Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่5

บทที่5

Published by Chanchira Chatrawanit, 2021-06-28 09:51:57

Description: บทที่5

Search

Read the Text Version

แผนการสอนประจําบทที่ 5 หวั ข้อเรอื่ ง ความต้องการสารอาหารและการจดั การโภชนาการสําหรบั บคุ คลในช่วงวัยต่าง ๆ รายละเอียด 1. หญิงตั้งครรภ์ 2. หญิงให้นมบุตร 3. วยั ทารก 4. เด็กก่อนวยั เรียน 5. เดก็ วัยเรียน 6. เดก็ วัยรุ่น 7. วยั ผใู้ หญ่และวัยทํางาน 8. ผสู้ ูงอายุ จํานวนชัว่ โมงทสี่ อน 3 ชั่วโมง กิจกรรมการเรยี นการสอน 1. บรรยาย 2. กรณีศกึ ษา 3. ถาม ตอบ 4. ทําแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น สือ่ การสอน 1. Power point หนงั สอื อ่านประกอบ พมิ พพ์ าภรณ์ กลั่นกลนิ่ . (2555). การสรา้ งเสริมสขุ ภาพเดก็ ทกุ ชว่ งวยั . ขอนแกน่ : โรงพมิ พค์ ลัง นานาวทิ ยา. มรรยาท สุธรรมพทิ ักษ์. (2550). โภชนาการในระยะตง้ั ครรภ์และระยะใหน้ มบตุ ร: บทบาท พยาบาล. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหดิ ล. รวโี รจน์ อนนั ตธนาชยั . (2542). โภชนศาสตรค์ รอบครัว. กรุงเทพฯ: โรงพิมพส์ ถาบนั ราชภฏั สวน ดุสติ . สํานกั โภชนาการ. (2550). ปริมาณสารอาหารอา้ งอิงทค่ี วรได้รับประจําวนั สาํ หรบั คนไทย พ.ศ. 2546. กรงุ เทพฯ: กระทรวงสาธารณสขุ . อัจฉรา ดลวิทยาคณุ . (2558). พ้ืนฐานโภชนบําบดั . กรงุ เทพฯ: โอ. เอส. พร้นิ ต้งิ . เฮ้าส์. แผนการประเมนิ ผลการเรียนรู้ 1. ประเมนิ จากความสนใจในการเรยี นของนักศกึ ษา 2. ประเมนิ จากการรว่ มกันอภิปราย-ซกั ถาม-การวเิ คราะหก์ รณศี กึ ษา 3. ประเมินจากการตอบคําถามท้ายบท

93 บทที่ 5 ความตอ้ งการสารอาหารและการจดั การโภชนาการสําหรบั บคุ คลในชว่ งวยั ตา่ ง ๆ อาหารและโภชนาการเป็นพื้นฐานที่สําคัญต่อการมีสุขภาวะท่ีดีของคนทุกเพศและทุกวัย ตง้ั แตท่ ารกในครรภ์มารดาไปจนถึงวัยสูงอายุ อย่างไรก็ดีความต้องการอาหารในแต่ละช่วงอายุมีความ แตกต่างกัน เช่น วัยเด็กต้องการพลังงานสูงเพ่ือการเจริญเติบโต เมื่ออายุมากข้ึนร่างกายต้องมีการ ควบคุมน้ําหนักเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง การจัดการโภชนาการสําหรับบุคคลในช่วงวัยต่าง ๆ ได้แก่ หญิงต้ังครรภ์ หญิงให้นมบุตร วัยทารก เด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน เด็กวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และ วัยทํางาน และผู้สูงอายุ อาหารนั้นต้องมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณท่ีพอเหมาะ ให้พลังงาน โปรตีน วิตามิน เกลือแรแ่ ละสารอืน่ ๆ ทเ่ี พยี งพอกับความต้องการ หญงิ ตัง้ ครรภ์ การตั้งครรภ์เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาค ชีวเคมี และสรีรวิทยาหลายอย่าง รวมท้ังมีการสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนลักษณะของ อาหารท่ีควรได้รับจะแตกต่างจากภาวะปกติท่ีไม่ได้ตั้งครรภ์ การดูแลสุขภาพและโภชนาการก่อนการ ต้ังครรภ์ ส่งผลต่อสุขภาพของหญิงต้ังครรภ์ด้วย เพราะหญิงท่ีมีภาวะโภชนาการท่ีดีก่อนการต้ังครรภ์ จะมโี รคภยั ไข้เจ็บหรอื ภาวะแทรกซอ้ นระหวา่ งตงั้ ครรภ์ และคลอดบุตรกอ่ นกําหนดน้อยกวา่ มารดาท่ีมี ภาวะโภชนาการทีไ่ มด่ ี (ธัญนนั ท์ อบถม, 2552, 30) ระหวา่ งต้งั ครรภ์ ต้องเอาใจใส่ทง้ั ในเร่ืองอาหารและโภชนาการ ให้ได้รบั อาหารท่เี หมาะสมกับ ความต้องการของร่างกาย นอกจากน้ียังต้องเอาใจใส่จิตใจ อารมณ์ของหญิงตั้งครรภ์ด้วย ไม่ควรให้มี ความเครียด ซ่ึงส่งผลทําให้ร่างกายสลายโปรตีน และแคลเซียมมากกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วง 3 เดือน ก่อนคลอด ส่วนอายุท่ีเหมาะสมกับสําหรับการตั้งครรภ์ คือ ช่วงอายุระหว่าง 25-35 ปี (อัจฉรา ดล วิยาคุณ, 2559, 23-34) รายละเอยี ดต่าง ๆ ทีส่ าํ คญั มดี งั น้ี 1. การจดั การโภชนาการสําหรับหญิงตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ร่างกายจะมีการเปล่ียนแปลงทางสรีรวิทยา เพื่อรับการตั้งครรภ์ และทารกใน ครรภ์ยังมีการเจริญเติบโตท่ีรวดเร็ว จึงทําให้หญิงต้ังครรภ์ควรได้รับสารอาหารและพลังงานเพิ่มมาก ข้ึน ทัง้ ปรมิ าณและคณุ ภาพ ดังนี้ (พัทธนันท์ ศรมี ว่ ง, 2555, 20) 1.1 พลังงาน หญิงต้ังครรภ์จําเป็นต้องมีนํ้าหนักตัวเพ่ิมขึ้น เพราะการเจริญเติบโต และพัฒนาการของทารกในครรภ์ขึ้นอยู่กับนํ้าหนักตัวของมารดา การเพ่ิมข้ึนของน้ําหนักตัวของหญิง ตั้งครรภ์แต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยในไตรมาสแรก (1-3 เดือน) หญิงตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ น้ําหนักไม่เพ่ิม มาก เนื่องจากมีอาการแพ้ท้อง ทําให้คลื่นไส้ อาเจียน สําหรับไตรมาสท่ี 2 (4-6 เดือน) และไตรมาส 3 (7-9 เดือน) การเพ่ิมน้ําหนักของมารดามีความสําคัญ เน่ืองจากทารกในครรภ์เตบิ โตรวดเร็วมาก ใน ระยะน้ี ทําให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายต้องทํางานเพ่ิมขึ้น จึงควรเพิ่มพลังงานข้ึนเป็นวันละ 300 แคลอรี เพ่ือให้น้ําหนักตัวเพ่ิมขึ้น 1.4-1.8 กิโลกรัมในแต่ละเดือนจนถึงคลอด แต่ทั้งน้ีการเพิ่มขึ้นของ น้ําหนักตัวหญิงตั้งครรภ์แต่ละคนไม่เท่ากันข้ึนอยู่กับนํ้าหนักตัวก่อนต้ังครรภ์ ว่าอยู่ในเกณฑ์ใด ซึ่ง สามารถคํานวณได้จากค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index: BMI) โดยนํ้าหนักเฉลี่ยของหญิง ต้ังครรภ์ท่ีมีน้ําหนักปกติจะเพ่ิมข้ึนประมาณ 11.5 – 16 กิโลกรัม อาหารที่ให้พลังงานท่ีหญิงตั้งครรภ์

94 ได้รับควรมาจาก คาร์โบไฮเดรต แป้ง ธัญพืช เผือก มัน โปรตีนจากเน้ือสัตว์ ปลา ถั่วต่าง ๆ ไขมันจาก พืชและสัตว์ สําหรับวิตามินและเกลือแร่ ได้จากการกินผักและผลไม้ ซึ่งการให้พลังงานของร่างกาย สําหรับหญิงต้ังครรภ์ ควรใช้พลังงานจากการเผาผลาญกรดไขมันและกลูโคส สําหรับโปรตีนไม่ควร นํามาเป็นแหล่งพลังงาน แต่ควรใช้เพอ่ื การเสรมิ สรา้ งกลา้ มเนอ้ื เอนไซม์ และ ฮอรโ์ มน ตาราง 5.1 นา้ํ หนักทีเ่ พม่ิ ข้นึ ของหญิงต้งั ครรภ์ กรณตี ้งั ครรภ์ทารกคนเดยี ว สว่ นประกอบ ต่าง ๆ ท่เี พมิ่ ข้ึน นาํ้ หนัก ( กิโลกรัม ) ทารก 3-3.5 เต้านมที่โตขึ้น 0.5-1.4 มดลูกที่โตขึ้น 1 รก 0.5-1 น้าํ คราํ่ 1 ปริมาณเลอื ดที่เพ่มิ ข้ึน 1.4-1.8 ปริมาณของเหลวทีเ่ พิม่ ขน้ึ 1-1.4 ไขมนั สะสมตามรา่ งกาย 2.7-3.5 ที่มา: สมเกยี รติ คอู มรพัฒนะ, 2551, 15 1.2 โปรตีน ร่างกายหญิงตั้งครรภ์มีความต้องการโปรตีนเพ่ิมขึ้นเพ่ือช่วยสร้าง เน้ือเย่ือส่วนต่าง ๆ ของท้ังมารดาและทารก ความต้องการโปรตีนจะสูงสุดในระยะ 3 เดือนสุดท้าย ก่อนคลอด เพราะเป็นระยะที่ทารกมีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้ามารดาได้รับโปรตีน และแคลอรีไม่เพียงพอ จะทําให้มีจํานวนเซลล์สมองน้อยและขนาดเล็ก ซึ่งมีผลต่อสติปัญญาและการ เรียนรู้ของเด็กในอนาคต (มรรยาท สุธรรมพิทักษ์, 2550, 22-29) ดังน้ันคณะกรรมการจัดทํา ข้อกําหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจําวันสําหรับคนไทย จึงได้แนะนําให้หญิงต้ังครรภ์ กินอาหาร โปรตนี เพมิ่ จากภาวะปกติ 25 กรัม เนื่องจากโปรตีนที่คนไทยได้รับส่วนใหญ่มาจากข้าว ซ่ึงเป็นโปรตีน ไม่สมบูรณ์ หรือให้ได้รับโปรตีนประมาณ 1.5 กรัม ต่อน้ําหนักตัว 1 กิโลกรัม และประมาณ 2 ใน 3 ของโปรตีนที่ควรเป็นโปรตีนจากสัตว์ เช่น เน้ือสัตว์และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ไข่ นม ผลิตภัณฑ์จาก นม รวมทั้งถว่ั เมล็ดแห้ง 1.3 เกลือแร่ หญิงตั้งครรภ์ มีความต้องการเกลือแร่ต่าง ๆ เพ่ิมข้ึนจากภาวะปกติ เน่ืองจากทารกในครรภ์ต้องนําเกลือแร่ต่าง ๆ ไปใช้ในการสร้างโครงสร้างหลักของร่างกาย เช่น กระดูก และฟนั เกลือแร่ทีส่ ําคัญท่ีหญงิ ตง้ั ครรภค์ วรไดร้ บั มากกว่าปกติ ได้แก่ 1.3.1 แคลเซียม ร่างกายต้องการแคลเซียมเพ่ิมขึ้น โดยการดูดซึมในลําไส้ เพมิ่ ข้นึ เป็น 2 เท่า ในชว่ งการต้ังครรภร์ ะยะแรก และในชว่ งไตรมาสสุดท้ายทารกจะมีการสร้างกระดูก มากขึ้น โดยดึงแคลเซียมจากเลือดมารดามาใช้ประมาณ 300 มิลลิกรัม (มรรยาท สุธรรมพิทักษ์, 2550, 22-29) แคลเซียมจาํ เป็นตอ่ การสรา้ งกระดูกและฟัน ควบคุมการเต้นของหัวใจ การแข็งตัวของ เลือด การหดตัวของกล้ามเน้ือ การรับส่งกระแสประสาท ป้องกันความดันโลหิตสูง ช่วยในการ เจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ (นวลอนงค์ หล่อดี, 2552, 15) หญิงต้ังครรภ์ที่มีอายุ

95 19 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัมต่อวัน อาหารท่ีมีแคลเซียมได้แก่ น้ํานม เนย ปลาเล็กปลา น้อย กงุ้ แหง้ และผกั ใบเขียวตา่ ง ๆ เชน่ ผักคะน้า ผักกวางตงุ้ ผักโขม ผกั กาด กะหลาํ่ ปลี 1.3.2 ฟอสฟอรัส ทารกในครรภ์ต้องการฟอสฟอรัสควบคู่กับแคลเซียมใน อัตรา 1: 1 ร่างกายจึงจะสามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้ ฟอสฟอรัสช่วยบํารุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และช่วยสรา้ งเซลลอ์ ่นื ๆ เน่อื งจากฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบสําคัญของกรดนิวคลีอิก หญิงต้ังครรภ์ ท่มี อี ายุมากกวา่ 19 ปี ข้ึนไป ควรได้รับฟอสฟอรัส 700 มิลลิกรัม ต่อวัน อาหารท่ีมีฟอสฟอรัส มากได้ แก่ ปลา นม ไข่ เนย และผกั ใบเขียว 1.3.3 เหล็ก เป็นแร่ธาตุที่จําเป็นมากสําหรับภาวะต้ังครรภ์ เพ่ือช่วยสร้าง เม็ดเลือดแดง และเป็นองค์ประกอบของฮีโมโกลบิน ท่ีทําหน้าที่ขนส่งออกซิเจน การได้รับเหล็กใน ปริมาณไม่เพียงพอ จะทําให้เกิดภาวะโลหิตจาง ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ และ ระหว่างคลอดได้ง่าย เน่ืองจากมารดาท่ีเป็นโรคโลหิตจาง จะทนต่อการสูญเสียเลือดในระหว่างการ คลอดได้นอ้ ย ทําใหเ้ ป็นอนั ตรายแก่มารดาและทารกได้ รวมท้ังมีความเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อหลังคลอดได้ ดังน้ันเพ่ือป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางในระหว่างตั้งครรภ์ เม่ือรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ ควรรับประทาน อาหารที่มเี หล็กใหเ้ พียงพอ เชน่ เคร่ืองในสัตว์ โดยเฉพาะ ตบั ไต มา้ ม ไขแ่ ดง ผกั ใบเขยี ว 1.3.4 ไอโอดนี ในระยะตง้ั ครรภร์ ่างกายต้องการพลังงานมากกว่าปกติ ร่าง การจึงต้องมีการเผาผลาญอาหารมากกว่าปกติ ทําให้ร่างกายต้องการไอโอดีนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ไอโอดีนเป็นองค์ประกอบท่ีสําคัญในการสร้างฮอร์โมนไทรอกซินจากต่อมไทรอยด์ ซ่ึงมีความสําคัญ ต่อการควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกายและเซลล์สมอง ดังนั้นหากขาดฮอร์โมนน้ีในช่วงตั้งครรภ์ อาจทําให้แท้งหรือทารกเสียชีวิตระหว่างคลอด แต่ถ้ารอดชีวิตและเติบโตได้ การพัฒนาทางสมองของ เด็กจะลดลง ถ้าขาดอย่างรุนแรงพัฒนาการทางด้านประสาทจะบกพร่อง ทารกท่ีคลอดมามีลักษณะ เป็นเด็กปัญญาอ่อน หรือท่ีเรียกว่า “เด็กเอ๋อ” ดังนั้น หญิงต้ังครรภ์ ควรได้รับไอโอดีน ให้เพียงพอ อาหารท่ีมีสารไอโอดีนสูงได้แก่ อาหารทะเล เช่น ปลา ปู กุ้ง หอยทะเล หรืออาจได้จากการกินเกลือ ผสมไอโอดนี หรอื ทเี่ รยี กว่า เกลืออนามัย หรอื ผลิตภัณฑ์ที่เสรมิ ไอโอดีน 1.3.5 สังกะสี มีความสําคัญต่อการทํางานของเอนไซม์โปรตีน และการ แสดงออกของหน่วยพันธุกรรมในทุกระบบของสิ่งมีชีวิต มีความสําคัญต่อกระบวนการเมเทบอลิซึม ของกรดนิวคลีอิก และโปรตีน ช่วยในการเจริญเติบโต และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ภาวะการขาด สังกะสีทําให้เกิดความผิดปกติของการเจริญเติบโต ระบบภูมิคุ้มกันการทํางานของอวัยวะสืบพันธ์ุ ระบบประสาทท่ีควบคุมพฤติกรรมต่าง ๆ ทํางานผิดปกติ หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับสังกะสีเพ่ิมจากเดิม อาหารท่ีมีสังกะสีสูงได้แก่ หอยนางรม จมูกข้าว ปู กุ้ง เนื้อสัตว์ ตับ เห็ด อาหารท่ีมีโปรตีนสูงมักมี สังกะสเี ป็นส่วนประกอบ (สํานักโภชนาการ, 2550, 55) 1.3.6. แมกนีเซียม เป็นโคแฟกเตอร์ของไอนไซม์จํานวนมาก มีบทบาท ควบคมุ อณุ หภูมิ การยดื หดของกลา้ มเน้ือ การสังเคราะห์โปรตีน ถ้าขาดจะทําให้เกิดความเสี่ยงต่อโรค เรื้อรัง ต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน หญิงต้ังครรภ์ควร ได้รับแมกนีเซียมเพ่ิมจากเดิมอีกวันละ 30 มิลลิกรัม อาหารที่มีแมกนีซียมสูงได้แก่ ผักใบเขียว ผลไม้ ธัญพชื ถว่ั เมล็ดแห้ง นม (สาํ นกั โภชนาการ, 2550, 58)

96 ตาราง 5.2 ความต้องการเกลอื แร่ของหญงิ ตงั้ ครรภ์เปรียบเทยี บกบั หญงิ ไม่ได้ตัง้ ครรภ์ ชนดิ ของเกลอื แร่ ความต้องการต่อวนั แคลเซยี ม (มลิ ลกิ รัม ) หญงิ ตง้ั ครรภ์ หญิงไม่ไดต้ งั้ ครรภ์ ฟอสฟอรสั ( มิลลกิ รัม ) แมกนเี ซยี ม ( มลิ ลิกรมั ) 800 800 เหล็ก ( มิลลิกรัม ) สังกะสี ( มิลลกิ รัม ) 700 700 ไอโอดีน ( ไมโครกรมั ) ที่มา: สาํ นักโภชนาการ, 2550, 15 280 250 ยาเสริม 60 มิลลิกรัม 24.7 97 200 150 1.4 วิตามิน วิตามินเป็นสารอาหารท่ีช่วยในการเผาผลาญอาหารของร่างกาย ในวันหนึ่ง ๆ ร่างกายต้องการปริมาณเล็กน้อย แต่การขาดวิตามิน อาจทําให้เกิดโรคต่าง ๆ และส่งผลต่อทารกใน ครรภโ์ ดยตรง วติ ามินท่ีหญิงตัง้ ครรภ์ควรได้รับ ไดแ้ ก่ 1.4.1 วิตามินเอ เป็นวิตามินที่ช่วยในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ช่วยสร้าง กระดูกและฟัน ช่วยบํารุงสุขภาพตาและการมองเห็น บํารุงผิวหนังและต้านทานโรค (รวีโรจน์ อนันตธนาชยั , 2542, 20) จึงมีการแนะนําให้หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินเอ เพ่ิมขึ้นจากเดิมอีก วัน ละ 200 ไมโครกรัม หรือควรได้รับวันละ 800 ไมโครกรัม อาหารท่ีมีแหล่งวิตามินเอได้แก่ ไข่แดง ตับ ผักใบเขยี ว เช่น ผักตาํ ลงึ ผกั คะน้า ผกั หวาน ผักทมี่ ีสเี หลืองเข้ม เชน่ ฟักทอง มะละกอสกุ 1.4.2 วิตามินดี มีความสําคัญต่อการควบคุมเมตาบอลิซึมของแคลเซียมและ กระดูก หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับวิตามินดี วันละ 5 ไมโครกรัม อาหารท่ีเป็นแหล่งของวิตามินดีได้แก่ นาํ้ มันตบั ปลา เนอ้ื ปลาทม่ี ไี ขมัน ตบั นม 1.4.3 วติ ามนิ อี มคี วามสาํ คญั ตอ่ พลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะกลา้ มเนอ้ื หัวใจ ช่วย ให้กลา้ มเนอ้ื และประสาททเี่ ก่ยี วข้องทาํ งานได้ในภาวะทมี่ อี อกซเิ จนน้อย เพ่ิมความทนทานและชว่ ยให้ หลอดเลือดขยายตัว ทําให้เลือดไปเล้ียงหัวใจได้สะดวกข้ึน อาหารท่ีมีแหล่งวิตามินอีคือ นํ้ามันพืชต่าง ๆ เมล็ดพืชต่าง ๆ เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน เมลด็ แตงโม อัลมอนด์ ถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี ตับ หัวใจ ไข่แดง 1.4.4 วิตามินบี 1 เป็นสว่ นประกอบของโคเอนไซม์ ที่ใชใ้ นกระบวนการเมตาบอลิซึม คาร์โบไฮเดรต ถ้าขาดวิตามินบี 1 จะทําให้เป็นโรคเหน็บชา ซ่ึงอาจพบในหญิงต้ังครรภ์ท่ีเกิดอาการ แพ้ท้องมากจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ประกอบกับต้องใช้พลังงานมาก ทําให้เกิดอาการชา ตามปลายมอื ปลาเท้า ถ้าไม่รักษาอาจเกิดการแท้งบุตรได้ อาหารที่เป็นแหล่งวิตามินบีหนึ่ง คือ จมูก ขา้ ว ยสี ต์ พชื ตระกลู ถวั่ เน้ือหมู ไข่ และเครอื่ งในสตั ว์ 1.4.5 วิตามินบี 2 ช่วยบํารุงผิว บํารุงนัยน์ตา ช่วยป้องกันโรคปากนกระจอก อาหารท่มี ีคอื ตบั ผกั ใบเขียว หญิงต้ังครรภ์ควรได้รับวิตามนิ บีสอง เพมิ่ จากเดิมอีกวนั ละ 1.4 มิลลิกรมั 1.4.6 โฟเลท เป็นวิตามินที่สําคัญมากต่อหญิงตั้งครรภ์ ช่วยในการสร้างและพัฒนา เม็ดเลือดแดง หญิงมีครรภ์จึงมีความต้องการโฟเลทเพ่ิมข้ึน เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายสร้างเม็ดเลือด แดง และเนื้อเย่ือใหม่ ๆ โดยเฉพาะมีการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อย่างรวดเร็วท้ังร่างกายและ

97 สมอง เพื่อลดอัตราการเส่ียงของการเกิดภาวะหลอดประสาทของทารกในครรภ์เปิด อาหารที่เป็น แหลง่ โฟเลท เช่น ตับ ผกั ใบเขียว ผลไม้สด ถ่ัวเมลด็ แห้ง เมล็ดดอกทานตะวัน จมกู ขา้ ว 1.4.7 วิตามินบีสิบสอง จําเป็นต่อการทํางานของเซลล์ในไขกระดูก ระบบประสาท และระบบทางเดินอาหาร อาหารทพี่ บคอื ตบั ไต หวั ใจ เนือ้ สตั ว์ ผลติ ภัณฑจ์ ากสัตว์ 1.4.8 วติ ามินซี มีความสาํ คัญต่อการสงั เคราะห์คอลลาเจน คาร์นิทีน สารเหน่ียวนํา กระแสประสาท วิตามินซีพบมากในผลไม้ เช่น เชอรี่ ฝรั่ง ส้ม มะนาว และผัก เช่น คะน้า สะเดา ผักหวาน ตาราง 5.3 ความต้องการวติ ามินของหญิงต้งั ครรภ์เปรยี บเทียบกับหญิงทีไ่ มต่ ้ังครรภ์ ชนดิ ของวติ ามิน ความตอ้ งการตอ่ วนั วติ าเอ (ไมโครกรมั ) หญิงต้งั ครรภ์ หญงิ ไมไ่ ด้ตง้ั ครรภ์ วติ ามินดี (ไมโครกรมั ) วิตามินอี (ไมโครกรมั ) 800 600 วิตามินเค (ไมโครกรัม) วิตามนิ บีหน่ึง (ไมโครกรัม) 55 วติ ามนิ บสี อง (ไมโครกรมั ) ไนอะซนิ (มลิ ลิกรัม) 15 15 โฟเลต (ไมโครกรมั ) วิตามินบีสบิ สอง (ไมโครกรัม) 90 90 วติ ามินซี (มลิ ลิกรมั ) ทม่ี า: สาํ นักโภชนาการ, 2550, 17 1.4 1.1 18 14 1.9 1.3 600 400 2.6 2.4 85 75 2. ข้อควรปฏบิ ตั ิสําหรบั หญิงตั้งครรภ์ 2.1 กนิ อาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้แก่ กลุ่มข้าวและธญั พืช กล่มุ ผัก กลุ่มผลไม้ กลุ่ม เนอื้ สตั ว์ และกลมุ่ นม ในปรมิ าณทีเ่ หมาะสมและควรกินใหห้ ลากหลาย ตามที่แนะนาํ ใหบ้ รโิ ภคใน 1 วัน โดยคาํ นึงถึงนํา้ หนักตวั ของแตล่ ะบุคคล เพื่อใหไ้ ด้พลังงานและสารอาหารเพยี งพอตามทร่ี ่างกาย ต้องการ ซง่ึ จะส่งให้ทารกในครรภเ์ จริญเตบิ โตได้ดี

98 ตาราง 5.4 ปริมาณอาหารท่ีแนะนําใหบ้ ริโภคใน 1 วนั สดั สว่ นอาหารแต่ละหมู่ (ตอ่ วนั ) กลุ่มหญงิ ไขมัน/ ขา้ ว-แปง้ ผัก ผลไม้ เนอ้ื สัตว์ หมายเหตุ ต้งั ครรภ์ นา้ํ ตาล/ ต่าง ๆ เกลอื 8 -12 ทพั พี 6 ทัพพี 6 ส่วน น้ําหนักตวั 12 ชอ้ นกนิ 2 – 3 แก้ว ตามเกณฑ์ ปริมาณ 12 ทัพพี 6 ทัพพี 6 ส่วน ขา้ ว ไข่ 1-2 น้อยเทา่ ที่ นํา้ หนกั ตวั จาํ เปน็ 9 ทัพพี 6 ทพั พี 6 สว่ น ฟอง นอ้ ยกว่า หลกี เลย่ี ง 12 ชอ้ นกนิ 3 แกว้ เกณฑ์ ปรมิ าณ ผลไมร้ ส ขา้ ว ไข่ 1-2 นา้ํ หนกั ตัว น้อยเทา่ ที่ หวาน มากกวา่ จาํ เปน็ ฟอง เกณฑ์ 12 ชอ้ นกิน ควรดมื่ นม ปรมิ าณ ข้าว จืด 2 แกว้ นอ้ ยเท่าท่ี จําเป็น ไข่ 1-2 ฟอง หลีกเลี่ยง อาหาร ประเภท ทอด ผดั หรอื ใสก่ ะทิ ท่มี า: สมเกยี รติ คอู มรพฒั นะ, 2551, 18 2.2 กินอาหารระหว่างมอ้ื ไดแ้ ก่ อาหารว่างชว่ งเชา้ และบา่ ย เน่ืองจากหญงิ ตง้ั ครรภ์ มคี วามต้องการพลงั งานและสารอาหารเพม่ิ ขน้ึ การบริโภคอาหาร 3 มอ้ื หลัก อาจ จะไม่เพยี งพอ ตอ่ ความตอ้ งการของร่างกาย โดยเลอื กอาหารวา่ งที่คุณค่าทางโภชนาการ เชน่ นมจดื ผลไม้ เต้าสว่ น กล้วยบวชชี ฟกั ทองแกงบวด 2.3 ควรกินอาหารที่เป็นแหล่งธาตุเหล็ก สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เช่น ตับ เลือด เน้ือสัตว์ โดยเฉพาะเน้ือแดง ควรกินอาหารท่ีมีวิตามินซีสูงร่วมด้วย เช่น ฝร่ัง มะขามป้อม มะปรางสุก มะยม มะกอกนํา้ สม้ มะม่วง 2.4 กินอาหารที่มีแคลเซียมทุกวัน เช่น นมโยเกิร์ต เนยแข็ง ปลากระป๋อง ปลาตัว เล็กตวั น้อย 2.5 กนิ ยาเม็ดเสริมธาตเุ หลก็ (60 มลิ ลกิ รมั ) และโฟเลท (400 มิลลกิ รัม) วนั ละ 1 เมด็ ทุกวัน เพ่ือปอ้ งกนั การขาดธาตุเหล็กและโฟเลท โดยไมค่ วรกินยาพร้อมกบั เคร่ืองดื่มประเภท นม ชา กาแฟ น้าํ อัดลม เพราะมีสารขัดขวางการดดู ซึมธาตุเหลก็ 2.6 ใชเ้ กลือหรือน้ําปลาเสริมไอโอดีน ในการปรุงอาหารทุกมือ้ เพอ่ื ป้องกันโรคขาด สารไอโอดนี ที่สง่ ผลต่อพฒั นาการทางสมองและระบบประสาทของทารก มีผลทาํ ให้ทารกมสี ติปัญญา ต่ํา หหู นวก เป็นใบ้

99 2.7 นอนหลบั ให้เพยี งพอวันละ 8 ช่วั โมง 2.8 ออกกาํ ลังกายเป็นประจาํ เชน่ การเดนิ การบริหารร่างกาย เพอ่ื ลดภาวะ แทรกซอ้ น 2.9 หลกี เลย่ี ง อาหารสกุ ๆ ดิบ ๆ ซ่ึงเสี่ยงตอ่ การติดเช้ือจากไวรัส แบคทีเรีย เช้ือรา หรือเช้ือพยาธิ อาหารปนเป้ือนสารเคมี อาหารหมักดอง อาหารรสจัด อาหารใส่ผงชูรส รวมท้ัง เครอื่ งดืม่ ทม่ี ี แอลกอฮอล์ บหุ รี่ คาเฟอนี และการรบั ประทานยาบางชนิด หญงิ ให้นมบตุ ร หลังจากที่ทารกคลอดออกมาจากครรภ์มารดาแล้ว มารดายังต้องได้รับสารอาหารท่ีเพียงพอ และเป็นประโยชน์ต่อไป เพราะทารกยังต้องกินอาหารจากมารดาอยู่ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนหลัง คลอด ทารกต้องได้นมมารดาเป็นหลัก ถ้ามารดามีภาวะโภชนาไม่ดี ส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรมและ ปริมาณน้ํานมน้อย ไม่เพียงพอ ทงั้ ปริมาณและคุณภาพน้ํานม ทําใหท้ ารกเกิดขาดสารอาหารบางชนิด เช่น วิตามินบีหนึ่ง วิตามินซี วิตามินเอ เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้ในการเสริมสร้าง ซ่อมแซมเน้ือเยื่อ ต่าง ๆ ของมารดาให้สมบูรณ์ เนื่องจากการสูญเสียเลือดระหว่างการคลอด จึงจําเป็นต้องได้รับ สารอาหารที่เพ่ิมมากข้ึนจากปกติ ดังนั้นโภชนาการสําหรับหญิงให้นมบุตรจึงมีความสําคัญมาก ตาม รายละเอียดต่อไปน้ี (อจั ฉรา ดลวทิ ยาคุณ, 2558, 35-43) 1. การจัดการโภชนาการสาํ หรบั หญงิ ใหน้ มบุตร 1.1 พลังงาน หญิงใหน้ มบุตร ต้องการพลังงานสูงกวา่ ในระยะตั้งครรภ์มาก เพราะ น้ํานมทีผ่ ลิตเลยี้ งทารกนน้ั ประกอบด้วย พลงั งานและสารอาหารหลายชนิด ร่างกายของมารดาจึงต้อง ใช้สารอาหารเหล่าน้ันสูงกวา่ ปกติ เพื่อสร้างนํ้านม ซึ่งหญิงให้นมบุตร จะมีปริมาณของน้ํานมท่ีผลิตขึ้น แตกต่างกนั ในแต่ละคน โดยเฉล่ียใน 3 เดือนแรก ของการให้นมบุตรจะมีปริมาณนํ้านมประมาณ 680 -820 มิลลิลิตรต่อวัน ต้องใช้พลังงานในการผลิตนํ้านม 570-690 แคลอรีต่อวัน (มรรยาท สุธรรม พิทักษ์, 2550, 32) แต่เน่ืองจากในระยะต้ังครรภ์ร่างกายจะมีการสะสมพลงั งานในรูปไขมันบ้างแล้ว ดังน้ันหญิงให้นมบุตรจึงควรได้รับพลังงานเพิ่มข้ึนประมาณวันละ 500 กิโลแคลอรี สําหรับมารดาที่ ทาํ งานเบาหรือ 1,000 กิโลแคลอรี สําหรบั มารดาทท่ี ํางานหนกั (พัทธนันท์ ศรมี ่วง, 2555, 40) 1.2 โปรตีน หญิงให้นมบุตรจําเป็นต้องได้รับโปรตีนที่เพียงพอ เพื่อใช้ในการสร้าง นํ้านมและซ่อมเซลล์ต่าง ๆ ท่ีสูญเสียระหว่างการคลอด หากในระยะน้ีได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ร่างกายจะสลายโปรตีนในเน้ือเย่ือต่าง ๆ ของแม่ เพ่ือใช้ในการสร้างน้ํานมให้ทารก ทําให้ร่างกายแม่ ทรดุ โทรม โดยปริมาณโปรตีนท่ีไดร้ บั สําหรับหญงิ ใหน้ มบุตร ควรเพิ่มจากปกติวันละ 25 กรัม และควร เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ ในหญิงให้นมบุตรท่ีขาดโปรตีนมากจะทําให้เกิดการบวม โลหิตจาง ภูมิ ต้านทานโรคน้อย และปริมาณน้าํ นมน้อยไมพ่ อสําหรับเลยี้ งทารก 1.3 วติ ามินและเกลือแร่ หญิงให้นมบุตรควรได้รับวิตามินและเกลือแร่เพ่ิมมากขึ้น เพื่อใช้ในการเสริมสร้างร่างกายของแม่และเป็นส่วนประกอบในนํ้านม โดยคณะกรรมการการจัดทํา ข้อกําหนดสารอาหารท่ีควรได้รับประจําวันสําหรับคนไทย พ.ศ. 2546 ได้แนะนําให้หญิงให้นมบุตร ควรได้รับวิตามินและเกลือแร่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแคลเซียม เพ่ือใช้การสร้างนํ้านมสําหรับทารกใน น้ํานมแม่ 100 มิลลิลิตร มีแคลเซียม 30 มิลลิกรัม ดังน้ันใน 1 วัน หญิงให้นมบุตรจึงต้องการใช้ แคลเซียมประมาณ วันละ 250-300 มิลลิกรัม เนื่องจากแคลเซียมดูดซึมได้ไม่หมด ดังน้ันจึงควรได้รับ แคลเซียม 1,200 มิลลกิ รัมตอ่ วัน (มรรยาท สธุ รรมพทิ กั ษ์, 2550, 35) และวติ ามนิ ท่ีสําคัญมีดังนี้

100 1.3.1 วติ ามนิ เอ ควรรับวติ ามนิ เอเพ่มิ ข้ึน เพื่อใชใ้ นการสร้างนํา้ นม อาหารทมี่ วี ติ ามนิ เอสูงท่ีมาจากสัตว์ ไดแ้ ก่ ไขแ่ ดง ตบั ไต เนยเทยี ม นํ้ามันตับปลา นมสด และอาหาร ทมี่ ีวิตามนิ เอสงู ท่มี าจากพชื มักพบในผกั ใบเขียวจดั เช่น ผกั กาดเขียว คะนา้ ตาํ ลงึ ผักบุ้งไทย กวางตุ้ง ผักใบสีเหลือง เชน่ ฟักทอง แครอท และผลไม้ เชน่ มะม่วงสกุ มะละกอสุก 1.3.2 วิตามนิ ซี แม้ว่าระดับวิตามนิ ซใี นนา้ํ นมแม่จะมีเพยี งพอกบั ความ ตอ้ งการของทารก แต่จะลดลงเรอื่ ย ๆ เมื่อให้นมบตุ รมากกวา่ 7 เดอื นข้ึนไป ดังนน้ั แม่ในระยะใหน้ ม บุตร จงึ ควรรับประทานวิตามินซเี พ่มิ ขน้ึ อาหารท่ีเป็นแหลง่ วติ าซที ดแทนไดแ้ ก่ ผลไมร้ สเปรีย้ ว เช่น สม้ มะนาว มะมว่ ง มะขามป้อม ผักสด เชน่ กะหลา่ํ ปลี มะเขอื เทศ ผกั ใบเขียว 1.3.3 วิตามนิ โฟเลท สารโฟเลซิน อาหารทม่ี สี ารโฟเลซินสูง ได้แก่ ตบั ผัก ใบเขยี วสด หนอ่ ไม้ฝรง่ั บรอคโครี่ ผกั โขม มันเทศ และขนมปังทท่ี าํ จากขา้ วสาลีทงั้ เมลด็ 1.3.4 วิตามินบี 1 ระยะใหน้ มบตุ ร หากแม่ขาดวติ ามนิ บี 1 จะส่งผลให้ ทารกขาดวิตามนิ บี 1 และเปน็ โรคเหน็บชา อาหารท่มี วี ติ ามินบี 1 ได้แก่ ข้าวซ้อมมอื เนื้อวัว หมเู นื้อ แดง ตบั ธัญพืช ถั่วเมลด็ แหง้ 1.3.5 วิตามินบี 2 เป็นส่วนประกอบที่สําคัญของน้ํานมแม่ อาหารท่ีมี วิตามินนี้มาก ได้แก่ นมและเนย เคร่ืองในสตั ว์ ไข่ ผกั ใบเขยี ว ถัว่ เมลด็ แห้งตา่ ง ๆ และ ยสี ต์ 1.3.6 วิตามินบี 12 การขาดวิตามินบี 12 เป็นสาเหตุให้เกิดโรคโลหิตจาง ได้ อาหารท่ีมีวิตามินน้ีมาก ได้แก่ ตับ ไต เนื้อสัตว์ไม่มีไขมัน นมสด ไข่ และปลา (ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช, 2561, ไมม่ ีเลขหนา้ ) 1.4 นํ้า หญิงให้นมบุตรมีความต้องการน้ําใกล้เคียงกับปริมาณของน้ํานมที่หลั่งออกมาให้ ทารก โดยปริมาณนํ้าในนํ้านมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 87 และน้าํ นมท่ีหล่ังออกมามีปริมาณเฉล่ียวันละ 750 มิลลิลิตร ในระยะ 6 เดือนแรก ดังน้ัน ปริมาณน้ําที่ควรได้รับเพิ่มข้ึนจากคนปกติ คือ เพิ่ม 500 มลิ ลลิ ติ รต่อวนั ซงึ่ จะชว่ ยใหก้ ารหลง่ั น้ํานมดีขึน้ ตาราง 5.5 ปริมาณและแหล่งของอาหารท่ีใหว้ ติ ามินและเกลือแร่ทห่ี ญงิ ใหบ้ ุตรควรไดร้ ับ สารอาหาร ปริมาณท่ีควรได้รับ แหลง่ อาหาร วิตามนิ เอ (ไมโครกรมั ) + 375 ไขแ่ ดง ตบั นม ผักใบเขียว ผลไมส้ ีเหลอื ง สม้ วติ ามนิ ซี ( มิลลิกรมั ) วติ ามินอี ( มิลลิกรัม ) + 35 สม้ มะนาว ฝรง่ั สตรอเบอรี มะเขือเทศ ผกั ใบเขยี ว ไทอะมนิ ( มิลลิกรัม ) ไรโบฟลาวิน (มลิ ลิกรมั ) + 4 นํ้ามนั พชื และผลิตภัณฑจ์ ากน้ํามันพืชชนิดต่าง ๆ ไนอะซนิ ( มลิ ลกิ รัม ) วติ ามนิ บหี ก (มิลลกิ รมั ) + 0.3 เน้อื หมู ข้าวซ้อมมอื ถวั่ ลิสง ถั่วเหลอื ง ถ่ัวดํา งา โฟเลท ( ไมโครกรัม ) วิตามนิ บีสบิ สอง ( ไมโครกรมั ) + .0.5 เครอื่ งในสัตว์ เน้ือสตั ว์ ไข่ กรดแพนโททีนิก ( มลิ ลิกรัม ) ไบโอตนิ ( ไมโครกรมั ) + 3 เนือ้ สัตว์ และเครื่องในสตั วต์ ่าง ๆ ราํ ข้าว ยีสต์ โคลนี ( มิลลกิ รัม ) ไอโอดนี (ไมโครกรัม ) + 0.7 เนือ้ สตั ว์ กล้วย ถว่ั เมลด็ แห้ง ไข่แดง สังกะสี (มิลลกิ รัม ) + 100 ผกั โขม ใบกยุ ช่าย มะเขอื เทศ หนอ่ ไม้ฝรั่ง + 0.4 เครือ่ งในสัตว์ เน้ือสัตว์ สาหร่าย ผลติ ภัณฑถ์ ่วั หมกั + 2 ตบั เนอ้ื สัตว์ ไข่ นมผง + 5 ไขแ่ ดง ตับ เคร่ืองในสัตว์ ถั่วเมล็ดแหง้ 125 เน้อื สัตว์ ไข่แดง ถวั่ เมลด็ แห้ง + 50 สัตวแ์ ละพชื จากทะเล + 1 หอยนางรม ก้งุ ปลา ไข่ นมและผลติ ภัณฑ์

101 ตาราง 5.5 (ต่อ) สารอาหาร ปริมาณท่คี วรได้รับ แหลง่ อาหาร ซนี เี นียม ( ไมโครกรัม ) + 15 อาหารทะเล เนอื้ สัตว์ ไข่ ธญั พชื โครเนียม ( ไมโครกรัม ) + 20 ผกั ผลไม้ ธญั พืชไม่ขดั สี แมงกานีส ( มลิ ลิกรัม ) + 0.8 เนอื้ สตั ว์ นม ถ่ัวเมล็ดแหง้ โมลิบดนี ัม ( ไมโครกรัม ) + 5 นม และผลิตภัณฑ์ ที่มา: สาํ นกั โภชนาการ, 2550, ไม่มเี ลขหน้า 2. ขอ้ แนะนําในการเลือกรับประทานอาหาร 2.1 เนื้อสตั ว์ตา่ ง ๆ ควรได้รับเน้อื สตั ว์ใหเ้ พยี งพอทุกวัน แต่ไม่ควรติดหนงั 2.2 ไข่เป็ดหรือไขไ่ ก่ ควรรับประทาน วันละ 1 ฟอง 2.3 นมสด มีโปรตีนและแคลเซียม ทีร่ ่างกายสามารถดูดซมึ ได้ดี ถ้าไม่สามารถด่ืม นมได้ อาจดื่มนมถ่ัวเหลอื งแทน แตค่ วรรับประทานไข่ เนอื้ สตั ว์ ถว่ั เมล็ดแหง้ ใหม้ ากขึน้ ดว้ ย 2.4 ถัว่ เมลด็ แหง้ ต่าง ๆ และผลติ ภัณฑ์จากถว่ั เหลือง ควรรบั ประทานสลบั กบั เนื้อสตั ว์เปน็ ประจํา 2.5 ข้าวและผลติ ภัณฑ์จากแป้ง ควรเลอื กขา้ วซ้อมมอื ขา้ วกลอ้ ง เพราะจะทําให้ได้ วติ ามนิบี 1 และกากใยเพม่ิ ขึ้น ซง่ึ ช่วยปอ้ งกนั อาการเหนบ็ ชาและทอ้ งผูกได้ 2.6 ผักและผลไม้ต่าง ๆ ควรรับประทานผลไม้หลงั อาหารทกุ มื้อให้หลากหลายตาม ฤดูกาล รับประทานเป็นอาหารว่างทุกวนั เพราะเป็นแหลง่ อาหารทใ่ี หว้ ติ ามนิ เกลอื แร่ กากใยทดี่ ีมาก และชว่ ยระบบขับถ่ายดีขึน้ 2.7 ไขมันหรอื น้าํ มนั ควรเลือกนา้ํ มนั ทไี่ ด้จากพืช เพราะไมมคี อเลสเตอรอล และ ยังมกี รดไขมันที่จาํ เป็นตอ่ รา่ งกาย เชน่ นํ้ามนั ถวั่ เหลอื ง ควรรบั ประทานในปริมาณท่ีพอเหมาะ 3. ขอ้ แนะนําในการปฏบิ ัตติ วั 3.1 รบั ประทานอาหารใหค้ รบ 5 หมู่ ในปรมิ าณที่เพยี งพอ งดอาหารรสจัด อาหาร หมกั ดอง 3.2 หลีกเลีย่ งเครื่องดม่ื ประเภทแอลกอฮอล์ ยาดองทุกชนิด เคร่อื งดมื่ ทม่ี ีคาเฟอนี งดบหุ รี่ 3.3 ดืม่ น้าํ สะอาดและพกั ผ่อนใหเ้ พยี งพอ ไมท่ ํางานหนกั เกินไป 3.4 ออกกําลงั กายพอประมาณ 3.5 รบั ประทานยาบํารงุ ตามแพทย์สงั่ สําหรบั ยาอ่ืน ๆ ควรปรกึ ษาแพทยก์ ่อนทุกครงั้ 3.6 เมื่อมีอาการผิดปกติใด ๆ ควรปรกึ ษาแพทยท์ นั ที (ฝา่ ยโภชนาการ โรงพยาบาล ศริ าราช, 2561)

102 ตาราง 5.6 อาหารและปรมิ าณอาหารของหญิงทัว่ ไปและหญงิ ใหน้ มบตุ ร (ควรบริโภคใน 1 วนั ) หมวดอาหาร ปริมาณ หญิงทวั่ ไป หญิงใหน้ มบุตร เนอ้ื สัตว์ต่าง ๆ 6-12 ช้อนชา 12- 14 ชอ้ นชา นมสด * 1-2 แก้ว 2 แกว้ หรือมากกวา่ ขา้ ว - แป้ง 8-12 ทพั พี 9-10 ทพั พี ผกั สดหรือสกุ 4-6 ทพั พี 6 ทพั พี ผลไม้ ** 3-5 สว่ น 6 ส่วน นา้ํ มนั พืช 3 ช้อนชา 5 ช้อนชา พลงั งาน 2,000 กโิ ลแคลอรี 2,500 กิโลแคลอรี หมายเหตุ *นมสด 1 แกว้ = 240 มิลลิลติ ร ** ผลไม้ 1 สว่ น เช่น กลว้ ยนา้ํ วา้ 1 ผล เงาะ 5 ผล มะละกอสุก 8 ช้นิ คํา ฝร่ัง ½ ผล ทม่ี า: ฝา่ ยโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช, 2560, ไมม่ เี ลขหน้า การจดั อาหารสําหรบั หญิงใหน้ มบตุ ร ต้องเพียงพอกบั ความต้องการของรา่ งกาย และจดั อาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยพยายามจดั อาหารให้หลากหลายเพอื่ ใหไ้ ด้รบั อาหารครบถว้ น วยั ทารก โภชนาการท่ีดีเป็นรากฐานท่ีสําคัญของการมีสุขภาพดีตลอดชีวิต โดยเฉพาะในช่วงที่มีการ เจริญเติบโตตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงเด็กอายุ 5 ปี เน่ืองจากการเจริญเติบโต มีทั้งทางด้านสมองและ ร่างกาย การเจริญเติบโตของเด็ก จึงถือเป็นตัวชี้วัดท่ีสําคัญต่อสุขภาพโดยรวมทั้งทางด้านสติปัญญา พัฒนาการ และการเจ็บป่วย การขาดอาหารในเด็ก มีผลเสียถึง 4 ช่วงอายุ คือ ปัจจุบัน วัยเรียน วัยผู้ใหญ่ วัยชรา การตระหนักและให้ความสําคัญในช่วงวัยดังกล่าวจึงมีความสําคัญมาก ดังนี้ (อจั ฉรา ดลวทิ ยาคณุ , 2558, 38-43) 1. ความสาํ คญั ของโภชนาการเด็กวัยทารก วยั ทารก หมายถึง เด็กที่มีอายุต้ังแต่ 1-12 เดือน เป็นวัยท่ีมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการ รวดเร็วมากกว่าวัยอ่ืน ๆ โดยน้ําหนักของเด็กทารกแรกเกิด ปกติของทารกไทย จะมีน้ําหนักประมาณ 2,500 -3,990 กรัม โดยท่ัวไปช่วง 3-5 วันหลังคลอด ทารกจะมีนํ้าหนักตัวลดลงไม่เกินร้อยละ 5-10 ของน้ําหนักแรกเกิด น้ําหนักตัวของทารกจะกลับคืนมาเท่ากับเม่ือแรกเกิดภายใน 2 สัปดาห์ หลังจาก น้ันน้ําหนักตัวจะเพ่ิมขึ้นวันละ 20-30 กรัมต่อวัน และทารกแรกเกิดมีความยาวประมาณ 45-50 เซนติเมตร เมื่อเปรียบเทียบร่างกายช่วงบนและชว่ งล่าง คือ 1.7: 1 เส้นรอบศีรษะประมาณ 33-35.5 เซนติเมตร สมองของทารกเมื่ออายคุ รรภ์ 30 สปั ดาห์ จะมเี ซลล์ประสาทครบ หลังจากน้ัน จะเป็นการ ขยายตวั เพ่ิมขนาดหรือนาํ้ หนกั ของสมอง ทารกแรกเกิดจะมีสมองเทา่ กับร้อยละ 25 ของสมองผู้ใหญ่ที่ เจริญเต็มที่ (พิมพาภรณ์ กลั่นกล่ิน, 2555, 55) ดังน้ัน ทารกควรได้รับสารอาหารท่ีเพียงพอ เพ่ือใช้ ในการเจริญเติบโต ประกอบกับเด็กวัยทารก เป็นวัยที่เร่ิมเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซ่ึงมี

103 อิทธิพลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก แต่ทารกยังไม่สามารถทํากิจกรรมต่าง ๆ ด้วย ตัวเอง ไม่สามารถสื่อความรู้สึกและความต้องการได้ชัดเจน จากข้อจํากัดทางด้านภาษา ทารกจึงต้อง ไดร้ ับการสร้างเสรมิ สขุ ภาพและภาวะโภชนาการทเ่ี หมาะสมจากผู้ดูแลเป็นพเิ ศษ 2. การจัดการโภชนาการสําหรบั ทารก ทารก ต้องการการเล้ียงดูด้วยนํ้านมแม่ และดูแลให้ได้รับสารอาหารท่ีเพียงพอ กับความ ต้องการดูแลโภชนาการ เพื่อให้ทารกมีการเจริญเติบโตตามวัย และส่งผลให้มีพัฒนาการท่ีดี จึงต้อง ดูแลใหท้ ารกได้รับอาหารครบถว้ น และปริมาณตามท่รี า่ งกายต้องการ 2.1 พลังงาน เด็กทารกจะต้องการพลังงานต่อหน่ึงหน่วยนํ้าหนักมากกว่าวัยอ่ืน ๆ คือ 100 -120 แคลอรีต่อนํ้าหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือสามารถคํานวณได้จากความต้องการพลังงานใน แตล่ ะวัน ของเดก็ ทารกในแตล่ ะชว่ งวัย 89 Kcal x น้าํ หนักตวั ทารก ( กโิ ลกรัม ) + 75 ( สาํ หรบั ทารกอายุ 0-3 เดือน ) 89 Kcal x น้าํ หนักตัวทารก ( กโิ ลกรัม ) + 44 ( สาํ หรับทารกอายุ 4-6 เดอื น ) 89 Kcal x นาํ้ หนักตวั ทารก ( กโิ ลกรมั ) - 48 ( สาํ หรับทารกอายุ 7-12 เดอื น ) จะเห็นได้ว่าทารก มีความต้องการพลังงานมากในช่วงแรกเกิด เพราะทารกมีการเจริญเติบโต เร็วกว่า แต่ทารกยังคงมีปัญหาในเร่ืองการย่อยอาหาร ดังน้ันในช่วง 6 เดือนแรก ทารกจะได้รับ สารอาหารพอเพียง จากนมแม่ที่มีสุขภาพดี หรือนมดัดแปลงสําหรับทารกในกรณีไมส่ ามารถให้นมแม่ โดยนํ้านมแม่จะเพียงพอต่อการเติบโตของทารกจนถึงอายุประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นทารก จําเป็นต้องได้รับพลังงานและสารอาหารบางชนิดเพ่ิม ในรูปอาหารเสริม เพ่ือฝึกให้ทารกรู้จักอาหาร อื่นนอกจากนมแม่ และฝึกทักษะในการกลืนอาหาร ซ่ึงจะช่วยให้ทารกกินอาหารทดแทนนมได้ 1 มื้อ เมื่ออายุครบ 6 เดือน แต่ในกรณีที่การเจริญเติบโตของทารกมีแนวโน้มลดลง (น้ําหนักตัวเพ่ิมน้อย หรือไม่เพิ่ม) หรือไม่สามารถให้นมแม่ได้อย่างเต็มที่ อาจให้อาหารเสริมสําหรับทารกก่อนอายุ 6 เดือน ได้ แต่ไมค่ วรกอ่ นอายุ 4 เดือน ตาราง 5. 7 ความตอ้ งการพลงั งานตอ่ วันจากอาหารสําหรบั ทารก อายุ (เดือน) ความต้องการพลงั งาน พลงั งานจากนมแม่ พลงั งานจากอาหารเสริม (แคลอรี/วัน) ของทารก (แคลอร/ี วัน) (แคลอร/ี วัน) 0 0-2 512 595* 0 219 3-5 575 634* 323 6-8 632 413 9-11 702 379 ทม่ี า: อุมาพร สุทศั น์วรวฒุ ิ และคณะ, 2552, 79 นอกจากพลังงานแล้ว ทารกควรได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอกับ ความต้องการของร่างกาย ซึ่งได้จากการกินอาหารที่หลากหลาย ได้แก่ ข้าว แป้ง เน้ือสัตว์ ไข่ นม ถ่ัว

104 ผักและผลไม้เป็นประจําทุกวัน เนื่องจากในผักและผลไม้มีวิตามินและเกลือแร่ท่ีจําเป็นต่อความ ตอ้ งการของทารก เพือ่ เสริมสร้างเซลลแ์ ละระบบภมู คิ มุ้ กันตา่ ง ๆ ตาราง 5. 8 ปรมิ าณโปรตนี และสดั สว่ นของพลังงานจากคารโ์ บไฮเดรตและไขมันทคี่ วรได้รบั จาก อาหารสาํ หรบั เด็กวยั ทารกตามกล่มุ อายุ อาย(ุ เดือน) ความ โปรตีน ( กรมั /วัน) ไขมัน (รอ้ ยละ) คาร์โบไฮเดรต ของพลังงาน รอ้ ยละของ ต้องการของ โปรตีนในนมแม่ โปรตีนจาก พลงั งานทง้ั หมด ทารก อาหารเสรมิ ท้ังหมด 45 6-8 12.5 7.1 5.4 30-45 45 30-45 9-11 14.4 6.5 7.9 ทม่ี า: อุมาพร สทุ ศั น์วรวฒุ ิ และคณะ, 2552, 80 3. อาหารเสริม (Complementary food) หมายถึง อาหารอ่ืนท่ีทารกได้รับเป็นมื้อ นอกเหนือจากนมแม่ หรือนมผสม เพื่อให้ทารกได้รับสารอาหารครบถ้วน และพอเพียงสําหรับการ เจริญเติบโต ช่วยให้ทารกปรับตัวจากการกินอาหารเหลวเป็นอาหารก่ึงแข็งกึ่งเหลว และอาหารแบบ ผู้ใหญ่ เพ่ือให้มีพัฒนาการในการกินท่ีเหมะสม โดยต้ังแต่ปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) องค์การอนามัย โลกไดก้ าํ หนดการเร่ิมให้อาหารเสริมคร้ังแรกแก่ทารกเม่ืออายุ 6 เดือนข้ึนไป ในทารก อายุ 4-6 เดือน ท่ไี ดร้ ับนมแม่เพียงอย่างเดียว แต่น้ําหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ ท้ังท่ีไดร้ ับนมแม่อย่างเหมาะสม และทารก ยังแสดงอาการหวิ ใหพ้ ิจารณาใหอ้ าหารเสรมิ เพ่มิ เติม แตไ่ ม่ให้บอ่ ยมากเกินไป จนได้นมแม่ลดลง หรือ ทาํ ให้เกดิ การหย่านมแมเ่ ร็วเกนิ ไป ตาราง 5. 9 ปรมิ าณวิตามนิ และเกลือแรท่ ท่ี ารกตอ้ งการต่อวนั ตามกลมุ่ อายุ สารอาหาร/วัน 6-8 เดอื น 9-11 เดอื น วิตามนิ เอ (ไมโครกรมั ) 63.0 92.0 วิตามินดี (ไมโครกรมั ) 4.6 4.7 วติ ามนิ ซี (มลิ ลิกรมั ) 8.0 10.4 วิตามนิ อี (มลิ ลกิ รมั ) 3.4 3.6 วติ ามินเค (ไมโครกรมั ) 1.1 1.2 วิตามินบี 1 (มิลลกิ รมั ) 0.2 0.2 วติ ามินบี 2 (มิลลกิ รมั ) 0.2 0.2 ไนอะซิน (มิลลกิ รมั ) 3.0 3.1 วิตามนิ บีหก (มิลลกิ รมั ) 0.2 0.2 โฟเลต (ไมโครกรัม) 22.7 27.6 วติ ามนิ บสี บิ สอง (ไมโครกรัม) 0 0 กรดแพนโททนี ิก (มิลลกิ รมั ) 0.6 0.7 แคลเซียม (มิลลิกรัม) 81.3 97.5 ฟอสฟอรัส (มิลลกิ รมั ) 180.6 188.8

105 ตาราง 5. 9 (ต่อ) สารอาหาร/วนั 6-8 เดอื น 9-11 เดอื น ไอโอดนี (ไมโครกรัม) 15.9 22.2 2.3 สังกะสี (มลิ ลกิ รัม) 2.2 0.4 9.1 ฟลูออไรด์ (มิลลิกรัม) 0.4 0.6 7.7 เหล็ก (มิลลกิ รัม) 9.1 66.0 8.4 แมงกานสี (มิลลิกรมั ) 0.6 :ซลี เี นยี ม (ไมโครกรัม) 6.5 ทองแดง 51.5 แมกนีเซียม 6.4 ที่มา: อมุ าพร สทุ ศั นว์ รวุฒิ และคณะ, 2552, 40 4. ข้อแนะนําและวิธีการใหอ้ าหารเสรมิ สําหรับทารก 4.1 ให้ทารกได้อาหารท่ีมีคุณค่าทางโภชนาการและหลากหลาย เพ่ือให้พลังงาน และสารอาหารครบถ้วนและเพียงพอกับความต้องการของทารก ได้แก่ ข้าว เนื้อสัตว์ ปลา ตับ ไข่ ผัก ผลไมเ้ ป็นประจาํ ทุกวนั ใหไ้ ขมนั ใหเ้ พียงพอ 4.2 กินผักและผลไม้ทุกวนั และกนิ ให้หลากหลายชนดิ โดยเฉพาะผกั ใบเขียวและผกั สีสม้ เช่น ตําลึง ผักบ้งุ ผกั กาดขาว ฟักทอง แครอท ผลไมท้ ี่ไมห่ วานมาก เชน่ กลว้ ยน้าํ วา้ มะละกอสกุ สม้ ผักและผลไม้เป็นแหลง่ แร่ธาตุ วติ ามนิ และใยอาหาร 4.3 กนิ เนือ้ สตั ว์ทุกวนั เนือ้ สตั ว์ ต่าง ๆ เช่น หมู ไก่ ปลา ตบั เปน็ อาหารที่ให้โปรตนี และธาตเุ หล็กสงู 4.4 ให้นมแม่ต่อเนื่องจนถึงอายุ 2 ปี สําหรับเด็กอายุ 1-2 ปี ควรเสริมนมดัดแปลง สตู รตอ่ เนื่องหรอื นมวัวรสจดื วนั ละ 2 แกว้ 4.5 ใช้นํ้ามันในการประกอบอาหาร เพ่ือเป็นแหล่งพลังงานและกรดไขมันจําเป็น ควรใชน้ ้าํ มนั พชื ที่มีคณุ ค่าทางโภชนาการดี เชน่ นาํ้ มันรําขา้ ว และนํ้ามนั ถัว่ เหลอื ง 4.6 ให้กินอาหารรสธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งรสด้วยนํ้าตาล นํ้าผึ้ง ผงชูรส ผงปรุงรส ไม่ควรให้อาหารรสหวานจัด มันจัด เค็มจัด เนื่องจากอาหารท่ีมีรสหวานและมันเพ่ิมความเสี่ยงต่อโรค อ้วน ฟันผุ ไขมันในเลือดสงู อาหารท่มี รี สเคม็ หรือมีโซเดยี มสูงเปน็ ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหติ สูง 4.7 ดื่มนํ้าสะอาด ไม่ให้เคร่ืองดื่มท่ีมีน้ําตาลและคาเฟอีน เช่น น้ําอัดลม นํ้าหวาน ชา และนา้ํ ผลไมท้ เี่ ตมิ น้ําตาล 4.8 เลือกอาหารวา่ งที่มคี ณุ ภาพ ประกอบดว้ ยอาหารหลายหมู่ ผลไม้ตามฤดกู าล หลกี เล่ยี งขนมหวานจัด มันจดั เค็มจัด ขนมที่เหนยี วติดฟนั (อุมาพร สทุ ัศนว์ รวุฒิ, และคณะ, 2552, 42) 5. วิธกี ารให้อาหารเสริมสําหรับทารกที่เหมาะสม 5.1 ป้อนอาหารทารกด้วยความนุ่มนวล และคอยช่วยเหลือทารกท่ีโตพอจะกินเอง ได้แล้ว ใหก้ ินอาหารได้อย่างปลอดภัยจากการสําลัก ผู้ป้อนควรไวต่อการรับรู้สัญญาณท่ีแสดงถึงความ หิวและความอิ่มของทารก

106 5.2 คอยกระตุ้นให้ทารกกินอาหาร แต่ไม่ควรบังคับหรือป้อนนานเกินไป แต่ละมื้อ ควรใชเ้ วลาประมาณ 15-20 นาที และไมค่ วรนานเกนิ 30 นาที 5.3 ถ้าทารกปฏิเสธการให้อาหารบางอย่าง ให้ทดลองเปล่ียนวิธีการปรุงอาหาร โดยนาํ อาหารหลายชนิดมาผสมกัน เพ่ือให้ไดค้ วามหยาบละเอยี ดและรสชาติตามทที่ ารกต้องการ 5.4 ขณะท่ีทารกกินอาหาร ควรลดส่ิงล่อใจ ท่ีทําให้เด็กทารกหันไปสนใจมากกว่า อาหารทกี่ าํ ลงั กิน เช่น ไม่ควรดโู ทรทศั น์ หรือเดนิ ป้อนอาหาร ควรฝกึ ให้นง่ั กนิ อาหารทโ่ี ตะ๊ อาหาร 5.5 ผู้ป้อนอาหาร ควรเป็นคนท่ีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทารก ควรสบตา และพูดคุย กับทารกตลอดเวลาที่ป้อนอาหาร ควรระลึกไว้เสมอว่า การให้อาหารเป็นวิธีหนึ่งในการกระตุ้นการ เรียนรู้ การให้ความรกั การเชื่อมความสมั พนั ธ์ (อมุ าพร สทุ ัศน์วรวุฒิ และคณะ, 2552, 44) 6. การแพ้อาหารในทารก ปัจจุบันอาหารทารกมีท้ังในรูปของนม (นมวัว) และ อาหารเสริม การแพ้โปรตีนในนมวัวมัก เกิดช่วงอายุ 1-4 เดือน อาการ คือ คัดจมูก อาเจียน ปวดท้อง มีผ่ืนข้ึนตามผิวหนัง การแพ้อาหาร สามารถเกิดข้ึนได้กับทารก ดังนั้น อาหารแต่ละชนิดท่ีจะเริ่มให้คร้ังแรกต้องให้ทีละน้อย 1-2 ช้อนเล็ก ก่อน ดูการยอมรับว่าแพ้หรือไม่ เช่น ไข่ เริ่มไข่แดงก่อนไข่ขาว เริ่มเม่ืออายุ 7 เดือน ถ้าแพ้ไข่ขาวจะ เกิดผ่ืนท่ีหนา้ ทั้ง 2 ข้างแก้ม ภายใน 1-2 สัปดาห์ เรียกว่า “ขี้กลากน้ํานม” ควรเร่ิมให้ไข่ขาวเม่ืออายุ 1 ปี เด็กอายุต่ํากว่า 6 เดือน พบสารแพ้กูลเตน เด็กจะมีอาการท้องเสียเร้ือรัง เพราะเย่ือบุลําไส้ถูก ทําลาย ถ้าเด็กแพ้นมผสม ถ่ัวลิสง ช็อกโกแลต หรืออาหารทะเล อาการคือ ผี่นคันที่แก้ม หลังหูและ ตามข้อพับ แตห่ ากทารกไม่มอี าการแพอ้ าหาร สามารถเพมิ่ อาหารใหม่ โดยควรให้ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ แล้วค่อยเปลี่ยนจะเป็นการป้องกันการแพ้อาหารแก่ลูกได้ (ฝ่ายโภชนาการโรงพยาบาลศิริราช, 2561, ไม่มีเลขหน้า) เดก็ ก่อนวัยเรยี น เด็กก่อนวัยเรียนควรได้รับสารอาหารต่าง ๆ ท่ีมีคุณภาพดี และมีปริมาณเพียงพอแก่ ความต้องการของร่างกาย เพ่ือช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เพราะการเจริญเติบโตของร่างกายมี ความสมั พันธก์ ันอยา่ งใกลช้ ดิ กับอาหารที่กินเข้าไป 1. การจัดการโภชนาการสําหรับเด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยนี้มีความต้องการสารอาหารต่าง ๆ ดังน้ี (ณัฐวรรณ เชาวล์ ลิ ติ กุล, 2552 , 10) 1.1 พลังงาน เด็กก่อนวัยเรียนช่วงอายุ 1-3 ปี ควรได้รับพลังงานวันละ 1,300 กิโลแคลอรี หรือประมาณ 100 กิโลแคลอรี ซ่ึงอาหารท่ีให้พลังงานส่วนใหญ่จะได้จากข้าว แป้ง นาํ้ ตาล ไขมนั 1.2 โปรตีน เด็กก่อนวัยเรียนควรได้รับโปรตีนวันละ 20-25 กรัม หรือประมาณ 1.8 กรมั แหลง่ ของอาหารโปรตนี ได้แก่ ไข่ โดยเฉพาะไขข่ าว เด็กวัยก่อนเรียนควรกินไข่วันละ 1 ฟอง หรืออย่างน้อยอาทิตย์ละ 4 ฟอง นอกจากนั้น ควรกินอาหารประเภท เนื้อสัตว์ ต่าง ๆ เนื้อปลา ถ่ัว โดยเฉพาะถั่วเมล็ดแห้ง ซ่ึงมีราคาถูก หาได้ง่ายในท้องถิ่น เหมาะสําหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้เด็กกิน ทดแทนอาหารพวกเนื้อสัตว์ ซึ่งมีราคาแพง ส่วนเคร่ืองในสัตว์ เช่น ตับหมู ตับไก่ ควรให้กินบ้าง เพราะมีคณุ คา่ ทางโภชนาการสงู 1.3 แร่ธาตุ แร่ธาตุที่เด็กวัยก่อนเรียนจําเป็นต้องได้รับ ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส สําหรับสร้างกระดูก และฟัน อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ นํ้านม และผลิตภัณฑ์จากนม

107 เด็กวัยน้ีต้องด่ืมนํ้านมเป็นประจํา ในขณะท่ีแมกนีเซียม และเหล็ก เป็นแร่ธาตุท่ีเด็กวัยน้ีต้องการด้วย อาหารท่ีมีแมกนีเซียมสูงได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด ส่วนเหล็กจําเป็นสําหรับการสร้าง ฮีโมโกลบินใน เมด็ เลอื ดแดง พบมากในตบั ถั่วต่าง ๆ เดก็ ก่อนวยั เรียนควรได้รับเหลก็ วนั ละ 10-18 มิลลิกรัม 1.4 วิตามิน วิตามินที่สําคัญสําหรับเด็กวัยนี้ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินซี วิตามินบีต่าง ๆ แหล่งของวิตามินที่อยู่ในอาหารได้แก่ ผลไม้สด เช่น กล้วย มะละกอสุก ส้ม ฝร่ัง มะเขือเทศสกุ โดยเฉพาะกล้วยนํ้าว้าเป็นผลไมท้ ่ีเดก็ ควรไดก้ นิ ประจําทุกวนั อาหารท่ีไม่ควรให้เด็กกินได้แก่ อาหารหมักดอง เนื้อสัตว์ท่ีปรุงไม่สุก อาหารรสจัด น้ําอัดลม ชา กาแฟ ลูกอมหวานจัด ซ่ึงนอกจากจะทําให้เด็กไม่อยากรับประทานอาหารแล้ว ยังทําให้เด็กฟันผุ และทาํ ใหเ้ ด็กไดร้ บั สารอาหารไมค่ รบถ้วน 2. หลักการกําหนดอาหารสาํ หรับเด็กก่อนวยั เรียน 2.1 ควรได้รบั อาหารให้ครบ 5 หมู่ คอื ข้าว ผกั เนื้อสตั ว์ นม ผลไม้ ซ่งึ ในแตล่ ะกลุ่ม ควรฝึกใหเ้ ดก็ กินไดห้ ลายชนิด ไมค่ วรเลือกเฉพาะอย่าง และจดั อาหารม้อื ว่าง เชน่ นม หรือน้าํ ผลไม้ 2.2 ฝึกให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ทุกชนิด รวมท้ังให้ลองทานอาหาร ชนิดใหม่ เช่น มะเขือเทศ ผักใบเขียว โดยเร่ิมให้คร้ังละน้อย แล้วเพ่ิมปริมาณโดยไม่บังคับ เพราะจะ ทาํ ให้เด็กไมช่ อบอาหารชนดิ น้ันและไม่ยอมรบั ประทานอีก 2.3 ดัดแปลงสูตร หรือวิธีทํา และรสชาติอาหาร ควรเน้นอาหารท่ีมีรสชาติอ่อน และมีการจดั อาหารให้มีลกั ษณะแตกต่างกัน เช่น นมุ่ กรอบ สีสนั กลน่ิ หอม นา่ รบั ประทาน 2.4 อาหารที่จัดให้เด็กควรเป็นอาหารท่ีย่อยง่าย แต่ไม่จําเป็นต้องสับละเอียด เพื่อ ฝกึ ใหเ้ ดก็ ได้ใชฟ้ นั เค้ยี วอาหาร 2.5 บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมขณะรับประทานอาหาร พ่อหรือแม่ไม่ควรบ่นว่า หรือดุเดก็ ในเรือ่ งใด ๆ ทง้ั ส้ิน เพราะจะทําให้เดก็ รูส้ กึ ไมด่ ตี อ่ อาหาร 2.6 ผู้ใหญ่ควรเป็นตัวอย่างท่ีดีในการสร้างสุขนิสัยแก่เด็ก เช่น การล้างมือก่อน รบั ประทานอาหารและรบั ประทานอาหารเปน็ เวลา พร้อมท้ังควรสอนใหเ้ ดก็ เค้ยี วอาหารให้ละเอยี ด ตาราง 5.10 ปรมิ าณอาหารท่ีเดก็ กอ่ นวัยเรยี นควรได้รบั ต่อวัน โดยแบง่ ตามชว่ งอายดุ ังน้ี หมูอ่ าหาร ปรมิ าณอาหาร ไข่ทัง้ ฟอง อายุ 1-2 ปี อายุ 2-3 ปี นมสด เน้ือสตั ว์ 1 ฟอง 1 ฟอง ข้าวสกุ ( ธัญพืชต่าง ๆ ) ผกั ใบเขยี วและผักอน่ื 3-4 ถว้ ยตวง 3-4 ถ้วยตวง ผลไมต้ า่ ง ๆ 2 ช้อนโตะ๊ 2 ชอ้ นโตะ๊ ½ ถ้วยตวง 1-½ ถว้ ยตวง 4 ชอ้ นโต๊ะ 4 ช้อนโตะ๊ ¼ ถ้วยตวง ¼ ถ้วยตวง ทม่ี า: ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลศิรริ าช, 2560, ไมม่ ีเลขหน้า

108 เด็กวัยก่อนเรียน เป็นวัยที่มักจะมีปัญหาภาวะทุพโภชนาการ และการปัญหาขาดสารอาหร เพราะเป็นวัยซุกซน ห่วงเล่น และยังไม่รู้จักเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผู้ปกครองจึงควร รับรู้ใส่ใจในความต้องการอาหารของเด็ก ซึ่งปัญหาด้านโภชนาการที่มักพบในเด็กก่อนวัยเรียน พบ ปัญหาการขาดโปรตนี และพลังงาน การขาดจะมีผลตอ่ การเจรญิ เติบโตทางร่างกายและสมองมากที่สุด มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางร่ายกายส่งผลให้รูปร่างเด็กแคระแกรน เจ็บป่วยบ่อย การพัฒนา ทางสติปญั ญา รวมถึงการเรียนรตู้ า่ ง ๆ จะช้ากว่าปกติ เด็กวยั เรยี น เด็กวัยเรียน หมายถึง เด็กที่มีอายุระหว่าง 6-12 ปี โดยในเด็กหญิงจะมีอายุ 6-10 ปี และ เด็กชาย อายุ 6-12 ปี อัตราการเจริญเติบโตของเด็กวัยเรียนจะช้ากว่าวัยทารกและวัยก่อนเรียน แต่ จะเจริญเติบโตอย่างสม่ําเสมอ เด็กวัยนี้เป็นวัยที่กําลังเจริญเติบโต มีพัฒนาการทางด้านกระดูก ฟัน กล้ามเนื้อ และระบบต่าง ๆ ในร่างกาย อาหารและโภชนาการจึงเป็นปัจจัยสําคัญในด้านการ เจริญเติบโตของร่างกาย ความต้องการพลังงานของเด็กข้ึนอยู่กับอัตราการเจริญเติบโต และกิจกรรม ต่าง ๆ ที่ทํา เด็กวัยเรียนมีกิจกรรมการเล่นต่าง ๆ มากขึ้น และยังอยู่ในวัยที่เจริญเติบโตจึงต้องได้รับ พลังงานใหเ้ พยี งพอ (อจั ฉรา ดลวิทยาคุณ, 2558, 44-50) ดงั น้ี 1. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะโภชนาการของเด็กวัยเรียน โภชนาการเป็นปัจจัยเสริมท่ี สําคัญท่ีสุดอย่างหนึ่ง ที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโต และพัฒนาการตามวัยของเด็ก การทําความ เข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการจึงเป็นส่ิงท่ีมีความสําคัญอย่างยิ่ง แม้เด็กวัยเรียนจะมีอัตราการเจริญเติบโต ช้าลงกว่าวัยก่อนเรียนและวัยทารก แต่ร่างกายยังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเน่ืองสมํ่าเสมอ เด็กวัยนี้มี พัฒนาการของร่างกายทโี่ ตพอท่จี ะช่วยเหลอื ตนเองได้ ในเรื่องการรบั ประทานอาหรแล้ว แต่ยังมปี ัจจัย ทเี่ ก่ียวขอ้ งและสง่ ผลภาวะโภชนาการของเด็กวัยนีค้ ือ 1.1 ฐานะทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของครอบครัวท่ีมีอิทธิพลต่อการได้รับ อาหารของเด็ก 1.2 การควบคุมและการจัดการบริการอาหารในโรงเรียน ส่งผลต่อภาวะโภชนาการ ของเดก็ วัยเรียนได้ 1.3 ลกั ษณะนสิ ยั ความรู้ ความสามารถ การอบรมเล้ียงดูที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจ เลือกซอ้ื เลอื กรบั ประทานอาหารในสภาวะตามทีต่ นเองและครอบครัวเปน็ อยู่ 2. การจดั การโภชนาการสําหรับเดก็ วัยเรยี น 2.1 พลังงาน เด็กวัยเรียนมีความต้องการพลังงานสูง การกําหนดความต้องการ ของพลังงานของร่างกายจึงควรพิจารณาจากพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน ปริมาณพลังงานที่พอดีไม่ขาด หรือเหลือจนเป็นโรคอ้วน เด็กอายุ 6-8 ปี ท้ังชายและหญิง ควรได้รับพลังงานวันละ 1,400 กิโล แคลอรี มีน้ําหนักเฉล่ีย 23 กิโลกรัม ส่วนสูงเฉลี่ย 122 เซนติเมตร เด็กผู้ชายอายุ 9-12 ปี ควรได้รับ พลังงานวันละ 1,700 กิโลแคลอรี เด็กผู้หญิง อายุ 9-12 ปี ควรได้รับพลังงานวันละ 1,600 กิโล แคลอรี (สํานกั โภชนาการ, 2550, 15) พลังงานดงั กลา่ วควรมีการกระจายตามสัดส่วน ท่ีมีความสมดุล กบั การนาํ ไปใชป้ ระโยชน์ ของรา่ งกายดังน้ี คารโ์ บไฮเดรต คิดเปน็ รอ้ ยละ 50-60 ไขมัน คิดเป็นร้อยละ 25-35 และโปรตีน คิดเป็นร้อยละ 10 -15 ของพลังงานที่ได้รับในหนึ่งวัน (รวีโรจน์ อันตรธราชัย, 2542, 30)

109 2.2 โปรตีน เด็กวัยเรียนยังคงอยู่ในระยะท่ีร่างกายกําลังเจริญเติบโต ถึงแม้อัตรา การเจริญเติบโตจะช้างลงก็ตาม แต่เด็กวัยนี้ยังจําเป็นต้องได้รับอาหารท่ีให้โปรตีนให้เพียงพอ เพ่ือ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเย่ือ ฮอร์โมน เลือด และอ่ืน ๆ เพื่อเตรียมเข้าสู่วัยรุ่น เด็กวัยเรียนควรได้รับ โปรตีนวันละ 1.2 กรัม ต่อน้ําหนักตัวหน่ึงกิโลกรัม และ 1 ใน 3 ของโปรตีนควรเป็นโปรตีนจาก เนอ้ื สัตว์ และผลติ ภณั ฑจ์ ากเน้อื สตั ว์ ถวั่ เมลด็ แห้ง (สํานกั โภชนาการ, 2550, 30) 2.3 วิตามินและเกลือแร่ เป็นสารอาหารท่ีจําเป็นสําหรับการเจริญเติบโตและ พฒั นาการของเด็กให้เป็นไปตามปกติ ถา้ ได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจะส่งผลให้การ เจริญเติบโตหยุดชะงัก และเกิดโรคได้ เด็กวัยเรียนจําเป็นต้องได้รับวิตามินและเกลือแร่ให้เพียงพอกับ ความต้องการของร่างกาย ทั้งน้ีเพ่ือการเจริญเติบโตและป้องกันการขาดสารอาหารต่าง ๆ ซึ่งวิตามิน และเกลอื แร่ จะได้จากการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปรมิ าณท่ีเพียงพอ 3. การจัดการอาหารสาํ หรับเด็กวัยเรยี น แดก็ วยั เรยี น เปน็ วยั ทีม่ ีการเคลอื่ นไหว และใช้ พลังงานอยูต่ ลอดเวลา ยกเวน้ ช่วงเวลาเจบ็ ปว่ ย ร่างกายจึงตอ้ งได้รบั สารอาหารตา่ ง ๆ ครบทงั้ 5 หมู่ และควรไดร้ บั อาหารทสี่ มดุลตามสัดส่วนท่สี อดคล้องกับความตอ้ งการของรา่ งกายดงั นี้ 3.1 อาหารประเภทเนอื้ สัตว์และผลิตภณั ฑ์ เปน็ สารอาหารท่ีใหโ้ ปรตนี ชว่ ย เสริมสรา้ งกลา้ มเน้ือ เนอ้ื เยอื่ และฮอรโ์ มน ควรเลือกเนื้อสัตว์ท่ีไมต่ ดิ มัน รบั ประทานไข่ วันละ 1 ฟอง อาหารทะเล เครอ่ื งในสตั ว์ สตั วล์ ะ 1 – 2 คร้งั 3.2 ถ่วั เมลด็ แห้ง ควรทานเป็นประจาํ เพราะมโี ปรตีน แคลเซยี ม วิตามินบสี อง 3.3 นมสด มีโปรตีน และแคลอรี แคลเซยี ม วติ ามนิ เอ ควรด่มื ทกุ วัน 3.4 ข้าว หรือแปง้ ต่าง ๆ ควรทานทุกมอื้ หรือกนิ ในรูปขนมบ้าง 3.5 ผกั ใบเขียวและผักใบเหลือง ควรจดั ใหเ้ ด็กรบั ประทานทุกมือ้ 3.6 ผลไมส้ ด ควรทานทุกวนั 3.7 ไขมนั หรือน้ํามนั พืช ควรเลอื กน้ํามนั พืช ในการประกอบอาหารใหแ้ กเ่ ด็ก 3.8 น้าํ ควรใหเ้ ด็กดมื่ นํ้าสะอาดวนั ละ 6-8 แก้ว ตาราง 5.11 ปรมิ าณอาหารทีแ่ นะนําให้บรโิ ภคใน 1 วนั สาํ หรบั เด็กวัยเรียน อาหาร อายุ 6-9 ปี อายุ 10 -12 ปี 1-2 แกว้ นมสด 1-2 แก้ว 1 ฟอง ไข่ 1 ฟอง 3-4 ถว้ ยตวง ( 6-8 ทัพพ)ี 6-7 ช้อนโตะ๊ ขา้ วสวยและแปง้ อืน่ ๆ 3 ถว้ ยตวง ( 4 ทพั พี ) 1 ถว้ ยตวง ม้ือละ 1 ส่วน เนือ้ สตั ว์สุก 5-6 ช้อนโตะ๊ 1-2 ช้อนโตะ๊ ผักใบเขยี วและผกั อนื่ ½ -1ถว้ ย ผลไม้ (ตามฤดูกาล ) ม้อื ละ 1 สว่ น ไขมัน / มนั พืช 1- 2 ช้อนโต๊ะ ท่ีมา: ฝา่ ยโภชนาการ, โรงพยาบาลศิรริ าช, 2560, ไมม่ เี ลขหนา้

110 4. อาหารท่ีควรหลีกเลย่ี งสําหรับเด็กวยั เรียน อาหารที่ไม่เหมาะสมสําหรับเด็กวัยเรียน ได้แก่ อาหารหมักดอง เนื้อสัตว์ท่ีปรุงไม่สุก อาหาร รสจัด น้ําอัดลม ชา กาแฟ ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ อาหารเหล่าน้ีจะทําให้เด็กอ่ิมและไม่ รับประทานอาหารมื้อหลัก ทําให้เด็ก ได้รับสารอาหารท่ีมีประโยชน์ต่อร่างกายน้อย (ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลศริ ริ าช, 2560, ไมม่ ีเลขหน้า) เด็กวัยรนุ่ วัยรุ่น คือ วัยท่ีอยู่ในช่วงอายุ 12- 18 ปี เป็นวัยท่ีร่างกายเปลี่ยนจากวัยเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ระยะน้ีมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายอย่าง ต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ทํางานมากขึ้น ในระยะน้ีได้แก่ ต่อมไทรอยด์ ต่อมพิทูอิทารีหรือต่อมใต้สมอง และต่อมเพศ โดยต่อมไทรอยด์จะผลิตฮอร์โมนไทรอก ซิน เพ่ือทําหน้าท่ีเร่งการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตในร่างกาย เพ่ือให้ผลิตพลังงานมากขึ้น ขณะท่ีต่อมพิ ทูอิท หรือต่อมใต้สมอง จะผลิตโกรทฮอร์โมน (Growth hormone ) ทําหน้าท่เี ร่งการเจริญเติบโต ของรา่ งกาย และต่อมเพศจะผลติ ฮอรโ์ มนเพ่ิมขึ้น (รวีโรจน์ อนันตธนาชัย , 2542, 49) วัยรุ่นเป็นวยั ทรี่ ่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ท้ังขนาด และโครงสร้างของร่างกายซ่ึง แสดงออกทางนํ้าหนักและความสูง เป็นช่วงท่ีร่างกายสร้างกระดูกและความแข็งแกร่งของกระดูก เด็กผู้หญิงจะเริ่มมีประจําเดือน วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่มีการเปล่ียนแปลงทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ และ สังคม ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของเด็กวัยรุ่นเป็นอย่างมาก จึงพบปัญหาการขาดสารอาหาร และภาวะโภชนาการเกิน เช่น ภาวะขาดโปรตีน และพลังงาน โรคโลหิตจาง โรคขาดธาตุไอโอดีน จึง ควรส่งเสริมให้เด็กวัยรุ่นได้กินอาหารท่ีถูกหลักโภชนาการ ในปริมาณและสัดส่วนท่ีเหมาะกับความ ต้องการของร่างกาย รวมท้ังส่งเสริมให้มีการเล่นกีฬา หรือออกกําลังกายเป็นประจํา (อัจฉรา ดล วิทยาคุณ, 2558, 48-53) ดงั น้ี 1. ปัญหาด้านโภชนาการของเด็กวัยรุ่น มีสาเหตุมาจากการบริโภคไม่ดีตั้งแต่เด็ก หรือมี ปญั หาการเปล่ยี นแปลงสภาวะทางรา่ งกาย ทาํ ให้เกดิ ความกดดนั ทางอารมณ์ และการปรับตัวในสังคม มีความเครียดและหาทางออกโดยการใช้อาหารชดเชย ซึ่งอาจออกมาในรูปแบบที่ทําให้นํ้าหนักเกิน หรือภาวะอ้วน หรือผอมเกินไป โดยปัญหาที่พบส่วนใหญ่ประกอบด้วย การบริโภคอาหารไม่ตรงเวลา หรืองดอาหารบางมื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้า เนื่องจากนอนดึก ตื่นสาย นอกจากน้ียังนิยมรับประทาน อาหารจานด่วนแบบตะวันตก เช่น แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า ไก่ทอด โดนัท ซ่ึงมีปริมาณแป้ง น้ําตาล ไขมันอิม่ ตวั สูง สารโซเดียม เครอื่ งปรุงรสมาก 2. การจดั การโภชนาการในวยั รนุ่ 2.1 พลงั งาน ควรได้รับพลังงานประมาณวันละ 1,600 – 2,300 แคลอรี ขน้ึ อยูก่ ับ เพศ อายุ อาหารที่ให้พลงั งานคือ คาร์โบไฮเดรต และไขมนั 2.2 โปรตีน วัยรุ่นควรได้รับโปรตีนให้เพียงพอเพื่อเสริมสร้างเซลล์ และเน้ือเย่ือ ต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อ กระดูก เลือด และสารท่ีควบคุมการทํางานในร่างกาย วัยรุ่นควรได้รับโปรตีน อย่างน้อยวัน ละ1 กรัม ต่อน้ําหนักตัว 1 กิโลกรัม และเน่ืองจากวัยรุ่นยังอยู่ในวัยท่ีเจริญเติบโต โปรตีนทไ่ี ดร้ บั จงึ ควรเป็นโปรตนี ที่มคี ณุ ภาพดี ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณโปรตีนที่ได้รับควรมาจาก เนื้อสตั ว์ตา่ ง ๆ เชน่ ไข่ นม ถ่วั เมลด็ แหง้ 2.3 เกลือแร่ วัยรุ่นต้องเกลือแร่ต่าง ๆ เพ่ือใช้ในการเสริมสร้างร่างกาย เกลือแร่มี ความจาํ เปน็ ตอ่ ร่างกายและมักพบปัญหาการขาดเกลือแร่ในวัยรุ่นสว่ นใหญ่ คอื

111 2.3.1 แคลเซียม เป็นเกลือแร่ท่ีจําเป็นในการเสริมสร้างเซลล์กระดูก เพ่ือ การเจริญเติบโต และทําความแข็งแรงให้แก่กระดูกและฟัน ช่วยในการทํางานของระบบประสาทต่าง ๆ ดังน้ันวัยรุ่นจึงจําเป็นต้องได้รับแคลเซียมให้เพียงพอประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งได้จาก อาหารจาํ พวก นาํ้ นม ปลาตวั เลก็ ๆ ผกั ใบเขียว 2.3.2 เหลก็ ควรได้รบั เหลก็ ให้เพียงพอกบั ความเจรญิ เติบโตของรา่ งกาย ซง่ึ วัยรุ่นหญิงต้องการธาตุเหล็กกว่าวัยรุ่นชาย เน่ืองจากเร่ิมมีประจําเดือน จึงต้องการธาตุเหล็กเพ่ือ ทดแทนส่วนที่สูญเสียจากร่างกายประจําวันรวมทั้งการเสียเลือดทางประจําเดือนด้วย วัยรุ่นหญิงมี ความตอ้ งการธาตเุ หลก็ สูงกว่าผู้หญิงท่ีเป็นผู้ใหญ่ อาหารท่ีมีธาตุเหล็กสูงคือ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ผัก ใบเขียว 2.3.3 ไอโอดีน วัยรุ่นต้องได้รับสารอาหารที่มีไอโอดีนให้เพียงพอ ถ้าขาด ไอโอดีนแล้วอาจทําให้เกิดโรคคอพอกได้ เพื่อเป็นการป้องการขาดไอโอดีน วัยรุ่นควรใช้เกลือผสม ไอโอดนี ในการประกอบอาหารและทานอาหารทะเลอย่างนอ้ ยสปั ดาห์ละ 1-2 ครัง้ 2.4 วิตามิน วัยรุ่นควรได้รับวิตามินต่าง ๆ ให้เพียงพอ เพื่อการเจริญเติบโตและ ป้องกันโรคขาดวติ ามนิ วิตามินท่พี บปญั หาการขาดไดแ้ ก่ 2.4.1 วิตามินเอ วัยรุ่นชายอายุ 9-15 ปี ควรได้รับวิตามินเอ วันละ 600 ไมโครกรัม /วัน อายุ 16-18 ปี เพิ่มเป็น 700 ไมโครกรัม / วัน ส่วนวัยรุ่นหญิงทุกกลุ่มอายุ ควรได้รับ วิตามินเอ 600 ไมโคกรัมต่อวัน อาหารที่ให้วิตามินเอสูง ได้แก่ ตับ ไข่แดง นํ้านม เนย ผักท่ีสีขาวจัด ผกั ทมี่ ีสีเหลอื ง (สํานักโภชนาการ, 2550, 15) 2.4.2 วิตามนิ บี สอง ทําหน้าท่ีเปน็ เอนไซม์ชว่ ยในการเผาผลาญสารอาหาร ในรา่ งกายโดยเฉพาะโปรตนี วยั รุ่นอายุ 9-13 ปี ควรได้รับวติ ามนิ บีสอง วนั ละ .9 มิลลกิ รมั วัยรุน่ ชาย อายุ 13-18 ปี ควรไดร้ ับ วันละ 1.3 มิลิลิกรมั ตอ่ วัน วัยร่นุ หญงิ อายุ 13-18 ปี ควรได้รบั วนั ละ 1 มลิ ลกิ รัม อาหารท่ีให้วิตามนิ บีสองสงู ไดแ้ ก่ เครื่องในสัตว์ ถั่วเมลด็ แหง้ นมวัว นมถั่วเหลอื ง ไข่ ผักใบเขยี ว 2.4.3 วิตามินซี จําเป็นในการสร้างคอลลาเจน ซ่ึงเป็นส่วนประกอบของ เนอ้ื เยือ่ ตา่ ง ๆ วัยร่นุ ควรไดร้ ับวติ ามินซี วนั ละ 45-90 มลิ ลกิ รัม ซ่งึ ได้จากการกินผักสด ผลไมส้ ดทุกวนั 2.5. น้ํา น้ําเป็นส่วนประกอบของเซลล์ ต่าง ๆ ในร่างกาย และช่วยควบคุมการ ทาํ งาน ช่วยรักษาสมดลุ และอุณหภูมขิ องร่างกาย โดยปกติรา่ งกายต้องการนา้ํ วนั ละ 8-10 แก้ว 3. การจัดอาหารสาํ หรบั วัยรนุ่ (ฝา่ ยโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช , 2556, ไม่มีเลขหน้า) 3.1 จดั อาหารท่ีมีคุณคา่ และปรมิ าณเพยี งพอ รบั ประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ 3.2 ผู้ปกครองควรรว่ มรบั ประทานอาหารดว้ ย เพ่อื กระชบั ความสัมพันธ์ในครอบครัว 3.3 การจัดอาหารควรเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก ให้มากข้ึนได้แก่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ไข่ นม ถ่วั เมล็ดแห้ง ซ่ึงต้องช่วยเสริมดว้ ยอาหารที่มีวติ ามนิ ซสี ูง เชน่ ผกั ใบเขยี ว ผลไม้ 3.4 ควรแนะนําการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ดให้ได้คุณค่า คือ พยายามให้ได้สาร อาหารครบ เชน่ ไกท่ อดตอ้ งสงั่ พร้อมสลัดผัก 3.5 ควรแนะนําการบรโิ ภคอาหารจานด่วนให้ไดค้ ุณคา่ โดยเลือกรบั ประทาน อาหารจานดว่ นแบบไทย เช่น ข้าวราดแกงเขียวหวานไก่ยอดมะพรา้ ว กบั ไขด่ าว ผลไม้ท่ไี มห่ วานจัด

112 ตาราง 5.12 ปริมาณอาหารทีแ่ นะนาํ ใหบ้ รโิ ภคใน 1 วนั สาํ หรับวัยรุน่ หมวดอาหาร ปริมาณอาหร นมสด 2 แกว้ ( 1 แก้ว = 200 ซีซี) ผักสดหรือผกั สุก 4-5 ถ้วยตวง ผลไมส้ ดหรอื ผลไมส้ ุก 4-5 สว่ น ข้าว แป้ง ธัญพืช 8-12 ทพั พี เนือ้ สัตว/์ ไข่ 1-2 ฟอง 12-14 ช้อนคาว ไขมันจากพชื 3 ช้อนโต๊ะ นํ้าตาลและเกลือ เล็กน้อยเท่าที่จําเป็น ท่ีมา: ฝา่ ยโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช , 2556, ไมม่ เี ลขหน้า วัยผูใ้ หญแ่ ละวัยทํางาน ความต้องการสารอาหารในวัยผู้ใหญ่ วัยผู้ใหญ่ เป็นวัยท่ีร่างกายหยุดเจริญเติบโต แต่ยังมี การสร้างเซลล์ต่าง ๆ เพ่ือรักษาสมรรถภาพการทํางานในร่างกายให้คงท่ี เม่ืออายุเพิ่มข้ึนการทํางาน ของเซลล์ต่าง ๆ จะลดลง ผู้ใหญ่ท่ีมีภาวะโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง อยู่ในสภาวะแวดล้อมท่ีดี เซลล์ต่าง ๆ ท่ีอยู่ในร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ ตามธรรมชาติ แต่หากในช่วงวัยนี้มีภาวะ โภชนาการไม่ดีส่งผลให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การได้รับอาหาร อย่างเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกายจึงมีความสําคัญมาก ทั้งเรื่องพลังงานและ สารอาหาร 1. การจัดการโภชนาการสําหรับวัยผู้ใหญ่และวัยทํางาน (อบเชย วงศ์ทอง, 2541, 40- 45) ดังน้ี 1.1 พลังงาน สําหรับผู้ชายมีความต้องการพลังงาน 2,500 กิโลแคลอรี่ ต่อวัน ส่วนผู้หญิงต้องการน้อยกว่าเพราะผู้หญิงมีนํ้าหนักตัวน้อยกว่าและทํากิจกรรมน้อยกว่า พลังงาน ทั้งหมดนี้ควรมาจากสารอาหารคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 55โปรตีนร้อยละ 15 และไขมันร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด 1.2 โปรตีน ในวัยน้ี ร่างกายหยุดเจริญเติบโตแล้ว จึงต้องการโปรตีน เพื่อ เสริมสร้างเซลล์ต่าง ๆ ให้ทํางานตามปกติ ในวันหนึ่ง ผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิง ควรได้รับโปรตีน ประมาณ 0.88 กรัม ต่อน้ําหนักตัว 1 กิโลกรัม และประมาณ 1 ใน 3 ของโปรตีน ควรเป็นโปรตีน ที่มคี ุณภาพ ไดแ้ ก่ เนื้อสตั ว์ ปลา ไข่ นม ถ่ัวเมลด็ แหง้ ข้าว 1.3 คาร์โบไฮเดรต คนปกติควรได้รับคาร์โบไฮเดรต ประมาณ ร้อยละ 50 -55 ของพลังงานที่ใช้ต่อวัน หรือไม่น้อยกว่า ร้อยละ 100 กรัม อาหารท่ีมีคาร์โบไฮเดรต เช่น กล้วย ถัว่ เมลด็ แหง้ มนั เผอื ก ข้าวกลอ้ ง 1.4 ไขมัน ถึงแม้จะมีความสําคัญต่อสุขภาพแต่การรับประทานอาหารท่ีมีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากเนื้อสัตว์ ซ่ึงจะเส่ียงต่อภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคขาด เลือดและความดันโลหิตสูง ปริมาณไขมันท่ีแนะนําให้บริโภคไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานท่ีได้รับ และไมต่ า่ํ กวา่ รอ้ ยละ 15 ของพลังงานท่ไี ด้รับ

113 1.5 วิตามินและเกลือแร่ ผู้ใหญ่จําเป็นต้องได้รับอาหารที่ให้วิตามินและเกลือแร่ให้ เพียงพอ เพ่ือช่วยในกระบวนการสร้างเซลล์ที่สึกหรอ หรือช่วยให้การทํางานของระบบต่าง ๆ ของ ร่างกายเป็นปกติ วิตามนิ และเกลอื แรท่ ส่ี ําคญั มดี งั น้ี 1.5.1 วิตามินเอ ควรได้รบั วิตามนิ เอ วนั ละ 700 มิลลิกรัม ถ้าขาดวิตามินเอ จะมีอาการบกพร่องเกี่ยวกับการปรบั สายตาในที่มดื 1.5.2 วิตามินบีหน่ึง ผู้ใหญ่ทั้งเพศชายและหญิง ควรได้รับวิตามินบีหนึ่งวัน ละ 1.4-1.5 มลิ ลิกรัม และ 1 มิลลิกรัม ตามลาํ ดบั ความตอ้ งการ วิตามินบีหนึ่งสัมพันธ์กับพลังงานท่ีใช้ เม่อื พลังงานมากก็ย่อมต้องการวิตามนิ บหี นง่ึ มากขึ้นดว้ ย 1.5.3 วิตามินบีสอง ผู้ใหญ่เพศชาย ควรได้รับวันละ 1.6 -1.7 มิลลิกรัม เพศหญิง 1.2 มลิ ลิกรมั 1.5.4 ธาตุเหล็ก จําเป็นในวัยทํางานเพราะเป็นส่วนประกอบสําคัญของเม็ด เลือดแดง ทาํ หนา้ ทขี่ นสง่ ออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ และช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการทํางาน ซึ่งในแต่ละวัน ร่างกายต้องการเหล็กเพียงเล็กน้อย เพราะ มีกรสูญเสียเหล็กทางเหง่ือและปัสสาวะ (ประมาณวันละ 1.2 มิลลิกรัม) ผู้ใหญ่เพศชาย ควรได้รับเหล็กวันละ 10 มิลลิกรัม และเพศหญิง วันละ 15 มิลลิกรัม เพอื่ ชดเชยส่วนที่เสยี ไปกับประจาํ เดอื น อาหารที่มธี าตเุ หล็ก คือ ไข่ ไก่ ปลา เน้อื ผักใบเขยี ว 1.56 แคลเซียม ผู้ใหญ่เพศหญิง ที่มีอายุ 20 ปี ข้ึนไป ต้องการแคลเซียม เพื่อสร้างมวลกระดกู วันละ 800 มลิ ลกิ รมั ร่างกายจะเริ่มมีการสูญเสียมวลกระดูกเมื่ออายุใกล้ 40 ปี หรือใกล้หมดประจําเดือน ซึ่งเป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนลดลง ทําให้สูญเสีย แคลเซียมจากกระดูก การกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงเป็นการเพิ่มแคลเซียมให้ร่างกายป้องกันภาวะ กระดกู พรุนได้ อาหารท่ีมีแคลเซียมได้แก่ นม ปลาเลก็ ปลานอ้ ย ถ่วั งา ผักใบเขยี ว 1.57 โฟเลทหรือกรดโฟลิก เป็นวิตามินบีชนิดหนง่ึ ท่ีมีจําเปน็ สําหรับผู้ใหญ่ เพศหญิงเพราะเป็น ส่วนสําคัญในการสร้างเน้ือเย่ือของแม่และทารกในหญิงต้ังครรภ์ การได้รับโฟเลท เพียงพอจะช่วยป้องกันภาวะความผิดปกติในการสร้างหลอดประสาทไขสันหลัง ดังน้ัน หญิงวัยเจริญ พันธ์ท่ีพร้อมต่อการตั้งครรภ์ควรกินอาหารที่มีโฟเลทให้เพียงพอ อาหารท่ีเป็นแหล่งโฟเลท ได้แก่ ผกั ใบเขยี วเข้ม ถั่วลสิ ง ถัว่ เมล็ดแห้ง ธญั พืช 1.5.8 ไลโคปีน อยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ท่ีมีศักยภาพสูง ช่วยป้องกันการ เติบโตของเซลล์มะเร็ง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL – Cholesterol) ช่วยเพิ่ม ภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ ไลโคปีน พบมากในมะเขือเทศ โดยไลโคปีนที่จากผลิตภัณฑ์ของมะเขือ เทศ ที่ผ่านการให้ความร้อน เช่น ซอสมะเขือเทศ จะถูกดูดซึมและนําไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้ดี ผู้ใหญ่เพศชาย ควรบริโภคอาหารท่ีมีไลโคปีนเป็นประจําเพราะช่วยลดความเส่ียงของมะเร็งต่อม ลูกหมากได้ 1.5.9 เซเลเนียม เป็นแร่ธาตุท่ีมีความสําคัญต่อผู้ใหญ่เพศชาย เพราะช่วย ปอ้ งกนั การเกดิ มะเรง็ ตอ่ มลูกหมาก กลไลการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากของเซเลเนียมมีความเป็นไป ได้เกี่ยวกับการทํางานของเซเลโนโปรตีน (Selenoproteins) ซ่ึงเป็นโปรตีนท่ีมีเซเลเนียมเป็น องค์ประกอบและมีความสําคัญต่อคุณสมบัติในการต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ อาหารที่เป็น แหล่งของเซเลเนยี มไดแ้ ก่ อาหารทะเล เนอ้ื สัตว์ เคร่อื งในสัตว์ เชน่ ตับ ไต 2. ปัญหาโภชนาการในวัยผู้ใหญ่ จากลักษณะการทํางานที่อยู่ในสถานท่ีทํางาน โรงงาน สาํ นักงาน ซึง่ มีการเคลอื่ นไหวรา่ งกายและใช้แรงงานน้อยกวา่ การทําเกษตรกรรม และอาศัยอยู่ในเขต

114 เมือง มีวิถีชีวิตเร่งรีบ และอาจอยู่ห่างไกลภูมิลําเนา ทําให้คนในวัยนี้ ไม่ค่อยให้ความสําคัญต่ออาหาร การกินและการรักษาสุขภาพตัวเอง เพราะมีชีวิตที่เร่งรีบและกินอาหารไม่เป็นเวลา จึงมีโอกาสท่ีจะ นํ้าหนักตัวเกิน ทําให้อ้วนได้ง่าย รวมถึงอาหารที่กินมักเป็นอาหารปรุงสําเร็จหรือผลิตภัณฑ์อาหาร สําเร็จรูป จึงมักมีความเส่ียงต่อปัญหาทางสุขภาพ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน เป็นต้น และคนวัยน้ี มักรับข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับอาหาร และ โภชนาการจากเพื่อนร่วมงาน สื่อต่าง ๆ ที่เข้าถึงง่าย เช่น อินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ นิตยสารต่าง ๆ และ หลงเชื่อหรือนําไปปฏิบัติโดยไม่มีการตรวจสอบท่ีมาและความถูกต้อง ของข้อมูล โดยเฉพาะการ บริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตลดน้ําหนัก ผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยงามและบํารุงสมอง ปัญหา ภาวะโภชนาการในวยั ผใู้ หญ่สรุปไดด้ ังนี้ 2.1 มีโอกาสขาดพลังงานและโปรตีน ถ้าเป็นผู้ใช้แรงงานและรับประทานอาหารไม่ เพียงพอ 2.2 ขาดกรดไขมนั ทจ่ี ําเป็น เพราะไม่ได้ใช้นํ้ามันพืชทีมีกรดไขมันจําเป็น ในการปรุง อาหาร 2.3 เกิดภาวะนํ้าหนักเกิน ก่อให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาเช่นโรคเบาหวาน โรคความ ดันโลหิตสูง เนื่องจากผู้ใหญ่ที่อยู่ในเมือง มักทํางานน่ังอยู่กับที่ ไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหวร่างกาย เล่น กฬี าน้อย แตม่ กั มงี านเลย้ี งสงั สรรค์ 2.4 การกินอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ เช่น กินไขมันมาก ดื่มเหล้า ด่ืมเบียร์ ซึ่ง แอลกอฮอล์ ทําให้ระดบั กรดยรู ิกสูง ทาํ ให้เกิดอาการข้ออักเสบ 2.5 ในวัยทํางาน มักจะสนุกเพลิดเพลินกับการทํางาน และกิจกรรมที่มีอยู่มากมาย จนลืมดูแลสุขภาพ ร่างกาย หากดูแลสุขภาพไม่ดี อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่าง ๆ ท่ีเกิดจากความ เสื่อมของเซลล์ จากอนมุ ูลอิสระ จากภูมิคุ้มกันท่ีตํ่าลงโดยไม่รู้ตัว แต่อาการหรือโรคจะเริ่มปรากฏเมื่อ เข้าสู่วัยกลางคน 3. การบริโภคอาหารในวัยผู้ใหญ่ การท่ีจะมีสุขภาพทีดีได้นั้น หัวใจสําคัญคือ การควบคุม การบริโภคอาหารใหเ้ หมาะสม สามารถปฏบิ ัติได้ดังน้ี 3.1 บริโภคอาหารหลายชนิด ให้ครบ 5 หมู่ โดยรับประทานแต่ละหมู่ให้ หลากหลาย ไมร่ บั ประทานอาหารเดมิ ซา้ํ ๆ 3.2 บรโิ ภคอาหารในปริมาณท่พี อเหมาะ เพ่อื ให้น้ําหนักตัวอย่ใู นเกณฑ์มาตรฐาน ผูส้ ูงอายุ ผู้สูงอายุ ( Older ) หมายถึง วัยท่ีต่อจากวยั กลางคน อายุเกิน 60 ปี ปัจจุบันประเทศไทย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2550 โดยประเทศไทยมีประชากรสูงอายุ 60 ข้ึนไป คิดเป็นร้อยละ 10.7 และคาดการณ์ว่าสัดส่วนของประชากรสูงอายุจะเพ่ิมข้ึนอย่างต่อเน่ือง เป็นร้อยละ 20.5 ในปี 2556 และ รอ้ ยละ 32.2 ในปี 2583 (รศรินทร์ และคณะ, 2556, 17) 1. ความสําคัญของโภชนาในวัยผู้สูงอายุ การพัฒนาด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ ทันสมัย ส่งผลให้ประชากรมอี ายุขยั เฉล่ียยืนยาวข้ึน คอื อายขุ ยั เฉลีย่ 72 ปี ทาํ ให้จาํ นวนประชากรวัย สูงอายุเพิ่มมากข้ึน และนํามาซึ่งปัญหาของผู้สูงอายุในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาทางด้านสุขภาพ ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง และปัญหาทางโภชนาการที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ภาวะทพุ โภชนาการพบได้บ่อยในผปู้ ว่ ยที่รบั ไวร้ กั ษาตวั ในโรงพยาบาล โดยพบท้ังภาวะขาดสารอาหาร

115 ร้อยละ 44 ของผู้สูงอายุทางอายุรกรรมในโรงพยาบาล และร้อยละ 50 ของผู้สูงอายุทางศัลยกรรม (ประเสริฐ อัตสนั ตชยั , 2545, 36-59) 2. การจัดการโภชนาการสําหรับผ้สู ูงอายุ ผู้สูงอายุมักไม่ค่อยรับประทานอาหารครบถ้วนทุกหมู่ แต่จะเลือกอาหารท่ีกินง่าย เค้ียวง่าย บางครั้งรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ค่อยอยากกินอาหารหรือกินได้น้อยลง ทําให้ร่างกายขาดวิตามิน แร่ธาตุ สารอาหารต่าง ๆ ดังน้ัน จึงจําเป็นต้องให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารที่เพียงพอกับความต้องการของ ร่างกาย เพื่อช่วยซ่อมแซมเชลล์ท่ีสึกหรอ พลังงานและสารอาหารที่ผู้สูงอายุควรได้รับ ได้แก่ (อัจฉรา ดลวิทยาคณุ , 2558, 55-60) 2.1 พลังงาน เมื่ออายุมากขึ้นความต้องการพลังงานจะน้อยลง เน่ืองจากอวัยวะ ต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น หัวใจ ปอด ตับ ทํางานน้อยลง การทํางานของกล้ามเน้ือลดลง ความต้องการ พลังงานในระยะพักลดลง (หมายถึง พลังงานที่ร่างกายต้องการเพ่ือการทํางานของอวัยวะต่าง ๆ ในขณะที่ร่างกายพักผ่อน ซ่ึงข้ึนอยู่กับเพศ อายุ ขนาด และส่วนประกอบของร่างกาย) คณะกรรมการ ร่วม FAO/WHO เสนอแนะใหล้ ดพลงั งานในอาหารลง 5 % ต่อทกุ 10 ปี ของอายทุ เี พ่มิ ขึ้น จนถึงอายุ 59 ปี เม่อื อายุ 60-69 ปี ให้ลดพลังงานลง 10 % และเมื่ออายุ 70 ปี ข้ึนไป ให้ลดลง 20 % (กอง โภชนาการ, 2538, 25) ดังนั้น ผู้สูงอายุควรเลือกกินอาหารท่ีให้พลังงานน้อย ซ่ึงอาหารส่วนใหญ่ให้ พลังงานสูง ได้แก่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และอาหารหวาน อาหารเหล่าน้ีควรลด แต่ผู้สูงอายุมักกิน อาหารหวานมาก เพราะฟันไม่แข็งแรง พอที่จะเคี้ยวผัก ผลไม้ได้ นอกจากน้ีบางคนกินอาหารมาก เพ่ือชดเชยกับการท่ีไม่ได้รับการตอบสอนงทางอารมณ์ในทางอ่ืน ผู้สูงอายุควรระวังโรคอ้วน เพราะจะ ส่งผลให้เกิดโรคหลายอย่างตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ดังนั้น ควรกินอาหาร ใหเ้ พยี งพอกบั ความการของร่างกายและถูกหลักโภชนาการ และพยายามรักษานํ้าหนักตัวให้คงท่ีไม่ให้ อว้ นหรอื ผอมเกนิ ไป 2.2 โปรตีน สารอาหารโปรตีน จําเป็นในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ต้ังแต่ผิวหนัง กล้ามเน้ือ กระดูก เนื้อเย่ือต่าง ๆ ผู้สูงอายุควรลดการกินอาหารท่ีมีโปรตีนมากเกินไป เพราะร่างกายจะสะสมในรูปไขมันทําให้นํ้าหนักตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลทําให้ไตทํางานหนักในการขับสาร ยเู รีย ควรเลอื กรบั ประทานโปรตีนคุณภาพดี ไดแ้ ก่ เนอื้ สตั ว์ ไข่ นม ถว่ั เมล็ดแห้ง ปลา 2.3 ไขมัน ผู้สูงอายุจะลดปริมาณการกินไขมันลงไม่เกินร้อยละ 25-30 ของ ปริมาณพลังงานท้ังหมดต่อวัน และไขมันที่ได้รับควรเป็นกรดที่จําเป็น คือ กรดลิโนเอิก เพ่ือป้องกัน ภาวะไขมนั ในเลอื ดสงู ส่วนน้าํ มนั พชื ควรไดร้ บั ประมาณ 2-3 ช้อนโตะ๊ ตอ่ วนั 2.4 คาร์โบไฮเดรต ผู้สูงอายุต้องลดการกินอาหารคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะ นาํ้ ตาล และเลือกกินขา้ ว แปง้ เผอื ก ในปริมาณพอดี 2.5 วิตามิน ต้องการวิตามินเท่ากับวัยหนุ่มสาว แหล่งของวิตามินอยู่ในผัก และ ผลไม้สด 2.6 เกลือแร่ ผู้สงู อายตุ ้องการแร่ธาตเุ ทา่ เดมิ แรธ่ าตทุ ส่ี าํ คญั และเป็นปัญหาคอื 2.6.1 แร่ธาตุเหล็ก อาหารผู้อายุมีโปรตีนน้อย ทําให้ได้รับเหล็กไปด้วย การดดู ซึมในรา่ งกายน้อยกว่าวัยอื่น อาหารที่มีแร่ธาตุเหล็กมาก ได้แก่ ตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง เลือด เพ่ือ การดดู ซึมแร่ธาตเุ หลก็ ท่ีดขี ้ึน ควรกินผกั สด ผลไม้ที่มวี ิตามนิ ซดี ้วย

116 2.6.2 แคลเซียม การกินแคลเซียมน้อย การดูดซึม การเก็บไว้ในร่างกาย มีน้อยกว่าวัยหนุ่มสาว จึงทําให้เกิดปัญหาโรคกระดูกพรุน อาหารที่เป็นแหล่งแคลเซียม คือ ปลาเล็ก ปลานอ้ ย กุง้ แหง้ นม 2.7 น้ํา นํ้าสําคัญต่อร่างกายมาก ไม่ว่าจะอยู่ในชว่ งวัยใดตลอดชีวิตของมนุษย์ต้อง ดื่มนํ้า ผสู้ ูงอายุควรด่ืมน้าํ อย่างนอ้ ยวันละ 1.5 ลิตร 3. การจัดอาหารสําหรับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุต้องการปริมาณอาหารลดลง แต่ยังต้องการ สารอาหารอ่ืน ๆ เหมือนเดิม อาหารจึงต้องมีคุณภาพเหมาะสมกับร่างกาย คือ สารอาหารครบ 5 หมู่ และอาหารตอ้ งสมดลุ กบั ความตอ้ งการของร่างกาย 4. ชนิดอาหารที่ควรจัดใหผ้ ู้สูงอายรุ ับประทาน 4.1 เน้อื สัตว์ ไข่ นม ถ่วั เมลด็ แห้ง เนอ้ื สัตว์ควรทําให้สะดวกต่อการเคยี้ ว เช่น สับให้ ละเอยี ดหรอื ต้มให้เปื่อย และเน้ือปลา เหมาะกบั ผู้สูงอายุมากที่สุด ควรบริโภคไข่ สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง ดมื่ นมวนั ละ 1 แกว้ 4.2 ข้าว แป้ง ธัญพชื และนา้ํ ตาล ควรบรโิ ภคในปรมิ าณทเี่ หมาะสม 4.3 ผัก ควรเลอื กกนิ ผักหลาย ๆ ชนิดสลบั กัน แตต่ อ้ งตม้ หรอื นงึ่ ให้สุกนุ่ม 4.4 ผลไม้ สามารถบริโภคได้ทุกชนดิ และทุกวนั เพ่ือใหไ้ ดว้ ติ ามินและเส้นใย 4.5 ไขมันจากสัตว์ และพชื ควรใช้นํ้ามนั พชื ในการปรงุ อาหารและบรโิ ภคให้พอดี 5. หลักการเตรยี มอาหารสาํ หรับผู้สงู อายุ ผู้ดูแลเรอ่ื งอาหารควรปฏบิ ัติ ดงั น้ี 5.1 ลดปรมิ าณอาหารแต่ละม้อื และเพิม่ มอ้ื อาหารไดม้ ากขึน้ 5.2 บรโิ ภคอาหารใหค้ รบ 5 หมู่ ดื่มนมทกุ วัน วนั ละ 1-2 แกว้ 5.3 การประกอบอาหารควรทาํ ให้เคีย้ วง่าย เชน่ เนอื้ สัตว์ ควรสบั ละเอยี ด ต้มเปื่อย 5.4 ปรงุ รสชาตขิ องอาหารตามความชอบของแต่ละคน 5.5 จัดแตง่ อาหารโดยใชพ้ ืชผักที่มีสีสันสวยงาม 5.6 ให้บรโิ ภคมือ้ หนกั ตอนกลางวนั หรือบา่ ย 5.7 หลีกเลย่ี งการบรโิ ภคเครอ่ื งดม่ื ประเภท ชา กาแฟ ตาราง 5.13 ปริมาณอาหารท่ีแนะนาํ ให้ผสู้ งู อายุบรโิ ภคใน 1 วนั ชนดิ อาหาร ปริมาณ/วัน ข้อเสนอแนะ 4-5 ชอ้ นโตะ๊ ควรกินปลาเป็นประจาํ เนอ้ื สตั ว์ 240 มลิ ลิลติ ร นมพรอ่ งมันเนย 1 แก้วทกุ วนั นมสด 3-4 ฟอง/ แตถ่ า้ มีปัญหาไขมันและคอเลสเตอรอล ไข่ ในเลอื ดสูงควรเลือกกนิ แตไ่ ขข่ าว สัปดาห์ ใช้ประกอบเป็นอาหารคาว / หวาน ถ่ัว กนิ ประจาํ ควรเลอื กขา้ วหรืออาหารท่ผี า่ นการขัดสนี ้อย ขา้ วและอาหารประเภทแปง้ 6-8 ทพั พี ตําลงึ คะน้า ผกั บุ้ง ผักใบเขยี วสด/ตม้ 2 ทัพพี ฟกั ทอง แครอท มะเขอื เทศ ผักสีเหลืองเข้ม 1 ทพั พี หลกี เลีย่ งผลไมร้ สหวานจัด เชน่ ทเุ รียน ผลไม้/ผลไมส้ กุ ม้อื ละ 1 สว่ น ลําใย องนุ่

117 ตาราง 5.13 (ตอ่ ) ชนิดอาหาร ปริมาณ/วนั ข้อเสนอแนะ ไขมนั /นํา้ มันพืช 2 ชอ้ นโต๊ะ หลีกเล่ยี งไขมนั สัตว์ เนย นา้ํ ด่มื 6-8 แกว้ น้ําบรสิ ทุ ธแิ์ ละน้ําผลไม้คั้นสดได้บ้าง หลีกเลย่ี งน้ําอัดลม ชา กาแฟ ทีม่ า: ฝา่ ยโภชนาการ โรงพยาบาลศริ ิราช, 2560, ไม่มีเลขหน้า สรปุ ความต้องการอาหารและสารอาหาร ตลอดจนลักษณะอาหารมักแตกต่างกันตามแต่ละช่วง วัยของบคุ คล ตงั้ แต่หญิงตงั้ ครรภ์ หญงิ ใหน้ มบตุ ร วัยทารก วัยก่อนเรียน วัยเรียน วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่และ วัยทํางาน วัยสูงอายุ การมีความรู้ ความเข้าใจด้านโภชนาการในแต่ละช่วงวัยท่ีถูกต้อง ทําให้สามารถ จัดอาหารและกําหนดอาหารได้เหมาะสมกับความต้องการของบุคคลในแต่ละช่วงวัย การจัดการ โภชนาการท่มี ากหรือน้อยเกินไปนํามาซ่ึงปัญญาทางทุพโภชนาการและส่งกระทบต่อสุขภาพในช่วงวัย ต่อไปได้ เช่น หญิงต้ังครรภ์ท่ีมีภาวะขาดสารอาหารจะส่งผลให้ทารกท่ีคลอดออกมามีความบกพร่อง ทางโภชนาการได้ แบบฝกึ หัดบทท่ี 5 จงเขียนอธบิ ายเพอื่ ตอบคาํ ถามตอ่ ไปน้ี 1. การจัดการโภชนาการสาํ หรบั หญงิ ต้งั ครรภ์ มีรายละเอียดอะไรบา้ ง 2. โปรตีนมีความสาํ คัญกบั หญิงใหน้ มบุตรอยา่ งไร 3. ข้อแนะนําและวิธีการใหอ้ าหารเสริมสําหรับทารกมีแนวปฏิบตั อิ ยา่ งไร 4. หลกั การกําหนดอาหารสําหรบั เด็กกอ่ นวัยเรยี น มีแนวปฏิบัตอิ ยา่ งไร 5. ปัจจัยท่เี กีย่ วข้องกบั ภาวะโภชนาการของเดก็ วยั เรยี นมอี ะไรบา้ ง 6. การจดั อาหารสาํ หรับวัยรุ่น ควรปฏิบัติอยา่ งไร 7. ปญั หาโภชนาการในวัยผู้ใหญ่ มีอะไรบ้าง 8. การเตรยี มอาหารสาํ หรบั ผูส้ ูงอายุ ควรปฏิบตั อิ ย่างไร

118 เอกสารอ้างองิ กองโภชนาการ. (2538). การดแู ลตนเองดา้ นโภชนาการสําหรับผ้สู งู อาย. นนทบรุ ี: กรมอนามัย, กระทรวงสาธารสขุ ณัฐวรรณ เชาว์ลิลติ กลุ . (2552). รายงานการเฝ้าระวังการเจริญเตบิ โตของเด็ก. นนทบรุ ี: กระทรวง สาธารณสขุ . ธญั นนั ท์ อบถม. (2552). อาหารสาํ หรับหญิงตงั้ ครรภ.์ กรงุ เทพฯ: ไทยควอลิตบี้ คุ๊ ส์. นวลอนงค์ หลอ่ ดี. (2552). การรบั รปู้ ระโยชน์และอปุ สรรค ในการดแู ลสุขภาพก่อนการตงั้ ครรภ์ ของสตรวี ัยเจรญิ พนั ธ์.ุ พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. พัทธนันท์ ศรีมว่ ง. (2555). อาหารเพ่อื สขุ ภาพและโภชนบําบัด. กรงุ เทพฯ: เอ็ม แอนดเ์ อ็มเลเซอร์ พริ้นต.์ ฝ่ายโภชนาการ. โรงพยาบาลศริ ริ าช. (ม.ป.ป). โภชนาการหญงิ ให้นมบตุ ร. สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพนั ธ์ 2561, จาก :http://www.si.mahidol.ac.th/th/division/hph/admin/ news_files . (ม.ป.ป). โภชนาการเดก็ ทารก. สบื ค้นเมือ่ 1 กุมภาพันธ์ 2561, จาก: http://www.si.mahidol.ac.th/th/division/hph/admin/news_files/533_49_1.pdf . (ม.ป.ป). โภชนาการเดก็ ทารก. สืบค้นเมอ่ื 1 กมุ ภาพันธ์ 2561, จาก: http://www.si.mahidol.ac.th/th/division/hph/admin/news_files/532_49_1.pdf . (ม.ป.ป). โภชนาการเดก็ ก่อนวัยเรยี น. สบื คน้ เมอ่ื 1 กุมภาพนั ธ์ 2561,จาก: http://www.si.mahidol.ac.th/th/division/hph/admin/news_files /197_49_1.pdf . (ม.ป.ป). โภชนาการเดก็ ทารก. สบื คน้ เมือ่ 1 กุมภาพันธ์ 2561จาก: http://www.si.mahidol.ac.th/th/division/HpH/admin/news_files/145_49_1.pdf ประเสริฐ อตั สนั ตชยั . (2545). สถานภาพโภชนาการในผู้สงู อายุไทย. ขอนแก่น: โรงพิมพ์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ . พิมพ์พาภรณ์ กล่นั กล่นิ . (2555). การสรา้ งเสรมิ สุขภาพเด็กทุกชว่ งวยั . ขอนแกน่ : โรงพิมพ์คลัง นานาวิทยา. มรรยาท สุธรรมพิทกั ษ์. (2550). โภชนาการในระยะตงั้ ครรภ์และระยะให้นมบตุ ร: บทบาท พยาบาล. กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั มหดิ ล. รวีโรจน์ อนนั ตธนาชยั . (2542). โภชนศาสตรค์ รอบครวั . กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พส์ ถาบนั ราชภฏั สวน ดุสติ . รศรนิ ทร์ เกรย์ อมุ าภรณ์ ภัทรวาณิชย์ เฉลมิ พล แจม่ จันทร์ และ เรวดี สวุ รรณนพเกา้ . (2556). มโนทัศน์ใหมข่ องนิยามผู้สงู อายุ : มุมมองเชิงจิตวทิ ยาสงั คม และสขุ ภาพ. นครปฐม: มหาวทิ ยาลยั มหิดล. สมเกยี รติ คูอมรพฒั นะ. (2551). เมนูคุณแมต่ ั้งครรภ์เสรมิ อาหารใหล้ ูกน้อยตงั้ แตใ่ นครรภ.์ กรุงเทพฯ: แสงแดด. สาํ นักโภชนาการ. (2550). ปรมิ าณสารอาหารอ้างอิงท่ีควรไดร้ บั ประจาํ วันสาํ หรบั คนไทย พ.ศ. 2546. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสขุ .

119 อุมาพร สทุ ัศน์วรวุฒิ สุภาพรรณ ตันตราชวี ธร และสมโชค คณุ สนอง. (2552). คมู่ ืออาหารตามวัย สาํ หรับทารกและเดก็ เล็ก. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์ จํากัด. อัจฉรา ดลวทิ ยาคณุ . (2558). พ้ืนฐานโภชนบาํ บดั . กรงุ เทพฯ: โอ. เอส. พริน้ ตงิ้ . เฮ้าส์.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook