Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือการผลิตไม้ประดับและไม้ตัดใบเพื่อการค้า

คู่มือการผลิตไม้ประดับและไม้ตัดใบเพื่อการค้า

Description: คู่มือการผลิตไม้ประดับและไม้ตัดใบเพื่อการค้า.

Search

Read the Text Version

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา เรยี บเรยี งโดย นายเมธี มานะพงษ นายโอฬาร พทิ กั ษ นายสทุ นต ขําบุญเกิด จดั ทําโดย งานไมด อกไมป ระดบั กลมุ พชื สวน กองสง เสรมิ พชื พนั ธุ กรมสง เสรมิ การเกษตร พมิ พค รง้ั ท่ี 1 คาํ นาํ เอกสารเลม น้ี งานไมด อกไมป ระดบั กลุมพืชสวน กองสงเสรมิ พชื พนั ธุ จดั ทาํ ขนึ้ เพื่อใหเปนเอกสารวิชาการทางดานไมใบ สําหรับเจา หนา ทสี่ ง เสริมการเกษตร ใชประกอบการปฏืบัตืงานสงเสริมการผลิตไม ประดบั และไมตัดใบใหบรรลุเปาหมาย โดยเรียบเรียงจากเอกสารไมใบ ตางๆ จากการสัมภาษณเกษตรกรผูประสบความสําเร็จ และจาก ประสบการณของคณะผูเรียบเรียงดวย เนื้อหาที่สําคัญของเอกสารจะ กลา วถงึ ความสาํ คัญทางเศรษฐกิจ พันธุ การปลูกเลี้ยง ดแู ลรกั ษา และ การตลาดของไมประดับและไมตัดใบที่เหมาะสมสาํ หรับผลิตเปนการคา การสง่ั ซอ้ื พนั ธไุ มจ ากตา งประเทศ และการสงพันธุไมออกนอกประเทศ งานไมดอกไมประดับ เช่ือวาแมเอกสารเลมน้ีจะไมไดเปน เอกสารไมประดับและไมตัดใบท่ีดีที่สุด แตจะเปนเอกสารที่เปน ประโยชนอยางยิ่งแกเจาหนาที่สงเสริมการเกษตรและเกษตรกรเพื่อนํา ความรไู ปปฏบิ ตั ติ อ ไป งานไมด อกไมป ระดบั กลุมพืชสวน กองสงเสริมพืชพันธุ

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 2 สารบัญ สถานการณก ารผลิตและการคา ไมประดับ และไมตัดใบภายในประเทศ สถานการณก ารผลิตและการคา ไมป ระดบั และไมตัดใบตางประเทศ ลกั ษณะการผลติ ไมประดบั และไมตัดใบในประเทศไทย ชนดิ ไมป ระดับที่เหมาะสมสําหรับผลิตเพื่อเปนการคา 1. ดราเซยี นา 2. ซองออฟอนิ เดีย 3. หมากผหู มากเมยี 4. ดฟิ เฟนบาเกีย 5. อโกลนมี า 6. ไทร 7. หมากเหลือง 8. หมากแดง 9. จงั๋ 10. เตาราง 11. สิบสองปนนา 12. โกสน ชนดิ ไมต ดั ใบทเี่ หมาะสําหรับในการผลิตเพื่อการคา 1. โปรงฟา 2. ปริก 3. เฟรนนาคราช 4. เฟรนใบมะขาม 5. หมากเหลือง การสง พนั ธไุ มอ อกนอกประเทศ การบรรจุหีบหอพันธุไม การบรรจุหีบหอกิ่งตอน กง่ิ ปก ชํา ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 3 การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา สถานการณก ารผลติ และการคา ไมป ระดบั และไมต ดั ใบ ประเทศไทยเปนประเทศเกษตรกรรมท่ีสงสินคาเกษตรไปขายตางประเทศปละหลายหม่ืนลาน บาท สวนใหญเปนพืชไร เชน ขาวโพด มนั สาํ ปะหลัง เปน ตน ไมดอกไมประดับก็เปนพืชอีกชนิดหน่ึงท่ีมีความสําคัญ สามารถนําเงินตราเขาประเทศปละ หลายลานบาท ปจ จบุ นั ผลติ ผลทางการเกษตรชนดิ อน่ื ๆ ตา งกป็ ระสบปญ หาในการสง ออก ในขณะท่ี ประเทศกําลังตองการเงินจากตางประเทศเขามาพัฒนาบานเมืองมากข้ึน ดังนั้นรัฐบาลจึงไดหันมาให ความสนใจพืชชนิดอน่ื ทไ่ี มม ปี ญ หาในการสง ออก และมโี อกาสขยายตลาดในตา งประเทศได ไมด อกไม ประดับจึงเปนพืชที่รัฐบาลใหความสําคัญและสนับสนุนใหมีการสงออกมากข้ึน โดยใหบรรจุลงในแผน พัฒนาเศรษฐกิจ ฉบับที่ 6 (ป 2530-2534) ซง่ึ จะไดส ง เสรมิ ใหม กี ารพฒั นาผลผลติ ใหส ง ออกมากขน้ึ ตอ ไป ตารางท่ี 1 ปรมิ าณและมลู คา การสงออกไมดอกไมประดบั ป 2527-2531 ปริมาณ : ตัน มลู คา : ลา นบาท 2527 2528 2529 2530 2531 รายการ ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ปริมาณ มูลคา ตน กลว ยไม 245 8.5 303 11.2 348 12.5 594 28.1 817 38.2 ตน ไมอ น่ื ๆ 450 12.8 1,071 19.2 581 7.5 848 13.7 404 15.5 ดอกกลว ยไม 7,481 391.0 7,781 489.3 6,054 386.7 7,090 406.7 9,531 515.8 ดอกไมส ด 19 0.8 0.6 13 0.4 29 1.3 14 1.1 ดอกไมแ หง 387 4.3 18 4.7 268 5.7 411 13.5 239 24.1 รวม 8,582 417.4 416 525.0 7.264 412.8 8,972 465.3 11,005 594.7 9,589 ที่มา : กรมเศรษฐกิจการพาณิชย จากตารางท่ี 1 จะเหน็ วา ไมด อกไมป ระดบั ทส่ี ง ออกมากสว นใหญจ ะเปน กลว ยไม แต ขณะเดียวกัน อัตราการขยายปรมิ าณและมลู คา ของไมป ระดบั กม็ แี นวโนม สง ออกเพม่ิ มากขน้ึ จะเห็นวา ในป 2529 สง ออกมมี ลู คา 7.5 ลา นบาท ป 2530 13.7 ลา นบาท ป 2531 15.5 ลา นบาท นอกจาก ไมประดับแลว ไมต ดั ใบ เชน โปรง ฟา เฟร น ตา งๆ ปรกิ ใบหมากผหู มากเมยี กม็ แี นวโนม สง เพม่ิ มากขน้ึ สถานการณไ มป ระดบั และไมต ดั ใบในตลาดตา งประเทศ สําหรับไมประดับในตลาดตางประเทศนั้นมีการซ้ือขายกันเปนจํานวนมากจากการ ศกึ ษาของ ITC (International Trade Centre UNCTAD/GATT) ชว งป พ.ศ. 2524-2528 พบวาในป พ.ศ. 2528 มมี ลู คา ซอ้ื ขายไมด อกไมป ระดบั และไมต ดั ใบถงึ 62,200 ลานบาท ในจาํ นวนนน้ั จะเปน มลู ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 4 คา ไมป ระดบั ถงึ 25,875 ลา นบาท ไมต ดั ดอก 32,425 ลา นบาท และไมต ดั ใบ 3,900 ลา นบาท ซึ่ง มูลคาของไมประดับใกลเคียงกับไมดอก สาํ หรบั ไมต ดั ใบนน้ั แมม มี ลู คา นอ ยแตแ นวโนม เพม่ิ ขน้ึ เรอ่ื ยๆ ประเทศผผู ลติ และสง ออกไมป ระดบั ทส่ี าํ คัญไดแก เนเธอรแ ลนด เดนมารค ประเทศใน แถบอเมริกากลาง และอเมริกาใต สําหรบั ประเทศไทยนน้ั กม็ กี ารสง ออกไมป ระดบั เชน กนั แตม ปี รมิ าณ นอยเพียง 0.1% ของไมป ระดบั ในตลาดโลกเทา นน้ั ลักษณะของไมประดับที่ซ้ือขายกันในตางประเทศสวนใหญจะทําเปนไมกระถาง (pot plant), กงิ่ ชาํ (cutting), ทอ นพนั ธุ (unrooted cuttings) นอกจากนน้ั ยงั มกี ารซอ้ื ขายไมป ระดบั และตน ไมใหญ เชน ไมด ดั ตะโก ขอ ยและชาดดั ซง่ึ สว นมากนําเขาจากประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชีย ไมประดับท่ีมกี ารซอ้ื ขายกนั มากเชน วาสนา เขม็ สามสี ไทร ฟโลเดนดรอน อโกลนมี า โกสน ดิฟเฟนบาเกีย และไมป ระดบั ในเขตรอ น (Tropical exotic plant) ชนดิ อน่ื ๆ ลักษณะการผลติ ไมป ระดบั และไมต ดั ใบในประเทศไทย ปจจุบันไมประดับและไมตัดใบไดมีผูสนใจทําเปนอาชีพกันมาก จะมีแหลงผลิตอยูที่ จังหวัดนนทบุรี กรุงเทพมหานคร ปทมุ ธานแี ละเชยี งใหม สว นไมด ดั จะมแี หลง ผลติ อยใู นตา งจงั หวดั เชน อยุธยา ราชบรุ ี ลพบรุ ี นครสวรรค ชัยภูมิ ไมป ระดบั สว นใหญท ผ่ี ลติ จะปลกู ลงในกระถาง ทําให เรียกอกี อยา งวา “ไมก ระถาง” (pot plant) ซ่ึงบางครั้งกห็ มายความรวมถงึ ไมด อกที่ปลกู ลงกระถางเพื่อ จําหนายดวย ปจ จบุ นั นน้ี ยิ มนาํ ไมก ระถางตา งๆ เขา ไปประดบั ตกแตง ตามอาคารบา นเรอื นและสถานท่ี ตางๆ ดังน้ันความตอ งการของตลาดภายในประเทศจงึ ยงั มอี ยมู าก นอกจากตลาดในประเทศที่นับวันจะมีความตองการมากข้ึนตามความเจริญเติบโตของ เศรษฐกิจนั้นในตลาดตางประเทศไมประดับไมวาจะเปนรูปของไมกระถาง กิ่งชําหรือไมตัดใบก็ยังมี ความตองการเปนอยา งมาก ดงั นน้ั กรมสง เสรมิ การเกษตรจงึ ไดส ง เสรมิ ใหม กี ารผลติ เพอ่ื เปน รายได ไม วาจะเปนรายไดหลักหรือรายไดเสริม ตลอดจนปลกู เลย้ี งไวด เู ลน เพอ่ื ความสวยงามกต็ าม ประมาณ 10 กวา ปม าน้ี คนไทยนยิ มเลน ไมป ระดบั ในเชงิ ไมม งคลหรอื ไมเ สย่ี งทาย มีความเช่ือถือเรอ่ื งโชคลาภกนั มาก กอ ใหเ กดิ การปน ราคาตน ไมท าํ ใหร าคาตน ไมแ พงมาก ซ่ึงในปจ จุบนั ลักษณะของการปลูกเลี้ยงตนไมดังกลาวไดหายไป คงเปน การเลย้ี งเพอ่ื ใชป ระโยชนป ระดบั ตกแตง หรอื เพ่ือความสวยงามเทานน้ั สําหรบั การผลติ ไมป ระดบั ในประเทศไทยนน้ั จะมีการผลิตอยู 3 ลกั ษณะ คอื 1. เปนอาชีพหลัก คือ มีการทําเปนอาชีพอยางจริงจัง มีรายไดสวนใหญจากการ ประกอบอาชพี น้ี 2. เปนอาชีพเสริม มผี ลพลอยไดจ ากการขยายพนั ธขุ าย 3. เปนงานอดิเรก เพอ่ื เปน การพกั ผอ นหรอื เพอ่ื ความสวยงาม ไมห วงั จะมรี ายไดจาก การปลกู เลย้ี งนอกจากความเพลดิ เพลนิ ซึ่งในลักษณะการผลิตของเกษตรกรสวนใหญไมมีคุณภาพและมีปริมาณไมสมํ่าเสมอ ซึ่งลักษณะการทําจะทําโดยใชแรงงานภายในครอบครัว ยังไมมีการผลิตในเชิงอุตสาหกรรมเหมือนใน ตางประเทศ ซง่ึ ถา หากมกี ารพฒั นาการผลติ ใหเ ปน ระบบ มผี ลผลติ ออกมาอยา งสมา่ํ เสมอและมปี รมิ าณ มาตรฐานเดยี วกนั กส็ ามารถสง ไปขายตา งประเทศไดม ากขน้ึ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 5 เน่ืองจากในปจจุบนั การสง ออกไมด อกไมป ระดบั มมี ากขน้ึ ดงั นน้ั ในการผลติ ไมป ระดบั เพ่ือจาํ หนา ยตา งประเทศนน้ั เกษตรกรผูผลิตควรคํานงึ ดงั น้ี 1. ชนิดของไมประดับท่ีจะผลติ เกษตรกรจะตอ งคํานงึ อยเู สมอวา ไมป ระดบั ทจ่ี ะสง ไป ตางประเทศนน้ั ตอ งมลี กั ษณะคงทน ปลกู เลย้ี งงา ย 2. จํานวนและขนาดใหอยูในมาตรฐานเดยี วกัน และมปี รมิ าณมากเพยี งพอในการสง ออกได 3. ราคา ชนิดของไมประดับท่ีผลิตไมควรมีราคาแพงนักเพราะตองสงไปจําหนาย แขงขันในตลาดตา งประเทศ 4. ตลาด การผลติ ไมป ระดบั แตล ะชนดิ ตอ งคาํ นงึ ถงึ ตลาดเปน หลกั วา สนิ คา ทผ่ี ลติ มี ความตองการของตลาดมากนอ ยเพยี งใดและเปน ทน่ี ยิ มของผซู อ้ื หรอื ไม ตลาดไมป ระดบั ตอ งการไมท ม่ี ี ความแปลกใหมอ ยเู สมอ 5. เงินทุน ในการผลติ สนิ คา ตา งๆ เงินทุนเปนปจจัยที่สาํ คัญยิ่ง ในการผลติ ไมป ระดบั น้ันตองอาศัยเวลาเปน เดอื นกวา สนิ คา จะมคี ณุ ภาพพอสง ขายได ดงั นน้ั ตอ งคาํ นงึ ถงึ คา ใชจ า ยในระหวา ง การผลติ อยเู สมอ 6. การจัดการ ผูผลิตตองเขาใจถึงลักษณะการเจริญเติบโตของไมประดับแตละชนิด รวมถึงระยะเวลาในการเจริญเติบโตเพ่ือใหสามารถ บริหารงานการผลิตไมประดับ ใหตรงกับความ ตองการของตลาด นอกจากนั้นยังรวมถึงการจัดการดานแรงงานและการขนสงจากแหลงผลิตไปยัง ตลาดอกี ดว ย ตารางท่ี 2 แสดงปรมิ าณการสงออกตน ไมป ระดับ ป 2531 ชนิด ปริมาณ (ตน ) มูลคา (บาท) 1. เขยี วหมน่ื ป (Aglaonema) 5,069 34,700 2. หมากผูหมากเมีย (Cordyling) 16,868 59,106 3. วาสนา (Dracaena) 4,185 11,159 4. ไทร (Ficus) 2,627 73,926 5. เขม็ (Ixora) 70,502 531,333 ที่มา : กองควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ตารางท่ี 3 แสดงปริมาณการสง ออกตน ไมป ระดบั ป 2532 (มกราคม-กรกฏาคม) ชนิด ปริมาณ (ตน ) มูลคา (บาท) 1. เขยี วหมน่ื ป (Aglaonema) 10,500 52,500 2. หมากผูหมากเมีย (Cordyling) 4,500 13,000 3. โกสน (Croton) 41,322 56,315 4. วาสนา (Dracaena) 2,245 25,687 5. เขม็ (Ixora) 80,915 61,490 ที่มา : กองควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร กรมวชิ าการเกษตร ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 6 ตารางท่ี 4 แสดงปริมาณการสงออกใบไมประดับ ป 2531 ชนิด ปริมาณ (ใบ) มูลคา (บาท) 52,394 1. โปรงฟา (Asparagus fern) 636,266 27,046 653,398 2. หมากผูหมากเมีย (Cordyling) 145,942 44,352 40,515 3. เฟร น (Fern) 1,210,764 4. เตย (Pandanus) 85,414 5. โกสน (Croton) 31,430 ที่มา : กองควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ตารางท่ี 5 แสดงปริมาณการสงออกใบไมประดับ ชวงมกราคม-กรกฏาคม 2532 ชนิด ปริมาณ (ใบ) มูลคา (บาท) 1. โปรงฟา (Asparagus fern) 535,201 530,935 2. หมากผูหมากเมีย (Cordyling) 36,915 4,103 3. เฟร น (Fern) 2,456,981 1,070,489 4. เตย (Pandanus) 205,533 46,538 ที่มา : กองควบคุมพืชและวัสดุทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร สําหรบั ไมต ดั ใบนน้ั การผลิตในประเทศไทยยังไมแพรหลายเทาที่ควร ไมต ดั ใบทน่ี ยิ ม ปลูกกันมีอยูไมก่ีชนิดเทานั้น และก็มีการผลิตอยูในเขตกรุงเทพมหานครและรอบๆเทานั้น ในตาง จังหวัดยังไมแพรหลานนัก ไมต ดั ใบทน่ี ยิ มปลกู ไดแก โปรงฟา ปรกิ หมากเหลอื งไมต ดั ใบชนดิ อน่ื เชน ใบหมากผหู มากเมยี ใบดิฟเฟนบาเกีย ใบโกสน ใบแกว กเ็ ปน ผลพลอยไดจ ากการปลกู ตามหวั รอ ง ปลายรองสวนเทาน้นั ยังไมม ีการปลูกอยา งจรงิ จัง ซง่ึ ไมต ดั ใบเหลา นน้ั ในตา งประเทศมกี ารปลกู เปน การ คาเพื่อตดั ใบจาํ หนายโดยเฉพาะ เชน ในฮาวายมกี ารปลกู ใบหมากผหู มากเมยี ตดั ใบขาย นอกจากนก้ี ม็ ี พืชตระกูลเฟรน เชน เฟรนใบมะขามท่ีเกษตรกรในบานเรานิยมปลูกใตรังกลวยไม สําหรับเฟรน นาคราช และเฟรนใบหนัง ซ่ึงตลาดตอ งการมากทง้ั ในและนอกประเทศนน้ั ยงั มกี ารปลกู เลย้ี งกนั นอ ย มาก จะเหน็ ไดจ ากขอ มลู ของ ITC วาไมตดั ใบทน่ี ยิ มและมมี ลู คา ซอ้ื ขายกนั มาก ไดแก เฟร น ใบหนงั (Leather leaf fern) ซึ่งแหลงผลิตใหญอยูที่ฟลอริดา อเมรกิ า ใบปาลม ไผ (Chamaedorea palm leaf) มาจากเม็กซิโก ใบยคู าลปิ ตสั (Eucalyptus) จากอติ าลี ฝรง่ั เศส ใบโปรง ฟา (Asparagus plumosus) จากเคนยาและอสิ ราเอล เปน ตน ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 7 ชนดิ ไมป ระดับที่เหมาะสมสาํ หรับผลิตเพื่อการคา ! ดราเซยี นา ชื่อสามัญ (Common name) Dracaena ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Dracaena sp. วงศ (Family) Liliaceae ลักษณะทั่วไป Dracaena เปนพันธุไมประดับที่มีถิ่นกาํ เนดิ อยใู นอเมรกิ ารเขตรอ น, แอฟริกา และ ประเทศเขตรอนในทวปี เอเชีย แมใ นปา เมอื งไทยทม่ี คี วามชน้ื สงู มฝี นตกกม็ ขี น้ึ อยทู ว่ั ไปตามธรรมชาติ เชน ในแถบจังหวดั จนั ทบรุ แี ละจังหวดั ในภาคใต Dracaena มอี ยปู ระมาณ 40 กวา ชนดิ (species) และมีหลายพนั ธุ (varieties) ดว ย กันโดยมีลักษณะทรงตน สสี นั ทใ่ี บแตกตา งกนั บางชนดิ มลี ําตน ตง้ั ตรงและมใี บแตกออกรอบๆ ตน ไมม ี ก่ิงหรือแขนง บางชนดิ กม็ กี ง่ิ กา นแตกแขนงเหมอื นพนั ธไุ มอ น่ื ๆ ทั่วๆ ไป ใบเลก็ ยาวปลายแหลมกม็ ี ใบ กวางและยาวปลายมนก็มี บางชนิดมีใบคลายใบไมธรรมดา บางชนิดมีลําตนเปน หนอ ใหญอ ยใู ตด นิ เรียกวา “Toes” และใชส ว นนข้ี ยายพนั ธุ การปลกู และการดแู ลรกั ษา Dracaena เปนไมปลูกเล้ียงงาย ไมเ ลอื กดนิ ปลกู วสั ดทุ ใ่ี ชป ลกู ตอ งมกี ารระบายนา้ํ ดี ความชื้นสูง น้ําไมขงั บางชนดิ ตดั ลาํ ตน เปน ทอ นแชน า้ํ เพยี งเลก็ นอ ยกเ็ จรญิ เตบิ โตอยไู ดไ มต าย เชน วาสนา เปน ตน โดยปกติเปนไมชอบแสงแดดเพียงราํ ไร ชอบนาํ้ มาก การขยายพนั ธุ นยิ มใชก ารปก ชํา วาสนา (Dracaena fragrans ‘massageana’) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 8 วาสนาดาง (Dracaena fragrans ‘Victoriae’) เขม็ สามสี (Dracaena marginata ‘Tricolor’) กวนอมิ ดา ง (D. Sanderiana ‘Gold’) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 9 เขม็ สามสี (D. marginata) ในตลาดประมูลตางประเทศ ออ ลาย (D. Sanderiana) ซองออฟอนิ เดีย (Plomele reflexa ‘Varigatum’) พันธุไมท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Dracaena fragrans วาสนา ลักษณะทั่วไป Dracaena fragrans เปนวาสนาขนาดใหญที่มีถิ่นกําเนิดอยูในประเทศไนจีเรียและ เอธิโอเปย ลาํ ตน อาจสงู ไดถ งึ 5-6 เมตร ลาํ ตน แกส นี า้ํ ตาลออ น กา นใบสน้ั โคนกา นใบเปน กาบตดิ ลําตน แตกใบออนตรงสวนยอดของลําตนหมุนเวียนรอบลําตนเปนพุมกลม ลักษณะใบคอนขางยาว ใบโคง ปลายใบลงสพู น้ื ดนิ พน้ื ใบสเี ขยี วเขม ตลอด การปลกู และการดแู ลรกั ษา D. fragrans เจริญเตบิ โตไดใ นดนิ แทบทกุ ชนดิ ชอบนาํ้ มาก เลย้ี งไดใ นทม่ี แี สงแดดจดั หรือจะปลูกในที่รม นิยมใชปลูกลงดินประดับนอกอาคารและปลูกลงกระถางประดับภายในอาคาร หากจะนํา D. fragrans ท่ีมีพุมทรงสวยงามหลายยอดใหเ หลอื ตน ตอเพยี งตน เดยี วแลว นยิ มตดั สว นยอด ออกเสียใหเ หลอื แตต น ไว ไมชาก็จะแตกยอดใหมจากตอเดิม 2-3 ยอด เลี้ยงไวสักพักก็จะไดพุมทึบ สวยงาม การขยายพนั ธุ โดยการชาํ สว นยอดของลาํ ตน หรอื ชาํ สว นทอ นพนั ธทุ ต่ี ดั เปน ทอ นๆ ก็ได ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 10 2. Dracaena fragrans ‘massangeana’ ลักษณะทั่วไป เปนวาสนาทม่ี ขี นาดใหญ มถี น่ิ กาํ เนดิ อยใู นแอฟรกิ า ลาํ ตน อาจสงู ไดถ งึ 6 เมตร ลาํ ตน แกที่ทิ้งใบแลวสีนาํ้ ตาลออ น กา นใบสน้ั โคนกา นใบเปน กาบประกอบตดั ลาํ ตน แตกใบออ นตรงสว นยอด เวียนเปนพุมกลม ลกั ษณะใบคอ นขา งยาว ปลายใบแหลม ใบโคง พน้ื ใบสเี ขยี วมลี ายสเี หลอื งพาดทบั กลางใบไปตามความยาวของใบ เปน ไมท ม่ี ดี อกหอมฉนุ สง กลน่ิ หอมระยะไกล ดอกเปนชอใหญ กา นดอก ยาวประกอบดว ยดอกขนาดเลก็ สเี หลอื งออ นเปน จาํ นวนมาก D. fragrans ‘massangeana’ เปนไมท่ีไดรับความนิยมและเปนท่ีรูจักกันอยาง กวางขวางในประเทศไทย นอกจากจะใชเ ปน ไมก ลางแจง ประดบั ภายนอกอาคารแลว ยงั นยิ มใชป ระโยชน ในการวางประดับภายในไดอยางดีอีกดวย สามารถปลูกลงกระถางหรือลงดินแลวยังนิยมตัดสวนของ ลําตน (ตอ) วางแชน า้ํ ในภาชนะทรงตน้ื วาสนากส็ ามารถแตกเปน ลาํ ตน และเจรญิ เตบิ โตได จดั เปน ไม ประดับภายในขนาดเลก็ กะทัดรดั และนา รกั การปลกู และการดแู ลรกั ษา วาสนาข้ึนงายในดนิ ทุกชนดิ เปน ไมช อบนา้ํ จงึ เจรญิ เตบิ โตไดร วดเรว็ ถา ปลกู เลย้ี งบรเิ วณ ชายนํ้าท่ัวไป หากปลูกลงกระถางควรเปนดินปนทราย และมีอินทรียวัตถุมากๆ โดยปกติเปนไม กลางแจงแตส ามารถเลย้ี งในทแ่ี สงแดดราํ ไรหรอื ทร่ี ม พอมแี สงสวา งเขา ถงึ ตลอดทง้ั วนั ได การขยายพนั ธุ การขยายพันธุดวยการชํายอดและชาํ สว นของลําตน จดั เปน ทข่ี ยายพนั ธงุ า ยตน หนง่ึ 3. Dracaena marginata ‘Tricolor’ เข็มสามสี ลักษณะทั่วไป เปนไมที่เกิดจากการกลายพันธุในประเทศญ่ีปุน และนําไปขยายและแพรพันธุใน ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมอ่ื ป 1973 ลาํ ตน แกผ วิ จะเปน สนี า้ํ ตาลออ น แตกกง่ิ แขนงตามสว นขอ ของ ลําตน ชว งใบถ่ี แตกใบออ นตรงสว นยอด ลกั ษณะใบแคบยาว ปลายใบแหลม ใบมสี ี 3 สคี อื สีเขียว สีครีมหรือเหลืองออนและสีแดง แตละสีมีลักษณะเปนสายไปตามความยาวของใบ หากเลย้ี งในทท่ี ี่มี แสงแดดจัด สีบนใบจะสดในสวยงามมาก ไมนิยมใชเปนไมประดับภายใน สวนมากใชปลูกประดับ ภายนอกอาคาร การปลกู และการดแู ลรกั ษา เปนไมท ช่ี อบดนิ รว นหรอื ดนิ ปนทราย ตอ งการนา้ํ มาก ปลูกที่มีแสงแดดจัด การขยายพนั ธุ ดว ยการชาํ ยอดหรอื สว นของลําตน 4. Dracaena sanderiana “ออลาย” ลักษณะทั่วไป ถิ่นกําเนิดอยูในประเทศคาเมรูนและคองโก เปน ไมท ม่ี ลี าํ ตน เปน ขอ ลกั ษณะใบแคบ เรียวยาว ปลายใบแหลม กา นใบเปน กาบหมุ อยกู บั ลําตน แตกใบออ นตรงสว นยอดเจรญิ เปน ใบแกเ วยี น ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 11 รอบลําตน พื้นใบสีเขียวดางขาวเปนทางตามความยาวของใบ เปนไมประดับไดท้ังไมกระถางและ ลงแปลงประดบั นอกอาคาร การปลกู และการดแู ลรกั ษา เจริญเติบโตไดด ใี นดนิ ปนทราย ตอ งการนา้ํ มาก แตไมถึงกับแฉะ เครอ่ื งปลกู ควรระบาย น้ําดี ชอบแสงแดด ไมชอบที่รม ความชน้ื ปานกลาง การขยายพนั ธุ ดว ยการชาํ ยอดหรือชาํ สว นของลําตน ตลาดในประเทศ วาสนาในบานเรามกั จะขน้ึ อยตู ามปา แถวภาคตะวนั ออก ที่ จ.ปราจนี บรุ ี และภาคเหนือ แถว จ.ลาํ ปาง สว นมากจะเปน พนั ธุ Dracaena fragrans ‘Massangeana’ สวนพนั ธุ D. fragrans มักจะ ขึ้นอยูในปาภาคใตแถว จ.สรุ าษฎรธ านี นครศรธี รรมราช การรบั ซอ้ื ตน พนั ธวุ าสนาสว นมากจะนํามา จาก จ.ปราจนี บรุ ี เนอ่ื งจากประหยดั คา ขนสง กวา แหลง อน่ื ๆ ลกั ษณะชน้ิ สว นทน่ี าํ มาจะเปน ตน พนั ธทุ ง้ั ตนบรรทุกใสรถ 6 ลอ มาสง ตลาดพอ คา คนกลางทก่ี รงุ เทพฯ จากนน้ั จงึ มาตดั เปน ทอ นพนั ธุ นาํ มาปลกู เล้ียงทําเปนไมต อขนาดตา งๆ ความตอ งการใชป ระโยชนส ว นมากจะนยิ มใชเ ปน ไมป ระดบั ภายในอาคาร และนอกอาคารไดด ี วาสนาทง้ั 2 ชนดิ นเ้ี ปน ทต่ี อ งการของตลาดมาก สาํ หรบั พวกเขม็ สามสี D. marginata จะใชเ ปน ไมป ระดบั นอกอาคาร เหมาะสําหรับใช จัดสวนตกแตงสถานที่ ปรมิ าณการใชภ ายในประเทศไมค อ ยมากนกั การผลติ ของเกษตรกรเปน ลกั ษณะ ผูผลิตรายยอย อยแู ถบบางกรวย ตลง่ิ ชนั แตม บี างรายผลติ เพอ่ื สง ตา งประเทศโดยเฉพาะ ซง่ึ แหลง ผลติ อยูที่ออมนอย สมทุ รสาคร และคลอง 6 รงั สติ ปทมุ ธานี การซอ้ื ขายในประเทศจะเปน ไมก ระถางขนาด 8-10 นว้ิ ราคาคอ นขา งสงู สวนไมป ระดบั พวกออ ลาย D. sanderiana และกวนอมิ ดา ง D. sanderiana ‘Gold’ มีแหลงผลติ ปรมิ าณมากอยแู ถบบางบําหรุ กทม. คลอง 6 รงั สติ ปทมุ ธานี แตก ารใชภ ายในประเทศมไี ม มากนัก สวนมากจะสงไปจาํ หนายตางประเทศ เนอ่ื งจากความตอ งการของตา งประเทศยงั สงู อยู ตลาดตา งประเทศ ลักษณะความตอ งการของตลาดตา งประเทศ การสงวาสนา พันธุที่นิยมสงไดแก Dracaena fragans, Dracaena fragans ‘massangeana’, Dracaena fragans ‘Victoriae’ ตลาดรับซื้อสวนมากจะอยูในประเทศญ่ีปุน, ซาอดุ อิ าราเบยี ในตลาดประเทศซาอุดิอาราเบียนิยมทอนพันธุ 3 ขนาดคือ ขนาดความยาว 30-60-90 เซนตเิ มตร เสน ผา ศนู ยก ลางขนาด 1 ½-2 น้ิว ลกั ษณะการสง เปน ทอ นตอ งมรี ากออก และมีตุมตาแตกหนอ 2-3 ตา การสง ตอ งทาํ การลา งรากและปอ งกนั เสยี หายจากการขนสง ตอ งหมุ สว น หัวทอนพันธุดวยกระดาษ แลวจึงเรียงสลับหัวทายลงในกลองกระดาษขนาด 1.2x.70x.50 เมตร ชองวางระหวา งทอ นพนั ธอุ าจจะใสว สั ดปุ อ งกนั การชา้ํ เชน เศษกระดาษ การขนสง ทางเครอ่ื งบนิ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 12 ตลาดประเทศญี่ปุน นยิ มทอ นพนั ธุ 3 ขนาดเชน เดยี วกบั ตลาดซาอดุ อิ าราเบยี แตทอน พันธุไมมีราก การสงทอนจะตองหุมหัวทายดวยขี้ผึ้ง เพอ่ื ปอ งกนั ความชน้ื และปอ งกนั ทอ นพนั ธเุ สยี หาย ทอนพนั ธจุ ะบรรจใุ นตู Contianer ขนาด 20x10x15 ฟุต ขนสง โดยทางเรอื การสง ออกไมป ระดบั ชนดิ Dracaena sanderiana พันธุที่นิยมสงไดแก กวนอมิ ดา ง (Dracaena sanderiana ‘Gold’) ประเทศที่รับซื้อไดแก ประเทศญี่ปุน ลกั ษณะการสง จะเปน ทอ นพนั ธุ ลางราก ขนาด 10-15 เซนตเิ มตร และขนาด 70 เซนตเิ มตร ปจ จบุ นั เปน ทต่ี อ งการของตลาดมาก การสง ไมป ระดบั ชนดิ Dracaena marginata พันธุที่นิยมสงไดแก เขม็ แดงใบออ น (Sunset) เข็มสองสี (Bicolor) เข็มสามสี (Tricolor) ประเทศที่รับซื้อไดแก ประเทศญี่ปุน ลักษณะการชาํ จะเปนทอ นพนั ธหุ รอื ทอ นพนั ธลุ า งราก ขนาด 20-25 เซนตเิ มตร ! ซองออฟอินเดีย ชื่อสามัญ (Common name) Song of India ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Pleomele reflexa ‘Variegatum’ วงศ (Family) Liliaceae ลักษณะทั่วไป ซองออฟอนิ เดยี หรอื Pleomele reflexa ‘variegatum’ จัดเปน ไมกอขนาดกลาง มถี น่ิ กําเนิดอยูในอนิ เดยี ตอนใตแ ละศรลี งั กา ลาํ ตน กลม สนี า้ํ ตาลออ น แตกแขนงตามขอ และแตกหนอ จาก โคนของลําตน ชว งใบถ่ี แตกใบออ นตรงสว นยอด แขนงใบเวยี นรอบลาํ ตน กา นใบสน้ั มลี กั ษณะเปน กาบ หุมลําตน ใบแคบ กวา งประมาณ 1-1.5 นว้ิ ความยาวของใบประมาณ 6-8 นว้ิ ปลายใบเรยี ว แหลม ริมใบดางสีเหลือง สว นกลางของใบสเี ขยี ว ซองออฟอนิ เดยี เปน ไมป ระดบั ทม่ี ลี กั ษณะสวยงามมาก นยิ ม ใชเปนไมป ระดบั นอกอาคาร ไมน ยิ มใชป ระดบั ภายใน การปลกู และการดแู ลรกั ษา ซองออฟอินเดีย ชอบดินปนทรายหรือดินรวนซุย การเจริญเติบโตชา ชอบนํ้ามาก ตองการแสงแดดจดั ตลอดวนั หากเลย้ี งในทร่ี ม สใี บจะไมส ดและทง้ิ ใบงา ย การขยายพนั ธุ โดยวธิ กี ารตอนและชาํ ตลาดตา งประเทศ การสงออกไมประดับ สกุล Pleomele ตลาดตางประเทศนิยม 2 ชนิดคือ ซองออฟอนิ เดยี (Pleomele reflexa ‘variegatum’ (Song of India)) และซองออฟจาไมกา (Pleomele reflexa ‘Green’ (Song of Jamica)) การสงออกจะเปน ทอ นพนั ธลุ า งราก ขนาด 20 เซนตเิ มตร ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 13 ! หมากผหู มากเมีย ชื่อสามัญ (Common name) Cordyline ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Cordyline sp. วงศ (Family) Agavaceae ลักษณะทั่วไป หมากผูหมากเมียมถี น่ิ กําเนดิ ในเขตรอ น เชน อนิ เดยี , ไทย, มาเลเซยี , บราซลิ , ออสเตรเลียและนิวซีแลนด เปน ไมใ บทม่ี สี สี นั งดงามมาก และเปน ไมป ระดบั ตน หนง่ึ ทม่ี คี วามงามและ นิยมกันมาก ในเมอื งไทยเราพบหมากเมยี ปลกู เปน ไมป ระดบั กนั อยทู ว่ั ๆ ไป นอกจากจะมคี ณุ สมบตั ใิ น ความงามแลว ยังขยายพันธุและปลูกไดงายๆ จงึ นยิ มปลกู กนั เปน ไมป ระดบั ทว่ั ๆ ไป ทง้ั ทป่ี ลกู ลงดนิ และ ปลูกเปนไมกระถาง ลักษณะของหมากผูหมายเมียน้ันคลายกับพันธุไมพวก Dracaena ในทาง พฤกษศาสตรน้ันดอกของหมากผูหมากเมียมีขนาดดอกเลก็ วาดอกของพวก Dracaena และรงั ไขข อง หมากผหู มากเมยี กต็ า งกนั กบั ของ Dracaena คือ รังไขห มากผูหมากเมยี นนั้ ประกอบดวยไขห ลายฟอง หรือเม่ือเกดิ เปน เมลด็ มหี ลายเมลด็ สว นของ Dracaena มีรังไขที่มีไขฟองเดียว เมอ่ื เกดิ เปน เมลด็ กม็ ี เมล็ดเดยี วในรงั ไขห นง่ึ รงั ไข หมากผูหมากเมยี ทง้ั ชนดิ ทเ่ี ปน ตน ไมแ ละเปน ไมพ มุ สว นมากมลี ําตน เดย่ี ว แตบ างชนดิ บางพันธุหรือบางโอกาสก็แตกก่ิงแตกแขนงออกจากตนเดิมก็ไดใบจะแตกออกที่ยอดของลําตน หรอื ยอด ก่ิงท่ีแตกออก บางชนดิ มลี ําตน 35-40 ฟุต ใบมสี สี นั ตา งๆ กัน ตั้งแตสีเขียวแก สเี ขยี วออ น สีชมพู สีแดง สีกุหลาบ หรือลายๆ สรี วมกนั ในใบเดยี ว เชนพวกที่เรียกวาสามสี ดอกไมส วยงามเปน ชอ ดอกมี ขนาดเลก็ ๆ สีชมพู หรอื สขี าว การปลกู และการดแู ลรกั ษา หมากผูหมากเมยี ชอบดนิ ทม่ี อี าหารพชื มากๆ มีพวกอินทรียวัตถุสูง และมคี วามชน้ื สงู ดวย บางชนดิ ไมช อบแสงแดดจดั จะเจรญิ เตบิ โตไดด ใี นทร่ี ม ราํ ไร แตก ม็ หี ลายชนดิ ทช่ี อบขน้ึ ในทก่ี ลาง แจงถูกแสงแดดโดยตรง บางชนิดถูกแสงแดดโดยตรงจะทาํ ใหใบไหมเ ปน วงกลมหรอื ปลายใบไหม หมาก ผูหมากเมียสวนมากที่มีสีเขียว จะทนแดดไดดีกวาพวกที่มีสีสันมากๆ ในการปลูกหมากผูหมากเมียในกระถางน้ัน ดินปลูกควรมีสวนผสมระหวางดินรวน อยางดี 3 สวน ใบไมผุหรือปุยหมัก 2 สวน ทรายหยาบหรอื อฐิ ขนาดเลก็ 2 สวน ปุยคอกที่แหงดีแลว 1 สวน ในปที่ 2 หลงั จากทป่ี ลกู ในกระถางแลว ถาหากรากแตกจากลําตน เหนอื ดนิ ใหเ ตมิ ดนิ รว นลงใน กระถางอกี เพอ่ื ปด รากหรอื กลบโคนตน หมากผูหมากเมยี สว นมากมลี ําตน สงู ชลดู และมีหมากผูห มากเมียหลายชนิดทีม่ ีลําตน สูงชลูดและลําตนไมแข็งแรงพอท่ีจะตานทานนํ้าหนักของใบทย่ี อดได จะทาํ ใหตน ออ นโนม ลงอาจทาํ ให ตนหรือกิ่งหักได จงึ ควรมหี ลกั ไมป ก มดั ผกู ยดึ ลาํ ตน ใหต ง้ั ตรงไวด ว ย สวนการดูแลอื่นๆ เชน การใหน า้ํ และโรคแมลงคงเหมอื นพนั ธไุ มท ว่ั ๆ ไป ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 14 การขยายพนั ธุ หมากผูหมากเมียขยายพันธุไดงายโดยการปกชาํ กิ่ง หรอื ตอนยอด นาน 2-3 อาทิตยก็ ออกราก ตาอยรู อบๆ ตน และรอบกง่ิ ถาใชกิ่งปกชํา ใหต ดั ตน หรอื กง่ิ เปน ทอ นยาวประมาณ 3-5 นว้ิ ปก ลงในกระบะชาํ ทรายหรือขี้เถาแกลบก็ได ถาหากจะใชวิธีขยายพันธุ โดยการแบงกอก็อาจทาํ ได ถาหาก ปลูกในกระถางมีหนอแตกข้ึนมาจากโคนตน ใตด นิ เมอ่ื เปลย่ี นกระถางใหมอ าจใชม ดี คมๆ ตดั โคนตน ใต ดินใหหนอใหมม รี ากตดิ มาดว ยนําไปปลูกกไ็ ด การขยายพันธุดวยเมล็ดทาํ กนั ในเมอ่ื ตอ งการลกู ผสมใน การผสมพนั ธเุ ทา นน้ั พันธุไ มท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Cordyline fruticosa ‘Kiwi’ เพชรไพลนิ ลักษณะทั่วไป หมากผูหมากเมยี พนั ธนุ ม้ี ลี กั ษณะใบเปน รปู ใบพายขนาดเลก็ ยาวไมเกิน 1 ฟุต กวาง ไมเกิน 3 นว้ิ แผนใบตึงเรียบ สใี บมแี ถบสชี มพอู อ น ชมพูแก สเี หลอื งออ นสอดสลบั เปน รว้ิ บนพน้ื ใบ สีเขียว แถบสีแตละสมี ขี นาดไมเ ทา กนั การเรยี งตวั ของใบ กา นใบชดิ แนน ชแู ผน ใบตง้ั และจะคอ ยงมุ ลง เมื่ออายุมากขึ้น ลาํ ตน มขี อ ปลอ งถ่ี ขนาดเลก็ กวา 1 นว้ิ 2. Cordyline terminalis ‘Amabilis’ เพชรชมพู ลักษณะทั่วไป หมากผูหมากเมียชนิดน้ีมีลักษณะใบเปนรูปใบพายขนาดใหญ มีความหนา ผิวเน้ือ ละเอียด เรียบเปน มนั กวา งเกนิ กวา 8 นว้ิ ยาวเกิน 2 ฟุต สขี องใบฉาบเคลอื บดว ยสเี ทาออ นรมิ ขอบใบ ขลิบดวยสีงาชางจากฐานใบเปนแถบยาว ซง่ึ บางครง้ั กย็ าวตลอดขอบรมิ ใบ การเรยี งตวั ของใบ กา นใบ เบียดชิดลําตน เรียงตัวแบบบันไดเวียน มีสายสีชมพู ขาวนวล ฟา ออ น เปน รว้ิ ละเอยี ดบนกา นใบ โดยตลอด ลาํ ตน มขี นาดโตเกนิ 1 นว้ิ ตลาดในประเทศ หมากผูหมากเมียเปนไมประดับท่ีมีการผลิตเพื่อใชประดับนอกอาคารและเหมาะ สําหรับเปนไมจดั สวน การผลติ ของเกษตรกรเปน ลกั ษณะผผู ลติ รายยอ ยอยแู ถบบางกรวย, ตลง่ิ ชนั การ ซ้ือขายสวนมากจะเปน ไมก ระถางขนาด 10 นว้ิ ราคาขายปลกี กระถางละ 10-15 บาท พนั ธทุ น่ี ยิ มปลกู ไดแก เพชรไพลิน Cordyline fruticosa ‘kiwi’ เพชรชมพู C. terminalis ‘Amabilis’ และเพชรนา้ํ หนง่ึ C. fruticosa ‘Prins Albert’ ตลาดตา งประเทศ การสงหมากผูหมากเมีย พันธุที่นิยมสงไดแก เพชรชมพู Cordyline terminalis ‘Amabilis’ และ เพชรไพลิน Cordyling fruticosa ‘kiwi’ ประเทศทร่ี บั ซอ้ื สวนมากจะเปน แถบเอเชยี ซง่ึ ได แก ญี่ปุน ไตหวัน ฮอ งกง บรูไน และออสเตรเลยี ลกั ษณะการสง จะเปน ตน พนั ธลุ า งราก และทอ นพนั ธุ ขนาด 30 เซนตเิ มตร ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 15 ! ดิฟเฟนบาเกีย ชื่อสามัญ (Common name) Dieffenbachia ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Dieffenbachia sp. วงศ (Family) Araceae ลักษณะทั่วไป Dieffenbachia มีถิ่นกําเนดิ แถบประเทศในเขตรอ นทว่ั ๆ ไปในอเมรกิ าใตแ ละหมเู กาะ อนิ ดสี ตะวนั ตก คาํ วา Dieffenbachia เปน ชอ่ื ทไ่ี ดร บั เกยี รตมิ ากจาก J-F Dieffenbach นักพฤกษศาสตร ชาวเยอรมัน Dieffenbachia เปนไมท่ีนิยมปลกู เปน ไมก ระถางกนั มากทว่ั ไปในเขตรอ น ใชประดับภายใน อาคารและนอกอาคาร เปน พนั ธไุ มป ระดบั ทไ่ี ดร บั ความนยิ มในประเทศไทยในปจ จบุ นั Dieffenbachia สวนมากชอบขึ้นในที่รม เราจงึ ถอื เปน ไมใ นรม ลักษณะของตน เปน ไมก อ อวบนา้ํ ไมม เี นอ้ื ไม ลาํ ตน กลม สงู ประมาณ 4 ฟุต ใบใหญ เปนใบเด่ียว มจี ดุ หรอื มสี สี นั สลบั เปน ลายขาวครมี บนพน้ื ใบสเี ขยี ว มกี าบใบหอ หมุ ลําตน อยู การปลกู และการดแู ลรกั ษา การปลูกพวก Dieffenbachia ไมชอบแดดจัด ตองการดินท่ีมีอินทรียวัตถุมากๆ โดยเฉพาะดินที่ปลูก Dieffenbachia ในกระถางควรมีพวกปุยหมักและปุยคอกมากๆ พรอ มดว ยการ ระบายนํ้าตอ งดพี อ และควรเกบ็ ความชน้ื ได ไมข งั น้าํ จนเกนิ ไป ในหนาหนาวตองรดนา้ํ นอ ยลงเพราะ อาจจะเกดิ เชอ้ื ราทม่ี ากบั ความหนาวได การขยายพนั ธุ วิธีท่ีงายและนยิ มกันมาก คือการปกชาํ ตน โดยตดั ลําตน ทแ่ี กม าตดั เปน ทอ นๆ ยาว ประมาณ 2 น้ิว ใหม ตี าตดิ มาดว ยทกุ ทอ นทต่ี ดั ออก เคลด็ ลบั ในการขยายพนั ธคุ อื ทอ นพนั ธตุ อ งสะอาด ใชเคร่ืองมือหรอื มดี ทม่ี คี วามคม แลว การตดั เมอ่ื ตดั แลว ควรทง้ิ ไวร าว 2 ชม. เพื่อใหยางแหงสมานแผล การปก ชาํ ควรรดนา้ํ ยาจาํ พวกกําจดั เชอ้ื รา (fungicide) วิธีการปกชําแบบตามแนวนอน ใหทอนพันธุจมลงในกระบะทรายหรือข้ีเถาแกลบ ประมาณคร่ึงหน่ึงของความสงู ของทอ นพนั ธุ เมอ่ื ทอ นพนั ธแุ ตกออกเปน ใบประมาณ 2 ใบ แลวจึงแยก ปลูกในดินหรือในกระถางตอไป สวนการขยายพันธุอีกวิธีหนึ่งที่จะทาํ ใหไ ดต น ทง่ี ามและโตเรว็ กค็ อื การ ตอนยอด เม่ือรากงอกดแี ลว กต็ ดั ยอดมาปลกู ในกระถางไดเ ลย พันธุไมท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Dieffenbachia amoena “ Giant Dumbcane” ลักษณะทั่วไป จัดเปน Dieffenbachia ขนาดใหญตนหนึ่ง ถน่ิ กาํ เนดิ อยใู นประเทศโคลมั เบยี ลาํ ตน อวบ อวน เสน ผา ศนู ยก ลางประมาณ 2 ½ นว้ิ ถงึ 3 นว้ิ ตนทเ่ี จรญิ เต็มที่อาจจะสูงได 1.5 เมตร ถงึ 2 เมตร ใบยาว 20-22 นว้ิ ความกวา งของใบประมาณ 10 นว้ิ รปู ใบยาว มลี กั ษณะเหมอื นใบพาย โคนใบมน ปลายใบมนแหลม พื้นใบสีเขียว มลี ายสขี าวเรม่ิ จากแนวเสน กลางใบออกไปทางรมิ ใบสองขา ง ลายไม ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 16 เปนระเบียบและไมติดตอกัน เปน ปน ชดั เจนวา เปน ลายขาวสลบั พน้ื ใบสเี ขยี วไปตลอดทง้ั ใบ กา นใบยาว ใชเปนไมตกแตง ภายในไดด ี เพราะเปน ไมใ บหนาและมลี าํ ตน แขง็ แรงหรอื จะใชป ลกู ลงดนิ ตกแตง บรเิ วณ ภายนอกอาคาร สว นท่ีไมไดรับแสงจดั นักกไ็ ด 2. Dieffenbachia amoena “Tropic snow” ลักษณะทั่วไป เปน Dieffenbachia ท่ีมีขนาดใหญอ กี ตน หนง่ึ พอๆ กับ Dieffenbachia amoena ทั้ง ลักษณะลาํ ตน และขนาดของใบผดิ กนั แตท ก่ี า นของ “Tropic snow” สั้นกวา ลกั ษณะรปู ใบสน้ั และปอ ม กวาเสนใบเปนรอ งเนน แผน ใบดเู ปน รว้ิ ๆ พื้นใบสีเขียว มลี ายขาวเปน ปน ขนานไปกบั แนวเสน กลางใบทง้ั สองดา น ซึ่ง D. amoena “Tropic Snow” มองดูรอบๆ ทง้ั ใบ จะมสี ว นทเ่ี ปน สขี าวอยตู รงสว นกลางใบ มากกวา D. amoena ตลาดในประเทศ Diffenbachia ตลาดภายในประเทศยังมีความนิยมอยูมาก โดยเฉพาะพันธุ Dieffenbachia amoena ‘Tropic Snow’ และ D. amoena ‘Snow drop’ โดยใชเ ปน ไมป ระดบั ในอาคารท่ี ดีตนหน่ึง แตการผลิตของเกษตรกรยังขาดความสมํ่าเสมอของขนาด ถามีการปรับปรุงการผลิตใหมี ขนาดท่ีสม่ําเสมอความตองการของตลาดจะเพมิ่ มากขึ้น สว นมากเกษตรกรจะปลกู ไมช นดิ นล้ี งกระถาง ขนาด 10-12 นว้ิ ซง่ึ นบั วา เหมาะสมและเปน ทต่ี อ งการของตลาด ราคาจาํ หนา ยจดั วา เปน ไมท ร่ี าคาดี การผลติ กอ็ ยแู ถวบางกรวย บางบําหรุ ตลง่ิ ชนั บางใหญ คลอง 6 ปทมุ ธานี ตลาดตา งประเทศ การสง ออกไมป ระดบั สกลุ ดฟิ เฟนบาเกยี Dieffenbachia ตลาดตา งประเทศนยิ มพันธุ คอื D. amoena ‘Tropic snow’ D. amoena ‘Snow drop’ ประเทศไทยสง ออกไมป ระดบั สกลุ นไ้ี ป จําหนายที่ประเทศญี่ปุนและประเทศเนเธอรแลนด ลกั ษณะการสง ออกจะเปน ตน พนั ธลุ า งรากขนาดตน พันธุความสูง 30-50 เซนตเิ มตร กอ นสง ตอ งงดการใหน า้ํ 1 วัน เนอ่ื งจากใหน า้ํ จะทาํ ใหใ บสดเปราะ และหกั งา ย สว นรากจะหมุ ดว ยขุยมะพราว หมากผหู มากเมยี ดฟิ เฟนบาเกีย (Cordyline terminalis) (Dieffenbachia amoena ‘Snow drop’) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 17 สภาพการปลูก Dieffenbachia ในโรงเรอื น ดฟิ เฟนบาเกีย อโกลนมี า (Diffenbachia amoena ‘Tropic snow’) (Aglaonema crispum “”Silver Queen) ไทร (Ficus benjamina) อโกลนมี า (Aglaonema nitidum ‘Varigatum’) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 18 ! อโกลมีนา ชื่อสามัญ (Common name) Chinese evergreen ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Aglaonema sp. วงศ (Family) Araceae ลักษณะทั่วไป Aglaonema หรือไมสกลุ เขียวหม่นื ป มถี น่ิ กาํ เนดิ กระจดั กระจายอยตู ามประเทศตา งๆใน ทวีปเอเชีย ตามปาท่ีมีฝนตกชุกและความช้ืนสูง ใชปลูกเปนไมกระถางในรมหรือปลูกลงแปลงในดนิ ตามรมตนไม ไมชอบแสงแดดโดยตรง ชอบที่รมชุมชื้น ในเมืองไทยมีไมสกุลนี้ขึ้นในปาอ่ืนทั่วไป Aglaonema เปนไมท ม่ี ลี กั ษณะคลา ยไมใ นสกลุ Dieffenbachina มาก แตม ขี นาดเลก็ กวา การเจรญิ เตบิ โตชา กวา มาก Aglaonema มีลําตนกลมตรง ขอ ถ่ี แตกใบออ นตรงสว นยอดของลาํ ตน ทลี ะใบ มบี าง ชนิดทอดลําตน เลอ้ื ยไปตามผวิ ดนิ แตกรากไดท กุ ขอ ของลําตน มกี า นใบยาว สว นทต่ี ดิ กบั ใบกลม สวนที่ ติดกับลําตน เปน กาบ รปู ใบคลา ยใบพาย แคบเรียวแหลม บางชนดิ ใบปอ มคลา ยใบโพธก์ิ ม็ ี พื้นใบสีเขียว เขม เปน มนั กวา พวก Dieffenbachia นอกจากใบจะเปนสเี ขยี วเขม แลว อาจมลี ายสแี ดง จดุ สขี าวบนใบบา ง ก็เปน ได ดอกของ Aglaonema เหมอื นกบั ดอกไมใ นตระกลู Arum ทั่วๆ ไป คอื เปน กาบหมุ ปลเี กสร ออกดอกเปนกลมุ สเี ขยี วออ นหรอื สขี าวอมเขยี ว ลาํ ตน เมอื่ ตดั ออกจะมยี างอาจจะทาํ ใหค นั ได แตความ รุนแรงนอ ยกวา Dieffenbachia การปลกู และการดแู ลรกั ษา Aglaonema เปนไมที่มีถิ่นกําเนดิ อยใู นเขตรอ น ตามปา ทม่ี ฝี นชกุ จงึ เปน ไมท ต่ี อ งการ ความชื้นในอากาศสูง ชอบอยใู นทร่ี ม หรอื ทม่ี แี ดดราํ ไรไมม ากชว่ั โมงนกั เครอ่ื งปลกู ควรเปน ดนิ รว น อาจ จะปนทรายหยาบ อิฐทุบ เศษถา นกอ นเลก็ ๆ เพื่อชวยใหการระบายนํ้าในกระถางดขี น้ึ ใบไมผุชวยให เครื่องปลูกเก็บความชุมชื้นไวไดดี จึงเหมาะที่จะใชเปนภายในนิยมทั้งปลูกประดับเพียงตนเด่ียวใน กระถางเล็กๆ หรอื จะปลกู รวมเปน กลมุ ใหญๆ กส็ วยงามเชน กนั หากใชเปนไมภายใน คอยระมดั ระวงั ให เคร่ืองปลูกชุมอยเู สมอ หากปลกู ประดบั นอกอาคารควรเปน ทท่ี ไ่ี มไ ดร บั แสงแดดจดั มากนกั การขยายพนั ธุ การขยายพนั ธนุ ยิ มใชก ารตดิ ยอดหรอื สว นของลําตน เปน ทอ น แลวนาํ ไปชาํ บางชนดิ แตกหนองาย การแยกหนอ จงึ เปน วธิ กี ารขยายพนั ธทุ ด่ี กี วา และไดผ ลแนน อนอกี วธิ หี นง่ึ พันธุไ มท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Aglaonema nitidum ‘Curtisii’ อโกลนีมาลายแตง ลักษณะทั่วไป อาโกลนีมาลายแตงมถี น่ิ กาํ เนดิ อยใู นมาเลเซยี ลกั ษณะในรปู ใบพาย ปลายแหลมโคน ใบสอบเขาหากา นใบ กา นใบยาว ชอ งใบถ่ี พื้นใบสีเขียว มลี ายสเี ทาเงนิ พาดเปน ทางเลก็ ๆ ไปตามแนว เสนใบ ลายถี่ ทง้ิ ชอ งวา งพน้ื ใบสเี ขยี วระหวา งลาย มคี วามกวา งกวา ลายเลก็ นอ ยมลี ายตลอดไป ไมท ง้ิ ใบ งาย อาโกลนมี า ลายแตงมลี กั ษณะใบและลายทใ่ี บสวยงาม เหมาะจะใชเ ปน ไมป ระดบั ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 19 การปลกู และการดแู ลรกั ษา อาโกลนีมาลายแตงเจริญเติบโตไดในดินแทบทุกชนิด หากปลูกลงกระถางเครอ่ื งปลกู ควรระบายน้ําไดด ี ควรเลย้ี งในทท่ี แ่ี ดดราํ ไร ไมชอบแสงแดดจัด ความชน้ื ในอากาศพอสมควร การขยายพนั ธุ โดยการตดั สว นยอดหรอื ลําตน ไปชาํ 2. Aglaonema crispum ‘Silver Queen’ ลักษณะทั่วไป เปน ไมล กู ผสมระหวา ง A. nitidum “Curtisii” A. pictum “Tricolor” เปน ไมท ม่ี ลี กั ษณะ ใบแคบ รูปใบยาว ปลายแหลม โคนใบคอ ยเรยี วสอบเขา หากา นใบ พน้ื ใบสเี ขยี วมลี ายสเี ทาเงนิ เปน แถบ กวางๆ ปายทบั ไปตามแนวเสน ใบ เวน ทว่ี า งระหวา งลายเปน พน้ื สเี ขยี วเพยี งเลก็ นอ ยความยาวของใบอาจ ถึง 15 นว้ิ ความกวา ง 2-5 นว้ิ หรอื มากกวา นเ้ี ลก็ นอ ย กา นใบสเี ขยี วเขม การปลกู และการดแู ลรกั ษา นิยมปลูกรวมกันหลายๆ ตนใหเ ปนกอใหญ เพอ่ื ใชเ ปน ไมป ระดบั เจรญิ งอกงามใน ดินรวนซุยที่มีอินทรียวัตถุบาง เครอ่ื งปลกู ควรเกบ็ ความชน้ื และระบายไดด ี ชอบทร่ี ม ถงึ แดดราํ ไร ไม ชอบแสงแดดจัด ความชน้ื ในอากาศพอสมควร การขยายพนั ธุ โดยการตดั ยอดหรอื สว นของลําตน ไปชาํ 3. Aglaonema nitidum ‘ Variegatum’ ล้ินกระทงิ ดา ง ลักษณะทั่วไป Aglaonema nitidum ‘ Variegatum’ จะมถี น่ิ กาํ เนดิ อยใู นประเทศใดไมป รากฏแนช ดั ไมตนนี้เปนตนที่ไดพบเห็นและเก็บนํามาขยายพันธุจากปาทางภาคใตของประเทศไทย เชน ปา บรเิ วณ เขาชอง จังหวดั ตรงั และปาในจังหวัดชุมพร และตะกั่วปา ในบริเวณที่พบมักจะพบ A. nitidum ขนาด ใหญที่ติดเมล็ดแลวรวมอยูดวยเปนจํานวนมากสันนิษฐานวาคงจะเกิดจากการกลายพันธุมาจาก A. nitidum เพราะลักษณะโดยทั่วไปกลาวคือ กา นใบยาว ใบรปู ใบพาย ปลายแหลม โคนใบสอบเลก็ นอ ย เขาหากานใบ ชอ งใบถ่ี กา นใบสว นทเ่ี ปน กาบสงู เกอื บชดิ โคนใบ พน้ื ใบสเี ขยี วเหลา นเ้ี ปน สว นทเ่ี หมอื น กันของ Aglaonema สองตนนี้ แตตน ลน้ิ กระทงิ ดา งมสี ว นทแ่ี ตกตา งกวา คอื มลี ายสเี ทาเงนิ ขนาดใหญ พาดทับไปตามแนวเสน กลางใบ เปนสวนแตกตางที่จะแยก Aglaonema ‘ล้ินกระทงิ ดา ง’ และ A. nitidum อยา งเดน ชดั การปลกู และการดแู ลรกั ษา A.nitidum ‘Variegatum’ ล้ินกระดา ง ใชเ ปน ไมป ระดบั ไดด เี ชน เดยี วกนั กบั A. nitidum เพราะเปนไมท่ีคุน ตอ สภาพดนิ ฟา อากาศในบา นเราเปน อยา งดี เครอ่ื งปลกู ควรเปน ดนิ ทรายหรอื ดนิ ทม่ี ี อินทรียวัตถุมากๆ การระบายนา้ํ ดี ชอบทร่ี ม พอมแี สงสวา งเขา ถงึ ไมชอบแสงแดดจัด ตอ งการความชน้ื ในอากาศสงู ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 20 การขยายพนั ธุ ขยายพนั ธดุ ว ยการตดั ยอดและสว นของลําตน เปน ทอ นๆ ไปชาํ ตลาดในประเทศ การผลติ ไมป ระดบั พวก Aglaonema ซ่ึงจัดเปนไมป ระดบั ทต่ี ลาดมคี วามตอ งการมาก พอๆ กับพวก Dieffenbachia พันธุที่นิยมปลูกก็คือ Aglaonema crispum ‘Silver Queen’ โดยปลูกลงใน กระถางขนาด 10 นว้ิ ปลกู หลายๆตน ทาํ ใหเ ปน กลมุ คงดสู วยงาม ความตอ งการใชส ว นมากจะนําไปใช ในการประดับภายในอาคาร แหลงผลิตและซื้อขายกันจะอยูบริเวณบางบาํ หรุ, คลอง 6 ปทมุ ธานี บางกรวย บางใหญ ซง่ึ เปน การผลติ ของเกษตรกรรายยอ ยๆ ตลาดตา งประเทศ การสงออกไมประดับสกุล Aglaonema ไปจําหนายตางประเทศ พันธุที่นิยมไดแก Aglaonema nitidum และ Aglaonema crispum ‘Silver Queen’ ประเทศไทยสง ไมป ระดบั สกลุ น้ีไป จําหนายประเทศญี่ปุน ไตหวัน เนเธอรแ ลนด ลกั ษณะการสง ออกจะเปน ตน พนั ธลุ า งรากขนาด 14-15 เซนตเิ มตร ! ไทร ชื่อสามัญ (Common name) Ficus ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Ficus sp. วงศ (Family) Moraceae ลักษณะทั่วไป ไทร มีถิ่นกําเนดิ อยทู ว่ั ไปตามแถบพน้ื ทเ่ี ขตอบอนุ ของโลก และมมี ากชนดิ ในประเทศ เขตรอน โดยเฉพาะทางทวีปเอเชีย เชน อนิ เดยี ไทย จีน และทางแหลมมาลายู ไทรเปนพวกไมยืนตนที่ มีใบเขียวตลอดป มที ง้ั ไมพ มุ เลอ้ื ยและยนื ตน นอกจากไทรแลว กม็ มี ะเดอ่ื โพธิ์ ยาง ไทร กรา ง และตน ตุกแก ไมเ หลา นเ้ี ปน ไมใ นวงศ Moraceae จัดเปนไมยืนตนขนาดใหญมีแตต น ตุกแกเทานัน้ ท่ีจดั เปน ประเภทไมเ ลอ้ื ย ลาํ ตน แขง็ แรง บางชนดิ ทรงพมุ โปรง บางชนดิ ทรงพมุ หนาทบึ ใบของไทรมรี ปู รา ง ลักษณะตางๆ กนั หลายชนดิ โดยมากมกั มสี ีเขียว บางชนดิ ใบเขยี วดํา ขาวหรอื สคี รมี และทด่ี า งขาวปน สีเทาก็มี ไทรบางชนดิ มรี ากอากาศหอ ยยอ ยแลดสู วยงามมาก เชน ไทรยอย (Ficus benjamina) ที่เรา รจู กั กนั ดี การปลกู และการดแู ลรกั ษา โดยปกติไทรเปนไมกลางแจงภายนอกอาคารที่มีบริเวณกวางๆ เพอ่ื ชว ยใหร ม เงาแตม ี ไทรหลายชนิดดวยกันที่สามารถนํามาเลี้ยงในที่รมหรือที่มีแสงแดดเพียงราํ ไร เพ่อื ใหปรบั ตัวและใชตก แตงภายในอาคารไดอ ยา งดยี ง่ิ การขยายพนั ธุ ไทรเปน ไมท ข่ี ยายพนั ธงุ า ย อาจทาํ ไดโ ดยการตอน เพาะเมล็ดและปก ชาํ ไทรเปนไมที่ ไมเลือกดนิ ปลกู เจรญิ เตบิ โตไดใ นดนิ ทกุ ชนดิ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 21 พันธุไ มท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Ficus benjamina ‘Weeping Fig’ ไทรยอย ลักษณะทั่วไป ไทรจาํ พวกใบเล็กหรือที่รวมเรียกกันวาไทรยอยซึ่งมีหลายตนหลายพันธุ Variety แตล ะ พันธุมีลักษณะใบแตกตางกันเพยี งเล็กนอ ย โดยทั่วไปจะยาวประมาณ 1-2 นว้ิ บางพนั ธรุ มิ ใบยกขน้ึ หอ ตัวเล็กนอย สเี ขยี วเปน มนั เปน ไมท ม่ี พี มุ ทรงหนาทบั ลําตน สงู ใหญ กา นใบออ นแผก ง่ิ สาขาทง้ิ ใบหอ ย ระยาแลดูสวยงาม มรี ากอากาศแตกยอ ยลงสพู น้ื ดนิ เปน จํานวนมาก การปลกู และการดแู ลรกั ษา นิยมใชเปน ไมป ระดบั ภายในอาคาร การบํารงุ รกั ษางา ย เจรญิ เตบิ โตไดด ใี นดนิ รว นหรอื ดินปนทรายทม่ี กี ารระบายน้ําดี โดยปกตเิ ปน ไมชอบแสงแดด จัดเปนไมกลางแจง แตส ามารถนํามาเลย้ี ง ใหปรบั อยใู นทร่ี ม พอมแี สงสวา งถงึ หรอื ทแ่ี ดดราํ ไรได การขยายพนั ธุ การขยายพันธุ นิยมใชก่ิงเปนพุม มาตอนเพียงก่ิงเดียว ซ่ึงเปนวิธีที่งายและไดผล รวดเร็ว นอกจากนย้ี งั ขยายพนั ธุไ ดโดยการเพาะเมล็ดและปกชาํ 2. Ficus elastica ‘Decora’ ยางดํา (black prince) ลักษณะทั่วไป ยางดําหรือ F. elastica ‘Decora’ เปนไมย นื ตน ขนาดใหญแ ตกกง่ิ กา นสาขาเปน จาํ นวน มากใบดกทําใหพุมทรางแนนทึบ มถี น่ิ กาํ เนดิ อยใู นอนิ โดนเี ซยี มใี บขนาดกวา งประมาณ 6-8 นว้ิ ความ ยาว 8-10 นว้ิ กา นใบสน้ั ปลายใบมน มกี ง่ิ แหลมเลก็ นอ ย โคนใบมน ใบหนาแขง็ พน้ื ใบสเี ขยี วเขม เกือบดํา เสน กลางใบและยอดออ น เปน สแี ดงสด ใชเ ปน ไมป ระดบั ภายในและภายนอกอาคารไดด ี การปลกู และการดแู ลรกั ษา เคร่ืองปลูกควรเปน ดนิ รว นหรอื ดนิ ปนทรายและระบายนา้ํ ไดด ี ชอบแสงแดดแตส ามารถ ปรบั ตวั ใหอ ยใู นรม หรอื ทแ่ี ดดราํ ไรได การขยายพนั ธุ ขยายพันธุดวยการปกชาํ กง่ิ และตอน 3. Ficus elastica ‘Variegata’ ยางดา ง ลักษณะทั่วไป ยางดา งหรอื F. elastica ‘Variegata’ เกิดจากการกลายพนั ธุในประเทศเบลเยีย่ ม จัด เปนไมยืนตนขนาดใหญ มีทรงพุมหนาทึบ มรี ากอากาศแตกตามลาํ ตน และกง่ิ กา นใบสน้ั ลกั ษณะใบยาว ปลายกิ่ง ใบมนมตี ง่ิ แหลมเลก็ นอ ย โคนใบมน ใบกวา งประมาณ 4-6 นว้ิ ยาวประมาณ 8-10 นว้ิ ใบ หนาและคอนขางแขง็ เสน กลางใบสคี รมี สว นกลางใบสเี ขยี วเขม ปนสเี ขยี วอมเทา ริมใบดา ง เหลอื งและ สีครีม ยอดออ นเปน สแี ดงสด ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 22 การปลกู และการดแู ลรกั ษา ไมควรใชเปนไมประดับภายในอาคารที่ที่แสงแดดเขาไมถึง เหมาะสําหรับท่ีจะใชเปน ไมประดับภายนอกอาคาร เจรญิ เตบิ โตไดด ใี นดนิ ปนทราย เครอ่ื งปลกู ควรมคี วามชน้ื อยเู สมอเปน ไมไ ม ชอบแฉะ อยา ใหน า้ํ ขงั ในเครอ่ื งปลกู ได ชอบแสงแดดจัด ถา เปน ทร่ี าํ ไรควรใหน ้าํ นอ ยลง การขยายพนั ธุ ขยายพนั ธดุ ว ยการตอนกิง่ และปก ชาํ ตลาดในประเทศ ไทรเปนไมประดับท่ีเหมาะสําหรับใชเปนไมประดับภายในอาคารอยางมาก ความ ตองการสว นมากจะเปน ไทรยอ ย ยางดาํ และยางดา ง ลกั ษณะการผลติ สว นมากจะใชว ธิ กี ารตอนและ มาปลูกลงกระถางขนาด 12 นว้ิ นาํ ไปประดบั ในอาคาร แหลง ซอ้ื ขายและแหลง ผลติ อยแู ถบบางกรวย ทหารราบ 11 เปน ไมป ระดบั ทม่ี คี วามตอ งการตลาดสงู ราคาคอ นขา งดี ตลาดในตา งประเทศ การสง ออกไมป ระดบั สกลุ ไทร Ficus sp. ตลาดตา งประเทศนยิ มพันธุ 2 ชนดิ คอื ไทรยอย (Ficus benjamina) และยางดา ง (Ficus elastica ‘Variegata’) ประเทศไทยสงออกไมประดับ สกุลไทรไปจําหนา ยทต่ี ลาดญป่ี นุ และตลาดยโุ รป ลกั ษณะการสง จะเปน ทอ นพนั ธลุ า งราก, ชาํ ยอดหรือ กิ่งตอน ขนาดของกง่ิ พนั ธุ ขนาด 40-60 เซนตเิ มตร สําหรบั ยางดา ง (Ficus elastic) ความตองการ ของก่ิงตอนจะตอ งประกอบดว ยใบจรงิ 6 ใบขน้ึ ไป ! หมากเหลือง ชื่อสามัญ (Common name) Madagascar palm. Yellow palm ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Chrysalidocarpus lutescens วงศ (Family) Palmae ลักษณะทั่วไป มีถน่ิ กาํ เนดิ จากมาดามสั กา (Madagascar) ไมทราบวา ใครเปน ผนู าํ เขา มาปลกู ในเมอื ง ไทยนานนับรอยๆ ปม าแลว จนมผี ลมเี มลด็ ใชข ยายพนั ธุ ปลูกกันทั่วเมืองไทย หมากเหลืองเปนปาลมท่ีมีหนอเปนกอข้ึนรวมกันงดงามมาก หมากเหลืองเปนปาลม ประดับที่ดีเยี่ยม ใชป ลกู ในกระถางและปลกู ประดบั สวนในบรเิ วณสถานทท่ี ว่ั ๆไป มขี นาดพอสมควรไม ใหญโตจนเกนิ ไป หรอื เลก็ เกนิ ไป หมากเหลืองทโ่ี ตเตม็ ทป่ี ลกู ลงดนิ นน้ั จะเปน กอสงู ประมาณ 25-30 ฟุต กอหนง่ึ จะมี ลําตนประมาณ 6-12 ตน ลาํ ตน มขี อ ปลอ ง และโคงออกจากโคนกอทาํ ใหม ลี กั ษณะเปน ไมก อทง่ี ดงาม ทางใบแข็งโคงงอลง ใบรปู ขนนก ทางใบยาว 6-8 ฟุต กาบใบหอ หมุ ลําตน ไว ชอ ดอกเปน จน่ั อยใู ตก าบ ใบ เม่ือกาบใบหลนลงจากตน กจ็ ะเหน็ ชอ ดอกเปน จน่ั สเี หลอื งออ น มดี อกสขี าวปนเหลอื ง เปน ปาลม ทม่ี ี เกสรเพศแยกกนั อยคู นละตน ตวั เมยี จะมผี ลตดิ ผลเลก็ ขนาด 3/4 นว้ิ เวลาผลแกม มี สี มี ว งดําผลหนง่ึ มี เมลด็ เดยี ว ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 23 การปลกู และการดแู ลรกั ษา หมากเหลอื งขน้ึ ไดด ใี นดนิ ทกุ ประเภท ทุกลักษณะ ชอบนาํ้ มาก และชอบแสงแดดตลอด วัน เปนไมกระถางทท่ี นทานทส่ี ดุ ในบรรดาพวกปาลม ดว ยกนั รากแนน กระถางเทา ไรกย็ งั เจรญิ เตบิ โตอยู ไดใ นสภาพดใี นกระถาง หมากเหลืองท่ีนิยมปลกู ในกระถางใหเ ขา สถานะงดงามไดน น้ั ตอ งมลี ําตน เลก็ ๆ ขนาด ไมควรโตกวา ดนิ สอดาํ ตง้ั ใหถ กู แดดเตม็ ท่ี จะมีลาํ ตน เลก็ เปน กอทกุ ตน ในกอใหม ขี นาดเทา ๆกนั ดินที่ใช ปลูกเปนไมกระถางนน้ั ใหม อี ฐิ เผาปน รวมกบั ดนิ ปลกู ใหม าก จะทาํ ใหต น แคระแกรน็ ไดล กั ษณะงามนา ดู ถาใชดินปลกู ดีเกินไป หรือตั้งในที่รมแลวจะทาํ ใหต น โตเรว็ และมสี เี ขยี วเปน มนั ไมน า ดู การบํารุงรักษา งายๆ ไมม ปี ญ หาอะไรมาก สว นใหญจ ะมแี ตห นอนกดั กนิ ใบและมเี พลย้ี แปง บา งในฤดฝู น การกําจัดทาํ ไดงายการฉดี ยาฆา แมลงธรรมดาๆ การขยายพนั ธุ โดยใชวิธีแยกหนอออกจากกอเดิม แบงแยกกอและวิธีใชเมล็ดเพาะซึ่งไดจํานวนมาก และมีขนาดเทา กนั การเพาะเมลด็ โดยวธิ ธี รรมชาติ เมลด็ หมากเหลอื งจะงอกภายใน 30 วัน ! หมากแดง ชื่อสามัญ (Common name) Sealing-wax palm ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Cyrtostachys lakka วงศ (Family) Palmae ลักษณะทั่วไป หมากแดงเปนปาลมสกุลเดียวที่มีสีแดงสดบาดตามาก หมากแดงเปนปาลมที่มีหนอ กาบใบและกานใบมีสแี ดงสดเปน ทส่ี ะดดุ ตาอยา งยง่ิ เปน ปาลม ทม่ี ถี น่ิ กาํ เนดิ ในภาคใตข องประเทศไทย กับมาเลเซียและหมูเกาะในแปซิฟก ในภาคใตข องประเทศไทยชาวบา นเรยี กกนั วา “หมากกน แดง” ซึ่ง หมายถึงกาบสีแดง เปน ปาลม ทข่ี น้ึ เปน กอสงู ถงึ 15 ฟุต ลาํ ตน ตง้ั ตรง มขี อ ปลอ งเหน็ ไดช ดั ลาํ ตน เรยี บสี น้ําตาลออน กาบใบทห่ี อ ลําตน ทย่ี อดมสี แี ดงสด กา นใบหรอื ทางใบกม็ สี แี ดงสด ทางใบโคง ลง กา นทาง ใบสั้นประมาณ 6 นว้ิ ใบยอ ยมสี เี ขยี วยาวประมาณ 6 นว้ิ ใบยอ ยมสี เี ขยี วยาวประมาณ 18 นว้ิ ชอ ดอก ออกที่ขอของลําตน ใตก าบใบ ชอ ดอกยาว 1-2 ฟตุ สแี ดงดว ย เมอ่ื แกผ ลมขี นาดเทา เมลด็ ถว่ั เขยี วขนาด ใหญ เวลาผลสกุ สดี าํ หมากแดงอกี ชนดิ หนง่ึ คอื C.renda สีไมแ ดงสดเทา C. lakka ลาํ ตน กผ็ อมสงู ไมส วย หมากแดงเปนไมประดับท่ีคนไทยนิยมมานานแลว และตางประเทศก็ใหความสนใจ เพราะสีแดงสดสวยงามนา ดู ราคาจาํ หนา ยยงั สงู อยู เนอ่ื งจากการขยายพนั ธเุ ปน ไปไดย าก ในเมอื งไทย ยังคงมีการขยายพันธุดวยหนอ ซึ่งถาหากทาํ ไมถ ูกโอกาสแลวก็ไมคอ ยไดผ ล สว นเมลด็ นน้ั ในเมอื งไทย ไมคอยมหี มากแดงตน โตๆ ทส่ี มบรู ณข นาดทจ่ี ะมเี มลด็ มากๆ นาํ มาใชข ยายพนั ธไุ ด ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 24 การขยายพนั ธุ การขยายพันธุโดยทั่วๆไป โดยการแยกหนอ ออกมาปลกู โดยคอยๆ ตดั หนอ ใหข าดจาก ตนแมในกอเดิม โดยสงั เกตใหร ากทห่ี นอ นน้ั ออกมาหาอาหารไดแ ลว เสยี กอ น จงึ ตดั แบง ออกมาปลกู ถา หากหนอท่ีแตกออกมาน้ันอยูสูงกวาพน้ื ดนิ ไมม รี ากทห่ี นอ นน้ั มแี ตห นอ แลว ใหต ัดสวนที่เชอ่ื มจากหนอ ไปยังตนแมใหขาดครึ่งหนึ่งหอน คอื ไมต ดั ใหข าดเลยทเี ดยี วแลว ใชด นิ ปลกู ทบั โคนหนอ นน้ั เพื่อใหแตก รากจนแขง็ แรงเสยี กอ น จึงตดั ใหขาดแลวขดุ แยกมาปลูกภายหลัง เมื่อแยกหนอมาแลว ใหช ําในทๆ่ี มกี าร ระบายนา้ํ หลงั จากนน้ั 3-6 เดอื น จงึ สงั เกตไดว า หนอ ทแ่ี ยกมานน้ั จะตายหรอื ไม การขยายพันธุโดย การเพาะเมล็ดหมากแดงนน้ั กนิ ระยะเวลานานถงึ 5-6 เดอื น เมลด็ จงึ จะงอกโดยวธิ ธี รรมดา เมอ่ื เมลด็ งอกเปนตน ออ นแลว จะโตชา มาก และจะเรม่ิ มสี แี ดงเมอ่ื อายุ 3-5 ขน้ึ ไป ! จั๋ง Lady palm. Rhapis Rhapis excelsa ชื่อสามัญ (Common name) Plamae ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) วงศ (Family) ลักษณะทั่วไป จั๋งมีถิ่นกําเนดิ อยใู นภายพน้ื เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต ทั้งไทย จีน มะลายู ญี่ปุน ปาลม ใน สกุลน้ีมีอยูหลายชนิดดวยกันแตท่ีนิยมนํามาปลูกเปนไมประดับกันน่ัน สวนมากมี 2 ชนิดคือ R. excelsa และ R. humilis หรือ R. flabelliformis จ๋ังเปนปาลมท่ีข้ึนเปน กอโดยมหี นอ โคนตน โผลข น้ึ มาเปน ตน เลก็ ๆ ลาํ ตน มขี นาดเทา นว้ิ มือหรือใหญกวา เลก็ นอย โดยทว่ั ๆไปมเี สน ผา ศนู ยก ลางไมเ กนิ 2 นว้ิ และลาํ ตน ในกอนน้ั ขน้ึ เปน ตน ตรง คลายๆกอไผ ลาํ ตน แขง็ แรงเหนยี วคลา ยหวาย ตามลําตน ใกลย อดมรี กเปน เสน เหนยี วสดี ําคลมุ กาบหรอื ใบลําตนอยูทั่วๆไปแลว กอหนง่ึ จะมคี วามสงู ประมาณ10-15 ฟุต จ๋ังมใี บลกั ษณะใบพัด แตม ใี บยอ ย แยกออกจากกนั เปน แฉกลกึ ถงึ ปลายกา นทางใบในใบหนง่ึ จะมใี บยอ ยประมาณ 5-10 ใบยอ ย กา นใบ เล็กแข็งสีเขียว ยาวประมาณ 1 ฟุต เรยี บไมข รขุ ระหรอื มหี นาม ชอ ดอกออกตามยอดระหวา งทางใบ ดอกเปนดอกไมสมบูรณเพศแบบแยกกันอยูคนละตน ดอกตวั เมยี จะมผี ลตดิ เปน พวงสน้ั ๆ ผลกลมเลก็ ๆ ขนาดผลมะแวง เวลาผลออ นมสี เี ขยี วออ นอมขาวๆ และแกม สี คี ล้ําและมสี ชี มพอู อ นๆ การปลกู และการดแู ลรกั ษา เน่ืองจากจ๋ังเปน ปาลม ทม่ี ลี กั ษณะเปน กอคลา ยดงไผ มขี นาดไมใ หญโ ตนกั ใบสีเขียวแก เปนมัน ใชปลูกประดบั เปน ไมก ระถางกง็ ดงาม และทนทานไดด ี หรอื ใชป ลกู ประดบั ภายในอาคารและ นอกอาคาร จั๋งทั้ง 2 ชนดิ คอื R. excelsa และ R. humilis เปน จง๋ั ทม่ี ผี นู าํ มาปลกู ในเมอื งไทยจาก ประเทศจีนและญี่ปุน ดงั นน้ั บางครง้ั กเ็ รยี กวา จั๋งญี่ปุนหรือจั๋งจีน ทั้ง 2 ชนดิ นม้ี ลี าํ ตน แขง็ แรงตง้ั ตรง เจริญเติบโตไดด ใี นทก่ี ลางแจง ชอบแสงแดด แตถ า นํามาปลกู ประดบั ในรม กไ็ ด สว นในประเทศไทยนน้ั ก็ มีจ๋ังไทยท่ีข้ึนอยใู นปา ประเทศไทย 3-4 ชนิด ชนดิ หนง่ึ ตน สงู แตล าํ ตนั ไมแ ขง็ แรงเมอ่ื ตน สงู ๆ กจ็ ะลม ลง นอนกับพื้น อกี ชนดิ หนง่ึ ตน เตย้ี ๆ สงู ประมาณ 3 ฟุต ใบใหญส เี ขยี วเปน มนั ลาํ ตน แขง็ แรงตน ไมล ม แต ทนแดดไมได ชอบความชน้ื สงู ๆ นาํ มาปลูกที่กรุงเทพฯ ตามขอบใบจะไหม เพราะความชนื้ ไมพอ สวน ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 25 อีกชนิดหน่ึงตนเลก็ ๆ ขน้ึ เปน กอแนน สงู ไมเ กนิ 3 ฟุตเชนกัน ใบเลก็ ๆแคบๆ ใบสเี ขยี วปนเทาลกั ษณะใบ แขง็ บางคนกเ็ รยี กวา “จ๋ังแคระ” จ๋ังตนน้ีมีลักษณะงดงามทใ่ี บเลก็ ละเอยี ดเปน ฝอย ใชป ลกู เปน ไม กระถางไดดีแตไมสามารถทนแดดได จ๋ังไทยสวนมากไมสามารถทนแสงแดดโดยตรงได เพราะตาม ธรรมชาติดข้ึนอยูในปาทึบใตรมไมใหญ แตก็เปนที่นาสนใจของตางประเทศมากโดยใชเปนไมก ระถาง ประดบั ภายในอาคาร การขยายพนั ธุ การขยายพนั ธใุ ชไ ดท ง้ั วธิ แี ยกหนอ จากกอมาปลกู และใชเ มลด็ เพาะ การใชเ มลด็ เพาะจะ ไดรูปทรงตน ทง่ี ดงามและโตเรว็ พอสมควร ! เตาราง Fishtail palm Caryota mitis ชื่อสามัญ (Common name) Plamae ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) วงศ (Family) ลักษณะทั่วไป ปาลมพวกสกลุเตา รา งเปน ปาลม ทม่ี คี วามสวยงามทางใบมาก เพราะใบมลี กั ษณะคลา ย หางปลามาเรียงกันเปนผืนใหญ ในตางประเทศนิยมใชปาลมในสกุลน้ีปลูกเปนไมประดับท้ังปลูกใน กระถางใชประดบั ในรม และใชป ลกู ประดบั ในรม และใชป ลกู ประดบั ตกแตง สวนกลางแจง ปาลม พวก เตารางนม้ี ปี ระมาณ 12 ชนิดดว ยกนั มถี น่ิ กาํ เนดิ ในหมเู กาะแปซฟิ ค และในภาคพน้ื เอเชยี รวมทั้ง ประเทศไทย มาเลเซยี อนิ เดยี ศรลี งั กา จนี ตอนใต ฟล ปิ ปน ส และไกลไปถงึ ประเทศออสเตรเลยี เตาราง (C. mitis) เปนปาลมท่ีมีข้ึนอยูท่ัวไปในเมอื งไทยเราแมแ ตใ นสวนผลไมฝ ง ธนบุรีหรือจังหวัดนนทบรุ ี กม็ เี ตา รา งชนดิ นข้ี น้ึ อยโู ดยไมม ใี ครปลกู เตา รา งชนดิ นเ้ี ปน ปาลม ทม่ี หี นอ และ ขึ้นอยูเปน กอ กอจะสงู ประมาณ 20-40 ฟุต ทางใบยาว 4-9 ฟุต เปน ปาลม ทม่ี ลี กั ษณะใบแตกตา งกนั ปาลมพวกอื่นๆ ทม่ี ใี บยอ ยแตกออกจากแขนงยอ ยของทางใบ ลกั ษณะรปู ขนนก ใบยอ ยเลก็ ๆมลี กั ษณะ รูปล่ิมหรือคลายครบี ปลา หรือหางปลา สเี ขยี วสดเปน มนั ใตใ บสเี ขยี วดา นๆ ชอ ดอกจะออกทย่ี อดแลว ก็ ออกดอกต่ําลงมาถงึ โคนตน ชอ ดอกเปน พวงยาวประมาณ 2-3 ฟุต ผลกลมเลก็ ๆ เรยี งเปน แถว ผลโต ประมาณ ½ น้ิว ผลออนมีสีเขยี ว เมอ่ื ผลแกจ ะมสี มี ว งดาํ ผวิ ของผลมขี นละเอยี ดเลก็ ถา ถกู เนอ้ื คนเขา จะ คันมากเชนเดียวกับตนชิดหรือตําแยหรือหมามุย ดังนั้นถานํามาปลูกเปนไมประดับในกระถางแลว ถาหากออกดอกกใ็ หร บี ตดั ชอ ดอกทง้ิ เสยี จะไดหมดปญหาที่อาจจะทาํ ใหเ ราคนั ไดจ ากผลของเตา รา ง การปลกู และการดแู ลรกั ษา เตารางเปนปาลมท่ีทนทานตอสภาพอากาศสามารถเจริญเติบโตไดดีในดินทุกชนิด สามารถปลูกเปนไมประดับในรมและกลางแจงไดดี การปลกู นยิ มปลกู เตา รา งในกระถางเมอ่ื ตน ยงั เลก็ อยู วสั ดปุ ลกู ควรเปน วสั ดทุ ม่ี กี ารระบายน้าํ ดี ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 26 การขยายพนั ธุ เตารางขยายพนั ธุไดดวยการเพาะเมล็ด ตน ออ นๆ ทม่ี ขี นาดสงู 3-4 ฟุต กําลงั เปน ขนาดที่ใชประดับในกระถางไดงดงาม แตในตางประเทศน้ันนยิ มเอาเตา รา งปลกู ในกระถางจนมขี นาด สูง 8 ฟุตเปน กอแนน ในกระถางดสู วยงามดี ! สบิ สองปน นา Dwarf Date palm Phoenix roebelenii ชื่อสามัญ (Common name) Palmae ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) วงศ (Family) ลักษณะทั่วไป สิบสองปนนาเปนปาลม ในสกลุ อนิ ทผาลมั ทม่ี ขี นาดตน เลก็ เทา ชนดิ อน่ื ๆ ปาลม สบิ สอง ปนนายังมีชื่อพฤกษศาสตรเรียกอยางอื่นๆไดอีกคือ P. loureirii และ P. humilis var. loureirii สิบสองปนนามถี น่ิ กาํ เนดิ ในแถบอนิ โดจนี และทางภาคเหนอื ของประเทศไทย จงึ เชอ่ื วา ตนปาลมสิบสองปนนาตนเดิมที่เปนปาลมน้ัน เปนตนอินทผาลัมท่ีไมมีหนอเปนตนเด่ียวลูกผสม สิบสองปนนาท่ีปลูกและรูจักกันอยูทุกวันน้ี ปาลมสิบสองปนนาเปนปาลมลําตนเด่ียวไมมีหนอตนสูง ประมาณ 6 ฟุต ลาํ ตน สว นยอดๆ จะมกี าบใบตดิ คลมุ ลําตน อยู ลกั ษณะใบเปน รปู ใบขนนกทางใบยาว 12-18 นว้ิ ทางใบโคง ลง ใบยอยยาว 5-8 นว้ิ ตอนโคนทางใบกลายเปน หนามแหลม หมากแดง (Cyrtostachys lakka) หมากเหลอื งเปนไดทั้งไมประดับและไมตัดใบ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 27 จ๋งั (Rhapis excelsa) เตาราง (Caryota mitis) สิบสองปนนา (Phoenix roebelenii) สีเขียวออน ใบสเี ขยี วแกเ ปน มนั ใตใ บสเี ขยี วออ นปนเทาคลา ยๆ มผี งแปง คลมุ อยู ลกั ษณะดอกเปน ดอก ไมสมบูรณเพศ โดยแยกกนั อยูคนละตน ตน ตวั เมยี จะมชี อ ดอกออกมาระหวา งโคนทางใบ ชอ ดอกยาว ประมาณ 12 นว้ิ ถึง 15 นว้ิ ปลายชอ ดอกแตกแขนงออกคลา ยไมก วาดผลกลมรเี ลก็ ๆ ขนาดเมลด็ ถว่ั แดง ผลออนสีเขียว และผลแกสุกสีมว งดาํ เมลด็ กลมรี มรี อ งตรงกลางเมลด็ ความยาวของเมลด็ ดา น หนาคลายๆ ลกั ษณะเมลด็ กาแฟ สว นตน ตวั ผจู ะออกดอกลกั ษณะคลา ยๆกนั แตช อ ดอกสน้ั กวา ดอก ตัวเมีย ดอกตัวผอู อกดอกเปน ดอกเลก็ ๆ สเี หลอื งออ น แลว กเ็ รม่ิ รว งหลน ลงไปหมด การปลกู และการดแู ลรกั ษา ในการปลูกปาลมสบิ สองปน นาในเมอื งไทยนน้ั เทา ทส่ี งั เกตเหน็ ปรากฏวา ปาลม สบิ สอง ปนนาชอบแสงแดดตลอดวัน และเจริญเติบโตไดงดงามดีมากถาปลูกลงดินกลางแจง หรือปลูกใน กระถางขนาดใหญตั้งตากแดดกลางแจง สิบสองปนนาชอบดินรวนระบายนํ้าไดดี ไมชอบดินท่ีมีน้ํา ขังแฉะ ศัตรูของสบิ สองปน นาเทาท่พี บก็มพี วก เพลี้ยแปง ตก๊ั แตนกดั กา นใบ หนอนมว นใบ ซง่ึ ศตั รเู หลา น้ีกําจัดไดงายๆ โดยใชยาฆาแมลงศัตรูพืชธรรมดา และอีกประการหน่ึงก็คือปาลมสิบสองปนนา คอนขางจะโตชา ความสวยงามของปาลม สบิ สองปน นานน้ั มอี ยู 2 ระยะคอื ตอนทม่ี ที างใบคลมุ ลําตน ปรกขอบกระถาง ซง่ึ เปน ชว งทม่ี ขี นาดเลก็ ตน ยงั ไมส งู เกนิ 1-2 ฟุต สว นอกี ระยะหนง่ึ ทง่ี ดงามกค็ อื ตอน ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 28 ท่ีมีลําตน สงู ชะลดู ขน้ึ ไป 3-5 ฟุต มใี บอยทู ย่ี อดลําตน และเหน็ ลาํ ตน ชดั เจนคลา ยกบั มะพรา ว หรือ ตนปาลมขนาดใหญ หรืออินทผาลัม หรือยอสวนใหเล็กลง วิธีหนึ่งที่จะเรงใหปาลมสิบสองปนนา มีลําตนสูงขึ้นเร็วๆนั้น กค็ อื ใชว ธิ ตี ดั ทางใบตอนลา งๆ ออกเสมอ ใหม ที างใบเหลอื อยทู ย่ี อดไมเ กนิ 9 ทางใบ หรอื นอ ยกวา นน้ั ถา หากปลอ ยทางใบตอนลา งๆใหต ดิ อยกู บั ลําตน นานๆ จะทาํ ใหต น โตหรอื สูงขึ้นชามาก ในตา งประเทศนน้ั ใชว ธิ เี รง ปาลม พวกอนิ ทผาลมั เกอื บทกุ ชนดิ ใหส งู ขน้ึ เรว็ ๆ โดยวิธีตัดทาง ใบลางออกอยูเสมอๆ ปาลมสิบสองปนนาจึงเปนปาลมท่ีใชเปนไมประดับไดดีมาก เปนไมประดับท่ี ตลาดตองการมากชนิดหน่ึง หรอื จะถอื วา เปน ปาลม ประดบั ทางการคา กไ็ ด การขยายพนั ธุ การขยายพันธสุ บิ สองปน นาตน น้ี ใชเ มลด็ เพาะประมาณ 40-50 วัน กจ็ ะงอกเปน ตน ออน สวนสิบสองปน นาตน เดมิ ทีม่ ีหนอ น้นั อาจใชวธิ ีแยกหนอปลูกดวยกไ็ ด ปาลม สบิ สองปน นาเปน ไม ประดับท่ีงดงามชนิดหน่ึงที่ใชปลูกเปนไมประดับไดดีทั้งปลูกประดับในกระถางหรือในภาชนะและปลูก เปนไมประดับ และปลกู จดั สวนลงดนิ กลางแจง ในประเทศญป่ี นุ นน้ั นยิ มใชส บิ สองปน นาปลกู ในกระถาง ใหตนสูงๆ ขนาดสงู 4-6 ฟุต ตง้ั ประดบั ในอาคารเปน ไมป ระดบั ภายใน ปาลม สบิ สองปน นาชอบ แสงแดดโดยตรง ถาอยูในรมนานๆจะไมแข็งแรงและออนแอ และนอกจากนใ้ี นประเทศญป่ี นุ ยงั มคี น บางคนใชปาลม สบิ สองปน นาปลกู เปน ไมแ คระประดบั ตลาดในประเทศ หมากเหลือง เปน ไมป ระดบั ทน่ี ยิ มใชเ ปน ไมป ระดบั ภายในและนอกอาคาร ลักษณะการ ใชภายในอาคารจะเปน ไมก ระถางขนาด 12 นว้ิ สาํ หรบั การใชภ ายนอกอาคารจะเปน ลกั ษณะไมล งดนิ เปนพุมกอขนาดใหญ แหลง ผลติ อยแู ถบบางกรวย บางใหญ จ.นนทบรุ ี และแถบบางบาํ หรุ ตลง่ิ ชนั กรุงเทพฯ เปน ไมป ระดบั ทม่ี รี าคาดี ความตอ งการซอ้ื ขายสงู หมากแดง เปน ไมป ระดบั ทม่ี คี วามสวยงาม ถึงแมจะมีราคาแพง แตก ย็ งั เปน ทต่ี อ งการ ของตลาดอยู หมากแดงขนาดมีการซื้อขายกัน สวนมากจะเปนไมกระถางที่ปลูกลงในกระถางมังกร แหลง ซอ้ื ขายและแหลง ผลติ อยแู ถวบางบาํ หรุ กรุงเทพฯ และพระประแดง จ.สมทุ รปราการ นอกจากน้ีไมประดับพวกจ๋ัง เตาราง และสิบสองปนนา ยังเปนไมท่ีนิยมใชเปนไม ประดบั ภายในและนอกอาคาร ตลาดตา งประเทศ ไมประดับตระกลู ปาลม ที่สงไปจาํ หนายตางประเทศ สว นมากจะสง อยใู นรปู เมลด็ พนั ธุ เมล็ดพันธุที่นิยมสงไดแ ก หมากแดง หมากเหลอื ง นอกจากนย้ี งั สง ในรปู ของตน กลา และตน ไมข นาด ใหญ ตลาดทส่ี าํ คัญไดแก อเมรกิ า เนเธอรแ ลนด ฯลฯ ! โกสน Croton Codiaeum variegatum. ชื่อสามัญ (Common name) Euphorbiaceae ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) วงศ (Family) ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 29 ลักษณะทั่วไป โกสนเปนไมประดับท่ีมีความงามไมวาจะเปนดานรูปทรงของพุมตน และสีสันของใบ ทรงพุมของแตละพันธุจะผิดแผกกันไปตามพันธุ อาจมที ง้ั ทรงชะลดู ทรงพมุ เตย้ี ทรงพุมโปรง รปู ใบมี ลักษณะแตกตา งกนั เชน ใบกลม ใบขนนุ ใบกวา ง ใบแคบยาว ใบแคบสั้น ใบเปน ฝอย ใบเกลียว ใบตรี ใบนํ้าเตา ฯลฯ สใี บโกลนมที ง้ั เขยี ว แดง เหลอื ง ขาว ดาํ ซง่ึ อาจจะอยใู นใบเดยี วกนั ตน เดยี วกนั หรือ ตางใบ ตา งตน กนั การปลกู และการดแู ลรกั ษา โกสนสวนมากเปน ไมท เ่ี ลย้ี งงา ย ไมค อ ยเลอื กดนิ เปน ไมก ลางแจง ดินที่ใชปลูกโกสน กันทั่วไป มกั ใชด นิ ขยุ ไผ ผสมใบหญาแหงเผา หรอื ใชด นิ ทอ งรอ งสวนทม่ี ใี บทองหลาง ใบกา มปู หญาไทร กาบมะพราวสับผสม ถาใหปุยคอกหรือปุยอินทรีย ปุยเทศบาลดวยจะทาํ ใหโ กสนเจรญิ งามดี สิ่งที่สําคญั ท่ีสุดคอื ควรใหม กี ารระบายนา้ํ ที่ดี ไมควรใหดินเปยกแฉะเกินไป การขยายพนั ธุ โดยวธิ กี ารตอน และการปกชาํ หากจะขยายพันธุโกสนจาํ นวนมากมกั ใชว ธิ ปี ก ชาํ แตวิธี น้ีใบมกั รว ง นอกจากจะใชวิธีปกชาํ โดยพน หมอกหรอื เขา ถงุ พลาสตกิ หุมใหมิด พันธุไมท น่ี ยิ มปลกู เปน การคา 1. Codiaeum variegatum ‘Norma’ ลักษณะทั่วไป เปนไมท่ีมีลําตนแข็งแรง แตกก่ิงกานสาขาพอสมตัว จัดเรียงใบเปนกระจุกแนนหนา คลายชอกุหลาบสีสวยสด ขนาดใบกวา งประมาณ 3.5 นว้ิ แตล ะใบมกี า นใบทส่ี น้ั จัดเรียงตัวอัดแนนบน กิ่งใบ สีสันแตละใบ เมอ่ื แตกผลสิ เี ขยี วออ นแกมเหลอื ง แผน ใบเปน ลอนคลน่ื เมอ่ื ใบมอี ายมุ ากขน้ึ สขี อง ใบบางสวนจะมีสเี ขม คลา้ํ คลา ยสเี ปลอื กมงั คดุ สว นเสน กลางใบและใบนน้ั จะมผี สมผสาน คอื แดงชมพู นับวาเปนไมที่มีลักษณะพิเศษที่ดีเดนกวาโกสนทั่วๆไป จากสีสันสวยสดของใบนํามาประกอบการจัด ดอกไมป ระดบั ไดอ ยา งดี การปลกู และการดแู ลรกั ษา ปลูกเล้ียงและดูแลรักษางาย ชอบแสงสวาง สวนดินปลูกควรมีสวนผสมอินทรียวตั ถุ ปริมาณมาก ตอ งการนา้ํ ปานกลาง การขยายพนั ธุ โดยวธิ กี ารตอน และวิธีปกชาํ ตลาดในประเทศ โกสนนอกจากจะเปนไมท่ีใชประดับนอกอาคารแลวยังใชประดับภายในอาคารได อีกดวย การผลติ สว นมากเกษตรกรจะผลติ ในรปู กง่ิ ตอนซง่ึ มหี ลายหลากพนั ธุ จาํ หนา ยราคากง่ิ ละ 2 บาท นอกจากน้ียงั สามารถนาํ กง่ิ ตอนไปผลติ เปน ไมก ระถางหรอื ปลกู ลงดนิ สว นมากการซอ้ื ขายโกสนจะ เปนไมก ระถาง มขี นาดตง้ั แต 8, 10, 12 น้ิว และปลกู ในกระถางมงั กร แหลง ผลติ และตลาดจะอยแู ถว ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 30 บางกรวย บางใหญ จ.นนทบรุ ี เขตตลง่ิ ชนั กรุงเทพฯ และแถบคลอง 15 ปทมุ ธานี สภาพการซื้อขาย ภายในประเทศยงั คลอ งตวั พอสมควร ตลาดตา งประเทศ โกสนพนั ธทุ น่ี ยิ มสง ไปขายตา งประเทศ ไดแก Codiaeum variegatum ‘Norma’ และ C. variegatum ‘Excellent’ ประเทศที่รับซื้อสวนใหญ ไดแก ประเทศบรูไน ไตหวัน ฮอ งกง ลักษณะการสง จะทาํ ใหรูปกิ่งชาํ กง่ิ ตอน ความยาว 10-25 เซนตเิ มตร ชนดิ ของไมต ดั ใบทเ่ี หมาะสําหรับในการผลิตเพื่อการคา ไมต ดั ใบ ไมตัดใบเปนลักษณะของการใชประโยชนจากสวนประกอบของใบพืชไมวาจะเปนกิ่ง กาน ใบ หรอื สว นอน่ื ทน่ี าํ มาใชป ระโยชนร ว มกบั ไมด อกชนดิ อน่ื เพื่อใชในการจัดสถานที่จัดแจกัน หรือ พวงหรีด ใบไมท น่ี าํ มาเสรมิ หรอื ตกแตง นน้ั กม็ สี ว นเพอ่ื ทาํ ใหส ง่ิ ของทเ่ี ราจดั ดสู วยงามยง่ิ ขน้ึ จะเห็นวาใน ปจจุบันไดมีการขยายการปลูกไมประดับเพ่ือตัดใบจําหนาย มีแนวโนมสูงข้ึน นอกจากจะใชภายใน ประเทศแลว ยงั มกี ารสง ไมต ดั ใบตา งๆ เขาไปจาํ หนา ยตา งประเทศกนั มากขน้ึ สาํ หรับไมตดั ใบทน่ี ยิ มใช กันในตางประเทศมีมูลคาซื้อขายในป พ.ศ. 2528 มปี รมิ าณถงึ 3,900 ลานบาท ชนดิ ไมต ดั ใบทข่ี าย กันมากเชน เฟร น ใบหนงั (Leatherleaffern) โปรง ฟา ใบหมากผหู มากเมยี ใบเฟร น ตน (Tree fern) ใบ ไผฟลิปน ส ฯลฯ สาํ หรบั ในประเทศไทยนน้ั สามารถปลกู ไมต ดั ใบเหลา นไ้ี ดท กุ ภาค นอกจากใบเฟร น ตน เทาน้ันทย่ี งั ไมม กี ารปลกู เปน การคา ในประเทศไทย ตารางท่ี 4 แสดงมลู คา ของประเทศผนู าํ เขา ไมต ดั ใบ ป 2528 อนั ดบั ท่ี ประเทศ มูลคา (ลา นบาท) คิดเปน เปอรเ ซน็ ต 34.3 1 เยอรมันตะวันตก 1,335 21.4 14.2 2 สหรฐั อเมรกิ า 535 5.0 4.1 3 เนเธอรแลนด 355 3.7 3.6 4 สวสิ เซอรแ ลนด 195.75 3.1 1.8 5 ออสเตรยี 158.25 1.8 7.0 6 องั กฤษ 145.25 7 แคนนาดา 142 8 สวเี ดน 120.75 9 ฝรง่ั เศล 70 10 อติ าลี 68.75 11 ประเทศอน่ื ๆ 272.25 ที่มา : UNSO/ITC Comtrade Data Base System 1985 ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 31 การเกบ็ ปรกิ เพอ่ื จาํ หนาย สภาพแปลงปลูกโปรงฟา สภาพแปลงปลูกปริก การแบงเกรดของใบโปรงฟา เฟรนนาคราช เฟรนใบมะขาม เฟรนใบมะขาม (Davallia solida) (Nephrolepis exaltata) ปลกู ใตโตะกลวยไม ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 32 สภาพแปลงปลูกหมากผู หมากเมีย เพื่อตัดใบขาย ตารางท่ี 5 แสดงมลู คา ของประเทศผสู ง ออกไมต ดั ใบ ป 2528 อนั ดบั ท่ี ประเทศ มูลคา (ลา นบาท) คิดเปน เปอรเ ซน็ ต 1 อติ าลี 651.0 20.0 2 สหรฐั อเมรกิ า 489.5 15.0 6 แคนนาดา 466.0 14.3 4 เดนมารค 417.75 12.8 5 คอสตารกิ า 183.25 5.6 6 กัวเตมาลา 117.5 3.6 7 เนเธอรแลนด 115.25 3.5 8 เยอรมันตะวันตก 101.75 3.1 9 เมก็ ซโิ ก 78.25 2.4 10 ไตห วนั 66.75 2.0 11 ประเทศอน่ื ๆ 570.5 17.7 ที่มา : UNSO/ITC Comtrade Data Base System 1985 สําหรับการสงออกไมตัดใบของไทย นอกจากจะสงในลักษณะของไมตัดใบแลว ยังมใี น ลักษณะจัดรวมกบั ดอกไม (Bouquet) ลักษณะการผลติ ไมต ดั ใบนน้ั ยงั มกี ารทําเปน อาชพี กนั นอ ยมาก เมื่อเทียบกับไมดอกและไมประดับ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 33 ไมตัดใบท่ีนาสนใจและเหมาะสมท่ีจะปลูกเปนการคาไดดีและเปนท่ีตองการของตลาด ทั้งในและตางประเทศ เชน เฟร น ใบมะขาม เฟร น นาคราช ปรกิ โกสน โปรงฟา ใบหมากผหู มากเมยี ใบดิฟเฟนบาเกีย ใบเตย เปน ตน ! โปรงฟา ชื่อสามัญ (Common name) Feather fern ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Asparagus plumosus วงศ (Family) Liliaceae ลักษณะทั่วไป โปรงฟาอยูในวงศเดียวกับหนอไมฝรั่ง ลาํ ตน เปน กง่ิ เรยี วยาวสเี ขยี ว มหี นามโคง งอใบแผ เปนแผง เปนพืชที่มีอายุยืน เมอ่ื ตน โทรมจงึ ตอ งขดุ ทง้ิ แลว ปลกู ใหม ปจ จบุ นั มกี ารปลกู กนั มาก แถบเขต รอบนอกของกรงุ เทพฯ และนนทบรุ ี 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ โปรงฟาสามารถปลูกไดดีในดินท่ีมีการระบายน้ําและถายเทอากาศดี ชอบดนิ รว นปน ทรายหรือดินทม่ี ใี บไมผ ุ และมคี วามชน้ื สงู สามารถขน้ึ ไดท ง้ั กลางแจง และในรม แตชอบที่ราํ ไรมากกวา จึงนิยมปลูกแซมกับหมากหรือปลูกสลับกับรองพลู 2. การขยายพนั ธุ โปรงฟาสามารถขยายพันธุโดยวิธีการใหญ 2 วธิ ีคอื การใชเ มลด็ และการแบง สว นของ ไรโซม (Rhizome) ที่อยูใตดิน แตอาจขยายพันธุไดโดยการตัดชาํ (cutting) ดว ย 2.1 การขยายพนั ธโุ ดยใชเ มลด็ เมล็ดโปรงฟามลี กั ษณะกลม ขนาดเลก็ กวา หัวไมข ดี ขณะออ นมสี เี ขยี วแลว คอ ยๆเปลย่ี น เปนสดี ําขณะแก มกั ตดิ เมลด็ เดอื นมนี าคม การเพาะเมล็ดโปรงฟาที่ทํากนั อยทู ว่ั ๆไปนน้ั จะเพาะในภาชนะพวกกระบะไม กาละมงั กระถาง หรือภาชนะตางๆ ทม่ี รี รู ะบายน้ํา สว นวตั ถทุ ใ่ี ชเ พาะนน้ั ควรโปรง และอมุ นา้ํ ไดด พี อควร นอก จากนี้ตองปราศจากโรคแมลง ธาตุท่ีเปนพิษ หรือความเปนกรดดางที่จะทําใหตนกลาโปรงฟาไดร บั อันตราย ควรใชด นิ รว น ดนิ ผสมหรอื ขยุ มะพรา วเปน วสั ดปุ ลกู วิธีการเพาะเมลด็ 1. บรรจุวัสดุปลูกลงในกระบะเพาะใหเต็มกระบะ ปรบั หนา วสั ดปุ ลกู ใหเ รยี บโดย ใหระดับวัสดปุ ลกู ตา่ํ กวา ขอบกระบะเลก็ นอ ย โดยทว่ั ไปความหนาของวสั ดปุ ลกู ควรหนาอยา งนอ ย 3 นว้ิ 2. จากนั้นใชไมหรือไมบรรทัดทาํ รอ งตน้ื ๆ ลกึ กวา ขนาดเมลด็ เลก็ นอ ย แลวหวาน เมลด็ ลงไป โดยทาํ ได 2 แบบคือ แบบหวานเปนแถวเปนแนวและแบบหวานทั่วไปทั้งกระบะ ซง่ึ การ หวานเปนแถวเปนแนวจะเหมาะกวา เพราะเปนระเบียบและสะดวกในการยายปลูกลงถุงพลาสติก โดยมกั หวา นตามยาวของกระบะ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 34 3. กลบดวยวสั ดทุ ใ่ี ชเ พาะเมลด็ นน้ั เพยี งบางๆ กดวสั ดปุ ลกู ใหก ระชบั เมลด็ แลวจึง รดนาํ้ ใหโชก จากนั้นประมาณ 3-4 สปั ดาหเ มลด็ จะงอกเปน ตน เลก็ ๆ สงู ประมาณ 2 นว้ิ แลวจึงยาย ปลูกลงในถุงพลาสติกอีกครั้งหนึ่ง โดยใชว สั ดปุ ลกู แบบเดมิ จนตน มขี นาดสงู ประมาณ 1 ฟุต จึงยายปลูก ในแปลงใหญ ซง่ึ ตน กลา ในระยะตง้ั แตเ รม่ิ เพาะจนถงึ ระยะน้ี ควรทาํ รม ใหต น กลา โดยวางภาชนะเพาะใต ตนไมใหญท ใี่ หรมเงา หรอื ใตร า นทม่ี ใี บไมห รอื ทางมะพรา วคลมุ และควรรดนา้ํ เปน ประจาํ วนั ละ 2 ครง้ั ในตอนเชา และตอนเยน็ 2.2 การขยายพนั ธโุ ดยแบง สว นของ Rhizome วิธีนี้มักจะใชกับตนที่มีอายุหลายๆ ป โดยใชม ดั ผา แบง กอออกเปน สว นๆ แลวนาํ ไปปลกู 3. การเตรยี มแปลงปลกู เน่ืองจากโปรง ฟา เปน พชื ทเ่ี จรญิ เตบิ โตอยใู นแปลงปลกู นานโดยเฉลย่ี ประมาณ 6-7 ป ดินในแปลงปลกู จงึ ตอ งมคี วามอดุ มสมบรู ณพ อควรและตอ งถางหญา กําจัดวัชพืชและเก็บเศษพืชออกให หมด โดยเฉพาะหญาที่มีอายุยืน เชน แหวหมู หญาขน เพอ่ื ไมใ หเ ปน แหลง สะสมโรคและแมลง ถา เปน ดินเหนียวตอ งขดุ ดนิ ตากไวป ระมาณ 1-2 เดอื น เมื่อดินแหงแลวจึงทาํ การยอ ย พรอ มใสป ยุ คอก เชน ขี้วัว ซ่ึงมากหรือนอยจะขน้ึ กบั ความอดุ มสมบรู ณข องดนิ และอาจใสป นู ขาวเลก็ นอ ย ถา ดนิ เปน กรดมาก ไป การปลูกมักจะปลูกแบบยกรอง โดยมคี วามกวา งประมาณ 3 เมตร สว นความยาวแลว แตข นาดพน้ื ท่ี การยา ยปลกู ควรยายปลูกในขณะที่แดดยังออนอยู (ประมาณ 4-6 โมงเย็น) โดยขุดหลุมลึก ประมาณ 20 เซนตเิ มตร รองกน หลมุ ดว ยปยุ คอก เลอื กตน กลา ทแ่ี ขง็ แรง สมบรู ณ ลาํ ตนใหญ รากมาก และควรเลือกกลา ทม่ี ขี นาดเดยี วกนั ลงปลกู ในแปลงเดยี วกนั เพอ่ื ใหต น โตอยา งสม่ําเสมอสะดวกตอ การ ดูแลรักษา โดยปลกู ระยะหา งระหวา งแนวประมาณ 80 ซม. ระยะหางระหวา งตน 50-60 ซม. จากนน้ั กลบดนิ ใหแ นน รดน้าํ ใหชุมโดยชวง 2 สปั ดาหแ รกหลงั ปลกู ควรรดนา้ํ บอยๆ วนั ละ 2 ครง้ั ในชว งเชา และชวงเย็น 4. การดแู ลรกั ษาหลงั ปลกู 4.1 การทาํ คา ง เน่ืองจากโปรง ฟา เปน ไมเ ลอ้ื ย จึงจาํ เปน ตอ งทําคา งใหต น ไวเ ลอ้ื ยพนั และสะดวกในการ เก็บผลผลิต จึงมักทาํ คา งเมอ่ื โปรง ฟา มอี ายปุ ระมาณ 2 เดอื น ซึ่งนิยมทาํ ได 2 ลกั ษณะคอื 4.1.1 ใชลําไมไ ผข นาดเสน ผา ศนู ยก ลางประมาณ 1-1 ½ นว้ิ ปก ขา งตน ลกึ พอ ประมาณไมใหล ําไมไผโคน โดยปก หางออกมาประมาณ 6-10 นว้ิ แลว ใชล วด หรอื เชอื กผกู กนั ลม 4.1.2 ใชเสาซเี มนตห รอื เสาไม ทําคา งโดยปก หวั แปลงตามความกวา งของแปลง แลว ปกเสาตอไปเปน คขู นานใหห างกนั ประมาณ 5-6 เมตร ตามความยาวของ แปลง ใชไมยึดระหวางเสาทั้ง 2 ตน ดา นหวั เสา แลว ใชล วดเสน ใหญห รอื สาย โทรศัพทเ กา พาดขงึ ตามแนวยาวของแปลง โดยใชป ระมาณ 4-6 เสน วิธีที่ 2 ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 35 นี้คอนขางทนทานกวาวิธีแรก และเกบ็ ผลผลติ ไดง ายกวาวิธแี รก แตมีราคาแพง กวา 4.2 การกาํ จัดวัชพืช การกําจัดพืชในชวงที่โปรงฟาเริ่มตั้งตัวไดเปนสิ่งจําเปนมากและวิธีการท่ีดีที่สุดคือการ ใชมือถอน เพราะโปรงฟาเปนพืชท่ีตองใชใบในการตกแตง ถาใชสารกําจัดวัชพืชอ่ืนๆ จึงอาจเปน อันตรายตอ ใบโปรง ฟา ได 4.3 การใสป ยุ ควรใสป ยุ สตู ร 20:20:20 เดือนละครั้ง โดยพรวนดนิ แลว กลบ ในการปลกู แบบยกรอ ง มีรองน้ําควรลอกเลนปล ะ 1 ครง้ั โดยหวา นปยุ และเอาเลนกลบตาม ซง่ึ การลอกเลนกลบนน้ั นอกจาก จะชวยเพ่ิมธาตุอาหารแกโปรงฟาและรักษาความชื้นของดินแลวยังชวยใหทองรองไมต้ืนเขิน และมนี า้ํ เพียงพอในการเจรญิ เตบิ โตของโปรง ฟา ดว ย 4.4 การปอ งกนั โรคและแมลง ถาพบโรคและแมลงไมม าก ควรกาํ จัดดวยวิธีงายๆ คอื ถอนตน หรอื เดด็ ใบทม่ี โี รคและ แมลงทําลายไปเผาไฟ แตถ า พบโรคและแมลงระบาดมาก กอ็ าจใชส ารปอ งกนั กาํ จัดศัตรูพืชชวย โรคที่พบไดแก โรคเนา โคน การปอ งกันโดยใชยากาํ จดั เชอ้ื รา เชน เบนเลท แมลงที่พบไดแ ก เพลี้ยแปง เพลี้ยไฟ ไรแดง แมลงหวข่ี าว หนอนผเี สอ้ื ตา งๆ ควรปอ ง กนั กําจดั โดยใชย าเคมี เชน เคลเทน ว80 เปน ตน 5. การเกบ็ เกย่ี วผลผลติ เม่ือปลูกโปรง ฟา ลงแปลงไปแลว หลงั จากนน้ั ประมาณ 1 ป กส็ ามารถเรม่ิ เกบ็ ผลผลติ ไดโดยผลผลติ จะมคี ุณภาพดที ี่สดุ และมีปรมิ าณสงู ในชว งปท ่ี 3-4 แลวจะคอยๆ ลดปรมิ าณลงในชว งป ที่ 6-7 (จึงตอ งผา แบง ตน เพอ่ื ปลกู ใหมต อ ไป) การเก็บจะเลือกเก็บใบแก มสี เี ขยี วเขม ซง่ึ ชาวบา นเรยี ก วาใบดาํ ซง่ึ มกั จะเกบ็ สปั ดาหล ะ 2 ครง้ั โดยใชก รรไกรหรอื มดี ตดั ทโ่ี คนกา นใบทช่ี ดิ กบั สว นของลําตน จากน้ันจึงนาํ เขา รม แลว คดั ขนาดและมดั เปน กําๆ ละ 50-100 ใบ และสง ขายตามตลาดตอ ไป 6. ตลาด โปรงฟามีความตองการของตลาดท้ังในและนอกประเทศ ตลาดภายในไดแก ปากคลองตลาด ซึ่งเปนแหลงรับซื้อที่ใหญที่สุด ราคาจาํ หนายในปจจุบัน ขนาดใหญ 80 บาท/100 ใบ ขนาดกลาง 60 บาท/100 ใบ ขนาดเลก็ 5-6 บาท/ 100 ใบ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 36 ! ปรกิ ชื่อสามัญ (Common name) Sprengeri ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Asparagus sprengeri วงศ (Family) Liliaceae ลักษณะทั่วไป ปริกอยูในวงศเ ดยี วกนั กบั โปรง ฟา มอี ายหุ ลายป ลาํ ตน สว นมากเปน หนอ ยาวๆ แลว แตกออกเปนก่งิ กานใบ รูปใบเรียวยาวสีเขียวแก กอหนึ่งมหี ลายหนอ ออกเปน กง่ิ ยาวหอ ยหรอื โนม ลง ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มผี ลสเี ขยี วออ นขนาดโตกวา เมลด็ พรกิ ไทยเลก็ นอ ย พอแกเ ปลย่ี นเปน สแี ดง 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ ชอบแสงแดดจัด การระบายนา้ํ ดี สามารถปลกู ไดใ นดนิ รว นเหนยี วถงึ ดนิ รว นปนทราย ดังนี้พื้นท่ีปลูกควรเปนทีโ่ ลงแจง ไดร บั แสงแดดตลอดวนั ในประเทศไทยสามารถปลกู ปรกิ ไดใ นทกุ ภาค โดยเฉพาะในเขตรอบนอกของกรงุ เทพมหานคร เชน เขตภาษีเจริญ นยิ มปลกู ปรกิ กนั มาก 2. การขยายพนั ธุ ปริกเปน ไมห วั ดงั นน้ั นยิ มขยายพนั ธโุ ดยการผา แบง หวั เปน 4 สว นแลว นาํ ไปขยายพันธุ โดยสามารถนําหัวที่แบงไปปลูกในแปลงไดทันที 3. การเตรยี มแปลงปลกู และการปลกู การปลูกปริก นยิ มปลกู แบบยกรอ ง โดยขดุ ดนิ ตากไวป ระมาณ 1 เดอื นกอ นแลว ยก แปลงข้ึน โดยมักทาํ แปลงมขี นาดกวา ง (2-3 ม.) โดยมรี อ งนา้ํ ขนาด (35-40 ซม.) สลบั กบั แปลง สวน ความยาวไมกาํ หนด โดยระยะปลูกประมาณ 25x25 ซม. หลมุ ลกึ ประมาณ 20 ซม. รองกน หลมุ ดว ยปยุ คอก เชน ขว้ี วั นาํ หวั พนั ธปุ รกิ วางในหลมุ แลว ใชด นิ กลบ (และอาจใชฟ างหรอื กาบมะพรา วคลมุ ดนิ อกี ที เพื่อกันดินทะลาย และรักษาความชื้น) จากนน้ั รดน้าํ ใหชุม ควรปลกู ในฤดฝู นเพราะจะไดไ มต อ งรดน้าํ บอยๆ 4. การดแู ลรกั ษา 4.1 การใหนาํ้ เม่ือปลกู ไปชวงแรกควรใหนํ้าทกุ วนั ๆ ละ 1 ครง้ั แตเ มอ่ื ตน โตแลว อาจใหนา้ํ 2-3 วนั ครง้ั หรอื นอ ยกวา ตามความเหมาะสมและในหนา แลง อาจ ลอกเลนจากทอ งรอ งข้นึ มากลบราก จะชวยใหอยูไดอีกหลายป 4.2 การใหปุย เม่ือปลกู ไปแลว ประมาณ 45 วัน ปรกิ จะแทงหนอ ขน้ึ มา ควรใหปุย ยูเรียผสมนาํ้ รด และเมื่อมีการเก็บเกย่ี วใบก็ควรใหปยุ สตู ร 16:16:16 หรอื ปุย สตู ร 20:20:20 และยูเรีย 1-2 สัปดาห/ ครง้ั 4.3 การกาํ จัดวัชพืช ควรใชแรงงานคนถาก โดยเฉพาะชวงแรกที่ปลูก 4.4 การปอ งกนั กาํ จดั โรคและแมลง 1. เพล้ียไฟ มกั ระบาดในชว งฤดหู นาวตอ กบั ฤดรู อ น ทาํ ใหใ บมสี ซี ดี ควรปอ ง กันโดยใชส ารเคมี เชน ไดคูไว ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 37 2. เพลี้ยแปง มักทาํ ลายบรเิ วณโคนตน ปอ งกนั และกาํ จัดโดยใชยาฆาแมลง เชน ไดเมทไธเอธ 5. การเกบ็ เกย่ี ว ใชถุงมือผาหนาๆ จบั บรเิ วณโคนกา นของปรกิ ทม่ี สี เี ขม ยาวประมาณ 35-40 ซม. แลว กระตุกขึ้น ซ่ึงชาวบา นนยิ มเรยี กวา การถอน ซง่ึ การถอนนเ้ี ปน การตดั แตง ตน ภายในตวั ทาํ ใหม กี ารแตก ใบใหมขน้ึ เรอ่ื ยๆ ซง่ึ จะถอนสง ตลาดสปั ดาหล ะ 1 ครง้ั แลวนาํ ปรกิ ทถ่ี อนไดม ากาํ ๆละ 10 ยอด หอใบ ตองและแชโ คนกา นในน้าํ รอจาํ หนา ยตอ ไป 6. การตลาด ปริกจะมีราคาดใี นชว งหนา หนาว และราคาถกู ในชว งหนา ฝน เพราะชว งฤดฝู นผลผลติ มี มาก ขายทว่ั ไปคดิ เปน รอ ยเปน พนั โดยราคารอ ยละ 10-16 บาท พันละ 80-100 บาท นยิ มนําไปใช ในการปก แจกนั รว มกบั ดอกไมอ น่ื ๆ เพื่อบูชาพระ และมกี ารนําไปพนสี เพื่อทาํ พวงหรีดศพดวย ! เฟรนนาคราช ชื่อสามัญ (Common name) Davallia ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Davallia Solida วงศ (Family) Davalliaceae ลักษณะทั่วไป เฟรนนาคราช ลักษณะโดยทั่วไปจะเปนเหงาสีนาํ้ ตาล ไมม ขี นแตม เี กลด็ ใบหยาบคอ น ขางหนา สีเขียวออ นและเปน มนั ใชต ดั ปก แจกนั ได ทนทานประมาณหนง่ึ สปั ดาห ปจ จบุ นั ไดมผี ปู ลูกเล้ยี ง เพ่ือใชเปน ไมต ดั ใบขายรว มกบั ดอกกลว ยไมเ พอ่ื สง ตา งประเทศ 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ เฟรนชนิดน้ีเจรญิ งอกงามไดด ใี นสภาพทม่ี คี วามชน้ื สงู แสงแดดเหมาะสม ปลกู ในวสั ดุ ปลูกที่มีการระบายนํ้าดี สวนมากจะปลูกบนกาบมะพราวที่สลายตัวแลวผสมกบั ใบไมผใุ นประเทศไทย แหลงที่ปลูกเฟรนนาคราชอยูที่ ดอยปยุ ดอยขุนหวยแหง และแถบ อ.แมแตง จ.เชียงใหม จ.เชยี งราย และที่ อ.ทองผาภูมิ และรอบๆ กรุงเทพมหานคร 2. การขยายพนั ธุ นิยมขยายพนั ธดุ ว ยเหงา และวธิ กี ารเพาะเลย้ี งเนอ้ื เยอ่ื 3. การเตรยี มแปลงปลกู การปลูกเฟรนนาคราชเพื่อการคาของบริษัทบางกอกฟลาวเออรเซ็นเตอร ในพ้ืนที่ ประมาณ 3 ไร ที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี จะปลกู ในสภาพโรงเรอื นพรางแสงประมาณ 50% ดว ย ตาขา ยพลาสตกิ สดี ํา (Saran) วัสดุปลูกตองระบายนา้ํ ดี โดยใชกาบมะพราวที่สลายตัวแลวผสมกับใบไม ผุทําเปนแปลงปลูก ความสงู ประมาณ 18 เซนตเิ มตร ความกวา งของแปลง 1 เมตร ระยะหางระหวาง แปลง (ทางเดิน) 50 เซนตเิ มตร ริมแปลงจะทาํ รอ งเพอ่ื ใหร ะบายนา้ํ การปลกู จะใชต น กลา จากเหงา , ปลายเหงา ยาวประมาณ 6-10 นว้ิ ปลูกระยะ 30x30 เซนตเิ มตร ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 38 4. การดแู ลรกั ษา 4.1 การใหนาํ้ ในชวงฤดูฝน ไมจาํ เปน ตอ งมกี ารใหน า้ํ แตพอถึงระยะฝนทิ้งชวงก็จะใหนํ้าโดยให วนั ละ 2 ครง้ั เชาเย็น 4.2 การใหปุย เฟรนนาคราชชนดิ น้ี ปุยที่ใหสวนมากจะเปนปุยคอกที่ไดจาก ขว้ี วั ขี้ไก ผสมกับ ใบไมผุ อตั ราสว น 1:4 4.3 การกําจดั โรคแมลง ในชว งฤดฝู นมคี วามชน้ื ตา่ํ จะมีปญหาโรคแมลง ศัตรูที่สาํ คัญไดแก หนอนผเี สอ้ื กลางคืนจะเขา ทาํ ลายใบ การปอ งกนั โดยฉดี ยาฆา แมลง การปอ งกนั หนอนผเี สอ้ื กลางคืนอีกวิธีหนึ่งคือ ดา นขา งโรงเรอื นจะคลมุ ดว ยตาขา ยไนลอ นสฟี า และยังปอง กันแมลงอน่ื ๆไดอ กี ดว ย 5. การเกบ็ เกย่ี ว ตนที่ขยายพันธุโดยเหงาจะเริ่มเก็บเกี่ยวไดเมื่อมีอายุ 6 เดือน สวนถาขยายพันธุ โดยเพาะเล้ียงเนอ้ื เยอ่ื จะเกบ็ ผลผลติ ไดเ มอ่ื มอี ายุ 10 เดอื น การเกบ็ ผลผลติ จะเลอื กใบทแ่ี กไ มม รี อย ตําหนจิ ากการกดั กนิ ของแมลง 6. การตลาด เฟรนนาคราชในประเทศไทยยงั มกี ารผลติ ไมแ พรห ลายนกั สาํ หรบั ตลาดในประเทศใช เฟรนนาคราชรว มกบั การจดั ดอกไม ดอกกลว ยไม ในงานพธิ ตี า งๆ แหลง ทม่ี กี ารซอ้ื ขาย ไดแก ตลาด ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ จะขายเปนกาํ ๆละ 10 ใบ ราคา 15 บาท สาํ หรับตางประเทศจะใชเฟรน นาคราชในการจัดรวมกับดอกกลวยไมเปนลักษณะชอดอกไม (Bouquet) อาจจะเปนในรูปใบสดหรือ ฟอกแหงยอมสี ลกั ษณะการสง รว มกบั ดอกกลว ยไม ตลาดยงั มคี วามตอ งการทว่ั โลก ตราบใดทย่ี งั มกี าร สงกลว ยไมไปตางประเทศ ! เฟร น ใบมะขาม ชื่อสามัญ (Common name) Tuber sword fern ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Nephrolepis cordifolia วงศ (Family) Oleandraceae ลักษณะทั่วไป เฟรนใบมะขาม มลี กั ษณะใบแคบยาวคลา ยดาบ การเรยี งตวั ของใบยอ ยเปน แบบขนนก ใบยอยแตละใบจะเช่ือมติดกับกาน เรียงตัวกันมีระบบแตกไหลท่ีโคนกอ เฟรนใบมะขามชนิดนี้ เหมาะสมอยา งยง่ิ ในการปลกู เปน ไมต ดั ใบ เพอ่ื ขายรว มกบั ดอกกลว ยไม ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 39 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ เฟรนชนิดน้ีเจริญงอกงามไดดีในสภาพที่มีความชื้นสูง ตองการอากาศโปรง ถายเท สะดวก ตองการแสงแดดสงู กวา เฟร น อน่ื ๆ ดนิ ปลกู ควรใหม อี นิ ทรยี ว ตั ถสุ งู ระบายนา้ํ ดี ความชน้ื อากาศ 50-60% นบั วา พอเหมาะ 2. การขยายพนั ธุ นิยมขยายพันธุโดยแยกไหล (Stolon) และเพาะสปอร 3. การเตรยี มแปลงปลกู โดยปกติทั่วไป ในโรงเรือนที่ปลูกกลวยไม สภาพใตโ รงเรอื นจะเหมาะสมตอ การปลกู เฟรนใบมะขาม เนอ่ื งจากมคี วามชน้ื และแสงทเ่ี หมาะสม และยงั เปน รายไดเ สรมิ อกี ทางหนง่ึ ดว ย แตถา จะทําแปลงปลูกตางหากก็ทาํ แปลงปลกู เชน เดยี วกบั แปลงปลกู เฟร น นาคราช 4. การดแู ลรกั ษา 4.1 การใหนาํ้ และปยุ จะอาศัยน้ําและปุยจากการใหกลวยไม นอกจากน้ีภายใตสภาพโรงเรือนยังมี ความช้ืนและการสะสมของปยุ จึงไมจาํ เปน ตอ งใสป ยุ เพม่ิ เตมิ 4.2 การกําจดั โรคแมลง ในชวงฤดูฝนหรือฤดูท่ีมีความช้ืนต่ําๆ จะมีปญหาโรคจากเชื้อราทําใหลําตนเนา ใบเหลืองและรว ง การปอ งกนั โดยฉดี ยาปอ งกนั เชอ้ื รา เชน เบนเลท 5. การเกบ็ เกย่ี ว การขยายพันธุโดยแยกไหลหรือแยกกอ จะใหผ ลผลติ ทร่ี วดเรว็ มาก เพยี งไมก เ่ี ดอื นก็ สามารถเกบ็ ผลผลติ ได การเก็บเกี่ยวทาํ ไดโ ดยใชม ดี ตดั กา นใบใหช ดิ โคนแลว คดั เลอื กใบทส่ี ะอาด ไมม ี ตาํ หนิ มากาํ รวมกนั กําละประมาณ 100 ใบ แลว สง ตลาด 6. ตลาด เฟรนใบมะขามจะใชประโยชนรวมกับการจัดดอกไมและดอกกลวยไมสงไปจําหนาย ตางประเทศ คดิ เปน มลู คา ปล ะหลายแสนบาท ดงั จะเหน็ ไดจ ากตารางท่ี 4-5 สําหรบั ตลาดภายใน ประเทศจะใชสําหรบั จดั รว มกบั ดอกไม ดอกกลว ยไมใ นพธิ ตี า งๆ แหลงที่มีการซื้อขายไดแก ตลาดปาก คลองตลาด ขายปลกี เปน กําๆ ละ 20 ใบ ราคาประมาณ 2-3 บาท การผลิตและการจําหนา ยไมป ระดบั ในประเทศ แหลง ผลติ กง่ิ ปก ชาํ ไมประดับ บริเวณคลอง 15 จ.ปทุมธานี ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 40 แปลงขยายพนั ธโุ กสน ในเขตตลง่ิ ชนั กรงุ เทพมหานคร ตลาดไมดอกไมประดับ รมิ ถนนสาย บางบวั ทอง-สุพรรณบุรี ตลาดประมลู ไมประดับในตางประเทศ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 41 ! หมากเหลือง ชื่อสามัญ (Common name) Madagascar palm, Yellow palm ช่ือวทิ ยาศาสตร (Scientific name) Chrysalidocarpus lutescens วงศ (Family) Palmae ลักษณะทั่วไป หมากเหลือง (Chrysalidocarpus lutescens Wendl.) หรือ Golden fruited palm / Madagascar palm / Yellow palm หมากเหลอื งเปน ไมย นื ตน ตระกลู ปาลม เชน เดยี วกบั มะพรา ว หมากที่ ใชรับประทานกบั พลู ฯลฯ แตม หี นอ และขน้ึ เปน กอรวมกนั หลายๆ ตน ลาํ ตน สงู ชะลดู เหน็ ขอ ปลอ งชดั เจน มีใบแบบขนนกอยสู ว นยอดของลําตน ชอ ดอกเปน พวกซง่ึ เรยี กกนั วา ทะลาย 1. สภาพดนิ ฟา อากาศ หมากเหลืองชอบขน้ึ ในแถบอบอนุ ถงึ รอ นชน้ื พื้นที่ปลูกควรเปนที่โลงแจง จงึ สามารถ ปลูกไดในที่ราบทั่วๆไป และทร่ี าบลมุ ทม่ี กี ารระบานนา้ํ ดี สามารถทนตอสภาพนาํ้ ทวมชั่วคราวไดแตไม อาจทนตอนํ้าทท่ี ว มและขงั อยนู านๆ ดนิ ทเ่ี หมาะสมควรเปน ดนิ รว นเหนยี วหรอื ดนิ เหนยี วทม่ี อี นิ ทรยี ว ตั ถุ พอควร ในประเทศไทยปลูกหมากเหลืองเพื่อตัดใบจาํ หนา ยกนั มากในเขตภาษเี จรญิ หนองแขม กรุงเทพมหานคร และจงั หวดั นนทบรุ ี 2. การขยายพนั ธุ นยิ มอยู 2 วธิ ีคือ 2.1 การขยายพนั ธโุ ดยใชเ มลด็ ผลหมากท่ีจะนํามาเพาะนน้ั ควรเปน ผลทป่ี ลอ ยใหแ กบ นตน จนเกอื บรว งแลว จงึ เกบ็ มาไว ในท่ีรม หมากทจ่ี ะเพาะควรมผี ลสเี หลอื งอมน้ําตาลเลก็ นอ ย แกะเปลอื กนอกออกลา งใหส ะอาด นาํ ไป เพาะในภาชนะ ควรเลอื กภาชนะกน ลกึ ดกี วา โดยใชวัสดุเพาะคือ ขเ้ี ถา แกลบทราย ปุยคอก/ปุยหมัก 5:2:1 โดยฝง ใหล กึ ประมาณ 1 1/2 นว้ิ หา งกนั ประมาณ 3 นว้ิ ใหข ว้ั ผลอยดู า นบนแลว รดนา้ํ ใหชุม นําภาชนะเพาะไปเกบ็ ไวใ ตร า นทม่ี แี สงพอประมาณ ใหน ้าํ วนั เวน วนั หลงั จากนน้ั ประมาณ 1 เดอื น หมากเหลืองจะงอกเปน ตน เลก็ ๆ ทง้ิ ไวป ระมาณ 3-4 เดอื น หมากเหลืองจะแตกใบเปน 2 แฉก ประมาณ 2-3 คู ตน สงู ประมาณ 6-8 นว้ิ จึงขุดยายไปชาํ ได การชาํ ก็สามารถทาํ ไดใ นแปลงชาํ โดยปลกู หา งกนั ประมาณ 30x30 ซม. เมอ่ื หมากสงู ประมาณ 40-50 ซม. จงึ ขดุ ไปปลกู ในแปลงท่ี เตรยี มไวไ ด 2.2 การขยายพันธุโดยการแยกหนอ ตองใหหนอที่จะแตกออกมาใหมนั้นรากติดมาดวย และมีลําตนเจริญแข็งแรงโต พอสมควรมากแลว ถงึ จะตดั หนอ แยกมาจากตน แมเ ดมิ 3. การเตรยี มแปลงปลกู การปลูกหมากนยิ มปลกู แบบยกรอ ง โดยนาํ แปลงขนาดประมาณ 4 เมตร ระยะปลูก 3x3 เมตร โดยปลกู สลบั ฟน ปลา จากนน้ั ขดุ หลมุ โดยหลมุ มขี นาด 40x40x40 ซม. รองกน หลมุ ดว ย ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 42 ปุยหมัก/ปุยคอก และคลกุ ใหเ ขา กบั ดนิ นาํ หมากเหลอื งวางลงไปในหลมุ ใหต รง แลว กลบดนิ ใหแ นน พอ ประมาณ รดน้าํ ใหชุม และอาจใชท างมะพรา วคลมุ พรางแสงแดดใหใ นชว งแรก เพอ่ื ใหต น หมากตง้ั ตวั ได เรว็ ขน้ึ 4. การดแู ลรกั ษา 4.1การใหน า้ํ หลังปลูกลงแปลงแลวควรรดนํ้าใหชุม วนั ละ 1 ครง้ั ประมาณ 1-2 เดอื น เมอ่ื ตน โตขน้ึ อาจลดเปน 2-3 วนั ครง้ั หรอื มากกวา นต้ี ามความเหมาะสม 4.2 การใหปุย ควรใสป ยุ หลังจากตัดใบแลว โดยใชปุยคอก / ปุยหมักหรือปุยเคมีสูตร 15-15-15 โดยพรวนดินตื้นๆ กลบปุยและรดน้ําตาม และนอกจากน้ีสวนท่ีมีการปลูกหมากเหลืองแบบยกรอง การลอกเลนทุกปๆ ละครง้ั เพอ่ื ไมใ หท อ งรอ งตน้ื เขนิ โดยทําประมาณเดอื นเมษายน เพราะเลนจะแหง เร็วและเกาะตัวกันดี เลนท่ีลอกขึ้นควรสาดไปบริเวณโคนตน เพ่ือไมใหรากลอยและเพ่ิมธาตุอาหาร อกี ทางหนง่ึ 4.3การกาํ จัดวัชพืช เม่ือหมากเหลอื งมขี นาดเลก็ ๆ อยู ควรหมน่ั ถางหญา รอบๆ โคนตน หมาก เพื่อไมให วัชพืชขึ้นคลมุ แตเ มอ่ื หมากเหลอื งมขี นาดใหญ อาจกาํ จัดวชั พชื นอ ยลงได 4.4การกําจดั โรคและแมลง ในเร่ืองโรคน้ันไมคอยเปนปญหาแกหมากเหลืองนัก จะมีแตแมลงเทาน้ันท่ีชอบมา ทาํ ลาย ทําใหใบเสียหาย แมลงทพ่ี บมดี งั น้ี 4.4.1 หนอนปลอก มักใชใ บหมากมาสรา งเปน เกราะหมุ ตวั แลวอาศัยอยูภายในทาํ ใหฟ อรม ใบตดิ กนั ไมส วย และยังกัดกินใบทาํ ใหใ บเปน รู สามารถกาํ จัดโดยใช สารเคมี เชน มาลาไธออน ฉดี พน ตามฉลากทร่ี ะบุ 4.4.2 หนอนเจาะลาํ ตน มีขนาดเทา กา นไมข ดี ไฟ สเี หลอื งยาวประมาณ 2-3 นว้ิ มักจะเจาะไปบรเิ วณโคนตน หมาก ทําใหห มากเหลอื งตายในเวลาตอ มา มกั เขา ทาํ ลายในตน ทแ่ี ก สามารถกาํ จดั โดยใชฟรู าดาน 3% โรยบริเวณรอบๆโคนตน แลว รดน้ําใหชุม 4.4.3 เพล้ียหอยและเพลย้ี แปง จะดดู นา้ํ เลย้ี งทใ่ี บ และเกาะบรเิ วณใบ ทาํ ใหใ บไม สวย กําจดั โดยเคมพี วกนวู าครอนฉดี พน ตามฉลากกาํ หนด 5. การเกบ็ เกย่ี ว เม่ือหมากมอี ายไุ ด 3 ป หรอื ทชี่ าวบานเรียกวา ไมส าว สามารถเรม่ิ เกบ็ เกย่ี วได โดยใช มีดคมๆ ตัดบริเวณโคนกาน ใบท่ีตัดน้ันสามารถตัดไดท้ังใบแกและใบออน โดยตัดสัปดาหละครั้ง เม่ือตัดแลวจะมาคดั ขนาดและแยกเปนกาํ ๆละประมาณ 10 ใบ และบางแหง มพี อ คา หรอื นายหนา เขา ไป รับซ้ือและรบั ตดั ถงึ สวนเกษตรกรเลย ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 43 6. การตลาด ในทางการคา ปจจุบันยังไมมีการกําหนดมาตรฐานใบหมากเหลืองในการจําหนาย อยางเปน ทางการ แตเ ปน ทร่ี กู นั ในหมผู ปู ลกู และพอ คา วา ลักษณะใบที่ตัดจะแบงเปน 2 ประเภทใหญ คือ ใบออน หรือท่ีเรียกกนั วา ไมโ รงแรม เพราะลกู คา นยิ มนําไปใชป ระโยชนในการตกแตงภายใน โรงแรม โดยใชปกแจกัน ฯลฯ ซง่ึ มรี าคาดี คอื ทางละประมาณ 1.50 บาท สวนอีกประเภทคือใบแกหรือ ที่เรียกวาไมใหญนั้น มรี าคาถกู กวา คอื ทางละประมาณ 80 สตางค โดยนยิ มนําไปตดั ปลายใบและพน สี ทําพวงหรดี ศพในใบออ นและใบแกเ องกม็ กี ารแบง ตามขนาดใหญเ ลก็ ดว ย ตลาดภายในประเทศที่สาํ คัญคือ ปากคลองตลาด วนั ๆ หนง่ึ มอี ตั ราการใชห ลายหมน่ื ใบ โดยเฉพาะชวงหนาฝน นอกจากนย้ี งั มกี ารสง ออกไปตา งประเทศบา งแตย งั ไมม ากนกั การสง พนั ธไุ มอ อกนอกประเทศ การสงพนั ธไุ มอ อกนอกประเทศ ไมวาจะสงไปจาํ หนา ย หรอื สง ไปแลกเปลย่ี นหรอื สง ไป เปนของกาํ นลั ใครกต็ าม อาจพจิ ารณาไดเ หมอื นกนั ดงั นค้ี อื 1. ทราบเสยี กอ นวา พนั ธไุ มท ต่ี า งประเทศตอ งการนน้ั มอี ะไร คอื อะไร จาํ นวน ขนาด ลักษณะ ชื่อท่ีถูกตอง ถาสงไปจําหนายหรือแลกเปลี่ยนประมาณราคาไวดวย อาจใหทาง ตางประเทศไดทราบขอมูลตางๆเหลานี้ดวยอยางชัดแจง เพ่ือปองกันการผิดพลาดและเขาใจผิด ในโอกาสตอ มา 2. เมื่อผูสงพันธุไมจากตางประเทศติดตอมาวาตองการพันธุไมชนิดใด จาํ นวนเทา ไร ประมาณราคาพนั ธไุ มเ ทา ใด จะสง ใหทางใด ตอ งการพนั ธชุ นดิ ใด ลกั ษณะของพนั ธไุ มท ต่ี อ งการเปน อยางไร เชน เมลด็ กง่ิ ตอน กิ่งปกชํา กลา ทม่ี รี ากดแี ลว ฯลฯ เปน อนั วา ทง้ั สองฝา ยคอื ผสู ง และผรู บั ตางเขา ใจกนั ดแี ลว จึงดาํ เนนิ การเตรยี มสง ตอ ไปได 3. เมื่อเตรียมพันธุไมท่ีจะสงไปตางประเทศน้ัน จะตองเปนพันธุไมท่ีสะอาด ปราศจากเชื้อโรค และแมลงทอ่ี าจตดิ ไปกบั พนั ธไุ มน น้ั ไดท ง้ั ตวั ออ นและไขก ต็ าม ใหสํารองจาํ นวนพนั ธุ ไมไปใหมากกวาจาํ นวนทต่ี อ งการจะสง ไปดว ย เชน ตอ งการสง ไป 100 ตน กค็ วรนาํ ไปมากกวา 100 ตน เชน 120-130 ตน แลว แตช นดิ ของพนั ธไุ ม ทั้งนี้เพื่อทางหนวยกักกันโรคพืชไดตรวจและอาจคัดทิ้ง บาง เพราะไมส ะอาดพอจะไดม จี าํ นวนสาํ รองไวใหเทาจาํ นวนทต่ี อ งการสง ออกไปตามจาํ นวนทต่ี อ งการ 4. นําพันธุไมที่สะอาดและเตรียมไวดีแลว พรอมดวยภาชนะท่ีจะใชบรรจุและ หีบหอพันธุไมไ ดพอเหมาะพอดี ไปขอใบรบั รองการผา นตรวจโรคและแมลง ที่ดานตรวจและกักกันพืช กองควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในบรเิ วณมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตรบ างเขน หรือที่ดานตรวจพืชอืน่ ๆ ตามชายแดน หรอื ทา ทม่ี ขี องออกตา งประเทศ โดยมีหนวยกักกันโรคพืชตั้งอยู ในการนําพันธุไมไปตรวจใหนําไปถึงที่หนวยกักกันโรคพืชกอนกําหนดท่ีจะสงออกไปตางประเทศอยาง นอย 1 วัน เพอ่ื ใหเ จา หนา ทม่ี เี วลาตรวจและประกอบกรรมวธิ ที างปอ งกนั โรคและแมลงทพ่ี นั ธไุ มน น้ั 5. เมื่อนําพันธุไมไปถึงแผนกตรวจและกักกันโรคพืชแลว ใหทําคํารองตามแบบ ของทางราชการ โดยแจงชื่อผูรับประเทศที่สงไป โดยพาหนะทางใด จาํ นวนพชื และชนดิ ของพนั ธไุ มท จ่ี ะ สงไป และขอ ความอน่ื ๆ ยน่ื ตอ เจา หนา ทข่ี องแผนก ถา หากมใี บอนญุ าตนําพืชเขาประเทศปลายทาง (Importing permits) ก็ใหแสดงและมอบใหเจาหนาที่ไวดวย เพราะบางประเทศนน้ั กอ นจะนําพนั ธไุ มเ ขา ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 44 ประเทศหรือกอนทเ่ี ราจะสง พนั ธไุ มเ ขา ประเทศนน้ั ๆ จะตอ งของใบนําพนั ธไุ มเ ขา ประเทศเสยี กอ น เชน ประเทศสหรัฐอเมรกิ า ฟล ปิ ปน ส อนิ เดยี เมอ่ื ตดิ ตอ กบั ผสู ง่ั พนั ธไุ มใ นประเทศนน้ั และไดรับ Importing permits น้ันแลวจึงจะนําพนั ธไุ มเ ขา ประเทศเขาได มเิ ชน นน้ั ทางประเทศนน้ั ๆ จะปฏิเสธไมใหนาํ เขา (refuse entry) 6 . เมื่อเจาหนาที่ไดตรวจหรือประกอบกรรมวิธีในทางรมพืชน้ันในทาง เคมีภัณฑใ ดๆ จนพืชนั้นปราศจากศัตรูพืชแลว กจ็ ะออกใบรบั รองใหผ สู ง โดยมตี วั จรงิ 1 ฉบบั และสาํ เนา อีก 3 ฉบับ รวม 4 ฉบบั ใบรบั รองตวั จรงิ นน้ั จะสง รวมไปในภาชนะทบ่ี รรจุ (จะแยกสงตางหากมิได) สวนสําเนาอกี 3 ฉบบั นน้ั เพื่อเก็บไวใหผูสงแจงหรือแสดงใหศุลกากร 1 ฉบบั และใหบริษัทผูรับขนสง อีก 1 ฉบบั อกี 1 ฉบบั อาจเกบ็ นาํ ไปแสดงใหธ นาคารเพอ่ื หลกั ฐานในการจา ยหรอื แลกเงนิ ตรา ตางประเทศ 7. เมื่อหีบหอบรรจุพันธุไมเรียบรอยแลว โดยเจาหนาที่แผนกตรวจจะไดหีบหอ และจัดใหเรียบรอยแลว ตอ มาเกดิ ชาํ รดุ แตก หรอื ฉกี ขาดเสยี หายกอ นการสง ออก ตอ งนํากลับไปที่ แผนกตรวจและกักโรคพืชที่เดิม เพื่อขอใหทาํ การบรรจุหีบหอใหม (repacking) แลว จงึ นาํ สง ไปได หามมิ ใหทําการบรรจหุ บี หอ เอง มเิ ชน นน้ั บรษิ ทั ผจู ดั สง หรอื ศลุ กาการกจ็ ะไมย อมรบั หรอื ใหผ า นไปได 8. เมื่อเรียบรอยแลว ถา จะนําสง ทางอากาศกต็ อ งนําหีบหอพันธุไมนั้นไปทาํ ใบขน สินคาขาออกทท่ี า อากาศยานดอนเมอื ง และสง บรษิ ทั เครอ่ื งบนิ ถาหากจะสงทางไปรษณียภัณฑ เชน สง ทางเรือนั้น ตอ งนาํ ไปตดิ ตอ ดาํ เนนิ พธิ ที างการศลุ กากรทก่ี องตรวจสนิ คา ขาออกทท่ี า เรอื คลองเตย หรือ ทาเรือกรุงเทพฯ เมอ่ื ไดร บั อนญุ าตแลว จงึ นาํ กลับไปชั่งและเสียคาสงที่ทําการไปรษณีย หรือที่บริษัทเดิน เรอื ตอ ไป การบรรจหุ บี หอ พนั ธไุ ม (packing) การบรรจุหีบหอ พนั ธไุ มส ง ออกนอกประเทศ หรอื สง ไปในทไ่ี กลๆ นน้ั อาจมีวิธีบรรจุหีบ หอไดห ลายวธิ แี ลว แตช นดิ ของพนั ธไุ ม ซง่ึ แตกตา งกนั ไป การบรรจุหีบหอแบบแหง (Dry Method of Packing) การบรรจุหีบหอแบบแหงน้ีอาจใชไดท้ังบรรจุเมล็ดพันธุไ ม หรอื ตน ทม่ี รี ากอยแู ลว กไ็ ด สิ่งสําคัญในการบรรจุหีบหอพันธุไมแบบแหงนี้ก็คือ ควรไดเ ลอื กเวลาสง ใหต รงกบั ระยะเวลาของพนั ธไุ ม ท่ีจะสงไปนั้นหยุดพักการเจริญเติบโต หรือเปนพันธุไมที่ก่ึงหยุดการเจริญเติบโต (Dry of Semi- dormant) มิเชนน้ันในระหวา งทข่ี นสง นานๆ พนั ธไุ มน น้ั ๆ เจริญเติบโตตอไปในหีบหอ และเมอ่ื เจรญิ เตบิ โตแลว ไมม นี า้ํ ไมม อี าหาร กอ็ าจตายในหบี หอ นน้ั ไดง า ยๆ ถาหากเปนพันธุไมที่ไมมีการหยุดพักการ เจริญเติบโต หรือเปนพันธุไมที่หยุดพักแตสงไปผดิ ฤดไู มตรงกับระยะเวลาการหยดุ พักการเจริญเติบโต ของพันธุไม ก็อาจหลีกเล่ียงไดดวยการเลือกพันธุไมท่ีแข็งแรงดีจริงๆ และถาหากเปนพันธุไมชนิดท่ี เปนตน ก็ควรมรี ากและมดี นิ หรอื วสั ดอุ ยา งหนง่ึ ทท่ี าํ ใหร ากไดร บั ความชมุ ชน้ื ไดด ว ย ถา มแี ตร ากเปลา ๆ (Bare-root) ก็จะทําใหตายกลางทางได ถา เปน เมลด็ กค็ วรคลมุ กบั ขเ้ี ลอ่ื ยหรอื มอสเพอ่ื ใหค วามชมุ ชน้ื อยูดวย ถาเปนพันธุไมที่มีใบมากใหตัดใบออกเสียบาง และงดการใหน้ํากอนบรรจุ และใหไดถูก แสงสวา งใหเ ตม็ ทเ่ี สยี กอ นทจ่ี ะนาํ มาบรรจุหีบหอทึบ ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 45 ถาหากเปนเมล็ดแหง การบรรจุหีบหออาจใสกลองหรือกระปองสังกะสีชนิดปดแนน บัดกรีแลวสงไปกไ็ ด หรอื อาจใสถ งุ กระดาษหรอื ถงุ พลาสตกิ กไ็ ด โดยไมต อ งมวี ตั ถอุ น่ื ๆรวมไปกบั เมลด็ เลย ภาชนะทใ่ี สต อ งแหง สะอาด เมลด็ ทจ่ี ะสง ควรแหง สะอาด ถาหากเปนพันธุไมที่เปนหัวแหง เชน gladious ก็อาจใสถ งุ รวมกนั สง ไปไดห รอื ใสก ลอ ง กระดาษ โดยมีวสั ดอุ ่ืนยัดรวมไปดวยใหแ นนกนั กระทบกระเทอื น และทาํ ใหหัวพันธุไมชาํ รุดเสียหายได การบรรจุหีบหอชนิดเปยก (Fleshy of Moistened Packing) พันธุไมบ างชนดิ ตอ งสง ไป ในลักษณะท่ีมีความชน้ื อยดู ว ย เพราะถา ขาดความชน้ื แลว จะเกบ็ พนั ธไุ มไ วไ ดไ มน านในระยะเวลาขนสง เชน เมลด็ พนั ธไุ มช นดิ สด (Fleshy seeds) หรอื พนั ธไุ มน ้าํ (Aquatic Plants) การบรรจุหบี หอ พันธไุ ม ชนิดนี้ตองมีวัสดุท่ีมีความช้ืนอยูแทรกไปดวยในระหวางเมล็ด ถาเปนเมล็ดหรือถาเปนพันธุไมท่ีมีราก แลวก็ตองมีวสั ดทุ ม่ี คี วามชน้ื อยรู วมในรากตดิ ไปกบั ตน ดว ย เชน ขยุ มะพรา ว ขเ้ี ลอ่ื ย แกลบ ขเ้ี ถา แกลบ ผงถา น sphangnum moss หรือขก้ี บไมเ นอ้ื ออ น ฯลฯ ถาเปนเมล็ดพันธุไม หรอื เมลด็ พนั ธไุ มเ มอื งรอ น เชน เมลด็ มะมว ง เมลด็ มะปราง เมลด็ มังคุด เมลด็ ปาลม บางชนดิ อาจใสข เ้ี ลอ่ื ย หรือ Sphangnum moss ลงไปกับเมล็ด ใสก ระปอ งสงั กะสปี ด ผนกึ หรอื ใสถ งุ พลาสตกิ กไ็ ด ถาหากเปนพันธุไมนํ้า อาจใสขวดหรือกระปองสังกะสี โดยใสน้ําหรือโคลนลงไปใน ภาชนะน้ันดว ย ปดผนึกใหแนน ถาเปนขวดแกวใหปดจุกใหแนนและชุบเทียนไขที่จุกเพื่อกันนํ้าซมึ ออก มากได ขอสําคัญในการบรรจุแบบเปยกน้ํานี้ก็คือ การอัดแนนไมใหอากาศเขาได เชน ใสกระปอ งสงั กะสนี น้ั ระวังจะทาํ ใหเ กดิ บดู เนา ในกระปอ งไดเ หมอื นกนั การบรรจหุ บี หอ กง่ิ ตอน กง่ิ ปก ชาํ กิ่งตอนที่จะสงออกตางประเทศนั้น ควรไดเ ตรยี มการตง้ั แตเ รม่ิ ตอนกง่ิ พนั ธไุ ม คอื เลอื ก ก่ิงที่ใหญ สมบรู ณ อว นสน้ั ไมยาวเกะกะ มตี าสมบรู ณ และแขง็ แรง ปราศจากโรคและแมลง สะอาด การ ตอนไมควรใชด นิ และกาบมะพรา วเชน การตอนทว่ั ๆไป ใหใช sphangnum moss หรอื ขยุ มะพรา ว แทน ดิน และหอกง่ิ ตอนดว ยกระดาษพลาสตกิ แทนกาบมะพรา ว หรือจะใชขี้เถาแกลบหรือขุยมะพราวพอกกิ่ง ตอนแทนดินกไ็ ด เมอ่ื รากออกดแี ลว นําไปสง ได นา้ํ หนักเบาและสะอาดสะดวกแกก ารตรวจและรมยาฆา ศัตรูพืชของแผนกกันกันโรคพืช กอนจะนําก่ิงตอนสงควรตัดแตงกิ่งตอนใหเหลือแตสวนท่ีสําคัญจริงๆ ควรตัดก่ิงและใบทไี่ มจ ําเปน ออกเสยี บา ง อาจรวมกง่ิ ตอนหลายๆกง่ิ ในถงุ พลาสตกิ ถงุ เดยี วกนั แลวบรรจุ ในกลอ งกระดาษอกี ชน้ั หนง่ึ กไ็ ด กิ่งชํา กิ่งชาํ บางอยา งเชน วาสนา เขม็ สามสี โกสน ควรเลอื กกง่ิ ทส่ี มบรู ณต ดั ยาวแลว แต ขนาดของไม ปลายกง่ิ ทง้ั สองดา นจะมขี ผ้ี ง้ึ หรอื พาราฟน ปด กนั การระเหยนา้ํ ออกจากกง่ิ มากขณะขนสง หรือมีวัสดชุ น้ื ๆ เชน ขยุ มะพรา ว หมุ ปลายกง่ิ ทง้ั สองดา น มดั กง่ิ ชาํ รวมกนั หอดวยผาฝาย มดั ใสถ งุ พลาสติก แลวนาํ ไปบรรจลุ งในกลอ งกระดาษ เพอ่ื ดําเนนิ การสง ออกตอ ไป ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั

คมู อื การผลิตไมประดับและไมตัดใบเพื่อการคา 46 ๐ กลบั ไปหนา กอ นน้ี ๐ หนา ถดั ไป ๐ กลบั หนา หลกั /สารบญั