งส่ิงมีชีวิต เช่น ปแู สม Sesarma versicolor Sesarma versicolor คาํ ว่า versicolor แสดงว่ามีหลายสี
การตงั้ ช่ือตามลกั ษณะของสิ่งมีชีวิต
เช่น แมงดาทะเล Carcinoscorpius rotundicauda Carcinoscorpius rotundicauda คาํ ว่า rotundicauda แสดงว่ามีหางกลม
กา
ารตงั้ ชื่อตามสถานท่ีที่พบส่ิงมีชีวิต ยางพารา Hevea braziliensis Hevea braziliensis คาํ ว่า braziliensis แสดงว่ามีถ่ิน กาํ เนิดในประเทศบราซิล
การตงั้ ช่ือเพื่อเป็นเกียรติแก่คนที่พบ ไดโนเสารท์ ี่พบในประเทศไทย Martin, Buffetaut and Suteeth คาํ ว่า Phuwiangosaurus เป็นช คาํ ว่า Sirindhornae เป็นช่ือระบ รตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ Suteethornเป็นช่ือนามสกลุ ของ
บส่ิงมีชีวิต เช่น Phuwiangosaurus sirindhornae horn 1994 ชื่อจีนัสตามสถานที่ท่ีพบ บสุ ปี ชีส์ เป็นเกียรติแด่สมเดจ็ พระเทพ มารี คาํ ว่า Martin, Buffetaut and งคณะสาํ รวจที่พบไดโนเสารพ์ นั ธน์ุ ี้
การจดั จาํ แนกหมวดหมู่ ( กาํ หนดช่ือส่ิงมีชีวิต (nom การระบชุ นิด (identificati
(classification) menclature) ion)
ไดโคโตมสั คีย์ (dchotomous key) ใช้ในการระบชุ นิดหรอื กล่มุ ของสิ่งมีช การพิจารณาโครงสร้างทีละลกั ษณะจ ลกั ษณะที่ตรงข้ามกนั ) สิ่งมีชีวิตแต่ละกล่มุ จะมีไดโคโตมสั คีย กล่มุ ย่อยของส่ิงมีชีวิตนัน้ ๆ
ชีวิต จากลกั ษณะที่ใช้เป็นเกณฑใ์ น จากตวั เลือก 2 ตวั (มีหรือไม่มี หรือ ย์ เฉพาะท่ีเหมาะสมต่อการจาํ แนก
1 ก มีขน .......................................... 1 ข ไม่มีขน ..................................... 2 ก ขนเป็นเส้น (hair) ...................... 2 ข ขนเป็นแผงแบบขนนก (feather) 3 ก มีครีบค่แู ละช่องเหงอื ก ............. 3 ข ไมม่ ีทงั้ ครีบค่แู ละช่องเหงือก ....
................................ ดขู ้อ 2 .................................ดขู ้อ 3 ................................ สตั วเ์ ลีย้ งลกู ด้วยนม ) .............................. สตั วป์ ี ก ..................................ดขู ้อ 4 ...................................ดขู ้อ 5
4. ก มีแผน่ กระดกู ปิ ดช่องเหงอื ก มีช่อง 4. ข ไมม่ ีแผน่ กระดกู ปิ ดช่องเหงือกมีช่อ 5. ก ผิวหนังมีเกลด็ .............................. 5. ข ผิวหนังไม่มีเกลด็ ....................... สรปุ เป็นสตั วม์ ีกระดกู สนั หลงั แต่มีลกั ษณะบ แก้มปิ ดช่องเหงือก และเกลด็ ท่ีผิวหนัง ฯลฯ ดงั นัน้ สตั วเ์ ลือ้ ยคลานมีลกั ษณะ คือ ไม่มีขน ผิวหนังมีเกลด็
งเหงอื ก 1 ช่อง............ ปลากระดกู แขง็ องเหงือก 5 – 7 ช่อง.....ปลากระดกู อ่อน ............................สตั วเ์ ลือ้ ยคลาน .......................... สตั วส์ ะเทินนํ้าสะเทินบก บางอย่างที่แตกต่างกนั เช่น ลกั ษณะขน ครีบ น ไมม่ ีครีบคู่ ไมม่ ีแผน่ ปิ ดช่องเหงอื ก และ
1 ก รงั ไข่อย่เู หนือกลีบดอกและเกส 1 ข รงั ไข่อย่ใู ต้กลีบดอกและเกสรเพ 2 ก ผลเป็นฝัก ............................... 2 ข ผลไม่เป็นฝัก ..........................
สรเพศผู้ ......................... ดขู ้อ 2 พศผู้ ...............................ดขู ้อ 6 ........................................ ถวั่ ......................................... ดขู ้อ 3
3 ก เกสรเพศผมู้ ีเพียง 2 อนั ....... 3 ข เกสรเพศผมู้ ีมากกว่า 2 อนั .
.............................. มะลิ ............................... ดขู ้อ 4
5 ก ก้านชอู บั เรณูติดกนั เป็นหลอด 5 ข ก้านชอู บั เรณูไมเ่ ป็นหลอด แล 6 ก ดอกช่อเป็นกระจกุ แน่นเสมือน 6 ข ดอกเด่ียวหรือดอกช่อ แต่ไมเ่ ป 7 ก มีหใู บ ..................................... 7 ข ไมม่ ีหใู บ ................................
ด และมีจาํ นวนมาก ........... ชบา ละมีจาํ นวน 5 อนั .............. มะเขือ นดอกเดี่ยว ...................... ทานตะวนั ป็นกระจกุ แน่น ................ ดขู ้อ 7 ............................................ แตง ........................................... เขม็
สรปุ พืชดงั กล่าวต่างเป็นพืชใบเลีย้ ง กนั เช่น ตาํ แหน่งรงั ไข่ ลกั ษณะผล การติดของก้านชอู บั เรณู ประเภทข ดงั นัน้ ชบา มีลกั ษณะรงั ไข่อย่เู หนือ ฝัก เกสรเพศผมู้ ีมากกว่า 2 อนั ใบ ติดกนั เป็นหลอดและมีจาํ นวนมาก
งคู่ แต่มีลกั ษณะบางอย่างที่แตกต่าง ล จาํ นวนเกสร การจดั เรียงของใบ ของดอก และการมีหใู บ อกลีบดอกและเกสรเพศผู้ ผลไมเ่ ป็น บติดกบั กิ่งแบบสลบั ก้านชอู บั เรณู
ส่ิงมีชีวิตเกิดจากอาํ นาจนอกเหนือธรรมชา สิ่งมีชีวิตเกิดจากสปอรข์ องโลกอื่น (Cosmo ส่ิงมีชีวิตเกิดจากสิ่งไมม่ ีชีวิต (Spontaneou สิ่งมีชีวิตเกิดจากส่ิงมีชีวิต (Biogenesis) ส่ิงมีชีวิตเกิดจากวิวฒั นาการทางเคมี (Che
าติ (Special Creation) ozonic Theory) us Generation) emical Theory)
หลยุ เคม กาํ เ
ยส์ พาสเตอร์ (Louis Pasteur) นัก มีชาวฝรงั่ เศส พิสจู น์ได้ว่าสิ่งมีชีวิต เนิ ดมาจากส่ิงมีชีวิตเท่านัน้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168