ในพื้นที่สูงที่เปนแหลงตนน้ำลำธาร สภาพพื้นที่เปนอีกปจจัยหนึ่งที่ มีผลอยางมากตอสมบัติของดิน เนื่องจากสภาพพื้นที่ไมราบเรียบสม่ำเสมอ สมบัติของดินจึงแตกตางหลากหลาย สวนใหญเปนกรด และมีการชะลาง หนาดินรุนแรง ดินเป็นสิ่งที่ใกลชิดเกษตรกรมากที่สุด เป็นรากฐานสำคัญ ของชีวิตเกษตรกร แตเป็นสิ่งที่เกษตรกรรูจักนอยที่สุด เกษตรกร ตองรูจักดินในไรนาเปนอยางดี เพื่อชวยใหการตัดสินใจใชประโยชน ที่ดินและเลือกวิธีการจัดการดินไดอยางถูกตองเหมาะสม ทั้งยังตองรูจักพืชที่ปลูกเป็นอยางดีดวย เพราะพืชแตละชนิดมี ความตองการธาตุอาหารที่แตกตางกัน จึงจะรูวาควรเพิ่มเติมธาตุ- อาหารพืชอะไร? ปริมาณเทาไร? เมื่อไร? อยางไร? ถาเปนเกษตรอินทรีย แหลงธาตุอาหารพืชที่เปนวัสดุธรรมชาติจะไดมาจากที่ไหน? รวมทั้ง ใหความสำคัญกับการจัดการเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ละเวนการเผาเศษซากพืชที่เหลืออยูในไรนา ใชพืชตระกูลถั่วเป็น ปยุ พืชสดบำรุงดนิ ปรบั ปรุงดนิ แนนทบึ ดว ยปยุ หมกั ปยุ คอก และเลือก ใชปุยชีวภาพใหเหมาะสมกับพืชที่ปลูก สิ่งเหลานี้จะชวยลดปริมาณ การใชปุยเคมีไดมาก แตกลับพบวา เกษตรกรสวนใหญใหความสนใจกับพันธุพืช สารฆา โรคและแมลง สารฆาวัชพืช มากกวาดิน ถาเกษตรกรยังคงขาดหลักคิด หลักวิชา และหลักปฏิบัติที่ถูกตองในการจัดการดินในไรนาของ ตนเองแลว ความสำเร็จที่ยั่งยืนของอาชีพเกษตรกรรมยอมมิอาจ เกิดขึ้นอยางแนนอน 45
6. การเสริมสรางขีดความสามารถของเกษตรกร 6.1 ความจำเปน เปา หมายของการพัฒนา คือ การพ่งึ ตนเองและพึ่งพงิ กัน มนุษย อยูรวมกันเป็นชุมชนและสังคม จึงตองพึ่งพิงกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นไดก็ตอเมื่อ ทุกคนใหคุณคาและเห็นความสำคัญของกันและกัน เปนการอยูรวมกัน ทามกลางความแตกตา ง ทงั้ ความเช่อื ความคดิ ความรู ประสบการณ ฐานะ ทางเศรษฐกิจและสังคม คอยเปนกำลังใจใหกันและกัน และรวมกันฟนฝา อุปสรรคไปสูเปาหมายที่กำหนดไว การพ่งึ ตนเองของเกษตรกรมีความสำคัญในทุกมิติและทุกระดับ ของการพฒั นาประเทศ กลา วคอื เกษตรกรมคี วามรคู วามสามารถในการแก ปัญหาและพัฒนางานและชีวิตไดดวยตนเอง จากนั้นจึงขยายไปสูระดับ ชมุ ชนและทองถิ่นใหกวางขวางยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำใหเกิดการประสานพลังใน การรวมคิดรวมสรางสังคมอยูเย็นเปนสุขของประเทศโดยรวม ชวี ิต คือ การศกึ ษาทีแ่ ทจ รงิ เนอ่ื งจากการเรยี นรูเกดิ ขึน้ ได ทกุ ที่ ทุกเวลา และสงผลตอ ชวี ติ ทันที มนษุ ยจ งึ ตอ งเรยี นรูต ลอดชวี ิต สวนการศึกษาจัดตั้ง คือ การศึกษาทุกรูปแบบที่จัดขึ้น เพื่อสราง โอกาสและเงื่อนไขใหผูเรียนสามารถพัฒนาตนเองไดรวดเร็วยิ่งขึ้น จุดคอขวด (จดุ วกิ ฤต/จุดเปล่ียน/จดุ เปน จดุ ตาย) ของการพฒั นาคน ในภาพรวมมดี งั นี้ (1) คนทำไมไดคิด คนคิดไมไดทำ ทำใหไมสอดคลองกับ ความตองการและสภาพภูมิสังคมที่แตกตางหลากหลายของชุมชนทองถิ่น (2) ใชว ธิ สี งั่ ใหทำ สอนใหจ ำ บอกใหเ ชือ่ ทำใหค ิดไมเ ปน ทำไมเ ปน แกปญหาไมได ซึ่งแทจริงแลว ไมมีสูตรสำเร็จในการสรางความสำเร็จ 46
เพราะความสำเร็จเกิดข้ึนจากความลงตัวพอดีของเหตุปจจัยท่ีเก่ียวของ ซึ่งเหตปุ จ จัยเหลา น้ันเชอื่ มโยงกนั และเปล่ียนแปลงตลอดเวลา (3) ขาดเปา หมายสุดทายรวมกนั การขบั เคลื่อนจึงไรทิศทาง ไมม ี พลงั และไมเกิดการทำงานเปน ทีม (4) คิดแยกสวน คิดแบบเหตุเดียวผลเดยี ว แตหน่ึงส่งิ (ผล) เกิดขึ้น จากหลายเหตุ ในทำนองเดยี วกัน หนงึ่ เหตุกอใหเ กดิ หลายสิง่ (ผล) ติดตามมา เปน ปฏกิ ริ ิยาลูกโซ หรืออกี นัยหน่ึง “มนี นั่ เพราะมนี ี่ ทำส่ิงนน้ั จงึ เกิดสงิ่ น้ี” 6.2 ความเช่อื เปลย่ี นวิถีชีวติ เมอื่ ความเชือ่ เปลยี่ นไป วิธคี ิด วธิ ีใหค ณุ คา วิธีทำงาน และวิถีชีวิตยอ ม เปลย่ี นแปลงตามไปดว ย หรอื กลา วอกี นยั หนง่ึ “ความเชอ่ื เปลย่ี นวถิ ชี วี ติ ” และ เมอื่ หลายๆ วิถีชีวติ มาอยูรวมกนั เปน ชมุ ชน จะเกิด “วัฒนธรรมชมุ ชน” ขึ้นมา การศกึ ษาจดั ตง้ั จงึ ควรเรม่ิ ท่ี “การเคลอ่ื นใจ” ใหเ ชอ่ื วา (1) ทกุ สรรพสง่ิ ลว นเชอ่ื มโยงกนั และเปลย่ี นแปลงตลอดเวลา (2) คนมคี ณุ คา และตอ งการทำความดี (3) คนมีศักยภาพที่แตกตางหลากหลายและไรขีดจำกัด 47
(4) ความรัก ความสามัคคี และความพรอมเพรียงเปนปจจัยสำคัญ นำสูความสำเร็จ ความเชื่อเหลานี้เปนพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาตนเอง และการใช ชีวิตรวมกันอยางมีความสุข อกี ทง้ั ตอ ง “เคลอ่ื นความคดิ ” ใหห นั กลบั มา (ยเู ทริ น ) คดิ พง่ึ ตนเอง เพอ่ื ฟน ฟคู วามเช่ือม่ันในศกั ยภาพของตนเอง ในขณะเดียวกนั ตอ งเหน็ คุณคา ของ ผอู ื่นดว ย เพราะชุมชนและสงั คมตอ งพึง่ พึงกนั รวมทั้งใหคุณคา กับการดำเนิน ชีวิตในทางสายกลาง (พอประมาณ มีเหตุผล) ที่ใชคุณธรรมและสติปญญา เปนเครื่องนำทางชีวิต (มีคุณธรรม มีความรู) ซึ่งจะชวยใหการดำรงชีวิตมี ภูมคิ ุมกันดขี ึ้น จากนั้น “ติดอาวุธวิชาการ“ โดยเฉพาะความรูที่ยังไมเพียงพอใน การบรรลุเปาหมายเทานั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการฝกอบรมที่มีเปาหมายไมชัดเจน (“ฝกอบรมไวลืม”) และใหความสำคัญกับการเรียนรูรวมกันในการปฏิบัติ ผานการรว มคิด รว มทำ รว มรับผดิ ชอบ เพื่อใหเ กิดการปรับปรงุ อยางตอ เน่ือง แ ล ว น ำ ค ว า ม รู แ ล ะ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ ม า แ ล ก เ ป ลี่ ย น เ รี ย น รูซึ่ ง กั น แ ล ะ กั น ทำใหเกิด “การเลียนแบบเพื่อตอยอด” ขยายวงกวางขึ้น 48
6.3 แนวทางสเู ปาหมาย ขออัญเชิญแนวทางที่ในหลวงทรงพระราชทานใหใชในการแกปญหา ความไมส งบในพนื้ ที่ภาคใต คอื เขาใจ เขา ถึง และพฒั นา มาสกู ารปฏิบัติ ในทกุ ข้ันตอน โดยเร่มิ ตน จาก (1) ทำแผนที่ “เกษตรกรมืออาชีพ” (Social Mapping) ในชุมชน (2) แลกเปลย่ี นเรยี นรูซง่ึ กนั และกนั (S&L, Share & Learn) เพอ่ื เรยี นรู หลกั คดิ และภมู ปิ ญ ญาของเกษตรกรมอื อาชพี เหลา นน้ั เปน การเรยี นรู “ภายใน” ชมุ ชนทองถน่ิ (3) เลียนแบบเพื่อตอยอด (C&D, Copy & Development) โดย การกระตุนและหนุนเสริมใหเกิดการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (KM, Knowledge Management) ในไรนาโดยเกษตรกรมืออาชีพ (4) ถอดรหัสความรทู ีค่ น พบจากการศึกษาคนควาทดลอง และแลก- เปลย่ี นเรียนรูกับ “ภายนอก” อาทิ นักพัฒนา นักวชิ าการ เกษตรกรมืออาชีพใน ชมุ ชนอ่นื ๆ ฯลฯ (5) จินตนาการ “ตัวแบบ” ใหมๆ และสรา งระบบการจัดการ 49
(6) ใช “ตัวแบบ” ที่ประสบความสำเร็จเปน “แหลงเรียนรู” ของ เกษตรกรรายอื่นๆ โดยเฉพาะในพ้ืนที่ใกลเ คยี ง (7) รวมกลมุ สรา งเครอื ขา ย และรว มมอื กบั ภาคพี นั ธมติ รทห่ี ลากหลาย ภาคผนวก วิธีการเก็บตัวอยา งดินเพื่อวิเคราะหธ าตอุ าหารพืช 1. หลักการ (1) ตัวอยางดินตอ งเปน ตัวแทนของพน้ื ทที่ ีจ่ ะตรวจสอบธาตุอาหารพืช เพ่ือใหไดคำแนะนำการใชปุยท่ีสอดคลองกับสภาพความเปนจริงของดินใน พน้ื ทีน่ ้นั (2) อุปกรณและภาชนะที่ใชในการเก็บตัวอยางดินตองสะอาด โดย เฉพาะอยางยิ่ง ตองระมัดระวังการปนเปอนของปุย (3) ตัวอยางดินแตละตัวอยางตองเป็นตัวแทนของพื้นที่ที่มี ความสมำ่ เสมอ และขนาดของพื้นที่ไมค วรเกนิ 25 ไร (ตัวอยางดนิ 1 ตวั อยา ง เป็นตัวแทนของพื้นที่ไมเกิน 25 ไร) แตถาพื้นที่ไมสม่ำเสมอ สังเกตได จากการเจริญเติบโตของวัชพืชหรือพืชที่ปลูก พื้นที่มีความลาดเทตางกัน ประวัติการใชที่ดินตางกัน ปลูกพืชตางชนิดกัน หรือเคยใชปุยตางกัน ตอ งแบง พืน้ ท่ีน้นั ออกเปนแปลงยอยๆ แลวเกบ็ ตวั อยา งดิน เพ่อื ใหไ ดต วั แทน ของแตละแปลงยอย กลาวคือ ตัวอยางดิน 1 ตัวอยางใชเปนตัวแทนของ แตละแปลงยอย (4) การเก็บตัวอยางดิน ควรเก็บตัวอยางดินกอนการปลูกพืช เพื่อ ใหไดขอมูลปริมาณธาตุอาหารพืชในดินที่ใกลเคียงกับสภาพความเปนจริง มากที่สุด 50
2. อปุ กรณและวธิ กี าร แสดงพื้นที่แบงออก 2.1 อปุ กรณ เปนแปลงยอย แปลงที่ 1 แปลงที่ 2 บาน ถนน แปลงที่ 3 2.2 วธิ กี าร (1) ถา ขนาดของพน้ื ที่เกิน 25 ไร หรอื พืน้ ทม่ี คี วามไมส ม่ำเสมอ ใหแ บง พืน้ ท่ีออกเปนแปลงยอยๆ แลว กำหนดหมายเลขแปลงยอยเหลา นน้ั (2) เดินสุม เก็บตวั อยางดิน 15 - 20 จดุ ใหท ว่ั ในแตละแปลงยอย (3) การเก็บตัวอยางดินแตละจุด ใชพลั่วหรือจอบขุดดินเปนหลุมรูป คมขวาน หรือรูปลิ่ม ในกรณีของพืชไรทั่วๆ ไป เชน ขาวโพด ใหมีความลึก ประมาณ 15 ซม. แตขาวใชความลึกเพียง 10 ซม. เพราะมีระบบรากตื้นกวา ขาวโพด จากนั้นใชพลั่วแซะดินดานหนึ่งของหลุมใหไดดินเป็นแผนหนา 2-3 ซม. แบงดินตามแนวดิ่งออกเปน 3 สวนเทา ๆ กัน จะไดดินที่มีรูปราง 51
เหมือนเสนกวยเตี๋ยว 3 เสน ใชเฉพาะสวนกลาง (เสนกลาง) ซึ่งมีความลึก ตั้งแตผิวดินลงไปถึงกนหลุม ตัวอยางดินที่ไดนับเปนตัวแทนของดิน 1 จุด แลวนำตัวอยางดินใสรวมกันในกระปองพลาสติก สำหรับไมผลและไมยนื ตน ใหเกบ็ ดนิ ทีบ่ รเิ วณรศั มขี องทรงพมุ ใน 2 ระดับความลกึ คอื 0 - 20 ซม. (ดินบน) และ 30 - 50 ซม. (ดินลาง) โดยแยก ตวั อยา งดนิ บนและดนิ ลา งออกจากกนั คนละกระปอ ง และควรวเิ คราะหใ บดว ย 15 ซม. 15 ซม. 2-3 ซม. (4) คลกุ เคลา ดนิ ในกระปอ งใหเ ขา กนั เทลงบนผาพลาสตกิ คลุกเคลา ดินใหเขากันอีกครั้งหนึ่ง ถาดินเปียก ตากในที่รม หามตากแดด เพราะจะ ทำใหผลการวิเคราะหด นิ คลาดเคลอื่ น ยอยดินใหเปน กอ นเลก็ ๆ กองดินเปน รูปฝาชี แบง ดนิ ออกเปน 4 สวน เกบ็ ดนิ ไวเ พยี งสว นเดยี ว ทำซ้ำจนเหลอื ดนิ หนักประมาณครง่ึ กิโลกรมั สำหรบั ใชใ นการวเิ คราะห (5) ถาดนิ ยงั เปยกอยู ใหต ากในทร่ี มตอ ไป แลวบดใหละเอียด โดยใช ขวดแกว ท่ีสะอาด จากนั้นเก็บใสถุง และเขียนหมายเลขกำกับไว 52
การตรวจสอบปริมาณ เอ็น-พี-เค ในดนิ แบบรวดเรว็ การตรวจสอบปรมิ าณ เอ็น-พ-ี เค ในดินทำได 2 วธิ ี คอื วิธวี เิ คราะห อยา งละเอยี ด ตองทำในหอ งปฏิบัตกิ าร ใชอุปกรณแ ละเครื่องมอื ที่มีราคาแพง และใชเ วลาหลายวนั ตอ งใชน กั วชิ าการทม่ี คี วามชำนาญและประสบการณส งู อีกวธิ ีหนึง่ เปน วิธีการตรวจสอบแบบรวดเรว็ เปน วธิ ีทางเคมีเหมอื นกับ วิธีแรก แตถูกดัดแปลงใหทำไดงายและรวดเร็ว คาใชจายนอย ใชเวลาเพียง ไมกี่นาที และเกษตรกรสามารถตรวจสอบไดดวยตนเอง ผลที่วัดไดจึงเปน คาโดยประมาณ แตมีความถูกตองเพียงพอสำหรับใชในการใหคำแนะนำปุย 1. การสกดั (การละลาย) ธาตอุ าหารพืชในดิน ตวงตวั อยา งดนิ โดยใชซ อ นตวงทใ่ี หไ ว เคาะเบาๆ กบั ฝา มอื 3 ครง้ั ใหด นิ ยบุ ตวั ใชแ ผน เหลก็ ปาดดนิ สว นทเ่ี กนิ ออก แลว ใสด นิ ลงในขวดพลาสตกิ เติมน้ำยาสกัดเบอร 1 ลงไป 20 มล.ใหเทน้ำยาสกัดลงในถวย พลาสติกกอน แลวจึงเท ลงในกระบอกตวง ปดฝา ขวด เขยาใหดินทำ ป ฏิ กิ ริ ย า กั บ น้ ำ ย า ส กั ด ประมาณ 5 นาที กรองสารละลาย ดินโดยใชกระดาษกรองท่ี เตรียมไว จากนน้ั นำสง่ิ ท่ี กรองไดไปตรวจสอบ ปริมาณ เอ็น-พี-เค ในดนิ ตอไป 53
ขอ ควรระวงั : เนอ่ื งจากธาตไุ นโตรเจนทพ่ี ชื ดดู ไปใชป ระ โยชนไ ดใ นดนิ นา และในดนิ ไรอ ยใู นรปู ทแ่ี ตกตา งกนั ถา เปน ดนิ นา ใหว เิ คราะห “เอน็ ” ทอ่ี ยู ในรปู แอมโมเนยี ม สว นดนิ ไร ใหว เิ คราะห “เอน็ ” ทอ่ี ยใู นรปู ไนเทรต 2. การตรวจสอบ เอ็น-พ-ี เค ในสารละลายดิน 2.1 แอมโมเนยี ม - ดูดน้ำที่กรองไดจากขวด รองรบั 2.5 มล. ใสล งในหลอดแกว - เตมิ ผงเบอร 2 หนึ่งซอนเล็ก - เตมิ นำ้ ยาเบอร 3 ลงไป 5 หยด - ปด ฝาหลอดแกวดวยจกุ ยาง - เขยา ใหเ ขากัน ท้งิ ไว 5 นาที - อานคา “แอมโมเนยี ม” โดย เปรียบเทียบกับแผนสีมาตรฐาน • ถา เกิดโทนสฟี า ใช “แถบสแี ผนที่ 1” • แตถ าเกดิ โทนสีเขียว ใช “แถบสีแผนที่ 2” 2.2 ไนเทรต - ดูดน้ำที่กรองไดจากขวด รองรบั 2.5 มล. ใสล งในหลอดแกว - เตมิ นำ้ ยาเบอร 4 ลงไป 0.5 มล. - เตมิ ผงเบอร 5 หนึ่งซอนเลก็ - ปด ฝาหลอดแกวดว ยจกุ ยาง - เขยา ใหเ ขา กัน ทิ้งไว 5 นาที - อานคา “ไนเทรต” โดยเปรียบเทียบกับแผนสีมาตรฐาน 54
2.3 ฟอสฟอรัส - ดูดน้ำที่กรองไดจากขวด รองรบั 2.5 มล. ใสล งในหลอดแกว - เตมิ นำ้ ยาเบอร 6 ลงไป 0.5 มล. - เติมผงเบอร 7 ครึ่งซอนเล็ก - ปดฝาหลอดแกวดวยจุกยาง - เขยาใหเขากัน ทิ้งไว 5 นาที - อานคา “ฟอสฟอรัส” โดยเปรียบเทียบกับแผนสีมาตรฐาน 2.4 โพแทสเซยี ม กอนตรวจสอบปริมาณโพแทสเซยี ม ตอ งเตรยี ม “น้ำยาเบอร 9” กอน โดย ดดู นำ้ กรองจากขวดท่ีใหไ ว 3 มล. ใสลงในขวดเบอร 9 ทม่ี ีผงเคมบี รรจุอยู เขยาใหเ ขากนั 5 นาที จนผงเคมีละลายหมด จะไดส ารละลายสีน้ำตาลสม เมื่อใชแ ลว เกบ็ ในตเู ย็นชอ งธรรมดาจะอยูไดถงึ 3 เดือน หากเก็บไวท ่อี ณุ หภูมิ หอ งปกตจิ ะอยไู ดเ พยี ง 7 วนั ผงเคมใี นขวดทย่ี งั ไมไ ดผ สมนำ้ เกบ็ ไวใ ชไ ดต ลอดไป - ดดู น้ำที่กรองไดจ ากขวดรองรับ 0.8 มล. ใสล งในหลอดแกว - เติมน้ำยาเบอร 8 ลงไป 2.0 มล. (หามเขยา) - เติมน้ำยาเบอร 9A ลงไป 1 หยด (หามเขยา) - เติมน้ำยาเบอร 9 ลงไป 2 หยด (หามเกิน) - ปิดฝาหลอดแกวดวยจุกยาง 55
- เขยาใหเขากัน แลวอานคา “โพแทสเซียม” ทันที • ถามี “ตะกอน” อานวา “เค” สูง • ถามี “ฝาขาว” อานวา “เค” ปานกลาง • ถาไมมีทั้ง “ตะกอน” และ “ฝาขาว” อานวา “เค” ต่ำ 3. ขอ ควรระวัง (1) นำ้ ยาและสารเคมสี ว นใหญท ใ่ี ชว เิ คราะหด นิ มที ง้ั ทเ่ี ปน กรดและดา ง ตองระวงั อยา ใหถ กู ผิวหนงั กระเด็นเขาตา หรือสดู ดมไอระเหยโดยตรง ถามี ปญหาเกดิ ขน้ึ ใหล า งดว ยนำ้ สะอาดทันที หลังจากใชง านแลว ปด ฝาขวดน้ำยา และสารเคมใี หแนน ลางอปุ กรณตา งๆ ดว ยนำ้ สบูออ นๆ และน้ำสะอาด ผ่งึ ให แหง แลวเกบ็ เขา กลอง ควรเกบ็ ชุดตรวจสอบฯ ในที่รม แหง และพน มือเด็ก (2) ควรทำการวิเคราะหดินพรอ มกันหลายๆ ตวั อยา ง (20-25 ตวั อยาง) เพราะน้ำยาเบอร 9 เก็บไวไ ดไ มน าน (เส่อื มงาย) และตองลางหลอดดดู (เข็ม ฉดี ยา) ดวยน้ำสะอาดทกุ ครัง้ กอ นนำไปใชด ดู น้ำทกี่ รองไดจ ากขวดรองรับของ ตวั อยางใหม (3) วธิ กี ารวัดปริมาตรนำ้ ยาสกัดดว ยกระบอกตวง หรอื วัดปรมิ าตรน้ำ ที่กรองไดจากขวดรองรับดวยหลอดดูด (เข็มฉีดยา) ใหยกกระบอกตวงหรือ หลอดดูดมาอยูในระดับสายตา แลว จึงปรบั ปริมาตรใหระดบั ผวิ นำ้ สวนท่เี วา ตำ่ สุดมาอยูตรงกับขีดปรมิ าตรท่ตี อ งการ นอกจากนี้ ตอ งใชหลอดดดู ขนาดท่ี เหมาะสมดว ย ใหใ ชห ลอดดดู ขนาด 3 มล. สำหรบั “เอน็ ” และ “พ”ี สวน “เค” ใชหลอดดูดขนาด 1 มล. (4) การอา นคา “เอน็ ” และ “พี” จากแผนสมี าตรฐาน ในกรณีสขี อง สารละลายอยูระหวา ง 2 ระดบั สี ใหอ านคาระดับสีท่ีต่ำกวา เสมอ เชน ถา อยู ระหวา งระดับสี “ตำ่ ” กับ “ปานกลาง” ใหอานวา “ต่ำ” หรอื ถา อยรู ะหวา ง “ปานกลาง” กับ “สูง” ใหอานวา “ปานกลาง” เพื่อใหไดคำแนะนำปุยที่มี ปริมาณธาตุอาหารเพียงพอกับความตองการของพืช 56
(5) การอานคา ปรมิ าณธาตโุ พแทสเซยี ม ถา “ตกตะกอน” แสดงวามี “เค” สูง ซึ่งดูไดงาย แตถาสารละลายเปน “ฝาขาว” อาจดูคอนขางยาก แนะนำใหท าบหลอดแกว บนกระดาษสขี าวทม่ี ี “ตัวหนังสือ” อยูดวย แลว อา น ตัวหนงั สือนัน้ ผา นหลอดแกวในสว นท่มี ีสารละลาย ถามองเหน็ ตัวหนงั สือไม ชดั เจนหรอื พลา มัว แสดงวา สารละลายเปน “ฝาขาว” อานวา “เค” ปานกลาง (6) ผลการวจิ ัยแสดงใหเ หน็ วา คา วเิ คราะหดนิ ที่ไดจากชดุ ตรวจสอบฯ มีความถูกตอ งเชน เดยี วกบั การวเิ คราะหด ินในหอ งปฏิบัตกิ าร ดังนน้ั ถงึ แมวา การวิเคราะหดินในหอ งปฏิบัตกิ ารจะไดค าวิเคราะหท ่ลี ะเอียดกวา แตกต็ องนำ คาวิเคราะหดนิ เหลานัน้ มาใชก ับฐานขอมลู คำแนะนำปุย อนั เดียวกนั จงึ ได คำแนะนำปยุ เหมือนกนั แตก ารใชชุดตรวจสอบฯ ประหยดั และรวดเรว็ กวา หลายเทา ตวั คา สหสัมพนั ธข องแอมโมเนียม ไนเทรต ฟอสฟอรสั และโพแทสเซยี ม ระหวางการวเิ คราะหดินในหอ งปฏบิ ัตกิ ารกับการใชชดุ ตรวจสอบฯ ดินกรด ดนิ ดาง ทราย รว น เหนียว ทราย เหนยี ว แอมโมเนยี ม สมั ประสิทธส์ิ หสัมพันธ 0.96** 0.87** 0.54** 0.94** 0.79** จำนวนตัวอยา งดิน 51 55 138 8 33 ไนเทรต สัมประสิทธ์สิ หสัมพันธ 0.99** 0.98** 0.80** 0.93** 0.86** จำนวนตวั อยางดนิ 51 55 138 8 33 ฟอสฟอรสั สัมประสิทธิ์สหสมั พนั ธ 0.77** 0.54** 0.48** 0.83** 0.50** จำนวนตัวอยางดิน 51 55 138 8 33 โพแทสเซียม สัมประสิทธ์สิ หสัมพนั ธ 0.75** 0.60** 0.73** 0.67** 0.89** จำนวนตัวอยางดนิ 51 55 138 8 33 57
การตรวจสอบความเปนกรด-ดา งของดนิ สภาพความเปน กรด-ดา งของดนิ นยิ มแสดงดว ยคา พเี อช (pH) มคี า อยู ระหวาง 1 - 14 โดยมคี า กงึ่ กลางอยูท ี่ 7 ซ่ึงบอกถึงความเปน กลาง คาพเี อช ยง่ิ ตำ่ กวา 7 มากเทา ไร ความเปน กรดยง่ิ รนุ แรง สว นคา พเี อชสงู กวา 7 บอก สภาพความเปนดาง ความเปนกรด-ดางของดินเกี่ยวของกับระดับความเปน ประโยชนข องธาตอุ าหารพชื ในดนิ เชน ในดนิ ทม่ี คี า พเี อชตำ่ กวา 5.5 หรอื สงู กวา 8.5 พืชอาจแสดงอาการขาดแคลเซียมและแมกนีเซยี ม รวมท้งั โพแทสเซยี ม หรือในดนิ ที่คา พเี อชตำ่ กวา 5.0 เมอื่ ใสปุยฟอสเฟตลงไป พืชอาจใชป ระโยชน ไดเ พียงรอ ยละ 10 ของสว นทคี่ วรเปนประโยชนตอพืช ฟอสเฟตในดินจะถกู ตรึงนอ ยทส่ี ดุ ท่รี ะดับพเี อช 6 - 7 นอกจากนี้ ความเปนประโยชนข องจลุ ธาตุใน ดินกข็ ้ึนอยกู ับความเปน กรด-ดางของดินอยา งมาก - ใสด นิ ลงในหลุมพลาสติกประมาณครงึ่ หลมุ โดยใชช อนตกั ดนิ - หยดนำ้ ยาเบอร 10 ลงไปจนดนิ อม่ิ ตวั ดว ยนำ้ ยา แลว เพ่มิ นำ้ ยาอกี 2 หยด - เอียงหลุมพลาสติกไปมา เพื่อให น้ำยาทำปฏิกิริยากับดินอยางทั่วถึง ถาดินเหนียว ดินจะเกาะกันเปนกอน ใหใ ชปลายชอ นเข่ียเบาๆ ระวงั ! อยา ให นำ้ ยาขนุ - ท้งิ ไว1นาทีเปรียบเทียบสีของนำ้ ยา ท่ี บ ริ เ ว ณ ข อ บ ห ลุ ม กั บ แ ผ น เ ที ย บ สี มาตรฐาน 58
ดนิ ทเ่ี ปน กรดรนุ แรง (pH 4.0 - 5.0) แนะนำใหแ กไ ขดว ยการใชป นู เชน หนิ ปนู บดละเอยี ด ปนู มารล ปนู โดโลไมต เปลอื กหอยเผา และปนู ขาว ปริมาณหนิ ปูน (CaCO3) บดละเอยี ดที่แนะนำใหใชในการแกไข ความเปนกรดของดนิ เพื่อยกระดบั พเี อชใหได 7.0 คาพีเอชเดมิ หินปูนบดละเอยี ด (กก.ตอ ไร) ดินหนียว (pH) ดนิ ทราย ดนิ รว น ดินรวน รว นเหนยี ว 5.0 รวนปนทราย 500 4.5 200 300 400 1,100 4.0 700 800 1,000 2,100 3.5 1,100 1,300 1,800 3,000 1,600 2,000 2,500 หมายเหตุ : ปูนที่ใชแกความเปนกรดมีหลายชนิด ถาไมใชหินปูนบดละเอียด ใหใชคาตอไปนี้ในการคำนวนปริมาณปูนชนิดอื่นที่ตองการนำมาใชแทน 1. ปนู ขาว (Ca(OH)2 ) = ตวั เลขในตาราง x 0.74 กก./ไร 2. หนิ ปนู เผา (CaO) หรอื เปลอื กหอยเผา = ตวั เลขในตาราง x 0.56 กก./ไร 3. ปนู โดโลไมต (Ca.Mg(CO3)2) = ตวั เลขในตาราง x 0.92 กก./ไร 4. ปนู มารล = ตวั เลขในตาราง x 1.25 กก./ไร 59
ตารางเปรียบเทียบ “ชดุ ดนิ ” ดินที่ใชเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจมี 62 “กลุมชุดดิน” (Soil Group) ซึ่ง แตละกลุมชุดดินประกอบดวยหลาย “ชุดดิน” (Soil Series) ที่มีลักษณะ ศักยภาพและการจัดการที่คลายคลึงกัน แตคำแนะนำ “ปุยสั่งตัด” มีเฉพาะ ชุดดินหลักๆ เทานั้น การใช “ปุยสั่งตัด” ในชุดดินอื่นๆ จึงตองใชคำแนะนำ ของชุดดินที่ศึกษาแลว ชุดดนิ (Soil Series) ทีใ่ ชปลกู ขาวโพด ชดุ ดิน ชุดดนิ ชดุ ดิน ชดุ ดนิ ที่ศึกษาแลว ท่คี ลายคลงึ กนั 1/ ทศี่ ึกษาแลว ทค่ี ลา ยคลงึ กัน 1/ กบินทรบรุ ี (Kb) โปง ตอง (Po) เชียงใหม (Cm) กำแพงเพชร (Kp) น้ำดุก (Nd), โชคชยั (Ci) ทาใหม (Ti) ปาสกั (Pa), ดงตะเคยี น (Dt) เพชรบรุ ี (Pb), ดงยางเอน (Don) เพชรบูรณ (Pe) ดงลาน (Dl) กำแพงแสน (Ks) ตะพานหนิ (Tph) ดอนเจดยี (Dc) ยางตลาด (Yl) เขาใหญ (Ky) ดอนไร (Dr) โคกปรือ (Kok) ดา นซาย (Ds) โคราช (Kt) ตาคลี (Tk) จักราช (Ckr) ทบั กวาง (Tw) จตั ตุรัส (Ct) ตรัง (Tng) จันทกึ (Cu) ธาตพุ นม (Tp) ชยั บาดาล (Cd) ทับเสลา (Tas) เชียงของ (Cg) ทา มว ง (Tm) ชุมพลบุรี (Cph) เชยี งคาน (Ch) ทา ยาง (Ty) เชียงแสน (Ce) ดอยปุย (Dp) ทาล่ี (Tl) 60
ชุดดนิ (Soil Series) ที่ใชป ลกู ขา วโพด (ตอ ) ชดุ ดนิ ชุดดนิ ชุดดิน ชุดดนิ ท่ศี กึ ษาแลว ท่คี ลา ยคลึงกนั 1/ ท่ศี ึกษาแลว ท่คี ลา ยคลงึ กนั 1/ ไทรงาม (Sg) ลำพญากลาง (Lg) นาคู (Nu) ลี้ (Li) งาว (No) เลย (Lo) น้ำพอง (Ng) บรบอื (Bb) วังชมพู (Wc) บา นกลาง (Bag) วงั สะพุง (Ws) บา นจอง (Bg) วงั ไฮ (Wi) น้ำเลน (Nal) บา นไร (Bar) วาริน (Wn) บรุ รี มั ย (Br) สกล (Sk) ปราณบรุ ี (Pr) สตกึ (Suk) ปากชอง (Pc) สบปราบ (So) โปง นำ้ รอน (Pon) พะเยา (Pao) สมอทอด (Sat) โพนงาม (Png) มาบบอน (Mb) สนั ปา ตอง (Sp) บา นไผ (Bpi), โพนพสิ ัย (Pp) เขาพลอง (Kpg), ไพศาลี (Phi) กำบง (Kg) ภูสะนา (Ps) ลำสนธิ (Ls) มหาสารคาม (Mk) สคี วิ้ (Si) มวกเหลก็ (Ml) สรุ ินทร (Su) นาเฉลียง (Nc) แมแ ตง (Mt) นำ้ ชุน (Ncu) แมร มิ (Mr) สูงเนนิ (Sn) ยโสธร (Yt) ชมุ พวง (Cpg) หนองมด (Nm) ยางตลาด (Yl) หุบกะพง (Hg) หา งฉตั ร (Hc) ลพบุรี (Lb) หนิ ซอน (Hs) นครสวรรค (Ns) ลาดหญา (Ly) หวยยอด (Ho) ลำนารายณ (Ln) บงึ ชะนงั (Bng) 61
ชดุ ดิน (Soil Series) ทใ่ี ชปลูกขาว ชุดดนิ ชุดดนิ ชดุ ดิน ชดุ ดนิ ทศ่ี ึกษาแลว ท่ีคลา ยคลึงกนั 1/ ทีศ่ กึ ษาแลว ท่คี ลายคลงึ กนั 1/ กุลารอ งไห (Ki) ธัญบุรี (Tan) แกลง (Kl) นำ้ กระจาย (Ni) เกาะใหญ (Koy) นครปฐม (Np) ขอนแกน (Kkn) นครพนม (Nn) เขมราฐ (Kmr) มะขาม (Mak) เขายอย (Kyo) นาน (Na) โคกกระเทยี ม (Kk) บางกอก (Bk) โคกเคียน (Ko) บางเขน (Bn) คลองขุด (Kut) บางนรา (Ba) ฉะเชิงเทรา (Cc) บางน้ำเปร้ยี ว (Bp) ชะอำ (Ca) บางปะอิน (Bin) ชองแค (Ck) บางแพ (Bph) ชัยนาท (Cn) บางมลู นาค (Ban) ชุมแสง (Cs) บางเลน (Bl) เชยี งราย (Cr) บานโภชน (Bpo) เชียรใหญ (Cyi) บา นหมี่ (Bm) ชลบรุ ี (Cb) บุณฑรกิ (Bt) เดมิ บาง (Db) ปากทอ (Pth) ดอนเมือง (Dm) พาน (Ph) ทาตูม (Tt) พานทอง (Ptg) ทา เรือ (Tr) พะยอมงาม (Pym) ทาศาลา (Tsl) พิจิตร (Pic) ทาขวาง (Tq) พมิ าย (Pm) ทุง คา ย (Tuk) เพชรบรุ ี (Pb) 62
ชดุ ดิน (Soil Series) ที่ใชป ลูกขาว (ตอ) ชุดดนิ ชดุ ดิน ชดุ ดนิ ชุดดนิ ท่ีศึกษาแลว ทีค่ ลา ยคลึงกัน 1/ ที่ศึกษาแลว ทคี่ ลา ยคลึงกนั 1/ เพญ็ (Pn) สะทอน (Stn) ผกั กาด (Pat) สตูล (Stu) มโนรมย (Mn) สันทราย (Sai) มหาโพธ์ิ (Ma) สายบุรี (Bu) แมส าย (Ms) ลับแล (Le) สิงหบ ุรี (Sin) รอยเอด็ (Re) สีดา (Sda) สุไหงโกลก (Gk) ระแงะ (Ra) สไุ หงปาดี (Pi) ระโนด (Ran) สโุ ขทัย (Skt) รังสติ (Rs) สีทน (St) ชัยภมู ิ (Cy) ราชบรุ ี (Rb) วเิ ชียรบุรี (Wb) เรณู (Rn) ยานตาขาว (Yk) ลพบุรี-ต่ำ (Lb-1) เสนา (Se) บานบึง (Bbg) ศรีเทพ (Sri) ละงู (Lgu) หนองแก (Nk) ลำปาง (Lp) หางดง (Hd) วฒั นา (Wa) หินกอง (Hk) วงั ตง (Wat) องครักษ (Ok) มูโนะ (Mu) วสิ ัย (Vi) อน (On) ศรสี งคราม (Ss) อยธุ ยา (Ay) สมุทรปราการ (Sm) อตุ รดติ ถ (Utt) สรรพยา (Sa) อบุ ล (Ub) สระบุรี (Sb) 1/ การจัดชุดดนิ ทค่ี ลา ยคลงึ เนนสมบตั ิดนิ ชัน้ บนเปนหลัก ที่มา : พิบูลย กงั แฮ (2552) 63
ทีมงานวจิ ยั การจัดการธาตอุ าหารเฉพาะพ้ืนท่ี 1. ทป่ี รึกษา Emeritus Professor Dr. Kazutake Kyuma, Kyoto University Professor Dr. Russell Yost, University of Hawaii ศ.เกียรตคิ ุณ ดร.สรสทิ ธิ์ วชั โรทยาน มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร รศ.ดร.วโิ รจ อ่มิ พิทกั ษ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร 2. นักวจิ ัย มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร ศ.ดร.ทัศนยี อัตตะนนั ทน ผศ.ดร.ชัยฤกษ สวุ รรณรัตน ผศ.พบิ ูลย กังแฮ ผศ.ดร.เสาวนุช ถาวรพฤกษ กรมพัฒนาทดี่ นิ ดร.บุรี บญุ สมภพพันธ นายทวีศกั ด์ิ เวยี รศลิ ป นายสหัสชัย คงทน นายอธั ยะ พนิ จงสกุลดษิ ฐ นายชัยรตั น วรรณรักษ นายเจตน ลอใจ ดร.ปน เพชร ดีลอ ม กรมวิชาการเกษตร นายหรง่ิ มีสวัสดิ์ นายประดษิ ฐ บุญอำพล นายสนั ติ ธีราภรณ นายวีรวัฒน นลิ รตั นคณุ นายบญุ ชวย สงฆนาม นายสกุ ิจ รตั นศรวี งษ นายนิตย วงษา กรมสงเสริมการเกษตร นางสาวอรณุ ี เจรญิ ศกั ด์ิศริ ิ นายกเู กียรติ สรอยทอง นายณรงค วฒุ วิ รรณ นางสาวชัญญา ทพิ านกุ ะ นายปรีชา สมบูรณป ระเสริฐ นายรังสรรค กองเงิน นางจนั ทรจริ า สุนทรภัทร กรมการขาว นายอานนั ท ผลวัฒนะ นางสาวสมจติ คนั ธสุวรรณ นายปญ ญา รมเย็น ดร.นิวฒั น นภีรงค นายเฉลิมชาติ ไชยคาม นางไพลิน รตั นจ ันทร นางสาวนลินี เจียงวรรธนะ มลู นิธิพลังนเิ วศและชุมชน ดร.ประทปี วรี ะพัฒนนิรนั ดร 64
Search