Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สงบ-บุญคล้อย

สงบ-บุญคล้อย

Published by manneejacksun, 2020-06-17 21:00:46

Description: สงบ-บุญคล้อย

Search

Read the Text Version

12 วิวธิ วรรณสาร ปที ่ี 2 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 แหล่งเกลอื ทุ่งกลุ ารอ้ งไห:้ ต�ำ นาน พ้ืนทน่ี เิ วศและการสร้างอัตลกั ษณ์ 81 เปรยี บเทียบอกั ขรวธิ กี ารใชค้ ำ�บาลสี นั สกฤตในภาษาไทยและภาษาเขมร ทางวัฒนธรรม Comparative Study of Orthography of Pali and Sanskrit Salina of Thung Kula RongHai: Legend, Ecological Space, and Creation of Cultural Identity in Thai and Khmer สมปอง มลู มณี Sompong Mulmanee สงบ บญุ คลอ้ ย /Sangop Bunkhloi ----------------------------------------------------------------------- การสรา้ งชุดการเรยี นสง่ เสรมิ ความสามารถในการใชภ้ าษาไทย 97 Krasang District, Buri Ram 31160, Thailand เพื่อการสอื่ สารดว้ ยการอ่าน และเขยี นวชิ าภาษาและวัฒนธรรมไทยเพือ่ การเปน็ ครู E-mail: [email protected] Creating a Learning Package to Enhance Ability of Thai Usage For Communication with Reading and Writing in the Course Abstract Thai Language and Culture for being a Teacher พรทิพย์ ครามจนั ทกึ Pali and Sanskrit were languages that have influenced both Thai and Phorntip Kramjantuek Khmer languages. They are considered to be high languages that are attached to Buddhism and Brahmanism. They were languages that have a system of บทวิจารณห์ นังสือ (Book Review) 111 word formation that are formative and meaningful, extensive and profound. ภาพสะท้อนความเป็นอืน่ ของคนชายขอบในรวมเรอื่ งสัน้ These systems, both in Thai and Khmer, have been used as examples in the “บังไพรแหง่ ซับจ�ำ ปาและเรอื่ งอน่ื ๆ” creation of words used in their language from the past to the present. The Reflection of Otherness of Marginal People in Collection of Short Thai language and Khmer languages were beautiful in both words and form Story “Bang phrai heang sap cham pa and Other Stories” and praised as the languages of the learned people. They were languages ชาคริต แกว้ ทันค�ำ with a high degree of linguistic clarity in language. As for the word use and Chakrit Kaewtankham word formation of Pali and Sanskrit in Thai and Khmer languages, though they derived from the same original source, both Thai and Khmer languages have specific ways to decorate the Pali and Sanskrit words to be used in their own language. The reason for the different refinement of Thai and Khmer was due to duration of historical ties between the two countries in Thailand and Cambodia. Keywords: Orthography, Pali and Sanskrit, Thai and Khmer

14 ววิ ิธวรรณสาร ปีที่ 2 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 15 บทคัดยอ่ ความสัมพันธ์ในเชิงประวัติศาสตร์ของกัมพูชาต่อคำ�ภาษาบาลีสันสกฤตมีระยะ เวลาท่ียาวนานกว่าสยามของเรามาก ในขณะท่ีอาณาจักรขอมเจริญรุ่งเรืองสูงสุดนั้น ภาษาบาลสี นั สกฤตเปน็ ภาษาทมี่ อี ทิ ธพิ ลตอ่ ภาษาไทยและภาษาเขมรมาแตโ่ บราณ อาณาจกั รไทยเพ่ิงก่อรา่ งสร้างตัววรรณกรรมจารกึ ตา่ ง ๆ ที่พบในดนิ แดนของขอมที่รงุ่ เรือง และถือว่าเป็นภาษาระดับสูงที่ติดมากับการนับถือพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ เป็น มาหลายรอ้ ยปี ทงั้ ค�ำ ศพั ทแ์ ละส�ำ นวนโวหารตา่ ง ๆ มกี ารววิ ตั น์ และพฒั นาจากสมยั พระนคร ภาษาที่มีระบบการสร้างคำ�ที่ละเอียดลออท้ังรูปแบบและความหมาย ให้อรรถรสในทาง ในอดีตจนถึงราชอาณาจกั รกมั พูชาในปจั จุบัน ความสมั พนั ธข์ องกัมพูชาทีม่ ีต่ออารยธรรม ภาษาอย่างกว้างขวางและลึกซ้ึง ซ่ึงระบบดังกล่าวท้ังภาษาไทยและภาษาเขมรได้นำ�มา อนิ เดยี ทง้ั ดา้ นศาสนา ภาษาและวรรณคดที ม่ี มี ายาวนานนน้ั มอี ทิ ธพิ ลอยา่ งแนบแนน่ ตดิ ตอ่ เปน็ แบบอยา่ งในการสรา้ งคำ�ขึ้นใชใ้ นภาษาของตนมาตงั้ แต่อดีตจนถงึ ปจั จบุ ัน ทำ�ให้ภาษา กนั มาเปน็ สาย ท�ำ ใหต้ วั อกั ษรและอกั ขรวธิ ใี นการเขยี นภาษาเขมรมคี วามใกลเ้ คยี งกบั ภาษา ไทยและภาษาเขมรมีความงดงามในเชิงภาษาทั้งรูปคำ�และรูปความ ยกย่องเป็นภาษาของ บาลีสันสกฤตกว่าภาษาไทยมาก ความคล้ายคลึงกันทางด้านอักษรและอักขรวิธีในภาษา ผู้รู้ เป็นภาษาท่ีมีอรรถรสทางภาษาที่สูงส่งละเอียดลออสุขุมคัมภีรภาพในเชิงภาษาอีกด้วย เขมรมไิ ดม้ จี ำ�เพาะค�ำ ที่รับคำ�มาจากภาษาบาลีสนั สกฤตเทา่ นัน้ ทง้ั ตวั อกั ษรและระบบการ การนำ�คำ�ศัพท์และวิธีการสร้างคำ�ในภาษาบาลีสันสกฤตมาใช้ในภาษาไทยและภาษาเขมร เขียนหรืออักขรวิธีของภาษาบาลีสันสกฤต ยังมีอิทธิพลต่อคำ�พ้ืนบ้านหรือคำ�สามัญท่ีใช้ใน แม้วา่ จะน�ำ มาจากภาษาบาลสี นั สกฤตอันเปน็ แหลง่ ดงั้ เดมิ เหมอื นกนั แตท่ งั้ ภาษาไทยและ ภาษาเขมรอีกด้วย จุดน้จี ัดเป็นจดุ ของความแตกตา่ งกันระหว่างภาษาไทยและภาษาเขมร ภาษาเขมรก็มีวิธีตกแต่งกล่อมเกลาคำ�ภาษาบาลีสันสกฤตเพื่อนำ�มาใช้ในภาษาของตนแตก อีกประการหน่งึ (Bunkhloi, 2015: 167) ตา่ งกนั สาเหตทุ ท่ี �ำ ใหไ้ ทยกบั เขมรมกี ารตกแตง่ ค�ำ ตา่ งกนั เปน็ ผลมาจากความสมั พนั ธใ์ นเชงิ ประวตั ศิ าสตรข์ องประเทศทงั้ สองคอื ทงั้ ไทยและเขมรมกี ารตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ บั ภารตประเทศ อักขรวิธภี าษาเขมรท่ีไดร้ ับอิทธิพลจากภาษาบาลีสนั สกฤต ที่ยาวนานตา่ งกัน อักขรวิธีภาษาบาลสี นั สกฤตท่เี ปน็ ต้นแบบของภาษาเขมร มี 2 ลักษณะ คือ อิทธิพลภาษาบาลสี ันสกฤตทมี่ ีตอ่ ภาษาไทยและภาษาเขมร 1. รูปพยญั ชนะและการแบง่ เสยี งพยญั ชนะออกเปน็ 2 กลุ่ม ตามแบบของภาษา บาลีสันสกฤต คือ รูปพยัญชนะมี 33 รูปเหมือนกัน เสียงพยัญชนะแบ่งเป็นพยัญชนะ ภาษาบาลสี นั สกฤตเปน็ ภาษาทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ่ ภาษาไทยและภาษาเขมรมาแตโ่ บราณ เสยี งไม่ก้อง (อโฆษะ– เสียงเล็ก – សេំ ឡងតូច  /1) และพยัญชนะเสยี งกอ้ ง และถือว่าเป็นภาษาระดับสูงท่ีติดมากับการนับถือพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ เป็น (โฆษะ–เสยี งใหญ่ - សំេឡងធំ  /) เหมือนกนั แมเ้ วลาออกเสยี งพยญั ชนะ ภาษาที่มีระบบการสร้างคำ�ที่ละเอียดลออท้ังรูปแบบและความหมาย ให้อรรถรสในทาง จะมีคุณสมบัติทางเสียงตา่ งกนั กต็ าม ภาษาอยา่ งกวา้ งขวางและลกึ ซงึ้ ซง่ึ ระบบดงั กลา่ วทงั้ ภาษาไทยและภาษาเขมรไดน้ �ำ มาเปน็ 2. อกั ขรวธิ ภี าษาเขมรใชต้ ามหลกั พยญั ชนะสงั โยคหรอื สงั ยกุ ตต์ ามแบบของภาษา แบบอย่างในการสรา้ งคำ�ข้ึนใช้ในภาษาของตนมาตั้งแต่อดตี จนถึงปจั จุบนั ทำ�ใหภ้ าษาไทย บาลสี นั สกฤตโดยตรง กลา่ วคอื เขมรรบั ค�ำ ศพั ทบ์ าลสี นั สกฤตมาใชใ้ นภาษาเขมรโดยไมม่ กี าร และภาษาเขมรมคี วามงดงามในเชงิ ภาษาทงั้ รปู ค�ำ และรปู ความ ยกยอ่ งเปน็ ภาษาของผรู้ ู้ เปน็ แกไ้ ขปรบั เปลยี่ นอกั ขรวธิ เี หมอื นภาษาไทย จะตา่ งจากภาษาบาลสี นั สกฤตเพยี งการออกเสยี ง ภาษาท่ีมีอรรถรสทางภาษาท่ีสูงส่งละเอียดลออสุขุมคัมภีรภาพในเชิงภาษาอีกด้วยการนำ� ค�ำ ตามแบบของภาษาเขมรทแ่ี บง่ กลมุ่ พยญั ชนะออกเปน็ 2 กลมุ่ คอื พยญั ชนะเสยี งเลก็ และ คำ�ศัพท์และวิธีการสร้างคำ�ในภาษาบาลีสันสกฤตมาใช้ในภาษาไทยและภาษาเขมร แม้ว่า พยญั ชนะเสยี งใหญเ่ ท่านนั้ จะนำ�มาจากภาษาบาลสี ันสกฤตอันเป็นแหลง่ ดั้งเดมิ เหมือนกนั แตท่ ้ังภาษาไทยและภาษา 3. ภาษาเขมรเนอื่ งจากมคี วามสมั พนั ธก์ บั ภารตประเทศมาเปน็ เวลานานทางดา้ น เขมรกม็ วี ธิ ตี กแตง่ กลอ่ มเกลาค�ำ ภาษาบาลสี นั สกฤตเพอื่ น�ำ มาใชใ้ นภาษาของตนแตกตา่ งกนั ภ าษา ศาสนาและวฒั นธรรม อกั ขรวิธีของภาษาบาลีสนั สกฤตจงึ มีอทิ ธพิ ลไมเ่ ฉพาะการ สาเหตุท่ีทำ�ให้เขมรมีการตกแต่งคำ�ต่างกันเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ในเชิงประวัติศาสตร์ ของประเทศทง้ั สองคือทง้ั ไทยและเขมรมกี ารตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ ับภารตประเทศที่ยาวนานตา่ ง 1 การใชส้ ทั อักษรแทนเสยี ง ภาษาเขมร ใชต้ ามหลักเกณฑข์ อง : Franklin E. Huffman. (1970). Modern spoken กนั Cambodian. New Haven and London : Yale University Press.

16 วิวิธวรรณสาร ปที ่ี 2 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 17 รับคำ�มาใช้ในภาษาเท่าน้ัน แต่เขมรยังนำ�อักขรวิธีการใช้สระพยัญชนะมาใช้ในคำ�สามัญ จากตาราง 1 พยัญชนะแถวที่ 1–2 ในทกุ วรรค, ณ-ណ ในวรรค ฏะ, ส-ស ห-ហ ในภาษาเขมร โดยใช้หลักการเขียนค�ำ สามัญทีเ่ ปน็ ภาษาเขมรตามแบบอักษรสังโยคภาษา ฬ-ឡ อ-អ ในเศษวรรคเป็นพยญั ชนะเสียงเลก็ (เสียงเล็ก–សេំ ឡងតចូ /) มสี ำ�เนียงเปน็ เสียง ออ บาลสี นั สกฤตอกี ด้วย ส่วนพยญั ชนะในแถวท่ี 3-4-5 ในแต่ละวรรค เป็นพยัญชนะเสยี งใหญ่ (เสียงใหญ่ - รายละเอยี ดเก่ียวกบั อกั ขรวธิ ีภาษาเขมรทไี่ ดร้ ับอิทธิพลจากภาษาบาลีสันสกฤต សេំ ឡងធំ ) มสี �ำ เนยี งเปน็ เสยี ง โอ ยกเวน้ ณ-ណ ในวรรคท่ี 3 จดั เปน็ เสยี งเลก็ เสยี งเดยี ว มีดงั น้ี ในกลุ่มเสยี งโอเมือ่ น�ำ พยญั ชนะไปประสมสระจะท�ำ ให้สระ 1 ตัวในภาษาเขมร ออกเสียงได้ 1. การแบง่ เสยี งพยัญชนะออกเป็น 2 กลุม่ สองเสยี งคอื กลุม่ เสียงเล็กและกล่มุ เสียงใหญ่ พยญั ชนะในภาษาเขมรมี 33 ตวั มีเสยี งสรปุ 17 เสยี ง พยญั ชนะ 33 ตวั แบ่ง การแบง่ เสยี งพยญั ชนะในภาษาเขมรออกเปน็ เสยี งไมก่ อ้ ง(อโฆษะ–เสยี งเลก็ ) และ ลกั ษณะเสยี งเปน็ 2 กลุม่ ตามแบบภาษาบาลสี ันสกฤต คือ พยญั ชนะเสียงก้อง (โฆษะ) และ เสียงกอ้ ง (โฆษะ-เสยี งใหญ่) ถึงแมว้ า่ การออกเสียงพยัญชนะจรงิ ๆ จะมีลักษณะเป็นเสยี ง พยญั ชนะเสยี งไมก่ อ้ ง (อโฆษะ) การแบง่ พยญั ชนะออกเปน็ 2 กล่มุ ตามแบบบาลีสนั สกฤต ไม่ก้อง (voiceless) หรือเสยี งกอ้ ง (voiced) เหมือนเสยี งเดิมในภาษาบาลีสนั สกฤตก็ตาม นี้ น�ำ ไปสกู่ ารใชอ้ กั ขรวธิ กี ารเขยี นการอา่ นแบบพยญั ชนะเสยี งเลก็ (อโฆษะ) พยญั ชนะเสยี ง แตล่ กั ษณะดงั กลา่ วกม็ คี ณุ ปู การตอ่ ความเจรญิ งอกงามทางภาษาในภาษาเขมรเปน็ อยา่ งมาก ใหญ่ (โฆษะ) ในภาษาเขมรซึ่งเปน็ หลกั ส�ำ คัญของอกั ขรวิธใี นภาษาเขมร ท�ำ ใหร้ ูปสระรปู ท�ำ ใหม้ คี �ำ ใช้ในภาษาได้พอเพยี งในการส่อื สารกนั (ในอดตี เขมรใช้ ศ ษ ส ปจั จบุ นั ใช้เพียง ส เดียวสามารถอ่านออกเสียงได้ 2 เสยี ง คอื เสียงเล็ก และเสยี งใหญ่ลกั ษณะนไี้ ด้สรา้ งความ ตัวเดยี ว) งอกงามในทางภาษาเขมรดว้ ยการเพิ่มเสียงเพิม่ ค�ำ ได้มากมาย พอเพยี งแก่การใช้ส่อื สารใน ภาษาได้เป็นอย่างดี ลักษณะดังกล่าวที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาบาลีสันสกฤตโดยการแบ่ง เสียงพยญั ชนะออกเป็น 2 กลมุ่ เป็นลกั ษณะอกั ขรวธิ ีทแ่ี ตกตา่ งจากภาษาไทย ในภาษา 2 การถ่ายเสียงภาษาเขมรเป็นอักษรไทย ใชต้ ามหลักเกณฑข์ อง กาญจนา นาคสกลุ . (2524). อา่ นภาษาเขมร. กรงุ เทพ : ไทยสระรูปหนึง่ ออกเสียงไดเ้ พียงเสียงเดยี วเทา่ นัน้ สำ�นักพิมพจ์ ุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. การแบ่งเสียงพยญั ชนะเปน็ 2 กลุ่ม คอื พยัญชนะเสียงเล็ก มี 15 ตวั พยญั ชนะ เสยี งใหญ่ มี 18 ตวั ดงั ปรากฏในตาราง 1 ตาราง 1 การแบง่ พยัญชนะออกเป็น 2 กลมุ่ กลมุ่ พยัญชนะเสยี งไม่ก้อง (อโฆษะ) เขมรใช้วา่ เสียงเลก็ และกลมุ่ พยญั ชนะเสียงก้อง (โฆษะ) เขมรใชว้ ่าเสยี งใหญ่

18 ววิ ธิ วรรณสาร ปที ี่ 2 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 19 อกั ขรวธิ ีภาษาเขมรทแ่ี บง่ เสยี งพยญั ชนะออกเปน็ 2 กลุ่มดงั กลา่ ว เป็นลกั ษณะที่ ตา่ งไปจากอักขรวิธีของไทย กล่าวคือ ภาษาไทยสระ 1รปู มี 1 เสียง ส่วนในภาษาเขมรสระ 1รปู มี 2 เสียง รูปสระในภาษาเขมรมี 2 ประเภทคือ สระนิสสัย เปน็ สระทตี่ อ้ งประสมกบั พยญั ชนะ มี 24 รปู และสระเตม็ ตวั (สระลอย) มี 15 ตัว สระเตม็ ตัวเปน็ สระท่ีเขยี นโดยไม่ ต้องประสมกบั พยัญชนะ แต่สระลอยในภาษาไทยต้องมีพยัญชนะ อ เป็นทุ่นให้สระเกาะจงึ จะถือวา่ เป็นสระลอยซึ่งไมต่ รงกับความหมายของค�ำ วา่ สระลอยในภาษาบาลีสนั สกฤตและ ภาษาเขมร ซงึ่ มลี ักษณะลอยในตวั เองจรงิ ๆ ไมต่ อ้ งมีพยญั ชนะใหเ้ กาะก็ออกเสียงได้ 1. สระนสิ สยั เปน็ สระทตี่ อ้ งประสมกบั พยญั ชนะ มี 24 รปู ประสมพยญั ชนะเสยี ง เล็กและพยัญชนะเสียงใหญ่ ในตาราง 2 ต่อไปนี้ได้น�ำ พยญั ชนะเสยี งเล็ก ก-ក - กอ2ฺ เปน็ ตวั แทนของพยัญชนะเสียงเลก็ ทั้ง 15 ตวั และพยัญชนะเสยี งใหญ่ ค-គ - โก เปน็ ตวั แทน ของพยัญชนะเสยี งใหญ่ทง้ั 28 ตวั มาประสมสระทกุ รปู เพอ่ื เปรยี บเทียบวา่ สระ 1 รปู เมือ่ น�ำ มาประสมพยัญชนะเสยี งเลก็ -เสยี งใหญ่ จะออกเสียงตา่ งกันอยา่ งไร ตาราง 2 เปรียบเทียบการประสมสระกบั พยัญชนะเสยี งเล็ก (សំេឡងតចូ ) และพยญั ชนะ เสียงใหญ่ (សំេឡងធំ/) ท่ีมา: Bunkhloi (1997: 4-10)

20 ววิ ิธวรรณสาร ปที ่ี 2 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 21 จากตาราง 3 ค�ำ ខះ สระ ះ เขมรเรียกวา่ រះមុខ - ระมุข ค�ำ ខះ ตวั นอ้ี อกเสยี งเปน็ 2. อกั ขรวิธีทีใ่ ชต้ ามแบบพยัญชนะสังโยคในภาษาบาลสี นั สกฤต เสียงลมกระแทกแรง (Aspirated) แปลวา่ แหง้ มีส�ำ เนียงเหมอื นคำ�ในภาษาสันสกฤตทีใ่ ช้ อักขรวิธีคำ�ภาษาบาลีสันสกฤตที่ปรากฏในศิลาจารึกในดินแดนของขอมในอดีต พยญั ชนะประสมดว้ ย วิสรคฺ (:) ดังตวั อย่าง ซึง่ เปน็ ภาษาบาลสี ันสกฤตท่ีตดิ มากับศาสนาพราหมณ์ มีลักษณะเช่นเดยี วกนั กบั อกั ขรวธิ ี सम्पनन् ः สมฺปนฺนะ พยางคท์ า้ ย นะ- ออกเสยี งลมกระแทกแรง เสยี งน้อี อกเสยี ง ภาษาฮินดีที่ใช้อักษรเทวนาครีของอินเดียในปัจจุบัน ต่างกันเฉพาะลักษณะของตัวอักษร อยา่ งเดยี วกบั ค�ำ ខះ แสดงให้เห็นร่องรอยของเสยี งสนั สกฤตทย่ี งั มีติดอยใู่ นภาษาเขมร และ ปัลลวะคันถะหรอื อักษรคฤณห์ท่ีพบในจารึกของขอมเทา่ นัน้ ในทน่ี ้จี ะน�ำ เฉพาะอกั ษรเทว ไมป่ รากฏเสยี งน้ใี นภาษาไทย รูปสระคล้ายสระ อะ ในภาษาไทย แตอ่ อกเสียงตา่ งกัน นาครที ี่อนิ เดยี ใชใ้ นปัจจบุ ันมาประกอบ เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นอทิ ธิพลต่อภาษาเขมร อกั ษรเทวนาครี दवे नागरी- เทวนาครี āī พฒั นามาจากอกั ษรพราหมใี น ราวพทุ ธศตวรรษที่ 16 ปจั จบุ นั ใชเ้ ขยี นภาษาฮนิ ดี ภาษาสนั สกฤต ภาษาบาลภี าษามราฐี ภาษา สนิ ธี ภาษาเนปาล และภาษาอื่นๆในประเทศอนิ เดีย อักขรวิธีการใช้ตัวอักษรเทวนาครี ต่อไปน้ีได้อัญเชิญพระสูตรมหายานภาษา สันสกฤตแปลเป็นไทยว่าด้วยการระลึกถึงพระรัตนตรัยอันประเสริฐ คือ พระสูตรอารฺยตฺ ริรตฺนานุสฺมฤติสูตฺรมฺโดยปริวรรตจากอักษรเทวนาครีเป็นอักษรโรมันเทียบกับอักษรไทย ในที่นีไ้ ด้คดั มาเฉพาะบทสรรเสรญิ พระพุทธคุณบางบท ส่วนบทระลึกถึงพระธรรมคณุ และ พระสงั ฆคณุ ไมไ่ ดค้ ัดมาลงไว้

22 ววิ ธิ วรรณสาร ปที ี่ 2 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 23 ลกั ษณะการใชป้ ระโยคในพระสตู รภาษาสนั สกฤตวา่ ดว้ ยการระลกึ ถงึ พระรตั นตรยั อนั ประเสรฐิ จะเหน็ ไดว้ า่ มกี ารน�ำ ค�ำ มาเชอ่ื มตอ่ กนั หลายค�ำ เปน็ อนปุ ระโยคมากนอ้ ยตา่ งกนั บางประโยคส้ัน บางประโยคยาวตามหลักไวยากรณ์สันสกฤตแต่ละประโยคจะต้องมีการ สมาสและสนธิคำ�ที่นำ�มาต่อกันโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อต้องการเชื่อมเสียงให้กลมกลืนออก เสียงสะดวกดงั ตวั อยา่ งประโยคพระสูตรตอ่ ไปน้ี ต่อไปนี้เป็นการเปรยี บเทยี บอักขรวิธีการใช้สระพยัญชนะ ภาษาบาลีสันสกฤต และภาษาเขมร ที่มา : Phromsiri (2017)

24 วิวิธวรรณสาร ปที ่ี 2 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 25 ตาราง 5 ตวั อกั ษรเทวนาครี ตัวอกั ษรภาษาเขมร และอักขรวธิ ีภาษาเขมรที่ได้รับ จากตาราง 5 เปน็ การเปรยี บเทยี บอกั ขรวธิ กี ารใชส้ ระ พยัญชนะ ภาษาสนั สกฤต อิทธพิ ลจากภาษาบาลีสันสกฤต เปรียบเทยี บกบั อกั ขรวิธขี องไทย และ ภาษาเขมร โรมันและภาษาไทย ในการใช้ตัวอักษรเขมรที่ได้รับอิทธิพลจากภาษาบาลี อักษรโรมนั สันสกฤตแม้ว่าอักษรเทวนาครีจะต่างไปจากภาษาเขมร แตร่ ะบบการเขียนคำ�จะคลา้ ยกัน กลา่ วคอื ใชร้ ะบบการสงั โยคหรอื ตวั สะกดตวั ตามคลา้ ยกนั ในภาษาเขมรตวั สะกดใชต้ วั เตม็ แตต่ วั ตามใชเ้ ชงิ อกั ษร เหมอื นกนั กบั อกั ษรเทวนาครี ซงึ่ ตา่ งจากอกั ขรวธิ กี ารใชต้ วั อกั ษรไทย ทใ่ี ชท้ ง้ั ตวั สะกดและตวั ตามเปน็ อกั ษรประเภทเดยี วกนั ไมใ่ ชเ้ ชงิ อกั ษรเหมอื นอกั ษรเทวนาค รแี ละอักษรเขมร อักขรวธิ ีพยญั ชนะสงั โยค-สงั ยกุ ต์ภาษาบาลีสันสกฤตทนี่ ำ�มาใชใ้ นภาษาเขมร ดังได้กล่าวมาแล้วว่า กัมพูชามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอินเดียมาแต่โบราณกาล ก่อนไทยสยามลักษณะอักขรวิธีของบาลีสันสกฤตที่ได้ส่งทอดให้แก่อักขรวิธีของภาษาเขมร คอื ภาษาเขมรใชอ้ กั ขรวธิ แี บบพยญั ชนะสงั โยค-สงั ยกุ ตต์ ามแบบของภาษาบาลสี นั สกฤตทกุ ประการ พยัญชนะในภาษาเขมรนอกจากมพี ยญั ชนะตัวเต็มแลว้ ยังมพี ยญั ชนะตัวเชงิ เพมิ่ อกี เปน็ เพราะในภาษาบาลสี นั สกฤต พยญั ชนะควบหรือพยัญชนะสังโยคท่เี ป็นตวั ตามจะ เขยี นด้วยเชงิ เรยี กว่า สยํ ุกฺต อกฺษราณิ (ส.) แปลวา่ อกั ษรสังโยคทง้ั หลาย หลกั เกณฑอ์ กั ษรสงั โยคภาษาบาลสี นั สกฤต พยญั ชนะในภาษาเขมรแบ่งเสียงพยญั ชนะตามฐานที่เกดิ เหมือนภาษาบาลี สนั สกฤต แบง่ เปน็ 5 วรรค วรรคละ 5 ตวั และเศษวรรค 8 ตัว รวมเปน็ 33 ตวั ท่มี า: Macdonell (1927) หลักเกณฑ์อกั ษรสังโยคภาษาบาลี มดี ังน้ี พยญั ชนะแถวท่ี 1 เป็นตวั สะกด พยญั ชนะแถวที่ 1-2 วรรคเดียวกนั เป็นตัวตาม (เวน้ ง ไมต่ ามตัวเอง) พยญั ชนะแถวท่ี 3 เป็นตวั สะกด พยญั ชนะแถวท่ี 3-4 วรรคเดียวกนั เปน็ ตัวตาม พยัญชนะแถวท่ี 5 เป็นตัวสะกด พยญั ชนะทกุ ตัวในวรรคเดียวกนั ตามได้ พยญั ชนะเศษวรรคมตี ัวสะกดและตวั ตามไดบ้ างตัว พยัญชนะภาษาเขมร 33 ตวั ในตาราง 6 พยญั ชนะแถวบนในแต่ละวรรค เปน็ พยัญชนะ ตัวเตม็ สว่ นแถวลา่ งของแตล่ ะตัวเปน็ พยัญชนะตัวเชงิ

26 ววิ ิธวรรณสาร ปที ี่ 2 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 27 ตาราง 6 อักษรภาษาเขมรทซี่ อ้ นกนั อยู่ในแนวบน-ลา่ ง ดา้ นบนเปน็ พยัญชนะตวั เต็มด้าน ตาราง 7 คำ�ภาษาเขมรทย่ี ังรักษารปู ศัพท์ทกุ เสยี งในภาษาบาลีสนั สกฤตโดยไม่มีการตดั ลา่ งเป็นตวั เชิงซ้อนกันเปน็ คู่ ๆ เสียงตัวสะกดตวั ตามในค�ำ ท่ยี มื มาจากภาษาบาลีสนั สกฤต ท่มี า: BunKhloi (2005) ; Buddhasasanabanditya (1989) จากตาราง 6 แสดงเชงิ อกั ษรทซี่ ้อนอยใู่ ต้พยญั ชนะตัวเตม็ ข้างบนเปน็ ค่ๆู เชิง จากตาราง 7 จะเหน็ ไดว้ า่ หลักตัวสะกดตัวตามในภาษาบาลสี นั สกฤต ภาษาเขมร อักษรแตล่ ะตัวใช้เขียนเปน็ ตวั ตามในพยัญชนะสงั โยค (ค�ำ ท่มี ตี ัวสะกด – ตวั ตาม และคำ�ท่ี ยงั คงรกั ษาไว้ไม่มกี ารเปลี่ยนแปลง ตา่ งจากภาษาไทยทมี่ กี ารตัดตวั สะกด คงไวแ้ ต่ตวั ตาม เปน็ อักษรควบ) ในพยญั ชนะวรรค ฏะ และค�ำ ทตี่ วั สะกดตวั ตามเปน็ ตวั เดยี วกนั ยกเวน้ ตวั ตามทมี่ สี ระก�ำ กบั ลักษณะอักษรสงั โยคแบบภาษาบาลีสนั สกฤตที่เขมรน�ำ มาใช้ในภาษาของตน ตัวอย่าง ปรากฏในตาราง 7 ดังต่อไปน ี้

28 วิวธิ วรรณสาร ปีท่ี 2 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 29 3. อักขรวธิ บี าลสี นั สกฤตทน่ี ำ�มาปรบั ใชใ้ นภาษาพนื้ บา้ นหรอื ค�ำ สามัญในภาษาเขมร อทิ ธพิ ลทางดา้ นอกั ขรวธิ ภี าษาบาลสี นั สกฤตยงั ตกทอดไปถงึ ค�ำ ธรรมดาสามญั ของ ชาวเขมรท่ีใช้อยู่ในชีวิตประจำ�วันแต่ดั้งเดิมด้วย ร่องรอยท่ีปรากฏในภาษาเขมรปัจจุบันซ่ึง ทีม่ า: Royal Society of Cambodia (2005) สืบทอดมาจากอาณาจักรขอมโบราณที่ได้รับมาทั้งด้านรูปตัวอักษรน้ี สะท้อนให้เห็นความ จากตาราง 8 เปน็ ตวั อยา่ งค�ำ สามญั ภาษาเขมรทใี่ ชม้ าแตด่ งั้ เดมิ ในภาษา ถงึ แมจ้ ะ สนิทแนบแนน่ ของอารยธรรมอินเดยี ทม่ี ตี ่ออาณาจกั รพระนครหรือนครธมและตกทอดร่อง เปน็ ค�ำ ดง้ั เดมิ ในภาษาเขมรกจ็ รงิ แตก่ ป็ รากฏลกั ษณะการสงั โยคทคี่ ลา้ ยคลงึ กบั การสงั โยคใน รอยทางด้านภาษาตัวอักษรและอักขรวิธีอย่างชัดแจ้งมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค�ำ ที่ยืมมาจากภาษาบาลีสนั สกฤตเหมือนกนั ยกตวั อยา่ งคำ� กญฺจาญ่เจก จากตาราง 7 ซ่ึง หลกั เกณฑอ์ กั ษรสงั โยคในภาษาบาลสี ันสกฤต เปน็ คำ�สามญั ทใี่ ช้ในภาษาเขมร คอื ลักษณะการสงั โยคในค�ำ ภาษาเขมรสามญั ทใ่ี ช้ในชีวติ ประจ�ำ วนั ซ่งึ มิใชค่ �ำ ยืมจาก ภาษาบาลีสนั สกฤตปรากฏในตาราง 8 ดงั นี้ จะเห็นได้ว่า คำ�สามัญคำ�นี้ ใช้วิธีเขียนแบบสังโยคในภาษาบาลีสันสกฤต กล่าว ตาราง 8 อักขรวธิ กี ารใชต้ วั อกั ษรแบบสงั โยคในภาษาบาลีสนั สกฤตในค�ำ พื้นฐานหรอื คำ�สามญั ในภาษาเขมรทใี่ ช้มาแต่เดมิ ในภาษา

30 ววิ ิธวรรณสาร ปที ี่ 2 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 31 คือ ญ เปน็ พยัญชนะแถวที่ 5 เป็นตวั สะกด พยญั ชนะทุกตัวในวรรค จะ ตามได้ ค�ำ นม้ี ี ญ การปรับแปลงอักขรวธิ ีค�ำ บาลีสนั สกฤตบางสว่ นให้เหมาะสมกบั ภาษาไทย สะกด ตามด้วย จ ถงึ 2 แหง่ คอื กญฺจ และ จาญจ่ ค�ำ อ่ืนๆ ท่ียกมาในตาราง 8 ข้างบนก็ ลกั ษณะทางอักขรวธิ ภี าษาไทยทแ่ี ตกตา่ งจากภาษาบาลสี นั สกฤตเดมิ บางส่วน ใช้หลกั เกณฑ์ตัวสะกดตัวตามแบบเดยี วกัน เป็นหลกั ฐานท่แี สดงอย่างชัดเจนว่าภาษาเขมร โดยการตัดพยัญชนะตัวสะกดคงไว้แตต่ วั ตาม มหี ลกั เกณฑพ์ อสรปุ สังเขปดังน้ ี มีประวัติความเปน็ มาท่ีแนบแนน่ กบั ภารตประเทศมาแตโ่ บราณกาล 1. คำ�ในวรรค ฏะ ภาษาไทยตัดพยัญชนะสงั โยคทีเ่ ปน็ ตวั สะกดออก เหลือเพยี ง พยญั ชนะตัวตาม แต่ให้คงไวห้ ากตวั ตามมสี ระกำ�กบั อักขรวธิ กี ารใชอ้ ักษรไทยเขียนคำ�ภาษาบาลีสนั สกฤต 2. ค�ำ ที่มตี ัวสะกดตวั ตามเป็นตวั เดยี วกัน และตัวตามไม่มีสระกำ�กบั ให้ตดั ตัว ความสัมพันธ์ทางด้านประวัติศาสตร์ระหว่างไทยสยามกับราชอาณาจักรกัมพูชา สะกดออกแต่ถา้ ตัวตามมสี ระกำ�กบั ให้คงตวั สะกดไว้ตามเดมิ มลี กั ษณะใกลช้ ดิ กนั มาตงั้ แตก่ ารกอ่ ตงั้ อาณาจกั รขอมยคุ เมอื งพระนครหรอื นครธมทม่ี คี วาม สว่ นอักขรวธิ ีตัวสะกดตัวตามหรอื พยญั ชนะสงั โยคในภาษาเขมร ยังคงอกั ษรไว้ เจริญรุ่งเรืองเป็นต้นมา อาณาจักรขอมในอดีตครอบคลุมพ้ืนท่ีประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน ตามลกั ษณะเดมิ ทัง้ หมด ไม่มกี ารตัดออกแต่อย่างใด ดังตวั อย่างเปรยี บเทยี บในตาราง 9 รวมไปถงึ พน้ื ทใี่ นอนิ โดจนี พนื้ ทที่ างดา้ นทศิ ตะวนั ออกของประเทศไทย พน้ื ทที่ างดา้ นทศิ ใต้ ของประเทศลาว (Siam, 2000) ในระยะแรกไทยสยามไดร้ บั อทิ ธพิ ลทางอารยธรรมของขอม ตาราง 9 เปรียบเทียบการเปล่ียนแปลงอักขรวิธบี างสว่ นในพยัญชนะสงั โยคในภาษาไทย แมอ้ กั ษรไทยกไ็ ดร้ บั การดดั แปลงมาจากอกั ษรขอมและอกั ษรมอญอกี ตอ่ หนง่ึ ไทยสยามกบั กับอักขรวธิ ภี าษาเขมร กมั พชู ามคี วามใกลช้ ดิ กนั มาเนน่ิ นานตง้ั แตโ่ บราณ แมว้ า่ ภาษาไทยและภาษาเขมรจะอยตู่ า่ ง ตระกูลกนั แตด่ ว้ ยความสัมพนั ธท์ ีใ่ กล้ชดิ กันจงึ ต่างก็มกี ารยืมคำ�ในภาษาของแตล่ ะฝา่ ยมา ใชเ้ ปน็ จ�ำ นวนมาก ในระยะหลงั ที่ทั้งสองชาตินำ�คำ�บาลีสันสกฤตมาใชใ้ นภาษาของตน ก็ ยง่ิ ท�ำ ให้ภาษาไทยและภาษาเขมรท่อี ยตู่ ่างตระกลู กัน มคี �ำ ใชร้ ว่ มกันเปน็ จ�ำ นวนมาก ท้ัง ๆ ท่ีเป็นภาษาต่างตระกูลกนั คือภาษาไทยเป็นภาษาคำ�โดด ภาษเขมรเปน็ ภาษาคำ�ติดตอ่ คำ�บาลีสันสกฤตท่ีนำ�มาใช้ในภาษาไทยจะมีลักษณะทางอักขรวิธีที่แตกต่างจาก ภาษาเดิมบางส่วน ต่างจากอักขรวิธีการนำ�คำ�บาลีสันสกฤตมาใช้ในภาษาเขมร ท่ียังคง รักษาอักขรวิธีตามแบบฉบับด้ังเดิมไว้อย่างม่ันคงมาตลอดสาย พยานหลักฐานสำ�คัญคือ ศิลาจารึกในอาณาจักรขอมที่ปรากฏต้ังแต่พุทธศตวรรษท่ี 10-11 เป็นต้นมาแสดงให้เห็น การวิวัตน์จากอักขรวิธีอักษรพราหมี อักษรปัลลวะ อักษรเทวนาครี มาเป็นอักษรเขมรใน ปัจจุบัน ส่วนอักขรวิธีการเขียนคำ�ในภาษาไทยแม้จะพยายามรักษาเสียงเดิมของคำ�บาลี สนั สกฤตไวก้ จ็ รงิ แตก่ ม็ กี ารปรบั แปลงใหเ้ หมาะสมกบั ภาษาไทย ทไ่ี มใ่ ชอ้ กั ษรตวั เชงิ เหมอื น อกั ษรอนิ เดยี และอกั ษรเขมรส�ำ หรบั เขยี นค�ำ ในภาษา ท�ำ ใหก้ ารเขยี นการอา่ นงา่ ยขน้ึ มากกวา่ ภาษาเขมร เนอ่ื งจากเวลาอา่ นสายตาจบั จอ้ งพยญั ชนะ สระ ทเี่ รยี งกนั ตามล�ำ ดบั ในแนวนอน ไปตลอด ไมต่ อ้ งกงั วลตอ้ งจอ้ งดอู กั ษรตวั เชงิ ทค่ี วบกนั อยใู่ นแนวบน-ลา่ งของบรรทดั เหมอื น ภาษาเขมร ท�ำ ใหอ้ า่ นภาษาไทยไดค้ ลอ่ งแคลว่ รวดเรว็ กวา่ ภาษาเขมรไมม่ กี ารชะงกั เมอ่ื อา่ น ค�ำ ทีม่ ีตวั สะกดตวั ตาม

32 วิวิธวรรณสาร ปที ี่ 2 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 33 ท้ังสองประการนี้ ภาษาเขมรถอื ว่าเป็นการสรา้ งคำ�ในประเภทเดียวกนั 1. การใช้บุพบทเตมิ หนา้ คำ�หลักการสร้างแบบนข้ี องเขมรมีลกั ษณะเหมือนการ ใช้ค�ำ อปุ สรรคเตมิ หน้าคำ�ทุกประการ และมลี ักษณะและความหมายเช่นเดยี วกับภาษา ไทย ดังปรากฏในตาราง 10 ดงั นี้ 1.1 การใชว้ ิธีลงอุปสรรค (Prefix) การลงอปุ สรรคในภาษาเขมรเรียกวา่ การลง คำ�บพุ บท มลี ักษณะเหมอื นการลงอุปสรรคในภาษาไทย มลี กั ษณะดงั ปรากฏในตาราง10 ตอ่ ไปน้ี จากตาราง 9 จะเหน็ ความแตกตา่ งในการน�ำ ภาษาบาลสี นั สกฤตมาใชใ้ นภาษาไทย ตาราง 10 เปรียบเทียบการสร้างคำ�โดยการลงอุปสรรคในภาษาไทยและลงบพุ บทใน และภาษาเขมร ภาษาไทยมีการตดั พยัญชนะบางตวั ออกตามหลกั เกณฑ์ในการปรับแปลง ภาษาเขมร คำ�บาลสี ันสกฤตบางสว่ นใหเ้ หมาะสมกบั ภาษาไทยตามทก่ี ล่าวมา ส่วนภาษาเขมรจะคงไว้ ตามอักขรวิธีเดิมของภาษาบาลีสนั สกฤตทกุ เสียง เปรียบเทยี บการน�ำ ค�ำ ภาษาบาลีสนั สกฤตมาสรา้ งค�ำ ใช้ในภาษาไทยและภาษาเขมร ภาษาเขมรนอกจากยมื ค�ำ ศัพท์จากภาษาบาลีสนั สกฤตมาโดยตรงแล้ว ยังยมื วธิ ี การสรา้ งค�ำ มาใชใ้ นภาษาเขมรดว้ ย ภาษาบาลสี ันสกฤตจงึ เป็นคลังทางภาษาทส่ี ำ�คญั ใน การสร้างค�ำ ใหม่ ๆ เพอ่ื ให้กา้ วทันความเจรญิ ก้าวหนา้ ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อิทธิพลของภาษาบาลสี ันสกฤตในลักษณะดงั กลา่ วกย็ ังมตี ่อการสร้างคำ�ในภาษาไทยเช่น เดยี วกัน การแผลงค�ำ แบบภาษาเขมร-อนิ เดีย การสร้างคำ�ท่ีรับมาจากภาษาบาลีสันสกฤตของเขมร มีวิธีการคล้ายกับภาษา ไทย ในภาษาเขมรถอื วา่ ค�ำ ทนี่ �ำ มาจากภาษาบาลสี นั สกฤตจดั เปน็ ค�ำ ของภาษาเขมรแลว้ โดย ปริยายเช่นเดียวกับภาษาไทย ดังนั้นการสร้างค�ำ ขึ้นใหม่เขมรจึงเรียกว่าการแผลงคำ�แบบ ภาษาเขมร-อินเดีย โดยใช้วิธีการเติมคำ�แบบอุปสรรคในภาษาบาลีสันสกฤตซ่ึงเขมรเรียก วา่ เตมิ บพุ บทตรงกบั ค�ำ อปุ สรรคในภาษาไทย การเตมิ อปุ สรรคแบบไทยหรอื การเตมิ บพุ บท แบบเขมรตา่ งกันท่ีในภาษาไทยหนว่ ยอปุ สรรคมี 20 คำ�ตามแบบไวยากรณ์บาลี แต่ภาษา เขมรยงั รวมไปถงึ การเตมิ ทา้ ยค�ำ ทเี่ รยี กวา่ ปจั จยั ดว้ ยตา่ งจากภาษาไทยทเี่ รยี กค�ำ ในกลมุ่ นวี้ า่ คำ�สมาสสรปุ แล้วการสร้างคำ�แบบเขมร-อินเดีย ในภาษาเขมรมลี กั ษณะ 2 ประการคือ การ ใช้บุพบท (อปุ สรรค) เตมิ หนา้ คำ�หลักและการใชป้ ัจจยั เติมท้ายคำ�หลกั ลักษณะการสรา้ งค�ำ

34 ววิ ธิ วรรณสาร ปีที่ 2 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 35 จากตาราง 10 จะเหน็ ลักษณะคำ�ภาษาเขมรยงั รักษาอกั ขรวธิ ีการสังโยคตาม แบบภาษาบาลีสนั สกฤตไว้ไมม่ ีการเปลย่ี นแปลง 1.2 การสร้างคำ�แบบเติมบพุ บท ในภาษาเขมรการน�ำ คำ�ที่มคี วามหมายในตวั เองมาเติมข้างหน้าแบบอปุ สรรค (Prefix) เขมรเรียกวา่ บุพบท จดั รวมอยใู่ นการเติมค�ำ แบบบพุ บทเหมือนกัน ค�ำ เหล่านี้ ไดแ้ ก่ คำ�เตมิ หน้า บพุ ฺพ การ สห อ เอก มหา พหุ ดังปรากฏในตาราง 11 ดังต่อไปนี้ ตาราง 11 ในภาษาเขมรการนำ�ค�ำ ท่ีมีความหมายในตัวเองมาเติมขา้ งหน้าแบบอุปสรรค (Prefix) เขมรเรียกว่าบุพบท จดั รวมอย่ใู นการเตมิ ค�ำ แบบบพุ บทเหมอื นกนั

36 ววิ ธิ วรรณสาร ปีที่ 2 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 37 จากตาราง 12 จะเหน็ ไดว้ ่าการใช้ปจั ฉิมบทในภาษาเขมร มลี กั ษณะเหมอื นค�ำ จากตาราง 11 จะเห็นได้ว่าการนำ�คำ�มาเติมหน้าคำ�เดิมซึ่งไม่ใช่หน่วยอุปสรรค สมาสในภาษาไทยทุกประการ เพียงแต่ในภาษาเขมรนักอักษรศาสตร์เขมรต้องการสร้าง ในภาษาบาลสี นั สกฤตซง่ึ ภาษาเขมรเรยี กใหมว่ า่ บพุ บท กถ็ อื วา่ เปน็ การสรา้ งค�ำ แบบบพุ บท เอกลกั ษณท์ างอกั ษรศาสตรข์ องตนตามหลกั การการสรา้ งค�ำ ในภาษาเขมรแบบเขมร-อนิ เดยี เหมือนอุปสรรคเช่นเดียวกัน ลักษณะดังกล่าวเป็นเพราะนักอักษรศาสตร์เขมรยอมรับว่า นน่ั เอง คำ�ที่ยืมมาจากภาษาบาลีสนั สกฤตทุกค�ำ ถอื ว่าเป็นภาษาเขมรแล้วโดยสมบรู ณ์ จงึ ปรับการ 3. ค�ำ สมาสในภาษาเขมร เรยี กชอ่ื ใหมจ่ ากหนว่ ยอปุ สรรคเปน็ บพุ บทและค�ำ เตมิ หลงั เปน็ ปจั ฉมิ บทเพอ่ื แสดงเอกลกั ษณ์ ในภาษาเขมรคำ�สมาสทจ่ี ัดวา่ เปน็ ค�ำ สมาสแบบเขมร- อนิ เดีย มีลกั ษณะค�ำ สมาส การสร้างคำ�ที่ภาษาเขมรเรยี กวา่ การสร้างค�ำ แบบเขมร-อนิ เดีย น่นั เอง แบบมีการสนธสิ ระและค�ำ สมาสแบบสนธิพยัญชนะซึ่งมลี กั ษณะตรงกับคำ�สมาสในภาษา 2. การสร้างคำ�แบบเตมิ ปัจฉมิ บท ไทยเชน่ กัน ดังตัวอยา่ งในตาราง 13 ในภาษาเขมรการนำ�คำ�ท่ีมีความหมายในตัวเองมาเติมข้างหลังคำ�เดิมแบบปัจจัย (Suffix) ในภาษาเขมรเรยี กวา่ ปจั ฉมิ บท จดั วา่ เปน็ ประเภทการสรา้ งค�ำ แบบอปุ สรรค-ปจั จยั ในภาษาบาลสี ันสกฤตเหมือนกัน ปจั ฉมิ บทได้แก่ค�ำ เตมิ หลัง กร การ การณ์ วทิ ยฺ า ศาสตฺ รฺ ภาพ ธรรม กมฺม ชน ฐาน วทิ ู นิยม อปุ นยี กมมฺ ดังปรากฏในตาราง 12 ตาราง 12 แสดงการสร้างคำ�ในภาษาเขมรโดยการน�ำ ค�ำ ทม่ี ีความหมายในตัวเองมาเติม ท้ายค�ำ เดมิ แบบปจั จยั ถอื ว่าเปน็ การสรา้ งคำ�แบบอปุ สรรค–ปัจจัย เหมอื นกนั

38 วิวธิ วรรณสาร ปีท่ี 2 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 39 บทสรุป ตวั อกั ษรของราชอาณาจกั รกมั พชู าไดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากอนิ เดยี อยา่ งแทจ้ รงิ ยงิ่ ในชว่ งหลงั ที่ ไทยและกมั พชู ารบั ภาษาบาลสี นั สกฤตมาใชใ้ นภาษาของตน กย็ งิ่ ท�ำ ใหป้ ระเทศสองประเทศ การสรา้ งค�ำ ในภาษาเขมรและภาษาไทยมลี กั ษณะทใ่ี กลเ้ คยี งกนั ประการส�ำ คญั คอื ทใี่ ชภ้ าษาตา่ งตระกลู กนั มคี �ำ ทใ่ี ชใ้ นภาษาเหมอื นกนั เปน็ จ�ำ นวนมากดงั ทเ่ี หน็ อยใู่ นปจั จบุ นั การน�ำ หลกั อกั ขรวธิ มี าใชใ้ นการสรา้ งค�ำ ทย่ี มื มาจากภาษาบาลสี นั สกฤตเหมอื นกนั แตค่ �ำ ท่ี ผ้เู ขยี นบทความนข้ี อเสนอมมุ มองในเชงิ เปรียบเทยี บการน�ำ อกั ขรวธิ ขี องบาลสี ันสกฤต และ ภาษาเขมรยมื มาจากภาษาบาลสี นั สกฤตจะเดน่ ในเชงิ ของการอนรุ กั ษนยิ มมากกวา่ ภาษาไทย การน�ำ คำ�ภาษาบาลีสันสกฤตมาใชใ้ นภาษาไทยและภาษาเขมร เพ่ือเปน็ อนุสติใหเ้ รารำ�ลึก ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าราชอาณาจกั รกัมพูชาเปน็ ประเทศทม่ี คี วามสมั พันธท์ างประวตั ศิ าสตร์ ถึงมิตรภาพในเชิงภาษาที่คู่เคียงกันมาของราชอาณาจักรไทยและราชอาณาจักรกัมพูชาใน กบั ภารตประเทศมาเปน็ พนั ๆ ปี (ตง้ั แตป่ ระมาณสมยั พทุ ธศตวรรษที่ 12–18) ตง้ั แตโ่ บราณ ฐานะสมาชิกอาเซียนท่ีเป็นเพ่ือนบ้านกัน และมีคำ�ใช้ในภาษาเหมือนกันมากที่สุดยิ่งกว่า สมัยท่ีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์แผ่เข้ามาในกัมพูชา การเริ่มก่อสร้างอาณาจักรขอมใน ประเทศใด ๆ ในดินแดนอษุ าคเนย์น้ี อดตี เรม่ิ จากอาณาจกั รฟนู นั (นครพนม)อาณาจกั รเจนละมาจนถงึ สมยั ขอมรงุ่ เรอื งสงู สดุ ในแถ บอษุ าคเนยค์ อื สมยั พระนคร(นครธม) ประจกั ษพ์ ยานแหง่ ความเจรญิ รงุ่ เรอื งทยี่ งั เหน็ เปน็ รปู ธรรมชดั เจนคอื สถาปตั ยกรรมทเี่ ปน็ ปราสาทราชวงั ทแี่ ผก่ ระจายอยอู่ ยา่ งหนาแนน่ ในกมั พชู า Reference ปัจจุบัน โดยเฉพาะบริเวณที่ตั้งของเมืองพระนครในจังหวัดเสียมเรียบ ก็ปรากฏปราสาท ที่แสดงถึงสถาปัตยกรรมที่วิจิตรมหัศจรรย์งดงามเป็นที่เล่ืองลือไปทั่วโลกคือ ปราสาทนคร วัด จดั เป็นส่งิ มหศั จรรย์ 1 ใน 7 ของโลก และรวมทง้ั ปราสาทที่พบทางด้านตะวนั ออกของ Buddhism of the Academy. (1989). Wachananukrom Khmer phiak 1 ประเทศไทยและทางตอนใตข้ องประเทศลาว สว่ นอทิ ธพิ ลทางดา้ นอกั ษรศาสตรค์ อื วรรณคดี phiak 2. (in Khmer) [Khmer Dictionary Part 1 Part 2] (5th edition). จารกึ ทพ่ี บในปราสาทหลายแหง่ ทจ่ี ารกึ ดว้ ยภาษาสนั สกฤตและภาษาเขมร ตงั้ แตก่ อ่ นสมยั Phnom Penh: Toyota Foundation. พระนครและสมัยหลังพระนครมจี �ำ นวนมากถึง 1,530 หลกั (Siam,2000:5A) Bunkhloi, S. (1997). Phasa Khamen Bueangton. (in Thai) [Introduction ตัวอักษรท่ีจารึกในจารึกก่อนสมัยพระนครเป็นอักษรปัลลวะของอินเดียใต้เป็น to Khmer]. Buriram: Buriram Rajabhat Institute. ภาษาสนั สกฤต แตง่ เปน็ ค�ำ ฉนั ทซ์ ง่ึ นกั อกั ษรศาสตรท์ างดา้ นภาษาสนั สกฤตในปจั จบุ นั ยกยอ่ ง Bunkhloi, S. (2005). Phasa Khamen Chak Nangsuephim. (in Thai) วา่ ฉนั ทส์ นั สกฤตในจารกึ หลายหลกั มคี วามไพเราะยง่ิ กวา่ ฉนั ทข์ องอนิ เดยี เสยี อกี และเปน็ ชว่ ง [Khmer in Newspaper]. Buriram: Buriram Rajabhat University. เวลาทอี่ กั ษรในจารกึ เรมิ่ มกี ารววิ ตั นพ์ ฒั นาเปน็ แบบของอกั ษรเขมรทสี่ วยงามเหมอื นลวดลาย Bunkhloi, S. (2015). Wannakam Khamen. (in Thai) [ Khmer Literature]. ในปราสาทต่าง ๆ ของเมอื งพระนครในอดตี วรรณกรรมจารึกนอกจากให้ความรูท้ างด้าน Bangkok: Office of Literature and History, Fine Arts Department. ประวตั ิศาสตรใ์ นแตล่ ะสมัยแล้ว ยงั แสดงใหเ้ ห็นวิวฒั นาการการปรับเปลี่ยนตวั อักษรตั้งแต่ Huffman E. F. (1970). Modern Spoken Cambodian. New Haven and อดตี กาลตดิ ตอ่ กนั มาเปน็ เวลา 10 ชว่ งสมยั จนกลายเปน็ เอกลกั ษณข์ องเขมรเรอื่ ยมา จนถงึ London. อักษรของเขมรในปัจจุบัน Macdonell, A. A. (1927). A Sanskrit Grammar for Students. ด้วยความสัมพันธ์ของอาณาจักรกัมพุชเทศท่ีมีต่ออารยธรรมภารตประเทศมา Delhi : Motilal Banarsidass. นานแสนนาน ลกั ษณะทางสถาปตั ยกรรมกด็ ี ตวั อกั ษรกด็ ี อกั ขรวธิ ใี นการใชส้ ระพยญั ชนะ Mol, P. (2006). Weyako tumrong niyom ney phiasa Khmer Tumnoep. ก็ดี ภาษาบาลีสันสกฤตท่ีปรากฏในจารึกก็ดี เป็นพยานหลักฐานท่ีแสดงร่องรอยทาง (in Khmer) [The Functional grammar of modern Khmer]. สถาปัตยกรรมและอักษรศาสตร์เป็นอยา่ งดวี า่ สถาปัตยกรรมและอักษรศาสตร์ ภาษาและ Phnom Penh: Royal Academy of Cambodia.

40 ววิ ิธวรรณสาร ปีที่ 2 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - เมษายน) 2561 Vol.2 No.1 (January - April) 2018 WIWITWANNASAN 41 Nagasakun, K. (1981). An Khamen. (in Thai) [Reading Khmer]. Bangkok: บทบาทของเพลงพืน้ บา้ นท่ีมตี อ่ เยาวชนชุมนุมเพลงพืน้ บ้าน Chulalongkorn University Press. โรงเรยี นเพชรบูรณ์วทิ ยา Phromsiri, T. (2018). Arayatrirattananusamruetisut Bot I Ti Pi So Nai Mahayan. (in Thai) [The text of Itipiso of Aryatriratnanusmrtisutra The Role of Folk Song toward Youth in in Mahayana Buddhism] Retrieved january 18, 2018 from Folk Song Club at Phetchabunwittaya School http://canon-text/content/411/1877 Royal Academy of Cambodia. (2005). Wachananukrom Akharawirut ney นาฏอนงค์ พวงสมบตั ¹ิ / Nathanong Phuangsombat¹ phiasa Khmer. (in Khmer) [Dictionary Spelling of Khmer]. ----------------------------------------------------------------------- Phnom Penh: Royal Academy of Cambodia. Siam, L. (2000). Wachananukrom Khmer Boran (Tam Seylacharuek 1Thai Language Program, Faculty of Humanities and Social Sciences, Bore Angko Sattawot ti 6-8. (in Khmer) [A classic Khmer Dictionary Phetchabun Rajabhat University, (According to Pre-Angkor Inscriptions of the 6-8th Century)]. Phetchabun, 67000 Thailand Phnom Penh: National Institute of Archeology. Email : [email protected] Abstract The research entitled ‘the role of folk song towards youth in Folk Song Club at Phetchabun Wittaya School’ aims to analyze the role of folk songs towards youth in Folk Song Club at Phetchabun Wittaya School. The data were collected from 18 lyrics which were composed by Mrs.Srisuda Phetchapura and fieldwork such as depth interview and participant observation. It was found from the research that folk song have played four important roles towards youth in Folk Song Club: 1) as entertainment media 2) as education medial 3) a society control and 4) as folk media. Keywords: folk song, the role of folk song


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook