Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บันทึกกรรมฐาน

Description: บันทึกกรรมฐาน.

Search

Read the Text Version

Re#1 �������������p(cC4.Sin3d)d.ind1d 1 114//11/42/51547 317:1:538::4522 PM

บันทกึ กรรมฐาน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ISBN 978-616-348-607-3 พมิ พ์ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๖ จำนวน ๕๐,๐๐๐ เลม่ ท่ปี รึกษา สมเด็จพระวันรัต พระเทพปรยิ ตั วิ มิ ล กองบรรณาธิการ พระศากยวงศ์วิสุทธ์ิ รศ.สเุ ชาวน์ พลอยชุม บรรณาธกิ ารสรา้ งสรรค์และวาดภาพ ธีรโพธิภิกขุ (อาจารย์ธรี ะพนั ธ์ุ ลอไพบูลย)์ ผจู้ ดั พมิ พ ์ รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช พมิ พ์โดยเสดจ็ พระราชกศุ ลในการพระศพ สมเดจ็ พระญาณสังวร สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พมิ พ์ท่ ี Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd2d 2-3 14/1/2557 17:58:52

คำนำ นบั แตเ่ จา้ พระคณุ สมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเดจ็ พระสงั ฆราช สกลสงั ฆปรณิ ายก สิ้นพระชนมเ์ มอ่ื วันที่ ๒๔ ตลุ าคม ๒๕๕๖ และเชิญพระศพมาประดิษฐาน ณ พระตำหนักเพ็ชร เม่ือวันท่ี ๒๕ ตลุ าคม ๒๕๕๖ ไดม้ พี ทุ ธศาสนกิ ชนและสาธชุ นมาถวายความ เคารพพระศพเปน็ จำนวนมาก ทง้ั กลางวนั และกลางคนื ต่อเนื่องมา ตง้ั แตบ่ ดั นนั้ จนบดั นี้ แสดงถงึ พระบารมธี รรมของเจา้ พระคณุ สมเดจ็ ฯ ที่ปกแผ่ไปยังพุทธศาสนิกชนและสาธุชนทุกหมู่เหล่าและแสดงถึง ความเคารพนับถือที่พุทธศาสนิกชนและสาธุชนทุกหมู่เหล่ามีต่อ เจา้ พระคุณสมเดจ็ ฯ อันเปน็ แรงบนั ดาลใจใหบ้ ุคคลเหล่าน้นั ไม่ว่า จะอยู่ใกล้ไกลเพียงไรก็ต้ังใจเดินทางมาถวายความเคารพพระศพ อย่างเนืองแน่นต่อเน่ือง ด้วยความสำนึกในพระเมตตาธรรมและ ความกรณุ าคณุ ของเจา้ พระคุณสมเด็จฯ เพ่ือให้พุทธศาสนิกชนและสาธุชนผู้มาถวายความเคารพ พระศพได้มีสงิ่ อนสุ รณ์ อนั เนอ่ื งด้วยเจา้ พระคณุ สมเดจ็ ฯ ไว้เปน็ ที่ ระลึกและปล้ืมปิติ ทางวัดบวรนิเวศวิหารจึงได้จัดพิมพ์พระนิพนธ์ ของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ พร้อมด้วยพระรูปน้อมถวายพระกุศลและ แจกเป็นปฏิการแก่ทุกท่าน ดังที่ปรากฏอยู่ในมือของท่านทั้งหลาย บดั น้ี วดั บวรนเิ วศวหิ าร ๑๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๖ pc4.indd 3 141/1//1245/5174 137::5183::5432 PM

พระประวตั ิ สมเด็จพระญาณสังวร สมเดจ็ พระสังฆราช สกลมหาสงั ฆปริณายก (สุวฑฒฺ นมหาเถร เจริญ คชวัตร) วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๒ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา สมเด็จ พระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร เป็น สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นับเป็นสมเด็จ พระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ลุถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๖ นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช ที่ทรงดำรงตำแหน่ง ยาวนานกว่าสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใด ๆ ในอดีตท่ีผ่านมา คือ ๒๔ ปี วันที่ ๓ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เปน็ วนั คลา้ ยวนั ประสูติ ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกล มหาสังฆปริณายก (สุวฑฺฒนมหาเถร) ทรงเจริญพระชนมายุ ๑๐๐ พรรษาบรบิ ูรณ์ นับเปน็ สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหาสงั ฆ ปริณายก ท่ีเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนานกว่า สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ใดๆ ในอดีตที่ผ่านมา ทั้งทรงดำรงตำแหน่งต่างๆ ทาง คณะสงฆ์ยาวนานกว่าพระองค์อื่นๆ คือ ทรงดำรงตำแหน่งเจ้า คณะใหญ่คณะธรรมยุต ๒๕ ปี ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหาร ๕๒ ปี นับเป็นบุญบารมีในทางปรหิตปฏิบัติ Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd4d 4-5 14/1/2557 17:58:53

ของเจา้ พระคุณสมเดจ็ พระสังฆราช ซงึ่ ยากที่จะมีเปน็ สาธารณะแก่ บคุ คลท่ัวไป สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหา สังฆปริณายก (สุวฑฺฒนมหาเถร) มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ทรงมพี ระชาตภิ มู ิ ณ จงั หวัดกาญจนบรุ ี เมอื่ วนั ที่ ๓ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมอ่ื พระชนมายุ ๑๔ พรรษา ณ วดั เทวสังฆาราม กาญจนบุรี แลว้ เข้ามาอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จน พระชนมายุครบอุปสมบท และทรงอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศ วิหารเมื่อวันท่ี ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๖ โดยสมเด็จ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ไดป้ ระทบั อยูศ่ ึกษา ณ วดั บวรนิเวศวหิ าร ตลอดมาจนกระท่ังสอบ ได้เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค เม่อื พ.ศ. ๒๔๘๔ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงดำรงสมณศักด์ิ มาโดยลำดบั ดงั นี้ ทรงเป็นพระราชาคณะชน้ั สามญั พระราชาคณะ ช้ันราช และพระราชาคณะช้ันเทพ ในราชทินนามที่ พระโศภน คณาภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะ ชน้ั ธรรมท่ี พระธรรมวราภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชน้ั เจา้ คณะรองท่ี พระสาสนโสภณ ทรงเปน็ สมเด็จพระราชาคณะท่ี สมเด็จพระญาณสังวร และทรงได้รับ พระราชทานสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปรณิ ายก pc4.indd 5 141/1//1245/5174 137::5183::5432 PM

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นผู้ใคร่ในการ ศึกษา ทรงมีพระอัธยาศัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญ โดยเฉพาะในด้านภาษา ทรงศึกษาภาษาต่าง ๆ เช่น อังกฤษ ฝรัง่ เศส เยอรมัน จนี และ สันสกฤต จนสามารถใช้ประโยชน์ได้ เป็นอย่างดี กระท่งั เจ้าพระคณุ สมเดจ็ พระสังฆราชเจ้า กรมหลวง วชริ ญาณวงศ์ พระอปุ ชั ฌายท์ รงเหน็ วา่ จะเพลนิ ในการศกึ ษามากไป วันหนึ่งทรงเตือนว่า ควรทำกรรมฐานเสียบ้าง เปน็ เหตุใหพ้ ระองค์ ทรงเร่ิมทำกรรมฐานมาแต่บัดนั้น และทำตลอดมาอย่างต่อเนื่อง จงึ ทรงเปน็ พระมหาเถระทที่ รงภมู ธิ รรม ทง้ั ดา้ นปรยิ ตั แิ ละดา้ นปฏบิ ตั ิ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงศึกษาหาความรู้ สมัยใหม่อยู่เสมอ เป็นเหตุให้ทรงมีทัศนะกว้างขวาง ทันต่อ เหตุการณ์บ้านเมือง ซ่ึงเป็นประโยชน์ต่อการส่ังสอนและเผยแผ่ พระพุทธศาสนาเปน็ อย่างมาก และทรงนพิ นธ์หนังสอื ทางพระพทุ ธ ศาสนาได้อย่างสมสมัย เหมาะแก่บุคคลและสถานการณ์ในยุค ปัจจุบนั และทรงสงั่ สอนพระพุทธศาสนาทงั้ แก่ชาวไทยและชาวตา่ ง ประเทศ ในด้านการศึกษา ได้ทรงมีพระดำริทางการศึกษาที่กว้าง ไกล ทรงมีส่วนร่วมในการก่อต้ังมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่ง แรกของไทย คือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยมาแต่ต้น ทรงริเร่ิมให้มีสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศขึ้นเป็นคร้ัง แรก เพื่อฝึกอบรมพระธรรมทูตไทย ที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจในต่าง ประเทศ Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd6d 6-7 14/1/2557 17:58:53

ทรงเป็นพระมหาเถระไทยรูปแรก ที่ได้ดำเนินงาน พระธรรมทูตในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเร่ิมจากทรงเป็น ประธานกรรมการอำนวยการสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไป ตา่ งประเทศ เป็นรูปแรก เสดจ็ ไปเป็นประธานสงฆ์ในพธิ ีเปิดวัดไทย แห่งแรกในทวีปยโุ รป คอื วัดพุทธปทปี ณ กรงุ ลอนดอน สหราช อาณาจักร ทรงนำพระพุทธศาสนาเถรวาทไปสู่ทวีปออสเตรเลีย เปน็ ครงั้ แรก โดยการสรา้ งวัดพทุ ธรงั ษขี ้ึน ณ นครซดิ นีย์ ทรงให้ กำเนิดคณะสงฆ์เถรวาทขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ทรงช่วยฟ้ืนฟู พระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศเนปาล โดยเสด็จไปให้การ บรรพชาแก่ ศากยะกุลบุตรในประเทศเนปาลเป็นคร้ังแรก ทำให้ ประเพณีการบวชฟื้นตัวข้ึนอีกคร้ังหนึ่งในเนปาลยุคปัจจุบัน ทรง อุปถัมภ์การสร้างวัดแคโรไลนาพุทธจักรวนาราม สหรัฐอเมริกา ทรงเจริญศาสนไมตรีกับองค์ดาไลลามะ กระท่ังเป็นที่ทรงคุ้นเคย และได้วิสาสะกันหลายคร้ังและทรงเป็นพระประมุขแห่งศาสนจักร พระองค์แรกที่ได้รับทูลเชิญให้เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเปน็ ทางการในประวัติศาสตร์จนี เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นนักวิชาการ และนักวิเคราะห์ธรรมตามหลักการของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ธัมมวิจยะ เพื่อแสดงให้เห็นว่า พุทธธรรมน้ันสามารถประยุกต์ใช้ กับกิจกรรมของชีวิตได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพ้ืนฐานไปจนถึงระดับ สูงสุด ทรงมีผลงานด้านพระนิพนธ์ท้ังที่เป็นภาษาไทยและภาษา องั กฤษจำนวนกวา่ ๑๐๐ เรอ่ื งประกอบดว้ ยพระนพิ นธแ์ สดงคำสอน pc4.indd 7 141/1//1245/5174 137::5183::5432 PM

ทางพระพุทธศาสนาท้งั ระดบั ตน้ ระดบั กลาง และระดบั สูง รวมถงึ ความเรียงเชิงศาสนคดีอีกจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีคุณค่าควรแก่การ ศึกษา สถาบันการศึกษาของชาติหลายแห่งตระหนักถึงพระปรีชา สามารถและคุณค่าแห่งงานพระนิพนธ์ ตลอดถึงพระกรณียกิจที่ ทรงปฏิบัติ จึงได้ทูลถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นการ เทิดพระเกียรติหลายสาขา นอกจากพระกรณียกิจตามหน้าที่ตำแหน่งแล้ว ยังได้ทรง ปฏิบัติหน้าท่ีพิเศษ อันมีความสำคัญย่ิงอีกหลายวาระ กล่าวคือ ทรงเป็นพระอภิบาลในพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เมื่อครั้งทรงพระผนวช เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ พร้อมทั้งทรงถวายความรู้ในพระธรรมวินัย ตลอดระยะเวลาแห่ง การทรงพระผนวช ทรงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ในสมเด็จ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราช กุมาร เมือ่ ครง้ั ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๑ เจ้าพระคณุ สมเดจ็ พระญาณสงั วร ไมเ่ พียงแค่สร้างศาสน ธรรม คอื คำสอนมอบไวเ้ ปน็ มรดกธรรมแกพ่ ุทธศาสนิกชน และแก่ โลกเท่าน้ัน แต่ยังได้ทรงสร้างวัตถุธรรมอันนำสุขประโยชน์สู่ ประชาชนท่ัวไป มอบไว้เป็นมรดกของแผ่นดินอีกเป็นจำนวนมาก อาทิ วัดญาณสังวราราม ชลบุรี วัดรัชดาภิเษก กาญจนบุรี วัดวังพุไทร เพชรบุรี วัดล้านนา ญาณสังวราราม เชียงใหม่ พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี เชียงราย โรงพยาบาลสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต กาญจนบุรี Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd8d 8-9 14/1/2557 17:58:53

ตึกสกลมหาสังฆปริณายก ในโรงพยาบาลและโรงเรียนในถิ่น ธรุ กันดาร ๑๙ แหง่ โรงพยาบาลสมเด็จพระสงั ฆราช พระองค์ท่ี ๑๙ ท่าม่วง กาญจนบุรี ตึกวชิรญาณวงศ์ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาร โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ ตกึ ภปร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงเรียนสมเดจ็ พระปิยมหาราชรมณียเขต กาญจนบุรี และวัดไทยในต่างประเทศ อกี หลายแหง่ เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงดำรงตำแหน่ง หนา้ ทสี่ ำคญั ทางการคณะสงฆใ์ นดา้ นตา่ ง ๆ มาเปน็ ลำดบั เปน็ เหตใุ ห้ ทรงปฏิบตั ิ พระกรณยี กิจเป็นประโยชน์ตอ่ พระศาสนา ประเทศชาติ และประชาชน เป็นเอนกประการ นับได้ว่าทรงเป็นพระมหาเถระที่ ทรงเพียบพร้อมด้วยอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ และทรงเป็นครุ ฐานยี บุคคลของชาติ ทง้ั ในด้านพทุ ธจักรและอาณาจกั ร เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นท่ีเคารพ สักการะตลอดไปถึงพุทธศาสนิกชนในนานาประเทศ ด้วยเหตุน้ี ทางรัฐบาลสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ จึงได้ทูลถวาย ตำแหน่ง อภิธชมหารัฐคุรุ อันเป็นสมณศักดิ์สูงสุดแห่งคณะสงฆ์ เมียนมาร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔ และที่ประชมุ ผู้นำสูงสุดแหง่ พุทธ ศาสนาโลก เมอื่ พ.ศ. ๒๕๕๕ ไดท้ ูลถวายตำแหน่ง “ผู้นำสงู สดุ แห่งพระพทุ ธศาสนาโลก” ถึง พ.ศ. ๒๕๔๓ พระสุขภาพของเจ้าพระคุณสมเด็จ พระญาณสังวร ถดถอยลง เนอ่ื งจากทรงเจรญิ พระชนมายุมากขึน้ pc4.indd 9 141/1//1245/5174 137::5183::5432 PM

ไม่อำนวยให้ทรงปฏิบัติพระศาสนกิจต่าง ๆ ได้โดยสะดวก จึง เสด็จเข้าประทับรักษาพระองค์ ณ ตึกวชิรญาณ-สามัคคีพยาบาร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เมื่อวันท่ี ๒๐ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ในช่วงแรก ๆ ยงั เสดจ็ กลับไปประทบั ณ วดั บวรนิเวศวหิ าร เปน็ ระยะ ๆ คร้งั ละ ๓-๔ วนั และเสดจ็ ไปสดับพระปาติโมกข์ ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ทุกวัน ธรรมสวนะเดือนเพ็ญและเดือนดับ กระทั่งพระสุขภาพไม่อำนวย คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพยาบาลจึงกราบทูลให้งดการเสด็จไป สดบั พระปาติโมกข์ดงั กล่าว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ เปน็ ต้นมา ถึงวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ พระอาการ ประชวรโดยทวั่ ไปทรดุ ลง คณะแพทยจ์ งึ ไดถ้ วายการผา่ ตดั พระอนั ตะ (ลำไส้) และพระอันตคุณ (ลำไส้น้อย) หลังการผ่าตัด ทรงมีพระ อาการท่ัวไปเป็นท่ีพอใจของคณะแพทย์ ถึงวันท่ี ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เรม่ิ มพี ระอาการความดนั พระโลหติ ลดลง แตม่ กี าร กระเต้ืองขึ้นเป็นระยะ ๆ กระท่ังถึงวันท่ี ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ความดนั พระโลหติ ลดลงถงึ ๒๐ และคงตวั อยรู่ ะยะหนง่ึ ถงึ เวลา ๑๙.๓๐ น. ความดนั พระโลหติ ลงถงึ ๐ ในทนั ทที นั ใด คณะแพทยไ์ ดอ้ อกแถลงการณใ์ นเวลาตอ่ มาวา่ เจา้ พระคณุ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปรณิ ายก สิ้นพระชนม์ดว้ ยการตดิ เชอ้ื ในกระแสพระโลหติ เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ เวลา ๑๙.๓๐ น. สิริพระชนมายุ ได้ ๑๐๐ พรรษากับ ๒๑ วนั Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd1d0 10-11 14/1/2557 17:58:53

บนั ทกึ กมั มัฎฐาน pc4.indd 11 141/1//1245/5174 137::5183::5433 PM

สารบญั กายานุปัสสนา ๑ - อานาปานปพั พะ ๑ - อิริยาบถปพั พะ สมั ปชญั ญปพั พะ ปฏิกูลปัพพะ ๑๑ - ธาตุปัพพะ ๑๗ - นวสวี ถกิ าปัพพะ ๒๕ ๓๓ เวทนานปุ ัสสนา ๓๖ จิตตานปุ สั สนา ๓๙ ธัมมานปุ สั สนา ๓๙ ๔๗ - นวิ รณ์ ขันธ์ อายตนะ ๕๘ - โพชฌงค์ - อริยสัจจ์ ๔ Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd1d2 12-1 14/1/2557 17:58:53

กายานปุ ัสสนา อานาปานปพั พะ การปฏบิ ัติธรรมเปน็ ความมุ่งหมายสำคัญของพระพุทธ ศาสนา เพราะการเรียนเป็นส่วนปริยัติ จะได้ผลก็ต้องมีการ ปฏิบตั ิ การปฏบิ ัตสิ ำหรับบรรพชติ คอื ผู้บวชในพระพทุ ธศาสนา เบ้อื งตน้ คอื การปฏิบตั ิพระวนิ ัย ซ่งึ เปน็ ส่วนศีล แตก่ ารปฏบิ ัติ พระวินัยยังมีข้อที่จะต้องปฏิบัติ ซึง่ เป็นสว่ นศลี นัน้ เป็นสิกขาท่ี หนึ่ง สืบขึ้นไปอีก คือสมาธิและปัญญา เม่ือมุ่งผลของการ ปฏิบัติที่สูงข้ึน ก็ต้องปฏิบัติในสมาธิและในปัญญาตามหลัก พระพุทธศาสนาอกี ด้วย ฉะน้ัน ในบัดน้ีจะได้แสดงถึงหลักปฏิบัติสมาธิก่อน สมาธิคือการทำจิตให้ต้ังม่ันแน่วแน่ในอารมณ์อันเดียว ซ่ึงเป็น อารมณ์ของสมาธิ เพราะว่าจิตน้ีมีปกติด้ินรนกวัดแกว่งรักษา ยาก ห้ามยาก แต่ก็อาจท่ีจะทำให้สงบได้ อาจที่จะรักษาได้ 1 pc4.indd 13 141/1//1245/5174 137::5183::5433 PM

ห้ามได้ ดว้ ยใชส้ ติกำหนดอารมณ์ของสมาธิ อารมณข์ องสมาธิ นั้นมีมาก แต่ในบัดน้ีจะแสดงเพียงข้อหนึ่ง คือ อานาปานสติ สตกิ ำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ในสตปิ ฏั ฐานสูตรทา่ น สอนให้ผู้ที่จะทำสมาธิข้อน้ี นั่งขัดบัลลังก์คือขัดสมาธŸิ ต้ังกาย ตรง ดำรงสติ มสี ตมิ น่ั มสี ตหิ ายใจเข้า มีสติหายใจออก และ ให้ตัง้ สตกิ ำหนดเป็นขั้นๆ ไปคอื ๑. หายใจเขา้ ยาวก็ให้รู้ หายใจออกยาวกใ็ หร้ ู้ ๒. หายใจเขา้ ส้นั ก็ใหร้ ู้ หายใจออกสัน้ กใ็ หร้ ู้ ๓. ศึกษาคือสำเหนียกกำหนดกายทั้งหมดหายใจ เขา้ ศกึ ษา คอื สำเหนียกกำหนดกายท้งั หมดหายใจออก ๔. ศึกษาคือสำเหนียกกำหนดสงบระงับกายสังขาร เคร่ืองปรุงกายอันหมายถึงลมหายใจ หายใจเข้าศึกษาคือสำ เหนียกกำหนดสงบระงับกายสังขาร เคร่ืองปรุงกายอันหมาย ถึงลมหายใจ หายใจออก 2 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd1d4 2-3 14/1/2557 17:58:53

ท่านแสดงไว้เป็น ๔ ข้ัน ควรทำความเข้าใจเรื่องลม หายใจทั้ง ๔ ขั้นน้ี โดยสังเขป คือเมื่อยังมิได้ปฏิบัติทำจิตให้ สงบ ลมหายใจก็หยาบ มีระยะท่ีหายใจยาว อีกอย่างหนึ่ง ตอ้ งการสูดลมหายใจยาว ก็ทำการสูดหายใจใหย้ าวได้ สำหรับ ในข้ันนี้จะทำการสูดลมหายใจให้ยาวอย่างออกกำลัง หรือ หายใจโดยปกติน่ันแหละ แต่เมื่อยังไม่ทำสมาธิ ก็ยาวคือว่า หยาบ เมอ่ื เช่นนก้ี ็ให้ทำสตใิ ห้รูอ้ ยู่ เข้ายาวก็ใหร้ ู้ ออกยาวกใ็ ห้รู้ คราวน้ีเม่ือทำสมาธิ จิตละเอียดเข้า ลมหายใจก็ ละเอยี ดเข้า ชว่ งหายใจกส็ ัน้ เข้า เม่อื เป็นเชน่ น้ีก็ใหร้ ู้ คือวา่ เข้า สนั้ กใ็ ห้รู้ ออกสัน้ ก็ให้รู้ ต่อจากนี้กศ็ กึ ษา คือสำเหนียกกำหนดใหร้ ู้กายทั้งหมด น้ี ในปฏิสัมภิทามรรคอธิบายว่า กายมี ๒ คือ รูปกายและ นามกาย รูปกายได้แก่รูปขันธ์ ก็ให้รู้ว่ารูปขันธ์มีอิริยาบถใน ปัจจุบันน้ีเป็นอย่างไร อิริยาบถใหญ่เป็นอย่างไร อิริยาบถน้อย เป็นอย่างไร ตลอดจนให้รู้ลมหายใจ ซ่ึงก็จัดว่าเป็นรูปขันธ์ 3 pc4.indd 15 141/1//1245/5174 137::5183::5434 PM

เหมอื นกัน นเ้ี รียกว่ารูปกาย และใหร้ ู้นามกาย คอื ใหร้ คู้ วามคดิ ให้รู้สัญญาคือความกำหนดในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร คอย กำหนดให้รู้ท้ังรูปกายและนามกายท้ังหมด แต่ว่าในข้อน้ี ใน วิสุทธิมรรคอธิบายแคบเข้ามาว่า กายท้ังหมดนี้หมายถึง กองลมทั้งหมด ซ่ึงโดยปกติเม่ือหายใจเขา้ ลมกจ็ ะตงั้ ตน้ ที่จมูก กลางท่ีหทัยลงไปถึงนาภี เมื่อขาออกก็จากนาภีมาหทัยแล้วก็ มาจมูก ก็ให้กำหนดรู้ใหต้ ลอดสายทง้ั เขา้ ทัง้ ออก คราวนี้ก็มาถึงข้ันท่ี ๔ คือ ศึกษาสำเหนียกกำหนด สงบระงับกายสังขาร คือลมหายใจ หายใจเข้า หายใจออก กำหนดลมหายใจท่ีเป็นไปโดยปกติ ที่เมื่อจิตละเอียด หายใจก็ ละเอียดเข้า เม่ือเป็นเช่นนี้ก็รักษาความละเอียดไว้ และคอย กำหนดจิตให้ละเอียดยง่ิ ข้ึน และรกั ษาลมหายใจที่ละเอยี ดนั้นไว้ ให้ละเอียดย่ิงข้ึน ปล่อยให้เป็นไปตามปกติธรรมดาที่เป็น ไม่ เกรง็ ตวั ไม่บงั คบั ลม ถ้าไปเกรง็ ตวั ไปบงั คับลม ก็อาจจะทำให้ เกิดเกร็งกาย หายใจฮดื ฮาด เป็นปลุกตัว ทำใหร้ า่ งกายบางทกี ็ 4 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd1d6 4-5 14/1/2557 17:58:54

เอะอะตึงตัง ซึง่ น่นั ไมใ่ ช่เปน็ วิธปี ฏบิ ัติในอานาปานสติ วิธีปฏิบตั ิ ในอานาปานสติน้นั ตอ้ งกำหนดใหล้ ะเอียดยิ่งขึน้ นกี่ ็เปน็ สขี่ ้ัน แต่ว่าในทางปฏิบตั นิ นั้ สำหรับขั้นที่หนึ่ง ข้นั ที่สอง ก็ กำหนดไปตามที่เป็น สำหรับในขั้นสี่ก็เป็นผลท่ีละเอียดเข้า ความสำคัญจึงอยู่ในข้ันท่ีสาม ข้ันที่สามน้ันในเบ้ืองต้น ก็อาจ จะต้องคอยตามลมเข้า ตามลมออก ตามลมท่ีเข้าก็คือส่งจิต จากนาสิกไปอุระ (หรือหทัย) แลว้ กไ็ ปนาภี ขาออกกจ็ ากนาภี มาอุระ แล้วก็ออกนาสิก เช่นน้ี จิตยังไม่สงบ เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนให้กำหนดจุดไว้จุดหน่ึงเพียงจุดเดียว ในตำราปฏิ สัมภิทามรรคและวิสุทธิมรรค ท่านสอนให้กำหนดจุดที่ลม กระทบ ในท่ีต้นทางเข้าและในท่ีปลายทางออก คือถ้าคนจมูก ยาวกท็ ่กี ระพ้งุ จมูก ถา้ คนจมูกส้นั กท็ ี่รมิ ฝีปากเบอ้ื งบน แต่วา่ ที่ ไหนนั้น ก็สุดแต่ละบุคคล ให้สังเกตดูว่าเมื่อหายใจเข้า ลม กระทบที่ไหนก่อน ที่ริมฝีปากเบื้องบนหรือท่ีกระพุ้งจมูก ก็ให้ กำหนดไว้ที่จุดน้ัน และเมื่อออก ลมออกก็จะมากระทบที่น่ัน 5 pc4.indd 17 141/1//1245/5174 137::5183::5444 PM

จุดท่ีลมกระทบเม่ือเข้าและเมื่อออกน้ัน เรียกว่านิมิต แปลว่าท่ี กำหนดจิต เมื่อกำหนดจิตไว้ท่ีกำหนดไว้ดังน้ี เม่ือหายใจเข้า ลมกระทบท่ีนิมิตคือท่ีกำหนดจิตอันนี้ก็รู้ เม่ือลมหายใจออกมา กระทบท่ีนิมิตที่กำหนดจิตอันน้ีก็รู้ และเมื่อให้จิตกำหนดอยู่ใน จดุ นี้ รูอ้ ยเู่ สมอดงั นี้ กช็ ือ่ ว่าไดร้ ูก้ องลมท้งั หมด เปรยี บเหมอื น อย่างว่าคนเล่ือยไม้ ก็มองกำหนดดูอยู่ที่ไม้ตรงท่ีเลื่อยเล่ือยอยู่ ก็เห็นไม้ท่ีตรงนั้นด้วย เห็นเล่ือยอยู่ท่ีตรงน้ันด้วย กำหนดอยู่ท่ี จุดน้ันจุดเดียว ไม่ต้องดูเลื่อยทั้งหมดท่ีเสือกไปเสือกมาทำการ เลื่อย ดูอยู่จดุ เดียว คือทไ่ี มต้ รงเล่ือยถูกนัน้ เพยี งจุดเดยี ว และ เมอ่ื เหน็ อยู่ทจี่ ดุ น้ันจุดเดยี ว ก็เปน็ อันวา่ ได้เหน็ ทง้ั หมด กำหนด จติ ใหอ้ ยตู่ รงนีจ้ ดุ เดียว ในการที่ต้ังสติกำหนดอยูท่ ่จี ุดเดียวนี้ เพ่ือจะช่วยใหจ้ ติ กำหนดมั่นคง ท่านก็สอนวิธีเป็นอุบายสำหรับช่วยต่างๆ เช่น สอนใหน้ ับ ดังในวสิ ทุ ธิมรรคสอนให้นบั นบั ช้านับเร็ว นับช้าก็ คือหายใจเขา้ นบั ๑ หายใจออกนับ ๑, เข้า ๒ ออก ๒, 6 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd1d8 6-7 14/1/2557 17:58:54

เขา้ ๓ ออก ๓, แลว้ ก็ ๔-๔, ๕-๕ แลว้ ก็กลับไป ๑-๑ จนถงึ ๕-๕ แล้วต่ออกี เปน็ ๖-๖ แลว้ กลบั ไป ๑-๑ จนถึง ๗-๗ แล้วกก็ ลบั ไป ๑-๑ จนถงึ ๘-๘ แลว้ กก็ ลบั ไป ๑-๑ จนถงึ ๙-๙ แลว้ ก็กลับไป ๑-๑ จนถึง ๑๐-๑๐ แลว้ ก็ กลับไป ๑-๑ จนถงึ ๕-๕ แล้วก็กลับไป ๑-๑ จนถึง ๖-๖ ย้อนไปใหมด่ งั นี้อยู่เสมอ จนจติ เชือ่ งเข้าพอจะอยู่ท่กี ็เปลย่ี นเปน็ นบั เร็ว คือไมน่ บั คู่ แตว่ ่านบั เดี่ยว หายใจเขา้ ๑ หายใจออก ๒ เปน็ ต้น เมือ่ จติ เชอื่ งเข้าอย่ทู แี่ ล้วก็ทิง้ การนบั กำหนดอยทู่ ี่ จุดน้ันเสมอ ไม่ให้คลาดเคลื่อนไป แต่ว่าบางอาจารย์ก็สอน อย่างอื่น ให้หายใจเข้าว่า พุท หายใจออกว่า โธ แต่ว่าวิธี เหล่านเ้ี ปน็ วธิ อี ุปกรณ์ สดุ แตว่ ่าใครจะชอบอย่างไร ใครจะใช้วธิ ี นับ ใช้นับอย่างท่ีสอนไว้ในวิสุทธิมรรค หรือจะใช้อย่างอ่ืนก็ สุดแตจ่ ะชอบ เช่นว่า จะนับ ๑ ไปจนถงึ ๑๐ ทีเดียว แล้ว กลบั นับ ๑ ถงึ ๑๐ ใหม่ อย่างน้ีกไ็ ม่ขดั ขอ้ งอะไร เพราะเป็น อบุ ายเท่านั้น 7 pc4.indd 19 141/1//1245/5174 137::5183::5444 PM

๑. ตอ้ งมอี าตาปะ แปลวา่ มคี วามเพยี ร หมายความวา่ ตั้งใจไว้ว่าจะทำสมาธิเป็นเวลาเท่าไร เม่ือไร ก็ต้องทำตามท่ี ต้ังใจ รักษาสัจจะคือความต้ังใจจริงเอาไว้ และก็ทำให้ได้จริง ตามท่ีกำหนดไว้ ไม่ให้เหลวไหล เบื่อก็ต้องทนให้ครบตามที่ ตั้งใจไว้ ๒. ตอ้ งมีสัมปชานะ คอื ความรตู้ วั คือใหม้ ีความร้อู ยู่ เสมอ ไมใ่ หเ้ ผลอตวั ยิ่งสมาธิละเอียดเทา่ ไร กต็ อ้ งให้มคี วามรู้ แจ่มใสขึน้ เทา่ นนั้ ถา้ หลับไปเสียหรือว่าดับไปเสยี เช่นว่าปลอ่ ย ใจให้ตกวูบไปก็จะเป็นสัปหงกหรือว่าเป็นหลับไป หรือว่า ถ้าเผลอตัวดังน้ี ก็ช่ือว่าขาดสัมปชานะ ไม่ถูกต้อง ต้องให้มี สมั ปชานะคือความร้อู ยู่ ๓. สติ คือความระลึกกำหนด ต้องมีสติระลึก กำหนดอยู่ที่อารมณ์ของสมาธินั้นให้แน่วแน่ อย่าปล่อยให้สติ เล่ือนลอย ถ้าปล่อยให้สติเล่ือนลอยไปก็จะกลายเป็นคนใจลอย กลายเป็นมโี ทษ เท่ากับว่ามาหดั ใหเ้ ป็นคนใจลอย เพราะฉะนัน้ 8 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd2d0 8-9 14/1/2557 17:58:54

ต้องต้ังสติกำหนดไว้ที่อารมณ์ของสมาธิให้มั่นคง แพล็บไปข้าง ไหนก็ตอ้ งจบั เข้ามาเอาไวท้ ี่อารมณ์ของสมาธนิ นั้ และ ๔. ไมย่ ินดยี ินรา้ ยอะไรๆ ในโลกน้ี ในตอนนีก้ ็หมาย เพียงแต่ว่า ไม่ยินดีในอารมณ์ของสมาธิ ไม่ยินดีในนิมิตของ สมาธทิ ป่ี รากฏ ซ่ึงเป็นตัวกิเลส เพราะถา้ ไปยนิ ดใี นอารมณ์ของ สมาธิ ก็อาจท่ีจะทำเกินพอดี อย่างบางคนนั่งจนไม่รู้เวลาท่ีจะ พัก ไมร่ ู้เวลาท่จี ะบริโภค ถ้าย่ิงไปติดไปเพลินในนมิ ติ ของสมาธิ ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งไปกันใหญ่ ในด้านตรงกันข้ามก็เหมือนกัน ต้องไม่ยินร้ายในอารมณ์ของสมาธิ ในนิมิตของสมาธิ คือเม่ือ ตั้งใจจะทำแล้ว ถึงตอนต้นจะไม่ชอบ ต้องพยายามฝืนใจไปทำ ไปให้จงได้ และเม่ือประสบนิมิตท่ีไม่ชอบ ก็ต้องคิดว่าไม่ใช่เป็น ของจริง แต่เป็นของท่ีเป็นสัญญชะ คือเกิดจากสัญญา หรือ เป็นภาพอุปาทานท้ังน้ัน ไม่มีความจริงอะไร ไม่ให้เกิดความ ยินดีต่ืนเต้นในอารมณ์ ในนิมิตของสมาธิ ไม่ให้เกิดความ ยินร้ายตกใจกลัวในอารมณ์ ในนิมิตของสมาธิทุกๆ อย่าง 9 pc4.indd 21 141/1//1245/5174 137::5183::5445 PM

ทำความรู้ให้ต้ังม่ัน ทำสติให้ต้ังม่ันอยู่ในอารมณ์ของสมาธิ เทา่ นัน้ จนกว่าจะหมดเวลาทีเ่ ราได้กำหนดไว้ จิตที่เป็นสมาธิท่านว่าเป็นจิตท่ีควรแก่การงาน เห็นได้ ชดั ดงั เชน่ ในการอา่ นหนงั สือ จะอา่ นหนงั สือสกั หน้าหนึง่ ถา้ ใจ ฟงุ้ ซ่าน บางทีก็ต้องอ่านหลายเท่ียว และยังจะกำหนดความให้ เกดิ ความเข้าใจกไ็ มค่ ่อยได้ จำกไ็ ม่ค่อยได้ แต่ถา้ อา่ นด้วยจติ ใจ ที่ต้ังมั่นและแน่วแน่ ก็จะอ่านได้รวดเร็วกว่า และจะเข้าใจได้ แจ่มแจ้งดีกว่า เพราะฉะนั้น การที่หัดทำสมาธิน้ี จึงเป็นกิจท่ี ชอบ อาจจะใช้จิตที่เป็นสมาธินี้ไปเล่าเรียนศึกษา หรือจะไป บำเพ็ญประโยชน์อะไรก็ได้เป็นอันมาก ตามที่แสดงมาน้ี เป็น เรื่องของอานาปานสติ โดยยอ่ ก็เพยี งน้ี 10 14/1/2557 17:58:54 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd2d2 10-11

อิริยาปถปพั พะ สัมปชญั ญปพั พะ ปฏกิ ลู ปพั พะ ตามพระสูตร พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ตัง้ สตริ ะลึกไปใน กาย ต้ังแต่พ้ืนเท้ามาจนถึงศรี ษะเปน็ สว่ นเบอื้ งบน ตั้งแตศ่ รี ษะ ลงไปจนถึงพื้นเท้าเป็นส่วนเบื้องต่ำ มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ กำหนดว่าเป็นสิ่งที่เต็มไปด้วยปฏิกูลน่าเกลียดประการต่างๆ ซงึ่ มอี ย่ใู นกายน้ี คือ เกสา ผม, โลมา ขน, นขา เล็บ, ทนฺตา ฟนั , ตโจ หนงั , มํสํ เน้ือ, นหารู เอน็ , อฏฺ€ิ กระดกู , อฏ€ฺ ิ มญิ ชฺ ํ เยอื่ ในกระดกู , วกกฺ ํ ไต, หทยํ หวั ใจ, ยกนํ ตบั , กโิ ลมกํ พงั ผดื , ปหิ กํ ม้าม, ปปฺผาสํ ปอด, อนตฺ ํ ไส้ใหญ,่ อนตฺ คุณํ สายรัดไส้, อุทริยํ อาหารใหม่, กรีสํ อาหารเก่า, ปิตฺตํ ดี, เสมหฺ ํ เสลด, ปพุ โฺ พ นำ้ หนอง, โลหติ ํ นำ้ เลอื ด, เสโท นำ้ เหงอื่ , เมโท มันข้น, อสฺสุ น้ำตา, วสา มันเหลว, เขโฬ น้ำลาย, สงิ ฺฆาณิกา นำ้ มูก, ลสกิ า ไขข้อ, มุตตฺ ํ มูตร รวมเป็นอาการ ๓๑ กับในทีอ่ ่นื ทา่ นแสดงไว้อีก ๑ คอื มตฺถเก มตฺถลงุ ฺคํ 11 pc4.indd 23 141/1//1245/5174 137::5183::5445 PM

ขมอง มนั สมองในขมองศรี ษะ รวมเปน็ อาการ ๓๒ การตง้ั สติระลกึ ไปในกาย ซ่ึงประกอบดว้ ยอาการ ๓๑ หรอื ๓๒ ให้ เห็นว่าเป็นของปฏิกูลดังกล่าวมาน้ี เป็นเคร่ืองกำจัดฉันทราคะ ความตดิ ความยินดี ความกำหนัดดว้ ยอำนาจของความพอใจ ในกาม ทำลายกามฉันทน์ วิ รณ์ให้สงบให้สน้ิ ไปได้ วิธีต้ังสติกำหนดนั้น อาศัยการพิจารณา คือต้องต้ัง สติกำหนดให้เห็นอาการเหล่านี้ทีละอาการในครั้งหนึ่ง จะเพียง อาการเดียวหรือหลายอาการก็สุดแต่ เม่ือสติกำหนดลงไปให้ เห็นเหมือนอย่างมองเห็นแล้ว ก็พิจารณาให้ความปฏิกูลของ อาการเหล่านี้ปรากฏตามท่ีเป็น คือความปฏิกูลนั้นเป็นอย่างไร ก็ให้พิจารณาให้เห็นอย่างนั้น ไม่ใช่ให้เห็นโดยที่ไม่เป็นหรือโดย สัญญา โดยแกล้งนึกเอา อาการเหล่าน้ีปรากฏความปฏิกูลใน ตวั เอง ท้งั โดยสี ทง้ั โดยสณั ฐาน คอื ทรวดทรง ทง้ั โดยกลิ่น ทัง้ โดยที่เกิด ทั้งโดยท่ีอยู่ เห็นได้ง่าย เพราะปรากฏอยู่ที่ตัวเอง เมื่อปล่อยหมักหมมไว้ไม่ชำระล้าง ความปฏิกูลก็ปรากฏขึ้น 12 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd2d4 12-13 14/1/2557 17:58:54

ทนั ที ทำไมถงึ เป็นอย่างน้ี ก็เพราะธรรมชาติธรรมดาของอาการ เหล่านี้มีความเป็นของปฏิกูล แต่โดยปกติไม่ได้กำหนด ไม่ได้ พิจารณา ซ้ำยังมีการตกแต่งแก้ไข จึงไปติดอยู่ท่ีการตกแต่ง แก้ไข แถมมีฉันทราคะมาประกอบ ก็ทำให้เห็นเป็นที่น่ายินดี แต่เมื่อเพิกอาการตกแต่งแก้ไขท่ีปกปิดความปฏิกูลน้ันออกเสีย ความปฏกิ ลู ปรากฏขนึ้ แกใ่ จ ฉนั ทราคะกจ็ ะหายไป เพราะความ เปน็ ปฏกิ ลู นนั้ เปน็ ขา้ ศกึ ตอ่ ฉนั ทราคะ หรอื กามฉนั ท์ ความปฏกิ ลู ปรากฏข้ึนเมอื่ ใด กามฉนั ท์หรอื ฉนั ทราคะก็หายไปเมอื่ นัน้ ในวิธีกำหนดน้ี จะกำหนดยกออกไปทลี ะอยา่ งก็ได้ คอื กำหนดให้เห็นเกสา ผม แลว้ ก็ยกเอาผมออกไป กำหนดให้เหน็ โลมา ขน แล้วกย็ กเอาขนออกไป นขา เล็บ ก็ใหเ้ ล็บออกไป ทนฺตา ฟัน ก็ให้ฟันหลดุ ออกไป ตโจ หนงั กล็ อกหนงั ออกไป มํสํ เนอ้ื กใ็ ห้เนอ้ื หลุดไป นหารู เอน็ ก็ใหเ้ อ็นหมดไป อฏฺ€ิ กระดูก ในตอนน้ี จะกำหนดกระดูกเอาไว้ให้เห็นแต่โครงร่าง กระดูก ตั้งแตพ่ นื้ เทา้ ข้นึ มา ต้ังแตศ่ รี ษะลงไป กำหนดดกู ระดกู 13 pc4.indd 25 141/1//1245/5174 137::5183::5446 PM

ที่ปรากฏอยู่เพียงเท่าน้ีก็ได้ หรือจะให้กระดูกหมดไป เหลือแต่ เย่ือในกระดกู ใหห้ มดทลี ะอย่างๆ ในทส่ี ุดกไ็ มม่ อี ะไร ดังน้ีกไ็ ด้ แต่ต้องอาศัยตั้งสติกำหนดพิจารณา เม่ือจิตสงบก็จะมีอุปัฏ ฐานะ คือความปรากฏของอารมณ์แจ่มชัด เม่ือมีอุปัฏฐานะ คือความปรากฏของอารมณ์แจ่มชัดข้ึน สติที่กำหนดก็จะเป็น อุปฏั ฐานะ คอื แจ่มชดั ขนึ้ เชน่ เดียวกัน และเมอื่ เปน็ เช่นนี้ ก็จะ เหมือนอย่างมองเห็น เท่ากับเป็นการสร้างตาเอ๊กซเรย์ มอง เห็นจนถึงกระดูกเป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้ กามฉันท์หรือ ฉันทราคะทเี่ กิดขน้ึ ก็จะสงบไปได้ จติ ใจกจ็ ะต้ังม่ัน อน่ึง ท่านสอนให้ทำสัมปชัญญะในอิริยาบถใหญ่ คือ เมอ่ื เดิน กใ็ ห้มีความรู้ตัว เมื่อยืน ก็ใหม้ ีความร้ตู ัว เมือ่ นง่ั ก็ ให้มีความรู้ตัว เม่ือนอน ก็ให้มีความรู้ตัว เม่ือจะน้อมกายไป อย่างใด ก็ให้มีความรู้ตัว อย่างน้ันทุกอิริยาบถ และท่านสอน ให้ทำสมั ปชญั ญะ คือความรตู้ ัวในอรยิ าบถนอ้ ยๆ ต่างๆ เช่น เมื่อก้าวไปข้างหน้า เมื่อถอยไปข้างหลัง เม่ือคู้แขนเข้า หรือ 14 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd2d6 14-15 14/1/2557 17:58:54

อวัยวะส่วนใดสว่ นหนึ่งเข้า เมอื่ เหยียดออก เมื่อนุ่งหม่ เมื่อกิน เม่ือด่มื เม่ือเคี้ยว เมือ่ ถา่ ย หรอื เม่ือเดนิ ยืน น่งั นอน ตืน่ พูด นิ่ง ก็ให้มีความรู้ตัวอยู่ให้ตลอดด้วยการทำสัมปชัญญะ คือความรตู้ วั นี้ ก็เป็นบทประกอบเข้า เพราะประสงคใ์ หม้ ที ั้งสติ ท้ังสัมปชัญญะดังทกี่ ลา่ วมาแลว้ กายคตาสตินี้ควรจะหัดพิจารณาอีกข้อหน่ึง เพราะ นอกจากทำจิตใจใหเ้ ป็นสมาธิ ยงั อาจเปน็ เครื่องกำจดั กามฉันท์ หรือฉันทราคะได้ด้วย ส่วนอานาปานสติน้ันเป็นสมาธิได้ดี แต่ ไม่สู้จะกำจดั ฉนั ทราคะหรือกามฉนั ทไ์ ดถ้ นัดนัก เพราะฉะนน้ั ก็ ให้เจริญสมาธิไว้ทั้ง ๒ ขอ้ เหลา่ น้ี ท่านแสดงวา่ สมาธลิ ้วนคือ จิตใจตั้งมั่นสงบเพียงอย่างเดียวนั้น ถ้าไม่เจริญวิปัสสนา เมื่อ ออกจากสมาธิน้ันแล้ว บางทีกิเลสแรงขึ้น เช่น ราคะ โทสะ แรงข้ึน เพราะเปน็ จิตที่มกี ำลัง แต่ไมไ่ ด้ผ่อนปรนเอากิเลสออก ไปบา้ ง เม่ือจติ มกี ำลงั และมกี ิเลสหนนุ อยู่ กเิ ลสไมถ่ กู ผอ่ นปรน ออกเสียบ้าง เม่อื คราวประสบอารมณท์ ี่เป็นเหตยุ วั่ ราคะ ราคะ 15 pc4.indd 27 141/1//1245/5174 137::5183::5446 PM

กเ็ กิดแรง เมือ่ ประสบอารมณท์ ีเ่ ป็นเหตุยัว่ โทสะ โทสะกเ็ กิดแรง แรงกวา่ ไม่ได้ทำสมาธิ สว่ นกายคตาสตนิ เี้ จอื วปิ สั สนาไปในตัวด้วย กเ็ ปน็ การ ผ่อนปรนกิเลสกองราคะออกไปได้บ้าง เพราะฉะน้ัน เม่ือหัด เจริญไว้ และออกจากสมาธิอันนี้แล้ว เม่ือถูกอารมณ์ที่เป็น เคร่ืองยั่วราคะมายั่ว ก็จะไม่สู้เป็นอะไรนัก เพราะจิตใจเคย กำหนดอยูใ่ นความปฏิกูล ก็ย่อมจะเหน็ ปฏิกูลได้ง่าย ฉะน้ัน ใน เวลาท่ีบวช พระอุปชั ฌายะทา่ นจงึ สอนตจปญั จกกรรมฐาน คอื ยกขึ้นสอนเพียง ๕ ข้อ เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ สำหรับจะได้พิจารณาเป็นเครื่องมือในเวลาที่บวชอยู่ เม่ือมี กรรมฐานอันน้ีคู่ใจอยู่ ก็จะประพฤติพรหมจรรย์ได้เรียบร้อยดี ถ้าขาดกรรมฐานข้อน้ี พรหมจรรย์ก็จะเร่าร้อน เพราะฉะนั้น ท่านจึงสอนกรรมฐานข้อนี้ไว้ ตั้งแต่เม่ือบวช ก็ควรที่จะเจริญ กายคตาสตนิ ้ีเป็นอีกขอ้ หนึ่งไปดว้ ย สำหรับวันน้ีกย็ ุติเพยี งเทา่ น้ี 16 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd2d8 16-17 14/1/2557 17:58:55

ธาตุปัพพะ วิธีทำจิตให้เป็นสมาธิอีกข้อหน่ึง คือธาตุกรรมฐาน หรอื ท่ีเรียกว่าธาตวุ วตั ถาน การกำหนดธาตุ คำวา่ ธาตนุ ั้นแปล ว่า ทรงไว้ คล้ายกับคำว่าธัมมะ มาใช้ในภาษาไทยในความ หมายว่าราก หรือมูลราก ซ่ึงหมายถึงต้นเดิม หรือหมายถึง ส่วนท่ีคงที่ไม่ใช่ส่วนผสม เมื่อมาหมายอย่างน้ี ก็เลยมีความ เหน็ คา้ นธาตใุ นพระพทุ ธศาสนาวา่ ยงั ไมไ่ ดเ้ ปน็ ธาตแุ ท้ เชน่ ธาตุ ดนิ กไ็ มใ่ ชเ่ ปน็ ธาตแุ ท้ ธาตนุ ำ้ กไ็ มใ่ ชเ่ ปน็ ธาตแุ ท้ ดงั ทแี่ ยกได้ ในทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อก่อนน้ีก็มีแสดงสิ่งท่ีเรียกว่าธาตุแท้ เปน็ อยา่ งๆ ในบดั นส้ี งิ่ ทวี่ า่ เปน็ ธาตแุ ทน้ น้ั กไ็ มใ่ ชเ่ สยี แลว้ เพราะ ทกุ ๆ อยา่ งวทิ ยาศาสตรใ์ นบดั นกี้ บ็ อกวา่ มาจากอะตอม (atom) ซึ่งแยกออกไปได้เป็นส่วนประกอบต่างๆ เพราะฉะนั้น ธาตุแท้ ในทางโลกก็ยังไม่แน่นอน ยังเป็นแต่เพียงยุติกันด้วยกำหนด คณุ ลกั ษณะอยา่ งหนงึ่ ๆ แลว้ สมมตกิ นั วา่ เปน็ ธาตอุ ยา่ งหนง่ึ ๆ 17 pc4.indd 29 141/1//1245/5174 137::5183::5457 PM

ส่วนธาตุในทางพระพุทธศาสนานั้น มีความหมาย ถึงว่า คุณลักษณะอย่างหน่ึงๆ ที่เป็นท่ีสรุปรวมสิ่งท่ีมี คุณลกั ษณะอยา่ งเดียวกนั เข้าด้วยกนั และแสดงไวว้ ่าในรา่ งกาย อันนี้ประกอบด้วยธาตุ ๔ คือ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน อาโปธาตุ ธาตนุ ำ้ เตโชธาตุ ธาตไุ ฟ วาโยธาตุ ธาตลุ ม และในบางพระสตู ร ก็แสดงธาตุ ๕ คืออากาสธาตุ ธาตุอากาศ เพ่ิมเข้าอีกหนึ่ง อะไรบา้ งเปน็ ธาตเุ หล่านี้ ทา่ นกช็ ไี้ ว้สำหรบั ใหพ้ จิ ารณา คอื ในร่างกายอันน้ี เกสา ผม, โลมา ขน, นขา เล็บ, ทนตฺ า ฟัน, ตโจ หนงั , มสํ ํ เนือ้ , นหารู เอ็น, อฏฺ€ิ กระดูก, อฏ€ฺ ิมิญฺชํ เย่ือในกระดกู , วกฺกํ ไต, หทยํ หัวใจ, ยกนํ ตบั , กิโลมกํ พังผืด, ปิหกํ ม้าม, ปปฺผาสํ ปอด, อนฺตํ ไส้ใหญ่, อนตฺ คุณํ สายรัดไส,้ อุทริยํ อาหารใหม่, กรีสํ อาหารเกา่ และ สิ่งอนื่ ๆ ที่มลี กั ษณะแข้นแขง็ เรียกวา่ ปฐวีธาตุ ธาตดุ ิน คือเอา ลกั ษณะแข้นแขง็ 18 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd3d0 18-19 14/1/2557 17:58:55

ปิตฺตํ ดี คือน้ำดี, เสมฺหํ เสลด, ปุพฺโพ น้ำหนอง, โลหติ ํ นำ้ เลอื ด, เสโท น้ำเหงอ่ื , เมโท มนั ข้น, อสฺสุ น้ำตา, วสา มันเหลว, เขโฬ น้ำลาย, สิงฺฆาณิกา น้ำมูก, ลสิกา ไขข้อ, มุตฺตํ มูตร และส่วนอ่ืนท่ีมีลักษณะเอิบอาบเรียกว่า อาโปธาตุ ธาตนุ ำ้ นก้ี ็เอาลักษณะที่เอบิ อาบ สว่ นไฟนั้นก็ได้แก่ เยน จ สนฺตปปฺ ติ ไฟทำให้ร่างกาย อบอนุ่ เยน จ ชริ ยติ ไฟทท่ี ำใหร้ า่ งกายทรดุ โทรม เยน ปรทิ ยหฺ ติ ไฟท่ีทำให้ร่างกายเร่าร้อน เยน อสิตปีตขายิตสายิตํ สมฺมา ปริณามํ คจฉฺ ติ ไฟที่ทำใหอ้ าหารท่ีกินท่ดี ่ืมทีเ่ ค้ียวทีล่ ิ้มถึงความ ย่อยได้ และไฟอย่างใดอยา่ งหนง่ึ ท่ีทำใหเ้ กิดความรอ้ นข้ึนกเ็ รียก วา่ เปน็ เตโชธาตุ ธาตไุ ฟ นีก้ ็เอาลกั ษณะท่เี ร่าร้อน หรอื รุ่มรอ้ น สว่ นที่เปน็ ลมนน้ั ก็ไดแ้ ก่ อทุ ธฺ งฺคมา วาตา ลมท่พี ดั ขน้ึ เบ้อื งบน อโธคมา วาตา ลมที่พดั ลงเบอื้ งต่ำ กุจฺฉสิ ยา วาตา ลมที่อยูใ่ นท้อง คอื ในกระเพาะอาหาร โกฏ€ฺ สยา วาตา ลมท่ี อยู่ในไส้ องฺคมงฺคานุสาริโน วาตา ลมท่ีพัดไปตลอดอวัยวะ 19 pc4.indd 31 141/1//1245/5174 137::5183::5457 PM

น้อยอวัยวะใหญ่ และอสฺสาโส ลมหายใจเข้า ปสฺสาโส ลม หายใจออก หรือว่าส่ิงใดส่ิงหน่ึงท่ีมีลักษณะพัดไหว เรียกว่า วาโยธาตุ ธาตุลม นี่กเ็ อาลักษณะพัดไหว อัสสาสะน้ัน ในวิสุทธิมรรคแสดงไว้ว่าลมหายใจออก ปัสสาสะแสดงไว้ว่าลมหายใจกลับ คือลมหายใจเข้า เพราะ อธิบายว่า เด็กเมื่อคลอดออกมาจากครรภ์มารดานั้นหายใจ ออกก่อน แล้วจึงหายใจเข้า และคำว่าอัสสาสะ นำหน้า ปัสสาสะ เมื่อเป็นเช่นนี้ อัสสาสะจึงได้แก่ลมหายใจออก ซ่ึง เป็นลมหายใจครั้งแรกของเด็ก และปัสสาสะจึงเป็นหายใจเข้า แต่ก็มีอาจารย์อื่นแปลกลับกันว่า อัสสาสะ หายใจเข้า ปัสสาสะ หายใจออก คราวน้ี ถา้ จะพจิ ารณาวา่ เดก็ เมอื่ คลอด ออกมาทแี รกน้ัน หายใจเขา้ กอ่ น หรอื หายใจออกก่อน อนั น้กี ็ จะต้องศึกษาในทางแพทย์ดู แต่ในทางปฏิบัติน้ันก็ไม่ถือเป็น สำคัญนัก ต้องการให้กำหนดก็แล้วกัน คือให้รู้ของจริงใน ปัจจุบัน หายใจเข้าก็ให้รู้ หายใจออกก็ให้รู้ ส่วนศัพท์ท่ีเป็น 20 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd3d2 20-21 14/1/2557 17:58:55

สมมติบัญญัตินั้น ก็สุดแต่จะใช้ ถ้าต้องการจะรู้ความจริงเป็น อย่างไร ก็ต้องไปค้นทางตำราแพทย์ หรือไปถามแพทย์ดูอีก ทางหนึ่ง สว่ นอากาศนน้ั กไ็ ดแ้ ก่ กณณฺ จฉฺ ทิ ทฺ ํ ชอ่ งหู นาสจฉฺ ทิ ทฺ ํ ชอ่ งจมกู มขุ ฉทิ ทฺ ํ ชอ่ งปาก เยน อสติ ปตี ขายติ สายติ ํ อชโฺ ฌหรติ ช่องที่อาหารที่กินท่ีดื่มท่ีเค้ียวที่ล้ิมกลืนผ่านลงไป ยตฺถ อสิต ปีตขายติ สายิตํ ติฏฺฐติ ช่องท่ีอาหารท่กี นิ ทด่ี มื่ ทเี่ ค้ียวทล่ี ิ้มตั้งอยู่ และเยน จ อสิตปีตขายิตสายิตํ อโธภาคา นิกฺขมติ ช่องที่ อาหารท่ีกินที่ด่ืมท่ีเคี้ยวท่ีล้ิมออกไปภายนอก หรือว่าช่องว่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่าอากาสธาตุ นี้ก็เอาลักษณะที่เป็น ชอ่ งว่าง การจัดธาตุและระบุอวัยวะ ระบุลักษณะท่ีเป็นธาตุ ดังกล่าวน้ี แสดงตามที่ท่านจัดไว้ในพระคัมภีร์ แสดงความรู้ใน ทางกายวิภาคท่ีจะพึงหยิบยกมาเป็นทางพิจารณาทำธาตุกรรม ฐาน ในบัดนี้ ถา้ ผู้ที่ร้วู ิชาแพทย์ รู้วิชากายวิภาค จะมาจดั ระบุ 21 pc4.indd 33 141/1//1245/5174 137::5183::5458 PM

ข้ึนตามในตำราปัจจุบัน ก็อาจจะได้ความละเอียดพิสดารขึ้นอีก แต่ก็ยังไม่มีใครทำ ถ้าผู้ที่เรียนแพทย์มาทำขึ้นได้ จัดตามตำรา แพทยใ์ นปัจจุบันได้ กจ็ ะดีเหมือนกัน ในร่างกายอันน้ี เมื่อไม่พิจารณาแยกธาตุ ดูรวมๆ กันอยู่ ก็เป็นก้อนเป็นแท่งที่ยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน และเม่ือ ยึดถือว่าเป็นตวั เป็นตน กม็ เี รอื่ งกระวนกระวายต่างๆ สืบเนื่อง กันไป เพราะฉะน้นั ท่านจึงสอนใหพ้ จิ ารณาแยกธาตุ คอื ดูลง ไปว่าก้อนท่ีเรายึดถือกันว่าเป็นตัวเป็นตนน้ัน มีอะไรบ้าง และ ตัวตนอยู่ท่ีไหน เมื่อเป็นเช่นน้ี แยกออกไปทีละส่วนก็จะพบว่า เป็นธาตุดินบ้าง เป็นธาตุน้ำบ้าง เป็นธาตุไฟบ้าง เป็นธาตุลม บ้าง เปน็ ธาตอุ ากาศบ้าง ในทางสรีรศาสตร์ปัจจบุ ันน้กี ม็ แี สดง ไว้ว่า ช่องว่างในร่างกายมนุษย์น้ีมากมาย ถ้าหากว่าจะยุบให้ เป็นก้อนเข้าจริงๆ โดยไม่ให้มีช่องว่างเลย ตัวมนุษย์เรานี้ก็จะ เล็กเหลือนิดเดียว ผู้น้ันเขาว่าเท่าขนาดหัวไม้ขีด จะเป็นอย่าง นั้นหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาดูย่อมจะรู้สึกว่า ช่องว่างใน 22 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd3d4 22-23 14/1/2557 17:58:55

ตัวเราน้ีมากมายเหลอื เกิน ดดู ว้ ยกลอ้ งจึงจะรู้สกึ ยง่ิ กล้องน้ัน ละเอียดเท่าไร ก็ยิ่งจะเห็นโพรงในร่างกายเรามากข้ึนเท่าน้ัน คราวน้ีมาพิจารณาดู ถ้าสมมติว่า หยิบออกไปวางเสียทีละ อย่าง หยิบเอาธาตุดินไปเสียก่อน แล้วหยิบเอาธาตุน้ำออกไป หยิบเอาธาตุไฟออกไป หยิบเอาธาตุลมออกไป ก็เหลือแต่ อากาศคือช่องว่างๆ อยู่เท่านั้น เดิมก่อนท่ีจะมาเป็นร่างกาย อันนี้ กเ็ ป็นอากาศธาตอุ ยู่ เม่อื ธาตทุ ั้งหลายมาประกอบกันเข้า เปน็ สังขาร จงึ ไดเ้ ปน็ ร่างกายอันน้ี และเมอ่ื ธาตุทงั้ หลายเหล่านี้ แยกออกไป ก็มาเปน็ อากาศธาตุคอื เป็นช่องว่างตามเดมิ การกำหนดธาตุดังกลา่ วมาน้ี จะเห็นสักแตว่ า่ เปน็ ธาตุ ก็จะทำให้เห็นความว่างเปล่าจากตัวจากตน เพราะสิ่งท่ียึดถือ ว่าเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นตัวเป็นตนน้ัน เม่ือแยกออกไปแล้วก็ พบแต่ว่าเป็นธาตุท้ังนั้น ถ้าจะแยกอย่างในสมัยปัจจุบันน้ีก็คือ วา่ แยกออกไปๆ ก็เปน็ อะตอม (atom) อะตอมทัง้ หมดบรรจุ อยู่ในอากาศธาตุคอื ช่องว่าง เมอ่ื แยกอะตอม (atom) ออกไป 23 pc4.indd 35 141/1//1245/5174 137::5183::5458 PM

อีกทีหน่ึง ก็เหลือแต่อากาศธาตุคือช่องว่าง น้ีเรียกว่าเป็นธาตุ กรรมฐาน ทำให้เกิดสมาธิคือความสงบตั้งม่ันด้วย และแกม วิปัสสนา ปัญญาก็เห็นแจ้งด้วย เพราะทำให้ความเห็นเป็น อนตั ตาประกอบไปดว้ ยกัน ในวันน้กี ย็ ตุ ิเพยี งเทา่ นี้ 24 14/1/2557 17:58:55 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd3d6 24-25

นวสีวถกิ าปพั พะ ได้แสดงวิธีปฏิบัติมาแล้วเร่ืองการทำอานาปานสติ การทำสัมปชัญญะในอิริยาบถใหญ่ ในอิริยาบถน้อย และ กายคตาสติ สติทีร่ ะลึกไปในกายตามอาการ ๓๑ หรอื ๓๒ ท่ีนับเป็นปฐวีธาตุและอาโปธาตุ กับได้แสดงธาตุววัตถาน กำหนดธาตุหรือว่าธาตุกรรมฐาน ตามท่ีกล่าวมาแล้วนั้น พิจาณากายท่ียังมีชีวิต คือกายที่ยังมีลมหายใจ เคล่ือนไหว อิริยาบถต่างๆได้ มีอาการของกายต่างๆ ยังทำงานได้ตาม หน้าท่ี ธาตุต่างๆก็ยังรวมกันอยู่เป็นอุปาทินนะคือมีใจครอง คราวน้ีเมื่อธาตุต่างๆแตกสลาย หยุดหายใจ หยุดเคลื่อนไหว อิริยาบถตา่ งๆ อาการตา่ งๆ ของกายหยดุ ทำหน้าที่ ร่างกายนี้ ก็กลายเป็นศพ ฉะนั้น จึงมีวิธีสอนให้พิจารณาศพ ศพท่ีตาย แล้วจริงๆ ท่ีเขาท้ิงไว้ในป่าช้า นำมาพิจารณาเทียบกับกายน้ี เรยี กอกี อย่างหนง่ึ ว่าอสภุ ะ หรอื อสภุ แปลว่าไมง่ าม ในทอ่ี นื่ ว่า 25 pc4.indd 37 141/1//1245/5174 137::5183::5459 PM

ไว้ ๑๐ แตใ่ นสติปฏั ฐานจำแนกไว้ ๙ หมวด คอื หมวดท่ี ๑ พิจารณาศพที่ตาย ท่ีเขาทิ้งไว้ในป่าช้า ตายวนั หนง่ึ สองวัน สามวัน ขึน้ พอง มีสีเขยี วน่าเกลยี ด มี น้ำหนองไหล แล้วเทียบเข้ามาที่ร่างกายอันนี้ว่าก็จะเป็นเช่น เดียวกนั หมวดที่ ๒ พจิ ารณาศพทีเ่ ขาทิ้งไว้ในป่าชา้ นัน้ ท่ถี ูก สัตว์ท้ังหลายกัดกิน คือว่าถูกกา ถูกแร้ง ถูกนกตะกรุม ถูก สุนัข ถูกสุนัขจิ้งจอกกัดกิน ถูกปาณชาติต่างๆ กัดกิน แล้ว น้อมเข้ามาว่า กายอันน้กี ็จะต้องเปน็ ฉนั นนั้ หมวดท่ี ๓ พิจารณาศพที่ท้ิงไว้ในป่าช้า เป็นโครง กระดกู มเี นอ้ื มีเลือด มเี สน้ เอน็ รงึ รดั แล้วกน็ อ้ มเขา้ มาเทียบ กับกายนว้ี า่ จะต้องเปน็ ฉันนนั้ หมวดที่ ๔ พิจารณาศพที่เขาท้ิงไว้ในปา่ ช้า เปน็ โครง ร่างกระดูก ไม่มีเนื้อแต่ว่ายังเปื้อนเลือด ยังมีเส้นเอ็นรึงรัด แลว้ กน็ ้อมเขา้ มาเทียบกบั กายอันน้วี ่าจะต้องเปน็ ฉันน้ัน 26 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd3d8 26-27 14/1/2557 17:58:55

หมวดท่ี ๕ พจิ ารณาศพท่ีเขาทิ้งไวใ้ นปา่ ชา้ เป็นโครง ร่างกระดูก มเี นื้อและเลือดหมดสิ้นไป แต่ว่าโครงกระดูกนั้นยัง มีเส้นเอ็นรึงรัดให้คุมกันอยู่กับร่าง แล้วก็น้อมนำมาเทียบกับ กายอนั นี้ว่าจะตอ้ งเปน็ ฉันน้นั หมวดที่ ๖ พจิ ารณาศพทเ่ี ขาทิ้งไวใ้ นปา่ ช้า เป็นโครง รา่ งกระดกู ทไ่ี มม่ เี สน้ เอน็ รดั รงึ กลายเปน็ กระดกู ทก่ี ระจดั กระจาย เร่ียราด กระดูกมือก็หลุดไปทางหนึ่ง กระดูกเท้าก็หลุดไปทาง หนึ่ง กระดูกเข่าก็หลุดไปทางหนึ่ง กระดูกขาก็หลุดไปทางหนึ่ง กระดูกสะเอวก็หลุดไปทางหนึ่ง กระดูกสันหลังก็หลุดไปทาง หน่ึง กระดูกซ่ีโครงก็หลุดไปทางหนึ่ง กระดูกอกก็หลุดไปทาง หนงึ่ กระดูกแขนกห็ ลุดไปทางหนึง่ กระดกู หัวไหลก่ ็หลุดไปทาง หนง่ึ กระดกู คอกห็ ลดุ ไปทางหน่งึ กระดูกคางก็หลุดไปทางหนง่ึ กระดูกฟันก็หลุดไปทางหน่ึง จนถึงกะโหลกศีรษะก็หลุดไปอีก ทางหนึ่ง เร่ียราดกระจัดกระจาย แล้วน้อมมาเทียบกับกาย อนั น้วี า่ จะตอ้ งเป็นฉันนนั้ 27 pc4.indd 39 141/1//1245/5174 137::5183::5459 PM

หมวดที่ ๗ พจิ ารณากระดกู ท่หี ล่นเร่ียราดอยู่ในปา่ ช้า นน้ั มสี ีขาว มีสีแสงเหมอื นสสี งั ข์ นอ้ มมาเทยี บกับกายอันนี้ว่า จะต้องเป็นฉันนั้น หมวดที่ ๘ พิจารณากระดูกที่เร่ียราดอยู่ในป่าช้าน้ัน ซึ่งรวมอยู่เป็นกองๆ เป็นส่วนๆ มีอายุพ้นหน่ึงปีออกไป และ พิจารณาเทยี บกบั กายอนั นีว้ า่ จะตอ้ งเปน็ ฉนั นั้น หมวดที่ ๙ ก็พจิ ารณากระดกู เหลา่ นนั้ ทเ่ี ป็นกระดูก ป่นละเอียด ส้ินรูปร่าง ส้ินสมมติบัญญัติว่าเป็นกระดูก หมด สิน้ ไป แลว้ นำมาเทียบกายอนั นวี้ า่ จะตอ้ งเปน็ ฉนั นนั้ รวมเปน็ นวสีวถกิ าปัพพะ ข้อที่วา่ ศพในป่าชา้ ๙ ขอ้ พิจารณาต้งั แต่เปน็ ศพตายใหม่ๆ จนถึงกระดกู ผุปน่ เปน็ อันวา่ หมดส้ินไป ร่างกายอันเดิมน้ีก็ไม่มี มีแต่อากาศธาตุ ช่องว่าง หรือทีว่ า่ งเปลา่ ไปทั้งนนั้ แตค่ ร้ันเมื่อกอ่ เกดิ ร่างกายอนั นข้ี ้ึนมาก็ มาเป็นสงิ่ หนง่ึ แลว้ ในทีส่ ุดสงิ่ ต่างๆทม่ี าก่อขึ้นนั้น ก็จะสลายไป หมด กลับเป็นไม่มี ความท่ีเคยเปลืองที่อยู่นั้นก็ส้ินไป ก็กลับ 28 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd4d0 28-29 14/1/2557 17:58:56

เป็นที่ว่างเปน็ อากาศธาตไุ ปตามเดมิ ไม่มอี ะไร ตามท่ีกล่าวมานี้ เป็นวิธีพิจารณากายในกาย อัน เรยี กวา่ กายานุปัสสนาสตปิ ัฏฐาน ท่ตี ัง้ ท่ีปรากฏของสตทิ ี่ใช้เป็น อนุปัสสนา คือดูตามไปซ่ึงกายในกาย คำว่าในกายเป็นคำรวม หมายถึงว่าในกายท้ังหมด แต่ว่าในกายท้ังหมดนี้มีส่วนต่างๆ อยู่มาก ก็จะต้องดูไปทีละอย่าง จะยกส่วนไหนข้ึนมาพิจารณา กไ็ ด้ เพราะฉะนั้น ทา่ นจงึ วา่ พจิ ารณากายในกาย คอื พจิ ารณา ส่วนใดส่วนหน่ึง เช่นว่าลมหายใจเข้าออก หรืออิริยาบถ เป็นต้น แต่ก็พิจารณาอยู่ในกายอันน้ี จะพิจารณากายใน เวทนา ในจิต ในธรรมก็ไม่ได้ เมื่อจะพิจารณากายก็ต้อง พิจารณาในกาย หรือว่าที่กายอันนี้ พิจารณาภายในบ้าง ภายนอกบ้าง ภายในก็คือที่กายของตน ภายนอกก็คือที่กาย ของผู้อ่ืน แตว่ า่ ทก่ี ายของผู้อืน่ นั้น ก็เป็นแต่เพียงเทยี บเคยี งวา่ กายของเราฉันใด ของผอู้ ื่นก็ฉนั นนั้ ไมใ่ ชว่ า่ ให้ไปจอ้ งพจิ ารณา ท่ีตัวเขาจริงๆ ถ้าไปจ้องเขาอย่างนั้น บางทีจะกลับเกิดกิเลส 29 pc4.indd 41 141/1//1245/5174 137::5183::5560 PM

ข้ึนอกี แต่ว่าอกี อยา่ งหน่ึงก็หมายความว่าภายใน กค็ อื ทีว่ า่ เปน็ ส่วนละเอียด ภายนอกกค็ อื ท่ีเป็นสว่ นหยาบ ภายในที่เป็นส่วนละเอียดน้ัน ก็คือกำหนดให้เป็นนิมิต ที่กำหนดขึ้นที่ใจของตัว ส่วนภายนอกน้ันก็คือกายท่ีเป็นส่วน หยาบ ท่เี ปน็ ตวั กายจริงๆ ทีแรกกต็ อ้ งหยาบกอ่ น จะเรียกวา่ ภายนอกก็ได้ เช่น กำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก กต็ ้อง กำหนดที่ลมหายใจจริงๆ เช่น กำหนดที่ปลายด้ังจมูกหรือท่ี ริมฝีปากบน ซ่ึงเป็นจุดท่ีลมหายใจผ่านเม่ือเข้าและออก แต่ว่า ครั้นลมละเอียดเข้าๆ ก็มากำหนดนิมิตข้ึนท่ีจิต เปรียบเหมือน อย่างว่า เม่ือตีระฆัง เสียงระฆังก็ดังขึ้น ก็กำหนดเสียงระฆัง นั้น ครั้นเสียงระฆังน้ันเงียบไปแล้ว ก็กำหนดนิมิตของเสียง ระฆังน้ัน เสียงระฆังจริงๆ นั้นเงียบไปแล้ว แต่ว่านิมิตของ เสียงระฆงั ในใจยงั ไม่เงียบ ยังกำหนดอยู่ เสยี งระฆังจริงๆ น้นั เรียกว่าเป็นภายนอก แต่ว่านิมิตของเสียงระฆังท่ีอยู่ในใจเรียก ว่าเป็นภายใน ลมหายใจก็เหมือนกัน ลมหายใจจริงๆ ที่ 30 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd4d2 30-31 14/1/2557 17:58:56

กำหนดในตอนแรกเรียกว่าเป็นภายนอก แต่ว่านิมิตของลม หายใจที่เป็นในจิตเรียกว่าเป็นภายใน นี่ก็เรียกว่าเป็นภายนอก ภายในอีกอย่างหน่ึง ข้ออื่นๆ ก็เหมือนกัน และท่านให้ พิจารณาท้ังภายในท้ังภายนอกให้ตรงกัน และก็ให้พิจารณาทั้ง เกิดทัง้ ดับด้วย เรอื่ งของเกิดดับนี้ เมอ่ื สตกิ ำหนดอย่ทู ี่กายดงั กล่าวมา นี้ ความเกดิ กจ็ ะปรากฏข้นึ ความดบั กจ็ ะปรากฏข้ึน อย่างเช่น ลมหายใจ หายใจเขา้ มา หายใจออกไป น้ีกเ็ กดิ ดับกันหนหน่ึง และก็เกิดก็ดับกันทุกๆ ขณะที่หายใจเข้าหายใจออก อิริยาบถ ต่างๆ กเ็ หมอื นกัน เม่อื เดินอยู่ หยดุ เดนิ ยืน อาการเดินนัน้ ก็ ดบั และเมื่อยืน เลกิ ยนื มานัง่ อาการยนื กด็ บั มาเป็นนั่ง ก็เกิด ดับกนั อยู่ดังนี้ จนกว่าชีวิตดับเปน็ ศพ เม่ือเป็นศพแลว้ ศพนั้น ก็จะต้องแตกสลายจนเป็นกระดูกละเอียดป่น ก็เป็นอันว่าดับไป หมด แต่ว่าในการพิจารณานั้น ก็จะต้องยกขึ้นมาเป็นอารมณ์ ของจิต เพอื่ เปน็ ท่ตี ง้ั ของสติ เพอื่ เปน็ ทตี่ ั้งของความรู้ ในข้นั นี้ 31 pc4.indd 43 141/1//1245/5174 137::5183::5560 PM

ยังไมป่ ล่อยใหว้ า่ งไปหมด ยังต้องกำหนดใหเ้ ป็นอารมณไ์ วใ้ นจติ แต่ว่าก็ให้กำหนดสักแต่ว่าเป็นที่ต้ังของสติ และเป็นท่ีรู้เท่านั้น ไม่ให้เกิดความยึดถืออะไรๆ ขึ้นได้ และระวังไม่ให้เกิดความ ยนิ ดยี นิ รา้ ยข้นึ ได้ เมอ่ื ปฏิบัตดิ งั น้ี กช็ ือ่ ว่าไดท้ ำกายานปุ ัสสนาสติปัฏฐาน แต่ในข้ันที่ปฏิบัตินั้น ก็ไม่ใช่หมายความว่า จะพิจารณารวด เดียวไปทุกประการ เพียงข้อใดข้อหน่ึงท่ีตนชอบท่ีตนพอใจ ซ่ึง เป็นสปั ปายะของตวั กใ็ ช้ได้ และเมอ่ื ทำใจให้เป็นสมาธิได้แล้ว จะ ยักยา้ ยไปอย่างอืน่ ก็เห็นงา่ ยเข้า เหน็ ชัดเข้า ในวันนก้ี ็จบเพยี งเทา่ นี้ 32 14/1/2557 17:58:56 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd4d4 32-33

เวทนานปุ สั สนา แสดงวิธีปฏิบัติสืบต่อข้ึนไป การต้ังสติไปในกาย ดังกล่าวมาโดยลำดับน้ัน เมื่อนั่งปฏิบัติ ก็อาจจะรู้สึกไม่สบาย เชน่ วา่ เม่ือยขบ เหนอื่ ยหน่าย ทำให้กระสับกระส่าย เพราะถ้า ไม่คุ้นเคยปฏิบัติ เริ่มปฏิบัติทีแรกจะรู้สึกเช่นน้ัน ไม่สบาย ไม่ สนุกสนานเหมือนอย่างการปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปทางอ่ืน เช่นดภู าพววิ ท่สี วยงาม ฟังวทิ ยุ ดหู นงั สอื หรอื อะไรทำนองน้ัน แต่ว่าเมื่อได้ลองควบคุมใจให้สงบอยู่ในอารมณ์ที่ตั้ง มีความ คุ้นเคยเข้าโดยลำดับ ก็จะได้รับความสุขในการปฏิบัติ และเมื่อ ได้รับความสุขในการปฏิบัตินั้น ก็จะเร่ิมได้รสของสมาธิและก็จะ รู้สึกว่า ความสุขที่ได้รับจากความสงบนั้นละเอียดประณีต ยง่ิ กว่าความสขุ อันเกี่ยวแกร่ ูป รส กลน่ิ เสยี ง ดงั ท่ีกลา่ วมา ฉะนั้น เมือ่ ร้สู ึกสบายหรือไม่สบายอยา่ งไร ก็ให้ต้งั สติ กำหนดรู้ เรียกว่าเลื่อนเข้ามารู้เวทนา คือความเสวยอารมณ์ 33 pc4.indd 45 141/1//1245/5174 137::5183::5561 PM

เปน็ สุขบา้ ง เปน็ ทกุ ข์บ้าง เป็นกลางๆ ไม่ทกุ ขไ์ มส่ ุขบ้าง เม่อื เลอื่ นเข้ามาดเู วทนาดังน้ี จะพบวา่ ในตนของเรานี้ ก็เตม็ ไปดว้ ย เวทนา และเวทนาน้เี องเปน็ ต้นเหตุอันหนง่ึ ท่ีจะทำให้จิตใจเปน็ อยา่ งไร เวทนาทกี่ ำหนดดูนี้ กด็ ทู เ่ี วทนาตัวจรงิ ทป่ี ระสบอยู่ ใน ขณะที่น่ังปฏิบัติอยู่ ถ้ารู้สึกว่ามีความสุข ก็ให้รู้ว่านี้เป็นสุข เวทนา ถ้ารู้สึกว่ามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่านี้เป็นทุกขเวทนา ถ้า เปน็ กลางๆ ไม่ทุกข์ไมส่ ุข กใ็ ห้รู้ว่านเี่ ป็นอทกุ ขมสขุ เวทนา และแม้ว่าเป็นสขุ เวทนา กต็ ้องให้รูว้ ่าเป็นสามิสหรอื วา่ เป็นนิรามิส เช่นว่าในขณะที่กำลังนั่งทำสมาธิอยู่ สติหลุดออก ไปนกึ ถึงรปู เสยี ง กล่ิน รส โผฏฐพั พะที่นา่ ใครน่ ่าปรารถนาน่า พอใจ แล้วเกิดเป็นสุขข้ึน นี่ก็ให้รู้ว่านี่สุขอย่างน้ีเป็นสามิสสุข สุขที่เกิดจากอามิส ที่มีอามิส แต่ถ้าเป็นความสุขท่ีเกิดจาก ความสงดั เกิดจากสมาธิ นกี่ เ็ ป็นนิรามสิ สุข สุขทีไ่ ม่มีอามสิ ทกุ ขก์ เ็ หมอื นกัน ถ้าขณะทีน่ ั่งอยู่ไดร้ บั ความทกุ ข์ เช่น 34 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd4d6 34-35 14/1/2557 17:58:56

วา่ เมื่อยขบ ถูกยุงกดั กระสบั กระสา่ ยตา่ งๆ นี้กจ็ ัดวา่ เปน็ พวก สามสิ ทกุ ข์ ทกุ ข์ทม่ี ีอามิสท้งั นั้น เพราะเก่ียวแกร่ ปู เสยี ง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ ถา้ เปน็ ทกุ ขท์ ่ีเกิดจากความยังไมไ่ ด้ ไมถ่ ึงสมาธิ ต้องการจะให้ได้ให้ถึง ก็ยังไม่ได้ไม่ถึง มีความทุกข์เพราะเหตุน้ี กจ็ ดั วา่ เปน็ นิรามิสทกุ ข์ ทุกขท์ ไ่ี มม่ ีอามิส อทุกขมสขุ ก็เหมือนกนั ถา้ วา่ เฉยๆไป เพราะความคนุ้ อันเก่ยี วแก่รูป เสียง กลน่ิ รส โผฏฐพั พะข้างนอก น่ันก็เปน็ สามิส มีอามิส แต่ว่าถ้าเกี่ยวด้วยอุเบกขาภายในจิตที่เกิดจาก สมาธิ นกี่ ็เปน็ นิรามสิ ไมม่ ีอามสิ ในขั้นปฏบิ ตั นิ ้นั ทุกข์จะละไปไดก้ ด็ ้วยสุข คือเม่ือทีแรก กม็ ที ุกขใ์ นการปฏบิ ตั ิดังกลา่ ว แต่เมื่อการปฏิบตั นิ ัน้ ได้ประสบผล เข้าบ้าง ก็มคี วามสุข ทกุ ข์กห็ ายไป คราวน้ีเมอื่ จติ ละเอยี ดเขา้ สขุ ก็หายไป เหลือแต่อเุ บกขา ซ่ึงเปน็ อทุกขมสุข เพราะฉะนั้น ในข้ันปฏบิ ตั ิน้ัน อทกุ ขมสขุ เป็นขน้ั สูง การทตี่ ั้งสตพิ ิจารณาใหร้ ู้ ดงั นี้ เรยี กวา่ เวทนานปุ ัสสนา 35 pc4.indd 47 141/1//1245/5174 137::5183::5561 PM

จติ ตานปุ สั สนา คราวน้ีท่ีเวทนาจะเป็นอย่างใดน้ัน ถ้าจิตไม่เป็นไป อย่างนนั้ กไ็ ม่เป็นอะไร แตว่ า่ โดยปกติ เวทนามักจะชกั จติ ใจให้ เป็นไปอย่างใดอย่างหน่ึง คือว่าเม่ือมีสุขเวทนา ก็ชักให้จิตมี ราคะ ความตดิ ความยนิ ดี ความกำหนดั ทุกขเวทนา กช็ กั จติ ให้มีโทสะ คือความไม่ชอบ ความหงุดหงิด ความรำคาญ ความขัดเคือง อทุกขมสุขเวทนา ก็ชักจิตให้มีโมหะ คือความ หลง สยบตดิ อยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อพจิ ารณาให้ละเอียดเข้ามา อกี กต็ อ้ งมาดูท่จี ติ จติ มีราคะหรือไม่มรี าคะ กใ็ หร้ ู้ จติ มีโทสะหรือไมม่ โี ทสะ ก็ให้รู้ จติ มีโมหะหรอื ไมม่ โี มหะ ก็ใหร้ ู้ นอกจากน้ีก็ให้รู้อาการของจิตปลีกย่อยที่ประกอบอยู่ กับหวั ขอ้ ทั้ง ๓ นี้ คอื วา่ 36 Re#1 ������������� p(Cc4S.i3n)d.idnd4d8 36-37 14/1/2557 17:58:56