Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิจัย - ตาราง 9 ช่อง ม.4 ครูชวลิต 2564

วิจัย - ตาราง 9 ช่อง ม.4 ครูชวลิต 2564

Published by cho.akira26, 2022-09-16 05:52:46

Description: วิจัย - ตาราง 9 ช่อง ม.4 ครูชวลิต 2564

Search

Read the Text Version

รายงานวิจยั ในชน้ั เรียน เร่อื ง ผลของการฝกึ ตาราง 9 ช่องทม่ี ีผลต่อการสร้างเสรมิ ความ คล่องแคล่วว่องไวของนกั เรยี นระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดย นายชวลติ ธนโกไสย ตำแหน่ง ครู คศ.1 กลุ่มสาระการเรยี นรู้สุขศกึ ษาและพลศึกษา ปงี บประมาณ 2565 โรงเรียนสระบุรวี ิทยาคม สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษาสระบรุ ี

ชอ่ื งานวจิ ัย : ผลของการฝึกตาราง 9 ช่องทีม่ ีผลต่อการสรา้ งเสรมิ ความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไว ของนกั เรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ชือ่ -สกลุ ผูว้ ิจยั : นายชวลติ ธนโกไสย ตำแหน่งปจั จบุ นั ของผู้วจิ ยั : ครู คศ.1 การศึกษาสงู สุดของผูว้ จิ ยั : ปรญิ ญาตรี ครุศาสตร์บณั ฑติ สถานทีต่ ิดตอ่ : โรงเรยี นสระบุรวี ทิ ยาคม 532 ต.ปากเพรยี ว อ.เมอื ง จ.สระบุรี 18000 เบอรโ์ ทรศพั ท์ -080-277-6161 E-mail : [email protected] บทคัดยอ่ การวจิ ัยครั้งน้มี วี ัตถปุ ระสงคเ์ พือ่ 1. เพ่อื ศึกษาผลของการฝึกตาราง 9 ช่อง ที่มีผลต่อการสรา้ งเสริม ความคล่องแคลว่ วอ่ งไว ของนกั เรยี นระดับมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 2. เพือ่ เปรยี บเทยี บความแตกตาง 9 ช่อง ท่มี ีผล ตอ่ การสร้างเสรมิ ความคล่องแคลว่ วอ่ งไว ของนกั เรยี นระดับมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 โดยใชโ้ ปรแกรมการฝกตาราง 9 ชอ่ ง (ภาคภมู ิ พิลึก, 2552) ประชากรที่ใช้ในการวิจยั ครงั้ นี้เป็นนักเรยี นตัวอย่างชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ประชากรคือ นักเรยี น ตัวอย่างโรงเรียนสระบุรีวิทยาคม ปีการศึกษา 2564 จำนวน 40 คน ท่ีผ่าน การตรวจวินิจฉยั ทางจิตวิทยา คลินิก ตามเกณฑป์ ระกาศของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร โดยกล่มุ ตวั อย่าง คอื นักเรียนโรงเรียนสระบรุ ีวทิ ยาคม ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 40 คน เปน็ นกั เรยี นชาย 8 คน นักเรียนหญงิ 32 คนเปน็ เครอ่ื งมือในการเกบ็ ขอ้ มูล และสถิติที่ใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลยี่ ค่าส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และการเปรียบเทยี บ Dependent t - test ทีร่ ะดบั นัยสำคัญทางสถิติ .05 ผลการวจิ ัยพบวา่ 1. ค่าเฉลยี่ ( ) ผลทดสอบความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไว กอ่ นการฝกึ และหลงั การฝึก ของนกั เรียนโรงเรียน สระบุรวี ทิ ยาคม ปีการศึกษา 2564 ก่อนการฝึก มคี า่ เฉลี่ย ( ) ของผลการทดสอบความคล่องแคลว่ วอ่ งไว เท่ากบั 14.77 และหลังการฝึกมีค่าเฉลย่ี ( ) ของผลการทดสอบความคลอ่ งแคลว่ ว่องไว เท่ากบั 11.07 2. เปรยี บเทียบความแตกต่างค่าเฉล่ีย ( ) ของผลการทดสอบความคล่องแคลว่ วอ่ งไว ก่อนการฝกึ (Pre Test) และหลงั การฝกึ (Post Test) โดยใช้คา่ สถติ ิเปรยี บเทยี บ Dependent t – test ของนกั เรียนระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี นมธั ยมวัดศรจี นั ทร์ประดิษฐ์ ในพระบรมราชานุเคราะห์ พบว่า ความแตกตา่ ง ค่าเฉล่ีย ( ) ของจำนวนวินาทจี ากการทดสอบความคลอ่ งแคล่วว่องไว ของนกั เรียนโรงเรียนสระบุรวี ทิ ยาคม ปกี ารศกึ ษา 2564 ก่อนการฝึก (Pre Test) และหลังการฝึก (Post Test) แตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สำคัญทาง สถติ ทิ รี่ ะดบั .05

คำนำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 หมวดของการจัดการศึกษาในมาตรา 6 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพือ่ พัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและ วัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มาตรา 10 วรรค 2 การจัดการศกึ ษาสำหรับบคุ คลซึ่งมคี วามบกพร่องร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและ การเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่ สามารถ พึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้การศึกษาขั้นพ้ืนฐานเปน็ พเิ ศษ การศึกษาสำหรบั คนพิการในวรรคสอง ใหจ้ ัดตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการโดยไม่เสียค่าใชจ้ า่ ย และให้บคุ คล ดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทาง การศึกษา ตามหลักเกณฑ์และ วิธกี ารท่ีกำหนดในกฎกระทรวง (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2545: 3-5) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้น ศักยภาพขัน้ พ้ืนฐาน ของผู้เรียนให้เปน็ คนเก่งคนดีและสามารถดำรงชวี ิตไดอ้ ย่างมคี วามสขุ ตามกลุ่ม สาระการเรยี นรู้สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา สาระท่ี 3 การเคลื่อนไหว การออกกำลงั กาย การเลน่ เกม กีฬาไทย และกฬี าสากล มาตรฐาน พ 3.1 เขา้ ใจมีทักษะใน การเคล่ือนไหว กจิ กรรมทางกาย การเลน่ เกม และกฬี า และมาตรฐาน พ 3.2 รักการออกกำลังกาย การเลน่ เกม และ การเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็น ประจำอย่างสม่ำเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ำใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการ แข่งขัน และ ชื่นชมในสนุ ทรียภาพของการกีฬา การเคลอื่ นไหวร่างกายของมนุษย์เกิดจากการสงั่ การของระบบประสาทโดยมีกล้ามเน้ือหดตัวและคลายตัวทำ ให้เกิดการเคลอ่ื นไหว ทัง้ นี้การเคล่อื นไหวทแี่ สดงออกมกั จะขน้ึ อยู่กับ ประสบการณห์ รือส่งิ ทไ่ี ด้เรยี นรู้หรอื ได้รับการฝึก มารูปแบบการเคลื่อนไหวท่ีถกู กำหนดหรือจดั ระบบ อยา่ งมขี ัน้ ตอนถูกตอ้ งจะทำใหผ้ ู้ปฏิบัติเข้าใจได้ง่ายและเรียนรู้ได้ เร็วยิ่งขึ้น อ.เจริญ กระบวนรัตน์. (2548: 19-168) ที่กล่าวไว้ว่าการเรียนรู้ของสมองสามารถสะท้อนให้เห็นถึง พฤติกรรมต่างๆ ทีแ่ สดงถึงความเขา้ ใจในการรับรโู้ ดยแปลความหมายเป็นพฤติกรรมหรืออากปั กิรยิ า ต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะในวัยเด็กหากได้รับการกระตุ้นในช่วงอายุ 4 - 10 ขวบ จะมีอัตราการเจริญเติบโตของ สมองสงู สุดและรวมทั้งพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงทางด้านทกั ษะและความสัมพันธ์ในการเคลือ่ นไหวอย่างมาก หากได้รับการฝึกหรือการเรียนรู้อย่างถูกต้องและเป็นระบบเพราะในวัยเด็ กเป็นวัยที่ไม่ชอบอยู่เฉยกิจกรรมการ เคลอ่ื นไหวทม่ี รี ปู แบบและมขี น้ั ตอนชดั เจนจะทำให้เด็กเกิดการเรยี นรู้และสามารถตรวจสอบ นายชวลิต ธนโกไสย ผวู้ ิจยั

บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา พระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 หมวดของการจัดการศึกษาในมาตรา 6 การจัดการศกึ ษาต้องเป็นไปเพอ่ื พฒั นา คนไทยใหเ้ ปน็ มนุษยท์ ส่ี มบูรณ์ ท้งั ร่างกายจติ ใจ สตปิ ญั ญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและ วัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อ่ืน ได้อย่างมีความสุข มาตรา 10 วรรค 2 การจัดการ ศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและ การเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถ พงึ่ ตนเองได้ หรอื ไม่มีผู้ดแู ล หรือดอ้ ยโอกาส ต้องจดั ให้บุคคลดังกล่าวมสี ิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาข้ันพื้นฐานเป็น พเิ ศษ การศกึ ษาสำหรบั คนพกิ ารในวรรคสอง ให้จดั ตัง้ แตแ่ รกเกดิ หรอื พบความพิการโดยไมเ่ สยี คา่ ใชจ้ า่ ย และใหบ้ ุคคล ดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิง่ อำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทาง การศกึ ษา ตามหลักเกณฑ์และ วิธกี ารท่ีกำหนดในกฎกระทรวง (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2545: 3-5) ประกาศกระทรวงศกึ ษาธิการ เรื่อง กำหนดประเภทและหลกั เกณฑข์ องคนพกิ ารทางการศึกษา พ.ศ. 2552 อาศยั อำนาจตามความในมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชบญั ญตั ิการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จึงออกประกาศ กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา ไว้ ดังต่อไปน้ี ข้อ 2 ประเภทของคนพิการ มีดังต่อไปน้ี 1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น 2) บุคคลที่มีความ บกพร่องทางการได้ยิน 3) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 4) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการ เคลือ่ นไหว หรอื สุขภาพ 5) บุคคลท่ีมคี วามบกพร่องทางการเรยี นรู้ 6) บุคคลท่ีมคี วามบกพร่องทางการพูดและ ภาษา 7) บุคคลทม่ี ีความบกพร่องทางพฤติกรรม หรืออารมณ์ 8) บคุ คลออทสิ ตกิ 9) บุคคลพิการซ้อน (กระทรวงศึกษาธิการ. 2552: 45-47) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้น ศักยภาพข้นั พื้นฐาน ของผ้เู รยี นใหเ้ ป็นคนเก่งคนดีและสามารถดำรงชีวิตไดอ้ ยา่ งมีความสขุ ตามกลมุ่ สาระการเรยี นร้สู ขุ ศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 3 การเคลอื่ นไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กฬี าไทย และกีฬาสากล มาตรฐาน พ 3.1 เขา้ ใจมที กั ษะใน การเคลือ่ นไหว กจิ กรรมทางกาย การเลน่ เกม และกีฬา และมาตรฐาน พ 3.2 รกั การออกกำลงั กาย การเลน่ เกม และ การเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็น ประจำอย่างสม่ำเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ำใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการ แข่งขัน และ ชน่ื ชมในสุนทรยี ภาพของการกีฬา การเคล่อื นไหวรา่ งกายของมนุษยเ์ กิดจากการส่งั การของระบบประสาทโดยมีกลา้ มเนอ้ื หดตวั และคลายตัวทำ ให้เกิดการเคลือ่ นไหว ทั้งนี้การเคลือ่ นไหวทแ่ี สดงออกมักจะขนึ้ อยกู่ บั ประสบการณห์ รอื สง่ิ ทไ่ี ด้เรยี นรหู้ รือไดร้ ับการฝึก มา รูปแบบการเคล่อื นไหวทถี่ กู กำหนดหรือจัดระบบ อย่างมขี ัน้ ตอนถกู ตอ้ งจะทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจได้งา่ ยและเรียนรู้ได้ เร็วยิ่งขึ้น อ.เจริญ กระบวนรัตน์. (2548: 19-168) ที่กล่าวไว้ว่าการเรียนรู้ของสมองสามารถสะท้อนให้เห็นถึง พฤตกิ รรมต่างๆ ทแ่ี สดงถงึ ความเข้าใจในการรับรโู้ ดยแปลความหมายออกมาเปน็ พฤติกรรมหรืออากัปกิริยาต่างๆ ของ ร่างกายโดยเฉพาะในวัยเด็กหากได้รับการกระตุ้นในช่วงอายุ 4-10 ขวบ จะมีอัตราการเจริญเติบโตของสมองสูงสุด และรวมทั้งพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงทางด้านทักษะและความสัมพันธ์ในการเคล่ือนไหวอย่างมากหากได้รับ การฝึกหรือการเรียนรู้อย่างถูกต้องและเป็นระบบเพราะในวัยเด็กเป็นวัยที่ไม่ชอบอยู่เฉยกิจกรรมการเคล่ือนไหวที่มี รูปแบบและมขี น้ั ตอนชดั เจนจะทำใหเ้ ด็กเกิดการเรียนร้แู ละสามารถตรวจสอบ

ขนั้ ตอนการเคล่ือนไหวทผ่ี ดิ พลาดและสามารถแกไ้ ขไดถ้ กู ตอ้ ง กิจกรรมการเคลือ่ นไหวเบื้องต้นเป็นกิจกรรมการเคลื่อนไหวท่ีมีความจำเป็นและสำคัญสำหรับนักเรียนวัยเดก็ เลก็ เชน่ นกั เรียนที่อยู่ในวัยอนบุ าล หรอื ในระดบั ประถมศึกษาตอนตน้ เพราะนกั เรียนในวัยน้ีนอกจากอยู่ในระยะการ กระหายการเคลื่อนไหวเพือ่ ช่วยในการเจริญเติบโตแลว้ ยงั เปน็ วัยท่ีอยู่ในระหว่างมีความอยากร้อู ยากเห็นอยากสำรวจ อยากจะทดลอง ความสามารถของตนเองในลักษณะท่าทางต่างๆเป็นอยา่ งมากวา่ ส่วนต่างๆ ของร่างกายตนเองนัน้ มี ความสามารถทจ่ี ะทำอะไรไดบ้ า้ งหรอื ไม่มากนอ้ ยเพยี งใดอกี ด้วย ดังนน้ั การจดั กจิ กรรมในประเภทนี้ให้แก่นกั เรียนในวัย น้ี จึงเป็นการสนองความต้องการให้มีโอกาสได้สำรวจไดร้ ู้และเข้าใจความสามารถของส่วนต่างๆ ของร่างกายส่งเสรมิ การทางานรว่ มกันและประสานงานกันของระบบประสาทและกลา้ มเนื้อให้ดีขึน้ การเรียนรู้ของเดก็ ในชว่ งอายุต่างๆ มี ความสำคญั ต่อการพัฒนาสมอง ซง่ึ จะเหน็ ได้วา่ เดก็ อายุ 0-4 ปจี ะมีการเคลอื่ นไหวใหอ้ ยภู่ ายใตอ้ ำนาจจิตใจ โดยสมอง แต่ละส่วนนั้นจะทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันซึ่งมีกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ หลากหลายบวกกับ กิจกรรมเปน็ ระบบถกู ตอ้ งและเหมาะสมจะชว่ ยให้เกิดการเรยี นรู้ โดยสมองจะเร่ิมมกี ารแบง่ การควบคมุ การเคลื่อนไหว ออกเปน็ สมองซีกซ้ายและสมองซกี ขวาเม่ือเดก็ เข้าสูอ่ ายุชว่ ง 5–6 ปี จะมีการแบง่ ตัวของสมองจะเกดิ สมบรู ณเ์ ม่อื เดก็ มี อายุ 11–12 ปีซึ่งอยู่ในช่วงของสมองอยู่ในช่วงแบ่งตัวออกเป็นซีกซ้ายและซกี ขวาเพื่อกำหนดโครงสร้างการทางาน ของสมองอย่างเป็นระบบใน 10 ขวบแรกของวัยเด็กสมองทีข่ าดการกระตุ้นหรือไม่ถูกใช้งานในช่วงเวลาที่เหมาะสม เซลล์สมองอาจสูญเสียการตดิ ตอ่ สื่อสารระหว่างเซลล์ด้วยกนั ดังนน้ั เด็กที่ได้รบั การเรียนรเู้ กดิ จากกจิ กรรมการเรยี นการ สอนภายในห้องเรียนและกิจกรรมการเคลื่อนไหวต่างๆ แล้วนั้นเด็กจะมีการตอบสนอง การเรียนรู้ดังกล่าวโดยการ แสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาเพ่ือใหผ้ ู้อื่นรบั รถู้ ึงการเขา้ ใจจากการเรียนรู้ ดังกล่าว ดว้ ยพฤตกิ รรมการตัดสินใจการตอบ คาถามหรือการเคลื่อนไหวในลักษณะของการตอบ สนองการตัดสินใจที่ดี รวดเร็วและถูกต้องเป็นผลมาจากการจัด กิจกรรมที่มีรูปแบบขั้นตอนที่ถูกและเป็นรูปแบบอย่างชัดเจน “การพยายามกระตุ้นให้ร่างกายได้มีโอกาสปฏิบัติ กิจกรรมหรอื เขา้ ร่วมการปฏิบตั ิกิจกรรมการเคลื่อนไหวรูปแบบใดรูปแบบหน่ึงหรือหลากหลายรปู แบบอย่างเป็นระบบ ตามลำดบั ขนั้ ตอน จะช่วยนำไปสกู่ ารปรบั ตวั และพฒั นาสมองดว้ ยการเรียนรู้ทักษะกลไกการเคลือ่ นไหว (Motor Skill Learning)”เนอื่ งจากสมองแต่ละส่วนจะทำหนา้ ทค่ี วบคมุ การเคลื่อนไหวที่หลากหลายและมีความสัมพันธ์เก่ียวข้องกัน จะชว่ ยกระต้นุ และพัฒนาความสมั พันธ์ในการเคล่ือนไหวตลอดจนการรับรสู้ ง่ั งานของสมองใหเ้ ร็วขึน้ นอกจากมงุ่ เน้นให้ เกิดการพัฒนาทักษะกลไกเคลื่อนไหว การเรียนรู้สมอง (Psychomotor Skill) ยังมุ่งเน้นการพัฒนาจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ด้วยการควบคุมทักษะการเคลื่อนไหวของมือและเท้า พฒั นาทกั ษะความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหว ปฏกิ ริ ิยาการตอบสนอง การคดิ การตดั สินใจ ตลอดจนการทรงตวั ให้มปี ระสิทธภิ าพมากขึ้น กจิ กรรมการเคลอื่ นไหวบน ตารางเก้าช่องเป็นเหมือนสนามกฬี าเล็กๆ ที่จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทกั ษะในการเคลื่อนไหวอย่างมีระบบ เพราะ เวลาการเคลื่อนไหวสมองซีกซ้ายควบคมุ การเคล่ือนไหวทางด้านขวาและสมองซีกขวาควบคมุ การเคลื่อนไหวทางด้าน ซ้ายทำให้สมองเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันท้งั สองดา้ นและยังสามารถบูรณาการกับกลุม่ สาระการเรียนรู้ตา่ งๆ ในช้ัน เรยี นเพือ่ เป็นตัวกระตุ้นความคิดรเิ ริม่ สร้างสรรค์ไดอ้ ย่างเต็มที่ซ่ึงทำให้เด็กสนุกถึงแม้บทเรียนจะยากเพียงใดถา้ เด็กสนุก ก็จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการฝึกระบบประสาท ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่และเวลาในการฝึกมาก เพราะอาจจะทำใหส้ มองเกิดการเมื่อยลา้ และไม่เกดิ การเรียนรู้ การฝกึ การทำงานของสมองโดยการ จดั การเคล่ือนไหว อยา่ งมีข้นั ตอน เคล่อื นไหวจากง่ายไปยาก และพฒั นาการเคลื่อนไหวจากชา้ ไปเร็ว เปน็ สว่ นหนึง่ ในการรบั รขู้ องสมองท่ี จะเกยี่ วข้องกบั เวลาปฏิกิริยาเวลาตอบสนองและเวลาการเคลอ่ื นไหว เพราะเดก็ จะเกดิ การเรียนรโู้ ดยการลดช่วงเวลา ในการคดิ และตดั สินใจ จงึ ทำให้การเคลือ่ นไหวเป็นไปได้อย่างรวดเร็วจนเป็นอตั โนมัติ

โปรแกรมการฝึกตารางเกา้ ชอ่ งเพอ่ื พฒั นาช่วยใหเ้ ด็กเรยี นร้เู ทคนคิ และวธิ ีการคิดคน้ และแกป้ ัญหาการเคลื่อนไหว ปัญหาอื่นๆ ทเี่ กี่ยวข้องได้ดีย่ิงขนึ้ ทงั้ นเ้ี พราะการจดั กจิ กรรมส่วนใหญ่เป็นการจดั กจิ กรรมทใ่ี หเ้ ดก็ มปี ระสบการณ์ดว้ ย แก้ปญั หาของการเคลอ่ื นไหวด้านตา่ งๆ ของรา่ งกายโดยวธิ กี ารตา่ งๆ ฉะน้ันจึงเปน็ โอกาสท่เี ดก็ ได้เรยี นรแู้ ละเขา้ ใจ วิธีการและเทคนคิ ในการคดิ ค้นเหลา่ นไี้ ดด้ ี ช่วยให้เด็กได้เรยี นรู้การเคลอ่ื นไหวสว่ นต่างๆ ของร่างกาย และสามารถ พัฒนาความสามารถในการเคลอ่ื นไหวเหลา่ นนั้ ใหม้ ีประสทิ ธภิ าพมากขนึ้ จนกระทง่ั สามารถที่จะ มที กั ษะในการ เคลอื่ นไหวแต่ละอย่างไดเ้ ปน็ อยา่ งดีชว่ ยให้เด็กมีความรู้และความเข้าใจในความจำกดั ความ สามารถการเคลอื่ นไหว สว่ นต่างๆ ของร่างกายของตนเองนั้น ส่วนใดมคี วามสามารถและความจำกดั ในการเคลอ่ื นไหวอย่างไร และใน ขณะเดยี วกนั ก็ไดร้ บั ความสามารถและความจำกัดเหล่านน้ั มาใชใ้ หเ้ ป็นประโยชนเ์ หมาะสมอยา่ งไร ชว่ ยใหเ้ ด็กมกี าร พัฒนาในทางสร้างสรรค์และรกั ษาไวใ้ นทางสรา้ งสรรค์นัน้ เพราะทัง้ นวี้ ธิ กี ารเรยี นแบบวธิ ีคิดค้นการเคลอื่ นไหวนน้ั เปน็ กจิ กรรมได้แก่ การเคลือ่ นไหวร่างกายได้ด้วยตนเองอยตู่ ลอดเวลา ซงึ่ เป็นวธิ ีหนึง่ ท่จี ะช่วยใหม้ กี ารสร้างสรรคแ์ ละรกั ษา ไวซ้ ่งึ ความสามารถในตวั เดก็ เหล่านไ้ี ดเ้ ปน็ อย่างดี ช่วยให้เด็กเข้าใจประโยชน์ของการเคลอ่ื นไหวสว่ นต่างๆ ของร่างกาย ได้เปน็ อย่างดี สามารถนำประโยชนใ์ นการ เคลือ่ นไหวเหลา่ น้ีไปใช้ในชีวติ ประจำวันของตนเองต่อไป เชน่ สามารถ นำไปใชป้ ระโยชน์ในทางนันทนาการในเวลาว่างชว่ ยใหเ้ ดก็ ได้เรยี นร้แู ละมีความรสู้ กึ ชอบการเคลื่อนไหว หรือออกกำลงั กายส่วนต่างๆ ซงึ่ เปน็ ส่วนสำคัญในชีวติ ความเป็นอยขู่ องสังคมเม่ือสงั คมปัจจบุ นั เต็มไปด้วยเครอื่ งผอ่ นแรง การท่ีจะให้ เด็กมคี วามรกั ในการเคลือ่ นไหว หรอื ออกกำลงั กายส่วนตา่ งๆ ของรา่ งกายนับว่าเปน็ ส่วนสำคญั ที่สุดทำใหเ้ ดก็ ได้เรียน และเขา้ ใจลักษณะและความหมายของการเคล่ือนไหวส่วนตา่ งๆ ของรา่ งกายได้เปน็ อยา่ งดี สามารถเรยี กชื่อลักษณะ การเคลือ่ นไหวเหลา่ นถี้ ูกตอ้ งต่อไป ปัญหาทพี่ บในกลุ่มบกพร่องทางการเรียนรรู้ ะดบั ประถมศึกษา ครผู ู้สอนพบว่านกั เรียนมคี วามบกพร่องในการ ทำงานของระบบประสาทที่มีความสัมพนั ธ์กันไม่ปกติ จึงส่งผลใหก้ ารเคลื่อนไหวการใช้อวยั วะตา่ งๆ ไมด่ ีเท่าท่ีควรเช่น การเปล่งเสียง การทำงานของกล้ามเน้อื มดั เลก็ และมดั ใหญ่ โดยความบกพรอ่ งของกล้ามเน้อื มดั ใหญ่อาจแสดงออกโดย ท่าทางการเดินที่ดูงุ่มง่าม การทรงตัวที่ไม่ ค่อยสมดุล การท่ี ไม่สามารถจับหรือเตะลูกบอลได้ หรือการที่ไม่สามารถ เคล่อื นไหวหรอื เต้นรำตาม จงั หวะได้สว่ นความบกพร่องของกลา้ มเนื้อมดั เลก็ อาจแสดงออกถึงความยากลำบากในการ ตดั การตดิ ปะรปู ภาพ การวาดภาพ การลากเส้นตามรอย การจบั ดินสอ การเขยี น การคัดลอก และการเขยี นตัวเลขให้ ตรงหลักปญั หาทางด้านการเคลอ่ื นไหวอีกประการหน่ึงท่ีอาจพบในเด็กที่มคี วามบกพร่องทางการเรียนรบู้ างคนคอื การ ซุกซนไม่อย่นู ่ิง (Hyperactive) ซึง่ จะสง่ ผลให้เดก็ มีการเคลือ่ นไหวอยตู่ ลอดเวลามีความยากลำบากในการนงั่ ตดิ ท่ี จากสภาพและปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะที่เป็นครูพลศึกษาที่สอนอยู่ในโรงเรียนเห็นความสำคัญและมี ความประสงค์ทจี่ ะพฒั นาการเคลื่อนไหวพ้นื ฐานของนักเรียนทมี่ ีความบกพร่องทางการเรียนรู้ อายุระหวา่ ง 14-18 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีการศึกษา 2565 จำนวน 30 คน โดยการใช้โปรแกรมการฝึกตารางเก้าช่อง จำนวน 8 รูปแบบ โดยปรับปรุงมาจาก เจริญ กระบวนรัตน์ และใช้แบบวัดทักษะพื้นฐาน จำนวน 6 แบบวัดโดย ปรับปรุงมาจาก สุรัติ จีระพงษ์ และวรศักดิ์ เพียรชอบ เป็นเครื่องมือในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว พน้ื ฐานของนักเรยี นใหด้ ยี ่งิ ขนึ้ และจะสง่ ผลต่อการเรียนร้ขู องเดก็ สามารถประกอบกจิ กรรมในชวี ิตประจาวันได้อย่าง ปกติ พัฒนาขีดความสามารถได้อย่างเต็มศักยภาพของตนเองเป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา มคี ุณธรรม จรยิ ธรรมและดำรงชวี ติ ได้อย่างมคี วามสุขตามทีห่ ลักสูตรมุง่ หวงั ไว้ต่อไป วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจยั 1. เพ่ือศึกษาผลของการฝกึ ตาราง 9 ชอ่ ง ท่มี ผี ลตอ่ ความคล่องแคล่ววอ่ งไว ของนกั เรยี นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4 2. เพ่ือเปรยี บเทยี บความแตกตาง 9 ช่อง ท่มี ผี ลต่อความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไว ของนักเรยี นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ขอบเขตของการวจิ ัย ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ประชากร คือ นักเรียนโรงเรยี นสระบรุ ีวิทยาคมปีการศึกษา 2565 จำนวน 40 คน ที่ผ่านการคัดเลือกของ ครผู ู้สอนตามเกณฑ์ประกาศของกระทรวงศึกษาธกิ าร

กลมุ่ ตวั อยา่ งที่ใช้ใน กล่มุ ตวั อยา่ ง ได้แก่นกั เรียนโรงเรยี นสระบรุ ีวิทยาคม ปกี ารศกึ ษา 2565 อายุ 14-18 ปีจำนวน 40 คนเปน็ นักเรยี นชาย 8 คน นกั เรียนหญิง 32 คน ตวั แปรท่ีศกึ ษา 1. ตัวแปรอสิ ระ (independent variable) คือ โปรแกรมการฝกึ ตารางเกา้ ช่อง 2. ตวั แปรตาม (dependent variable) คือ ผลของความสามารถในทกั ษะการเคลอ่ื นไหวพืน้ ฐาน นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 1. นักเรยี นกลุ่มบกพร่องทางการเรยี นรู้ (Learning Disabilities) หมายถึง นักเรียนที่ผ่านการตรวจวัดวนิ ิจฉัยระดบั สติปญั ญาจากนกั จิตวิทยา และไดร้ บั การรับรองจากแพทย์ ประจำโรงพยาบาลวา่ มีความผิดปกติในการทำงานของสมองบางส่วนท่ีแสดงถึงความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ท่ี อาจเกดิ ขึ้นเฉพาะความสามารถด้านใดด้านหนงึ่ หรอื หลายด้าน คอื ความบกพรอ่ งดา้ นการอา่ น ความบกพรอ่ งด้านการ เขียน ความบกพร่องทางคณิตศาสตร์ ความบกพร่องทางพฤติกรรม ความบกพร่องทางกระบวนการคิด และความ บกพร่องด้านอ่ืนๆ เช่น เกี่ยวกบั สมาธิ เกย่ี วกบั การรบั รู้ เกี่ยวกบั การเคลอ่ื นไหว ซ่งึ ไม่สามารถเรยี นรใู้ นด้านท่ีบกพร่อง ได้ทง้ั ทีร่ ะดบั สติปัญญาปกติ 2. การเคล่อื นไหวพ้นื ฐาน (Basic movement) คือ กระบวนการของการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยพัฒนาส่วนต่างๆ ของร่างกายให้มีการทางานร่วมกันและ ประสานงานซึ่งกันและกันระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อของส่วนต่างๆ ของร่างกาย ประกอบด้วยการ เคลื่อนไหวอยู่กับที่ (Non–LocomotorsMovement) เช่นการบิดลำตัว การเหวี่ยงแขน เหวี่ยงขา การก้มหน้า เงย หน้า การเคลื่อนไหวที่เคลื่อนที่ (Locomotors Movement) เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดด การเคลื่อนไหว ประกอบอุปกรณว์ ัตถุ (Manipulative Movement)เชน่ การโยน การรับลูกบอล การขว้างลูกบอล การเตะลกู บอล 3. ตารางเก้าชอ่ ง หมายถงึ ตารางสเ่ี หลย่ี มจตั ุรสั เก้าช่องขนาด 90 x 90 เซนตเิ มตร แต่ละแถวด้วยส่ีเหล่ยี ม 3 ชอ่ งจำนวน 3 แถว 4. โปรแกรมการฝกึ ตารางเกา้ ชอ่ ง หมายถึง แบบฝกึ ทผี่ วู้ ิจยั ได้ออกแบบโดยผ่านการตรวจสอบ และเห็นชอบจากผู้เช่ยี วชาญ 8 แบบฝึก ประกอบดว้ ย แบบท่ี 1 ก้าวขึน้ -ลง แบบที่ 2 กา้ วออกดา้ นขา้ ง แบบที่ 3 กระโดดเทา้ คูก่ าง-หุบ แบบที่ 4 กระโดดเท้าเดยี วรปู สามเหลี่ยม แบบที่ 5 กระโดดเทา้ คู่ +หบุ -หบุ -กาง-หบุ -หุบ แบบที่ 6 กา้ วทแยงมุมแบบรัศมีดาว แบบท่ี 7 กา้ วชดิ สามเหลีย่ มซ้อน แบบที่ 8 ก้าวทแยงมุมแบบไขวเ้ ทา้ 5. แบบวัดทักษะ หมายถงึ แบบวัดทักษะการเคล่อื นไหวพน้ื ฐาน มี 3 แบบ 5.1 แบบวัดทักษะการเคล่อื นไหวอย่กู บั ท่ี ประกอบดว้ ย 5.1.1 การยืนทรงตวั บนขอนไม้ 5.1.2 การน่งั โนม้ ตัวและยดื แขน 5.2 แบบวดั ทักษะการเคลือ่ นไหวแบบเคล่ือนที่ ประกอบดว้ ย 5.2.1 การว่งิ เก็บลูกเทนนสิ 2 จดุ 5.2.2 การยนื อยกู่ ับทีก่ ระโดดไกล 5.3 แบบวัดทกั ษะการเคล่ือนไหวประกอบอุปกรณ์ ประกอบด้วย 5.3.1 การเลยี้ งลกู บอลด้วยมือ 5.3.2 การกลิง้ ลูกบอลดว้ ยเท้า 6. สมรรถภาพทางกลไก หมายถึง ความสามารถของร่างกายที่จะชว่ ยใหบ้ ุคคลสามารถประกอบกิจกรรมทางกาย โดยเฉพาะการเล่น กฬี าและปฏบิ ัตกิ ิจกรรมหรือปฏบิ ัติทกั ษะในชีวติ ประจำวันไดด้ ี ซงึ่ ในการวิจยั คร้งั น้ี หมายถึง กลมุ่ เด็กบกพรอ่ งทางการ เรียนรทู้ ีแ่ สดงความสามารถ ทางด้านร่างกาย โดยมอี งค์ประกอบดังนี้

6.1 ความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว (Agility) หมายถึง ความสามารถในการเปล่ียนทิศทางในการเคลือ่ นทไ่ี ดอ้ ย่างรวดเร็ว 6.2 การทรงตัว (Balance) หมายถึง ความสามารถในการรกั ษาสมดลุ ของร่างกายเอาไว้ได้ ทง้ั ขณะอยูก่ บั ท่ขี ณะมีการเคลือ่ นไหวร่างกาย 6.3 การประสานสมั พันธ์ (Coordination) หมายถงึ ความสามารถในการเคลอื่ นไหวอย่างราบร่ืนกลมกลืน 6.4 พลังกลา้ มเนือ้ (Muscle Power) หมายถึง ความสามารถของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายๆ ส่วนของร่างกายในการหดตวั เพือ่ ทำงาน ดว้ ยความเร็วสงู แรง หรอื งานท่ไี ดเ้ ปน็ ผลรวมของความแข็งแรงและความเร็วทใ่ี ช้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เชน่ การยืนอยู่ กบั ท่ี การกระโดดไกล การทมุ่ ลูกน้ำหนัก เป็นต้น สมมตุ ฐิ านของการวจิ ัย 1. การฝึกตารางเกา้ ช่องส่งผลทำให้ความสามารถในการปฏิบตั ทิ ักษะการเคลอื่ นไหวพื้นฐานของนกั เรยี นดีขน้ึ 2. การฝึกตารางเก้าชอ่ งมผี ลทำใหก้ ารปฏบิ ตั ทิ กั ษะการเคลอ่ื นไหวพ้ืนฐานของนกั เรียนมคี วามแตกต่างกนั เมอ่ื เปรยี บเทยี บระหว่างกอ่ นและหลงั การทดลอง ประโยชน์ที่ไดร้ ับจากการวจิ ยั 1. นกั เรยี นมีทักษะการเคลอื่ นไหวพน้ื ฐานดขี ึ้น 2. เปน็ แนวทางในการใชโ้ ปรแกรมพัฒนาทกั ษะการเคล่ือนไหวพืน้ ฐานประกอบตารางเก้าชอ่ ง สำหรับนกั เรยี นในการพัฒนาทกั ษะการเคลอ่ื นไหวพ้นื ฐาน

บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้อง ในการวิจัยครง้ั น้ี ผู้วิจัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วข้อง และได้นำเสนอตามหัวข้อ ต่อไปน้ี 1. เอกสารทเ่ี กย่ี วข้องเก่ยี วกับทักษะการเคล่อื นไหวพนื้ ฐาน 1.1 ความหมายของการเคลื่อนไหวพืน้ ฐาน 1.2 ความสำคัญของการเคลือ่ นไหวพื้นฐาน 1.3 ประเภทของการเคลอ่ื นไหวพ้ืนฐาน 1.4 ทฤษฏีที่เกยี่ วขอ้ งกับการเคลอ่ื นไหวพน้ื ฐาน 1.5 การวดั ทกั ษะการเคลอื่ นไหวเบื้องต้น 2. เอกสารทเ่ี กี่ยวขอ้ งเกย่ี วกับเดก็ ทม่ี ีความบกพรอ่ งทางการเรยี นรู้ 2.1 ความหมายของเดก็ ทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางการเรยี นรู้ 2.2 สาเหตขุ องเดก็ ท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางการเรียนรู้ 2.3 ลักษณะและประเภทของเด็กท่มี ีความบกพร่องทางการเรยี นรู้ 2.4 การคดั แยกเดก็ ทมี่ คี วามบกพร่องทางการเรียนรู้ 2.5 การจดั การเรยี นการสอนสาหรบั เด็กท่มี ีความบกพร่องทางการเรยี นรู้ 3. เอกสารท่เี กย่ี วขอ้ งเกยี่ วกบั ตารางเกา้ ชอ่ ง 3.1 ความเปน็ มาของตารางเก้าช่อง 3.2 นวัตกรรมทางการศกึ ษากับตารางเก้าชอ่ ง 3.3 ประโยชน์ของตารางเก้าชอ่ ง 4. งานวิจยั ท่ีเก่ยี วขอ้ ง 4.1 งานวจิ ัยในต่างประเทศ 4.2 งานวิจัยในประเทศ 5. กรอบแนวคิดในการวิจัย

1. เอกสารที่เก่ียวขอ้ งเกย่ี วกับทักษะการเคลอ่ื นไหวพ้นื ฐาน 1.1 ความหมายของการเคลือ่ นไหวพนื้ ฐาน วรศกั ดิ์ เพยี รชอบ (2548: 131-143) กล่าววา่ การเคลื่อนไหวเบื้องตน้ หมายถึง กระบวนการของ การเคลื่อนไหว เพื่อพัฒนาส่วนต่างๆ ของร่างกายให้มีการทำงานร่วมกันและ ประสานงานซึ่งกันและกันในระบบ ประสาทและกล้ามเนือ้ ส่วนต่างๆ ของร่างกายเหล่านัน้ สามารถ ทำงานได้ดแี ละมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งประเภทของ กิจกรรมการเคล่ือนไหวเบื้องต้นได้เป็น 3 ประเภท คือ การเคลื่อนไหวเบื้องต้นแบบไม่เคลื่อนที่ การเคลื่อนไหวแบบ เคลื่อนที่ และการ เคลอื่ นไหวเบ้อื งตน้ แบบทมี่ ีการใชอ้ ุปกรณห์ รือวัตถปุ ระกอบ กานดา โตะ๊ ถม (2551: 63) ให้ความหมายของการเคล่ือนไหวไว้วา่ การเคล่อื นไหวเปน็ การทำงาน ของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง การเคลื่อนไหวทำได้หลายลักษณะทัง้ การออกกำลงั กาย การเล่นเกม การเล่นกีฬา ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้ เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะโดยใช้เสียงเพลงคาคล้องจองเครื่องเคาะจังหวะและอปุ กรณ์ อื่นๆ มาประกอบการเคลื่อนไหวเพื่อสง่ เสริมให้เด็กเกิดจินตนาการความคิดสรา้ งสรรค์ เรียนรูจ้ ังหวะและควบคุมการ เคลื่อนไหวของตนเองได้ สุรัติ จีระพงษ์ (2553: 24) การเคลื่อนไหว หมายถึง กิจกรรมที่สามารถทำให้อวัยวะต่างๆ ของ ร่างกายได้ทำงานประสานกัน จะส่งผลทำให้อวัยวะเหลา่ น้ันทำงานร่วมกนั กบั ระบบประสาทและระบบกล้ามเนื้อไดด้ ี ขน้ึ และทำใหร้ ่างกายเกิดการเคลอ่ื นไหว ซง่ึ การเคล่ือนไหวจะมี 3 ลักษณะ คอื การเคลอื่ นไหวอยู่กบั ที่ เช่น การยืนบิด ตัว การนั่งเหยียดแขน เป็นต้น การเคลื่อนไหว แบบเคลื่อนที่ เช่น การวิ่ง การกระโดด และการเคลื่อนไหวแ บบใช้ อุปกรณ์หรือวัตถุอืน่ ประกอบ เช่น การยกของหรือการจับอุปกรณ์แล้วเคลื่อนที่ เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมเหลา่ น้ีล้วนเป็น การเคลือ่ นไหวพนื้ ฐานท่ีมีอยู่ในชวี ติ ประจำวนั ของมนษุ ย์ วรรณภรณ์ มะลิรัตน์ (2554: 9) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวพื้นฐาน หมายถึง การแสดงออก ทาง อารมณ์หรอื เกิดจากจนิ ตนาการเม่ือมีส่งิ เร้า เชน่ เสยี งตนตรีชนิดตา่ งๆ ทมี่ ีความไพเราะหรอื เรา้ ใจกจ็ ะเคลอ่ื นไหวส่วน ตา่ งๆ ของร่างกายเขา้ กบั เสยี งดนตรี เสยี งเพลงและจงั หวะอื่น โดยการเคลอ่ื นไหวได้อยา่ งอสิ ระ สรุปการเคลื่อนไหวพ้ืนฐาน (Basic Movement) คือ กระบวนการของการเคลือ่ นไหว เพื่อช่วยพัฒนาส่วนต่างๆ ของ ร่างกายให้มีการทางานร่วมกนั และประสานงานซงึ่ กันและกนั ระหวา่ งระบบ ประสาทและกลา้ มเนื้อของสว่ นต่างๆ ของ ร่างกาย ประกอบด้วยการเคลือ่ นไหวอยูก่ ับที่ (Non–Locomotors Movement) เช่น การบิดลำตวั การเหวีย่ งแขน เหวี่ยงขา การก้มหน้า เงยหน้า การเคลื่อนไหวที่เคลื่อนที่ (Locomotors Movement) เช่น การเดิน การวิ่ง การ กระโดด การเคลื่อนไหวประกอบอุปกรณ์หรือวัตถุ (Manipulative Movement) เช่น การโยน การรับลูกบอล การ ขวา้ งลกู บอล การเตะลูกบอล 1.2 ความสำคัญของการเคลอื่ นไหวพน้ื ฐาน การเคล่ือนไหวพนื้ ฐานมีความสำคัญและจำเปน็ อย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะ สภาพการเป็นอยู่ของ มนุษย์ในสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการตอ่ สูด้ ้ินรนควบคู่ไปกับความเจริญ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพราะจะ ช่วยให้บคุ คลผ่อนคลายความตึงเครยี ดท้ังทางด้านร่างกาย และจติ ใจไดด้ ี สามารถพฒั นาปรบั ตวั ทางสงั คมดีขึน้ พร้อม ทีจ่ ะประกอบกจิ วัตรประจำวนั ได้อย่างมี ประสิทธิภาพและมีชีวิตอย่างสุขสมบูรณใ์ นสังคมไดเ้ ปน็ อย่างดี วรศักดิ์ เพียรชอบ (2527: 131-132) ได้กลา่ วถงึ ความสำคัญของการเคล่อื นไหวพอ สรุปไดด้ งั นี้ 1. ช่วยให้เด็กเรียนรู้เทคนิคและวิธีการคิดค้นและแก้ปัญหาการเคล่ือนไหวหรือปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ดี ยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะการจัดกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการจัดกิจกรรมที่ให้เด็กมี ประสบการณ์ด้วยการแก้ปัญหาของการ เคลื่อนไหวด้านตา่ งๆ ของรา่ งกาย โดยวิธีการต่างๆ ฉะนน้ั จงึ เป็นโอกาสทีเ่ ด็กได้เรียนรูแ้ ละเขา้ ใจวิธกี ารและเทคนิคใน การคิดค้นเหลา่ นไี้ ดด้ ีดว้ ย 2. ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายและสามารถพัฒนาความสามารถในการ เคลื่อนไหวเหล่านัน้ ใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพมากขนึ้ จนสามารถที่จะมีทกั ษะในการเคล่ือนไหวแตล่ ะอยา่ งได้เป็นอย่างดีต่อไป

3. ชว่ ยใหเ้ ด็กมคี วามรแู้ ละความเข้าใจในความจำกดั ความสามารถการเคล่ือนไหวสว่ นต่างๆ ของร่างกายของ ตนเองนั้นส่วนใดมีความสามารถและความจำกัดในการเคลื่อนไหวอย่างไร และในขณะเดียวกันกไ็ ด้รับความสามารถ และความจำกัดเหล่านั้นมาใช้ใหเ้ ป็นประโยชนเ์ หมาะสมอยา่ งไร 4. ชว่ ยให้เด็กมกี ารพัฒนาในทางสร้างสรรค์และรักษาไว้ในทางสร้างสรรค์น้ัน เพราะทงั้ นว้ี ิธกี ารเรียนแบบวิธี คดิ คน้ การเคล่อื นไหวนน้ั เป็นกิจกรรม ได้แก่ การเคลื่อนไหวรา่ งกายไดด้ ว้ ยตนเองอยู่ตลอดเวลา ซง่ึ เปน็ วิธหี นง่ึ ทจ่ี ะชว่ ย ใหม้ ีการสรา้ งสรรค์และรกั ษาไวซ้ ึ่งความสามารถในตัวเด็กเหล่านี้ไดเ้ ป็น อยา่ งดี 5. ชว่ ยให้เดก็ เข้าใจประโยชน์ของการเคลอ่ื นไหวส่วนต่างๆ ของรา่ งกายได้เป็นอยา่ งดี สามารถนำประโยชน์ ในการเคลือ่ นไหวเหล่านี้ไปใช้ในชีวิตประจำวนั ของตนเองต่อไป เช่น สามารถนำไปใช้ประโยชนใ์ นทางนนั ทนาการใน เวลาวา่ ง เปน็ ต้น 6. ชว่ ยใหเ้ ดก็ ได้เรียนรแู้ ละมีความรสู้ ึกชอบการเคล่อื นไหว หรอื ออกกำลังกายส่วนต่างๆ ซ่ึงเปน็ สว่ นสำคัญ ในชวี ติ ความเปน็ อยูข่ องสงั คม เมื่อสังคมปจั จุบนั เต็มไปด้วยเครือ่ งผอ่ นแรง การท่จี ะใหเ้ ด็กมคี วามรกั ในการเคล่ือนไหว หรือออกกำลังกายส่วนต่างๆ ของร่างกายนับว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุด ทาให้เด็กได้เรียนและเข้าใจลักษณะและ ความหมายของการเคลื่อนไหวส่วนต่างของร่างกายได้เป็นอย่างดี สามารถเรียกชื่อลักษณะการเคลื่อนไหวเหล่าน้ี ถูกต้องตอ่ ไป 1.3 ประเภทของการเคล่อื นไหวพน้ื ฐาน วรศกั ดิ์ เพยี รชอบ (2548: 132-143) กิจกรรมการเคลอื่ นไหวเบื้องต้นท่ีอาจจะช่วยให้มี พัฒนาการใน ทักษะเบ้ืองต้นนั้นมหี ลายอยา่ ง แต่กจิ กรรมเหลา่ นี้อาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ใหญๆ่ ดงั น้ีคอื 1.3.1 การเคล่ือนไหวเบ้ืองต้นแบบอยู่กับที่ (Non–Locomotors Movement) คือการเคลื่อนไหวส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายที่เท้าหนึ่งเท้า หรือทั้งสองเท้า หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของ ร่างกายเป็นฐานรองรับน้ำหนักของร่างกายอยู่นั้น ไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนทีไ่ ปจากเดิม เช่น การงอ หรือการเหยียด แขน การงอหรือการเหยียดขา การงอหรือการเหยียดตัว การบิดลำตัวไปทางซ้ายและขวาโดยที่ฐานรองรับน้ำหนัก ร่างกายไม่ขยับออกจากจุดเดมิ กิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้องต้นแบบอยู่กับที่น้ี เป็นกิจกรรมการเคล่ือนไหวที่มีความ จำเปน็ และสำคัญสำหรบั นกั เรยี นวยั เด็กเลก็ เช่น นกั เรยี น ท่อี ยู่ในวยั อนบุ าล หรอื ในระดับประถมศึกษาตอนตน้ เพราะ นักเรียนในวัยนี้นอกจากอยู่ในระยะการกระหายการเคลื่อนไหวเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตแล้ว ยังเป็นวัยที่อยู่ใน ระหว่างมีความอยากรู้ อยากเห็น อยากจะสำรวจ อยากจะทดลองความสามารถของตนเองในลักษณะท่าทางต่างๆ เป็นอย่างมากว่ารา่ งกายส่วนตา่ งๆ ของรา่ งกายตนเองน้นั มีความสามารถทจี่ ะทำอะไรได้บา้ งหรือไม่มากนอ้ ยเพยี งใดอีก ด้วย ดังน้ันการจัดกจิ กรรมในประเภทน้ีให้แกน่ ักเรยี นในวัยนี้ จึงเปน็ การสนอง ความตอ้ งการใหม้ โี อกาสได้สำรวจได้รู้ และเขา้ ใจความสามารถของส่วนต่างๆ ของรา่ งกายของเขาได้เปน็ อย่างดี และในขณะเดยี วกนั การจดั กจิ กรรมลักษณะ นี้ก็เป็นการสนองความต้องการในการเคลื่อนไหวร่างกายของเด็กได้อย่างเพียงพอ ควบคู่ไปกับส่งเสริมการทางาน ร่วมกันและประสานงานกันของระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้ดีขึ้นอีกด้วย ดังนั้นกิจกรรมการเคลื่อนไหวเบื้อง ตน้ แบบไม่เคลอื่ นทีน่ ้จี ึงมีความเหมาะสมกบั นักเรียนวัยนเ้ี ป็นอยา่ งมากดังทีก่ ล่าวมาแลว้ กจิ กรรมการเคลื่อนไหวแบบอยู่ กบั ท่ที ี่สามารถนำมาใช้เปน็ แนวทางในการพัฒนาทกั ษะเบอื้ งตน้ ต่างๆ ดังกลา่ วน้ี พอนำมาเป็นตวั อยา่ งได้ดงั ตอ่ ไปนี้ คือ 1. การยืนทรงตัวอยู่กับที่ด้วยเท้าข้างเดียวหรือทั้งสองเท้าหรือด้วยส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นฐานรองรับ น้ำหนัก 2 สว่ น หรอื 3 ส่วนกไ็ ดใ้ นระยะเวลาหนึง่ 2. การยนื ทรงตวั อยูก่ ับที่แล้วเหยียดแขน ขา ลำตวั สว่ นหนงึ่ ของร่างกายไปในทิศทางตา่ งๆ ให้ไดไ้ กลท่สี ดุ 3. การทำใหร้ า่ งกายมลี กั ษณะรูปรา่ งต่างๆ กัน เชน่ ทำตัวเปน็ กำแพง ในขณะที่ร่างกายไม่ตอ้ งเปลย่ี นที่ 4. การบิดแขนขา ลำตัว หรือส่วนอืน่ ๆ ของร่างกายไปพร้อมๆ กันในขณะที่ร่างกายอย่กู ับที่ 5. ขาข้างหนึ่งข้างใดอยูก่ ับที่เพียงขาเดียว แล้วพยายามเหยียดขาอีกข้างหนึ่งแขนเดียวหรือสองแขน ลำตัว หรอื สว่ นหนึ่งสว่ นใดของรา่ งกายไปใหไ้ ด้ไกลที่สดุ 6. การงอลำตัวและการเหยยี ดลำตวั สลบั กันใหไ้ ดม้ ากทีส่ ดุ ในเวลาทก่ี ำหนดโดยทรี่ า่ งกายไมข่ ยบั จากที่เดมิ 7. การทำร่างกายให้มรี า่ งกายเล็กลงหรอื ใหญ่ขึ้น หรอื ให้ส้ันลงหรือยาวขึน้ สลับไดม้ ากทสี่ ุดในเวลาท่ีกำหนด 8. จากท่าตา่ งๆ เชน่ ท่านง่ั อยูก่ ับพน้ื ทา่ ดนั พ้นื ท่านอนควา่ หรือนอนหงาย แลว้ ให้ทำท่าต่างๆ ตอ่ ไปนค้ี ือ

8.1 ยกสว่ นต่างๆ ของร่างกายใหพ้ ้นจากพืน้ มากทีส่ ดุ 8.2 ใช้สว่ นหนงึ่ สว่ นใดของรา่ งกายเขียนตัวหนังสือในอากาศ หรือทำทา่ ระบายสวี าดรูปในอากาศ 8.3 เหยยี ดแขนและขาไปในทิศทางตา่ งๆ ให้ไดม้ ากที่สุด 8.4 เปลี่ยนตำแหนง่ หรือทิศทางตา่ งๆ ของรา่ งกายให้ได้มากที่สุด ยื่นแขนเดยี ว ขาเดยี ว แขน และขาข้างเดียว หรือสลับแขนและขาแต่ละข้าง 9. การใช้สว่ นต่างๆ ของรา่ งกายเขยี นวงกลมโดยใช้ระนาบตา่ งๆ เชน่ ขนานกบั พื้นตง้ั กับพน้ื เฉียงกบั พืน้ 10. การแสดงตำแหน่งของร่างกายในการว่ายน้ำท่าต่างๆ พร้อมกับการเคลื่อนไหวท่าว่ายน้าเหล่านั้นด้วย ในขณะท่รี า่ งกายอย่กู บั ท่ี 11. จากทา่ ยนื แยกเท้าให้หา่ งกนั มากๆ ใหบ้ ดิ ลำตวั ไปทางซ้ายและขวา แลว้ เอามือแตะ พื้นให้ได้ไกลให้มาก ทส่ี ุด ใช้มือแตะพน้ื ดา้ นตรงกนั ขา้ มให้ได้ไกลให้มากทีส่ ดุ 12. การฝกึ หัดทรงตัวด้วยทา่ ต่างๆ ของร่างกาย เช่น ดว้ ยเทา้ เดียว ด้วยมือและขาอยา่ ง ละขา้ ง ด้วยสองมือ ด้วยศีรษะและด้วยข้อศอกท้ังสอง เป็นตน้ 13. การเหว่ียงแขนข้างหน่ึงแล้วตามดว้ ยแขนอีกขา้ งหนึ่งไปรอบๆร่างกายโดยไม่ตอ้ งเคลอื่ นที่ 14. การทดสอบความสามารถของขอ้ ตอ่ ของสว่ นตา่ งๆ ของร่างกายวา่ สามารถจะเคลื่อนไปในทศิ ทางใด ได้บ้าง หรอื ไดม้ ากน้อยแค่ไหน 15. การจับเป็นคู่ ๆ แล้วพยายามยกคู่ของตนเองว่าจะสามารถยกคู่ของตนเองในลักษณะไหนได้บ้างหรือไม่ มากนอ้ ยแค่ไหน 1.3.2 การเคลอื่ นไหวเบอ้ื งต้นแบบเคลอื่ นที่ (Locomotive Movement) คือกจิ กรรมการเคลอื่ นไหวร่างกายท่รี า่ งกายมีการเปลีย่ นที่จากที่หนึง่ ไปยังอีกทห่ี น่งึ หรอื จากจุดหนง่ึ ไปยังอีก จดุ หนึ่งควบคู่กัน เชน่ การเคลือ่ นไหวไปด้วยการเดนิ การวิ่ง การคลาน การกล้ิง การม้วนตัว ไปในทิศ ทางตรง ทางโคง้ หรือเป็นวงกลมก็ได้การเคลือ่ นไหวโดยการเคลื่อนที่ไปคนเดียว หรือเป็นคู่หรือเป็นกลุ่มหลายๆ คนก็ได้กิจกรรมการ เคล่อื นไหวแบบที่ร่างกายมกี ารเคล่ือนทีจ่ ากที่หนง่ึ ไปยังอกี ที่หนง่ึ นี้กเ็ ป็นอกี กจิ กรรมหนึ่งท่ีมีบทบาทและความสำคัญ สำหรับนักเรยี นในระดับช้ันประถมศึกษาตอนตน้ คือปที ี่ 1-3 และมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 น้ีมาก เพราะนักเรียนที่อยู่ใน วัยนี้เป็นวัยที่ร่างกายกำลังอยู่ในระหว่างการเจริญเติบโตและส่วนต่างๆ ของร่างกายทุกๆส่วนกำลังต้องการการ เคลื่อนไหวและการออกกำลังกาย เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต และให้ระบบประสาทและกลา้ มเนื้อได้เริ่มปรับตัวให้ สามารถทำงานร่วมกันและประสานระหว่างกนั และกันใหด้ ขี ้นึ ดงั ไดก้ ล่าวมาแล้ว ดงั น้ันกจิ กรรมการเคลื่อนไหวเบ้อื งต้น ต่างๆ เหล่านี้ จึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งถ้าครผู ู้สอนสามารถจัดให้นกั เรียนได้อย่างเหมาสมและเพียงพอแล้วจะเป็นการ ช่วยให้ร่างกายของนักเรยี นได้มกี ารเจรญิ เติบโต มีสุขภาพ อนามัยทสี่ มบูรณ์และช่วยวางพ้นื ฐานให้ระบบประสาทและ กลา้ มเนื้อของร่างกายได้มีการทำงาน รว่ มกนั และประสานในระหวา่ งกนั และกนั ได้เป็นอยา่ งดี อันจะเปน็ การให้ไดม้ าซงึ่ ทักษะการ เคลอ่ื นไหวเบอื้ งตน้ ทดี่ ีต่อไป กิจกรรมการเคลื่อนไหวแบบที่ร่างกายมีการเปลี่ยนทีจ่ ากทีห่ นึง่ ไปยังอีกที่หนึ่งท่ีสามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนา ทกั ษะเบอ้ื งตน้ มีดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี 1) การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเดินช้าๆ เร็วๆ หรือเร็วๆ ช้าๆ สลับกันไปรอบๆ ห้อง หรือสนามท่ี กำหนดให้ 2) การเคลอ่ื นไหวรา่ งกายด้วยการเดินหรอื การวง่ิ ด้วยความเรว็ ท่สี ม่ำเสมอ ชา้ เรว็ สลบั กัน 3) การเคลอ่ื นไหวรา่ งกายด้วยการเดนิ ดว้ ยวิธีการกา้ วเท้ายาวๆ การกา้ วเท้าเดนิ แบบช้าง หรืออาจจะเดินดว้ ย วธิ กี ารเลียนแบบสัตว์อื่นๆ 4) ทำตัวให้ใหญ่เหมือนยักษ์ หรือเหมือนคนแคระ หรือเหมือนแม่มดแล้วทำท่าทางหรือเดินเหมือนยักษ์ เหมอื นคนแคระ หรือเหมอื นแมม่ ด 5) เคลอ่ื นไหวร่างกายดว้ ยการเดินหรือวิ่ง ขา้ มหรอื ลอดเครอื่ งกีดขวาง เชน่ โตะ๊ ม้าน่งั หรือส่ิงอ่นื ๆ 6) การเคลอื่ นไหวรา่ งกายไปรอบๆ หอ้ งเรียนหรอื สนามแลว้ ทำทา่ เหมอื นการวา่ ยน้ำประกอบดว้ ย

7) เคลื่อนทีไ่ ปรอบๆ ห้องเรียนหรือสนามด้วยท่าใดๆ ก็ไดแ้ ต่เมือ่ ไดย้ ินสัญญาณก็หยุดและ ก็ให้เปลี่ยนท่า และเคลอ่ื นที่ไปเป็นท่าใหม่ด้วยทา่ ใดๆ ก็ได้ 8) นกั เรียนจบั กันเปน็ คู่ ๆ คนหนง่ึ นงั่ เหยียดแขนหรอื ขาออกไป อกี คนหนงึ่ เดนิ ข้าม หรือกระโดดข้าม 9) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบๆ สนามหรอื ห้องเรยี นในขณะทย่ี กเท้าขา้ งหนึง่ ตลอดเวลา 10) นักเรยี นเคลอ่ื นทไ่ี ปรอบสนามหรอื หอ้ งเรยี น ขณะเดียวกนั กท็ ำตัวใหต้ ่ำลงและต่ำลง แลว้ ก็ถึงทา่ คลาน เคล่ือนทไ่ี ปรอบๆ สนามหรือห้องเรยี นน้ัน แล้วกค็ ่อยๆ ยกลำตวั ให้สงู ขึ้นสูงขน้ึ จนลำตวั ตั้งตรง 11) นักเรยี นเคลือ่ นท่ีไปรอบๆ สนามหรอื ห้องเรียนโดยให้น้ำหนักของลำตัวอยู่ ส่วนบนสว่ นหนง่ึ ของร่างกาย 12) ใหน้ กั เรียนเคลอื่ นทไี่ ปขา้ งหน้าโดยให้แขนและขาทีอ่ ย่ขู า้ งเดยี วกนั แกวง่ ไป ขา้ งหน้า ขา้ งหลังพรอ้ มๆ กัน 13) ให้นักเรียนเคลอ่ื นที่ไปข้างหน้ารอบหอ้ งเรียนหรือสนามโดยใหส้ ว่ นของศรี ษะอยตู่ ่ำกว่าเอวตลอดเวลา 14) นักเรียนเคลื่อนที่ไปรอบๆ สนามหรือหอ้ งเรยี นโดยถอื ไม้คทาหรอื ไม้ยาวเท่าไม้เทา้ หรอื เชอื กกระโดดตดิ มอื ไปด้วย เมอ่ื ไดย้ ินเสยี งสญั ญาณให้วางไมห้ รือเชือกทถ่ี อื ติดมือมานัน้ กับพืน้ แล้วกระโดดกลับไปกลบั มาขา้ มเชอื กหรอื ไมน้ นั้ 3-4 ครง้ั แล้วจึงหยิบเชือกท่ีวางไวน้ ัน้ ข้ึนมาและเคลื่อนท่ไี ปข้างหน้าตอ่ ไปอีก จนกวา่ เม่ือได้ยินอีกปฏบิ ตั ิการ กระโดดขา้ มไม้หรอื เชือกในทา่ เดยี วกันหรอื ทา่ ใหม่กไ็ ด้ ใหป้ ฏิบตั ิแบบนีไ้ ปเรื่อย ๆ 15) เคลือ่ นท่ีไปข้างหนา้ ดว้ ยท่าเดินหรอื ท่าวง่ิ ไปในทิศทางต่างๆ กันแลว้ ไปแตะฝาผนงั เมือ่ ได้แตะฝาผนงั แล้วให้เคล่อื นท่ีต่อไปข้างหนา้ ดว้ ยวิธีอน่ื ท่ีแตกตา่ งจากเดมิ ทกุ ครัง้ เมือ่ แตะ ฝาผนงั แลว้ จะต้องเปลีย่ นทา่ เคล่ือนทีไ่ ป ข้างหน้าเปน็ อยา่ งอื่นไปทกุ ครงั้ ด้วย 16) ใหน้ ักเรียนจบั กนั เป็นคู่ ๆ เม่ือได้ยนิ สญั ญาณ นกั เรียนคนหนึง่ ในคนู่ น้ั เคลื่อนท่ีไปขา้ งหนา้ ด้วยวิธหี นึ่ง แลว้ นักเรียนอกี คนหนง่ึ พยายามเลยี นแบบตามนกั เรียนคนแรกนัน้ แล้วเคล่ือนท่ีตามไป เมือ่ ได้ยินสญั ญาณครงั้ ทีส่ อง นักเรยี นคนหน่งึ กเ็ คล่อื นทไ่ี ปข้างหนา้ ด้วยท่าใหม่ แลว้ นักเรียนอีกคนหน่ึงก็ทำทา่ เลยี นแบบเคล่อื นทตี่ ามไป ให้นกั เรียน ทำแบบน้ีตามไปเรอื่ ย ๆ 17) นกั เรยี นเคลอ่ื นที่ไปรอบๆ หอ้ งเรียนหรือสนามดว้ ยการใช้สว่ นต่างๆ ของเทา้ รองรับน้ำหนกั ของรา่ งกาย ในแต่ละครั้งแตกต่างกัน 18) ใหน้ กั เรยี นเคลอื่ นท่ไี ปข้างหน้าด้วยวิธตี า่ งๆ กนั เชน่ โดยวิธกี ารก้าวเท้าไป ข้างหนา้ และใหส้ น้ เท้าตดิ กบั นิ้วเท้าหน้าไปเร่อื ย ๆ หรอื โดยวธิ กี ารกา้ วเทา้ ไปขา้ งหน้าและใหข้ าไขวก้ นั หรอื โดยวธิ ีการก้าวหน้าไปขา้ งหน้าดว้ ยเท้า ท้ังสองพร้อมกัน หรือโดยวธิ ใี หเ้ ทา้ หนง่ึ เท้าใดนำเพยี ง เท่าน้ัน 19) นักเรยี นเคลือ่ นที่ไปรอบๆ สนามหรือห้องเรยี นโดยใช้ทา่ เคลอ่ื นทไี่ ปข้างหน้า เชน่ เดยี วกับการเคลอื่ นทไ่ี ป ข้างหนา้ เชน่ เดยี วกับการเคลือ่ นทใ่ี นกีฬาลแู่ ละลาน 20) นักเรียนเคลอ่ื นที่ไปรอบๆ ห้องเรยี นแลว้ บิดปลายเท้าไปทางขวาทกุ ครั้งท่จี ะหนั ไปทางขวา และทกุ คร้ังท่ี จะหนั ไปนน้ั ให้เปลยี่ นทา่ การเคลื่อนทีไ่ ปข้างหนา้ ใหม่ บิดเท้าไปทางซ้ายทกุ ครงั้ ทจ่ี ะหันไปทางซา้ ย พรอ้ มกบั เปลีย่ นท่า เคลื่อนทใ่ี หม่ ทำเช่นน้ีไปเร่อื ย ๆ 21) เลอื กกีฬาประเภทหน่ึงประเภทใดข้นึ มา เคล่อื นท่ไี ปข้างหน้าดว้ ยการสมมติ ว่าเป็นการเล่นประเภทนนั้ 22) นกั เรยี นเคลอื่ นที่ไปทางซ้าย ไปทางขวา ไปขา้ งหน้า ไปขา้ งหลงั ดว้ ยวธิ ีใช้เทา้ ข้างเดยี ว สองเท้าสลบั กัน 23) นกั เรียนเคล่อื นที่ไปรอบๆ ห้องเรียนหรือสนาม โดยใช้สว่ นหนงึ่ สว่ นใดของ ร่างกายท่ีละสว่ นชไ้ี ปขา้ งหนา้ 1.3.3 การเคลือ่ นไหวเบ้ืองตน้ ทมี่ ีการใช้อปุ กรณห์ รอื วตั ถุอื่นประกอบ (Manipulative Movement) การเคลื่อนไหวเบื้องต้นต้นแบบที่มีการใช้อุปกรณ์หรือวัตถุอื่นประกอบนั้น ความประสงค์เพื่อให้นักเรียนได้มีการ พัฒนาการในการทางานประสานกันระหว่างประสาทและกล้ามเนื้อของส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ดังตัวอย่าง ต่อไปน้ี

1.4 ทฤษฏีที่เก่ียวข้องกับการเคลือ่ นไหวพน้ื ฐาน ทฤษฎีทีใ่ ช้เปน็ แนวทางในการศึกษาคร้ังนคี้ อื 1.4.1 อาร์โนลด์ เกเซลล์ (สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. 2547: 35; อ้างอิงจาก Arnold Gesell 1880- 1961) ใช้คำว่าวุฒิภาวะ Maturation หมายถึง การเปลี่ยนแปลงรูปแบบ (Pattern) และรูปร่าง (Shape) ของ พฤติกรรมที่เป็นผลมาจากยีนส์ (Genes) หรือความพร้อมของกล้ามเนื้อและ ระบบประสาทจะปรากฏเมื่อถึงเวลาที่ เหมาะสม ซงึ่ เป็นไปตามโปรแกรมที่กำหนดไว้ลว่ งหน้าทาง พันธกุ รรม ทักษะและพฤตกิ รรมทค่ี ล้ายคลึงกันของเด็กแต่ ละคนจะปรากฏในเวลาไล่เลี่ยกัน Gesell ใช้คำว่าวงจรของพฤติกรรม (Cycles Of Behavior) Gesell และคณะ ศกึ ษาพัฒนาการของทารก เดก็ และวยั รุน่ อายแุ รกเกิด-16 ปี โดยการสงั เกตพฤติกรรมดว้ ยตนเองจากภาพยนตร์และ การสัมภาษณ์บดิ ามารดา และจัดกลุ่มข้อมูลสำหรบั ข้อมลู พืน้ ฐานของบุคลิกภาพ (Personality Profile)ได้ 10 ด้าน คอื 1) ลักษณะการเคลอ่ื นไหวของกลา้ มเนอื้ มัดใหญ่ มดั เล็ก 2) สขุ นสิ ยั ส่วนบคุ คล 3) การแสดงออกของอารมณ์ 4) ความกลวั ความฝนั 5) ความเป็นตวั ของตัวเอง การแสดงออกทางเพศ 6) ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบคุ คล 7) การเลน่ และการใชเ้ วลาวา่ ง 8) การเรยี น 9) จริยธรรม 10) ปรชั ญาชีวติ Gesell กลา่ วถงึ ทฤษฎพี ัฒนาการทางร่างกายว่า การเจรญิ เติบโต ของเด็กจะแสดงออกเป็นพฤติกรรมด้านต่างๆ สำหรับพัฒนาการทางร่างกายนั้น หมายถึง การที่เด็กแสดง ความสามารถในการจัดกระทำกับวัสดุ เช่น การเล่นลูกบอล การขีดเขียน เด็กต้องใช้ความสามารถของการใช้สายตา และกล้ามเนื้อมือ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ต้องอาศัยการเจริญเติบโตของระบบประสาทและการเคลื่อนไหวประกอบกัน ลักษณะพัฒนาการที่สำคัญของเด็กในระยะนี้ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเคลื่อนไหว การทำงานของระบบ ประสาทกล้ามเนือ้ การพัฒนาความสามารถในการควบคุมร่างกาย การบังคับส่วนตา่ งๆ ของร่างกายโดย Gesell ได้ ศึกษาความสามารถของเด็กตามแบบธรรมชาติ โดยสังเกตพฤติกรรม ของเด็กตง้ั แต่แรกเกิดจนเตบิ โตเต็มท่ี การสงั เกต มีทั้งสังเกตด้วยตาและถ่ายภาพยนตร์เอาไว้ศึกษาโดย ละเอียดภายหลังผลการศึกษา เกเซลล์ สรุปว่า ความสามารถ ของเด็กมีเป็นระยะและขั้นตอน แต่ละช่วงอายมุ คี วามหมายและมีความสำคัญแกช่ ีวิตเพราะเปน็ รากฐานของบุคคลเม่ือ เปน็ ผู้ใหญ่ พฤติกรรมของบุคคลจะมีอิทธพิ ลมาจากสภาพความพร้อมทางร่างกาย ไดแ้ ก่ กล้ามเน้ือ ตอ่ ม กระดูก และ ประสาทต่างๆ สิง่ แวดล้อมเปน็ เพยี งส่วนประกอบของการเปล่ยี นแปลง และ Gesell ได้แบ่ง พฒั นาการเด็กออกเป็น 4 ดา้ น ดังนี้ Gesell ได้แบง่ พัฒนาการเดก็ ออกเปน็ 4 ด้าน 1. พฤติกรรมดา้ นการเคล่ือนไหว (Gross Motor Development) เปน็ ความสามารถของร่างกายทค่ี รอบคลุมถึงการบงั คับอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและความสัมพันธท์ างดา้ นการ เคลื่อนไหว ท้ังหมด 2. พฤตกิ รรมดา้ นการปรบั ตวั (Fine Motor or Adaptive Development) เป็นความสามารถในการประสานงานระหว่างระบบการเคลื่อนไหวกับระบบความรู้สึก เช่น การประสานงานระหว่าง ตากับมือ ซึ่งดูได้จากความสามารถในการใช้มือของเด็กๆ เช่น ในการตอบสนองต่อส่ิงที่เปน็ ลูกบาศก์ การสั่นกระด่ิง ฯลฯ ฉะนนั้ พฤติกรรมดา้ นการปรบั ตัวจึงสัมพนั ธ์กับพฤติกรรมทางดา้ นการเคลอ่ื นไหว 3. พฤติกรรมทางดา้ นภาษา (Language Development) ประกอบดว้ ยวิธสี ่ือสารทุกชนดิ เช่น การแสดงออกทางหนา้ ตา ท่าทางการเคล่ือนไหวท่าทางของรา่ งกายความสามารถ ใน การเปล่งเสยี ง และภาษาพูดการเขา้ ใจในการสอื่ สารกับผู้อ่นื 4. พฤติกรรมทางดา้ นนิสยั ส่วนตัวและสงั คม (Personal Social Development) เป็นความสามารถในการปรับตัวของเด็กระหวา่ งบคุ คลกับบุคคล และบุคคลกับกลุ่มภายใตภ้ าวะแวดล้อม และสภาพ ความเปน็ จริง นบั เป็นการปรบั ตัวท่ตี อ้ งอาศยั การเจริญเติบโตของสมองและระบบการ เคลือ่ นไหวประกอบกัน ในส่วน ทีเ่ กีย่ วกับความสามารถในการใชก้ ล้ามเนอ้ื เลก็ Gesell พบว่ากอ่ นทคี่ นเราจะทำอะไรงา่ ยๆ เช่น หยบิ อาหารใส่ปากได้

นั้นมกี ารเรียนรูห้ ลายขั้นตอน ข้นั แรกทารกจะใช้มือตะปบ ขั้นต่อมาจับของดว้ ยมือ 4 น้ิวติดกนั กับฝ่ามือโดยเริ่มใช้ฝ่า มอื ตอนใกล้ๆ สนั มอื ต่อมาจะเลื่อน ไปใช้ใจกลางมือคร้นั แล้วหัวแม่มอื จึงค่อยเล่ือนมาช่วยจับ ขั้นสุดท้ายคือการหยิบ ของด้วยหัวแม่มือกับ ปลายนิ้ว ยิ่งไปกว่านั้น Gesell และคนอื่นๆ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการควบคุมการปฏิบัติการแห่ง กลา้ มเน้ือของคนเรามีพฒั นาการเร่มิ จากศีรษะจรดเท้าเรยี กว่า Cephalo Caudal Sequence คอื หันศรี ษะได้ก่อนชัน คอแล้วจึงคว่ำ คบื นั่ง คลาน ยืน เดิน และวิ่งตามลำดบั การควบคมุ ปฏิบัตกิ าร กลา้ มเน้ือ ยงั มพี ัฒนาการเร่ิมจากใกล้ ลำตวั กอ่ นเรียกวา่ Proximodistal Sequence เช่น ท่ีแขนขา ทารกย่อมบงั คับการเคลอื่ นไหวแกว่งแขนขาได้ก่อนมือ และเทา้ เด็กใช้แขนคล่องกอ่ นมือและใช้มอื คล่องกอ่ นนิ้ว ดงั น้นั เด็กเลก็ ๆ เม่อื ตอ้ งการจับอะไรก็ผวาไปทั้งตัวต่อมาจึง ยื่นออกไปเฉพาะแขนแล้ว จึงใชม้ ือและนิว้ มือดงั กล่าว ถา้ จะใหเ้ ด็กเลก็ ๆ เขียนหนงั สือมกั จะไดต้ วั โตเพราะกลา้ มเนื้อมือ ยงั ใช้ไมค่ ลอ่ งแคลว่ ได้แต่วาดแขนออกไปกว้างๆ ต่อเมอ่ื การบงั คับกลา้ มเนือ้ บรรลวุ ฒุ ิภาวะแล้วจงึ สามารถ เขยี นตัวเล็ก 1.4.2 ทฤษฎีการเรยี นร้ขู อง ธอรน์ ไดค์ (Edward L Thorndike) 1. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) การเรยี นรจู้ ะเกดิ ข้นึ ไดก้ ็ตอ่ เมื่อเด็กมีความพรอ้ มทง้ั กายและใจ เกี่ยวกับร่างกาย (Physical) เพ่อื เปน็ การเตรยี มกลา้ มเนอื้ และ ระบบประสาทใหส้ มั พนั ธก์ นั (Co–Ordination) เพอื่ เป็นการฝึกทกั ษะเกยี่ วกับทางจิตใจ (Mental) เป็นความพร้อมทางด้าน สมองหรือสตปิ ัญญาและควรคำนึงถึงความพรอ้ มในวัยตา่ งๆ ดว้ ยวา่ มีความแตกต่างกนั อย่างไร เมอ่ื เดก็ มคี วามพร้อมท้ังร่างกาย และจิตใจจะสง่ ผลให้เกดิ การเรียนรู้ทด่ี ี 2. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) เดก็ จะเรยี นรู้ได้จากการฝึกหดั หรอื กระทำช้า ๆ บอ่ ยๆ เกี่ยวกบั การเคล่ือนไหวและจังหวะเดก็ จะเกิดทักษะแบบต่างๆ ทำให้ ระบบ ประสาทและกล้ามเน้ือทำงานสมั พนั ธ์กันได้ดี 3. กฎแหง่ ความพอใจ (Law of Effect) เดก็ จะเรียนร้ไู ด้ดถี ้าผลการกระทำนั้น เปน็ ไปในทางบวกหรอื ทางท่ีดี ซ่งึ จะทำให้เด็กเกิดความสนใจ เกิดทักษะทำใหเ้ ด็กมีความ สนกุ สนาน และความพอใจ (เชวลิต ภูมภิ าค. 2523: 109–110; อา้ งองิ จาก Thorndike.n.d.) 1.4.3 ทฤษฎีพฤตกิ รรมนยิ มของ สกนิ เนอร์ (Skinner) คอื บคุ คลเรียนรไู้ ดด้ ้วยการกระทำ 1.4.4 วิธีสอนของ โรเบริ ์ต กาเย่ (Robert Gange) คอื การเรยี นรู้เปน็ ลำดบั ข้นั 1.4.5 แนวคดิ ของ บลมู (Benjamin S.Bloom) คือ ธรรมชาติผเู้ รยี นแต่ละคนมีความแตกต่างกนั เป็นต้น 2. เอกสารท่เี กีย่ วข้องเกี่ยวกบั ตารางเก้าชอ่ ง 2.1 ความเป็นมาของตารางเกา้ ช่อง เจริญ กระบวนรัตน์ (2548: 19-168) ได้นำเสนอแนวคิด ความเป็นมาของตารางเก้าช่องซึ่งพัฒนา มาจาก แนวคิดเกี่ยวกบั พฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นสื่อที่แสดงออกถงึ การทำงานของสมองหรือระบบประสาท กับการกระตุ้นให้ ร่างกายได้ปฏิบัติการเคลื่อนไหวอย่างเปน็ ระบบตามลำดับขั้นตอนซึ่งจะช่วยนำไปสู่การปรับตัวและการพัฒนาของสมอง ดังน้ี ตารางเก้าช่อง คอื เครอ่ื งมอื ท่ี เจริญ กระบวนรตั น์ คดิ คน้ ขนึ้ ในเบอ้ื งตน้ เพื่อใช้นำไปส่กู ารพัฒนาปฏิสัมพันธ์ในการ เรียนรู้และการรับรู้สั่งงานของสมอง ช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เพื่อกระตุ้นและ พัฒนาปฏิกิริยาความเร็วในการปฏิบัติทักษะการเคลื่อนไหว ความรวดเร็วในการคิด และการตัดสินใจให้มีประสทิ ธิภาพ ยิ่งขึน้ โดยม่งุ ให้เกิดการพฒั นาสมองทั้งซกี ซ้ายและซกี ขวาควบคูก่ ันไป ด้วยการพฒั นามาจากรูปแบบการเคลือ่ นไหวท่ีเป็น พนื้ ฐานเบือ้ งตน้ ของมนุษย์ นำไปสู่การกำหนดวธิ ีการโดยใชห้ ลักการทำงานของสมองมาควบคุมการปฏบิ ตั ใิ นแต่ละขัน้ ตอน เปน็ ลาดบั อย่างตอ่ เนือ่ ง เพือ่ กำหนดโครงสร้างของสมองในการรับรู้ เรียนรู้ และพฒั นาการควบคมุ การทำงานของสมองให้ เป็นไปอย่างมีแบบแผน เป็นขั้นตอนตามรูปแบบการเคลือ่ นไหวที่ถูกสร้างขึ้นหรือวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจาก รูปแบบและขนั้ ตอนการเคล่อื นไหวทง่ี ่ายไปสกู่ ารเคลื่อนไหวทย่ี าก และพัฒนาการเคลื่อนไหวจากชา้ ไปสู่การเคลื่อนไหวที่ รวดเร็ว ซบั ซอ้ น หลากหลายรูปแบบ และหลากหลายทิศทางมากยิ่งขึ้น ส่งผลใหส้ มองไดร้ ับการกระตุ้นและพฒั นาการรบั รู้ เรียนรู้ รวมทั้งการเชือ่ มโยงขอ้ มูลท่ีถูกจัดลำดบั ความสัมพันธ์ ได้อย่างถูกต้องตามแบบแผนของรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ กำหนดไว้ เท่ากับเป็นการสร้างแผนที่หรือกำหนดรูปแบบขั้นตอนการทำงานให้สมอง (Brain Mapping) เพื่อนำไปสู่ กระบวนการรับรู้เรียนรู้ สั่งงานและการพัฒนาปฏิสัมพันธ์ทางด้านความคดิ และทักษะกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกาย (Psychomotor Skills) อย่างเป็นระบบการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีรูปแบบวิธีการและขั้นตอนที่ถูกต้อง ชัดเจนเป็นระบบ คือ การกำหนดเง่ือนไขให้สมองทางานอย่างมที ิศทางและมีเป้าหมาย ซึ่งแตกต่างจากการปลอ่ ยให้เด็ก

หรือร่างกายเคลื่อนไหวไปตามพัฒนาการที่เป็นธรรมชาติภาพสะท้อนหรือผลย้อนกลับของการเคลื่อนไหว ( Feedback) จึงเป็นสิ่งท่ีแสดงให้เห็นถึงการรบั รู้เรียนรู้ และพัฒนาการของสมองโดยตรงท่ีก้าวหน้าข้ึนจากการฝกึ หรือการเรียนรูอ้ ยา่ ง แท้จรงิ และเป็นการประเมินผลท่ีมคี วามเป็นรปู ธรรมชดั เจนท่สี ดุ ดงั รปู แบบพ้ืนฐานของการเคลอ่ื นไหวในตารางเก้าช่องท่ี เจริญ กระบวนรัตน์ ได้สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางให้การกำหนดโครงสร้างการทำงานให้กับสมองจะช่วยพัฒนาทักษะ ความสัมพันธ์ในการเคล่ือนไหวได้เป็นอย่างดีโดยรูปแบบของการฝึกจะเน้นการกระตุ้นการทำงานของสมอง หรือระบบ ประสาทที่ทำหนา้ ที่ในการรับรู้ขอ้ มลู (Sensory Neuron) เพ่อื ส่งไปยงั สมองส่วนกลาง (Central NervousSystem) ซ่งึ ทำ หนา้ ท่ใี นการวเิ คราะหแ์ ละแปลความหมายขอ้ มลู ก่อนสง่ ไปยังเซลล์ประสาททท่ี ำหน้าทสี่ ่ังงานและควบคุมการเคล่ือนไหว ใหเ้ ปน็ ไปตามข้อมูลทีส่ ง่ มา (Motor Neuron) โดยเนน้ ความถูกตอ้ งแมน่ ยำ และความรวดเรว็ ในการเคลือ่ นไหวเปน็ สำคัญ การฝึกปฏกิ ิริยาการรบั รแู้ ละตอบสนองตอ่ การเคลอ่ื นไหว เปน็ หนึง่ ในหลกั การฝกึ เพอ่ื พัฒนาการทำงานของระบบประสาท และความเร็วที่สำคัญสำหรับนักกีฬาท่ีมุ่งไปสู่ความเป็นเลศิ ในการแข่งขันความแน่นอนแม่นยำในการปฏิบัติ ทักษะการ เคลื่อนไหวและทกั ษะกีฬาได้อย่างถูกต้องรวดเร็วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งรวมไปถึงการคิด การตัดสินใจ และการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละสถานการณ์ของเกมการแข่งขันที่กำลังดำเนินอยู่ รูปแบบของการฝึกจะเน้นการกระตุ้นการ ทำงานของสมองหรือระบบประสาทที่ทำหน้าที่การรับรู้ (Sensory Neuron) เพื่อส่งไปยังสมองส่วนกลาง (Central Nervous System) ซ่งึ ทำหน้าทีเ่ กบ็ รวบรวมข้อมลู ประเมิน วเิ คราะห์และแปลความหมายข้อมลู จากนนั้ กระแสประสาท จะถูกส่งไปยังเซลล์ประสาทที่ทำหน้าที่สั่งงานและควบคุมการเคลื่อนไหวให้เป็นไปตามข้อมูลที่สมองส่วนกลางแปล ความหมายส่งมา (Motor Neuron) ช่วงระยะเวลาของการทำงานหรือฝึกระบบประสาทในลักษณะดังกล่าวนี้จะใช้เวลา เพียงช่วงส้ันๆ โดยเน้นความถูกต้องของลำดับขั้นตอนการปฏิบัติ ความแม่นยำและความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวเปน็ สำคญั ซึ่งโดยหลักการฝกึ ปฏกิ ิริยาการรบั ร้แู ละตอบสนองของระบบประสาท ไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งใชร้ ะยะเวลาระยะทางหรอื พืน้ ที่ มากกส็ ามารถฝึกได้ ในระยะแรกก่อนท่จี ะมาเปน็ ตารางเก้าช่อง เส้นของสนามกฬี าประเภทต่างๆ ไดถ้ กู นำมาดดั แปลงใชเ้ ปน็ เงื่อนไข ในการฝึกปฏิกิริยาความเร็ว ความคลอ่ งตัว ให้กับนักกีฬาแต่ละประเภทต่อมาได้คิดทำอุปกรณฝ์ ึกปฏิกริ ิยาความเร็วแบบ งา่ ยๆ โดยใช้ทอ่ PVC ขนาดครึง่ นวิ้ ตดั เป็นทอ่ นๆ ยาวประมาณ 40–60 เซนตเิ มตร เจาะรทู ่ีปลายสองขา้ งสำหรับใช้ร้อย เชือกคล้องต่อกันเพื่อนำไปประกอบใช้ในการฝึกให้กับนักกีฬาได้ทุกสถานที่ สำหรับรูปแบบการฝึกสามารถประยุกต์ได้ หลากหลายรูปแบบอาทิเช่น การฝกึ การเคลอ่ื นไหวเทา้ กบั อุปกรณ์สามเหลยี่ ม สเี่ หลย่ี ม ร้วั บนั ไดเชือก ฯลฯ โดยยดึ หลักทำ อะไรงา่ ยๆ ให้เกดิ ประโยชนส์ ูงสุด หลงั จากนน้ั จงึ เกดิ แนวความคิดในการวางกรอบหรอื พืน้ ท่ีขนาดย่อมเพ่ือใชเ้ ป็นเครือ่ งมือ ในการฝึกสมองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตารางเก้าช่องจึงผุดขึ้นมาในความคิดและถูกนำมาใชเ้ ป็นเครื่องมือในการฝึก ปฏิกิริยาความเร็วในการเคลื่อนไหวของมือและเท้าให้กับนักกีฬา รวมทั้งพัฒนาทักษะความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหว ร่างกาย ตลอดจนการทรงตัวให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึน ส่วนรูปแบบการเคลื่อนไหวท่ีถูกนำมาใช้เปน็ กจิ กรรมในการฝึก ใหก้ บั นักกีฬาบนตารางเก้าช่อง ซ่ึงมีมากมายกว่า 100 รปู แบบนั้น ไดจ้ ากการวเิ คราะหก์ ารเคลอ่ื นไหวของแตล่ ะชนดิ กีฬา จากน้ันนำมาประยุกต์เป็นรูปแบบการเคลื่อนไหวให้นักกีฬาทำการฝึกบนตารางเก้าช่อง ซึ่งมีขนาดของตารางที่ใช้สำหรับ การฝึกปฏิกิริยาความเร็วของเท้า แต่ละชอ่ งใหญส่ ุดไม่เกิน 30x30 เซนตเิ มตร และเล็กสดุ ของช่องตารางไม่ควรต่ำกว่า 20x20 เซนติเมตร ทั้งนี้สามารถปรับขนาดของตารางเกา้ ช่องให้มีความเหมาะสมกบั ลกั ษณะรูปร่างของเด็กหรอื นกั กีฬา และจุดประสงค์ของการฝึกหรือการใช้งาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเสมอไป ในกรณีที่นำไปใช้ฝึกปฏิกิริยา ความเรว็ ในการเคล่อื นไหวของมือบนโตะ๊ เขียนหนังสอื หรอื โต๊ะเรียนของนักเรียน รวมไปถึงการนำไปประยกุ ตใ์ ชฝ้ ึกตามฝา ผนังของหอ้ งเรียน ขนาดของชอ่ งตารางแต่ละช่องควรมีขนาดกะทดั รัด ไม่ควรเลก็ หรือใหญ่เกินไป ปกตทิ ่ีใช้โดยท่วั ไปขนาด เล็กสดุ คือ 14x14 เซนตเิ มตร และขนาดใหญส่ ดุ คือ 18x18 เซนติเมตรนอกจากน้ี การเรียนรู้เนื้อหาสาระในบทเรียนที่ เด็กต้องจดจำข้อมลู มากมายโดยไมม่ โี อกาสปฏบิ ัติหรือนำไปใชป้ ระกอบเปน็ สว่ นหน่งึ ในการดำรงชวี ิตจรงิ ขอ้ มูลการเรยี นรู้ ดังกล่าวไม่นานก็จะถูกลืมเลือน (Short Term Memory) หรือไม่อาจจะถ่ายทอดเก็บไว้ในคลังสมองส่วนที่ถาวร(Long Term Memory) การเรียนรู้ลักษณะนี้ ไม่ได้ช่วยพัฒนาเพิ่มพูนการเจริญเติบโตของสมองที่เกี่ยวกับความคิดริเริ่ม สรา้ งสรรค์ การจนิ ตนาการ และการคดิ แกไ้ ขปัญหาตา่ งๆ ให้กบั เด็ก ในขณะทตี่ ารางเกา้ ชอ่ ง เปิดโอกาสใหเ้ ด็กมกี ารปฏบิ ัติ ทักษะการเคลือ่ นไหว ควบคู่กับการเรยี นรู้เน้ือหาข้อมูลทีค่ รูสามารถสอดแทรกลงในตารางเก้าช่องให้เด็กได้เรียนรู้ ทำให้ เดก็ สนกุ และมีจิตใจจดจอ่ อยู่กับการเรยี นรู้ สามารถเขา้ ใจและจดจำเนอ้ื หาได้งา่ ยชว่ ยให้เกดิ แรงจงู ใจในการพฒั นาความคดิ และจิตนาการกบั เด็ก

2.2 นวตั กรรมทางการศึกษากับตารางเกา้ ช่อง เจริญ กระบวนรัตน์ (2548: 19-168) กล่าวถึงนวัตกรรมทางการศึกษาของตารางเก้าช่องไว้ดงั นี้ ตารางเกา้ ช่อง คือเครื่องมือที่ถูกคิดขึ้นในเบื้องต้น เพื่อใช้นาไปสู่การพัฒนาปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้และการรับรู้สั่งงานของสมอง ช่วยประสานความสัมพันธ์ระหว่างระบบประสาทกลา้ มเนือ้ เพื่อกระตุ้นและพัฒนาปฏิกิริยาความเร็วในการปฏิบัติทักษะ การเคล่ือนไหว ความรวดเรว็ ในการคิดและการตดั สินใจใหม้ ปี ระสิทธิภาพยิ่งข้นึ โดยม่งุ เน้นการพฒั นาสมองทั้งซีกซ้ายซีก ขวาควบคู่กนั ไป ดว้ ยการอาศัยรูปแบบการเคลอื่ นไหวทเ่ี ปน็ พืน้ ฐานเบอื้ งตน้ ของมนุษยเ์ ป็นหลกั นำไปสู่การกำหนดวิธีการ และหลกั การในการปฏบิ ตั ิแตล่ ะขั้นตอนอยา่ งตอ่ เน่อื งเป็นลำดับ เพอ่ื กระตนุ้ การรบั รู้และพฒั นาการควบคุมการทำงานของ สมองให้เป็นไปตามแบบแผนท่รี ูปแบบการเคล่อื นไหวทถี่ ูกสร้างข้ึนหรอื วางแผนไวอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ โดยเริม่ จากรูปแบบการ เคลอ่ื นไหวทง่ี า่ ยไปยาก และพฒั นาการเคลอื่ นไหวจากชา้ ไปสกู่ ารเคลอื่ นไหวทีร่ วดเรว็ หลากหลายรูปแบบและหลากหลาย ทิศทางมากยิ่งขึ้นส่งผลให้สมองได้รับการกระตุ้นและพัฒนาความสัมพันธ์ตามแบบแผนของรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ กำหนดไวเ้ ทา่ กบั เป็นการสร้างแผนทส่ี มอง (Brain Mapping) เพอ่ื นำไปสกู่ ารเรียนรู้และการพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้าน ทกั ษะกลไกการเคล่อื นไหวรา่ งกาย (Psychomotor Skill) อย่างเป็นระบบ เปน็ ภาพสะท้อนหรอื ผลย้อนกลับ (Feedback) ท่ีแสดงให้เหน็ ถงึ การเรยี นรู้และพฒั นาการของสมองท่ีเปน็ รปู ธรรมอย่างชดั เจนและโดยตรง วิธีการปฏิบัติเพื่อพัฒนาปฏิกิริยาการรับ รู้สั่งงานของสมองให้มีความสามารถในการควบคุมการท ำงานของ รา่ งกายดียง่ิ ขึน้ การปฏิบตั ใิ นแต่ละรปู แบบของการเคล่ือนไหวท่ีกำหนดไว้ในตารางเกา้ ช่อง มขี น้ั ตอนการปฏบิ ตั ดิ งั ตอ่ ไปนี้ 1. เริม่ ต้นการฝึกจากการปฏิบตั ิอยา่ งช้าๆ ทลี ะขน้ั ตอนเพ่ือใหเ้ กิดความเขา้ ใจในการปฏิบัตติ ามรูปแบบแต่ละรูป แบบอยา่ งถกู ตอ้ ง 2. ปฏิบัติโดยใช้มือซา้ ยหรือเท้าซ้ายเคลื่อนไหวนำ และใช้มือขวาหรือเท้าขวาเคล่ือนไหวทีละขั้นตอนจนจบการ เคลอ่ื นไหวตามรูปแบบที่กำหนดไวแ้ ต่ละรปู แบบ จากนนั้ ให้เปล่ียนมาใช้มอื ขวาหรือเท้าขวานำในลักษณะเช่นเดียวกันจน จบการเคลื่อนไหวตามรูปแบบที่กำหนดไว้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวสลับกันอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามไม่หยุดชะงัก ในชว่ งท่ปี รบั เปลย่ี นมือซ้ายหรอื เท้าซา้ ยเป็นมอื ขวาหรือเทา้ ขวานาในการเคลือ่ นไหว 3. ให้ปฏบิ ตั ิการเคลือ่ นไหวตามขน้ั ตอนที่กำหนดไว้ในข้อสองโดยพยายามปรบั ความเรว็ ในการเคลื่อนไหวเพ่ิมขึน้ ตามลำดบั หรือเทา่ ที่ผู้ฝึกปฏบิ ตั จิ ะสามารถทำได้เร็วสุดในขณะนั้นโดยไมผ่ ิดพลาด 4. หากการปรับเลีย่ นจากจังหวะจากมือซ้ายหรือเท้าซ้ายไปเป็นมือขวาหรอื เท้าขวาในการเคลื่อนไหว มีความ ผิดพลาดในระหว่างที่มีการพยายามปรับความเร็วในการเคลื่อนไหวเพิ่มข้ึนให้หยุดการปฏิบัติทันที และเริ่มต้นทำการ ปฏบิ ตั กิ ารเคล่ือนไหวในรูปแบบนั้นใหม่อยา่ งช้าโดยค่อยๆ ปรบั ความเร็วเพ่ิมขนึ้ ตามลำดบั 5. การฝึกแต่ละรปู แบบอาจใช้ระยะในการฝึกปฏิบัติต่อรอบประมาณ 10 - 15 วินาทีโดยมีช่วงพักสลับแต่ละ ชว่ งประมาณ 30 - 60 วนิ าที แต่ละรปู แบบปฏบิ ัตซิ ้ำ 3 - 5 รอบ 6. ผูส้ นใจหรือผฝู้ ึกปฏิบตั สิ ามารถกำหนดรปู แบบการเคลอื่ นไหวในตารางเกา้ ช่อง เพื่อนำไปส่กู ารพัฒนาปฏกิ ริ ยิ า ความเร็วในการรับรู้สั่งงานของสมองไดต้ ามตอ้ งการ โดยอาศัยหลกั การและวธิ ีการปฏบิ ัติดังกลา่ วข้างตน้ 2.3 ประโยชนข์ องตารางเก้าช่อง เจริญ กระบวนรัตน์ (2548: 19-168) ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์ของตารางเกา้ ชอ่ งไว้ดังนี้ ตารางเก้าช่องสามารถนำไปบูรณาการสร้างสรรค์กิจกรรมการเรียนการสอนและรูปแบบการเคลื่อนไหวได้หลากหลาย ดงั น้นั ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรอื บุคคลบคุ คลทสี่ นใจหากศึกษาและเข้าใจวธิ ีการ จะสามารถคดิ และจัดรปู แบบกจิ กรรมการ เคล่อื นไหวร่างกายได้ตามวตั ถปุ ระสงค์ ไมว่ า่ จะเปน็ การนำไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นด้านการเรียนการสอนเนอ้ื หาในแตล่ ะกลมุ่ สาระ วิชา หรอื ฝกึ ทกั ษะกลไกลการเคล่ือนไหวบนตารางเกา้ ชอ่ งให้กบั เดก็ และนกั กีฬาบคุ คลท่วั ไปผสู้ งู อายหุ รอื ผมู้ ีปัญหาทางดา้ น การเคลอ่ื นไหวและสมอง รวมทงั้ การนำไปใชเ้ คลอื่ นไหวประกอบกบั จงั หวะดนตรใี นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก รำเซ้ิง รำฟ้อน ลีลาศและเต้นรำเพื่อสุขภาพ ประโยชน์ที่ได้จากการนำตารางเก้าช่องไปใช้ อาจแตกต่างกันไปตามวตั ถุประสงค์ รูปแบบ วิธีการ กิจกรรม และความสม่ำเสมอในการฝึกปฏิบัติของแต่ละบคุ คล ซึ่งพอจะสรปุ ประโยชน์ของตารางเก้าช่อง โดยรวมได้ดงั น้ี

สรปุ ประโยชนข์ องตารางเก้าช่องโดยรวมได้ดังนี้ 1. ชว่ ยพฒั นาการรับรู้ เรยี นรู้ และการสั่งงานของระบบประสาทและกลา้ มเน้ือ 2. ชว่ ยพัฒนาทักษะการใชม้ อื และเทา้ ในการเคลื่อนไหวและการทรงตัว 3. ช่วยพฒั นาระบบไหลเวียนเลือด และระบบหายใจ 4. ช่วยพฒั นาความแข็งแรงและความสมั พันธ์ในการเคลอื่ นไหว 5. การพฒั นาระบบพลังงานและการเผาผลาญพลงั งานในร่างกาย 6. ช่วยปรับความสมดลุ ของฮอรโ์ มนในร่างกาย 7. ช่วยพัฒนารูปแบบการเรยี นรใู้ หม้ ีความหลากหลายได้คุณภาพ 8. ชว่ ยพัฒนาทกั ษะการคิดอยา่ งเป็นระบบการคิดอยา่ งมีเหตุผล 9. ช่วยพฒั นาบุคลกิ ภาพ ความม่นั ใจ ความภาคภูมิใจในตนเอง 10. ช่วยพัฒนาและเสริมสรา้ งสมาธิในการรับรู้ เรียนรู้ 11. ชว่ ยสรา้ งบรรยากาศของการเรยี นรใู้ หร้ สู้ ึกสนุก ผ่อนคลายไมเ่ ครยี ด 12. ชว่ ยสรา้ งวุฒภิ าวะทางอารมณ์ EQ วุฒิภาวะทางสงั คม SDQ และวุฒภิ าวะทางด้านสตปิ ัญญา IQ 13. ชว่ ยพฒั นาการรับรู้ เรียนรูข้ องสมองซกี ซ้ายและซีกขวา 14. ชว่ ยให้สามารถประเมนิ ผลการรับรเู้ รียนรู้ได้อย่างถกู ตอ้ งตามรูปธรรม 15. ชว่ ยส่งเสรมิ ทักษะ พฒั นาความคดิ จินตนาการ และความรูส้ กึ ทเี่ ป็นธรรมชาตใิ นการเรยี นรู้ ลักษณะเดน่ ของตารางเก้าชอ่ ง 1. สะดวก ปลอดภยั ใชพ้ ื้นทน่ี อ้ ย 2. ควบคมุ ดแู ลง่าย 3. ประยกุ ตใ์ ช้ในการเรยี นการสอนไดห้ ลากหลายรูปแบบ 4. สง่ เสรมิ ให้เกิดการรบั รู้เรียนรู้และความเข้าใจโดยง่าย 5. ประยกุ ต์ใช้ในการออกกำลงั กายได้หลายรปู แบบ 6. สนกุ ผอ่ นคลาย ไดส้ าระเน้อื หาการเรยี นรู้ จดจา และเข้าใจไดง้ า่ ย 7. เปน็ รปู ธรรม สามารถสมั ผัสได้ ประเมินได้ 8. พัฒนากายและจิต ความคิด สตปิ ัญญาและสุขภาพ 9. ช่วยใหเ้ ดก็ มีสมาธิ และจิตใจจดจ่ออยู่กับการเรียนร้โู ดยไม่รู้ตวั

งานวิจัยท่ีเกีย่ วข้อง งานวิจยั ในประเทศไทย กัณฑิมา เนียมโภคะ (2546: บทคัดย่อ) ได้ทาการศกึ ษาเรอ่ื ง ผลการฝกึ ความเร็วของสเตป็ เทา้ ในรูปแบบต่างๆ ที่มีต่อความสามารถในการวิง่ ระยะทาง 50 เมตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลของการฝึกความเร็ว ของสเต็ปเท้าในรูปแบบต่างๆ ที่มีต่อความสามารถในการวิ่งระยะ ทาง 50 เมตร ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการฝึก ความเรว็ ทัง้ 4 รปู แบบ ภายหลงั การฝกึ สัปดาห์ท่ี 4 และภายหลงั การฝึกสปั ดาหท์ ี่ 8 ส่งผลต่อความเร็วในการวิง่ ระยะทาง 50 เมตรไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 และพบว่าระยะเวลาในการฝึก ก่อนการฝึก และภายหลังการฝึก สปั ดาหท์ ่ี 4 และภายหลังการฝึกสปั ดาหท์ ่ี 8 สง่ ผลต่อความเร็วในการว่งิ ระยะทาง 50 เมตรแตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สำคัญ ที่ระดบั .05 จากข้อค้นพบดังกล่าวสามารถสรปุ ไดว้ ่า ในการฝึกความเร็วในนกั ว่ิงระยะสั้นนัน้ สามารถนารปู แบบการฝึก ความเรว็ สเตป็ เท้าท้งั 3 โปรแกรม ไดแ้ ก่ การฝกึ ความเรว็ สเตป็ เท้าโดยใช้รัว้ P.V.C. การฝกึ ความเร็วสเต็ปเท้าโดยใชต้ าราง เก้าชอ่ ง การฝกึ ความเรว็ สเตป็ เท้าโดยใชบ้ ันไดลงิ มาฝึกควบคกู่ ับการฝกึ โปรแกรมที่ 1 คอื โปรแกรมกรีฑาวงิ่ ระยะส้ัน ซ่ึง จะส่งผลใหน้ ักกีฬาสามารถพัฒนาความเร็วในการวิง่ โดยใช้ระยะเวลาน้อยกว่าการฝึกโดยใช้โปรแกรมกรีฑาวิง่ ระยะสัน้ เพยี งอยา่ งเดียว นภสร นีละไพจิตร (2549: 51-52) ไดท้ ำการศกึ ษาเร่อื ง ผลของการฝึกการทำงานของเท้าโดยใชต้ ารางเกา้ ช่อง ทีม่ ขี นาดแตกตา่ งกนั ตอ่ ความเร็วในการว่งิ ระยะทาง 25 เมตร โดยมีวัตถุประสงคเ์ พ่ือศกึ ษา และเปรยี บเทียบผลของการ ฝึกความเร็วของเท้า โดยใช้ตารางเก้าช่องที่มีขนาดแตกต่างกนั ต่อความเร็วใน การวิง่ 25 เมตร ผลการวจิ ัยท้ัง 3 กล่มุ พบว่า ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ส่งผลต่อคา่ เฉล่ียความเร็วในการวิง่ ระยะทาง 25 เมตร แตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำคัญที่ ระดับ .05 โดยที่กลุ่มควบคมุ แตกต่างจากกลุม่ ทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ส่วนกล่มุ ทดลองท่ี 1 และกลมุ่ ทดลองที่ 2 ไมแ่ ตกต่างกนั ซง่ึ สรปุ ไดว้ า่ การฝึกความเร็วของนกั กรฑี าวิ่งระยะสั้นสามารถเสริมด้วย โปรแกรมการฝึกความเรว็ เท้าโดยใช้ตารางเก้าช่องขนาด 60X60 เซนติเมตร ร่วมกับโปรแกรมกรีฑาวิ่งระยะสั้น ซึ่งจะ สามารถพัฒนาความเรว็ ไดด้ กี ว่าการฝึกกรฑี าวิง่ ระยะสนั้ เพียงอย่างเดยี ว จุไรรัตน์ อุดมวิโรจน์สิน (2550: 53-54) ได้ศึกษาเรื่องผลการฝึกความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาด้วยเครื่อง EYE-HAND COORDINATION TRAINERกับโปรแกรมประยุกต์ตารางเก้าช่องที่มีต่อปฏิกิริยาตอบสนองในนักกีฬาเทเบิล เทนนิส ผลการวิจัยพบว่า เวลาปฏิกิริยาตอบสนองระหว่างตากับมือ หลังการทดสอบสัปดาห์ที่ 4 และหลังการทดสอบ สัปดาห์ที่ 8 ระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิที่ระดบั .05 เวลาปฏกิ ิริยาตอบสนองระหวา่ งตากับมือไม่แตกต่างกันอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05 จากข้อค้นพบดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่าการฝึกความสัมพันธ์ระหว่างตากับมือด้วยเครื่อง EYE-HANDCOORDINATION TRAINER และการฝึก ความสัมพันธร์ ะหวา่ งตากบั มือดว้ ยโปรแกรมประยุกตต์ ารางเก้าช่อง มปี ระสทิ ธิภาพในการพฒั นาเวลาปฏกิ ริ ยิ าตอบสนอง ระหว่างตากับมอื ไดด้ เี หมือนกนั การวิจัยคร้งั นีจ้ ึงเปน็ ประโยชนต์ อ่ การนำไปประยกุ ตใ์ ชเ้ พ่ือการฝึกและพฒั นาเวลาปฏิกิรยิ า ตอบสนองระหว่างตากบั มือให้กบั นักกฬี าเทเบลิ เทนนสิ ตอ่ ไป สุคนทพิ ย์ เกิดเจรญิ (2551: บทคัดยอ่ ) ได้ศึกษาเร่อื ง ผลของการฝกึ ตารางเกา้ ช่องบนโต๊ะเรยี นทรี่ ะดบั ความเร็ว 90 และ 120 ครงั้ ต่อนาที ที่มตี อ่ เวลาตอบสนองของมือในนักเรียนชายท่ีมอี ายุ 7-8 ปี โดยแบง่ กลมุ่ ตัวอย่างออกเป็น 3 กลมุ่ โดยควบคมุ ปฏิบตั กิ จิ กรรมตามปกตใิ นชีวติ ประจำวนั กล่มุ ทดลองที่ 1 ฝกึ รูปแบบการเคลอื่ นไหวด้วยตารางเก้าช่อง บนโต๊ะในระดบั ความเร็วที่ 90 ครั้ง ต่อนาที กลุ่มทดลองที่ 2 ฝึกรูปแบบการเคลื่อนไหวด้วยตารางเกา้ ช่องบนโต๊ะใน ระดบั ความเร็วท่ี 120 ครงั้ ต่อนาที ผลการวจิ ยั พบว่า ภายหลังการฝกึ 8 สปั ดาห์ ส่งผลต่อค่าเฉล่ียเวลาตอบสนองของมอื แตกต่างกันอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติที่ .05 โดยกลุ่มควบคุมแตกต่างจากกลุ่มทดลองที่ 1 และกลุ่มทดลองที่ 2 อย่างมี นัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่ี .05 ส่วนกลุ่มทดลองที่ 1 และกลมุ่ ทดลองที่ 2 แตกต่างกนั ท่ีระดบั ความเรว็ 120 คร้ังต่อนาที จริ าธวิ ฒั น์ มูลศาสตร์ (2552: 29) ไดศ้ กึ ษาเรื่อง ผลของการฝึกตารางเกา้ ช่องท่มี ีต่อความคล่องแคลว่ วอ่ งไวของ นกั เรยี นชายระดับประถมศึกษาตอนปลาย โดยกลมุ่ ตัวอย่างได้มาจากนักเรยี นชายอายรุ ะหว่าง 9-12 ปี ภาคเรียนที่ 2 ปี การศกึ ษา 2552 จำนวน 50 คน มาทำการทดสอบความคลอ่ งแคลว่ ว่องไวโดยว่งิ ออ้ มหลัก แล้วนำมาหาคา่ เฉลย่ี เพื่อ แบง่ เป็นกลมุ่ ตัวอยา่ ง 2 กลมุ่ ๆ ละ10 คนผลการวิจยั พบว่า คา่ เฉลยี่ ของผลการทดสอบความคล่องแคล่ววอ่ งไว ระหวา่ ง ก่อนการฝกึ และหลงั การฝกึ ด้วยตารางเก้าชอ่ งโดยใชโ้ ปรแกรมการฝึกซ้อม 5 รูปแบบ ในสัปดาหท์ ่ี 6 ของกลมุ่ ทดลอง

แตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .05 ค่าเฉลย่ี ของผลการทดสอบความคล่องแคลว่ วอ่ งไวระหว่างก่อนการฝึก และหลงั การฝึกดว้ ยตารางเกา้ ช่องโดยฝึกการเลน่ อสิ ระ ในสปั ดาหท์ ี่ 6 ของกลุ่มควบคมุ แตกต่างกนั อย่างมนี ยั สำคญั ทาง สถติ ิทีร่ ะดบั .05 เฉลี่ยของผลการทดสอบความคล่องแคลว่ ว่องไว ระหวา่ งกอ่ นการฝกึ และหลงั การฝกึ ดว้ ยตารางเก้าช่อง ในสปั ดาห์ท่ี 6 ของกลุ่มทดลองและกล่มุ ควบคมุ แตกตา่ งกันอย่างมนี ัยสำคญั ทางสถติ ิที่ระดบั .05 รติกร อนิ านนั ท์ (2552: บทคดั ย่อ) ไดศ้ กึ ษาเรอื่ ง การพฒั นาการจัดประสบการณก์ ารเคล่อื นไหวและจังหวะโดย ใช้การสอนแบบสาธิต การประยกุ ตใ์ ช้ทา่ รำมวยโบราณทม่ี ตี อ่ พฒั นาการของนกั เรียนชนั้ อนบุ าลปีท่ี 2 การนำทา่ รำมวย โบราณมาสอนนักเรียนโดยใชก้ ารสอนแบบสาธิต เพือ่ พฒั นาการดา้ นร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคมและสตปิ ญั ญา เปน็ การ สอนท่ชี ว่ ยใหผ้ เู้ รียนไดร้ บั ประสบการณต์ รง เห็นสงิ่ ที่เรยี นรู้อย่างรปู ธรรมทำให้เกดิ ความเขา้ ใจและจดจำในเร่อื งทสี่ าธิตไดด้ ี และนาน ท้งั ชว่ ยประหยัดเวลา อปุ กรณแ์ ละคา่ ใชจ้ ่าย เปน็ วิธที ีส่ ามารถสอนผเู้ รียนไดจ้ านวนมากความมุง่ หมายการศึกษา คน้ คว้าคร้ังนี้ เพ่อื พัฒนาแผนการจดั ประสบการณก์ ารเคล่อื นไหวและจังหวะโดยใช้การสอนแบบสาธติ การประยกุ ต์ใช้ท่ารำ มวยโบราณท่มี ีต่อพัฒนาการของนักเรยี นชน้ั อนุบาลปที ี่ 2 และเพื่อเปรียบเทยี บพฒั นาการของนกั เรียนชน้ั อนบุ าลปีท่ี 2 กอ่ นและหลงั ได้รับการจัดประสบการณ์การเคลอ่ื นไหวและจังหวะโดยใชก้ ารสอนแบบสาธิตการประยุกตใ์ ชท้ ่ารำมวย โบราณกล่มุ ตวั อย่างทใ่ี ช้เปน็ นักเรียนชน้ั อนบุ าลปีที่ 2 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรยี นบา้ นมว่ งลายราษฎรผ์ ดุง ศลิ ป์ สำนกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาสกลนคร เขต 11 หอ้ งเรยี น จำนวน 30 คน ซึง่ ได้มาโดยแบบเลือกแบบการสมุ่ (Cluster Random Sampling) ผศู้ ึกษาคน้ ควา้ ใช้วธิ กี ารศกึ ษาคน้ คว้าโดยการประเมนิ พฤติกรรมการเคล่ือนไหวและ จังหวะระหวา่ งเรียน โดยใชท้ ่ารำมวยโบราณจำนวน 6 ท่าและประเมนิ พฤตกิ รรมพฒั นาการทั้ง 4 ดา้ น กอ่ นและหลงั เรยี น ในกจิ กรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ สถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู คือ ร้อยละ คา่ เฉล่ีย และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ผล การศกึ ษาคน้ ควา้ ปรากฏดงั นี้ 1. แผนการจดั ประสบการณ์การเคลอ่ื นไหวและจังหวะโดยใชก้ ารสอนแบบสาธิตการ ประยุกตใ์ ชท้ า่ รำมวยโบราณที่มตี อ่ พัฒนาการของนักเรยี นช้ันอนบุ าลปที ่ี 2 ทีผ่ ศู้ กึ ษาค้นควา้ สร้างขน้ึ มปี ระสิทธิภาพเทา่ กับ 81.16/86.28 ซึง่ สูงกว่าที่กำหนดไว้ 75/75 2. นกั เรยี นท่เี รยี นดว้ ยแผนการจดั ประสบการณ์การเคลือ่ นไหวและจังหวะ มพี ฒั นาการท้ัง 4 ดา้ น1. ดา้ นรา่ งกาย 2. ด้านอารมณจ์ ติ ใจ 3. ด้านสงั คม 4. ดา้ นสตปิ ัญญา เพมิ่ ก่อนเรียนมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ.05 ภทั รพนธ์ เหมหงส์ (2554: 61-62) ได้ศึกษาเร่ือง ผลของการฝึกตารางเกา้ ช่องและความอ่อนตวั ท่ีมตี ่อความ คล่องแคลว่ วอ่ งไว พบว่า คา่ เฉลย่ี ความคล่องแคล่วว่องไวของกลุ่มตวั อย่างท้ัง 4 กลุ่ม มคี วามแตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสำคญั ทางสถิติทร่ี ะดบั .05 เม่อื ทาการเปรียบเทยี บกลมุ่ ทดลองทัง้ 3 กลุ่ม มคี วามแตกต่างอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05 เม่อื เปรียบเทยี บกบั กลมุ่ ควบคุมส่วนค่าเฉลยี่ ความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวของกลุ่มทดลองเมอื่ เปรียบเทียบกนั ระหวา่ งกลุ่ม ทดลองท้งั 3 กลมุ่ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .05 วรรณภรณ์ มะลริ ัตน์ (2554: 57-58) ไดศ้ ึกษาเรื่อง ผลของการจดั กจิ กรรมการเคลือ่ นไหวพื้นฐานแบบกลุ่มที่มี ตอ่ ทกั ษะทางสังคมของเดก็ ปฐมวยั ผลการวจิ ัยแสดงใหเ้ ห็นวา่ สง่ เสริมทักษะทางสังคมของเดก็ ปฐมวยั ได้ท้งั 4 ด้าน ไดแ้ ก่ 1.ดา้ นการช่วยเหลือ 2. ดา้ นการใหค้ วามรว่ มมือ 3. ดา้ นการเป็นผ้นู ำผตู้ าม 4. ดา้ นการกลา้ แสดงออก ถ้าเดก็ ไดร้ ับการ สนับสนนุ และสง่ เสริมการจดั กจิ กรรมเคล่อื นไหวพื้นฐานแบบกล่มุ อย่างต่อเนอ่ื ง ทำให้เปลีย่ นแปลงทักษะทางสังคมของเด็ก ปฐมวยั สงู ขึน้ ซ่งึ กิจกรรมการเคล่ือนไหวพื้นฐานแบบกล่มุ เป็นกจิ กรรมที่ตอ้ งการศึกษาเปลีย่ นแปลงทักษะทางสังคมของ เด็กปฐมวัย ถึงแมร้ ะยะแรกยังจัดกจิ กรรมเดก็ ยังยดึ ตวั เองเปน็ ศูนย์กลางและอยูใ่ นช่วงเวลาปรบั ตัว และเรียนรพู้ ฤติกรรม ความต้องการของเพื่อนท่ีแตกตา่ งไปจากพฤตกิ รรมของตน รบั รถู้ งึ ปญั หาทเี่ กดิ ขน้ึ จากการทำกจิ กรรมรว่ มกนั ในขณะท่ีเดก็ เล่นจะมกี ารทะเลาะ แย่งวัสดหุ รืออุปกรณไ์ มค่ ่อยมกี ารแบ่งปนั ของเล่น เม่ือแย่งของเล่นหรือวัสดุอปุ กรณไ์ ดแ้ ลว้ จะนั่งเลน่ อยคู่ นเดียวไม่ยอมเข้าไปเลน่ รวมกบั เพอ่ื น ไมค่ อ่ ยช่วยหยบิ อปุ กรณใ์ หก้ ับเพ่อื น ไม่ยอมเปน็ ผนู้ ำผู้ตามทดี่ ี และไมค่ อ่ ยกล้า แสดงออกในขณะท่ีรว่ มทำกิจกรรม หลังจากทไี่ ดใ้ ชร้ ะยะเวลากิจกรรมเคลอื่ นไหวพืน้ ฐานแบบกลุ่มมปี ริมาณมากขนึ้ ทำให้ เด็กได้ซึมซบั เกิดจนิ ตนาการการกระทำตา่ งๆ ของเด็กทเี่ กิดจากการกระตุ้นทเี่ ดก็ กลา้ คดิ กล้าแสดงออกเปน็ การสะท้อน ความคดิ เกย่ี วกบั การมปี ฏสิ ัมพนั ธแ์ ละสังคมทำให้เกดิ ทกั ษะทางสังคม สรัญรัฐ มนญุ ญานนท์ (2554: 45-47) ไดศ้ กึ ษาเรอื่ ง ผลของการฝกึ ตารางเก้าช่องท่ีมขี นาดแตกต่างกันต่อ ความคล่องแคล่วว่องไวในกฬี าแบดมนิ ตนั สรปุ ได้ว่าภายหลงั การทดสอบในสปั ดาหท์ ่ี 8 กลมุ่ ทดลองทง้ั 3 กลมุ่ มคี วาม คลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวดีขน้ึ และพบวา่ ชว่ งระยะเวลาการฝกึ หลงั สปั ดาหท์ ี่ 4 ซึง่ ชว่ งระยะเวลาภายหลังสัปดาห์ท่ี 8 ของกลุม่ ทดลองท้ัง 3 กลุ่ม ส่งผลตอ่ ความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวมากกวา่ ช่วงเวลากอ่ นการฝกึ ถึงชว่ งระยะเวลาหลังจากการฝึกสัปดาหท์ ่ี

4 โดยกล่มุ ทดลองทงั้ สองกล่มุ มคี วามคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวไมแ่ ตกตา่ งกนั แต่หากเพม่ิ ระยะเวลาการฝกึ กลุ่มที่ 1 มแี นวโน้มท่ี จะมีความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไวเพ่มิ ขน้ึ มากกวา่ กลมุ่ ทดลองที่ 2 กิตตภิ ูมิ บรสิ ทุ ธ์ิ (2555: บทคัดย่อ) ไดศ้ กึ ษาเร่อื ง ผลของการฝกึ ความคลอ่ งแคล่วว่องไวตอ่ การทดสอบตาราง เก้าช่องในนักกฬี าเทเบลิ เทนนสิ การศึกษาน้มี ีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาถงึ ผลของการฝึกความคลอ่ งแคลว่ ว่องไวต่อการ ทดสอบตารางเก้าช่องในนกั กีฬาเทเบิลเทนนสิ ชายอายเุ ฉลี่ย 13.93±0.92 ปี จำนวน 14 คน แบง่ เป็นกลุ่มควบคุมและ กลมุ่ ทดลอง โดยใหก้ ลุม่ ควบคมุ ทำการฝกึ กฬี าเทเบิลเทนนสิ ตามปกติเพียงอย่างเดียว สว่ นกลุ่มทดลองทำการฝกึ ทกั ษะเท เบิลเทนนสิ ร่วมกับการฝกึ ความคลอ่ งแคลว่ ว่องไว ช่วงเวลาของการฝกึ เปน็ เวลา 6 สัปดาห์ ทำการทดสอบด้วยตารางเกา้ ช่องเพือ่ บันทกึ จำนวนการกา้ วเทา้ ก่อนและหลงั การฝึกผลการทดลอง พบว่า มคี วามแตกตา่ งกนั ของการกา้ วเต้นกอ่ นและ หลังการฝกึ ในท้ังสองกล่มุ อย่างมนี ยั สำคัญทางสถติ ิที.่ 05 ค่าเฉลยี่ ในการก้าวเตน้ ก่อนและหลงั การฝึกของกลุ่มควบคุม 30.29±6.18 และ 34.29±4.64ตามลำดบั คา่ เฉลย่ี ในการก้าวเตน้ ก่อนและหลงั การฝกึ ของกลมุ่ ทดลองคอื 30.71±5.99 39.57±3.95ตามลาดบั ผลของการกา้ วเต้นกลุ่มทดลองเร็วกว่ากลุ่มควบคุมอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิที่. 01การศึกษาในคร้ังนแ้ี สดงให้เหน็ ว่า การฝกึ ความคล่องแคลว่ วอ่ งไวมผี ลทำใหจ้ ำนวนของการก้าวเต้นดว้ ยการทดสอบ ตารางเกา้ ชอ่ งดขี น้ึ ซ่งึ สามารถนำโปรแกรมนไี้ ปประยกุ ตใ์ ช้รว่ มกบั การฝึกทักษะด้านกีฬาเทเบลิ เทนนสิ ได้ กริ ภทั ร คมุ้ เนตร (2556: บทคัดยอ่ ) ผลของโปรแกรมการออกกำลงั กายแบบประยุกตใ์ ชต้ ารางเก้าช่องทมี่ ตี ่อ สมรรถภาพทางกายของเจ้าหน้าทใ่ี นโรงพยาบาลรอ้ งกวาง จังหวัดแพร่ การวิจยั คร้งั นเ้ี ป็นการศกึ ษาเชงิ พรรณนา (Descriptive Study) ซึง่ มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ศึกษาสมรรถภาพทางกาย กอ่ นและหลังการเขา้ รว่ มโปรแกรมการออกกำลัง กายแบบประยุกต์ใชต้ ารางเกา้ ชอ่ งของเจ้าหนา้ ทีใ่ นโรงพยาบาลรอ้ งกวาง จงั หวัดแพร่ เพ่อื เปรยี บเทียบสมรรถภาพทางกาย กอ่ นและหลงั การเขา้ ร่วมโปรแกรมการออกกำลงั กาย แบบประยุกตใ์ ชต้ ารางเก้าช่องของเจา้ หนา้ ทใ่ี นโรงพยาบาลรอ้ งกวาง จงั หวดั แพร่ เลือกกลมุ่ ตวั อยา่ งทีใ่ ชใ้ นการศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) คือ เจา้ หนา้ ท่ีในโรงพยาบาล รอ้ งกวาง จงั หวดั แพร่ ที่มีความสมคั รใจ และมคี วามพรอ้ มทจี่ ะเขา้ รว่ มโปรแกรมการออกกำลังกายแบบประยกุ ต์ใช้ตาราง เกา้ ชอ่ ง จำนวนท้งั หมด 40 คน โดยใชส้ ถติ Pิ air t-test ที่ระดบั ความสำคัญทางสถิติ .05 ผลการศึกษา พบว่า กลุ่ม ตวั อยา่ งมีสมรรถภาพทางกายด้านความยดื หยุ่นของกลมุ่ กลา้ มเนื้อบรเิ วณตน้ ขาดา้ นหลังส่วนล่าง ด้านความแข็งแรงอดทน ของกลมุ่ กล้ามเน้อื บริเวณทอ้ ง ลำตัว ด้านความแข็งแรงอดทนของกลมุ่ กลา้ มเน้ือแขน ไหล่ หน้าอก และด้านความอดทน ของระบบหายใจและไหลเวยี นเลือด กอ่ นและหลงั เข้ารว่ มโปรแกรมการออกกำลงั กายแบบประยุกตใ์ ชต้ ารางเก้าช่องมี ความแตกต่างกนั อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั .05 สุรตั ิ จีระพงษ์ (2558: บทคดั ย่อ) ไดศ้ ึกษาพฒั นาแบบทดสอบ สมรรถภาพทางกลไกสำหรบั เดก็ ออทสิ ติกทม่ี อี าการระดับปานกลาง ผลการวจิ ัย พบว่า แบบทดสอบสมรรถภาพทางกลไก สาหรบั เดก็ ออทสิ ติกทม่ี ีอาการระดบั ปานกลางมี 8 รายการ คอื 1. การทดสอบการกลิ้งลกู บอลเขา้ เป้า 2. การทดสอบ การยืนทรงตวั ขาเดยี วบนขอนไม้ 3. การทดสอบการเดนิ บนคานทรงตัว 4. การทดสอบการเคลอื่ นทแ่ี ตะลูกบอลสี ซ้ายขวา 5. การทดสอบทุ่มลูกบอล 2 มือ 6. การทดสอบการยนื กระโดดไกล 7. การทดสอบการวง่ิ เกบ็ ลกู เทนนิส 2 จดุ 8. การ ทดสอบการว่งิ เรว็ ระยะทาง 20 เมตรผลการ วิจยั พบวา่ เครอื่ งมอื มีคณุ ภาพสูงทงั้ ในดา้ นความตรงตามเนอ้ื หา (IOC=0.97) มคี วามเทย่ี งอย่างมีนยั สำคัญทรี่ ะดับ .05 ทุกรายการทดสอบ มคี วามเปน็ ปรนัยอยา่ งมีนัยสำคญั ทร่ี ะดับ .05 ทกุ รายการทดสอบ และมเี กณฑม์ าตรฐานท่ผี ูว้ ิจยั สร้างขึน้ โดยแบง่ ระดับความสามารถออกเปน็ 5 ระดบั คอื ดมี าก ดี ปาน กลาง ต่ำ และตำ่ มากจากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ยี วข้องทงั้ ในประเทศและตา่ งประเทศ พบว่านักวชิ าการหลาย ทา่ นไดท้ าการศึกษาผลและวิธีการฝกึ การเคล่อื นไหวโดยใชต้ ารางเก้าชอ่ งในรปู แบบตา่ งๆ ซึง่ เปน็ กจิ กรรมหนึง่ ทสี่ ามารถ นำมาพฒั นาการเคลือ่ นไหวพนื้ ฐานของเดก็ ทม่ี คี วามบกพร่องทางการเรยี นรู้การเคลือ่ นไหวสำหรบั นักกฬี าได้ เพ่ือใหม้ ี สมรรถภาพทางกายทีด่ ขี นึ้ โดยมชี ่วงเวลาการฝกึ อยรู่ ะหวา่ ง 6–8 สัปดาห์ ตัวแปร ทีศ่ ึกษาท่เี กย่ี วข้องอาทิ เชน่ ความเร็ว ความคล่องแคลว่ วอ่ งไวความอ่อนตวั การทรงตัว ซึง่ ผูว้ ิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลและนำมาเปน็ กรอบแนวคดิ ในการศกึ ษาวิจัยใน คร้งั นี้

กรอบแนวคดิ การวจิ ยั แนวคิดและทฤษฎีทเี่ กี่ยวขอ้ ง - โปรแกรมการฝึกตารางเก้าชอ่ ง - ผลของการฝกึ ทกั ษะ 1. เด็กทมี่ ีความบกพร่อง - แบบทดสอบ ทักษะเคลอื่ นไหวพ้นื ฐาน การเคล่ือนไหวพ้นื ฐาน ทางการเรียนรู้ 2. แบบฝกึ ตารางเก้าช่อง 3. การเคล่อื นไหวพ้ืนฐาน - แบบอย่กู ับที่ - แบบเคลอ่ื นที่ - แบบประกอบอุปกรณ์ ภาพ 2.1 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย

บทที่ 3 วธิ ีดำเนินการวิจยั การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลของการฝึกตาราง 9 ช่อง ที่มีผลต่อการสร้างเสริมความคล่องแคล่ว วอ่ งไว ของนกั เรียนระดบั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ซึ่งผู้วจิ ัยได้ดำเนินการและเก็บรวบรวมขอ้ มลู มีขัน้ ตอน ดำเนนิ งานดังนี้ 1. ประชากร 2. เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวิจยั 3. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะหข์ ้อมูล 5. สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู ประชากร ประชากร คอื นกั เรียนโรงเรยี นสระบุรีวิทยาคม ปกี ารศกึ ษา 2565 จำนวน 40 คน ท่ีผ่าน การตรวจวนิ ิจฉัย ทางจิตวทิ ยาคลินกิ ตามเกณฑ์ประกาศของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร กล่มุ ตวั อยา่ ง คือ นักเรียนโรงเรยี นสระบุรีวทิ ยาคม ปีการศกึ ษา 2565 อายุ 14-18 ปี จำนวน 40 คน เป็น นักเรียนชาย 8 คน นกั เรยี นหญงิ 32 คน ทีผ่ า่ นการตรวจวินิจฉยั ทางจติ วิทยาคลนิ ิก และได้รบั การรับรองจากแพทย์ ว่ามีความบกพร่องทางการเรียนรู้ วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) กลุ่มตัวอย่างนี้ใช้ช่ือ สมมติคือ คนที่ 1. เด็กชายแดม ช่วยงาน (นามสมมติ) 2. เด็กชายโก้ ขยัน (นามสมมติ) 3. เด็กชายบิว กล้าหาญ (นามสมมติ) 4. เด็กชายหล่อ รักเรียน (นามสมมติ) 5. เด็กหญิงมุข มีเงิน (นามสมมติ) 6. เด็กหญิงอุ้ม สดใส (นาม สมมติ) 7. เด็กหญงิ น้ำ เยน็ ใจ (นามสมมติ) 8. เด็กหญิงโม ว่องไว (นามสมมติ) 9. เดก็ หญงิ เมย สุขสันต์ (นามสมมติ) การเก็บรวบรวมข้อมลู 1. เตรยี มโปรแกรมการฝึก อุปกรณ์ สถานที่ ส่งิ อำนวยความสะดวกในการฝกึ ซอ้ มและ เก็บรวบรวมขอ้ มูล 2. ชแ้ี จงผู้เข้ารับการฝกึ เก่ยี วกับการปฏิบัติ การแตง่ กายขณะฝกึ ซ้อมและขณะเกบ็ รวบรวม ข้อมูล 3. อธิบายรายละเอยี ดและสาธติ วธิ ีการทดสอบ วิธีการฝกึ ใหแ้ กผ่ ู้เข้ารบั การฝึกเข้าใจ อย่างถูกต้อง 4. ทดสอบความคล่องแคล่ววอ่ งไวก่อนการฝกึ (Pre-Test) โดยใชแ้ บบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไว ของ อลิ ลินอยส์ (Illinois agility test) (Getechell, 1979) และบนั ทึกผล 5. ฝกึ ด้วยโปรแกรมการฝึกตาราง 9 ชอ่ ง เป็นเวลา 6 สัปดาห์ สัปดาหล์ ะ 3 วนั ได้แก่ วนั จนั ทร์ วันพฤหัสบดี และวันศกุ ร์ วันละ 1 ชัว่ โมง (เวลา 15.30 – 16.30 น.) การวเิ คราะหข์ ้อมลู 1. หาคา่ เฉลย่ี (  ) และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ของผลการทดสอบความคลอ่ งแคล่ววอ่ งไว กอ่ นการฝกึ (Pre-Test) และหลงั การฝึก (Post Test) 2. เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งระหว่างคา่ เฉลี่ยของผลการทดสอบกอ่ นการฝกึ (Pre-Test) กบั หลังการฝกึ (Post Test) โดยใช้สถติ ิเปรยี บเทยี บ Dependent t - test ทรี่ ะดับนัยสำคญั ทางสถติ ิ .05 3. นำข้อมูลท่ีไดจ้ ากการวเิ คราะห์ นำเสนอในรูปของตารางประกอบคำบรรยายใต้ตาราง

สถติ ิที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมูล ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วจิ ัยได้ใชส้ ถิติการวิเคราะหข์ อ้ มลู ดังน้ี 1. ค่าเฉล่ยี (  )โดยคำนวณจากสตู ร  = x N เมอื่  แทน คะแนนเฉลยี่ ของกลุ่มตวั อย่าง N แทน จำนวนกลมุ่ ตวั อย่าง  x ∑ คอื ผลรวมของคะแนนทงั้ หมด 2. สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) จากสูตร  = n X 2 − ( X)2 n(n −1) เมือ่  แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน  x แทน ผลรวมทัง้ หมดของคะแนนแต่ละตัวยกกำลงั สอง ( x)2 แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมดยกกำลงั สอง n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 3. เปรยี บเทียบความแตกตา่ งระหว่างค่าเฉลยี่ ผลการทดสอบก่อนการฝกึ กับหลังการฝกึ โดยใช้สถิตเิ ปรียบเทยี บ Dependent t - test จากสูตร t = D n  D2 − ( D)2 n−1 เม่อื t แทน คา่ สถติ ทิ ใ่ี ชเ้ ปรียบเทยี บความมนี ัยสำคญั D แทน คา่ ต่างของคะแนนแต่ละคู่ n แทน จำนวนคู่ของกลมุ่ ตัวอย่าง  แทน ผลรวม

การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 1. ผู้วิจัยเก็บข้อมูลกับนักเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ในการเก็บข้อมูลและทดลอง ซึ่งกลุ่มตัวอย่าง ดังกล่าวได้รับการรับรองความบกพร่องและข้อเสนอแนะจากนักจิตวิทยาและแพทย์ว่าควรได้รับการ ฝึกพื้นฐาน เบื้องตน้ เช่น การควบคมุ ตนเองสหสัมพันธ์ดา้ นกลา้ มเน้ือการเคลื่อนไหว และควรได้รับการส่งเสริมด้านความจำและ สมาธิผ่านกิจกรรมการเล่น การเดินนับก้าว หรือการเดินบนเส้นแนวเดียวได้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการนำหนังสอื ขอความ ร่วมมือในการทำวิจัยโดยยึดหลกั จรรยาบรรณและเคารพในความเป็นมนุษย์ ของผู้ถูกวิจัย แนะนำตัวเองพร้อมแจง้ วตั ถุประสงคแ์ ละข้นั ตอนของการวิจยั ไมม่ ีการบังคับหรอื หลอกลวง เพอ่ื ท่จี ะได้ขอ้ มลู ผวู้ ิจัยจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบ ต่อผู้เข้าร่วมวิจัยทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยจะไม่ถูกบังคับให้ทำกิจกรรมใดๆ ในขณะที่ไม่ พรอ้ มหรอื ไม่มีความเต็มใจ และเพ่อื ไมใ่ ห้ข้อมูลส่วนบุคคลเปน็ ท่ีเปิดเผยหรือทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายต่อผู้ให้ ขอ้ มูล ผูว้ ิจยั ใหค้ วามมั่นใจ ต่อผู้เข้าร่วมการวิจัยว่าข้อมลู ทีไ่ ด้ในการวิจัยครัง้ นี้ ผวู้ จิ ัยจะนำไปใช้เพื่อการวิจัยเท่านน้ั โดย ได้รับความยนิ ยอมจากบุคคลที่ถูกวิจัยว่ายนิ ดใี ห้เข้าไปร่วมวจิ ัย และเรม่ิ กระบวนการดำเนนิ การวิจัย เม่ือผู้วิจัย ได้รับ อนุญาตการวิจัยในทุกกระบวนการสำหรับในช่วงเวลาทำการทดลอง เนื่องจากการทดลอง เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว รา่ งกายของเด็กบกพรอ่ งการเรยี นรู้ มคี วามเส่ียงที่กลมุ่ ตัวอย่างจะไดร้ ับการ บาดเจ็บหรอื ไดร้ ับอันตราย ผู้วิจยั ไดเ้ ตรยี ม ความพร้อมในเรื่องของวัสดุอุปกรณ์ในการทดลองที่จะช่วยลดความเสี่ยง อาทิเช่น เบาะรอง กรวยยาง และคอย ควบคมุ ดแู ลขณะการฝึกและทำการทดลองอย่างใกลช้ ดิ 2. เตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณแ์ ละสถานท่ี 3. ปฐมนิเทศ ชี้แจงขน้ั ตอนการฝึก วธิ ีการดำเนนิ การทดสอบแกผ่ ้เู ข้ารับการทดสอบโดยละเอียด 4. ทำการทดสอบกลุ่มทดลอง ด้วยแบบทดสอบทักษะการเคลอ่ื นไหวพน้ื ฐานกอ่ นการทดลอง (Pre-test) กับผเู้ รียนจำนวน 30 คน 5. ทำการฝกึ ตามโปรแกรมการฝึกด้วยตารางเกา้ ช่องจำนวน 8 รปู แบบ ทำการฝึกเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน วันจันทร์ วันพธุ และวนั ศุกร์ 6. นำกลุ่มทดลองมาทดสอบการเคล่ือนไหวพ้นื ฐานอกี ครง้ั (Post-test) ภายหลังการฝกึ สปั ดาห์ที่ 8 7. นำผลการทดสอบท่ไี ดจ้ ากการทดสอบกอ่ นการทดลองและหลังการทดลองสปั ดาหท์ ่ี 8 มาวเิ คราะห์ เพ่อื สรุปผลการวิจัยตอ่ ไป การวเิ คราะห์ข้อมลู 1. สถิตพิ นื้ ฐาน ได้แก่ คำนวณค่าเฉล่ีย (Mean) และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.) ของข้อมลู พืน้ ฐาน ไดแ้ ก่ อายุ นำ้ หนัก ส่วนสูง ของกลุ่มตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการวิจัย 2. การวิเคราะห์ขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณ ด้านคณุ ลกั ษณะพฒั นาการการเคลือ่ นไหวพน้ื ฐาน ก่อนการทดลอง และ หลังการทดลองสปั ดาหท์ ี่ 8 3. การวิเคราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพ จากการบันทกึ การสงั เกตพฤตกิ รรมการเคลอื่ นไหว โดยใชก้ ารวิเคราะห์ ตีความ ประมวลข้อมูลเปน็ ความเรียงโดยจำแนกรายบคุ คล 4. นำเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู ในรปู ตาราง แผนภมู ิและความเรียง 5. สถติ ิทใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 5.1 t-test dependent

ศึกษารายละเอียดข้อมูลจากเอกสาร วารสาร ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับนกั เรยี น และการเคลือ่ นไหว พนื้ ฐาน และแบบวดั ทักษะการเคล่ือนไหวพ้นื ฐาน กำหนดกล่มุ ตัวอยา่ งโดยใชว้ ิธกี ารเลอื กแบบเจาะจง (Purposive sampling) กลมุ่ ทดลอง 30 คน ทดลองครั้งท่ี 1 ทำการทดสอบกอ่ นการทดลอง (Pre-Test) การเคลือ่ นไหวแบบอยู่กับท่ี การเคลือ่ นไหว การเคล่อื นไหว แบบเคลื่อนที่ ประกอบอุปกรณ์ ฝึกตามโปรแกรมแบบฝึกตารางเกา้ ช่อง ทดลองครั้งท่ี 2 ทำการทดสอบหลงั การทดลอง สปั ดาหท์ ี่ 8 (Post-Test) วิเคราะหแ์ ละสรปุ ผลของข้อมลู จากการทดลอง . ภาพ 3.2 สรปุ ขน้ั ตอนในการวจิ

บทท่ี 4 ผลการวจิ ัย ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล การศึกษาวิจัยเรือ่ งการแก้ไขปญั หาการเคลอ่ื นไหวพ้นื ฐานตาราง 9 ช่อง ของนกั เรยี นระดบั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นสระบรุ ีวิทยาคม จำนวน 40 คน แบง่ เปน็ นกั เรยี นชาย 8 คน และนกั เรียนหญงิ 32 คน ซึง่ ผู้วิจยั ได้นำผลการ ทดสอบทักษะการเคลอื่ นไหวเบือ้ งต้นกอ่ นการฝกึ (Pre Test) และหลงั การฝกึ (Post Test) มาทำการวิเคราะห์ขอ้ มูลและ นำเสนอ ดงั นี้ สัญลกั ษณใ์ นการวเิ คราะห์ข้อมูล X แทน คะแนนเฉลยี่ ของกลุม่ ตัวอยา่ ง S.D. แทน สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน n แทน จำนวนกลุม่ ตวั อยา่ ง t-test แทน คา่ สถิตทิ ่ใี ชพ้ ิจารณาการกระจายของคา่ ที * แทน มนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .05 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำผลที่ได้จากการทดสอบมาดำเนินการวิเคราะห์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป คอมพิวเตอร์ เพ่ือหาค่าสถติ ใิ นการวิเคราะหข์ ้อมลู ดังนี้ 1. หาคา่ เฉลย่ี (  ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ของผลการทดสอบความคล่องแคลว่ ว่องไวก่อนฝึก (Pre- Test) และหลังการฝกึ (Post Test) 2. เปรียบเทยี บความแตกต่างระหวา่ งคา่ เฉลย่ี ของผลการทดสอบก่อนการฝกึ (Pre-Test) กับหลงั การฝึก (Post Test) โดยใชส้ ถิติเปรยี บเทียบ Dependent t - test ที่ระดับนัยสำคญั ทางสถิติ .05 3. นำขอ้ มลู ท่ีได้จากการวิเคราะห์ นำเสนอในรปู ของตารางประกอบคำบรรยายใต้ตาราง ตารางท่ี 1 แสดงค่าเฉลยี่ (  ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) ของผลการทดสอบการเคลือ่ นไหวพืน้ ฐานก่อนฝกึ (Pre- Test) และหลังการฝกึ (Post Test) ของนกั เรยี นระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 4 ระยะเวลา N x   D D t กอ่ นการฝึก Pre Test หลังการฝึก Post Test 40 3413.01 16.77 2.47 49.12 4.70 40.40* 40 2558.3 13.07 0.80 * แตกต่างกนั อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .05 จากตารางท่ี 1 แสดงให้เหน็ วา่ นักเรียนระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 มีผลการทดสอบการเคลื่อนไหวพ้นื ฐาน ก่อน การฝกึ ดว้ ยโปรแกรมการฝึกตาราง 9 ช่อง มคี า่ เฉลย่ี (  ) เท่ากับ 16.77 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( ) เทา่ กบั 2.47 และ ผลการทดสอบการเคลอื่ นไหวพนื้ ฐาน หลงั จากการฝกึ ดว้ ยโปรแกรมการฝกึ ตาราง 9 ชอ่ ง มีคา่ เฉลีย่ (  ) เท่ากับ 13.07 สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน ( ) เท่ากบั 0.80 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทยี บความแตกต่างค่าเฉล่ยี ของผลการทดสอบการเคลอ่ื นไหวพนื้ ฐานดว้ ยตารางเกา้ ช่อง กอ่ นการฝึกและหลังการฝกึ ด้วยโปรแกรมการฝึกตาราง 9 ชอ่ ง พบว่า ความแตกตา่ งคา่ เฉล่ยี (  ) ของจำนวนวนิ าทีจาก การทดสอบการเคล่อื นไหวพ้นื ฐาน ของนกั เรยี นระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4 ก่อนการฝกึ และหลงั การฝกึ แตกตา่ งกันอย่างมี นยั สำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05

การวิจัยเรื่อง ผลของการฝึกตารางเกา้ ช่องที่มีตอ่ ทกั ษะการเคลื่อนไหวพื้นฐานของนกั เรียนกลุ่มบกพร่องทางการ เรียนรู้ ผูว้ จิ ัยไดท้ ำการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลการทดสอบการเคลื่อนไหวพ้นื ฐาน โดยผู้วจิ ยั ได้นำเสนอการวิเคราะห์ ข้อมูลเชิงปริมาณ และเชงิ คณุ ภาพ โดยนำเสนอเป็น 3 ข้นั ตอนดงั น้ี ตอนที่ 1 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลพน้ื ฐาน ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู เชงิ ปริมาณ ในการทดสอบความสามารถการเคล่ือนไหวพน้ื ฐานของกลุ่มตัวอย่าง และผลการทดสอบความสามารถในการเคลอื่ นไหวรา่ งกายขณะรา่ งกายอยกู่ ับที่ การเคลอื่ นไหวขณะร่างกายเคล่อื นที่ และ การเคลอ่ื นไหวร่างกายประกอบอปุ กรณ์ ของกลุ่มทดลอง กอ่ นการทดลองและหลงั ทดลองสปั ดาห์ท่ี 8 ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยประเมินจากแบบสังเกตพฤติกรรมการเคลื่อนไหวบนตารางเก้า ชอ่ ง ในช่วงท่ี 1 (สปั ดาห์ที่ 1 -4 ) และช่วงท่ี 2 (สปั ดาห์ที่ 5 - 8)

บรรณานุกรม กัณฑิมา เนียมโภคะ. 2546. ผลของการฝกความเร็วของสเต็ปเทาในรูปแบบตาง ๆ ที่มีตอความเร็ว ในการว่งิ ระยะทาง 50 เมตร. วิทยานิพนธปริญญาโท, มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ. สุคนธทิพย เกดิ เจรญิ . 2551. การฝกตาราง 9 ชอง บนโตะเรียนทร่ี ะดับความเร็ว 90 และ120 คร้ังตอ นาที ที่มีตอเวลาปฏกิ ิรยิ าตอบสนองของมือในนักเรียนชายอายุ 7-8 ป. วทิ ยานิพนธปรญิ ญาโท, มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ. เจริญ กระบวนรัตน. 2538. เทคนิคการฝกความเร็ว. ภาควิชาวิทยาศาสตรการกีฬา, คณะ ศึกษาศาสตร, มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ. _______. 2545. หลักการฝกและเทคนิคการฝกกรีฑา. ภาควิชาวิทยาศาสตรการกีฬา, คณะศึกษาศาสตร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, กรุงเทพฯ. _______. 2548. ความเป นมาของตาราง 9 ช องกับการพัฒนาสมอง. ภาควิชาวิทยาศาสตร การกีฬา. คณะศกึ ษาศาสตร, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ. _______. 2548. นวัตกรรมทางการศึกษากับตาราง 9 ช อง. ภาควิชาวิทยาศาสตร การกีฬา, คณะ ศึกษาศาสตร, มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร, กรงุ เทพฯ. ผาณติ บิลมาศ. (2530). การวัดทกั ษะทางกฬี า. กรุงเทพฯ: ภาควชิ าพลศกษึ า คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนคี รนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร. วนิ ยา สุนทรเสณ.ี (2542). การทดลองสมรรถภาพทางกาย. กรงุ เทพฯ: เสมาธรรม. Johnson, B. L., & Nelson, J. K. (1986). Practical measurements for evaluation in physical education (4th ed.). Minneapolis, MN: Burgess.

ภาคผนวก

โปรแกรมการฝกตาราง 9 1. อบอนุ รางกาย 6 นาที โดยการวงิ่ เหยาะๆ 2. ยดื เหยยี ดกลามเน้อื 10 นาที 3. ทาํ การฝกตามรูปแบบการเคลือ่ นไหว 5 รปู แบบ เชตละ 3 ครงั้ ๆ ละ 3 นาที พกั ระหว่างเซต 2 นาที 4. คลายอนุ 6 นาที โดยการวิ่งเหยาะๆ 5. ยดื เหยียดกลามเน้ือ 10 นาที รปู แบบการเคลื่อนไหวบนตาราง 9 ชอง รูปแบบที่ 1 “กาวออกดานขาง” ภาคผนวก ค หมายเหตุ : หมายถงึ เท้าขวา หมายถึง เท้าซา้ ย

รปู แบบท่ี 2 “กาวขนึ้ ลง 3 ชอง” ใบบนั ทกึ คะแนนการทดสอบการเล่นลกู สองมอื ล่าง หมายเหตุ : หมายถงึ เท้าขวา หมายถึง เทา้ ซา้ ย

รูปแบบที่ 3 “กากบาท” หมายเหตุ : หมายถึง เท้าขวา หมายถึง เท้าซ้าย

รปู แบบที่ 4 “สี่เหลี่ยมขาวหลามตัด” หมายเหตุ : หมายถึง เท้าขวา หมายถงึ เทา้ ซา้ ย

รูปแบบที่ 5 “รศั มีดาว” หมายเหตุ : หมายถึง เท้าขวา หมายถึง เท้าซ้าย

รปู แบบท่ี 6 “กา้ วทแยงมุมแบบรัศมีดาว” แบบที่ 6 “ก้าวทแยงมุมแบบรัศมีดาว” ท่าเตรียมเท้าทั้งสองข้างยืนอยู่ที่ช่องหมายเลข 5 จากนั้นเริ่มตน้ ด้วยก้าวเท้าซ้ายเฉียงลงไปที่ช่องหมายเลข 1 ก้าวเท้าขวาเฉียงขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 9 และก้าวเท้าซ้ายกลับมาที่ ช่องหมายเลข 5 พร้อมด้วยก้าวเท้าขวากลับไปที่ช่องหมายเลข 5 เช่นกัน ต่อด้วยก้าวเท้าซ้ายเฉียงขึ้นไปที่ช่อง หมายเลข 7 ก้าวเท้าขวาเฉียงลงไปที่ช่องหมายเลข 3 จากนั้นก้าวเท้าซ้ายกลับมาที่ช่องหมายเลข 5 ก้าวเท้าขวา กลบั มาชอ่ งหมายเลข 5

รูปแบบที่ 7 “กา้ วเฉยี งเป็นรูปตวั v” แบบที่ 7 “กา้ วเฉยี งเปน็ รูปตัว v” ท่าเตรียมยืนด้วยเท้าทงั้ สองขา้ งอยู่ทชี่ ่องหมายเลข 2 เริม่ ต้นด้วยก้าวเทา้ ซ้ายขึ้นไปที่หมายเลข 7 ก้าวเท้าขวาขึ้นไปที่ช่องหมายเลข 9 ต่อด้วยก้าวเท้าซ้ายกลับมาที่ช่องหมายเลข 2 และ สดุ ทา้ ยก้าวเท้าขวากลบั มาท่ีชอ่ งหมายเลข 2

รูปแบบที่ 8 “ก้าวสามเหลี่ยม” แบบที่ 8 “กา้ วสามเหล่ยี ม” ทา่ เตรียมยนื ด้วยเท้าทงั้ สองขา้ งในช่องหมายเลข 2 จากนั้นเริ่มต้นกา้ วเทา้ ซ้าย ขึ้นไปที่ชอ่ งหมายเลข 8 ตามด้วยก้าวเท้าขวาขึน้ ไปทีช่ ่องหมายเลข 8 จากนั้นถอยเท้าซา้ ยลงมาที่ช่องหมายเลข 1 ถอยเท้าขวาลงมาที่ช่องหมายเลข 3 ต่อด้วยก้าวเท้าซ้ายกลับมาที่ช่องหมายเลข 2 และก้าวเท้าขวากลับมาที่ช่อง หมายเลข 2 ด้วย

รูปแบบที่ 9 “ก้าว-ชิด สามเหล่ยี มซ้อน” แบบที่ 9 “ก้าว-ชิด สามเหลี่ยมซ้อน” เริ่มด้วยท่าเตรียมยืนดว้ ยเท้าทั้งสองข้างอยู่ที่ช่องหมายเลข 2 ก้าว เทา้ ซ้ายขนึ้ ไปที่ชอ่ งหมายเลข 4 ก้าวเทา้ ขวาไปทช่ี ่องหมายเลข 6 ต่อดว้ ยก้าวเทา้ ซ้ายเข้ามาที่ ช่องหมายเลข 5 ก้าว เท้าขวาเข้ามาชอ่ งหมายเลข 5 ด้วย จากน้ันก้าวเทา้ ซ้ายข้นึ ไปท่ีชอ่ งหมายเลข 7 กา้ วเท้าขวาขน้ึ ไปท่ีช่องหมายเลข 9 กา้ วเทา้ ซา้ ยเข้ามาที่ช่องหมายเลข 8 พร้อมกับกา้ วเท้าขวาเข้ามาที่ชอ่ งหมายเลข 8 ด้วย จากน้ันทำย้อนกลับลง ไปสูช่ อ่ งเริม่ ต้น

แบบทดสอบความคล่องแคลว่ ว่องไว ของอลิ ลนิ อยส์ (Illinois agility test) (Getechell, 1979) ภาพประกอบที่ 10 แบบทดสอบความคล่องแคล่ววอ่ งไว ของอลิ ลนิ อยส์ จุดมุ่งหมาย - เพื่อทดสอบความสามารถทางสมรรถภาพดา้ นความคลอ่ งตวั วธิ ีการทดสอบ 1. ให้ผู้รบั การทดสอบอยู่ในทา่ เตรียมวงิ่ เมอ่ื ได้รบั คำส่งั “Go” ใหว้ ่งิ ออกจากจดุ เร่ิมต้น (Start) จดุ ที่ 1 ให้เร็วทสี่ ุดเท่าท่ีจะสามารถทำได้ไปยังจุดที่ 2 ซ่ึงอยหู่ ่างจากจุดเรม่ิ ตน้ 10 เมตร 2. จากจุดที่ 2 ใหว้ งิ่ ยอ้ นกลบั อย่างรวดเรว็ เพื่อวง่ิ อ้อมกรวยทวี่ างไว้ทัง้ 4 จุดแล้ววิ่งออ้ ม กรวยยอ้ นกลบั มา พรอ้ มกบั วิง่ เรว็ ทส่ี ุดไปยงั จดุ ท่ี 3 3. จากจุดท่ี 3 ใหว้ ่ิงย้อนกลับอย่างเร็วทส่ี ุดไปยังจุดที่ 4 เปน็ จดุ สิ้นสุด ผทู้ ดสอบจะ สมบูรณ์เมอ่ื หยุดเวลา และกรวยไมล่ ม้ หรือขา้ มเสน้ จดุ ส้นิ สดุ (Finish)

ใบบันทึกคะแนนการทดสอบความคลอ่ งแคลว่ ว่องไว เรือ่ ง ผลของการฝึกตาราง 9 ชอ่ งที่มีผลต่อความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว ของนักเรยี นระดับมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 โรงเรียนสระบรุ วี ิทยาคม ลำดบั ที่ ชอ่ื – นามสกุล ผลการทดสอบก่อนการฝึก ผลการทดสอบหลังการฝึก ลงชื่อ .......................................................... ผู้ทดสอบ (ครูชวลิต ธนโกไสย)


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook