ส่ วนประกอบของร่ างกาย ร่างกายของคนเราประกอบดว้ ยระบบการทางานของอวยั วะ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ระบบอวยั วะท่ีอยู่ ภายนอกร่างกาย ซ่ึงเราสามารถมองเห็นได้ เรียกว่า อวยั วะภายนอก เช่น ตา หู จมูก เป็ นตน้ ส่วนระบบ อวยั วะที่อยภู่ ายในร่างกายซ่ึงเรามองไม่เห็น เรียกว่า อวยั วะภายใน เช่น ปอด หวั ใจ กระเพาะอาหาร ลาไส้ เลก็ ลาไสใ้ หญ่ อวยั วะทุกส่วนท้งั ภายนอกและภายใน ต่างก็มีความสาคญั ต่อร่างกายของคนเราท้งั สิ้น อวยั วะ ทุกส่วนจะตอ้ งสมบรู ณ์ แขง็ แรง และทางานไดต้ ามปกติ เราจึงจะมีสุขภาพดี อวยั วะทุกส่วนของร่างกายจะทางานประสานและสัมพนั ธ์กนั เสมอ ไม่ว่าเราจะเดิน ยืน น่ัง นอน หรื อทาอะไรก็ตาม ถ้าอวัยวะใดไม่แข็งแรงและทางานไม่ปกติ อาจทาให้อวัยวะอื่นๆ พลอยกระทบกระเทือนไปด้วย ดังน้ันเราต้องรู้จักป้ องกันและบารุงรักษาอวัยวะทุกส่วนให้ถูกวิธี โดยทว่ั ไป เราจะตอ้ งระวงั ไม่ให้อวยั วะท่ีสาคญั ต่างๆ ไดร้ ับความกระทบกระเทือน หรือถา้ หากมีอาการ ผดิ ปกติเกิดข้ึนแก่อวยั วะใดเราควรปรึกษาแพทย์ ส่วนประกอบที่สาคญั ของร่างกายแบ่งเป็น 2 ประเภทดงั น้ี 1.อวัยวะภายนอก 1.1.ตา หรือดวงตาเป็ นอวยั วะภายนอกที่เราสามารถใชส้ าหรับมองส่ิงต่างๆ ที่อยรู่ วบตวั เราตาช่วยให้เราไดศ้ ึกษาหาความรู้ ช่วยให้เรามองเห็นส่ิงแวดลอ้ มท่ีสวยงาม และตายงั ช่วยให้อวยั วะอื่นๆ ทางานได้ดี เช่น ช่วยให้เท้าเดินไปตรงทาง ช่วยให้มือสามารถเย็บหรือประดิษฐ์ส่ิงต่าง ๆ ได้ เป็ นตน้ นอกจากน้ีตายงั ช่วยใหเ้ ราปลอดภยั จากอนั ตรายต่างๆ อีกดว้ ย ถ้าตาของเราบอดหรือใช้การไม่ได้จะเหมือนกับอยู่ในห้องมือสนิท เราจะมองไม่เห็น อะไรเลย จะทาอะไรกท็ าไดอ้ ยา่ งยากลาบากหรืออาจทาไม่ไดเ้ ลย และอาจเกิดอุบตั ิเหตุไดง้ ่าย ดงั น้นั การรู้จกั ถนอมดวงตาและสายตาจึงเป็นสิ่งที่สาคญั ยง่ิ ของคนเรา
ส่ วนประกอบของดวงตา ลูกตามีลกั ษณะกลม ต้งั อยใู่ นเบา้ ตา มีหนงั ตาและขนตาช่วยป้ องกนั ไม่ใหฝ้ ่ นุ ละอองหรือเศษผงเขา้ ไปในลกู ตาไดง้ ่าย ลกู ตาแบ่งออกได้ 3 ช้นั คือ 1.ช้นั นอก เป็นเน้ือสีขาวใส แขง็ และเหนียว เรียกวา่ ตาขาว ทาหนา้ ท่ีเป็นเยอ่ื บุลกู ตา 2.ช้นั กลาง เป็ นเย่ือสีดาหรือสีน้าตาลอ่อน เรียกว่า ตาดาหรือม่านตา ท่ีดา้ นหน้าตาดา จะมีรู ม่านตา เพ่อื ใหแ้ สงเขา้ ไปในลกู ตาได้ 3.ช้นั ใน เป็ นเย่ือที่อยู่หลงั ลูกตา เรียกว่า จอตา ที่จอตาจะมีประสาทตาซ่ึงทาหน้าท่ีรับความรู้สึก เชื่อมโยงกบั ส่วนของสมองที่ช่วยแปลความรู้สึกเกี่ยวกบั การมองเห็น เ ร า ม อ ง เ ห็ น ภ า พ ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ร การที่ตามองเห็นส่ิงต่างๆ ไดน้ ้ันก็เพราะตาของเราทาหน้าท่ีคลา้ ยกลอ้ งถ่ายรูป เมื่อแสงผ่านเขา้ รูม่านตาและผ่านแก้วตา แกว้ ตาจะหักเหแสงให้ตกลงท่ีจอตาพอดี ประสาทตาที่จอตาก็จะส่งความรู้สึก ไปใหส้ มองรับทราบและแปลความรู้สึกเป็นภาพต่อไป การบารุงสายตา ทาไดด้ งั น้ี 1.ควรอ่านหรือเขียนหนงั สือในท่ีที่มีแสงสวา่ งเพียงพอ และใหห้ นงั สือห่างจากตาประมาณ 12 นิ้ว 2.อย่างเพ่งสายตาในท่ีท่ีมีแสงสว่างจา้ หรือขาวจนเกินไป เช่น ไม่ควรอ่านหนงั สือกลางแสงแดด เป็ นตน้ 3.ไม่ควรอ่านหรือเขียนหนังสือขณะที่อย่บู นรถ หรือในเรือท่ีกาลงั แล่น เพราะตอ้ งใชส้ ายตามาก และอาจทาใหม้ ึนศีรษะ 4.ระวงั อยา่ ใชส้ ายตานานเกินไป ควรละสายตาจากงานเป็นคร้ังคราว แลว้ ทอดสายตาไปไกล 5.เวลาดูโทรทศั น์อยา่ นงั่ ใกลจ้ อโทรทศั นจ์ นเกินไป ควรนง่ั ห่างอยา่ งนอ้ ย 3 เมตร และควรเปิ ดไฟใน หอ้ งใหส้ วา่ งดว้ ย 6.ระวงั อุบตั ิเหตุที่อาจเกิดข้ึนแก่ลูกตา เช่น ไม่เล่นขวา้ งทรายเขา้ หากนั หรือไม่เล่นสาดน้ารดกนั เป็ นตน้
7.เมื่อมีผงเขา้ ตาอยา่ ขย้ี ควรรีบตาในน้าสะอาด 8.อยา่ ใหเ้ ครื่องใช้ เช่น ผา้ เช็ดหนา้ ผา้ เช็ดตวั ร่วมกบั ผอู้ ่ืน เป็นตน้ 9.อยา่ ใชม้ ือขย้หี รือป้ ายตา เพราะมือมกั สกปรกจากการจบั ตอ้ งสิ่งของต่าง ๆ อยเู่ สมอ 10.ถา้ สงสยั วา่ ตนเองมีสายตาส้นั สายตาเอง หรือตาเจบ็ ควรรีบไปหาจกั ษแุ พทย์
1.2. หู ส่ วนประกอบของหู หู เป็นอวยั วะภายนอกที่เราใชส้ าหรับฟังเสียงต่างๆ ที่อยรู่ อบตวั เรา หู แบ่งออกเป็ น 3 ช้นั ท่อส้ัน ๆ และมีเยอื่ แกว้ หูขวางอยู่ หูช้ันนอก ประกอบดว้ ย กระดูกเล็กๆ 3 ช้นั ประกบติดต่อเขา้ ดว้ ยกนั มีช่ือเรียกตามลกั ษณะ นอกจากน้ีในหูช้นั กลางยงั มีท่ออากาศซ่ึงติดต่อระหวา่ งหูช้นั กลางกบั ดา้ นในของลาคออีกดา้ น หูช้ันใน ประกอบดว้ ย ท่อรูปหอยโข่ง หรือหลอดกน้ หอย ซ่ึงมีประสาทหูติดอยโู่ ดยประสาทหูจะ ติดต่อกบั สมองส่วนที่แปลความรู้สึกเกี่ยวกบั การไดย้ นิ เราได้ยนิ เสียงอย่างไร เมื่อเสียงผ่านเขา้ ไปในรูหูคล่ืนเสียงก็จะกระทบกบั เย่ือแกว้ หูซ่ึงลกั ษณะคลา้ ยกลองจึงเกิดอาการ ส่ันสะเทือนข้ึนทาให้กระดูกท้งั สามชิ้น ตลอดจนของเหลวในท่อรูปหอยโข่งสั่นสะเทือนทาให้ปลาย ประสาทหูถกู กระตุน้ แลว้ ส่งความรู้สึกไปใหส้ มองรับทราบ โดยสมองจะแปลความรู้สึกเป็นเสียงต่อไป การบารุงรักษาหู ทาได้ดังนี้ 1.ควรระวงั รักษาหูให้สะอาด ถา้ มีข้ีหูมากอย่าใชไ้ ม่แคะหูเพราะทาให้เยื่อแกว้ หูฉีกขาดและหูอาจ หนวกได้ ควรใชส้ าลีพนั ปลายไมแ้ ลว้ เช็ดภายในรูหูเพียงต้ืนๆ 2.พยายามหลีกเล่ียงเสียงดังมาก ๆ ถา้ ตอ้ งอยู่ในที่ซ่ึงมีเสียงดงั ควรใช้สาลีอุดหูแลว้ อา้ ปาก เพอื่ ใหค้ วามกดดนั ของอากาศภายในหูช้นั กลางลดลง โดยดนั ออกมาทางช่องอากาศ
3.ไม่สง่ั น้ามูกแรงเกินควร เพราะนอกจากจะทาใหห้ ูอ้ือแลว้ เช้ือโรคยงั อาจกระจายแทรกเขา้ ไป ในช่องอากาศ และเป็นอนั ตรายต่อหูช้นั กลางได้ 4.ถา้ น้าเขา้ หูใหเ้ อียงหูขา้ งน้นั ลงแลว้ ใชน้ ิ้วเคาะที่บริเวณเหนือใบหูเบา ๆ เพอ่ื ใหน้ ้าไหล ออก และใชส้ าลีพนั ปลายไมค้ ่อยๆ เชด็ ภายในรูหูเพยี งต่ืนๆ 5.ระวงั อยา่ ใหห้ ูถกู กระทบกระเทือนแรงๆ เช่น อยา่ แล่นบิดหูหรือตบหู เป็นตน้ และอยา่ ตะโกน ใส่หู เพราะอาจทาใหห้ ูตึงได้ 6.ถา้ หูมีอาการผดิ ปกติ เช่น ปวดหู หูอ้ือ หูเป็นน้าหนวกหรือเป็นฝีในหู เป็นตน้ ควรรีบปรึกษา แพทย์
1.3. จมูก เป็ นอวัยวะนอกท่ี เราใช้เพื่อช่ วยในการหายใจโดยจะมี ลมหายใจผ่านเข้าออก ตลอดเวลา นอกจากน้ีเรายงั ใชจ้ มูกสาหรับดมกลิ่นต่าง ๆทาให้เราไดร้ ับกล่ินหอมหวนของดอกไมซ้ ่ึงช่วย อาหารมีรสชาติและอร่อยมากข้ึน และที่ยง่ิ ไปกวา่ น้นั บางคร้ังจมูกยงั ช่วยใหเ้ ราไดก้ ล่ิน สิ่งที่อาจจะเป็นภยั แก่ตวั เราเพ่ือที่เราจะไดเ้ ตรียมตวั ป้ องกนั ไดท้ นั เช่น ไดก้ ลิ่นไหมข้ องสายไฟฟ้ าชอตหรือไดก้ ล่ินสารเคมีที่มี พิษ เป็นตน้ ส่ วนประกอบของจมูก จมูกเป็ นอวยั วะซ่ึงมีส่วนประกอบไม่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนตาและหู ภายนอกของจมูก ประกอบดว้ ย สันจมูกท่ีโด่งข้ึนมา ภายในมีรูจมูกอยู่สองขา้ ง ซ่ึงเป็ นทางผ่านของลมหายใจเขา้ และออกท่ี ผนงั ดา้ นในของจมูกมีขนจมูก ซ่ึงทาหนา้ ที่ช่วยกรองฝ่ นุ ละอองและเช่ือโรคมิใหเ้ ขา้ สู่ร่างกาย ภายในจมูกยงั มีเยอื่ บุจมูกซ่ึงขบั น้าเมือกออกมา น้าเมือกน้ีนอกจากจะทาใหล้ มหายใจเขา้ อบอุ่นและ ชุ่มช้ืนแลว้ ยงั ช่วยดกั ฝ่ นุ ละอองและเชื่อโรคมิให้เขา้ สู่ร่างกายไดอ้ ีกดว้ ยและที่เย่ือบุจมูกน้ีเองจะมีประสาท คอยทาหนา้ ท่ีรับกล่ินอยจู่ ึงทาใหเ้ ราสามารถดมกล่ินต่างๆได้ การบารุงรักษาจมูก 1.ระวงั รักษาจมูกใหส้ ะอาดอยเู่ สมอเม่ือมีฝ่ นุ ละอองหรือน้ามกู ติดอยคู่ วรใชผ้ า้ เชด็ หนา้ ชุมน้าเชด็ ออกเบา ๆ 2.ไม่ควรถอนหรือตดั ขนจมกู ใหส้ ้นั จนเกินไป 3.อยา่ ใชน้ ิ้วมือแคระหรือไชจมูกเพราะอาจทาใหเ้ ยอ่ื บุจมกู อกั เสบและเช้ือโรคอาจเขา้ ไปได้
4.ระวงั อยา่ ให้เป็ นหวดั บ่อยๆเวลาเป็ นหวดั มีน้ามูกไหลควรส่ังน้ามูกเบาๆการสั่งน้ามูกใหถ้ ูกวิธีจะ ช่วยป้ องกนั มิใหเ้ ป็นโรคโพรงจมกู อกั เสบได้ ได้ ถา้ เกิดอาการคดั จมูกไม่ควรใชย้ าหยอดจมูกเพื่อใหจ้ มูกโล่ง แต่ควรปรึกษาแพทย์ 5.ควรหลีกเลี่ยงการหายใจในอากาศท่ีสกปรก และมีกลิ่นเหมน็ ไม่ควรหายใจทางปากเพ่ือเช่ือโรค อาจเขา้ สู่ปอดและยงั ทาใหค้ อแหง้ อีกดว้ ย 1.4 ลนิ้ ลิ้น เป็ นมดั ของกลา้ มเน้ือโครงร่างขนาดใหญ่ท่ีอยู่บริเวณฐานของช่องปากเพื่อรองรับอาหาร และ ช่วยในการเค้ียวและการกลืน เป็ นอวยั วะที่สาคญั ในการรับรส บริเวณพ้ืนผิวของลิ้นปกคลุมไปด้วยป่ ุม รับรส (taste bud) ลิ้นสามารถเคลื่อนไหวไดห้ ลายทิศทาง จึงช่วยในการออกเสียง ลิ้นเป็ นอวยั วะท่ีมีน้าลาย ใหค้ วามชุ่มช้ืนอยเู่ สมอ และเล้ียงโดยเสน้ ประสาทและหลอดเลือดเป็นจานวนมากเพอ่ื ช่วยในการทางานและ การเคล่ือนไหว
1.5 ฟัน เรามารู้จักอวัยวะในช่ องปากกันดีกว่า ปาก คือประตูแห่งสุขภาพ ทุกคนคงต้องยอมรับว่า “ปาก” เป็ นอวัยวะที่มีความสาคัญต่อทุกชีวิต ในช่องปากมีอวัยวะท่ีสาคัญคือ ฟัน เหงือก กระพุ้งแก้มและลาคอส่วนต้น ฟัน ฟันของเรามี 2 ชุด คือ ฟันน้านมและฟันแท้ เมื่อเป็ นเด็กเรามีฟันน้านมซี่เล็กๆข้ึนตามลาดับท่ี ละซ่ีครบ 20 ซ่ี เม่ืออายุประมาณ 2 ขวบคร่ึง และมีฟันชุดที่ 2 ซ่ึงขนาดใหญ่กว่าข้ึนมาแทนท่ี ในช่วงอายุ 6-25 ปี จานวน 32 ซ่ี เราเรี ยกว่า “ฟันแท้” หรือ “ฟันถาวร” คือสามารถอยู่กับเรา และใช้การได้ไปจนตลอดชีวิต รูปร่ างของฟันและระยะเวลาการขึ้นของฟัน ท้ังฟันน้านมและฟันแท้จะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนของตัวฟันและส่วนของรากฟัน และเม่ือ นาฟันมาผ่าคร่ึ งภายในจะประกอบด้วย เคลือบฟัน เน้ือฟัน โพรงประสาทฟันและเคลือบรากฟัน แ ละ ฟั น ยึด อยู่ในก ระ ดู ก ขากรรไก รแ ละเห งื อก ได้ด้วยเ อ็นยึดปริ ทัน ต์ ห น้ า ที่ข อง ฟั น ฟั น ห น้ า แล ะฟั น เ ขี้ย ว 1.ช่วยในการออกเสียง เช่น เสียง ส, ซ 2.ส่งเสริ มใบหน้าให้สวยงามเพ่ิมความม่ันใจ เสริมสร้างบุคลิกภาพ 3 . ใ ช้กัด แ ล ะ ฉี ก อ า ห า ร
ฟั น ก ราม น้ อย แล ะฟั น ก รา ม 1.บดเค้ียวอาหารให้ละเอียด ทาให้กลืนได้สะดวก อาหารย่อยง่าย 2.ช่วยเพิ่มความยาวของใบหน้า จากบทความท่ีได้อ่านมาจะพบว่าฟันมีความสาคัญต่อชีวิต ต้ังแต่เป็ นฟันน้านมท่ีเร่ิมข้ึนในวัย เด็ก จวบจนเป็ นฟันแท้ท่ีจะอยู่กับเราไปจนกระท่ังถึงวัยชรา ถ้าหากเราเอาใจใส่ดูแล รักษาความ ส ะ อ า ด ด้ว ย ก า ร แ ป ร ง ฟั น แ ล ะ ใ ช้ไ ห ม ขัด ฟั น อ ย่ า ง ส ม่า เ ส ม อ ตลอดจนกินกินอาหารท่ีมีประโยชน์ต่อฟัน หลีกเล่ียงอาหารที่เป็ นโทษกับฟัน เช่น ขนม หวานเหนียวติดฟัน น้าอัดลม เป็ นต้น และท่ีสาคัญต้องใช้ฟันให้ถูกหน้าท่ี คือ ฟันมีหน้าท่ีบด เค้ียวอาหาร ช่วยในการออกเสียงและช่วยสร้างรอยยิ้มที่ประทับใจ ควรหาเวลาไปพบทันต แพทย์เพ่ือการบูรณะและป้ องกันความผิดปกติปี ละคร้ังเพียงเท่าน้ัน เราก็จะมีสุขภาพฟันท่ีดี 1.6 มือและนิว้ มือ เป็นส่วนท่ียน่ื ออกมาจากปลายแขน มี ๒ ขา้ ง แต่ละขา้ งมี ๕ นิ้ว มือมีไวท่ างานต่างๆ หยบิ จบั สิ่งของ และถือของ หรือใช่แสดงท่าทางต่างๆ
1.7 เท้าและนิว้ เท้า เป็ นส่วนที่อยรู่ ่างสุดของร่างกาย มี ๒ ขา้ ง มีนิ้วเทา้ ขา้ งละ ๕ นิ้ว เทา้ ช่วยให้ร่างกายเคล่ือนไหวได้ สะดวก และสามารถเคล่ือนไหวไปยงั ท่ีต่างๆได้ และทาใหร้ ่างกายของเรายน่ื ได้
2. อวยั วะภายใน 2.1.ปอด เป็นอวยั วะที่ทาหนา้ ท่ีฟอกโลหิตดาหรือโลหิตที่ใชแ้ ลว้ ใหเ้ ป็น โลหิตแดงหรือโลหิตเพอ่ื นาเอาไปใชห้ ล่อเล้ียงร่างกาย ปอดมี 2 ซีก คือ ซีกซา้ ยและซีกขวา ซ่ึงต้งั อยู่ ในช่องหรือทรวงอกขา้ งละซีกจากหลอดลมใหญ่จะมีหลอดลมปอดแยกไปสู่ปอดซีกขวาและซีกซ้าย นอกจากน้ียงั มีหลอดโลหิตเขา้ ไปสู่ปอดท้งั สองซีกอีกดว้ ย ลกั ษณะของปอด ปอดมีลกั ษณะคลา้ ยฟองน้ายืดหยนุ่ ได้ รูปร่างและขนาดของปอดจะพอดีกบั รูปร่างขนาดของทรวง อกของแต่ละคน ดา้ นอกของปอดมีเยอ่ื บาง ๆ หุม้ อยโู่ ดยรอบเรียกวา่ เยอื่ หุม้ ปอดดา้ นในของปอดท้งั 2 ขา้ ง มี หลอดโลหิตดา และหลอดโลหิตแดง ผา่ นเขา้ และออก ส่วนท่ีดา้ นบนสุดของปอดมีหลอดลมปอดแยกเขา้ สู่ ปอดท้งั 2 ซีก เรียกวา่ ข้วั ปอด การทางานของปอด การทางานของปอดมีความสัมพนั ธ์กบั การทางานของหัวใจ และการไหลเวียนของโลหิตทว่ั ร่างกาย เพราะเม่ือหายใจเขา้ อากาศซ่ึงมีก๊าชออกซิเจนอยู่ดว้ ยจะผ่านจมูกเขา้ สู่หลอดลมใหญ่แลว้ ผ่าน ร่างกายไปตามหลอดลมเลก็ จนถึงถุงลมเลก็ ๆ ภายในปอด ก๊าชออกซิเจนจะซึมผา่ นผนงั ถุงลมซ่ึงกวา้ งมาก เขา้ สู่หลอดโลหิตฝอยท่ีลอ้ มรอบถุงลมอยู่ ก๊าชออกซิเจนจะผสมกบั โลหิตท่ีอย่ใู นหลอดโลหิตฝอยซ่ึงเป็ น โลหิตท่ีใชแ้ ลว้ หรือโลหิตดา ทาใหโ้ ลหิตดากลายเป็นโลหิตแดงหรือโลหิตดี จึงกล่าวไดว้ า่ ปอดมีหนา้ ท่ีฟอก โลหิตดาใหเ้ ป็นโลหิตแดง
การบารุงรักษาปอด ทาได้ดงั นี้ 1.พยายามหายใจเพ่ือใหร้ ่างกายไดร้ ับอากาศบริสุทธ์ิอยเู่ สมอ 2.ควรออกกาลงั กายกลางแจง้ ในเวลาเชา้ และเยน็ โดยสม่าเสมอทุกวนั 3.ไม่ควรสูบบุหร่ีเพราะจะทาใหป้ อดอ่อนแอและมีความตา้ นทานโรคต่า 4.ไม่ควรอยใู่ นท่ีซ่ึงมีฝ่ นุ ละอองหรือควนั ไฟ 5.ควรสวมเส้ือผา้ ใหอ้ บอุ่น และใหห้ ลวมพอดี เพื่อสะดวกแก่การหายใจ 6.ไม่คลุกคลีกบั ผปู้ ่ วยเป็นโรคเก่ียวกบั ทางเดินลมหายใจ เช่น ไขห้ วดั หรือวณั โรค เป็นตน้ 2.2. หัวใจ หัวใจ เป็ นอวยั วะซ่ึงทาหนา้ ท่ีสูบฉีดโลหิตไปเล้ียงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หัวใจต้งั อยใู่ นทรวงอก ระหวา่ งปอดท้งั 2 ขา้ ง โดยอยคู่ อ่ นไปทางซา้ ยชิดผนงั ของทรวงอก ลกั ษณะของหัวใจ ลักษณะภายนอก หัวใจประกอบดว้ ยกลา้ มเน้ือที่มีรูปร่างคลา้ ยดอกบวั ตูม มีขนาดโตประมาณ เท่ากาป้ันของเจา้ ของ ตอนปลายมีลกั ษณะแหลมเรียกว่า ยอดหัวใจ ซ่ึงช้ีไปทางเบ้ืองล่างและค่อนไป ทางซา้ ย ส่วนล่างของหวั ใจวางอยบู่ น กะบงั ลมซ่ึงเป็นกลา้ มเน้ือก้นั ระหวา่ งช่วงอกและช่องทอ้ ง ส่วนบนของหัวใจมีหลอดเลือดใหญ่ซ่ึงนาโลหิตไหลเขา้ และออกเรียกว่า ข้วั หวั ใจภายนอกหวั ใจมี เยอ่ื บาง ๆ หุม้ อยโู่ ดยรอบเรียกวา่ เยอ่ื หุม้ หวั ใจ
ลกั ษณะภายใน ภายในหวั ใจเป็ นช่องว่ามีผนงั ก้นั แบ่งออกเป็น 2 ซีก ซีกขวาเป็นหอ้ งโลหิตดา ซีก ซา้ ยเป็นหอ้ งโลหิตแดง แต่ละซีกมี 2 หอ้ ง คือ หอ้ งบนและหอ้ งล่าง รวมท้งั หมดเป็น 4 หอ้ ง หอ้ งบนเลก็ กว่า หอ้ งล่างท้งั สองซีก ระหวา่ งหอ้ งบนและหอ้ งล่างของแต่ละซีกมีลิ้นหวั ใจก้นั อยู่ เม่ือหวั ใจบีบตวั หรือขยายตวั ลิ้นหวั ใจจะเปิ ดหรือปิ ด เพื่อใหโ้ ลหิตไหลออกและเขา้ ตามตอ้ งการ การทางานของหัวใจ หวั ใจทางานแบบอตั โนมตั ิ คือ อยนู่ อกเหนือการบงั คบั ของสมอง หัวใจทางานตลอดเวลาที่เรามี ชีวิตอยู่ท้งั หลบั และตื่น โดยการสูบหรือรับโลหิตดีมาจากปอดแลว้ ฉีดไปเล้ียงอวยั วะต่าง ๆ ของ ร่างกาย และสูบโลหิตที่ใชแ้ ลว้ จากทวั่ รางกายฉีดส่งไปใหป้ อดฟอกให้เป็ นโลหิตแดงหรือโลหิตบริสุทธ์ิ วนเวียนกันอยู่เช่นน้ีตลอดเวลา ถา้ เราคลาดูท่ีหน้าอกดา้ นขา้ งบริเวณไดร้ าวนมจะรู้สึกว่าหัวใจเรา เรียกว่า ชีพจร เราอาจใชน้ ิ้วมือสัมผสั หรือจบั ชีพจรไดท้ ่ีหลอดโลหิตแดงซ่ึงอยู่ต่ืน ๆ ใกลผ้ ิวหนัง เช่น ท่ี ขอ้ มือหรือท่ีคอ เป็นตน้ การบารุงรักษาหัวใจ ทาได้ดงั นี้ 1.ควรออกกาลงั กายใหส้ ม่าเสมอ 2. ควรพกั ผอ่ นและนอนหลบั ใหเ้ พยี งพอ 3.ควรงดดื่มน้าชา กาแฟ สุรา รวมท้งั งดสูบบุหร่ีดว้ ย 4. พยายามทาจิตใจและอารมณ์ใหร้ ่ืนเริงและแจ่มใสอยเู่ สมอ
Search
Read the Text Version
- 1 - 13
Pages: