โดยการปลูกพืชคลุมดิน แผน พบั เผยแพรท ่ี 205 กรมสงเสริมการเกษตร เรียบเรยี งโดย ชุลีพร เตชะศลี พทิ กั ษ กองปอ งกนั และกําจัดศัตรูพืช จัดทําโดย อญั ชลี สุวจิตตานนท กองเกษตรสมั พนั ธ สารบญั ❍ชนิดของพชื คลมุ ดนิ ❍อตั ราการปลูก ❍การดูแลรักษา ❍ปญ หา ❍วิธีการปลูก
การปอ งกนั และกาํ จัดวัชพืชในสวนไมผล-ไมยืนตน 2 ปญ หา ปญหาวัชพืชในสวนไมผล-ไมยืนตน มักจะเกดิ รนุ แรงในสวนที่ตนไมยังมีขนาดเล็กอยู เพราะในชวงน้วี ัชพืช จะสามารถเจริญเติบโตไดเร็วกวา สงผลใหตนไมที่ปลูก ชะงักการเจรญิ เตบิ โต ใหผ ลผลติ ชา แตเ มอ่ื ไมผ ล-ไมยืน ตนโตข้ึนจนมีพุมชนกัน ปญหาการเกิดวัชพืชก็จะลดลง ดังน้ันชวง 2-3 ปแรกของการปลูกไมผลไมยืนตน เกษตรกรจะตอ งคอยควบคมุ และกาํ จัดวัชพืชอยูเสมอ ซึ่ง สามารถปฏบิ ตั ไิ ดห ลายวธิ ี แตว ิธหี น่งึ ทีจ่ ะแนะนํา คอื การปลูกพืชคลุมดินในระหวางแถวของไมผล-ไมยืนตน วิธีนี้จะชวยแกปญหาวัชพืชในระยะยาวได โดยพืชที่นิยมนํามาปลูกคลุมดินไดแกพืชตระกูลถ่ัวประเภทเลื้อยพัน ซ่ึงสามารถทอดเถาเล้ือยคลุม วัชพืชใหตายได วิธีนี้เกษตรกรอาจจะตองใชเวลาและเสียคาใชจายสูงในระยะแรกเพื่อขยายพืชคลุมให เต็มพ้ืนท่ี แตหลังจากนั้นแลวการจัดการไมใหพืชคลมุ เล้อื ยเขาไปพนั ในทรงพุม ของไมผล-ไมย นื ตน จะ ทาํ ไดงายและประหยัดคาใชจายกวาการกาํ จัดวัชพืช การปลูกพืชตระกูลถ่ัวแซมในสวนไมผล-ไมยืนตนนอกจากจะชว ยควบคุมไมใหมวี ชั พืชเกิดขึน้ แลว ยังมีประโยชนท่เี กิดขึน้ ตามมาอีกหลายอยาง ไดแก 1.ชวยเพ่ิมธาตุไนโตรเจนในดนิ เนื่องจากแบคทเี รยี ทอี่ าศยั อยูในปมรากถว่ั จะชว ยตรงึ ไนโตรเจน ในอากาศมาสะสมไวในดิน จึงทําใหพืชที่ปลูกรวมกับพืชตระกูลถั่วมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มข้ึน นอกจากน้ียงั ชว ยลดคาใชจายในการใสปยุ ไนโตรเจนอกี ดว ย 2.ตน เถา และใบของพืชคลุมดิน เมื่อตายหรือรวงหลนลงดินแลวจะกลายเปนอินทรยี วัตถุ ชวยเพ่ิมธาตอุ าหารในดนิ และชว ยปรบั ปรงุ โครงสรา งของดนิ ใหด ขี น้ึ ดว ย 3.การปลูกพชื คลมุ ดนิ จะชว ยปอ งกนั การชะลา งและพงั ทะลายของหนา ดนิ 4.เมล็ดพนั ธขุ องพชื คลมุ ดนิ สามารถนําไปขาย ชวยเพิ่มรายไดใหแกเกษตรกรอีกดวย อยางไรก็ตามถึงแมวาพืชคลุมดินจะมีประโยชนมากมายหลายประการแลว แตก็ยังพบปญหา ตามมา คอื 1.ในฤดูฝน พชื คลมุ ดนิ จะเจรญิ เตบิ โตรวดเรว็ จงึ มกั เลอ้ื ยพนั ขน้ึ ตน ไม ทาํ ใหต น ไมผ ล-ไมย นื ตน ชะงักการเจริญเตบิ โตได ดงั นน้ั เกษตรกรจะตอ งคอยดแู ลไมใ หพ ชื คลมุ ดนิ เลอ้ื ยขน้ึ ตน ไม โดยใชม อื ดงึ พชื คลุมดินใหห า งทรงพมุ หรอื ใชเ ครอ่ื งนาบ 2.ในฤดูแลง พชื คลมุ ดนิ จะโทรมและทง้ิ ใบเปน เชอ้ื เพลงิ ทําใหเกิดไฟไหมสวนได ดงั นน้ั เกษตรกร จึงควรทําแนวปอ งกนั ไฟและตอ งคอยตดั แตง ใหพ ชื คลมุ ดนิ อยหู า งจากตน ไมอ ยา งนอ ย 1 เมตร หนา กอ นน้ี หนา ถดั ไป สารบญั
การปอ งกนั และกาํ จัดวัชพืชในสวนไมผล-ไมยืนตน 3 ชนดิ ของพชื คลมุ ดนิ พืชตระกูลถั่วที่จะแนะนําใหเ กษตรกรใชป ลกู เปน พชื คลมุ ดนิ ในสวนไมผ ล-ไมย นื ตน มี 4 ชนิด คอื 1. คาโลโปโกเนียม ใบมีขนาดปานกลางเจรญิ เตบิ โตไดเรว็ คลมุ ดนิ ไดภ ายใน 3-4 เดอื น จะออกดอกและ เก็บเมล็ดไดเม่ือมีอายุ 6-7 เดือนขึ้นไปจนกระทั่งอายุ ประมาณ 18 เดอื น ตนก็จะโทรม ตายคาโลโปโกเนียม เปนพืชท่ีไมชอบรมเงา เม่ือปลูกรวมกับพืชคลุมดินชนิด อ่ืน จะมีปริมาณมาก ในปแรกแตหลัง จากน้ันจะถูก ทดแทนดว ยพชื คลมุ ดนิ ชนดิ อน่ื 2. เซนโตซีมาหรือถั่วลาย ใบมลี กั ษณะเรยี วเลก็ ชอบเล้ือยพนั ขน้ึ ตน ไม จะออกดอกและเกบ็ เมลด็ ไดเ มอ่ื มี อายุ 7 เดอื นขน้ึ ไป ทนตอ ความแหงแลง ดงั นน้ั จงึ จะชว ย เสริมปริมาณพืชคลุมดินในชวงหนาแลงได เถาเหนียว เปอยชา เซนโตซมี าจะมอี ายอุ ยไู ดป ระมาณ 3-4 ป 3. เพอราเรยี ใบมขี นาดใหญหนา เถาใหญและ เปนขน จึงควบคุมวัชพืชไดดีกวาถั่วสองชนิดแรก เพอราเรียจะมีการเจริญเติบโตชา อายุเกือบปจึงจะคลุม ดินได และจะสามารถคลมุ ดนิ ไดป ระมาณ 3-4 ป แตถา มีรมเงามาก ตนก็จะโทรม ตายไป เถาและใบเปราะ เนา เปอ ยเรว็ 4. ซรี เู ลยี มหรอื นิวดาโลโป เปน ถว่ั คลมุ ดนิ ทม่ี คี ณุ สมบัติดีเดน หลายประการคือ ใหป รมิ าณไนโตรเจนกลบั คืนสูดินไดม าก ทนตอ ความแหงแลง และรม เงาไดด ี มอี ายุ อยูไดน านถงึ 10 ป ในพื้นท่ีท่มี กี ารปลกู ซีรเู ลียม รว มกบั พืชคลุมดินชนดิ อน่ื ซรี เู ลยี มจะมปี รมิ าณเพอ่ื ขน้ึ ในปท ่ี 4 ในขณะท่ีพืชคลมุ ดนิ ชนดิ อน่ื จะตายไป เพราะมรี ม เงามาก ข้ึน แตเ นอ่ื งจากซรี เู ลยี มทป่ี ลกู ทางภาคใต ของไทยใหผล ผลิตเมลด็ นอ ยหรอื แทบไมใ หเ มลด็ เลย จึงมีปญหาเกี่ยว กับเมลด็ พนั ธทุ น่ี าํ มาใช ปลูกจะมีราคาแพง หนา กอ นน้ี หนา ถดั ไป สารบญั
การปอ งกนั และกาํ จัดวัชพืชในสวนไมผล-ไมยืนตน 4 อัตราการปลูก การปลูกพืชคลมุ ดนิ ควรใชเ มลด็ พนั ธใุ นอตั รา 1 - 1.5 กโิ ลกรมั ตอ ไร เมอ่ื เมลด็ มคี วามงอกไมต า่ํ กวา 80% แตถ า ความงอกตา่ํ ตอ งเพม่ิ อตั ราเมลด็ ตามสว น การปลูกพืชคลุมดินอาจปลูกพืชคลุมชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได แตเพื่อใหไดประโยชนจากพืชคลุมดิน เต็มที่จึงแนะนําใหปลูกรวมกัน เชน ในสวนยางพาราและปาลม นา้ํ มนั อาจปลกู คาโลโปโกเนยี ม : เซนโตรซมี า : เพอราเรยี รว มกนั ในสดั สว น 2 : 2 : 1 หรือ 5 : 4 : 1 หรือ 2 : 3 : 2 โดยนา้ํ หนกั และ เพ่ือเพ่ิมประสทิ ธภิ าพของพชื คลมุ ในระยะยาวเกษตรกรสามารถปลกู ซรี เู ลยี มรว มดว ยในอตั รา 40 - 50 กรัมตอ ไร ในประเทศมาเลเซยี มกี ารปลกู เพอราเรีย : ซรี เู ลยี ม รว มกนั ในสดั สว น 9 : 1 ในสวนยาง สวนในสวนไม-ผลไมย นื ตน อน่ื ๆ อาจปรบั ใชส ตู รผสมใด ๆ ตามความเหมาะสมในทอ งถน่ิ ทง้ั น้ี ขน้ึ อยู กับเมล็ดพันธทุ ี่หาได วิธีการปลูก การปลูกพชื คลมุ ดนิ สามารถกระทําไดหลายวิธี เชน การหวาน ปลกู เปน แถวและปลกู เปน หลมุ แตวิธีที่จะแนะนําใหเ กษตรกรปลูก คอื ปลูกเปนแถวเพราะจะสะดวกตอการดูแลรักษา ระยะปลูกควรให หางจากพืชหลัก 2 เมตร สว นจาํ นวนแถวปลกู ประมาณ 3 - 5 แถว การจัดระยะแถวปลูกใหเฉลี่ยระยะ แตละแถวเทากัน เชน 1, 1.5, หรือ 2 เมตร ขึน้ อยกู ับระยะปลูกพชื แตล ะชนิด การปลกู ใหใ ชจ อบขดุ ดนิ เปนรองลึกประมาณ 2-3 นว้ิ โดยเมลด็ ลงในรอ งใหก ระจายสม่ําเสมอ แลว จงึ กลบดว ยดนิ รว น การปลูกพืชคลุมดนิ นี้ อาจปลกู กอ น พรอมกันหรือหลังจากปลูกพืชหลัก แตเ พอ่ื ความสะดวกและ งายแกการกําจัดวัชพืช ควรปลกู หลงั จากการเตรยี มดนิ และวางแนวระยะปลกู เรยี บรอ ยแลว การดูแลรักษา ในระยะ 4 - 6 เดือน หลังจากปลูกพืชคลุมดินแลว เกษตรกรจะตองหม่ันคอยดูแลกําจัดวัชพืชใหพืชคลุมดินอยาง สมํ่าเสมอ หลงั จากนน้ั เมอ่ื พชื คลมุ ดนิ เจรญิ เตบิ โตเตม็ ทแ่ี ลว ตอ งดู แลใหพ ชื คลมุ ดนิ อยหู า งจากโคนตน ประมาณ 1-1.5 เมตร การใสปุยใหกับพืชคลุมดินในระยะแรก ๆ ของการปลกู นอก จากจะชวยใหพืชคลุมดิน เจริญเติบโต ไดอ ยา งรวดเรว็ และแขง็ แรง แลว ยังชว ยเพม่ิ ธาตไุ นโตรเจนกลบั คนื สดู นิ ในปรมิ าณทค่ี มุ ตอ การ ลงทุน โดย การใสป ยุ ดนิ ฟอสเฟตในปแ รกหลงั จากปลกู ประมาณ 2 - 3 ครง้ั ๆ ละ 20 กโิ ลกรมั ตอ ไร แตล ะครง้ั หา งกนั ประมาณ 3 เดือน สว นในปท ่ี 2 และ 3 ใสป ล ะครง้ั หนา กอ นน้ี หนา ถดั ไป สารบญั
Search
Read the Text Version
- 1 - 4
Pages: