บทท่ี 1 ระบบการส่งและจ่ายไฟฟ้า เนือ้ หาสาระ ระบบกาลงั ไฟฟ้า แหล่งกาเนดิ พลังงานและการผลติ พลงั งานไฟฟ้า โครงสร้างระบบการส่งและจ่ายไฟฟ้า โดย ครูธนฤต ศรีจำปำ
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 1 ใบความรู้ท่ี 1 หน่วยท่ี 1 สอนคร้ังท่ี 1 ช่ือวิชา การส่งและจ่ายไฟฟ้า จานวนช่ัวโมง 3 ช่ัวโมง ช่ือหน่วย ระบบการส่งและจ่ายไฟฟ้า ช่ือเรื่อง/งาน บทนา ระบบกาลงั ไฟฟ้า แหล่งกาเนดิ พลังงานและการผลติ พลงั งานไฟฟ้า โครงสร้างระบบการส่งและจ่ายไฟฟ้า บทสรุป หัวข้อเรื่อง 1.1 บทนา 1.2 ระบบกาลงั ไฟฟ้า 1.3 แหลง่ กาเนิดพลงั งานและการผลติ พลงั งานไฟฟ้า 1.4 โครงสรา้ งระบบการส่งและจ่ายไฟฟ้า 1.5 บทสรุป สาระสาคัญ ศึกษาและทาความเขา้ ใจในระบบกาลงั ไฟฟ้า ซ่ึงประกอบไปด้วย ระบบผลิตพลังงาน ไฟฟ้า ระบบสายส่งกาลงั ไฟฟ้าและระบบจาหน่ายไฟฟ้า ตลอดจนศึกษาถึงหน่วยงานและความ รบั ผดิ ชอบในการผลิต การส่งและการจาหน่ายพลงั งานไฟฟ้า
การส่งและจ่ายไฟฟ้า 2 1 เรื่อง ระบบการส่งและจ่ายไฟฟ้า 1.1 บทนา ไฟฟ้ามีความสาคญั ตอ่ ความเป็นอยู่ของมนุษยท์ ี่อาศยั อยใู่ นโลกของเราปัจจบุ นั น้ีแทบทกุ ๆ ดา้ น โดยมีบุคคลสาคญั ทมี่ ีส่วนเกยี่ วขอ้ งในการคน้ พบของโครงสร้างเกยี่ วกับการผลิตไฟฟ้า หรือ ระบบไฟฟ้ากาลงั ข้ึนในปี พ.ศ. 2143 หรือ ค.ศ. 1600 น่ันคือ ท่านเซอร์วิลเล่ียมกิลเบิร์ต (Sir William Gilbert) ได้คน้ พบ เก่ยี วกบั แมเ่ หล็กหรือไฟฟ้าสถิต ซ่ึงไฟฟ้าสถิตน้ีคือ ไฟฟ้า (Electricity) และในปี พ.ศ. 2374 หรือ ค.ศ. 1831 ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) ไดท้ าการคิดค้นและ ประดิษฐ์เคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าข้ึนมา โดยไดอ้ าศยั หลกั การเหนี่ยวนาแม่เหลก็ หรือการเหนี่ยวนาไฟฟ้า และในปี พ.ศ. 2423 ทอมสั แอลวา เอดิสัน (Tomus Anvar Adison) ได้ทาการประดิษฐ์คิดคน้ หลอดไฟฟ้าข้ึนมา โดยเป็ นหลอดแบบหลอดไส้ ใชต้ ามบ้านพกั อาศยั และต่อมาได้มีการพฒั นา เครื่องกาเนิดไฟฟ้าเป็ นระบบ 3 เฟส และต่อมาอีกในปี พ.ศ. 2429 จึงได้มีการทาการผลิตหม้อ แปลงไฟฟ้าข้ึนมาใชเ้ ป็ นคร้ังแรก โดยได้ส่งผลให้เกิดมีการให้บริการด้านไฟฟ้ามากข้ึน และมีการ ขยายตวั พรอ้ มกบั พฒั นามากข้นึ จนมาถึงปัจจบุ นั สาหรบั ประเทศไทยน้นั ไดม้ ีการนาเอาไฟฟ้ามาใชต้ ้งั แตเ่ ม่ือวนั ที่ 20 กนั ยายน พ.ศ. 2427 ซ่ึงมเี จา้ หม่ืนไวยวรนารถ ไดเ้ ป็นผูร้ ิเริ่มดาเนินการตดิ ต้งั ระบบไฟฟ้าท่ีกรมทหารหนา้ เพ่อื จ่ายไฟฟ้า ใหก้ บั พระบรมมหาราชวงั และหลงั จากน้ันไดม้ ีการพฒั นามาอย่างต่อเน่ืองจนกระทง่ั รัฐบาลไดต้ รา พระราชบญั ญัติและจดั ต้งั หน่วยงานข้ึนมา โดยให้มีความรับผิดชอบในการผลิตและการส่งจ่าย กาลงั ไฟฟ้าภายในประเทศไทยดงั น้ี 1.1.1 การไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT : Electricity Generating Authority of Thailand) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือมีชื่อย่อว่า กฟผ. มีหนา้ ท่ีในการผลติ และจดั หา แ ห ล่ ง พ ลังง า น ม าผ ลิ ต พ ลัง ง าน ไ ฟ ฟ้ า ให้ เห ม า ะ ส ม แ ล ะ เพี ย ง พ อ ต่ อ ค ว าม ต้อ ง ก า ร ใน ก า ร ใช้ ภายในประเทศไทย โดยทาการจดั จาหน่ายพลงั งานไฟฟ้าท่ที าการผลิตไดใ้ หก้ บั 2 หน่วยงาน นั่น คือ การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซ่ึงการไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทย ไดท้ า หน้าท่ีผลิตและจาหน่ายพลงั งานไฟฟ้าที่มีระดับแรงดันสูง 69 kV 115 kV 230 kV ตามลาดับ และระบบแรงดนั สูง 500 kV ซ่ึงเป็ นระบบสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูงเท่าที่การไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่ง ประเทศไทยมอี ยู่ในขณะน้ี
การส่งและจ่ายไฟฟ้า 3 รูปท่ี 1.1 สญั ลกั ษณข์ องการไฟฟ้าฝ่ายผลติ 1.1.2 การไฟฟ้านครหลวง (MEA : Metropolitan Electricity Authority) การไฟฟ้านครหลวง หรือมชี ่ือย่อว่า กฟน.ซ่ึงเป็นอีกหน่วยงานหน่ึงทีม่ ีหน้าท่ีในการจดั และให้บริ การจัดจาหน่ายพลังงานไฟฟ้าในเขตปริ มณฑล ซ่ึงได้แก่ กรุ งเทพมหานคร สมทุ รปราการ และนนทบุรี นอกจากน้ียงั ทาหนา้ ท่ดี ูแลและบารุงรักษาระบบจาหน่ายในเขตพ้นื ท่ีที่ ให้บริการ โดยเฉพาะสายส่งไฟฟ้าแรงดันสูง สายจาหน่ายไฟฟ้าแรงสูง สถานีเปล่ียนแปลงแรงดนั สายจาหน่ายแรงดนั ต่า หมอ้ แปลงไฟฟ้าในระบบจาหน่าย โดยพลงั งานท้งั หมด การไฟฟ้านคร หลวงทาการซ้ือมาจากการไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทย แลว้ นามาจดั จาหน่ายให้กบั ประชาชน ซ่ึงระดบั แรงดนั ไฟฟ้าที่รับซ้ือมาไดแ้ ก่ ระดบั แรงดนั สูงระบบ 69 kV 115 kV และ 230 kV รูปที่ 1.2 สญั ลกั ษณข์ องการไฟฟ้านครหลวง 1.1.3 การไฟฟ้าส่วนภมู ภิ าค หรือ กฟภ. (PEA : Provincial Electricity Authority) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือมีช่ือย่อว่า กฟภ.ซ่ึงเป็ นอีกหน่วยงานหน่ึงท่ีมีหน้าท่ีในการ จดั หาและให้บริการจดั จาหน่ายพลงั งานในจงั หวดั ต่าง ๆ ทวั่ ประเทศไทยโดยใหบ้ ริการนอกเหนือ การให้บริการของการไฟฟ้านครหลวง ซ่ึงพลงั งานไฟฟ้าโดยส่วนใหญ่แลว้ ทาการรบั ซ้ือมาจากการ
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 4 ไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทยส่วนหน่ึง และทาการผลิตเองบางส่วน ส่วนการจดั ซ้ือทาการจดั ซ้ือ ในระบบสายส่งแรงสูงไดแ้ ก่ ระดับแรงดนั สูงระบบ 69 kV 115 kV และ 230 kV หลงั จากน้นั ทาการลดระดับแรงดันไฟฟ้าให้ต่าลงด้วยหมอ้ แปลงไฟฟ้า ตามระบบจาหน่ายของการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาค ซ่ึงเป็นระบบแรงดนั 11 kV 22 kV และ 33 kV ตามลาดบั รูปที่ 1.3 สัญลกั ษณข์ องการไฟฟ้าส่วนภมู ภิ าค ส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าเองบางส่วนน้ัน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ผลิตพลังงาน ไฟฟ้า ต้ังแต่ 25 ถึง 1,400 kW ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล เพื่อให้บริการแก่ประชาชนในเขตชุมชน อาเภอและจงั หวดั ที่อยู่ห่างไกลจากระบบจาหน่ายไฟฟ้าแรงดันสูงที่ยงั ขยายเขตเข้าไปไม่ถึงและ นอกจากน้ี การไฟฟ้าส่วนภมู ิภาคยงั ไดจ้ ดั ซ้ือพลงั งานไฟฟ้าจากผผู้ ลติ ไฟฟ้ารายยอ่ ย ซ่ึงเป็นพลงั งาน ทางเลือก ได้แก่ พลงั งานไฟฟ้าจากเซลส์แสงอาทิตย์ พลงั งานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้ามวลชีวภาพ เป็ นตน้ 1.2 โครงสร้างระบบกาลงั ไฟฟ้า โครงสร้างของระบบกาลงั ไฟฟ้า ซ่ึงโครงสร้างของระบบกาลงั ไฟฟ้ามีส่วนประกอบอยู่ ดว้ ยกนั 3 ส่วน มดี งั น้ี คอื 1.2.1 ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า หรือเราเรียกว่าโรงต้นกาลังไฟฟ้า (Generation System) 1.2.2 ระบบสายส่งและจา่ ยกาลงั ไฟฟ้า (Transmission System) และระบบส่งยอ่ ย กาลงั ไฟฟ้า (Subtransmission System) และ 1.2.3 ระบบจาหน่ายไฟฟ้า (Distribustion System) ในระบบกาลงั ไฟฟ้า โดยทว่ั ไปซ่ึงประกอบดว้ ย ระบบการผลติ ระบบส่งและจา่ ย ไฟฟ้าและระบบจาหน่ายไฟฟ้า ซ่ึงหมายถึง แหลง่ จา่ ยพลงั งานไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายกิโลวตั ต์ (kW)
การส่งและจ่ายไฟฟ้า 5 ทผ่ี ลิตสาหรับระบบส่งและระบบจาหน่ายยอ่ ย และเป็ นระบบท่ีสามารถนาพลงั งานไฟฟ้าส่งไปยงั ผใู้ ชไ้ ฟฟ้า ซ่ึงไดแ้ ก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกจิ และภาคครัวเรือน ซ่ึงระบบการผลิตพลงั งานไฟฟ้า และระบบการส่งพลงั งานไฟฟ้าน้ี จะอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้าฝ่ ายผลิตแห่งประเทศไทยและ ในส่วนระบบส่งไฟฟ้าและระบบจาหน่ายจะมีการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภมู ิภาคทา หนา้ ท่ีรบั ผิดชอบในส่วนน้ี ดงั ท่ีกลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ รูปที่ 1.4 แสดงโครงสรา้ งของระบบกาลงั ไฟฟ้า ท่ีมา : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค.เพาเวอร์พอยนต์ (Power Point). วทิ ยาลยั เทคนคิ ลพบรุ ี, 2550. จากรูปที่ 1.4 เม่ือเราพิจารณาโครงสร้างระบบไฟฟ้ากาลงั จะพบว่า ระบบไฟฟ้ากาลัง ประกอบดว้ ยส่วนตา่ ง ๆ ซ่ึงสามารถแบง่ ออกตามหนา้ ที่ไดด้ งั น้ี คือ 1. โรงจกั รไฟฟ้า โรงจกั รไฟฟ้าหรือเราเรียกวา่ โรงตน้ กาลงั ไฟฟ้า ซ่ึงเป็นส่วนประกอบสาคญั ของ
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 6 ระบบการผลิตพลงั งานไฟฟ้า โดยมีชุดของเครื่องกาเนิดทาหนา้ ทผี่ ลติ แรงดนั ไฟฟ้าในระดบั แรงดัน หน่ึงแลว้ ส่งผ่านหมอ้ แปลงกาลงั ไฟฟ้า (Transformer) เพ่อื ทาหนา้ ที่ยกระดบั แรงดนั ใหส้ ูงข้ึน แลว้ ส่งไปยงั ลานไกสวติ ซไ์ ฟฟ้า เพื่อส่งเขา้ สู่ระบบการส่งจา่ ยไฟฟ้าตอ่ ไป 2. สายส่งกาลงั ไฟฟ้า สายส่งกาลงั ไฟฟ้า มหี นา้ ท่ีในการส่งพลงั งานไฟฟ้า จากโรงจกั รไฟฟ้าไปยงั สถานี ไฟฟ้าตน้ ทางทที่ างการไฟฟ้าฝ่ายผลติ จดั เตรียมไว้ ซ่ึงระบบแรงดนั ไฟฟ้าที่ส่งข้นึ สายส่งไฟฟ้ามอี ยู่ ดว้ ยกนั คือ ระบบแรงดนั ไฟฟ้าในระบบ 69 kV 115 kV 230 kV และระบบแรงดนั 500 kV ตามลาดบั 3. สถานีไฟฟ้าตน้ ทาง สถานีไฟฟ้าตน้ ทาง มีหน้าท่ีรับพลงั งานไฟฟ้าจากระบบสายส่งไฟฟ้าเขา้ มายงั หมอ้ แปลงกาลงั ไฟฟ้า หลงั จากน้นั ลดระดบั แรงดนั ไฟฟ้าให้ตา่ ลง เพ่อื ให้มรี ะดบั แรงดนั เท่ากบั ระบบส่ง ไฟฟ้าย่อย 4. สายส่งกาลงั ไฟฟ้ายอ่ ย สายส่งกาลงั ไฟฟ้ายอ่ ย เป็ นวงจรสายส่งไฟฟ้าที่ออกจากสถานีไฟฟ้าตน้ ทาง ทาหนา้ ที่ ส่งพลงั งานไฟฟ้าไปยงั สถานีจ่ายไฟฟ้าย่อยอีกคร้ังหน่ึงดว้ ยระดับแรงดันไฟฟ้าระบบ 69 kV และ 115 kV 5. สถานีจ่ายไฟฟ้ายอ่ ย สถานีจา่ ยไฟฟ้าย่อยน้ี โดยทาหนา้ ท่ีรบั พลงั งานไฟฟ้าจากสายส่งกาลงั ไฟฟ้าย่อย เขา้ มายงั หมอ้ แปลงกาลังไฟฟ้า แลว้ ลดระดับแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับแรงดันไฟฟ้าของระบบ จาหน่าย 6. สายป้อนหลกั สายป้อนหลกั ถือว่าเป็ นวงจรท่ีทาหน้าท่ีของสายป้อนออกจากสถานีไฟฟ้าย่อย เพื่อ นาเอาพลงั งานไฟฟ้าไปจ่ายให้กบั หมอ้ แปลงไฟฟ้าของระบบจาหน่ายในระดบั แรงดนั ท่ีป้อนของ ระบบจาหน่ายไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยระดับแรงดัน 12 kV และ 24 kV เป็นของการไฟฟ้านครหลวง 11, 22 kV และ 33 kV เป็นของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 7. สายป้อนยอ่ ย สายป้อนยอ่ ย เป็นวงจรของสายป้อนทที่ าหนา้ ทีโ่ ดยแยกจากสายป้อนหลกั เพอ่ื นาเอา พลงั งานไฟฟ้าไปจ่ายใหก้ บั หมอ้ แปลงไฟฟ้าในระบบจาหน่ายแรงดนั ต่า ที่ทาการตดิ ต้งั อยตู่ ามถนน ตรอกหรือซอยต่างๆ
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 7 8. หมอ้ แปลงจาหน่าย หมอ้ แปลงจาหน่าย มหี นา้ ท่ลี ดระดบั แรงดนั ไฟฟ้าของสายป้อนไฟฟ้าให้ลดลงเทา่ กบั ระดับแรงดนั ไฟฟ้าสาหรับใช้งานของโหลดต่าง ๆ ซ่ึงเราถือว่าเป็ นระดบั แรงดันไฟฟ้าระดบั ของ แรงดนั ต่า 9. สายจาหน่ายแรงดนั ต่า สายจาหน่ายแรงดันต่า ถือว่าเป็ นระดับแรงดันไฟฟ้าท่ีต่า ซ่ึงเป็ นวงจรไฟฟ้าที่รับ พลงั งานไฟฟ้าจากหมอ้ แปลงระบบจาหน่าย โดยที่หมอ้ แปลงทาหนา้ ทลี่ ดระดบั แรงดนั ไฟฟ้าลงมา ให้พอดีกบั โหลดของผใู้ ชไ้ ฟฟ้าประเภทตา่ ง ๆ เชน่ ระดับแรงดนั ไฟฟ้าของโหลดในวงจรแรงดนั ตา่ ระบบ 3 เฟส 4 สาย ซ่ึงมีระดบั แรงดนั ไฟฟ้า 220/380 V. เป็นตน้ ประเทศไทยใชร้ ะดับแรงดนั ไฟฟ้า โดยมีมาตรฐานของระดับแรงดันไฟฟ้า โดยมีระดับ แรงดนั ในระบบแรงดนั ไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวงและการ ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ดงั ตารางที่ 1.1 ซ่ึงแสดงถึงมาตรฐานของระดบั แรงดนั ไฟฟ้าท่ีใชใ้ นประเทศไทย ตารางที่ 1.1 แสดงมาตรฐานของระดบั แรงดนั ไฟฟ้าทีใ่ ชใ้ นประเทศไทย ประเภทแรงดนั แรงดนั ระหว่างสาย (V) แรงดนั ตา่ 220/380 (3 เฟส 4 สาย) แรงดนั ปานกลาง 11,000 12,000 แรงดนั สูง 22,000 แรงดนั สูงพเิ ศษ 24,000 33,000 69,000 115,000 230,000 500,000 และ เพอื่ จดุ ประสงคใ์ นการออกแบบให้เครื่องมอื และอุปกรณ์เครื่องใชไ้ ฟฟ้าต่าง ๆ ใชง้ านได้ตาม ปกติในระบบไฟฟ้าอยา่ งสมา่ เสมอ โดยมขี ดี จากดั ของระดบั แรงดนั ไฟฟ้าที่ไดก้ าหนดไวเ้ ป็น
การส่งและจ่ายไฟฟ้า 8 มาตรฐาน ดงั ตารางท่ี 1.2 โดยแสดงระดบั แรงดนั ไฟฟ้า โดยกาหนดเป็นขดี จากดั ( 10 %) ตารางที่ 1.2 แสดงระดบั แรงดนั ไฟฟ้า โดยกาหนดเป็นขีดจากดั ( 10 %) ระบบแรงดนั ไฟฟ้า แรงดนั ไฟฟ้าสูงสุด แรงดนั ไฟฟ้าตา่ สุด 220 V 242 V 198 V 380 V 418 V 342 V 11 kV 12 kV 10 kV 22 kV 24 kV 20 kV 24 kV 26.8 kV 21.6 kV 33 kV 36 kV 30 kV 69 kV 72.5 kV 60 kV 115 kV 123 kV 100 kV 230 kV 245 kV 200 kV 500 kV 550 kV 450 kV 1.3 แหล่งพลงั งานและการผลิตพลงั งานไฟฟ้า การผลิตพลงั งานไฟฟ้าน้ัน จากการคน้ พบของไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) เม่ือ นาเอาขดลวดตวั นาไฟฟ้าเคล่ือนท่ีผ่านสนามแม่เหล็ก หรือนาเอาสนามแม่เหล็กน้ันเคลื่อนที่ผ่าน ขดลวดตวั นาไฟฟ้าแล้ว จะทาให้เกิดแรงดนั ไฟฟ้าเหนี่ยวนาข้ึนบนขดลวดตวั นาไฟฟ้าน้นั จาก หลักการดังกล่าวน้ี จึงเป็ นผลทาให้เกิดเครื่องกาเนิดข้ึนมา โดยเครื่องกาเนิดมีส่วนประกอบอยู่ ดว้ ยกนั 2 ส่วน คือ 1. ส่วนที่เคล่ือนท่ีหรือตวั หมุน (Rotor) โดยส่วนท่ีเคลื่อนท่ีจะประกอบดว้ ยขดลวดตวั นา ไฟฟ้าที่ฝังหรือพนั อยูใ่ นร่องของแกนเหล็กที่ทาหน้าท่ีเป็ นแกนเหล็กหมุน เม่ือแกนเหล็กหมุนหรือ ตวั หมุน หมุนตดั ผ่านสนามแม่เหล็กจะทาใหเ้ กิดแรงดนั ไฟฟ้าเหน่ียวนาข้ึนท่ีตวั นาทฝี่ ังหรือพนั อยู่ ในร่องของแกนเหล็ก
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 9 2. ส่วนท่ีอยู่กับท่ี (Stator) โดยส่วนท่ีอยู่กับท่ีจะประกอบด้วยขดลวดตวั นาไฟฟ้าฝังหรือ พนั อยใู่ นร่องของแกนเหล็กของชุดทอ่ี ยู่กบั ที่ ซ่ึงทาหนา้ ทส่ี ร้างสนามแม่เหลก็ เม่ือได้รับการกระตุน้ ดว้ ยกระแสไฟฟ้าจากตวั กระตุน้ เม่ือมีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดข้ึนแลว้ มีขดลวดตวั นาไฟฟ้าหรือ ตวั หมนุ มาหมุนผา่ นสนามแมเ่ หลก็ ดงั กล่าว จะทาใหเ้ กิดแรงดนั ไฟฟ้าเหน่ียวนาข้ึนในขดลวดตวั นา ไฟฟ้าหรือตวั หมนุ น้นั จากส่ วนประกอบดังกล่าว 2 ส่วน น่ันคือ เคร่ื องกาเนิดไฟฟ้าและในปั จจุบัน แหล่งกาเนิดพลงั งานไฟฟ้าส่วนใหญ่จะผลิตดว้ ยการใช้เคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ ดังน้ัน การ ผลิตพลงั งานไฟฟ้าจะตอ้ งมพี ลงั งานทางกลมาช่วยขบั เพลาของเคร่ืองกาเนิดใหก้ ับส่วนที่เคล่ือนท่ี หรือตวั หมุนน้นั หมนุ เพ่ือผลติ พลงั งานไฟฟ้าออกมา เครื่องกาเนิดไฟฟ้าถอื ว่าเป็ นอปุ กรณ์ไฟฟ้าที่ทาหนา้ ทเี่ ปลี่ยนพลงั งานกลไปเป็ นพลงั งาน ไฟฟ้า ซ่ึงเพลาของส่วนทเ่ี คลื่อนที่หรือตวั หมุนจะไดร้ ับพลงั งานทางกลในรูปของทอร์ก (Torque) คณู กบั ความเร็วเชิงมมุ (angular velocity) ของเพลาของเครื่องกาเนิด โดยไดส้ มการดงั น้ี คือ P = T กโิ ลวตั ต์ (kW) ………(1.1) เมื่อ P = กาลงั ทางกลท่เี กดิ ข้นึ ทเ่ี พลาของเครื่องกาเนิดไฟฟ้า มีหน่วยเป็น กิโลวตั ต์ (kW) T = ทอร์กที่เกดิ ข้นึ ท่เี พลาของเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้า มีหน่วยเป็น นิวตนั / เมตร (Newton/m) = ความเร็วเชิงมมุ ของเครื่องกาเนิดไฟฟ้า มีหน่วยเป็น เรเดียน/ วนิ าที (rad/sec) โดยพลงั งานทางกลน้ี จะไดม้ าจากเคร่ืองกงั หนั สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทดว้ ยกนั ตามพ้นื ฐานการขบั เคล่อื นเครื่องกาเนิดไฟฟ้า มดี งั น้ีคือ 1. กงั หันประเภทไฮดรอลกิ โดยใชพ้ ลงั งานน้าเป็นตวั ขบั เคลอ่ื น และ 2. กงั หันประเภทไอน้า โดยใช้เช้ือเพลิงมาทาการเผาไหมใ้ ห้เกิดเป็นพลงั งานความ ร้อนแลว้ นาพลงั งานความร้อนได้ไปตม้ น้าใหเ้ ดือดกลายเป็ นไออีกคร้งั หลงั จากน้นั แลว้ นาไอน้าท่ี ไดไ้ ปขบั เคล่อื นเคร่ืองกงั หันตามลาดบั
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 10 จากการได้มาซ่ึงพลงั งานไฟฟ้ามาใช้น้นั จะตอ้ งทาการเปล่ียนพลงั งานจากรูปแบบ อ่ืน ๆ มาเป็ นพลังงานไฟฟ้า โดยแหล่งกาเนิดพลงั งานไฟฟ้าเหล่าน้ันยงั สามารถแบ่งออกเป็ น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ไดด้ งั น้ีคอื 1. แหลง่ พลงั งานประเภทความรอ้ น 2. แหล่งพลงั งานประเภทไม่ใชค่ วามร้อน 1.3.1 แหล่งพลงั งานประเภทความรอ้ น แหล่งพลงั งานประเภทความร้อนสามารถทาการแบ่งออกไดเ้ ป็น 6 ประเภทดว้ ยกนั คือ 1) เช้ือเพลิงฟอสซิล (Fossil Fuel) สามารถแบ่งออกได้เป็ น 3 ประเภท ตามสถานะ ไดด้ งั ต่อไปน้ี ก. สถานะของแข็ง ไดแ้ ก่ ถ่านหิน ลิกไนท์ ข. สถานะของเหลว ไดแ้ ก่ น้ามนั เตา ง. สถานะเป็นแกส๊ ไดแ้ ก่ แกส๊ ธรรมชาติ 2) พลงั งานนิวเคลยี ร์ (Nuclear) พลงั งานนิวเคลียร์ เป็นการนาเอาพลงั งานนิวเคลียร์มาใช้ในรูปแบบของการแตก ตวั ของธาตุยูเรเนียม (Nuclear Fission of Uranium) โดยมีการใช้เคร่ืองปฏิกรณ์แบบแตกตัว เพ่ือ นาเอาพลงั งานความร้อนที่ได้จากการแตกตัวของธาตุยูเรเนียม 235 (U235) เพื่อนาพลงั งานความ ร้อนที่ไดจ้ ากการแตกตัว แลว้ ปลดปล่อยพลงั งานออกมาในรูปของความร้อนที่อยู่ภายในเครื่อง ปฏิกรณแ์ บบแตกตวั พลงั งานความร้อนที่ไดจ้ ะถูกนาไปใช้ในการตม้ น้าใหเ้ ดือดกลายเป็ นไอ แลว้ จากน้ันนาไอน้าทไ่ี ดไ้ ปขบั เคลื่อนเครื่องกังหนั ตามลาดบั แลว้ จงึ ผลิตพลงั งานไฟฟ้าออกมาอีกทอด หน่ึง 3) พลงั งานแสงอาทิตย์ พลงั งานแสงอาทิตย์ สามารถนาพลังงานจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์มาใช้ ประโยชน์ในรูปแบบของความรอ้ น โดยการนาเอาความร้อนที่ไดจ้ าก พลงั งานแสงอาทิตยโ์ ดยการ ตอ้ งติดต้งั แผงรับความรอ้ นจากน้นั นาความร้อนทไ่ี ดน้ ้ีไปตม้ น้าให้เดือดกลายเป็นไอ แลว้ นาไอน้าท่ี ไดไ้ ปขบั เคลือ่ นกงั หนั ไอน้าท่ีตอ่ เพลาเขา้ กบั เครื่องกาเนิดไฟฟ้าทาการผลติ พลงั งานไฟฟ้าต่อไป 4) พลงั งานความร้อนใตพ้ ิภพ (Geothermal) พลังงานความร้อนใตพ้ ิภพ ถือว่าเป็ นพลงั งานความร้อนจากใต้พ้ืนผิวของโลก โดยยง่ั ลึกลงไปมากเท่าใด ความร้อนใตพ้ ้ืนผิวโลกย่ิงสูงข้ึนมากเท่าน้ัน ท่ีความลึก 25 - 30 กโิ ลเมตร จะมีความรอ้ นหรืออุณหภูมิประมาณ 250 - 1000 c โดยแหล่งพลงั งานความร้อนใต้
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 11 พิภพส่วนใหญ่น้นั จะอยู่แถบหรือบริเวณทยี่ งั มภี เู ขาไฟยงั ดับไมส่ นิทและบริเวณทีม่ ีแหล่งน้าพุรอ้ น ซ่ึงความร้อนทไ่ี ดจ้ ากใตพ้ ภิ พน้ีสามารถนามาผลติ พลงั งานไฟฟ้าได้ 5) มวลชีวภาพ (Biomas) มวลชีวภาพ ถือว่าเป็นสารอินทรีวตั ถุทนี่ ามาผา่ นกระบวนการผลิตแกส๊ สังเคราะห์ แลว้ นาแกส๊ ทีผ่ ลิตไดม้ าเป็นเช้ือเพลิงในการผลติ พลงั งานไฟฟ้า 6) ขยะและแกส๊ จากท่อระบายสิ่งปฏิกูล (Gasbage and Sewage) ขยะท่ีมีและเกิดข้ึนอยู่ทุกวนั น้ี ขยะบางชนิดสามารถคดั แยกแลว้ นาขยะท่ีไดบ้ าง ชนิดไปใช้เป็นเช้ือเพลิงสาหรบั การเผาไหมไ้ ด้ ดงั น้นั เม่ือแยกแยะขยะออกจากกันแลว้ จะไดข้ ยะท่ี ไมต่ ดิ ไฟกบั ติดไฟ หลงั จากน้นั นาขยะทต่ี ิดไฟได้นาไปเป็นเช้ือเพลงิ ผสมกบั ถา่ นหิน เพือ่ นาไปผลิต พลงั งานไฟฟ้าได้ ส่วนแก๊สท่ีไดจ้ ากท่อระบายสิ่งปฏกิ ูลน้นั สามารถนามาเป็นเช้ือเพลิงในการผลิต พลงั งานไฟฟ้าเชน่ กนั 1.3.2 แหล่งพลงั งานประเภทไม่ให้ความรอ้ น แหล่งพลงั งานประเภทไมใ่ ห้ความร้อน สามารถแบง่ ออกเป็น 6 ประเภท ดงั น้ีคอื 1) พลงั งานน้า (Hydro) ประเทศไทยเราน้ันไดม้ ีการนาพลงั งานน้ามาผลิตพลงั งานไฟฟ้าเป็ นส่วนใหญ่ พลงั งานน้าที่ได้ถือว่าประหยดั ท่ีสุดและไม่ก่อให้เกิดมลพิษ (Pollution) แต่มีข้อเสียคือ การใช้ พลงั งานจากน้าน้ัน จะตอ้ งลงทุนก่อสรา้ งเขื่อนก้นั น้าสูง ระบบการส่งและจ่ายกาลงั ไฟฟ้าจะอยหู่ ่าง ไหลจากศูนยก์ ลางของโหลด ส่วนข้อดีของพลงั งานน้าน้ันนอกจากประหยดั แล้ว ยงั สามารถ เดนิ เครื่องกาเนิดผลิตพลงั งานไฟฟ้าไดท้ นั ที 2) พลงั งานน้าข้ึน – น้าลง (Tidal) ในประเทศฝรั่งเศส ซ่ึงเป็ นประเทศหน่ึงในโลกไม่กี่ประเทศที่นาเอาระบบน้าข้ึน น้าลงมาใชใ้ นกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ โดยมีกาลงั ผลิตสูงถึง 240 MW โดยพลงั งานน้า ข้ึนน้าลงท่ไี ดจ้ ะเป็นพลงั งานในรูปของพลงั งานศกั ย์ 3) พลงั งานคลนื่ ในทะเล (Wave) พลงั งานคล่ืนในทะเล โดยมปี ระเทศญ่ปี ่ นุ ไดม้ ีการทดลองเก่ยี วกับเคร่ืองจกั ร ไฟฟ้าในลกั ษณะของทุน่ ลอยน้า หลงั จากน้นั ไดน้ าทุ่นไปลอยในน้าทะเล เมือ่ ทะเลเกดิ คลื่นข้ึน ทุ่น ทล่ี อยอยูจ่ ะทาการเปลีย่ นพลงั งานจลนข์ องคลน่ื ทะเลให้เป็นพลงั งานไฟฟ้าได้ 4) พลงั งานลม (Wind) พลงั งานลมถือว่าเป็ นพลงั งานธรรมชาติอีกชนิดหน่ึงท่ีบริสุทธ์ิ โดยการใช้ลมมา ผลิตพลงั งานไฟฟ้า โดยการเปลย่ี นพลงั งานจลนข์ องลม ซ่ึงเป็นการใชก้ งั หันลมใหเ้ ป็นพลงั งานทาง
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 12 กลแลว้ นาพลงั งานกลที่ไดไ้ ปหมุนเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าอีกคร้ังหน่ึง ซ่ึงในประเทศไทยไดม้ กี ารทาการ ทดลองอยู่ที่แหลมพรมเทศในจงั หวดั ภูเก็ต และมีอีกหลายแห่งในประเทศที่กาลงั อยู่ในระหว่าง การศกึ ษาและคน้ ควา้ อยู่ ซ่ึงพลงั งานไฟฟ้าทไี่ ดย้ งั ไม่สมา่ เสมอท้งั น้ีข้ึนอยู่กบั กระแสลมที่ผดั ผ่านไม่ สม่าเสมอ จึงได้มีการเก็บสะสมพลงั งานไฟฟ้าที่ได้ในรูปของชุดแบตเตอร์รี่ ซ่ึงเป็ นแรงดันไฟฟ้า กระแสตรงก่อนทจี่ ะนาเอาพลงั งานทเี่ กบ็ ไดอ้ อกมาผ่านกระบวนการแปลงแรงดนั ไฟฟ้ากระแสตรง ใหเ้ ป็นแรงดนั ไฟฟ้ากระแสสลบั ท่ีเรียกวา่ อินเวอร์เตอร์ (Inverter) กอ่ นนาออกไปใชง้ าน 5) การเปลยี่ นรูปพลงั งานรงั สีอาทติ ยโ์ ดยตรง (Direct Solar Conversion) การเปลยี่ นรูปพลงั งานจากการแผ่รังสีของดวงอาทติ ย์ เป็ นการผลิตพลงั งานไฟฟ้า โดยการใช้พลังงานจากแสงอาทิตยโ์ ดยตรงทาการเปลี่ยนพลังงานโดยใชเ้ ซลล์แสงอาทิตย์ หรือ เรียกว่า “เซลลส์ ุริยะ” (Solar Cells) โดยใช้คุณสมบตั ิของสารก่ึงตวั นาไฟฟ้ามาทาหน้าที่เปลี่ยน พลงั งานแสงทีไ่ ดจ้ ากการแผ่รังสีของดวงอาทติ ยเ์ ป็ นพลงั งานไฟฟ้า ซ่ึงสามารถนาแผงเซลลส์ ุริยะมา ประกอบติดต้งั ลงบนโครงเหล็กแลว้ ติดต้ังบนหลังคาอาคารหรือสถานีท่ีมีแสงอาทิตยส์ ่งถึง โดย พลงั งานจากการแผร่ งั สีของดวงอาทิตยจ์ ะทาใหอ้ ิเลก็ ตรอนอสิ ระในเซลลส์ ุริยะเกิดการเคลื่อนที่ ซ่ึง การเคล่ือนที่ของอิเล็กตรอนก็คือกระแสไฟฟ้านั่นเอง พลงั งานไฟฟ้าที่เกดิ ข้นึ น้ีจะถูกเก็บสะสมไว้ ในชุดของแบตเตอร์ร่ีหลงั จากน้นั จะนาออกไปใชง้ านจะตอ้ งทาการแปลงไปเป็นไฟฟ้ากระแสสลบั ดว้ ยเคร่ืองแปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลบั กอ่ นนาออกไปใชง้ าน รูปท่ี 1.5 แสดงการตดิ ต้งั เซลลส์ ุริยะ ท่มี า : การไฟฟ้าส่วนภูมภิ าค. เพาเวอร์พอยนต.์ วทิ ยาลยั เทคนิคลพบรุ ี, 2550.
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 13 6) เซลลเ์ ช้ือเพลิง (Fuel Cell) เซลลเ์ ช้ือเพลิง ซ่ึงเป็ นกระบวนการแยกโมเลกุลของน้าด้วยพลงั งานไฟฟ้า ทาให้ ไดส้ ่วนประกอบของไฮโดรเจนกับออกซิเจนและต่อมาไดม้ ีการพฒั นาเทคโนโลยใี นกระบวนการ หรือรูปแบบของการยอ้ นกลบั ในการผลิตพลงั งานไฟฟ้าจากแก๊สธรรมชาติดว้ ยระบบเซลลเ์ ช้ือเพลิง ทาได้โดยการนาเอาไฮโดรเจนท่ีไดจ้ ากกา๊ ซธรรมชาติมาทาปฏกิ ริ ิยาทางเคมีกบั ออกซิเจนในอากาศ ทาใหไ้ ดน้ ้าและพลงั งานไฟฟ้าออกมา รูปที่ 1.6 แสดงโครงสร้างของเซลลเ์ ช้ือเพลิง ทม่ี า : http://www.il.mahidol.ac.th/e-edia/electrochemistry/web/3fuel_mean.htm ใน ก ร ะบ ว น ก าร ผ ลิ ต พ ลังงา น ไฟ ฟ้ าจ าก เซ ล ล์เช้ื อ เพ ลิง ท าไ ด้โ ด ยก าร ส่ งก๊ า ซ ธรรมชาตแิ ละนาไอน้าเขา้ ไปในเครื่องทท่ี าการเปลีย่ นแปลงเช้ือเพลิง ซ่ึงภายในเคร่ืองเปล่ยี นแปลง เช้ือเพลิงน้ี ก๊าซธรรมชาติจะทาปฏกิ ิริยากับไอน้าทาให้ได้ไฮโดรเจนออกมา แลว้ จากน้นั ส่งเขา้ ไป ในเซลลเ์ ช้ือเพลิงในขณะเดียวกนั จะตอ้ งอดั อากาศดว้ ยเคร่ืองอดั อากาศเขา้ ไปในเซลลเ์ ช้ือเพลงิ ดว้ ย อากาศกับก๊าซไฮโดรเจนจะทาปฏิกิริยาทางเคมีกันจนกระทง่ั ทาให้ได้น้าและไฟฟ้ากระแสตรง ออกมา ซ่ึงไฟฟ้ากระแสตรงท่ีได้ก่อนจะถูกนาไปใช้งานจะตอ้ งนาไปผ่านเคร่ืองเปลี่ยนไฟฟ้า กระแสตรงให้เป็ นไฟฟ้ากระแสสลบั หรือเรียกว่า เครื่องอินเวอร์เตอร์ ก่อนถึงจะนาพลงั งานไฟฟ้า
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 14 ไปใชง้ านกบั โหลดทวั่ ๆ ไปได้ ส่วนน้าที่ไดจ้ ากการทาปฏกิ ริ ิยาระหว่างไฮโดรเจนกบั ออกซิเจนน้นั ปลอ่ ยท้งิ ไป 1.4 โครงสร้างระบบการส่งจ่ายพลงั งานไฟฟ้า ระบบการส่งจ่ายพลงั งานไฟฟ้า จะประกอบด้วย 3 ส่วนประกอบด้วยกันคือ ระบบการ ผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่งกาลงั ไฟฟ้า และระบบจาหน่ายไฟฟ้า 1.4.1 ระบบการผลติ ไฟฟ้า ระบบการผลิตพลงั งานไฟฟ้า เป็ นระบบที่ทาการเปลยี่ นแปลงพลงั งานรูปแบบอื่น ๆ ไปเป็ นพลงั งานไฟฟ้า ได้แก่ ระบบการเปล่ียนแปลงพลงั งานศักยข์ องน้าไปเป็ นพลงั งานไฟฟ้า ระบบการเปลีย่ นแปลงพลงั งานความรอ้ นที่ไดจ้ ากปฏิกริ ิยานิวเคลยี ร์ไปเป็ นพลงั งานไฟฟ้า เป็ นตน้ ระบบการผลิตพลงั งานไฟฟ้าหรือเราเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า โรงจกั รไฟฟ้า หรือโรงตน้ กาลงั ไฟฟ้า โดยเป็นการเรียกช่ือตามลกั ษณะของแหล่งพลงั งานท่ีมีหรือใชช้ นิดของพลงั งานท่ีเป็นตวั ขบั เคลอื่ น เคร่ืองกาเนิดไฟฟ้า ที่ใชใ้ นโรงจกั รไฟฟ้า ซ่ึงมรี ายละเอยี ดดงั ตอ่ ไปน้ี 1. โรงจกั รไฟฟ้า (Power Plant) โรงจกั รไฟฟ้าที่ทาการผลติ พลงั งานไฟฟ้าแลว้ นามาใชก้ บั โหลดทว่ั ๆ ไป สามารถ แบง่ ไดต้ ามลกั ษณะของแหล่งพลงั งานไดด้ งั น้ี คือ ก. โรงจกั รไฟฟ้าที่ใช้แหลง่ พลงั งานประเภทไม่ให้ความร้อน ซ่ึงไดแ้ ก่ โรง จกั รไฟฟ้าที่ใชพ้ ลงั งานน้า ข. โรงจกั รไฟฟ้าทใี่ ช้แหล่งพลงั งานประเภทใหค้ วามรอ้ น ซ่ึงไดแ้ ก่ โรงจกั ร ไฟฟ้าพลงั งานความร้อน และยงั สามารถแบ่งโรงจกั รไฟฟ้าประเภทน้ีได้อีก โดยแบ่งออกตาม ลกั ษณะของการใชเ้ ช้ือเพลงิ ทีใ่ ชไ้ ดด้ งั น้ี 1) โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานความรอ้ นแบบธรรมดา โรงจกั รไฟฟ้าทใี่ ชพ้ ลงั งานความรอ้ นแบบธรรมดา เป็นโรงจกั รไฟฟ้า ท่ใี ชเ้ ช้ือเพลิงที่เราเรียกว่า “ฟอสซีล” ซ่ึงเช้ือเพลิงท่ีให้ความร้อนจากการเผาไหมแ้ ละโรงจกั รไฟฟ้า ประเภทน้ีมีดงั ต่อไปน้ี คือ - โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานไอน้า - โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานกงั หันแกส๊ - โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานความร้อนร่วม และ - โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานเครื่องยนตด์ ีเซล
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 15 2) โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานนิวเคลยี ร์ โรงจักรไฟฟ้าพลงั งานนิวเคลียร์ เป็ นโรงจกั รไฟฟ้าท่ีทาการผลิต พลงั งานไฟฟ้าได้ด้วยพลงั งานความร้อนแบบพิเศษ โดยเฉพาะพลงั งานความร้อนท่ีนามาใชน้ ้ัน ไดม้ าจากการแตกตวั หรือการรวมตวั ของอะตอม จากสสารทุกชนิดในธรรมชาติ ซ่ึงจะประกอบดว้ ย โมเลกุล ในแต่โมเลกลุ จะประกอบด้วยอะตอม ในแต่ละอะตอมจะประกอบดว้ ยนิวเคลยี สทีอ่ ยเู่ ป็ น แกนกลางของอะตอมและมีอิเล็กตรอนวิ่งอยู่รอบ ๆ นิวเคลียสน้ัน และภายในนิวเคลียสซ่ึง ประกอบดว้ ยอนุภาคของโปรตรอนและนิวตรอนรวมกนั อยู่ อเิ ล็กตรอนที่โครจรรอบ ๆ นิวเคลยี สมี สภาพเป็นประจุลบ ส่วนโปรตอนมีสภาพเป็นประจุบวกและนิวตรอนมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า มี มวลเท่ากับอิเล็กตรอนและมีมวลนอ้ ยกว่าโปรตรอนประมาณ 2,000 เท่า ซ่ึงโดยทว่ั ไปแลว้ สสาร หรือสารที่มอี เิ ลก็ ตรอนเทา่ กบั โปรตรอนจะเรียกสารน้นั วา่ สารทเี่ สถยี ร มีมวลของสารบางชนิดทีไ่ ม่ เสถียรหรือน้าหนกั ของสารน้นั ไม่เท่ากัน เมื่อนิวเคลียสแตกตวั ได้ดว้ ยการถูกยิงดว้ ยนิวตรอน เช่น สารยูเรเนียม การแตกตวั ของสารยูเรียม - 235 (U235) เม่ือถูกยิงด้วยนิวตรอนจะเกิดการแตกตัว เป็นสทรอนเซียม 94 (Sr94) ซีนอน 140 (Xe140) จะเกิดการสลายตวั เพื่อกลบั เขา้ สู่สถานะเสถยี รใน ขณะท่ีมีการแตกตวั หรือเกิดปฏิกิริยาข้ึนน้ัน จะมีนิวตรอนอิสระเกิดข้ึนมาและมีพลงั งานจานวน หน่ึงเกิดข้ึนด้วย การยงิ นิวตรอนใส่มวลสารแลว้ เกิดการแตกตวั ซ่ึงเราเรียกว่า ปฏิกิริยานิวเคลียร์ การแตกตวั ของสารยเู รเนียม - 235 พลงั งานทีไ่ ด้จากการแตกตวั จานวน 1 กรมั จะมีค่าเท่ากบั การ ไดพ้ ลงั งานจากการเผาไมถ้ ่านหินจานวนถึง 3 ตนั ซ่ึงเป็นพลงั งานที่สูงมาก จากนิวตรอนอิสระที่เกิดข้ึนระหว่างการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ การ แตกตวั หรือการรวมตวั กันดงั กล่าวขา้ งตน้ น้ัน จะชนกบั นิวเคลียสของสารยูเรเนียมต่อไปอีก ซ่ึง ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื่องท่ีเราเรียกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่ โดยพลงั งานท่ีได้น้ีมีค่ามหาศาลมากและ พลงั งานนิวเคลียร์สามารถพฒั นาเป็นลูกระเบดิ ท่ีจะสามารถทาลายลา้ งไดส้ ูงมากและพฒั นาเป็นโรง จกั รไฟฟ้าพลงั งานนิวเคลียร์ได้ หลกั การทางานของโรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานนิวเคลียร์ โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานนิวเคลียร์มีหลกั การทางาน ดงั น้ีคอื โดยการใช้ เครื่องเตาปฏกิ รณ์นิวเคลียร์แบบแตกตวั เม่ือเกดิ การแตกตวั ของสารยูเรเนียม - 235 ก็จะทาให้เกิด พลงั งานความรอ้ นข้ึนในเตาปฏกิ รณ์ โดยการนาเอาหลกั การของโรงไฟฟ้าพลงั งานไอน้ามาใชโ้ ดย ความร้อนที่เกิดข้ึนน้นั จะนาพาความร้อนออกมาโดยตวั ระบายความร้อนด้วยน้าธรรมดา น้ามวล หนกั หรือใชแ้ ก๊สฮีเรียมมาผ่านเครื่องที่ทาหนา้ ท่แี ลกเปล่ียนความรอ้ น ความรอ้ นทร่ี ะบายออกมาจะ ทาให้น้าในเคร่ืองแลกเปล่ยี นความรอ้ นเปลี่ยนสถานะกลายเป็นไอ หลงั จากน้นั นาไอน้าที่ได้ไปขบั เครื่องกังหันไอน้า โดยเครื่องกงั หันไอน้าจะมีเพลาต่อเช่ือมขา้ กับเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าทาการผลิต
การส่งและจ่ายไฟฟ้า 16 กระแสไฟฟ้าต่อไป ส่วนไอน้าท่ีเหลือออกจากเครื่องกงั หนั ไอน้าแลว้ จะนาไปผ่านเครื่องควบแน่น เพื่อควบแน่นให้ไอน้าเปล่ียนสถานะการเป็ นน้าแล้วนาน้าท่ีได้กลบั เขา้ ไปในระบบของเครื่อง แลกเปลยี่ นความร้อนทาการเปลย่ี นสถานะกลายเป็นไออกี คร้งั เพื่อใชใ้ นระบบต่อไป รูปท่ี 1.4 แสดงหลกั การทางานของโรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานนิวเคลยี ร์ ที่มา : การไฟฟ้าส่วนภมู ิภาค. เพาเวอร์พอยนต.์ วิทยาลยั เทคนิคลพบรุ ี, 2550. 3) โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้า โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้า เป็นโรงจกั รไฟฟ้าท่ีอาศยั พลงั งานของน้าที่ ได้จากการกักเก็บน้าไวใ้ นเขื่อนหรืออ่างเก็บน้าที่อยู่ในที่สูงกว่าโรงจกั รไฟฟ้า หลังจากน้ันนา พลงั งานจลน์ของน้าที่ปล่อยออกมาจากเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ามาตามท่ออุโมงค์ส่งน้าเข้าไปหมุน เครื่องกงั หันน้า แลว้ นาพลงั งานกลท่ีไดจ้ ากหมนุ เครื่องกงั หนั น้ามาขบั เพลาของเครื่องกาเนิดไฟฟา้ ท่ี ต่ออยู่กับเคร่ืองกงั หันทาการผลิตพลงั งานไฟฟ้าออกมา ซ่ึงเป็ นการเปลี่ยนพลงั งานกลที่ได้จาก เครื่องกงั หันน้ามาเป็นพลงั งานไฟฟ้า โดยพลงั งานของน้าสามารถหาไดจ้ ากสมการดงั ตอ่ ไปน้ี P = 9.8×Q × h กิโลวตั ต์ (kW) ...........(1.2) เมอ่ื P = พลงั งานของน้า มหี น่วยเป็น กิโลวตั ต์ (kW) Q = อตั ราการไหลของน้า มหี น่วยเป็น ลูกบาศก์เมตร/วินาที (m3/sec) h = ความสูงของน้าจากระดบั หนา้ เขอ่ื นถงึ กงั หนั น้า มีหน่วยเป็นเมตร (m)
การส่งและจ่ายไฟฟ้า 17 โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้าดงั กล่าวน้ี ยงั สามารถแบ่งตามประเภทของลกั ษณะการ ไหลของน้าไดด้ งั น้ี - โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้าแบบไมม่ ีอา่ งเกบ็ น้า - โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้าแบบมีอ่างเก็บน้า - โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้าแบบสูบน้ากลบั เพอื่ กกั เกบ็ รูปท่ี 1.5 แสดงโครงสรา้ งหลกั การทางานของโรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้า ทีม่ า : การไฟฟ้าส่วนภมู ิภาค. เพาเวอร์พอยนต.์ วิทยาลยั เทคนิคลพบุรี, 2550. โรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้า โรงจกั รประเภทน้ีมสี ่วนประกอบที่สาคญั คือ เข่อื น (Dam) ท่อส่งน้าหรืออุโมงค์ (Penstock) กังหันน้า (Water Turbine) และเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้า (Generator) โดยเครื่องกาเนิดไฟฟ้ามีรูปแบบการดาเนินการดงั น้ี 1) รูปแบบของเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้า การติดต้งั เครื่องกาเนิดไฟฟ้าของโรงจกั ไฟฟ้า ประเภทน้ีมีรูปแบบของการใช้งานทีพ่ บมากทส่ี ุด คอื การตดิ ต้งั เพลาของเคร่ืองกาเนิดในแนวด่ิง ซ่ึง มีอยดู่ ว้ ยกนั 2 รูปแบบ ดงั น้ี คือ ก. รูปแบบทีม่ ีรองลืน่ บงั คบั 3 ชุด (Three guide bearing type) การติดต้งั เพลาของเคร่ืองกาเนิดในแนวดิ่งในรูปแบบทมี่ ีรองล่ืนบงั คบั 3 ชุด ซ่ึงแบบน้ีจะมีรองล่ืนแบบปรับแรงผลกั (Thrast bearing) ของพลงั งานจลน์ท่ีไดจ้ ากน้าทาการ ตดิ ต้งั เหนือฝาครอบดว้ ยบนของเคร่ืองกงั กันน้า โดยตวั เครื่องกงั หันน้าน้นั จะเป็นตวั รองรบั น้าหนกั ของเครื่องกาเนิดและส่วนที่หมุน ส่วนรองลื่นบงั คบั 3 ชดุ ทาการจดั เรียงโดยให้รองลนื่ บงั คบั แนว
การส่งและจ่ายไฟฟ้า 18 รูปท่ี 1.6 แสดงโครงสรา้ งหลกั การทางานของโรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้า ที่มา : การไฟฟ้าส่วนภมู ภิ าค. เพาเวอร์พอยนต.์ วิทยาลยั เทคนิคลพบรุ ี, 2550. ชุดท่ี 1 ติดต้งั ให้ใกลใ้ บพดั ของเครื่องกังหันให้ใกล้ท่ีสุดชุดที่ 2 และ 3 โดยทาการติดต้งั อยู่ ดา้ นบนและดา้ นลา่ งของตวั หมนุ ดงั แสดงดงั รูปที่ 1.7 รูปท่ี 1.7 แสดงเครื่องกาเนิดไฟฟ้าแบบทมี่ ีรองลน่ื บงั คบั แนว 3 ชดุ
การส่งและจ่ายไฟฟ้า 19 ข. รูปแบบกังหันแบบร่ม (Umbrella type) เครื่องกงั หันแบบน้ี รองล่ืนแบบ รบั แรงผลกั ของน้าและรองลน่ื บงั คบั ของแนวชดุ บนจะตอ้ งทาการติดต้งั ไวบ้ นฝาครอบดา้ นบนของ เคร่ืองกงั หันน้าและเป็ นตวั รับน้าหนักตวั ที่หมุน โดยส่วนของตวั หมุนจะทาการยึดติดอยู่กบั ส่วน ปลายเพลาของเคร่ืองกงั หันและหมนุ อยู่ภายในตวั โดยมีโครงหรือเปลือกของเครื่องกาเนิดยดึ อยู่กับ ท่แี ละวางอยบู่ นฐานรากของโรงไฟฟ้า ดงั แสดงในรูปท่ี 1.8 รูปที่ 1.8 แสดงเครื่องกงั หันน้าแบบร่ม 2) ส่วนประกอบหลกั ของเครื่องกาเนิดไฟฟ้า เคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าท่ีใช้ในโรงจกั รไฟฟ้าพลงั งานน้ามีส่วนประกอบด้วยกัน ดงั น้ีคือ ก. ส่วนที่อยู่กบั ที่ (Stator) ซ่ึงประกอบด้วยส่วนของโครงหรือเปลือกท่ี ตดิ ต้งั ใหอ้ ยู่กบั ที่ โดยทามาจากเหลก็ และทาการแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เพอ่ื ง่ายตอ่ การขนส่ง เมือ่ มาถึง สถานทต่ี ิดต้งั แลว้ สามารถเช่ือมต่อกนั ภายหลงั ได้ - ส่วนของแกนเหล็ก โดยแกนเหล็กเป็ นแกนเหล็กผสมซิลิกอนทา เป็ นแผ่นบาง ๆ นามาเรียงอดั ซ้อนกันแล้วยึดติดกนั ดว้ ยสลกั เกลียวและมีแผ่นปิ ดหัวทา้ ย จากน้ัน นาไปติดต้งั เขา้ กบั โครงหรือเปลือกของส่วนทอี่ ยู่กบั ทีอ่ กี คร้ังหน่ึงของเครื่องกาเนิดไฟฟ้า - ชดุ ของขดลวดทอ่ี ยู่กบั ท่ี ชุดของขดลวดจะใชต้ วั นาที่เป็นทองแดงท่ี ออกแบบให้เป็นแผ่นแถบพรอ้ มกับหุม้ ดว้ ยฉนวนไฟฟ้า ซ่ึงเป็นแผน่ ไมกา้ และทาการอาบด้วยเรซิน สังเคราะห์อีกคร้ังหน่ึง หลงั จากน้ันนาไปอบดว้ ยความร้อน เพ่ือให้ขดลวดน้นั มคี วามแขง็ แรงมาก ข้นึ ซ่ึงตวั นาทองแดงท่ีเป็ นขดลวดจะฝังอยู่ในตวั ของส่วนท่ีอยู่กับทท่ี ่ีเรียกว่า สเตเตอร์ โดยขดลวด
การส่งและจ่ายไฟฟ้า 20 จะเช่ือตอ่ จุดตอ่ ดว้ ยทองเหลอื งดงั แสดงในรูปท่ี 1.9 โดยขดลวดจะแยกออกเป็นส่วน ๆ เพอ่ื การขน ยา้ ยและนาไปติดต้งั ไดส้ ะดวก รูปที่ 1.9 แสดงขดลวดสเตเตอร์ ข. ตวั หมนุ (Rotor) ซ่ึงประกอบดว้ ย - โครงสร้างส่วนประกอบของตวั หมนุ (spider) ซ่ึงเป็นส่วนประกอบ วงในของโรเตอร์ โดยมีดุมหลอ้ ของศูนยก์ ลางและมีซ่ีเหล็กซ่ึงเป็ นแขนท่ีมีความแข็งแรงทาการ เช่ือมต่อจากแผน่ เหลก็ ทศ่ี นู ยก์ ลางดมุ หลอ้ ไปยงั ส่วนวงนอกของโรเตอร์ - ข้วั แม่เหล็ก (field pole) ในรอบวงนอกของโรเตอร์จะทาการติดต้งั ข้วั แม่เหล็กสาหรับเป็ นขดลวดสนามแม่เหล็ก (field coil) (โดยขดลวดน้ี จะทาการอาบด้วยเรซิน สังเคราะห์ และส่วนปลายของขดลวดจะหุ้มดว้ ยฉนวนใยแกว้ อกี คร้งั หน่ึง) ซ่ึงขดลวดน้ี จะพนั ลงบนโรเตอร์โดยมีฉนวนรองรับอกี ช้ันหน้ึง ส่วนขดลวดท่ีพนั น้ันจะตอ้ งอาบดว้ ยเรซินสังเคราะห์ และส่วนปลายของขดลวดจะหุ้มด้วยฉนวนใยแกว้ อีกคร้ังหน่ึง หลงั จากน้ันนาไปอบใหค้ วามร้อน เพ่อื เพิ่มความแข็งแรงของขดลวดให้ทนทานต่อแรงเหว่ียงหนีศนู ยก์ ลางของโรเตอร์ในขณะทที่ าการ หมุนเพอ่ื ผลิตพลงั งานไฟฟ้า
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 21 รูปท่ี 1.10 แสดงตวั หมุนของเคร่ืองกาเนิด 1.4.2 ระบบสายส่งและจ่ายไฟฟ้า (Transmission System) ระบบสายส่งและจ่ายไฟฟ้า ซ่ึงเป็ นการส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแหล่งผลิต พลงั งานไฟฟ้าส่งต่อไปให้กบั ระบบจาหน่ายหรือสถานีย่อย โดยระบบจาหน่ายจะเป็นศูนยก์ ลางของ การจ่ายพลงั งานไฟฟ้าให้กบั โหลดต่าง ๆ หรือผูใ้ ชไ้ ฟฟ้า โดยมกี ารคานึงถงึ ระยะทางในการส่งจ่าย พลงั งานไฟฟ้าในระยะใกลแ้ ละประหยดั ท่ีสุด ลกั ษณะการส่งจ่ายพลงั งานน้ี จะส่งจ่ายไฟฟ้าพาด ผา่ นไปในอากาศ (Overhead Power Line) หรือใชก้ ารส่งจา่ ยไฟฟ้าเป็นเคเบลิ ใต้ดนิ (Under ground Cable) หม้อแปลง เพม่ิ แรงดนั ลานไกไฟฟ้า สายส่ง สถานีไฟฟ้า สายส่ง สถานไี ฟฟ้า ระบบจาหน่าย ต้นทาง ย่อย รูปท่ี 1.11 แสดงระบบสายส่งและจ่ายไฟฟ้า ทมี่ า : การไฟฟ้าส่วนภมู ภิ าค. เพาเวอร์พอยนต.์ วทิ ยาลยั เทคนิคลพบรุ ี, 2550.
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 22 รูปท่ี 1.12 แสดงการส่งและจ่ายไฟฟ้าพาดผ่านไปในอากาศ รูปที่ 1.12 แสดงระบบสายส่งและจา่ ยไฟฟ้าพาดผา่ นไปในอากาศ ทมี่ า : การไฟฟ้าส่วนภมู ภิ าค. เพาเวอร์พอยนต.์ วทิ ยาลยั เทคนิคลพบรุ ี, 2550. รูปที่ 1.13 แสดงการส่งและจา่ ยไฟฟ้าเป็นเคเบิลใตด้ ิน ท่มี า : การไฟฟ้าส่วนภมู ิภาค. เพาเวอร์พอยนต.์ วิทยาลยั เทคนิคลพบุรี, 2550.
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 23 ระบบสายส่งและจ่ายไฟฟ้าน้ี จากการเชื่อมโยงระบบสายส่งกาลงั ไฟฟ้ากบั โรงจกั รไฟฟ้า หรือโรงตน้ กาลงั ไฟฟ้ากับสถานีไฟฟ้าย่อย เพ่ือการจดั จาหน่ายแลว้ สายส่งกาลงั ไฟฟ้ ายงั ต้อง เชื่อมโยงกบั แหลง่ จา่ ยหรือโรงจกั รไฟฟ้าอนื่ อีก ซ่ึงถอื วา่ เป็นระบบท่ดี ี สามารถเช่ือมโยงแหลง่ จ่าย กาลงั ไฟฟ้าถึงกนั หมดระหว่างสถานีต่อสถานีไฟฟ้าย่อย ดงั แสดงในรูปท่ี 1.14 ซ่ึงมเี หตผุ ลของการ เชื่อมโยงดงั น้ี 1. ทาให้ระบบการเชื่อมโยงแหล่งจ่ายให้ใหญ่ข้ึน สามารถจ่ายพลงั งานไดม้ ากข้นึ เป็ น การป้องกนั เหตุขดั ขอ้ งของโรงจกั รไฟฟ้า ทางดา้ นใดดา้ นหน่ึง ผใู้ ชไ้ ฟฟ้ายงั ไดร้ บั พลงั งานไฟฟ้าได้ จากโรงจกั รไฟฟ้าอีกดา้ นหน่ึง ทาใหร้ ะบบการเกิดความมน่ั คงหรือระบบมเี สถยี รภาพและเชื่อถือได้ มากข้ึน 2. เป็ นการประหยดั ทางด้านเช้ือเพลิงในการผลิตกาลงั ไฟฟ้า ท้ังน้ีเนื่องจากพลงั งาน ไฟฟ้าท่ีผลิตได้ สามาถ่ายเทไดร้ ะหว่างระบบของโรงจกั รไฟฟ้า ดังน้นั ในช่วงเวลาใดที่ตอ้ งการ พลงั งานไฟฟ้าลดลงก็สามารถทาการหยุดเดินเคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าจากโรงจกั รไฟฟ้าบางแห่งได้ ถา้ ช่างเวลาใดที่ตอ้ งการพลงั งานไฟฟ้าให้เพียงพอกบั ความตอ้ งการของผูใ้ ชพ้ ลงั งานไฟฟ้าก็สามารถ เดนิ เคร่ืองกาเนิดไฟฟ้าจากโรงจกั รไฟฟ้าไดท้ นั ที 3. สามารถทาการวางแผนในการโปรแกรมการเดินเครื่องกาเนิดไฟฟ้าของโรงจกั ร ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กาหนดไดว้ ่าโรงจกั รไฟฟ้าโรงใดจ่ายให้กบั โหลดฐาน (base Load) และโรงจกั รไฟฟ้าใดจ่ายให้กับโหลดที่ตอ้ งการพลงั งานไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) และโรง จกั รไฟฟ้าโรงใดสามารถเป็นเครื่องสารองพลงั งานไฟฟ้าได้ 1.4.3 ระบบจาหน่ายไฟฟ้า (Distribution System) ระบบจาหน่ายไฟฟ้า เป็ นระบบที่ถูกลดระดบั แรงดนั ไฟฟ้าดว้ ยหมอ้ แปลงไฟฟ้าให้มี แรงดัน 12 kV และ 24 kV ที่ใช้ในเขตพ้ืนที่ท่ีให้บริการของการไฟฟ้านครหลวง ระดับ แรงดนั ไฟฟ้า 11 kV 22 kV และ 33 kV เป็นระบบที่ท่ีใหบ้ ริการของการไฟฟ้าส่วนภูมภิ าค โดย สายจาหน่ายน้ีเรียกว่า สายป้อนปฐมภมู ิ (Primary Feeder) หรือสายจาหน่ายแรงดันสูง โดยแรงดนั สูงน้ีส่วนใหญ่จะจาหน่ายให้กับโรงงานอุตสาหกรรม ซ่ึงสายจาหน่ายประเภทน้ีจะเห็นได้บริเวณ รอบ ๆ ตวั เมืองหรือในเขตอุตสาหกรรมเป็ นส่วนใหญ่ ส่วนระดบั แรงดนั ท่ีต่าลงมาอีกจะทาการ แปลงใหม้ ีแรงดนั ต่าด้วยหมอ้ แปลงไฟฟ้าเช่นกนั เราเรียกว่า สายป้อนทตุ ิยภูมิ (Secondary Feeder) หรือ สายจาหน่ายแรงดนั ต่า ซ่ึงโดยส่วนใหญจ่ ะใชก้ บั ผใู้ ชไ้ ฟฟ้ารายยอ่ ยหรือบา้ นเรือนทว่ั ๆ ไปท้งั ในเมืองและชนบท
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 24 รูปที่ 1.14 แสดงระบบการจาหน่ายไฟฟ้า ทมี่ า : การไฟฟ้าส่วนภมู ภิ าค. เพาเวอร์พอยนต.์ วทิ ยาลยั เทคนิคลพบุรี, 2550. 1.4.4 สถานีเปลีย่ นระดบั แรงดนั ไฟฟ้า สถานีเปลี่ยนระดบั แรงดันไฟฟ้าน้ี เป็นสถานีกลางทท่ี าหนา้ ท่ีรับพลงั งานไฟฟ้าจาก ระบบหน่ึงแลว้ ส่งต่อไปยงั อีกระบบหน่ึงและขณะเดยี วกันกท็ าหนา้ การเปล่ียนระดบั แรงดนั ไฟฟ้า ให้เหมาะสมกับท่ีจะใช้ในระบบน้ัน ๆ เช่น เม่ือระดับแรงดันจากระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าเขา้ มาแลว้ ทาการเปลี่ยนระดับแรงดนั ไฟฟ้าให้สูงข้ึนแลว้ ส่งผ่านไปยงั ระบบส่งกาลงั ไฟฟ้า หรือรับ ระดับแรงดันจากระบบส่งกาลังไฟฟ้าเข้ามาแล้วทาหน้าที่ลดระดับแรงดันไฟฟ้าให้ต่าลง แลว้ ส่งผ่านไปยงั ระบบจาหน่ายอีกคร้ังหน่ึง โดยภายในสถานีเปล่ียนแรงดันไฟฟ้าน้ีจะประกอบดว้ ย หมอ้ แปลงไฟฟ้าที่ใช้สาหรับเปล่ียนระดับแรงดันไฟฟ้า อุปกรณ์ตดั ตอน อุปกรณ์ควบคุมและ ป้องกนั ไฟฟ้า สถานีเปลีย่ นระดบั แรงดนั ไฟฟ้าน้ี มีหนา้ ท่ีและการทางานสามารถสรุปไดด้ งั น้ี 1. เป็ นศูนยก์ ลางในการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าแรงดันสูงกับแรงดันต่าและรับ พลงั งานไฟฟ้าเขา้ มาหรือส่งออกจากระบบจาหน่าย 2. ทาการเปลยี่ นระดบั แรงดนั ไฟฟ้าให้เหมาะสมกบั ระบบและรกั ษาแรงดันไฟฟ้า ใหค้ งท่กี อ่ นจะทาการส่งไปยงั ระบบอื่นต่อไป
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 25 3. เป็ นสถานีที่ทาการติดต้งั เครื่องมือวดั อุปกรณ์ตดั ตอน อุปกรณ์ควบคุมและ ป้องกนั ระบบไฟฟ้า รูปท่ี 1.15 แสดงสถานีการเปลย่ี นระดบั แรงดนั ไฟฟ้า ทม่ี า : การไฟฟ้าส่วนภมู ิภาค. เพาเวอร์พอยนต.์ วทิ ยาลยั เทคนิคลพบุรี, 2550. 4. เป็นจุดเช่ือมโยงของระบบการสื่อสารท้งั หมด สถานีเปลี่ยนระดบั แรงดันไฟฟ้าน้ี ถา้ อยู่ในบริเวณใกลแ้ หล่งเครื่องกาเนิดหรือ โรงจกั รไฟฟ้า จะเรียกว่า ลานสวิตซ์ไฟฟ้าหรือลานไก ถา้ อยู่ระหว่างสายส่งไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้า ย่อย เราเรียกวา่ สถานีไฟฟ้ายอ่ ยตน้ ทาง และถา้ อย่ใู กลก้ บั ระบบจาหน่าย จะเรียกวา่ สถานีไฟฟ้ายอ่ ย จาหน่าย 1.5 บทสรุป ระบบกาลงั ไฟฟ้า ซ่ึงโครงสร้างของระบบไฟฟ้า มีส่วนประกอบสาคญั อยู่ด้วย 3 ส่วน ดงั น้ีคือ 1. ระบบการผลติ พลงั งานไฟฟ้า หรือโรงจกั รไฟฟ้า 2. ระบบการส่งและจา่ ยกาลงั ไฟฟ้าและระบบส่งยอ่ ยกาลงั ไฟฟ้า 3. ระบบจาหน่ายกาลงั ไฟฟ้า
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 26 จาก 3 ระบบดังกล่าว ถือว่าเป็ นส่วนสาคัญในการนาพลังงานไฟฟ้ามาใช้งานใน ชีวิตประจาวนั และมีหน่วยงานทที่ าหนา้ ทีร่ ับผิดชอบอยู่ดว้ ยกนั 3 หน่วยงานดว้ ยกนั คือ การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทาหนา้ ที่ผลติ และจดั หาพลงั งานไฟฟ้าและจดั จาหน่ายให้กบั การไฟฟ้า นครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภมู ิภาค โดยหน่วยงานท้งั 2 น้ี จะทาหนา้ ท่ใี นการจดั จาหน่ายใหก้ ับ ภาคธุรกจิ ภาคอตุ สาหกรรม หน่วยงานของรฐั และประชาชนผใู้ ชไ้ ฟฟ้าทว่ั ๆ ไป
การส่งและจา่ ยไฟฟ้า 27 เอกสารอ้างองิ จาตรุ งค์ แตงเขียวและคณะ. การส่งและจ่ายไฟฟ้า. พิมพค์ ร้งั ที่ 1. สานกั พมิ พว์ งั อกั ษร. กรุงเทพมหานคร, 2548. โตศกั ด์ิ ทศั นานุตริยะ. การผลิต การส่งและจ่ายไฟฟ้า. สานกั พิมพ์ ซีเอ็ดยูเคชน่ั จากัด (มหาชน). กรุงเทพมหานคร, 2540. มงคล ทองสงคราม. การส่งและจ่ายไฟฟ้า.พิมพค์ ร้ังที่ 3. หา้ งหุ้นส่วนจากดั วี.เจ. กรุงเทพมหานคร, 2545. ไวพจน์ ศรีธญั . การส่งและจ่ายไฟฟ้า. บริษทั สกายบุ๊กส์ จากดั . พมิ พค์ ร้ังที่ 3. ปทมุ ธานี, 2551. สุพจน์ กนกการ. เอกสารประการสอนการส่งและจ่ายไฟฟ้า. วทิ ยาลยั เทคนิคลพบุรี, 2548. สมเกียรติ ผโลประการ. วิศวกรรมการส่งและจ่ายไฟฟ้า. บริษทั สานกั พมิ พ์ ไทยวฒั นาพานิช จากดั . พิมพค์ ร้ังท่ี 5, 2525.
Search
Read the Text Version
- 1 - 28
Pages: