Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนสมบูร วัสดุช่างฯ

แผนสมบูร วัสดุช่างฯ

Description: แผนสมบูร วัสดุช่างฯ

Search

Read the Text Version

32 3.2.1 ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม / บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝรุ ู้ ความซ่อื สัตย์ สจุ ริต ความมีน้าใจ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ความรว่ มมือ มีความรบั ผิดชอบ และความมีมารยาท 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 บทนา สภาพปัจจุบนั มนษุ ย์เราได้นาวัสดไุ ฟฟาู มาใชใ้ นชีวิตประจาวนั ที่เกยี่ วขอ้ งกับไฟฟาู เปน็ อย่างมาก เชน่ บ้านพักอาศัย ธรุ กิจโรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม และอืน่ ๆ การทม่ี นษุ ย์นามาผลติ เป็นอปุ กรณ์ ต่างๆ เพอื่ อานวยความสะดวกมากมาย กจ็ าเปน็ จะต้องเลือกใชว้ สั ดไุ ฟฟูาให้ถกู ต้องกับการใชง้ าน เพื่อ ความปลอดภัยในการใชง้ าน โดยวัสดุที่นามาใชท้ าอุปกรณ์ตา่ งๆ ในงานไฟฟาู เช่น สายไฟฟาู สวิตช์ ฉนวน หลอดไฟฟูา และฟิวส์ เปน็ ตน้ 4.2 ความหมายของวสั ดุไฟฟูา วัสดุไฟฟาู เปน็ วสั ดุทน่ี ามาใช้ในงานอุตสาหกรรมไฟฟาู ได้แก่ วัสดุทเ่ี ปน็ สื่อไฟฟาู วสั ดุก่ึงตวั นา วัสดุฉนวนไฟฟูา วสั ดุแม่เหล็ก และวสั ดสุ วิทช์ไฟฟูา เป็นตน้ โดยเป็นวัสดทุ ยี่ อมใหก้ ระแสไฟฟูาไหลผา่ นได้ งา่ ย เชน่ เงนิ ทองแดง และอลูมิเนยี ม เป็นตน้ 4.3 วสั ดุตัวนา หรือวัสดทุ เ่ี ปน็ สื่อไฟฟาู วัสดตุ วั นา หรือวัสดุทีเ่ ป็นสอ่ื ไฟฟาู เปน็ วสั ดทุ ยี่ อมให้กระแสไฟฟูาไหลผ่านได้งา่ ย เชน่ เงนิ ทอง แดง และอลมู เิ นยี ม เป็นต้น แต่ปัจจบุ ันนยิ มใชท้ องแดง เพราะว่าราคาถูกกวา่ เงิน และเปน็ ตวั นา ไฟฟาู รองจากเงนิ ส่วนสายไฟแรงสงู สายเคเบิลต่างๆ จะเลอื กใช้อลมู ิเนียมแทน เน่อื งจากมีน้าหนกั เบา และราคาถกู กว่าทองแดง เช่น สายไฟ ฟวิ ส์ แปรงถา่ น และหลอดไฟ 4.4 วัสดฉุ นวนไฟฟาู วัสดุฉนวนไฟฟาู เปน็ ตวั ก้นั การไหลของกระแสไฟฟูา ซึง่ วสั ดทุ ม่ี ีความต้านทานมาก จนถงึ ตวั นา ไฟฟูาท่แี ย่หรือเลว โดยไม่สามารถนาไฟฟาู ได้เลย เช่น พลาสติก ฝาู ย เซรามิกส์ ใยหนิ และไมก้า เป็นตน้ ซง่ึ แตล่ ะชนดิ จะมคี ุณสมบตั ิ การนาไปใชง้ านทแ่ี ตกตา่ งกนั จาเปน็ อย่างยิ่งท่ผี ู้ผลิต หรอื ผปู้ ระกอบการ จะ ต้องเลือกนาไปใช้งานให้ถูกต้อง เพ่อื ทาใหผ้ ลติ ภัณฑ์ทอี่ อกมามคี ุณภาพตามทต่ี ้องการ 4.5 วสั ดุกง่ึ ตวั นา หรือสารก่งึ ตัวนา วัสดุกึง่ ตัวนา หรอื สารก่ึงตัวนา เป็นสารท่ีมสี ภาพระหวา่ งตัวนากับฉนวน นยิ มนาไป ใชใ้ นอุปกรณ์ อิเล็กทรอนกิ ส์ เช่น ไดโอด ทรานซสี เตอร์ และไอซี เป็นต้น สาหรับสสารท่ีมีอิเล็กตรอนวงนอกสดุ ประกอบด้วย 4 ตัว เช่น ซลิ กิ อน (Silicon) และเยอรมันเนียม(Germanium) โดยจะมสี ภาพการนาไฟฟูา อยู่ ระหวา่ ง ตวั นา (Conductor) และฉนวน (Insulator) เรียกวา่ สารกึง่ ตวั นา (Semiconductor) 4.6 วัสดแุ มเ่ หลก็ วสั ดแุ มเ่ หลก็ ถูกค้นพบโดยชาวกรกี โบราณ เป็นผคู้ ้นพบครงั้ แรก โดยการนาก้อนหินสามารถ ดดู เศษโลหะชิน้ เล็กๆใหต้ ิดกบั ก้อนหนิ ได้ จงึ เรยี กก้อนหนิ แมกนไี ตท์ (Magnetite) การเกดิ อานาจแม่เหล็ก จะมมี วลสารขนาดใหญ่หมุนอยูร่ อบตวั ตลอด จงึ ทาให้เกดิ สนามแมเ่ หลก็ ขึน้ อานาจแมเ่ หล็ก เป็นการทตี่ ัวแม่เหลก็ สามารถดึงดดู เศษโลหะที่มีสารแม่เหลก็ เป็นองค์ประกอบให้ เคลื่อนทีเ่ ข้าหาได้ โดยแมเ่ หลก็ ประกอบไปดว้ ย 2 ขั้ว คือ ข้วั เหนือ (North Pole) และขั้วใต้ (South Pole) ชนดิ ของแมเ่ หล็ก เช่น แมเ่ หล็กธรรมชาติ แม่เหล็กชว่ั คราว แม่เหล็กถาวร และแมเ่ หล็กไฟฟูา เปน็ ต้น แผนกเทคนิคพนื้ ฐาน วิทยาลัยการอาชีพขุนหาญ

33 4.7 วัสดุสวทิ ช์ วัสดุสวทิ ช์ เปน็ เซอร์กิตเบรกเกอร์ หรอื สวทิ ชต์ ดั วงจรอตั โนมัติ เป็นอปุ กรณป์ ูองกันไฟฟูาที่ไดร้ บั การออกแบบวงจรไฟฟาู ไหลผา่ น โดยไมท่ าให้อุปกรณภ์ ายในตัวเซอร์กติ เบรกเกอร์ เกดิ การชารดุ หรอื เสีย หายได้ และสามารถทาการรเี ซต็ (Reset) ใหก้ ลับมาใช้งานใหม่ได้อีก นอกจากนเ้ี ซอรก์ ติ เบรกเกอร์ เปน็ อุปกรณ์ทนี่ ิยมนามาใชใ้ น บา้ นพกั อาศัย อาคารสานักงาน และโรงงานอตุ สาหกรรม เปน็ ต้น เซอร์กิต เบรกเกอร์ แบง่ ออกได้ 3 ชนดิ ดงั นค้ี ือ ชนิดแบบความร้อน ชนดิ แบบสนามแม่เหล็ก และชนิดแบบผสม 4.8 วัสดอุ ิเล็กทรอนิกส์ วัสดุอเิ ล็กทรอนิกส์ ไดเ้ จรญิ เติบโตก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเรว็ ตามเทคโนโลยี ซึ่งจะทาใหม้ นษุ ย์เราได้ ร้จู ักใช้วสั ดอุ ุปกรณ์ตา่ งๆที่มีความทันสมยั เชน่ ระบบทวี จี อแบน โนต้ บคุ ส์ คอมพวิ เตอร์ เคร่ืองเล่นซดี ี เครอ่ื งเลน่ ดวี ดี ี และโทรศพั ท์มอื ถือ เปน็ ต้น โดยสามารถแบ่งออกได้ 4 ยุคคือ 1. ยคุ ของหลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) 2. ยคุ ทรานซสิ เตอร์ (Transistor) 3. ยุคไอซี (Integrated Circuits) 4. ยคุ ชพิ (Chip) วัสดุอเิ ลก็ ทรอนิกสท์ ใ่ี ช้งาน โดยทั่วไปมดี งั น้ีคอื ตวั ต้านทาน (Resistance) ตัวเกบ็ ประจุ หรอื คอน เดนเซอร์ (Capacitor or Condenser) ตัวเหนยี่ วนา (Inductor) และหมอ้ แปลงไฟฟูา (Transformer) 5. กิจกรรมการเรียนรู้ (สัปดาหท์ ี่ 13-14 / 18) กิจกรรม เวลาโดยประมาณ (นาที) 5 1. ครูเช็คช่ือ 10 2. พดู ทกั ทายปราศรยั ทั่วไป และอบรมคณุ ธรรม 10 จรยิ ธรรม และหลังจากนน้ั ทาแบบทดสอบก่อนเรียน 35 (Pre-test) 15 3. ขัน้ นาเข้าสู่บทเรียน ด้วยการสนทนา การซักถาม 30 ดภู าพจากสอื่ ออนไลน์ เน้ือหาทเ่ี กี่ยวข้องกับบทเรียน 10 4. ขัน้ สอน แนะนาประเด็นสาคัญ และแบ่งนักเรยี น 5 คน้ คว้าตามหวั ข้อเรื่อง ตัวแทนแต่ละกลุ่ม นาเสนอ 120 ผลงานหนา้ ชั้นเรียน 5. นักเรยี นอภปิ รายรว่ มกันในประเด็น วสั ดุไฟฟูา และอิเล็กทรอนิกส์ 6. ครูใหน้ ักเรียนทาแบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 7 หลังจาก นกั เรียนทาเสร็จแล้ว เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน (Post-test) หนว่ ยท่ี 7 7. ข้นั สรปุ ครูและนักเรยี นช่วยกนั สรุปเนอ้ื หา บทเรยี น และครเู พม่ิ เติมในส่วนท่ียังไมค่ รอบคลุม 8. ครมู อบหมายงาน ใหท้ ารายงานเพม่ิ เติม เรอ่ื ง วสั ดุไฟฟาู และอิเล็กทรอนกิ ส์ จากสื่อออนไลน์ รวม แผนกเทคนคิ พน้ื ฐาน วิทยาลัยการอาชพี ขุนหาญ

34 6. ส่อื การเรยี นรู้ 6.1 หนังสือเรยี น วชิ าวสั ดุงานช่างอตุ สาหกรรม รหัสวชิ า 20100 – 1002 บรษิ ัทศูนย์หนงั สอื เมืองไทย จากดั 6.2 เว็บไซตอ์ อนไลน์ 6.3 ส่อื ส่ิงพิมพท์ ี่เกี่ยวข้องกับเน้ือหาบทเรยี น 7. หลักฐานการเรยี นรู้ 7.1 ผลการนาเสนองานกลมุ่ 7.2 แบบฝกึ หัดหนว่ ยที่ 7 7.3 คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) หนว่ ยท่ี 7 7.4 เน้ือหาเพ่ิมเติม รายงาน วสั ดุไฟฟาู และอิเลก็ ทรอนิกส์ 8. การวดั ผลและประเมนิ ผล การวดั ผล การประเมินผล (ใช้เครือ่ งมือ) (นาผลเทยี บกบั เกณฑแ์ ละแปลความหมาย) 1. แบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test) หน่วยท่ี 7 ไวเ้ ปรยี บเทียบกบั คะแนนสอบหลังเรยี น 2. แบบสังเกตการณ์ทางานกลมุ่ และการนาเสนอผลงานกลุ่ม 3. แบบฝึกหดั หนว่ ยที่ 7 เกณฑผ์ ่าน 50 % 4. แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) หน่วยท่ี 7 เกณฑ์ผ่าน 50 % 5. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ตามสภาพจริง เกณฑ์ผ่าน 50 % เกณฑผ์ า่ น 50 % 9. การขับเคลือ่ นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง สมรรถนะ นอ้ มนาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการใชท้ รัพยากรธรรมชาติอยา่ งประหยัด จุดประสงค์ทั่วไป จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม/ ผลกระทบ พฤตกิ รรมบ่งช้ี สังคม เศรษฐกิจ วฒั นธรรม ส่ิงแวดล้อม  ประยุกต์ใชป้ รชั ญา 1.การเขา้ ใจธรรมชาติ    ของเศรษฐกจิ 2.รกั ษาดแู ลธรรมชาติ    พอเพียงดา้ นมี 3.การเรยี นรโู้ ดยใช้เงื่อนไข เหตุผลในการ สภุ าพและประหยัด   ดารงชีวติ แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขุนหาญ

35 10บันทกึ หลังการสอน 10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ......................................................................................................................................................................... ..... ............................................................................................................................. ................................................ 10.2 ผลการเรียนของนักเรยี น/ผลการสอนของคร/ู ปัญหาทีพ่ บ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................. ................ ................................................................................................................... ........................................................... ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................................................................................... ......................... 10.3 แนวทางการแกป้ ญั หา .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ลงชอ่ื ............................................... (นายชตุ ิเทพ มาดีตรี ะเทวาพงษ์) ครผู ู้สอน แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขุนหาญ

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 8 36 หน่วยที่ 8 ชือ่ วิชา วัสดุงานชา่ งอตุ สาหกรรม เวลาเรยี นรวม 36 คาบ ชอื่ หน่วย การกดั กร่อน และการป้องกัน สอนครัง้ ที 15/18 ชื่อเร่ือง การกดั กรอ่ น และการปอ้ งกนั หัวข้อเรื่อง จานวน 2 คาบ 8.1 บทนา 8.2 ความหมายของการกดั กรอ่ น 8.3 สาเหตุของการกดั กรอ่ น 8.4 ประเภทของการกัดกรอ่ น 8.5 การปอ้ งกนั การกดั กรอ่ น 8.6 บทสรปุ 1. สาระสาคัญ การกดั กรอ่ น เปน็ การผุพังของโลหะเมื่อทง้ิ ไว้นานๆ กจ็ ะทาให้เกิดความชื้น ทาปฏกิ ิรยิ ากบั ออกซิ เจน ทาใหเ้ กดิ การกดั กรอ่ นเป็นสนมิ ได้ โดยจะมีผลเสียต่อช้นิ งานหรือวสั ดุนัน้ ๆ การกดั กร่อนมดี ้วยกนั 4 ลักษณะคือ การกดั กรอ่ นทีเ่ กิดจากปฏกิ ิรยิ าเคมี การกัดกร่อนท่เี กิดจากไฟฟูา-เคมี การกัดกร่อนที่เกิดจากการ สัมผัสของโลหะตา่ งชนดิ กนั และการกัดกร่อนจากเมด็ เกรนโลหะ ดงั นน้ั ชา่ งผู้ปฏิบัติงานจะตอ้ งรู้จักวธิ กี าร ปอู งกนั การกดั กร่อน เพอื่ ทีจ่ ะช่วยทาใหอ้ ายกุ ารใช้งานของผลติ ภณั ฑ์ยาวนานขนึ้ เป็นการประหยดั วสั ดุ และช่วยลดตน้ ทุนการผลิตด้วย 2. สมรรถนะประจาหน่วย แสดงความรูเ้ กยี่ วกบั การกดั กรอ่ น และการปูองกัน 3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 3.1 จดุ ประสงค์ทวั่ ไป 3.1.1 ด้านความรู้และทกั ษะ 3.1.2 อธิบายความหมายของการกดั กร่อนได้ถูกต้อง 3.1.3 บอกสาเหตขุ องการกดั กร่อนได้ 3.1.4 บอกประเภทของการกดั กร่อนได้ 3.1.5 บอกวธิ ีการปูองกนั การกัดกร่อนได้ 3.2 จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม 3.2.1 ดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรม / บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝรุ ู้ ความซ่อื สัตย์ สุจริต ความมีนา้ ใจ เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ความรว่ มมือ มีความรบั ผิดชอบ และความมมี ารยาท แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขนุ หาญ

37 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 บทนา การปูองกนั การกัดกรอ่ นมีความสาคญั เป็นอยา่ งมาก ทีผ่ ปู้ ระกอบการจะต้องให้ความสาคัญ เชน่ ชน้ิ ส่วนอปุ กรณ์เครื่องจักรกล ทอ่ ส่งน้ามัน โครงหลังคา และอุปกรณ์อนื่ ๆ เป็นต้น ดเู หมอื น ว่าจะไมเ่ กิดเป็น สนิมขน้ึ แต่เมอื่ เหลก็ ถกู ความช้ืนกจ็ ะเกดิ เปน็ สนิม และเกิดการสกึ กร่อนได้ง่าย ดังนัน้ บางครง้ั ต้อง เลอื กโลหะผสมมาใช้งาน ก็จะช่วยลดการกัดกร่อนขน้ึ และในส่วนของเคร่ือง จกั รบางครั้งก็อาจจะหยอด นา้ มันหล่อล่ืน เพ่ือจะช่วยลดการกัดกร่อน และชว่ ยยืดอายกุ ารใช้งาน 4.2 ความหมายของการกดั กรอ่ น การกดั กรอ่ น (Corrosion ) คอื การผุพังของโลหะเมอ่ื ทง้ิ ไว้ผิวนอกจะทาปฏกิ ริ ยิ ากับออกซิเจน และ เกิดความช้ืนเปน็ ปฏิกริ ยิ าเคมีขึน้ ตามสภาพแวดลอ้ มของการใชง้ าน ซ่ึงเมอ่ื ทง้ิ ไว้นานๆ โดยไมม่ ีการเคลอื บ ผวิ กจ็ ะเกิดการกัดกรอ่ น ผุพงั กลายเปน็ สนิมเหล็กต่อไป และทาใหค้ ุณสมบัติของโลหะเปล่ยี นแปลงไป เชน่ ความแข็งลดลง การรับแรงน้อยลง การยืดตวั การอ่อนตัว และความแข็งแรง เป็นต้น 4.3 สาเหตขุ องการกดั กรอ่ น การกัดกร่อน เปน็ การผุพงั ของโลหะ หรือวสั ดุชา่ งเมือ่ ใชไ้ ปเป็นเวลานานๆ และเป็นการเปลี่ยน แปลงคุณสมบัติของโลหะเนอ่ื งจากปฏิกิริยาเคมีต่างๆ คณุ สมบัติของโลหะที่เปล่ยี นแปลงไป สาเหตขุ องการกดั กรอ่ นมี 4 ลกั ษณะดงั นี้คือ 1. การกดั กร่อนทเี่ กดิ จากปฏิกริ ยิ าเคมี 2. การกดั กร่อนท่ีเกิดจากไฟฟูา-เคมี 3. การกัดกร่อนที่เกิดจากการสมั ผสั ของโลหะต่างชนดิ กนั 4. การกดั กร่อนจากเม็ดเกรนโลหะ 4.4 ประเภทของการกัดกร่อน ประเภทของการกัดกรอ่ น สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทดังน้ีคือ 1. การกัดกร่อนแบบเรียบสม่าเสมอ 2. การกัดกร่อนซมึ ลึก 3. การกดั กร่อนภายในเนอ้ื โลหะ 4.5 การปอู งกันการกัดกร่อน การปอู งกนั การกดั กร่อนของโลหะของโลหะ เพ่อื ทจี่ ะช่วยให้มีอายุการใช้งานทยี่ าวนาน มคี วาม แขง็ แรงมากและช่วยประหยดั วัสดเุ งินทองดว้ ย โดยสามารถท่ีจะแบ่งออกได้ 6 วิธคี อื 1. การเคลอื บผิวด้วยนา้ มนั 2. การเคลือบผวิ ด้วยการทาสีและพน่ สี 3. การเคลอื บผวิ ดว้ ยนา้ ยาแก้ว 4. การเคลือบผิวด้วยวิธเี คมี 5. การเคลือบผิวด้วยโลหะ 6. การเคลือบผิวด้วยพลาสติก 5. กิจกรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ที่ 15 / 18) กจิ กรรม เวลาโดยประมาณ (นาที) 5 1. ครูเชค็ ชือ่ 10 2. พดู ทักทายปราศรัยท่ัวไป และอบรมคณุ ธรรม 10 จริยธรรม และหลงั จากนัน้ ทาแบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test) 3. ขัน้ นาเข้าส่บู ทเรยี น ดว้ ยการสนทนา การซักถาม ดูภาพจากส่อื ออนไลน์ เน้ือหาทเี่ กย่ี วข้องกับบทเรยี น แผนกเทคนิคพื้นฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

4. ข้ันสอน แนะนาประเดน็ สาคญั และแบ่งนกั เรยี น 38 ค้นควา้ ตามหวั ข้อเร่ือง ตัวแทนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอ 35 ผลงานหน้าชั้นเรียน 15 5. นักเรยี นอภปิ รายร่วมกนั ในประเดน็ การกดั กร่อน 30 และการปูองกัน 10 6. ครใู ห้นักเรียนทาแบบฝึกหัดหน่วยท่ี 8 หลังจาก 5 นกั เรยี นทาเสรจ็ แลว้ เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น 120 (Post-test) หน่วยที่ 8 7. ข้ันสรุป ครูและนักเรียนช่วยกนั สรปุ เนือ้ หา บทเรยี น และครูเพ่ิมเติมในส่วนทีย่ งั ไมค่ รอบคลุม 8. ครูมอบหมายงาน ใหท้ ารายงานเพม่ิ เติม เรอ่ื ง การกัดกรอ่ น และการปูองกัน จากสื่อออนไลน์ รวม 6. สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้ บรษิ ัทศูนยห์ นงั สอื เมืองไทย 6.1 หนงั สือเรยี น วชิ าวสั ดุงานช่างอตุ สาหกรรม รหสั วิชา 20100 – 1002 จากัด 6.2 เวบ็ ไซตอ์ อนไลน์ 6.3 ส่อื สง่ิ พิมพ์ท่ีเกยี่ วข้องกบั เนือ้ หาบทเรียน 7. หลักฐานการเรียนรู้ 1. ผลการนาเสนองานกล่มุ 2. แบบฝึกหัดหน่วยที่ 8 3. คะแนนแบบทดสอบหลังเรยี น (Post-test) หน่วยที่ 8 4. เนื้อหาเพิ่มเติม รายงาน การกัดกร่อน และการปูองกัน 8. การวดั ผลและประเมนิ ผล การวัดผล การประเมินผล (ใช้เครอื่ งมือ) (นาผลเทยี บกบั เกณฑ์และแปลความหมาย) 1. แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) หนว่ ยท่ี 8 ไว้เปรยี บเทียบกบั คะแนนสอบหลงั เรยี น 2. แบบสงั เกตการณ์ทางานกล่มุ และการนาเสนอผลงานกลุ่ม 3. แบบฝกึ หดั หนว่ ยที่ 8 เกณฑ์ผา่ น 50 % 4. แบบทดสอบหลงั เรียน (Post-test) หน่วยที่ 8 เกณฑ์ผา่ น 50 % 5. แบบประเมินคุณธรรม จรยิ ธรรม ตามสภาพจรงิ เกณฑผ์ า่ น 50 % เกณฑ์ผา่ น 50 % แผนกเทคนคิ พ้ืนฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

9. การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง 39 สมรรถนะ นอ้ มนาเศรษฐกิจพอเพยี ง โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด สง่ิ แวดล้อม  จุดประสงคท์ ่ัวไป จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม/ ผลกระทบ   พฤติกรรมบ่งชี้ สังคม เศรษฐกจิ วัฒนธรรม ประยกุ ตใ์ ช้ปรัชญา 1.การเข้าใจธรรมชาติ   ของเศรษฐกจิ 2.รักษาดแู ลธรรมชาติ   พอเพยี งด้านมี 3.การเรยี นรโู้ ดยใช้เง่อื นไข เหตผุ ลในการ สภุ าพและประหยัด   ดารงชีวติ แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขุนหาญ

40 10. บันทึกหลงั การสอน 10.1 ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ................................................. ....................................................................................................................................................................... ....... ............................................................................................................................ .................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................................. ................. .................................................................................................................. ............................................................ 10.2. ผลการเรยี นของนักเรียน/ผลการสอนของครู/ปัญหาทพี่ บ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................................. ................. .................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................... .......................... 10.3 แนวทางการแก้ปัญหา .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .............................................. ลงช่อื ............................................... ( นายชตุ ิเทพ มาดตีระเทวาพงษ์ ) ครผู สู้ อน แผนกเทคนคิ พ้ืนฐาน วทิ ยาลยั การอาชีพขนุ หาญ

แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 9 41 หนว่ ยท่ี 9 ชอ่ื วิชา วัสดงุ านชา่ งอตุ สาหกรรม เวลาเรยี นรวม 36 คาบ ช่อื หน่วย การตรวจสอบวสั ดุเบื้องต้น สอนครง้ั ที 16/18 ช่อื เรื่อง การตรวจสอบวสั ดุเบอื้ งตน้ หวั ข้อเรอ่ื ง จานวน 2 คาบ บทนา 9.1 คุณสมบตั ิของวสั ดุ 9.2 การทดสอบวัสดุ 9.3 บทสรปุ 1. สาระสาคัญ การตรวจสอบวัสดุเบือ้ งต้น จาเปน็ อยา่ งยง่ิ ทีผ่ ู้ดาเนนิ การผลิต จะตอ้ งทาความเข้าใจเกยี่ วกับวัสดุ ให้ดีเสยี ก่อนท่ีจะนาไปใชง้ าน คุณสมบตั ิของวัสดุ แบ่งแยกได้เป็น 3 ประเภท คือ คุณสมบตั ิทางเคมี คุณสมบตั ิทางฟสิ ิกส์ และคุณสมบตั ทิ างกล การทดสอบวัสดุ หมายถึง การคัดแยกชนิ้ งานที่ผ่านกรรมวิธกี ารขึ้นรปู ด้วยเคร่อื งจักรกล แล้วเกดิ มีตาหนิ ชารดุ หรอื คณุ ภาพไม่ไดม้ าตรฐานออกจากกลุ่ม และเพื่อจะไดร้ ับทราบถงึ คุณสมบตั ิเฉพาะตัวของ วัสดนุ น้ั จะไดเ้ ปน็ ข้อมลู ในการพิจารณาเลือกนาวัสดนุ น้ั มาใช้งาน ในการทดสอบวัสดุแบง่ ออกได้ 2 ประเภท คือ การทดสอบแบบทาลายสภาพ และการทดสอบแบบไมท่ าลายสภาพ 2. สมรรถนะ แสดงความรเู้ กีย่ วกบั การตรวจสอบวัสดุเบอ้ื งตน้ 3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 3.1 จุดประสงคท์ วั่ ไป 3.1.1ดา้ นความรแู้ ละทกั ษะ 3.1.1.1 อธบิ ายคุณสมบตั ิของวสั ดุได้ถกู ต้อง 3.1.1.2 บอกการทดสอบวสั ดุได้ 3.2 จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม / บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง แสดงออกด้านการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝรุ ู้ ความซ่ือสัตย์ สุจริต ความมีน้าใจ เอ้ือเฟ้ือ แบ่งปนั ความรว่ มมอื มีความรับผดิ ชอบ และความมีมารยาท 4. เน้อื หาสาระ 4.1 บทนา การตรวจสอบวสั ดเุ บือ้ งตน้ วัสดทุ ีใ่ ช้ในกรรมวธิ ีการผลติ ในงานอุตสาหกรรม จาเป็นอยา่ งย่งิ ท่ผี ู้ ดาเนนิ การผลิต จะต้องทาความเขา้ ใจเกี่ยวกับวัสดใุ ห้ดีเสียก่อนที่จะนาไปใชง้ าน ความหมายของศัพท์ทใ่ี ช้ แผนกเทคนคิ พืน้ ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขนุ หาญ

42 เก่ยี วกบั วัสดตุ ่างๆ เช่น เหลก็ หล่อ เหล็กกล้า และเหลก็ ไรส้ นิม เปน็ ตน้ จะมีคุณสมบตั ทิ ่ีแตกตา่ งกนั ออกไป โดยจะต้องทราบคุณสมบัติตา่ งๆของวัสดุนัน้ ให้แน่ชดั ด้วย ในยุคปจั จบุ ันวัสดุอุปกรณ์ตา่ งก็เข้ามามคี วาม สาคัญ มีบทบาทในการสง่ เสรมิ ศกั ยภาพ สร้างคุณประโยชนใ์ หก้ ับประเทศชาติมากมาย ซึง่ จะเหน็ ได้วา่ ประเทศท่มี ีการพัฒนาทางด้านอตุ สาหกรรม มเี ทคโนโลยที รี่ วด เร็วทนั สมยั จึงจาเป็นจะตอ้ งมีวัสดอุ ุปกรณ์ที่ ไดท้ มี่ ีมาตรฐาน และจะตอ้ งมีการตรวจสอบเครือ่ งมือเคร่ืองจกั ร วัสดชุ ิ้นงานต่างๆก่อนทีจ่ ะนาไปใชง้ าน เพ่ือให้ได้คณุ ภาพตามที่ต้องการ 4.2 คุณสมบัตขิ องวสั ดุ คุณสมบัติของวสั ดุ สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทคือ 1. คุณสมบัตทิ างเคมี เช่น การกดั กร่อน การหลอมละลาย สว่ นผสม และลกั ษณะ โครงสร้างทางเคมีของสว่ นผสมในวัสดุ เป็นต้น 2. คณุ สมบัติทางกายภาพ หรือฟสิ กิ ส์ เชน่ ความสามารถในการนาความร้อน ความ สามารถในการนาไฟฟูา ความหนาแนน่ มวล นา้ หนกั สี และความตา้ นทาน เปน็ ต้น 3. คณุ สมบัตทิ างกล ไดแ้ ก่ ความแข็งแรง ความแขง็ ความสามารถในการยืดตวั ความยดื หยุ่น และความเหนยี ว เปน็ ตน้ 4.3 การตรวจสอบ การตรวจสอบ หมายถงึ การกระทาการตรวจสอบวัสดุช้ินงาน เพ่ือหารอยตาหนิ จดุ บก พร่อง ของช้ินงาน โดยวสั ดชุ ้ินงานน้ันอาจจะใชง้ านได้ หรือใช้งานไม่ได้ เชน่ การตรวจสอบด้วยสายตา การ ตรวจสอบดว้ ยน้ายาแทรกซึม การตรวจสอบแนวเช่อื มดว้ ยผงแมเ่ หล็ก และการตรวจ สอบแนวเชื่อมด้วย การถา่ ยภาพรังสี เป็นต้น 4.5 การทดสอบ การทดสอบ หมายถงึ การคัดแยกช้ินงานที่ผา่ นกรรมวธิ กี ารข้ึนรปู ดว้ ยเครอ่ื งจกั รกล แลว้ เกดิ มี ตาหนิ ชารดุ หรอื คณุ ภาพไมไ่ ดม้ าตรฐานออกจากกลุ่ม และเพื่อจะไดร้ บั ทราบถึงคณุ สมบัติเฉพาะตวั ของ วสั ดนุ ้ันจะได้เป็นข้อมูลในการพิจารณาเลือกนาวสั ดนุ ้นั มาใชง้ าน ประเภทของการทดสอบวัสดุ แบง่ ได้ 2 ประเภทใหญๆ่ คอื 1. การทดสอบแบบทาลายสภาพ ( Destructive Testing ) 2. การทดสอบแบบไม่ทาลายสภาพ ( Nondestructive Testing ) 5. กิจกรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ท่ี 16 / 18) เวลาโดยประมาณ (นาที) 5 กิจกรรม 10 1. ครเู ช็คชือ่ 2. พูดทักทายปราศรัยทัว่ ไป และอบรมคุณธรรม 10 จริยธรรม และหลังจากนน้ั ทาแบบทดสอบก่อนเรยี น 35 (Pre-test) 3. ขั้นนาเข้าสบู่ ทเรยี น ดว้ ยการสนทนา การซักถาม แผนกเทคนคิ พนื้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขุนหาญ ดภู าพจากส่ือออนไลน์ เนื้อหาทเ่ี ก่ียวข้องกับบทเรยี น 4. ขั้นสอน แนะนาประเดน็ สาคัญ และแบ่งนกั เรยี น ค้นควา้ ตามหวั ข้อเรื่อง ตัวแทนแต่ละกลมุ่ นาเสนอ

ผลงานหนา้ ช้นั เรียน 43 15 5. นกั เรยี นอภิปรายร่วมกันในประเด็น การตรวจ 30 สอบวัสดุเบือ้ งตน้ 10 6. ครใู หน้ ักเรียนทาแบบฝึกหัดหน่วยท่ี 9 หลงั จาก 5 นกั เรียนทาเสรจ็ แล้ว เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน 120 (Post-test) หนว่ ยท่ี 9 7. ขัน้ สรปุ ครูและนักเรียนชว่ ยกนั สรปุ เนอื้ หา บทเรียน และครเู พ่ิมเติมในส่วนที่ยังไมค่ รอบคลมุ 8. ครูมอบหมายงาน ใหท้ ารายงานเพ่ิมเติม เรอื่ ง การตรวจสอบวัสดเุ บอ้ื งต้น จากสื่อออนไลน์ รวม 6. สอ่ื การเรยี นรู้ บริษทั ศูนยห์ นงั สือเมืองไทย 6.1 หนงั สือเรียน วิชาวสั ดงุ านชา่ งอุตสาหกรรม รหสั วิชา 20100 – 1002 จากัด 6.2 เวบ็ ไซต์ออนไลน์ 6.2 และสื่อสง่ิ พิมพ์ทีเ่ ก่ียวข้องกับเนือ้ หาบทเรยี น 7. หลกั ฐานการเรียนรู้ 7.1 ผลการนาเสนองานกลมุ่ 7.2 แบบฝกึ หัดหน่วยที่ 9 7.3 คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน (Post-test) หนว่ ยท่ี 9 7.4 เน้ือหาเพมิ่ เติม รายงาน การตรวจสอบวัสดุเบอ้ื งต้น 8. การวัดผลและประเมินผล การวดั ผล การประเมนิ ผล (ใชเ้ คร่อื งมือ) (นาผลเทยี บกับเกณฑ์และแปลความหมาย) 1. แบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test) หนว่ ยที่ 9 ไว้เปรียบเทยี บกบั คะแนนสอบหลงั เรยี น 2. แบบสงั เกตการณ์ทางานกลุม่ และการนาเสนอผลงานกลุ่ม 3. แบบฝึกหดั หนว่ ยท่ี 9 เกณฑ์ผา่ น 50 % 4. แบบทดสอบหลงั เรยี น (Post-test) หนว่ ยท่ี 9 เกณฑ์ผ่าน 50 % 5. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ตามสภาพจริง เกณฑ์ผ่าน 50 % เกณฑ์ผา่ น 50 % แผนกเทคนิคพนื้ ฐาน วิทยาลัยการอาชพี ขุนหาญ

9. การขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง 44 สมรรถนะ นอ้ มนาเศรษฐกิจพอเพยี ง โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด สง่ิ แวดล้อม  จุดประสงคท์ ่ัวไป จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม/ ผลกระทบ   พฤติกรรมบ่งชี้ สังคม เศรษฐกจิ วัฒนธรรม ประยกุ ตใ์ ช้ปรัชญา 1.การเข้าใจธรรมชาติ   ของเศรษฐกจิ 2.รักษาดแู ลธรรมชาติ   พอเพยี งด้านมี 3.การเรยี นรโู้ ดยใช้เง่อื นไข เหตผุ ลในการ สภุ าพและประหยัด   ดารงชีวติ แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขุนหาญ

45 10. บนั ทึกหลงั การสอน 10.1 ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................... .................................................................................................. ...................... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................................................ ................. 10.2 ผลการเรยี นของนกั เรยี น/ผลการสอนของครู/ปัญหาที่พบ .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 10.3 แนวทางการแกป้ ัญหา ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................................... .................. ................................................................................................................ ........................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................... ..................... ลงชื่อ.............................................. (ชุติเทพ มาดีตรี ะเทวาพงษ์) ครผู ู้สอน แผนกเทคนคิ พื้นฐาน วิทยาลยั การอาชีพขนุ หาญ

แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 10 46 หน่วยท่ี 10 ชอ่ื วิชา วสั ดงุ านช่างอตุ สาหกรรม เวลาเรียนรวม 36 คาบ ช่อื หน่วย พลังงานในอนาคต สอนครั้งที 17-18/18 ชื่อเรอ่ื ง พลงั งานในอนาคต หัวข้อเรื่อง จานวน 4 คาบ 10.1 บทนา 10.8 พลังงานนา้ 10.2 ความหมายของพลงั งาน 10.9 พลงั งานนา้ ขึ้นนา้ ลง 10.3 บทบาทของพลงั งาน 10.10 พลังงานความรอ้ นใต้พภิ พ 10.4 แหลง่ ของพลังงาน 10.11 พลังงานคลืน่ 10.5 พลังงานแสงอาทิตย์ 10.12 พลงั งานนิวเคลียร์ 10.6 พลังงานลม 10.13 การเลือกแหล่งพลังงาน 10.7 พลังงานชวี มวล 10.14 บทสรปุ 1. สาระสาคญั พลังงาน ( Energy ) คือสงิ่ ต่างๆทอี่ ยู่รอบตวั เราที่ทาให้สิง่ ตา่ งๆ เคลอ่ื นท่ีได้ โดยใช้พลังงานเปน็ ตวั ช่วยถ้าไมม่ ีพลังงานก็ไมเ่ กิดอะไรข้นึ หรอื สงิ่ ใดก็ตามท่เี กิดการเคล่ือนไหวขยายตัว ยอ่ มมีพลงั งานเป็นตัว ช่วยใหเ้ กดิ การเคลื่อนทีห่ รือเกดิ งาน นอกจากน้ีพลังงานพื้นฐานโดยทัว่ ไป เช่น พลังงานศักย์ พลงั งานจลน์ พลงั งาน เคมี พลงั งานความร้อน พลงั งานเสียง พลงั งานแสงหรือรงั สี และพลังงานไฟฟาู เป็นตน้ แหลง่ พลงั งาน มีดังนี้คอื พลงั งานแสงอาทติ ย์ พลังงานลม พลังงานนา้ พลงั งานชวี มวล พลังงาน น้าข้นึ นา้ ลง พลงั งานความร้อนใต้พิภพ พลังงานคลืน่ และพลงั งานิวเคลยี ร์ เป็นตน้ 2. สมรรถนะ แสดงความรู้เกีย่ วกบั พลังงานในอนาคต 3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 3.1 จดุ ประสงค์ทวั่ ไป 3.1.1ดา้ นความร้แู ละทกั ษะ 3.1.1.1 อธิบายความหมายของพลังงานได้ถูกต้อง 3.1.1.7 บอกพลังงานนา้ ได้ 3.1.1.2 บอกบทบาทของพลังงานได้ 3.1.1.8 บอกพลงั งานนา้ ขึ้นน้าลงได้ 3.1.1.3 บอกแหล่งของพลังงานได้ 3.1.1.9 บอกพลงั งานความร้อนใต้พิภพได้ 3.1.1.4 บอกพลังงานแสงอาทติ ย์ได้ 3.1.1.10 บอกพลังงานคลื่นได้ 3.1.1.5 บอกพลังงานลมได้ 3.1.1.11 บอกพลังงานนิวเคลยี รไ์ ด้ 3.1.1.6 บอกพลังงานชวี มวลได้ 3.1.1.12 บอกการเลือกแหล่งพลังงานได้ 3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม 3.2.1 ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม / บูรณาการปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

47 แสดงออกด้านการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝรุ ู้ ความซอ่ื สัตย์ สุจรติ ความมนี า้ ใจ เอื้อเฟ้ือ แบ่งปัน ความรว่ มมอื มีความรบั ผดิ ชอบ และความมีมารยาท 4. สาระการเรยี นรู้ 4.1 บทนา ในสมัยโบราณมนษุ ย์เราได้ใช้แรงงานจากสัตวเ์ ล้ยี ง มาใชท้ างานในด้านต่างๆมากมาย เช่น ใชช้ ้าง ลากซุง ใชค้ วายไถนา และใช้ลงิ ปืนตน้ มะพรา้ ว เป็นต้น ในอนาคตอันใกลน้ สี้ ถานการณพ์ ลงั งาน จะเข้า สภู่ าวะวกิ ฤต ซ่ึงทสี่ าคญั พลังงานเชอ้ื เพลิงทเ่ี ปน็ ตัวขับเคลื่อนกิจกรรม และโครงการต่างๆบนโลกจะไดร้ ับ ผลกระทบโดยตรง สิง่ ทเ่ี กิดน้มี นษุ ย์จะต้องหาวธิ กี ารในการแก้ไขโดยอย่างเร่งด่วน ไมว่ า่ จะเปน็ แนวความ คดิ เก่ยี วกับวิธกี ารใช้พลงั งานหมนุ เวียน พลงั งานทดแทน หรอื อาจจะเปน็ พลังงานนิวเคลียร์ กอ็ าจจะถูกนา มาใชก้ ันอย่างหลีกเลีย่ งไม่ได้ 4.2 ความหมายของพลังงาน พลงั งาน คือส่ิงต่างๆท่อี ยรู่ อบตัวเราทท่ี าให้สง่ิ ต่างๆเคลื่อนท่ไี ด้ โดยใชพ้ ลังงานเป็นตัวช่วย ถา้ ไมม่ ีพลงั งานก็ไม่เกดิ อะไรขน้ึ หรอื สง่ิ ใดกต็ ามที่เกิดการเคลื่อนไหว ขยายตวั ยอ่ มมีพลังงานเปน็ ตวั ชว่ ยให้ เกิดการเคล่ือนท่ีหรือเกิดงาน 4.3 บทบาทของพลงั งาน พลงั งานมีความสาคัญ และบทบาทต่อสิง่ มีชีวติ ตลอดจนการเปลย่ี นแปลงตา่ งๆท่เี กิดข้ึนบนโลกใน ด้านตา่ งๆ อยา่ งมากมาย ซ่งึ อาจสามารถนามากล่าวโดยสรุปได้ดังนค้ี ือ ใช้ในการดารง ชวี ติ ของสิง่ มชี วี ิต โดยจาเป็นท่จี ะต้องใช้พลังงาน ในการประกอบกจิ กรรม หรือการปฏิบตั งิ านตา่ งๆ เชน่ 1. ในการเคลอ่ื นไหวส่วนต่างๆ 2. ในกระบวนการทางสรีระวิทยาตา่ งๆ 3. ในการติดต่อสอ่ื สาร 4.4 แหลง่ ของพลังงาน แหล่งพลงั งานมีอยหู่ ลายชนิด ท่สี ามารถทาให้โลกเราเกิดการทางาน และหากศึกษาวเิ คราะหใ์ นเชงิ ลกึ แล้วจะพบว่าแหลง่ ตน้ ตอของพลงั งาน ทใี่ ชท้ างานในชวี ติ ประจาวนั ส่วนใหญ่กล็ ว้ นมาจาก พลังงานอัน มหาศาลท่แี ผ่มาจากดวงอาทิตย์มาสู่โลกเรานเี่ อง แล้วก็ยังก่อให้เกดิ แหล่งพลังงานอื่นๆ อกี มากมาย เช่น 1. พลังงานแสงอาทิตย์ 2. พลังงานลม 3. พลงั งานน้า 4. พลังงานชวี มวล 5. พลังงานน้าขึน้ น้าลง 6. พลังงานความร้อนใต้พภิ พ 7. พลังงานคล่ืน 8. พลังงานวิ เคลียร์ 4.5 พลงั งานแสงอาทิตย์ พลงั งานแสงอาทติ ย์ เปน็ พลังงานสะอาดไมท่ าปฏิกิรยิ าใดๆ ทจ่ี ะทาใหส้ ่งิ แวดลอ้ มเปน็ พิษเซลลแ์ สง อาทติ ย์ จงึ เป็นส่งิ ประดษิ ฐ์ทางอเิ ลคทรอนิคส์ชนิดหนึ่งท่ีถกู นามาใช้ผลิตไฟฟาู เนื่องจากสามารถเปลี่ยน พลังงานแสงอาทิตย์ ให้เปน็ พลงั งานไฟฟูาไดโ้ ดยตรง ปัจจุบันในประเทศไทย มีหลายหน่วยงาน ได้ทาการ ตดิ ตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อใชง้ านในลกั ษณะต่างๆกนั แผนกเทคนคิ พ้ืนฐาน วิทยาลยั การอาชีพขุนหาญ

48 4.6 พลงั งานลม พลังงานลม หมายถึง เกดิ จากมวลของอากาศที่มีการเคล่ือนท่ี ถ่ายเทจากท่ีหน่ึงไปยังอีกทีห่ นึ่ง ซงึ่ มี ความสมั พนั ธ์ และเป็นผลมาจาก 1. ความแตกต่าง และทรงตัวของสภาพอากาศ 2. ความแตกต่างของอุณหภมู ิ 3. การหมุนของโลก 4. ส่งิ กีดขวาง และความขรุขระของพืน้ ผวิ และอ่ืนๆ 4.7 พลงั งานชีวมวล ชีวมวล (Biomass) หมายถึง อนิ ทรียส์ ารที่ได้จากพืชและสตั ว์ต่างๆ เช่น เศษไม้ ขยะ วัสดเุ หลือใช้ ทางการเกษตร ทีเ่ ปน็ แหล่งพลงั งานหมนุ เวยี นทสี่ าคัญของโลก ชวี มวลสามารถนามาเผาไหม้ เพ่ือนาพลงั งานความร้อนที่ได้ไปใชใ้ นกระบวนการผลิตไฟฟูาทดแทนพลงั งานจากฟอสซลิ ซ่งึ มีอยอู่ ยา่ งจากดั และอาจ หมดลงได้ พลงั งานชวี มวล (Bio-energy) หมายถงึ พลังงานท่ีได้จากชวี มวลชนดิ ต่างๆ โดยกระบวน การแปร รปู ชีวมวลไปเปน็ พลังงานรูปแบบต่างๆ มีดังนคี้ ือ 1. การเผาไหมโ้ ดยตรง (Combustion) 2. การผลิตก๊าซ (Gasification) 3. การหมัก (Fermentation) 4. การผลิตเชื้อเพลิงเหลวจากพืช 4.8 พลงั งานนา้ นา้ (Water) เป็นสารประกอบทีป่ ระกอบด้วย ธาตุไฮโดรเจน (Hydrogen) และออกซเิ จน (Oxygen) ในอตั ราสว่ น 1 ตอ่ 8 โดยน้าหนกั พบ 3 สถานะ คอื ของเหลว ของแข็ง (นา้ แข็งขวั้ โลก) และ ก๊าซ (น้าในบรรยากาศ) สตู รทางเคมี คือ H2O น้าที่บรสิ ุทธ์ิจะเป็นของเหลวใส ไมม่ ีสี และไม่มีกลิ่น โรงไฟฟูาพลงั งานน้า โรงไฟฟูาพลงั งานน้า คือใช้น้าในลาธารตามธรรมชาติ เพ่ือเปน็ พลงั งานในการเดินเครื่อง โดยการ สรา้ งเข่ือนปิดกั้นน้าไว้เปน็ อา่ งเก็บน้า ให้อยู่ในระดบั สงู ที่มแี รงดนั เพยี งพอ เพ่ือหมนุ เครอ่ื งจักรกงั หนั ไอน้า และเครื่องกาเนิดไฟฟูา (Generator) ซึ่งพลงั งานไฟฟูาทผ่ี ลติ จะเพ่ิมเป็นสัดส่วนโดยตรงกับแรงดัน และ ปรมิ าณนา้ ที่ไหลผ่านเคร่ืองจักรกงั หนั ไอนา้ 4.9 พลงั งานน้าข้ึนนา้ ลง พลงั งานน้าข้ึนน้าลง คืออาศยั หลักการพน้ื ฐานของพลังงานศักย์ และพลังงานจลน์ เช่น เดียวกบั เขอ่ื นพลงั นา้ แตแ่ ทนท่จี ะใชเ้ ข่อื นกักน้าบนพน้ื ทีส่ งู ๆ ใหม้ ีความสูง และมปี ริมาณมากๆ กลบั อาศัยการตา่ ง ระดับของน้าขึ้น และนา้ ลงในแตล่ ะวัน เพื่อเพม่ิ ศักยภาพของกาลังงาน โดยจะสรา้ งเข่ือนท่ีปากแมน่ ้า หรอื ปากอ่าวท่ีมีพืน้ ที่เกบ็ นา้ ไดม้ าก และการต่างระดับ หรือพิสยั ของนา้ ข้นึ นา้ ลง โดยเม่อื นา้ ขึ้นนา้ จะไหลเขา้ สู่ อ่างเก็บนา้ และเม่อื นา้ ลง นา้ จะไหลออกจากอ่างเก็บน้า การไหลเขา้ และออกจากอา่ งเก็บน้าสามารถนาไป หมุนกังหนั น้าฉดุ เคร่ืองกาเนดิ ไฟฟูา เช่นเดยี วกบั การผลติ กาลงั ไฟฟูาพลงั นา้ 4.10 พลงั งานความรอ้ นใต้พิภพ พลังงานความร้อนใต้พภิ พ เป็นปรากฏการณ์ท่ีเกดิ ขึ้นตามธรรมชาติ ในลักษณะน้าพุร้อนกว่าหก สิบแหง่ ตามแนวทิศเหนือ ทศิ ใต้ และบรเิ วณแถบชายแดนตะวนั ตกของประเทศไทย (แนวเทอื ก เขาตะนาว ศรี) โดยสันนษิ ฐานว่าจะเปน็ แหลง่ เดยี วกันกับทแี่ ควน้ ยนู าน ในประเทศจนี ตอนใตเ้ น่ืองจากอยูแ่ นวซ้อนของ แผน่ ทวปี คูเ่ ดียวกัน ( Indian Plate ซง่ึ มดุ ลงใต้ Chinese Plate และเกิดแรง ดันในลกั ษณะ Back Arch ) ซง่ึ แผนกเทคนิคพืน้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขุนหาญ

49 จัดอยใู่ นแหลง่ พลงั งานขนาดเลก็ ถงึ ปานกลาง และคาดว่าจะสามารถผลิตพลังงานให้กับโรงไฟฟูาขนาดไมเ่ กิน 50 เมกะวตั ต์ 4.11 พลังงานคลน่ื พลงั งานคล่ืน (Wave Energy) คอื กระแสคลืน่ ในทะเล หรอื มหาสมทุ รสามารถทจี่ ะนามาผลติ ไฟฟูา ได้ โดยอาศัยอุปกรณท์ ีด่ ึงพลังงานจากคลนื่ มาใชโ้ ดยตรง ซ่งึ จะทาการแปลงการเคล่ือน ไหวในแนวตงั้ ของ กระแสคลื่น และการพองตวั ของฟองอากาศ ไปผลกั ให้เครอื่ งกาเนิดไฟฟูาหมุน การผลติ ไฟฟูาจากพลังงาน คล่ืน โดยสามารถที่จะทาได้ทั้งแบบระบบทตี่ ิดตั้งไปตามชายฝัง่ และระบบนอกฝัง่ น้าลึกมากกวา่ 40 เมตร 4.12 พลังงานนิวเคลยี ร์ พลังงานนวิ เคลยี ร์ หรือพลงั งานปรมาณู (Atomic Nuclear) หมายถงึ พลังงานทเ่ี กดิ การแตกตัว ของธาตุ การเกิดปฏกิ ิรยิ านิวเคลียรน์ น้ั ซึ่งจะต้องอาศัยแร่ธาตุบางอยา่ ง เชน่ ธาตุยูเรเนียม (Uranium) ธาตุ ทอเรยี ม (Thorium) และธาตุพลโู ตเนียม (Plutonium) เป็นเช้ือเพลิงซ่งึ อาจถือไดว้ ่า เป็นแหลง่ พลงั งานท่ี มตี น้ กาเนดิ จากโลกเรานี้ 4.13 การเลอื กแหล่งพลังงาน การเลือกใชใ้ หเ้ หมาะสมมีอยู่ 3 ด้าน คือ 1. เทคโนโลยีหรอื เทคนิค 2. เศรษฐศาสตร์ 3. สังคมและส่ิงแวดล้อม 5. กิจกรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ท่ี 17-18 / 18) กิจกรรม เวลาโดยประมาณ (นาท)ี 5 1. ครเู ช็คชอื่ 10 2. พดู ทักทายปราศรัยทัว่ ไป และอบรมคณุ ธรรม 10 จรยิ ธรรม และหลงั จากน้ันทาแบบทดสอบก่อนเรียน 35 (Pre-test) 15 3. ขนั้ นาเข้าสบู่ ทเรียน ดว้ ยการสนทนา การซักถาม 30 ดูภาพจากสอ่ื ออนไลน์ เนื้อหาทีเ่ กี่ยวข้องกับบทเรยี น 10 4. ขน้ั สอน แนะนาประเด็นสาคญั และแบ่งนักเรยี น 5 ค้นควา้ ตามหวั ข้อเรอ่ื ง ตัวแทนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอ 120 ผลงานหน้าชั้นเรียน 5. นกั เรยี นอภปิ รายรว่ มกันในประเด็น พลังงานใน อนาคต 6. ครใู ห้นกั เรียนทาแบบฝึกหัดหนว่ ยที่ 10 หลงั จาก นกั เรยี นทาเสร็จแล้ว เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น (Post-test) หน่วยที่ 10 7. ข้นั สรุป ครแู ละนักเรียนช่วยกนั สรปุ เนอื้ หา บทเรยี น และครูเพม่ิ เติมในส่วนทยี่ ังไมค่ รอบคลุม 8. ครูมอบหมายงาน ให้ทารายงานเพ่ิมเติม เรือ่ ง พลงั งานในอนาคต จากสื่อออนไลน์ รวม แผนกเทคนิคพื้นฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ

6. สื่อการเรียนรู้ 50 6.1 หนังสอื เรียน วิชาวัสดงุ านชา่ งอตุ สาหกรรม รหัสวชิ า 20100 – 1002 บรษิ ัทศูนย์หนงั สอื เมืองไทย จากดั 6.2 เวบ็ ไซต์ออนไลน์ 6.3 และส่ือส่งิ พมิ พ์ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับเนื้อหาบทเรยี น 7. หลักฐานการเรียนรู้ 7.1 ผลการนาเสนองานกลมุ่ 7.2 แบบฝึกหัดหน่วยที่ 10 7.3 คะแนนแบบทดสอบหลงั เรียน (Post-test) หน่วยที่ 10 7.4 เนอ้ื หาศึกษาเพ่ิมเติม เรื่องพลงั งานในอนาคต 8. การวดั ผลและประเมินผล การวดั ผล การประเมินผล (ใชเ้ ครือ่ งมอื ) (นาผลเทยี บกบั เกณฑแ์ ละแปลความหมาย) 1. แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) หน่วยท่ี 10 ไว้เปรยี บเทียบกบั คะแนนสอบหลงั เรียน 2. แบบสังเกตการณท์ างานกลมุ่ และการนาเสนอผลงานกลุ่ม 3. แบบฝกึ หดั หนว่ ยที่ 10 เกณฑผ์ ่าน 50 % 4. แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) หน่วยท่ี 10 เกณฑ์ผา่ น 50 % 5. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ตามสภาพจริง เกณฑ์ผา่ น 50 % เกณฑ์ผ่าน 50 % 9. การขับเคล่ือนปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง สมรรถนะ นอ้ มนาเศรษฐกิจพอเพยี ง โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัด จุดประสงค์ทั่วไป จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม/ ผลกระทบ พฤติกรรมบ่งช้ี สังคม เศรษฐกิจ วฒั นธรรม สง่ิ แวดล้อม  ประยกุ ตใ์ ชป้ รชั ญา 1.การเขา้ ใจธรรมชาติ    ของเศรษฐกจิ 2.รกั ษาดูแลธรรมชาติ    พอเพียงด้านมี 3.การเรียนรู้โดยใช้เง่ือนไข เหตผุ ลในการ สภุ าพและประหยัด   ดารงชีวติ แผนกเทคนคิ พ้ืนฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขุนหาญ

51 10. บันทกึ หลังการสอน 10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ................................................ ...................................................................................... ........................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ........................................................................................................................... .................................................. 10.2 ผลการเรยี นของนกั เรียน/ผลการสอนของครู/ปัญหาทพี่ บ .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 10.3 แนวทางการแกป้ ญั หา ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................ .............................. ..................................................................................................... ......................................................................... ............................................................................................................................. ................................................. ...................................................................................................................................... ........................................ ลงช่อื ............................................... ( นายชตุ ิเทพ มาดตี รี ะเทวาพงษ์ ) ครูผูส้ อน แผนกเทคนคิ พน้ื ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ

52 แบบฝกึ หัดพร้อมเฉลย แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วทิ ยาลยั การอาชีพขนุ หาญ

53 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 1 วัสดุในงานอตุ สาหกรรม คาสั่ง จงเลอื กคาตอบท่ีถูกตอ้ ง 1. หลกั การเลอื กวัสดมุ าใชง้ านต้องพิจารณาอะไรบา้ ง ง. ถกู ทุกข้อ 2. วสั ดใุ นงานอุตสาหกรรมแบ่งออกไดก้ ป่ี ระเภท ค. 2 ประเภท 3. โลหะจาพวกเหลก็ (Ferrous Metal) หมายถึงขอ้ ใด ง. โลหะที่มีสว่ นผสมของเหล็ก 4. ขอ้ ใดจดั เป็นอินทรยี ส์ าร (Organic) ก. หนงั 5. โลหะจาพวกเหล็กมีความหนาแน่นเท่าไร ข. มากกว่า 4 กรัม/ซม.3 6. เหลก็ กลา้ คาร์บอนสามารถแบ่งออกไดก้ ี่ชนดิ ค. 3 ชนิด 7. เหลก็ กล้าคาร์บอนสูง (High Carbon Steel) เปน็ เหลก็ ที่มีคาร์บอนผสมอยเู่ ท่าไร ง. ระหว่าง 0.6–1.50% 8. เหลก็ กล้าไรส้ นมิ (Stainless Steels) หรือเหลก็ อะไร ก. เหลก็ กลา้ สแตนเลส 9. เหล็กกล้าไรส้ นิมกล่มุ ใดแมเ่ หล็กสามารถดดู ติดได้ ข. กลมุ่ เฟอร์รติ กิ (Ferritic) 10. เหลก็ หลอ่ หมายถึงเหล็กท่ีมปี ริมาณคารบ์ อนผสมอยตู่ ง้ั แตเ่ ทา่ ไร ค. 2–6.67% เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยที่ 1 วัสดใุ นงานอตุ สาหกรรม คาส่ัง จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. หลักการเลือกวสั ดุมาใชง้ าน ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ตอบ 1. ความแขง็ แรง 2. ความหนาแนน่ 3. ความเปราะ 4. ดา้ นการนาไปใช้งาน 5. ราคาตน้ ทุนหรอื ค่าโสห้ยุ 6. กรรมวธิ กี ารผลิต 2. วสั ดุอุตสาหกรรมหมายถงึ อะไร ตอบ วัสดอุ ตุ สาหกรรม หมายถงึ ศาสตรท์ ี่เก่ียวข้องกับวสั ดุทใี่ ช้ในงานชา่ ง ทเี่ ปน็ พน้ื ฐานสาหรับช่างทุกสาขา ในงานอุตสาหกรรมนาไปใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ช้ินส่วนรถยนต์ อุปกรณ์เครื่องจักรกล และ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยมี 2 ลักษณะ คือ วัสดุงาน คือ วัสดุที่ใช้ทางานจริง และวัสดุช่วยงาน เป็น วสั ดทุ ชี่ ว่ ยในการผลติ 3. วสั ดุประเภทโลหะหมายถึงอะไร และแบง่ แยกออกได้กี่ชนิด ตอบ วัสดุประเภทโลหะ คือ วัสดุท่ีได้จากการถลุงสินแร่ต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างจะเป็นโลหะบริสุทธิ์ เน้อื อ่อน แขง็ แรงนอ้ ย ไมน่ ิยมนามาใชง้ านโดยตรง แตจ่ ะต้องนาไปปรบั ปรุงคณุ สมบัตกิ ่อนทีจ่ ะนามาใช้งาน แยกเป็น 2 กลุ่ม คอื โลหะจาพวกเหล็กและโลหะนอกจาพวกเหลก็ แผนกเทคนคิ พืน้ ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขุนหาญ

54 4. วัสดุประเภทอโลหะ (Non–Metallic) สามารถทจี่ ะแบง่ ย่อยออกได้ก่ชี นิด ตอบ วสั ดุประเภทอโลหะ แบง่ ออกได้ 2 ชนดิ คอื อินทรยี ส์ ารและอนนิ ทรียส์ าร 5. โลหะ (Metals) หมายถึงอะไร และแบ่งออกได้กช่ี นิด ตอบ โลหะ หมายถึง วัสดุท่ีได้จากการถลุงแร่ธาตุชนิดต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนเองโดยธรรมชาติ ท่ีมีการจัดเรียงตัว ของอะตอมอย่างเป็นระเบียบดีกว่าอโลหะ แต่เนื้อโลหะยังบริสุทธิ์ ต้องนาไปปรับปรุงคุณสมบัติให้เหมาะสม ก่อนท่จี ะนาไปใช้งาน แบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ โลหะจาพวกเหล็กและโลหะนอกจาพวกเหล็ก 6. เหลก็ กล้าคารบ์ อนแบง่ ออกได้กีช่ นิด อะไรบา้ ง ตอบ เหลก็ กล้าคาร์บอนสามารถแบง่ ออกได้ 3 ชนิด คือ เหล็กกล้าคาร์บอนต่า เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง และเหลก็ กลา้ คารบ์ อนสูง 7. คารบ์ อนมคี ุณสมบัติเด่นทางกลอยู่ 2 สว่ น มอี ะไรบ้างจงอธิบาย ตอบ คาร์บอน มคี ุณสมบตั ิทางกลทีเ่ ด่นอยู่ 2 สว่ น คือ 1. การเพม่ิ คุณสมบัติดา้ นความแข็ง (Hardness) ความต้านทานแรงดึง (Tensile Strength) การทน ต่อการเสยี ดสี (Wear Resistance) และความสามารถในการชุบแขง็ (Hardening) 2. การลดคณุ สมบัติด้านความเหนียว (Ductility) ความยืดตัว (Elongation) ความสามารถในการตัด เฉือน (Machine Ability) และความสามารถในการเชอื่ ม (Welding Ability) 8. การเพิ่มธาตตุ ่าง ๆ เข้าไปในเน้ือเหล็กกลา้ ผสม เพื่อทาให้มีคณุ สมบตั ิตามที่ต้องการ ดา้ นใดบ้าง บอกมา 5 ขอ้ ตอบ 1. เพ่ิมความแขง็ 2. เพ่ิมความแขง็ แรงท่อี ุณหภมู ิปกติและอณุ หภูมิสงู 3. เพ่มิ คณุ สมบัตทิ างฟิสกิ ส์ 4. เพ่มิ ความตา้ นทานการสึกหรอ 5. เพม่ิ ความต้านทานการกดั กรอ่ น 9. เหล็กกลา้ ไรส้ นิม กลุม่ มาร์เตนซิติก (Martensitic) แบง่ ออกได้กป่ี ระเภท ตอบ 3 ประเภท คือ 1. ประเภททมี่ ีคาร์บอนตา่ ไมเ่ กิน 0.15% โครเมยี มระหว่าง 12–14% 2. ประเภทท่ีมีคารบ์ อนปานกลาง ประมาณ 0.2–0.4% โครเมียมระหว่าง 13–15% 3. ประเภทที่มีคาร์บอนสูง ระหวา่ ง 0.6–1% โครเมียมระหวา่ ง 14–16% 10. เหลก็ หลอ่ มกี ช่ี นิด อะไรบา้ ง ตอบ 5 ชนิด คือ เหล็กหล่อสีขาว เหล็กหล่อสีเทา เหล็กหล่อเหนียว เหล็กหล่อแกรไฟต์ก้อนกลม และ เหลก็ หล่อผสม เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยท่ี 1 วสั ดใุ นงานอตุ สาหกรรม คาสงั่ จงเลือกคาตอบทีถ่ ูกตอ้ ง 1. หลักการเลือกวสั ดุมาใช้งานต้องพิจารณาอะไรบา้ ง ง. ถูกทุกข้อ 2. วสั ดุในงานอุตสาหกรรมแบง่ ออกไดก้ ปี่ ระเภท ก. 2 ประเภท 3. โลหะจาพวกเหล็ก (Ferrous Metal) หมายถึงขอ้ ใด ข. โลหะทม่ี ีสว่ นผสมของเหล็ก 4. ขอ้ ใดจัดเปน็ อินทรีย์สาร (Organic) ค. หนัง 5. โลหะจาพวกเหล็กมีความหนาแน่นเท่าไร แผนกเทคนคิ พน้ื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

55 ง. มากกว่า 4 กรัม/ซม.3 6. เหลก็ กลา้ คาร์บอนสามารถแบ่งออกได้กช่ี นิด ก. 3 ชนดิ 7. เหลก็ กลา้ คาร์บอนสงู (High Carbon Steel) เปน็ เหล็กทม่ี ีคารบ์ อนผสมอยเู่ ท่าไร ข. ระหวา่ ง 0.6–1.50% 8. เหล็กกลา้ ไรส้ นิม (Stainless Steels) หรอื เหลก็ อะไร ค. เหลก็ กล้าสแตนเลส 9. เหลก็ กลา้ ไรส้ นิมกล่มุ ใดแม่เหลก็ สามารถดูดติดได้ ง. กลมุ่ เฟอร์รติ ิก (Ferritic) 10. เหลก็ หลอ่ หมายถึงเหลก็ ที่มีปริมาณคารบ์ อนผสมอยตู่ ั้งแตเ่ ทา่ ไร ก. 2–6.67% เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 2 กรรมวธิ ีการผลติ เหลก็ คาสง่ั จงเลือกคาตอบท่ถี ูกตอ้ งทีส่ ุด 1. โลหะทไ่ี ดจ้ ากแรต่ ้องทาให้บริสุทธิ์ข้ึนอกี เรยี กว่าอะไร ก. การรไี ฟนน์ ่ิง 2. ส่งิ สกปรกทลี่ อยอย่ใู นกระบวนการหลอมละลายสินแร่ดว้ ยเตาสูง เรยี กว่าอะไร ข. สแลก (Slag) 3. เตาสูงหรอื เรยี กวา่ เตาอะไร ง. เตาบลาสต์เฟอรเ์ นซ 4. หนิ ปนู (Limestone) หรือมชี ่ือทางเคมวี า่ อะไร ค. แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) 5. สินแรเ่ หล็กเฮมาไทต์ (Hematite : Fe2O3) หรือเรียกว่าอะไร ก. เหล็กออกไซด์ 6. เตาสูงเป็นเตาทีใ่ ช้ในการผลติ เหล็กดิบ โดยทั่วไปประมาณก่ีปจี งึ ตอ้ งทาการหยดุ ซ่อมแซม ข. 7 ปี 7. เหล็กดิบมกี ชี่ นดิ ค. 3 ชนิด 8. เหลก็ กล้าคาร์บอน (Carbon Steel) แบ่งออกได้กชี่ นดิ ง. 3 ชนดิ 9. เตากระทะท่ีใชใ้ นการถลงุ เหล็กกลา้ หรือเรียกว่าเตาอะไร ก. เตาโอเพนฮาร์ท 10. กรรมวิธกี ารผลิตเหล็กหลอ่ ได้จากเตาชนดิ ใด ง. เตาควิ โปลา เฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยท่ี 2 กรรมวิธีการผลิตเหลก็ คาส่งั จงตอบคาถามต่อไปนี้ 1. วัตถดุ ิบทใ่ี ช้ในการถลุงเหลก็ ดบิ มอี ะไรบา้ ง ตอบ สินแรเ่ หล็ก ถ่านโค้ก หินปนู เศษเหล็ก อากาศ และน้า 2. สินแรเ่ หลก็ (Iron Ore) มีอะไรบ้าง แผนกเทคนคิ พน้ื ฐาน วิทยาลัยการอาชีพขนุ หาญ

56 ตอบ 1. สินแร่เหลก็ แมกนีไทต์ (Magnetite : Fe3O4) หรอื เรยี กว่า เฟอรโ์ รเฟอรร์ ิกออกไซค์ 2. สินแรเ่ หล็กเฮมาไทต์ (Hematite : Fe2O3) หรอื เรยี กว่า เหล็กออกไซด์ 3. สินแรเ่ หลก็ ลโิ มไนต์ (Limonite) หรอื เฮมาไทต์ (Hematite) (Fe2O3+ n(H2O) 4. สนิ แร่เหล็กซิเดอรไ์ รด์ (Siderite : Fe2CO3) หรือเหล็กคารบ์ อเนต 5. สินแรเ่ หล็กไพไรต์ (Pyrite : FeS2) 3. จงบอกลาดบั ขน้ั ตอนการเตรยี มสินแรแ่ บบเบ้ืองตน้ ตอบ 1. สินแร่ 2. ล้างหนิ ดนิ ทราย 3. บด ทาใหเ้ ป็นผงละเอียด 4. ใช้แมเ่ หล็กดูด เพื่อแยกเอาผงเหล็ก 5. ผสมผงถ่านและหนิ ปูน 6. อบไล่ความชนื้ และอดั ให้เป็นก้อนกลม 4. จงบอกวิธกี ารถลุงเหลก็ ดบิ เช่น ในการถลงุ เหลก็ ดิบ 500 ตัน เมื่อใช้วตั ถดุ ิบดังน้ี คือ สนิ แร่เหล็ก 1,000 ตัน ถ่านโค้ก 400 ตนั หนิ ปนู 250 ตัน และลมรอ้ นประมาณ 2,000 ตนั มีลาดบั ขนั้ ตอนอยา่ งไร ตอบ 1. เตรียมสนิ แรเ่ หลก็ ถา่ นโคก้ หินปูน เศษเหล็ก และลมรอ้ นใหพ้ ร้อม 2. นาวตั ถทุ ี่เตรยี มปูอนเขา้ เตาทางปาก 3. ด้านลา่ งของเตาจะมีลมรอ้ นเปุาทาใหถ้ า่ นโค้กเกิดการเผาไหมอ้ ุณหภมู ิ 200 องศาเซลเซียส 4. ถ่านโค้กเกิดการลุกไหม้ทาปฏิกิริยาดึงออกซิเจนที่อุณหภูมิ 1,200 °C จากสินแร่เหล็กทาให้ กลายเป็นเหลก็ ดบิ หลอมละลายท่อี ณุ หภูมิ 1,528 °C ตกลงมาด้านล่าง 5. หินปูนท่ีใส่เข้าไป รวมตัวกับสารมลทินในสินแร่เหล็กกลายเป็นสแลก ลอยตัวอยู่บนผิวน้าเหล็ก ทีอ่ ณุ หภูมิ 1,600 °C และเตรียมตกั ท้ิงหรือระบายออกไป 6. ผลผลติ ทอ่ี อกมาไดเ้ ป็นเหล็กดิบ โดยมี 2 ชนิด คือ เหล็กดิบสีเทา เหล็กดิบขาว ขี้ตะกรัน และแก๊ส ร้อน เปน็ ต้น 5. ผลผลติ ทไ่ี ด้จากเตาสูงมีอะไรบ้าง ตอบ 1. เหล็กดิบ ผลผลิตสาคัญซึ่งได้จากการถลุงแร่ในเตาสูง เหล็กดิบ ท่ีได้จากเตาน้ันมีหลายประเภท ขึน้ อยู่กับชนดิ ของแร่เหลก็ และวัตถดุ บิ ท่ีใสเ่ ขา้ ไป ชนิดของเหล็กดบิ มี 3 ชนิด คือ 1.1 เบสกิ พิก เปน็ เหลก็ ดิบทนี่ าไปถลุงเปน็ เหล็กกล้า ดว้ ยกรรมวิธขี องเตากระทะทเี่ ปน็ แบบดา่ ง 1.2 เบสเซเมอรพ์ ิก เป็นเหล็กดบิ ท่นี าไปถลุงเหลก็ กลา้ ด้วยกรรมวิธเี บสเซมเมอร์ 1.3 ฟาวน์ดร้พิ กิ เปน็ เหลก็ ดบิ ทีน่ าไปถลงุ ในโรงหล่อโดยอาจเปน็ หล่อหรอื เหลก็ หล่อเหนยี ว 2. ข้ีตะกรนั เปน็ ส่ิงสกปรกทอ่ี ยใู่ นสนิ แรเ่ หลก็ ซึ่งถูกกาจดั โดยหินปูน ข้ีตะกรันท่ีได้จากเตาสูงจะมีเนื้อ ละเอียด ใช้เป็นส่วนผสมในการทาปูนซีเมนต์ และเป็นวัตถุดิบอย่างหน่ึงสาหรับผลิตใยหิน มีคุณสมบัติเป็น ฉนวนปอู งกันความร้อนและเป็นฉนวนปอู งกันเสียงไดด้ ี 3. แกส๊ ร้อน (Hot Gas) ทีไ่ ดจ้ ากเตาสงู ในการผลติ เหลก็ ดิบ 6. การผลิตเหลก็ กลา้ ชนดิ ต่าง ๆ สามารถผลติ ได้ด้วยเตาประเภทใดบอกมา 5 ขอ้ ตอบ 1. การผลิตเหล็กกล้าจากเตาโทมาส (Thomas Furnace) 2. การผลติ เหลก็ กลา้ จากเตากระทะหรอื เตาโอเพนฮาร์ท (Open Hearth Furnace) 3. การผลิตเหล็กกล้าจากเตาไฟฟูา (Electric Arc Furnace) 4. การผลติ เหล็กกล้าจากเตาเปุาดว้ ยออกซิเจน (Direct Oxygen Process or L.D. Process) 5. การผลิตเหล็กกลา้ ด้วยเตาเหน่ยี วนากระแสไฟฟาู (Induction or High Frequency Furnace) 7. จงบอกขัน้ ตอนกรรมวิธีการเปุาดว้ ยออกซิเจน หรอื L.D.–Process ต่อไปนี้ แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขุนหาญ

57 ตอบ 1. ภาชนะมที ่อน้า ใส่ส่วนประสม (เจือ) ต่าง ๆ ท่อออกซเิ จน 2. ใส่เศษเหลก็ 3. ใสเ่ หล็กดิบ 4. ตาแหน่งเป่ าออกซเิ จน 5. เทน้าขตี้ ะกรัน (Slag) 6. เทน้าเหล็กลงเบ้า 8. จงบอกสว่ นประกอบของเตาสูงต่อไปน้ี ออกลงเบา้ 1. ปล่องควัน 6. ลม 2. เครือ่ งทาลมร้อน 7. ลมภายนอก 3. กา๊ ซเสยี 8. ชาร์จ 4. ลมร้อน 9. โซนอุ่นสินแร่ 5. กา๊ ซรอ้ น 10. ทางไหลนา้ เหล็ก 9. จงอธิบายกรรมวธิ กี ารผลิตเหล็กหล่อจากเตาควิ โปลา มขี น้ั ตอนอะไรบ้าง ตอบ 1. เรม่ิ ต้นด้วยการตดิ เตาโดยใช้ถ่านฟืนหรอื วตั ถุเชอื้ เพลงิ ในครั้งแรกเมือ่ ติดดีแล้วจึงเติมถ่านโค้กลงไป ใหม้ ปี ริมาณสูงกวา่ รูพ่นลม 2. คอ่ ย ๆ พน่ ลมเข้าไปในเตาจนกวา่ ถา่ นโคก้ จะตดิ ไฟ แล้วจึงลดปริมาณลมลง 3. เติมหินปูนสลับกับเหล็กดิบและเศษเหล็กสลับกันไปเป็นชั้น ๆ จนเต็ม สลับกันในอัตราส่วน เฉลี่ย 8 : 1 (เหล็กดิบ 8 ส่วน ถา่ นโค้ก 1 สว่ น) 4. เม่ือเติมวัตถุดิบจนเต็ม แล้วให้ปิดรูน้าเหล็ก รูข้ีตะกรันให้หมด แล้วเพิ่มปริมาณกระแสลม ทาให้ เกดิ ความรอ้ นจนกระทัง่ เหลก็ หลอมละลาย 5. เม่ือเหลก็ หลอมละลายให้เตมิ วตั ถุดิบลงมาเรอ่ื ย ๆ โดยเตมิ สลับกันเปน็ ช้นั ๆ 6. เม่ือเหล็กหลอมละลายจนกระท่ังได้ปริมาณท่ีต้องการให้เปิดรูขี้ตะกรันออกก่อน แล้วจึงเปิดรู น้าเหล็กออก นาเบา้ มารองรบั น้าเหลก็ เพอ่ื เทลงแบบหล่อท่เี ตรียมไว้ แผนกเทคนิคพืน้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขุนหาญ

58 10. เหล็กหล่อหมายถึงอะไร และบอกชนิดเหลก็ หล่อมา 3 ชนิด ตอบ เหล็กหลอ่ คอื เหลก็ ที่มีปริมาณคาร์บอน 2–6.67% มีจุดหลอมเหลวประมาณ 1,150–1,250 °C อัตรา การขยายตัวต่า รับแรงอัดดี รับแรงดึงได้น้อย มีความแข็งแรงอยู่ในเกณฑ์ปานกลางและราคาถูก ประหยัด เช้อื เพลงิ ในการถลุง ชนดิ ของเหล็กหล่อ ไดแ้ ก่ เหลก็ หลอ่ สเี ทา เหล็กหล่อสีขาว และเหลก็ หล่ออบเหนียว เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 2 กรรมวิธีการผลิตเหล็ก คาสง่ั จงเลอื กคาตอบท่ีถูกต้องทีส่ ุด 1. โลหะที่ไดจ้ ากแรต่ ้องทาให้บริสทุ ธ์ขิ น้ึ อีกเรยี กว่าอะไร ข. การรไี ฟนน์ ่ิง 2. สิง่ สกปรกที่ลอยอยใู่ นกระบวนการหลอมละลายสนิ แร่ดว้ ยเตาสงู เรียกว่าอะไร ก. สแลก (Slag) 3. เตาสูงหรือเรียกวา่ เตาอะไร ก. เตาบลาสตเ์ ฟอร์เนซ 4. หนิ ปนู (Limestone) มชี อื่ ทางเคมวี ่าอะไร ง. แคลเซยี มคาร์บอเนต (CaCO3) 5. สินแรเ่ หล็กเฮมาไทต์ (Hematite : Fe2O3) หรือเรยี กว่าอะไร ข. เหล็กออกไซด์ 6. เตาสูงเป็นเตาทใี่ ชใ้ นการผลิตเหล็กดบิ โดยท่วั ไปประมาณก่ีปีจึงตอ้ งทาการหยุดซ่อมแซม ข. 7 ปี 7. เหลก็ ดิบมีก่ีชนดิ ค. 3 ชนดิ 8. เหล็กกล้าคาร์บอน (Carbon Steel) แบ่งออกได้ก่ีชนิด ค. 3 ชนดิ 9. เตากระทะท่ใี ชใ้ นการถลุงเหล็กกล้าหรือเรยี กว่าเตาอะไร ค. เตาโอเพนฮาร์ท 10. กรรมวธิ ีการผลิตเหลก็ หล่อได้จากเตาชนิดใด ข. เตาควิ โปลา เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 3 โลหะนอกจาพวกเหล็ก คาสง่ั จงเลอื กคาตอบท่ถี ูกตอ้ ง 1. โลหะนอกจาพวกเหลก็ แบ่งออกไดก้ ป่ี ระเภทใหญ่ ๆ ค. 3 ประเภท 2. โลหะหนักมคี วามหนาแน่นเท่าใด ก. มากกว่า 4 กรัม/ซม.3 3. ขอ้ ใดจัดอยู่ในประเภทของโลหะหนัก ข. ทองแดง แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขนุ หาญ

59 4. ตะกั่วมีสัญลักษณ์ทางเคมีอย่างไร ง. Pb 5. Light Metal หมายถงึ อะไร ค. โลหะเบา 6. โลหะผสมแบ่งออกไดก้ ปี่ ระเภท ก. 2 ประเภท 7. ทองเหลืองเป็นโลหะผสมระหว่างอะไร ข. ทองแดงและสงั กะสี 8. BZAL เปน็ โลหะผสมระหว่างอะไร ง. บรอนซ์อะลมู ิเนียม 9. เงนิ บัดกรเี บอร์ 25 เหมาะสาหรับงานลกั ษณะใด ก. งานละเอยี ด 10. ซนิ เตอรห์ มายถึงอะไร ก. ผงละเอยี ด เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยท่ี 3 โลหะนอกจาพวกเหลก็ คาสั่ง จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. โลหะนอกจาพวกเหล็กแบ่งออกไดก้ ี่ชนิด อะไรบ้าง ตอบ 3 ชนดิ ได้แก่ โลหะหนัก โลหะเบา และโลหะผสม 2. โลหะหนกั หมายถึงอะไร พรอ้ มยกตวั อยา่ งมา 5 ขอ้ ตอบ โลหะหนัก หมายถึง โลหะที่มีความหนาแน่นมากกว่า 4 กรัม/ซม.3 ท่ีมีความสาคัญต่อระบบงาน อุตสาหกรรม ยกตัวอย่างเชน่ ทองแดง ดบี กุ ทองคา ตะกั่ว และโครเมยี ม 3. สงั กะสนี าไปใชง้ านอะไรบ้าง ตอบ ใช้เคลือบเหล็กอาบสังกะสี เคลือบลวด ท่อประปา ทาแผ่นแบตเตอร่ี ใช้เป็นโลหะผสมทาทองเหลือง ทาสี กระบอกถ่านไฟฉาย กระป๋อง และเคลอื บภาชนะใสอ่ าหาร เปน็ ตน้ 4. โลหะเบาหมายถึงอะไร พรอ้ มยกตัวอย่างมา 5 ข้อ ตอบ โลหะเบา หมายถึง โลหะที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า 4 กก./ซม.3 เช่น อะลูมิเนียม แมกนีเซียม ไทเทเนยี ม เซอรโ์ คเนียม และแบริลเลียม เป็นตน้ 5. อะลูมิเนยี มใชท้ าผลิตภัณฑ์อะไรได้บ้าง บอกมา 10 ขอ้ ตอบ 1. ลวดสายไฟ 2. หม้อหงุ ข้าว 3. กระทะไฟฟูา 4. กระปอ๋ ง 5. ขนั น้า 6. ทาเฟอรน์ ิเจอร์ 7. ทาประตบู ้าน 8. มงุ้ ลวด 9. ตัวเรือน เคร่ืองสบู 10. ลูกสบู 6. โลหะผสมหมายถงึ อะไร แผนกเทคนิคพ้ืนฐาน วิทยาลยั การอาชีพขุนหาญ

60 ตอบ โลหะผสม หมายถึง การนาโลหะตั้งแต่ 2 ชนิดข้ึนไป ผสมกันในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน หรือใน อัตราส่วนที่กาหนด โดยหลอมละลายให้เป็นเนื้อเดียวกันหรือในอัตราส่วนที่กาหนด เพ่ือให้มีคุณสมบัติที่ เหมาะสมจะนาไปใชง้ าน 7. ทองเหลอื งแบง่ ออกได้กี่ชนิด อะไรบา้ ง ตอบ ทองเหลืองแบง่ ออกได้ 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ ทองเหลืองหลอ่ ทองเหลืองรีด และทองเหลืองพิเศษ 8. จงอธบิ ายกรรมวิธกี ารผลติ โลหะซินเตอรม์ าพอเข้าใจ ตอบ 1. บดโลหะทต่ี ้องการผลิต ให้เป็นผงละเอียด 2. ทาการบดอัดโลหะผงลงในแบบท่เี ตรยี มไว้ 3. นาเขา้ เตาอบไฟฟูาที่อณุ หภมู ิ 900–1,100 °C 4. เข้าเครื่องอัด เพื่อตกแตง่ ขนาดของชิน้ งาน อบทอ่ี ุณหภมู ิ 1,300–1,700 °C แล้วแกะออกจากแบบ 9. จงบอกคุณสมบตั ขิ องโลหะซินเตอรม์ าอยา่ งน้อย 5 ข้อ ตอบ 1. เป็นโลหะที่มีความแข็งสูง 2. ทนต่อความร้อนและทนต่อการกดั กร่อนได้ดี 3. สามารถใชเ้ ป็นโลหะแขง็ 4. มีรพู รุน ทาใหเ้ ปราะแตกหกั ง่าย 5. มีน้าหนักเบาและมคี วามหนาแนน่ นอ้ ย 10. วัตถดุ ิบทน่ี ามาผลติ เปน็ โลหะซินเตอร์มอี ะไรบ้าง ตอบ 1. ผงคาร์บอน 2. ผงทงั สเตนคาร์ไบด์ 3. ผงไทเทเนียมคาร์ไบด์ 4. ผงแทนทาลมั คาร์ ไบด์ เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 3 โลหะนอกจาพวกเหล็ก คาส่ัง จงเลือกคาตอบที่ถูกตอ้ ง 1. โลหะนอกจาพวกเหล็กแบ่งออกไดก้ ป่ี ระเภทใหญ่ ๆ ข. 3 ประเภท 2. โลหะหนกั มคี วามหนาแน่นเท่าใด ค. มากกวา่ 4 กรัม/ซม.3 3. ข้อใดจัดอยู่ในประเภทของโลหะหนกั ง. ทองแดง 4. ตะกว่ั มีสญั ลกั ษณ์ทางเคมอี ย่างไร ข. Pb 5. Light Metal หมายถึงอะไร ก. โลหะเบา 6. โลหะผสมแบ่งออกไดก้ ีป่ ระเภท ค. 2 ประเภท 7. ทองเหลืองเปน็ โลหะผสมระหว่างอะไร ง. ทองแดงและสงั กะสี 8. BZAL เป็นโลหะผสมระหวา่ งอะไร ข. บรอนซ์อะลมู เิ นยี ม 9. เงนิ บัดกรีเบอร์ 25 เหมาะสาหรับงานลกั ษณะใด ค. งานละเอียด แผนกเทคนิคพ้ืนฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

61 10. ซินเตอร์หมายถงึ อะไร ค. ผงละเอยี ด เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 4 เชอ้ื เพลิง วสั ดุหลอ่ ลืน่ และวัสดุหล่อเยน็ คาส่ัง จงเลอื กคาตอบท่ถี ูกตอ้ ง 1. เช้ือเพลงิ มสี ่วนประกอบของธาตุอะไรเป็นหลัก ง. คาร์บอนและไฮโดรเจน 2. ข้อใดคือองค์ประกอบการเผาไหม้เชอื้ เพลิง ง. ถกู ทุกข้อ 3. เชอ้ื เพลงิ แบ่งได้ก่ปี ระเภท ก. 3 ประเภท 4. ขอ้ ใดต่อไปนจี้ ัดเป็นเชอ้ื เพลงิ แข็ง ข. ถ่านหนิ 5. น้ามนั ดิบแบบพาราฟินเบส (Paraffin–Based) มีสว่ นประกอบของสารอะไร ค. สารประกอบของสารไฮโดรคารบ์ อน 6. น้ามนั เบนซิน ออกเทน 95 มสี อี ะไร ง. สเี หลอื ง 7. แอลกอฮอล์ชนดิ ใดท่ีได้จากผลผลติ จากการเกษตร ก. เอทลิ แอลกอฮอล์ 8. กา๊ ซมีเทน มีสตู รทางเคมตี รงกับข้อใด ข. CH4 9. ก๊าซอะเซทลี นี (Acetylene) มสี ัญลกั ษณ์ทางเคมี ตรงกับข้อใด ข. C2H2 10. ข้อใดเปน็ สารหลอ่ ล่ืนชนิดกง่ึ เหลว ค. จาระบี เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยที่ 4 เช้ือเพลิง วสั ดุหล่อลน่ื และวัสดุหล่อเยน็ คาสง่ั จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. เชื้อเพลงิ แบง่ ไดก้ ป่ี ระเภท อะไรบ้าง ตอบ เชื้อเพลงิ แบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดงั นค้ี อื 1. เชอ้ื เพลิงแข็ง เชน่ ถา่ นหิน ไม้ แกลบ ข้เี ล่ือย ชานอ้อย และฟางอ้อย เปน็ ต้น 2. เช้ือเพลิงเหลว เช่น น้ามนั ปโิ ตรเลียม แอลกอฮอล์ น้ามันพชื และน้ามันสัตว์ เปน็ ต้น 3. เชื้อเพลิงก๊าซ เชน่ ก๊าซธรรมชาติ กา๊ ซหงุ ตม้ และก๊าซชีวภาพ เปน็ ตน้ 2. องคป์ ระกอบการเผาไหมเ้ ช้อื เพลิงมีกี่สว่ น อะไรบ้าง ตอบ 3 สว่ น ไดแ้ ก่ เชื้อเพลงิ ออกซิเจน และความร้อน แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขนุ หาญ

62 3. ประเภทของถา่ นหนิ สามารถแบ่งออกได้กี่ชนิด ตอบ 5 ชนิด ได้แก่ ถ่านหินแบบพีต ถ่านหินแบบลิกไนต์ ถ่านหินแบบซับบิทูมินัส ถ่านหินแบบบิทูมินัส และ ถ่านหนิ แบบแอนทราไซต์ 4. เชอ้ื เพลงิ เหลว (Liquid Fuel) หมายถงึ อะไร ตอบ เชอ้ื เพลิงเหลวท่ไี ด้จากน้ามันดิบ จากการทับถมของซากพืช ซากสัตว์ที่ตายแล้ว โดยทับถมกันมาเป็น เวลาหลาย ๆ ล้านปี น้ามันดิบ เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน มีองค์ประกอบดังนี้คือ คาร์บอน 83–87% ไฮโดรเจน 11–15% ออกซิเจน 5% กามะถัน 6% และไนโตรเจน 0.05% ดังนั้นในการนาน้ามันดิบหรือน้ามัน ปโิ ตรเลียมมาใช้จะต้องผา่ นกรรมวธิ กี ารกล่นั 5. ประโยชนข์ องกา๊ ซชวี ภาพมีก่ดี า้ น อะไรบ้าง ตอบ 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ ด้านส่งิ แวดล้อม ดา้ นพลังงาน และดา้ นการเกษตร 6. จงบอกคุณสมบัตขิ องกา๊ ซอะเซทลี นี มา 5 ข้อ ตอบ 1. เป็นแก๊สท่ไี ม่มีสี แตม่ ีกลน่ิ ฉนุ รนุ แรง 2. ตดิ ไฟได้ง่ายเม่ือรวมตัวกับออกซเิ จนในอัตราสว่ นทเ่ี หมาะสม 3. เป็นแกส๊ ท่มี นี า้ หนักเบากว่าอากาศ 4. ละลายในนา้ แอลกอฮอล์ และอะซีโตนได้ดี 5. เมือ่ เย็นจัดจะกลายเป็นของแข็งสขี าว ซง่ึ อาจจะระเบิดได้ท่ีอณุ หภมู ิ –83 °C 7. จงอธบิ ายชนิดของสารหล่อลื่น แบง่ ตามสภาพอุณหภูมไิ ด้ก่ชี นิด อะไรบ้าง ตอบ ชนดิ ของสารหลอ่ ลนื่ แบง่ ตามสภาพของอุณหภมู ิได้ 3 ชนิด ได้แก่ 1. สารหล่อลืน่ ชนดิ เหลว เชน่ น้ามันเครอ่ื ง น้ามันพชื และนา้ มนั สัตว์ เป็นตน้ 2. สารหล่อลน่ื ชนดิ กึง่ เหลว เชน่ จาระบี เป็นต้น 3. สารหลอ่ ล่ืนชนดิ แข็ง เช่น แกรไฟต์ ผงหินสบู่ และผงโมลิบดินมั เปน็ ต้น 8. จงบอกหน้าท่ีของน้ามันเครอ่ื งมา 5 ขอ้ ตอบ 1. เป็นตัวชว่ ยในการหลอ่ ลนื่ 2. ช่วยระบายความร้อนของเคร่ืองยนต์ 3. ช่วยรกั ษาความสะอาดภายในเครอื่ งยนต์ 4. ชว่ ยปูองกนั การรวั่ ซมึ ของกา๊ ซ 5. ช่วยปอู งกนั การเกิดสนิม 9. จาระบหี มายถึงอะไร ตอบ จาระบี เป็นวัสดุหล่อล่ืนแบบก่ึงของเหลว โดยมีส่วนประกอบระหว่างน้ามันกับสบู่ น้ามันหล่อล่ืนที่มี ดชั นีความหนดื สูง การเตมิ สารเพิ่มคุณภาพเพื่อช่วยให้การทางานได้ท่ีอุณหภูมิต่าและสูง ในการเลือกใช้จาระบี ไปใช้ใหเ้ หมาะสมกบั งาน จะตอ้ งพิจารณาถงึ สบู่ทีน่ ามาผสมเป็นจาระบี 10. วัสดุหลอ่ เย็นหมายถงึ อะไร และแบ่งออกไดก้ ่ปี ระเภท อะไรบ้าง ตอบ วัสดุหล่อเย็นหรือสารหล่อเย็นที่ใช้ในการแปรรูปและตัดเฉือนโลหะด้วยคมตัด เช่น การกลึง การเจาะ การตัด การไส และการเจียระไน เป็นต้น เมื่อนาคมตัดไปใช้งานจะเกิดการเสียดสีระหว่างหน้าคมกับวัสดุ ชิ้นงาน ทาใหเ้ กิดความรอ้ นขน้ึ ซง่ึ ทาใหค้ มตดั ของเคร่อื งมือตัดเสยี หายได้ วสั ดหุ ล่อเยน็ แบง่ ออกได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดังน้คี อื อากาศ นา้ และน้ามัน เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 4 เชอ้ื เพลิง วสั ดุหล่อลืน่ และวัสดหุ ล่อเยน็ คาส่ัง จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกต้อง แผนกเทคนคิ พืน้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

63 1. เชื้อเพลงิ มีส่วนประกอบของธาตอุ ะไรเปน็ หลกั ข. คาร์บอนและไฮโดรเจน 2. องค์ประกอบการเผาไหมเ้ ชื้อเพลงิ ง. ถกู ทุกข้อ 3. เชอื้ เพลิงแบ่งได้กปี่ ระเภท ง. 3 ประเภท 4. ขอ้ ใดต่อไปน้จี ัดเป็นเชื้อเพลงิ แขง็ ง. ถ่านหิน 5. นา้ มันดิบแบบพาราฟินเบส (Paraffin–Based) มีส่วนประกอบของสารอะไร ก. สารประกอบของสารไฮโดรคารบ์ อน 6. นา้ มนั เบนซนิ ออกเทน 95 มีสอี ะไร ข. สเี หลือง 7. แอลกอฮอลช์ นิดใดท่ีไดจ้ ากผลผลิตจากการเกษตร ค. เอทลิ แอลกอฮอล์ 8. กา๊ ซมีเทนมสี ูตรทางเคมตี รงกับข้อใด ง. CH4 9. ก๊าซอะเซทีลีน (Acetylene) มีสญั ลกั ษณ์ทางเคมีตรงกันข้อใด ง. C2H2 10. ขอ้ ใดเป็นสารหล่อลน่ื ชนิดกง่ึ เหลว ก. จาระบี เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 5 วสั ดกุ อ่ สรา้ ง คาส่ัง จงเลือกคาตอบทีถ่ ูกตอ้ ง 1. วสั ดกุ อ่ สร้างสามารถแบ่งออกไดก้ ่ปี ระเภทใหญ่ ๆ ก. 3 ประเภท 2. ข้อใดเป็นสว่ นประกอบของต้นไม้ ข. ลาต้น 3. ขอ้ ใดจดั เปน็ ไม้เน้อื อ่อน ค. ไมม้ ะยมปุา 4. ไมอ้ ัดหรอื มชี ื่อเรยี กว่าอะไร ง. ไม้อัดสลับชั้น 5. ไม้อัดประเภทใชง้ านภายใน เหมาะสาหรับงานลักษณะใด ก. ตกแตง่ ภายใน 6. ไม้อัด MFD ไดจ้ ากวตั ถุดบิ ชนิดใด ข. ซงั อ้อยท่เี หลอื จากการผลิตนา้ ตาล 7. อฐิ เป็นวัสดุทเ่ี กดิ จากการผสมวัสดุชนิดใด ค. ทราย ดิน ถา่ น และแกลบ 8. ข้อใดจดั เป็นแรต่ ระกูลคาร์บอเนต ง. แคลไซด์ แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

64 9. ทรายถา้ มีขนาดเสน้ ผา่ นศนู ย์กลางโตกวา่ 2 มม. เรียกว่าอะไร ก. กรวด 10. คอนกรีตประกอบด้วยอะไรบ้าง ข. ปนู ทราย หิน และนา้ เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยท่ี 5 วัสดกุ ่อสร้าง คาส่ัง จงตอบคาถามต่อไปนี้ 1. วสั ดุกอ่ สร้างสามารถแบ่งออกได้กป่ี ระเภท และยกตวั อยา่ งประกอบ ตอบ 3 ประเภท ได้แก่ 1. วัสดุก่อสรา้ งทัว่ ไป เชน่ ไม้ หนิ ทราย กรวด และอิฐ เป็นต้น 2. วัสดุมุงหลงั คา เช่น สงั กะสี และกระเบื้องมุมหลงั คา เป็นต้น 3. วัสดปุ ูพ้ืน เช่น ปาเก้ และกระเบื้องปูพื้น เปน็ ต้น 2. จงบอกโครงสรา้ งของต้นไมม้ าอย่างนอ้ ย 7 ข้อ ตอบ 1. ใจกลาง เปน็ จดุ ศูนย์กลางของต้นไม้ จะเปน็ รเู ลก็ ๆ 2. แกน่ ไม้ คือ จะอยู่ระหว่างใจกลาง และกระพี้ 3. กระพ้ี คือ จะอย่รู ะหวา่ งแกน่ ไม้ กบั ทางเล้ียงลาตน้ 4. ทางเลยี้ งลาต้น เป็นวงปีนอกสดุ ของไม้ ส่วนทสี่ ง่ อาหารท่ปี รงุ แลว้ ไปเลี้ยงลาต้น 5. เสน้ รศั มี เปน็ เสน้ ท่ีวงิ่ จากใจกลาง ไปหาเปลือกไม้ 6. วงปี เป็นวงแสดงการเจริญเตบิ โตของตน้ ไม้ โดย 1 ปี จะมี 1 วง หรือมากกว่านั้น 7. เปลือก เป็นสว่ นทอี่ ยวู่ งนอกสุดของลาต้น 3. จงอธิบายกรรมวธิ กี ารแปรรูปไม้ ตอบ 1. Cutting คือ การแปรรปู โดยใช้เครอื่ งทนุ่ แรงในการตัด เชน่ การเล่ือย การกลึง การตัด การไส เป็น ต้ น 2. Forming คือ การแปรรูปมาจากการ Cutting โดยไม้พร้อมที่จะนาไปดัดหรือตกแต่ง ทาสลัก และ ขอ้ ต่อต่าง ๆ 3. Fastening คือ เมื่อผ่านขบวนการ Forming เรียบร้อยแล้ว จะนาเข้าไปประกอบ ยึดกาว ยึดสกรู 4. Finishing คือ ขบวนการแปรรูปขัน้ สดุ ทา้ ย จะเปน็ การตกแต่งเพิ่มสสี นั ใหไ้ ม้ 4. ไม้อดั หมายถึงอะไร ตอบ ไม้อัดหรือไม้อัดสลับช้ัน หมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการประกอบสมดุล โดยการนาไม้บางหลายแผ่น มาประกอบให้ยึดติดกันด้วยกาว ลักษณะที่สาคัญคือ การจัดให้ไม้บางแต่ละแผ่นมีแนวเส้ียนขวางตั้งฉากกัน เพื่อเพ่ิมคุณสมบตั ทิ างความแข็งแรงและลดการขยายตวั หรอื หดตวั ในระนาบของแผ่นใหน้ ้อยท่สี ดุ 5. อิฐ (Brick) หมายถงึ อะไร และยกตัวอย่างชนดิ ของอิฐท่ีนามาใช้งาน อยา่ งน้อย 2 ตัวอย่าง ตอบ อฐิ เป็นวัสดกุ ่อสรา้ งที่เกดิ จากการผสม ทราย ดนิ ถา่ น และแกลบอัดบดให้เป็นดินเหนียวแน่นเป็นก้อน ส่ีเหล่ียม นาไปตากให้แห้งแล้วนาไปเผาอบให้สุก เพื่อใช้ในการก่อกาแพง ผนังบ้านพักอาศัย แต่ปัจจุบันมีการ นาเอาซีเมนตม์ าอัดบดทาเป็น “อฐิ บลอ็ ก” อิฐมอญ เป็นอิฐท่ีทาข้ึนจากดินโคลน ผสมกับแกลบ 10% เพ่ือให้มีความโปร่ง นาไปอัดข้ึนรูปด้วยมือ ในแบบ นาไปตากใหแ้ หง้ แล้วนาไปเผาผิวไมค่ อ่ ยเรียบร้อยเทา่ ใดนกั ราคาถูก เหมาะสาหรับก่อกาแพง ฉาบปูน ทบั มีความหนา 5 ซม. กว้าง 9 ซม. และยาว 20 ซม. 6. วฏั จกั รของหิน (Rock Cycle) แบ่งออกไดก้ ีป่ ระเภท อะไรบ้าง ตอบ นักธรณีวทิ ยาได้แบ่งหนิ ออกเปน็ 3 ประเภท คอื หินอคั นี หินตะกอนหรอื หินช้นั และหินแปร แผนกเทคนิคพ้ืนฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ

65 7. ทราย (Sand) หมายถงึ อะไร และแบ่งออกได้กป่ี ระเภท อะไรบา้ ง ตอบ ทราย คือ เมล็ดของแร่ธาตุต่าง ๆ ที่เป็นวัสดุก่อสร้างใช้เป็นส่วนผสมของคอนกรีต ทรายจะเป็นเม็ด เล็กๆ ทแี่ ตกแยกออกมาจากหนิ โดยเกิดขน้ึ เองตามธรรมชาติ มขี นาดเสน้ ผ่านศูนย์กลางโตไม่เกนิ 2 มม. ประเภทของทราย โดยท่ัวไปแบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ ทรายบก ทรายแม่น้า ทรายทะเล และทราย ย่อย 8. วตั ถุดบิ ท่ใี ช้ในการผลติ ปนู ซเี มนต์แบง่ ออกไดก้ ช่ี นดิ อะไรบา้ ง ตอบ 3 ชนิด คือ วัตถุดิบที่มีส่วนประกอบของปูนขาว วัตถุดิบท่ีมีส่วนประกอบของดินดา และวัตถุดิบ ปรับแต่งคุณสมบัติ 9. ปนู ขาว (Limes) หมายถงึ อะไร ตอบ ปนู ขาว คือ วัสดุทีใ่ ช้ในงานก่อสร้าง ได้มาจากการเผาหินปูน แล้วบดให้เป็นผง ใช้ยึดประสานหิน เพ่ือ ปรับคา่ ความเปน็ กรดด่างของดิน น้า เหมาะสาหรบั บ่อก้งุ บ่อปลา เลา้ ไก่ และบ่อบาบัดนา้ เสีย เป็นตน้ 10. คอนกรีตท่ีใชใ้ นงานทัว่ ไปตามสัดส่วนของสว่ นผสมแบ่งไดก้ ่ีชนดิ อะไรบ้าง ตอบ 3 ชนิด คือ คอนกรีตสาหรับงานทั่ว ๆ ไป คอนกรีตสาหรับงานที่ต้องการรับแรงสูงเป็นพิเศษ และ คอนกรตี หยาบสาหรับงานที่เทเหนอื เสาเขม็ เพ่อื รองรบั ฐานราก เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 5 วสั ดกุ ่อสร้าง คาสงั่ จงเลอื กคาตอบทถ่ี ูกต้องทสี่ ดุ 1. วสั ดกุ อ่ สรา้ งสามารถแบ่งออกไดก้ ่ปี ระเภทใหญ่ ๆ ง. 3 ประเภท 2. ขอ้ ใดเปน็ ส่วนประกอบของต้นไม้ ง. ลาต้น 3. ข้อใดจดั เป็นไม้เน้อื ออ่ น ก. ไมม้ ะยมปุา 4. ไมอ้ ัดหรอื มชี ่ือเรียกวา่ อะไร ข. ไม้อัดสลบั ช้ัน 5. ไมอ้ ัดประเภทใช้งานภายใน เหมาะสาหรบั งานลักษณะใด ค. ตกแตง่ ภายใน 6. ไมอ้ ัด MFD ไดจ้ ากวตั ถุดิบชนิดใด ง. ซงั อ้อยทเี่ หลอื จากการผลิตน้าตาล 7. อิฐเป็นวัสดทุ ่ีเกิดจากการผสมวัสดุชนดิ ใด ก. ทราย ดนิ ถา่ น และแกลบ 8. ข้อใดจดั เปน็ แรต่ ระกูลคารบ์ อเนต ข. แคลไซด์ 9. ทรายถ้ามีขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางโตกวา่ 2 มม. เรียกวา่ อะไร ค. กรวด 10. คอนกรีตประกอบดว้ ยอะไรบ้าง ง. ปูน ทราย หิน และนา้ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 6 แผนกเทคนิคพ้ืนฐาน วิทยาลัยการอาชพี ขุนหาญ

66 วัสดสุ งั เคราะห์ คาสงั่ จงเลอื กคาตอบท่ีถูกต้องท่สี ดุ 1. พลาสตกิ มชี ่ือเรียกทางเคมวี า่ อะไร ก. โพลเี มอร์ 2. พลาสติกเปน็ สารประกอบดว้ ยธาตอุ ะไรบา้ ง ง. ถูกทุกข้อ 3. พลาสตกิ แบง่ ออกเปน็ กปี่ ระเภท ข. 2 ชนิด 4. ยางแบ่งออกได้ก่ปี ระเภทใหญ่ ๆ ค. 2 ประเภท 5. Adhesive คืออะไร ก. วสั ดปุ ระสาน 6. กาวชนดิ ใดทเ่ี หมาะนามาตดิ กระจกในตู้ปลา ง. กาวซลิ โิ คน 7. แก้วมตี น้ กาเนดิ มาจากประเทศอะไร ก. อิยิปต์ 8. อุณหภมู ใิ นการหลอมแก้วประมาณเทา่ ไร ค. 1,200–1,500 oC 9. เซรามิกท่ีเป็นฉนวนจะประกอบดว้ ยอะไรบ้าง ง. ถกู ทุกข้อ 10. ขอ้ ใดต่อไปนี้จัดเปน็ สีรองพื้นสาหรับเหล็ก ก. สีรองพ้นื เรดออกไซด์ เฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยที่ 6 วัสดสุ ังเคราะห์ คาส่ัง จงตอบคาถามต่อไปนี้ 1. วสั ดสุ ังเคราะห์หมายถึงอะไร ตอบ วัสดุท่ีถูกผลิตข้ึนมาเพ่ือทดแทนสารใหม่ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยให้มีคุณสมบัติที่ดีกว่า เหมาะที่จะ นาไปใชง้ านและมปี ระโยชนต์ ่อไป 2. พลาสตกิ คอื อะไร ตอบ พลาสติก คอื สารสงั เคราะห์ ทผี่ ลิตข้ึนมาด้วยกรรมวิธีทางเคมี เพื่อที่จะให้เกิดสารใหม่ ซ่ึงมีโครงสร้าง โมเลกลุ ท่ีประกอบดว้ ยธาตคุ าร์บอน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O2) ไนโตรเจน (N) และคลอรนี (Cl) 3. พลาสตกิ แบง่ ออกเปน็ กปี่ ระเภท อะไรบา้ ง ตอบ 2 ประเภท คือ พลาสตกิ แข็งและพลาสติกอ่อน 4. จงอธบิ ายคณุ สมบตั ิของยางธรรมชาติและยางสงั เคราะห์ ตอบ ยางธรรมชาติ จะทนต่อการสึกหรอ มีความยืดหยุ่นตัวดี เหนียวทนทานต่อแรงกระแทกได้ดี ใช้ใน อตุ สาหกรรมรถยนต์ ทาสายพาน แผ่นปะเก็น รองเทา้ และใช้ในอตุ สาหกรรมเฟอรน์ เิ จอร์ ยางสังเคราะห์ ทนความร้อน สารเคมี น้ามัน และเก็บไว้ได้นาน การใช้งาน ใช้ทาสายเคเบิล สายไฟ ถงั นา้ พลาสติก และสายยาง เปน็ ตน้ 5. วสั ดปุ ระสานคอื อะไร แผนกเทคนคิ พื้นฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขุนหาญ

67 ตอบ วสั ดุประสาน คือ วัสดทุ ใี่ ชป้ ระสานวัสดหุ รอื วัตถุตา่ ง ๆ ให้ยึดติดแน่นกัน ตั้งแต่ 2 ช้ินข้ึนไป โดยใช้แรง ประสานยึดเกาะใหต้ ดิ แน่นกับผวิ งาน 6. จงยกตวั อย่างวสั ดปุ ระสานธรรมชาติ มาอย่างน้อย 5 ชนิด ตอบ 1. กาวสัตว์ 2. กาวพชื 3. กาวลาเทก็ ซ์ 4. กาวยาง 5. กาวเคซนิ 7. จงบอกคุณสมบตั ิของแกว้ มา 5 ข้อ ตอบ 1. ไมม่ ีกลิ่น 2. โปรง่ ใสและทึบแสง 3. แขง็ เปราะและอ่อนตัวง่ายเม่ือถูกความร้อน (Heat) 4. ทนตอ่ กรดและด่าง 5. ปูองกันการซึมของน้า 8. แกว้ แบง่ ได้กี่ประเภทใหญ่ ๆ อะไรบา้ ง ตอบ 3 ประเภท คือ แก้วโซดาไลม์ แก้วหิน และแกว้ บอโรซิลเิ กตุ 9. เซรามิกหมายถึงอะไร และแบ่งออกได้กีช่ นิด อะไรบา้ ง ตอบ เซรามิก คือ วัสดุที่ผลิตขึ้นจากดินเหนียวและวัสดุอ่ืน หรือเป็นเคร่ืองป้ันดินเผาท่ีมนุษย์คิดค้นสร้าง ขนึ้ มา เพ่ือประโยชน์ใช้ในชีวิตประจาวัน โดยเป็นวัสดทุ เ่ี ป็นโลหะและอโลหะ แบ่งได้ 3 ชนดิ ไดแ้ ก่ เซรามกิ ที่เปน็ ฉนวน เซรามิกท่ีใช้ปูองกนั การสน่ั สะเทือน และเซรามกิ ท่ีเป็นผง 10. จงอธบิ ายองคป์ ระกอบของสีมีอะไรบา้ ง ตอบ 1. กาว คือ สารท่ีทาหน้าท่ียึดประสานอนุภาคของสารประกอบในสีเข้าไว้ด้วยกันให้เกิดเป็นฟิล์มของ สตี ดิ แนน่ กบั พน้ื ผิวทถี่ กู เคลอื บ 2. ผงสี (Pigment) เป็นสารท่ีมีความสามารถในการปิดบังพื้นผิวหรือซ่อนแสง ผงสีอาจเป็น สารประกอบอนิ ทรีย์หรืออนินทรยี ์ก็ได้ 3. ตัวทาละลาย (Solvent) มีหนา้ ทีช่ ว่ ยปรับความหนดื ของสี เพ่ือให้เหมาะตอ่ การผลิตหรือสะดวกต่อ การใช้ ตัวทาละลายส่วนใหญเ่ ป็นสารอินทรยี ์ 4. สารเติมแต่ง (Additive) เป็นสารท่เี ตมิ ลงไปในสีเพียงเล็กนอ้ ย เพือ่ ช่วยใหส้ ีมคี ณุ สมบตั ทิ ่พี ิเศษ เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 6 วสั ดุสังเคราะห์ คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ถี ูกตอ้ งที่สดุ 1. พลาสติกมีชื่อเรยี กทางเคมวี ่าอะไร ค. โพลีเมอร์ 2. พลาสตกิ เปน็ สารประกอบด้วยธาตอุ ะไรบ้าง ง. ถูกทุกข้อ 3. พลาสตกิ แบง่ ออกเป็นก่ปี ระเภท ง. 2 ชนิด 4. ยางแบ่งออกได้กีป่ ระเภทใหญ่ ๆ ง. 2 ประเภท 5. Adhesive คืออะไร ค. วสั ดุประสาน 6. กาวชนิดใดท่ีเหมาะนามาติดกระจกในต้ปู ลา ข. กาวซลิ ิโคน แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

68 7. แกว้ มตี น้ กาเนิดมาจากประเทศอะไร ค. อิยปิ ต์ 8. อุณหภมู ใิ นการหลอมแกว้ ประมาณเทา่ ไร ก. 1,200–1,500 °C 9. เซรามกิ ที่เปน็ ฉนวนจะประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง ง. ถูกทุกข้อ 10. ขอ้ ใดต่อไปนี้จดั เป็นสีรองพ้นื สาหรบั เหล็ก ค. สรี องพื้นเรดออกไซด์ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 7 วสั ดไุ ฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนกิ ส์ คาส่ัง จงเลือกคาตอบทถี่ ูกตอ้ ง 1. วสั ดทุ ่เี ป็นสือ่ ไฟฟูาหรือเรยี กว่าอะไร ก. วสั ดตุ อ่ นา 2. วัสดชุ นิดใดนิยมนามาใช้ทาสายไฟฟาู ข. ทองแดง 3. สายไฟอะลูมิเนียมเปลอื ยมกี ช่ี นิด ค. 3 ชนดิ 4. ฟิวส์เส้นลวดใช้กับอปุ กรณ์ชนิดใด ง. สะพานไฟ 5. วัสดชุ นิดใดท่ใี ชต้ ัดตอ่ วงจรไฟฟาู เมื่อกระแสไฟฟูาไหลผ่านเข้าวงจรไฟฟูามากเกนิ พิกดั ก. ฟวิ ส์ 6. ถ่านชนิดใดใชท้ าไฟฉายเคร่ืองบนิ หรอื ใช้ทาไฟอารก์ ไฟฉายภาพยนตร์ ข. ถ่านขดี อาร์ก 7. หลอดมไี ส้ (Incandescent Lamps) ไสห้ ลอดทาจากวสั ดชุ นิดใด ค. ทังสเตน 8. หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamps) ตัวหลอดเป็นหลอดแก้วใสหนาประมาณเท่าไร ง. 0.8–1.0 มม. 9. ไดโอด ข้ัวที่ต่อกับสาร P เรียกวา่ อะไร ก. อาโนด 10. ชนดิ ของตัวต้านทานแบง่ ออกได้กช่ี นดิ ข. 3 ชนิด เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยที่ 7 วัสดุไฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์ คาสง่ั จงตอบคาถามต่อไปน้ี 1. สายไฟฟาู หมายถงึ อะไร และมสี ว่ นประกอบกีส่ ่วน อะไรบา้ ง ตอบ สายไฟ คือ ตัวนาที่ใช้ในการส่งพลังงานไฟฟูาจากสถานที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง หรือตัวนาไฟฟูา ที่ใชใ้ นการสง่ จา่ ยพลังงานไฟฟาู จากผู้ผลติ ไปยังผใู้ ช้ แผนกเทคนคิ พืน้ ฐาน วิทยาลัยการอาชีพขนุ หาญ

69 มีสว่ นประกอบ 2 ส่วน คือ ตัวนา (Conductor) และฉนวน (Insulator) 2. สายไฟฟูาเปลือยหมายถงึ อะไร แบ่งออกได้กช่ี นดิ ตอบ สายไฟฟูาเปลือย (Bare Wire Conductor) เป็นสายที่ไม่มีฉนวนหุ้ม ใช้ได้กับแรงเคล่ือนทุกขนาด มีพ้ืนทีห่ นา้ ตดั ขนาดใหญ่ หรือเป็นสายเส้นเลก็ ๆ หลายเสน้ นามาตีเกลียวรวมกันเพ่ือให้ได้พื้นที่หน้าตัดรวมกัน ใหญข่ น้ึ ทาจากอะลมู ิเนยี ม นา้ หนกั เบา ไม่เหมาะทจ่ี ะนามาใชเ้ ดนิ สายไฟภายในบ้าน สายเปลือยที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีอยู่ 3 ชนิด คือ สายอะลูมิเนียมล้วน สายอะลูมิเนียมผสม และสาย อะลูมเิ นียมแกนเหล็ก 3. ฟวิ ส์หมายถึงอะไร ยกตวั อยา่ งมา 3 ชนิด พรอ้ มบอกการนาไปใชง้ าน ตอบ ฟิวส์ (Fuse) คือ อุปกรณ์ไฟฟูาใช้สาหรับตัดต่อวงจรไฟฟูา เมื่อกระแสไฟฟูาไหลผ่านเข้าวงจรไฟฟูา มากเกนิ ไป โดยเปน็ ตัวนาไฟฟูาท่ีเป็นโลหะชนิดหน่ึง ประกอบด้วยเส้นลวดที่ทาจากวัสดุที่มีจุดหลอมละลายต่า บรรจุอยู่ในภาชนะห่อหุ้ม เช่น ใช้เคร่ืองใช้ไฟฟูาหลายชนิดพร้อมกันมาก ๆ หรือเกิดไฟฟูาลัดวงจร ฟิวส์ก็จะ ร้อน และหลอมเหลวขาดออกจากกันทนั ที ฟวิ ส์จึงเป็นตวั ช่วยตดั วงจรไฟฟูา 1. ฟิวส์เส้นลวด ใช้กับสะพานไฟ ท่ีแผงไฟตามบ้านเรือนท่ัว ๆ ไป เช่น เส้นลวดทองแดง เส้นลวด ตะกั่ว และเส้นลวดเงิน เปน็ ตน้ 2. ฟิวส์หลอด ใชใ้ นวงจรไฟฟูาในเครอื่ งใชไ้ ฟฟูา เช่น วิทยุ โทรทัศน์ เครือ่ งขยายเสียง เปน็ ตน้ 3. ฟวิ ส์ขวดกระเบ้ือง เปน็ ฟิวสท์ ใ่ี ชก้ ับแผงไฟในบา้ น 4. จงบอกชนดิ ของถา่ นมา 5 ชนิด และการนาไปใชง้ าน ตอบ 1. ถ่านความต้านทาน คอื ใช้ทาตวั ต้านทาน (Resistance) นยิ มใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์ 2. ถ่านอาโนดแกรไฟต์ คอื ใช้ทาเรคตไิ ฟตเ์ ออร์ 3. ถ่านอเิ ล็กโทรด คือ นิยมนาไปใช้ในเตาอาร์กไฟฟาู และเตาหลอมเหลก็ ไฟฟาู 4. ถ่านขีดอาร์ก คือ ใช้ทาไฟอาร์ก ไฟฉายภาพยนตร์ และไฟฉายเครื่องบนิ 5. ถา่ นอารก์ ไฟฟาู คือ นิยมนาไปใช้ในสวิตช์รถเครนและสวิตช์เลอ่ื นรถไฟฟูา 5. หลอดมีไส้และหลอดฟลูออเรสเซนสห์ มายถึงอะไร ตอบ 1. หลอดมไี ส้ เป็นหลอดท่ีอาศัยการกาเนิดแสงจากความร้อน โดยการให้กระแสไหลผ่านไส้หลอดที่ทา ด้วยทงั สเตน จนรอ้ นแลว้ เปล่งแสงออกมา มีประสิทธิภาพการส่องสว่างต่าราว 5–12 Lumen/Watt แต่ขึ้นอยู่ กบั วัตต์ของหลอด อายกุ ารใช้งานสน้ั คอื เฉลยี่ ประมาณ1,000 ชวั่ โมง มอี ุณหภูมสิ ีประมาณ 2,500–2,700 องศาเคลวิน แตใ่ หด้ ชั นีความถกู ต้องของสีประมาณ 97% แตเ่ ปน็ หลอดทไ่ี มป่ ระหยัดไฟ 2. หลอดฟลูออเรสเซนต์ เป็นหลอดไฟฟูาที่ต้องการความสิ้นเปลืองทางพลังงานไฟฟูาน้อย แต่ให้ ความเข้มของแสงสว่างมาก และความร้อนท่ีเกิดขึ้นจากหลอดชนิดน้ี มีน้อยกว่าหลอดธรรมดา หลอดชนิดนี้ อาศยั การปลอ่ ยประจุไฟฟูาระหว่างขัว้ ของอิเล็กโทรด ส่วนภายในหลอดแก้วจะฉาบด้วยหลอดเรืองแสง ภายใน หลอดบรรจุไอปรอทและก๊าซอาร์กอน 6. บัลลาสต์และสตาร์ตเตอร์ หมายถึงอะไร ตอบ บัลลาสต์ (Ballast) เป็นขดลวดทาหน้าท่ีแปลงหรือผลิตแรงดันให้ลดลงหรือสูงขึ้นก่อนจ่ายเข้าหลอด และเปน็ ตวั จากดั ปรมิ าณของกระแสที่จะไหลเขา้ หลอดในปริมาณที่เหมาะสม สตาร์ตเตอร์ (Starter) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยทาให้บัลลาสต์ผลิตแรงดันเพ่ือจุดไส้หลอดให้สูงข้ึนและ ทาหนา้ ทต่ี ัดกระแสไฟฟาู จากอิเล็กโทรด 2 ข้าง เม่ือเร่มิ จดุ ไส้หลอดไปแลว้ 7. จงบอกวสั ดฉุ นวนไฟฟูามา 5 ชนดิ และการนาไปใช้งาน ตอบ 1. พลาสติกแข็ง คือ ใช้ทาด้ามไขควง ด้ามค้อน สวิตช์ ปล๊ัก หูกระทะ หม้อหุงข้าว หัวจับลวดเช่ือม และแบตเตอรี่ เป็นต้น แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขุนหาญ

70 2. พลาสติกอ่อน คือ ใช้หุ้มสายไฟ ด้ามมีด นาฬิกา สายยาง ไส้ปากกา หลอดกาแฟ และช้ินส่วน อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เปน็ ต้น 3. ฝาู ย เปน็ ฉนวนอินทรีย์ ใชห้ ุม้ สายเตารดี เตาไฟฟูา และสายปม๊ั ลม เปน็ ตน้ 4. เซรามิก สามารถทนความรอ้ นไดส้ ูง ใช้ทาถ้วยเดินสายไฟ ตลับฟิวสห์ ลอด สะพานไฟ แกนหัวเทียน ฟิวสถ์ ว้ ย ถ้วย ชาม แกว้ กาแฟ แก้วน้า และแจกัน เปน็ ต้น 5. ใยหิน สามารถทนความร้อนได้สูงถึงประมาณ 300 °C มีสีขาว ใช้ทาผ้าแอสเบสตอส แผ่นปะเก็น ทอ่ ไอนา้ และชว่ ยปอู งกันการสญู เสยี ความรอ้ น 8. ไดโอดหมายถึงอะไร และบอกชนิดของไดโอดมา 3 ชนดิ ตอบ ไดโอด ทาขนึ้ มาจากการเอาสารกึ่งตัวนาชนิด N และสารกึ่งตวั นาชนิด P มาเช่ือมต่อกัน โดยเรียกข้ัวที่ ตอ่ กับสาร P วา่ อาโนด (Anode) และขั้วทต่ี ่อกบั สาร N วา่ คาโทด (Cathode) ชนดิ ของไดโอดมีดังนค้ี อื ไดโอดเรค็ ติไฟต์ ซเี นอรไ์ ดโอด และไดโอดเปลง่ แสง 9. ทรานซิสเตอรห์ มายถึงอะไร ตอบ ทรานซิสเตอร์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ท่ีได้รับการพัฒนามาจากไดโอด สร้างมาจากสารกึ่งตัวนา 3 ชิ้น มาเช่ือมต่อกันคอื อิมิตเตอร์ (Emitter) เบส (Base) และคอลเลกเตอร์ (Collector) ถูกนามาใช้งานแทน สญุ ญากาศ มขี นาดเลก็ รปู รา่ งแตกตา่ งกนั และใชง้ านงา่ ยกว่า 10. แม่เหล็กธรรมชาติและแม่เหล็กถาวรแตกตา่ งกนั อยา่ งไร ตอบ 1. แม่เหล็กธรรมชาติ เป็นแม่เหล็กท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยการนาก้อนหินท่ีสามารถดูดเศษ โลหะชิ้นเล็ก ๆ ให้ติดกับตัวก้อนหินได้ ทางวิชาธรณีวิทยา เรียกแร่นี้ว่า Magnetite มีสูตรทางเคมี คือ Fe3O4 ไม่ค่อยมปี ระโยชนเ์ พราะมอี านาจน้อย 2. แม่เหล็กถาวร เป็นแม่เหล็กที่สามารถคงสภาพการเป็นแม่เหล็กได้อย่างคงทนถาวรตลอดเวลา ส่วนใหญ่วัสดุใช้ทาแม่เหล็ก ได้แก่ โลหะอัลนิโก (Alnico) ได้จากโลหะผสมระหว่างโครเมียม โคบอลต์ และ แบเรยี มเฟอร์ไรต์ ซึ่งจะนามาขนึ้ รปู โดยกรรมวธิ ซี ินเตอร์ 11. เซอร์กติ เบรกเกอรแ์ บง่ ออกได้กช่ี นิด อะไรบา้ ง ตอบ 3 ชนิด คอื ชนิดแบบความร้อน ชนิดแบบสนามแมเ่ หลก็ และชนดิ แบบผสม 12. วัสดุอิเล็กทรอนิกส์มีววิ ฒั นาการอยดู่ ว้ ยกันกี่ยคุ อะไรบา้ ง ตอบ 4 ยุค คอื ยุคของหลอดสญุ ญากาศ ยุคทรานซสิ เตอร์ ยุคไอซี และยคุ ชพิ 13. ตัวต้านทานหมายถงึ อะไร และแบง่ ออกได้ก่ีชนดิ อะไรบา้ ง ตอบ ตัวตา้ นทาน เปน็ อุปกรณท์ ที่ าหนา้ ท่จี ากดั การไหลของกระแสไฟฟูาในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยนาไปใช้ ในการแบง่ แรงดนั ไฟฟาู และใช้เป็นอุปกรณ์ท่ีใหก้ าเนิดความร้อน นยิ มนามาประกอบในวงจรด้านอิเล็กทรอนิกส์ เชน่ วิทยุ โทรทศั น์ เครอ่ื งขยายเสียง โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และแผงวงจรต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งค่าความต้านทาน จะมหี นว่ ยเป็นโอห์ม ชนิดของตัวต้านทานแบ่งออกได้ 3 ชนิด คือ ตัวต้านทานแบบค่าคงที่ ตัวต้านทานแบบปรับค่าได้ และ ตวั ตา้ นทานแบบปรับเปล่ยี นคา่ ได้ 14. ตัวเกบ็ ประจแุ บบค่าคงท่ีหมายถึงอะไร และใหบ้ อกตัวเก็บประจแุ บบคา่ คงที่มา 5 ข้อ ตอบ ตัวเก็บประจุแบบค่าคงที่ (Fix Capacitor) เป็นตัวเก็บประจุที่มีค่าคงที่โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ สว่ นใหญแ่ บ่งตามชนดิ วัสดฉุ นวน ทน่ี ามาใช้ทาเป็นไดอิเลก็ ตริก มีดงั น้ีคอื 1. ตวั เกบ็ ประจุชนดิ กระดาษ 2. ตัวเกบ็ ประจุชนิดไมกา้ 3. ตัวเก็บประจชุ นดิ เซรา มิก 4. ตวั เก็บประจชุ นิดฟิล์มพลาสติก 5. ตวั เก็บประจชุ นิดอิ เลก็ โทรลิตกิ (Electrolytic Capacitor) 15. การเปลีย่ นแรงดนั ไฟฟูาแบ่งออกได้ก่ลี ักษณะ อะไรบ้าง แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขุนหาญ

71 ตอบ 2 ลกั ษณะ คือ หมอ้ แปลงไฟข้ึน (Step–up Transformer) และหมอ้ แปลงไฟลง (Step–down Transformer) เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยท่ี 7 วัสดไุ ฟฟา้ และอิเล็กทรอนกิ ส์ คาสัง่ จงเลือกคาตอบที่ถูกตอ้ ง 1. วสั ดุทเ่ี ปน็ สอื่ ไฟฟูาหรือเรยี กว่าอะไร ค. วสั ดตุ ่อนา 2. วสั ดุชนดิ ใดนยิ มนามาใชท้ าสายไฟฟาู ง. ทองแดง 3. สายไฟอะลูมเิ นียมเปลอื ยมกี ่ชี นดิ ง. 3 ชนดิ 4. ฟวิ ส์เส้นลวดใชก้ บั อปุ กรณช์ นิดใด ข. สะพานไฟ 5. วสั ดชุ นิดใดทใี่ ช้ตดั ตอ่ วงจรไฟฟูา เมื่อกระแสไฟฟูาไหลผ่านเข้าวงจรไฟฟาู มากเกนิ พิกดั ค. ฟวิ ส์ 6. ถา่ นชนดิ ใดใชท้ าไฟฉายเคร่ืองบินหรือใชท้ าไฟอาร์ก ไฟฉายภาพยนตร์ ง. ถ่านขีดอาร์ก 7. หลอดมีไส้ (Incandescent Lamps) ไส้หลอดทาจากวสั ดชุ นิดใด ก. ทงั สเตน 8. หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamps) ตวั หลอด เป็นหลอดแกว้ ใสหนาประมาณเทา่ ไร ข. 0.8–1.0 มม. 9. ไดโอดขวั้ ท่ีต่อกับสาร P เรียกวา่ อะไร ค. อาโนด 10. ชนิดของตัวต้านทานแบง่ ออกไดก้ ีช่ นิด ง. 3 ชนดิ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 8 การกัดกร่อนและการปอ้ งกัน คาสง่ั จงเลือกคาตอบทีถ่ ูกต้องท่สี ุด 1. สาเหตขุ องการกดั กรอ่ นขอ้ ใดกลา่ วถกู ต้อง ง. ถูกทุกข้อ 2. อนุกรมแรงดันไฟฟูาของเหลก็ มีคา่ ความต่างศักยเ์ ท่าไร ค. – 0.44 โวลต์ 3. การกดั กรอ่ นมีกปี่ ระเภท ง. 4 ประเภท 4. Lacquer Paint หมายถึงอะไร ง. สแี ห้งเรว็ 5. การรมดา เปน็ การเปล่ียนสผี ิวเหล็กใหเ้ ปน็ เหลก็ ออกไซด์ท่ีเรียกว่าอะไร ค. Ferrosoferric Oxide แผนกเทคนคิ พื้นฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขุนหาญ

72 6. ขน้ั ตอนการรมดามกี ีว่ ธิ ี ก. 3 วิธี 7. Hot Dipping คืออะไร ง. การจมุ่ ชนิ้ งานในโลหะเหลว 8. การชบุ เคลือบผิวโลหะชิ้นงานท่จี ะชุบเป็นข้ัวอะไร ข. ข้วั ลบ 9. Polyethylene มอี ุณหภูมิในการเคลือบผิวเท่าไร ข. 220–300 oC 10. การเคลอื บผวิ โดยใชไ้ ฟฟูาสถิต สามารถทีจ่ ะพน่ ผงพลาสติกทีม่ ีขนาดเทา่ ไร ค. 40–100 m เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยที่ 8 คาส่ัง จงตอบคาถามต่อไปนี้ การกัดกร่อนและการป้องกนั 1. การกัดกร่อนหมายถึงอะไร ตอบ การผุพังของโลหะ เม่ือทิ้งไว้ผิวนอกจะทาปฏิกิริยากับออกซิเจน และเกิดความชื้นเป็นปฏิกิริยาเคมีข้ึน ตามสภาพแวดลอ้ มของการใชง้ าน เมื่อทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่มีการเคลือบผิวก็จะเกิดการกัดกร่อน ผุพังกลายเป็น สนิมเหล็กตอ่ ไป 2. สาเหตุของการกัดกร่อน มีกี่สาเหตุ อะไรบา้ ง ตอบ 4 สาเหตุ ได้แก่ การกดั กร่อนที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี การกัดกร่อนที่เกิดจากไฟฟูา–เคมี การกัดกร่อน ทเี่ กิดจากการสมั ผสั ของโลหะตา่ งชนิดกนั และการกัดกรอ่ นจากเมด็ เกรนโลหะ 3. การกัดกร่อนท่เี กิดจากไฟฟูา–เคมี หมายถงึ อะไร ตอบ การกัดกร่อนที่เกิดจากไฟฟูา–เคมี เป็นการกาเนิดกระแสไฟฟูาด้วยปฏิกิริยาเคมี โดยการใช้แท่งโลหะ 2 แท่ง ที่ต่างชนิดกัน จุ่มลงในน้ายาอิเล็กโตรไลต์ ทาให้เกิดมีความต่างศักย์ไฟฟูาขึ้น แท่งหน่ึงเป็นขั้วบวก (Cathode) แตอ่ ีกแท่งหนง่ึ เปน็ ขวั้ ลบ (Anode) ก็จะถูกกัดกรอ่ นใหม้ ขี นาดเล็กลงเรื่อย ๆ 4. การกัดกร่อนมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ตอบ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ การกัดกร่อนแบบเรียบสม่าเสมอ การกัดกร่อนซมึ ลึก และการกัดกร่อนภายในเน้ือ โลหะ 5. การกัดกร่อนซึมลกึ และการกดั กร่อนภายในเนอ้ื โลหะแตกตา่ งกนั อย่างไร ตอบ การกัดกร่อนซึมลึก คือ การกัดกร่อนที่มีความลึกเป็นร่องหรือรูเข้าไปในเน้ือโลหะ โดยบางคร้ัง ไม่สามารถที่จะมองเหน็ ไดด้ ว้ ยตาเปลา่ การกัดกร่อนภายในเนอื้ โลหะ คือ เกดิ จากสว่ นผสมของโลหะต่าง ๆ ที่มีส่วนผสมของธาตุท่ีแตกต่างกัน ทาให้เกิดความต่างศักยไ์ ฟฟาู ข้นึ แตถ่ ้ามนี อ้ ยกจ็ ะทาให้เกิดการกัดกร่อนไดเ้ รว็ หรืองา่ ยขนึ้ 6. การปอู งกันการกัดกร่อนมีกวี่ ธิ ี อะไรบา้ ง ตอบ 6 วธิ ี คอื 1. การเคลอื บผิวดว้ ยนา้ มนั 4. การเคลอื บผิวด้วยวธิ ีเคมี 2. การเคลือบผวิ ดว้ ยการทาสีและพ่นสี 5. การเคลือบผวิ ด้วยโลหะ 3. การเคลอื บผิวด้วยน้ายาแก้ว 6. การเคลอื บผวิ ด้วยพลาสติก 7. การเคลือบผิวด้วยนา้ มนั หมายถงึ อะไร ตอบ การเคลือบผิวด้วยน้ามัน เป็นการใช้น้ามันทา อาบ หรือชโลมผิวด้วยน้ามัน จะช่วยในการปูองกัน การกัดกร่อนทีผ่ วิ โลหะไดด้ ี เกดิ เปน็ สนมิ ยาก ในการทจี่ ะทาน้ามัน จงึ ตอ้ งทาความสะอาดชิ้นงานเสียก่อน ได้แก่ นา้ มนั น้ามนั แร่ และวาสลนี เป็นต้น ชโลมเพ่ือปูองกันสนิมเคร่ืองจักรกลต่าง ๆ เครื่องกลึง เครื่องไส เคร่ืองกัด เครื่องเจาะ และอะไหลช่ ้นิ ส่วนอปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ทเี่ กบ็ ไวใ้ ช้งานหรอื ใช้ในขบวนการผลิตตา่ ง ๆ ดว้ ย แผนกเทคนิคพนื้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

73 8. ประเภทของการเคลือบผิวโลหะดว้ ยพลาสติกแบ่งออกได้กี่ประเภท อะไรบ้าง ตอบ 3 ประเภท คือ การเคลือบผิวโลหะโดยการเปุาให้ฟูุง การเคลือบผิวโลหะโดยการพ่นเปลวไฟ และ การเคลอื บผวิ โลหะโดยวธิ ใี ช้ไฟฟูาสถิต 9. การรมดามกี ่ีวธิ ี อะไรบ้าง ตอบ 3 วิธี คือ การรมดาให้เกิดสนมิ โดยวิธธี รรมชาติ การรมดาโดยวิธีเร่งให้เกดิ สนมิ การรมดาโดยวิธีการต้ม ในสารละลายเคมี 10. การเคลอื บผวิ ด้วยวธิ เี คมีมกี วี่ ิธี อะไรบ้าง ตอบ 2 วิธี ได้แก่ การรมควันและการชุบฟอสเฟต เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยท่ี 8 การกดั กรอ่ นและการปอ้ งกนั คาสั่ง จงเลอื กคาตอบทีถ่ ูกตอ้ งทส่ี ุด 1. สาเหตุของการกดั กร่อนขอ้ ใดกลา่ วถูกต้อง ง. ถูกทุกข้อ 2. อนุกรมแรงดนั ไฟฟูาของเหล็ก มคี า่ ความตา่ งศักยเ์ ทา่ ไร ก. –0.44 โวลต์ 3. การกัดกร่อนมีกีป่ ระเภท ข. 4 ประเภท 4. Lacquer Paint หมายถึงอะไร ข. สีแห้งเร็ว 5. การรมดา เป็นการเปลยี่ นสีผิวเหล็กใหเ้ ป็นเหล็กออกไซด์ทีเ่ รียกว่าอะไร ก. Ferrosoferric Oxide 6. ขน้ั ตอนการรมดามกี ี่วิธี ค. 3 วิธี 7. Hot Dipping คอื อะไร ข. การจุ่มชิ้นงานในโลหะเหลว 8. การชบุ เคลือบผวิ โลหะ ชนิ้ งานท่ีจะชบุ เปน็ ขั้วอะไร ค. ขวั้ ลบ 9. Polyethylene มีอุณหภูมใิ นการเคลือบผวิ เทา่ ไร ง. 220–300 oC 10. การเคลอื บผวิ โดยใชไ้ ฟฟูาสถิต สามารถท่จี ะพน่ ผงพลาสติกทีม่ ีขนาดเท่าใด ก. 40–100 m เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 9 การตรวจสอบวัสดุเบื้องต้น คาสั่ง จงเลือกคาตอบที่ถูกตอ้ งที่สดุ 1. คณุ สมบตั ิของวัสดแุ บ่งได้กป่ี ระเภทใหญ่ ๆ ข. 3 ประเภท 2. คณุ สมบตั ิทางฟสิ ิกสม์ ชี อ่ื เร่ืองอกี อยา่ งวา่ อะไร แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

74 ก. กายภาพ ง. วิธีถ่ายภาพรงั สี 3. คุณสมบตั ทิ างเคมีหมายถึงอะไร ค. สว่ นผสมทางเคมที ี่ทนตอ่ การกัดกร่อน 4. วัสดชุ นดิ ใดที่สามารถนาไฟฟูาได้ดี ง. เงนิ 5. เหล็กกล้ามคี วามหนาแนน่ เทา่ ไร ก. 7.85 ก./ซม.3 6. ขอ้ ใดจัดเป็นคุณสมบัตทิ างกล ง. ความเหนียว 7. ความเค้นแบ่งได้ก่ชี นดิ ค. 5 ชนดิ 8. Toughness หมายถึงอะไร ค. ความเหนยี ว 9. ขอ้ ใดจัดเปน็ การทดสอบแบบทาลายสภาพ ข. การทดสอบแรงดงึ 10. การตรวจสอบแบบวธิ ีใดที่สามารถเก็บไว้เป็นหลกั ฐานได้ เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยท่ี 9 การตรวจสอบวสั ดุเบื้องตน้ คาสงั่ จงตอบคาถามต่อไปนี้ 1. คณุ สมบัตขิ องวัสดแุ บ่งได้กปี่ ระเภท อะไรบา้ ง ตอบ 3 ประเภท คอื คุณสมบัตทิ างเคมี คุณสมบัตทิ างฟิสกิ สห์ รือกายภาพ และคุณสมบตั ิทางกล 2. จงบอกคุณสมบัติของวสั ดุทางฟสิ ิกส์ มา 5 ข้อ ตอบ ความสามารถในการนาความร้อน ความสามารถในการนาไฟฟาู ความหนาแน่น มวลและน้าหนัก และสี 3. จงบอกคุณสมบัติของวัสดุทางกลมา 5 ข้อ ตอบ ความแขง็ แรง ความสามารถในการยืดตัว ความยืดหยุ่น ความเปราะ ความเหนยี ว และความแข็ง 4. ความเคน้ หมายถึงอะไร แบง่ ได้ก่ชี นดิ อะไรบา้ ง ตอบ ความเค้น หมายถึง แรงท่ีกระทาตอ่ พน้ื ที่ 1 ตารางหน่วย แบง่ ได้ 3 ชนิด ได้แก่ ความเค้นแรงดงึ ความเค้นแรงอดั และความเค้นแรงเฉือน 5. การทดสอบความแขง็ แรงของวสั ดุแบ่งออกได้กีว่ ธิ ี อะไรบา้ ง ตอบ 4 วิธี ได้แก่ การทดสอบแรงดึง การทดสอบแรงเฉือน การทดสอบแรงอดั และการทดสอบแรงบดิ 6. การทดสอบวสั ดแุ บ่งได้ก่ปี ระเภทใหญ่ ๆ อะไรบ้าง ตอบ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ การทดสอบทาลายสภาพและการทดสอบไมท่ าลายสภาพ 7. จงบอกการทดสอบวัสดแุ บบทาลายสภาพมา 5 วิธี ตอบ การทดสอบแรงดึง การทดสอบแรงดดั การทดสอบแรงกระแทก การทดสอบความล้า และการทดสอบ ความแขง็ 8. การทดสอบแรงกระแทกของวัสดมุ ีกวี่ ิธี อะไรบ้าง ตอบ 3 วธิ ี ได้แก่ แบบไอซอด แบบชาร์ป้ี และแบบนกิ เบรก 9. การทดสอบความแขง็ ของวสั ดุมกี ว่ี ธิ ี อะไรบ้าง ตอบ 3 วธิ ี ได้แก่ แบบบริเนล แบบรอคเวล และแบบวคิ เกอร์ แผนกเทคนคิ พนื้ ฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ

75 10. จงบอกวธิ กี ารทดสอบแบบไม่ทาลายสภาพของวัสดมุ า 5 วธิ ี ตอบ การตรวจสอบดว้ ยสายตา การตรวจสอบของเหลวแทรกซึม การตรวจสอบด้วยอานาจแมเ่ หล็ก การตรวจสอบดว้ ยคลน่ื อัลตร้าโซนกิ การตรวจสอบโดยวธิ ีถ่ายภาพรังสี เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยท่ี 9 การตรวจสอบวัสดุเบ้ืองตน้ คาสง่ั จงเลือกคาตอบทถ่ี ูกต้องท่ีสุด 1. คณุ สมบตั ิของวสั ดุแบ่งได้ก่ปี ระเภทใหญ่ ๆ ค. 3 ประเภท 2. คณุ สมบตั ิทางฟสิ ิกส์มชี อ่ื เรื่องอีกอยา่ งว่าอะไร ค. กายภาพ 3. คุณสมบัตทิ างเคมหี มายถึงอะไร ข. สว่ นผสมทางเคมที ่ีทนตอ่ การกดั กร่อน 4. วัสดชุ นิดใดที่สามารถนาไฟฟาู ไดด้ ี ข. เงิน 5. เหล็กกล้ามคี วามหนาแน่นเทา่ ไร ค. 7.85 ก./ซม.3 6. ขอ้ ใดจัดเป็นคณุ สมบัติทางกล ข. ความเหนยี ว 7. ความเค้นแบ่งได้ก่ีชนิด ข. 5 ชนดิ 8. Toughness หมายถึงอะไร ก. ความเหนียว 9. ขอ้ ใดจดั เป็นการทดสอบแบบทาลายสภาพ ง. การทดสอบแรงดงึ 10. การตรวจสอบแบบวิธีใดที่สามารถเกบ็ ไว้เปน็ หลักฐานได้ ข. วธิ ีถา่ ยภาพรงั สี เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 10 พลังงานในอนาคต คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถูกตอ้ งทสี่ ุด 1. Energy หมายถงึ ข้อใด ก. พลงั งาน 2. The Ability to Do Work หมายถงึ ข้อใด ข. ความสามารถในการทางาน 3. บทบาทของพลังงานคือข้อใด ง. ถกู ทุกข้อ 4. ข้อใดจัดเปน็ พลังงานศกั ย์ แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

76 ค. ลานนาฬิกา 5. การใช้พลังงานแสงอาทติ ย์แบ่งออกไดก้ ีล่ ักษณะ ก. 2 ลกั ษณะ 6. เซลลแ์ สงอาทิตย์แบบอิสระเหมาะสาหรบั การใช้งานพืน้ ท่ีแบบใด ข. พน้ื ทช่ี นบท 7. การผลติ นา้ ร้อนชนิดใชป้ ัม๊ นา้ มนั หมนุ เวียนเหมาะสาหรบั ผลติ นา้ รอ้ นจานวนเทา่ ใด ค. จานวนมากและการใช้ต่อเน่อื ง 8. การเกดิ พลังงานลมเป็นผลมาจากข้อใดบ้าง ง. ถูกทุกข้อ 9. กงั หนั ลมแบง่ ออกไดก้ ่รี ูปแบบ ก. 2 รปู แบบ 10. ชีวมวลหมายถงึ อะไร ก. อนนิ ทรยี ส์ ารต่าง ๆ จากการเกษตร 11. ข้อใดเป็นการแปรรูปจากชวี มวล ค. การหมกั 12. น้าเป็นสารประกอบดว้ ยธาตุอะไรบา้ ง ง. ธาตไุ ฮโดรเจนและออกซเิ จน 13. พลังงานนา้ ขน้ึ นา้ ลงอาศยั หลักการพน้ื ฐานของพลังงานอะไรบ้าง ก. พลังงานศักยแ์ ละพลงั งานจลน์ 14. พลงั งานความร้อนใต้พิภพทีเ่ กิดจากนา้ พรุ อ้ นในเมืองไทยมักพบอยบู่ ริเวณใด ข. หนิ ภูเขาไฟ หนิ แกรนิต และหินตกตะกอน 15. พลงั งานนิวเคลียร์เป็นพลงั งานทเ่ี กิดจากการแตกตัวจะต้องอาศยั แร่ธาตุอะไรบา้ ง ง. ถกู ทุกข้อ เฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยที่ 10 พลงั งานในอนาคต คาสง่ั จงตอบคาถามต่อไปนี้ 1. พลังงานหมายถึงอะไร ตอบ พลังงาน (Energy) คือ ส่ิงต่าง ๆ ท่ีอยู่รอบตัวเราที่ทาให้ส่ิงต่าง ๆ เคล่ือนที่ได้ โดยใช้พลังงานเป็นตัวช่วย ถา้ ไมม่ พี ลงั งานกไ็ มเ่ กิดอะไรขึ้น หรือส่ิงใดก็ตามท่ีเกิดการเคล่ือนไหวขยายตัว ย่อมมีพลังงานเป็นตัวช่วยให้เกิด การเคล่อื นท่หี รอื เกิดงาน 2. พลงั งานพนื้ ฐานโดยทวั่ ไปมีพลงั งานอะไรบ้าง บอกมา 5 ขอ้ ตอบ พลังงานศักย์ พลังงานจลน์ พลงั งานเคมี พลงั งานความร้อน และพลังงานเสียง 3. จงบอกแหลง่ พลงั งานมา 8 ข้อ ตอบ 1. พลังงานแสงอาทิตย์ 2. พลงั งานลม 3. พลังงานนา้ 4. พลงั งานชีว มวล 5. พลงั งานน้าข้ึนน้าลง 6. พลงั งานความร้อนใต้พภิ พ 7. พลังงานคล่นื 8. พลงั งาน นวิ เคลียร์ 4. พลังงานแสงอาทติ ย์หมายถึงอะไร และพลังงานแสงอาทิตย์ใหป้ ระโยชน์กีล่ ักษณะ แผนกเทคนคิ พื้นฐาน วิทยาลยั การอาชีพขนุ หาญ

77 ตอบ พลังงานแสงอาทิตย์หรอื ดวงอาทิตย์ เป็นพลังงานที่เกิดจากกระบวนการนิวเคลียร์ที่เรียกว่า นิวเคลียร์ ฟวิ ชัน กระบวนการเกิดพลังงานบนดวงอาทิตย์ เป็นผลจากการรวมตัวของอะตอม ไฮโดรเจนเป็นอะตอมฮีเลียม แลว้ มมี วลสว่ นหน่งึ ของอะตอมไฮโดรเจนหายไป มวลส่วนทีห่ ายไปนเ้ี องที่เปลี่ยนไปเป็นพลังงานในรูปของคล่ืน แมเ่ หล็กไฟฟาู ท่ีถูกสง่ ออกไปรอบดวงอาทิตย์ พลังงานแสงอาทติ ย์ ใหป้ ระโยชนไ์ ด้ 2 ลักษณะ คือ การผลิตไฟฟูาจากพลงั งานแสงอาทิตย์และการใช้ พลงั งานแสงอาทิตย์ในรปู ของความรอ้ น 5. พลังงานลมหมายถึงอะไร ตอบ พลังงานลม เกดิ จากมวลของอากาศท่มี ีการเคล่ือนท่ีถา่ ยเทจากที่หน่ึงไปยังอีกท่ีหน่ึง ซึ่งมีความสัมพันธ์ และเป็นผลมาจากความแตกตา่ งและทรงตวั ของสภาพอากาศ ความแตกตา่ งของอณุ หภูมิ การหมุนของโลก ส่ิง กดี ขวาง ความขรขุ ระของพนื้ ผวิ และอน่ื ๆ 6. จงอธิบายพลังงานลมในประเทศไทยมกี ี่ลกั ษณะ อะไรบ้าง ตอบ 2 ลกั ษณะ คือ 1. ลมประจาถ่ิน หมายถงึ ลมท่ีพัดอยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึง่ ซึง่ จะเกดิ ขน้ึ ในบรเิ วณท่แี คบ ๆ 2. ลมประจาฤดู หมายถงึ ลมท่เี กิดขนึ้ และพัดเป็นไปตามฤดูกาลตามช่วงเวลาและระยะเวลาท่ีเกิดข้ึน ค่อนขา้ งแนน่ อน 7. พลังงานชีวมวลหมายถึงอะไร ตอบ พลังงานชีวมวล หมายถึง พลังงานท่ีได้จากชีวมวลของพืชผลทางการเกษตร เศษวัสดุเหลือท้ิงทาง การเกษตร เศษไม้ ของเหลือจากอุตสาหกรรม และชุมชน โดยกระบวนการการแปรรูปชีวมวลให้เป็นพลังงาน รูปแบบต่าง ๆ ดังนี้คือ การเผาไหม้โดยตรง การผลิตก๊าซ การหมัก และการผลิตเช้ือเพลิงเหลวจากพืช เป็น ตน้ 8. จงยกตวั อย่างของชีวมวลบอกมา 8 ขอ้ ตอบ 1. แกลบ ได้จากการสีขา้ วเปลอื ก 2. ชานอ้อย ไดจ้ ากการผลิตนา้ ตาลทราย 3. เศษไม้ ไดจ้ ากการแปรรปู ไมย้ างพารา ไม้ยคู าลิปตสั เ และบางส่วนไดจ้ ากสวนปาุ ทีป่ ลกู ไว้ 4. กากปาล์ม ได้จากการสกัดน้ามันปาล์มดบิ ออกจากผลปาลม์ สด 5. กากมันสาปะหลัง ได้จากการผลิตแปงู มนั สาปะหลงั 6. ซังข้าวโพด ไดจ้ ากการสีข้าวโพด เพอ่ื นาเมล็ดออก 7. กาบและกะลามะพร้าว ได้จากการนามะพร้าวมาปลอกเปลอื กออก 8. ส่าเหลา้ ไดจ้ ากการผลติ แอลกอฮอล์ เป็นต้น 9. น้าหมายถึงอะไร และมีก่ีสถานะ ตอบ น้าเปน็ สารประกอบทป่ี ระกอบดว้ ย ธาตุไฮโดรเจนและออกซเิ จน ในอตั ราสว่ น 1 ตอ่ 8 โดยน้าหนกั มี 3 สถานะ คือ ของเหลว ของแขง็ และก๊าซ 10. จงบอกประโยชน์ของน้ามา 5 ขอ้ ตอบ 1. ใช้สาหรับการอุปโภคและบรโิ ภค 2. ใชส้ าหรับทาการเกษตรกรรมเพาะปลูก 3. การคมนาคมขนสง่ 4. การอตุ สาหกรรมสาหรับกระบวนการผลติ 5. เป็นแหลง่ อาหารท่ีสาคญั ของมนุษย์ 11. โรงไฟฟูาพลงั งานนา้ หมายถึงอะไร ตอบ โรงไฟฟูาพลงั งานนา้ คือ ใช้น้าในลาธารตามธรรมชาติ เพื่อเป็นพลังงานในการเดินเคร่ืองโดยการสร้าง เขื่อนปิดก้ันน้าไว้ เป็นอ่างเก็บน้า ให้อยู่ในระดับสูงที่มีแรงดันเพียงพอ เพ่ือหมุนเครื่องจักรกังหันไอน้า และ เครื่องกาเนิดไฟฟูา ซึ่งพลังงานไฟฟูาที่ผลิตจะเพิ่มเป็นสัดส่วนโดยตรงกับแรงดันและปริมาณน้าท่ีไหลผ่าน เครอ่ื งจกั รกงั หันไอนา้ แผนกเทคนิคพนื้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ

78 12. พลังงานนา้ ขึ้นน้าลงหมายถึงอะไร ตอบ พลังงานน้าขึ้นน้าลง อาศัยหลักการพื้นฐานของพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ เช่น เดียวกับเขื่อน พลังน้า แต่อาศัยการต่างระดับของน้าข้ึนและน้าลงในแต่ละวันเพ่ือเพ่ิมศักยภาพของกาลังงาน โดยจะสร้าง เขื่อนที่ปากแม่น้าหรือปากอ่าวที่มีพ้ืนที่เก็บน้าได้มากและการต่างระดับ ระดับน้าที่แตกต่างกัน เรียกว่า น้าขึ้น น้าลง ซง่ึ สามารถทจี่ ะเปล่ยี นมาเป็นพลังงานที่นามาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟูาไดเ้ ชน่ กัน 13. พลงั งานความร้อนใต้พิภพหมายถึงอะไร ตอบพลังงานความรอ้ นใตพ้ ิภพ เป็นปรากฏการณ์ทีเ่ กดิ ขนึ้ ตามธรรมชาติ ในลักษณะน้าพุร้อนตามแนวทิศเหนือ ทิศใต้และบริเวณแถบชายแดนตะวันตกของประเทศไทย (แนวเทือกเขาตะนาวศรี) โดยสันนิษฐานว่า จะเป็นแหล่งเดียวกันกับท่ีแคว้นยูนาน ในประเทศจีนตอนใต้ เน่ืองจากอยู่แนวซ้อนของแผ่นทวีปคู่เดียวกัน (Indian Plate ซึ่งมุดลงใต้ Chinese Plate และเกิดแรงดันในลักษณะ Back Arch) จัดอยู่ในแหล่งพลังงาน ขนาดเลก็ ถึงปานกลาง และคาดว่าจะสามารถผลติ พลังงานให้กับโรงไฟฟูาขนาดไมเ่ กิน 50 เมกะวตั ต์ 14. พลังงานคลน่ื และพลงั งานนวิ เคลียร์หมายถึงอะไร ตอบ พลังงานคล่ืน คือ กระแสคล่ืนในทะเลหรือมหาสมุทร สามารถที่จะนามาผลิตไฟฟูาได้ โดยอาศัย อุปกรณ์ท่ีดึงพลังงานจากคล่ืนมาใช้โดยตรง ซึ่งจะทาการแปลงการเคล่ือนไหวในแนวตั้งของกระแสคล่ืน และ การพองตวั ของฟองอากาศ ไปผลกั ให้เครื่องกาเนดิ ไฟฟาู หมนุ พลังงานนิวเคลียร์หรือพลังงานปรมาณู หมายถึง พลังงานที่เกิดการแตกตัวของธาตุ การเกิดปฏิกิริยา นิวเคลียร์นั้น ซ่ึงจะต้องอาศัยแร่ธาตุบางอย่าง เช่น ธาตุยูเรเนียม ธาตุทอเรียม และธาตุพลูโตเนียม เป็น เชอ้ื เพลงิ ซึง่ อาจถอื ได้ว่าเปน็ แหลง่ พลังงานท่ีมีต้นกาเนดิ จากโลก 15. การเลอื กแหล่งพลงั งานท่ีเหมาะสมมีกีด่ ้าน อะไรบา้ ง ตอบ 3 ดา้ น ได้แก่ ดา้ นเทคโนโลยี ดา้ นเศรษฐศาสตร์ และดา้ นสังคมและสิ่งแวดล้อม เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 10 พลงั งานในอนาคต คาสั่ง จงเลอื กคาตอบทถ่ี ูกต้องทสี่ ดุ 1. Energy หมายถงึ ข้อใด ข. พลังงาน 2. The Ability to Do Work หมายถึงข้อใด ง. ความสามารถในการทางาน 3. บทบาทของพลังงานคอื ข้อใด ง. ถกู ทุกข้อ 4. ขอ้ ใดจัดเปน็ พลังงานศกั ย์ ก. ลานนาฬกิ า 5. การใชพ้ ลงั งานแสงอาทิตยแ์ บ่งออกไดก้ ลี่ กั ษณะ ง. 2 ลักษณะ 6. เซลล์แสงอาทิตย์แบบอิสระเหมาะสาหรับการใชง้ านพ้ืนท่ีแบบใด ง. พื้นทชี่ นบท 7. การผลติ นา้ รอ้ นชนิดใชป้ ั๊มน้ามันหมุนเวียนเหมาะสาหรับผลิตนา้ รอ้ นจานวนเทา่ ใด ก. จานวนมากและการใชต้ ่อเน่ือง แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ

79 8. การเกิดพลังงานลมเปน็ ผลมาจากข้อใดบ้าง ง. ถกู ทุกข้อ 9. กงั หนั ลมแบง่ ออกไดก้ ี่รปู แบบ ง. 2 รูปแบบ 10. ชีวมวลหมายถงึ อะไร ค. อนินทรยี ์สารต่าง ๆ จากการเกษตร 11. ขอ้ ใดเป็นการแปรรปู จากชวี มวล ก. การหมัก 12. น้าเปน็ สารประกอบดว้ ยธาตุอะไรบ้าง ข. ธาตุไฮโดรเจนและออกซเิ จน 13. พลงั งานนา้ ข้ึนนา้ ลง อาศยั หลักการพืน้ ฐานของพลงั งานอะไรบ้าง ค. พลงั งานศักย์และพลังงานจลน์ 14. พลงั งานความร้อนใต้พภิ พท่เี กดิ จากนา้ พรุ อ้ นในเมืองไทยมักพบอยู่บริเวณใด ง. หนิ ภูเขาไฟ หินแกรนติ และหินตกตะกอน 15. พลงั งานนิวเคลียรเ์ ปน็ พลังงานทเี่ กดิ จากการแตกตวั จะต้องอาศยั แรธ่ าตุอะไรบ้าง ง. ถูกทุกข้อ แผนกเทคนิคพืน้ ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขุนหาญ

80 ใบงานและใบความรู้ แผนกเทคนิคพื้นฐาน วิทยาลัยการอาชีพขนุ หาญ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook