คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา เรยี บเรยี งโดย นายเมธี มานะพงษ นายโอฬาร พทิ กั ษ นายสทุ นต ขําบุญเกิด จดั ทําโดย งานไมด อกไมป ระดบั กลมุ พชื สวน กองสง เสรมิ พชื พนั ธุ กรมสง เสรมิ การเกษตร พมิ พค รง้ั ท่ี 1 คาํ นาํ เอกสารเลม น้ี งานไมด อกไมป ระดบั กลุมพืชสวน กองสงเสรมิ พชื พนั ธุ จดั ทาํ ขนึ้ เพื่อใหเปนเอกสารวิชาการทางดานไมใบ สําหรับเจา หนา ทสี่ ง เสริมการเกษตร ใชประกอบการปฏืบัตืงานสงเสริมการผลิตไม ประดบั และไมตัดใบใหบรรลุเปาหมาย โดยเรียบเรียงจากเอกสารไมใบ ตางๆ จากการสัมภาษณเกษตรกรผูประสบความสําเร็จ และจาก ประสบการณของคณะผูเรียบเรียงดวย เนื้อหาที่สําคัญของเอกสารจะ กลา วถงึ ความสาํ คัญทางเศรษฐกิจ พันธุ การปลูกเลี้ยง ดแู ลรกั ษา และ การตลาดของไมประดับและไมตัดใบที่เหมาะสมสาํ หรับผลิตเปนการคา การสง่ั ซอ้ื พนั ธไุ มจ ากตา งประเทศ และการสงพันธุไมออกนอกประเทศ งานไมดอกไมประดับ เช่ือวาแมเอกสารเลมน้ีจะไมไดเปน เอกสารไมประดับและไมตัดใบท่ีดีที่สุด แตจะเปนเอกสารที่เปน ประโยชนอยางยิ่งแกเจาหนาที่สงเสริมการเกษตรและเกษตรกรเพื่อนํา ความรไู ปปฏบิ ตั ติ อ ไป งานไมด อกไมป ระดบั กลุมพืชสวน กองสงเสริมพืชพันธุ
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 2 สารบัญ สถานการณก ารผลิตและการคา ไมประดับ และไมตัดใบภายในประเทศ สถานการณก ารผลิตและการคา ไมป ระดบั และไมตัดใบตางประเทศ ลกั ษณะการผลติ ไมประดบั และไมตัดใบในประเทศไทย ชนดิ ไมป ระดับที่เหมาะสมสําหรับผลิตเพื่อเปนการคา 1. ดราเซยี นา 2. ซองออฟอนิ เดีย 3. หมากผหู มากเมยี 4. ดฟิ เฟนบาเกีย 5. อโกลนมี า 6. ไทร 7. หมากเหลือง 8. หมากแดง 9. จงั๋ 10. เตาราง 11. สิบสองปนนา 12. โกสน ชนดิ ไมต ดั ใบทเี่ หมาะสําหรับในการผลิตเพื่อการคา 1. โปรงฟา 2. ปริก 3. เฟรนนาคราช 4. เฟรนใบมะขาม 5. หมากเหลือง การสง พนั ธไุ มอ อกนอกประเทศ การบรรจุหีบหอพันธุไม การบรรจุหีบหอกิ่งตอน กง่ิ ปก ชํา ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 3 การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา สถานการณก ารผลติ และการคา ไมป ระดบั และไมต ดั ใบ ประเทศไทยเปนประเทศเกษตรกรรมท่ีสงสินคาเกษตรไปขายตางประเทศปละหลายหม่ืนลาน บาท สวนใหญเปนพืชไร เชน ขาวโพด มนั สาํ ปะหลัง เปน ตน ไมดอกไมประดับก็เปนพืชอีกชนิดหน่ึงท่ีมีความสําคัญ สามารถนําเงินตราเขาประเทศปละ หลายลานบาท ปจ จบุ นั ผลติ ผลทางการเกษตรชนดิ อน่ื ๆ ตา งกป็ ระสบปญ หาในการสง ออก ในขณะท่ี ประเทศกําลังตองการเงินจากตางประเทศเขามาพัฒนาบานเมืองมากข้ึน ดังนั้นรัฐบาลจึงไดหันมาให ความสนใจพืชชนิดอน่ื ทไ่ี มม ปี ญ หาในการสง ออก และมโี อกาสขยายตลาดในตา งประเทศได ไมด อกไม ประดับจึงเปนพืชที่รัฐบาลใหความสําคัญและสนับสนุนใหมีการสงออกมากข้ึน โดยใหบรรจุลงในแผน พัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 6 (ป 2530-2534) ซง่ึ จะไดส ง เสรมิ ใหม กี ารพฒั นาผลผลติ ใหส ง ออกมากขน้ึ ตอ ไป ตารางท่ี 1 ปรมิ าณและมลู คา การสงออกไมดอกไมประดบั ป 2527-2531 ปริมาณ : ตัน มลู คา : ลา นบาท 2527 2528 2529 2530 2531 รายการ ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ตน กลว ยไม 245 8.5 303 11.2 348 12.5 594 28.1 817 38.2 ตน ไมอ น่ื ๆ 450 12.8 1,071 19.2 581 7.5 848 13.7 404 15.5 ดอกกลว ยไม 7,481 391.0 7,781 489.3 6,054 386.7 7,090 406.7 9,531 515.8 ดอกไมส ด 19 0.8 0.6 13 0.4 29 1.3 14 1.1 ดอกไมแ หง 387 4.3 18 4.7 268 5.7 411 13.5 239 24.1 รวม 8,582 417.4 416 525.0 7.264 412.8 8,972 465.3 11,005 594.7 9,589 ที่มา : กรมเศรษฐกิจการพาณิชย จากตารางท่ี 1 จะเหน็ วา ไมด อกไมป ระดบั ทส่ี ง ออกมากสว นใหญจ ะเปน กลว ยไม แต ขณะเดียวกัน อัตราการขยายปรมิ าณและมลู คา ของไมป ระดบั กม็ แี นวโนม สง ออกเพม่ิ มากขน้ึ จะเห็นวา ในป 2529 สง ออกมมี ลู คา 7.5 ลา นบาท ป 2530 13.7 ลา นบาท ป 2531 15.5 ลา นบาท นอกจาก ไมประดับแลว ไมต ดั ใบ เชน โปรง ฟา เฟร น ตา งๆ ปรกิ ใบหมากผหู มากเมยี กม็ แี นวโนม สง เพม่ิ มากขน้ึ สถานการณไ มป ระดบั และไมต ดั ใบในตลาดตา งประเทศ สําหรับไมประดับในตลาดตางประเทศนั้นมีการซ้ือขายกันเปนจํานวนมากจากการ ศกึ ษาของ ITC (International Trade Centre UNCTAD/GATT) ชว งป พ.ศ. 2524-2528 พบวาในป พ.ศ. 2528 มมี ลู คา ซอ้ื ขายไมด อกไมป ระดบั และไมต ดั ใบถงึ 62,200 ลานบาท ในจาํ นวนนน้ั จะเปน มลู ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 4 คา ไมป ระดบั ถงึ 25,875 ลา นบาท ไมต ดั ดอก 32,425 ลา นบาท และไมต ดั ใบ 3,900 ลา นบาท ซึ่ง มูลคาของไมประดับใกลเคียงกับไมดอก สาํ หรบั ไมต ดั ใบนน้ั แมม มี ลู คา นอ ยแตแ นวโนม เพม่ิ ขน้ึ เรอ่ื ยๆ ประเทศผผู ลติ และสง ออกไมป ระดบั ทส่ี าํ คัญไดแก เนเธอรแ ลนด เดนมารค ประเทศใน แถบอเมริกากลาง และอเมริกาใต สําหรบั ประเทศไทยนน้ั กม็ กี ารสง ออกไมป ระดบั เชน กนั แตม ปี รมิ าณ นอยเพียง 0.1% ของไมป ระดบั ในตลาดโลกเทา นน้ั ลักษณะของไมประดับที่ซ้ือขายกันในตางประเทศสวนใหญจะทําเปนไมกระถาง (pot plant), กงิ่ ชาํ (cutting), ทอ นพนั ธุ (unrooted cuttings) นอกจากนน้ั ยงั มกี ารซอ้ื ขายไมป ระดบั และตน ไมใหญ เชน ไมด ดั ตะโก ขอ ยและชาดดั ซง่ึ สว นมากนําเขาจากประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชีย ไมประดับท่ีมกี ารซอ้ื ขายกนั มากเชน วาสนา เขม็ สามสี ไทร ฟโลเดนดรอน อโกลนมี า โกสน ดิฟเฟนบาเกีย และไมป ระดบั ในเขตรอ น (Tropical exotic plant) ชนดิ อน่ื ๆ ลักษณะการผลติ ไมป ระดบั และไมต ดั ใบในประเทศไทย ปจจุบันไมประดับและไมตัดใบไดมีผูสนใจทําเปนอาชีพกันมาก จะมีแหลงผลิตอยูที่ จังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานคร ปทมุ ธานแี ละเชยี งใหม สว นไมด ดั จะมแี หลง ผลติ อยใู นตา งจงั หวดั เชน อยุธยา ราชบรุ ี ลพบรุ ี นครสวรรค ชัยภูมิ ไมป ระดบั สว นใหญท ผ่ี ลติ จะปลกู ลงในกระถาง ทําให เรียกอกี อยา งวา “ไมก ระถาง” (pot plant) ซ่ึงบางครั้งกห็ มายความรวมถงึ ไมด อกที่ปลกู ลงกระถางเพื่อ จําหนายดวย ปจ จบุ นั นน้ี ยิ มนาํ ไมก ระถางตา งๆ เขา ไปประดบั ตกแตง ตามอาคารบา นเรอื นและสถานท่ี ตางๆ ดังน้ันความตอ งการของตลาดภายในประเทศจงึ ยงั มอี ยมู าก นอกจากตลาดในประเทศที่นับวันจะมีความตองการมากข้ึนตามความเจริญเติบโตของ เศรษฐกิจนั้นในตลาดตางประเทศไมประดับไมวาจะเปนรูปของไมกระถาง กิ่งชําหรือไมตัดใบก็ยังมี ความตองการเปนอยา งมาก ดงั นน้ั กรมสง เสรมิ การเกษตรจงึ ไดส ง เสรมิ ใหม กี ารผลติ เพอ่ื เปน รายได ไม วาจะเปนรายไดหลักหรือรายไดเสริม ตลอดจนปลกู เลย้ี งไวด เู ลน เพอ่ื ความสวยงามกต็ าม ประมาณ 10 กวา ปม าน้ี คนไทยนยิ มเลน ไมป ระดบั ในเชงิ ไมม งคลหรอื ไมเ สย่ี งทาย มีความเช่ือถือเรอ่ื งโชคลาภกนั มาก กอ ใหเ กดิ การปน ราคาตน ไมท าํ ใหร าคาตน ไมแ พงมาก ซ่ึงในปจ จุบนั ลักษณะของการปลูกเลี้ยงตนไมดังกลาวไดหายไป คงเปน การเลย้ี งเพอ่ื ใชป ระโยชนป ระดบั ตกแตง หรอื เพ่ือความสวยงามเทานน้ั สําหรบั การผลติ ไมป ระดบั ในประเทศไทยนน้ั จะมีการผลิตอยู 3 ลกั ษณะ คอื 1. เปนอาชีพหลัก คือ มีการทําเปนอาชีพอยางจริงจัง มีรายไดสวนใหญจากการ ประกอบอาชพี น้ี 2. เปนอาชีพเสริม มผี ลพลอยไดจ ากการขยายพนั ธขุ าย 3. เปนงานอดิเรก เพอ่ื เปน การพกั ผอ นหรอื เพอ่ื ความสวยงาม ไมห วงั จะมรี ายไดจาก การปลกู เลย้ี งนอกจากความเพลดิ เพลนิ ซึ่งในลักษณะการผลิตของเกษตรกรสวนใหญไมมีคุณภาพและมีปริมาณไมสมํ่าเสมอ ซึ่งลักษณะการทําจะทําโดยใชแรงงานภายในครอบครัว ยังไมมีการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมเหมือนใน ตางประเทศ ซง่ึ ถา หากมกี ารพฒั นาการผลติ ใหเ ปน ระบบ มผี ลผลติ ออกมาอยา งสมา่ํ เสมอและมปี รมิ าณ มาตรฐานเดยี วกนั กส็ ามารถสง ไปขายตา งประเทศไดม ากขน้ึ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 5 เน่ืองจากในปจจุบนั การสง ออกไมด อกไมป ระดบั มมี ากขน้ึ ดงั นน้ั ในการผลติ ไมป ระดบั เพ่ือจาํ หนา ยตา งประเทศนน้ั เกษตรกรผูผลิตควรคํานงึ ดงั น้ี 1. ชนิดของไมประดับท่ีจะผลติ เกษตรกรจะตอ งคํานงึ อยเู สมอวา ไมป ระดบั ทจ่ี ะสง ไป ตางประเทศนน้ั ตอ งมลี กั ษณะคงทน ปลกู เลย้ี งงา ย 2. จํานวนและขนาดใหอยูในมาตรฐานเดยี วกัน และมปี รมิ าณมากเพยี งพอในการสง ออกได 3. ราคา ชนิดของไมประดับท่ีผลิตไมควรมีราคาแพงนักเพราะตองสงไปจําหนาย แขงขันในตลาดตา งประเทศ 4. ตลาด การผลติ ไมป ระดบั แตล ะชนดิ ตอ งคาํ นงึ ถงึ ตลาดเปน หลกั วา สนิ คา ทผ่ี ลติ มี ความตองการของตลาดมากนอ ยเพยี งใดและเปน ทน่ี ยิ มของผซู อ้ื หรอื ไม ตลาดไมป ระดบั ตอ งการไมท ม่ี ี ความแปลกใหมอ ยเู สมอ 5. เงินทุน ในการผลติ สนิ คา ตา งๆ เงินทุนเปนปจจัยที่สาํ คัญยิ่ง ในการผลติ ไมป ระดบั น้ันตองอาศัยเวลาเปน เดอื นกวา สนิ คา จะมคี ณุ ภาพพอสง ขายได ดงั นน้ั ตอ งคาํ นงึ ถงึ คา ใชจ า ยในระหวา ง การผลติ อยเู สมอ 6. การจัดการ ผูผลิตตองเขาใจถึงลักษณะการเจริญเติบโตของไมประดับแตละชนิด รวมถึงระยะเวลาในการเจริญเติบโตเพ่ือใหสามารถ บริหารงานการผลิตไมประดับ ใหตรงกับความ ตองการของตลาด นอกจากนั้นยังรวมถึงการจัดการดานแรงงานและการขนสงจากแหลงผลิตไปยัง ตลาดอกี ดว ย ตารางท่ี 2 แสดงปรมิ าณการสงออกตน ไมป ระดับ ป 2531 ชนิด ปริมาณ (ตน ) มูลคา (บาท) 1. เขยี วหมน่ื ป (Aglaonema) 5,069 34,700 2. หมากผูหมากเมีย (Cordyling) 16,868 59,106 3. วาสนา (Dracaena) 4,185 11,159 4. ไทร (Ficus) 2,627 73,926 5. เขม็ (Ixora) 70,502 531,333 ที่มา : กองควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ตารางท่ี 3 แสดงปริมาณการสง ออกตน ไมป ระดบั ป 2532 (มกราคม-กรกฏาคม) ชนิด ปริมาณ (ตน ) มูลคา (บาท) 1. เขยี วหมน่ื ป (Aglaonema) 10,500 52,500 2. หมากผูหมากเมีย (Cordyling) 4,500 13,000 3. โกสน (Croton) 41,322 56,315 4. วาสนา (Dracaena) 2,245 25,687 5. เขม็ (Ixora) 80,915 61,490 ที่มา : กองควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร กรมวชิ าการเกษตร ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 6 ตารางท่ี 4 แสดงปริมาณการสงออกใบไมประดับ ป 2531 ชนิด ปริมาณ (ใบ) มูลคา (บาท) 52,394 1. โปรงฟา (Asparagus fern) 636,266 27,046 653,398 2. หมากผูหมากเมีย (Cordyling) 145,942 44,352 40,515 3. เฟร น (Fern) 1,210,764 4. เตย (Pandanus) 85,414 5. โกสน (Croton) 31,430 ที่มา : กองควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ตารางท่ี 5 แสดงปริมาณการสงออกใบไมประดับ ชวงมกราคม-กรกฏาคม 2532 ชนิด ปริมาณ (ใบ) มูลคา (บาท) 1. โปรงฟา (Asparagus fern) 535,201 530,935 2. หมากผูหมากเมีย (Cordyling) 36,915 4,103 3. เฟร น (Fern) 2,456,981 1,070,489 4. เตย (Pandanus) 205,533 46,538 ที่มา : กองควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สําหรบั ไมต ดั ใบนน้ั การผลิตในประเทศไทยยังไมแพรหลายเทาที่ควร ไมต ดั ใบทน่ี ยิ ม ปลูกกันมีอยูไมก่ีชนิดเทานั้น และก็มีการผลิตอยูในเขตกรุงเทพมหานครและรอบๆเทานั้น ในตาง จังหวัดยังไมแพรหลานนัก ไมต ดั ใบทน่ี ยิ มปลกู ไดแก โปรงฟา ปรกิ หมากเหลอื งไมต ดั ใบชนดิ อน่ื เชน ใบหมากผหู มากเมยี ใบดิฟเฟนบาเกีย ใบโกสน ใบแกว กเ็ ปน ผลพลอยไดจ ากการปลกู ตามหวั รอ ง ปลายรองสวนเทาน้นั ยังไมม ีการปลูกอยา งจรงิ จัง ซง่ึ ไมต ดั ใบเหลา นน้ั ในตา งประเทศมกี ารปลกู เปน การ คาเพื่อตดั ใบจาํ หนายโดยเฉพาะ เชน ในฮาวายมกี ารปลกู ใบหมากผหู มากเมยี ตดั ใบขาย นอกจากนก้ี ม็ ี พืชตระกูลเฟรน เชน เฟรนใบมะขามท่ีเกษตรกรในบานเรานิยมปลูกใตรังกลวยไม สําหรับเฟรน นาคราช และเฟรนใบหนัง ซ่ึงตลาดตอ งการมากทง้ั ในและนอกประเทศนน้ั ยงั มกี ารปลกู เลย้ี งกนั นอ ย มาก จะเหน็ ไดจ ากขอ มลู ของ ITC วาไมตดั ใบทน่ี ยิ มและมมี ลู คา ซอ้ื ขายกนั มาก ไดแก เฟร น ใบหนงั (Leather leaf fern) ซึ่งแหลงผลิตใหญอยูที่ฟลอริดา อเมรกิ า ใบปาลม ไผ (Chamaedorea palm leaf) มาจากเม็กซิโก ใบยคู าลปิ ตสั (Eucalyptus) จากอติ าลี ฝรง่ั เศส ใบโปรง ฟา (Asparagus plumosus) จากเคนยาและอสิ ราเอล เปน ตน ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 7 ชนดิ ไมป ระดับที่เหมาะสมสาํ หรับผลิตเพื่อการคา ! ดราเซยี นา ชื่อสามัญ (Common name) Dracaena ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Dracaena sp. วงศ (Family) Liliaceae ลักษณะทั่วไป Dracaena เปนพันธุไมประดับที่มีถิ่นกาํ เนดิ อยใู นอเมรกิ ารเขตรอ น, แอฟริกา และ ประเทศเขตรอนในทวปี เอเชีย แมใ นปา เมอื งไทยทม่ี คี วามชน้ื สงู มฝี นตกกม็ ขี น้ึ อยทู ว่ั ไปตามธรรมชาติ เชน ในแถบจังหวดั จนั ทบรุ แี ละจังหวดั ในภาคใต Dracaena มอี ยปู ระมาณ 40 กวา ชนดิ (species) และมีหลายพนั ธุ (varieties) ดว ย กันโดยมีลักษณะทรงตน สสี นั ทใ่ี บแตกตา งกนั บางชนดิ มลี ําตน ตง้ั ตรงและมใี บแตกออกรอบๆ ตน ไมม ี ก่ิงหรือแขนง บางชนดิ กม็ กี ง่ิ กา นแตกแขนงเหมอื นพนั ธไุ มอ น่ื ๆ ทั่วๆ ไป ใบเลก็ ยาวปลายแหลมกม็ ี ใบ กวางและยาวปลายมนก็มี บางชนิดมีใบคลายใบไมธรรมดา บางชนิดมีลําตนเปน หนอ ใหญอ ยใู ตด นิ เรียกวา “Toes” และใชส ว นนข้ี ยายพนั ธุ การปลกู และการดแู ลรกั ษา Dracaena เปนไมปลูกเล้ียงงาย ไมเ ลอื กดนิ ปลกู วสั ดทุ ใ่ี ชป ลกู ตอ งมกี ารระบายนา้ํ ดี ความชื้นสูง น้ําไมขงั บางชนดิ ตดั ลาํ ตน เปน ทอ นแชน า้ํ เพยี งเลก็ นอ ยกเ็ จรญิ เตบิ โตอยไู ดไ มต าย เชน วาสนา เปน ตน โดยปกติเปนไมชอบแสงแดดเพียงราํ ไร ชอบนาํ้ มาก การขยายพนั ธุ นยิ มใชก ารปก ชํา วาสนา (Dracaena fragrans ‘massageana’) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 8 วาสนาดาง (Dracaena fragrans ‘Victoriae’) เขม็ สามสี (Dracaena marginata ‘Tricolor’) กวนอมิ ดา ง (D. Sanderiana ‘Gold’) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 9 เขม็ สามสี (D. marginata) ในตลาดประมูลตางประเทศ ออ ลาย (D. Sanderiana) ซองออฟอนิ เดีย (Plomele reflexa ‘Varigatum’) พันธุไมท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Dracaena fragrans วาสนา ลักษณะทั่วไป Dracaena fragrans เปนวาสนาขนาดใหญที่มีถิ่นกําเนิดอยูในประเทศไนจีเรียและ เอธิโอเปย ลาํ ตน อาจสงู ไดถ งึ 5-6 เมตร ลาํ ตน แกส นี า้ํ ตาลออ น กา นใบสน้ั โคนกา นใบเปน กาบตดิ ลําตน แตกใบออนตรงสวนยอดของลําตนหมุนเวียนรอบลําตนเปนพุมกลม ลักษณะใบคอนขางยาว ใบโคง ปลายใบลงสพู น้ื ดนิ พน้ื ใบสเี ขยี วเขม ตลอด การปลกู และการดแู ลรกั ษา D. fragrans เจริญเตบิ โตไดใ นดนิ แทบทกุ ชนดิ ชอบนาํ้ มาก เลย้ี งไดใ นทม่ี แี สงแดดจดั หรือจะปลูกในที่รม นิยมใชปลูกลงดินประดับนอกอาคารและปลูกลงกระถางประดับภายในอาคาร หากจะนํา D. fragrans ท่ีมีพุมทรงสวยงามหลายยอดใหเ หลอื ตน ตอเพยี งตน เดยี วแลว นยิ มตดั สว นยอด ออกเสียใหเ หลอื แตต น ไว ไมชาก็จะแตกยอดใหมจากตอเดิม 2-3 ยอด เลี้ยงไวสักพักก็จะไดพุมทึบ สวยงาม การขยายพนั ธุ โดยการชาํ สว นยอดของลาํ ตน หรอื ชาํ สว นทอ นพนั ธทุ ต่ี ดั เปน ทอ นๆ ก็ได ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 10 2. Dracaena fragrans ‘massangeana’ ลักษณะทั่วไป เปนวาสนาทม่ี ขี นาดใหญ มถี น่ิ กาํ เนดิ อยใู นแอฟรกิ า ลาํ ตน อาจสงู ไดถ งึ 6 เมตร ลาํ ตน แกที่ทิ้งใบแลวสีนาํ้ ตาลออ น กา นใบสน้ั โคนกา นใบเปน กาบประกอบตดั ลาํ ตน แตกใบออ นตรงสว นยอด เวียนเปนพุมกลม ลกั ษณะใบคอ นขา งยาว ปลายใบแหลม ใบโคง พน้ื ใบสเี ขยี วมลี ายสเี หลอื งพาดทบั กลางใบไปตามความยาวของใบ เปน ไมท ม่ี ดี อกหอมฉนุ สง กลน่ิ หอมระยะไกล ดอกเปนชอใหญ กา นดอก ยาวประกอบดว ยดอกขนาดเลก็ สเี หลอื งออ นเปน จาํ นวนมาก D. fragrans ‘massangeana’ เปนไมท่ีไดรับความนิยมและเปนท่ีรูจักกันอยาง กวางขวางในประเทศไทย นอกจากจะใชเ ปน ไมก ลางแจง ประดบั ภายนอกอาคารแลว ยงั นยิ มใชป ระโยชน ในการวางประดับภายในไดอยางดีอีกดวย สามารถปลูกลงกระถางหรือลงดินแลวยังนิยมตัดสวนของ ลําตน (ตอ) วางแชน า้ํ ในภาชนะทรงตน้ื วาสนากส็ ามารถแตกเปน ลาํ ตน และเจรญิ เตบิ โตได จดั เปน ไม ประดับภายในขนาดเลก็ กะทัดรดั และนา รกั การปลกู และการดแู ลรกั ษา วาสนาข้ึนงายในดนิ ทุกชนดิ เปน ไมช อบนา้ํ จงึ เจรญิ เตบิ โตไดร วดเรว็ ถา ปลกู เลย้ี งบรเิ วณ ชายนํ้าท่ัวไป หากปลูกลงกระถางควรเปนดินปนทราย และมีอินทรียวัตถุมากๆ โดยปกติเปนไม กลางแจงแตส ามารถเลย้ี งในทแ่ี สงแดดราํ ไรหรอื ทร่ี ม พอมแี สงสวา งเขา ถงึ ตลอดทง้ั วนั ได การขยายพนั ธุ การขยายพันธุดวยการชํายอดและชาํ สว นของลําตน จดั เปน ทข่ี ยายพนั ธงุ า ยตน หนง่ึ 3. Dracaena marginata ‘Tricolor’ เข็มสามสี ลักษณะทั่วไป เปนไมที่เกิดจากการกลายพันธุในประเทศญ่ีปุน และนําไปขยายและแพรพันธุใน ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมอ่ื ป 1973 ลาํ ตน แกผ วิ จะเปน สนี า้ํ ตาลออ น แตกกง่ิ แขนงตามสว นขอ ของ ลําตน ชว งใบถ่ี แตกใบออ นตรงสว นยอด ลกั ษณะใบแคบยาว ปลายใบแหลม ใบมสี ี 3 สคี อื สีเขียว สีครีมหรือเหลืองออนและสีแดง แตละสีมีลักษณะเปนสายไปตามความยาวของใบ หากเลย้ี งในทท่ี ี่มี แสงแดดจัด สีบนใบจะสดในสวยงามมาก ไมนิยมใชเปนไมประดับภายใน สวนมากใชปลูกประดับ ภายนอกอาคาร การปลกู และการดแู ลรกั ษา เปนไมท ช่ี อบดนิ รว นหรอื ดนิ ปนทราย ตอ งการนา้ํ มาก ปลูกที่มีแสงแดดจัด การขยายพนั ธุ ดว ยการชาํ ยอดหรอื สว นของลําตน 4. Dracaena sanderiana “ออลาย” ลักษณะทั่วไป ถิ่นกําเนิดอยูในประเทศคาเมรูนและคองโก เปน ไมท ม่ี ลี าํ ตน เปน ขอ ลกั ษณะใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม กา นใบเปน กาบหมุ อยกู บั ลําตน แตกใบออ นตรงสว นยอดเจรญิ เปน ใบแกเ วยี น ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 11 รอบลําตน พื้นใบสีเขียวดางขาวเปนทางตามความยาวของใบ เปนไมประดับไดท้ังไมกระถางและ ลงแปลงประดบั นอกอาคาร การปลกู และการดแู ลรกั ษา เจริญเติบโตไดด ใี นดนิ ปนทราย ตอ งการนา้ํ มาก แตไมถึงกับแฉะ เครอ่ื งปลกู ควรระบาย น้ําดี ชอบแสงแดด ไมชอบที่รม ความชน้ื ปานกลาง การขยายพนั ธุ ดว ยการชาํ ยอดหรือชาํ สว นของลําตน ตลาดในประเทศ วาสนาในบานเรามกั จะขน้ึ อยตู ามปา แถวภาคตะวนั ออก ที่ จ.ปราจนี บรุ ี และภาคเหนือ แถว จ.ลาํ ปาง สว นมากจะเปน พนั ธุ Dracaena fragrans ‘Massangeana’ สวนพนั ธุ D. fragrans มักจะ ขึ้นอยูในปาภาคใตแถว จ.สรุ าษฎรธ านี นครศรธี รรมราช การรบั ซอ้ื ตน พนั ธวุ าสนาสว นมากจะนํามา จาก จ.ปราจนี บรุ ี เนอ่ื งจากประหยดั คา ขนสง กวา แหลง อน่ื ๆ ลกั ษณะชน้ิ สว นทน่ี าํ มาจะเปน ตน พนั ธทุ ง้ั ตนบรรทุกใสรถ 6 ลอ มาสง ตลาดพอ คา คนกลางทก่ี รงุ เทพฯ จากนน้ั จงึ มาตดั เปน ทอ นพนั ธุ นาํ มาปลกู เล้ียงทําเปนไมต อขนาดตา งๆ ความตอ งการใชป ระโยชนส ว นมากจะนยิ มใชเ ปน ไมป ระดบั ภายในอาคาร และนอกอาคารไดด ี วาสนาทง้ั 2 ชนดิ นเ้ี ปน ทต่ี อ งการของตลาดมาก สาํ หรบั พวกเขม็ สามสี D. marginata จะใชเ ปน ไมป ระดบั นอกอาคาร เหมาะสําหรับใช จัดสวนตกแตงสถานที่ ปรมิ าณการใชภ ายในประเทศไมค อ ยมากนกั การผลติ ของเกษตรกรเปน ลกั ษณะ ผูผลิตรายยอย อยแู ถบบางกรวย ตลง่ิ ชนั แตม บี างรายผลติ เพอ่ื สง ตา งประเทศโดยเฉพาะ ซง่ึ แหลง ผลติ อยูที่ออมนอย สมทุ รสาคร และคลอง 6 รงั สติ ปทมุ ธานี การซอ้ื ขายในประเทศจะเปน ไมก ระถางขนาด 8-10 นว้ิ ราคาคอ นขา งสงู สวนไมป ระดบั พวกออ ลาย D. sanderiana และกวนอมิ ดา ง D. sanderiana ‘Gold’ มีแหลงผลติ ปรมิ าณมากอยแู ถบบางบําหรุ กทม. คลอง 6 รงั สติ ปทมุ ธานี แตก ารใชภ ายในประเทศมไี ม มากนัก สวนมากจะสงไปจาํ หนายตางประเทศ เนอ่ื งจากความตอ งการของตา งประเทศยงั สงู อยู ตลาดตา งประเทศ ลักษณะความตอ งการของตลาดตา งประเทศ การสงวาสนา พันธุที่นิยมสงไดแก Dracaena fragans, Dracaena fragans ‘massangeana’, Dracaena fragans ‘Victoriae’ ตลาดรับซื้อสวนมากจะอยูในประเทศญ่ีปุน, ซาอดุ อิ าราเบยี ในตลาดประเทศซาอุดิอาราเบียนิยมทอนพันธุ 3 ขนาดคือ ขนาดความยาว 30-60-90 เซนตเิ มตร เสน ผา ศนู ยก ลางขนาด 1 ½-2 น้ิว ลกั ษณะการสง เปน ทอ นตอ งมรี ากออก และมีตุมตาแตกหนอ 2-3 ตา การสง ตอ งทาํ การลา งรากและปอ งกนั เสยี หายจากการขนสง ตอ งหมุ สว น หัวทอนพันธุดวยกระดาษ แลวจึงเรียงสลับหัวทายลงในกลองกระดาษขนาด 1.2x.70x.50 เมตร ชองวางระหวา งทอ นพนั ธอุ าจจะใสว สั ดปุ อ งกนั การชา้ํ เชน เศษกระดาษ การขนสง ทางเครอ่ื งบนิ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 12 ตลาดประเทศญี่ปุน นยิ มทอ นพนั ธุ 3 ขนาดเชน เดยี วกบั ตลาดซาอดุ อิ าราเบยี แตทอน พันธุไมมีราก การสงทอนจะตองหุมหัวทายดวยขี้ผึ้ง เพอ่ื ปอ งกนั ความชน้ื และปอ งกนั ทอ นพนั ธเุ สยี หาย ทอนพนั ธจุ ะบรรจใุ นตู Contianer ขนาด 20x10x15 ฟุต ขนสง โดยทางเรอื การสง ออกไมป ระดบั ชนดิ Dracaena sanderiana พันธุที่นิยมสงไดแก กวนอมิ ดา ง (Dracaena sanderiana ‘Gold’) ประเทศที่รับซื้อไดแก ประเทศญี่ปุน ลกั ษณะการสง จะเปน ทอ นพนั ธุ ลางราก ขนาด 10-15 เซนตเิ มตร และขนาด 70 เซนตเิ มตร ปจ จบุ นั เปน ทต่ี อ งการของตลาดมาก การสง ไมป ระดบั ชนดิ Dracaena marginata พันธุที่นิยมสงไดแก เขม็ แดงใบออ น (Sunset) เข็มสองสี (Bicolor) เข็มสามสี (Tricolor) ประเทศที่รับซื้อไดแก ประเทศญี่ปุน ลักษณะการชาํ จะเปนทอ นพนั ธหุ รอื ทอ นพนั ธลุ า งราก ขนาด 20-25 เซนตเิ มตร ! ซองออฟอินเดีย ชื่อสามัญ (Common name) Song of India ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Pleomele reflexa ‘Variegatum’ วงศ (Family) Liliaceae ลักษณะทั่วไป ซองออฟอนิ เดยี หรอื Pleomele reflexa ‘variegatum’ จัดเปน ไมกอขนาดกลาง มถี น่ิ กําเนิดอยูในอนิ เดยี ตอนใตแ ละศรลี งั กา ลาํ ตน กลม สนี า้ํ ตาลออ น แตกแขนงตามขอ และแตกหนอ จาก โคนของลําตน ชว งใบถ่ี แตกใบออ นตรงสว นยอด แขนงใบเวยี นรอบลาํ ตน กา นใบสน้ั มลี กั ษณะเปน กาบ หุมลําตน ใบแคบ กวา งประมาณ 1-1.5 นว้ิ ความยาวของใบประมาณ 6-8 นว้ิ ปลายใบเรยี ว แหลม ริมใบดางสีเหลือง สว นกลางของใบสเี ขยี ว ซองออฟอนิ เดยี เปน ไมป ระดบั ทม่ี ลี กั ษณะสวยงามมาก นยิ ม ใชเปนไมป ระดบั นอกอาคาร ไมน ยิ มใชป ระดบั ภายใน การปลกู และการดแู ลรกั ษา ซองออฟอินเดีย ชอบดินปนทรายหรือดินรวนซุย การเจริญเติบโตชา ชอบนํ้ามาก ตองการแสงแดดจดั ตลอดวนั หากเลย้ี งในทร่ี ม สใี บจะไมส ดและทง้ิ ใบงา ย การขยายพนั ธุ โดยวธิ กี ารตอนและชาํ ตลาดตา งประเทศ การสงออกไมประดับ สกุล Pleomele ตลาดตางประเทศนิยม 2 ชนิดคือ ซองออฟอนิ เดยี (Pleomele reflexa ‘variegatum’ (Song of India)) และซองออฟจาไมกา (Pleomele reflexa ‘Green’ (Song of Jamica)) การสงออกจะเปน ทอ นพนั ธลุ า งราก ขนาด 20 เซนตเิ มตร ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 13 ! หมากผหู มากเมีย ชื่อสามัญ (Common name) Cordyline ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Cordyline sp. วงศ (Family) Agavaceae ลักษณะทั่วไป หมากผูหมากเมียมถี น่ิ กําเนดิ ในเขตรอ น เชน อนิ เดยี , ไทย, มาเลเซยี , บราซลิ , ออสเตรเลียและนิวซีแลนด เปน ไมใ บทม่ี สี สี นั งดงามมาก และเปน ไมป ระดบั ตน หนง่ึ ทม่ี คี วามงามและ นิยมกันมาก ในเมอื งไทยเราพบหมากเมยี ปลกู เปน ไมป ระดบั กนั อยทู ว่ั ๆ ไป นอกจากจะมคี ณุ สมบตั ใิ น ความงามแลว ยังขยายพันธุและปลูกไดงายๆ จงึ นยิ มปลกู กนั เปน ไมป ระดบั ทว่ั ๆ ไป ทง้ั ทป่ี ลกู ลงดนิ และ ปลูกเปนไมกระถาง ลักษณะของหมากผูหมายเมียน้ันคลายกับพันธุไมพวก Dracaena ในทาง พฤกษศาสตรน้ันดอกของหมากผูหมากเมียมีขนาดดอกเลก็ วาดอกของพวก Dracaena และรงั ไขข อง หมากผหู มากเมยี กต็ า งกนั กบั ของ Dracaena คือ รังไขห มากผูหมากเมยี นนั้ ประกอบดวยไขห ลายฟอง หรือเม่ือเกดิ เปน เมลด็ มหี ลายเมลด็ สว นของ Dracaena มีรังไขที่มีไขฟองเดียว เมอ่ื เกดิ เปน เมลด็ กม็ ี เมล็ดเดยี วในรงั ไขห นง่ึ รงั ไข หมากผูหมากเมยี ทง้ั ชนดิ ทเ่ี ปน ตน ไมแ ละเปน ไมพ มุ สว นมากมลี ําตน เดย่ี ว แตบ างชนดิ บางพันธุหรือบางโอกาสก็แตกก่ิงแตกแขนงออกจากตนเดิมก็ไดใบจะแตกออกที่ยอดของลําตน หรอื ยอด ก่ิงท่ีแตกออก บางชนดิ มลี ําตน 35-40 ฟุต ใบมสี สี นั ตา งๆ กัน ตั้งแตสีเขียวแก สเี ขยี วออ น สีชมพู สีแดง สีกุหลาบ หรือลายๆ สรี วมกนั ในใบเดยี ว เชนพวกที่เรียกวาสามสี ดอกไมส วยงามเปน ชอ ดอกมี ขนาดเลก็ ๆ สีชมพู หรอื สขี าว การปลกู และการดแู ลรกั ษา หมากผูหมากเมยี ชอบดนิ ทม่ี อี าหารพชื มากๆ มีพวกอินทรียวัตถุสูง และมคี วามชน้ื สงู ดวย บางชนดิ ไมช อบแสงแดดจดั จะเจรญิ เตบิ โตไดด ใี นทร่ี ม ราํ ไร แตก ม็ หี ลายชนดิ ทช่ี อบขน้ึ ในทก่ี ลาง แจงถูกแสงแดดโดยตรง บางชนิดถูกแสงแดดโดยตรงจะทาํ ใหใบไหมเ ปน วงกลมหรอื ปลายใบไหม หมาก ผูหมากเมียสวนมากที่มีสีเขียว จะทนแดดไดดีกวาพวกที่มีสีสันมากๆ ในการปลูกหมากผูหมากเมียในกระถางน้ัน ดินปลูกควรมีสวนผสมระหวางดินรวน อยางดี 3 สวน ใบไมผุหรือปุยหมัก 2 สวน ทรายหยาบหรอื อฐิ ขนาดเลก็ 2 สวน ปุยคอกที่แหงดีแลว 1 สวน ในปที่ 2 หลงั จากทป่ี ลกู ในกระถางแลว ถาหากรากแตกจากลําตน เหนอื ดนิ ใหเ ตมิ ดนิ รว นลงใน กระถางอกี เพอ่ื ปด รากหรอื กลบโคนตน หมากผูหมากเมยี สว นมากมลี ําตน สงู ชลดู และมีหมากผูห มากเมียหลายชนิดทีม่ ีลําตน สูงชลูดและลําตนไมแข็งแรงพอท่ีจะตานทานนํ้าหนักของใบทย่ี อดได จะทาํ ใหตน ออ นโนม ลงอาจทาํ ให ตนหรือกิ่งหักได จงึ ควรมหี ลกั ไมป ก มดั ผกู ยดึ ลาํ ตน ใหต ง้ั ตรงไวด ว ย สวนการดูแลอื่นๆ เชน การใหน า้ํ และโรคแมลงคงเหมอื นพนั ธไุ มท ว่ั ๆ ไป ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 14 การขยายพนั ธุ หมากผูหมากเมียขยายพันธุไดงายโดยการปกชาํ กิ่ง หรอื ตอนยอด นาน 2-3 อาทิตยก็ ออกราก ตาอยรู อบๆ ตน และรอบกง่ิ ถาใชกิ่งปกชํา ใหต ดั ตน หรอื กง่ิ เปน ทอ นยาวประมาณ 3-5 นว้ิ ปก ลงในกระบะชาํ ทรายหรือขี้เถาแกลบก็ได ถาหากจะใชวิธีขยายพันธุ โดยการแบงกอก็อาจทาํ ได ถาหาก ปลูกในกระถางมีหนอแตกข้ึนมาจากโคนตน ใตด นิ เมอ่ื เปลย่ี นกระถางใหมอ าจใชม ดี คมๆ ตดั โคนตน ใต ดินใหหนอใหมม รี ากตดิ มาดว ยนําไปปลูกกไ็ ด การขยายพันธุดวยเมล็ดทาํ กนั ในเมอ่ื ตอ งการลกู ผสมใน การผสมพนั ธเุ ทา นน้ั พันธุไ มท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Cordyline fruticosa ‘Kiwi’ เพชรไพลนิ ลักษณะทั่วไป หมากผูหมากเมยี พนั ธนุ ม้ี ลี กั ษณะใบเปน รปู ใบพายขนาดเลก็ ยาวไมเกิน 1 ฟุต กวาง ไมเกิน 3 นว้ิ แผนใบตึงเรียบ สใี บมแี ถบสชี มพอู อ น ชมพูแก สเี หลอื งออ นสอดสลบั เปน รว้ิ บนพน้ื ใบ สีเขียว แถบสีแตละสมี ขี นาดไมเ ทา กนั การเรยี งตวั ของใบ กา นใบชดิ แนน ชแู ผน ใบตง้ั และจะคอ ยงมุ ลง เมื่ออายุมากขึ้น ลาํ ตน มขี อ ปลอ งถ่ี ขนาดเลก็ กวา 1 นว้ิ 2. Cordyline terminalis ‘Amabilis’ เพชรชมพู ลักษณะทั่วไป หมากผูหมากเมียชนิดน้ีมีลักษณะใบเปนรูปใบพายขนาดใหญ มีความหนา ผิวเน้ือ ละเอียด เรียบเปน มนั กวา งเกนิ กวา 8 นว้ิ ยาวเกิน 2 ฟุต สขี องใบฉาบเคลอื บดว ยสเี ทาออ นรมิ ขอบใบ ขลิบดวยสีงาชางจากฐานใบเปนแถบยาว ซง่ึ บางครง้ั กย็ าวตลอดขอบรมิ ใบ การเรยี งตวั ของใบ กา นใบ เบียดชิดลําตน เรียงตัวแบบบันไดเวียน มีสายสีชมพู ขาวนวล ฟา ออ น เปน รว้ิ ละเอยี ดบนกา นใบ โดยตลอด ลาํ ตน มขี นาดโตเกนิ 1 นว้ิ ตลาดในประเทศ หมากผูหมากเมียเปนไมประดับท่ีมีการผลิตเพื่อใชประดับนอกอาคารและเหมาะ สําหรับเปนไมจดั สวน การผลติ ของเกษตรกรเปน ลกั ษณะผผู ลติ รายยอ ยอยแู ถบบางกรวย, ตลง่ิ ชนั การ ซ้ือขายสวนมากจะเปน ไมก ระถางขนาด 10 นว้ิ ราคาขายปลกี กระถางละ 10-15 บาท พนั ธทุ น่ี ยิ มปลกู ไดแก เพชรไพลิน Cordyline fruticosa ‘kiwi’ เพชรชมพู C. terminalis ‘Amabilis’ และเพชรนา้ํ หนง่ึ C. fruticosa ‘Prins Albert’ ตลาดตา งประเทศ การสงหมากผูหมากเมีย พันธุที่นิยมสงไดแก เพชรชมพู Cordyline terminalis ‘Amabilis’ และ เพชรไพลิน Cordyling fruticosa ‘kiwi’ ประเทศทร่ี บั ซอ้ื สวนมากจะเปน แถบเอเชยี ซง่ึ ได แก ญี่ปุน ไตหวัน ฮอ งกง บรูไน และออสเตรเลยี ลกั ษณะการสง จะเปน ตน พนั ธลุ า งราก และทอ นพนั ธุ ขนาด 30 เซนตเิ มตร ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 15 ! ดิฟเฟนบาเกีย ชื่อสามัญ (Common name) Dieffenbachia ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Dieffenbachia sp. วงศ (Family) Araceae ลักษณะทั่วไป Dieffenbachia มีถิ่นกําเนดิ แถบประเทศในเขตรอ นทว่ั ๆ ไปในอเมรกิ าใตแ ละหมเู กาะ อนิ ดสี ตะวนั ตก คาํ วา Dieffenbachia เปน ชอ่ื ทไ่ี ดร บั เกยี รตมิ ากจาก J-F Dieffenbach นักพฤกษศาสตร ชาวเยอรมัน Dieffenbachia เปนไมท่ีนิยมปลกู เปน ไมก ระถางกนั มากทว่ั ไปในเขตรอ น ใชประดับภายใน อาคารและนอกอาคาร เปน พนั ธไุ มป ระดบั ทไ่ี ดร บั ความนยิ มในประเทศไทยในปจ จบุ นั Dieffenbachia สวนมากชอบขึ้นในที่รม เราจงึ ถอื เปน ไมใ นรม ลักษณะของตน เปน ไมก อ อวบนา้ํ ไมม เี นอ้ื ไม ลาํ ตน กลม สงู ประมาณ 4 ฟุต ใบใหญ เปนใบเด่ียว มจี ดุ หรอื มสี สี นั สลบั เปน ลายขาวครมี บนพน้ื ใบสเี ขยี ว มกี าบใบหอ หมุ ลําตน อยู การปลกู และการดแู ลรกั ษา การปลูกพวก Dieffenbachia ไมชอบแดดจัด ตองการดินท่ีมีอินทรียวัตถุมากๆ โดยเฉพาะดินที่ปลูก Dieffenbachia ในกระถางควรมีพวกปุยหมักและปุยคอกมากๆ พรอ มดว ยการ ระบายนํ้าตอ งดพี อ และควรเกบ็ ความชน้ื ได ไมข งั น้าํ จนเกนิ ไป ในหนาหนาวตองรดนา้ํ นอ ยลงเพราะ อาจจะเกดิ เชอ้ื ราทม่ี ากบั ความหนาวได การขยายพนั ธุ วิธีท่ีงายและนยิ มกันมาก คือการปกชาํ ตน โดยตดั ลําตน ทแ่ี กม าตดั เปน ทอ นๆ ยาว ประมาณ 2 น้ิว ใหม ตี าตดิ มาดว ยทกุ ทอ นทต่ี ดั ออก เคลด็ ลบั ในการขยายพนั ธคุ อื ทอ นพนั ธตุ อ งสะอาด ใชเคร่ืองมือหรอื มดี ทม่ี คี วามคม แลว การตดั เมอ่ื ตดั แลว ควรทง้ิ ไวร าว 2 ชม. เพื่อใหยางแหงสมานแผล การปก ชาํ ควรรดนา้ํ ยาจาํ พวกกําจดั เชอ้ื รา (fungicide) วิธีการปกชําแบบตามแนวนอน ใหทอนพันธุจมลงในกระบะทรายหรือข้ีเถาแกลบ ประมาณคร่ึงหน่ึงของความสงู ของทอ นพนั ธุ เมอ่ื ทอ นพนั ธแุ ตกออกเปน ใบประมาณ 2 ใบ แลวจึงแยก ปลูกในดินหรือในกระถางตอไป สวนการขยายพันธุอีกวิธีหนึ่งที่จะทาํ ใหไ ดต น ทง่ี ามและโตเรว็ กค็ อื การ ตอนยอด เม่ือรากงอกดแี ลว กต็ ดั ยอดมาปลกู ในกระถางไดเ ลย พันธุไมท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Dieffenbachia amoena “ Giant Dumbcane” ลักษณะทั่วไป จัดเปน Dieffenbachia ขนาดใหญตนหนึ่ง ถน่ิ กาํ เนดิ อยใู นประเทศโคลมั เบยี ลาํ ตน อวบ อวน เสน ผา ศนู ยก ลางประมาณ 2 ½ นว้ิ ถงึ 3 นว้ิ ตนทเ่ี จรญิ เต็มที่อาจจะสูงได 1.5 เมตร ถงึ 2 เมตร ใบยาว 20-22 นว้ิ ความกวา งของใบประมาณ 10 นว้ิ รปู ใบยาว มลี กั ษณะเหมอื นใบพาย โคนใบมน ปลายใบมนแหลม พื้นใบสีเขียว มลี ายสขี าวเรม่ิ จากแนวเสน กลางใบออกไปทางรมิ ใบสองขา ง ลายไม ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 16 เปนระเบียบและไมติดตอกัน เปน ปน ชดั เจนวา เปน ลายขาวสลบั พน้ื ใบสเี ขยี วไปตลอดทง้ั ใบ กา นใบยาว ใชเปนไมตกแตง ภายในไดด ี เพราะเปน ไมใ บหนาและมลี าํ ตน แขง็ แรงหรอื จะใชป ลกู ลงดนิ ตกแตง บรเิ วณ ภายนอกอาคาร สว นท่ีไมไดรับแสงจดั นักกไ็ ด 2. Dieffenbachia amoena “Tropic snow” ลักษณะทั่วไป เปน Dieffenbachia ท่ีมีขนาดใหญอ กี ตน หนง่ึ พอๆ กับ Dieffenbachia amoena ทั้ง ลักษณะลาํ ตน และขนาดของใบผดิ กนั แตท ก่ี า นของ “Tropic snow” สั้นกวา ลกั ษณะรปู ใบสน้ั และปอ ม กวาเสนใบเปนรอ งเนน แผน ใบดเู ปน รว้ิ ๆ พื้นใบสีเขียว มลี ายขาวเปน ปน ขนานไปกบั แนวเสน กลางใบทง้ั สองดา น ซึ่ง D. amoena “Tropic Snow” มองดูรอบๆ ทง้ั ใบ จะมสี ว นทเ่ี ปน สขี าวอยตู รงสว นกลางใบ มากกวา D. amoena ตลาดในประเทศ Diffenbachia ตลาดภายในประเทศยังมีความนิยมอยูมาก โดยเฉพาะพันธุ Dieffenbachia amoena ‘Tropic Snow’ และ D. amoena ‘Snow drop’ โดยใชเ ปน ไมป ระดบั ในอาคารท่ี ดีตนหน่ึง แตการผลิตของเกษตรกรยังขาดความสมํ่าเสมอของขนาด ถามีการปรับปรุงการผลิตใหมี ขนาดท่ีสม่ําเสมอความตองการของตลาดจะเพมิ่ มากขึ้น สว นมากเกษตรกรจะปลกู ไมช นดิ นล้ี งกระถาง ขนาด 10-12 นว้ิ ซง่ึ นบั วา เหมาะสมและเปน ทต่ี อ งการของตลาด ราคาจาํ หนา ยจดั วา เปน ไมท ร่ี าคาดี การผลติ กอ็ ยแู ถวบางกรวย บางบําหรุ ตลง่ิ ชนั บางใหญ คลอง 6 ปทมุ ธานี ตลาดตา งประเทศ การสง ออกไมป ระดบั สกลุ ดฟิ เฟนบาเกยี Dieffenbachia ตลาดตา งประเทศนยิ มพันธุ คอื D. amoena ‘Tropic snow’ D. amoena ‘Snow drop’ ประเทศไทยสง ออกไมป ระดบั สกลุ นไ้ี ป จําหนายที่ประเทศญี่ปุนและประเทศเนเธอรแลนด ลกั ษณะการสง ออกจะเปน ตน พนั ธลุ า งรากขนาดตน พันธุความสูง 30-50 เซนตเิ มตร กอ นสง ตอ งงดการใหน า้ํ 1 วัน เนอ่ื งจากใหน า้ํ จะทาํ ใหใ บสดเปราะ และหกั งา ย สว นรากจะหมุ ดว ยขุยมะพราว หมากผหู มากเมยี ดฟิ เฟนบาเกีย (Cordyline terminalis) (Dieffenbachia amoena ‘Snow drop’) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 17 สภาพการปลูก Dieffenbachia ในโรงเรอื น ดฟิ เฟนบาเกีย อโกลนมี า (Diffenbachia amoena ‘Tropic snow’) (Aglaonema crispum “”Silver Queen) ไทร (Ficus benjamina) อโกลนมี า (Aglaonema nitidum ‘Varigatum’) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 18 ! อโกลมีนา ชื่อสามัญ (Common name) Chinese evergreen ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Aglaonema sp. วงศ (Family) Araceae ลักษณะทั่วไป Aglaonema หรือไมสกลุ เขียวหม่นื ป มถี น่ิ กาํ เนดิ กระจดั กระจายอยตู ามประเทศตา งๆใน ทวีปเอเชีย ตามปาท่ีมีฝนตกชุกและความช้ืนสูง ใชปลูกเปนไมกระถางในรมหรือปลูกลงแปลงในดนิ ตามรมตนไม ไมชอบแสงแดดโดยตรง ชอบที่รมชุมชื้น ในเมืองไทยมีไมสกุลนี้ขึ้นในปาอ่ืนทั่วไป Aglaonema เปนไมท ม่ี ลี กั ษณะคลา ยไมใ นสกลุ Dieffenbachina มาก แตม ขี นาดเลก็ กวา การเจรญิ เตบิ โตชา กวา มาก Aglaonema มีลําตนกลมตรง ขอ ถ่ี แตกใบออ นตรงสว นยอดของลาํ ตน ทลี ะใบ มบี าง ชนิดทอดลําตน เลอ้ื ยไปตามผวิ ดนิ แตกรากไดท กุ ขอ ของลําตน มกี า นใบยาว สว นทต่ี ดิ กบั ใบกลม สวนที่ ติดกับลําตน เปน กาบ รปู ใบคลา ยใบพาย แคบเรียวแหลม บางชนดิ ใบปอ มคลา ยใบโพธก์ิ ม็ ี พื้นใบสีเขียว เขม เปน มนั กวา พวก Dieffenbachia นอกจากใบจะเปนสเี ขยี วเขม แลว อาจมลี ายสแี ดง จดุ สขี าวบนใบบา ง ก็เปน ได ดอกของ Aglaonema เหมอื นกบั ดอกไมใ นตระกลู Arum ทั่วๆ ไป คอื เปน กาบหมุ ปลเี กสร ออกดอกเปนกลมุ สเี ขยี วออ นหรอื สขี าวอมเขยี ว ลาํ ตน เมอื่ ตดั ออกจะมยี างอาจจะทาํ ใหค นั ได แตความ รุนแรงนอ ยกวา Dieffenbachia การปลกู และการดแู ลรกั ษา Aglaonema เปนไมที่มีถิ่นกําเนดิ อยใู นเขตรอ น ตามปา ทม่ี ฝี นชกุ จงึ เปน ไมท ต่ี อ งการ ความชื้นในอากาศสูง ชอบอยใู นทร่ี ม หรอื ทม่ี แี ดดราํ ไรไมม ากชว่ั โมงนกั เครอ่ื งปลกู ควรเปน ดนิ รว น อาจ จะปนทรายหยาบ อิฐทุบ เศษถา นกอ นเลก็ ๆ เพื่อชวยใหการระบายนํ้าในกระถางดขี น้ึ ใบไมผุชวยให เครื่องปลูกเก็บความชุมชื้นไวไดดี จึงเหมาะที่จะใชเปนภายในนิยมทั้งปลูกประดับเพียงตนเด่ียวใน กระถางเล็กๆ หรอื จะปลกู รวมเปน กลมุ ใหญๆ กส็ วยงามเชน กนั หากใชเปนไมภายใน คอยระมดั ระวงั ให เคร่ืองปลูกชุมอยเู สมอ หากปลกู ประดบั นอกอาคารควรเปน ทท่ี ไ่ี มไ ดร บั แสงแดดจดั มากนกั การขยายพนั ธุ การขยายพนั ธนุ ยิ มใชก ารตดิ ยอดหรอื สว นของลําตน เปน ทอ น แลวนาํ ไปชาํ บางชนดิ แตกหนองาย การแยกหนอ จงึ เปน วธิ กี ารขยายพนั ธทุ ด่ี กี วา และไดผ ลแนน อนอกี วธิ หี นง่ึ พันธุไ มท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Aglaonema nitidum ‘Curtisii’ อโกลนีมาลายแตง ลักษณะทั่วไป อาโกลนีมาลายแตงมถี น่ิ กาํ เนดิ อยใู นมาเลเซยี ลกั ษณะในรปู ใบพาย ปลายแหลมโคน ใบสอบเขาหากา นใบ กา นใบยาว ชอ งใบถ่ี พื้นใบสีเขียว มลี ายสเี ทาเงนิ พาดเปน ทางเลก็ ๆ ไปตามแนว เสนใบ ลายถี่ ทง้ิ ชอ งวา งพน้ื ใบสเี ขยี วระหวา งลาย มคี วามกวา งกวา ลายเลก็ นอ ยมลี ายตลอดไป ไมท ง้ิ ใบ งาย อาโกลนมี า ลายแตงมลี กั ษณะใบและลายทใ่ี บสวยงาม เหมาะจะใชเ ปน ไมป ระดบั ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 19 การปลกู และการดแู ลรกั ษา อาโกลนีมาลายแตงเจริญเติบโตไดในดินแทบทุกชนิด หากปลูกลงกระถางเครอ่ื งปลกู ควรระบายน้ําไดด ี ควรเลย้ี งในทท่ี แ่ี ดดราํ ไร ไมชอบแสงแดดจัด ความชน้ื ในอากาศพอสมควร การขยายพนั ธุ โดยการตดั สว นยอดหรอื ลําตน ไปชาํ 2. Aglaonema crispum ‘Silver Queen’ ลักษณะทั่วไป เปน ไมล กู ผสมระหวา ง A. nitidum “Curtisii” A. pictum “Tricolor” เปน ไมท ม่ี ลี กั ษณะ ใบแคบ รูปใบยาว ปลายแหลม โคนใบคอ ยเรยี วสอบเขา หากา นใบ พน้ื ใบสเี ขยี วมลี ายสเี ทาเงนิ เปน แถบ กวางๆ ปายทบั ไปตามแนวเสน ใบ เวน ทว่ี า งระหวา งลายเปน พน้ื สเี ขยี วเพยี งเลก็ นอ ยความยาวของใบอาจ ถึง 15 นว้ิ ความกวา ง 2-5 นว้ิ หรอื มากกวา นเ้ี ลก็ นอ ย กา นใบสเี ขยี วเขม การปลกู และการดแู ลรกั ษา นิยมปลูกรวมกันหลายๆ ตนใหเ ปนกอใหญ เพอ่ื ใชเ ปน ไมป ระดบั เจรญิ งอกงามใน ดินรวนซุยที่มีอินทรียวัตถุบาง เครอ่ื งปลกู ควรเกบ็ ความชน้ื และระบายไดด ี ชอบทร่ี ม ถงึ แดดราํ ไร ไม ชอบแสงแดดจัด ความชน้ื ในอากาศพอสมควร การขยายพนั ธุ โดยการตดั ยอดหรอื สว นของลําตน ไปชาํ 3. Aglaonema nitidum ‘ Variegatum’ ล้ินกระทงิ ดา ง ลักษณะทั่วไป Aglaonema nitidum ‘ Variegatum’ จะมถี น่ิ กาํ เนดิ อยใู นประเทศใดไมป รากฏแนช ดั ไมตนนี้เปนตนที่ไดพบเห็นและเก็บนํามาขยายพันธุจากปาทางภาคใตของประเทศไทย เชน ปา บรเิ วณ เขาชอง จังหวดั ตรงั และปาในจังหวัดชุมพร และตะกั่วปา ในบริเวณที่พบมักจะพบ A. nitidum ขนาด ใหญที่ติดเมล็ดแลวรวมอยูดวยเปนจํานวนมากสันนิษฐานวาคงจะเกิดจากการกลายพันธุมาจาก A. nitidum เพราะลักษณะโดยทั่วไปกลาวคือ กา นใบยาว ใบรปู ใบพาย ปลายแหลม โคนใบสอบเลก็ นอ ย เขาหากานใบ ชอ งใบถ่ี กา นใบสว นทเ่ี ปน กาบสงู เกอื บชดิ โคนใบ พน้ื ใบสเี ขยี วเหลา นเ้ี ปน สว นทเ่ี หมอื น กันของ Aglaonema สองตนนี้ แตตน ลน้ิ กระทงิ ดา งมสี ว นทแ่ี ตกตา งกวา คอื มลี ายสเี ทาเงนิ ขนาดใหญ พาดทับไปตามแนวเสน กลางใบ เปนสวนแตกตางที่จะแยก Aglaonema ‘ล้ินกระทงิ ดา ง’ และ A. nitidum อยา งเดน ชดั การปลกู และการดแู ลรกั ษา A.nitidum ‘Variegatum’ ล้ินกระดา ง ใชเ ปน ไมป ระดบั ไดด เี ชน เดยี วกนั กบั A. nitidum เพราะเปนไมท่ีคุน ตอ สภาพดนิ ฟา อากาศในบา นเราเปน อยา งดี เครอ่ื งปลกู ควรเปน ดนิ ทรายหรอื ดนิ ทม่ี ี อินทรียวัตถุมากๆ การระบายนา้ํ ดี ชอบทร่ี ม พอมแี สงสวา งเขา ถงึ ไมชอบแสงแดดจัด ตอ งการความชน้ื ในอากาศสงู ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 20 การขยายพนั ธุ ขยายพนั ธดุ ว ยการตดั ยอดและสว นของลําตน เปน ทอ นๆ ไปชาํ ตลาดในประเทศ การผลติ ไมป ระดบั พวก Aglaonema ซ่ึงจัดเปนไมป ระดบั ทต่ี ลาดมคี วามตอ งการมาก พอๆ กับพวก Dieffenbachia พันธุที่นิยมปลูกก็คือ Aglaonema crispum ‘Silver Queen’ โดยปลูกลงใน กระถางขนาด 10 นว้ิ ปลกู หลายๆตน ทาํ ใหเ ปน กลมุ คงดสู วยงาม ความตอ งการใชส ว นมากจะนําไปใช ในการประดับภายในอาคาร แหลงผลิตและซื้อขายกันจะอยูบริเวณบางบาํ หรุ, คลอง 6 ปทมุ ธานี บางกรวย บางใหญ ซง่ึ เปน การผลติ ของเกษตรกรรายยอ ยๆ ตลาดตา งประเทศ การสงออกไมประดับสกุล Aglaonema ไปจําหนายตางประเทศ พันธุที่นิยมไดแก Aglaonema nitidum และ Aglaonema crispum ‘Silver Queen’ ประเทศไทยสง ไมป ระดบั สกลุ น้ีไป จําหนายประเทศญี่ปุน ไตหวัน เนเธอรแ ลนด ลกั ษณะการสง ออกจะเปน ตน พนั ธลุ า งรากขนาด 14-15 เซนตเิ มตร ! ไทร ชื่อสามัญ (Common name) Ficus ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Ficus sp. วงศ (Family) Moraceae ลักษณะทั่วไป ไทร มีถิ่นกําเนดิ อยทู ว่ั ไปตามแถบพน้ื ทเ่ี ขตอบอนุ ของโลก และมมี ากชนดิ ในประเทศ เขตรอน โดยเฉพาะทางทวีปเอเชีย เชน อนิ เดยี ไทย จีน และทางแหลมมาลายู ไทรเปนพวกไมยืนตนที่ มีใบเขียวตลอดป มที ง้ั ไมพ มุ เลอ้ื ยและยนื ตน นอกจากไทรแลว กม็ มี ะเดอ่ื โพธิ์ ยาง ไทร กรา ง และตน ตุกแก ไมเ หลา นเ้ี ปน ไมใ นวงศ Moraceae จัดเปนไมยืนตนขนาดใหญมีแตต น ตุกแกเทานัน้ ท่ีจดั เปน ประเภทไมเ ลอ้ื ย ลาํ ตน แขง็ แรง บางชนดิ ทรงพมุ โปรง บางชนดิ ทรงพมุ หนาทบึ ใบของไทรมรี ปู รา ง ลักษณะตางๆ กนั หลายชนดิ โดยมากมกั มสี ีเขียว บางชนดิ ใบเขยี วดํา ขาวหรอื สคี รมี และทด่ี า งขาวปน สีเทาก็มี ไทรบางชนดิ มรี ากอากาศหอ ยยอ ยแลดสู วยงามมาก เชน ไทรยอย (Ficus benjamina) ที่เรา รจู กั กนั ดี การปลกู และการดแู ลรกั ษา โดยปกติไทรเปนไมกลางแจงภายนอกอาคารที่มีบริเวณกวางๆ เพอ่ื ชว ยใหร ม เงาแตม ี ไทรหลายชนิดดวยกันที่สามารถนํามาเลี้ยงในที่รมหรือที่มีแสงแดดเพียงราํ ไร เพ่อื ใหปรบั ตัวและใชตก แตงภายในอาคารไดอ ยา งดยี ง่ิ การขยายพนั ธุ ไทรเปน ไมท ข่ี ยายพนั ธงุ า ย อาจทาํ ไดโ ดยการตอน เพาะเมล็ดและปก ชาํ ไทรเปนไมที่ ไมเลือกดนิ ปลกู เจรญิ เตบิ โตไดใ นดนิ ทกุ ชนดิ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 21 พันธุไ มท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Ficus benjamina ‘Weeping Fig’ ไทรยอย ลักษณะทั่วไป ไทรจาํ พวกใบเล็กหรือที่รวมเรียกกันวาไทรยอยซึ่งมีหลายตนหลายพันธุ Variety แตล ะ พันธุมีลักษณะใบแตกตางกันเพยี งเล็กนอ ย โดยทั่วไปจะยาวประมาณ 1-2 นว้ิ บางพนั ธรุ มิ ใบยกขน้ึ หอ ตัวเล็กนอย สเี ขยี วเปน มนั เปน ไมท ม่ี พี มุ ทรงหนาทบั ลําตน สงู ใหญ กา นใบออ นแผก ง่ิ สาขาทง้ิ ใบหอ ย ระยาแลดูสวยงาม มรี ากอากาศแตกยอ ยลงสพู น้ื ดนิ เปน จํานวนมาก การปลกู และการดแู ลรกั ษา นิยมใชเปน ไมป ระดบั ภายในอาคาร การบํารงุ รกั ษางา ย เจรญิ เตบิ โตไดด ใี นดนิ รว นหรอื ดินปนทรายทม่ี กี ารระบายน้ําดี โดยปกตเิ ปน ไมชอบแสงแดด จัดเปนไมกลางแจง แตส ามารถนํามาเลย้ี ง ใหปรบั อยใู นทร่ี ม พอมแี สงสวา งถงึ หรอื ทแ่ี ดดราํ ไรได การขยายพนั ธุ การขยายพันธุ นิยมใชก่ิงเปนพุม มาตอนเพียงก่ิงเดียว ซ่ึงเปนวิธีที่งายและไดผล รวดเร็ว นอกจากนย้ี งั ขยายพนั ธุไ ดโดยการเพาะเมล็ดและปกชาํ 2. Ficus elastica ‘Decora’ ยางดํา (black prince) ลักษณะทั่วไป ยางดําหรือ F. elastica ‘Decora’ เปนไมย นื ตน ขนาดใหญแ ตกกง่ิ กา นสาขาเปน จาํ นวน มากใบดกทําใหพุมทรางแนนทึบ มถี น่ิ กาํ เนดิ อยใู นอนิ โดนเี ซยี มใี บขนาดกวา งประมาณ 6-8 นว้ิ ความ ยาว 8-10 นว้ิ กา นใบสน้ั ปลายใบมน มกี ง่ิ แหลมเลก็ นอ ย โคนใบมน ใบหนาแขง็ พน้ื ใบสเี ขยี วเขม เกือบดํา เสน กลางใบและยอดออ น เปน สแี ดงสด ใชเ ปน ไมป ระดบั ภายในและภายนอกอาคารไดด ี การปลกู และการดแู ลรกั ษา เคร่ืองปลูกควรเปน ดนิ รว นหรอื ดนิ ปนทรายและระบายนา้ํ ไดด ี ชอบแสงแดดแตส ามารถ ปรบั ตวั ใหอ ยใู นรม หรอื ทแ่ี ดดราํ ไรได การขยายพนั ธุ ขยายพันธุดวยการปกชาํ กง่ิ และตอน 3. Ficus elastica ‘Variegata’ ยางดา ง ลักษณะทั่วไป ยางดา งหรอื F. elastica ‘Variegata’ เกิดจากการกลายพนั ธุในประเทศเบลเยีย่ ม จัด เปนไมยืนตนขนาดใหญ มีทรงพุมหนาทึบ มรี ากอากาศแตกตามลาํ ตน และกง่ิ กา นใบสน้ั ลกั ษณะใบยาว ปลายกิ่ง ใบมนมตี ง่ิ แหลมเลก็ นอ ย โคนใบมน ใบกวา งประมาณ 4-6 นว้ิ ยาวประมาณ 8-10 นว้ิ ใบ หนาและคอนขางแขง็ เสน กลางใบสคี รมี สว นกลางใบสเี ขยี วเขม ปนสเี ขยี วอมเทา ริมใบดา ง เหลอื งและ สีครีม ยอดออ นเปน สแี ดงสด ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 22 การปลกู และการดแู ลรกั ษา ไมควรใชเปนไมประดับภายในอาคารที่ที่แสงแดดเขาไมถึง เหมาะสําหรับท่ีจะใชเปน ไมประดับภายนอกอาคาร เจรญิ เตบิ โตไดด ใี นดนิ ปนทราย เครอ่ื งปลกู ควรมคี วามชน้ื อยเู สมอเปน ไมไ ม ชอบแฉะ อยา ใหน า้ํ ขงั ในเครอ่ื งปลกู ได ชอบแสงแดดจัด ถา เปน ทร่ี าํ ไรควรใหน ้าํ นอ ยลง การขยายพนั ธุ ขยายพนั ธดุ ว ยการตอนกิง่ และปก ชาํ ตลาดในประเทศ ไทรเปนไมประดับท่ีเหมาะสําหรับใชเปนไมประดับภายในอาคารอยางมาก ความ ตองการสว นมากจะเปน ไทรยอ ย ยางดาํ และยางดา ง ลกั ษณะการผลติ สว นมากจะใชว ธิ กี ารตอนและ มาปลูกลงกระถางขนาด 12 นว้ิ นาํ ไปประดบั ในอาคาร แหลง ซอ้ื ขายและแหลง ผลติ อยแู ถบบางกรวย ทหารราบ 11 เปน ไมป ระดบั ทม่ี คี วามตอ งการตลาดสงู ราคาคอ นขา งดี ตลาดในตา งประเทศ การสง ออกไมป ระดบั สกลุ ไทร Ficus sp. ตลาดตา งประเทศนยิ มพันธุ 2 ชนดิ คอื ไทรยอย (Ficus benjamina) และยางดา ง (Ficus elastica ‘Variegata’) ประเทศไทยสงออกไมประดับ สกุลไทรไปจําหนา ยทต่ี ลาดญป่ี นุ และตลาดยโุ รป ลกั ษณะการสง จะเปน ทอ นพนั ธลุ า งราก, ชาํ ยอดหรือ กิ่งตอน ขนาดของกง่ิ พนั ธุ ขนาด 40-60 เซนตเิ มตร สําหรบั ยางดา ง (Ficus elastic) ความตองการ ของก่ิงตอนจะตอ งประกอบดว ยใบจรงิ 6 ใบขน้ึ ไป ! หมากเหลือง ชื่อสามัญ (Common name) Madagascar palm. Yellow palm ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Chrysalidocarpus lutescens วงศ (Family) Palmae ลักษณะทั่วไป มีถน่ิ กาํ เนดิ จากมาดามสั กา (Madagascar) ไมทราบวา ใครเปน ผนู าํ เขา มาปลกู ในเมอื ง ไทยนานนับรอยๆ ปม าแลว จนมผี ลมเี มลด็ ใชข ยายพนั ธุ ปลูกกันทั่วเมืองไทย หมากเหลืองเปนปาลมท่ีมีหนอเปนกอข้ึนรวมกันงดงามมาก หมากเหลืองเปนปาลม ประดับที่ดีเยี่ยม ใชป ลกู ในกระถางและปลกู ประดบั สวนในบรเิ วณสถานทท่ี ว่ั ๆไป มขี นาดพอสมควรไม ใหญโตจนเกนิ ไป หรอื เลก็ เกนิ ไป หมากเหลืองทโ่ี ตเตม็ ทป่ี ลกู ลงดนิ นน้ั จะเปน กอสงู ประมาณ 25-30 ฟุต กอหนง่ึ จะมี ลําตนประมาณ 6-12 ตน ลาํ ตน มขี อ ปลอ ง และโคงออกจากโคนกอทาํ ใหม ลี กั ษณะเปน ไมก อทง่ี ดงาม ทางใบแข็งโคงงอลง ใบรปู ขนนก ทางใบยาว 6-8 ฟุต กาบใบหอ หมุ ลําตน ไว ชอ ดอกเปน จน่ั อยใู ตก าบ ใบ เม่ือกาบใบหลนลงจากตน กจ็ ะเหน็ ชอ ดอกเปน จน่ั สเี หลอื งออ น มดี อกสขี าวปนเหลอื ง เปน ปาลม ทม่ี ี เกสรเพศแยกกนั อยคู นละตน ตวั เมยี จะมผี ลตดิ ผลเลก็ ขนาด 3/4 นว้ิ เวลาผลแกม มี สี มี ว งดําผลหนง่ึ มี เมลด็ เดยี ว ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 23 การปลกู และการดแู ลรกั ษา หมากเหลอื งขน้ึ ไดด ใี นดนิ ทกุ ประเภท ทุกลักษณะ ชอบนาํ้ มาก และชอบแสงแดดตลอด วัน เปนไมกระถางทท่ี นทานทส่ี ดุ ในบรรดาพวกปาลม ดว ยกนั รากแนน กระถางเทา ไรกย็ งั เจรญิ เตบิ โตอยู ไดใ นสภาพดใี นกระถาง หมากเหลืองท่ีนิยมปลกู ในกระถางใหเ ขา สถานะงดงามไดน น้ั ตอ งมลี ําตน เลก็ ๆ ขนาด ไมควรโตกวา ดนิ สอดาํ ตง้ั ใหถ กู แดดเตม็ ท่ี จะมีลาํ ตน เลก็ เปน กอทกุ ตน ในกอใหม ขี นาดเทา ๆกนั ดินที่ใช ปลูกเปนไมกระถางนน้ั ใหม อี ฐิ เผาปน รวมกบั ดนิ ปลกู ใหม าก จะทาํ ใหต น แคระแกรน็ ไดล กั ษณะงามนา ดู ถาใชดินปลกู ดีเกินไป หรือตั้งในที่รมแลวจะทาํ ใหต น โตเรว็ และมสี เี ขยี วเปน มนั ไมน า ดู การบํารุงรักษา งายๆ ไมม ปี ญ หาอะไรมาก สว นใหญจ ะมแี ตห นอนกดั กนิ ใบและมเี พลย้ี แปง บา งในฤดฝู น การกําจัดทาํ ไดงายการฉดี ยาฆา แมลงธรรมดาๆ การขยายพนั ธุ โดยใชวิธีแยกหนอออกจากกอเดิม แบงแยกกอและวิธีใชเมล็ดเพาะซึ่งไดจํานวนมาก และมีขนาดเทา กนั การเพาะเมลด็ โดยวธิ ธี รรมชาติ เมลด็ หมากเหลอื งจะงอกภายใน 30 วัน ! หมากแดง ชื่อสามัญ (Common name) Sealing-wax palm ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Cyrtostachys lakka วงศ (Family) Palmae ลักษณะทั่วไป หมากแดงเปนปาลมสกุลเดียวที่มีสีแดงสดบาดตามาก หมากแดงเปนปาลมที่มีหนอ กาบใบและกานใบมีสแี ดงสดเปน ทส่ี ะดดุ ตาอยา งยง่ิ เปน ปาลม ทม่ี ถี น่ิ กาํ เนดิ ในภาคใตข องประเทศไทย กับมาเลเซียและหมูเกาะในแปซิฟก ในภาคใตข องประเทศไทยชาวบา นเรยี กกนั วา “หมากกน แดง” ซึ่ง หมายถึงกาบสีแดง เปน ปาลม ทข่ี น้ึ เปน กอสงู ถงึ 15 ฟุต ลาํ ตน ตง้ั ตรง มขี อ ปลอ งเหน็ ไดช ดั ลาํ ตน เรยี บสี น้ําตาลออน กาบใบทห่ี อ ลําตน ทย่ี อดมสี แี ดงสด กา นใบหรอื ทางใบกม็ สี แี ดงสด ทางใบโคง ลง กา นทาง ใบสั้นประมาณ 6 นว้ิ ใบยอ ยมสี เี ขยี วยาวประมาณ 6 นว้ิ ใบยอ ยมสี เี ขยี วยาวประมาณ 18 นว้ิ ชอ ดอก ออกที่ขอของลําตน ใตก าบใบ ชอ ดอกยาว 1-2 ฟตุ สแี ดงดว ย เมอ่ื แกผ ลมขี นาดเทา เมลด็ ถว่ั เขยี วขนาด ใหญ เวลาผลสกุ สดี าํ หมากแดงอกี ชนดิ หนง่ึ คอื C.renda สีไมแ ดงสดเทา C. lakka ลาํ ตน กผ็ อมสงู ไมส วย หมากแดงเปนไมประดับท่ีคนไทยนิยมมานานแลว และตางประเทศก็ใหความสนใจ เพราะสีแดงสดสวยงามนา ดู ราคาจาํ หนา ยยงั สงู อยู เนอ่ื งจากการขยายพนั ธเุ ปน ไปไดย าก ในเมอื งไทย ยังคงมีการขยายพันธุดวยหนอ ซึ่งถาหากทาํ ไมถ ูกโอกาสแลวก็ไมคอ ยไดผ ล สว นเมลด็ นน้ั ในเมอื งไทย ไมคอยมหี มากแดงตน โตๆ ทส่ี มบรู ณข นาดทจ่ี ะมเี มลด็ มากๆ นาํ มาใชข ยายพนั ธไุ ด ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 24 การขยายพนั ธุ การขยายพันธุโดยทั่วๆไป โดยการแยกหนอ ออกมาปลกู โดยคอยๆ ตดั หนอ ใหข าดจาก ตนแมในกอเดิม โดยสงั เกตใหร ากทห่ี นอ นน้ั ออกมาหาอาหารไดแ ลว เสยี กอ น จงึ ตดั แบง ออกมาปลกู ถา หากหนอท่ีแตกออกมาน้ันอยูสูงกวาพน้ื ดนิ ไมม รี ากทห่ี นอ นน้ั มแี ตห นอ แลว ใหต ัดสวนที่เชอ่ื มจากหนอ ไปยังตนแมใหขาดครึ่งหนึ่งหอน คอื ไมต ดั ใหข าดเลยทเี ดยี วแลว ใชด นิ ปลกู ทบั โคนหนอ นน้ั เพื่อใหแตก รากจนแขง็ แรงเสยี กอ น จึงตดั ใหขาดแลวขดุ แยกมาปลูกภายหลัง เมื่อแยกหนอมาแลว ใหช ําในทๆ่ี มกี าร ระบายนา้ํ หลงั จากนน้ั 3-6 เดอื น จงึ สงั เกตไดว า หนอ ทแ่ี ยกมานน้ั จะตายหรอื ไม การขยายพันธุโดย การเพาะเมล็ดหมากแดงนน้ั กนิ ระยะเวลานานถงึ 5-6 เดอื น เมลด็ จงึ จะงอกโดยวธิ ธี รรมดา เมอ่ื เมลด็ งอกเปนตน ออ นแลว จะโตชา มาก และจะเรม่ิ มสี แี ดงเมอ่ื อายุ 3-5 ขน้ึ ไป ! จั๋ง Lady palm. Rhapis Rhapis excelsa ชื่อสามัญ (Common name) Plamae ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) วงศ (Family) ลักษณะทั่วไป จั๋งมีถิ่นกําเนดิ อยใู นภายพน้ื เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต ทั้งไทย จีน มะลายู ญี่ปุน ปาลม ใน สกุลน้ีมีอยูหลายชนิดดวยกันแตท่ีนิยมนํามาปลูกเปนไมประดับกันน่ัน สวนมากมี 2 ชนิดคือ R. excelsa และ R. humilis หรือ R. flabelliformis จ๋ังเปนปาลมท่ีข้ึนเปน กอโดยมหี นอ โคนตน โผลข น้ึ มาเปน ตน เลก็ ๆ ลาํ ตน มขี นาดเทา นว้ิ มือหรือใหญกวา เลก็ นอย โดยทว่ั ๆไปมเี สน ผา ศนู ยก ลางไมเ กนิ 2 นว้ิ และลาํ ตน ในกอนน้ั ขน้ึ เปน ตน ตรง คลายๆกอไผ ลาํ ตน แขง็ แรงเหนยี วคลา ยหวาย ตามลําตน ใกลย อดมรี กเปน เสน เหนยี วสดี ําคลมุ กาบหรอื ใบลําตนอยูทั่วๆไปแลว กอหนง่ึ จะมคี วามสงู ประมาณ10-15 ฟุต จ๋ังมใี บลกั ษณะใบพัด แตม ใี บยอ ย แยกออกจากกนั เปน แฉกลกึ ถงึ ปลายกา นทางใบในใบหนง่ึ จะมใี บยอ ยประมาณ 5-10 ใบยอ ย กา นใบ เล็กแข็งสีเขียว ยาวประมาณ 1 ฟุต เรยี บไมข รขุ ระหรอื มหี นาม ชอ ดอกออกตามยอดระหวา งทางใบ ดอกเปนดอกไมสมบูรณเพศแบบแยกกันอยูคนละตน ดอกตวั เมยี จะมผี ลตดิ เปน พวงสน้ั ๆ ผลกลมเลก็ ๆ ขนาดผลมะแวง เวลาผลออ นมสี เี ขยี วออ นอมขาวๆ และแกม สี คี ล้ําและมสี ชี มพอู อ นๆ การปลกู และการดแู ลรกั ษา เน่ืองจากจ๋ังเปน ปาลม ทม่ี ลี กั ษณะเปน กอคลา ยดงไผ มขี นาดไมใ หญโ ตนกั ใบสีเขียวแก เปนมัน ใชปลูกประดบั เปน ไมก ระถางกง็ ดงาม และทนทานไดด ี หรอื ใชป ลกู ประดบั ภายในอาคารและ นอกอาคาร จั๋งทั้ง 2 ชนดิ คอื R. excelsa และ R. humilis เปน จง๋ั ทม่ี ผี นู าํ มาปลกู ในเมอื งไทยจาก ประเทศจีนและญี่ปุน ดงั นน้ั บางครง้ั กเ็ รยี กวา จั๋งญี่ปุนหรือจั๋งจีน ทั้ง 2 ชนดิ นม้ี ลี าํ ตน แขง็ แรงตง้ั ตรง เจริญเติบโตไดด ใี นทก่ี ลางแจง ชอบแสงแดด แตถ า นํามาปลกู ประดบั ในรม กไ็ ด สว นในประเทศไทยนน้ั ก็ มีจ๋ังไทยท่ีข้ึนอยใู นปา ประเทศไทย 3-4 ชนิด ชนดิ หนง่ึ ตน สงู แตล าํ ตนั ไมแ ขง็ แรงเมอ่ื ตน สงู ๆ กจ็ ะลม ลง นอนกับพื้น อกี ชนดิ หนง่ึ ตน เตย้ี ๆ สงู ประมาณ 3 ฟุต ใบใหญส เี ขยี วเปน มนั ลาํ ตน แขง็ แรงตน ไมล ม แต ทนแดดไมได ชอบความชน้ื สงู ๆ นาํ มาปลูกที่กรุงเทพฯ ตามขอบใบจะไหม เพราะความชนื้ ไมพอ สวน ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 25 อีกชนิดหน่ึงตนเลก็ ๆ ขน้ึ เปน กอแนน สงู ไมเ กนิ 3 ฟุตเชนกัน ใบเลก็ ๆแคบๆ ใบสเี ขยี วปนเทาลกั ษณะใบ แขง็ บางคนกเ็ รยี กวา “จ๋ังแคระ” จ๋ังตนน้ีมีลักษณะงดงามทใ่ี บเลก็ ละเอยี ดเปน ฝอย ใชป ลกู เปน ไม กระถางไดดีแตไมสามารถทนแดดได จ๋ังไทยสวนมากไมสามารถทนแสงแดดโดยตรงได เพราะตาม ธรรมชาติดข้ึนอยูในปาทึบใตรมไมใหญ แตก็เปนที่นาสนใจของตางประเทศมากโดยใชเปนไมก ระถาง ประดบั ภายในอาคาร การขยายพนั ธุ การขยายพนั ธใุ ชไ ดท ง้ั วธิ แี ยกหนอ จากกอมาปลกู และใชเ มลด็ เพาะ การใชเ มลด็ เพาะจะ ไดรูปทรงตน ทง่ี ดงามและโตเรว็ พอสมควร ! เตาราง Fishtail palm Caryota mitis ชื่อสามัญ (Common name) Plamae ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) วงศ (Family) ลักษณะทั่วไป ปาลมพวกสกลุเตา รา งเปน ปาลม ทม่ี คี วามสวยงามทางใบมาก เพราะใบมลี กั ษณะคลา ย หางปลามาเรียงกันเปนผืนใหญ ในตางประเทศนิยมใชปาลมในสกุลน้ีปลูกเปนไมประดับท้ังปลูกใน กระถางใชประดบั ในรม และใชป ลกู ประดบั ในรม และใชป ลกู ประดบั ตกแตง สวนกลางแจง ปาลม พวก เตารางนม้ี ปี ระมาณ 12 ชนิดดว ยกนั มถี น่ิ กาํ เนดิ ในหมเู กาะแปซฟิ ค และในภาคพน้ื เอเชยี รวมทั้ง ประเทศไทย มาเลเซยี อนิ เดยี ศรลี งั กา จนี ตอนใต ฟล ปิ ปน ส และไกลไปถงึ ประเทศออสเตรเลยี เตาราง (C. mitis) เปนปาลมท่ีมีข้ึนอยูท่ัวไปในเมอื งไทยเราแมแ ตใ นสวนผลไมฝ ง ธนบุรีหรือจังหวัดนนทบรุ ี กม็ เี ตา รา งชนดิ นข้ี น้ึ อยโู ดยไมม ใี ครปลกู เตา รา งชนดิ นเ้ี ปน ปาลม ทม่ี หี นอ และ ขึ้นอยูเปน กอ กอจะสงู ประมาณ 20-40 ฟุต ทางใบยาว 4-9 ฟุต เปน ปาลม ทม่ี ลี กั ษณะใบแตกตา งกนั ปาลมพวกอื่นๆ ทม่ี ใี บยอ ยแตกออกจากแขนงยอ ยของทางใบ ลกั ษณะรปู ขนนก ใบยอ ยเลก็ ๆมลี กั ษณะ รูปล่ิมหรือคลายครบี ปลา หรือหางปลา สเี ขยี วสดเปน มนั ใตใ บสเี ขยี วดา นๆ ชอ ดอกจะออกทย่ี อดแลว ก็ ออกดอกต่ําลงมาถงึ โคนตน ชอ ดอกเปน พวงยาวประมาณ 2-3 ฟุต ผลกลมเลก็ ๆ เรยี งเปน แถว ผลโต ประมาณ ½ น้ิว ผลออนมีสีเขยี ว เมอ่ื ผลแกจ ะมสี มี ว งดาํ ผวิ ของผลมขี นละเอยี ดเลก็ ถา ถกู เนอ้ื คนเขา จะ คันมากเชนเดียวกับตนชิดหรือตําแยหรือหมามุย ดังนั้นถานํามาปลูกเปนไมประดับในกระถางแลว ถาหากออกดอกกใ็ หร บี ตดั ชอ ดอกทง้ิ เสยี จะไดหมดปญหาที่อาจจะทาํ ใหเ ราคนั ไดจ ากผลของเตา รา ง การปลกู และการดแู ลรกั ษา เตารางเปนปาลมท่ีทนทานตอสภาพอากาศสามารถเจริญเติบโตไดดีในดินทุกชนิด สามารถปลูกเปนไมประดับในรมและกลางแจงไดดี การปลกู นยิ มปลกู เตา รา งในกระถางเมอ่ื ตน ยงั เลก็ อยู วสั ดปุ ลกู ควรเปน วสั ดทุ ม่ี กี ารระบายน้าํ ดี ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 26 การขยายพนั ธุ เตารางขยายพนั ธุไดดวยการเพาะเมล็ด ตน ออ นๆ ทม่ี ขี นาดสงู 3-4 ฟุต กําลงั เปน ขนาดที่ใชประดับในกระถางไดงดงาม แตในตางประเทศน้ันนยิ มเอาเตา รา งปลกู ในกระถางจนมขี นาด สูง 8 ฟุตเปน กอแนน ในกระถางดสู วยงามดี ! สบิ สองปน นา Dwarf Date palm Phoenix roebelenii ชื่อสามัญ (Common name) Palmae ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) วงศ (Family) ลักษณะทั่วไป สิบสองปนนาเปนปาลม ในสกลุ อนิ ทผาลมั ทม่ี ขี นาดตน เลก็ เทา ชนดิ อน่ื ๆ ปาลม สบิ สอง ปนนายังมีชื่อพฤกษศาสตรเรียกอยางอื่นๆไดอีกคือ P. loureirii และ P. humilis var. loureirii สิบสองปนนามถี น่ิ กาํ เนดิ ในแถบอนิ โดจนี และทางภาคเหนอื ของประเทศไทย จงึ เชอ่ื วา ตนปาลมสิบสองปนนาตนเดิมที่เปนปาลมน้ัน เปนตนอินทผาลัมท่ีไมมีหนอเปนตนเด่ียวลูกผสม สิบสองปนนาท่ีปลูกและรูจักกันอยูทุกวันน้ี ปาลมสิบสองปนนาเปนปาลมลําตนเด่ียวไมมีหนอตนสูง ประมาณ 6 ฟุต ลาํ ตน สว นยอดๆ จะมกี าบใบตดิ คลมุ ลําตน อยู ลกั ษณะใบเปน รปู ใบขนนกทางใบยาว 12-18 นว้ิ ทางใบโคง ลง ใบยอยยาว 5-8 นว้ิ ตอนโคนทางใบกลายเปน หนามแหลม หมากแดง (Cyrtostachys lakka) หมากเหลอื งเปนไดทั้งไมประดับและไมตัดใบ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 27 จ๋งั (Rhapis excelsa) เตาราง (Caryota mitis) สิบสองปนนา (Phoenix roebelenii) สีเขียวออน ใบสเี ขยี วแกเ ปน มนั ใตใ บสเี ขยี วออ นปนเทาคลา ยๆ มผี งแปง คลมุ อยู ลกั ษณะดอกเปน ดอก ไมสมบูรณเพศ โดยแยกกนั อยูคนละตน ตน ตวั เมยี จะมชี อ ดอกออกมาระหวา งโคนทางใบ ชอ ดอกยาว ประมาณ 12 นว้ิ ถึง 15 นว้ิ ปลายชอ ดอกแตกแขนงออกคลา ยไมก วาดผลกลมรเี ลก็ ๆ ขนาดเมลด็ ถว่ั แดง ผลออนสีเขียว และผลแกสุกสีมว งดาํ เมลด็ กลมรี มรี อ งตรงกลางเมลด็ ความยาวของเมลด็ ดา น หนาคลายๆ ลกั ษณะเมลด็ กาแฟ สว นตน ตวั ผจู ะออกดอกลกั ษณะคลา ยๆกนั แตช อ ดอกสน้ั กวา ดอก ตัวเมีย ดอกตัวผอู อกดอกเปน ดอกเลก็ ๆ สเี หลอื งออ น แลว กเ็ รม่ิ รว งหลน ลงไปหมด การปลกู และการดแู ลรกั ษา ในการปลูกปาลมสบิ สองปน นาในเมอื งไทยนน้ั เทา ทส่ี งั เกตเหน็ ปรากฏวา ปาลม สบิ สอง ปนนาชอบแสงแดดตลอดวัน และเจริญเติบโตไดงดงามดีมากถาปลูกลงดินกลางแจง หรือปลูกใน กระถางขนาดใหญตั้งตากแดดกลางแจง สิบสองปนนาชอบดินรวนระบายนํ้าไดดี ไมชอบดินท่ีมีน้ํา ขังแฉะ ศัตรูของสบิ สองปน นาเทาท่พี บก็มพี วก เพลี้ยแปง ตก๊ั แตนกดั กา นใบ หนอนมว นใบ ซง่ึ ศตั รเู หลา น้ีกําจัดไดงายๆ โดยใชยาฆาแมลงศัตรูพืชธรรมดา และอีกประการหน่ึงก็คือปาลมสิบสองปนนา คอนขางจะโตชา ความสวยงามของปาลม สบิ สองปน นานน้ั มอี ยู 2 ระยะคอื ตอนทม่ี ที างใบคลมุ ลําตน ปรกขอบกระถาง ซง่ึ เปน ชว งทม่ี ขี นาดเลก็ ตน ยงั ไมส งู เกนิ 1-2 ฟุต สว นอกี ระยะหนง่ึ ทง่ี ดงามกค็ อื ตอน ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 28 ท่ีมีลําตน สงู ชะลดู ขน้ึ ไป 3-5 ฟุต มใี บอยทู ย่ี อดลําตน และเหน็ ลาํ ตน ชดั เจนคลา ยกบั มะพรา ว หรือ ตนปาลมขนาดใหญ หรืออินทผาลัม หรือยอสวนใหเล็กลง วิธีหนึ่งที่จะเรงใหปาลมสิบสองปนนา มีลําตนสูงขึ้นเร็วๆนั้น กค็ อื ใชว ธิ ตี ดั ทางใบตอนลา งๆ ออกเสมอ ใหม ที างใบเหลอื อยทู ย่ี อดไมเ กนิ 9 ทางใบ หรอื นอ ยกวา นน้ั ถา หากปลอ ยทางใบตอนลา งๆใหต ดิ อยกู บั ลําตน นานๆ จะทาํ ใหต น โตหรอื สูงขึ้นชามาก ในตา งประเทศนน้ั ใชว ธิ เี รง ปาลม พวกอนิ ทผาลมั เกอื บทกุ ชนดิ ใหส งู ขน้ึ เรว็ ๆ โดยวิธีตัดทาง ใบลางออกอยูเสมอๆ ปาลมสิบสองปนนาจึงเปนปาลมท่ีใชเปนไมประดับไดดีมาก เปนไมประดับท่ี ตลาดตองการมากชนิดหน่ึง หรอื จะถอื วา เปน ปาลม ประดบั ทางการคา กไ็ ด การขยายพนั ธุ การขยายพันธสุ บิ สองปน นาตน น้ี ใชเ มลด็ เพาะประมาณ 40-50 วัน กจ็ ะงอกเปน ตน ออน สวนสิบสองปน นาตน เดมิ ทีม่ ีหนอ น้นั อาจใชวธิ ีแยกหนอปลูกดวยกไ็ ด ปาลม สบิ สองปน นาเปน ไม ประดับท่ีงดงามชนิดหน่ึงที่ใชปลูกเปนไมประดับไดดีทั้งปลูกประดับในกระถางหรือในภาชนะและปลูก เปนไมประดับ และปลกู จดั สวนลงดนิ กลางแจง ในประเทศญป่ี นุ นน้ั นยิ มใชส บิ สองปน นาปลกู ในกระถาง ใหตนสูงๆ ขนาดสงู 4-6 ฟุต ตง้ั ประดบั ในอาคารเปน ไมป ระดบั ภายใน ปาลม สบิ สองปน นาชอบ แสงแดดโดยตรง ถาอยูในรมนานๆจะไมแข็งแรงและออนแอ และนอกจากนใ้ี นประเทศญป่ี นุ ยงั มคี น บางคนใชปาลม สบิ สองปน นาปลกู เปน ไมแ คระประดบั ตลาดในประเทศ หมากเหลือง เปน ไมป ระดบั ทน่ี ยิ มใชเ ปน ไมป ระดบั ภายในและนอกอาคาร ลักษณะการ ใชภายในอาคารจะเปน ไมก ระถางขนาด 12 นว้ิ สาํ หรบั การใชภ ายนอกอาคารจะเปน ลกั ษณะไมล งดนิ เปนพุมกอขนาดใหญ แหลง ผลติ อยแู ถบบางกรวย บางใหญ จ.นนทบรุ ี และแถบบางบาํ หรุ ตลง่ิ ชนั กรุงเทพฯ เปน ไมป ระดบั ทม่ี รี าคาดี ความตอ งการซอ้ื ขายสงู หมากแดง เปน ไมป ระดบั ทม่ี คี วามสวยงาม ถึงแมจะมีราคาแพง แตก ย็ งั เปน ทต่ี อ งการ ของตลาดอยู หมากแดงขนาดมีการซื้อขายกัน สวนมากจะเปนไมกระถางที่ปลูกลงในกระถางมังกร แหลง ซอ้ื ขายและแหลง ผลติ อยแู ถวบางบาํ หรุ กรุงเทพฯ และพระประแดง จ.สมทุ รปราการ นอกจากน้ีไมประดับพวกจ๋ัง เตาราง และสิบสองปนนา ยังเปนไมท่ีนิยมใชเปนไม ประดบั ภายในและนอกอาคาร ตลาดตา งประเทศ ไมประดับตระกลู ปาลม ที่สงไปจาํ หนายตางประเทศ สว นมากจะสง อยใู นรปู เมลด็ พนั ธุ เมล็ดพันธุที่นิยมสงไดแ ก หมากแดง หมากเหลอื ง นอกจากนย้ี งั สง ในรปู ของตน กลา และตน ไมข นาด ใหญ ตลาดทส่ี าํ คัญไดแก อเมรกิ า เนเธอรแ ลนด ฯลฯ ! โกสน Croton Codiaeum variegatum. ชื่อสามัญ (Common name) Euphorbiaceae ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) วงศ (Family) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 29 ลักษณะทั่วไป โกสนเปนไมประดับท่ีมีความงามไมวาจะเปนดานรูปทรงของพุมตน และสีสันของใบ ทรงพุมของแตละพันธุจะผิดแผกกันไปตามพันธุ อาจมที ง้ั ทรงชะลดู ทรงพมุ เตย้ี ทรงพุมโปรง รปู ใบมี ลักษณะแตกตา งกนั เชน ใบกลม ใบขนนุ ใบกวา ง ใบแคบยาว ใบแคบสั้น ใบเปน ฝอย ใบเกลียว ใบตรี ใบนํ้าเตา ฯลฯ สใี บโกลนมที ง้ั เขยี ว แดง เหลอื ง ขาว ดาํ ซง่ึ อาจจะอยใู นใบเดยี วกนั ตน เดยี วกนั หรือ ตางใบ ตา งตน กนั การปลกู และการดแู ลรกั ษา โกสนสวนมากเปน ไมท เ่ี ลย้ี งงา ย ไมค อ ยเลอื กดนิ เปน ไมก ลางแจง ดินที่ใชปลูกโกสน กันทั่วไป มกั ใชด นิ ขยุ ไผ ผสมใบหญาแหงเผา หรอื ใชด นิ ทอ งรอ งสวนทม่ี ใี บทองหลาง ใบกา มปู หญาไทร กาบมะพราวสับผสม ถาใหปุยคอกหรือปุยอินทรีย ปุยเทศบาลดวยจะทาํ ใหโ กสนเจรญิ งามดี สิ่งที่สําคญั ท่ีสุดคอื ควรใหม กี ารระบายนา้ํ ที่ดี ไมควรใหดินเปยกแฉะเกินไป การขยายพนั ธุ โดยวธิ กี ารตอน และการปกชาํ หากจะขยายพันธุโกสนจาํ นวนมากมกั ใชว ธิ ปี ก ชาํ แตวิธี น้ีใบมกั รว ง นอกจากจะใชวิธีปกชาํ โดยพน หมอกหรอื เขา ถงุ พลาสตกิ หุมใหมิด พันธุไมท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Codiaeum variegatum ‘Norma’ ลักษณะทั่วไป เปนไมท่ีมีลําตนแข็งแรง แตกก่ิงกานสาขาพอสมตัว จัดเรียงใบเปนกระจุกแนนหนา คลายชอกุหลาบสีสวยสด ขนาดใบกวา งประมาณ 3.5 นว้ิ แตล ะใบมกี า นใบทส่ี น้ั จัดเรียงตัวอัดแนนบน กิ่งใบ สีสันแตละใบ เมอ่ื แตกผลสิ เี ขยี วออ นแกมเหลอื ง แผน ใบเปน ลอนคลน่ื เมอ่ื ใบมอี ายมุ ากขน้ึ สขี อง ใบบางสวนจะมีสเี ขม คลา้ํ คลา ยสเี ปลอื กมงั คดุ สว นเสน กลางใบและใบนน้ั จะมผี สมผสาน คอื แดงชมพู นับวาเปนไมที่มีลักษณะพิเศษที่ดีเดนกวาโกสนทั่วๆไป จากสีสันสวยสดของใบนํามาประกอบการจัด ดอกไมป ระดบั ไดอ ยา งดี การปลกู และการดแู ลรกั ษา ปลูกเล้ียงและดูแลรักษางาย ชอบแสงสวาง สวนดินปลูกควรมีสวนผสมอินทรียวตั ถุ ปริมาณมาก ตอ งการนา้ํ ปานกลาง การขยายพนั ธุ โดยวธิ กี ารตอน และวิธีปกชาํ ตลาดในประเทศ โกสนนอกจากจะเปนไมท่ีใชประดับนอกอาคารแลวยังใชประดับภายในอาคารได อีกดวย การผลติ สว นมากเกษตรกรจะผลติ ในรปู กง่ิ ตอนซง่ึ มหี ลายหลากพนั ธุ จาํ หนา ยราคากง่ิ ละ 2 บาท นอกจากน้ียงั สามารถนาํ กง่ิ ตอนไปผลติ เปน ไมก ระถางหรอื ปลกู ลงดนิ สว นมากการซอ้ื ขายโกสนจะ เปนไมก ระถาง มขี นาดตง้ั แต 8, 10, 12 น้ิว และปลกู ในกระถางมงั กร แหลง ผลติ และตลาดจะอยแู ถว ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 30 บางกรวย บางใหญ จ.นนทบรุ ี เขตตลง่ิ ชนั กรุงเทพฯ และแถบคลอง 15 ปทมุ ธานี สภาพการซื้อขาย ภายในประเทศยงั คลอ งตวั พอสมควร ตลาดตา งประเทศ โกสนพนั ธทุ น่ี ยิ มสง ไปขายตา งประเทศ ไดแก Codiaeum variegatum ‘Norma’ และ C. variegatum ‘Excellent’ ประเทศที่รับซื้อสวนใหญ ไดแก ประเทศบรูไน ไตหวัน ฮอ งกง ลักษณะการสง จะทาํ ใหรูปกิ่งชาํ กง่ิ ตอน ความยาว 10-25 เซนตเิ มตร ชนดิ ของไมต ดั ใบทเ่ี หมาะสําหรับในการผลิตเพื่อการคา ไมต ดั ใบ ไมตัดใบเปนลักษณะของการใชประโยชนจากสวนประกอบของใบพืชไมวาจะเปนกิ่ง กาน ใบ หรอื สว นอน่ื ทน่ี าํ มาใชป ระโยชนร ว มกบั ไมด อกชนดิ อน่ื เพื่อใชในการจัดสถานที่จัดแจกัน หรือ พวงหรีด ใบไมท น่ี าํ มาเสรมิ หรอื ตกแตง นน้ั กม็ สี ว นเพอ่ื ทาํ ใหส ง่ิ ของทเ่ี ราจดั ดสู วยงามยง่ิ ขน้ึ จะเห็นวาใน ปจจุบันไดมีการขยายการปลูกไมประดับเพ่ือตัดใบจําหนาย มีแนวโนมสูงข้ึน นอกจากจะใชภายใน ประเทศแลว ยงั มกี ารสง ไมต ดั ใบตา งๆ เขาไปจาํ หนา ยตา งประเทศกนั มากขน้ึ สาํ หรับไมตดั ใบทน่ี ยิ มใช กันในตางประเทศมีมูลคาซื้อขายในป พ.ศ. 2528 มปี รมิ าณถงึ 3,900 ลานบาท ชนดิ ไมต ดั ใบทข่ี าย กันมากเชน เฟร น ใบหนงั (Leatherleaffern) โปรง ฟา ใบหมากผหู มากเมยี ใบเฟร น ตน (Tree fern) ใบ ไผฟลิปน ส ฯลฯ สาํ หรบั ในประเทศไทยนน้ั สามารถปลกู ไมต ดั ใบเหลา นไ้ี ดท กุ ภาค นอกจากใบเฟร น ตน เทาน้ันทย่ี งั ไมม กี ารปลกู เปน การคา ในประเทศไทย ตารางท่ี 4 แสดงมลู คา ของประเทศผนู าํ เขา ไมต ดั ใบ ป 2528 อนั ดบั ท่ี ประเทศ มูลคา (ลา นบาท) คิดเปน เปอรเ ซน็ ต 34.3 1 เยอรมันตะวันตก 1,335 21.4 14.2 2 สหรฐั อเมรกิ า 535 5.0 4.1 3 เนเธอรแลนด 355 3.7 3.6 4 สวสิ เซอรแ ลนด 195.75 3.1 1.8 5 ออสเตรยี 158.25 1.8 7.0 6 องั กฤษ 145.25 7 แคนนาดา 142 8 สวเี ดน 120.75 9 ฝรง่ั เศล 70 10 อติ าลี 68.75 11 ประเทศอน่ื ๆ 272.25 ที่มา : UNSO/ITC Comtrade Data Base System 1985 ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 31 การเกบ็ ปรกิ เพอ่ื จาํ หนาย สภาพแปลงปลูกโปรงฟา สภาพแปลงปลูกปริก การแบงเกรดของใบโปรงฟา เฟรนนาคราช เฟรนใบมะขาม เฟรนใบมะขาม (Davallia solida) (Nephrolepis exaltata) ปลกู ใตโตะกลวยไม ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 32 สภาพแปลงปลูกหมากผู หมากเมีย เพื่อตัดใบขาย ตารางท่ี 5 แสดงมลู คา ของประเทศผสู ง ออกไมต ดั ใบ ป 2528 อนั ดบั ท่ี ประเทศ มูลคา (ลา นบาท) คิดเปน เปอรเ ซน็ ต 1 อติ าลี 651.0 20.0 2 สหรฐั อเมรกิ า 489.5 15.0 6 แคนนาดา 466.0 14.3 4 เดนมารค 417.75 12.8 5 คอสตารกิ า 183.25 5.6 6 กัวเตมาลา 117.5 3.6 7 เนเธอรแลนด 115.25 3.5 8 เยอรมันตะวันตก 101.75 3.1 9 เมก็ ซโิ ก 78.25 2.4 10 ไตห วนั 66.75 2.0 11 ประเทศอน่ื ๆ 570.5 17.7 ที่มา : UNSO/ITC Comtrade Data Base System 1985 สําหรับการสงออกไมตัดใบของไทย นอกจากจะสงในลักษณะของไมตัดใบแลว ยังมใี น ลักษณะจัดรวมกบั ดอกไม (Bouquet) ลักษณะการผลติ ไมต ดั ใบนน้ั ยงั มกี ารทําเปน อาชพี กนั นอ ยมาก เมื่อเทียบกับไมดอกและไมประดับ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 33 ไมตัดใบท่ีนาสนใจและเหมาะสมท่ีจะปลูกเปนการคาไดดีและเปนท่ีตองการของตลาด ทั้งในและตางประเทศ เชน เฟร น ใบมะขาม เฟร น นาคราช ปรกิ โกสน โปรงฟา ใบหมากผหู มากเมยี ใบดิฟเฟนบาเกีย ใบเตย เปน ตน ! โปรงฟา ชื่อสามัญ (Common name) Feather fern ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Asparagus plumosus วงศ (Family) Liliaceae ลักษณะทั่วไป โปรงฟาอยูในวงศเดียวกับหนอไมฝรั่ง ลาํ ตน เปน กง่ิ เรยี วยาวสเี ขยี ว มหี นามโคง งอใบแผ เปนแผง เปนพืชที่มีอายุยืน เมอ่ื ตน โทรมจงึ ตอ งขดุ ทง้ิ แลว ปลกู ใหม ปจ จบุ นั มกี ารปลกู กนั มาก แถบเขต รอบนอกของกรงุ เทพฯ และนนทบรุ ี 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ โปรงฟาสามารถปลูกไดดีในดินท่ีมีการระบายน้ําและถายเทอากาศดี ชอบดนิ รว นปน ทรายหรือดินทม่ี ใี บไมผ ุ และมคี วามชน้ื สงู สามารถขน้ึ ไดท ง้ั กลางแจง และในรม แตชอบที่ราํ ไรมากกวา จึงนิยมปลูกแซมกับหมากหรือปลูกสลับกับรองพลู 2. การขยายพนั ธุ โปรงฟาสามารถขยายพันธุโดยวิธีการใหญ 2 วธิ ีคอื การใชเ มลด็ และการแบง สว นของ ไรโซม (Rhizome) ที่อยูใตดิน แตอาจขยายพันธุไดโดยการตัดชาํ (cutting) ดว ย 2.1 การขยายพนั ธโุ ดยใชเ มลด็ เมล็ดโปรงฟามลี กั ษณะกลม ขนาดเลก็ กวา หัวไมข ดี ขณะออ นมสี เี ขยี วแลว คอ ยๆเปลย่ี น เปนสดี ําขณะแก มกั ตดิ เมลด็ เดอื นมนี าคม การเพาะเมล็ดโปรงฟาที่ทํากนั อยทู ว่ั ๆไปนน้ั จะเพาะในภาชนะพวกกระบะไม กาละมงั กระถาง หรือภาชนะตางๆ ทม่ี รี รู ะบายน้ํา สว นวตั ถทุ ใ่ี ชเ พาะนน้ั ควรโปรง และอมุ นา้ํ ไดด พี อควร นอก จากนี้ตองปราศจากโรคแมลง ธาตุท่ีเปนพิษ หรือความเปนกรดดางที่จะทําใหตนกลาโปรงฟาไดร บั อันตราย ควรใชด นิ รว น ดนิ ผสมหรอื ขยุ มะพรา วเปน วสั ดปุ ลกู วิธีการเพาะเมลด็ 1. บรรจุวัสดุปลูกลงในกระบะเพาะใหเต็มกระบะ ปรบั หนา วสั ดปุ ลกู ใหเ รยี บโดย ใหระดับวัสดปุ ลกู ตา่ํ กวา ขอบกระบะเลก็ นอ ย โดยทว่ั ไปความหนาของวสั ดปุ ลกู ควรหนาอยา งนอ ย 3 นว้ิ 2. จากนั้นใชไมหรือไมบรรทัดทาํ รอ งตน้ื ๆ ลกึ กวา ขนาดเมลด็ เลก็ นอ ย แลวหวาน เมลด็ ลงไป โดยทาํ ได 2 แบบคือ แบบหวานเปนแถวเปนแนวและแบบหวานทั่วไปทั้งกระบะ ซง่ึ การ หวานเปนแถวเปนแนวจะเหมาะกวา เพราะเปนระเบียบและสะดวกในการยายปลูกลงถุงพลาสติก โดยมกั หวา นตามยาวของกระบะ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 34 3. กลบดวยวสั ดทุ ใ่ี ชเ พาะเมลด็ นน้ั เพยี งบางๆ กดวสั ดปุ ลกู ใหก ระชบั เมลด็ แลวจึง รดนาํ้ ใหโชก จากนั้นประมาณ 3-4 สปั ดาหเ มลด็ จะงอกเปน ตน เลก็ ๆ สงู ประมาณ 2 นว้ิ แลวจึงยาย ปลูกลงในถุงพลาสติกอีกครั้งหนึ่ง โดยใชว สั ดปุ ลกู แบบเดมิ จนตน มขี นาดสงู ประมาณ 1 ฟุต จึงยายปลูก ในแปลงใหญ ซง่ึ ตน กลา ในระยะตง้ั แตเ รม่ิ เพาะจนถงึ ระยะน้ี ควรทาํ รม ใหต น กลา โดยวางภาชนะเพาะใต ตนไมใหญท ใี่ หรมเงา หรอื ใตร า นทม่ี ใี บไมห รอื ทางมะพรา วคลมุ และควรรดนา้ํ เปน ประจาํ วนั ละ 2 ครง้ั ในตอนเชา และตอนเยน็ 2.2 การขยายพนั ธโุ ดยแบง สว นของ Rhizome วิธีนี้มักจะใชกับตนที่มีอายุหลายๆ ป โดยใชม ดั ผา แบง กอออกเปน สว นๆ แลวนาํ ไปปลกู 3. การเตรยี มแปลงปลกู เน่ืองจากโปรง ฟา เปน พชื ทเ่ี จรญิ เตบิ โตอยใู นแปลงปลกู นานโดยเฉลย่ี ประมาณ 6-7 ป ดินในแปลงปลกู จงึ ตอ งมคี วามอดุ มสมบรู ณพ อควรและตอ งถางหญา กําจัดวัชพืชและเก็บเศษพืชออกให หมด โดยเฉพาะหญาที่มีอายุยืน เชน แหวหมู หญาขน เพอ่ื ไมใ หเ ปน แหลง สะสมโรคและแมลง ถา เปน ดินเหนียวตอ งขดุ ดนิ ตากไวป ระมาณ 1-2 เดอื น เมื่อดินแหงแลวจึงทาํ การยอ ย พรอ มใสป ยุ คอก เชน ขี้วัว ซ่ึงมากหรือนอยจะขน้ึ กบั ความอดุ มสมบรู ณข องดนิ และอาจใสป นู ขาวเลก็ นอ ย ถา ดนิ เปน กรดมาก ไป การปลูกมักจะปลูกแบบยกรอง โดยมคี วามกวา งประมาณ 3 เมตร สว นความยาวแลว แตข นาดพน้ื ท่ี การยา ยปลกู ควรยายปลูกในขณะที่แดดยังออนอยู (ประมาณ 4-6 โมงเย็น) โดยขุดหลุมลึก ประมาณ 20 เซนตเิ มตร รองกน หลมุ ดว ยปยุ คอก เลอื กตน กลา ทแ่ี ขง็ แรง สมบรู ณ ลาํ ตนใหญ รากมาก และควรเลือกกลา ทม่ี ขี นาดเดยี วกนั ลงปลกู ในแปลงเดยี วกนั เพอ่ื ใหต น โตอยา งสม่ําเสมอสะดวกตอ การ ดูแลรักษา โดยปลกู ระยะหา งระหวา งแนวประมาณ 80 ซม. ระยะหางระหวา งตน 50-60 ซม. จากนน้ั กลบดนิ ใหแ นน รดน้าํ ใหชุมโดยชวง 2 สปั ดาหแ รกหลงั ปลกู ควรรดนา้ํ บอยๆ วนั ละ 2 ครง้ั ในชว งเชา และชวงเย็น 4. การดแู ลรกั ษาหลงั ปลกู 4.1 การทาํ คา ง เน่ืองจากโปรง ฟา เปน ไมเ ลอ้ื ย จึงจาํ เปน ตอ งทําคา งใหต น ไวเ ลอ้ื ยพนั และสะดวกในการ เก็บผลผลิต จึงมักทาํ คา งเมอ่ื โปรง ฟา มอี ายปุ ระมาณ 2 เดอื น ซึ่งนิยมทาํ ได 2 ลกั ษณะคอื 4.1.1 ใชลําไมไ ผข นาดเสน ผา ศนู ยก ลางประมาณ 1-1 ½ นว้ิ ปก ขา งตน ลกึ พอ ประมาณไมใหล ําไมไผโคน โดยปก หางออกมาประมาณ 6-10 นว้ิ แลว ใชล วด หรอื เชอื กผกู กนั ลม 4.1.2 ใชเสาซเี มนตห รอื เสาไม ทําคา งโดยปก หวั แปลงตามความกวา งของแปลง แลว ปกเสาตอไปเปน คขู นานใหห างกนั ประมาณ 5-6 เมตร ตามความยาวของ แปลง ใชไมยึดระหวางเสาทั้ง 2 ตน ดา นหวั เสา แลว ใชล วดเสน ใหญห รอื สาย โทรศัพทเ กา พาดขงึ ตามแนวยาวของแปลง โดยใชป ระมาณ 4-6 เสน วิธีที่ 2 ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 35 นี้คอนขางทนทานกวาวิธีแรก และเกบ็ ผลผลติ ไดง ายกวาวิธแี รก แตมีราคาแพง กวา 4.2 การกาํ จัดวัชพืช การกําจัดพืชในชวงที่โปรงฟาเริ่มตั้งตัวไดเปนสิ่งจําเปนมากและวิธีการท่ีดีที่สุดคือการ ใชมือถอน เพราะโปรงฟาเปนพืชท่ีตองใชใบในการตกแตง ถาใชสารกําจัดวัชพืชอ่ืนๆ จึงอาจเปน อันตรายตอ ใบโปรง ฟา ได 4.3 การใสป ยุ ควรใสป ยุ สตู ร 20:20:20 เดือนละครั้ง โดยพรวนดนิ แลว กลบ ในการปลกู แบบยกรอ ง มีรองน้ําควรลอกเลนปล ะ 1 ครง้ั โดยหวา นปยุ และเอาเลนกลบตาม ซง่ึ การลอกเลนกลบนน้ั นอกจาก จะชวยเพ่ิมธาตุอาหารแกโปรงฟาและรักษาความชื้นของดินแลวยังชวยใหทองรองไมต้ืนเขิน และมนี า้ํ เพียงพอในการเจรญิ เตบิ โตของโปรง ฟา ดว ย 4.4 การปอ งกนั โรคและแมลง ถาพบโรคและแมลงไมม าก ควรกาํ จัดดวยวิธีงายๆ คอื ถอนตน หรอื เดด็ ใบทม่ี โี รคและ แมลงทําลายไปเผาไฟ แตถ า พบโรคและแมลงระบาดมาก กอ็ าจใชส ารปอ งกนั กาํ จัดศัตรูพืชชวย โรคที่พบไดแก โรคเนา โคน การปอ งกันโดยใชยากาํ จดั เชอ้ื รา เชน เบนเลท แมลงที่พบไดแ ก เพลี้ยแปง เพลี้ยไฟ ไรแดง แมลงหวข่ี าว หนอนผเี สอ้ื ตา งๆ ควรปอ ง กนั กําจดั โดยใชย าเคมี เชน เคลเทน ว80 เปน ตน 5. การเกบ็ เกย่ี วผลผลติ เม่ือปลูกโปรง ฟา ลงแปลงไปแลว หลงั จากนน้ั ประมาณ 1 ป กส็ ามารถเรม่ิ เกบ็ ผลผลติ ไดโดยผลผลติ จะมคี ุณภาพดที ี่สดุ และมีปรมิ าณสงู ในชว งปท ่ี 3-4 แลวจะคอยๆ ลดปรมิ าณลงในชว งป ที่ 6-7 (จึงตอ งผา แบง ตน เพอ่ื ปลกู ใหมต อ ไป) การเก็บจะเลือกเก็บใบแก มสี เี ขยี วเขม ซง่ึ ชาวบา นเรยี ก วาใบดาํ ซง่ึ มกั จะเกบ็ สปั ดาหล ะ 2 ครง้ั โดยใชก รรไกรหรอื มดี ตดั ทโ่ี คนกา นใบทช่ี ดิ กบั สว นของลําตน จากน้ันจึงนาํ เขา รม แลว คดั ขนาดและมดั เปน กําๆ ละ 50-100 ใบ และสง ขายตามตลาดตอ ไป 6. ตลาด โปรงฟามีความตองการของตลาดท้ังในและนอกประเทศ ตลาดภายในไดแก ปากคลองตลาด ซึ่งเปนแหลงรับซื้อที่ใหญที่สุด ราคาจาํ หนายในปจจุบัน ขนาดใหญ 80 บาท/100 ใบ ขนาดกลาง 60 บาท/100 ใบ ขนาดเลก็ 5-6 บาท/ 100 ใบ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 36 ! ปรกิ ชื่อสามัญ (Common name) Sprengeri ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Asparagus sprengeri วงศ (Family) Liliaceae ลักษณะทั่วไป ปริกอยูในวงศเ ดยี วกนั กบั โปรง ฟา มอี ายหุ ลายป ลาํ ตน สว นมากเปน หนอ ยาวๆ แลว แตกออกเปนก่งิ กานใบ รูปใบเรียวยาวสีเขียวแก กอหนึ่งมหี ลายหนอ ออกเปน กง่ิ ยาวหอ ยหรอื โนม ลง ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มผี ลสเี ขยี วออ นขนาดโตกวา เมลด็ พรกิ ไทยเลก็ นอ ย พอแกเ ปลย่ี นเปน สแี ดง 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ ชอบแสงแดดจัด การระบายนา้ํ ดี สามารถปลกู ไดใ นดนิ รว นเหนยี วถงึ ดนิ รว นปนทราย ดังนี้พื้นท่ีปลูกควรเปนทีโ่ ลงแจง ไดร บั แสงแดดตลอดวนั ในประเทศไทยสามารถปลกู ปรกิ ไดใ นทกุ ภาค โดยเฉพาะในเขตรอบนอกของกรงุ เทพมหานคร เชน เขตภาษีเจริญ นยิ มปลกู ปรกิ กนั มาก 2. การขยายพนั ธุ ปริกเปน ไมห วั ดงั นน้ั นยิ มขยายพนั ธโุ ดยการผา แบง หวั เปน 4 สว นแลว นาํ ไปขยายพันธุ โดยสามารถนําหัวที่แบงไปปลูกในแปลงไดทันที 3. การเตรยี มแปลงปลกู และการปลกู การปลูกปริก นยิ มปลกู แบบยกรอ ง โดยขดุ ดนิ ตากไวป ระมาณ 1 เดอื นกอ นแลว ยก แปลงข้ึน โดยมักทาํ แปลงมขี นาดกวา ง (2-3 ม.) โดยมรี อ งนา้ํ ขนาด (35-40 ซม.) สลบั กบั แปลง สวน ความยาวไมกาํ หนด โดยระยะปลูกประมาณ 25x25 ซม. หลมุ ลกึ ประมาณ 20 ซม. รองกน หลมุ ดว ยปยุ คอก เชน ขว้ี วั นาํ หวั พนั ธปุ รกิ วางในหลมุ แลว ใชด นิ กลบ (และอาจใชฟ างหรอื กาบมะพรา วคลมุ ดนิ อกี ที เพื่อกันดินทะลาย และรักษาความชื้น) จากนน้ั รดน้าํ ใหชุม ควรปลกู ในฤดฝู นเพราะจะไดไ มต อ งรดน้าํ บอยๆ 4. การดแู ลรกั ษา 4.1 การใหนาํ้ เม่ือปลกู ไปชวงแรกควรใหนํ้าทกุ วนั ๆ ละ 1 ครง้ั แตเ มอ่ื ตน โตแลว อาจใหนา้ํ 2-3 วนั ครง้ั หรอื นอ ยกวา ตามความเหมาะสมและในหนา แลง อาจ ลอกเลนจากทอ งรอ งข้นึ มากลบราก จะชวยใหอยูไดอีกหลายป 4.2 การใหปุย เม่ือปลกู ไปแลว ประมาณ 45 วัน ปรกิ จะแทงหนอ ขน้ึ มา ควรใหปุย ยูเรียผสมนาํ้ รด และเมื่อมีการเก็บเกย่ี วใบก็ควรใหปยุ สตู ร 16:16:16 หรอื ปุย สตู ร 20:20:20 และยูเรีย 1-2 สัปดาห/ ครง้ั 4.3 การกาํ จัดวัชพืช ควรใชแรงงานคนถาก โดยเฉพาะชวงแรกที่ปลูก 4.4 การปอ งกนั กาํ จดั โรคและแมลง 1. เพล้ียไฟ มกั ระบาดในชว งฤดหู นาวตอ กบั ฤดรู อ น ทาํ ใหใ บมสี ซี ดี ควรปอ ง กันโดยใชส ารเคมี เชน ไดคูไว ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 37 2. เพลี้ยแปง มักทาํ ลายบรเิ วณโคนตน ปอ งกนั และกาํ จัดโดยใชยาฆาแมลง เชน ไดเมทไธเอธ 5. การเกบ็ เกย่ี ว ใชถุงมือผาหนาๆ จบั บรเิ วณโคนกา นของปรกิ ทม่ี สี เี ขม ยาวประมาณ 35-40 ซม. แลว กระตุกขึ้น ซ่ึงชาวบา นนยิ มเรยี กวา การถอน ซง่ึ การถอนนเ้ี ปน การตดั แตง ตน ภายในตวั ทาํ ใหม กี ารแตก ใบใหมขน้ึ เรอ่ื ยๆ ซง่ึ จะถอนสง ตลาดสปั ดาหล ะ 1 ครง้ั แลวนาํ ปรกิ ทถ่ี อนไดม ากาํ ๆละ 10 ยอด หอใบ ตองและแชโ คนกา นในน้าํ รอจาํ หนา ยตอ ไป 6. การตลาด ปริกจะมีราคาดใี นชว งหนา หนาว และราคาถกู ในชว งหนา ฝน เพราะชว งฤดฝู นผลผลติ มี มาก ขายทว่ั ไปคดิ เปน รอ ยเปน พนั โดยราคารอ ยละ 10-16 บาท พันละ 80-100 บาท นยิ มนําไปใช ในการปก แจกนั รว มกบั ดอกไมอ น่ื ๆ เพื่อบูชาพระ และมกี ารนําไปพนสี เพื่อทาํ พวงหรีดศพดวย ! เฟรนนาคราช ชื่อสามัญ (Common name) Davallia ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Davallia Solida วงศ (Family) Davalliaceae ลักษณะทั่วไป เฟรนนาคราช ลักษณะโดยทั่วไปจะเปนเหงาสีนาํ้ ตาล ไมม ขี นแตม เี กลด็ ใบหยาบคอ น ขางหนา สีเขียวออ นและเปน มนั ใชต ดั ปก แจกนั ได ทนทานประมาณหนง่ึ สปั ดาห ปจ จบุ นั ไดมผี ปู ลูกเล้ยี ง เพ่ือใชเปน ไมต ดั ใบขายรว มกบั ดอกกลว ยไมเ พอ่ื สง ตา งประเทศ 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ เฟรนชนิดน้ีเจรญิ งอกงามไดด ใี นสภาพทม่ี คี วามชน้ื สงู แสงแดดเหมาะสม ปลกู ในวสั ดุ ปลูกที่มีการระบายนํ้าดี สวนมากจะปลูกบนกาบมะพราวที่สลายตัวแลวผสมกบั ใบไมผใุ นประเทศไทย แหลงที่ปลูกเฟรนนาคราชอยูที่ ดอยปยุ ดอยขุนหวยแหง และแถบ อ.แมแตง จ.เชียงใหม จ.เชยี งราย และที่ อ.ทองผาภูมิ และรอบๆ กรุงเทพมหานคร 2. การขยายพนั ธุ นิยมขยายพนั ธดุ ว ยเหงา และวธิ กี ารเพาะเลย้ี งเนอ้ื เยอ่ื 3. การเตรยี มแปลงปลกู การปลูกเฟรนนาคราชเพื่อการคาของบริษัทบางกอกฟลาวเออรเซ็นเตอร ในพ้ืนที่ ประมาณ 3 ไร ที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จะปลกู ในสภาพโรงเรอื นพรางแสงประมาณ 50% ดว ย ตาขา ยพลาสตกิ สดี ํา (Saran) วัสดุปลูกตองระบายนา้ํ ดี โดยใชกาบมะพราวที่สลายตัวแลวผสมกับใบไม ผุทําเปนแปลงปลูก ความสงู ประมาณ 18 เซนตเิ มตร ความกวา งของแปลง 1 เมตร ระยะหางระหวาง แปลง (ทางเดิน) 50 เซนตเิ มตร ริมแปลงจะทาํ รอ งเพอ่ื ใหร ะบายนา้ํ การปลกู จะใชต น กลา จากเหงา , ปลายเหงา ยาวประมาณ 6-10 นว้ิ ปลูกระยะ 30x30 เซนตเิ มตร ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 38 4. การดแู ลรกั ษา 4.1 การใหนาํ้ ในชวงฤดูฝน ไมจาํ เปน ตอ งมกี ารใหน า้ํ แตพอถึงระยะฝนทิ้งชวงก็จะใหนํ้าโดยให วนั ละ 2 ครง้ั เชาเย็น 4.2 การใหปุย เฟรนนาคราชชนดิ น้ี ปุยที่ใหสวนมากจะเปนปุยคอกที่ไดจาก ขว้ี วั ขี้ไก ผสมกับ ใบไมผุ อตั ราสว น 1:4 4.3 การกําจดั โรคแมลง ในชว งฤดฝู นมคี วามชน้ื ตา่ํ จะมีปญหาโรคแมลง ศัตรูที่สาํ คัญไดแก หนอนผเี สอ้ื กลางคืนจะเขา ทาํ ลายใบ การปอ งกนั โดยฉดี ยาฆา แมลง การปอ งกนั หนอนผเี สอ้ื กลางคืนอีกวิธีหนึ่งคือ ดา นขา งโรงเรอื นจะคลมุ ดว ยตาขา ยไนลอ นสฟี า และยังปอง กันแมลงอน่ื ๆไดอ กี ดว ย 5. การเกบ็ เกย่ี ว ตนที่ขยายพันธุโดยเหงาจะเริ่มเก็บเกี่ยวไดเมื่อมีอายุ 6 เดือน สวนถาขยายพันธุ โดยเพาะเล้ียงเนอ้ื เยอ่ื จะเกบ็ ผลผลติ ไดเ มอ่ื มอี ายุ 10 เดอื น การเกบ็ ผลผลติ จะเลอื กใบทแ่ี กไ มม รี อย ตําหนจิ ากการกดั กนิ ของแมลง 6. การตลาด เฟรนนาคราชในประเทศไทยยงั มกี ารผลติ ไมแ พรห ลายนกั สาํ หรบั ตลาดในประเทศใช เฟรนนาคราชรว มกบั การจดั ดอกไม ดอกกลว ยไม ในงานพธิ ตี า งๆ แหลง ทม่ี กี ารซอ้ื ขาย ไดแก ตลาด ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ จะขายเปนกาํ ๆละ 10 ใบ ราคา 15 บาท สาํ หรับตางประเทศจะใชเฟรน นาคราชในการจัดรวมกับดอกกลวยไมเปนลักษณะชอดอกไม (Bouquet) อาจจะเปนในรูปใบสดหรือ ฟอกแหงยอมสี ลกั ษณะการสง รว มกบั ดอกกลว ยไม ตลาดยงั มคี วามตอ งการทว่ั โลก ตราบใดทย่ี งั มกี าร สงกลว ยไมไปตางประเทศ ! เฟร น ใบมะขาม ชื่อสามัญ (Common name) Tuber sword fern ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Nephrolepis cordifolia วงศ (Family) Oleandraceae ลักษณะทั่วไป เฟรนใบมะขาม มลี กั ษณะใบแคบยาวคลา ยดาบ การเรยี งตวั ของใบยอ ยเปน แบบขนนก ใบยอยแตละใบจะเช่ือมติดกับกาน เรียงตัวกันมีระบบแตกไหลท่ีโคนกอ เฟรนใบมะขามชนิดนี้ เหมาะสมอยา งยง่ิ ในการปลกู เปน ไมต ดั ใบ เพอ่ื ขายรว มกบั ดอกกลว ยไม ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 39 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ เฟรนชนิดน้ีเจริญงอกงามไดดีในสภาพที่มีความชื้นสูง ตองการอากาศโปรง ถายเท สะดวก ตองการแสงแดดสงู กวา เฟร น อน่ื ๆ ดนิ ปลกู ควรใหม อี นิ ทรยี ว ตั ถสุ งู ระบายนา้ํ ดี ความชน้ื อากาศ 50-60% นบั วา พอเหมาะ 2. การขยายพนั ธุ นิยมขยายพันธุโดยแยกไหล (Stolon) และเพาะสปอร 3. การเตรยี มแปลงปลกู โดยปกติทั่วไป ในโรงเรือนที่ปลูกกลวยไม สภาพใตโ รงเรอื นจะเหมาะสมตอ การปลกู เฟรนใบมะขาม เนอ่ื งจากมคี วามชน้ื และแสงทเ่ี หมาะสม และยงั เปน รายไดเ สรมิ อกี ทางหนง่ึ ดว ย แตถา จะทําแปลงปลูกตางหากก็ทาํ แปลงปลกู เชน เดยี วกบั แปลงปลกู เฟร น นาคราช 4. การดแู ลรกั ษา 4.1 การใหนาํ้ และปยุ จะอาศัยน้ําและปุยจากการใหกลวยไม นอกจากน้ีภายใตสภาพโรงเรือนยังมี ความช้ืนและการสะสมของปยุ จึงไมจาํ เปน ตอ งใสป ยุ เพม่ิ เตมิ 4.2 การกําจดั โรคแมลง ในชวงฤดูฝนหรือฤดูท่ีมีความช้ืนต่ําๆ จะมีปญหาโรคจากเชื้อราทําใหลําตนเนา ใบเหลืองและรว ง การปอ งกนั โดยฉดี ยาปอ งกนั เชอ้ื รา เชน เบนเลท 5. การเกบ็ เกย่ี ว การขยายพันธุโดยแยกไหลหรือแยกกอ จะใหผ ลผลติ ทร่ี วดเรว็ มาก เพยี งไมก เ่ี ดอื นก็ สามารถเกบ็ ผลผลติ ได การเก็บเกี่ยวทาํ ไดโ ดยใชม ดี ตดั กา นใบใหช ดิ โคนแลว คดั เลอื กใบทส่ี ะอาด ไมม ี ตาํ หนิ มากาํ รวมกนั กําละประมาณ 100 ใบ แลว สง ตลาด 6. ตลาด เฟรนใบมะขามจะใชประโยชนรวมกับการจัดดอกไมและดอกกลวยไมสงไปจําหนาย ตางประเทศ คดิ เปน มลู คา ปล ะหลายแสนบาท ดงั จะเหน็ ไดจ ากตารางท่ี 4-5 สําหรบั ตลาดภายใน ประเทศจะใชสําหรบั จดั รว มกบั ดอกไม ดอกกลว ยไมใ นพธิ ตี า งๆ แหลงที่มีการซื้อขายไดแก ตลาดปาก คลองตลาด ขายปลกี เปน กําๆ ละ 20 ใบ ราคาประมาณ 2-3 บาท การผลิตและการจําหนา ยไมป ระดบั ในประเทศ แหลง ผลติ กง่ิ ปก ชาํ ไมประดับ บริเวณคลอง 15 จ.ปทุมธานี ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 40 แปลงขยายพนั ธโุ กสน ในเขตตลง่ิ ชนั กรงุ เทพมหานคร ตลาดไมดอกไมประดับ รมิ ถนนสาย บางบวั ทอง-สุพรรณบุรี ตลาดประมลู ไมประดับในตางประเทศ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 41 ! หมากเหลือง ชื่อสามัญ (Common name) Madagascar palm, Yellow palm ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Chrysalidocarpus lutescens วงศ (Family) Palmae ลักษณะทั่วไป หมากเหลือง (Chrysalidocarpus lutescens Wendl.) หรือ Golden fruited palm / Madagascar palm / Yellow palm หมากเหลอื งเปน ไมย นื ตน ตระกลู ปาลม เชน เดยี วกบั มะพรา ว หมากที่ ใชรับประทานกบั พลู ฯลฯ แตม หี นอ และขน้ึ เปน กอรวมกนั หลายๆ ตน ลาํ ตน สงู ชะลดู เหน็ ขอ ปลอ งชดั เจน มีใบแบบขนนกอยสู ว นยอดของลําตน ชอ ดอกเปน พวกซง่ึ เรยี กกนั วา ทะลาย 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ หมากเหลืองชอบขน้ึ ในแถบอบอนุ ถงึ รอ นชน้ื พื้นที่ปลูกควรเปนที่โลงแจง จงึ สามารถ ปลูกไดในที่ราบทั่วๆไป และทร่ี าบลมุ ทม่ี กี ารระบานนา้ํ ดี สามารถทนตอสภาพนาํ้ ทวมชั่วคราวไดแตไม อาจทนตอนํ้าทท่ี ว มและขงั อยนู านๆ ดนิ ทเ่ี หมาะสมควรเปน ดนิ รว นเหนยี วหรอื ดนิ เหนยี วทม่ี อี นิ ทรยี ว ตั ถุ พอควร ในประเทศไทยปลูกหมากเหลืองเพื่อตัดใบจาํ หนา ยกนั มากในเขตภาษเี จรญิ หนองแขม กรุงเทพมหานคร และจงั หวดั นนทบรุ ี 2. การขยายพนั ธุ นยิ มอยู 2 วธิ ีคือ 2.1 การขยายพนั ธโุ ดยใชเ มลด็ ผลหมากท่ีจะนํามาเพาะนน้ั ควรเปน ผลทป่ี ลอ ยใหแ กบ นตน จนเกอื บรว งแลว จงึ เกบ็ มาไว ในท่ีรม หมากทจ่ี ะเพาะควรมผี ลสเี หลอื งอมน้ําตาลเลก็ นอ ย แกะเปลอื กนอกออกลา งใหส ะอาด นาํ ไป เพาะในภาชนะ ควรเลอื กภาชนะกน ลกึ ดกี วา โดยใชวัสดุเพาะคือ ขเ้ี ถา แกลบทราย ปุยคอก/ปุยหมัก 5:2:1 โดยฝง ใหล กึ ประมาณ 1 1/2 นว้ิ หา งกนั ประมาณ 3 นว้ิ ใหข ว้ั ผลอยดู า นบนแลว รดนา้ํ ใหชุม นําภาชนะเพาะไปเกบ็ ไวใ ตร า นทม่ี แี สงพอประมาณ ใหน ้าํ วนั เวน วนั หลงั จากนน้ั ประมาณ 1 เดอื น หมากเหลืองจะงอกเปน ตน เลก็ ๆ ทง้ิ ไวป ระมาณ 3-4 เดอื น หมากเหลืองจะแตกใบเปน 2 แฉก ประมาณ 2-3 คู ตน สงู ประมาณ 6-8 นว้ิ จึงขุดยายไปชาํ ได การชาํ ก็สามารถทาํ ไดใ นแปลงชาํ โดยปลกู หา งกนั ประมาณ 30x30 ซม. เมอ่ื หมากสงู ประมาณ 40-50 ซม. จงึ ขดุ ไปปลกู ในแปลงท่ี เตรยี มไวไ ด 2.2 การขยายพันธุโดยการแยกหนอ ตองใหหนอที่จะแตกออกมาใหมนั้นรากติดมาดวย และมีลําตนเจริญแข็งแรงโต พอสมควรมากแลว ถงึ จะตดั หนอ แยกมาจากตน แมเ ดมิ 3. การเตรยี มแปลงปลกู การปลูกหมากนยิ มปลกู แบบยกรอ ง โดยนาํ แปลงขนาดประมาณ 4 เมตร ระยะปลูก 3x3 เมตร โดยปลกู สลบั ฟน ปลา จากนน้ั ขดุ หลมุ โดยหลมุ มขี นาด 40x40x40 ซม. รองกน หลมุ ดว ย ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 42 ปุยหมัก/ปุยคอก และคลกุ ใหเ ขา กบั ดนิ นาํ หมากเหลอื งวางลงไปในหลมุ ใหต รง แลว กลบดนิ ใหแ นน พอ ประมาณ รดน้าํ ใหชุม และอาจใชท างมะพรา วคลมุ พรางแสงแดดใหใ นชว งแรก เพอ่ื ใหต น หมากตง้ั ตวั ได เรว็ ขน้ึ 4. การดแู ลรกั ษา 4.1การใหน า้ํ หลังปลูกลงแปลงแลวควรรดนํ้าใหชุม วนั ละ 1 ครง้ั ประมาณ 1-2 เดอื น เมอ่ื ตน โตขน้ึ อาจลดเปน 2-3 วนั ครง้ั หรอื มากกวา นต้ี ามความเหมาะสม 4.2 การใหปุย ควรใสป ยุ หลังจากตัดใบแลว โดยใชปุยคอก / ปุยหมักหรือปุยเคมีสูตร 15-15-15 โดยพรวนดินตื้นๆ กลบปุยและรดน้ําตาม และนอกจากน้ีสวนท่ีมีการปลูกหมากเหลืองแบบยกรอง การลอกเลนทุกปๆ ละครง้ั เพอ่ื ไมใ หท อ งรอ งตน้ื เขนิ โดยทําประมาณเดอื นเมษายน เพราะเลนจะแหง เร็วและเกาะตัวกันดี เลนท่ีลอกขึ้นควรสาดไปบริเวณโคนตน เพ่ือไมใหรากลอยและเพ่ิมธาตุอาหาร อกี ทางหนง่ึ 4.3การกาํ จัดวัชพืช เม่ือหมากเหลอื งมขี นาดเลก็ ๆ อยู ควรหมน่ั ถางหญา รอบๆ โคนตน หมาก เพื่อไมให วัชพืชขึ้นคลมุ แตเ มอ่ื หมากเหลอื งมขี นาดใหญ อาจกาํ จัดวชั พชื นอ ยลงได 4.4การกําจดั โรคและแมลง ในเร่ืองโรคน้ันไมคอยเปนปญหาแกหมากเหลืองนัก จะมีแตแมลงเทาน้ันท่ีชอบมา ทาํ ลาย ทําใหใบเสียหาย แมลงทพ่ี บมดี งั น้ี 4.4.1 หนอนปลอก มักใชใ บหมากมาสรา งเปน เกราะหมุ ตวั แลวอาศัยอยูภายในทาํ ใหฟ อรม ใบตดิ กนั ไมส วย และยังกัดกินใบทาํ ใหใ บเปน รู สามารถกาํ จัดโดยใช สารเคมี เชน มาลาไธออน ฉดี พน ตามฉลากทร่ี ะบุ 4.4.2 หนอนเจาะลาํ ตน มีขนาดเทา กา นไมข ดี ไฟ สเี หลอื งยาวประมาณ 2-3 นว้ิ มักจะเจาะไปบรเิ วณโคนตน หมาก ทําใหห มากเหลอื งตายในเวลาตอ มา มกั เขา ทาํ ลายในตน ทแ่ี ก สามารถกาํ จดั โดยใชฟรู าดาน 3% โรยบริเวณรอบๆโคนตน แลว รดน้ําใหชุม 4.4.3 เพล้ียหอยและเพลย้ี แปง จะดดู นา้ํ เลย้ี งทใ่ี บ และเกาะบรเิ วณใบ ทาํ ใหใ บไม สวย กําจดั โดยเคมพี วกนวู าครอนฉดี พน ตามฉลากกาํ หนด 5. การเกบ็ เกย่ี ว เม่ือหมากมอี ายไุ ด 3 ป หรอื ทชี่ าวบานเรียกวา ไมส าว สามารถเรม่ิ เกบ็ เกย่ี วได โดยใช มีดคมๆ ตัดบริเวณโคนกาน ใบท่ีตัดน้ันสามารถตัดไดท้ังใบแกและใบออน โดยตัดสัปดาหละครั้ง เม่ือตัดแลวจะมาคดั ขนาดและแยกเปนกาํ ๆละประมาณ 10 ใบ และบางแหง มพี อ คา หรอื นายหนา เขา ไป รับซ้ือและรบั ตดั ถงึ สวนเกษตรกรเลย ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 43 6. การตลาด ในทางการคา ปจจุบันยังไมมีการกําหนดมาตรฐานใบหมากเหลืองในการจําหนาย อยางเปน ทางการ แตเ ปน ทร่ี กู นั ในหมผู ปู ลกู และพอ คา วา ลักษณะใบที่ตัดจะแบงเปน 2 ประเภทใหญ คือ ใบออน หรือท่ีเรียกกนั วา ไมโ รงแรม เพราะลกู คา นยิ มนําไปใชป ระโยชนในการตกแตงภายใน โรงแรม โดยใชปกแจกัน ฯลฯ ซง่ึ มรี าคาดี คอื ทางละประมาณ 1.50 บาท สวนอีกประเภทคือใบแกหรือ ที่เรียกวาไมใหญนั้น มรี าคาถกู กวา คอื ทางละประมาณ 80 สตางค โดยนยิ มนําไปตดั ปลายใบและพน สี ทําพวงหรดี ศพในใบออ นและใบแกเ องกม็ กี ารแบง ตามขนาดใหญเ ลก็ ดว ย ตลาดภายในประเทศที่สาํ คัญคือ ปากคลองตลาด วนั ๆ หนง่ึ มอี ตั ราการใชห ลายหมน่ื ใบ โดยเฉพาะชวงหนาฝน นอกจากนย้ี งั มกี ารสง ออกไปตา งประเทศบา งแตย งั ไมม ากนกั การสง พนั ธไุ มอ อกนอกประเทศ การสงพนั ธไุ มอ อกนอกประเทศ ไมวาจะสงไปจาํ หนา ย หรอื สง ไปแลกเปลย่ี นหรอื สง ไป เปนของกาํ นลั ใครกต็ าม อาจพจิ ารณาไดเ หมอื นกนั ดงั นค้ี อื 1. ทราบเสยี กอ นวา พนั ธไุ มท ต่ี า งประเทศตอ งการนน้ั มอี ะไร คอื อะไร จาํ นวน ขนาด ลักษณะ ชื่อท่ีถูกตอง ถาสงไปจําหนายหรือแลกเปลี่ยนประมาณราคาไวดวย อาจใหทาง ตางประเทศไดทราบขอมูลตางๆเหลานี้ดวยอยางชัดแจง เพ่ือปองกันการผิดพลาดและเขาใจผิด ในโอกาสตอ มา 2. เมื่อผูสงพันธุไมจากตางประเทศติดตอมาวาตองการพันธุไมชนิดใด จาํ นวนเทา ไร ประมาณราคาพนั ธไุ มเ ทา ใด จะสง ใหทางใด ตอ งการพนั ธชุ นดิ ใด ลกั ษณะของพนั ธไุ มท ต่ี อ งการเปน อยางไร เชน เมลด็ กง่ิ ตอน กิ่งปกชํา กลา ทม่ี รี ากดแี ลว ฯลฯ เปน อนั วา ทง้ั สองฝา ยคอื ผสู ง และผรู บั ตางเขา ใจกนั ดแี ลว จึงดาํ เนนิ การเตรยี มสง ตอ ไปได 3. เมื่อเตรียมพันธุไมท่ีจะสงไปตางประเทศน้ัน จะตองเปนพันธุไมท่ีสะอาด ปราศจากเชื้อโรค และแมลงทอ่ี าจตดิ ไปกบั พนั ธไุ มน น้ั ไดท ง้ั ตวั ออ นและไขก ต็ าม ใหสํารองจาํ นวนพนั ธุ ไมไปใหมากกวาจาํ นวนทต่ี อ งการจะสง ไปดว ย เชน ตอ งการสง ไป 100 ตน กค็ วรนาํ ไปมากกวา 100 ตน เชน 120-130 ตน แลว แตช นดิ ของพนั ธไุ ม ทั้งนี้เพื่อทางหนวยกักกันโรคพืชไดตรวจและอาจคัดทิ้ง บาง เพราะไมส ะอาดพอจะไดม จี าํ นวนสาํ รองไวใหเทาจาํ นวนทต่ี อ งการสง ออกไปตามจาํ นวนทต่ี อ งการ 4. นําพันธุไมที่สะอาดและเตรียมไวดีแลว พรอมดวยภาชนะท่ีจะใชบรรจุและ หีบหอพันธุไมไ ดพอเหมาะพอดี ไปขอใบรบั รองการผา นตรวจโรคและแมลง ที่ดานตรวจและกักกันพืช กองควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในบรเิ วณมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตรบ างเขน หรือที่ดานตรวจพืชอืน่ ๆ ตามชายแดน หรอื ทา ทม่ี ขี องออกตา งประเทศ โดยมีหนวยกักกันโรคพืชตั้งอยู ในการนําพันธุไมไปตรวจใหนําไปถึงที่หนวยกักกันโรคพืชกอนกําหนดท่ีจะสงออกไปตางประเทศอยาง นอย 1 วัน เพอ่ื ใหเ จา หนา ทม่ี เี วลาตรวจและประกอบกรรมวธิ ที างปอ งกนั โรคและแมลงทพ่ี นั ธไุ มน น้ั 5. เมื่อนําพันธุไมไปถึงแผนกตรวจและกักกันโรคพืชแลว ใหทําคํารองตามแบบ ของทางราชการ โดยแจงชื่อผูรับประเทศที่สงไป โดยพาหนะทางใด จาํ นวนพชื และชนดิ ของพนั ธไุ มท จ่ี ะ สงไป และขอ ความอน่ื ๆ ยน่ื ตอ เจา หนา ทข่ี องแผนก ถา หากมใี บอนญุ าตนําพืชเขาประเทศปลายทาง (Importing permits) ก็ใหแสดงและมอบใหเจาหนาที่ไวดวย เพราะบางประเทศนน้ั กอ นจะนําพนั ธไุ มเ ขา ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 44 ประเทศหรือกอนทเ่ี ราจะสง พนั ธไุ มเ ขา ประเทศนน้ั ๆ จะตอ งของใบนําพนั ธไุ มเ ขา ประเทศเสยี กอ น เชน ประเทศสหรัฐอเมรกิ า ฟล ปิ ปน ส อนิ เดยี เมอ่ื ตดิ ตอ กบั ผสู ง่ั พนั ธไุ มใ นประเทศนน้ั และไดรับ Importing permits น้ันแลวจึงจะนําพนั ธไุ มเ ขา ประเทศเขาได มเิ ชน นน้ั ทางประเทศนน้ั ๆ จะปฏิเสธไมใหนาํ เขา (refuse entry) 6 . เมื่อเจาหนาที่ไดตรวจหรือประกอบกรรมวิธีในทางรมพืชน้ันในทาง เคมีภัณฑใ ดๆ จนพืชนั้นปราศจากศัตรูพืชแลว กจ็ ะออกใบรบั รองใหผ สู ง โดยมตี วั จรงิ 1 ฉบบั และสาํ เนา อีก 3 ฉบับ รวม 4 ฉบบั ใบรบั รองตวั จรงิ นน้ั จะสง รวมไปในภาชนะทบ่ี รรจุ (จะแยกสงตางหากมิได) สวนสําเนาอกี 3 ฉบบั นน้ั เพื่อเก็บไวใหผูสงแจงหรือแสดงใหศุลกากร 1 ฉบบั และใหบริษัทผูรับขนสง อีก 1 ฉบบั อกี 1 ฉบบั อาจเกบ็ นาํ ไปแสดงใหธ นาคารเพอ่ื หลกั ฐานในการจา ยหรอื แลกเงนิ ตรา ตางประเทศ 7. เมื่อหีบหอบรรจุพันธุไมเรียบรอยแลว โดยเจาหนาที่แผนกตรวจจะไดหีบหอ และจัดใหเรียบรอยแลว ตอ มาเกดิ ชาํ รดุ แตก หรอื ฉกี ขาดเสยี หายกอ นการสง ออก ตอ งนํากลับไปที่ แผนกตรวจและกักโรคพืชที่เดิม เพื่อขอใหทาํ การบรรจุหีบหอใหม (repacking) แลว จงึ นาํ สง ไปได หามมิ ใหทําการบรรจหุ บี หอ เอง มเิ ชน นน้ั บรษิ ทั ผจู ดั สง หรอื ศลุ กาการกจ็ ะไมย อมรบั หรอื ใหผ า นไปได 8. เมื่อเรียบรอยแลว ถา จะนําสง ทางอากาศกต็ อ งนําหีบหอพันธุไมนั้นไปทาํ ใบขน สินคาขาออกทท่ี า อากาศยานดอนเมอื ง และสง บรษิ ทั เครอ่ื งบนิ ถาหากจะสงทางไปรษณียภัณฑ เชน สง ทางเรือนั้น ตอ งนาํ ไปตดิ ตอ ดาํ เนนิ พธิ ที างการศลุ กากรทก่ี องตรวจสนิ คา ขาออกทท่ี า เรอื คลองเตย หรือ ทาเรือกรุงเทพฯ เมอ่ื ไดร บั อนญุ าตแลว จงึ นาํ กลับไปชั่งและเสียคาสงที่ทําการไปรษณีย หรือที่บริษัทเดิน เรอื ตอ ไป การบรรจหุ บี หอ พนั ธไุ ม (packing) การบรรจุหีบหอ พนั ธไุ มส ง ออกนอกประเทศ หรอื สง ไปในทไ่ี กลๆ นน้ั อาจมีวิธีบรรจุหีบ หอไดห ลายวธิ แี ลว แตช นดิ ของพนั ธไุ ม ซง่ึ แตกตา งกนั ไป การบรรจุหีบหอแบบแหง (Dry Method of Packing) การบรรจุหีบหอแบบแหงน้ีอาจใชไดท้ังบรรจุเมล็ดพันธุไ ม หรอื ตน ทม่ี รี ากอยแู ลว กไ็ ด สิ่งสําคัญในการบรรจุหีบหอพันธุไมแบบแหงนี้ก็คือ ควรไดเ ลอื กเวลาสง ใหต รงกบั ระยะเวลาของพนั ธไุ ม ท่ีจะสงไปนั้นหยุดพักการเจริญเติบโต หรือเปนพันธุไมที่ก่ึงหยุดการเจริญเติบโต (Dry of Semi- dormant) มิเชนน้ันในระหวา งทข่ี นสง นานๆ พนั ธไุ มน น้ั ๆ เจริญเติบโตตอไปในหีบหอ และเมอ่ื เจรญิ เตบิ โตแลว ไมม นี า้ํ ไมม อี าหาร กอ็ าจตายในหบี หอ นน้ั ไดง า ยๆ ถาหากเปนพันธุไมที่ไมมีการหยุดพักการ เจริญเติบโต หรือเปนพันธุไมที่หยุดพักแตสงไปผดิ ฤดไู มตรงกับระยะเวลาการหยดุ พักการเจริญเติบโต ของพันธุไม ก็อาจหลีกเล่ียงไดดวยการเลือกพันธุไมท่ีแข็งแรงดีจริงๆ และถาหากเปนพันธุไมชนิดท่ี เปนตน ก็ควรมรี ากและมดี นิ หรอื วสั ดอุ ยา งหนง่ึ ทท่ี าํ ใหร ากไดร บั ความชมุ ชน้ื ไดด ว ย ถา มแี ตร ากเปลา ๆ (Bare-root) ก็จะทําใหตายกลางทางได ถา เปน เมลด็ กค็ วรคลมุ กบั ขเ้ี ลอ่ื ยหรอื มอสเพอ่ื ใหค วามชมุ ชน้ื อยูดวย ถาเปนพันธุไมที่มีใบมากใหตัดใบออกเสียบาง และงดการใหน้ํากอนบรรจุ และใหไดถูก แสงสวา งใหเ ตม็ ทเ่ี สยี กอ นทจ่ี ะนาํ มาบรรจุหีบหอทึบ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 45 ถาหากเปนเมล็ดแหง การบรรจุหีบหออาจใสกลองหรือกระปองสังกะสีชนิดปดแนน บัดกรีแลวสงไปกไ็ ด หรอื อาจใสถ งุ กระดาษหรอื ถงุ พลาสตกิ กไ็ ด โดยไมต อ งมวี ตั ถอุ น่ื ๆรวมไปกบั เมลด็ เลย ภาชนะทใ่ี สต อ งแหง สะอาด เมลด็ ทจ่ี ะสง ควรแหง สะอาด ถาหากเปนพันธุไมที่เปนหัวแหง เชน gladious ก็อาจใสถ งุ รวมกนั สง ไปไดห รอื ใสก ลอ ง กระดาษ โดยมีวสั ดอุ ่ืนยัดรวมไปดวยใหแ นนกนั กระทบกระเทอื น และทาํ ใหหัวพันธุไมชาํ รุดเสียหายได การบรรจุหีบหอชนิดเปยก (Fleshy of Moistened Packing) พันธุไมบ างชนดิ ตอ งสง ไป ในลักษณะท่ีมีความชน้ื อยดู ว ย เพราะถา ขาดความชน้ื แลว จะเกบ็ พนั ธไุ มไ วไ ดไ มน านในระยะเวลาขนสง เชน เมลด็ พนั ธไุ มช นดิ สด (Fleshy seeds) หรอื พนั ธไุ มน ้าํ (Aquatic Plants) การบรรจุหบี หอ พันธไุ ม ชนิดนี้ตองมีวัสดุท่ีมีความช้ืนอยูแทรกไปดวยในระหวางเมล็ด ถาเปนเมล็ดหรือถาเปนพันธุไมท่ีมีราก แลวก็ตองมีวสั ดทุ ม่ี คี วามชน้ื อยรู วมในรากตดิ ไปกบั ตน ดว ย เชน ขยุ มะพรา ว ขเ้ี ลอ่ื ย แกลบ ขเ้ี ถา แกลบ ผงถา น sphangnum moss หรือขก้ี บไมเ นอ้ื ออ น ฯลฯ ถาเปนเมล็ดพันธุไม หรอื เมลด็ พนั ธไุ มเ มอื งรอ น เชน เมลด็ มะมว ง เมลด็ มะปราง เมลด็ มังคุด เมลด็ ปาลม บางชนดิ อาจใสข เ้ี ลอ่ื ย หรือ Sphangnum moss ลงไปกับเมล็ด ใสก ระปอ งสงั กะสปี ด ผนกึ หรอื ใสถ งุ พลาสตกิ กไ็ ด ถาหากเปนพันธุไมนํ้า อาจใสขวดหรือกระปองสังกะสี โดยใสน้ําหรือโคลนลงไปใน ภาชนะน้ันดว ย ปดผนึกใหแนน ถาเปนขวดแกวใหปดจุกใหแนนและชุบเทียนไขที่จุกเพื่อกันนํ้าซมึ ออก มากได ขอสําคัญในการบรรจุแบบเปยกน้ํานี้ก็คือ การอัดแนนไมใหอากาศเขาได เชน ใสกระปอ งสงั กะสนี น้ั ระวังจะทาํ ใหเ กดิ บดู เนา ในกระปอ งไดเ หมอื นกนั การบรรจหุ บี หอ กง่ิ ตอน กง่ิ ปก ชาํ กิ่งตอนที่จะสงออกตางประเทศนั้น ควรไดเ ตรยี มการตง้ั แตเ รม่ิ ตอนกง่ิ พนั ธไุ ม คอื เลอื ก ก่ิงที่ใหญ สมบรู ณ อว นสน้ั ไมยาวเกะกะ มตี าสมบรู ณ และแขง็ แรง ปราศจากโรคและแมลง สะอาด การ ตอนไมควรใชด นิ และกาบมะพรา วเชน การตอนทว่ั ๆไป ใหใช sphangnum moss หรอื ขยุ มะพรา ว แทน ดิน และหอกง่ิ ตอนดว ยกระดาษพลาสตกิ แทนกาบมะพรา ว หรือจะใชขี้เถาแกลบหรือขุยมะพราวพอกกิ่ง ตอนแทนดินกไ็ ด เมอ่ื รากออกดแี ลว นําไปสง ได นา้ํ หนักเบาและสะอาดสะดวกแกก ารตรวจและรมยาฆา ศัตรูพืชของแผนกกันกันโรคพืช กอนจะนําก่ิงตอนสงควรตัดแตงกิ่งตอนใหเหลือแตสวนท่ีสําคัญจริงๆ ควรตัดก่ิงและใบทไี่ มจ ําเปน ออกเสยี บา ง อาจรวมกง่ิ ตอนหลายๆกง่ิ ในถงุ พลาสตกิ ถงุ เดยี วกนั แลวบรรจุ ในกลอ งกระดาษอกี ชน้ั หนง่ึ กไ็ ด กิ่งชํา กิ่งชาํ บางอยา งเชน วาสนา เขม็ สามสี โกสน ควรเลอื กกง่ิ ทส่ี มบรู ณต ดั ยาวแลว แต ขนาดของไม ปลายกง่ิ ทง้ั สองดา นจะมขี ผ้ี ง้ึ หรอื พาราฟน ปด กนั การระเหยนา้ํ ออกจากกง่ิ มากขณะขนสง หรือมีวัสดชุ น้ื ๆ เชน ขยุ มะพรา ว หมุ ปลายกง่ิ ทง้ั สองดา น มดั กง่ิ ชาํ รวมกนั หอดวยผาฝาย มดั ใสถ งุ พลาสติก แลวนาํ ไปบรรจลุ งในกลอ งกระดาษ เพอ่ื ดําเนนิ การสง ออกตอ ไป ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 46 ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั
Search
Read the Text Version
- 1 - 46
Pages: