คู่มือการจดั กิจกรรม STEM With Scratch Program กิจกรรม: อุปกรณ์ตรวจจับสญั ญาณเพลิงไหม้ ระดับมธั ยมศึกษาปีที่ 3 สถาบนั สงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ABOUT US S : Science ัผงมโน ัทศ ์น จุดประสงค เพื่อใหผเู รียนสามารถ การตอวงจรอิเลก็ ทรอนิกสเพอ่ื ให วงจร 1. ประยกุ ตใชความรูเร่ืองวงจรไฟฟา ทํางานตามตองการ การออกแบบและ ประดษิ ฐ เครื่องใชไฟฟา้ อยางงาย โดยใช อิเล็กทรอนกิ ส และแสง หลกั การของไฟฟาอิเลก็ ทรอนกิ ส อยางง่าย 2. ออกแบบและพัฒนาอุปกรณตรวจจับสัญญาณ T : Technology เพลิงไหม 3. เขียนโปรแกรมเพือ่ ตรวจสอบการทํางานของ การสรางสิ่งของเคร่อื งใชทม่ี กี าร ควบคมุ หรอื ทํางานดวยไฟฟาและอิเล็กทรอนกิ ส อุปกรณตรวจจับสญั ญาณเพลิงไหม E : Engineering กระบวนการ ออกแบบและ เลือกใชว้ สั ดุ ปรบั ปรุงผลิตภัณฑ์ รวบรวม : ครูพนิดา น้อยศรี LRD Scratch LED
คูมือการจัดกจิ กรรมสะเตม็ ศึกษาดวยโปรแกรม Scratch กจิ กรรมอุปกรณต รวจจับสญั ญาณเพลิงไหม ระดับชน้ั มัธยมศึกษาตอนตน อปุ กรณตรวจจบั สัญญาณเพลิงไหม เวลา 300 นาที สาระสาํ คญั ระบบแจงเตือนเหตุไฟไหม มีความสําคัญตอการปองกันอาคารหรือส่ิงกอสราง หากเกิดเหตุเพลิงไหม ขึ้นมาโดยไมมีระบบการแจงเตือนท่ีดีและรวดเร็ว อาจกอใหเกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพยสิน ดังนั้น ระบบแจงเตือนเพลิงไหมจึงเปนอุปกรณเตือนภัยท่ีมีความสําคัญ ถามีระบบแจงเตือนเพลิงไหมที่แจงเหตุได รวดเร็วจะทําใหสามารถอพยพผูท่ีอยูในอาคารไดทันเวลาและชวยลดความสูญเสียทอี่ าจเกิดขึน้ การออกแบบและการสรางอุปกรณเตือนไฟไหมทําไดโดยติดตั้งแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส และใชการ ตรวจจบั แสง (LDR) เพอ่ื ตรวจจับความเขมของแสง เม่ือมีควันผานเขามาในเคร่ืองมือที่เตรียมไว ควันจะทําให แสงเกิดการกระเจิง โปรแกรมท่ีควบคุมการทํางานของระบบจะประมวลผลและสงสัญญาณแจงเตือนไฟไหม ข้นึ ตัวชว้ี ดั วิทยาศาสตร คณติ ศาสตร คอมพวิ เตอร ออกแบบและเทคโนโลยี - สงั เกตและอธิบายการ - - แกป ญหาอยา งมี - สรา งส่ิงของเครอื่ งใช ทํางานของตัวตานทาน ขน้ั ตอน หรือวิธีการอยางมี ไดโอด ทรานซิสเตอร - การพฒั นาโครงงาน ความคิดสรางสรรคตาม และการตอ วงจร คอมพิวเตอรอ ยา งมี กระบวนการเทคโนโลยี อิเลก็ ทรอนิกสเ พอื่ ให จติ สํานึกและความ โดยถา ยทอดความคดิ วงจรทาํ งานตามตองการ รับผิดชอบ เก่ียวกบั สิง่ ของเคร่อื งใช - ออกแบบและประดิษฐ เปน ภาพฉายหรือ เครอ่ื งใชไ ฟฟาอยา งงาย ถายทอดความคดิ โดยใชห ลักการของไฟฟา เกีย่ วกบั วิธีการ อิเลก็ ทรอนิกสอ ยางงาย ปฏิบตั งิ าน โดยใชกระบวนการทาง วศิ วกรรมศาสตรใ นการ แกป ญหาและประดษิ ฐ ชิน้ งาน (ม.3) สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 1
คูมือการจัดกจิ กรรมสะเต็มศึกษาดว ยโปรแกรม Scratch กิจกรรมอุปกรณต รวจจับสัญญาณเพลงิ ไหม สาระการเรียนรู วิทยาศาสตร ช้ินสวนอิเล็กทรอนกิ ส เชน ตวั ตรวจจบั แสง ตวั ตานทาน หลอด LED ทาํ หนา ทต่ี างกัน เพ่อื ให วงจรไฟฟาทาํ งานไดต ามที่ตอ งการ เทคโนโลยี (คอมพิวเตอรและการออกแบบเทคโนโลย)ี การสรางสง่ิ ของเคร่ืองใชใ หเกิดการเคล่ือนที่หรอื เคลื่อนไหวตามความตองการ ตอ งอาศัยหนา ทีข่ อง กลไก มีการควบคมุ หรอื ทํางานดว ยไฟฟาและอิเล็กทรอนิกส ซ่ึงแตล ะชนดิ มีหนาทกี่ ารทาํ งานแตกตา งกนั ไป ขน้ั ตอนการแกป ญ หาประกอบดว ย การวเิ คราะหแ ละกําหนดรายละเอียดของปญ หา การวางแผน แกป ญหา การดําเนนิ การแกป ญ หา การตรวจสอบและปรบั ปรุง ขนั้ ตอนการพฒั นาโครงงานคอมพิวเตอร ประกอบดว ย การเลือกหัวขอโครงงาน การศกึ ษาคนควา หา ขอ มูลทเ่ี กี่ยวขอ งกับโครงงาน การจัดทาํ ขอเสนอโครงงาน การจัดทําโครงงาน การเขยี นรายงาน การนําเสนอ และแสดงโครงงาน ผงั มโนทศั น S : วิทยาศาสตร T : เทคโนโลยี - การตอวงจรอิเลก็ ทรอนิกสเ พอ่ื ให การสรา งสง่ิ ของเคร่ืองใชท มี่ ีการ วงจรทาํ งานตามตองการ ควบคมุ หรือทาํ งานดวยไฟฟาและ - การออกแบบและประดิษฐ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส เครอ่ื งใชไฟฟา อยา งงาย โดยใช หลกั การของไฟฟาอิเลก็ ทรอนกิ ส สัญญาณ อยา งงาย เตอื นไฟไหม E : วศิ วกรรมศาสตร กระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 2
คมู อื การจดั กจิ กรรมสะเตม็ ศึกษาดวยโปรแกรม Scratch กิจกรรมอุปกรณต รวจจับสัญญาณเพลงิ ไหม จดุ ประสงค เพื่อใหน กั เรยี นสามารถ 1. ประยุกตใ ชความรูเรอื่ งวงจรไฟฟา อิเล็กทรอนกิ ส และแสง 2. ออกแบบและพัฒนาอุปกรณตรวจจบั สญั ญาณเพลิงไหม 3. เขยี นโปรแกรมเพือ่ ตรวจสอบการทาํ งานของอปุ กรณต รวจจับสญั ญาณเพลงิ ไหม วัสดอุ ปุ กรณ จาํ นวน/กลุม รายการ 4 ตัว 4 ตวั 1. แอลดอี าร (Light Dependent Resistor) 4 ตวั 2. แอลอดี ี (Light Emitting Diode) 1 แผง 3. ตัวตานทาน 1 ตัว 4. แผงวงจร IPST LINK 1 ขวด 5. คอนเนคเตอรตัวเมีย 1 หลอด 6. ขวดน้าํ พลาสติก 3 เมตร 7. หลอดดูดทึบแสง 1 อนั 8. สายไฟเสนเลก็ 1 อัน 9. คัตเตอร/มีด/กรรไกร 1 ดอก 10. คมี ปอกสายไฟ/คีมตัด 1 กลอง 11. ธูป 1 อนั 12. ไมขดี ไฟ 13. ปนกาว/กาว แนวการจัดกจิ กรรมการเรียนรู 1. ครนู ําเขา สูบทเรียนโดยกลา วถงึ ตวั ตรวจจบั (sensor) จากน้ันใหน ักเรียนรว มกนั อภิปรายวานกั เรยี น สามารถพบเหน็ การใชต ัวตรวจจบั ทีใ่ ดบาง สถานทนี่ ั้นใชตัวตรวจจับในการตรวจจับอะไร และมกี าร ใชต ัวตรวจจับชนิดใด(รานสะดวกซือ้ ใชต วั ตรวจจับแสงเพือ่ เปด -ปดประตู) 2. นกั เรยี นอภิปรายเกย่ี วกบั ปญ หาและสาเหตขุ องการเกิดเพลิงไหมใ นอาคาร โดยใชคําถามตอ ไปนี้ - สาเหตขุ องไฟไหมใ นอาคารมอี ะไรบา ง (สาเหตขุ องไฟไหม เชน การวางเพลงิ ไฟฟา ลัดวงจร ไฟชอต การจุดธูปหรอื เทยี นทง้ิ ไว การท้งิ กนบุหรหี่ รอื จุดไฟแชค็ ปฏกิ ริ ยิ าของสารเคมี โดยไฟ จะติดกบั เชอื้ เพลิงตางๆ เชน แกส น้ํามนั กระดาษ) - อะไรเปนสัญญาณทบี่ ง บอกวาอาจเกิดเพลิงไหม (กลิ่นควัน กลมุ ควัน ประกายไฟ ความรอนสูง ) 3. ครแู บง นักเรียนเปน กลมุ กลมุ ละ 4 คน ใหน ักเรยี นแตล ะกลุมอภิปรายเกี่ยวกับอปุ กรณตรวจจบั สัญญาณเพลิงไหมท ี่พบเห็นในปจ จุบัน จากนัน้ อภิปรายในประเดน็ ตอไปน้ี - อุปกรณต รวจจบั สัญญาณเพลิงไหมมลี กั ษณะอยา งไร สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 3
คมู ือการจัดกจิ กรรมสะเตม็ ศกึ ษาดว ยโปรแกรม Scratch กิจกรรมอุปกรณตรวจจับสัญญาณเพลิงไหม - นกั เรยี นคิดวาอปุ กรณตรวจจับสัญญาณเพลิงไหมมีการทาํ งานอยา งไร 4. นักเรียนแตล ะกลมุ นําเสนอผลการอภิปรายเกยี่ วกบั อปุ กรณต รวจจบั สญั ญาณเพลิงไหม 5. ครกู าํ หนดสถานการณใหน ักเรยี นพัฒนาอปุ กรณตรวจจบั สญั ญาณเพลงิ ไหม โดยใชโ ปรแกรม Scratch และ IPST LINK ในการทาํ งาน 6. นักเรียนแตละกลมุ รวบรวมขอ มูลเกย่ี วกับการพัฒนาอุปกรณตรวจจบั สัญญาณเพลงิ ไหม โดยครูอาจ ใหน กั เรียนคนหาขอมลู จากอนิ เทอรเน็ตหรือศกึ ษาจากใบความรทู ี่ 1-3 โดยตอบคําถามลงในใบ กจิ กรรมที่ 1 7. นกั เรียนแตละกลมุ รวมกันอภปิ รายเพือ่ วางแผนและออกแบบอปุ กรณต รวจจบั สญั ญาณเพลิงไหมโ ดย ใชโ ปรแกรม Scratch จากน้นั เขยี นรายละเอียดลงในใบกิจกรรมที่ 2 8. นกั เรยี นแตละกลมุ นาํ เสนอแนวคดิ ในการออกแบบอุปกรณต รวจจบั สัญญาณเพลิงไหม และกลุมอนื่ ๆ แสดงความคดิ เห็นและใหข อเสนอแนะ 9. นักเรยี นแตล ะกลุมพฒั นาอุปกรณต รวจจบั สัญญาณเพลิงไหมโดยใชโปรแกรม Scratch ตามท่ี ออกแบบไว 10. นกั เรียนทดสอบและปรบั แกไขชิน้ งาน โดยทดลองอยางระมดั ระวังและคํานงึ ถงึ ความปลอดภัย 11. นักเรยี นนําเสนอผลงาน ผสู อนและนกั เรียนกลมุ อ่ืนๆ ซกั ถาม ใหข อคดิ เห็น ขอ เสนอแนะ 12. ครูและนกั เรยี นรว มกันประเมนิ ผลงานของกลุมอน่ื โดยใชแ บบประเมนิ ชิ้นงาน 13. นกั เรยี นแตละกลมุ รวมกันอภิปรายและนําเสนอแนวคิดในประเด็นตอไปนี้ - อปุ กรณต รวจจับสญั ญาณเพลิงไหมท ีพ่ ัฒนาขึ้นของแตล ะกลุมนน้ั มจี ุดเดน และจดุ ดอ ยอยา งไร - ถา ตองการปรับปรุงอุปกรณใ หม ีประสทิ ธิภาพยิ่งขึ้น จะปรับปรงุ อยางไร 14. นกั เรยี นอภปิ รายและรว มกันสรปุ ความรทู ี่ไดจ ากการพฒั นาอปุ กรณต รวจสอบสญั ญาณเพลงิ ไหม สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 4
คูมือการจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาดว ยโปรแกรม Scratch กจิ กรรมอปุ กรณต รวจจับสญั ญาณเพลิงไหม ขอ เสนอแนะในการทาํ กจิ กรรม ในการจุดธปู สรา งควัน เพ่อื ทดลอง ควรทาํ ในบรเิ วณท่อี ากาศถา ยเทสะดวก และใสหนากากอนามัย การวดั ผล ประเมนิ ผล 1. ใบกจิ กรรม 2. แบบประเมินช้นิ งาน ตัวอยา งแบบประเมิน ระดบั คะแนนของรายการท่ปี ระเมนิ กลุม ผลงาน การนาํ เสนอ การใชกระบวนการ การบูรณาการ การทํางาน คะแนนรวม (40 คะแนน) ผลงาน ออกแบบทางวิศวกรรม ความรู (STEM) เปนทมี (100 คะแนน) (15 คะแนน) (15 คะแนน) (15 คะแนน) (15 คะแนน) เกณฑก ารใหค ะแนนการนาํ เสนอผลงาน (15 คะแนน) ระดับ ดีมาก ดี พอใช ควรปรบั ปรุง รายการประเมิน (4 คะแนน) (3 คะแนน) (2 คะแนน) (1 คะแนน) การนําเสนอผลงาน สามารถนําเสนอ สามารถนําเสนอผงาน สามารถนาํ เสนอ นาํ เสนอผลงานไม (15 คะแนน) ผลงานไดอยาง ไดอ ยางนาสนใจ ผลงานได แตข าด สอดคลองกบั ผลงาน นาสนใจ สอ่ื สารได สามารถสือ่ สารไดดี ความนาสนใจ หรือ และขาดปฏสิ ัมพันธ อยา งชัดเจนและมี แตอาจขาด อาจขาดปฏสิ ัมพนั ธ กบั ผูฟง ปฏิสมั พนั ธก บั ผูฟง ปฏิสัมพนั ธกบั ผูฟง กับผฟู ง ส่ือและแหลง เรยี นรู 1. ใบความรูที่ 1 เรอ่ื งวงจรไฟฟา และอเิ ลก็ ทรอนกิ สเ บอ้ื งตน 2. ใบความรูท ี่ 2 เร่ืองอุปกรณไ ฟฟาและชิ้นสว นอเิ ลก็ ทรอนิกส 3. ใบความรทู ี่ 3 เรื่องแสงและการกระเจงิ ของแสง สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 5
คูมือการจัดกิจกรรมสะเต็มศกึ ษาดว ยโปรแกรม Scratch กิจกรรมอปุ กรณต รวจจับสญั ญาณเพลิงไหม ใบความรูท ่ี 1 วงจรไฟฟา อิเลก็ ทรอนกิ สเบอ้ื งตน วงจรไฟฟา วงจรไฟฟา หมายถึง ทางเดนิ ของกระแสไฟฟาซงึ่ ไหลมาจากแหลง กาํ เนิดผานตวั นํา และ เครื่องใชไฟฟา หรอื โหลด แลว ไหลกลับไปยงั แหลง กาํ เนดิ เดมิ วงจรไฟฟา ประกอบดว ยสวนทสี่ าํ คญั 3 สวน คือ 1. แหลงกําเนดิ ไฟฟา หมายถึง แหลงจา ยแรงดนั ไฟฟาไปยังวงจรไฟฟา เชน แบตเตอรี่ 2. สายไฟตอ วงจร เปนสายตัวนําหรอื สายไฟฟา ใชเ ชอื่ มตอ วงจรใหตอถงึ กันแบบครบรอบ ทําให แหลง จายแรงดันตอถึงโหลดเกดิ กระแสไหลผานวงจร จากแหลงจา ยไมโหลดและกลบั มาครบรอบทีแ่ หลง จาย อีกครัง้ 3. โหลดหรืออปุ กรณไ ฟฟา เปน อปุ กรณตา งๆ ทใ่ี ชไ ฟฟา ในการทํางาน โหลดจะทําหนาท่ีเปลีย่ น พลงั งานไฟฟาใหเปน พลังงานรูปอื่นๆ การตอ วงจรไฟฟาสามารถแบง วิธกี ารตอได 3 แบบ คือ 1. วงจรอนกุ รม เปน การนําเคร่อื งใชไฟฟาหรอื โหลดหลายๆ อันมาตอ เรียงกนั ไปเหมอื นลกู โซ กลาวคือ ปลายของเครื่องใชไฟฟา ตัวท่ี 1 นําไปตอกับตน ของเครือ่ งใชไฟฟา ตัวที่ 2 และตอ เรียงกนั ไปเร่ือยๆ จนหมด แลว นาํ ไปตอเขา กับแหลง กําเนดิ การตอ วงจรแบบอนกุ รมจะมที างเดนิ ของกระแสไฟฟา ไดท างเดยี ว เทานั้น ถา เกดิ เคร่อื งใชไฟฟาตัวใดตวั หนึง่ เปด วงจรหรอื ขาด จะทาํ ใหวงจรท้ังหมดไมทาํ งาน 2. วงจรขนาน เปนการนําตนของเคร่อื งใชไฟฟา ทกุ ๆ ตัวมาตอ รวมกัน และตอ เขา กบั แหลงกาํ เนิดที่ จุดหนง่ึ นําปลายสายของทกุ ๆ ตวั มาตอ รวมกันและนาํ ไปตอกบั แหลง กาํ เนดิ อกี จดุ หน่งึ ที่เหลือ ซ่งึ เมือ่ เครอ่ื งใชไฟฟา แตล ะอันตอเรยี บรอ ยแลว จะกลายเปนวงจรยอ ย กระแสไฟฟาจะสามารถไหลไดหลายทางขึ้นอยู กบั เครื่องใชไฟฟา ท่ีนํามาตอ ขนาน ถา ในวงจรมีเครอ่ื งใชไ ฟฟา ตัวหนงึ่ ขาดหรือเปดวงจร เครอื่ งใชไ ฟฟา ที่เหลอื ก็ ยังสามารถทํางานได ในบานเรือนที่อยอู าศยั ปจจุบันจะเปนการตอวงจรแบบน้ีท้งั สน้ิ 3. วงจรผสม เปนวงจรท่ีนาํ วิธกี ารตอ แบบอนุกรม และวธิ กี ารตอ แบบขนานมารวมใหเปนวงจร เดยี วกนั ซ่ึงสามารถแบงตามลกั ษณะของการตอได 2 ลกั ษณะดงั นี้ 3.1 วงจรผสมแบบอนกุ รม-ขนาน เปนการนําเครื่องใชไ ฟฟา หรือโหลดไปตอ กันแบบอนกุ รม กอ น แลว จงึ นาํ ไปตอกนั แบบขนาน 3.2 วงจรผสมแบบขนาน-อนุกรม เปน การนาํ เครื่องใชไ ฟฟาหรือโหลดไปตอ กนั แบบขนาน กอ น แลวจึงนาํ ไปตอ กนั แบบอนกุ รมอีกครั้งหน่ึง อางองิ : http://www.school.net.th/library/create-web/10000/technology/10000-7138.html http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/electric4/topweek8.htm สถาบนั สง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 6
คูม อื การจัดกิจกรรมสะเต็มศึกษาดว ยโปรแกรม Scratch กิจกรรมอุปกรณตรวจจับสัญญาณเพลงิ ไหม ใบความรทู ี่ 2 อุปกรณไ ฟฟา อิเลก็ ทรอนิกสพนื้ ฐาน 1. ตวั ตา นทาน (resistor) ทําหนาที่จํากัดปริมาณกระแสไฟฟาในวงจรหรือในสวนของวงจร โดยทั่วไปตัวตานทานแบงเปน 2 ประเภท คือ ก. ตัวตานทานคงที่ เปนตัวตานทานที่มีคาความตานทานไมเปล่ียนแปลง ผูใชสามารถอานคาความ ตา นทานไดจากแถบสที ค่ี าดรอบตวั ตานทาน ซึ่งมีหนว ยเปน โอหม (ohm) ข. ตัวตานทานแปลคาได เปนตัวตานทานอีกชนิดหน่ึงท่ีผูใชสามารถเปลี่ยนคา ความตานทานไดดวยการหมุนหรือเล่ือนปุมปรับคาเพ่ือเพิ่มหรือลดคาความตานทานท่ี ตองการ นอกจากน้ียังมีตัวตานทานแปลคาไดที่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณแสงที่ตก กระทบ เรียกตัวตานทานน้ีวา แอลดีอาร (Light Dependent Resistor : LDR) ถาไมมี หรือมีแสงปริมาณมาณนอยตกกระทบที่แอลดีอาร แอลดีอารจะมีคาความตานทานสูง แตถาปรมิ าณแสงตกกระทบแอลดีอารมาก คาความตานทานของแอลดอี ารจ ะตา่ํ 2. ไดโอดแปลง แสง หรอื แอลอดี ี (light-emitting diode : LED) ไดโอดเปลงแสง ทําหนาท่ียอมใหกระแสไฟฟาเคลื่อนที่ผาน ทางเดียว ไดโอดทําจากสารกึ่งตัวนํา มีรูปรางลักษณะตางๆ ขึ้นอยู กับการนํามาใชใ นวงจร สําหรับแอลอีดีนั้นขาทั้งสองจะยาวไมเทากัน ขาท่ีส้ันกวาจะ เปนขวั้ ลบ สว นขาทยี่ าวกวา จะเปน ขว้ั บวก อา งองิ : สงเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลย,ี สถาบนั . หนังสือเรยี น สาระการเรยี นรพู ื้นฐานวิทยาศาสตร 5 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 เลม 1. กรุงเทพฯ : สกสค. ลาดพราว. 2557. สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี 7
คมู ือการจดั กิจกรรมสะเตม็ ศกึ ษาดว ยโปรแกรม Scratch กจิ กรรมอุปกรณตรวจจับสญั ญาณเพลงิ ไหม ใบความรทู ี่ 3 แสงและการกระเจิงของแสง แสง แสงเปนพลังงานรูปหนึ่ง ซ่ึงเดินทางในรูปคลื่นดวยอัตราเร็วสูง 300,000 กิโลเมตรตอวินาที แหลงกําเนิดแสงมีท้ังแหลงกําเนิดท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เชน แสงอาทิตย แหลงกําเนิดแสงที่มนุษยสราง ขึ้น เชน แสงสวา งจากหลอดไฟ เปน ตน เม่อื แสงเคลื่อนที่ผานกลุมควันหรือฝุนละออง จะเห็นเปนลําแสงเสนตรง และสามารถทะลุผานวัตถุได วัตถุที่ยอมใหแสงเคล่ือนท่ีผานเปนเสนตรงไปไดน้ัน เราเรียกวัตถุนี้วา วัตถุโปรงใส เชน แกว อากาศ น้ํา เปน ตน ถาแสงเคล่ือนท่ีผานวัตถุบางชนิดแลวเกิดการกระจายของแสงออกไปโดยรอบ เราเรียกวัตถุน้ันวา วัตถุ โปรงแสง เชน กระจกฝา กระดาษไข พลาสติกฝา เปนตน สวนวัตถุที่ไมยอมใหแสงเคลื่อนที่ผานไปได เรา เรียกวา วัตถุทึบแสง เชน ผนังคอนกรีต กระดาษแข็งหนาๆ เปนตน วัตถุทึบแสงจะสะทอนแสงบางสวนและ ดดู กลนื แสงบางสวนไวทาํ ใหเ กดิ เงาขน้ึ การกระเจงิ ของแสง การกระเจงิ ของแสง คือ ปรากฏการณท่ีแสงกระจดั กระจายไปโดยรอบ เมอื่ แสงเดินทางผา นโมเลกุล ตา งๆ โดยแสงท่ีมคี วามยาวคลน่ื นอ ยจะสามารถกระเจิงแสงไดดกี วาแสงทีม่ ีความยาวคลื่นมาก ปจจัยท่ีมอี ทิ ธพิ ลตอ การกระเจิงของแสง ขนาดความยาวคลื่น: แสงสีนํ้าเงินมีความยาวคล่ืนส้ัน แสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากกวา แสง คลื่นส้ันเกดิ การกระเจิงไดดีกวา แสงคลนื่ ยาว ขนาดของสง่ิ กีดขวาง: โมเลกุลของแกสในบรรยากาศมีขนาดเลก็ สวนโมเลกลุ ของไอน้ําและฝุนที่ แขวนลอยในบรรยากาศมีขนาดใหญ โมเลกุลขนาดใหญเปนส่ิงกีดขวางการเดินทางของแสง ความยาวคลนื่ สนั้ มุมท่ีแสงตกกระทบกับบรรยากาศ: แสงอาทิตยเวลาเท่ียงทํามุมชันกับพ้ืนโลก แสงเดินทางผาน มวลอากาศเปนระยะทางส้ัน แสงเดินทางผานไดไมยาก สวนในตอนเชาและตอนเย็นแสงอาทิตย ทํามุมลาดกบั พื้นโลก แสงเดนิ ทางผา นมวลอากาศเปน ระยะทางยาว ทาํ ใหแ สงเดนิ ทางผานไดย าก ปริมาณสารแขวนลอยในอากาศ: ในชวงบายและเย็น อากาศและพื้นผิวโลกมีอุณหภูมิสูง มีฝุน ละอองลอยอยใู นอากาศมาก เปน อปุ สรรคขวางกัน้ ทางเดนิ ของแสง อางอิง http://www.nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Light.htm http://www.cpn1.go.th/media/thonburi/lesson/12_Light/content06.html http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/phenomenon/scattering สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 8
Search
Read the Text Version
- 1 - 9
Pages: