ลิกภาพ ทางด้านรา่ งกาย แต่ถ้าสามารถดแู ลร่างกายให้เป็นไปตามธรรมชาติจะดีทสี่ ุด 2. เครอ่ื งแต่งกาย การแต่งกายนน้ั มคี วามสาคัญต่อการสง่ เสรมิ บุคลกิ ภาพของคนเรามาก ดงั คากลา่ วท่ีวา่ “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแตง่ ” ดงั น้นั จงึ ควรรูจ้ กั แต่งกายใหเ้ หมาะสมทั้งด้านเส้ือผา้ และ เคร่อื งประดบั ตา่ งๆ แนวทางการพฒั นาการแตง่ กายควรยึดหลัก 3 ประการ ดงั นี้
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ยก์ บั การพัฒนาตน 2.1 ความเหมาะสม การแต่งกายควรดูว่าจะไปงานอะไร หรืออยู่ในสถานการณ์ใด การ เลอื กแบบเส้ือผา้ สีสัน รปู ทรง ตอ้ งให้ถกู กาลเทศะและเหมาะสมกับรูปร่างของคนสวมใส่ เช่น คนท่ผี อมใส่ เส้ือผ้าสีออ่ นๆ จะทาใหด้ ตู วั ใหญ่ขน้ึ คนสงู ไมค่ วรใสเ่ ส้ือผา้ ท่เี ปน็ ทางตรง ควรเป็นลายขวางจะดูเหมาะสม กว่า คนท่ีรปู รา่ งเตย้ี ควรเลือกรองเทา้ ที่สน้ สงู ซึง่ จะช่วยให้ดูสูงข้นึ ได้ เป็นตน้ 2.2 ความเรียบร้อย เสือ้ ควรรบี ให้เรยี บร้อย ไมป่ ลอ่ ยให้มีรอยขาดวิ่น กระดมุ มไี มค่ รบ หรือปลอ่ ยใหเ้ สื้อทใี่ สโ่ ผล่หรอื มีแลลบออกมาข้างนอก ถ้าหากใช้เคร่ืองประดับควรติดให้เรยี บรอ้ ย 2.3 ความสะอาด ตอ้ งดูแลรักษาเสื้อผ้าและเคร่ืองแต่งกายใหส้ ะอาด รองเทา้ ควรขดั อยู่ เสมอ ความสะอาดจะช่วยใหผ้ ู้พบเห็นอยากเขา้ ใกลแ้ ละรสู้ กึ สบายใจ ทาใหผ้ ู้สวมใสด่ ูนา่ เช่อื ถือ สาหรับสภุ าพบุรุษการแต่งกายอาจไม่มีอะไรหยุมหยมิ เหมือนสภุ าพสตรี แตค่ วรคานงึ ถงึ ความเหมาะสม ความเรยี บร้อย และความสะอาด เช่นเดียวกัน การแต่งกายทดี่ ไี มไ่ ดห้ มายความวา่ ต้องใส่ เสื้อผ้าหรอื เคร่ืองประดับที่มรี าคาแพง คนทีม่ รี ายได้ไม่สูงก็ควรเลอื กแต่งกายใหเ้ หมาะสมไดต้ ามฐานะของตน 3. กิริยาทา่ ทาง เปน็ การพัฒนาเกี่ยวกับพฤติกรรมท่แี สดงออกในด้านตา่ งๆ เชน่ การเดนิ การยืน การนั่ง มีคากลา่ วว่า “สาเนียงส่อภาษา กริ ิยาสอ่ สกลุ ” ซง่ึ หมายถงึ วา่ เสยี งทพ่ี ดู ออกไปทาให้รู้ว่า เปน็ ใครมาจากไหน ส่วนการแสดงออกหรือพฤตกิ รรมจะบอกให้ร้วู ่าคนน้ันไดร้ ับการอบรมเลยี้ งดมู าจาก ครอบครวั แบบใด แตก่ ่อนน้นั นิยมยกย่องคนที่กิรยิ าเรียบรอ้ ยเหมาะสมว่ามีความเป็นผูด้ สี ภุ าพสตรคี วรระวัง ทางดา้ นกริ ิยาใหม้ ากเพราะสังคมไทยยงั ให้ความสาคญั ทางด้านนอี้ ยู่ สิง่ ทีค่ วรคานึงในการพฒั นาด้านกิริยา ท่าทาง คือ 3.1 กิริยาทพ่ี งึ ระวัง เช่น การยืน การเดิน การนง่ั การไอ การจาม การล้วง การแคะ แกะ เกา การหาว การใชเ้ สยี ง การถ่มน้าลาย การแคะฟัน การโดยสารรถประจาทาง เปน็ ต้น 3.2 การพัฒนากิรยิ าแตล่ ะอย่างจะต้องคานึงถึงมารยาทและข้อปฏิบตั ทิ ี่สังคมน้นั ยอมรบั เชน่ วา่ อยู่ตอ่ หน้าผู้ใหญค่ วรทาตวั อย่างไร อยู่กับเพื่อนฝงู ควรทาตัวอย่างไร ท้ังน้ีตอ้ งอาศัยการสังเกตและฝึก ปฏิบัติอยเู่ สมอ 4. คาพดู สังคมไทยให้ความสาคัญในเร่ืองการพดู อยมู่ าก ดงั จะเห็นไดจ้ ากคาพงั เพยหรือสภุ าษติ เชน่ “ปากเป็นเอกเลขเป็นโท” “พดู ดเี ปน็ ศรีแกป่ าก” “อนั อ้อยตาลหวานลนิ้ แลว้ ส้นิ ซาก แต่ลมปากหวาน หูไม่ร้หู าย” เป็นต้น ดังนั้นจึงควรระวัดระวงั และรูจ้ ักใช้คาพดู ใหเ้ หมาะสมกับบุคคลและเหตุการณ์ การพูดเปน็ ศลิ ปะอย่างหน่งึ ทีเ่ รียกวา่ “วาทศลิ ป์” บางคนมีพรสวรรคท์ างการพูด พูดดี และพูดเก่ง หลายคนประสบความสาเรจ็ เพราะการพดู แต่หลายคนก็ล้มเหลวเพราะการพดู เชน่ กนั ปจั จุบนั นม้ี ีการสอนหรือการฝึกพูดอยู่ทวั่ ไป ซ่ึงผู้สนใจสามารถศกึ ษาและพัฒนาได้หากมีความสนใจ การพูดท่ีดีน้ัน อาจยึดหลัดงา่ ยๆ 4 ประการ คือ 1) มีสาระ 2) ไพเราะ ชวนฟงั 3) ใชถ้ อ้ ยคาสภุ าพ ถูกกาลเทศะ และ 4) เร้าใจและชวนให้ตดิ ตาม คาพดู ของคนเรามีผลตอ่ ผูพ้ ดู อยา่ งมาก หลายคนได้ดมี ีชื่อเสียงจากการ พูดในทางตรงกนั ขา้ มหลายคนเสอื่ มเสยี ชอื่ เสยี งเพราะการพดู ดงั น้ัน กอ่ นท่จี ะพูดอะไรควรคิดใหร้ อบคอบ “จงคดิ ทุกครั้งก่อนที่จะพูด แต่จงอย่าพดู ทุกอย่างที่คิด” คาเตอื นในเร่อื งการพูดท่คี วรจดจาไว้เตือนตนเอง คอื “เมอื่ ย่คู นเดียวให้ระวงั ความคดิ อยกู่ ับมติ รใหร้ ะวงั วาจา” 5. จิตใจ จติ ใจ คือ ความร้สู กึ นกึ คิดทอ่ี ยภู่ ายในใจ พฤตกิ รรมของคนเรายอ่ มเป็นไปตาม ความรู้สึกของจิตใจ จติ ใจท่ีดหี รือการมีความคิดท่ดี ีย่อมสง่ ผลใหค้ นเราประพฤติปฏบิ ัติในทางที่ดี ลักษณะ จิตใจทด่ี ตี ้องมีองคป์ ระกอบ 3 ประการ คือ 1) ตอ้ งเป็นใจที่บรสิ ทุ ธ์สิ ะอาด 2) ต้องเป็นใจท่ตี ้ังมน่ั และ
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ยก์ บั การพัฒนาตน 3) ต้องเป็นใจทีว่ อ่ งไวตอ่ หนา้ ท่ี การพฒั นาทางดา้ นจิตใจ ควรเร่มิ ทีก่ ารเป็นคนท่มี ีเหตุผล ตดั สินใจตาม ความเปน็ จริง ไม่ใชอ้ ารมณ์อยู่เหนอื เหตผุ ล การปฏบิ ตั ิตนตามคาสอนทางศาสนาจะชว่ ยพัฒนาจติ ใจไดม้ าก ทีส่ ดุ ดงั นัน้ เม่อื มีโอกาสจงึ ควรเรยี นรแู้ ละฝึกปฏบิ ตั ิธรรมบ้างตามสมควร 6. ความคิด คนท่ีรูปรา่ งหน้าตาผิวพรรณดี วาจาไพเราะ แตง่ กายภูมิฐาน กิรยิ ามารยาท เรยี บรอ้ ยและจิตใจงดงาม แต่ขาดความคดิ ขาดหลกั การที่ถูกต้อง ไมม่ คี วามรู้รอบตัวหรือความรใู้ นงานท่ี เกยี่ วขอ้ ง ย่อมไม่เปน็ ท่พี ึงปรารถนาในสังคมในปจั จุบนั ดงั น้นั คนท่ีมบี คุ ลิกภาพท่ดี จี ะต้องแสดงออก ทางดา้ นสมองได้ดดี ว้ ย การพฒั นาทางด้านสติปญั ญา สามารถทาไดต้ ลอดเวลา เชน่ การรับฟังขา่ วสาร การสนทนากบั ผรู้ ู้ การอ่านหนงั สอื ประเภทต่างๆ เป็นต้น ดังน้ันผูท้ ีร่ ู้จักจะใฝ่หาความรู้และติดตาม ความกา้ วหนา้ ของโลกและข่าวสารบา้ นเมืองอยูเ่ สมอ ย่อมทาใหเ้ ปน็ ผมู้ ีสติปญั ญางดงาม การแสดงออกอย่างเหมาะสม (Assertive Behavior) การแสดงออกอย่างเหมาะสม เป็นการแสดงออกของบุคคลอยา่ งเคารพในสทิ ธิของตนเองและผู้อื่น โดยสามารถยนื ยันสิทธิของตนเองไดอ้ ย่างจริงใจ เปดิ เผยและชดั เจน ขณะเดียวกันก็ไม่ละเมิดสทิ ธิของผู้อืน่ 1. ประเภทของการแสดงออก นักจติ วทิ ยาได้จาแนกพฤติกรรมการแสดงออกเป็น 3 ประเภท ดังตอ่ ไปน้ี (Alberti & Emmons, 1978 as cited in O’keed & Berger. 1997) 1.1. พฤติกรรมกา้ วร้าว (Aggressive Behaveior) เป้นการแสดงความคดิ ความรู้สึกความ ตอ้ งการและสทิ ธขิ องตน โดยละเมิดสิทธขิ องบุคคลอืน่ เพือ่ เอาชนะหรือการมีอิทธิพลเหนอื บุคคลโดยบงั คับ ผอู้ ืน่ แพ้ ขายหนา้ ซง่ึ จะก่อใหเ้ กดิ ผลเสียในระยะยาว เช่น การสญู เสียเพื่อนและความสาเร็จของงานได้ เนอ่ื งจากบุคคลอน่ื ยอมรับพฤติกรรมดังกลา่ วไม่ได้ 1.2 พฤตกิ รรมการแสดงออกอยา่ งเหมาะสม (Assertive Behaveior) เปน็ การแสดงออกซง่ึ ความคิด ความรูส้ ึก และความเช่อื ของบุคคลออกมาตรงตามทเ่ี ปน็ จริงไดอ้ ย่างเหมาะสม โดยไมร่ ุกรานสทิ ธิ ของตนเองและผ้อู น่ื ไมท่ าให้ผอู้ น่ื ดอ้ ยคา่ ลง รวมทั้งการใหเ้ กยี รติต่อตนเองและผูอ้ น่ื ดว้ ย ลกั ษณะสาคญั ของ พฤติกรรมการแสดงออกอยา่ งเหมาะสม คอื เนน้ ความสาเรจ็ ของเป้าหมายที่ต้งั ใจ คานึงถงึ สทิ ธิการอยู่ รว่ มกัน และมีความรบั ผดิ ชอบต่อผลของพฤติกรรมทีแ่ สดงออก ผทู้ ีแ่ สดงออกอย่างเหมาะสมมักจะเปน็ บุคคล ท่ีมีทศั นคติและความรูส้ กึ ตอ่ ตนเองเชิงบวก มคี วามเชือ่ มั่นและเห็นคณุ ค่าในตนเองระดบั สูง 1.3 พฤติกรรมไม่กล้าแสดงออก (Passive Behavior) เปน็ ความไม่กลา้ แสดงออกถงึ ความรสู้ ึกนกึ คิด ความต้องการและสิทธขิ องตนให้บุคคลอืน่ ได้ทราบ มักยอมทาตามบุคคลอนื่ และยอมให้ บคุ คลอน่ื ละเมดิ สิทธิของตน เป้าหมายกเ็ พอื่ หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง พฤติกรรมการแสดงออกของบคุ คล มีความเกี่ยวข้องกบั ความร้สู กึ ความคิด และการ กระทา ดงั แสดงในตารางท่ี 1 ตารางท่ี 1 ลักษณะความรู้สึก ความคดิ และการกระทาของบคุ คลทีม่ ีพฤติกรรมการแสดง ออกแบบต่างๆ กา้ วรา้ ว แสดงออกอย่างเหมาะสม ไมก่ ลา้ แสดงออก (Aggressive) (Assertive) (Passive)
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษย์กับการพัฒนาตน ความรู้สกึ ร้สู กึ โกรธหรือคับข้องใจ ร้สู ึกสบายๆ รสู้ ึกกงั วล โดยเฉพาะ ความคิด มากเม่ือมสี งิ่ ที่เปน็ ไป กรณีที่อาจมีความขดั แย้ง การกระทา ตามที่ต้องการ เช่อื วา่ ความตอ้ งการและ เกดิ ขึ้น เชือ่ ว่าความต้องการและ ความคดิ ของตนเองมี ความคิดของตนเองมี ความสาคญั เท่าๆ กับ เชอื่ ว่าความตอ้ งการและ ความสาคัญมากทสี่ ุด บุคคลอื่น ความคิดของตนเองมี -กล้าพูดเพ่อื ตนเองและผอู้ ืน่ ความสาคัญน้อยกว่า -โจมตีหรือคุกคามผูอ้ ่นื เมื่อจาเป็น บุคคลอนื่ ทางวาจาให้ผอู้ ืน่ เสียหาย -การแสดงออกมีความชัดเจน หรือทารา้ ยร่างกายผูอ้ ื่น และไมค่ กุ คามผู้อน่ื -ไมก่ ล้าพูดความต้องการ -ไมร่ บั ฟังผู้อื่น -มกี ารรบั ฟังผู้อ่นื อย่างจรงิ จัง และสทิ ธขิ องตนเอง -ไมค่ ่อยสบตาและมกั จะ พดู เสยี งเบาเม่ือแสดง ความคดิ ของตนเอง 2. ขัน้ ตอนการพัฒนาพฤตกิ รรมการแสดงออกอยา่ งเหมาะสม การพัฒนาตนจากทีเ่ ดมิ เปน็ การไม่กล้าแสดงออกหรือก้าวรา้ ว ให้มาเปน็ ผู้แสดงออกอย่าง เหมาะสมนัน้ มีข้นั ตนดงั น้ี (สานกั งานสภาราชภฎั , 2546) 2.1 ข้นั การเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ความคิด และพฤติกรรม 2.1.1 สังเกตความรูส้ ึกทางลบของตัวเองใหท้ นั พฤติกรรมการเก็บเงียบไม่โตต้ อบ หรือพฤติกรรมโต้ตอบอย่างก้าวรา้ วตา่ งเกดิ จากอารมณ์ทางลบท่ีไมเ่ หมาะสม ดงั น้ันการเปลย่ี นแปลง พฤติกรรมทงั้ สองแบบน้นั จึงต้องสังเกตและระบไุ ด้ว่าความรู้สึกทางลบท่ีกาลังเกดิ ขึ้นคืออะไร 2.1.2 วเิ คราะหค์ วามคิดทีอ่ ย่เู บื้องหลังหรอื เป็นตัวกระตุ้นความรูสึกนนั้ แล้วเปลี่ยน ความคิดน้นั เป็นความคิดในแงบ่ วกแทน เช่น โกรธทีเ่ พอื่ นผดิ นัด เพราะคิดวา่ เพื่อนไมม่ ีความรับผิดชอบ เปล่ยี นความคดิ เป็นเพือ่ นอาจมธี ุระดว่ นทจี่ าเป็นและไมส่ ามารถโทรมาเลือ่ นนดั ได้ หรอื เพอ่ื นกาลงั มาแต่รถติด มากเปน็ พิเศษในทางที่เพอ่ื นเดินทาง 2.1.3 ถา้ ขณะน้นั ความรูส้ กึ ที่เกิดขน้ึ มีมากเกนิ กว่าจะวเิ คราะห์ได้ ให้ผ่อนอารมณ์ ด้วยการผ่อนคลาย ซึ่งวิธกี ารที่ทาได้งา่ ยและทาได้ทนั ที คอื การสดู ลมหายใจลึกๆ และผอ่ นออก 3-5 คร้ัง หรอื จนกวา่ อารมณ์พล่งุ พล่านไดค้ ลายลงแลว้ 2.2 ขั้นการฝกึ การแสดงออกไดอ้ ย่างเหมาะสมด้วยตัวเอง พฤติกรรมการแสดงออกอย่างเหมาะสมประกอบด้วยองค์ประกอบท่สี าคัญ 2 ประการ คอื การพดู และการฟัง ดงั นน้ั การฝกึ พฤติกรรมการแสดงออกทเี่ หมาะสมจึงต้องฝึกทงั้ การพูดและการฟงั ดงั นี้ 2.2.1 ฝกึ การพูด การพูดข้อความทีย่ นื ยันสทิ ธติ นอย่างเหมาะสม เป็นข้อความท่ี ประกอบด้วย 3 สว่ น คอื 1) บอกความร้สู ึกของตนเอง 2) บอกพฤติกรรมของเขาทร่ี บกวนเรา 3) บอกทางออกอื่นใหเ้ ขากระทาเพ่ือจะได้ไมร่ บกวน
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน ตัวอยา่ งเช่น “ผกาจะ๊ ฉันไม่มสี มาธิทจี่ ะอ่านหนงั สือ ทเ่ี ธอเปดิ เพลงดงั ขนาดน้ี ถ้าเธอชว่ ยเบาเสยี งลงหนอ่ ยฉันกจ็ ะได้อ่านหนังสือเตรียมสอบพรุ่งนจ้ี ๊ะ” 2.2.2 ฝึกการฟัง เขยี นยนื ยันสทิ ธขิ องตนเองต้องอาศยั การฟงั อย่างเข้าใจดว้ ย การ ฟังทีด่ ีมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พ่อื เขา้ ใจผูพ้ ูด ซ่งึ มีลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี 1) ฟงั โดยไมข่ ัดจังหวะการพูด 2) จับประเดน็ สาระสาคญั และพยายามเขา้ ใจความรู้สึกของผู้พูดเสมือนเราเปน้ เขา แตไ่ ม่ใช่เขาเปน็ เรา 3) ถามในส่ิงที่ฟงั แลว้ เขา้ ใจไมช่ ัดเจน 4) ไมโ่ ตแ้ ย้งหรือพูดแกต้ ัวก่อนเขา้ ใจในส่ิงทีเ่ ขาพดู อย่างถ่องแทเ้ สยี ก่อน 2.1.3 ขัน้ การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมในสภาพการณ์จรงิ จากการฝึกซ้อมพฤติกรรมการแสดงออกดว้ ยตนเองตามลาพงั จะทาให้เกิดทักษะ การแสดงออกท่เี หมาะสมและมคี วามม่ันใจในการเปลีย่ นแปลงตนเองให้มพี ฤติกรรมการการแสดงออกที่ เหมาะสมมากข้ึน การฝกึ หัดด้วยตนเองเชน่ นน้ั กลา่ วได้วา่ เป็นการฝกึ หดั ในสถานการณจ์ าลอง ขน้ั ตอน สุดทา้ ยของการเปลยี่ นแปลงตนเอง คือการเข้าไปอยูใ่ นสภาพการณ์จรงิ และสามารถแสดงออกในสภาพการณ์ จรงิ ได้อย่างเหมาะสม ครง้ั แรกๆของการเปลยี่ นแปลงตนเอง เราควรเลอื กสภาพการณ์ทค่ี ิดวา่ จะสามารถ ควบคุมตนเองใหป้ ระสบความสาเร็จได้สูงก่อนทค่ี ่อยๆ กา้ วไปสสู่ ถานการณ์ทีม่ ีความยากมากข้ึน ความสาเรจ็ ในคร้งั แรกจะเป็นกาลงั ใจให้เรามคี วามเชื่อมน่ั และเปลี่ยนแปลงตนเองในสภาพการณ์จรงิ ตอ่ ๆไป ผลดีของการแสดงออกอย่างเหมาะสม มีหลายประการ เชน่ ลดความกงั วล ความอึดอดั ใจ หรือ ความเครียดทเ่ี กดิ จากการต้องเกบ็ กดหรือเก็บความไม่พอใจไวเ้ งียบๆ โดยไมโ่ ต้ตอบใดๆเลย ชว่ ยป้องกันความ ขดั แยง้ ท่ีอาจเกิดขน้ึ จากการเกบ็ เงยี บจนเปน็ ความโกรธทีท่ นไม่ได้ รวมท้ังมีความรสู้ กึ ท่ีดีต่อตนเอง เพราะทา ใหเ้ ราไดร้ ับความเคารพในสทิ ธจิ ากผู้อ่นื และขณะเดยี วกันก็เปน็ การให้ความเคารพในสทิ ธิของผอู้ ่ืนด้วย จงึ ทาใหเ้ กดิ สมั พันธภาพที่ดีต่อกัน สรุป บุคลิกภาพเป็นลักษณะของตัวบคุ คลโดยสว่ นรวม ทัง้ ลกั ษณะทางกาย ซึ่งสงั เกตไดง้ ่าย อนั ได้แก่รปู ร่าง หน้าตากิรยิ าท่าทาง นา้ เสียง คาพดู ความสามารถทางสมอง ทกั ษะการทากิจกรรมต่างๆ และลักษณะทาง จิตใจ ซง่ึ สังเกตได้ค่อนข้างยาก ได้แก่ ความรูส้ กึ นกึ คิด เจตคติ คา่ นยิ ม ความสนใจ ความมงุ่ หวัง อุดมคติ เปา้ หมาย และความสามารถในการปรบั ตวั ให้เขา้ กบั สง่ิ แวดล้อม ลักษณะดังกล่าวมีที่มาจากพนั ธุกรรมและ สิ่งแวดล้อมของแต่ละคน ส่งผลส่คู วามสามารถในการปรับตัว ตอ่ ส่งิ แวดลอ้ ม และความแตกต่างระหว่างบคุ คล ซง่ึ มีความสาคัญทง้ั ต่อตนเองและส่วนร่วม องค์ประกอบของบุคลกิ ภาพมี 2 ประเภทใหญๆ่ คือ มาจาก พันธุกรรมและสง่ิ แวดลอ้ ม ทฤษฎีที่เกยี่ วขอ้ งกับบุคลิกภาพ ไดแ้ ก่ ทฤษฎีจติ วิเคราะห์ของซิกมนั ฟรอยด์ ทฤษฎบี คุ ลิกภาพทางสงั คมของอิริคสนั ทฤษฎบี คุ ลิกภาพของแอดเลอร์ และทฤษฎีองคป์ ระกอบ 5 ประการ ของบุคลิกภาพ “Big Five Traits” ซง่ึ แตล่ ะทฤษฎีมผี ลทาใหบ้ คุ คลมลี กั ษณะแตกตา่ งกนั ไป บคุ ลิกภาพสามารถปรับเปลย่ี นและพฒั นาได้ บคุ คลท่ีรู้ตนเองว่ามขี ้อบกพร่องของบุคลิกภาพด้านใด ก็ ควรปรับปรงุ แก้ไขข้อบกพร่องนัน้ ๆ เพื่อจะได้มบี ุคลิกภาพที่ดี เหมาะสมกับตนเองและสังคมต่อไป
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ย์กบั การพฒั นาตน คาถามทา้ ยบท 1. บคุ ลิกภาพหมายถงึ อะไร และมคี วามสาคัญอย่างไรกับตนเองบ้าง 2. องค์ประกอบของบุคลกิ ภาพมีอะไรบา้ ง 3. จงยกตวั อย่างบุคลกิ ภาพของตนเอง ทงั้ ภายนอกและภายใน 4. วิเคราะหบ์ ุคลิกภาพตนเอง ใหส้ อดคลอ้ งกบั ทฤษฎที ่เี กีย่ วข้องกับบุคลกิ ภาพ มา 1 ทฤษฎี 5. วเิ คราะหบ์ ุคลกิ ภาพท่ีเปน็ ขอ้ ด้อยของตนเองพร้อมกับหาวิธกี ารพฒั นาบุคลิกภาพดา้ นนั้นๆ เอกสารอา้ งอิง ก่ิงแกว้ ทรัพย์พระวงศ์. (2554). จิตวทิ ยาทวั่ ไป. พิมพ์ครั้งท่ี 20. กรงุ เทพฯ : สานักพิมพ์มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ จริ าภรณ์ ตงั้ กติ ติภาภรณ์. (2556). จติ วทิ ยาทว่ั ไป. พิมพ์ครง้ั ที่ 1.กรุงเทพฯ : สานักพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลยั . เตมิ ศักด์ิ คทวณิช. (2546). จิตวทิ ยาท่ัวไป. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ด ยเู คช่ัน. สถติ วงศ์สวรรค์ .(2540). การพัฒนาบคุ ลิกภาพ : Personality Development. กรุงเทพฯ : อักษรพทิ ยา. ศรเี รือน แกว้ กังวาล.(2548). ทฤษฎจี ิตวิทยาบุคลกิ ภาพ. พมิ พ์ครั้งท่ี 12. กรงุ เทพฯ : หมอชาวบา้ น.
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษยก์ บั การพฒั นาตน บทท่ี 4 การรู้จกั ตนเอง ผอู้ ่ืน การประเมนิ และการพฒั นาตน การรู้จักตนเองน้ันเป็นสิ่งสาคัญประการแรกในการทาความเข้าใจในตนเอง วิเคราะห์และสังเคราะห์ ตนเองเพ่ือประโยชน์ในการประเมินข้อด้อยและเสริมเพ่ิมเติมจุดเด่นที่มีในตนเอง เพื่อการพัฒนาและการรู้จัก ผู้อื่น เพื่อประสิทธิภาพของการพัฒนาตนเองนั้นควรเร่ิมจากการเรียนรู้ถึงความหมายของการพัฒนาตน เสียก่อนเพ่ือเป็นการเสริมสร้างให้มีความเข้าใจในตนเองอย่างลึกซึ้งและแท้จริง และควรจะศึกษาถึงท่ีมาหรือ แนวคิดพ้ืนฐานของการพัฒนาตน ข้ันตอนการพัฒนาตน ประเภทของการพัฒนาตนและเทคนิคการพัฒนาตน นอกจากน้ีจึงเพิ่มเรื่องการรู้จักผู้อ่ืนเพื่อเป็นพ้ืนฐานของการสะท้อนกลับในตัวตนของเรา และเพื่อเรียนรู้ท่ีจะ เข้าใจผู้อ่ืนมากข้ึน จะสามารถเข้าใจและยอมรับธรรมชาติของบุคคลอื่นมากขึ้น แล้วจึงทาการประเมินตนเอง เพอ่ื การพัฒนาตนตามขนั้ ตอนในการพฒั นาตนเอง เพ่ือประสิทธิภาพในการพฒั นาตนเองตอ่ ไป 1. ตนและโครงสร้างตัวตน ตน หมายถึง องคป์ ระกอบที่รวมกันแลว้ ก่อใหเ้ กิดชวี ติ ท่มี ลี ักษณะเป็นเอกลักษณ์ ท้ังโดยที่เจ้าของชีวิต นั้นร้สู านึกหรือไม่รสู้ านึกกไ็ ด้ สามารถเปลย่ี นแปลงไดต้ ามสิง่ แวดลอ้ มซึง่ เกดิ จากการประเมนิ ของคนรอบขา้ ง โครงสร้างตวั ตน หมายถงึ บุคคลมีตัวตนที่สามารถรับรแู้ ละสัมผสั ไดห้ ลายประการ ดังน้ี 1. ตัวตนที่แท้จริง (Real self) หมายถึง ตวั ตนทส่ี ามารถสมั ผัสได้ โดยอาศยั ความตระหนักในกระแส จิตสานึกและความรู้จักตัวตนของตน บุคคลรู้จักตัวตนของตนโดยการพิจารณาทบทวนประสบการณ์ที่รับรู้ รสู้ กึ และปรารถนาอย่างซ่อื สตั ย์ตรงไปตรงมา 2. ตัวตนท่ีรู้จัก (Self concept) หมายถึง ตัวตนที่เกิดจากความเชื่อท้ังหลายที่มนุษย์มีเกี่ยวกับตัว เราเอง ประกอบดว้ ย ความเช่อื ในดา้ นความเข้มแข็ง ความออ่ นแอ โอกาสก้าวหน้า และอุปนิสัยของคน ซ่ึงเกิด จากประสบการณ์ การกระทา ผลของการกระทา และอทิ ธพิ ลของผอู้ นื่ ท่มี ตี ่อตน 3. ตวั ตนในอุดมคติ (Ideal self) หมายถึง ตัวตนที่เกิดขึ้นตั้งแต่เป็นทารก โดยแต่ละคนจะเรียนรู้ว่า สิง่ ใดดีและควรทา ส่ิงใดไมด่ แี ละไมค่ วรทา ความปรารถนาสงู สดุ ทมี่ นุษย์ต้องการเป็น คอื ตวั ตนในอุดมคติ 4. ตวั ตนทผี่ อู้ ่ืนรจู้ กั (Public self) หมายถึง ภาพลกั ษณข์ องตัวเราที่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้จัก คนเราทุก คนแสดงพฤตกิ รรมต่างๆ ต่อหน้าผู้อื่น ด้วยความระมัดระวังว่า ส่ิงที่ตนกระทาน้ันจะไม่ทาลายภาพลักษณ์ของ ตน ตวั ตนท่ีแทจ้ ริง (Real self) ตวั ตนท่ผี อู้ ่ืน ตน ตวั ตนทีต่ น รูจ้ กั รจู้ ัก (Self (Public self) concept) ตวั ตนในอดุ มคติ ภาพท่ี 8 (Ideal self) โครงสรา้ งตวั ตน
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ยก์ บั การพัฒนาตน โครงสรา้ งตวั ตน มบี ทบาทต่อการดารงตนหลายประการ ดังนี้ 1. มโนธรรม จติ สานกึ ในตนเอง หรอื ตัวตนในอดุ มคติ สามารถกาหนดควบคุมการกระทาของตนเอง ใหท้ าในสิง่ ท่ีควรและไม่ทาในส่ิงที่ไม่ควร การมีมโนธรรม จิตสานึกที่ถูกต้อง เหมาะสม และไม่กดดันตนเองจน เสียสุขภาพจิต เป็นมโนธรรมจิตสานึกท่ีเราสามารถดึงมาใช้ได้ ในขณะท่ีตกอยู่ในภาวะขัดแย้ง โดยสามารถ ตัดสินใจไดอ้ ย่างเหมาะสม 2. การสร้างสมั พันธภาพกับผู้อื่นโดยไม่ตอ้ งปิดบงั หรอื สร้างภาพลักษณ์ บคุ คลท่พี ยายามจูงใจให้ผู้อื่น เชื่อว่า ตนเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ใช่แบบท่ีตนเป็นจริงๆ โดยพยายามพูดและแสดงออกไม่ตรงตามความเป็นจริง จนเคยชินเป็นนิสัย มีผลเสียหายร้ายแรงถึงข้ันสูญเสียการรู้จักตัวตนท่ีแท้จริงของตน ถ้าเรารับรู้ความรู้สึก ความต้องการ ความปรารถนาของตนเอง และสามารถเปิดเผยให้คนใกล้ชิดรู้ได้ เราจะสามารถรู้จักตัวตนท่ี แท้จริงของเรา และสามารถตรวจสอบตัวเราได้อย่างตรงไปตรงมาได้ ดังนั้นคนที่มีเพ่ือนสนิทหรือญาติมิตรท่ี ไว้วางใจได้ กม็ โี อกาสทจี่ ะรจู้ กั ตวั ตนทีแ่ ท้จริงของตนได้ 3. การดารงชีวิตที่สอดคล้องกับสภาวะท่ีแท้จริงของตน หมายถึง บุคคลจะสารวจโอกาสและสิ่งท้า ทายต่างๆ ในแต่ละสถานการณ์ และเลือกตอบสนองด้วยการแสดงออกตามค่านิยมความต้องการ ความรู้สึก และความผกู พันทแ่ี ท้จรงิ ของตน การดารงชีวิตเช่นน้ี จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสามารถสัมผัสตัวตนที่แท้จริงของเรา ได้ เป็นการดารงชีวติ ทีเ่ ราต้องเผชิญกบั การตัดสนิ ใจ และรับผิดชอบตอ่ การตดั สนิ ใจนน้ั ภาพลกั ษณ์แหง่ ตน ภาพลกั ษณแ์ ห่งตน (Self concept) หรือตัวตนที่เรารู้จัก ประกอบด้วย ความเชื่อทั้งหลายท่ี เรามีเกี่ยวกับธรรมชาติของตัวเรา ทั้งความเชื่อพลังความสามารถ ข้อจากัดต่างๆ โอกาสที่จะเจริญงอกงาม รวมทั้งแบบฉบับพฤติกรรม และการสัมผัสกับประสบการณ์ต่างๆ บุคคลอาจพูดหรือบรรยายว่าตัวเราเป็นคน อย่างไร ขณะที่บรรยายตนเองนั้น ก็มักเช่ือว่าธรรมชาติของตนเองเป็นเช่นน้ันแก้ไขไม่ได้ ซึ่งแท้จริงแล้วมนุษย์ ไม่ได้มีธรรมชาติท่ีเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในหลายโอกาสและหลายเวลาที่มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกสิ่งที่จะเป็น ส่งิ ท่ีจะทา การสรา้ งภาพลักษณ์ขึ้นมาเพื่อบรรยายตนนนั้ จึงเหมือนกับการให้สัญญากับตนเองว่า เขาจะเป็นคน แบบน้ันตลอดไป ดังนั้น ภาพลักษณ์แห่งตนจึงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของบุคคลอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ความ เชื่อท่ีเรามีเกี่ยวกับตัวเราก็คือ พฤติกรรมหรือกิริยาท่าทีของบุคคลรอบข้างท่ีแสดงต่อเราในเชิงบวก เช่น กา ร แสดงความไวว้ างใจ ความม่นั ใจ การใหโ้ อกาส และการยอมรับ เป็นต้น ดังนั้นภาพลักษณ์แห่งตนก็คือ คาตอบ ท้ังหลายที่เราตอบตัวเราเอง ว่าฉันคือใคร ภาพลักษณ์แห่งตนจะเริ่มต้นท่ีครอบครัว โดยกิริยาท่าทีของพ่อแม่ จะส่ือใหเ้ รารู้วา่ ท่านคดิ วา่ เราเปน็ คนอย่างไร เมอื่ สือ่ บ่อยๆ เราก็เชื่อว่าเราเป็นเช่นนนั้ และเรากส็ อ่ื ความเช่ือใน ตวั เราให้ผู้อน่ื เชือ่ ตอ่ ไป ภาพลักษณ์แห่งตนของเรายังก่อตัวขึ้นจากประสบการณ์ การกระทา ผลของการกระทาท้ังท่ี ประสบความสาเร็จ มีอุปสรรค ปัญหา ตลอดจนการเล่น และการทางานร่วมกับผู้อื่น การสังเกตความรู้สึกนึก คิดของตนเอง การเปรยี บเทยี บชีวติ ของตนเองกบั ผอู้ ่นื และการเปน็ ทยี่ อมรบั หรอื ไม่ยอมรับของสังคม เปน็ ต้น โจเซฟ ลุฟท์ และแฮร่ี อิงแฮม (Luft & Ingham. 2011) ได้เสนอแผนภูมิแสดงการตระหนัก รู้ตนเอง หรือภาพลักษณแ์ หง่ ตน ทีเ่ รยี ก THE JOHARI WINDOW ไว้ดงั น้ี
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ย์กับการพฒั นาตน ตนเองรู้ ตนเองไมร่ ู้ ผอู้ ่นื รู้ บริเวณเปดิ เผย บริเวณบอด (The public area) (The Blind area) ผู้อน่ื ไมร่ ู้ บริเวณสว่ นตัว บริเวณไม่รู้ (The private area) (The unknown area) แผนภมู ิท่ี 3 แสดงการตระหนักรตู้ นเอง หรอื ภาพลกั ษณแ์ หง่ ตน 1. บริเวณเปิดเผย (The public area) เป็นบริเวณท่ีบุคคลเปิดเผย พูดคุยและแสดงการกระทา กจิ กรรมใดๆ โดยทพ่ี ฤติกรรมและมลู เหตุจงู ใจนนั้ เป็นสิ่งท่ีตัวบคุ คลรู้ตัวเองดี และผูอ้ ืน่ ก็รู้ดว้ ยเช่นกนั 2. บริเวณบอด (The Blind area) เป็นบริเวณท่ีบุคคลไม่รู้เกี่ยวกับตนเอง แต่ผู้อ่ืนสามารถรู้และ เข้าใจบางสิง่ บางอยา่ งในตวั เราโดยทต่ี วั เราไม่รู้ อาจจะมาจากการแสดงออกทางพฤติกรรมท้งั ดแี ละไม่ดี 3. บริเวณไม่รู้ (The unknown area) เป็นบริเวณท่ีท้ังตัวเราและผู้อื่นไม่สามารถตระหนักรู้ เนื่องจากบคุ คลเก็บไว้ในจิตใต้สานึก ซึ่งเปน็ ภาวะของจติ ทไ่ี ม่อาจร้สู ึกได้ เพราะอยู่ในสว่ นลกึ ของจิตใจ 4. บริเวณส่วนตัว (The private area) เป็นบริเวณบุคคลรู้ แต่ไม่อยากเปิดเผยให้ผู้อ่ืนรู้ด้วย ซึ่ง หมายถงึ เรือ่ งราวหรือสิ่งตา่ งๆ ท่ีบคุ คลรเู้ ฉพาะตัวเอง ไม่อาจเปดิ เผยให้ผ้อู ่ืนรูไ้ ด้ การรู้จกั ตนเอง การรู้จักตนเองเป็นส่ิงจาเป็นสาหรับทุกคนเพราะเป็นพ้ืนฐานในการสร้างความสัมพันธ์กับ ผ้อู ื่น แนวทางในการทาความรจู้ ักตนเอง ควรกระทาดังน้ี 1. ควรเปิดใจตนเองให้สามารถสัมผัสความเป็นจริงของตนเอง ทั้งท่ีแสดงออกไปให้ผู้อื่น สังเกตได้ เช่น รูปร่างหน้าตา การแต่งตัว การวางตน การพูดจา การแสดงความสามารถ การให้ความร่วมมือ การช่วยเหลือ เปน็ ตน้ บุคคลจะสามารถสังเกตหรือสัมผัสความจริงของตนเองได้ จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งโดยการทางาน การสังสรรค์ การช่วยเหลือร่วมมือกันในโอกาสต่างๆ และบุคคลยังสามารถสัมผัสตนเองได้ จากการเปิดโอกาสใหต้ นเองไดป้ ระสบการณ์ใหมๆ่ 2.ในกรณีที่ภาพลักษณ์แห่งตนของเราขัดแย้งกับความเป็นจริง ให้พยายามปรับเปล่ียน ภาพลกั ษณ์ให้สอดคล้องกบั ความเปน็ จริง 3. ตัวตนในอุดมคติของเราจะเป็นแรงบันดาลใจให้เรามุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นอย่างไม่ ทอ้ ถอย อยา่ งไรกต็ าม เมือ่ สังคมและสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไป ทาให้เราไม่อาจบรรลุเป้าหมายสูงสุดได้ เราก็จาเป็นต้องปรับตัวในอุดมคติให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน และต้องปล่อยวางความยึด มั่นในอุดมคตติ วั เดมิ ท่ีไม่อาจเป็นความจริงลงไปได้
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ยก์ ับการพัฒนาตน 4. แนวความคิดของโจเซฟ ลุฟท์ และแฮร่ี อิงแฮม นามาพิจารณาภาพลักษณ์แห่งตนใน กรณีต่อไปนี้ 4.1 ถ้าภาพลักษณ์แห่งตน แตกต่างไปจากตัวตนที่ผู้อ่ืนรู้จัก แสดงว่า เรามีบริเวณจุดบอด มาก 4.2 ถ้าตัวตนของเราท่ีผู้อื่นรู้จัก แตกต่างไปจากตัวตนที่แท้จริงของเรา แสดงว่า เรามี บริเวณปิดบงั มาก 4.3 ถา้ ภาพลกั ษณแ์ หง่ ตนของเรา แตกตา่ งไปจากตัวตนที่ผู้อื่นรู้จัก และแตกต่างกับตัวตนที่ แทจ้ รงิ ของเรา แสดงว่า เรามบี รเิ วณปดิ บงั มาก และมบี ริเวณเปิดเผยน้อย ดังน้นั การรู้จักตนเองใหถ้ ึงข้ันท่เี อือ้ ต่อความเจรญิ งอกงามแหง่ ตนนัน้ เราสามารถทาได้โดยรับฟัง คาแนะนา ตชิ มและสงั เกตอากปั กริ ิยาของอีกฝา่ ยหน่ึงแลว้ นาไปไตร่ตรองเพือ่ แกไ้ ขตนเองด้วยเหตผุ ลที่สมควร 5. การรู้จักตนเองตามแนวพุทธะ โดยใช้สติและปัญญา หมายถึง ให้มีสติราลึกรู้ตลอดเวลา และใชส้ ตปิ ัญญาในการแกป้ ัญหา เมือ่ เกดิ เหตุการณ์ใดขึน้ มาต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ 2. การรจู้ กั ผอู้ น่ื การรู้จักผู้อ่ืนเป็นเรื่องยากมาก เพราะคนเรามักจะคิดว่าคนอื่นก็คงเหมือนเรา มนุษย์มี อารมณ์และความรูส้ กึ ท่ีหลากหลาย มบี ุคลกิ ภาพท่ีแตกต่างกัน บางคนตัดสินใจบนข้อเท็จจริง บางคนตัดสินใจ ตามอารมณ์ บางคนมีความรู้สึก มีอารมณ์ แต่เขาจะแสดงออกหรือไม่แสดงออกเท่าน้ัน ดังน้ัน การรู้จักผู้อื่นดี ยิ่งขนึ้ ควรเขา้ ใจเรือ่ งธรรมชาติ ความต้องการ และความแตกต่างของมนุษย์ ดังนี้ ธรรมชาตขิ องมนุษย์ มนุษยม์ ีนิสัยหรอื สนั ดานที่ฝงั ลึกอยใู่ นจติ ใจทกุ คน บางคนแสดงออกมาทางพฤติกรรมให้ สังเกตได้อย่างชัดเจน บางคนเก็บกดไว้ โดยทว่ั ไปมนุษยจ์ ะมธี รรมชาติ ดงั นี้ 1. มคี วามอิจฉา รษิ ยา และต่อต้านผอู้ ืน่ 2. มสี ัญชาตญาณแห่งการทาลาย ชอบดูความหายนะ 3. ชอบตอ่ สู้และต่อต้านการเปล่ียนแปลง 4. มีความต้องการทางเพศ 5. หวาดกลัวภัยตา่ งๆ และกระทาทกุ สงิ่ เพื่อให้ตนพน้ ภยั 6. มคี วามเจบ็ ปวด ความยากลาบาก และความตาย 7. มคี วามโหดรา้ ย ทารุณ ป่าเถ่อื น 8. ชอบการตนื่ เต้น หวาดเสยี ว การผจญภัย 9. มคี วามเสีย่ ง ความตอ้ งการของมนุษย์ โดยทวั่ ไปนน้ั ความต้องการของมนุษยไ์ มม่ สี ิน้ สดุ ไมม่ ีวันเพียงพอ ความต้องการพน้ื ฐานของ มนษุ ย์ คือ 1. ความตอ้ งการอาหารและอากาศเพ่ือการดารงชีวติ 2. ความตอ้ งการทางเพศ 3. ความต้องการทางสังคม
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษยก์ บั การพัฒนาตน จากแนวคิดของ Maslow จะพบว่าเขาแบ่งความต้องการของมนุษย์เป็น 2 กลุ่ม คือ ความตอ้ งการขั้น พนื้ ฐาน (Basic Needs) และความต้องการข้นั สงู (Mettaneeds)ความต้องการขัน้ พ้ืนฐานส่วนมากมาจาก ความต้องการทางรา่ งกาย (Physiological) อันได้แก่ อาหาร น้า อากาศ เปน็ ตน้ บางสว่ นจดั ได้ว่าเป็นความ ต้องการทางจิตวทิ ยา (Phychological) ได้แก่ ความรักใคร่ (Afection) ความปลอดภัย (Security) ความ ภาคภูมใิ จ (Self-Esteem) เป็นต้น ความต้องการเหลา่ นเ้ี รยี กว่า ความต้องการที่ขาดแคลน (Deficiency Needs หรอื D-Need) เนือ่ งจากเปน็ สง่ิ จาเป็นมนุษยต์ อ้ งแสวงหา ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล สิง่ ที่ทาใหม้ นุษย์มีความแตกต่างกนั คือ 1. อารมณ์ เช่น บางคนอารมณร์ ้อน บางคนอารมณ์เย็น 2. เจตคติ มนุษย์มีทา่ ทีและความรู้สึกทีแ่ ตกต่างกัน 3. ความถนดั มนุษย์มีความสามารถและความถนดั แตกต่างกัน บางคนทางานละเอยี ด รอบคอบ บางคนทางานตรากตราได้ 4. สุขภาพ บางคนแข็งแรง บางคนอ่อนแอ 5. รสนิยม มนุษย์มีรสนิยมแตกต่างกนั 6. สังคม มนษุ ย์มสี ิ่งแวดลอ้ มและสงั คมต่างกนั ทาใหม้ ีบุคลิกภาพและการดาเนนิ ชวี ติ แตกตา่ งกัน การรจู้ ักผูอ้ ่นื จงึ ควรรู้จกั ธรรมชาติ ความต้องการ และความแตกต่างของมนุษย์ จะทาให้เรา เข้าใจผูอ้ ่นื ยิ่งข้ึนและสง่ ผลต่อการอย่รู ่วมกนั อยา่ งปกติสุข และการร้จู ักตนเองนน้ั เป็นกญุ แจสาคัญทท่ี าให้การ พัฒนาตนประสบความสาเรจ็ แต่ทาอย่างไรเราจงึ จะรู้จักตัวตนจรงิ ของเราได้ คาตอบคือ การประเมินตนเอง อยา่ งมหี ลกั การและเป็นไปในทางสรา้ งสรรค์จงึ เกิดประโยชนใ์ นการพัฒนาตน 3. หลกั การประเมนิ ตน หลกั การประเมินตนเองอย่างสรา้ งสรรค์ มดี งั น้ี 1. ไมด่ ว่ นตดั สนิ ตนเองจนกวา่ จะไดร้ วบรวมขอ้ มลู เพยี งพอและไตร่ตรองรอบคอบแลว้ 2. การหาข้อเท็จจริงหรือหลักฐานเชงิ ประจักษ์หลายๆ ชน้ิ เพ่ือสนบั สนุนความเหน็ และความเชือ่ ของ ตนเอง 3. การปรบั ความคิดเหน็ ของตนเอง เม่ือได้รบั รู้ขอ้ เท็จจริงใหม่ 4. ตัง้ คาถามหาข้อพสิ จู น์ และตรวจสอบสิ่งท่ีเกิดข้ึนอย่างมวี ิจารณญาณ 5. กาจัดข้อมูลเท็จ ข้อมลู ที่ไม่ถูกต้อง และขอ้ มูลที่หาพิสูจน์ไม่ได้ออกไป 6. พจิ ารณาแหลง่ ทใี่ ห้ข่าวสารในการประเมิน 7. สนใจขอ้ เทจ็ จริง ไมใ่ ชส่ ง่ิ ที่คดิ เอาเอง การใหผ้ อู้ นื่ ประเมนิ ตนเอง การเกิดภาพลักษณ์แห่งตนน้ัน ส่วนหน่ึงได้มาจากการเรียนรู้จากบุคคลรอบข้าง โดยเฉพาะ พ่อแม่ กลุ่มเพ่ือน และญาติสนิท เราจึงอาจใช้การเรียนรู้เช่นน้ีประเมินตนเอง โดยจงใจขอข้อมูลจากคนรอบ ข้างทส่ี นทิ สนมและรจู้ ักตวั เราดีด้วยความเตม็ ใจ ข้อมลู ท่คี นรอบข้างให้มกั จะเป็นผลสะท้อนมาจากพฤติกรรมท่ี
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษยก์ บั การพฒั นาตน เราแสดงออกไป แต่ในหลายกรณีข้อมูลเหล่านี้อาจทาให้เราไม่สบายใจและมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล ที่สาคัญควรเลือกขอข้อมูลจากบุคคลท่ีหลากหลายและน่าเช่ือถือ ขณะเดียวกันเราต้องให้ ความสาคญั ตอ่ ความเห็นของเขา โดยเฉพาะข้อเสนอแนะท่นี าไปส่กู ารพัฒนาตนเอง การประเมินตนเอง ข้อมลู ที่ไดร้ บั จากผู้อื่นอาจไมเ่ พยี งพอสาหรบั การรจู้ ักตนเอง จงึ จาเปน็ ต้องประเมินตนเอง ดว้ ย โดยการเขยี นบรรยายตนเองในดา้ นต่างๆ ซ่งึ การเขยี นต้องใช้ถ้อยคาหรือวลที แ่ี สดงความเป็นตัวเราให้มาก ที่สดุ ดังนี้ 1. ไม่ใช้ถ้อยคาทปี่ ระนามตนเอง หรอื ประชดประชนั 2. ไมเ่ น้นย้าถึงจุดอ่อนของตนเองมากเกินจริง 3. ใชถ้ ้อยคาทเ่ี ฉพาะเจาะจง 4. ค้นหาส่งิ ทีท่ าให้เรานบั ถือตนเองต่าลง จากนั้นนาข้อมูลมาเรียบเรียงใหม่ โดยเขียนบรรยายในสิ่งที่เป็นจริง และใช้คาท่ีชัดเจน มี ลักษณะเฉพาะเจาะจงหรอื เป็นรูปธรรมชดั เจน ข้ันต่อไป จัดทารายการเฉพาะส่วนหน่ึงที่เป็นจุดแข็ง (ปมเด่น) โดยอ่านเน้ือหาท่ีเขียน บรรยายไว้ และเลอื กสงิ่ ท่ีเปน็ จุดแข็งมาเขียนเป็นรายการ การเขยี นจุดเดน่ ของตนจะทาให้พอใจตนเองอาจเป็น เรื่องยาก เพราะสุ่มเส่ียงต่อการถูกผู้อ่ืนว่าพูดเกินจริง หรืออาจละอายท่ีจะเขียนความดีของตนเอง และควร เขียนบรรยายตนเองให้ครอบคลุมทุกด้าน เขียนส่ิงที่ทาให้เราดารงชีวิตอยู่ได้ ความสาเร็จที่ได้รับท้ังเร่ืองที่ไม่ ค่อยสาคัญและเรื่องที่สาคัญ จากนั้น ทบทวนอ่านแต่ละรายการและถามตนเองว่า จุดแข็งแต่ละอย่างเรา นาไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง จะเห็นว่า ความสาเร็จและความสุขในชีวิตของเรา ส่วนใหญ่เกิดจาก คุณสมบตั ิที่เปน็ จดุ แข็งของตนเอง การนาจุดเดน่ แตล่ ะรายการไปใช้ประโยชน์ สามารถทาไดด้ ังน้ี 1. ทบทวนหรอื เตือนตนเองเก่ียวกบั จุดแขง็ อยู่เสมอ เพ่ือสร้างเสรมิ กาลังใจ 2. หาส่ิงของเตือนความจาตนเองเกีย่ วกบั จดุ แขง็ ต่างๆ 3. ระลกึ ถงึ ตวั อยา่ งความสาเรจ็ ในชีวติ ทเ่ี กิดจากจุดแขง็ ตา่ งๆ ของตน การสังเคราะห์ข้อมลู เป็นการนาข้อมูลของตนเองท้ังที่เป็นจุดแข็งและจุดอ่อน มาเขียนบรรยายภาพลักษณ์ของ ตนเองในลกั ษณะของเรียงความ ครอบคลุมทั้งลักษณะท่ัวไป จุดแข็ง จุดอ่อน และใช้สิ่งท่ีเขียนนี้เป็นจุดเริ่มต้น การวางแผนพัฒนาตนเอง การประเมินเพ่ือการรู้จักตนเอง ควรประเมินอย่างสร้างสรรค์ ไม่ด่วนตัดสินใจและสรุปจาก ข้อเท็จจริงท่ีผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยนาจุดแข็งมาใช้สร้างความเช่ือม่ันในตนเอง และยอมรับ จดุ อ่อนตามความเปน็ จรงิ และพรอ้ มทจ่ี ะปรับเปลี่ยนใหด้ ีข้นึ 4. การพฒั นาตน ความหมายของการพัฒนาตน จิราภรณ์ ตง้ั กิตติภาภรณ์ (2556 : 264) ไดใ้ ห้ความหมายของการพัฒนาตน (Self Development) ไวว้ า่ หมายถึงกระบวนการปรับเปล่ยี นและจัดระบบความคิด ความรูส้ ึกและการกระทาของตนใหเ้ ปน็ ไปในทาง
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ยก์ บั การพัฒนาตน ท่ดี ีหรอื เจริญข้นึ เพ่ือเสรมิ สร้างความสอดคล้องกลมกลืนระหว่างตนเองและส่ิงแวดล้อม ท้งั นเ้ี พ่ือใหต้ นมี สขุ ภาพกายทสี่ มบูรณ์ มีจติ ใจที่ความสขุ สงบ และมีความสาเร็จในการดาเนินชีวิต การพัฒนาตน เป็นการพัฒนาคุณสมบัติที่มีอยู่ในตัวบุคคลท้ังทางร่างกายและจิตใจ ผู้ที่ได้รับการ พัฒนาแล้ว ย่อมได้รับความเคารพนับถือ ยกย่อง เชิดชู บุคคลท่ีพัฒนาตนเองได้ดี ก็คือบุคคลท่ีสามารถอยู่ เหนืออานาจของความเคยชิน การพัฒนาตนจะช่วยให้บุคคลมีความสารวมกายและใจมากข้ึน รู้จัก และ ควบคมุ ตนเองในการแสดงออกไดอ้ ยา่ งเหมาะสม รู้จกั ข่มใจ มีความอดทน อดกล้นั เพือ่ รักษาความดี ความงาม ของตนจนได้ชอื่ ว่าเปน็ กลั ยาณมติ ร คอื เป็นมติ รกับบคุ ลทวั่ ไปไดอ้ ย่างดี การพัฒนาตนเพ่ือเปน็ พน้ื ฐานในการสรา้ งเสริมมนุษยส์ มั พันธ์ของบคุ คลควรพัฒนาด้านต่อไปนี้ 1. ความรู้สึกวา่ ตนมีเป้าหมายในชีวติ 2. ความรสู้ ึกกลัวทจี่ ะปฏิสมั พนั ธ์ท่ดี กี บั ผอู้ น่ื 3. ความรู้สกึ เปิดเผย จรงิ ใจ และถอ่ มตน 4. ความรู้สึกศรัทธา และมนั่ คง วินยั เพชรช่วย (2557 : ออนไลน์) ได้ให้คาจากัดความของการพัฒนาตนไวด้ งั น้ี การพัฒนาตน ตรง กับภาษาอังกฤษวา่ self-development แตย่ งั มีคาที่มีความหมายใกลเ้ คยี งกับคาวา่ การพฒั นาตน และมักใช้ แทนกนั บ่อยๆ ได้แก่ การปรับปรุงตน (self-improvement) การบริหารตน (self-management) และการ ปรบั ตน (self-modification) หมายถึงการเปลยี่ นแปลงตวั เองให้เหมาะสมเพื่อสนองความต้องการและ เปา้ หมายของ ตนเอง หรือเพื่อให้สอดคลอ้ งกับ สง่ิ ที่สังคมคาดหวงั ความหมายท่ี 1 การพฒั นาตนคือการทบี่ ุคคลพยายามท่ีจะปรบั ปรุงเปล่ยี นแปลงตนดว้ ยตนเองให้ดี ขึน้ กว่าเดิม เหมาะสมกว่าเดมิ ทาให้สามารถดาเนินกจิ กรรม แสดงพฤตกิ รรม เพื่อสนองความตอ้ งการ แรงจูงใจ หรอื เป้าหมายทตี่ นต้งั ไว้ ความหมายท่ี 2 การพัฒนาตนคือการพฒั นาศักยภาพของตนดว้ ยตนเองให้ดีขน้ึ ทัง้ ร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ และสงั คม เพ่ือใหต้ นเปน็ สมาชกิ ที่มีประสทิ ธิภาพของสังคม เป็นประโยชนต์ ่อผู้อ่ืน ตลอดจนเพ่ือการ ดารงชีวิตอย่างสันตสิ ุขของตน สรุปความหมายของการพัฒนาตนไดว้ ่า การพัฒนาตน หมายถึง กระบวนการปรบั ปรุง จัดระบบ ระเบยี บความคดิ ความรู้สกึ และการกระทา อย่างเป็นระบบเพ่อื ใหด้ ีขนึ้ ทั้งร่างกาย จติ ใจ อารมณแ์ ละสังคม เพ่อื ให้มคี วามสุข แนวคิดพื้นฐานในการพฒั นาตน บคุ คลท่ีจะพัฒนาตนเองได้ จะต้องเป็นผมู้ งุ่ มัน่ ทีจ่ ะเปล่ยี นแปลงหรอื ปรับปรุงตวั เอง โดยมี ความเชื่อหรอื แนวคิดพน้ื ฐานในการพัฒนาตนทถ่ี ูกต้อง ซ่งึ จะเป็นสิ่งท่ีชว่ ยสง่ เสริมใหก้ ารพฒั นาตนเองประสบ ความสาเรจ็ แนวคิดทส่ี าคัญมีดังน้ี 1. มนุษยท์ ุกคนมศี ักยภาพท่มี ีคุณคา่ อยใู่ นตัวเอง ทาใหส้ ามารถฝึกหัดและพัฒนาตนไดใ้ น เกือบทุกเร่ือง
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ยก์ บั การพฒั นาตน 2. ไมม่ บี ุคคลใดที่มคี วามสมบูรณ์พรอ้ มทุกด้าน จนไม่จาเป็นตอ้ งพฒั นาในเร่ืองใดๆ อีก 3. แมบ้ คุ คลจะเป็นผู้ทีร่ ู้จกั ตนเองได้ดที ี่สุด แต่กไ็ มส่ ามารถปรบั เปล่ยี นตนเองไดใ้ นบางเรื่อง ยงั ต้องอาศยั ความช่วยเหลือจากผ้อู ่ืนในการพฒั นาตน การควบคุมความคิด ความร้สู กึ และการกระทาของ ตนเอง มคี วามสาคัญเท่ากบั การควบคมุ สง่ิ แวดลอ้ มภายนอก 4. อุปสรรคสาคญั ของการปรับปรุงและพัฒนาตนเอง คอื การทบ่ี ุคคลมีความคิดตดิ ยึด ไม่ ยอมปรบั เปลีย่ นวธิ ีคิด และการกระทา จึงไม่ยอมสรา้ งนสิ ยั ใหม่ หรอื ฝกึ ทักษะใหมๆ่ ท่ีจาเปน็ ตอ่ ตนเอง 5. การปรับปรงุ และพฒั นาตนเองสามารถดาเนินการได้ทุกเวลาและอย่างต่อเนื่อง เม่ือพบ ปญั หาหรอื ข้อบกพร่องเกี่ยวกับตนเอง ความสาคัญของการพัฒนาตน บคุ คลล้วนต้องการเปน็ มนุษย์ทส่ี มบูรณ์ หรืออยา่ งน้อยกต็ ้องการมีชีวิตท่ีเป็นสขุ ในสังคม ประสบความสาเร็จตามเป้าหมายและความตอ้ งการของตนเอง พฒั นาตนเองได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงท่ี เกดิ ขนึ้ ในสงั คมโลก การพฒั นาตนจงึ มีความสาคัญดังน้ี ก. ความสาคัญต่อตนเอง จาแนกได้ดังน้ี 1. เปน็ การเตรียมตนให้พร้อมในดา้ นตา่ งๆ เพอ่ื รบั กับสถานการณท์ ัง้ หลายไดด้ ้วยความร้สู ึกที่ ดีตอ่ ตนเอง 2. เปน็ การปรับปรุงส่ิงทีบ่ กพร่อง และพฒั นาพฤติกรรมให้เหมาะสม ขจดั คณุ ลักษณะที่ไม่ ต้องการออกจากตัวเอง และเสรมิ สรา้ งคณุ ลกั ษณะที่สงั คมตอ้ งการ 3. เป็นการวางแนวทางใหต้ นเองสามารถพัฒนาไปสเู่ ปา้ หมายในชวี ิตได้อยา่ งมั่นใจ 4. ส่งเสริมความร้สู ึกในคุณคา่ แหง่ ตนสูงใหข้ ึ้น มีความเข้าใจตนเอง สามารถทาหนา้ ที่ตาม บทบาทของตนไดเ้ ต็มศักยภาพ ข. ความสาคญั ต่อบคุ คลอ่นื เน่อื งจากบุคคลย่อมต้องเกี่ยวข้องสมั พันธก์ ัน การพัฒนาในบุคคลหนงึ่ ย่อมส่งผลตอ่ บุคคลอนื่ ดว้ ย การปรับปรงุ และพัฒนาตนเองจึงเป็นการเตรยี มตนใหเ้ ป็นสิ่งแวดลอ้ มทด่ี ีของผู้ อืน่ ทัง้ บคุ คลในครอบครวั และเพื่อนในท่ีทางาน สามารถเป็นตัวอย่างหรอื เปน็ ทอ่ี ้างอิงให้เกิดการพฒั นาในคนอืน่ ๆ ตอ่ ไป เปน็ ประโยชน์ร่วมกันท้ังชีวิตส่วนตวั และการทางานและการอยรู่ ว่ มกันอยา่ งเป็น สขุ ในชมุ ชน ทจ่ี ะสง่ ผล ให้ชมุ ชนมีความเข้มแขง็ และพัฒนาอยา่ งตอ่ เนื่อง ค. ความสาคญั ต่อสังคมโดยรวม ภาระกจิ ทแ่ี ตล่ ะหนว่ ยงานในสังคมต้องรบั ผดิ ชอบ ล้วนตอ้ งอาศยั ทรัพยากรบุคคลเป็นผู้ปฏบิ ัติงาน การท่ีผ้ปู ฏิบัตงิ านแต่ละคนไดพ้ ัฒนาและปรับปรุงตนเองให้ทันต่อพัฒนาการ ของ รูปแบบการทางานหรอื เทคโนโลยี การพัฒนาเทคนคิ วิธี หรือวธิ คี ดิ และทักษะใหม่ๆ ท่ีจาเป็นต่อการเพ่ิม
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน ประสทิ ธภิ าพการทางานและคุณภาพของผลผลติ ทาให้หน่วยงานนัน้ สามารถแข่งขันในเชิงคณุ ภาพและ ประสิทธิภาพกับสงั คมอื่นได้ สูงขึ้น สง่ ผลใหเ้ กดิ ความมัน่ คงทางเศรษฐกจิ ของประเทศโดยรวมได้ ข้ันตอนในการพฒั นาตน ก่อนทีจ่ ะปรบั ปรงุ หรือเปลยี่ นแปลงตัวเอง เราจะต้องยอมรับเสียก่อนว่า การเปล่ียนแปลงน้ัน เป็นส่งิ จาเป็น สาหรับเราและต้องเช่อื ว่า เราสามารถกระทาได้ ประเด็นสาคญั คือ เราต้องยอมรบั และสนใจ ปัญหานั้น ไมใ่ ชห่ ลกี เลย่ี งมนั ซ่ึงกระทาได้โดย การศึกษาจาก หนังสอื ตารา หรือปรึกษาปัญหานนั้ กบั คนอื่นๆ ลองคิดถงึ ผลที่เกิดข้นึ วา่ ชีวิตของเราจะดีขน้ึ เพยี งใดถา้ หากเราไม่มีปัญหานัน้ หลงั จากตัดสินใจว่าจะปรบั ปรุง ตวั เองในเร่ืองใดเปน็ การเฉพาะ แน่นอนว่าเราจาเป็นอยา่ งย่ิงที่จะต้องศึกษาปัญหานัน้ ใหช้ ัดเจน อยา่ กลวั การ เปลยี่ นแปลงหรอื กลัววา่ จะเปลยี่ นแปลงไม่สาเร็จ เร่ิมตน้ หาแนวทางวา่ จะทาอย่างไรบา้ ง เพือ่ ให้การ เปลยี่ นแปลง เป็นไปตามทต่ี ้องการ การปรับปรงุ ตนเองตอ้ งอาศยั ความรคู้ วามเขา้ ใจหลายอยา่ ง ไมใ่ ชอ่ าศัย เพียง แต่ความตัง้ ใจจริง ท่จี ะทาอะไรสกั อย่างเท่านนั้ ดงั น้ันเราจะตอ้ งใส่ใจหาความรแู้ ละทักษะท่ีจาเป็นที่จะ ชว่ ยให้การปรับปรุง ตัวเองบงั เกดิ ผล จากการศึกษาพบว่า ในการเปลี่ยนแปลงหรือปรบั ปรงุ ตนเองของคนเรานัน้ มีพัฒนาการเป็น 6 ระยะ (Prochaska, Norcross & DiClemente, 1994) คอื ระยะท่ี1. ยงั ไม่คดิ จะปรับปรุงตนเอง (precontemplation) เปน็ ระยะทบี่ า่ ยเบ่ียง คิดว่ายังไมม่ ีปัญหา อะไรในตัวเอง แมว้ ่าคนอ่ืนๆจะมองเหน็ ชดั เจน หรือถา้ มกี ห็ วังว่าอาจเปลีย่ นแปลงได้ แตไ่ ม่มคี วามตั้งใจอย่าง แน่นอน ไม่มแี ผนใน การปรบั ปรุงแต่อยา่ งใด มกั จะอา้ งว่าปัญหาเกดิ จากคนอ่ืน ตอ่ ต้านการปรบั ปรุงตัวเอง และเช่อื ว่าตนเอง ไม่สามารถ แก้ไขอะไรได้ ระยะท่ี 2. เริม่ คิดถงึ การปรับปรุงตนเอง (contemplation) เปน็ ระยะกอ่ นการลงมือปรับปรงุ ตนเอง ระยะนีเ้ ริม่ มคี วามตระหนักถงึ ปญั หาทมี่ ี และคิดถึงการเปลี่ยนแปลงแก้ไข แตย่ งั ไมต่ ัดสนิ ใจวา่ จะแกป้ ัญหาน้ัน โดยวิธีใด อยรู่ ะหว่างการชง่ั ใจว่าผลการเปลีย่ นแปลงจะคุ้มค่ากับความพยายามหรือไม่ เปรียบผลระหว่างการ ปรับปรุงและการไม่ทาอะไรเลย คนส่วนมากเสยี เวลากับระยะนนี้ านมาก (คนทค่ี ดิ จะเลิกสูบบหุ ร่ี ใช้เวลา ตัดสินใจเกอื บสองปี) ระยะท่ี 3. วางแผนหรือโครงการปรับปรุงตนเอง (preparation) ถอื เป็นระยะตกลงใจแล้วว่าจะ ปรบั ปรงุ ตัวเอง โดยเริ่มศึกษา วิเคราะห์ปัญหา เลอื กวิธกี ารที่เหมาะสม กาหนดแผนปฏบิ ัติการ และกาหนด เป้าหมาย ของการเปลี่ยนแปลงตนเอง อย่างชัดเจน ระยะที่ 4. ลงมือปรบั ปรงุ ตนเอง (action) โดยวิธีการอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ คือ ลงมือปฏบิ ตั ิการ เปลีย่ นแปลง ปรับปรุงตามเง่ือนไขต่างๆ ท่กี าหนดในแผนหรอื โครงการของระยะท่ี 3 ระยะท่ี 5. คงสภาพผลได้จากการปรับปรุง (maintainance) การทบทวน หรือ เสริมแรงใหผ้ ลการ ปรบั ปรงุ ตนเองตามเปา้ หมายคงอยูต่ ่อไปอย่างถาวร หรือนานชั่วระยะเวลาหนง่ึ ทพี่ อใจ ระยะที่ 6. จบการปรบั ปรุง (termination)
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษย์กับการพัฒนาตน การทราบระยะของการปรับปรงุ ตนเองย่อมเปน็ ประโยชนต์ อ่ ผ้ทู คี่ ดิ จะพัฒนาตน ไม่ใช่เพราะ ทราบวา่ ระยะใดตอ้ งทาอะไร เท่านนั้ แตจ่ ะชว่ ยให้ทราบว่า เราจะทาอย่างไรจึงจะผลักดันหรอื จงู ใจใหผ้ า่ น จากระยะหน่ึงไปสู่อกี ระยะหนึง่ ได้ คนจานวนมากปฏิเสธ ท่จี ะเปลยี่ นแปลงตนเอง หรือบางคนต้องการจะทา แตไ่ มส่ ามารถจะเรม่ิ ตน้ ได้สักคร้งั เดียว การสรา้ งแรงจูงใจ ใหต้ ัวเองจึงมคี วามสาคัญต่อ การเปล่ียนเปลงตนเอง การวางโครงการปรบั ปรุงตนเองจะมคี วามสะดวกในข้ันตอนปฏิบตั ิมากขึน้ ถา้ เราวิเคราะห์ พฤติกรรม หรือ ลักษณะนิสยั ที่ต้องการปรับปรงุ ใหช้ ดั เจนตามองค์ประกอบของปัญหา ถา้ พิจารณาในขณะท่ี เกิดปัญหาขนึ้ กบั เรา ไม่ว่าปญั หาใดก็ตาม สามารถวิเคราะได้จาก องคป์ ระกอบที่สาคัญ 5 สว่ น ดังน้ี 1. การกระทาหรอื พฤติกรรม (behavior) ท่ีเกิดขึ้นในขณะน้ัน 2. ความร้สู ึกหรืออารมณ์ในขณะนัน้ (emotions experiences) 3. การขาดทักษะ (skills needed) ทีจ่ าเปน็ อะไรบ้าง จงึ ทาให้เกดิ ปัญหา 4 .ความคดิ ความเข้าใจ (mental processes) รวมถงึ อตั มโนทัศน์ ค่านิยม ความคาดหวัง 5. พลงั ใตส้ านึกบางอยา่ ง (unconscious forces) ที่อาจมีส่วนเกีย่ วข้องกบั ปัญหาน้ัน ถา้ สามารถทาความเขา้ ใจและวิเคราะห็ปัญหาที่เกิดกบั ตวั เราได้ชดั เจนแล้ว เท่ากับเราแก้ไข ปัญหาสาเรจ็ ไปแลว้ ครึง่ หน่งึ เพราะทาใหม้ องเหน็ ได้สะดวกวา่ ควรใชว้ ธิ ีการใดจงึ เหมาะสมกบั การแก้ไขปัญหา น้นั การเปล่ียนแปลงหรอื ปรบั ปรุงตนเองไม่ใช่กระทาไดร้ าบร่ืนหรือสะดวกสบาย อาจมีอุปสรรค ทาใหล้ ม้ เหลวได้ อาจเกิดจากโครงการท่ีไม่ชดั เจน วธิ กี ารทเ่ี ลอื กใชไ้ มเ่ หมาะสม บางครั้งก็หมดแรงจูงใจท่จี ะทา หรอื ลมื ปฏิบัติตามโครงการ ปัญหากลับทรุดลงกวา่ เดิม เปน็ ต้น ส่วนมากมักต้องพยายามทาหลายคร้ัง เมือ่ ไม่ สาเร็จก็กลับไปเริ่มต้นใหม่อีกอย่างน้อยหนึง่ คร้งั โดยเฉพาะเม่ือศึกษาปัญหาไมช่ ัดเจนพอ หรอื มคี วามรู้ไม่พอ แต่ผทู้ ่ีปรับปรุงตนเองได้มักเป็นผ้ทู ไี่ ม่ยอมแพ้ง่ายๆ เมอ่ื ไม่สาเรจ็ เขาจะกลับไปศึกษาใหม่ หาอปุ สรรค สรา้ ง แรงจูงใจใหต้ นเอง หาวธิ ีการท่ีดีกวา่ เปน็ การดีทไี่ ด้พยายามแล้วไม่สาเร็จ ดกี วา่ คนท่ีไมไ่ ดล้ องพยายามเลย เพราะจะล้มเหลวตลอดไป การประยกุ ตใ์ ช้เทคนิคในการพฒั นาตนเฉพาะเรื่อง นักจติ วิทยากลุ่มแนวคดิ ตา่ ง ๆ ไดค้ ิดค้นวธิ ีการที่จะทาใหใ้ นการเปลยี่ นแปลงตนเองของ บุคคลมีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ โดยนาเทคนคิ หลาย ๆ เทคนคิ มาประยุกต์ใช้รว่ มกันในกระบวนการเปลยี่ นแปลง ตนเองเฉพาะเร่ือง ท้งั น้ีเพราะแต่ละพฤตกิ รรมท่บี ุคคลตอ้ งการเปลีย่ นแปลงน้ันมลี ักษณะเฉพาะ ซง่ึ การใช้ เทคนคิ ท่วั ไปเพียงเทคนิคเดยี ว อาจมีประสิทธิภาพไมเ่ พียงพอ ในที่น้จี ะได้นาเสนอวิธกี ารพฒั นาตนเฉพาะเรื่อง 8 วิธี ท่ีมกั มีความเก่ียวข้องกับพฤติกรรมทีน่ ักศึกษาต้องการเปล่ยี นแปลง เพื่อนักศึกษาจะได้ใช้เป็นแนวทาง หรอื แบบอย่างในการทาโครงการพฒั นาตนของแต่ละคน ได้แก่ 1. การควบคมุ ตนเอง (Self-Control) 2. การจดั การตนเอง (Self-Management) 3. การกากบั ตนเอง (Self-Regulatory) 4. การจัดการเวลา (Time Management)
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ยก์ บั การพัฒนาตน 5. การจดั การกับการผดั วันประกนั พรงุ่ (Procrastination Management) 6. การแสดงออกเพ่ือยืนยันสทิ ธติ นเอง (Assertiveness) 7. การจดั การควบคุมนา้ หนัก/ปญั หาการกิน (Weight Management) 8. การจดั การพฤติกรรมการสูบบหุ รีแ่ ละการด่ืมสุรา (Smoking and Drinking Management) 1. การควบคมุ ตนเอง (Self-Control) การควบคมุ ตนเองเป็นกระบวนการทีบ่ คุ คลใชว้ ธิ ีการหน่ึงวธิ กี ารหรือหลายวิธีการ รว่ มกนั เพอื่ เปล่ียนแปลงพฤติกรรมตนเองจากพฤตกิ รรม ที่ไม่พึงประสงคไ์ ปสพู่ ฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยผทู้ ตี่ อ้ งการ เปลย่ี นแปลงตนเองเป็นผู้กาหนดเป้าหมาย วธิ ีการไปสูเ่ ปา้ หมาย และลงมือดาเนินการ เปลย่ี นแปลงพฤติกรรม ของตนเองดว้ ยตัวเอง เทคนคิ ท่ใี ช้ในการควบคมุ ตนเอง จากพ้นื ฐานความเชื่อเกยี่ วกับปจั จยั ทีค่ วบคุมพฤตกิ รรม 2 ประการ ดงั กลา่ วข้างตน้ กระบวนการทีใ่ ช้ในการควบคมุ ตนเอง จงึ ประกอบดว้ ยกระบวนการที่สาคญั 2 ประการ คือ 1. การควบคุมสง่ิ เรา้ (Stimulus Control) หมายถึง การที่บุคคลจดั การหรือเปล่ียนสภาพแวดลอ้ ม ใหม่ให้กบั ตนเอง เพื่อไม่ใหพ้ ฤติกรรมท่ีไม่พงึ ปรารถนาเกดิ ข้ึน ตวั อย่างท่ี1: การอา่ นหนงั สือทีห่ อ้ งนงั่ เล่นของหอพกั มักมเี พือ่ นมาชวนคุย ทาให้อา่ นหนังสอื ไม่ทัน ดังน้นั การเพ่ิมพฤตกิ รรมการอ่านหนังสอื จึงทาไดโ้ ดยการไปอา่ นหนังสือในท่ีไม่มีคนมาชวนคยุ ตัวอยา่ งท่ี 2: พฤตกิ รรมดม่ื เหลา้ จะเกดิ ขนึ้ เมื่อเข้ากลุม่ กบั เพ่อื นท่ีนยิ มดมื่ เหล้า การเปลี่ยน สภาพแวดล้อมโดยสังสรรคก์ ับกลุ่มเพื่อนที่ไม่ด่ืมเหล้า ก็จะทาให้พฤติกรรมการด่ืมเหลา้ ไมเ่ กิดขน้ึ 2. การควบคุมการให้ผลกรรมแกต่ นเอง (Consequence Control) การควบคุมตนเองโดยใช้กระบวนการใหผ้ ลตอบแทนต่อความสาเร็จหรอื ความล้มเหลวใน การทา พฤติกรรมเปา้ หมายของตนเอง เพ่ือใหต้ นเองกาลงั ใจในการทาพฤตกิ รรมเป้าหมายซ้าอกี มีหลกั ในการ ดาเนนิ การ 2 ขัน้ ตอน (สมโภชน์ เอ่ียมสุภาษติ , 2536) คือ ข้นั ท่ี 1 วางแผนการใหผ้ ลกรรมตอ่ ตนเอง โดยกาหนดอยา่ งชัดเจนถงึ ตวั เสรมิ แรงและตัวลงโทษ ระบุ วา่ เม่ือตนเองทาพฤติกรรมเป้าหมายสาเรจ็ แล้วจะให้รางวัลตนเองดว้ ย ทัง้ นร้ี ะยะ ของการประเมนิ ผลเพ่ือให้ ผลกรรมตอ่ ตนเอง อาจแบง่ ระยะเวลาทงั้ หมดต้ังแตเ่ ริ่มโครงการ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจนส้ินสดุ โครงการ ออกเป็นระยะส้ัน ๆ และมีการประเมินเป็นระยะ ๆ เพอื่ ให้ผลกรรมต่อตนเอง ซง่ึ จะมีผลทาให้มีกาลงั ใจในการ ทาพฤติกรรมเป้าหมายไปจนถงึ ระยะสดุ ท้าย และเป็นการให้ผลกรรมทีม่ ีประสทิ ธภิ าพกว่าการให้ผลกรรมเม่ือ สื้นสดุ โครงการ เพียงคร้ังเดียว
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษย์กับการพฒั นาตน ขั้นท่ี 2 ปฏบิ ัตกิ ารใหผ้ ลกรรมตอ่ ตนเองตามทกี่ าหนดไว้ การใหผ้ ลกรรมหรือผลตอบแทนต่อ ความสาเร็จในการทาพฤติกรรม เปา้ หมายน้ัน ไม่วา่ จะเป็นผลในระยะใดกต็ าม จะต้องให้ผลกรรมจรงิ ตามที่ กาหนดไวใ้ นขั้นตอนที่ 1 2. การจัดการตนเอง (Self Management) การจดั การตวั เอง เป็นรปู แบบหน่ึงของการควบคุมตนเองในการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม โดยใช้การ เปล่ียนแปลงทางปญั ญา กระบวนการจดั การตนเอง ได้นาเทคนคิ 4 เทคนคิ มาใชร้ ่วมกัน และมลี าดบั ขั้นตอน ดงั น้ี ขั้นท่ี 1 การเฝา้ ตดิ ตามดตู นเอง (Self – Monitoring) ขั้นท่ี 2 การวิเคราะหต์ นเอง (Self – Analysis) ขน้ั ท่ี 3 การประเมนิ ตนเอง (Self – Evaluation) ขน้ั ท่ี 4 การเสริมแรงตนเอง (Self – Reinforcement) ขน้ั ที่ 1 การเฝา้ ติดตามดตู นเอง (Self – Monitoring) การเฝ้าติดตามดตู นเอง หมายถึง การเกบ็ รวบรวมข้อมลู เกยี่ วกับพฤตกิ รรมทตี่ นเองต้องการเปล่ียนแปลง เพือ่ นามาใช้ในการวเิ คราะห์ทาความเข้าใจ ปจั จยั ทท่ี าให้พฤติกรรมท่ีไม่พึง ประสงค์เกดิ ข้ึน และเปน็ ข้อมูลสาหรับการวางแผนการจัดการตนเอง และเปน็ ข้อมลู สาหรบั การประเมิน ความสาเรจ็ ในการจดั การตนเองดว้ ย การเฝา้ ตดิ ตามดูตนเอง ประกอบด้วยกจิ กรรม 2 อย่าง คอื 1) การสงั เกตพฤติกรรมของตนเอง และ 2) บันทึก พฤติกรรมตนเองอย่างเป็นระบบ (รายละเอยี ดของขน้ั ตอนของการเฝ้าติดตามตัวเองกลา่ วไวแ้ ลว้ ขา้ งต้น) ขน้ั ที่ 2 การวเิ คราะหต์ นเอง (Self – Analysis) การวเิ คราะห์ตนเอง เปน็ การนาขอ้ มูลทไี่ ดจ้ ากการ สงั เกตและบันทึกไว้แลว้ ในข้ันที่ 1 มาพิจารณาสรุปหาปัจจัยที่มีอิทธพิ ลทาให้เกดิ พฤติกรรมทไี่ ม่พึงประสงค์ รวมทง้ั พิจารณาเลอื กส่ิงท่ีจะทาใหส้ ามารถเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมตนเองได้ตาม เปา้ หมายดที ่ีสุด แลว้ วางแผน การดาเนินการจัดการตนเอง ขั้นที่ 3 การประเมนิ ตนเอง เปน็ ขั้นตอนทบ่ี ุคคลตัดสนิ ความสาเร็จในการจัดการตนเอง หลงั จากได้ ดาเนนิ การจดั การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมเปา้ หมายตามที่วางแผนไว้ โดยเปรยี บเทียบพฤติกรรมของตนเองท่ีทา จรงิ กบั พฤตกิ รรมท่ีวางไว้ในแผน ซ่ึงถา้ พบว่าพฤติกรรมที่ทาไดจ้ รงิ ต่ากว่าท่ีแผนวางไว้ พจิ ารณาหาสาเหตุท่ที า ใหไ้ ม่เปน็ ไปตามแผนแลว้ ปรับปรงุ แผนเพ่ือดาเนนิ การตอ่ ไปให้ไปถงึ เป้าหมายสุดท้ายของโครงการ การประเมนิ ตนเอง ควรทาเป็นระยะสั้น ๆ ต่อเนือ่ งกนั ไป เชน่ ประเมนิ เปน็ รายสปั ดาห์ หรือรายวัน ข้ึนอยู่กับ ความเหมาะสมตามประเภทของพฤติกรรมท่ีสามารถประเมินความเปลี่ยน แปลงของพฤติกรรมได้เร็วหรอื ช้า ขน้ั ท่ี 4 การเสริมแรงตนเอง หรอื ให้รางวลั แกต่ นเอง เป็นข้ันตอนท่ีบุคคลจัดหาส่ิงทตี่ นเองชอบหรือ พอใจเปน็ รางวลั ใหก้ ับตนเองหลังจากท่ี การประเมนิ ตนเองพบว่าสามารถทาพฤติกรรมท่ีต้องการไดต้ ามแผนท่ี กาหนดไวไ้ ด้ ซง่ึ การเสริมแรงตนเองก็ควรใหเ้ ป็นระยะ ๆ ตามความเหมาะสม เพ่อื เปน็ กาลังใจให้ตนเองทา พฤติกรรมเปา้ หมายตอ่ ไปและเพ่ิมขึ้นจนบรรลเุ ปา้ หมายสุดทา้ ย เพราะการรอเพือ่ ให้รางวลั เมอื่ บรรลเุ ป้าหมาย สดุ ท้ายเพียงคร้งั เดียว อาจไม่มีประสิทธภิ าพพอทีจ่ ะจูงใจใหบ้ ุคคลทาพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ในระยะยาว เช่นนน้ั ได้
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ยก์ ับการพฒั นาตน 3. การกากบั ตนเอง (Self- Regulatory) การกากบั ตนเอง เป็นกระบวนการทีบ่ ุคคลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองใหไ้ ปสู่พฤติกรรม เป้าหมาย ตามท่ตี นต้องการปรับปรุง / แกไ้ ข โดยบคุ คลนัน้ ทาการวางแผน ควบคมุ และกากับ พฤติกรรมของตนด้วย ตวั เองอย่างมรี ะบบ ซงึ่ ประกอบด้วยกระบวนการย่อย 3 กระบวนการ ได้แก่ 1) กระบวนการสังเกตตนเอง (Self-Observation) 2) กระบวนการตดั สินใจ (Judgement Process) และ 3) การแสดงปฏิกริยาตอ่ ตนเอง (Self-Reaction) การกากับตนเองเปน็ กระบวนการปรับเปลย่ี นพฤติกรรมตนเองอย่างเป็นระบบ มีข้ันตอนทช่ี ัดเจน ประกอบด้วยกระบวนการยอ่ ย 3 กระบวนการ และมลี าดับของข้นั ตอนดังนี้ คือ 1. กระบวนการสังเกตตนเอง (Self Observation) การสังเกตตนเอง เป็นกระบวนการแรกทส่ี าคญั ซ่งึ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 2 ประการ (Bandura, 1986 ) คอื 1.1 การตั้งเปา้ หมาย (Goal Setting) เป็นการกาหนดพฤติกรรมทต่ี นเองต้องการจะเป็น หรอื ตอ้ งการ ให้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไร ซ่ึงต้องกาหนดพฤติกรรมเปา้ หมายนอ้ี อกมาเป็นการกระทาท่ชี ัดเจน เพ่อื จะตัวเอง จะได้ตัดสนิ หรือประเมนิ ความสาเรจ็ / ความล้มเหลวของการปรับเปลย่ี น พฤตกิ รรมตนเองไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง โดย มหี ลกั การต้ังเปา้ หมาย ดงั น้ี 1.1.1 ระบุเปา้ หมายท่ีเฉพาะเจาะจง สามารถเหน็ ได้ วัดได้ หรอื เปน็ ปรมิ าณทน่ี ับได้ เช่น ระบวุ า่ “ฉนั จะลดน้าหนกั ให้ได้ 1 กโิ ลกรัม ภายในเวลา 2 สปั ดาห์ “ 1.1.2 ระบพุ ฤติกรรมเป้าหมายทีแ่ น่นอนอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไมต่ ้งั ไว้เผ่อื เลือกอกี หมายถงึ เปน็ การ ระบทุ ีต่ ดั สินใจแน่นอนแลว้ วา่ จะทาอะไร เชน่ “วันนี้ฉนั จะต้องทาโครงงานพฒั นาตนเสรจ็ ” แตจ่ ะไมร่ ะบุวา่ “ วนั นี้ฉันอาจจะทาโครงงานพัฒนาตนหรือไม่ก็รายงานวิถโี ลก” 1.1.3 เป็นพฤติกรรมเปา้ หมายระยะส้นั การตงั้ เป้าหมายระยะส้นั จะทาให้สามารถเหน็ ผลได้งา่ ยและ รวดเร็วกว่าการต้ัง เป้าหมายระยะยาว และเม่ือสามารถทาเป้าหมายระยะสั้นใหส้ าเรจ็ ได้ บคุ คลกจ็ ะมแี รงจูงใจ หรือทเี่ รียกวา่ กาลังใจเพ่มิ ข้นึ ในการที่จะพยายามทาให้ เปา้ หมายระยะถัดไปสาเรจ็ ได้อีก 1.1.4 เปน็ เป้าหมายทส่ี ามารถปฏบิ ตั ไิ ด้จรงิ ไม่สงู หรอื ต่ากวา่ ความสามารถและความจากัดที่จะทาได้ 1.2 การเฝ้าตดิ ตามดูตนเอง (Self – Monitoring) หมายถึง กระบวนการทบ่ี คุ คลสังเกตและบนั ทึก พฤติกรรมเป้าหมายท่ีตนเองทาได้ดว้ ยตนเอง เพื่อเปน็ ข้อมลู ย้อนกลบั บอกความสาเร็จ แต่ละระยะให้ตนเอง ทราบ หรือบอกให้ทราบวา่ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายเพอ่ื จะไดแ้ กไ้ ขให้ไปถึง เปา้ หมายท่ีวางไว้ 2. กระบวนการตัดสนิ (Judgement Process) กระบวนการตัดสิน เปน็ กระบวนการท่ีบคุ คลตัดสิน หรือประเมินวา่ ตนเอง สามารถ เปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพหรือไม่ พฤตกิ รรมท่ี เปลีย่ นแปลงตรงตามเป้าหมายท่ีวางไวห้ รือไม่ โดยนาข้อมูลทไี่ ด้จากการสงั เกตตนเองไปเปรยี บเทยี บกับ เปา้ หมายทีว่ างไว้
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ย์กบั การพฒั นาตน 3. กระบวนการแสดงปฏิกริยาตอ่ ตนเอง (Self-Reaction) กระบวนการแสดงปฏกิ รยิ าต่อตนเอง หมายถึง การให้ผลตอบแทนตอ่ ตนเอง หลงั จากที่ตัดสินผลการเปลยี่ นแปลงของตนเองว่าประสบความสาเรจ็ หรอื ลม้ เหลว ซึง่ ผลตอบแทนที่บคุ คลจะให้กับตนเองแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 3.1 การให้รางวัลกับตนเอง เมอื่ ประสบความสาเรจ็ ในการเปลีย่ นแปลงตนเอง อาจจะอยู่ในรปู ของ สง่ิ จงู ใจภายนอก ได้แก่ วัตถุ ส่งิ ของทีต่ นชอบ เช่น อาหารม้ือพิเศษ เกมส์กด ของใช้ หรอื เป็นการทากิจกรรม ทช่ี อบ หรอื การให้เวลาอิสระกับตนเอง หรืออาจอยู่ในรปู ส่ิงจงู ใจภายใน เช่น การชืน่ ชมตนเอง หรอื ความ ภูมใิ จในตนเอง 3.2 การลงโทษตนเอง เมือ่ เปล่ียนแปลงตนเองไม่สาเร็จหรือทาไดต้ ่ากวา่ เป้าหมาย ท่ตี ้งั ไว้ การลงโทษ นีบ้ ุคคลอาจจะทา หรือไมท่ ากไ็ ด้ สว่ นใหญ่แลว้ เมอ่ื บุคคลไมป่ ระสบความสาเร็จตามเป้าหมายทว่ี างไว้ ก็มกั จะ ตาหนติ นเอง หรือรสู้ กึ ละอายใจ 4. การจดั การเวลา (Time Management) การจดั การเวลา หมายถงึ การใชเ้ วลาอย่างมี ประสิทธิภาพเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายที่สาคัญ (Ferner, 1995) การจัดการเวลาเป็นพฤตกิ รรมทมี่ คี วามซับซ้อน และเก่ยี วข้องกับปจั จัยหลายอย่าง เช่น ความคิด ความรู้สึก พฤติกรรมเดิม ๆ ดงั น้นั การจดั การเวลาจึงเปน็ วิธีการเปลีย่ นแปลงตนเอง ที่ตอ้ งอาศยั เทคนิค วธิ ีการและทกั ษะย่อย ๆ หลาย ๆ อยา่ งมาใช้รว่ มกัน ขั้นตอนของกระบวนการจดั การเวลา ขัน้ ท่ี 1 สารวจการใชเ้ วลาของตนเองในปจั จบุ นั โดยการใช้การบนั ทึกประจาวัน เกยี่ วกบั การใชเ้ วลาของตนเองตามท่เี ป็นจรงิ เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ขั้นท่ี 2 ทบทวนส่ิงทีบ่ ันทึกไวเ้ มือ่ ครบสปั ดาห์ เพื่อพจิ ารณากิจกรรมท่ีได้ทาไป จากน้นั จดั หมวดของ กจิ กรรม เชน่ หมวดกจิ กรรมการรบั ประทานอาหาร หมวดกจิ กรรมเขา้ ชนั้ เรียน กิจกรรมเกยี่ วกับการเรยี นนอก ช้นั เรยี น การนอน และกิจกรรมทางสังคม เปน็ ตน้ ข้ันที่ 3 ระบเุ ป้าหมายระยะยาวที่มคี ่าต่อตนเอง โดยคิดและระบใุ ห้ไดว้ า่ สิ่งทมี่ ี ความสาคญั และมีคา่ มคี วามหมายต่อเรา คือ อะไร เชน่ เราอยากจะเปน็ ผู้ทมี่ ีความเชยี่ วชาญทางดา้ นคอมพวิ เตอรท์ ก่ี าลังเรียน และ เป้าหมายระยะยาวท่มี ีความเก่ียวข้องกับการเป็นผเู้ ชี่ยวชาญด้าน คอมพิวเตอรท์ ี่เรยี นอยู่ คอื การไดท้ างานเปน็ โปรแกรมเมอร์หลังสาเร็จการศึกษา หรือ ได้เกรดเฉล่ียสะสมอย่างน้อย 3.50 จากน้ันระบุเปา้ หมายระยะส้ันท่ี เกย่ี วข้องกับเป้าหมายระยะยาว เช่น ได้เกรดเทอมน้ไี ม่ต่ากวา่ 3.00 ขน้ั ท่ี 4 ระบุกจิ กรรมแต่ละอย่างที่จาเป็นต้องทา เพือ่ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายระยะสนั้ แต่ละอย่าง เช่น การ ไดเ้ กรดภาคเรยี นท่ี 1 ไม่ตา่ กว่า 3.00 ตอ้ งทากจิ กรรมทีเ่ กี่ยวกับการเรียนทีส่ าคัญ ๆ เช่น อา่ นหนังสือ เข้า หอ้ งสมุด ทางานท่ีได้รบั มอบหมาย ทารายการเพื่อตรวจสอบการทางานของตนเองทกุ วัน ขั้นท่ี 5 เปรียบเทียบกจิ กรรม ท่ีระบุในขน้ั ที่ 4 กบั กจิ กรรมท่ีทาอยู่ในปัจจบุ นั ซ่ึงบันทึกในขั้นที่ 1 และ ขัน้ ท่ี 2 จากนัน้ ปรับกิจกรรมทีจ่ ะต้องทา ให้มลี กั ษณะทเ่ี ป็นจรงิ มากข้นึ หรือรสู้ ึกยินดที ี่จะทา ซง่ึ กเ็ ป็นการบ่ง บอกถงึ การให้คุณค่ากับกิจกรรมทจ่ี ะทาใหม่
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ยก์ ับการพัฒนาตน ขน้ั ที่ 6 ระบแุ ผนการใช้เวลา โดยเขียนเป็นตารางเวลาการทากิจกรรม โดย (1) ระบุจานวนชัว่ โมงท่ตี ้องใช้สาหรบั กิจกรรมแต่ละอยา่ งในแตล่ ะวนั ใหช้ ัดเจน ซ่งึ เวลาทั้งสิ้นท่ีทา กิจกรรมทุกอย่างรวมแล้ว เท่ากับ 24 ช่วั โมงต่อวนั หรอื เทา่ กับ 168 ช่ัวโมงต่อสปั ดาห์ (2) เปรยี บเทียบความแตกตา่ งของการใช้เวลาท่ีทาอยใู่ นปจั จบุ นั กบั เวลาทจ่ี ดั ทาในตาราง (3) ปรบั ตารางเวลา ถ้าพบวา่ ตารางเวลาทว่ี างแผนไวไ้ ม่นา่ เปน็ จริงได้ ขน้ั ที่ 7 บรหิ ารตารางการใชเ้ วลา เปน็ การทาตามตารางท่ีกาหนดไว้ ซ่ึงต้องใช้ทกั ษะ การตัดสินใจ การจดั ลาดบั ความสาคัญก่อนหลัง เพ่ือให้การจานวนเวลาในแต่ละกจิ กรรมเป็นไปตามตารางท่ีกาหนดนัน้ ให้ได้ ขั้นท่ี 8 การประเมินผลการบรหิ ารตารางการใชเ้ วลา เพ่ือตรวจสอบความเหมาะสมของแผน และ ปญั หาท่ีทาให้ไม่เปน็ ไปตามแผนท่อี าจเกดิ ขน้ึ ได้ เพื่อปรับแผนใหมใ่ ห้เหมาะสม โดย การประเมินผลชว่ งแรก ควรทาเม่อื ได้ลงมือปฏบิ ัตติ ามตารางแล้ว 1 สปั ดาห์ ซ่ึงถ้าพบว่าตารางมคี วามไม่เหมาะสมใหป้ รบั ตารางการใช้ เวลาให้เหมาะสมกับความ เปน็ จริง และประเมนิ ผลต่อไปเป็นระยะเพือ่ แก้ไขอุปสรรคและควบคมุ การใชเ้ วลา ของตนเองให้ เพอื่ บรรลุเปา้ หมายสุดท้ายไดต้ ามทตี่ ง้ั ไว้ 5. การจัดการกับการผัดวนั ประกันพรงุ่ (Procrastination Management) การผัดวันประกันพรุ่ง หมายถึง การผัดผ่อนหรือเลื่อนเวลาของการกระทาบางอยา่ งทีต่ นเองเชือ่ วา่ มีประโยชน์ออก ไปโดยไมม่ ีความ จาเป็น ซึ่งถา้ การผดั ผอ่ นหรือเลอ่ื นนน้ั สร้างความยุ่งยากให้เกดิ ข้ึนกับตนแลว้ เรยี กว่า เปน็ ปัญหาท่คี วรได้รับ การเปล่ยี นแปลง ขัน้ ตอนของการจัดการกับการผดั วันประกันพร่งุ ขน้ั ที่ 1 แยกวเิ คราะห์ปจั จยั ที่มีอิทธิพลตอ่ พฤติกรรมการผัดวันประกันพรุง่ สาเหตทุ ่ที าให้บุคคล ผดั ผอ่ นหรอื เลอ่ื นการกระทาในสงิ่ ทต่ี นเองบอกว่าตอ้ งการ จะทา มีทั้งที่เกดิ จากความรสู้ ึก ความคดิ และ พฤติกรรม ซ่งึ แยกวิเคราะหส์ าเหตทุ ี่เกดิ จากแต่ละปัจจยั (O’Keefe & Berger, 1997) ดังน้ี 1.1 สาเหตุจากอารมณ์ความร้สู ึก อารมณ์ความรสู้ ึกที่ทาให้มกี ารผัดผอ่ นหรือเล่ือนการกระทาที่ตั้งใจ ไว้แล้ว เปน็ ความรู้สกึ ทางลบท่ีมีต่องานหรือภาวะทกี่ าลงั จะทางานนัน้ ซ่ึงตวั อยา่ งของความรูส้ ึกทางลบทเ่ี ป็น สาเหตขุ องการผดั ผอ่ น/เลื่อนงานออกไป ได้แก่ (1) ความรู้สึกความกังวล ความตงึ เครยี ด ความกระวนกระวายทีเ่ กิดขน้ึ เม่ือพยายามเริม่ ลงมอื ทา หรอื เมอ่ื เพียงแต่คิดจะทาก็เกิดความรสู้ ึกเช่นนีข้ ้ึนแล้ว เราจงึ เกดิ แรงจงู ใจทจ่ี ะไปทาอยา่ งอ่นื แทน เพ่อื หลีกหนี ความรู้สึกดงั กล่าว (2) ความรู้สึกโกรธ ที่จะต้องทางานน้นั บคุ คลจงึ เลื่อนการทางานน้นั ออกไป เพ่ือลดความรสู้ ึกโกรธท่ี เกดิ ขึ้น (3) ความรู้สึกเฉ่ือย ซึมเศร้า หรอื เหนอ่ื ยมากเกนิ กวา่ ท่ีจะทางานในขณะนนั้ ได้ จึงต้องการผ่อนคลาย ชวั่ คราวกล่าวไดว้ า่ ความรสู้ กึ ทางลบทสี่ นบั สนุนให้เราผดั ผ่อน / เลื่อนการทางาน ทต่ี ัง้ ใจไวม้ มี ากมาย เรา จะต้องหาวธิ ีการทีด่ ีกว่าจัดการกบั ความรู้สกึ เหล่านห้ี รือจดั การกบั การ ผัดวันประกันพรงุ่ ของตนเอง
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษยก์ บั การพฒั นาตน 1.2 สาเหตุจากความคดิ ความคดิ ทมี่ ีผลต่อพฤตกิ รรมการผัดผ่อน / เลอื่ นการทางาน ไดแ้ ก่ (1) ความเชอ่ื บคุ คลไมเ่ ชือ่ เก่ียวกบั ผลทจี่ ะเกิดขน้ึ ทัง้ ผลที่จะเกดิ ขึน้ ทนั ที และผลระยะยาวทง้ั ๆ ท่ี อาจจะมอี าจารย์ พ่อ แมบ่ อกเกีย่ วกบั สิ่งเหลา่ นั้น หรือคดิ ว่าผลท่จี ะได้ไม่มีค่ามากพอ จงึ ไม่ลงมือทา (2) ความเชอื่ วา่ จะทางานได้ดเี มือ่ มีความเครยี ด จงึ เก็บไว้คอ่ ยทาตอนใกล้กาหนดสง่ (3) ความเชื่อวา่ ตนเองไม่มีความสามารถทจี่ ะทางานนนั้ ให้สาเรจ็ ได้ ข้ันที่ 2 ระบุตัวกอ่ เหตุของพฤตกิ รรมการผัดวันประกันพรุ่งของตนเอง การค้นหาตวั ก่อเหตุของ พฤติกรรมการผดั วันประกนั พรุง่ ของตนเอง ทาไดโ้ ดยสงั เกตและทาความเข้าใจถงึ ปฏิสัมพันธร์ ะหว่างความรู้สกึ ความคิด และการกระทา ทม่ี ีต่อของพฤติกรรมการผัดวันประกนั พรงุ่ ของตนเอง เพ่ือพิจารณาว่า อะไรเปน็ “กอ่ เหตุ” (trigger) ของพฤติกรรมการผดั ผ่อน/เลอื่ นการทางาน ตวั อย่างเชน่ “ พอคดิ จะทางาน เกดิ ความรู้สกึ กังวล เครียด ไม่อยากลงมือทา” แสดงวา่ ความรู้สกึ เป็นตัวกอ่ เหตุพฤติกรรมการผดั ผอ่ น / เลอื่ นการ ทางาน “ เม่อื จะลงมือทางาน เกดิ ความสงสัย ไมแ่ นใ่ จวา่ จะทาอย่างไร หรือเกิดคาถามว่าเป็นช้ินงานที่มีค่า หรอื ไม่” แสดงวา่ ความคดิ เป็นตวั ก่อเหตขุ องพฤติกรรมการผดั ผ่อน/เล่ือนการทางาน “เมื่อจะลงมือทางาน กลบั ไปทางานอืน่ ทชี่ อบก่อน” แสดงวา่ พฤติกรรมอ่ืนท่ีเป็นคู่แข่งของพฤติกรรมการทางานท่ีกาหนดเปน็ ตวั ก่อ เหตขุ อง พฤติกรรมการผดั ผ่อน / เล่ือนการทางาน ขนั้ ท่ี 3 การจดั การเปลีย่ นแปลงตัวกอ่ เหตขุ องพฤติกรรมการผดั วนั ประกันพรงุ่ หลงั จากท่ี เราสามารถ วเิ คราะหแ์ ละระบุตวั ก่อเหตขุ องพฤตกิ รรมการผัดผ่อนการทางานได้แล้ว ก็มาสูข่ ัน้ ตอนการหาวิธกี ารและ เทคนคิ มาเปลย่ี นแปลงตวั ก่อเหตุ ตัวอย่างเชน่ ถา้ พบวา่ ความรู้สึกเปน็ ตัวก่อเหตุของพฤติกรรมการผัดผ่อนการทางาน เชน่ ความกงั วล เปลยี่ นแปลง โดยใชเ้ ทคนิคการผ่อนคลายความเครียด เพ่ือลดความกงั วล ความโกรธ เปลีย่ นแปลงโดยการผ่อนคลาย ความเครยี ด และ การแสดงออกอยา่ งเหมาะสม (Assertiveness) ความเหน่อื ยล้า เปลยี่ นแปลงโดยการออก กาลังกายเบา ๆ และพักผอ่ น ถ้าพบวา่ ความคดิ เป็นตวั กระตุ้นพฤติกรรมการผัดผอ่ นการทางาน เราสามารถเปล่ยี นความคดิ ของเรา โดยเลอื กใชเ้ ทคนิคสาหรบั เปลี่ยนแปลงความคิดตามความเหมาะสม ได้แก่ การโตแ้ ยง้ กับตนเอง (Disputation) การมองมมุ ใหม่ (Reframing) การหยดุ ความคิด (Thought stopping) ถา้ พบว่า พฤติกรรมอืน่ ท่ีเปน็ คู่แขง่ ของพฤติกรรมการทางานทกี่ าหนดเป็นตัว กระตุน้ ของพฤติกรรมการผดั ผ่อน / เลื่อนการทางาน ท้ังนี้เพราะพฤติกรรมการทางานไม่ได้รับการเสริมแรง ทันทที ่ีทางาน เปลีย่ นแปลงโดยให้รางวัลกับตนเองหลงั การทางานท่ีกาหนด เพ่อื เพมิ่ ความเข้มให้กับพฤติกรรม การทางานของตน 6. การแสดงออกเพอ่ื ยนื ยันสิทธติ นเอง (Assertiveness) การยืนยันสทิ ธขิ องตนเอง (Assertiveness) เป็นการแสดงออกของบุคคลอย่างเคารพในสทิ ธิของตนเองและผู้อืน่ โดยสามารถยืนยันสทิ ธิ ของตนเองไดอ้ ย่างจริงใจ เปดิ เผยและชดั เจน ในขณะเดียวกนั กไ็ มล่ ะเมดิ สิทธขิ องผู้อ่ืน การยนื ยนั สทิ ธิของ
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษยก์ บั การพัฒนาตน ตนเอง เป็นพฤติกรรมการแสดงออกทีเ่ หมาะสม มีความสมดลุ ของ การเคารพสทิ ธขิ องตนเองและเคารพสิทธิ ของผู้อน่ื นกั จิตวิทยาได้จาแนกพฤติกรรมการแสดงออกซ่ึงสทิ ธิของตนเอง เปน็ 3 ประเภท (Alberti & Emmons, 1978 cited in O’Keefe & Berger, 1997) คือ 1. พฤตกิ รรมกา้ วร้าว (Aggressive Behavior) เป็นพฤตกิ รรมการแสดงออกเพอื่ ให้ไดม้ าตามความ ตอ้ งการของตนเอง โดยรกุ ลา้ สิทธขิ องผอู้ ื่นซง่ึ อาจจะทาโดยการใชก้ าลงั ทางกาย หรือใชว้ าจา ทาให้ผอู้ ื่น เดือดรอ้ นและเจ็บปวดและเสียหาย 2. พฤตกิ รรมการยนื ยันสิทธิของตนเอง (Assertive Behavior) เปน็ พฤติกรรมการแสดงออกตามสิทธิ ของตนเองด้วยความซอ่ื สตั ย์ จรงิ ใจ และเปดิ เผย และให้ความเคารพในสิทธผิ ู้อืน่ ในขณะเดียวกนั 3. พฤตกิ รรมไมต่ อบโต้ (Passive Behavior) เป็นพฤติกรรมทเี่ งยี บเฉย ไม่แสดงออกถึง ความตอ้ งการ ของตนเอง และไมโ่ ต้ตอบเม่อื มผี อู้ นื่ ละเมิดสิทธขิ องตนเอง ขน้ั ตอนการเปลยี่ นแปลงให้เป็นผกู้ ล้ายนื ยนั สทิ ธติ นเอง การเปล่ียนแปลงตนเอง ไมว่ า่ เดมิ เปน็ ผ้ทู ไ่ี ม่โต้ตอบหรือผกู้ ้าวร้าวกต็ าม ใหม้ าเปน็ ผูท้ ี่กล้ายืนยนั สิทธิของตนเอง ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมน้นั มขี ้นั ตอนดังน้ี ขน้ั ที่ 1 ขน้ั การเปลย่ี นแปลงความรู้สกึ ความคิด และพฤติกรรม ดังน้ี 1.1 สังเกตความรู้สกึ ของตนเองทางลบของตนเองให้ทนั พฤติกรรมการเกบ็ เงยี บไม่โตต้ อบ หรือ พฤติกรรมโตต้ อบอยา่ งก้าวรา้ วตา่ งเกิดจากอารมณท์ างลบท่ีไม่เหมาะสม ดังน้ัน การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมทั้ง สองแบบนั้น จึงต้องสงั เกตและระบุไดว้ า่ ความรสู้ ึกทางลบท่กี าลัง เกิดข้ึนคืออะไร 1.2 วเิ คราะหค์ วามคิดท่ีอยู่เบื้องหลัง/เป็นตัวกระตนุ้ ความรู้สกึ นน้ั แลว้ เปล่ยี น ความคดิ นั้น เป็นคดิ ใน แง่บวกแทน เช่น โกรธท่ีเพ่ือนผดิ นดั เพราะคิดว่าเพื่อนไมม่ ีความรบั ผดิ ชอบ เปลี่ยนความคิดเปน็ เพื่อนอาจจะมี ธรุ ะด่วนที่จาเป็นมากและไมส่ ามารถโทรมา เลือ่ นนดั ได้ หรือเพื่อนคงกาลงั มาแตร่ ถติดมากเปน็ พิเศษใน เสน้ ทางทเ่ี พ่ือนเดนิ ทาง 1.3 ถ้าขณะนัน้ ความรูส้ ึกท่ีเกิดขึ้นมีมากเกินกวา่ จะวเิ คราะห์ความคดิ ได้ ใหผ้ อ่ นอารมณ์ดว้ ยการผอ่ น คลาย ซงึ่ วธิ ีการท่งี ่ายและทาได้ทนั ที คอื การสดู ลมหายในลึก ๆ และผ่อนออกสกั 3-5 ครั้ง หรือ จนรู้สึกวา่ อารมณ์พลุ่งพลา่ นได้คลายลงแล้ว ขัน้ ที่ 2 ขั้นการฝึกการแสดงออกอย่างเหมาะสมดว้ ยตนเอง พฤตกิ รรมการแสดงออกอยา่ งเหมาะสม ประกอบดว้ ยองค์ประกอบที่สาคญั 2 ประการ คอื การพดู และการฟัง ดังนนั้ การฝึกพฤติกรรมการแสดงออกท่ี เหมาะสมจึงต้องฝึกทั้งการพดู และการฟงั ดงั น้ี 2.1 ฝกึ การพดู การพูดข้อความทย่ี นื ยนั สิทธขิ องตนเองอย่างเหมาะสม เป็นขอ้ ความทป่ี ระกอบด้วย 3 ส่วน คอื 2.1.1 บอกความรู้สึกของตนเอง
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษย์กบั การพัฒนาตน 2.1.2 บอกพฤติกรรมของเขาทีร่ บกวนเรา 2.1.3 บอกทางออกอ่ืนใหเ้ ขากระทาเพื่อจะได้ไม่รบกวนเรา ตัวอย่างเช่น “ผกาจะ๊ ฉนั ไม่มีสมาธิทจี่ ะ อ่านหนังสือเลย ทเ่ี ธอเปิดเพลงดังขนาดนี้ ถ้าเธอชว่ ยเบาเสียงลงหนอ่ ยฉนั กจ็ ะได้อา่ นหนังสอื เตรียมสอบพรุง่ นี้ นะจะ๊ “ 2.2 ฝึกการฟัง การยืนยันสทิ ธิของตนเองต้องอาศัยการฟังอยา่ งเข้าใจด้วย การฟังท่ีดมี วี ตั ถปุ ระสงค์ เพอื่ เขา้ ใจผพู้ ูด ซ่ึงลกั ษณะดังตอ่ ไปน้ี 2.2.1 ฟังโดยไม่ขัดจงั หวะการพดู 2.2.2 จบั ประเด็นสาระสาคัญ และพยายามเข้าใจความร้สู กึ ของผู้พดู เสมือนเราเปน็ เขา แต่ไมใ่ ชใ่ ห้เขา เปน็ เหมอื นเรา 2.2.3 ถามในสง่ิ ที่ฟงั แล้วเขา้ ใจไม่ชดั เจน 2.2.4 ไม่โต้แยง้ หรอื พดู แกต้ ัวก่อนเข้าใจสิ่งทเ่ี ขาพูดอยา่ งถ่องแทเ้ สียกอ่ น ขน้ั ท่ี 3 ข้ันการเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมตนเองในสภาพการณ์จรงิ จากการฝกึ ซอ้ มพฤติกรรม การแสดงออกด้วยตนเองตามลาพัง จะทาให้เกดิ ทกั ษะการแสดงออกท่ี เหมาะสม และมคี วามมนั่ ใจในการเปลี่ยนแปลงตนเองใหม้ ีพฤติกรรมการแสดงออกทเี่ หมาะสมมาก ขึ้น การฝกึ ด้วยตนเองเช่นนัน้ กล่าวไดว้ ่าเป็นการฝกึ ในสถานการณ์จาลอง ขั้นตอนสุดทา้ ยของการเปลย่ี นแปลงตนเอง คอื การเข้าไปอยู่ในสภาพการณจ์ ริง และสามารถ แสดงออกในสภาพการณจ์ ริงได้อย่างเหมาะสม ครัง้ แรก ๆ ของ การเปลย่ี นแปลงตนเอง เราควรเลือกสภาพการณ์ ทค่ี ดิ ว่า จะสามารถ ควบคมุ ตนเอง ให้ประสบความสาเรจ็ ได้ สงู ก่อน ท่ีจะค่อย ๆ ก้าวเขา้ ไปใน สถานการณ์ทม่ี ีความยากมากขนึ้ ความสาเร็จในครัง้ แรกจะเปน็ กาลังใจให้ เรามีความเชอื่ มนั่ และเปลยี่ นแปลงตน เองในสภาพการณ์จริงตอ่ ๆ ไป 7. การจดั การควบคุมนา้ หนัก (Weight Management) การจัดการควบคุมน้าหนัก หมายถงึ การทาให้น้าหนักของตนเองอยูใ่ นเกณฑท์ ่เี หมาะสมดังน้นั การควบคมุ น้าหนักจึงมี ความหมายท้งั ควบคุม น้าหนกั ทม่ี ากเกินไป และท่นี ้อยเกนิ ไปให้อยูใ่ นเกณฑ์พอดี ข้นั ตอนการจดั การควบคมุ น้าหนกั กระบวนการและขน้ั ตอนการจดั การควบคุมน้าหนักท่ีจะเสนอตอ่ ไปนี้ เปน็ การใช้เทคนิค การจัดการ ตนเองมาประยุกต์ใช้ ซงึ่ กระบวนการมี 4 ขัน้ ตอน ดงั นี้คือ ขน้ั ท่ี 1 การเฝ้าติดตามดูตนเอง (Self-Monitoring) โดยการสังเกตและบันทกึ เกี่ยวกับสง่ิ เร้านาท่ี กระตุ้นให้เกิดการกินที่ไม่ เหมาะสม ความคดิ อารมณ์ความรูส้ ึก พฤติกรรม และผลกรรมท่เี กิดขน้ึ หลังจากการ กนิ ทีไ่ มเ่ หมาะสม
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาตน 1.1 สงั เกตและบนั ทกึ ส่ิงเรา้ ในสภาพแวดลอ้ มที่กระตุน้ ใหเ้ รามีพฤตกิ รรมการกนิ ท่ีไม่เหมาะสม ก. ส่ิงเร้าภายนอก ได้แก่ - ขนม อาหารสาเร็จรูปที่เกบ็ ตุนไวใ้ นหอ้ งพกั หรือในบา้ น - กลนิ่ อาหารจากแหลง่ อาหาร เช่น โรงอาหาร ร้านอาหาร - การเหน็ ผอู้ ่ืนรับประทานอาหารท่ชี อบ ข. สิง่ เรา้ ภายใน เช่น ความรู้สึกเหนื่อยลา้ ความเครียด เบือ่ กังวล ค. ความคิด ท่มี ีผลทาใหไ้ มส่ ามารถควบคุมการกนิ ของตนเองได้ ได้แก่ - ความคดิ ทางลบ เช่น “ฉนั มันไมม่ ีวินยั ในตนเอง” “ฉันมนั คนตะกละ” - โทษส่ิงทเ่ี ปลีย่ นแปลงไม่ไดว้ ่าเป็นสาเหตุของการกิน เชน่ “ฉนั เกดิ มาเพื่อเป็นคนอว้ น” “ฉนั อว้ น เพราะกรรมพนั ธ์ุ” - ยกความรับผิดชอบในการควบคมุ การกินของตนให้กับผูอ้ ื่น เช่น “ฉันต้องกนิ ไมง่ น้ั ฉันก็จะอยากสบู บหุ รี่อีก” “ฉันจะสามารถควบคุมการกินของฉนั ไดแ้ น่ ถ้าไม่มเี รื่องแฟนมาทาใหฉ้ ันกลมุ้ ใจ” - ความคดิ ท่เี กีย่ วกบั การพัฒนาตนเองในเรื่องอืน่ แต่มีผลเสียตอ่ การควบคุมน้าหนัก เช่น “วนั น้ฉี นั ทา ทุ่มเทเวลาท้งั วันจนทารายงานเสรจ็ กอ่ นวันกาหนดส่ง เพราะฉะนน้ั ฉนั สมควรให้รางวัลตัวเองด้วย ไอศครีมสเวนเซน่ สส์ กั 1 ถว้ ยใหญ่” - พฤติกรรมทที่ าให้เกิดพฤติกรรมการกินทไี่ มเ่ หมาะสม - การซ้อื ของกิน - การเกบ็ ตุนของกิน - พฤติกรรมการกิน ไดแ้ ก่ กินเรว็ กนิ จบุ จบิ กนิ ระหว่างเดินทาง กนิ ระหว่างอ่านหนงั สือหรอื ทา กิจกรรมอ่นื ๆ - กนิ เพราะเสียดายของ 1.2 สงั เกตและบันทึกผลกรรมท่เี กิดขน้ึ หลังจากการกนิ ท่ีไม่เหมาะสม เช่น - รูส้ กึ ผดิ โกรธตวั เอง - กังวลวา่ นา้ หนกั จะเพ่ิมขน้ึ อีก ขนั้ ท่ี 2 ขัน้ การวิเคราะหต์ นเอง (Self-Analysis) จากการสังเกตตนเองและบันทกึ สิง่ เร้าท่ีทาให้เกดิ พฤติกรรมการกนิ ท่ีไม่เหมาะ สมในข้นั ที่ 1 แลว้ นาข้อมลู ท่ีบนั ทึกได้มาวเิ คราะห์เพื่อสรุปสาเหตทุ ่ที าให้ตนเองมี พฤติกรรมการ กนิ ท่ีไมเ่ หมาะสม ทงั้ ในแงส่ ภาพแวดลอ้ ม ความคดิ ความร้สู กึ และพฤตกิ รรม ข้นั ที่ 3 วางแผนการควบคุมน้าหนัก 3.1 กาหนดพฤตกิ รรมหรือผลลพั ธเ์ ป้าหมายสุดท้ายใหช้ ัดเจน เช่น ต้องการลดน้าหนกั ให้ได้ ตลอดโครงการ 4 กโิ ลกรมั ภายในเวลา 8 สปั ดาห์ โดยแบง่ ออกเป็นเปา้ หมายระยะ ๆ ในชว่ งส้ัน ๆ เช่น น้าหนกั ลดลงสปั ดาห์ละ 0.5 กิโลกรัม 3.2 การจัดการสิง่ เร้านาหรือสภาพแวดลอ้ ม เพอ่ื ควบคุมพฤตกิ รรมการกนิ - คดิ หากจิ กรรมอ่ืนท่ีทาให้สนุก / เพลิดเพลินแทนการกิน - ออกกาลงั กาย
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ย์กับการพฒั นาตน - กาหนดเวลากนิ ใหเ้ ปน็ เวลาทแี่ น่นอน - ใชเ้ ทคนคิ การสอนตนเองเม่ือคดิ จะกนิ เพราะความอยากไม่ใช่ความหวิ โดยบอกตนเองว่า “น่ีเปน็ เพยี งความอยากไมใ่ ชค่ วามหิวจริง ๆ ดงั น้ันเราจงึ ไม่จาเป็นตอ้ งกิน” - หลีกเลี่ยงการเขา้ ใกล้สถานทม่ี กี ล่นิ อาหารนอกเวลาม้อื อาหาร - ไมซ่ ้ือขนมหรืออาหารสาเรจ็ รูปเก็บไว้ในห้องพัก 3.3 คานวณจานวนแคลอรีของอาหาร ศึกษาจานวนแคลอรีทรี่ ่างกายต้องการ และจานวนแคลอรีท่ีจะ ไดร้ ับจากอาหารแต่ละชนิด จากนัน้ คานวณปริมาณอาหารแต่ละชนดิ ทีค่ วรรับประทานให้เหมาะสม 3.4 เปลีย่ นแปลงการกนิ และการออกกาลงั กายของตนเอง โดยเร่มิ การลดจานวนแคลอร่ีของอาหาร จากปัจจบุ นั ทีละน้อยไปสู่การลดลงของจานวน แคลอร่ี 3.5 กาหนดเมนูอาหารและตารางออกกาลังกายเป็นรายสัปดาห์ 3.6 กาหนดการใหร้ างวลั ตนเองเม่ือสามารถลดนา้ หนกั ได้ตามเปา้ หมายเปน็ ระยะ แตร่ างวลั ที่ไดต้ อ้ ง ไมเ่ ป็นสงิ่ ท่ีขดั ขวาง/เปน็ อปุ สรรคตอ่ การลดน้าหนกั เช่น ไม่ควร กาหนดวา่ ถ้าลดนา้ หนักไดส้ ปั ดาห์ละ .50 กิโลกรมั จะใหร้ างวลั ตนเองด้วยการกินไอศครมี 1 ถว้ ย แตอ่ าจจะกาหนดเป็นใหร้ างวัลดว้ ยการดหู นงั 1 เรื่อง หรอื อาจ กาหนดวา่ ถา้ ลดน้าหนกั ได้ 2 กโิ ลกรมั ภายใน 1 เดือน จะซื้อกระโปรงใหม่ 1 ตวั 3.7 กาหนดเทคนิคอนื่ เขา้ มาช่วย เช่น การสอนตนเองเม่ือคิดจะกินอาหาร ขนั้ ท่ี 4 ประเมนิ ตนเอง (Self-Evaluation) การประเมนิ ตนเองเพ่ือให้ทราบว่า ตนเองสามารถทาได้ ตามเป้าหมายหรือไม่สามารถทาการประเมินผลการลดน้าหนกั ของตน เองออกเปน็ ระยะส้นั ๆ เช่น ประเมิน ตนเองเปน็ รายสปั ดาห์ เมอื่ พบวา่ สามารถทาไดต้ ามเปา้ หมาย กใ็ ห้การเสรมิ แรงตนเองในข้นั ที่ 5 แตถ่ า้ พบว่า ไมส่ ามารถลดนา้ หนกั ได้ตามเป้าหมาย กก็ ลบั ไปวิเคราะห์ว่าอะไรคือปัญหาทีท่ าให้ลดนา้ หนัก ไม่สาเรจ็ จากนัน้ ใหป้ รบั แผนใหม่ แล้วดาเนินการตามแผนใหม่ต่อไป ขั้นที่ 5 การเสรมิ แรงตนเอง (Self – Reinforcement) เปน็ การให้รางวัลแกต่ นเองเม่อื สามารถทา ตามเป้าหมายไดส้ าเรจ็ ตามท่ีกาหนดไว้ในแผนแต่ละระยะ (ขอ้ 3.6) (ศกึ ษารายละเอียดจากหัวขอ้ เทคนคิ การ เสรมิ แรงตนเอง) 8. การจดั การพฤตกิ รรมการสูบบหุ ร่ีและการดื่มสรุ า เปน็ พฤติกรรมที่รับเอาสารเคมีทเี่ ปน็ โทษเขา้ สู่ ร่างกาย มีผลเสียท้ังระยะสัน้ ในสภาวะปจั จุบันและระยะยาวในอนาคต ดังน้นั จงึ เป็นอีกพฤติกรรมหน่ึงที่ ต้องการการเปลย่ี นแปลงเพ่ือการพฒั นาตน ข้นั ตอนของการจดั การพฤตกิ รรมการสูบบุหร่ีและการดม่ื สุรา กระบวนการและข้ันตอนการจัดการพฤติกรรมการสบู บหุ ร่ีและการดื่มสรุ าทจ่ี ะเสนอ ต่อไปน้ี เป็นการ ใชเ้ ทคนคิ การจดั การตนเองมาประยุกต์ใช้ ซ่งึ กระบวนการมี 4 ข้นั ตอน ดังนีค้ ือ
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษยก์ บั การพัฒนาตน ขนั้ ที่ 1 การเฝา้ ตดิ ตามดูตนเอง (Self – Monitoring) ข้นั แรกของการเปล่ยี นแปลงตนเอง เริ่มด้วย การเกบ็ ข้อมลู เสน้ ฐานของพฤติกรรมการเสพในปจั จบุ นั ของตนเอง โดยการสงั เกตและบนั ทกึ พฤติกรรมการ เสพของตนเองในแตล่ ะวนั เป็นเวลาประมาณ 1 สปั ดาห์ เก่ยี วกบั สง่ิ ตอ่ ไปน้ี 1.1 สังเกตและบนั ทึกสงิ่ เร้านาทีก่ ระตนุ้ ใหม้ ีพฤติกรรมเสพ แตล่ ะบคุ คลอาจมีสง่ิ เร้าทก่ี ระตนุ้ ให้เกิด พฤติกรรมการเสพตา่ งกนั ดงั นี้ 1.1.1 ส่ิงเรา้ ภายนอกตัวบุคคล ได้แก่ หอ้ งพัก สถานเริงรมย์ เพ่ือน ชว่ งเวลาที่วา่ ง 1.1.2 สภาพรา่ งกายและจิตใจ ได้แก่ ภาวะเกบ็ ตวั คนเดียว มึนเมา หรอื อย่ใู นอารมณโ์ กรธ เศร้า เบอื่ 1.1.3 พฤติกรรมทที่ าก่อนการเสพ ได้แก่ หลังเลกิ เรียน พูดคุยกบั เพอื่ น การสังสรรค์ในงาน เลีย้ ง การดื่มเหลา้ การดื่มกาแฟ 1.1.4 ความคดิ ที่กระตุ้นใหเ้ สพ ไดแ้ ก่ ทาใหด้ ูเท่ห์ ดสู มเป็นลกู ผ้ชู าย ใคร ๆ ก็สบู กันทงั้ นั้น ติดนานเกินกว่าจะเลกิ ไดแ้ ล้ว 1.1.5 ความร้สู กึ ที่กระตุ้นใหเ้ สพ ได้แก่ อารมณโ์ กรธ เศร้า เจ็บใจ และขาด ความมัน่ ใจ 1.2 สงั เกตและบันทกึ เก่ยี วกับผลท่ไี ดร้ ับหลงั การเสพทที่ าให้เกิดพฤตกิ รรมการเสพซา้ อีก ได้แก่ 1.2.1 ผลทางสภาพแวดลอ้ มภายนอก ได้แก่ มเี พื่อนรว่ มวงสนทนา หลกี เลยี่ งสภาพการณ์ที่ ไม่อยากเจอ 1.2.2 ผลทางสภาพร่างกาย เช่น ร่างกายผ่อนคลาย มึนศรี ษะ คล่ืนไส้ 1.2.3 ผลทางพฤติกรรม เช่น ไอ ยมิ้ มากข้ึนอ่านหนังสือไดน้ านข้นึ 1.2.4 ผลทางความรสู้ กึ ได้แก่ ร้สู ึกจติ ใจผ่อนคลาย ตน่ื เต้น คลายความทุกข์ ลมื ความทกุ ข์ กังวล สับสน รูส้ ึกผิด 1.3 สงั เกตและบันทกึ ปริมาณของส่ิงทีเ่ สพและเวลาทเี่ สพ เชน่ เวลา 6.00 น. จานวนของบหุ รีท่ ีส่ บู 1 มวน เวลา 8.00 น. จานวนของบุหรท่ี ส่ี ูบ 1 มวน เวลา 12.00 น. จานวนของบุหร่ีที่สบู 1 มวน เวลา 18.00 น. จานวนของบุหรี่ที่สูบ 1 มวน เวลา 20.00 น. จานวนของบุหรท่ี ส่ี ูบ 1 มวน เวลา 21.00 น. จานวนของบุหรี่ที่สบู 1 มวน เวลา 22.00 น. จานวนของบหุ รท่ี สี่ ูบ 1 มวน รวม 7 มวน ในวันน้ี ข้ันท่ี 2 การวเิ คราะหต์ นเอง (Self – Analysis) เปน็ การนาข้อมลู ทบ่ี นั ทกึ ได้นั้น มาวเิ คราะห์สาเหตุ และอิทธิพลของปจั จยั เหล่าน้ันทมี่ ตี ่อพฤตกิ รรมการเสพ ซ่ึงไดแ้ ก่ สงิ่ เร้าในสภาพแวดล้อม ความคดิ ความรู้สกึ ทม่ี ากระต้นุ ใหเ้ สพ และผลตอบแทนท่ีได้หลงั การเสพ ขนั้ ท่ี 3 การวางแผนลดหรอื เลิกเสพ
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษย์กบั การพฒั นาตน 3.1 กาหนดพฤตกิ รรมเป้าหมายอย่างชดั เจน โดยกาหนดเปา้ หมายระยะส้ินสุดโครงการ และ เป้าหมายในชว่ งระยะเวลาสนั้ ๆ เชน่ จากก่อนเร่ิมโครงการสูบบุหรี่ 7 มวน / วนั 3.1.1 พฤติกรรมเป้าหมายเม่ือสิ้นสดุ โครงการระยะ 8 สปั ดาห์ คือ ไม่สบู บหุ ร่ีเลย หรือ พฤติกรรมการสูบบุหร่ีเปน็ 0 มวน ต่อ วนั 3.1.2 พฤติกรรมเป้าหมายสปั ดาห์ที่ 1 คือ สูบบหุ ร่ลี ดลงเหลือ 6 มวน/วนั พฤติกรรมเปา้ หมายสัปดาหท์ ่ี 2 คอื สบู บหุ รีล่ ดลงเหลอื 5 มวน/วัน พฤติกรรมเปา้ หมายสปั ดาห์ท่ี 3 คือ สูบบุหรีล่ ดลงเหลือ 4 มวน/วัน พฤติกรรมเปา้ หมายสัปดาหท์ ี่ 4 คอื สูบบหุ รีล่ ดลงเหลือ 3 มวน/วัน พฤติกรรมเป้าหมายสัปดาหท์ ่ี 5 คอื สูบบุหร่ลี ดลงเหลือ 2 มวน/วัน พฤติกรรมเปา้ หมายสัปดาห์ท่ี 6 คือ สบู บหุ รล่ี ดลงเหลอื 1 มวน/วัน พฤติกรรมเปา้ หมายสัปดาหท์ ่ี 7 คอื สูบบหุ รี่ลดลงเหลอื 0 มวน/วนั พฤติกรรมเป้าหมายสปั ดาหท์ ี่ 8 คอื สูบบุหร่ีลดลงเหลือ 0 มวน/วนั 3.2 การจดั การสิง่ เร้าในสภาพแวดลอ้ มเพื่อควบคมุ พฤติกรรมการเสพ - เปล่ียนกลุ่มเพอื่ นใหม่ จากกล่มุ ที่เสพเป็นกลมุ่ เพ่ือนท่ีไม่เสพ - ลด / จากดั สภาพการณ์ท่ีกระตุน้ การเสพให้น้อยลง เช่น พบปะสงั สรรคก์ ับเพ่ือนเฉพาะ วนั หยุด แทนการพบกันทุกวนั - กาจัดสิง่ อานวยความสะดวกหรอื เครื่องมือทีเ่ กยี่ วข้องกับการสูบ / การดมื่ เช่น ไฟแช็ค ไม้ ขดี ไฟ กล่องใสบ่ หุ ร่ี โดยไม่พกสิง่ เหลา่ นีต้ ดิ ตวั 3.3 การจัดการเปลี่ยนแปลงผลกรรมท่ีได้รบั หลังการสบู หรือการด่ืม - รับร้ถู ึงความร้สู ึกสบาย ความเขม้ แข็งของตนเองเมือ่ สามารถงดการสูบหรือด่มื ในแต่ละครั้ง ได้ - ชมตัวเอง ภมู ใิ จทีท่ าได้ 3.4 กาหนดการให้รางวลั ตนเองเมื่อสามารถทาได้ตามเป้าหมาย เป็นการระบุรางวัลว่าจะให้ตนเอง หลงั ทาได้ตามเปา้ หมายแตล่ ะระยะ ซึง่ รางวลั ทใี่ ห้กับตนเองนี้จะต้องไม่เป็นสิ่งทข่ี ดั ขวาง/เปน็ อุปสรรคต่อการ ลดการสบู หรือการดม่ื เช่น ไม่ควร กาหนดว่า ถ้าลดการสบู บุหรี่ได้ 2 มวนตอ่ วนั จะใหร้ างวลั ตนเองด้วยไป งานสังสรรค์กบั เพ่ือนเพราะเป็นภาวะทีก่ ระตุ้นใหส้ ูบ มากขึ้น แต่อาจจะกาหนดเป็นให้รางวัลด้วยการชม ภาพยนตใ์ นโรงภาพยนตท์ ่หี ้ามสบู บหุ รี่ 1 เรอื่ ง และไม่ดูหนังจากวิดีโอตามลาพงั ที่บ้าน ท้ังน้ีเพ่อื หลีกเล่ยี งการ สบู บุหรีร่ ะหวา่ งดูหนังทบี่ ้าน
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษย์กบั การพฒั นาตน 3.5 กาหนดเทคนิคอน่ื เข้ามาช่วย เทคนิคอืน่ ๆทีส่ ามารถนามาใชเ้ พ่ือช่วยให้โครงการการลด/เลกิ มี ประสิทธิภาพมาก ขนึ้ เชน่ การสอนตนเอง โดยเม่ือคิดจะสูบหรือด่มื ก็บอกหรือถามตนเองวา่ “บุหรไี่ มม่ คี วาม จาเปน็ สาหรับฉนั เลย” หรือ “ เจา้ แทง่ มะเร็งนนั้ มันจาเปน็ สาหรบั เธอจริง ๆ หรือ” ขั้นท่ี 4 ประเมินตนเอง การประเมนิ ตนเองเพื่อจะไดท้ ราบว่า ตนเองสามารถลดปริมาณการสูบหรือ การดื่มของตนเองได้ตามเปา้ หมายหรือไม่ สามารถทาการประเมินผลเปน็ ระยะสั้น ๆ เชน่ ประเมินตนเองเปน็ รายสัปดาห์ และเม่ือพบว่าสามารถทาไดต้ ามเป้าหมาย ก็ให้การเสริมแรงตนเองในข้นั ท่ี 5 แต่ถา้ พบว่า ไม่ สามารถลดไดต้ ามเปา้ หมาย กก็ ลับไปวเิ คราะห์วา่ อะไรคือปัญหาทีท่ าใหล้ ดไม่สาเรจ็ จากน้ันใหป้ รับแผนใหม่ แล้วดาเนินการตามแผนใหม่ต่อไป ขัน้ ท่ี 5 การเสรมิ แรงตนเอง เปน็ การใหร้ างวัลแกต่ นเองเมอ่ื สามารถทาตามเป้าหมายไดส้ าเรจ็ ตามที่ กาหนดไวใ้ นแผน (ขอ้ 3.4 ) สรปุ ในชีวิตมนุษย์ไม่สามารถจะดารงชีวิตตามลาพังด้วยตนเองได้ เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมและใน สังคมที่มนุษย์ดารงชีวิตอยู่นั้น เป็นสังคมท่ีมีความแตกต่าง หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทางเชื้อชาติ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวฒั นธรรม ซ่ึงมนุษย์จาเปน็ ท่ีจะตอ้ งมีการแลกเปล่ียน เรียนรู้บทบาทของตนเอง ในสังคม มนุษย์จึงจาเป็นจะต้องพ่ึงพาอาศัยและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ทางานร่วมกันกับผู้อ่ืน ดังนั้น การรู้จัก ตนเองและการรู้จักผู้อ่ืนอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง และมีความพร้อมในการพัฒนาตนและปรับปรุง ตนเองใหด้ ีขึน้ จงึ เปน็ พน้ื ฐานสาคัญทีจ่ ะทาให้การอยู่รว่ มกนั และการทางานร่วมกันกับผู้อ่ืนดาเนินไปได้อย่างมี ความสขุ พร้อมทีจ่ ะเปน็ ทรัพยากรมนษุ ยท์ ม่ี คี ่าและทาประโยชน์ให้แกส่ งั คม คาถามท้ายบท 1. โครงสรา้ งตัวตน หมายถงึ อะไร และมอี งคป์ ระกอบอยา่ งไรบ้าง 2. การตระหนักรตู้ นเอง หรอื ภาพลกั ษณ์แห่งตนประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง จงอธิบาย 3. จงยกตัวอยา่ งแนวทางในการทาความรูจ้ ักตนเอง มาอยา่ งน้อย 3 ขอ้ 4. จงอธบิ ายข้นั ตอนการประเมนิ ตนเอง ตามลาดับ 5. การให้ผอู้ ่ืนประเมินตนเอง สามารถนาไปพฒั นาตนได้อยา่ งไร เอกสารอ้างอิง จริ าภรณ์ ตง้ั กิตตภิ าภรณ์. (2556). จติ วิทยาทั่วไป. พิมพ์ครัง้ ที่ 1 .กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . ไพศาล ไกรสิทธิ์. (2542). การพัฒนาตน. ราชบุรี: สถาบันราชภัฏหมบู่ า้ นจอมบึง. เรยี ม ศรีทอง. (2542). พฤติกรรมมนษุ ยก์ ับการพัฒนาตน. กรงุ เทพฯ : เธิร์ดเวฟ เอ็ดดูเคชน่ั . สงวน สทุ ธิเลศิ อรุณ. (2543). พฤตกิ รรมนษุ ยก์ บั การพัฒนาตน. กรุงเทพฯ : อกั ษราพพิ ฒั น์ จากัด.
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ย์กบั การพฒั นาตน สมโภชน์ เอีย่ มสภุ าษิต. (2550). ทฤษฎีและเทคนิคการปรบั พฤตกิ รรม. พมิ พค์ ร้งั ที่ 6 : กรุงเทพฯ : สานักพมิ พแ์ ห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย วิจิต อาวะกลุ . (2528). เทคนิคมนุษยสมั พนั ธ์. กรุงเทพฯ : โอเอสพร้นิ ตงิ้ เฮาส์ จากดั . วินยั เพชรช่วย. (2557). การพัฒนาตน Self Development. สืบคน้ จาก http://www.novabizz.com/NovaAce/Learning/Self_Development.htm ฮิล นโปเลยี น. (2528). ปรัชญาชวี ติ ศาสตร์แห่งความสาเร็จ แปลจาก The Law of Success โดย ปสงค์ อาสา. พิมพค์ รงั้ ท่ี 2 กรุงเทพฯ : ศักดโ์ิ สภา การพิมพ์.
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษย์กบั การพฒั นาตน บทท่ี 5 การพัฒนาพฤตกิ รรมในการทางาน ชีวิตท่ีประสบความสาเร็จในการทางานในยุคปัจจุบัน จาเป็นต้องอาศัยความสามารถในการบริหาร และการนาความรู้ความเข้าใจในเร่ืองราวต่างๆมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการกับงานให้มีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมายได้อย่าราบร่ืน ทั้งน้ีการทางานต่างๆในยุคสมัยปัจจุบันน้ี ที่มีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วใน ทุกๆด้าน ย่อมมีปัญหาและอุปสรรคต่างๆมากมาย ผู้ท่ีมีระบบและขั้นตอนของการทางานที่ดี จะสามารถ ทางานให้บรรลคุ วามสาเรจ็ ไดอ้ ยา่ งงา่ ยดาย หากแตเ่ มือ่ เกิดอปุ สรรคหรอื ปญั หาข้ึน ควรศึกษาหาวิธีและกลยุทธ์ ตา่ งๆ รวมถึงพัฒนาพฤติกรรมในการทางาน เพ่ือใหง้ านประสบความสาเร็จไดง้ ่ายขึ้น ในบทน้จี ะไดก้ ล่าวถึงความสาคัญของการทางาน ปจั จยั ที่มีอทิ ธิพลต่อพฤติกรรมในการทางานการ ทางานเปน็ ทีม การสรา้ งและการพฒั นาทมี บทบาทของการทางานเปน็ ทีม หลกั ปฏิบตั ทิ วั่ ไปสาหรับทมี งาน ปจั จัยด้านจิตวทิ ยาทที่ าให้การทางานร่วมกันเปน็ ทมี ประสบความสาเรจ็ และการเป็นผนู้ าผตู้ าม เพ่ือเปน็ เสมือนแนวทางในการพัฒนาพฤติกรรมการทางานทัง้ ในชีวิตการเรียนและการทางานของนกั ศึกษาได้อยา่ ง ราบรนื่ ท้ังปัจจุบันและอนาคต การพัฒนาพฤตกิ รรมในการทางาน ความสาคญั ของการทางาน การทางานนับได้ว่าเป็นกิจกรรมท่ีมีความสาคัญยิ่งของมนุษย์ เน่ืองจากการทางานหมายถึงการทา กจิ กรรมตา่ งๆ ของบคุ คลอย่างมจี ุดมงุ่ หมาย เพอ่ื ไปสูเ่ ปา้ หมายและความสาเร็จท่ีตนต้องการ ทั้งน้ีเป้าหมายนั้น อาจจะเป็นไปเพ่ือด้านตอบสนองความต้องการส่วนตัว ในด้านของการต้องการความสาเร็จ ความก้าวหน้า ความมีช่ือเสียงท่ีมาจากการทางานดีเด่น ต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองให้นาไปสู่ความสาเร็จและ เป้าหมายในชีวิตที่สมบูรณ์ ด้านความต้องการทางเศรษฐกิจ ในแง่ของการเลี้ยงชีพ เงินตราและค่าตอบแทน เพื่อการดารงชีวิตและการดารงอยู่ในสังคม รวมถึงด้านของสังคม ท่ีต้องการเครือข่ายและสถานภาพต่างๆ ทางสังคมท่ีมาจากการทางาน การมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลในสังคม มีกลุ่ม มีเพ่ือน การศึกษาในเรื่อง พฤตกิ รรมการทางานจึงเก่ียวขอ้ งกบั ปจั จัยท่ีมผี ลตอ่ การทางาน การทางานร่วมกันเป็นทีม ความเป็นผู้นาและผู้ ตามในการทางาน เพือ่ ให้สามารถทางานได้อย่างราบร่ืนและมีความสขุ ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในการทางาน ปราณี พันธส์ ว่าง (2549) ได้เสนอปจั จัยทม่ี ีอิทธิพลต่อพฤติกรรมในการทางาน มีดงั นี้ 1. ความร่วมมอื หมายถงึ คนทที่ างานรว่ มกนั เพ่ือให้งานสาเรจ็ และบรรลุเปา้ หมาย ทุกคนไดร้ บั ความพอใจรว่ มกนั พฤติกรรมที่แสดงการรว่ มมอื คอื สมาชกิ มีเจตคติทด่ี ีต่อกนั มีความเขา้ ใจกนั ยอมรบั ขอ้ แนะนาและเหตผุ ลของคนอนื่ มีการชว่ ยเหลอื กันและกัน ศรทั ธาและให้เกียรติกนั รู้ความสามารถกัน และกัน มีการแลกเปลย่ี นประสบการณ์กัน 2. การแขง่ ขนั หมายถึง การทบ่ี คุ คลหลายคนทางานอย่างเดียวกนั แต่ต่างฝ่ายต่างมงุ่ ความสาเรจ็ ของตนเอง โดยไม่คานึงวา่ ผอู้ ่ืนจะเสียหายหรอื ไม่ ทาให้บรรยากาศการทางานเครยี ด เต็มไปดว้ ยความขดั แย้ง ขาดความไวว้ างใจ ขาดการสมั พันธส์ ่อื สารทีด่ ี เปน็ ต้น 1
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ย์กบั การพัฒนาตน 3. ความขัดแย้ง หมายถึง สภาพการณ์ท่ีทาให้คนตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถตัดสินใจหรือหาข้อยุติ ให้เป็นท่ีพอใจของท้ังสองฝ่ายได้ ความขัดแย้งมักจะเกิดจากความไม่เข้าใจบทบาทของตนเอง การขาดความ รับผิดชอบในหน้าที่ การขาดความรู้ในการปฏิบัติงาน และผลประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่าหรือไม่เท่าเทียมกัน ซ่ึง เมื่อเกิดความขัดแย้งข้ึนย่อมต้องได้รับการบริหารจัดการที่ดี เพื่อให้ความขัดแย้งน้ันยุติลง ซ่ึงมีรายละเอียด เกยี่ วข้องกับความขดั แย้งทีค่ วรทราบ ดังน้ี 3.1 สาเหตขุ องความขดั แย้ง ความขัดแย้งเกดิ ข้นึ จากสาเหตใุ ดสาเหตุหน่งึ ต่อไปน้ี หรอื อาจ เกิดจากหลายสาเหตุพรอ้ มกันกไ็ ด้ โดยสรุ พล พยอมแย้ม (2545) ได้กลา่ วถึงสาเหตทุ ี่ทาให้เกดิ ความขดั แยง้ สรปุ ได้ดังนี้ 3.1.1 มที รพั ยากรจากดั (Competition for Resources) ทุกองค์การตา่ งมีข้อจากัดของ ทรพั ยากรในระดับหน่ึง ทรัพยากรที่มีจากดั น้ันรวมถงึ เงินหรอื งบประมาณในการดาเนินงาน อปุ กรณ์และ เครอ่ื งมือท่ีจาเปน็ รวมท้ังกาลงั คนท่จี ะช่วยเหลอื ระหวา่ งกนั ดว้ ย การแข่งขันให้ได้ทรัพยากรเหล่าน้ีเป็น จุดเรมิ่ ต้นเลก็ ๆ ของความขัดแยง้ ซง่ึ จะค่อยๆ สะสมความรนุ แรงให้มากขึน้ จนกลายเป็นพฤติกรรมขัดแย้ง ระหว่างกนั ในทสี่ ุด 3.1.2 มีวตั ถปุ ระสงคห์ รือเปา้ หมายแตกต่างกัน (Differences in Objectives or Goals) ลักษณะงานที่ปฏิบตั ิของแต่ละคนมีความแตกตา่ งกัน และเปา้ หมายของงานอาจมีส่วนขัดขวางการปฏิบัติงาน ของผู้อน่ื แม้จะอยู่ในหนว่ ยงานเดียวกันก็ตาม 3.1.3 มีขอบข่ายของอานาจหน้าทีไ่ ม่ชัดเจน (Jurisdictional Ambiguity) การแบ่งงานท่มี ี อานาจหนา้ ท่ีในการตดั สินใจโดยไมร่ ะบุขอบข่ายไว้ใหช้ ดั เจน จะมโี อกาสเกิดความขัดแยง้ ระหว่างผ้ทู ี่มภี าระ งานทีใ่ กลเ้ คียงและต้องตดิ ต่อเกี่ยวขอ้ งกันได้ระหวา่ งกันเสมอ 3.1.4 มอี ปุ สรรคในการสอื่ สาร(Communication Barriers) ข้อบกพร่องหรืออปุ สรรคในการ สอ่ื สาร อาจเกดิ ขึน้ ไดจ้ าก 3 สาเหตใุ หญ่ๆ ได้แก่ อปุ สรรคทางกายภาพหรอื ส่งิ แวดล้อมตา่ งๆ (physical barriers) เช่น สถานที่ปฏบิ ัติงานอยู่คนละตึกอยู่คนละหอ้ ง หรืออยู่คนละชน้ั , อปุ สรรคทางประเพณหี รอื วฒั นธรรม (cultural barriers) เช่น ภาษาทีใ่ ช้ มารยาทหรอื ประเพณีปฏบิ ตั ิต่างๆ และอุปสรรคดา้ นความ คิดเห็นและความรสู้ ึก (psychological barriers) ลักษณะท่แี ตกตา่ งกันไมว่ ่าจะเป็นเพศและวยั หรือพื้นฐาน การอบรมเล้ียงดู มีโอกาสทจ่ี ะสร้างความไมเ่ ขา้ ใจระหว่างกันไดม้ าก อันก่อให้เกดิ ความขดั แย้งไดโ้ ดยงา่ ย 3.1.5 มคี วามแตกต่างทางบุคลกิ ภาพ (Personality) ผู้ทีช่ อบวางอานาจ ผทู้ มี่ ีความเคารพ ในศักด์ิศรีของตนเองตา่ มีโอกาสท่จี ะสรา้ งความขัดแย้งได้ง่ายกว่าผู้ทมี่ ีบคุ ลิกภาพเปิดเผย ใจกวา้ งและมี ทศั นคติต่อตนเองในทางทด่ี ี 3.2 กระบวนการเกิดความขัดแย้ง กระบวนการเกิดความขัดแย้งนั้นจะเร่ิมต้นจากสถานการณ์ที่ทาให้เกิดความขัดแย้ง ซ่ึง อาจจะเป็นสาเหตุใดสาเหตุหน่ึง หรือหลายๆ สาเหตุของความขัดแย้งมารวมกัน ซ่ึงสถานการณ์น้ีจะส่งผลต่อ ทัศนคติและการรับรู้ของบุคคล ว่ามีทัศนคติและการรับรู้อย่างไรต่อสถานการณ์นั้น และนาไปสู่พฤติกรรมท่ี แสดงออกมา สถานการณ์ ทัศนคติ การรบั รู้ พฤติกรรม (Situation) (Attitude) (Perception) (Behavior) 2
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษยก์ ับการพัฒนาตน แผนภมู ที่ 4 กระบวนการเกิดความขัดแย้ง 3.3 ประเภทของความขดั แย้ง สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่ 3.3.1 ความขัดแยง้ ระหวา่ งบุคคล คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคลกับบุคคล ดว้ ยกัน เนอื่ งมาจากอาจจะเกดิ เหตุการณท์ ีต่ อ้ งแขง่ ขันหรือแยง่ ชิงสิง่ ใดสงิ่ หนง่ึ พร้อมๆ กัน 3.3.2 ความขัดแย้งระหว่างบุคคลกับกลุ่ม คือ ความขัดแย้งท่ีเกิดจากความต้องการ ของบคุ คลท่ีแตกตา่ งไปจากกลุม่ ซงึ่ อาจจะมเี ปา้ หมาย บรรทัดฐาน หรอื ทัศนคติท่ีไม่สอดคลอ้ งกนั 3.3.3 ความขัดแย้งระหวา่ งกลมุ่ กับกลุ่ม คอื ความขัดแยง้ ทเี่ กดิ ระหว่างกลุ่มสองกลุ่ม หรอื หลายๆ กลมุ่ พร้อมๆ กัน ซง่ึ สามารถเกิดขึน้ ได้แมก้ ับกลุ่มที่มีภาระรบั ผดิ ชอบหนา้ ทีร่ ่วมกนั กไ็ ด้ 3.4 เทคนิคการลดความขัดแย้ง (Techniques for Conflict Resolution) ในการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งนั้น มีวิธีการแก้ไขมากมายข้ึนอยู่กับความสามารถ ทัศนคติ และบุคลิกภาพ ตลอดจน สถานการณ์ของแต่ละบุคคล หากแต่การลดความขัดแย้งที่เหมาะสมคือ ได้แก่ รูปแบบท่ีชนะทั้งคู่ (win-win Techniques) ซ่ึง เมื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันได้แล้ว จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีสัมพันธภาพท่ีดี ระหวา่ งกันอยไู่ ดน้ าน โดยมีวิธีการย่อยเพือ่ ใหเ้ กิดผลตามเป้าหมาย ดังน้ี - ลงมอื แก้ไขด้วยวธิ ีการตา่ งๆ หลายๆรูปแบบ - มปี ฏิสัมพันธร์ ะหวา่ งกนั ในหลายๆ ระดับ - ใช้วิธีการแก้ไขทสี่ าเหตุ - ใช้การเพ่ิมหรือขยายทรพั ยากร - ใชส้ ภาพของความเป็นมนุษยใ์ นแต่ละช่วงใหเ้ ปน็ ประโยชน์ - ตั้งเปา้ หมายใหน้ า่ สนใจยิ่งขึ้น - ใชก้ ารประนีประนอม - แลกเปลีย่ นภาพลกั ษณร์ ะหว่างกัน - ใช้การร่วมมอื ชว่ ยเหลือกัน การทางานเป็นทีม บญุ มั่น ธนาศุภวัฒน์ (2553) กล่าวว่า ทีมงานหรือการทางานเป็นกลุ่ม (Team Work) หมายถึง กลุ่ม ทมี่ ีความสมั พนั ธค์ ่อนขา้ งใกลช้ ดิ และคงความสัมพันธ์อยู่อย่างค่อนข้างจะถาวรหรืออาจมีความสัมพันธ์ชั่วคราว ตามลักษณะงานที่ทา ทีมงานนั้นจะประกอบด้วยหัวหน้าและผู้ร่วมงาน ซ่ึงทุกคนช่วยกันผลักดันงานไปใน ทศิ ทางเดยี วกัน เพือ่ วตั ถุประสงคเ์ ดียวกนั และบุคคลจะทางานในหนา้ ทีต่ ่างๆ กนั ซึ่งนาไปสูค่ วามสาเรจ็ สรุ พล พยอมแย้ม (2545) ไดใ้ หค้ วามหมายของ “การทางานเป็นทีม” หรือ “Team Work” หมายถึง กิจกรรมหรือการมุ่งทางานใดๆ ก็ตามท่ีสมาชิกของทีมมีการประสานงานกันอย่างราบรื่น และดาเนินไปอย่าง เหมาะสม โดยที่สมาชิกในทีมจะต้องรู้หน้าที่และบทบาทของตนอย่างชัดแจ้ง และแสดงบทบาทของตนโดยมี การเคล่ือนไหวท่ีสอดคลอ้ งสัมพนั ธก์ นั อย่างดีท่ีสุด ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการแสดงให้เห็นลักษณะของการ เชอ่ื มโยงเกย่ี วพนั ซ่งึ กันและกนั ในการกระทาของกลุ่มอย่างใกล้ชิด ปราณี พันธ์สว่าง (2549) กล่าวว่า การทางานเป็นทีมหมายถึง บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีการ ปฏิสัมพันธ์กัน มีการพึ่งพากัน ทั้งนี้เพื่อการทางานที่บรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน ฉะนั้น การทางานกลุ่มหรือการ 3
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ย์กบั การพัฒนาตน ทางานเป็นทีม หมายถึง บุคคลต้ังแต่ 2 คนข้ึนไป มีปฏิสัมพันธ์ มีความรับผิดชอบ และทางานร่วมกัน ตาม สถานภาพ บทบาทหน้าที่ของแต่ละบุคคล เพ่ือใหก้ ารดาเนินงานบรรลุเปา้ หมายรว่ มกนั จากความหมายทก่ี ลา่ วมา สรุปได้วา่ การทางานเปน็ ทมี หรือ “Team Work” หมายถึง ความสัมพันธ์ ของกลุ่มที่ดาเนินการประสานงานกันโดยมีจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ร่วมกัน ซ่ึงสมาชิกแต่ละคนต่างมี บทบาทและหน้าทขี่ องตนเองอยา่ งชดั เจน เพ่อื ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายและวตั ถุประสงคน์ ้ันอย่างราบรืน่ การสรา้ งและพฒั นาทีม พรรณราย ทรัพยะประภา (2532:45-48) กล่าวว่า การสร้างทีมงานมีวัตถุประสงค์พื้นฐานในการ ปรับปรุงความสามารถในการแก้ปัญหาระหว่างสมาชิกของกลุ่มของการทางานด้วยการทางานร่วมกันตามท่ีได้ ตั้งเป้าหมายไว้ พอร์เตอร์ (Porter 1975 อา้ งถึงใน สุรพล พยอมแย้ม, 2545) ได้เสนอแนวคิดในการสร้างทีมน้ัน ต้อง ประกอบไปดว้ ยองคป์ ระกอบ 5 ประการ ไดแ้ ก่ 1. มีความไว้เน้ือเชื่อใจกัน (Trust) ซ่ึงจะทาให้เกิดความรู้สึกมั่นคง ไม่ต้องหวาดระแวงต่อผู้อ่ืนหรือ สง่ิ แวดล้อม รสู้ กึ ปลอดภยั ในการทางาน อนั จะนาไปสู่ขวญั และกาลังใจในการทางาน การสร้างความไว้เนื้อเชื่อ ใจน้ัน สามารถทาได้โดยการให้สมาชิกทุกคนในทีมได้รับข่าวสารต่างๆ ด้วยความชัดเจน มีหลักเกณฑ์ในการ ปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน ไม่ส่งเสริมการแข่งขันกันเองในทีมเดียวกัน หากแต่สนับสนุนให้แข่งขันกับทีมอ่ืน และ ส่งเสรมิ ให้เกดิ กิจกรรมกระชบั ความสมั พันธ์ในทีม 2. มีการส่ือสารในระบบเปิด (Open Communication) การส่ือสารในระบบเปิด หมายถึง การท่ี สมาชกิ ทุกคนในทมี มีสทิ ธิในการรับรูข้ ่าวสารตา่ งๆ ที่เข้ามาในทีมหรอื ถกู ส่งออกจากทมี ของตน 3. มีการจัดการความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม (Confrontation of Conflicts) อันเป็นการ ยอมรบั ปัญหาทเ่ี กิดข้นึ ตามความเปน็ จรงิ มที ศั นคติว่าปัญหาทุกปัญหาย่อมมีสาเหตุและการแก้ไข ไม่หลีกเล่ียง หรือกลบเกล่อื นปัญหา 4. มีความร่วมมือร่วมใจกันในการทางานเป็นทีม (Maximization of Collaboration and Teamwork) แนวทางในการสร้างความรว่ มมอื ร่วมใจในการทางานเป็นทีมทาได้โดยจัดให้มีการฝึกอบรม เพ่ิม ทกั ษะแกส่ มาชกิ ในทีม ใหโ้ อกาสสมาชกิ ไดเ้ ลือกงานและหน้าทีต่ ามความสมัครใจ หัวหน้าทีมมีการส่ือสาร ดูแล เอาใจใส่และตดิ ตามประเมินผลของสมาชิกในทมี อยา่ งสมา่ เสมอ 5. มีสมรรถภาพในการรักษาและพัฒนาองค์กร (Capacity for Revitalization of the Organization) หมายถึง การท่ที มี เขา้ ใจปรากฏการณท์ เี่ กิดข้นึ ในทีม ซึง่ สง่ ผลต่อความเครียด วิตกกังวล และ ความขดั แย้ง อนั จะนาไปสู่การท่ีทีมมุ่งแก้ไขปัญหาร่วมกัน ให้ความร่วมมือและประสานงานกันเป็นอย่างดีเมื่อ มีภาวะวิกฤติ ฟื้นฟูสภาพการทางานและสภาพจิตใจร่วมกัน มีขวัญและกาลังใจท่ีจะดาเนินงานตามบทบาท และหน้าทีข่ องตนเอง บทบาทของการทางานเป็นทีม ในการทางานเปน็ ทมี ประกอบไปดว้ ยผนู้ าและผตู้ ามซึง่ ทงั้ สองฝ่ายมีบทบาทดงั น้ี 1.บทบาทของผู้นาในการทางานเป็นทีม เม่ือเป็นผู้นาในการทางาน ผู้นาต้องแสดงบทบาทในการ สร้างสัมพันธภาพท่ีดีกับสมาชิกคนอ่ืนในทีม มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กล้าที่จะ ยอมรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในทีม ไม่ตาหนิอย่างรุนแรงเม่ือมีความผิดพลาดเกิดข้ึน ใช้การประเมินผล การทางานเพื่อให้ทราบถึงความก้าวหนา้ และส่งิ ที่ตอ้ งปรบั ปรงุ แก้ไข 4
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ยก์ ับการพัฒนาตน 2.บทบาทของสมาชิกในการทางานเปน็ ทีม บทบาทของสมาชิกในกลุ่มนั้นมีความจาเป็นและจะมีผล ให้ทีมงานดาเนินไปด้วยดีเพราะบทบาทของสมาชิกมีอิทธิพลต่อความสาเร็จของทีมงาน โดยสมาชิกน้ันต้อง ความพยายามที่จะดาเนนิ การรว่ มกนั เพอ่ื ความสัมพันธอ์ นั ดตี ่อกัน เป็นผู้ประสานงานท่ีดี พยายามสร้างอารมณ์ ขันข้ึน รักษาบรรยากาศเป็นกันเองในการทางานเป็นทีม เป็นผู้สังเกตการณ์ เป็นผู้คอยสังเกตการณ์และ ประเมนิ ผลใหก้ ลุม่ พยายามบอกถึงการรบั รู้ ปฏิกิริยาของสมาชิกท่มี ตี ่อกลุ่ม หลักปฏิบตั ิทั่วไปสาหรับทีมงาน เพื่อให้แนวคิดในการปฏิบัติงานแบบทีมงานเหมาะสมกับการนาไปสู่การปฏิบัติ หลักสาคัญๆ ในการ ทางานกลุ่มควรกาหนดโดยยดึ แนวทางดงั นี้ 1.มีการต้ังเป้าหมายการทางานร่วมกัน ทุกคนรู้อย่างแน่ชัดว่าผลงานที่ต้องการให้เกิดข้ึนจากการ ทางานเปน็ ทมี น้นั คอื อะไร 2.มกี ารวางแผนการดาเนนิ งานและมรี ายละเอยี ดหรือขนั้ ตอนการปฏบิ ตั ิเพอ่ื การทางานให้ บรรลเุ ปา้ หมาย 3.แบ่งงานและจ่ายงานให้เหมาะสมกบั สมาชกิ ตามความรคู้ วามสามารถและบทบาทของแต่ละคน 4.ดาเนินการปฏิบัตงิ านตามแผนและขนั้ ตอนทไ่ี ด้กาหนดไวอ้ ย่างเป็นระบบและอยา่ งตอ่ เนื่อง 5.มีการติดตามผลการทางานในแต่ละส่วนอย่างสม่าเสมอ เมื่อมีข้อบกพร่องต้องรีบหาทางช่วยเหลือ แกไ้ ข และใชห้ ลักการแก้ไขปญั หาของงานมากกวา่ การค้นหาว่าผ้ใู ดผดิ ผูใ้ ดถกู 6.สรา้ งความรสู้ กึ สานึกและตระหนักอยเู่ สมอว่า ความรู้และเทคนิคการทางานที่ใช้อยู่น้ันมีโอกาสที่ล้า หลังและอาจขาดประสิทธิภาพได้เสมอ การแสวงหาความรู้ แสวงหาเทคนิค ตลอดจนวิธีการใหม่เป็นส่ิงท่ี สมาชกิ พงึ ปฏบิ ตั ิอยู่เสมอ ปจั จยั ทางดา้ นจิตวทิ ยาที่ทาใหก้ ารทางานร่วมกนั เป็นทมี ประสบความสาเร็จ พรรณ ทรัพยะประภา (2548:84-89) กล่าวว่า การทางานร่วมกันเป็นทีมจะบรรลุผลสาเร็จได้และมี ประสิทธิภาพ จาเปน็ ตอ้ งอาศัยปจั จัยต่างๆ ทางดา้ นจิตวิทยา สรุปได้ดงั ต่อไปนี้ 1. ความไว้วางใจ เมื่อไรก็ตามที่บุคคลต้องทางานร่วมกันเป็นทีมกับผู้อื่นบุคคลควรขจัดความระแวง ออกไปและพัฒนาความไว้วางใจซึ่งกันและกันให้มากท่ีสุดเท่าท่ีจะทาได้ เพื่อให้บรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมายท่ี ตอ้ งการได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ 2. ความอดทน การทางานเป็นทีมประกอบด้วยบุคคลท่ีมีความแตกต่างกัน จึงต้องมีความอดทนอด กล้ันต่อปัญหาต่างๆ ท่ีอาจจะเกิดขึ้นตามมา หรืออดทนต่ออุปสรรค ความยากลาบากต่างๆ ท่ีเกิดข้ึน ช่วยกัน แก้ไขปัญหาและอปุ สรรคต่างๆ ให้ลุลว่ งไปได้ 3. ความมีเหตผุ ลและความถกู ตอ้ ง สมาชิกทุกคนในทีมตระหนักถึงหลักการเหตุผลและความถูกต้อง เท่ียงตรงรวมท้ังความจริงใจที่มีต่อการทางานร่วมกัน ไม่บิดเบือนความไม่ถูกต้องให้เป็นความถูกต้อง ซ่ึงจะ กอ่ ใหเ้ กิดความเสยี หายตอ่ ทีมและเปน็ ความเสยี หายในระยะยาว 4. การบริหารจัดการ การทางานเปน็ ทมี ทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพ ต้ังแต่การบริหารนโยบายที่ชัดเจน เป็นจริง เป็นไปได้ และปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม จัดคนให้เหมาะสมกับงาน จัดสรรเครื่องมือเคร่ืองใช้ หรือส่ือต่างๆ 5
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ยก์ ับการพัฒนาตน อยา่ งเหมาะสมและเอือ้ ต่อการทางานตลอดจนการบรหิ ารเงนิ โดยการจดั สรรงบประมาณอย่างเหมาะสมต่อการ สร้างสรรคผ์ ลงานอยา่ งมคี ุณภาพ 5. ความเต็มใจ ความเต็มใจของสมาชิกในทีมท่ีจะเข้ามาร่วมงาน เป็นคุณสมบัติสาคัญอย่างหน่ึงที่จะ ผูกพนั ทีมงานเอาไว้ได้ 6 การแนะนา ในการทางานร่วมกันเป็นทีมต้องให้การแนะนาเก่ียวกับวัตถุประสงค์ของการทางาน บทบาทหน้าท่แี ละความรับผดิ ชอบของแตล่ ะคน ตลอดจนลกั ษณะและกระบวนการทางาน 7. การยอมรับนับถือและความน่าเชื่อถือได้ สมาชิกแต่ละคนต้องยอมรับนับถือและการเคารพใน สทิ ธิอนั พงึ มีพึงไดข้ องกันและกัน ไมล่ ่วงละเมิดสิทธิหรือก้าวกา่ ยหนา้ ท่ขี องกันและกัน 8. ความรู้และความชานาญ ในการเลือกสมาชิกมาปฏิบัติงานในทีมน้ัน ควรเลือกบุคคลท่ีมีความรู้ ความสามารถและความชานาญท่ีจะปฏิบัติงานท่ีได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการพัฒนาการ ทางานอย่างสมา่ เสมอดว้ ยการฝึกอบรม การสมั มนา การศกึ ษาดูงานทงั้ ในประเทศและตา่ งประเทศ 9. เชาวนป์ ัญญา ผู้เป็นหัวหน้าทีมซ่ึงควรสังเกตว่าสมาชิกแต่ละคน ว่าคนใดมีแวว เฉลียวฉลาด และเปิดโอกาสใหเ้ ขาแสดงออกมาและพฒั นาเขาตามสมควรแก่ความเหมาะสม 10. เมตตากรณุ า เปน็ หลกั ธรรมที่สง่ เสริมการทางานร่วมกันหรือการมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข นั้น มีจติ ใจอ่อนโยน สงบสขุ เต็มไปด้วยความรักความปรารถนาดี และความร้สู กึ ดีๆ ทจี่ ะมีตอ่ กันและกนั 11. ความอ่อนน้อมถอ่ มตน ในการทางานรว่ มกนั นั้น ควรร่วมมือกันอย่างแท้จริงไม่อวดอ้างสรรพคุณ ของตนเอง ยกตนข่มทา่ น หรือขม่ ขู่ ดูถูกผู้อ่ืน ความเป็นผู้นาและผู้ตาม เม่ือเราศึกษาเร่ืองบทบาทของการทางานเป็นทีมจะพบว่า ในบทบาทของการทางานเป็นทีมนั้น ประกอบไปด้วย ผู้นา หรือ หัวหน้าทีม กับผู้ตาม หรือ สมาชิกในทีม ซ่ึงการที่ทีมจะมีประสิทธิภาพย่อมไม่ได้ ข้ึนอยู่กับบุคคลใดบุคคลหน่ึงในทีมน้ัน หากแต่ต้องร่วมมือ ร่วมใจ และประสานงานงานกันเป็นอย่างดี นกั ศกึ ษาจึงควรทาความเข้าถงึ บทบาทของผูน้ าและผู้ตามในทมี อันจะนาไปสู่การปฏิบัติตนที่เหมาะสมและเกิด ประสทิ ธิภาพในการทางาน ความเป็นผนู้ า ผู้นานับไดว้ า่ เปน็ บุคคลทมี่ คี วามสาคัญยิง่ ในทีม เน่ืองจากเป็นผู้คอยบริหารจัดการ ติดต่อประสานงาน และประเมินผลการทางานของสมาชิกในทีม ให้เป็นไปอย่างมีทิศทางและตรงตามเป้าหมายท่ีต้องการ เป็นท่ี ยอมรับการในการบริหารองค์กรว่า ผู้นาเปรียบเสมือนผู้ถือหางเสือกาหนดทิศทางขององค์กรให้ก้าวไปสู่ ความก้าวหน้าหรือความล้มเหลว หากองค์กรใดได้ผู้นาท่ีดี มีประสิทธิภาพ องค์กรนั้นก็จะพบกับความสาเร็จ และความก้าวหน้า ในทางกลับกัน องค์กรใดได้ผู้นาท่ีไร้ประสิทธิภาพ องค์กรนั้นก็จะพบกับความล้มเหลวใน ทสี่ ดุ ความหมายของความเปน็ ผู้นา ความเปน็ ผูน้ า หรอื ภาวะผู้นาน้ัน มีคาจากดั ความหมายเอาไว้มากมาย ซึง่ ความหมายทนี่ า่ สนใจได้แก่ ปราณี พนั ธ์สวา่ ง (2549:24) กล่าววา่ ความเปน็ ผนู้ าหรอื ภาวะผู้นา (Leadership) เป็นกระบวนการท่ี ผู้นาชกั นาให้ทีมงาน หรอื ผู้ใต้บงั คับบัญชาร่วมกันทางานใหบ้ รรลุเปา้ หมายทีก่ าหนดไว้ 6
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ย์กบั การพฒั นาตน สุรพล พยอมแย้ม (2545:45) ได้ทาการศึกษาแนวคิดของ Paul Hersey และ Kenneth H. Blanchard สรุปได้ว่า ความเป็นผู้นาหรือภาวะผู้นา หมายถึง กระบวนการท่ีกระตุ้นให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคล กระทากิจกรรมการปฏิบัติงานต่างๆ เต็มความสามารถและพยายามให้บรรลุผลสาเร็จตามเป้าหมายใน สถานการณ์ท่กี าหนด กาญจนา ไชยพันธุ์ (2549:50) สรุปความหมายของผู้นาไว้ว่า คือ ผู้ท่ีมีบุคลิกภาพ มีบทบาท มี อิทธพิ ลต่อกลุ่มท่ีสามารถคอยอานวยความสะดวกให้การทางานในกลุ่มได้ทางานให้สาเร็จบรรลุตามเป้าหมาย ที่ตง้ั ไว้ จากคาจากดั ความหมายขา้ งต้น สรุปไดว้ า่ ความเปน็ ผู้นาหรอื ภาวะผู้นาน้ัน เป็นกระบวนการท่ีกระตุ้น หรอื ชกั จูงโดยบุคคลหรอื กลุ่มบุคคลใหท้ มี กระทากจิ กรรมหรืองานตา่ งๆอย่างเต็มความสามารถและพยายามทา ให้กิจกรรมหรืองานนั้นบรรลุเป้าหมายตามท่ีกาหนดไว้ ซ่ึงในการผลักดันนั้นอาจจะไม่ได้มาจากผู้นาเพียงคน เดยี ว อาจจะต้องอาศยั สมาชกิ คนอนื่ ๆ ในการรว่ มกันกระตนุ้ กระบวนการนด้ี ว้ ยเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า สมาชิกทุกคนในทีมสามารถเป็นผู้นาได้ ดังน้ันการศึกษาความเป็นผู้นานั้น จึงไม่ได้ จากัดแค่หัวหน้างานเสมอไป หากแต่เป็นการศึกษาเพื่อแสดงบทบาทหน้าที่ในกระบวนการทางานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รูปแบบและทฤษฎีของความเปน็ ผนู้ า การศกึ ษาเกี่ยวกับรปู แบบพฤติกรรมความเป็นผู้นานั้น มีการศึกษาและเสนอแนวคิดที่หลากหลาย ซ่ึง แนวคิดท่ีน่าสนใจ ได้แก่ แนวคิดที่ศึกษาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ภาวะผู้นาพื้นฐาน พบว่า เราสามารถแบ่งภาวะ ผู้นาได้ 2 ประเภท คอื 1. ผู้นาแบบมงุ่ งาน ผนู้ าในภาวะแบบน้จี ะให้ความสาคญั กับผลสาเร็จของงานมาเป็นอันดับแรก ใส่ใจ กับกระบวนการทางาน มกี ารระบขุ ้ันตอนและแบบแผนการทางานที่ต้องการไว้อย่างชัดเจน ตัดสินใจเฉียบขาด และฉับไวตามหนา้ ที่ 2. ผู้นาแบบมุ่งสัมพันธ์ ผู้นาในลักษณะนี้จะแตกต่างจากผู้นาแบบมุ่งงาน เน่ืองจากผู้นาแบบมุ่ง สัมพันธ์จะให้ความสนใจไปท่ีเพื่อนร่วมงานหรือผู้ตามเป็นหลัก คอยดูแลถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการ เน้น การให้การสนับสนุนทางอารมณ์และสังคม การตัดสินใจไม่เฉียบขาดเน่ืองจากการตัดสินใจน้ันจะมาจากผู้ตาม ส่วนใหญด่ ้วย โดยเมื่อพิจารณาทั้งสองรูปแบบพบว่า พฤติกรรมของผู้นาในท้ังสองรูปแบบน้ีส่งผลต่อขวัญและ กาลังใจในการทางานของผู้ตาม รวมทัง้ ยงั สง่ ผลตอ่ ผลลพั ธข์ องการปฏิบตั งิ านดว้ ย ซง่ึ สามารถสรปุ ได้ดงั นี้ ตารางที่ 1 แสดงผลของพฤตกิ รรมผูน้ าแบบมุ่งงานและแบบมุ่งสมั พันธ์ต่อประสิทธิภาพของกลุม่ สิทธโิ ชค วรานกุ ูลสันติ, 2546 : 78 รปู แบบของการทางาน ขวัญและกาลงั ใจ ผลการปฏิบัตงิ าน ตา่ ท้ังสองรูปแบบ ตา่ ตา่ 7
GEPS 123 พฤติกรรมมนษุ ยก์ บั การพัฒนาตน ม่งุ สมั พนั ธ์ตา่ แต่มุ่งงานสงู มักจะต่า แต่ถ้ามีแรงกดดนั อื่นอาจจะสูงได้ มกั จะสูง มงุ่ สัมพันธส์ ูง แต่มงุ่ งานต่า มกั จะสูง มกั จะต่า สงู ทั้งสองรปู แบบ มกั จะสูง คาดวา่ น่าจะสูง แตย่ ังไม่มผี ลการศึกษาท่ีชดั เจน จากตารางพบวา่ ข้อแนะนาทเี่ หมาะสมทสี่ ุดสาหรบั ผู้นา คอื ต้องรู้ว่าตัวเองมรี ปู แบบการเปน็ ผนู้ าใน แบบใด แลว้ พยายามปรับตนเองให้อยูใ่ นระดบั สูงทงั้ สองรูปแบบ แต่จากการวจิ ัยต่างๆ พบว่า เป็นเรอ่ื งยาก โดยเฉพาะในผนู้ าที่อายุมากๆ เน่อื งจากคุณลกั ษณะบางอย่างไดฝ้ ังลกึ ลงในบคุ ลิกภาพ (สทิ ธโิ ชค วรานุกูลสนั ติ, 2546 :78) สว่ นทฤษฎีรปู แบบผู้นาของ เฮอรเ์ ซย์ และ บลานซาร์ด (Hersey และ Blanchard อา้ งถงึ ใน สรุ พล พยอมแย้ม, 2545) ได้แบง่ แบบภาวะผ้นู าออกเป็นอีก 4 แบบ คือ 1. แบบส่ังการ (telling) เป็นพฤติกรรมที่ผ้นู าสนใจในงานสงู แตม่ นษุ ยสัมพันธต์ ่า คือ มีพฤติกรรมส่งั ใหท้ า การชีแ้ นวทาง และการกาหนดลกั ษณะการทางานและเปา้ หมายท่ผี ูน้ าต้องการจากผูต้ าม 2. แบบขายความคดิ (selling) เป็นพฤตกิ รรมทผี่ นู้ าสนใจในงานสงู และมีมนษุ ยสมั พันธ์สูง คือ มี พฤติกรรมการพดู ชักชวน การอธบิ ายและการทาให้กระจ่าง ใหก้ าลงั ใจ เปิดโอกาสในการซักถามเมือ่ มขี ้อสงสยั 3. แบบมสี ่วนร่วม (participating) เป็นพฤติกรรมทผี่ ู้นาสนใจงานต่า แตม่ ีมนุษยสัมพันธ์สูง คือ มี พฤติกรรมการให้เขา้ ไปมสี ว่ นรว่ ม และการสร้างความร้สู กึ ผูกพนั สนบั สนนุ ให้ผูต้ ามไดเ้ ขา้ มามีสว่ นร่วมและใช้ ความรคู้ วามสามารถในการทางาน แบบของการตัดสนิ ใจมีลกั ษณะผู้นาและผตู้ ามรว่ มกนั ตดั สินใจหรือผู้ตาม ตัดสนิ ใจจากการสนับสนุนและชว่ ยเหลอื ของผนู้ า 4. แบบมอบหมายงาน (delegating) เปน็ พฤติกรรมทผ่ี ู้นาสนใจในงานตา่ และมี มนษุ ย สมั พันธต์ ่า คือ มีพฤติกรรมการกระจายหน้าท่ี การสงั เกตการณ์ การตรวจตรา และการทาให้บรรลุ วัตถุประสงค์ เปน็ ลักษณะท่ีผู้นาใหค้ าแนะนาและการสนับสนุนเล็กๆ น้อยๆ เพยี งเพือ่ ให้ผู้ตามเขา้ ใจปัญหา และแผนงาน 1 ซง่ึ ทฤษฎนี เ้ี ช่อื ว่า รูปแบบของผูน้ าน้นั มคี วามสัมพันธ์กับรูปแบบของผูต้ าม โดยพิจารณาวา่ ความ พรอ้ มของผตู้ าม ไมว่ า่ จะเปน็ ความสามรถหรือความเต็มใจท่ีจะทานน้ั ส่งผลถงึ ตวั ผู้นาและงานท่จี ะทาทั้งส้ิน ฟิลเดอร์ (Fiedler อ้างถึงใน สุรพล พยอมแย้ม, 2545) ได้เสนอทฤษฎีทฤษฎีสถานการณ์ (Contingency Theory) โดยกล่าวว่า การจะศึกษารูปแบบและประสิทธิภาพของผู้นานั้น ข้ึนอยู่กับ ผู้ตาม และสถานการณท์ ีผ่ ู้นาเผชิญอยู่ ซึง่ จากการศึกษาของเขาพบวา่ มีปจั จัย 3 อย่างทส่ี ่งผลตอ่ ผ้นู า ได้แก่ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นากับผู้ใต้บังคับบัญชา คือ การที่ผู้นาได้รับความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจ การยอมรับ สนับสนุน และความร่วมมือในการทางาน ถ้าได้รับการยอมรับและความร่วมมือมาก ผู้นาก็ สามารถจะอย่ใู นสถานการณท์ ีส่ ามารถควบคุมบรหิ ารจัดการองค์กรได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพมากข้นึ 2. โครงสร้างของงาน คือ งานที่ถูกกาหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจน มีระเบียบแบบแผน มีวิธีการ ทางานท่ีเปน็ ขัน้ ตอนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งงานที่มีความชัดเจนและเป็นระเบียบมาก ก็จะทาให้ผู้นาสามารถ บรหิ ารจัดการได้โดยงา่ ยเช่นเดยี วกัน 3. อานาจตามตาแหน่งหน้าท่ี คือ ขอบเขตของอานาจตามตาแหนง่ หนา้ ทใ่ี นการควบคุม สั่งการ และ บรหิ ารจัดการ ซง่ึ ถา้ ผู้นามอี านาจมาก กจ็ ะทาใหอ้ ยู่ในสถานการณ์ทีต่ นสามารถควบคุมไดม้ ากขึน้ 8
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษย์กบั การพัฒนาตน คอสต์เลย์และทอดด์ (Costly and Todd. 1991 อ้างถึงในบุญมั่น ธนาศุภวัฒน์, 2553) ได้กล่าวถึง แนวคดิ รูปแบบผู้นาตามทฤษฎวี ิถที างเป้าหมาย (Path – Goal Theory) 4 ประเภท ดังน้ี 1. ผู้นาที่เป็นผู้ช้ีทาง (Directive Leader) ผู้นาแบบนี้จะเป็นผู้คอยบอกผู้ตามว่า ควรทาอะไร ทา อย่างไร ให้คาแนะนาทกุ อย่าง กาหนดมาตรฐานของการทางานที่ชัดเจน และคอยควบคุมดูแลพฤติกรรมของผู้ ตามเพอื่ ไม่ใหเ้ กดิ ความผดิ พลาด 2. ผู้นาที่เป็นผู้สนับสนุน (Supportive Leader) เป็นผู้นาท่ีเน้นการรักษาความสัมพันธ์กับ ผู้ตาม คอยดแู ลเอาใจใสช่ ีวติ ความเป็นอยูแ่ ละตอบสนองความต้องการของผูต้ าม 3. ผู้นาที่เป็นผู้ให้ความร่วมมือ (Participative Leader) เป็นผู้ท่ีให้คาปรึกษา ข้อคิด คาแนะนา คอย ปรึกษาหารือและสอบถามความคดิ เห็นในการทางานของผตู้ ามเสมอ 4. ผู้นาที่เป็นผู้มุ่งความสาเร็จ (Achievement – Oriented Leader) เป็นผู้นาท่ีคอยกาหนด เป้าหมายของการทางานใหท้ า้ ทาย เน้นผลการปฏิบตั งิ านในระดบั สูงและคาดหวังให้ผู้ตามมีประสิทธภิ าพสูง ทฤษฎี X และทฤษฎี Y (Theory X and Theory Y) ของแมคกรเี กรอ (McGregor) กล่าวว่า พฤติกรรมของหัวหนา้ หรอื ผบู้ รหิ ารมี 2 ประเภท (วิไล ไชยปกรณ์, 2549) ดงั นี้ 1. ทฤษฎี X หมายถงึ หวั หนา้ ทบี่ รหิ ารแบบเข้มงวด เพราะมีเจตคติทางลบต่อลกู น้อง เชน่ 1.1 ลกู นอ้ งสว่ นมากมักจะเกยี จครา้ นหรือไม่ชอบทางาน 1.2 ลกู นอ้ งสว่ นมากขาดความทะเยอทะยาน ขาดความรับผิดชอบ 1.3 ลกู นอ้ งสว่ นมากขาดการคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาต่างๆ ในองค์การ 1.4 ลกู น้องส่วนมากทางานเพ่ือต้องการปจั จัย 4 และความปลอดภัยเทา่ น้นั 1.5 ลูกนอ้ งส่วนมากต้องการใหค้ วบคุมดแู ลอย่างใกลช้ ิดและชอบปฏบิ ัตติ ามคาสั่ง 2. ทฤษฎี Y หมายถงึ หวั หนา้ ทบี่ รหิ ารแบบใหโ้ อกาสลกู นอ้ งแสดงความสามารถด้วยตนเอง เพราะมเี จตคติทางบวกต่อลูกนอ้ ง เชน่ 2.1 ลูกน้องสว่ นมากทางานด้วยความเต็มใจ ไม่ชอบการบังคับ 2.2 ลูกนอ้ งสว่ นมากมีความรบั ผิดชอบและมีความทะเยอทะยาน 2.3 ลูกน้องสว่ นมากมีความคิดสร้างสรรคใ์ นการแกป้ ัญหาตา่ งๆ ขององค์การ 2.4 ลกู นอ้ งส่วนมากต้องการไดร้ บั การยกยอ่ งนับถือ เชอื่ ความสามารถของตนเอง 2.5 ลูกน้องส่วนมากสามารถควบคุมตนเองได้ ถ้าหากได้รบั การจงู ใจทีเ่ หมาะสม หัวหนา้ ท่ีฉลาดต้องร้จู ักใชท้ ฤษฎี X และทฤษฎี Y ใหเ้ หมาะสมกบั บุคลิกภาพของลูกนอ้ งและ สถานการณ์ บางครงั้ ต้องใชท้ ฤษฎี X แตบ่ างครั้งต้องใช้ทฤษฎี Y เพ่ือให้สอดคล้องกบั สถานการณ์และความ พึงพอใจของลูกนอ้ งแต่ละบุคคล หนา้ ท่ีและบทบาทของผ้นู า หน้าทีแ่ ละบทบาทของผนู้ านั้นไม่ได้มกี ารกาหนดท่ีตายตวั เนอื่ งจากในแตล่ ะกลุม่ ทีม หรือองคก์ รล้วน แล้วแต่มีลกั ษณะเฉพาะตัวท่แี ตกตา่ งกนั ทาใหบ้ ทบาทและหน้าที่ของผู้นาแตกต่างกนั ด้วย หากแตใ่ นภาพรวม แล้วพบว่า ผูน้ ามหี น้าที่ในการกาหนดโครงสร้าง บรรยากาศ อดุ มการณแ์ ละกจิ กรรมของกล่มุ ซง่ึ เครทซแ์ ละค รัชฟลี ด์ (Kretch and Crutcfield, 1975 อ้างถงึ ใน สภาสถาบนั ราชภฏั , 2542) ได้แบ่งหน้าทแี่ ละบทบาทของ ผนู้ าไว้ดงั นี้ 9
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ย์กบั การพฒั นาตน 1. ผู้บริหาร เปน็ บทบาทโดยตรงของผูน้ าในการรับหนา้ ที่พจิ ารณานโยบายหรอื เปา้ หมาย รบั ผดิ ชอบ ในการบริหารจัดการกลุม่ หรือองค์กร 2. ผู้วางแผน ทาหน้าท่เี ป็นผ้ตู ดั สนิ ใจเลอื กวิธกี ารและเลือกเครือ่ งมือสาหรบั ผู้ตามเพ่ือใหด้ าเนินงาน บรรลุเป้าหมาย 3. ผูว้ างนโยบาย โดยเป็นผวู้ างวสิ ยั ทศั นข์ องกลุ่มหรือองค์กร อาจจะวางนโยบายแตเ่ พียงผ้เู ดียวหรอื ร่วมกนั วางนโยบายกบั ผูต้ ามก็ได้ 4. ผเู้ ช่ยี วชาญ ผนู้ าอาจจะตอ้ งแสดงบทบาทของการเป็นผู้รอบรู้และเชี่ยวชาญในงานนั้นๆ โดยเฉพาะ เรื่องของเทคนคิ เฉพาะงาน 5. ผู้เป็นตัวแทนกลุ่ม เม่ือมีการติดต่อระหว่างกลุ่มหรือองค์กร ผู้นาย่อมมีบทบาทและหน้าที่ในการ เป็นตัวแทนในการตดิ ต่อนัน้ ๆ 6. ผู้ควบคุมความสัมพันธ์ โดยการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสมาชิกในกลุ่มหรือองค์กรคนอื่นๆ รวมถึงการรักษาความสัมพันธก์ ับกล่มุ หรือองค์กรอนื่ ๆ ดว้ ย 7. ผู้ให้รางวัลและผู้ลงโทษ ผู้ตามรับรู้ว่าผู้นามีสิทธิเหนือผู้ตามในการให้รางวัลเมื่อปฏิบัติงานประสบ ความสาเร็จหรือลงโทษเมอื่ ปฏบิ ตั งิ านผิดพลาด 8. ผเู้ ป็นสญั ลกั ษณ์ กล่มุ บางกลมุ่ หรือองค์กรบางองคก์ รยึดเอาผู้นาเป็นสัญลักษณ์ขององค์กร เม่ือผู้นา ยังคงอยู่กย็ ังสามารถดาเนนิ กิจกรรมไปได้แมว้ า่ สิง่ อน่ื จะเกดิ การเปลยี่ นแปลงไป 9. ผู้ยึดอุดมคติ ในบางสถานการณ์ผู้นาก็ต้องแสดงตนว่า ตนเองเป็นผู้มีอุดมคติสูงส่ง เพื่อสร้างความ นา่ เชอื่ ถือและทาใหเ้ กดิ อทิ ธพิ ลตอ่ ผูต้ าม 10. ผ้รู บั บาป เม่ือเกิดขอ้ ผดิ พลาด ข้อตาหนิ หรือข้อวิจารณ์เกิดขึ้น ผู้นาต้องพร้อมแสดงหน้าที่ในการ เปน็ ผู้รบั เอาสงิ่ เหล่านั้นท้งั แบบตั้งใจและแบบไม่ได้ตั้งใจ คณุ สมบัตขิ องการเปน็ ผนู้ า ผู้ท่ีจะเป็นผู้นาที่ประสบความสาเร็จได้น้ันควรจะมีลักษณะบางประการท่ีเอื้ออานวยและ สง่ เสรมิ ให้ตนเองไดก้ า้ วขึ้นไปสู่ตาแหนง่ หน้าทีแ่ ละความรับผดิ ชอบในระดับสงู คุณสมบัตขิ องการเปน็ ผนู้ ามดี ังนี้ 1. คุณสมบตั ิส่วนตวั ได้แก่ 1.1 มีระดับเชาวป์ ัญญาสงู มีไหวพรบิ มีความฉลาดเฉยี บแหลม สามารถเรียนรสู้ งิ่ ใหมๆ่ ได้ อย่างรวดเร็ว 1.2 วุฒภิ าวะทางอารมณ์ มีความสขุ มุ เยอื กเย็น มคี วามมนั่ คงทางอารมณ์ 1.3 มบี ุคลิกภาพทด่ี ี มีการแสดงออก เจตคติ ความสนใจ นิสยั ใจคอทีเ่ ปน็ ทย่ี อมรบั และนิยม ยกย่องในสังคม 1.4 มสี ขุ ภาพสมบรู ณ์ท้ังด้านรา่ งกายและจิตใจ 2. คุณสมบัติทางด้านสังคม เป็นสิ่งท่ีบุคคลสามารถปลูกฝังเรียนรู้ ขวนขวายสร้างเพิ่มเติมข้ึนเพ่ือทา ใหต้ นเองมคี ณุ สมบัตขิ องการเป็นผูน้ าได้ คณุ สมบตั ิดงั กลา่ ว ได้แก่ 2.1 มคี วามร้คู วามเขา้ ใจในงานธุรกจิ ท่ีตนต้องเกยี่ วข้องรบั ผิดชอบอย่างลึกซ้ึง 2.2 มคี วามคดิ ริเริ่ม มคี วามสนใจในดา้ นต่างๆ อยา่ งกว้างขวาง พรอ้ มท่ีจะทดลองทาส่ิงใหม่ๆ บนพ้นื ฐานของการศกึ ษาค้นควา้ วิจยั อย่างรอบคอบ 2.3 มคี วามรบั ผิดชอบและสามารถปรับตัวใหเ้ ข้ากบั อาชีพและลักษณะของงานทีต่ นทาได้เป็น อย่างดี 10
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนุษยก์ ับการพัฒนาตน 2.4 มคี วามซื่อสตั ยต์ อ่ ตนเองและสังคม ไมเ่ หน็ แก่ตัว มีความจงรกั ภักดีต่อองค์การและ อุดมการณ์ของกลมุ่ 2.5 มคี วามเสยี สละ อดทน ขยนั ขันแขง็ และต่นื ตวั อยเู่ สมอ 2.6 มมี นุษยสัมพนั ธท์ ี่ดี 2.7 มีศิลปะในการแต่งกาย การสนทนาและการพดู ในทช่ี มุ ชน 2.8 มีความสามารถในการใช้ภาษาได้อยา่ งคล่องแคล่วเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล 2.9 มีความเชอ่ื ม่ันในตนเอง ทักษะของผู้นา การบริหารงานในองค์การหรือหน่วยงานใดก็ตาม ผู้บริหารหรือผู้นาจะสามารถบริหารงานได้อย่าง ราบร่ืนและประสบความสาเร็จตามที่ต้องการได้มากน้อยเพียงใดน้ันย่อมต้องอาศัยทักษะเป็นสาคัญ ท้ังน้ี เพราะทักษะเป็นความสามรถของบุคคลในการทากิจกรรมอย่างใดอย่างหน่ึงได้อย่างถูกต้อง แม่นยา รวดเร็ว คล่องแคล่ว และดาเนินไปอย่างต่อเน่ืองตามลาดับทักษะที่จาเป็นสาหรับผู้บริหารหรือผู้นา ซึ่ง บุญม่ัน ธนาศภุ วฒั น์ (2553) ได้เสนอแนวคดิ เก่ียวกบั ทักษะของผนู้ าไว้ดังน้ี 1. ทกั ษะดา้ นเทคนิคการปฏบิ ัตงิ าน (Technical Skills) เปน็ ความสามารถดา้ นการทางาน มีความรคู้ วามเข้าใจในงาน ทกั ษะด้านนอี้ าจจะได้มาจากการศึกษาอบรมการฝกึ งานหรือการเรียนรู้จาก ประสบการณ์โดยตรงของผูน้ าจะต้องเป็นผ้ทู ส่ี ามารถทาหน้าท่เี สนอแนะ สอนงาน หรอื ปฏบิ ตั ิงานให้เปน็ ตัวอยา่ งแก่ผู้ใตบ้ งั คบั บัญชาได้ ดังน้ันทกั ษะทางด้านเทคนิคการปฏิบัตงิ านจงึ เปน็ เรอื่ งของ “การเก่งงาน” 2. ทักษะด้านมนุษยสัมพนั ธ์ (Human Relations Skills) เปน็ ความสามรถในการเข้าใจ ธรรมชาตขิ องมนุษยส์ ามารถทจี่ ะใชถ้ ้อยคาทเ่ี หมาะสมแก่ผ้รู ว่ มงานเพื่อชกั จูงใจให้เขาปฏบิ ตั หิ รอื งดเว้นการ ปฏบิ ตั ิอย่างใดอยา่ งหน่ึงตามที่ผู้นาตอ้ งการ การมีมนุษยสัมพันธ์ท่ีดจี ะชว่ ยให้ได้รับความรว่ มมือจากบคุ คล หลายฝ่ายมากยิง่ ขน้ึ ทักษะดา้ นนอ้ี าจจะได้มาจากการฝึกอบรมหรอื จากประสบการณป์ ระกอบกบั บุคลิกภาพ ส่วนตัวของผ้นู าเองดังน้ันทักษะด้านนี้จึงเปน็ เรอื่ งของ “การเกง่ คน” 3. ทกั ษะด้านความคดิ รวบยอด (Conceptual Skills) เปน็ ความสามารถในการมองเหน็ ภาพรวมของกระบวนการทางานและความสัมพนั ธข์ องงานในองค์การตลอดจนสามารถคาดคะเนผลของการ เปลีย่ นแปลงทีเ่ กดิ ข้ึนในองค์การ กาหนดนโยบายต่างๆ ขององค์การหรอื หนว่ ยงาน ทักษะดา้ นนี้ต้องอาศัย เชาวนป์ ัญญา ความคดิ การตัดสนิ ใจ การมีวจิ ารณญาณ การมองเหน็ การณ์ไกล ตลอดจนมีประสบการณ์ใน การแก้ปัญหา ดงั นั้นทักษะด้านน้จี งึ เปน็ เร่ืองของ “การเกง่ คิด” คุณลักษณะเดน่ ของความเป็นผู้นา จาก Think & Grow Rich (The 21st-Century Edition) : ออนไลน์ เสนอไว้ดังน้ี 1. กลา้ หาญ ไมม่ ีใครอยากได้ผูน้ าทไ่ี มม่ นั่ ใจในตนเองหรอกครับ แนน่ อนวา่ ไม่มีผู้ตามท่ีฉลาดคนใดจะ ยอมอยูภ่ ายใตผ้ นู้ าท่ีไมก่ ล้าหาญได้นานนัก 11
GEPS 123 พฤตกิ รรมมนษุ ย์กับการพัฒนาตน 2. การควบคมุ ตัวเอง คนท่ีไม่สามารถควบคุมตวั เองได้ ยอ่ มควบคมุ ผู้อืน่ ไม่ได้ ทงั้ น้ีการควบคมุ ตวั เอง ไดเ้ ป็นอย่างดเี ป็นตวั อย่างที่ดีท่สี ดุ สาหรบั ผู้ตาม 3. สานึกแหง่ ความยตุ ิธรรม ซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ยตุ ธิ รรม เหลา่ นส้ี าคัญยิง่ 4. ตัดสินใจแน่วแน่ คนท่ีตัดสินใจเด็ดขาด และแสดงความม่นั ใจในตวั เอง จะสามารถนาผู้อื่นได้สาเร็ 5. แผนการท่ีชดั เจน ผู้นาท่ีประสบความสาเรจ็ ต้องวางแผนการทางานและนาแผนนัน้ ไปปฏบิ ัติ ผูน้ าที่ ทางานด้วยการคาดการณ์ ไม่มีแผนปฏิบัติการท่ีแน่นอน เปรียบเหมอื นเรือทไี่ ม่มีหางเสือ ไมช่ ้าก็เร็วยอ่ มชนกับ หนิ โสโครก 6. นสิ ยั การทางานเกินค่าตอบแทน หนึง่ ในภาระแห่งภาวะผู้นา ผนู้ ามกั เตม็ ใจทางานหนักกว่าลูกน้อง หรอื ทางานหนักกว่าผลตอบแทน 7. บคุ ลกิ ภาพดเี ป็นท่ีประทับใจของผู้อนื่ ภาวะผ้นู าต้องการการยอมรับนับถือจากผู้คน ผู้ตามจะไม่ ยอมรบั นับถือผนู้ าทบ่ี ุคลกิ ภาพดีน้อยกว่าตนเอง 8. ความเหน็ อกเห็นใจและเข้าใจผู้อืน่ ผนู้ าทป่ี ระสบความสาเร็จต้องมีความเห็นอกเหน็ ใจ ลกู น้อง ยิง่ กวา่ นน้ั ตอ้ ง เข้าใจลูกน้องและปญั หาของลูกนอ้ งด้วย 9. ความรอบรูใ้ นงานปลีกยอ่ ย ภาวะผู้นาทีจ่ ะประสบความสาเรจ็ ตอ้ งการความรอบรใู้ นงานปลีกย่อย ในตาแหน่งของ ผนู้ า เปรยี บคือไมจ่ าเป็นตอ้ งเชย่ี วชาญหรอื ทาได้ทุกอย่างของ งานแต่มีความร้ทู ่สี ามารถแจก แจงรายละเอยี ดของเน้ืองานได้ 10. เต็มใจรบั ผิดชอบอย่างเต็มที่ ผู้นาทปี่ ระสบความสาเร็จต้องมีความเต็มใจทจ่ี ะรับผดิ ชอบ ข้อผดิ พลาดและจดุ ออ่ นของลูกนอ้ ง หากผู้นาคนใดพยายามที่จะผลักความรับผดิ ชอบ ผนู้ าคนนน้ั จะไม่ สามารถนาผูอ้ ่นื ได้ ถา้ ลกู น้องคนใดคนหน่ึงทาผดิ พลาดหรือไรค้ วามสามารถ คณุ ตอ้ งพิจารณาว่าตัวเองนั่น แหละเป็นผูล้ ้มเหลว 11. ความร่วมมือ ผนู้ าท่ปี ระสบความสาเรจ็ ตอ้ งเข้าใจรูจ้ ักประยกุ ต์หลกั การประสานความร่วมมอื รว่ มใจ และสามารถชักชวนใหล้ ูกนอ้ งทาตามได้ ภาวะผนู้ าตอ้ งการพลังและพลงั ต้องการความร่วมมือ มีภาวะผูน้ าอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือ มีประสิทธิภาพสงู สุด เปน็ ผนู้ าทผี่ ู้ตามยอมรบั และให้ ความเห็นอกเหน็ ใจ ประเภทท่สี องคือ ใชภ้ าวะผนู้ าด้วยการบงั คบั ปราศจากการยอมรับและเหน็ อกเห็นใจจาก ผตู้ าม นอกจากน้ี กาญจนา ไชยพนั ธ์ุ (2549 : 50) ได้เสนอคณุ ลักษณะความเป็นผู้นา ท่ีมผี ลต่อประสิทธภิ าพ ในการทางานกลุ่ม โดยอ้างจากสงวน สทุ ธิเลิศอรุณ (2543) ทก่ี ล่าวถงึ คุณลักษณะของความเป็นผ้นู าโดยอิงชื่อ อกั ษรในคาวา่ LEADERSHIP ไวด้ ังนี้ L = Lead คอื การนา E = Eager คอื ความกระตอื รือรน้ A = Authority คอื การใช้อานาจ D = Direct คือ การสง่ั การ E = Education คอื มกี ารศึกษาหรือไดร้ ับการอบรม R = Responsibility คอื มคี วามรบั ผดิ ชอบ S = Social คอื มกี ารเข้าสงั คมได้ H = Honesty คือ มคี วามซ่ือสัตย์ I = Intelligence คอื มีความเฉลียวฉลาด P = Personality คือ มบี คุ ลิกภาพน่านับถือ 12
GEPS 123 พฤติกรรมมนุษยก์ บั การพัฒนาตน การพัฒนาตนเพ่อื เปน็ ผู้นา ความเป็นผ้นู าหรือภาวะผู้นาน้ันสามารถพัฒนาได้ ไม่ใชเ่ พียงแค่สง่ิ ทต่ี ดิ ตัวมาแต่กาเนิด หากแต่เป็นผล มาจากการเรียนรู้และประสบการณ์ เรยี กได้ว่า ความเปน็ ผ้นู านนั้ สรา้ งได้โดย 1. ต้องมีความตระหนักในความสาคัญและความจาเป็นในการกา้ วเข้าไปส่คู วามเป็นผูน้ า 2. ศกึ ษาคณุ ลกั ษณะ รปู แบบของความเปน็ ผนู้ าท่มี ปี ระสทิ ธิภาพ ทั้งจากเอกสาร ตาราและการสังเกต เพ่ือเก็บข้อมูลจากผู้นาในชีวิตจริง นามาวิเคราะห์ตนเองว่ามีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร มีคุณลักษณะใดท่ี ตอ้ งการการเปลยี่ นแปลงเพือ่ พัฒนาเป็นผูน้ า 3. ลองผดิ ลองถูก พฒั นารปู แบบความเปน็ ผูน้ าจากการทางานของตนเอง เพ่ือหารูปแบบการทางานท่ี บ่งบอกความเปน็ ตวั ตนและเหมาะสมกับตนเองให้ได้มากท่ีสดุ 4. ประเมนิ ตนเองเป็นระยะ โดยตัง้ เป็นเป้าหมายระยะสั้น เมอื่ พฒั นาไปถงึ เปา้ หมายท่ีตั้งไว้จึงเล่ือนข้ัน ไปสเู่ ป้าหมายถัดไปทส่ี ูงกว่า อาจมีการจาลองสถานการณ์ เช่น การแก้ปัญหา การวางแผน การส่ือสาร เพื่อให้ สามารถสังเกตถึงสง่ิ ทีไ่ ด้รับการพัฒนาแล้วกับสิ่งทตี่ อ้ งปรบั ปรุงเพม่ิ เตมิ อย่างชดั เจน 5. เพม่ิ พนู ความรู้ ความสามารถดา้ นตา่ งๆ ให้กับตนเองอย่างสม่าเสมอ ท้ังจากการศึกษาเพิ่มเติม การ อบรม ประชมุ สัมมนา ความหมายของความเปน็ ผู้ตาม บุญใจ ศรสี ถิตนรากูร (2551)ได้ให้ความหมายของผ้ตู ามไว้ว่า “ผู้ตาม” (Follower) หมายถึง บคุ คล ทแี่ สดงบทบาทผู้ช่วยเหลอื และสนับสนนุ ผ้นู า รวมทงั้ รับคาสั่งและรับมอบหมายงานจากผู้นาเพ่ือนามาปฏิบัติ ใหบ้ รรลุผลสาเรจ็ ภาวะผ้ตู าม(Followership) หมายถงึ คุณลกั ษณะบุคคลทเ่ี ป็นผู้ตามทด่ี ี(Good follower) สามารถ ปฏิบัติงานทีไ่ ดร้ บั มอบหมายจากผูน้ าให้บรรลผุ ลสาเรจ็ ร่วมมอื ชว่ ยเหลอื และสนบั สนนุ ผนู้ า รวมทงั้ ไม่ คัดคา้ นและเปน็ ปฏิปักษ์ต่อผู้นา เพื่อให้ผู้นาสามารถปฏิบตั ิหนา้ ที่อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ....” สรปุ ผตู้ าม คือ สมาชิกของกลุ่มเปน็ ผ้ปู ฏบิ ัติตามผนู้ าและข้อตกลงของกลมุ่ อุทิศตนให้กบั งาน สร้าง ศักยภาพในการทางาน ทางานในฐานะทีมงานและทางานทีต่ นชานาญ เพื่อใหง้ านดาเนินไปด้วย และสมาชิก อย่รู ่วมกนั อยา่ งเป็นปกตสิ ขุ บทบาทของผูต้ ามในการทางาน ปราณี พันธส์ วา่ ง (2549) แบง่ บทบาทผตู้ ามออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. บทบาทท่ีเก่ียวกับการทางาน หมายถึง บทบาทที่เก่ียวข้องอยู่กับสาระสาคัญของงานหรือ ปัญหาของกลมุ่ เพือ่ ใหก้ ล่มุ ดาเนินงานจนบรรลุจุดม่งุ หมาย บทบาททส่ี าคญั มีดังนี้ 1.1 ผู้ริเริ่ม ผู้มีส่วนร่วม เป็นการเสนอความคิดหรือวิธีการใหม่ๆ ในการทางาน การพิจารณา จดุ มุ่งหมายหรือปัญหาของกลุ่ม และพยายามทาใหเ้ กิดความเคลือ่ นไหวตา่ งๆ เพื่อใหก้ ลมุ่ ประสบความสาเร็จ 1.2 ผู้แสวงหาข้อมูลหรือความคิดเห็น ส่วนมากเป็นการหาข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาในการดาเนินงาน การซกั ถามแนวคิด ข้อเสนอแนะ ค่านิยม ความเห็นเกย่ี วกบั การทางาน 1.3 ผู้ใหข้ ้อมูลหรอื แสดงความคิดเห็น การให้ข้อมูลข่าวสารหรือข้อสรุปที่จาเป็นต่อการทางาน และ การใหข้ ้อเสนอแนะหรอื ข้อสงั เกตในการทางาน 13
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123