รายงานการพฒั นาตนเองดว้ ยระบบออนไลน์ การทดสอบความรู้ออนไลน์ ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563 นายครรชิต แซ่โฮ่ ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะ ครชู านาญการ โรงเรยี นคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา สานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 15 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
บนั ทึกขอ้ ความ ส่วนราชการ โรงเรียนคณะราษฎรบารุง จงั หวดั ยะลา ท่ี ........... / 2563 วันท่ี 8 เดือน กนั ยายน พ.ศ. 2563 เรื่อง รายงานการพัฒนาตนเองดว้ ยระบบออนไลน์ เรยี น ผู้อานวยการโรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา ข้าพเจ้า นายครรชิต แซ่โฮ่ ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชานาญการ ปฏิบัติหน้าท่ี ครูผู้สอนกลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ได้เข้ารับการพัฒนาตนเองด้วยระบบออนไลน์ โดยการเข้าร่วมอบรมและทดสอบความรู้ ออนไลน์ ตัง้ แต่ เดือนเมษายน ถึง เดือนสิงหาคม พ.ศ.2563 ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโค โรนา 2019 (COVID-19) บดั นี้ ขา้ พเจา้ ไดร้ บั การพัฒนาครบถ้วนตามกาหนดการแล้ว คิดเป็นระยะเวลาการพัฒนาตนเองทั้งสิน้ 14 ช่ัวโมง จงึ ขอรายงานการสรปุ ผลการพฒั นาตนเองเอง ดังน้ี 1. ผูเ้ ข้ารับการอบรม / ประชุม / สัมมนา นายครรชิต แซ่โฮ่ 2. เร่ือง การทดสอบความรู้ออนไลน์ 3. สถานที่ - โรงเรยี นคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา - บา้ นเลขท่ี 30/9 ผงั เมอื ง 4 ซอย 5 ตาบลสะเตง อาเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 4. ระยะเวลา ระหวา่ งวนั ท่ี 15 เดอื นเมษายน พ.ศ.2563 ถงึ วันที่ 5 เดือนสงิ หาคม พ.ศ.2563 5. หนว่ ยงานท่ีจดั - โรงเรยี นคณะราษฎรบารุง จังหวัดยะลา - สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 15 - สานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 42 - สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน 6. เอกสารทีไ่ ด้รับ/ส่ิงที่ผู้เข้าอบรมจะได้รบั 1) เอกสารประกอบการอบรม 2) เกียรตบิ ัตร 7. เนอื้ หาสาระการอบรบ 7.1 การสอนออนไลนผ์ า่ น Application Google Classroom Google Meet และ Kahoot จดั ทาโดยศูนย์คอมพิวเตอร์และอนิ เทอรเ์ นต็ โรงเรยี นคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา เนอ้ื หาสาระทไ่ี ดร้ บั จากการอบรม สว่ นท่ี 1 Google Classroom คืออะไร Classroom เป็นบริการสาหรับ Google Apps for Education ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือที่มี ประสิทธภิ าพ ไดร้ ับการออกแบบมาเพ่ือช่วยให้ผู้สอนสามารถสร้างและเก็บงานได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองกระดาษ มี
คุณลักษณะท่ีช่วยประหยัดเวลา เช่น สามารถทาสาเนาของ Google เอกสารสาหรับผู้เรียนแต่ละคนได้โดย อัตโนมัติ โดยระบบจะสร้างโฟลเดอร์ของไดร์สาหรับแต่ละงานและผู้เรียนแต่ละคนเพ่ือช่วยจัดระเบียบให้ผู้เรียน สามารถติดตามวา่ มีอะไรครบกาหนดบ้างในหน้างาน และเริ่มทางานได้ด้วยการคลกิ เพียงคร้ังเดยี ว ผู้สอนสามารถดู ได้อย่างรวดเร็วว่าใครทางานเสร็จหรือไม่เสร็จบ้าง ตลอดจนสามารถแสดงความคิดเห็นและให้คะแนนโดยตรงได้ แบบเรยี ลไทมใ์ น Google Classroom ส่วนท่ี 2 การสรา้ งช้นั เรยี น สาหรับการใชง้ าน Google Classroom ในบทบาทของผสู้ อนน้ันสามารถทาได้ดงั นี้ 1. คุณครูสรา้ งหอ้ งเรยี นออนไลน์ของวิชาน้ัน ๆ ข้นึ มา 2. เพม่ิ รายช่ือนกั เรยี นจากบัญชีของกูเกลิ เข้ามาอยูใ่ นห้องเรยี น 3. คุณครูสามารถนารหัสผ่านให้นกั เรยี นนาไปกรอกเพอื่ เข้าหอ้ งเรียนเองได้ 4. คุณครตู ้ังโจทยก์ ารบ้านใหน้ ักเรียนทาโดยสามารถแนบไฟล์และกาหนดวนั สง่ การบ้านได้ 5. นกั เรยี นเข้ามาทาการบ้านใน Google Docs และสง่ เขา้ Google Drive ของคณุ ครู 7. คุณครูสามารถเขา้ มาดจู านวนนักเรยี นทีส่ ง่ การบา้ นภายในกาหนดแล้วและยงั ไม่ไดส้ ง่ ได้ 8. คุณครตู รวจการบา้ นของนกั เรยี นแตล่ ะคน พร้อมท้ังใหค้ ะแนนและคาติชม ส่วนที่ 3 การจัดการรายวชิ า ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมต่างๆ ใน Google Classroom ในการประกาศประชาสัมพันธ์ มอบหมายงาน การแทรก VDO เข้ามาประกอบการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ทาการศึกษาทบทวน พร้อมกับแสดง ความคิดเหน็ ได้รวมไปถึงสามารถส่งงานผ่าน Google Classroom ได้อยา่ งไมจ่ ากัด แหลง่ เรียนร้อู อนไลน์ - http://www.edu.tsu.ac.th/ptu/file/Google-Classroom.pdf 7.2 การวัดประเมินผลทักษะด้านการเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) จัดทาโดยสานักงานเขต พื้นทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 42 เนอ้ื หาสาระทไ่ี ด้รับจากการอบรม หลกั สูตรการเขา้ ใจดิจิทัล (Digital Literacy Curriculum) มีจานวนเนอื้ หาตลอดหลักสูตร 9 กลุ่ม เนือ้ หา ประกอบด้วย สิทธแิ ละความรับผิดชอบ การเข้าถึงสอื่ ดจิ ทิ ัล การสอ่ื สารยุคดจิ ิทัล ความปลอดภัยยุค ดิจิทัล ความเขา้ ใจสอ่ื ดจิ ิทัล แนวปฏิบตั ใิ นสงั คมดจิ ทิ ัล สุขภาพดยี ุคดจิ ทิ ลั ดจิ ทิ ลั คอมเมริ ์ซ และ กฎหมาย ดิจทิ ลั 1. สิทธิและความรับผิดชอบ ผู้ศึกษาจาเป็นต้องทราบสิทธิ เสรีภาพ และความรับผิดชอบเม่ือใช้ สิทธินั้นบนสื่อสาธารณะยุค ดิจิทัลในฐานะเป็นประซากรชองสังคมในระดับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับชุมซน ระดับประเทศ ระดับ โลก โดยความรับผิดชอบน้ีรวมถึงความรับผิดชอบต่อตัวเอง และความรับผิดชอบต่อสังคม ทงั้ ผลกระทบทเ่ี กิดจากการกระทาและทางกฎหมายด้วยการใชส้ ิทธิ เสรีภาพอย่างถูกต้อง จะทาให้การ อยู่ร่วมกัน ในสังคมเดยี วกนั เกิดความสงบสุข ไม่ขดั ต่อกฎหมาย จรยิ ธรรม ศีลธรรม ชองสังคม ถือเป็น พ้ืนฐานประการแรกท่ี จาเปน็ ตอ้ งทราบ เพือ่ จะอยู่ในสังคมออนไลน์ท่ีมีการเชอื่ มโยงประซากรจากทุก ประเทศทงั้ โลกเขา้ ไวด้ ้วยกนั 2. การเข้าถึงสื่อดิจิทัล ผู้ศึกษาจาเป็นต้องเข้าใจอินเทอร์เน็ตและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตด้วย ช่องทางต่าง ๆ รวมถงึ ข้อดีขอ้ เสียของแต่ละช่องทางได้ เพ่ือให้สามารถใช้ Search Engine ค้นหาข้อมูลท่ีต้องการ จาก อนิ เทอร์เน็ตได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ นอกจากน้ียังจาเป็นต้องเข้าใจสื่อทางดิจิทัลชนิดต่าง ๆ รวมถึง การนาไป ประยุกตไั ข้งานในปจ้ จบุ นั 3. การสื่อสารยคุ ดจิ ิทัล ผูศ้ ึกษาจาเป็นต้องมีความเข้าใจการส่ือสารผ่านทางสื่อ และเครื่องมือทาง ดจิ ิทลั ในแง่มมุ ตา่ งๆ ไมว่ า่ จะเปน็ ความเหมาะสม ความแตกต่าง ความเส่ียงของส่ือ และเคร่ืองมือพร้อมท้ังสามารถ
ส่ือสาร โดยการใช้ข้อความหรือถ่อยคาอย่างสร้างสรรค์ มีประโยชน์ และเคารพผู้อื่น เพ่ือประโยชน์ต่อส่วนรวม นอกจากน้ียังรวมถึง ความสามารถวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ท่ีมีอยู่บนสื่อดิจิทัลต่าง ๆ ว่าสิ่งไหนเป็น ข้อเท็จจริง สิ่ง ไหนเป็นความเห็น สิ่งไหนเป็นความจริงบางส่วน สิ่งไหนเป็นความจริงเฉพาะเหตุการณ์ น้ัน ๆ เพ่ือไม่ให้ตกเป็น เหย่ือของการส่อื สารทางดจิ ทิ ลั 4. ความปลอดภยั ยุคดิจทิ ลั ผู้ศึกษาจาเปน็ เขา้ ใจความมนั่ คง ความเป็นสว่ นตวั และการทิ้งรอยเท้า ดจิ ทิ ัล ในการใช้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในยุคดิจิท้ล รวมถึงภัยในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในแง่วิธีการที่ได้รับการคุกคาม ผลกระทบทีเ่ กดิ ข้ึน การป้องกัน การลดความเส่ียง ตอ่ ภัยเหล่าน้นั 5. ความเข้าใจสื่อดิจิทัล ผู้ศึกษาจาเป็นต้องมีความเข้าใจสารสนเทศและส่ือในยุคดิจิทัล เพื่อที่ สามารถระบุข้อมูลที่ ต้องการหาข้อมูลนั้น ประเมินประโยชน์ ความเก่ียวข้อง ความถูกต้อง ความน่าเช่ือถือ ของ ข้อมูลน้ัน จากแหล่งต่าง ๆ นอกจากน้ันผู้ศึกษายังจาเป็นต้องสามารถนาข้อมูลเหล่าน้ันมาพัฒนาเป็นความรู้ เพื่อ นาไปใชป้ ระโยชน์ผ่านทางการนาเสนอไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ 6. แนวทางปฏิบัติในยุคดิจิทัล ผู้ศึกษาจาเป็นต้องทราบ แนวทางปฏิบัติในสังคม มารยาท และ พฤติกรรมอันพึงปฏิบัติเมื่อ อยู่ร่วมในสังคมดิจิท้ล เพ่ือไม่สร้างความเดือดร้อน ความราคาญ ความเครียด ความ กงั วลใจ รวมถงึ เปน็ สาเหตขุ องปญ้ หาทางสภาพจิตของบุคคลอื่นและตัวเอง การประพฤติตามมารยาทที่เหมาะสม จะ ทาให้สังคมยอมรบั นับถอื และให้เกยี รติเราดงั นนั้ มารยาทในสังคมดิจิทัล จึงเปน็ สิง่ ที่’จาเป็นต้อง เรียนรู้ และปู พน้ื ฐานไวใ้ นการใช้งานสงั คมดจิ ิท้ล 7. สขุ ภาพดียุคดิจทิ ัล ผ้ศู กึ ษาจาเป็นต้องเข้าใจอันตรายและผลกระทบด้านสุขภาพในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้าน สุขภาพกาย สุขภาพจิต โรคท่ีเกิดข้ึน รวมถึงความสัมพันธ์และผลกระทบต่อเยาวชน การใช้ อินเทอร์เน็ตและส่ือดิจิทัล เพื่อป้องกัน หลีกเลี่ยง ลดผลกระทบ จนถึงวิธีการรักษาเบ้ืองต้น ท้ังต่อ ตัวเอง และคน ใกล้ตัว เพื่อให้สามารถใช้ชวี ิตอยา่ งมคี วามสขุ ในยคุ ดจิ ทิ ลั ได้ 8. ดิจิทัลคอมเมิร์ซ ผู้ศึกษาจาเป็นต้องเขา้ ใจการทาธรุ กิจออนไลน์ หรือ อิคอมเมิร์ซ ประเภทต่างๆ รวมถึง อันตราย ภัย และ ความเสี่ยงจากการทาธุรกรรมนั้น พร้อมท้ังวิธีป้องกัน ลดความเสี่ยงและรับมือ กับ อนั ตราย ภัย และความเสย่ี งเหลา่ น้ัน โดยรู้ขนั้ ตอนปฏิบัตเิ ม่อื ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงเหล่านี้ 9. กฎหมายดิจิทัล ผู้ศึกษาจาเป็นต้องมีความเข้าใจสิทธิและข้อจากัดท่ีควบคุมการใช้ส่ือดิจิทัลใน รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งได้ถูกกาหนดโดยภาครัฐ เพ่ือท่ีจะได้สามารถปฏิบัติงานและดาเนินชีวิตได้อยู่ถูกต้องตาม กฎระเบยี บ สังคม ซ่งึ จะเปน็ การเคารพสิทธิของผู้อื่นอกี ดว้ ย แหล่งเรยี นรู้ออนไลน์ - https://sites.google.com/view/dl42/home 7.3 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับวิจัยทางการศึกษา (Educational Research) จดั ทาโดยสานักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 15 เนอ้ื หาสาระทไี่ ดร้ ับจากการอบรม ดงั แผนภาพ แหลง่ เรียนร้อู อนไลน์ - https://forms.gle/oxsvSTxBNQpo2DFx5 - https://bit.ly/320Oxrn
7.4 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เร่ือง การประเมิน PISA จัดทาโดยสานักงานเขตพ้ืนท่ี การศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 15 เน้อื หาสาระท่ีไดร้ ับจากการอบรม PISA คืออะไร โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ริเริ่มโดยองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) มีวัตถุประสงค์เพ่ือประเมินคุณภาพของระบบ การศึกษาของประเทศตา่ ง ๆ ในการ เตรียมความพรอ้ มให้เยาวชนมศี กั ยภาพหรือความสามารถพ้ืนฐานที่จาเป็นต่อ การดารงชีวิตในโลกท่ีมีการเปลี่ยนแปลง โดย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้ และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน ปัจจุบันนี้มีประเทศจากท่ัวโลกเข้าร่วม PISA มากกว่า 80 ประเทศ PISA ประเมินอะไร PISA ประเมินสมรรถนะทเี่ รียกวา่ Literacy ซง่ึ ในท่ีนี้จะใช้คาว่า “ความฉลาดรู้” และ PISA เลือก ประเมินความฉลาดรู้ในสามด้าน ได้แก่ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) ความฉลาดรู้ด้าน คณติ ศาสตร์ (Mathematical Literacy) และความฉลาดรู้ด้านวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Literacy) PISA ได้แบ่งการประเมินออกเป็น 2 รอบ กล่าวคือ รอบท่ี 1 (Phase I: PISA 2000 PISA 2003 และ PISA 2006) และรอบที่ 2 (Phase II: PISA 2009 PISA 2012 และ PISA 2015) ในการประเมินผลนักเรียน จะวัดความรูท้ ั้ง 3 ด้าน แตจ่ ะเน้นหนกั ในดา้ นใดดา้ นหนึง่ ในการประเมนิ แต่ละระยะ กล่าวคอื 1. การประเมินผลระยะที่ 1 (PISA 2000 และ PISA 2009) เน้นด้านการอ่าน (น้าหนักข้อสอบ ดา้ นการอ่าน 60% และทเี่ หลือเป็นดา้ น คณติ ศาสตร์และวทิ ยาศาสตร์อย่างละ 20%) 2. การประเมินผลระยะท่ี 2 (PISA 2003 และ PISA 2012) เน้นดา้ นคณิตศาสตร์ (น้าหนักข้อสอบ ด้านคณิตศาสตร์ 60% และด้านการอ่านและวิทยาศาสตรอ์ ย่างละ 20%) 3. การประเมินผลระยะท่ี 3 (PISA 2006 และ PISA 2015) เน้นด้านวิทยาศาสตร์ (น้าหนัก ขอ้ สอบดา้ นวิทยาศาสตร์ 60% และด้านการอา่ นและคณติ ศาสตร์อยา่ งละ 20%) นอกจากข้อสอบของ PISA จะประเมินความฉลาดรู้ (Literacy) ในสามด้าน ได้แก่ ความฉลาดรู้ ด้านการอ่าน (Reading Literacy) ความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematical Literacy) และความฉลาดรู้ ด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) แล้ว ยังมีการสารวจข้อมูลพ้ืนฐานของนักเรียน และการจัดการเรียนการ สอน ข้อสอบของ PISA มีความน่าสนใจและท้ายทาย โดยมีหลากหลายสถานการณ์ในชีวิตจริงให้ นักเรยี นอ่าน แต่ละสถานการณอ์ าจมหี ลายคาถามและหลากหลายรปู แบบในการตอบคาถาม เช่น เลือกตอบ เขียน ตอบสน้ั ๆ และเขียนอธบิ ายในการประเมนิ ท่ีผา่ นมา นักเรียนจะทาขอ้ สอบในเลม่ แบบทดสอบ สาหรับ PISA 2015 รูปแบบการประเมินจะเปล่ียนไปโดยนักเรียนต้องทาแบบทดสอบบน คอมพวิ เตอร์ โดยใชก้ ารคลิกเลือกตอบ พมิ พค์ าตอบ ใช้เมาส์ลากและวางคาตอบหรือคลิกเลือกคาตอบจากรายการ ท่ีกาหนดให้ การประเมนิ ของ PISA ใช้เวลาสองชั่วโมงในการทาแบบทดสอบและใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งช่ัวโมงใน การตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับตัวนักเรียนและการเรียน นอกจากน้ียังมีแบบสอบถามสาหรับโรงเรียนท่ีต้องตอบ บนคอมพวิ เตอรเ์ พ่ือใหข้ อ้ มลู เกย่ี วกับการบรหิ ารจดั การการศกึ ษาภายในโรงเรยี น PISA ประเมินใคร PISA เลือกประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นวัยที่จบการศึกษาภาคบังคับ การสุ่มตัวอย่าง นกั เรยี นทาตามระบบอยา่ งเคร่งครัด เพ่ือประกันว่านักเรียนเป็นตัวแทนของนักเรียนท้ังระบบ อีกทั้งการวิจัยในทุก ข้ันตอนต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ OECD ทุกประเทศต้องทาตามกฎเกณฑ์และวิธีการที่กาหนดอย่าง
เคร่งครัด เพ่ือให้การวิจัยมีคุณภาพอยู่ในระดับเดียวกัน และข้อมูลของทุกประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน เพ่ือให้ สามารถนามาวิเคราะห์ร่วมกันได้ และตามข้อตกลงในการดาเนิน PISA ของ OECD ไม่อนุญาตให้เปิดเผยรายช่ือ ของโรงเรยี นกลุ่มตัวอยา่ ง สาหรบั PISA ประเทศไทย ไดก้ าหนดกรอบการส่มุ ตัวอยา่ ง (sampling frame) เป็นนักเรียนอายุ 15 ปี ที่กาลังศึกษาอยใู่ นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ขน้ึ ไป จากโรงเรียนทุกสงั กดั ได้แก่ - โรงเรียนในสังกัดของสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน - โรงเรยี นในสังกดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน - โรงเรยี นในสงั กัดสานักการศกึ ษา กรงุ เทพมหานคร - โรงเรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองทอ้ งถน่ิ กระทรวงมหาดไทย - โรงเรยี นสาธติ ของมหาวิทยาลยั สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา - วิทยาลยั ในสังกัดสานกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา PISA ประเทศไทยเริ่มเมือ่ ใด ประเทศไทยเข้าร่วม PISA ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2543 (PISA 2000) และดาเนินการต่อเนื่องมาใน PISA 2003, PISA 2006, PISA 2009 และ PISA 2012 โดยจัดการประเมินต่อเน่ืองทุกสามปี ซ่ึงขณะนี้อยู่ในช่วง ดาเนนิ งาน PISA 2015 และ PISA 2018 ประเทศไทยไดอ้ ะไรจากการเขา้ ร่วม PISA ประเทศไทยไม่ใช่สมาชิก OECD แต่สมัครเข้าร่วม PISA ในฐานะประเทศร่วม (Partner countries) เพื่อต้องการตรวจสอบคุณภาพของระบบการศึกษา และสมรรถนะของนักเรียนวัยจบการศึกษาภาค บังคับของชาติเกี่ยวกับความรู้และทักษะที่จาเป็นสาหรับอนาคต โดยใช้มาตรฐานของประเทศท่ีพัฒนาแล้วเป็น เกณฑ์ช้ีวัด ผลสัมฤทธ์ิจากการทาแบบทดสอบและข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียน รวมท้ังข้อมูลนโยบาย การบริหาร จัดการ และการจัดการเรียนการสอนจากผู้บริหารของโรงเรียนทาให้ได้ข้อมูลคุณภาพการศึกษาของประเทศทั้งน้ี เพ่ือนาไปสู่การประเมินและพัฒนานโยบายทางการศึกษาการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาครูและบุคลากรทางการ ศึกษา รวมไปถึงการจัดการเรียนการสอนของประเทศให้มีคุณภาพทดั เทยี มกบั นานาชาติตอ่ ไป PISA THAILAND ใครเป็นผดู้ าเนนิ การ สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดาเนิน โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ PISA ในประเทศไทย โดยประสานความร่วมมือกับ หน่วยงานภายนอกท้ังในและต่างประเทศเพื่อให้การดาเนินงานเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมาย สาหรับการดาเนินงานภายในประเทศ สสวท. ได้แต่งต้ังคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้แทนจาก สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สานักงานเลขาสภาการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน สานักงานคณะกรรมการส่งเสรมิ การศกึ ษาเอกชนสานกั งานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สานักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษา สานักการศึกษา กรุงเทพมหานคร และสานักประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น กรมการปกครองส่วนท้องถ่ิน กระทรวงมหาดไทย โดยมีบทบาทหน้าที่ในการให้คาปรึกษา ข้อเสนอแนะ และ ติดตอ่ ประสานงานกบั โรงเรียนกลมุ่ ตัวอย่าง แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ - https://forms.gle/obvBE5BMTBLVTN419 - https://pisathailand.ipst.ac.th/about-pisa/
7.5 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เรื่อง ความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับการจัดการเรียนรู้แบบสะเต็ม ศกึ ษา (STEM Education) จดั ทาโดยสานักงานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษามัธยมศึกษา เขต 15 เนื้อหาสาระทไ่ี ด้รับจากการอบรม ความรู้เบ้ืองต้นเกีย่ วกบั การจัดการเรยี นรู้แบบสะเต็มศึกษา (STEM Education) รู้จักสะเต็ม คาว่า “สะเต็ม” หรือ “STEM” เป็นคาย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์ 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์(Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) หมายถึงองค์ความรู้ วิชาการของศาสตร์ท้ังส่ีที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริงที่ต้อง อาศัยองค์ความรู้ต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันในการดาเนินชีวิตและการทางาน คาว่า STEM ถูกใช้คร้ังแรกโดย สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (the National Science Foundation: NSF) ซ่ึงใช้คานี้เพ่ืออ้าง ถึงโครงการหรอื โปรแกรมท่ีเกีย่ วข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ อย่างไรก็ตาม สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้นิยามที่ชัดเจนของคาว่า STEM มีผลให้มีการใช้และให้ ความหมายของคานี้แตกต่างกันไป (Hanover Research, 2011, p.5) เช่น มีการใช้คาว่า STEM ในการอ้างอิงถึง กลมุ่ อาชีพทีม่ คี วามเกย่ี วข้องกับวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ สะเต็มศึกษา คือ แนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยี และคณิตศาสตร์ โดยเน้นการนาความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง รวมท้ังการ พัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต และการทางาน ช่วยนักเรียนสร้างความ เช่ือมโยงระหว่าง 4 สหวิทยาการ กับชีวิตจริงและการทางาน การจัดการเรียนรู้แบบสะเต็มศึกษาเป็นการจัดการ เรียนรู้ท่ีไม่เน้นเพียงการท่องจาทฤษฎีหรือกฏทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจ ทฤษฎีหรือกฎเหล่านั้นผ่านการปฏบิ ตั ิใหเ้ หน็ จริงควบคูก่ บั การพัฒนาทักษะการคิด ต้ังคาถาม แก้ปัญหาและการหา ข้อมูลและวเิ คราะหข์ ้อค้นพบใหมๆ่ พรอ้ มทัง้ สามารถนาข้อคน้ พบนั้นไปใชห้ รือบรู ณาการกับชีวติ ประจาวนั ได้ การจัดการเรียนรตู้ ามแนวทางสะเต็มมีลักษณะ 5 ประการได้แก่ (1) เป็นการสอนท่ีเน้นการบูรณา การ (2) ชว่ ยนักเรียนสรา้ งความเชื่อมโยงระหว่างเน้ือหาวิชาท้ัง 4 กับชีวิตประจาวันและการทาอาชีพ (3) เน้นการ พัฒนาทักษะในศตวรรษท่ี 21 (4) ท้าทายความคิดของนักเรียน และ (5) เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความ คิดเห็น และความเข้าใจที่สอดคล้องกับเน้ือหาทั้ง 4 วิชา จุดประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็ม ศึกษา คือ ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักและเห็นคุณค่าของการเรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และ คณติ ศาสตร์ และเหน็ ว่าวชิ าเหล่าน้นั เป็นเร่ืองใกลต้ วั ท่สี ามารถนามาใชไ้ ด้ทุกวนั แหล่งเรียนรอู้ อนไลน์ - https://forms.gle/YF99r8jqhLEdHRxu6 - https://drive.google.com/file/d/1LMJBxXRgZsa17zeXiqBtui1aKVvqKF01/view 7.6 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการ การศึกษา (Measurement and Evaluation in education) จัดทาโดยสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา มธั ยมศกึ ษา เขต 15 เนือ้ หาสาระที่ได้รบั จากการอบรม การวดั ผล (Measurement) หมายถึง กระบวนการกาหนด ตวั เลขหรือสัญลกั ษณ์ หรือคาอธิบาย หรือบรรยายใหก้ บั ปริมาณของคุณสมบตั ิ หรือคุณลักษณะที่ตอ้ งการศกึ ษา โดยใชก้ ฎเกณฑห์ รือวิธีการอย่างใด อยา่ งหนึ่ง การประเมนิ ผล (Evaluation) หมายถงึ กระบวนการตัดสนิ คุณค่าหรือคุณภาพของผลท่ีไดจ้ าก การวดั คุณลักษณะของสิ่งใดส่ิงหนึง่ โดยเทยี บกับเกณฑห์ รอื มาตรฐานอย่างใดอย่างหนง่ึ
การวัดและประเมินผล เป็นการกาหนดคุณลักษณะและตัดสินคุณค่าผลการเรียนรู้ของผู้เรียนอัน เกดิ จากการจดั กจิ กรรมการเรยี นรขู้ องครูผ้สู อนว่าผเู้ รยี นเกิดการพฒั นาบรรลุตามจดุ ประสงค์ท่กี าหนดไว้หรือไม่ ใน การประเมินอาจจะประเมินผู้เรียน ผู้สอน หลักสูตรโครงการหรือกิจกรรมของโรงเรียน ซ่ึงในการประเมิน ผู้สอน สามารถประเมินผล ทั้งก่อนเรียนระหว่างเรียน และหลังเรียน เพ่ือนาผลการประเมินไปตัดสินว่าผู้เรียนมี พัฒนาการหรือความก้าวหน้าในการเรียนรูแ้ ละมคี วามรรู้ วบยอดมากน้อยเพยี งใด ซึ่งผลของการประเมินสามารถใช้ สะท้อนประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ครูผู้สอนควรจะได้ทา การวจิ ัย เพ่อื พฒั นาการเรียนการสอน อนั จะนาไปสู่การพัฒนาการจดั การศกึ ษาให้มีคุณภาพต่อไป แหล่งเรยี นรอู้ อนไลน์ - https://forms.gle/ZZTpYm8HSyiu7yqE8 - http://elearning.psru.ac.th/courses/105/Chapter1.pdf 7.7 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เรื่อง ความรู้เก่ียวกับงานประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา จดั ทาโดยสานักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 15 เนอ้ื หาสาระที่ไดร้ บั จากการอบรม พระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กาหนดให้มีระบบประกันคุณภาพภายในและระบบ ประกันคุณภาพภายนอก โดยหนว่ ยงานต้นสงั กัด และสถานศกึ ษาจะต้องจดั ใหม้ กี ารประกันคุณภาพภายใน โดยให้ ถือว่าการประกันคุณภาพภายใน เป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการบริหารการศึกษาท่ีต้องดาเนินการอย่างต่อเน่ือง นาไปสกู่ ารพัฒนาคณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษาเพอ่ื พรอ้ มรับการประกนั คุณภาพภายนอก การประกันคุณภาพภายใน หมายถึง การบริหารจัดการและการดาเนินกิจกรรม ตามปกติของ สถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนอย่างต่อเน่ือง ซ่ึงจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการทาง การศึกษา ว่าการดาเนินการจัดการศึกษาของสถานศึกษามีประสิทธิภาพ และทาให้ผู้เรียนมีคุณภาพหรือมี คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ตามมาตรฐานการศกึ ษาทก่ี าหนด วัตถุประสงค์/เป้าหมาย เพ่ือสร้างความมั่นใจว่าสถานศึกษาจะจัดการศึกษาได้คุณภาพมาตรฐาน ผู้สาเรจ็ การศกึ ษามีความรู้ ความสามารถ มีคณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงคต์ ามหลักสูตรท่ีกาหนดและสังคมต้องการ หลักการของการประกนั คณุ ภาพภายใน 1) จุดมุ่งหมายของการประกันคุณภาพภายใน คือ การท่ีสถานศึกษาร่วมกันพัฒนาปรับปรุง คณุ ภาพใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา โดยเปา้ หมายสาคญั อยู่ที่การพัฒนาคณุ ภาพให้เกิดข้นึ กบั ผเู้ รยี น 2) การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน เป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการบริหารจัดการ และการ ทางานของบุคคลทุกคนในสถานศึกษา และเป็นการดาเนินงานตามปกติของสถานศึกษา โดยสถานศึกษาจะต้อง วางแผนพัฒนาและแผนปฏบิ ัตกิ ารทมี่ ีเป้าหมายชัดเจน ปฏิบัตงิ านตามแผนท่กี าหนดไว้ มีการตรวจสอบประเมินผล และพฒั นาปรับปรุงอยา่ งตอ่ เน่อื ง เป็นระบบ มคี วามโปรง่ ใส และมีจิตสานกึ ในการพฒั นาคณุ ภาพการทางาน 3) การประกันคุณภาพภายใน เป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา คือ ผู้บริหาร ครูและ บุคลากรอื่น ๆ ในสถานศึกษา โดยการดาเนินงานจะต้องให้ผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้เรียน ชุมชน เครือข่าย หรือ หน่วยงานท่ีกากับดูแล เช่น สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตา มอัธยาศัยจังหวัด/ กรุงเทพมหานคร เข้ามามีส่วนร่วมในการกาหนดเป้าหมาย วางแผน ติดตาม ประเมินผล พัฒนาปรับปรุง ช่วย สนบั สนุนสง่ เสริมให้สถานศึกษามีคุณภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาท่ีมีคุณภาพ เป็นไปตามความต้องการของ ผูเ้ รยี น ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
ระบบประกนั คุณภาพภายใน การประกันคุณภาพภายใน มีแนวคิดอยู่บนพื้นฐานของการไม่ให้เกิดการทางานท่ีไม่มี ประสิทธภิ าพ ซึง่ จะส่งผลถงึ ผลผลติ ท่ไี มม่ ีคณุ ภาพ ดังน้นั การดาเนนิ การประกันคุณภาพ จึงมีแนวคิดเก่ียวกับระบบ การทางานซึง่ มีความสมั พันธ์ และต่อเนื่องกนั ดังน้ี 1) การควบคุมคุณภาพ เป็นการกาหนดมาตรฐานคุณภาพและการพัฒนาสถานศึกษาให้เข้าสู่ มาตรฐาน การวางแผน และการดาเนินงานตามแผน โดยมีการจัดระบบบริหารและสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ เพอื่ พัฒนาสถานศกึ ษาเขา้ สมู่ าตรฐาน 2) การตรวจสอบ และทบทวนคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา โดยใช้วิธีการท่ีหลากหลาย เหมาะสม อาทิ เช่น การสังเกตพฤติกรรมและกระบวนการทางาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ การสอบถาม การ สมั ภาษณ์ การพิจารณาหลกั ฐาน รอ่ งรอยการปฏิบัติงาน ตวั อย่างผลงาน และแฟ้มสะสมงาน ตลอดจนการใช้แบบ สารวจ แบบสอบถาม แบบทดสอบ และแบบวดั มาตรฐาน เป็นตน้ การตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา จะต้องดาเนินการอย่างต่อเน่ือง เพือ่ นาผลไปใช้ในการปรับปรงุ และพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา 3) การประเมินคุณภาพ เป็นการรวบรวมข้อมูลและสารสนเทศ เพื่อประเมินคุณภาพของ สถานศึกษา จดั ทารายงานคุณภาพการศึกษาประจาปี วิธีการประกันคุณภาพภายใน 1) การประกันคุณภาพภายในให้ถือเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการบริหารการศึกษา และเป็น หน้าที่ของบุคลากรทุกคนในสถานศกึ ษา ที่ต้องดาเนินการอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยคานึงถึงปรัชญา หลักการ วสิ ัยทศั น์ พนั ธกจิ และภารกิจ ของสถานศกึ ษาทกี่ าหนดไว้ 2) จัดให้มีกลุ่ม ฝ่ายหรือคณะกรรมการดาเนินการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โดยการมี สว่ นรว่ มของภาคีเครือขา่ ยและผูร้ บั บรกิ าร เพือ่ การพัฒนาคณุ ภาพใหเ้ กดิ ขึ้นกับผูเ้ รยี น 3) พัฒนามาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาเพ่ิมในส่วนท่ีเป็นลักษณะเฉพาะของสถานศึกษาที่ สอดคล้องกบั ทอ้ งถ่นิ 4) จดั ทาแผนพัฒนาคุณภาพและแผนปฏบิ ตั ิการของสถานศกึ ษาและดาเนินงานตามแผนดังกลา่ ว 5) ดาเนินการตรวจสอบ ติดตามเพ่ือการพัฒนาคุณภาพให้เป็นไปตามเป้าหมายและมาตรฐาน การศึกษา 6) จัดทารายงานการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษาเสนอหน่วยงานตน้ สงั กดั ภาคีเครือข่ายและเผยแพร่ ตอ่ สาธารณชน 7) รายงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาต่อคณะกรรมการสถานศึกษา และมีการ กาหนดมาตรการร่วมกนั ในการพัฒนาสถานศึกษาไปสมู่ าตรฐานการศึกษาท่ีกาหนด แหลง่ เรยี นรอู้ อนไลน์ - https://forms.gle/d5yHT6KjZGH7Q397A - https://bit.ly/3lPN6Ur 7.8 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เรื่อง ความรู้เบ้ืองต้นเก่ียวกับวิทยาการคานวณ (Knowledge of computational science) จัดทาโดยสานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 15 เน้ือหาสาระท่ไี ด้รบั จากการอบรม วิทยาการคานวณ (Computing science) เป็นวิชาท่ีมุ่งเน้นการเรียนการสอนให้เด็กสามารถคิด เชิงคานวณ (Computational thinking) มีความพื้นฐานความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital technology) และ มีพ้ืนฐานการรู้เท่าทันสื่อและข่าวสาร (Media and information literacy) ซึ่งการเรียนวิชาการคานวณ จะไม่
จากัดอยู่เพียงแค่การคิดให้เหมือนคอมพิวเตอร์เท่าน้ัน และไม่ได้จากัดอยู่เพียงการคิดในศาสตร์ของนักวิทยาการ คอมพิวเตอร์ แต่จะเป็นกระบวนการความคิดเชิงวิเคราะห์เพื่อนามาใช้แก้ปัญหาของมนุษย์ โดยเป็นการส่ังให้ คอมพวิ เตอรท์ างานและช่วยแกไ้ ขปัญหาตามทเ่ี ราต้องการได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ การจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาการคานวณ มีเป้าหมายท่ีสาคัญในการพัฒนาผู้เรียนกล่าวคือ เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถใช้ทักษะการคิดเชิงคานวณในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและเป็น ระบบ มีทักษะในการค้นหาข้อมูลหรอื สารสนเทศ ประเมนิ จดั การ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนาสารสนเทศไปใช้ใน การแก้ปัญหา เสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ส่ือดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง การทางานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เพ่ือประโยชน์ต่อตนเองหรือสังคม และ สามารถใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารอยา่ งปลอดภัย ร้เู ทา่ ทนั มคี วามรบั ผดิ ชอบมจี รยิ ธรรม ซึ่งในระดับช้ันชั้นมัธยมตอนต้นจะเป็นการเรียนการสอนที่เน้นการออกแบบและการเขียน โปรแกรมอย่างง่าย เพื่อเป็นการฝึกแก้ไขปัญหาทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน ส่วนในระดับช้ัน มัธยมตอนปลาย จะเป็นการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงคานวณ เพ่ือนาไปใช้ในการบูรณาการกับโครงานวิชาอ่ืน ๆ อยา่ งสร้างสรรค์และมปี ระสิทธภิ าพมากท่ีสดุ การกาหนดขอบเขตการเรยี นการสอนของวชิ าวิทยาการคานวณมี 3 องคค์ วามรู้ ดังน้ี 1. การคิดเชิงคานวณ (computational thinking) เป็นวิธีการคิดและแก้ปัญหาเชิงวิเคราะห์ สามารถใช้จินตนาการมองปัญหาด้วยความคิดเชิงนามธรรม ซึ่งจะทาให้เราสามารถเห็นแนวทางในการแก้ปัญหา อย่างเป็นขั้นตอนและมีลาดับวิธีคิดได้ โดยวิธีคิดแบบวิทยาการคานวณน้ี ไม่ใช่เพียงแค่การเขียนโปรแกรม เพราะ ภาษาโปรแกรมมกี ารเปลีย่ นแปลงตลอดเวลา แต่จุดประสงค์ท่ีสาคัญกว่าคือการสอนให้เด็กคิดและเช่ือมโยงปัญหา ต่างๆ เป็น จนสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบนั่นเอง 2. พื้นฐานความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (digital technology) เป็นการสอนให้รู้จักเทคนิควิธีการ ตา่ งๆ เก่ยี วกับเทคโนโลยดี จิ ิทัล โดยเฉพาะในยคุ ไทยแลนด์ 4.0 จะเน้นในด้านระบบอัตโนมัติ (Automation) ท่ีอยู่ ในชีวิตประจาวัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร อุตสาหกรรม หรือคมนาคม ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างรอบด้าน และ นามาประยกุ ตใ์ ชง้ านได้อย่างเหมาะสม 3. พื้นฐานการรู้เท่าทันส่ือและข่าวสาร (media and information literacy) เป็นทักษะเก่ียวกับ การรู้เทา่ ทันสือ่ และเทคโนโลยดี ิจทิ ัล แยกแยะไดว้ า่ ขอ้ มลู ใดเปน็ ความจริงหรอื ความคิดเห็น โดยเฉพาะข้อมูลบนส่ือ สังคมออนไลน์ นอกจากน้ียังเป็นเรื่องของความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ รู้กฎหมายและลิขสิทธิ์ทางปัญญาต่างๆ เพ่ือใหเ้ ด็กใช้ชอ่ งทางนไ้ี ดอ้ ยา่ งรู้เทา่ ทนั และปลอดภัยมากที่สุด ในการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาการคานวณนั้นผู้เรียนจะต้องมีองค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการ เรียนรู้ ดังน้ี สาระการเรียนรู้เทคโนโลยี (วิทยาการคานวณ) มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และมีทักษะการคิดเชิง คานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นข้ันตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร ในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้กาหนด สาระสาคญั ดงั นี้ วิทยาการคอมพวิ เตอร์ การแก้ปญั หาอย่างเปน็ ขน้ั ตอนและเปน็ ระบบ การใช้แนวคิดเชิงคานวณใน การแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน การบูรณาการกับวิชาอื่น การเขียนโปรแกรมการคาดการณ์ผลลัพธ์ การตรวจหา ขอ้ ผิดพลาด การพัฒนาแอปพลิเคชนั หรือพฒั นาโครงงานอยา่ งสรา้ งสรรค์เพื่อแกป้ ญั หาในชวี ิตจรงิ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การรวบรวมข้อมูล การประมวลผล การประเมินผลการ นาเสนอข้อมูลหรือสารสนเทศเพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตจริง การค้นหาข้อมูลและแสวงหาความรู้บนอินเทอร์เน็ต การ ประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล การเลือกใช้ซอฟต์แวร์หรือบริการบนอินเทอร์เน็ต ข้อตกลงและข้อกาหนดใน การใชส้ ือ่ หรือแหล่งข้อมลู ตา่ ง ๆ หลกั การทางานของคอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร
การรดู้ ิจิทัล การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารอย่างปลอดภัย การจัดการอัตลักษณ์ การ รู้เท่าทันสื่อ กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ การใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อ่ืนโดยชอบธรรมนวัตกรรมและผลกระทบของ เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารต่อการดาเนินชีวติ อาชพี สงั คม และวัฒนธรรม จากท่ีกล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า วิทยาการคานวณเป็นรายวิชาพื้นฐานในกลุ่มสาระการ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซ่ึงมีเป้าหมายพัฒนาผู้เรียนให้ใช้ทักษะการคิดเชิงคานวณสามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา อย่างเป็นข้ันตอนและเป็นระบบ สามารถค้นหาข้อมูล หรือสารสนเทศ ประเมิน จัดการ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนาสารสนเทศไปใช้ในการแก้ปัญหาประยุกต์ใช้ความรู้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริงและทางาน ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารอย่างปลอดภัย รู้เท่าทัน มีความรับผิดชอบ มี จริยธรรม แหลง่ เรียนรอู้ อนไลน์ - https://forms.gle/91Q3Gu4rbUahgzcf8 - https://www.scimath.org/lesson-technology/item/8808-computing-science 7.9 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เร่ือง โรงเรียนสุจริต จัดทาโดยสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา มธั ยมศึกษา เขต 15 เนื้อหาสาระท่ไี ดร้ ับจากการอบรม ดว้ ยสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน โดยสานักพัฒนานวัตกรรมการศึกษาได้ดาเนิน โครงการเสริมสรา้ งคุณธรรม จรยิ ธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา “ปูองกันการทุจริต” ประจาปีงบประมาณ 2556 สานกั พัฒนานวัตกรรมการศึกษามียุทธศาสตร์และมาตรการในการดาเนินงานตามแผนที่ต้องดาเนินการ คือ กิจกรรมการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดสานักงานการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ให้เป็นโรงเรียนสุจริต โดยให้สานักงานเขต พื้นที่ดาเนินการคัดเลือกโรงเรียนในสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพียง 1 โรงเรียน มาเป็นโรงเรียนทดลองภายใต้ ช่ือ “โรงเรียนสุจริตต้นแบบ” เพ่ือให้การดาเนินการให้สอดคล้องกับโครงการและกิจกรรมดังกล่าว สานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานโดยสานักพัฒนานวัตกรรมการศึกษาจึงดาเนินการพัฒนามาตรฐานโรงเรียน สุจริตข้ึน จาก 4 กลุ่มงานในโรงเรียนเป็นมาตรฐานเพื่อให้โรงเรียนสุจริตทุกโรงเรียนได้นาไปใช้เป็นแนวทางการ บริหารจดั การในโรงเรยี นใหไ้ ด้มาตรฐานอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลป้องกันการทุจริตในโรงเรียน ต่อไป ตวั ช้วี ดั ความสาเร็จท่ีต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษา โดยมุ่งให้นักเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา เกิดคุณลักษณะของโรงเรียนสุจริต เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถดาเนินการได้ตรง จึงได้ กาหนดตวั ชี้วัดหลัก ดงั นี้ 1. นักเรียนสังกัด สพฐ. มีกระบวนการเรียนรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีทักษะกระบวนการ คิด มีวนิ ยั ซ่ือสัตย์ อยูอ่ ยา่ งพอเพียง มีจิตสาธารณะ ยดึ ม่นั ในคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และปอู งกันการทุจริต 2. ครู ผูบ้ รหิ าร บคุ ลากรทางการศกึ ษามสี ว่ นร่วมในการปอู งกันการทจุ รติ 3. นกั เรียนสังกดั สพฐ. ครู ผบู้ รหิ าร บคุ ลากรทางการศึกษา รู้เท่าทนั ร่วมคิดปูองกนั การทุจรติ ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ 1 : สร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้ท่ีเท่าทันต่อการเปล่ียนแปลง ปลูก จิตสานึก ทักษะกระบวนการคิด มีวินัย ซื่อสัตย์ อยู่อย่างพอเพียง มีจิตสาธารณะ ยึดม่ันในคุณธรรม จริยธรรมแก่ นกั เรียนสงั กดั สพฐ. ครู ผ้บู รหิ าร บคุ ลากรทางการศกึ ษา ยทุ ธศาสตร์ท่ี 2 : สพฐ. รวมพลังร่วมสร้างองค์กรแหง่ การเรียนรู้ สร้างระบบและวิถีพอเพียง สุจริต รับผดิ ชอบปลอดอบายมุขและปูองกันการทุจรติ
ยุทธศาสตร์ท่ี 3 : สร้างครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษามืออาชีพเพ่ือเป็นรากฐานในการปูอง กนั การทุจรติ อยา่ งมจี ติ สานึกและเป่ยี มด้วยคณุ ภาพ แหล่งเรยี นรอู้ อนไลน์ - https://forms.gle/5DyNr55Vr2WuaKk27 - http://www.uprightschool.net/xeksar-khumux 7.10 การอบรมการจัดการเรียนการสอนทางไกล ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จดั ทาโดยสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน เนื้อหาสาระทไ่ี ดร้ ับจากการอบรม การจดั การเรยี นการสอนทางไกลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) สาหรับครูและผู้บริหารโรงเรียน สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ เวลา 09.00 – 09.30 น. กล่าวเปิดการอบรมและมอบนโยบายการจัดการเรียนการสอนทางไกล ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดย ดร.อานาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVD 19) ยังคงต้องเฝ้าระวัง แนวทางการจดั การศกึ ษาทางไกลของกระทรวงศึกษาธิการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค ตดิ เชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ระยะที่ 1 เตรียมความพรอ้ ม สืบเสาะแสวงหาสื่อการจัดการเรียนสอนทางไกล โดยใช้งบประมาณ น้อยที่สดุ และมปี ระสิทธภิ าพมากทสี่ ุด ทง้ั ออนไลนแ์ ละออนแอร์ 1 เมษายน – 17 พฤษภาคม 2563 ระยะที่ 2 ทดลองจดั การเรียนการสอนทางไกล 18 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2563 ระยะท่ี 3 จัดการเรยี นการสอนทางไกล 1 กรกฎาคม 2563 – 30 เมษายน 2564 ระยะท่ี 4 การทดสอบและการศึกษาตอ่ 1 เมษายน 2564 – 15 พฤษภาคม 2564 หากสถานการณ์ท่ี 1 Covid-19 ไม่คลคี่ ลาย – ระดบั ปฐมวัย ถึง ม.ตน้ จดั การเรียนการสอนด้วยระบบทางไกลผ่าน DLTV – ระดับ ม.ปลาย จดั การาเรยี นการสอนด้วยวิดีทศั นก์ ารสอน ข้ึนอยูก่ บั บริบทของสถานศึกษา สถานการณท์ ี่ 2 Covid-19 คล่คี ลาย นโยบายการจัดการเรียนการสอนทางไกลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโร นา 2019 (COVID-19) ของกระทรวงศึกษาธิการ โดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ นโยบายการจัดการศกึ ษา ชว่ ง Covid-19 – เพ่มิ เวลาพัก (จะประกาศให้ทราบอีกคร้ัง) – ลด ประเมนิ – งด กจิ กรรมที่ไมจ่ าเปน็ กาหนดการเตรยี มพรอ้ มก่อนเปดิ เทอม วนั น้ี – 17 พ.ค. 2563 ส่วนกลางเตรียมความพร้อม 18 พ.ค. – 30 มิ.ย. 2563 โรงเรียนทดสอบระบบจริง 1 ก.ค. 2563 เปดิ เทอม กรณีที่ไม่สามารถไปโรงเรยี นได้ เรียนรผู้ ่าน 4 ชอ่ งทาง - เรยี นรหู้ ลกั ผ่าน TV ทกุ ระบบ (On-Air Education) - เรยี นรูเ้ สรมิ ผ่านดิจิทัล (Online Education)
- เรยี นร้เู สริมแบบโต้ตอบ (Interactive Education) - เรียนรู้ท่ีโรงเรียนแบบเปน็ กะ (Onsite Education) การเรยี นการสอนแบบผสมผสาน เรียนร้หู ลักผ่าน TV ทุกระบบ On-air Education ทีวี 17 ชอ่ ง เวลา 09.30 – 09.45 น. สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดย นายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ช้ีแจงเร่ืองอาหาร กลางวันและนมโรงเรยี น นกั เรยี นตอ้ งไดด้ ม่ื นมทุกวัน โรงเรยี นประสานงานกบั อปท. เวลา 09.45 – 10.30 น. แนวทางการจัดการเรียนการสอนทางไกลในสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคตดิ เชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) โดย ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ การศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน การจัดการเรียนการสอนทางไกลผา่ นส่ือโทรทศั น์ DLTV – จัดการเรียนการสอนช้ันอนุบาล 1 – ม.3 ถ่ายทอดการสอนจริงกับนักเรียนในห้องเรียน นกั เรียนที่ชมจะเรยี นในหอ้ งมีครูดแู ล มีส่ือเหมือนในห้องสอน – อนุบาล 1-3 จัดการเรียนรู้ตามมาตรฐานหลักสูตรปฐมวัย ชั้น ป.1-6/ม.1-3 จัดตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐานฯ – ป.1-6 จัดรายวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณิตศาสตร์ การงาน อาชีพ และกลุ่มบรู ณาการ – ม.1-3 จดั รายวิชาตามโครงสร้างหลกั สูตรแกนกลางฯ ดรู ายละเอยี ดและ download ไดจ้ าก www.dltv.ac.th แนะนาการเขา้ เว็บไซตข์ อง DLTV (www.dltv.ac.th) – มูลนิธกิ ารศึกษาทางไกลผา่ นดาวเทยี มในพระบรมราชูปถัมภ์ ไดจ้ ดั เตรียม – ตารางสอน – กาหนดการเรียนรรู้ ายชัว่ โมง – แผนการจดั ประสบการณ์ อนบุ าล 1-3 – แผนการจัดการเรยี นรู้ประถมศึกษา 1-6 และมัธยมศึกษา 1-3 (รายชั่วโมง) – ใบงาน แบบฝึกใบกิจกรรม และแบบทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้สาหรับการจัดการเรียนรู้ ตงั้ แตว่ นั ที่ 18 พฤษภาคม -30 มิถุนายน 2563 – ครูสามารถเข้าไปเรียนร้รู ายละเอียด เพื่อเดรยี มจัดการเรียนการสอนให้นกั เรียน เวลา 10.30 – 11.00 น. ช้ีแจงแนวทางการดาเนินการจัดการเรียนการสอนทางไกลของ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดย ดร. กวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขาธิการคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน การจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVD-19) 1. On-Site เรยี นท่ี รร ในพ้นื ทปี่ ลอดภัยภายใต้เงอื่ นไข ศบค. จงั หวัด 2. On-Air อนุบาล – ม.ตน้ ใชส้ ่ือ DLTV ม.4-6 ใช้สอ่ื ของ สพฐ. 3. Online เรียนผา่ นอนิ เทอร์เนต็ และแอปพลิเคชน่ั บทบาทหน้าท่ีของโรงเรียน 1. สารวจความพร้อมการเข้าถึงการรบั ชมของนักเรยี นและผูป้ กครอง – บ้านของนักเรียนใดท่ีไม่มีกล่องรับสัญญาณ กรอกแบบสารวจความต้องการ กล่องทีวีดิจิทัล จากกระทรวง DE – แบบสารวจของเขตพื้นที่
2. จัดกลุ่มนกั เรียน – พรอ้ ม 100% คือ ลูก 2 คน มที วี ี 2 เคร่อื ง หรือ ทีวี 1 เครอื่ ง คอมพิวเตอร์ 1 เครือ่ ง – พร้อมปานกลาง เชน่ ลกู 2 คน มที ีวี 1 เครื่อง – พร้อมนอ้ ยหรือไมม่ ีความพรอ้ ม 3.จัดระบบดแู ลกลุ่มนกั เรียนปานกลาง นอ้ ย หรอื ไม่มีความพร้อม 4.สารวจความพร้อมของผ้ปู กครองดา้ นเวลา 5.จัดกลมุ่ ความพร้อมของอุปกรณ์ 6.จดั ระบบดแู ลชว่ ยเหลือนกั เรยี นและผ้ปู กครอง 7.จดั ระบบสือ่ สาร เชน่ สร้างกลุ่มไลน์ เฟสบคุ๊ 8.จัดประชุมชีแ้ จงผู้ปกครอง 9.มอบหมายครูดูแลรับผิดชอบพบปะนักเรียน อนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 อย่างน้อย 1 คร้ัง / คน / สัปดาห์ โดยใช้งบค่าอุดหนุนรายหัวนักเรียน เป็นค่าเดินทางและเบี้ยเล้ียง ม.ต้น ม.ปลาย ถ้าไปได้ จะดีมาก เช็คชอื่ นกั เรยี นผา่ นการสือ่ สารออนไลน์ หากเด็กเลก็ ๆ ถามผ้ปู กครอง การจัดการเรียนสอนระดับอนุบาล จะมีช่วง พัก 5 – 10 นาที เปน็ ช่วง ๆ ใช้เวลาชว่ งพกั สอบถามผู้ปกครอง การเปิดดูช่วง Rerun ข้อดีคือ หากในบ้านมีลูก 2 คน ให้น้องคนเล็กเรียนในช่วง Live ส่วนพ่ี เรยี นช่วง Rerun เลือกได้ 2 ช่วง 14.30 น. และ 20.30 น. เวลา 11.00 – 11.30 น. วิดีทัศน์แนะนาการจัดการศึกษาทางไกล (DLTV) วิดีทัศน์ข้ันตอนการ จัดการเรียนการสอนทางไกลสาหรับระดับช้ันอนุบาลถึงระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย โดย ดร.สุวิทย์ บึงบัว ผู้อานวยการศนู ยพ์ ัฒนาคณุ ภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยกี ารศกึ ษาทางไกล VTR NEW DLTV https://www.youtube.com/watch?v=luAci6wmr5A กระบวนการการเรียนทางไกล 1.เตรียมความพรอ้ ม เตรียมแฟ้มใหน้ ักเรยี น 2 แฟม้ / 1 คน 2.การเรียนทางไกล 3.การตดิ ต่อสอ่ื สารพบปะผู้ปกครอง 4.ประเมนิ ผล ทั้งแบบออฟไลนแ์ ละออนไลน์ เวลา 11.30 – 12.00 น. การจัดการเรียนการสอนทางไกลสาหรับระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย โดย ดร.รัตนา แสงบัวเผื่อน ผู้อานวยการสานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาสานัก วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษาเตรียมจดั ทาคู่มือสาหรับผปู้ กครองในการช่วยส่งเสรมิ พัฒนาการของนักเรยี น ในระดับช้ันประถมศึกษา เป็นวัยท่ีต้องพัฒนาภาษา ความคิด ทักษะ ความรู้จากการเล่น ผปู้ กครองจะต้องช่วยดูแล เป็นเพอ่ื น เปน็ พี่เล้ยี ง แหลง่ เรียนรอู้ อนไลน์ - https://www.youtube.com/watch?v=nTwiISAWRZE - http://www.dlthailand.com/covid-19
7.11 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เร่ือง Active Learning จัดทาโดยสานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 15 เนื้อหาสาระท่ีได้รบั จากการอบรม สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ว่า ผู้สอนตอ้ งปรบั เปล่ียนบทบาทตนเองจากการผู้บรรยายเป็น คณะผู้สอนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันออกแบบกิจกรรม การจัดกระบวนการเรียนรู้ (Pedagogy) เพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการเรียนรู้สาหรับผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ ดว้ ยตนเองโดยผู้สอนเปน็ ผู้อานวยความสะดวก และแนะนาการเข้าถงึ องค์ความรู้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ และนาความรู้ ที่ได้มาแลกเปล่ียนเรียนรู้กับเพื่อนในห้องเรียน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้นั้นเรียกว่า Active Learning การสอน รูปแบบเกา่ ผู้สอนเปน็ ผถู้ ่ายทอดความรู้ และแนวคิด ส่วนผู้เรยี นเปน็ ผ้รู บั ความรู้จงึ เปน็ วธิ ีการท่ีน่าเบ่ือ ผู้เรียนเป็นผู้ รอรับความรู้ฝ่ายเดยี ว ทาให้ผ้เู รยี นมีการจดจาส้นั ขาดทกั ษะการอา่ น การคดิ การสอนด้วยวิธีการ Active Learning จะทาให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้มากข้ึน โดย ผู้สอนเป็นผู้อานวยความสะดวก แนะนาช่วยเหลือสนับสนุนการเรียนรู้ ส่งผลทาให้เกิดบรรยากาศการเรียนการ สอนท่ีดีข้ึน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning จึงช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในชั้นเรียน ช่วยให้ ผูเ้ รียนเข้าใจบทเรียน สนใจ และเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้เรียนในการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม วิธีการ หรือรูปแบบการสอน ทาให้ผู้เรียนสนใจบทเรียน และทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สงู ข้นึ แตอ่ ยา่ งไรก็ตามผูส้ อนควรใช้หลกั การของ Active Learning ออกแบบรูปแบบการสอนต่าง ๆ ให้เหมาะกับ เนื้อหาที่ผู้เรียนและชั้นเรียน จะส่งผลให้ผู้สอนเป็นลักษณะผู้สอนเชิงรุก (Active Teacher) ไม่ใช่เป็นเพียง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเน้ือหาเท่าน้ัน แต่เป็นผู้เช่ียวชาญท้ังด้านเนื้อหา และผู้สอนเชิงรุก เตรียมโอกาสให้กับผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเช่ือม่ัน และเป็นนักคิดท่ีไม่หยุดน่ิง เมื่อการเรียนมีบรรยากาศเชิงรุก ย่อมทาให้ผู้เรียน สามารถจดจาเนื้อหาได้นาน และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้ในบริบทต่าง ๆ ในขอบเขตที่กว้าง ดังน้ันการจัด กระบวนการเรียนรู้ จึงต้องเปลี่ยนจาก Passive Learning เป็น Active Learning เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลในการจัดการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรูอ้ อนไลน์ - https://forms.gle/8BBK4VgqrZXE7C1UA - https://drive.google.com/drive/folders/1JV6IrKeG61sO-P1xI3Nz1LDVt-esAOdv 7.12 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เร่ือง การเรียนรู้สุขภาวะ จัดทาโดยสานักงานเขตพื้นท่ี การศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 15 เน้ือหาสาระทไ่ี ด้รบั จากการอบรม การเปล่ียนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีได้ส่งผลถึงมิติในการพัฒนาเยาวชนวัยเรียนในด้านการ ดูแลสุขภาพไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาทางด้านวิชาการอื่น ๆ แก่นของการสร้างสุขภาพน้ันเป็นเร่ืองท่ีต้องมีปัจจัย สนับสนุนมากกว่าการมีเพียงความรู้ที่ถูกต้อง สุขภาพท่ีดีต้องอาศัยความสนใจและใส่ใจ รวมถึงการลงมือทาเป็น กิจวัตรจนส่งผลให้เกิดสุขภาพท่ีดีสาหรับตนเองและส่วนรวม ในขณะที่พัฒนาการของเทคโนโลยีก้าวไปด้วยอัตรา เร่ง ส่ิงที่เกิดตามมาคือ ความรู้เดิมถูกหักล้างทดแทนด้วยข้อค้นพบใหม่เยาวชนมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลท้ังที่เป็น ข้อเท็จจริงและคาโฆษณาชวนให้เชื่ออยู่ตลอดเวลา รูปแบบการบริโภค การใช้ชีวิต วิถีความสัมพันธ์ในระดับ ครอบครัวและสังคมได้เปลี่ยนไปอย่างมาก จนเห็นผลกระทบได้อย่างชัดเจนว่าโรคภัยไข้เจ็บได้เปล่ียนแบบแผนไป จากการมีเช้ือโรคเป็นสาเหตุไปสู่โรคที่มาจากการท่ีมนุษย์กระทา กับตัวเองและกระทา กับสิ่งแวดล้อมจนขาด สมดุล และนาไปสู่การเจบ็ ป่วยในอันดบั ตน้ ๆ ของมนษุ ยใ์ นยุคปัจจบุ ัน
ดังนั้น กรอบแนวคิดและกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้กับเยาวชนในเร่ืองสุขภาพจึงจาเป็นต้อง ปรับเปล่ียน และการปรบั เปลี่ยนน้ไี มไ่ ด้มีเป้าหมายอยู่ท่ีการทาให้แต่ละคนสามารถดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีเท่าน้ัน แตย่ ังรวมไปถึงการสร้างความตระหนกั และการมสี ่วนร่วมรับผิดชอบตอ่ สง่ิ แวดล้อมของชมุ ชนและของโลกดว้ ย ปัจจัยสาคัญของการปรับเปลี่ยนแนวคิดและกระบวนการจัดการเรียนรู้ คือ การสร้าง ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดชีวิต แทนการได้รับความรู้ท่ีถ่ายทอดจากครูผู้สอนเท่านั้น การเรียนรู้ ดงั กลา่ วในมติ ขิ องสุขภาพ หมายถึง การนาไปลงมือปฏิบัติจนเกิดเป็นลักษณะนิสัยและเกิดผลโดยตรงทันทีต่อการ ใช้ชวี ิต เพราะสขุ ภาพเป็นผลลัพธ์ของการกระทามากกวา่ การมีความรู้ สอบผ่านแต่ขาดการลงมอื ปฏบิ ตั ิ แหลง่ เรียนรอู้ อนไลน์ - https://forms.gle/XWSPz7AQWSvayzEr7 - https://drive.google.com/file/d/1lkbLE1MgOYSpjRipIeTPQ_pyK2SPtozJ/view 7.13 การอบรมเชิงปฏิบัติ online การจัดการเรียนการสอนผ่าน Application Google For Education จดั ทาโดยโรงเรียนคณะราษฎรบารุง จังหวดั ยะลา เนอ้ื หาสาระทีไ่ ด้รับจากการอบรม ชดุ เคร่ืองมือใน Google Apps for Education สาหรับเครอ่ื งมือหรอื แอปพลเิ คชนั ที่มีใน Google Apps for Education ถ้าผู้ใช้งานเคยใช้บัญชี Gmail ของ Google อยู่แล้วจะเห็นได้ว่าจะมีชุดเคร่ืองมือให้ใช้เหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงท่ีคุณสมบัติในการใช้ งานในบางแอปพลเิ คชนั และข้อจากนั บางประการ เช่น เน้อื ท่ใี นการจัดเก็บ รปู แบบฟงั ชันบางอย่างในการใช้งานที่ ถูกจากัดรวมถึงแอปพลิเคชันบางอย่างท่ีจากัดให้ใช้ได้เฉพาะภายใน Google Apps for Education อย่าง Classroom ดังท่ีกล่าวไปแล้วข้างต้น ซ่ึงแอปพลิเคชันใน Google Apps มีให้เลือกใช้อยู่หลายตัวด้วยกัน ทั้งน้ีจะ ขอยกตวั อยา่ งบางแอปพลเิ คชันท่ีสามารถนามาประยุกตใ์ ชใ้ นด้านการบริหารจดั การและการเรยี นการสอน เป็นบริการอีเมลล์ฟรีของ Google ที่เปิดให้ใช้บริการฟรีผ่านทางระบบเว็บเมล POP และ IMAP4 เปิดตัวคร้งั แรกในรนุ่ ทดลองใช้ เม่ือวันท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2547 และให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเมื่อวันท่ี 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 หลังจากน้ันจึงออกจากระยะพัฒนาพร้อมกับบริการอื่น ๆ ของกูเกิล แอปส์เมื่อวันท่ี 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปัจจบุ นั จเี มลรบั รองการใชง้ าน 72 ภาษา และมีผใู้ ช้งานถึง 900 ล้านคน (พฤษภาคม 2015) สาหรับการเข้าใช้ ใช้งานแอปพลิเคชันอ่ืนๆ หรือบริการอื่นๆ ใน Google Apps จาเป็นต้องมีบัญชีอีเมลเพื่อยืนยันบัญชีในการเข้าใช้ ระบบ (สาหรับ Google Apps for Education ต้องเป็นอีเมลของทางโรงเรียน) ดังนั้นก่อนท่ีจะใช้บริการอ่ืนๆของ ทาง Google จึงจาเปน็ ท่ีจะต้องสมัครบัญชี Gmail ก่อนอันดับแรก นอกจากแอปพลิเคชันดังกล่าวแล้ว Google ยังมี แอปอีกหลายอย่างให้สามารถนามาประยุกต์ใช้ ได้ เชน่ YouTube, Maps, Earth, Translate, Google+, Blogger, Groups ฯลฯ จเี มล (Gmail) ภาพสญั ลกั ษณ์ Gmail
ไดร์ฟ (Drive) ให้บริการเนื้อที่ในการเก็บข้อมูลออนไลน์โดยท่ีสามารถเก็บไฟล์ได้ทุกประเภท โดยท่ัวไปแล้วจะมีพ้ืนท่ีเก็บข้อมูลออนไลน์ของ Google ให้ฟรี 15 GB (@gmail.com) เพ่ือให้เก็บรูปภาพ เร่ืองราว การออกแบบ ภาพวาด การบันทึกเสียง วิดีโอ และทุกอย่างที่ต้องการ โดยสามารถที่จะเรียกดูข้อมูลได้ จากทุกท่ีทุกเวลาจากการเข้าถึงไฟล์ในไดรฟ์จากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะอยู่ท่ีไหน ไฟล์ เหล่านั้นจะติดตัวผู้ใช้ไปทุกท่ี อีกทั้งสามารถแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์โดยการเชิญบุคคลอ่ืนให้มาดู ดาวน์โหลด และ ทางานรว่ มกนั ในทุกไฟล์ท่ตี ้องการ โดยไม่ตอ้ งแนบไฟล์ไปกบั อเี มล ภาพ สญั ลักษณ์ Google Drive และรปู แบบไฟล์ท่จี ัดเก็บ เอกสาร (Docs), ชีต (Sheets), สไลด์ (Slides) Google เอกสาร ชีต สไลด์ คือชุดเครื่องมือในการจัดทาเอกสารออนไลน์ เช่นเดียวกับชุด โปรแกรมไมโครซอฟต์ออฟฟิต โดยท่มี ีคณุ สมบัตใิ นการเข้าถงึ ได้ทกุ ท่ี ทุกเวลา อีกท้ังยังสามารถท่ีจะทาการแบ่งบัน ไฟล์งานให้สามารถทางานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถแก้ไขเอกสารต่างๆ พร้อมกันแบบเรียลไทม์ นอกจากนั้นแลว้ ยังสามารถทจ่ี ะทางานไปพรอ้ มกบั การแชตและแสดงขอ้ คดิ เหน็ ตา่ งๆ ได้ เช่นกัน ท้ังน้ีสามารถท่ีจะ ใช้งานได้กับอุปกรณ์ท่ีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ รวมถึงการทางานในโหมด ออฟไลน์ ในกรณีทีไ่ มส่ ามารถเช่ือมต่อกบั ระบบเครือขา่ ยได้ ภาพสญั ลักษณ์ Google Docs
ภาพ สญั ลักษณ์ Google Sheets ภาพ สญั ลักษณ์ Google Slide ฟอร์ม (Forms) ฟอร์มหรือ Google Forms เป็นเครื่องมือท่ีช่วยในการสร้างแบบฟอร์มออนไลน์ที่ทาได้ง่ายและ รวดเร็ว ที่สามารถนาไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างหลากหลาย เช่น จัดการการลงทะเบียนกิจกรรม สารวจความ คิดเห็นแบบเร่งด่วน เก็บรวบรวมท่ีอยู่อีเมลสาหรับจดหมายข่าว สร้างแบบทดสอบ และอ่ืนๆ อีกมากมาย โดยท่ี สามารถเลือกรูปแบบการแสดงผลได้อย่างเหมาะสมและสวยงามจากธีมใหม่ๆ จานวนมากที่จะขยายจานวนข้ึน เรอื่ ยๆ หรือใชโ้ ลโกข้ องบริษัทหรือสถานศึกษา หรือรูปภาพได้ตามต้องการและจัดการกับชุดสีเพ่ือสร้างแบบฟอร์ม อย่างอิสระ มีการจัดระเบียบและวิเคราะห์ข้อมูลจากคาตอบของแบบสารวจไว้อย่างเป็นระเบียบใน Google ชีต โดยอัตโนมัติ ภาพท่ี 2.7 สญั ลกั ษณ์ Google Forms
ปฏทิ นิ (Calendar) Google Calendar คือ บริการปฏิทินแบบออนไลน์ของ Google สาหรับใช้เก็บข้อมูลเหตุการณ์ ต่างๆ รวมไว้ในท่ีเดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกาหนดการนัดหมายและกาหนดเวลาเหตุการณ์ต่างๆอีกท้ัง สามารถส่งข้อความเชิญและแบ่งบันการใช้ปฏิทินร่วมกับเพ่ือนร่วมงานหรือคนในองค์กรได้นอกจากนี้ยังมีการแจ้ง เตือนในรูปแบบต่างๆ ทาให้ไม่พลาดในการนัดหมายหรือเข้าร่วมกิจกรรมหรือการประชุมนัดหมายงานที่สามารถ เข้าถึงได้กับอุปกรณ์ท่ีหลากหลาย อีกท้ังยังกาหนดการแจ้งเตือนได้หลายช่องทาง เช่น ผ่านอีเมล ข้อความเตือน แบบ pop-up และ สง่ ข้อความผ่าน SMS เขา้ เบอร์โทรศพั ท์ (บัญชีGmail ท่ัวไปไมส่ ามารถใช้งานได้สาหรับ SMS) ภาพสญั ลักษณ์ Google Calendar คลาสรมู (classroom) Classroom เปิดให้บริการสาหรับทุกคนที่ใช้ Google Apps for Educationซึ่งเป็นชุดเครื่องมือ เพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการทางานท่ีใหบ้ ริการฟรี ประกอบดว้ ย Gmail, เอกสาร และไดรฟ์ Classroom ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ครูสามารถสร้างและเก็บงานได้โดยไม่ต้อง ส้ินเปลืองกระดาษ มีคุณลักษณะที่ช่วยประหยัดเวลา เช่น สามารถทาสาเนาของGoogleเอกสารสาหรับนักเรียน แต่ละคนได้โดยอัตโนมัติโดยระบบจะสร้างโฟลเดอร์ของไดรฟ์สาหรับแต่ละงานและนักเรียนแต่ละคนเพ่ือช่วยจัด ระเบียบใหท้ ุกคน นักเรียนสามารถติดตามว่ามีอะไรครบกาหนดบ้างในหน้างาน และเร่ิมทางานได้ด้วยการคลิก เพยี งครั้งเดยี ว ครูสามารถดไู ดอ้ ยา่ งรวดเร็วว่าใครทางานเสรจ็ หรือไม่เสรจ็ บา้ ง ตลอดจนสามารถแสดงความคิดเห็น และใหค้ ะแนนโดยตรงได้แบบเรียลไทม์ใน Classroom โดยสรุป Google Classroom คือระบบจัดการห้องเรียนออนไลน์สาหรับช้ันเรียนของครู โดย สามารถสร้างชั้นเรียน ส่ังงาน ส่งความคิดเห็น ลดการใช้ทรัพยากร โดยเฉพราะกระดาษ ลดปัญหาเร่ืองเอกสา ร การบ้านสูญหาย ท้ังผู้เรียนและผู้สอนสามารถท่ีจะจัดการข้อมูลต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วผ่านอุปกรณ์ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือสมาร์ทโฟนต่างๆ มีการใช้งานท่ีสะดวกและง่ายไม่ซับซ้อน เป็นบรหิ ารฟรีทเี่ ปดิ ให้ใช้งานเฉพาะครูและนกั เรียนเทา่ น้ัน ภาพสัญลกั ษณ์ Google Classroom
แฮงเอาท์ (Hangouts) แฮงเอาท์ (Hangouts) สามารถใช้แฮงเอาท์วิดีโอเพ่ือเชื่อมต่อแบบเห็นหน้ากัน โดยการเปล่ียน การสนทนาระหว่างบคุ คลหรือการสนทนากลุม่ เปน็ แฮงเอาท์วีดีโอท่ีสามารถเห็นหน้ากันแบบสดๆ กับกลุ่มเพ่ือนถึง 10 คนพร้อมกัน นอกจากนี้คุณยังสามารถชมแฮงเอาท์ ออนแอร์แบบสาธารณะที่มีหัวข้อต่างๆ ให้เลือก หรือจะ สรา้ งห้องออนแอร์ดว้ ยก็ไดเ้ ชน่ กัน ภาพสัญลกั ษณ์ Hangout ไซต์ (Sites) ไซต์ (Sites) เป็นบริการหนึ่งของ Google Apps ท่ีไว้สาหรับสร้างเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เหมือนการ สร้างเอกสารผา่ นเครอื่ งมือทใ่ี ช้งานง่าย โดยไมจ่ าเปน็ ตอ้ งมคี วามรูด้ ้านการพฒั นาโปรแกรมหรอื มีความเชียวชาญใน การพัฒนาเวบ็ ทง้ั นีย้ งั มโี ปรแกรมเสริมให้เลอื กใชอ้ ย่างงา่ ย โดยการดงึ ข้อมลู ต่างๆ จาก การฝังปฏิทิน แผนท่ี วิดีโอ สเปรดชตี งานนาเสนอ และอีกมากมาย ทุกคนสามารถเข้าสู่ตาแหน่งศูนย์กลางเพื่อดูการอัปเดตและเนื้อหาล่าสุด ได้ ภาพสญั ลักษณ์ Sites แหลง่ เรียนรอู้ อนไลน์ - https://www.google.com/ 7.14 การทดสอบวัดความรู้ออนไลน์ เร่ือง หลักสูตรฐานสมรรถนะ จัดทาโดยสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามธั ยมศึกษา เขต 15 เนื้อหาสาระที่ได้รับจากการอบรม ความหมายของสมรรถนะ สมรรถนะจงึ เป็นความสามารถของบคุ คลในระดบั ท่ีสามารถปฏิบัติงานใดงานหนึ่งได้สาเร็จ โดยใช้ ความรู้ ทกั ษะ เจตคต/ิ คุณลักษณะ ทต่ี นมอี ยู่
สมรรถนะเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถของบุคคลในการนาความรู้ ทักษะ และ คุณลกั ษณะเฉพาะของตน มาประยกุ ต์ใช้ในงาน หรือในสถานการณ์ต่างๆ ไดจ้ นประสบความสาเรจ็ สมรรถนะจึงเป็นผลรวมของความรู้ ทักษะ เจตคติ หรือคุณลักษณะ ที่ทาให้บุคคลประสบ ความสาเร็จในการทางาน การแกป้ ญั หา และการดารงชวี ติ สรุปว่า คนที่มีสมรรถนะ คือ คนท่ีทางานได้สาเร็จ โดยใช้ความรู้ ทักษะ เจตคติ / คุณลักษณะ ต่างๆ ที่ตนมีอยู่ อะไรไมใ่ ช่สมรรถนะ - คนมคี วามรู้ แตไ่ มใ่ ช้ความรู้หรอื ไมส่ ามารถใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่ถือว่ามีสมรรถนะ (เช่น ผู้มีความรภู้ าษาองั กฤษ แตไ่ ม่สามารถพูดคุยกับชาวต่างชาตหิ รอื ใชค้ วามรภู้ าษาอังกฤษในการปฏิบตั ิงานได)้ - คนมที กั ษะ แตไ่ ม่สามารถนาทกั ษะนัน้ มาใช้ในสถานการณต์ า่ งๆ กย็ ังไม่ถือวา่ มีสมรรถนะ (เช่น มี ทักษะการอ่าน เขียน ฟัง พูดภาษาอังกฤษ สอบผ่านการทดสอบ แต่ไม่กล้า หรือไม่สามารถส่ือสารกับชาวต่างชาติ ได)้ - คนมีเจตคติท่ีดี แต่ไม่นามาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ก็ถือว่ายังไม่มีสมรรถนะ (เช่น ชอบ ภาษาอังกฤษ มเี จตคตทิ ด่ี ีต่อภาษาอังกฤษ แต่อาย หรอื ไมก่ ลา้ พดู ส่อื สารกบั ชาวตา่ งชาต)ิ สมรรถนะเกิดข้นึ ไดอ้ ย่างไร สมรรถนะเกิดขึ้นได้ เมื่อบุคคลมีโอกาสได้ฝึกใช้ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะท่ีตนมีในการ ทางาน การแก้ปัญหา ในสถานการณ์ต่างๆ จนเกิดความชานาญ และความมั่นใจ ทาให้สามารถทางานต่าง ๆ ได้ สาเรจ็ องค์ประกอบสาคัญของสมรรถนะ มี 7 ประการ คือ 1) ความรู้ (Knowledge) 2) ทกั ษะ (Skill) 3) คณุ ลกั ษณะ / เจตคติ (Attribute / Attitude) 4) การประยุกตใ์ ช้ (Application) 5) การกระทา / การปฏิบัติ (Performance) 6) งานและสถานการณต์ า่ ง ๆ (Tasks / Jobs / Situations) 7) ผลสาเร็จ (Success) ตามเกณฑ์ท่กี าหนด (Performance Criteria) แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ - https://forms.gle/qMPMnFkXXBso4bAR7 - https://drive.google.com/file/d/1hVSEZkCacp9caBkAvUAGjL4hfT5OwH9K/view 8. งาน / โครงการทีจ่ ัดทา นาความรู้มาบูรณาการในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชา ค 33101 คณิตศาสตร์ 5 และ ค 33201 คณิตศาสตร์เพิ่มเตมิ 5 ของภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563 9. ค่าใชจ้ ่ายในการอบรม ไม่เสยี ค่าใช้จา่ ย
จงึ เรยี นมาเพื่อโปรดทราบและรับรอง ลงชอ่ื ...........................................................ผูร้ ายงาน (นายครรชิต แซโ่ ฮ)่ ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครชู านาญการ ความเห็นของรองผู้อานวยการกลมุ่ บรหิ ารวชิ าการ ลงช่ือ (นางสาวเพริศพศิ คูหามุข) ตาแหน่ง รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวชิ าการ ความเห็นของผู้อานวยการโรงเรียน ลงชื่อ ผรู้ บั รอง (นางสาวเสานติ ย์ ทวีสนั ทนีนุกลู ) ผ้อู านวยการโรงเรียนคณะราษฎรบารุง จงั หวัดยะลา
เกยี รตบิ ตั รท่ไี ดร้ บั
Search