Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชนเผ่าผู้ไทยในอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืน

พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชนเผ่าผู้ไทยในอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืน

Description: พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชนเผ่าผู้ไทยในอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืน.

Search

Read the Text Version

1 ชอื่ เรอ่ื ง พฤกษศาสตรพ์ ืน้ บ้านของชนเผา่ ผู้ไทยในอาเภอเรณนู คร จังหวดั นครพนม เพือ่ การอนุรกั ษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพทีย่ ่ังยนื (Ethnobotany of the Phu Thai ethnic group in Renu Nahon district, Nakhon Phanom province for biodiversity sustainable conservation) 1. วัตถปุ ระสงค์ 1.1 เพอ่ื ศึกษาความหลากหลายของพืชท่ีชนเผ่าผไู้ ทยนามาใช้ประโยชนใ์ นด้านต่างๆ 1.2 เพื่อศกึ ษาความสัมพนั ธ์ของเพศและอายุต่อความร้เู ร่ืองการใชป้ ระโยชน์จากพชื ของชนเผา่ ผู้ไทย ในจังหวัดนครพนม 1.3 เพ่อื สร้างสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี นที่เปน็ แหลง่ อนรุ ักษพ์ นั ธุกรรมพชื ท้องถิน่ 2. หลักการ พฤกษศาสตร์พืน้ บา้ นเปน็ การศกึ ษาภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ เกยี่ วกับการใช้ประโยชน์จากพชื ท่ีพบตามแหลง่ ท่ี อยู่อาศัย ซึง่ คนในท้องถิ่นไดม้ ีการใช้ประโยชนจ์ ากพืชเหลา่ นมี้ าเปน็ ระยะเวลานานแล้ว ทง้ั ในด้านการใชเ้ ป็น อาหาร ยารกั ษาโรค การนาไปทาเปน็ เคร่ืองมือเครื่องใช้ในชวี ิตประจาวนั ใชท้ าเคร่ืองดนตรีดา้ นวัฒนธรรม และอ่นื ๆ ความหลากหลายของพชื ที่พบและวิธีการนาพืชไปใชป้ ระโยชนข์ องแต่ละชุมชนจะความแตกตา่ งกัน ไปในแต่ละภมู ภิ าค ซึ่งความรเู้ หล่าน้เี ปน็ ความรู้ท่ไี ดร้ บั การส่ังสมและถ่ายทอดมาเปน็ ระยะเวลานานจากบรรพ บุรุษรุน่ หน่งึ ไปสู่อีกรุ่นหน่ึง ซ่ึงการถา่ ยทอดความรู้น้ีมกั จะอยใู่ นวงแคบ ทาให้ข้อมลู และความรดู้ ้งั เดิมใน ทอ้ งถิ่นนน้ั สูญหายไปเป็นจานวนมากพร้อมกับการจากไปของผู้รู้ และการท่สี ภาพเศรษฐกจิ และสังคม เปลี่ยนแปลงไป ทาใหว้ ิถีชวี ิตของชมุ ชนท้องถิ่นมีการเปลย่ี นแปลงตามไปดว้ ย ปัจจุบันผืนปา่ อันอุดมสมบูรณ์ และพืชพรรณธรรมชาตอิ ันมีค่ามีแนวโน้มลดลงไปทุกที (สริ ิวรรณ, 2546) ชมุ ชนชาวผ้ไู ทย อาเภอเรณูนคร จังหวดั นครพนม มีประวัติการต้ังถ่ินฐานมาต้งั แตส่ มยั ตอนตน้ แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ เปน็ ถน่ิ ทีอ่ ยู่ของชาวผู้ไทยที่ยังคงความเป็นเอกลกั ษณแ์ ละสบื ทอดกันมาจนถงึ ปจั จุบัน มรดกทางวัฒนธรรมผไู้ ทยเรณนู ครซึ่งมีขนบธรรมเนยี มประเพณที ่ีโดดเด่นและประทับใจแก่ผมู้ าเยือน ชนเผ่าผู้ ไทยเป็นกลุ่มชนทมี่ ีสภาพความเป็นอยแู่ ละการดาเนนิ ชวี ติ ทพ่ี ง่ึ พิงธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมรอบตัวเปน็ สว่ น ใหญด่ ว้ ยส่งิ แวดลอ้ มและธรรมชาติท่อี ดุ มสมบรู ณ์ในอดีตท่ีเก้ือกลู ต่อชวี ิตชนเผา่ ผไู้ ทยในด้านอาหาร เคร่อื งนุง่ ห่ม ยารักษาโรค ทอี่ ย่อู าศยั และในด้านอ่นื ๆ สง่ั สมเปน็ ภมู ปิ ัญญาการใช้ประโยชน์จากพืชในท้องถิ่น ของชนเผา่ ผไู้ ทยสืบทอดต่อๆ กนั มา แต่การบันทึกข้อมูลภูมิปัญญาเหลา่ นัน้ เปน็ ลายลักษณ์อกั ษรมเี ป็นส่วน น้อย และแมว้ า่ ชนเผ่าผู้ไทยอาศัยอยหู่ ่างไกลจากชมุ ชนเมือง แต่จากการเปลย่ี นแปลงของสงั คม การพัฒนา เทคโนโลยเี พ่อื อานวย ความสะดวกตา่ ง ๆ เกิดข้ึนอยา่ งรวดเร็วท้ังเทคโนโลยขี า่ วสาร การคมนาคม การแพทย์ และสาธารณูปโภค มผี ลใหช้ วี ิตความเปน็ อยู่ของชนเผา่ ผู้ไทยทพ่ี ง่ึ พาการใช้ประโยชน์จากสิง่ ทมี่ ีอยู่ใน ธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเรอ่ื งพชื สมนุ ไพรพน้ื บ้านลดลง ซงึ่ หมายถงึ ภมู ปิ ญั ญาตา่ ง ๆ ที่เคยใช้ในอดีตยอ่ มลดลงไป ด้วยการศึกษาพฤกษศาสตร์พ้ืนบา้ นของชนเผ่าผู้ไทย ในจงั หวัดนครพนม ซง่ึ เป็นการศึกษาการใชป้ ระโยชน์จาก พรรณพชื ในดา้ นต่าง ๆ เพอ่ื เปน็ การรวบรวมภูมปิ ญั ญาและองค์ความรู้ในการใชป้ ระโยชนจ์ ากพชื ธรรมชาตขิ อง ชุมชนทอ้ งถนิ่ เพอ่ื เปน็ แนวทางการอนุรักษแ์ ละสืบทอดภูมิปัญญาเหลา่ น้ันก่อนท่ีสูญหายไปพรอ้ มกบั ชนเผ่าผู้ ไทยร่นุ เกา่ จนไมเ่ หลือเป็นมรดกแก่เยาวชนรุน่ หลังต่อไป 3. วิธีการดาเนินงาน และการมีส่วนร่วมของนกั เรียน 3.1 การเกบ็ ข้อมลู การใช้ประโยชนจ์ ากพืชพรรณ 3.1.1 พ้นื ท่ที ท่ี าการศึกษาวจิ ัยในคร้ังนีค้ ือ อาเภอเรณนู คร จงั หวดั นครพนม ซงึ่ เป็นท่ีอยู่อาศัย ของชนเผา่ ผไู้ ทย ซึ่งยังคงมวี ิถีชีวติ ทพ่ี ่งึ พาธรรมชาติ ยดึ ถอื วัฒนธรรมประเพณดี ง้ั เดิมในการวิจัยครัง้ น้ี

2 การตดิ ต่อสื่อสารโดยครแู ละนักเรยี น ซ่งึ ใช้ภาษาผูไ้ ทยในการส่ือสารไดส้ ัมภาษณ์ ผู้รู้ หมอพ้ืนบา้ น ผ้อู าวุโส และชาวบ้าน ในหมูบ่ า้ นจานวน 30 คนทมี่ เี พศและอายุแตกตา่ งกนั เกี่ยวกบั การใชป้ ระโยชน์จากพืช ส่วนทใ่ี ช้ วธิ ีการทน่ี ามาใชป้ ระโยชน์ ในด้านการใชเ้ ป็นอาหาร ยารักษาโรค ดา้ นวัฒนธรรม และด้านอน่ื ๆสารวจพชื จาก พนื้ ท่ตี ่างๆของแตล่ ะหม่บู ้าน ไดแ้ ก่ สวนที่อยู่รอบๆบริเวณบ้านบรเิ วณภายในหมบู่ ้าน ป่ารอบหมู่บ้าน และปา่ ท่ี ชาวบา้ นได้เข้าไปใช้ประโยชนร์ วมท้ังพน้ื ที่เกษตรของชาวบา้ น เชน่ ไร่ สวน และนาข้าวเข้าร่วมในพิธีกรรม สาคัญต่างๆ ของหมู่บา้ น และสัมภาษณค์ นในหม่บู ้าน เพ่ือศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณี ชีวิตความเปน็ อยู่ ของคนในพ้ืนที่ 3.1.2 บนั ทึกภาพและข้อมลู ถ่ายภาพตัวอยา่ งพชื ทัง้ ส่วนใบ ดอก และผล โดยเฉพาะส่วนท่ไี ด้นามาใช้ ประโยชน์บันทกึ รายละเอยี ดต่าง ๆ ไดแ้ ก่ ขอ้ มลู ทางพฤกษศาสตร์และลักษณะทางสณั ฐาน วิทยาของพชื เชน่ ท่อี ยู่อาศยั ชนิดของพรรณไม้ ความสูงของลาตน้ สีของดอก และผล เป็นต้น ชือ่ พชื ท่ี เปน็ ภาษาประจาเผา่ บันทึกประโยชน์ ส่วนทนี่ ามาใช้ ประโยชน์ ขน้ั ตอนและวธิ กี ารใช้และการเรียกชอื่ ภาษาไทยอา้ งองิ จากหนงั สือชื่อพรรณไม้แหง่ ประเทศไทย (เต็ม, 2557) 3.1.3 เกบ็ ตวั อย่างพรรณไมแ้ ห้งทีม่ คี วามสมบูรณ์ ทม่ี ีท้ังใบ ดอก และผล เพือ่ เป็นประโยชน์ในการ ตรวจสอบชอ่ื ชนดิ เขยี นบนั ทึกชื่อท้องถิ่น วนั เดอื น ปี ทีเ่ ก็บ และสถานท่ีเกบ็ ลงในกระดาษแข็งขนาด เลก็ และผกู ด้วยเชือกติดกับตัวอย่างไว้ เกบ็ ตวั อยา่ งพชื อยา่ งน้อย 3 ชิ้นตอ่ พชื 1 ชนิด 3.2 การวเิ คราะห์ข้อมูลการวิเคราะหข์ ้อมลู 3.2.1 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถติ พื้นฐาน ความถ่ี รอ้ ยละ คา่ เฉล่ยี 3.2.2 การเปรยี บเทยี บองค์ความร้พู ้ืนบา้ นของเพศ และอายุโดยใชโ้ ปรแกรม SPSS 16.0 (SPSS 2013) สถติ ทิ ่ใี ช้คือ Independent-samples t-test และ One Way ANOVA ตามลาดับ 3.3 การจัดทาสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น 3.3.1 นาขอ้ มูลท่ีได้จากการวิเคราะหแ์ ละจาแนกประเภทมาออกแบบสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน 3.3.2 ศกึ ษาเพิม่ เติมข้อมูลของพชื ท่ีจะนามาปลูกในสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียนในด้านของลกั ษณะ วิสยั ของพืช การปลูก การดูรักษา และประโยชนข์ องพืชชนดิ นนั้ ในดา้ นอนื่ ๆจากเอกสารตาราอืน่ ๆ 3.3.3 จดั ทาสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียนโดยยังคงพรรณไม้เดมิ ทม่ี ีอยใู่ นโรงเรยี นและนาพรรณไม้ใน ท้องถนิ่ มาปลูกเพิ่มโดยจาแนกตามประเภทท่ีได้จากการศึกษาวเิ คราะห์และจาแนกประเภท และการออกแบบ สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน 3.3.4 จัดทาทะเบยี นพรรณไม้ในสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียนและจดั ทาปา้ ยช่ือติดเพื่อเป็นขอ้ มลู พรรณไม้ ในหัวข้อ ชื่อพน้ื เมอื ง (ผู้ไทย) ชอ่ื วงศ์ ชื่อวทิ ยาศาสตร์ ชอ่ื สามัญ และการใชป้ ระโยชน์ 4. ผลลัพธ์และประโยชน์ทีไ่ ด้รบั จากผลงาน 4.1 ผลลัพธ์ทไ่ี ด้รบั จากผลงาน 4.1.1 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเพศ และอายุ กับความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จากพชื ของชนเผา่ ผไู้ ทย ตาราง 1 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างเพศกับความรู้เร่ืองการใชป้ ระโยชน์จากพชื ของชนเผ่าผู้ไทย ในจังหวัดนครพนม เพศ จานวนคน(N = 30) ค่าเฉลยี่ ( x ) สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน SD t Sig* ชาย 16 0.28 0.58 0.27 .989 หญิง 14 0.28 0.58 *มีนยั สาคญั ทางระดับสถิติ .05

3 ตาราง 2 ความสัมพนั ธร์ ะหว่างอายุกับความรเู้ ร่ืองการใช้ประโยชนจ์ ากพชื ของชนเผา่ ผู้ไทยในจงั หวดั นครพนม อายุ จานวนคน คา่ เฉลย่ี ( x ) สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (SD) F Sig* (N = 30) 15-30 9 0.10 0.01 31-50 10 0.16 0.09 63.662 .000 > 50 11 0.54 0.13 รวม 30 0.28 0.22 *มนี ยั สาคัญทางระดับสถิติ .05 จากผลการศึกษาพบวา่ ร้เู รื่องการใช้ประโยชนจ์ ากพชื ของเพศชายมีคา่ เฉลี่ยเทา่ กบั 0.28 และรเู้ รื่องการ ใชป้ ระโยชน์จากพชื ของเพศหญิงมคี า่ เฉลยี่ เทา่ กับ 0.28 แสดงว่ารเู้ ร่อื งการใช้ประโยชน์จากพืช ของเพศหญงิ และเพศชายไม่แตกต่างกนั อย่างมีนยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05และชนเผา่ ผูไ้ ทยท่มี ีอายุระหว่าง 15-30 ปี มรี ู้ เรือ่ งการใช้ประโยชน์จากพืชมีคา่ เฉลี่ยเทา่ กบั 0.10 ชว่ งอายุระหวา่ ง 31-50 ปี มรี ูเ้ ร่ืองการใชป้ ระโยชน์จาก พืชมคี า่ เฉลี่ยเท่ากบั 0.16 และ ชว่ งอายมุ ากกวา่ 50 ปี มรี ู้เรื่องการใชป้ ระโยชน์จากพืชมีค่าเฉลีย่ เท่ากับ 0.54 แสดงวา่ ผู้ให้ขอ้ มลู ที่มีอายุแตกต่างกันจะมรี เู้ ร่ืองการใช้ประโยชนจ์ ากพืชทแี่ ตกต่างกนั อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ ทร่ี ะดบั .05 ชว่ งอายทุ ี่มีความรดู้ ้านดา้ นพฤกษศาสตร์พน้ื บ้านมากที่สดุ คือช่วงอายมุ ากกว่า 50 ปี รองลงมาคอื ช่วงอายุระหว่าง 31-50 ปี และช่วงอายรุ ะหว่าง 15-30 ปีจะมีร้เู ร่อื งการใช้ประโยชน์จากพืชนอ้ ยท่ีสดุ แสดงให้ เหน็ ว่าพฤกษศาสตร์พ้นื บ้านซ่ึงเปน็ ภมู ปิ ัญญาท้องถิน่ ทีถ่ า่ ยทอดจากบรรพบรุ ุษสู่ลกู หลานได้รับการถา่ ยทอด นอ้ ยลง อนั เน่ืองมากจากการเปลี่ยนแปลงทางสงั คม เทคโนโลยสี มยั ใหมเ่ ข้ามาแทนทีจ่ ึงทาให้คนรนุ่ หลังขาด ความสนใจในเร่อื งพฤกษศาสตรพ์ ้ืนบา้ นนอ้ ย ดงั น้ันเพ่ือให้ภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ในเร่ืองพฤกษศาสตร์พน้ื บ้านยงั คง อยจู่ ะต้องมีการสรา้ งความตระหนกั และสรา้ งกจิ กรรมที่ทาให้เยาวชนรุ่นหลงั ได้มจี ติ สานึกในการอนุรักษภ์ มู ิ ปญั ญาท้องถิ่นให้คงอยตู่ ่อไป เชน่ การสร้างสวนพฤกษศาสตร์ทีม่ ีการรวบรวบพรรณไม้ในทอ้ งถิน่ ใหเ้ ยาวชนรุ่น ใหม่ได้มกี ารศึกษาไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา 4.1.2 พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชนเผ่าผู้ไทยในจังหวดั นครพนม จากการศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชนเผ่าผู้ไทยในจงั หวัดนครพนมพบพชื จานวนทง้ั หมด 208 ชนิดใน 71 วงศ์ ที่พบมากที่สดุ คือวงศ์ Fabaceae จานวน 28 ชนิด รองลงมาคือ Zingiberaceae จานวน 13 ชนดิ และ Solanaceae จานวน 9 ชนิด ตามลาดับ (แผนภมู ิ 1) สว่ นของพืชท่ีนามาใช้มากที่สดุ คอื ใบ (19.95%) รองลงมาคือ ผล (17.1%) และ ยอดอ่อน (11.4%) ตามลาดับ (แผนภมู ิ 2) ลกั ษณะวสิ ยั ของพืช ทน่ี ามาใช้มากทส่ี ุดคือ ไม้ต้น (T) (24.92%) รองลงมาคือ ไม้ลม้ ลุก(H) (23.30%) และ ไม้เลือ้ ย(C) (11.00%) ตามลาดบั (แผนภมู ิ 3) และพืชนามาใช้ได้จากการนามาปลูกเอง (43.99 %) และ เกบ็ จากป่า (56.01%) (แผนภมู ิ 4)

4 Xanthorrhoeaceae 1 9 13 20 25 28 Scorphulariaceae 1 10 15 30 1 Sapotaceae 1 Polygonaceae 1 Pandanaceae 1 1 Opiliaceae 1 Nymphaeaceae 1 1 Musaceae 1 Meliaceae 1 Loganiaceae 1 Irvingiaceae 1 Gentianaceae 1 Elaeocarpaceae 1 Costaceae 1 Clusiaceae 1 Celastraceae 1 Capparidaceae 1 Basellaceae 1 Salicaceae 1 Lecythidaceae 1 Combretaceae 1 Rhamnaceae 1 Menispermaceae 1 Cyperaceae 1 Annonaceae 1 Sapindaceae 1 Rubiaceae 1 Piperaceae 1 Malvaceae 1 Amaryllidaceae 1 Asteraceae 1 1 Araceae 1 Lamiaceae Apiaceae 2 Solanaceae 2 Fabaceae 2 2 0 2 2 3 3 3 3 3 3 3 3 4 4 4 4 4 4 4 4 4 4 5 5 5 6 6 6 6 7 5 แผนภูมิ 1 แสดงวงศแ์ ละจานวนของพืชในแต่ละวงศ์

5 รอ้ ยละของสว่ นของพืชทีใ่ ช้ 25 19.95 20 17.1 15 10 11.4 9.98 8.79 8.55 5 5.23 4.75 4.75 2.38 1.9 1.66 0.95 0.71 0.71 0.48 0.48 0.24 0 แผนภมู ิ 2 แสดงร้อยละของสว่ นของพืชท่ีชนเผา่ ผู้ไทยนามาใชป้ ระโยชน์ รอ้ ยละของลักษณะวิสัยพชื 30 24.92 25 23.3 20 15 11 10.68 10 6.47 5 3.56 3.24 3.24 2.91 2.59 2.27 1.62 1.62 1.29 0.97 0.65 0.65 0.32 0.32 0.32 0.32 0 T H C ST S US HC S/ST P G ScanS AqH AqH B CrH CP WC AqF H/ST S/T AqF แผนภมู ิ 3 แสดงร้อยละลักษณะวิสยั ของพชื ทช่ี นเผา่ ผไู้ ทยนามาใชป้ ระโยชน์ ร้อยละแหล่งมาของพืช 46 56.01 เก็บจากป่า ปลูกเอง แผนภมู ิ 4 แสดงรอ้ ยละแหล่งท่ีมาของพืชท่ชี นเผ่าผไู้ ทยนามาใชป้ ระโยชน์

6 4.1.3 พฤกษศาสตร์พ้นื บ้านดา้ นการใชป้ ระโยชนเ์ ปน็ อาหาร จากการศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบา้ นดา้ นการใชป้ ระโยชน์เปน็ อาหาร พบพืชจานวนทงั้ หมด 129 ชนดิ ใน 55 วงศ์ทีพ่ บมากทสี่ ุดคือวงศ์ Fabaceae จานวน 17 ชนิด รองลงมาคือ Zingiberaceae จานวน 7 ชนดิ และ Solanaceae จานวน 7 ชนดิ ตามลาดบั สว่ นของพืชท่นี ามาใชม้ ากท่สี ุดคือ ผล (33.13%) รองลงมาคอื ยอดอ่อน (28.92%) และใบ (16.27%) ตามลาดับ ลักษณะวสิ ัยของพชื ท่นี ามาใชม้ าก ท่สี ุดคือ ไม้ล้มลุก(H) (23.26%) รองลงมาคอื ไม้ตน้ (T) (20.9%) และ ไมเ้ ลอ้ื ย(C) (12.4%) ตามลาดับ และ พชื นามาใชไ้ ด้จากการนามาปลูกเอง (58.14%) และ เก็บจากป่า (41.86%) พืชที่ชนเผ่าผูไ้ ทยนามาใช้เปน็ อาหารส่วนใหญจ่ ะนามาปลูกไว้เปน็ พชื ผักสวนครวั และพชื ทพี่ บใน สวนครวั เกอื บทกุ ครวั เรือนจะพบพืชท่ชี นเผ่าผไู้ ทยใชป้ ระจาวัน เชน่ หอม ผกั ชี ผกั ชฝี ร่งั แมงลกั ผกั ไผ่ ชะอม สาระแหน่ หรือพืชผักท่ีไดจ้ ากท้องนา เชน่ ผักแขยงนา ผักแวน่ ผกั กาดนา หรอื ปลกู ตามสวน เชน่ มะม่วง ขนนุ ฝรง่ั ฯลฯ และพชื บางชนิดสามารถเก็บไดจ้ ากปา่ รอบชุมชน เช่น นมควาย เลบ็ เหยย่ี ว คอ้ มะหวด หว้า ซง่ึ เป็นผลไม้พ้นื บ้านตามฤดกู าล 4.1.4 พฤกษศาสตร์พ้ืนบา้ นดา้ นการใช้ประโยชนเ์ ป็นยารกั ษาโรค จากการศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้านดา้ นการใชป้ ระโยชนเ์ ปน็ ยารกั ษาโรค พบพชื จานวนทัง้ หมด 104 ชนิดใน 49 วงศ์ ทพ่ี บมากทส่ี ุดคือวงศ์ Fabaceae จานวน 13 ชนดิ รองลงมาคือ Zingiberaceae จานวน 10 ชนดิ และ Lamiaceae จานวน 5 ชนดิ ตามลาดบั สว่ นของพืชทีน่ ามาใชม้ ากทีส่ ุดคอื ใบ (29.41 %) รองลงมาคอื ราก (18.38 %) และลาต้น (13.97%) ตามลาดบั ลักษณะวสิ ยั ของพชื ท่ีนามาใชม้ ากทสี่ ดุ คือ ไมล้ ้มลุก(H) (27.88%) รองลงมาคือ ไม้ต้น (T) (24.04 %) และ ไมต้ ้นขนาดเล็ก (ST) (11.54%) ตามลาดบั และพืชนามาใชไ้ ดจ้ ากการนามาปลูกเอง (51.92%) และ เก็บจากป่า (48.08 %) พชื ท่ชี นเผา่ ผู้ไทยใช้เปน็ ยารักษาโรคสว่ นใหญจ่ ะเป็นพชื ผกั สวนครวั ทม่ี คี ณุ สมบัตเิ ป็นยาดว้ ย เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด แมงลัก หรอื นามาปลูกไวเ้ พ่อื ใชเ้ ปน็ ยา เช่น ฟา้ ทลายโจร เสลดพังพอน วา่ นหาง จระเข้ หรือพชื ทห่ี าไดท้ ั่วไป เชน่ สาบเสือ ขย้ีๆแล้วพอกรักษาแผลสด และสมนุ ไพรที่นามาใช้ท่เี ดน่ ชัดคือ สมนุ ไพรทใี่ ช้ในการอยไู่ ฟหลังการคลอด(อยู่กรรม) เชน่ ใบมะขาม ใบหนาด ส้มเสยี้ ว สม้ ปอ่ ย ใชต้ ้มนา้ อาบ หนาดใหญ่ หนาดใหญ่ และใชต้ ม้ ดม่ื เชน่ แกน่ ไมแ้ ดง ประดู่ อ้อยดา ฝาง ย่านางแดง เตง็ นมควาย ซง่ึ การ หาสมุนไพรอยูไ่ ฟจะหมอยาท่ีมคี วามร้เู ร่อื งสมุนไพรทใ่ี ช้ในการอยู่ไฟหลงั คลอดบุตรโดยเฉพาะ 4.1.5 พฤกษศาสตรพ์ ืน้ บา้ นด้านการใช้ประโยชนใ์ นพธิ ีกรรม จากการศึกษาพฤกษศาสตร์พ้ืนบา้ นด้านการใช้ประโยชน์ในพธิ กี รรม พบพชื จานวนทงั้ หมด 33 ชนิดใน 22 วงศ์ ที่พบมากทสี่ ุดคือวงศ์ RUBIACEAE จานวน 4 ชนดิ รองลงมาคือ Apocynaceae จานวน 3 ชนิด และ Fabaceae จานวน 3 ชนิด ตามลาดบั ส่วนของพชื ท่ีนามาใชม้ ากที่สุดคือ ใบ (42.50%) รองลงมา คือดอก (27.50%) และท้งั ต้น (10.00%) ตามลาดับ ลักษณะวสิ ยั ของพชื ท่นี ามาใช้มากท่สี ุดคือ ไมล้ ม้ ลุก(H) (21.21%) รองลงมาคือไม้ตน้ ขนาดเล็ก (ST) (18.18%) และ ไมต้ ้น (T) (15.15%) ตามลาดบั (แผนภมู ิ 11) และพืชนามาใชไ้ ดจ้ ากการนามาปลูกเอง (12.12%) และ เก็บจากป่า (87.88)พืชทช่ี นเผ่าผไู้ ทยที่ใชใ้ นพิธกี รรม ตา่ ง เชน่ พิธีการเหยา พิธีแก้บนปู่ถลา พธิ ีการบายสีสูข่ วัญ พธิ กี ารต้อนรับผู้มาเยอื น เชน่ ขี่ช้างชมเมอื ง พธิ ี มงคล อวมงคล หรอื พธิ ีฮตี 12 (บญุ ตามประเพณี 12 เดอื น)จะเกยี่ วข้องกับพฤกษศาสตรพ์ ืน้ บา้ น ส่วนใหญ่ แลว้ พธิ ีกรรมต่างๆจะมี ขัน 5 (ดอกไม้ 5 ดอก กบั เทยี น 5 เลม่ ) เกย่ี วขอ้ ง ดอกไม้ทีใ่ ชจ้ ะเป็นดอกไม้ขาว เช่น ล่ันทม พดุ มะลิ หรอื อาจใชด้ อกดาวเรืองแทนก็ได้ หรือในพิธีการเหยา เปน็ พิธีทท่ี าขึน้ เพ่ือเปน็ การรักษาโรค หรอื ปัดเปา่ ความช่ัวรา้ ย ผู้ทีท่ าหนา้ ที่เหยา จะเรยี กว่าเหมอเหยา จะมกี ารประดบั ดอกไม้สีขาวไว้รอบศีรษะ และดอกไมท้ ่ีนิยมใช้คือ ดอกคัดเคา้ ดอกล่นั ทม นอกจากน้ีพืชทน่ี ยิ มนามาใช้อีกชนดิ หนึ่งคอื ส้มป่อย นิยมใช้

7 ฝักแหง้ นามาแชน่ า้ เป็นน้ามนต์ ในพธิ ตี า่ งๆ เช่น การเหยา งานศพ ซ่ึงคนผู้ไทยเชือ่ ว่าเมื่อรดนา้ มนตท์ ่ีไดจ้ าก การแชฝ่ ักส้มป่อย แล้วความทุกข์โศกจะถกู ปลดปล่อยหรอื หายไป 4.1.6 พฤกษศาสตรพ์ ้ืนบา้ นด้านการใชป้ ระโยชน์ดา้ นอน่ื ๆ จากการศึกษาพฤกษศาสตรพ์ ้ืนบ้านดา้ นการใชป้ ระโยชนด์ า้ นอ่ืนๆ พบพืชจานวนทงั้ หมด 50 ชนิดใน 26วงศ์ ทพี่ บมากท่สี ดุ คือวงศ์ Fabaceae จานวน 6 ชนดิ รองลงมาคือ Dipterocarpaceae จานวน 5 ชนดิ และ Solanaceae จานวน 4 ชนิด ตามลาดับ ส่วนของพืชทีน่ ามาใช้มากทีส่ ุดคือ ลาตน้ (38.30%) รองลงมาคือราก (21.28%) และผล (10.64%) ตามลาดบั ลกั ษณะวสิ ยั ของพชื ท่นี ามาใชม้ ากทีส่ ุดคือ ไมต้ ้น (T) (40.00%) รองลงมาคอื ไมเ้ ลอื้ ย (C) (12.00%) และ ไม้ลม้ ลุก(H) (12.00%) ตามลาดับ และพืชนามาใชไ้ ด้ จากการนามาปลูกเอง (46.00%) และ เกบ็ จากปา่ (56.00%) พืชทใี่ ชด้ ้านอ่ืนๆ เป็นพืชท่ใี ช้ในชวี ติ ประจาวัน ดา้ นต่างๆ เช่น การใชเ้ ป็นท่ีอยอู่ าศัย เช้อื เพลิง อุปกรณ์ในการจับปลา ใช้ทาเส่ือ ใชท้ าเครื่องดนตรี หรือการใช้ พชื เพื่อเป็นพืชเศรษฐกจิ ของชุมชน ซง่ึ เป็นการใชป้ ระโยชน์จากพฤกษศาสตร์พน้ื บา้ นท้งั ส้ิน และจากการศกึ ษา พบว่า พฤกษศาสตรพ์ น้ื บ้านของพชื ที่ใช้ในการทาเหลา้ อุ(ไห) ซ่งึ เป็นเหลา้ พืน้ เมืองทเี่ ป็นภูมปิ ญั ญาท้องถ่ินท่สี ืบ ทอดกันมาจากบรรพบรุ ุษ และเปน็ สนิ ค้าทส่ี รา้ งอาชีพและสรา้ งรายได้กบั ชาวอาเภอเรณูนคร มีพชื ทเ่ี ป็น องค์ประกอบในการทาหวั เชอ้ื แป้งเหลา้ เชน่ ขา้ วตดหมตู ดหมา สีฟันคนทา มะพรา้ ว หมาก ส่องฟ้า ราก กายาน เครือประสงค์ ชะเอมป่า พริกไทย กระเทยี ม ข่า ฯลฯ ซ่ึงจะต้องใชพ้ ชื จานวนมากในการเปน็ ส่วนผสม และมีสตู รเฉพาะของแตล่ ะชุมชน 4.1.7 การออกแบบสร้างสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน จากการศึกษาพฤกษศาสตรพ์ ื้นบ้านของชนเผา่ ผไู้ ทยในอาเภอเรณูนคร จงั หวดั นครพนม ได้นามา ออกแบบสวนพฤกษศาสตร์ของโรงเรยี นโดยจาแนกตามประโยชนข์ องพืชและแหล่งทีอ่ ยู่ของพืช ได้ดังน้ีคอื 4.1.7.1 สวนสมุนไพร เป็นการรวมรวมพชื ในท้องถิ่นท่ีใชป้ ระโยชน์ทางยาในการรักษาโรค โดย การศกึ ษาจากปราชญช์ าวบา้ น หมอยาและศนู ย์การเรยี นรูส้ มนุ ไพร ฯลฯ ที่นามาใช้ประโยชน์ในการปอ้ งกัน และรกั ษาโรค เชน่ ขิง ข่า ขมิ้น กะทือ ไพล เปล้า หนาด มะกล่าตน้ หว้า อ้อยดา เปราะปา่ ตะไครห้ อม ฯลฯ 4.1.7.2 สวนพืชผักพน้ื บ้านเป็นการรวมรวม พชื ผกั ในท้องถิ่นที่นยิ มใช้บรโิ ภคในครวั เรอื น โดย การศกึ ษารวบรวมจากปราชญช์ าวบา้ นและผ้รู ู้ ในอาเภอเรณูนคร และจดั ไว้เปน็ หมวดหมู่ เช่น หอม กระเทียม ขิง ขา่ ชา้ เรือด บุกเตียง นมแมว แค แคนา ฯลฯ 4.1.7.3 สวนพชื ในพิธีกรรมชนเผา่ ผู้ไทย สวนพืชในพธิ กี รรมชนเผา่ ผไู้ ทย เป็นการรวมรวมพรรณ ไมท้ ใี่ ชใ้ นพธิ ีกรรมทสี่ าคัญและมคี วามสัมพนั ธ์กบั วิถีชีวิต ของชนเผา่ ผู้ไทยเรณนู คร เชน่ ส้มปอ่ ย ลั่นทม ราช พฤกษ์ ดาวเรอื ง มะพร้าว หมาก ข้าว ฯลฯ 4.1.7.4 สวนพชื เศรษฐกิจในชุมชน ได้ศึกษารวมรวมพรรณไม้ทใี่ ชป้ ระโยชน์ด้านเศรษฐกิจ การ สร้างอาชีพและสร้างรายได้ ใหแ้ กค่ นในชมุ ชน เช่น “เหล้าอุ” ซงึ่ มีความเปน็ มาอนั ยาวนานเคียงคู่กบั วัฒนธรรม ผูไ้ ทยเรณูนครเป็นส่งิ ท่ใี ชใ้ นพิธีกรรมต่างๆ ใชใ้ นประเพณขี องชนเผา่ ผไู้ ทย ใชเ้ พ่อื การสง่ เสริมการท่องเทยี่ ว เชิงวัฒนธรรม และเปน็ สนิ ค้าท่เี ป็นทน่ี ิยมนาเปน็ ของฝากจากเรณนู คร เหลา้ อุ มีส่วนประกอบจากพืชเชน่ เครอื ประสงค์ อ้อยสามสวน เพกา ขา่ ฯลฯ 4.1.7.5 สวนพรรณไม้น้าในท้องถน่ิ เป็นการรวมรวมพรรณไม้น้าทช่ี นเผ่าผู้ไทยนามาใช้ประโยชน์ ในดา้ นตา่ งๆ โดยรวบรวมและจดั เป็นสวนแสดงพรรณไมน้ ้าในท้องถิน่ บรเิ วณสระน้าในโรงเรยี น เช่น บัว หลวง บวั กินสาย กกกลม กกสามเหล่ยี ม บอนจนี ผักกระเฉด เปน็ ตน้

8 4.2 ผลลพั ธ์ที่ไดร้ ับจากผลงาน 4.2 1 ไดท้ ราบความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและการใช้ประโยชนจ์ ากพชื ในด้านการใช้ ประโยชนท์ างด้านอาหาร การใช้ประโยชน์ทางดา้ นยา การใชป้ ระโยชนท์ างด้านวัฒนธรรม และ การใช้ ประโยชน์ด้านอ่ืนๆ ของชนเผ่าผูไ้ ทยในจังหวดั นครพนม 4.2 2 นาขอ้ มูลทไ่ี ด้มาสร้างสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียนเป็นแนวทางในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและ ความหลากหลายทางชีวภาพที่ยง่ั ยนื 4.2 3 เปน็ การส่งเสริมการอนุรกั ษอ์ งคค์ วามรูเ้ ดิมเกี่ยวกบั การใชพ้ ชื ของชนเผา่ ไมใ่ ห้สญู หายไปกับ การเปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม 4.2 4 เปน็ แนวทางในการนาความรู้ดงั้ เดิมของชนเผา่ พัฒนาปรับปรงุ เพ่ือประโยชนท์ างเศรษฐกิจ ต่อไป 5. เอกสารอา้ งอิง เต็ม สมติ นิ ันทน์ (2557) ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย. กรมปา่ ไม้ สานักวชิ าการป่าไม้ ส่วนพฤกษศาสตรป์ ่าไม้. สิริวรรณ สขุ ศรี (2546) พฤกษศาสตรพ์ ้นื บ้านในบริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลงจังหวัดหนองคาย. ปรญิ ญานิพนธม์ หาบัณฑิต. มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. 6. การเผยแพร่ผลงาน การกาหนดกลยุทธ์ในการเผยแพรส่ ู่ชุมชน 1. การเผยแพรค่ วามรู้และองค์ความรู้ท่ีไดใ้ หแ้ กบ่ ุคลากรในโรงเรียน และนกั เรียนโดยการ ประชาสมั พนั ธห์ น้าเสาธง เสียงตามสาย web page, web site ของโรงเรยี น โดยการกอ่ ต้ังกลมุ่ เยาวชน อนุรกั ษ์พฤกษศาสตร์พ้ืนบ้านขน้ึ ในโรงเรียน โดยรับสมัครเยาวชนจิตอาสา เปน็ ตัวแทนนักเรยี นหมู่บา้ นท่ี นกั เรยี นอาศัยอยู่ เพอ่ื นาข่าวสารและสาระความรู้ดา้ นพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน ประชาสมั พันธผ์ ่านหอกระจาย ขา่ วประจาหมู่บ้าน อย่างน้อยสัปดาห์ละครัง้ 2. สรา้ งเครอื ขา่ ยความร่วมมือในการประชาสัมพนั ธก์ บั หน่วยงานตา่ งๆในชมุ ชน เช่น หนว่ ยงาน เทศบาลเรณนู คร สภาวัฒนธรรมอาเภอเรณูนคร 3. การสร้างเครือขา่ ยความร่วมมือ ในการเผยแพร่ความรสู้ ู่ชุมชน โดยการประสานความรว่ มมอื กับ หน่วยงานท่เี ก่ียวข้อง ได้แก่ โรงพยาบาลสง่ เสรมิ สขุ ภาพประจาตาบล โรงพยาบาลชมุ ชนอาเภอเรณนู คร สานักงานเทศบาลเรณูนคร สภาวฒั นธรรมอาเภอเรณูนคร สานกั งานเกษตรอาเภอเรณูนคร เพ่อื เปน็ สอื่ กลาง ในการเผยแพร่ความรสู้ ่ชู ุมชน รวมไปถึงผู้ประกอบการกลุ่มวสิ าหกจิ ชุมชน ในการร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดา้ นการใชป้ ระโยชน์และการอนุรกั ษ์ทเี่ หมาะสม 4. เผยแพรผ่ ลงานในเวบไซต์ www.kroobannok.com

9 รูปภาพกิจกรรม ลงพื้นทสี่ ารวจการใช้ประโยชน์จากพืช ลงพื้นทสี่ ารวจการใช้ประโยชน์จากพืช ลงพ้นื ทีส่ ารวจการใช้ประโยชน์จากพืช ลงพื้นทส่ี ารวจการใชป้ ระโยชน์จากพชื เก็บพรรณไมแ้ หง้ รวบรวมขอ้ มลู วเิ คราะห์ข้อมูล ร่วมกันสร้างสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน รว่ มกันสร้างสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น

10 สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น สวนพืชผกั พนื้ บ้าน สวนพชื ในพธิ ีกรรมชนเผ่าผไู้ ทย สวนพืชเศรษฐกิจในชมุ ชน สวนสมนุ ไพร สวนพรรณไมน้ า้ ในท้องถนิ่ สวนพรรณไม้น้าในท้องถ่ิน