บทที่ 1 บทนา 1. ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา เน่ืองจากมดเป็ นสตั วท์ ี่ไมม่ ีที่อยแู่ น่นอน สามารถอยูไ่ ดท้ ุกๆท่ี ไม่วา่ จะเป็นหอ้ งอาหาร หนา้ บา้ น หรือแมก้ ระทงั่ หอ้ งน้า จึงทาใหม้ ดเป็นปัญหาท่ีทุกคนเคยประสบพบเจอกบั ตนเองเป็นปัญหาท่ีเกิดใน ชีวติ ประจาวนั เป็ นปัญหาเล็กๆที่ทาใหม้ นุษยเ์ กิดความราคาญ จึงทาใหค้ นคิดหาทางแกป้ ัญหาน้ีโดยการ ใชส้ ารเคมี โดยการใชส้ ารเคมีในการกาจดั มดน้ีมีอนั ตรายจากสารเคมีซ่ึงเป็นส่วนประกอบของ ผลิตภณั ฑ์ เม่ือใชไ้ ประยะเวลาตอ่ เน่ืองจะเกิดการสะสมสารพษิ ในร่างกาย จนทาให้เกิดโรคตามมา มดเป็นส่ิงมีชีวติ ท่ีหาอาหารเป็ นกลุ่ม จึงทาใหเ้ ม่ือมดข้ึนอาหารหรือส่ิงอื่นๆมนั จึงข้ึนเป็นจานวน มากทาใหก้ ารจดั การหรือกาจดั มนั ทาไดย้ ากกวา่ สตั วอ์ ่ืน กลุ่มของขา้ พเจา้ จึงลองคิดคน้ วธิ ีการท่ีมี ประสิทธิภาพและไมม่ ีผลเสียที่อนั ตรายต่อสุขภาพ สามารถใชไ้ ดท้ ุกๆพ้ืนท่ีในบา้ นได้ กลุ่มของขา้ พเจา้ ไดท้ าการศึกษาหาขอ้ มูลเก่ียวกบั ชอลก์ ที่วางขายตามทอ้ งตลาดทวั่ ไปวา่ ทาไทจึง สามารถไล่มดได้ เราจึงลองศึกษาขอ้ มูลตอ่ ไปวา่ มีอะไรบา้ งท่ีสามารถนามาทดแทนสารเคมีใน ผลิตภณั ฑ์ เราจึงคน้ พบวา่ เปลือกไขม่ ีคุณสมบตั ิที่คลา้ ยคลึงเพราะเปลือกไข่มี CaCo3 มีความีเป็นด่างจึง สามารถไล่มดได้ แลว้ เปลือกไขส่ ามารถหาไดง้ ่าย จึงเหมาะท่ีจะนามาทาชอลก์ ไล่มดได้
2 2. วตั ถุประสงค์ 1.เพอ่ื เปรียบเทียบประสิทธิภาพของชอลก์ จากเปลือกไข่แปรรูปกบั ชอลก์ ตามทอ้ งตลาด 2.เพอื่ หาวสั ดุธรรมชาติที่เป็ นไม่อนั ตรายมาทดแทนการใชส้ ารเคมี 3. สมมุตฐิ าน 1.ชอลก์ ไล่มดจากเปลือกไข่สามารถไล่มดได้ 2.ชอลก์ ไล่มดจากเปลือกไขม่ ีประสิทธิภาพในการไล่มดเทา่ กบั ชอลก์ ตามทอ้ งตลาด 4. ขอบเขตของการศึกษา การศึกษาการทาชอลก์ ไล่มดจากเปลือกไข่คร้ังน้ีศึกษาเฉพาะการนาเปลือกไข่มาไล่มดท่ี บริเวณ................................เท่าน้นั การทาเปลือกไขไ่ ล่มดน้ีมีการกาหนดเวลาท่ีใชใ้ น การศึกษาระหวา่ งเดือนสิงหาคม-กนั ยายน พ.ศ.2565 5. ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รับ 1.ไดท้ ราบวา่ เปลือกไข่สามารถไล่มดได้ 2.สามารถนาเปลือกไข่มาทาเป็นยากนั มดไวใ้ ชเ้ องและเผยแพร่ในชุมชนได้ 3.สามารถกาจดั มดไดโ้ ดยไม่ตอ้ งเสียค่าใชจ้ า่ ยจานวนมาก 4.ไดช้ อลก์ ไล่มดท่ีปราศจากสารเคมีท่ีทาใหเ้ กิดอนั ตรายต่อมนุษย์ สตั วแ์ ละส่ิงแวดลอ้ ม
3 บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้อง การศึกษาในคร้ังน้ี ผศู้ ึกษาไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง โดยแบง่ เน้ือหาของ เอกสารและงานวจิ ยั ออกเป็นหวั ขอ้ ต่างๆ ดงั น้ี 2.1 เอกสาร 2.1.1 ชอลก์ ไล่มด ชอลก์ ไล่มดตามทอ้ งตลาด เป็นยาฆ่าแมลงท่ีนินมใชม้ ากในครัวเรือน ออกฤทธ์ิกาจดั มด แมลงสาบ แชะปลวก โดยใชต้ ามมุมหอ้ ง รอบขาตูอ้ าหาร และรอบถงั ขยะ สารสาคญั ท่ีออกฤทธ์ิฆ่า แมลงคือ deltamethrin นอกจากน้ียงั เป็นส่วนประกอบสาคญั ในชอลก์ ขีดกาจดั มดอีกดว้ ย แลว้ ยงั พบวา่ ในบางประเทศไดน้ ามาใชพ้ ฒั นาใชเ้ ป็นยาฆ่าแมลงชนิดอ่อน เช่น albimanus และ leishmani ainfantum จดั เป็นยาฆา่ แมลงในกลุ่ม pyrethroids ท่ีถูกสังเคราะห์ข้ึน ดว้ ยปฏิกิริยาเคมี ซ่ึงเป็นพษิ ต่อเน้ือเยอื่ ประสาทและระบบภูมิคุม้ กนั 2.1.1.1 กระบวนการทาชอลก์ ไล่มดตามทอ้ งตลาด ไม่มีระบุกระบวนการทาจากบริษทั ผลิตชอลก์ 2.1.2 เปลือกไข่ไก่
4 เปลือกไข่ คือ เปลือกที่มีสีน้าตาลหรือสีขาว ข้ึนอยกู่ บั สายพนั ธุ์ของแมไ่ ก่ สีของไขไ่ มม่ ีผล ตอ่ คถณคา่ ทางโภชนาการของไข่ ส่วนประกอบสาคญั ของเปลือกไข่คือ แคลเซียมเป็นส่วนใหญ่ มี ลกั ษณะทางชีวภาพเป็นแทง่ ๆ มีคอลลาเจนเป็นตวั ตาข่าย และมีหินปูนทาใหเ้ ปลือกไข่แขง็ มีสารเคลือบ ที่สามารถป้องกนั เช้ือแบคที่เลียไม่ใหเ้ ขา้ ไปในไข่ได้ ความแขง็ แรงของเปลือกไขข่ ้ึนอยกู่ บั อายแุ ละการ กินอาหารของแม่ไก่ เปลือกไข่มีการป้องกนั การเน่าเสียของจุลินทรีย์ 2.1.3 ปูนปลาสเตอร์ ปูนปลาสเตอร์ เป็นสิ่งท่ีทามาจากแร่ยปิ ซมั ซ่ึงมีชื่อเรียกทางเคมีวา่ แคลเซียมซลั เฟตไดไฮเดรต ในโครงสร้างผลึกจะมี 2 หน่วยตอ่ แคลเซียมซลั เฟต 1 หน่วย เมื่อนายปิ ซมั มาดผาแคบไซต์ น้า บางส่วนจะระเหยออกไปกลายเป็ นปูนปลาสเตอร์ 2.1.3.1 กระบวนการทาปูนปลาสเตอร์ ไม่มีการระบุการทาจากบริษทั ผลิตปูนปลาสเตอร์ 2.1.4 ดินสอพอง ดินสอพอง คือหินปูนเน้ือมาร์คท่ีเป็นดินท่ีเป็ นสารประกอบแคลเซียมคาร์บอเนตดป็นส่วน ใหญ่ เม่ือเอามะนาวบีบใส่ น้ามะนางซ่ึงเป็นกรดจะทาปฏิกิริยากบั แคลเซียมเป็นฟองฟูข้ึนมา กเ็ ห็นวา่ ดินน้นั มีการพองตวั ข้ึนมาจึงเรียกวา่ ดินสอพอว ใชใ้ นการทาธูป ทาปูนซีเมนต์ 2.1.4.1กระบวนการทาดินสอพอง ไมม่ ีระบุกระบวนการทาจากบริษทั ผลิตดินสอพอง
5 2.2งานวจิ ยั 2.2.1 งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั เปลือกไข่ การศึกษาการดูดซบั โลหะหนกั แคดเม่ียนดว้ ยเปลือกไข่ โดยศึกษาผลของความเขม้ ขน้ เริ่มตน้ ของสารละลาย(25-100มล./ลิตร) ค่าph ของสารละลายเร่ิมตน้ (3-11) อุณหภูมิ(25- 55°C) ขนาดของอนุภา(14-30,35-60,80-100 และ 130-140 เมช) และปริมาณของ เปลือกไข่(10-70 กรัม/ลิตร) พบการดูดซบั แคดเมี่ยนเกิดข้ึนอยา่ งรวดเร็วในช่วน30นาทีแรก และ เขา้ สู่สภาวะสมดุลหลงั จากเวลาผา่ นไป 300 นาที โดยผลจากการเพิม่ ปริมาณเปลือกไข่ในสารละลาย และการลดขนาดของเปลือกไข่ ทาใหพ้ ้นื ที่ผวิ ของการดูดซบั เพิ่มข้ึนส่งผลใหเ้ พม่ิ ประสิทธิภาพการดูด ซบั สูงข้ึนตามไปดว้ ย และท่ีความเขม้ ขน้ เริ่มตน้ ของสารละลายแคดเม่ียนต่า(25 มิลลิกรัม/ลิตร) เปลือกไขม่ ีประสิทธิภาพในการลดแคดเม่ียนต่าไดด้ ีกวา่ ความเขม้ ขน้ เร่ิมตน้ ที่สูงเนื่องจากสัดส่วนของ active sites บนผวิ เปลือกไข่ตอ่ ปริมาณ ตวั ดูดซบั ท่ีความเขม้ ขน้ เร่ิมตน้ ต่ามีค่ามากกวา่ ที่ความ เขม้ ขน้ เริ่มตน้ สูง และการดูดซบั แคดเม่ียนจะสูงข้ึนตามอุณหภูมิท่ีเพิ่มข้ึน ซ่ึงแสดงวา่ การดูดซบั เป็น ปฏิกิริยาดูดความร้อนสามารถอธิบายการดูดซบั ดว้ นสมการของ fruedlich สาหรับการศึกษา จลนพลศาสตร์พบการดูดซบั เป็นปฏิกิริยาอนั ดบั ท่ี1.1-1.6 จากความสัมพนั ธ์ของการเปลี่ยนแปลง คา่ ความเขม้ ขน้ ของแคดเม่ียนในสารละลาย(logCt) กบั อตั ราการดูดซบั (log rate) นอกจากน้ี สารละลายที่มีคา่ pH สูงบนเปลือกไขจ่ ะมีปริมาณโปรตอนลดลง กลุ่มออกไซด,์ ไฮดรอกไซดแ์ ละ ออกซีไฮดรอกไซดบ์ นผวิ เปลือกไข่จึงจบั ตวั กบั โลหะหนกั ไดม้ ากข้ึนเกิดเป็น metal carbonate ท่ีไม่ละลายน้า ดร.นาวนิ วริ ิยะเอี่ยมพิกุล นกั วจิ ยั ศูนยน์ าโนเทคโนโลยแี ห่งชาติ (นาโนเทค)สานกั งานพฒั นา วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยแี ห่งชาติ
6 1. ความหมายของ... ( ตวั แปรท่ีศึกษา : ถา้ มีมากกวา่ 1 ใหแ้ ยกขอ้ ) 2. แนวคิด/ทฤษฎีในเรื่อง... ( ตวั แปรที่ศึกษา : ถา้ มีมากกวา่ 1 ใหแ้ ยกขอ้ ) 3. ความสาคญั ของ... ( ตวั แปรที่ศึกษา : ถา้ มีมากกวา่ 1 ใหแ้ ยกขอ้ ) 4. องคป์ ระกอบของ... ( ตวั แปรท่ีศึกษา : ถา้ มีมากกวา่ 1 ใหแ้ ยกขอ้ ) 5. งานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวขอ้ ง 5.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 5.2 งานวจิ ยั ตา่ งประเทศ นามาจาก ••ตารา••บทความทางวชิ าการ••ส่ิงพิมพต์ ่าง ๆ
7 บทท่ี 3 วิธดี าเนินการศึกษาค้นควา้ (เกร่นิ นา) ในการศึกษาคร้งั นี้ ผศู้ กึ ษาไดท้ าการศึกษา..............................(ชอื่ เรอื่ ง)........................ ซ่ึงมวี ธิ กี ารดังน้ี 1. ระเบียบวิธที ี่ใชใ้ นการศกึ ษา ในการศึกษาใช้รปู แบบการสารวจ สืบคน้ ขอ้ มลู จากหนังสือ อินเตอรเ์ น็ต และตอบ แบบสอบถาม 2. ประชากร/กล่มุ ตวั อย่าง 2.1 ประชากร ประชากรทใ่ี ช้ในการศึกษาคร้ังน้ี เป็นนกั เรยี นระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่........(ตามตวั อย่างของ นกั เรียน)...... โรงเรียนปัว ปกี ารศกึ ษา 25... จานวน.................ห้องเรยี น เป็นนักเรียนทั้งสิ้น........คน 2.2 กลุ่มตัวอย่าง ให้เขยี นวา่ กลุ่มตวั อย่างไดม้ าโดยวิธใี ด มขี น้ั ตอนอยา่ งไรบา้ ง กล่มุ ตวั อยา่ งทใ่ี ชใ้ นการศึกษาครัง้ นไ้ี ด้แกน่ กั เรยี นระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่..(ตามตัวอย่างของ นกั เรยี น)..... โรงเรียนปวั ปกี ารศกึ ษา 25... จานวน............หอ้ งเรียน เป็นนักเรยี นทง้ั สิ้น........คน ได้มา โดยสุ่มอย่างงา่ ย เพื่อตอบแบบสอบถามท่ีสรา้ งขนึ้ 2.3 ระยะเวลาท่ีใช้ในการศกึ ษา ระยะเวลาทีใ่ ช้ในการศึกษา ในปกี ารศกึ ษา 25...
8 3. วธิ ดี าเนินการศึกษา ผศู้ กึ ษาไดด้ าเนินการตามข้นั ตอนดังน้ี 3.1 กาหนดเร่ืองท่ีจะศึกษา โดยสมาชิกทง้ั ..... คน ประชุมรว่ มกนั และร่วมกนั คดิ และวางแผน ว่าจะศึกษาเรื่องใด ( สมาชกิ กลุม่ ทั้ง ..... คน ได้มาโดยนาผลการเรยี นวชิ าภาษาไทยพ้ืนฐาน มาจัด แบ่งกลุ่ม เก่ง กลาง อ่อน) 3.2 สารวจปญั หาท่ีพบในโรงเรยี น ซง่ึ มที งั้ ปัญหาดา้ นผู้เรยี น ครผู ้สู อน อาคาร สถานท่ี สิง่ แวดล้อมในโรงเรยี น ฯลฯ 3.3 เลอื กเรอื่ งที่จะศึกษา โดยเลอื กเร่ืองที่สมาชิกมคี วามสนใจมากท่ีสดุ เพื่อเป็นแรงจงู ใจในการ คน้ หาคาตอบ 3.4 ศกึ ษาแนวคิดในการแกป้ ัญหา ( ในขอ้ น้ยี ังไมส่ ามารถดาเนินการได้เน่ืองจาก การเรียน รายวชิ า IS1 เวลามจี ากดั ผู้ศึกษาจึงทาไดเ้ ฉพาะการสารวจความคดิ เห็นและสร้างเครื่องมอื (แบบสอบถาม) ศึกษาเพียงเพ่ือใหม้ ีความรู้ ความเข้าใจ เรือ่ งกระบวนการวิจัยเท่านนั้ 3.5 ต้ังช่อื เรื่อง 3.6 สมาชิกทง้ั ..... คนของกลุ่ม พบครูผูส้ อนเพอื่ ปรึกษา วางแผนและรบั ฟงั ความคิดเหน็ ปรบั ปรงุ แก้ไข 3.7 เขียนความสาคัญความเป็นมาของปัญหา วตั ถปุ ระสงค์ สมมุติฐาน ขอบเขตการวิจัยและ ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ โดยศึกษาข้อมูลจากหนงั สือ วิทยานพิ นธ์และสบื ค้นขอ้ มูลจากอินเตอรเ์ นต็ และจดบนั ทึกในโครงร่างรายงานเชิงวิชาการ (ตามใบงาน) 3.8 สร้างเคร่อื งมือ ท่เี ป็นแบบสอบถาม จานวน............ข้อ 3.9 นาเคร่อื งมอื ท่ปี รบั ปรงุ แล้วไปใชก้ บั กลุ่มตัวอย่าง 3.10 รวบรวมขอ้ มูล 3.11 วิเคราะหข์ ้อมลู 3.12 สรุปการศึกษา 4. เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการศึกษา เครื่องมือท่ีใชใ้ นการศึกษาครัง้ น้ี คือ แบบสอบถาม ( หรอื แบบประเมนิ ความพึงพอใจ) 1 ฉบับ ซ่งึ มีรายละเอียดดงั น้ี
9 4.1 ออกแบบแบบสอบถาม เร่ือง ............................................................................โดยขอ คาแนะนาจากที่ปรึกษาหรือผู้สอน โดยเตรยี มรา่ งข้อคาถาม มีลักษณะเป็นข้อคาถามจานวน...............ขอ้ เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณ 5 ระดบั คือ 5 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยมากทีส่ ุด 4 หมายถงึ เห็นดว้ ยมาก 3 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยปานกลาง 2 หมายถึง เห็นดว้ ยนอ้ ย 1 หมายถึง เห็นดว้ ยน้อยที่สุด การพิจารณาค่าเฉล่ยี จะใช้เกณฑด์ ังน้ี ค่าเฉลยี่ 4.51 – 5.00 หมายถึง เห็นดว้ ยมากท่สี ุด คา่ เฉลยี่ 3.51 – 4.50 หมายถึง เหน็ ด้วยมาก คา่ เฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยปานกลาง คา่ เฉล่ีย 1.51 – 2.50 หมายถงึ เหน็ ด้วยน้อย ค่าเฉลย่ี 1.00 – 1.50 หมายถึง เห็นดว้ ยนอ้ ยทส่ี ดุ 4.2 สรา้ งแบบสอบถาม เรื่อง..............................................................................โดยขอคาแนะนา จากทปี่ รึกษาหรือผ้สู อน จากนัน้ นามาปรับปรงุ แก้ไข แล้วนาไปตรวจสอบความเหมาะสม 4.3 นาแบบสอบถามเรอ่ื ง................................................................ทแ่ี กไ้ ข ปรับปรุงแลว้ ให้กลมุ่ ตัวอยา่ งประเมิน หลังจากนน้ั นาผลทไี่ ดม้ าหาคา่ เฉลีย่ 5. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล การศึกษาคร้ังนี้ไดด้ าเนินการโดยนาแบบสอบถามท่สี ร้างขึ้นให้นักเรียนกลุ่มตวั อยา่ งตอบ จานวน ..........คน และเกบ็ รวบรวมข้อมูลจากนักเรียน ท่เี ปน็ กลมุ่ ตัวอยา่ ง โดยผ้ศู กึ ษาทงั้ ..... คน ดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ดว้ ยตนเอง 6. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ในการวิเคราะหข์ ้อมลู ผศู้ กึ ษาได้วิเคราะหข์ ้อมลู ดงั น้ี 6.1 นาแบบสอบถามทงั้ หมดท่ตี อบโดยนกั เรยี นกลุม่ ตวั อย่าง มาหาคา่ คะแนนรวม 6.2 นาผลรวมมาคดิ ค่าร้อยละและการหาคา่ เฉลย่ี
10 7. สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการศึกษา สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการศึกษาครง้ั น้ี คือ รอ้ ยละและการหาค่าเฉลย่ี
Search
Read the Text Version
- 1 - 10
Pages: