วิจัยในชั้นเรยี น การศกึ ษาผลการเรยี นรูร้ ายวิชาศิลปศกึ ษาโดยใช้การสอนแบบซปิ ปารว่ มกบั ชุดกจิ กรรมภาพปะตดิ จากกระดาษ ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่ จัดทาโดย นางสาวอรศิ รา พทุ ธวงค์ กลมุ่ สาระการเรียนรศู้ ิลปะ โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 อาเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชยี งใหม่ สังกดั สานกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน
1 ชือ่ เรอ่ื ง : การศึกษาผลการเรยี นรรู้ ายวิชาศลิ ปศึกษาโดยใช้การสอนแบบซปิ ปารว่ มกบั ชดุ กิจกรรมภาพปะตดิ จากกระดาษ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2 ผู้วจิ ัย : โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวดั เชียงใหม่ สังกดั : นางสาวอรศิ รา พทุ ธวงค์ โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 จังหวดั เชยี งใหม่ 1. ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา ศิลปะเป็นพัฒนาการในความเป็นมนุษย์ในเร่ืองความนึกคิดจินตนาการและอารมณ์ในเรื่อง ความงามทเี่ รียกวา่ สนุ ทรยี ์ เปน็ สิ่งท่ีเกดิ ขนึ้ พรอ้ มกบั ศกั ยภาพในการเรยี นรู้ของมนุษย์ท่ีสามารถส่ือกัน ด้วยสิ่งท่ีเป็นสัญลักษณ์ เช่น ภาษาทั้งพูดและเขียน โดยเฉพาะส่ิงที่เรียกว่าอารมณ์สุนทรีย์คือสิ่งท่ี ยกระดบั จิตใจของมนษุ ย์จากความหยาบคายและโหดเห้ยี มเยี่ยงสัตว์เดรจั ฉาน ใหม้ คี วามเปน็ ศิวไิ ลซ์ใน มนุษยชาติ อีกนัยหนึ่งก็คือศิลปะเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของความเป็นอารยธรรม และการเรียน ศิลปะทาให้เกิดสมาธิในการเรียนการทางาน (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2556) สอดคล้องกับคากล่าวท่ีว่า “เด็กในปัจจุบันกับการเรียนศิลปะต้องเรียนอย่างมีความสุข สนุกสนาน ได้เทคนิคใหม่ๆ ให้เขาเกิด ความอยากรู้อยากเห็น กระตุ้นความคิดทางการเรยี นรู้ ดังน้ันถ้าถามว่าเด็กจะวาดรูป วาดที่บ้านกไ็ ด้ แต่ถ้าได้เจอเทคนิคการวาดรูปแบบใหม่ ๆ อาจทาให้เด็กอยากเรียนมากข้ึน (อสูรย์ ปราบอริพ่าย, 2555) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (กระทรวงการศึกษาธิการ, 2542) ได้บัญญัติ ของแนวทางการจดั การศึกษาหมวด 4 ตามมาตรา 22 ไว้วา่ การจัดการศกึ ษาต้องยดึ หลักว่า ผูเ้ รยี นทกุ คนมีความสามารถเรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองไดแ้ ละถือวา่ ผูเ้ รียนมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการ ศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ต้องจัดเน้ือหาสาระ กิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนคานึกถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะนั้น ได้กล่าวถึงหลักการพัฒนาส่ือและแหล่งการเรียนรู้ว่า ควรมุ่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจ มีทักษะวิธีการทางศิลปะ เกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปะ เปิด โอกาสให้ผู้เรยี นแสดงออกอย่างอสิ ระในศลิ ปะ จากรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนต่ากว่าเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ คือ ปีการศึกษา 2561 ตั้งเป้าหมายในการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรียนร้อยละ 80 นักเรียนทาได้ ร้อยละ 70.65 ต่ากว่าเกณฑ์ที่ต้ังไว้ ปีการศึกษา 2562 ต้ังเป้าหมายในการวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรยี นร้อยละ 80 นกั เรียนทาได้ร้อยละ 69.53 ซ่ึง ก็ตา่ กว่าเกณฑ์ ข้อมลู ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นปรากฏวา่ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะต่ากว่าเกณฑท์ ่ี
2 กาหนดไว้ ถือว่าเป็นปัญหาในการสอนเป็นอย่างยิ่ง ครูผู้สอนจะต้องหาแนวทางปรับปรุงและพัฒนา กระบวนการเรยี นรู้ใหเ้ กิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยจัดกิจกรรมการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้คิดแบบ สร้างสรรค์มีทักษะในการเรียนศิลปะ มีทักษะการวาดภาพ ทักษะการระบายสี และประสบการณ์ใน การทางานในรปู กระบวนการกลมุ่ จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น การนานวัตกรรมต่าง ๆ มาช่วยในการเรียนการสอนน่าจะ สามารถแก้ปญั หาในการเรียนการสอนได้ ซง่ึ นวัตกรรมหมายถึง เทคนิควธิ กี าร สอ่ื วสั ดุ อุปกรณ์ หรอื สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ท่ีนามาใช้ในกระบวนการศึกษาแล้วสามารถพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยรูปแบบการสอนแบบซิปปาได้ยึดหลักการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้เรียนไดเ้ รียนรู้กระบวนการต่าง ๆร่วมกับการผลิตผลงาน ซ่ึงมีความคิดสรา้ งสรรค์ที่หลากหลายและ สามารถนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวัน โดยผู้วิจัยสนใจนาส่ือชุดกิจกรรมมาใช้ในรูปแบบการสอน แบบโมเดลซิปปา เพ่อื ก่อให้เกิดความสมบูรณ์ในตวั เอง ลักษณะของชุดกจิ กรรมจะแตกต่างกนั ไปตาม วัตถุประสงค์ของการสร้าง เพ่ือให้ผู้ใช้บรรลุเป้าหมายการเรียนที่วางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการ เรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามขั้นท่ีระบุไว้ในชุดกิจกรรมตามความสนใจและความสามารถ โดยครูเป็นท่ี ปรึกษาให้คาแนะนาช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมตามขั้นตอนและประสบ ความสาเร็จตามจุดประสงค์ท่ีตั้งไว้องค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วย หลักการ จุดมงุ่ หมาย สาระการเรยี นรู้ กจิ กรรมการเรียนรู้ และการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ สอดคลอ้ งกับ ปิยพงษ์ สุริยพรหม (2556) ได้กล่าวว่า ชุดกิจกรรมถือว่าเป็นนวัตกรรมการสอนท่ีได้รับความนิยม อย่างแพรห่ ลายและเปน็ ส่อื ที่มีความเหมาะสม ช่วยสรา้ งความสนใจ รวมท้ังชว่ ยสง่ เสรมิ ให้ ผู้เรียนเกิด ความเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละคนทา ให้ผู้เรียนเกิ ด ทกั ษะในการแสวงหาความรู้ไมเ่ บือ่ หน่ายในการเรยี นมีส่วนรว่ มในการเรียน 2. วัตถปุ ระสงค์การวจิ ยั การวจิ ัยในครั้งนม้ี ีวัตถปุ ระสงค์การวิจัย 2 ข้อ ดงั น้ี 1. เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้รายวิชาศิลปศึกษาของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 ภายหลัง การสอนแบบซิปปารว่ มกับชุดกจิ กรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ 2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอ่ นเรียนและหลังเรยี นรายวิชาศิลปศึกษา ของ นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ที่เรยี นแบบซปิ ปารว่ มกับชุดกจิ กรรมงานศิลปะภาพปะตดิ จากกระดาษ
3 3. สมมติฐานของการวิจัย การวิจัยในครัง้ นี้มีสมมติฐานของการวจิ ยั 2 ขอ้ ดังน้ี 1. ผลการเรียนรู้รายวิชาศิลปศึกษาของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 ภายหลงั การสอนแบบ ซิปปาร่วมกบั ชุดกจิ กรรมงานศิลปะภาพปะตดิ จากกระดาษ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลงั เรียนรายวิชาศิลปศึกษาของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 2 ท่ี เรียนแบบซปิ ปาร่วมกับชดุ กจิ กรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ สงู กว่ากอ่ นเรียน 4. ขอบเขตของการวิจัย 4.1 ขอบเขตดา้ นประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนราชประชานุ เคราะห์ 31 จังหวดั เชียงใหม่ จานวน 15 คน กลมุ่ ตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการวิจยั คือ นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรยี นราชประชา นุเคราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่ จานวน 1 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 15 คน ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 โดยการเลือกเจาะจงใชป้ ระชากรเป็นกล่มุ ตวั อยา่ ง 4.2 ขอบเขตดา้ นเน้ือหา การวจิ ัยครง้ั นเ้ี ป็นการศึกษาผลการเรยี นรู้รายวิชาศิลปศึกษา เรอื่ งงานศลิ ปะภาพปะ ตดิ จากกระดาษ ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรยี นราชประชานุเคราะห์ 31 จงั หวัดเชียงใหม่ ท่ีเรยี นแบบซิปปานรว่ มกบั ชดุ กิจกรรมงานศิลปะภาพปะตดิ จากกระดาษ ประกอบดว้ ย 4 หัวขอ้ ไดแ้ ก่ 1) วัสดุและอปุ กรณ์ทีใ่ ชใ้ นการสร้างภาพปะตดิ จากกระดาษ 2) การใช้และดูแลรกั ษาวัสดุ อุปกรณ์ 3) การตัดหรือฉกี กระดาษเปน็ ภาพ 4) สนุกกบั ภาพปะตดิ 4.3 ขอบเขตด้านตวั แปรท่ศี กึ ษา ตัวแปรต้น คือ การจัดการสอนแบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติด จากกระดาษ ตัวแปรตาม คือ ผลการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ในองค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน ทักษะการวาดภาพระบายสี ทักษะการทางาน กลมุ่ ความมีวินัยในการเรยี น และความพงึ พอใจในการเรยี น 4.4 ขอบเขตดา้ นเวลา
4 การวิจัยคร้ังน้ีดาเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โดยดาเนินการจัด กจิ กรรมการเรยี นการสอน ระหว่างวันที่ 1 - 26 กุมภาพนั ธ์ 2564 จานวน 1 คาบต่อสปั ดาห์ คาบละ 60 นาที เป็นเวลา 4 ช่ัวโมง 5. นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 1. ผลการเรียนรู้ หมายถึง ผลที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนแบบซิปปาร่วมกับชุด กิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดให้นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 ใน องค์ประกอบ 5 ส่วน ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะการวาดภาพระบายสี ทักษะการทางาน กล่มุ ความมีวินยั ในการเรยี น และความพึงพอใจในการเรียน 1.1 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนท่ีได้จากการทาแบบทดสอบรายวิชา ศิลปศกึ ษา เร่ืองงานศลิ ปะภาพปะติดจากกระดาษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 2 ทเ่ี รียนแบบซิป ปารว่ มกบั ชุดกจิ กรรมงานศลิ ปะภาพปะตดิ จากกระดาษ 1.2 ทักษะการวาดภาพระบายสี หมายถึง ความสามารถของนักเรียนเก่ียวกับการ ปฏิบัติกิจกรรมตามบทเรียนส่ือประสม ได้แก่ การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ มีความสนใจ ความตั้งใจ การ จัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ การจัดภาพปะติด การจัดองค์ประกอบของภาพและการระบายสี ผลงานมีความ ประณตี และตกแตง่ ได้สวยงาม 1.3 ทักษะการทางานกลุ่ม หมายถึง คะแนนที่ได้จากการประเมินความสามารถใน ด้านการร่วมคิดร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ และผลงานของกลุ่ม การสอนแบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรม งานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ 1.4 ความมีวินัยในการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการประเมนิ คุณลักษณะของ นักเรียนเกยี่ วกับการเข้าเรียน การสง่ งาน และการแต่งกายถกู ระเบียบของโรงเรียน 1.5 ความพงึ พอใจ หมายถึง คะแนนท่ีได้จากการประเมินความรู้สึกในทางที่ดีต่อการ เรียนของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 การสอนซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจาก กระดาษ ซึ่งสามารถวดั ได้จากแบบสอบถามความพึงพอใจด้านเนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สือ่ การเรียนการสอน และประโยชน์ทีไ่ ดจ้ ากการเรียนการสอน 2. การจัดการเรียนการสอนแบบซิปปารว่ มกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความคิด และการตัดสินใจอย่างเป็น ระบบสามารถสร้างความรู้ ค้นพบความรู้ได้ด้วยตัวเอง นักเรียนมบี ทบาทมากในกิจกรรมการเรยี นการ สอนและผ้เู รยี นสามารถนาไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้ ประกอบดว้ ย ขน้ั ตอนท่ีสาคัญ 5 ประการ ดังน้ี
5 ขั้นท่ี 1 การทบทวนความรู้เดิม ขั้นน้ีเป็นการดึงความรูข้ องผู้เรียนในเรอ่ื งท่ีจะเรยี น เพือ่ ชว่ ยใหผ้ ้เู รยี น มคี วามพร้อมในการเชอื่ มโยงความร้ใู หม่กบั ความรเู้ ดิมของตน ซึง่ ประกอบดว้ ยแบบ ฝกึ ทดสอบก่อนเรยี น ข้ันที่ 2 การแสวงหาความรู้ใหม่ ขนั้ นีเ้ ปน็ การแสวงหาขอ้ มลู ความร้ใู หม่ ขั้นที่ 3 การศึกษาทาความเข้าใจข้อมูลความรู้ใหม่ และเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับ ความรเู้ ดมิ ขั้นท่ี 4 การแลกเปล่ียนความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ช้ันน้ีเป็นขั้นท่ีผู้เรียนอาศัยกลุ่ม เป็นเคร่อื งมือใน การตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน ข้ันท่ี 5 การสรุปและจัดระเบียบความรู้ ข้ันนี้เป็นชั้นการสรุปความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ทงั้ ความรเู้ ดมิ และ ความรใู้ หม่ และจดั สิง่ ทเี่ รียนใหม้ ีระบบระเบยี บ เพอ่ื ชว่ ยใหผ้ เู้ รียนจดจาสิง่ ท่ีเรียนรู้ ไดง้ ่าย 3. ชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ หมายถึง เอกสารประกอบการเรียนการ สอนและสอ่ื การสอน ในการเรยี นการสอนรายวิชาศิลปศึกษา เรื่องงานศลิ ปะภาพปะตดิ จากกระดาษ ประกอบด้วย หลักการ จุดมุ่งหมาย สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรยี นรู้ และการวัดและประเมินผล การเรียนรู้ 6. ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะได้รบั ได้วิธีการสอนแบบซิปปาและชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ท่ีจะสามารถใช้ เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาศิลปศึกษา เรอ่ื งงานศิลปะภาพปะตดิ จากกระดาษ สาหรับนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 7. กรอบแนวคดิ ของการวจิ ยั ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การจัดการเรยี นการสอนแบบซิป ผลการเรยี นรู้แบบซิปปาร่วมกบั ชดุ ปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะ กิจกรรมงานศลิ ปะภาพปะตดิ จากกระดาษ ติดจากกระดาษ 1) ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น 2) ทกั ษะการวาดภาพระบายสี 3) ทักษะการทางานกลุม่ 4) ความมีวนิ ยั ในการเรยี น 5) ความพึงพอใจในการเรยี น ภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ ของการวจิ ยั
6 8. เอกสารและงานวิจยั ท่เี กย่ี วข้อง การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการศึกษาผลการเรียนรู้รายวิชาศิลปศึกษาโดยใช้การสอนแบบซิปปา รว่ มกับชุดกจิ กรรมภาพปะติดจากกระดาษ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 2 โรงเรยี นราชประชานุ เคราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร ตารา และงานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ งโดยมีรายละเอยี ด ดงั นี้ 1. การจดั การสอนรายวชิ าศิลปศกึ ษา 2. ผลการเรยี นรู้รายวชิ าศิลปศึกษา 3. การสอนรปู แบบซิปปา 4. การสรา้ งและพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 4. การสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น 5. งานวจิ ยั ท่เี กีย่ วขอ้ ง 9. วิธกี ารดาเนนิ การวจิ ัย 9.1 ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง ประชากรที่ใช้ในการวจิ ัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนราชประชานุ เคราะห์ 31 จังหวัดเชยี งใหม่ จานวน 15 คน กล่มุ ตวั อย่างที่ใชใ้ นการวจิ ัย คอื นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรยี นราชประชา นุเคราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่ จานวน 1 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 15 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โดยการเลือกเจาะจงใชป้ ระชากรเป็นกลมุ่ ตัวอยา่ ง 9.2 แบบแผนการวิจัย การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยก่ึงทดลองโดยมีแบบแผนการทดสอบแบบกลุ่มเดียว ทดสอบก่อนเรียน-หลังเรยี น (One Group Pretest-Posttest Design) 9.3 เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั การวจิ ยั ในคร้งั นีม้ ีเครือ่ งมือทใ่ี ช้ในการวิจัย 2 ประเภท ดงั น้ี 1 เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการทดลอง ไดแ้ ก่ 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบซปิ ปารว่ มกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะ ติดจากกระดาษ รายวิชาศิลปศึกษา เร่ืองงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปที ่ี 2 1.2 ชุดกจิ กรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ
7 2) เครือ่ งมอื ที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล ไดแ้ ก่ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรายวิชาศิลปศึกษา เรื่องงาน ศลิ ปะภาพปะติดจากกระดาษ 2.2 แบบประเมนิ ทักษะการวาดภาพระบายสี 2.3 แบบประเมนิ ทักษะการทางานกลุ่ม 2.4 แบบประเมินความมวี นิ ยั ในการเรียน 2.5 แบบประเมินความพงึ พอใจในการเรียน 9.4 การสร้างและหาคุณภาพเครือ่ งมอื ท่ใี ช้ในการวิจยั การวิจัยในคร้ังน้ีมีการสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตามประเภท ของเคร่อื งมอื แบ่งออกเป็น 4 แบบ ดังน้ี 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจาก กระดาษ รายวชิ าศลิ ปศึกษา เรื่องงานศลิ ปะภาพปะตดิ จากกระดาษ ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 มขี ้นั ตอนการการสร้างและหาคณุ ภาพ ดงั น้ี 1.1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้และตวั ชี้วดั คู่มือ ตารา เอกสาร และงานวิจยั ที่เกย่ี วข้องกับการ จดั ทาแผนการจัดการเรยี นรู้แบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ รายวิชา ศิลปศึกษา เร่ืองงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 เพื่อทราบ ขอบข่ายและแนวทางในการสร้างแผนการจดั การเรียนรู้ 1.2) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะ ภาพปะติดจากกระดาษ รายวิชาศิลปศึกษา เรื่องงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีท่ี 2 จานวน 4 แผน แผนละ 1 ช่ัวโมง มีรายละเอียดโครงสร้างของแผนการจัดการ เรยี นรู้ ดังน้ี ตารางท่ี 1 โครงสร้างของแผนการจดั การเรียนรู้แบบซิปปารว่ มกบั ชดุ กิจกรรมงานศิลปะภาพปะตดิ จากกระดาษ แผนการจดั การเรียนรู้ เน้ือหาสาระ ระยะเวลา 1 วสั ดแุ ละอปุ กรณท์ ่ีใช้ในการสรา้ งภาพปะติดจากกระดาษ 1 ชั่วโมง 2 การใช้และดูแลรกั ษาวัสดุ อุปกรณ์ 1 ชั่วโมง 3 การตดั หรอื ฉีกกระดาษเป็นภาพ 1 ชว่ั โมง 4 สนุกกับภาพปะตดิ 1 ชั่วโมง
8 1.3) นาร่างแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างเสนอต่อหัวหน้ากลุ่มสาระการ เรียนรู้ศิลปะ เพ่ือตรวจสอบความถูกต้อง และเหมาะสมตามหลักการของการจัดทาแผนการจัดการ เรียนรู้ แลว้ นามาปรับปรงุ แกไ้ ขตามคาชีแ้ นะ 1.4) นาแผนการจดั การเรยี นรู้แบบซิปปารว่ มกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพ ปะติดจากกระดาษ รายวิชาศิลปศึกษา เร่ืองงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปที ี่ 2 ท่ีแก้ไขแล้วเสนอต่อผู้เช่ียวชาญ จานวน 3 คน ซ่ึงเป็นครูท่ีมีประสบการณ์ทางาน มากกว่า 10 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้และประเมินแผนการ จัดการเรียนรู้ ตามแบบประเมินแผนการจัดการเรยี นรู้ ซ่ึงมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) 5 ระดบั คอื มากท่ีสดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย และนอ้ ยท่ีสดุ โดยใช้เกณฑ์ค่าเฉลี่ย 3.51 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าแผนการจัดการเรียนรู้มคี ุณภาพ โดยมีเกณฑ์การพิจารณาดงั น้ี (บุญชม ศรสี ะอาด, 2545) ระดับคะแนนเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถงึ มีความเหมาะสมมากท่ีสุด ระดับคะแนนเฉลีย่ 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก ระดับคะแนนเฉล่ยี 2.51 – 3.50 หมายถงึ มีความเหมาะสมปานกลาง ระดับคะแนนเฉลีย่ 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย ระดับคะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยทสี่ ดุ 1.5) นาผลการประเมินของผ้เู ชี่ยวชาญทง้ั 3 คน เพือ่ หาคา่ เฉลยี่ ทเ่ี หมาะสม โดยค่าดัชนีความสอดคล้อง (Item Objective Congruency Index: IOC) ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป จึงจะ นาไปใชใ้ นการจัดการเรียนการสอนได้ ซึ่งผลการหาคา่ ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจดั การ เรยี นรู้มคี า่ เท่ากับ 0.67 – 1.00 1.6) นาแผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ผ่านการประเมนิ ของผ้เู ชีย่ วชาญมาปรบั ปรงุ แก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญให้เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสมบูรณ์ เพ่ือนาไปใช้สอนกับ กลมุ่ ตวั อย่างตอ่ ไป 2) ชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ มีขั้นตอนการการสร้างและหา คณุ ภาพ ดงั นี้ 2.1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้วี ดั คู่มือ ตารา เอกสาร และงานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ งกับการ สรา้ งชดุ กิจกรรมงานศิลปะภาพปะตดิ จากกระดาษ รายวชิ าศิลปศึกษา เรื่องงานศลิ ปะภาพปะติดจาก กระดาษของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม เพื่อเป็นแนวทางในการ กาหนดเนือ้ หาในชดุ กจิ กรรม
9 2.2) สร้างชดุ กจิ กรรมงานศิลปะภาพปะตดิ จากกระดาษ รายวชิ าศิลปศึกษา เรื่องงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 โดยมีองค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ จานวน 4 ชุดกิจกรรม เพ่ือให้สอดคล้องกับแผนการจัการเรียนรู้ มีรายละเอียดโครงสร้างของชุด กจิ กรรม ดังนี้ ตารางท่ี 2 โครงสร้างของชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ชดุ กจิ กรรม เนอื้ หาสาระ ระยะเวลา 1 ชว่ั โมง 1 วสั ดุและอปุ กรณ์ที่ใช้ในการสร้างภาพปะตดิ จากกระดาษ 1 ช่วั โมง 1 ชั่วโมง 2 การใช้และดแู ลรกั ษาวัสดุ อปุ กรณ์ 1 ชว่ั โมง 3 การตัดหรอื ฉีกกระดาษเปน็ ภาพ 4 สนกุ กบั ภาพปะติด 2.3) นาร่างชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษท่ีสร้างเสนอต่อ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และเหมาะสมตามหลักการของการ จัดทาชดุ กจิ กรรม แลว้ นามาปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามคาชี้แนะ 2.4) นาชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ รายวิชาศิลปศึกษา เร่ืองงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ท่ีแก้ไขแล้วเสนอต่อ ผเู้ ชี่ยวชาญ จานวน 3 คน ซึง่ เป็นครทู ี่มปี ระสบการณท์ างานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจสอบความ เหมาะสมของชุดกิจกรรมและประเมินชุดกิจกรรม ตามแบบประเมินชุดกิจกรรม ซ่ึงมีลักษณะเป็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อย ที่สุด โดยใช้เกณฑ์ค่าเฉลี่ย 3.51 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าชุดกิจกรรมมีคุณภาพ โดยมี เกณฑ์การพิจารณาดังนี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545) ระดบั คะแนนเฉล่ีย 4.51 – 5.00 หมายถงึ มีความเหมาะสมมากที่สุด ระดบั คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก ระดับคะแนนเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง ระดบั คะแนนเฉลยี่ 1.51 – 2.50 หมายถงึ มีความเหมาะสมน้อย ระดบั คะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถงึ มีความเหมาะสมนอ้ ยท่สี ุด 2.5) นาผลการประเมินของผเู้ ช่ียวชาญทั้ง 3 คน เพ่ือหาคา่ เฉล่ยี ทเ่ี หมาะสม โดยค่าดัชนีความสอดคล้อง (Item Objective Congruency Index: IOC) ต้ังแต่ 0.5 ขึ้นไป จึงจะ
10 นาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้ ซึ่งผลการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของชุดกิจกรรมมี คา่ เท่ากับ 0.67 – 1.00 2.6) นาชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษท่ีผ่านการประเมิน ของผู้เช่ียวชาญมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญให้เป็ นแผนการจัดการเรียนรู้ท่ี สมบูรณ์ เพื่อนาไปใช้สอนกบั กลุ่มตวั อย่างตอ่ ไป 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาศิลปศึกษา เร่ืองงานศิลปะภาพ ปะติดจากกระดาษ มีข้ันตอนการการสร้างและหาคณุ ภาพ ดังนี้ 3.1) ศึกษาตารา เอกสาร และงานวจิ ัยท่เี ก่ียวข้องกับการสร้างแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และวิธีตรวจสอบหาคุณภาพของแบบทดสอบ เพื่อเป็นแนวทางในการ จัดทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาศิลปศึกษา เรื่องงานศิลปะภาพปะติดจาก กระดาษ 3.2) วิเคราะห์เน้ือหา จุดประสงค์การเรียนรู้ มาตราฐานการเรียนรู้และ ตัวช้ีวัด รายวิชาศิลปศึกษา เรื่องงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อนา เนอื้ หามาสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 3.2) สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นรายวชิ าศิลปศึกษา เรื่อง งานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 แบบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลือก โดย ครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ จานวน 40 ขอ้ 3.3) นาร่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนท่ีสรา้ งเสนอต่อหัวหน้า กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และเหมาะสมตามหลักการของการจัดทา แบบทดสอบ แลว้ นามาปรับปรุงแกไ้ ขตามคาชี้แนะ 3.4) นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีแก้ไขแล้วเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 3 คน ซึ่งเป็นครูท่ีมีประสบการณ์ทางานมากกว่า 10 ปีข้ึนไป เพ่ือตรวจความ สอดคล้องระหวา่ งข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อนาผลมาวิเคราะหห์ าค่าดัชนีความสอดคล้อง (Item Objective Congruency Index: IOC) ซ่ึงผลการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นมีค่าเท่ากบั 0.67 – 1.00 3.5) นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีผ่านการตรวจสอบจาก ผู้เช่ียวชาญแล้ว จานวน 40 ข้อ ไปทดลองใช้ (Try-out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน ราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัดเชียงใหม่ จานวน 20 คน ท่เี คยเรียนเนื้อหานีม้ าแล้ว 3.6) นากระดาษคาตอบของนักเรียนมาตรวจให้คะแนน โดยข้อใดตอบถูก ให้ 1 คะแนน ขอ้ ใดตอบผิดให้ 0 คะแนน รวมคะแนนแต่ละคนแลว้ นามาวเิ คราะหข์ ้อสอบเปน็ รายข้อ เพ่ือนามาวิเคราะหห์ าค่าความยากงา่ ย (P) ค่าอานาจจาแนก (r) และคา่ ความเชอ่ื ม่ันของแบบทดสอบ
11 (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ภายหลังการวิเคราะห์พบว่าค่าความยากง่ายเท่ากับ 0.20 – 0.70 ค่า อานาจจาแนกเทา่ กับ 0.20 – 0.70 และค่าความเช่ือม่ันเท่ากับ 0.86 3.7) จดั ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนรายวิชาศิลปศึกษา เร่อื ง งานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 ฉบับสมบูรณ์ เพ่ือนาไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ตอ่ ไป 4) แบบประเมินทักษะการวาดภาพระบายสี ทักษะการทางานกลุ่ม ความมีวินัยใน การเรียน และความพึงพอใจในการเรียน มีขนั้ ตอนการการสร้างและหาคุณภาพ ดังน้ี 4.1) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด คู่มือ ตารา เอกสาร และงานวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ้ งกับการ สร้างแบบประเมินทักษะการวาดภาพระบายสี ทักษะการทางานกลุ่ม ความมีวินัยในการเรียน ความ พึงพอใจในการเรยี น 4.2) สร้างแบบประเมินทักษะการวาดภาพระบายสี ทักษะการทางานกลมุ่ ความมีวินัยในการเรียน ความพึงพอใจในการเรียน ซ่ึงมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คอื มากท่สี ุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยท่ีสุด โดยใช้เกณฑค์ ่าเฉล่ยี 3.51 ข้ึนไป ถือว่าใช้ได้ เป็นเกณฑ์ตัดสินว่านักเรียนมีทักษะการวาดภาพระบายสี ทักษะการทางานกลุ่ม ความมีวนิ ัยในการเรยี น ความพงึ พอใจในการเรียน โดยมีเกณฑก์ ารพิจารณาดังน้ี (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ระดบั คะแนนเฉลย่ี 4.51 – 5.00 หมายถึง มีทักษะมากท่ีสุด ระดบั คะแนนเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีทกั ษะมาก ระดบั คะแนนเฉลีย่ 2.51 – 3.50 หมายถงึ มีทักษะปานกลาง ระดบั คะแนนเฉลย่ี 1.51 – 2.50 หมายถึง มีทกั ษะน้อย ระดับคะแนนเฉลีย่ 1.00 – 1.50 หมายถึง มีทกั ษะน้อยท่ีสุด 4.3) นาร่างแบบประเมินทักษะท่ีสร้างเสนอตอ่ หัวหน้ากลมุ่ สาระการเรียนรู้ ศลิ ปะ เพ่ือตรวจสอบความถกู ต้อง และเหมาะสมตามหลักการของการจดั ทาแบบประเมนิ ทักษะ แล้ว นามาปรับปรงุ แก้ไขตามคาชี้แนะ 4.4) นาแบบประเมินทักษะที่แก้ไขแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จานวน 3 คน ซึง่ เปน็ ครทู ่ีมปี ระสบการณ์ทางานมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เพ่อื ตรวจสอบความเหมาะสมของแบบประเมิน ทักษะและประเมินแบบประเมนิ ทกั ษะ ตามแบบประเมนิ ความเหมาะสม ซ่ึงมีลักษณะเป็นแบบมาตรา ส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ มากท่ีสุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยใช้ เกณฑ์ค่าเฉลี่ย 3.51 ขึ้นไป ถือว่าใช้ได้ เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าแบบประเมินทักษะมีคุณภาพ โดยมีเกณฑ์ การพจิ ารณาดงั นี้ (บญุ ชม ศรีสะอาด, 2545)
12 ระดับคะแนนเฉล่ยี 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมมากท่ีสดุ ระดับคะแนนเฉล่ีย 3.51 – 4.50 หมายถงึ มีความเหมาะสมมาก ระดับคะแนนเฉล่ีย 2.51 – 3.50 หมายถงึ มีความเหมาะสมปานกลาง ระดบั คะแนนเฉล่ีย 1.51 – 2.50 หมายถงึ มีความเหมาะสมนอ้ ย ระดับคะแนนเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความเหมาะสมนอ้ ยทสี่ ดุ 4.5) นาผลการประเมินของผ้เู ชย่ี วชาญทง้ั 3 คน เพ่อื หาคา่ เฉลย่ี ทเ่ี หมาะสม โดยค่าดัชนีความสอดคล้อง (Item Objective Congruency Index: IOC) ต้ังแต่ 0.5 ข้ึนไป จึงจะ นาไปใช้ในการประเมินทักษะของนักเรียนได้ ซ่ึงผลการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบ ประเมนิ ทักษะมีค่าเท่ากับ 0.67 – 1.00 4.6) นาแบบประเมินทักษะท่ีผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ไป ทดลองใช้ (Try-out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 จังหวัด เชยี งใหม่ จานวน 20 คน ท่เี คยเรยี นเน้อื หานี้มาแล้ว 4.7) นาผลการแบบประเมินทักษะของนักเรียนมาวิเคราะห์หาค่าความ เชื่อม่ันของแบบประเมิน (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) ภายหลังการวิเคราะห์พบว่าค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.89 4.8) จัดทาแบบประเมนิ ทักษะการวาดภาพระบายสี ทกั ษะการทางานกลุ่ม ความมีวินัยในการเรียน และความพึงพอใจในการเรียน ฉบับสมบูรณ์ เพ่ือนาไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ต่อไป 9.5 ขั้นตอนดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมขอ้ มลู 1) ผู้วิจัยทาหนังสือขออนุญาตผู้บริหารโรงเรียน ทาความเข้าใจกับครูและนักเรียน ในโรงเรียน และแจง้ วัตถปุ ระสงคก์ ับนักเรยี นกลมุ่ ตวั อยา่ ง 2) ผู้วิจัยดาเนินการทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นคือ แบบทดสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ ใช้เวลา 1 ช่ัวโมง 3) ผู้วิจัยดาเนินการสอนด้วยตนเอง ตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม งานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ รายวิชาศิลปศึกษา เร่ืองงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ ของ นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 2 จานวน 4 แผน ซงึ่ ผวู้ จิ ัยสร้างข้ึนจนครบพร้อมประเมินทักษะการวาด ภาพระบายสี ทกั ษะการทางานกล่มุ ความมีวนิ ัยในการเรยี น 4) ผ้วู ิจยั ดาเนินการทดสอบหลังเรยี น (Post -test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนฉบับเดียวกนั กบั ทใ่ี ช้ในการทดสอบกอ่ นเรียน
13 5) ผวู้ จิ ัยดาเนินการประเมินความพึงพอใจในการเรยี นของนกั เรยี น โดยการสอบถาม นักเรยี น ตามแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรยี น 9.6 การวเิ คราะห์ข้อมูล 1) หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการเรียนรู้ประเด็นทักษะการวาด ภาพระบายสี ทักษะการทางานกลุ่ม และความมีวินัยในการเรียน โดยใช้เกณฑ์ค่าเฉลี่ย 3.51 ขึ้นไป เป็นเกณฑ์ตัดสินว่านักเรียนมีทักษะการวาดภาพระบายสี ทักษะการทางานกลุ่ม และความมีวินัยใน การเรียน 2) หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการเรียนรูป้ ระเด็นความพึงพอใจ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 โดยภาพรวมและรายด้าน 5 ด้านได้แก่ ด้านเน้ือหา ด้านการจัด กิจกรรมการสอน ดา้ นส่อื การ เรียนการสอน ด้านการวดั ผลการประเมินผล และดา้ นประโยชนท์ ไี่ ด้รับ จากการเรียนการสอน หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ โดยใช้เกณฑ์ คา่ เฉล่ยี 3.51 ข้นึ ไป เปน็ เกณฑ์ตัดสนิ ว่านักเรียนมคี วามพงึ พอใจในการเรยี น 3) วิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นรายวิชาศิลปศึกษา เรอื่ งงานศิลปะ ภาพปะติดจากกระดาษ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 2 ก่อนและหลังเรียน ด้วยการวิเคราะห์ ความแตกตา่ งของคา่ เฉลีย่ โดยใช้ ค่า t (Paired Sample t Test) 9.7 สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการวจิ ยั 1) สถติ ทใ่ี ช้ในการหาคุณภาพเครอื่ งมือที่ใช้ในการวจิ ัย 1.1 คา่ ดัชนีความสอดคล้อง (Item Objective Congruency Index: IOC) 1.2 ค่าความยากง่าย (p) 1.3 คา่ อานาจจาแนก (r) 1.4 ค่าความเชอื่ มน่ั ของแบบทดสอบ (KR-20) 1.5 ค่าความเชือ่ มัน่ ของแบบประเมิน (KR-21) 2) สถิตเชิงบรรยาย 2.1 ค่าเฉล่ีย 2.2 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 3) สถิติท่ีใช้ตอบวตั ถุประสงค์การวจิ ัย 2.1 คา่ เฉล่ยี 2.2 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน 2.3 ค่าคะแนน t-test Dependent (Paired Sample t Test)
14 10. ผลการวิจยั 10.1 ผลการเรียนรู้ประเด็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาศิลปศึกษา เรื่องงานศิลปะภาพ ปะตดิ จากกระดาษของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 2 โดยคา่ เฉลี่ยคะแนนหลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียน อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05 10.2 ผลการเรียนรู้ประเด็นทักษะการวาดภาพระบายสีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 หลังได้รับการเรียนการสอนแบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ โดย ภาพรวมอย่ใู นระดับสงู สว่ นรายทักษะอยู่ในระดบั ปานกลาง ได้แก่ ทกั ษะการวาดภาพและทกั ษะการ ระบายสี 10.3 ผลการเรียนรู้ประเด็นทักษะการทางานกลุ่มของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 หลัง ได้รับการเรยี นการสอนแบบซปิ ปารว่ มกบั ชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ โดยภาพรวม และรายแผนการจดั การเรยี นร้ทู กุ แผนอยูใ่ นระดบั สงู 10.4 ผลการเรียนรู้ประเด็นความมีวินัยในการเรียนของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 หลัง ได้รบั การเรยี นการสอนแบบซปิ ปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะตดิ จากกระดาษ โดยภาพรวม และรายแผนการจดั การเรียนรทู้ กุ แผนอยู่ในระดับสูง 10.5 ผลการเรยี นรู้ประเด็นความพงึ พอใจของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 หลังท่ไี ดร้ บั การ เรียนการสอนแบบซิปปารว่ มกบั ชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ โดยภาพรวมและราย ด้านทุกด้าน อยู่ในระดับมากท่ีสุด ลาดับแรก ด้านสื่อการเรียนการสอน รองลงมา ด้านประโยชน์ท่ี ได้รับจากการเรียนการสอน ด้านการวัดผลการประเมินผล ด้านการจัดกิจกรรมการสอนและด้าน เน้ือหา ตามลาดบั 11. อภปิ รายผล 11.1 จากข้อค้นพบ ผลการเรียนรปู้ ระเดน็ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวชิ าศิลปะของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการเรียนการสอนแบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติด จากกระดาษอยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่า การเรียนการสอนแบบโมเดลชิปปาเป็นการสอนท่ีเน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ ทาให้นักเรียนมีความสามารถทางศิลปะเพ่ิมมากข้ึน มีความคิดสร้างสรรค์งาน ทัศนศลิ ปต์ ามจินตนาการของตนเอง สามารถวเิ คราะห์ วิพากษว์ จิ ารณ์ คณุ ค่างาน ทศั นศิลป์ ถ่ายทอด ความรู้สึกและความคิดเห็นต่องานศิลปะอย่างอิสระช่ืนชม รวมทั้งสามารถนาไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจาวันได้ สอดคล้องกับแนวคิดของสุวิทย์ มูลคา (2547: 9) ท่ีกล่าวว่าวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ เน้นผู้เรียนเป็น สาคัญวิธีหนึ่งที่ได้รับการสนใจอย่างกว้างขวางได้แก่การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ รูปแบบซิปปา (CIPPA MODEL) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีจุดเน้นอยู่ที่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา
15 อารมณ์ และสังคม สอดคล้องกบั แนวคดิ ของอดิศร ศิริ (2543) ที่กลา่ ววา่ การจดั การเรียนรู้แบบโมเดล ชิปปาเปน็ การจัดการเรียนรูท้ เี่ นน้ ผู้เรียนเป็นศนู ย์กลาง เนอื่ งจากโมเดลซิปปามรี ปู แบบท่ีสอดคล้องกับ การดารงชีวติ เหมาะสมกับความสามารถและความสนใจของผู้เรยี น โดยเนน้ ใหผ้ ้เู รยี นได้มีส่วนร่วมใน การเรยี นรู้และลงมือปฏิบตั จิ ริงทกุ ขน้ั ตอน เนน้ ฝึกฝนกระบวนการคิดและกระบวนการทางานเป็นกลมุ่ มีความสนุกสนานในการเรียนจนสามารถพัฒนาผู้เรียนให้สร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง รวมท้ัง สอดคล้องงานวิจัยของวรรณิกา เสนไสย (2556) พบว่า ผลการจัดการเรียนรู้ประเด็นผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน สาระทัศนศิลป์ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง งานศิลปกรรมท่ีปรากฏในพระธาตุนาดูนของ นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใชร้ ปู แบบการสอน ซิปปาโมเดล (CIPPA MODEL) สงู ขนึ้ 11.2 จากข้อค้นพบ ผลการเรียนรู้ประเด็นทักษะการวาดภาพระบายสีของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 หลังได้รับการเรียนการสอนแบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติด จากกระดาษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสงู แสดงให้เหน็ ว่า การเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปาเป็นการ สอนที่เน้นผู้เรียนให้ลงมือปฏิบัติจริง ทาให้นักเรียนมีทักษะการวาดภาพระบายสี มีความสามารถ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานต่างๆ อาทิ การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ การออกแบบ การจัดองค์ประกอบงาน ศิลปะ การตกแต่งงานอย่างประณีตและสวยงาม การนาเสนอผลงาน การวิจารณ์ผลงาน และการ จัดเก็บวัสดุอุปกรณ์ สอดคล้องกับแนวคิดของรุ่งรวี วงศ์ษา (2555: 4) ที่กล่าวว่าทักษะการวาดภาพ เป็นทักษะที่ พัฒนาข้ึนได้ด้วยเทคนิควิธีการสอนที่ดี เช่น การนาสิ่งเร้าท่ีแปลกใหม่เข้ามาร่วมในการ เรียนวาดภาพ จะชว่ ยใหผ้ ู้เรียนมีความกระตือรือรน้ มากยิ่งข้ึนรวมทัง้ ทาให้ผ้เู รียนรู้สึกว่าการวาดภาพ ไม่ใชเ่ รื่องยาก แนวคดิ ของสนุ นั ทา สนุ ทรประเสริฐ (2543: 3) ทีก่ ลา่ วว่า การพัฒนาทกั ษะปฏิบัติการ วาดภาพให้ผู้เรยี นวาดเส้นและวาดภาพได้ทาได้ด้วยการหาวธิ กี ารหรอื การสร้างส่ือนวัตกรรมท่มี าช่วย แก้ไขปัญหาการสอนที่ทาให้ผู้เรียนขาดทักษะปฏิบัติงาน ศิลปะอันได้แก่การจัดทาแบบฝึกทักษะเปน็ ส่วนเพ่ิมเติมหรือหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เพ่ือใช้เป็นเป็นอุปกรณ์การสอนท่ีลดภาระการสอน ของครูได้มาก เพราะแบบฝึกหรือชุดกิจกรรมซึ่งเป็นสิ่งท่ีจัดทาอย่างเป็นระบบช่วยเสริมทักษะให้ นักเรียนได้ฝึกหัดเกิดความรู้ที่คงทนต่อผู้เรียน รวมท้ังสอดคล้องกับงานวิจัยของอมรรัตน์ พจนา (2555: 5) พบว่าทักษะการเรียนรู้วิชาศิลปะเรอ่ื งเทคนิคการวาดภาพสีน้า โดยการใช้รปู แบบการสอน ซิปปาโมเดลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพระสองสามัคคีวิทยามีค่าร้อยละ 80.44 สูง กวา่ เกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ร้อยละ 70 และงานวจิ ัยของอษุ า ขนุ ทอง (2551) พบว่า ทกั ษะการวาดภาพเชิง สร้างสรรค์ของนักเรยี นช่วงช้ันท่ี 1 โรงเรียนวัดทองเล่ือน สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาอา่ งทอง ท่เี รียนร้ตู ามรูปแบบซิปปาสูงขึน้ 11.3 จากขอ้ คน้ พบ ผลการเรียนร้ปู ระเดน็ ทักษะการทางานกล่มุ ของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษา ปีที่ 2 หลังไดร้ ับการเรยี นการสอนแบบซปิ ปารว่ มกับชดุ กิจกรรมงานศลิ ปะภาพปะตดิ จากกระดาษโดย ภาพรวมและรายแผนการจัดการเรียนรู้ทุกแผนอยู่ในระดับสูง แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนการ
16 สอนแบบโมเดลชิปปา ทาให้นักเรียนมกี ารวางแผนการทางานร่วมกนั มีการทางานเป็นกลุ่ม การเพ่มิ ประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลของการบริหารงานการทางานเป็นกลมุ่ จาเป็นต้องมีการกาหนดบทบาท สาคญั ใหก้ บั สมาชิกอนั จะนาไปสคู่ วามสาเร็จของงานทตี่ อ้ งอาศัยความร่วมมือซ่งึ กนั และกัน สอดคลอ้ ง กบั แนวคดิ ของ Button (1974: 1-2) ที่กล่าวว่าการเปน็ มนุษย์ย่อมต้องส่ือสารและมี ความสัมพนั ธ์กับ บุคคลอ่ืนเพราะเราต้องอยใู่ นสังคม ด้วยเหตุน้ีการทางานกลุ่มจึงต้องจัดข้ึนโดยมจี ุดมุ่งหมายที่จะช่วย ส่งเสริมให้มนุษย์เรยี นรกู้ ับการติดต่อสัมพนั ธ์กับคนอื่นๆในบรรยากาศท่ีส่งเสรมิ ซ่ึงกนั และกนั ผู้ที่เข้า ร่วมทางานกลุ่มจะพยายามช่วยกลุ่มและช่วยเหลือแต่ละคนเพ่ือให้งานของกลุ่มไปสู่จุดมุ่งหมายท่ี ต้องการ สอดคล้องกับแนวคิดของสุคนธ์ สินธพานนท์และคณะ (2554: 121 - 122) ได้กล่าวว่า การ ทางานเปน็ กลุ่มเปน็ กระบวนการฝึกทากจิ กรรม กระบวนการทางานกลมุ่ มตี ั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แต่ละคน มีบทบาทท่แี ตกต่างกัน มีการเสนอความคดิ เหน็ พรอ้ มกบั รับฟงั ความคดิ เหน็ ของสมาชกิ อย่างมีเหตุผล มีการวางแผนปฏิบตั ิงานตามแผน และเกิดการกาหนด ภาระหน้าท่ีที่ชดั เจน โดยกระบวนการทางาน กลุ่มมุ่งเน้นให้นักเรียนรู้จักการทางานร่วมกัน และแนวคิดของวรารัตน์ กุลมคุณากร (2554: 4) ที่ กล่าวว่าการสอนรูปแบบซิปปามีความสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนท่ีเนน้ ผู้เรียนเป็นสาคัญ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน มีการ พัฒนาทักษะการทางานกลุ่ม โดยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทั้งทางร่างกาย สติปัญญา สังคมและ อารมณ์ เกิดความสนุกสนานไม่เบื่อหนา่ ยในการเรียน ส่วนบทบาทของครูคือเป็นผู้กระตุ้นและชแ้ี นะ ทาให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาความรู้เต็มตามศักยภาพ รวมท้ังสอดคล้องกับงานวิจัยของสมเกียรติ ศรี ร่งุ เรอื ง (2555: 5) พบวา่ นักเรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 4 ทไ่ี ดร้ บั การเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษาโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบซิปปา (CIPPA MPDEL) มีทักษะกระบวนการ กลมุ่ อยใู่ นระดบั มาก ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่อื ง การสร้างเสริมสขุ ภาพ สมรรถภาพ และการ ป้องกันโรคสงู ขน้ึ และงานวจิ ยั ของวรารตั น์ กลุ มคณุ ากร (2554: 4) พบว่า ทักษะการ ทางานกลมุ่ ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านนาเป่ือย สังกัด สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาขอนแกน่ เขต 5 อยใู่ นระดับมาก 11.4 จากข้อค้นพบ ผลการเรียนรู้ประเด็นความมีวินัยในก ารเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 หลัง ได้รับการเรียนการสอนแบบซิปปาร่วมกบั ชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติด จากกระดาษ โดยภาพรวมและรายแผนการจัดการเรียนรทู้ ุกแผนอยูใ่ นระดับสูง แสดงให้เห็นว่า การ จัดการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปาเน้นให้นักเรียนได้รับการส่งเสริม สนับสนุนด้านการเรียนใน ลักษณะของการกระทาตามระเบียบของโรงเรียน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในพฤติกรรม 5 ด้านได้แก่ การทากิจกรรมร่วมกัน การยอมรับและปฏิบัติตามข้อคิดเห็นอย่างมีเหตุผล การช่วยเหลือผู้อ่ืน การ เสียสละเพ่ือส่วนรวม และการไม่ละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ส่งผลให้ความมีวินัยของนักเรียนสูงขึ้น ทาให้ นักเรียนมีความ รับผิดชอบ เอาใจใส่ปฏิบัติหน้าท่ีที่ได้รับมอบหมาย มีความละเอียดรอบคอบในการ
17 สร้างสรรคผ์ ลงานศิลปะ มีความเชื่อม่นั ในตนเองและกลา้ แสดงออกท้ังการคิด การพดู และการกระทา มีความซ่อื สัตย์เม่ือได้รับมอบงานจะสามารถทาดว้ ยตนเองได้ สอดคล้องกบั พระราชบัญญัติการศึกษา พ.ศ. 2542 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อมุ่ง พัฒนาผู้เรียนใหเ้ ปน็ คนดี มีปัญญา มคี วามสุข มศี ักยภาพในการศกึ ษาต่อ และการประกอบอาชีพ จงึ กาหนดคุณลักษณะให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังน้ี มีคุณธรรม จริยธรรมและ ค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของ พระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ีตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความรู้ความสามารถในการส่ือสาร การ คิด การแก้ปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทกั ษะชวี ิต มีสขุ ภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มจี ิตสาธารณะ โดย โรงเรียนเป็นสถานที่สาคัญในการสร้างระเบียบวินัยให้กับนักเรียน และการปลูกฝังคุณธรรม จรยิ ธรรม คา่ นยิ มและ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงคแ์ ละเป็นผู้ใหญท่ ีด่ ใี นวนั ข้างหน้า แนวคิดของฉันทนา ภาคบงกชและคณะ (2539: 4) ที่ให้ความหมายของวินัยในตนเองว่าเป็นคุณลักษณะทางจิตใจ และ พฤติกรรมท่ีจะนาไปสู่การปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือข้อตกลง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ สังคม โดยไมต่ อ้ งไดร้ ับการควบคมุ ดูแลจากผู้อื่น เนอื่ งจากสามารถควบคุมอารมณ์และพฤตกิ รรมของ ตนเองตามท่ีมุ่งหวัง แนวคิดของสุภาพร ธนะชานันท์ (2544: 5) ท่ีกล่าวว่า การมีวินัยในตนเองเป็น ความสามารถของบุคคลในการควบคุมพฤติกรรมของตนเองให้เป็นไปตามที่ตนมุ่งหวัง โดยอยู่ในกฎ และระเบียบของสังคม ซ่ึงเกิดจากการสานกึ ของตนเอง โดยไม่ขดั ตอ่ ระเบียบของสงั คม ไมข่ ดั ต่อสิทธิ ของผู้อ่ืน และจะต้องเป็นที่ก่อให้เกิดความเจริญแก่ตนเองและผู้อื่น เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์ใน สังคม รวมทั้งงานวิจัยของสัญญา มีชัย (2549: 4) พบว่า การมีวินัยในตนเองของนกั เรยี นช่วงช้ันท่ี 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีที่ 2 และปที ่ี 3 สงั กัดสานักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาปราจนี บรุ ี เขต 2 โดยภาพรวมอยใู่ นระดับสงู และงานวจิ ยั ของณฐั รดี โพธทิ์ พิ ย์ (2547) พบวา่ การมีวินัยในตนเองกับ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนโรงเรยี นมัธยมศึกษาเขตภาคตะวนั ออกมีความสัมพันธท์ างบวก อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ 0.05 11.5 จากข้อค้นพบ ความพึงพอใจของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 ท่ีได้รับการเรียนการ สอนแบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ โดยภาพรวมและรายด้านทุก ด้านอยู่ในระดับมากท่ีสุด ลาดบั แรกคอื ด้านสือ่ การเรียนการสอน รองลงมาคอื ด้านประโยชน์ที่ได้รับ จากการเรียนการสอน ด้านการวัดผลการประเมินผล ด้านการจัด กิจกรรมการสอน และด้านเนื้อหา ตามลาดบั แสดงให้เหน็ วา่ การสอนรูปแบบโมเดลซปิ ปาเปน็ รูปแบบการสอนทม่ี งุ่ เน้นใหน้ ักเรียนศกึ ษา ค้นควา้ รวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง การมสี ว่ นรว่ มในการสรา้ งความรู้ การมีปฏสิ ัมพนั ธก์ ับผู้อืน่ และการ แลกเปลี่ยนความรู้ การได้เคล่ือนไหวทางกาย การเรียนรู้กระบวนการต่าง ๆ และการนาความรู้ไป ประยุกต์ใช้ ส่งผลทาให้นักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้โดยเฉพาะชุดกิจกรรมท่ีจัดให้มี ความหลากหลาย ทันสมัยและเหมาะสมกับเน้ือหาท่ีเรียน สอดคล้องกับแนวคิดของชริณี เตชจินดา
18 (2535 : 6) ท่ีกล่าวว่าความพึงพอใจเป็นความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติของบุคคลท่ีมีต่อส่ิงหน่ึงสิ่งใด หรือปัจจัยที่เก่ียวข้องความรู้สึกพอใจจะเกิดข้ึนเม่อื ความต้องการของบุคคลได้รบั การตอบสนองหรือ บรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหน่ึง ความรู้สึกดังกล่าวจะลดลงและไม่เกิดข้ึนหากความต้องการหรือ จุดมุ่งหมายนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง แนวคิดของสุชีลา เพชรแก้ว (2554: 4) ที่กล่าวว่าการจัดการ เรยี นรูใ้ นกลุ่มสาระการเรยี นรู้ศิลปะยงั ไมป่ ระสบผลสาเร็จเท่าท่ีควร ท้ังนเ้ี นือ่ งจากกิจกรรมการจัดการ เรียนรู้ยังไม่มีความหลากหลายและน่าสนใจ อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล ดังน้ันการจัดการเรียนรู้แบบซิปปาเป็นแนวทางหนึ่งท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกับความสนใจท่ี หลากหลายของผู้เรียน ทาให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ และแนวคิดของ วชิ ัย เหลอื งธรรมชาติ (2531: 9) ไดก้ ลา่ ววา่ ความพึงพอใจมีสว่ นเก่ียวข้องกับความต้องการของมนุษย์ คือความพึงพอใจจะเกดิ ข้ึนได้ก็ต่อเม่อื ความต้องการของมนษุ ย์ได้รับการตอบสนองซึ่งมนุษย์ไม่วา่ อยู่ ในท่ีใดย่อมมีความต้องการข้ันพ้ืนฐานไม่ต่างกัน รวมท้ังสอดคล้องกับงานวิจัยของสุชีลา เพชรแก้ว (2554: 5) พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ี ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปามีความ พงึ พอใจต่อการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากท่ีสุด และงานวจิ ยั ของวรวิทย์ สินธุ ระหัส (2553: 6) พบวา่ นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปามี ความพงึ พอใจตอ่ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และงานวิจัยของ สุชีลา เพชรแก้ว (2554: 5) พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบซิป ปามีความพงึ พอใจตอ่ การจดั กจิ กรรมการเรยี นร้วู ชิ าศิลปะพน้ื ฐานโดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มากที่สุด 11.6 จากการทดสอบสมมุติฐาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาศิลปะของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปีท่ี 2 ที่ได้รับการเรียนการสอนแบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจาก กระดาษ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน แสดงให้เห็นว่า การเรียนการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมงานศิลปะ ภาพปะตดิ จากกระดาษ มีรปู แบบการสอนทผี่ ู้เรียนเปน็ ผู้สรา้ งความรู้ด้วยตนเอง โดยใชท้ กั ษะการวาด ภาพระบายสี และการมีปฏิสัมพันธ์กับเพ่อื น บุคคลอื่น และส่ิงแวดล้อมรอบตัวหลาย ๆ ด้าน ความมี วินัยในการเรียนและส่งผลให้นักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียน สอดคล้องกับแนวคิดของสุนีย์ ภู พันธ์ (2546: 103) ทกี่ ล่าววา่ การจัดการเรียนการสอนกลุม่ สาระการเรยี นร้ศู ลิ ปะซ่ึงเป็นวิชาที่จะต้องมี การฝึกปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ดังท่ี Edward L. Thorndike ซ่ึงเป็นผู้ค้นพบกฎการเรียนรู้จาก การเชื่อมโยงระหว่างส่ิงเรา้ และการตอบสนองโดยการกระทาอย่างมีเป้าหมาย กล่าวว่า กฎแห่งการ ฝึกหดั หมายถึง สงิ่ ใดก็ตามถ้าได้มีการกระทาบ่อย ๆ กจ็ ะเกดิ ความชานาญ เกิดทกั ษะ และเม่อื นาสิ่ง ท่ีเรียนรู้ไปใช้บ่อย ๆ ก็จะทาให้การเรียนรู้น้ันคงทนถาวร การจัดการเรียนการสอนตามแบบซิปปามี ความสาคัญที่สอดคล้องกบั การเรยี นรู้ศิลปะ เพอ่ื สร้างความคดิ สร้างสรรค์ของผเู้ รยี นให้สูงขน้ึ แนวคิด ของสอดคล้องกับแนวคิดของที่ศนา แขมมณี (2553: 282) ท่ีกล่าวว่า รูปแบบการเรียนการสอนโดย ยดึ ผูเ้ รยี นเป็นศูนยก์ ลาง ซปิ ปาโมเดล (CIPPA MODEL) เปน็ รปู แบบการประสานห้าแนวคิด อนั ได้แก่
19 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีช่วยให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง (C) โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ จากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและส่ิงแวดล้อมรอบตัว (I) ผ่านกิจกรรมหลากหลายท่ีเอื้อให้ผู้เรียนเกดิ ความต่นื ตัวในการเรียนรู้ (P) และช่วยให้ผเู้ รียนได้เรยี นรู้สาระควบคู่ไปกบั การเรยี นรู้กระบวนการ (P) รวมท้ังส่งเสริมให้ผู้เรียนฝึกฝนการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะกระบวนการน้ัน ๆ จนเกิดเป็น ความสามารถนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน (A) รวมท้ังสอดคล้องกับงานวิจัยของตรีทิพย์ ชัยประทุม (2554: 5) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์เรื่องสนุกกับงานปั้น ของนักเรียนช้ัน ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 โรงเรียนบ้านโนนม่วง อาเภอเมอื ง จังหวัดขอนแกน่ ท่ีได้รับการเรยี นการสอนโดย ใช้ชุดกิจกรรมการสอนแบบโมเดลซปิ ปา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และงานวิจัยของณัฐพงศ์ ศรีภูงา (2553) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนบ้านนาดี สังกัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา สุรนิ ทรเ์ ขต 2 ท่ีได้รบั การเรยี นการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมการสอนแบบโมเดลซิปปา หลังเรยี นสูงกว่า กอ่ นเรยี น อย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ 0.05 12. ขอ้ เสนอแนะ 12.1 ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ัยไปใช้ 1) จากข้อค้นพบ ทักษะการทางานกลุ่มเป็นองค์ประกอบสาคัญท่ีได้จากการเรียน การสอนแบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ คุณครูควรจัดกิจกรรมเพอ่ื ส่งเสรมิ และคอยกระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นได้รว่ มแสดงความคดิ เห็น ปรกึ ษาหารือกันในกลมุ่ ของตนมากท่ีสุด มี การกาหนดข้อตกลงเกี่ยวกับบทบาทหน้าท่ีและวางแผนใน การแบ่งกลุ่มผู้เรียนเพื่อส่งเสริมให้ได้มี ความกลา้ แสดงออกมากขนึ้ 2) จากขอ้ คน้ พบ ความมวี ินัยเปน็ องค์ประกอบสาคัญของทไ่ี ด้จากการเรียนการสอน แบบซิปปาร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษ คุณครูควรจัดกิจกรรมเพ่ิมขึ้นเพื่อ พัฒนาการมีวินัยในตนเองของผู้เรยี น อาทิ ด้านความเชื่อม่ันในตนเอง ด้านความเป็นผู้นา ด้านความ ซ่ือสัตย์ และด้านความอดทน เพราะการมีวินัยในตนเองจะส่งเสริมให้ผู้เรียนทางานได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพหรือเรยี นไดป้ ระสบความสาเร็จมากข้ึน 3) จากข้อค้นพบ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาศิลปะของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาท่ี 2 ไดร้ ับการเรียนการสอนแบบซปิ ปารว่ มกบั ชดุ กิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน ผู้บริหารควรนาวิธีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวไปใช้ในกลุ่มสาระการ เรียนรอู้ ่ืน ๆ หรอื ในระดับชัน้ อ่นื ๆ โดยการปรับปรุงกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ มและความ แตกต่างระหว่างบุคคล
20 12.2 ขอ้ เสนอแนะในการวิจัยครัง้ ต่อไป 1) ควรศกึ ษาปญั หา สาเหตุ และแนวทางการพัฒนาผลการเรยี นการสอนแบบซิปปา ร่วมกับชุดกิจกรรมงานศิลปะภาพปะติดจากกระดาษในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะด้วยการสัมภาษณ์ เชิงลึกครู เพื่อใชป้ รับปรงุ การสอนให้มีประสทิ ธิภาพเพ่มิ ขึน้ 2) ควรมีการวิจัยผลการเรียนการสอนแบบซปิ ปาร่วมกบั ชดุ กิจกรรมในกลุม่ สาระการ เรียนรู้อ่นื ๆ ที่ นอกเหนอื จากกลุ่มสาระศลิ ปะ 3) ควรศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อผลการเรียนรู้ของผู้เรียนเพ่ือนาไปเป็นข้อมูลในการ ปรบั ปรงุ การจัดการเรียนการสอนใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพยิง่ ขน้ึ 13. เอกสารอา้ งอิง กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2542). พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาตพิ .ศ. 2542 และทแ่ี ก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545. กรงุ เทพฯ : กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ณฐั พงศ์ ศรีภูงา. (2553). การจดั กิจกรรมการเรยี นรรู้ ายวชิ าทัศนศิลป์โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบ ซิปปาของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1. Journal of Education Graduate Studies Research, ปที ่ี 6 (ฉบับที่ 1), 178. สบื คน้ จาก http://newtdcthailis.or.th/docview. aspx?tdcid=245455. ตรที ิพย์ ชัยประทมุ . (2554). ผลการจดั การเรยี นรกู้ ลุ่มสาระทศั นศิลป์ เรือ่ ง สนกุ กบั งานป้นั ของ นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5 โดยใชร้ ปู แบบการสอนซิปปาโมเดล. Journal of Education Graduate Studies Research, ปีที่ 7 (ฉบับที่ 2), 38. สบื ค้นจาก http://newtdc thailis.or.th/docview.aspx?tdcid=2454689. ทศิ นา แขมณี. (2553). ศาสตรก์ ารสอน องคค์ วามรูเ้ พือ่ การจัดกระบวนการเรียนรทู้ ีม่ ีประสทิ ธิภาพ กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. ร่งุ รวี วงศษ์ า. (2555). การศกึ ษาทศั นคติของนกั เรียนท่ไี มร่ ะบายสีพนื้ หลังของรปู ภาพ ของนกั เรียน ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2/1 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลยั . สืบค้น 17 มนี าคม 2563, จาก https://academic prc.ac.th/TeacherResearchResearchDetail.php?ID=922. วรรณกิ า เสนไสย. (2556). ผลการจัดการเรยี นรสู้ าระทัศนศลิ ป์ หน่วยการเรยี นรู้ เรื่อง งานศิลปกรรม ท่ีปรากฏ ในพระธาตุนาดูน ของนักเรียนชั้นมัยมศกึ ษาปฐี 1 โดยใชร้ ปู แบบการสอน ซิปปา โมเดล(CIPPA MODEL) (ปริญญาศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต).ขอนแกน่ . มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ สืบค้นจาก https://ednet.kku.ac.th/frm-kuvo2.php. วรวทิ ย์ สินธุระหสั . (2553). การศกึ ษาเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรอ่ื งลายไทย ของนักเรยี น
21 ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 และความพงึ พอใจของนกั เรยี นท่ีมตี ่อวิธีสอนแบบซิปปา (ปริญญา การศึกษามหาบัณฑติ ). กรุงเทพฯ. มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สืบค้นจาก http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Art Ed/Worawit S.pdf สมเกียรติ ศรรี งุ่ เรือง. (2555). การพฒั นาทักษะกระบวนการกลมุ่ และผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรอื่ ง การสรา้ งเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการปอ้ งกันโรค กลุม่ สาระการเรยี นรู้สขุ ศึกษา และพลศกึ ษา โดยใช้รูปแบบการเรยี นร้แู บบซิปปา (CIPPA Model) ของนักเรยี นชั้น มัธยมศกึ ษาปีที่ 4. วารสารศกึ ษาศาสตร์. ปีที่ 35 (ฉบบั ท่ี 3), 65. สืบคน้ จาก https://so02.tci-thaja.org/index.php/EDKKUI/article/view/50448 สคุ นธ์ สนิ ธพานนท์และคณะ. (2554). วธิ ีสอนตามแนวปฏิรูปการศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาคณุ ภาพของ เยาวชน. กรุงเทพฯ: 9199 เทคนคิ พรน้ิ ต้ิงนิทาน. สุภาพร ธนะชานันท์. (2544). “รายงานการวจิ ยั ฉบบั ที่ 66 ปัจจยั ท่ีมผี ลตอ่ วินัยในตนเองของนสิ ติ ปริญญาตรมี หาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ”. สถาบันวจิ ัยพฤติกรรมศาสตร์. มหาวทิ ยาลัย ศรนี ครินทรวโิ รฒ. สชุ ลี า เพชรแก้ว. (2554). การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ความคิดสรา้ งสรรคแ์ ละความพึง พอใจต่อวชิ าศิลปะพน้ื ฐาน ระหวา่ งการจัดกิจกรรมการเรียนรแู้ บบซิปปากบั แบบปกติ ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 1. วารสารมหาวิทยาลยั นครพนม, ปีท่ี 2 (ฉบบั ที่ 1), 72 สืบคน้ จาก https://www.npu.ac.th/npujourd/files_research/9/2-1_10.pdf ศรศี กั ร วัลลโิ ภดม. (2556). แนวคิดและแนวทางการศกึ ษาศิลปะในกระแสการเปลย่ี นแปลงทางสงั คม และวฒั นธรรม วารสารมนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์, 4 (1), 1. สืบคน้ จาก หรือ http://www.ubu.ac.th/web/files up/08f2014060909083282.pdf อมรรัตน์ พจนา. (2555). การศึกษาผลสัมฤทธ์แิ ละทกั ษะการเรยี นรู้วิชาศิลปะ เรอ่ื งเทคนิคการวาด ภาพสนี ้าโดยการใช้รปู แบบการสอนซปิ ปาโมเดล ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน พระซองสามคั ควี ทิ ยา (ปริญญาศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต). ขอนแก่น. มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ . สบื ค้นจาก https://tdc.thailis.or.th/tdc/search_result.php อษุ า ขุนทอง. (2550). การเปรยี บเทยี บทักษะการวาดภาพเชิงสรา้ งสรรค์และเจตคตติ อ่ การวาดภาพ เชงิ สร้างสรรค์ ของนกั เรียนช่วงชน้ั ท่ี 1 ท่ีเรียนรตู้ ามรปู แบบซนิ เนคติกส์กบั ตามรูปแบบซปิ ปา (วิทยานพิ นธ์). พระนครศรอี ยุธยา. มหาวิทยาลยั ราชภัฏพระนครศรีอยธุ ยา. สืบคน้ จาก http://164.115.28.48/?page=result serch&record id=10363347 อสรู ย์ ปราบอริพา่ ย. (2555). จากใจครสู อนศิลปะนาประสบการณ์สบู่ ทเรยี น. สบื ค้น 27 มนี าคม 2563, จาก หรอื https://www.thairath.co.th/content/242106 อดิศร ศิริ. (2543). การพฒั นากิจกรรมการเรียนการสอนท่ีเน้นผเู้ รยี นเปน็ ศนู ย์กลางโดยใช้โมเดล
22 ซปิ ปา สาหรับวชิ าชีววทิ ยาในระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 5. วิทยานพิ นธ์ ศษ.ม. (วิทยาศาสตร)์ บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ Botton, Leslie. (1974). \"Developmental Grop Work with Adolescent\" London: University of London Press, Ltd. Thorndike, Edward Lee. (1975). Connectionism Theory. University of London.
Search
Read the Text Version
- 1 - 24
Pages: