51 และสามารถทาการรีเซต็ (Reset) ให้กลบั มาใช้งานใหม่ได้อกี นอกจากนี้เซอร์กิตเบรกเกอร์ เป็นอปุ กรณ์ทนี่ ิยม นามาใชใ้ น บา้ นพักอาศัย อาคารสานักงาน และโรงงานอตุ สาหกรรม เปน็ ตน้ เซอร์กติ เบรกเกอร์ แบ่ง ออกได้ 3 ชนดิ ดังน้คี อื ชนิดแบบความร้อน ชนดิ แบบสนามแมเ่ หล็ก และชนดิ แบบผสม 4.8 วสั ดุอิเลก็ ทรอนิกส์ วัสดอุ ิเลก็ ทรอนิกส์ ไดเ้ จริญเติบโตกา้ วหน้าขนึ้ อย่างรวดเร็วตามเทคโนโลยี ซึง่ จะทาใหม้ นุษย์เราได้ รจู้ กั ใช้ วสั ดุอุปกรณ์ต่างๆทมี่ ีความทันสมัย เชน่ ระบบทวี ีจอแบน โนต้ บคุ ส์ คอมพิวเตอร์ เคร่อื งเล่นซดี ี เครื่องเลน่ ดวี ดี ี และโทรศพั ท์มอื ถือ เป็นตน้ โดยสามารถแบ่งออกได้ 4 ยุคคอื 1. ยุคของหลอดสุญญากาศ (Vacuum Tube) 2. ยคุ ทรานซิสเตอร์ (Transistor) 3. ยุคไอซี (Integrated Circuits) 4. ยุคชิพ (Chip) วัสดอุ เิ ล็กทรอนิกส์ทใ่ี ช้งาน โดยทั่วไปมดี งั น้ีคอื ตัวต้านทาน (Resistance) ตวั เก็บประจุ หรอื คอน เดน เซอร์ (Capacitor or Condenser) ตวั เหน่ยี วนา (Inductor) และหม้อแปลงไฟฟูา (Transformer) 5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาหท์ ี่ 13-14 / 18) กิจกรรม เวลาโดยประมาณ (นาที) 5 1. ครเู ช็คชอ่ื 10 2. พูดทักทายปราศรัยท่ัวไป และอบรมคุณธรรม 10 จรยิ ธรรม และหลงั จากนน้ั ทาแบบทดสอบก่อนเรยี น 35 (Pre-test) 15 3. ข้นั นาเข้าสบู่ ทเรยี น ดว้ ยการสนทนา การซักถาม 30 ดูภาพจากสอ่ื ออนไลน์ เน้ือหาที่เกยี่ วข้องกับบทเรียน 10 4. ขัน้ สอน แนะนาประเดน็ สาคัญ และแบ่งนกั เรียน 5 คน้ ควา้ ตามหัวข้อเรื่อง ตัวแทนแตล่ ะกลุม่ นาเสนอ 120 ผลงานหนา้ ช้นั เรยี น 5. นกั เรยี นอภปิ รายร่วมกนั ในประเด็น วสั ดุไฟฟาู และอเิ ล็กทรอนิกส์ 6. ครใู ห้นักเรียนทาแบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 7 หลงั จาก นักเรียนทาเสรจ็ แล้ว เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น (Post-test) หนว่ ยท่ี 7 7. ขัน้ สรุป ครูและนักเรยี นชว่ ยกันสรปุ เนือ้ หา บทเรียน และครเู พิ่มเติมในส่วนที่ยงั ไม่ครอบคลุม 8. ครมู อบหมายงาน ใหท้ ารายงานเพ่มิ เตมิ เรือ่ ง วัสดุไฟฟูา และอิเล็กทรอนิกส์ จากสอ่ื ออนไลน์ รวม แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขนุ หาญ
52 6. สอ่ื การเรียนรู้ 6.1 หนังสอื เรยี น วชิ าวสั ดุชา่ ง รหสั วิชา 2100 – 1002 บริษทั ศูนย์หนงั สือเมอื งไทย จากดั 6.2 เวบ็ ไซตอ์ อนไลน์ 6.3 ส่ือส่งิ พมิ พท์ ่ีเก่ยี วข้องกับเน้อื หาบทเรยี น 7. หลักฐานการเรยี นรู้ 7.1 ผลการนาเสนองานกลุ่ม 7.2 แบบฝกึ หดั หนว่ ยที่ 7 7.3 คะแนนแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) หน่วยที่ 7 7.4 เน้ือหาเพิ่มเตมิ รายงาน วัสดไุ ฟฟาู และอิเลก็ ทรอนิกส์ 8. การวัดผลและประเมินผล การวดั ผล การประเมนิ ผล (ใชเ้ ครือ่ งมือ) (นาผลเทยี บกับเกณฑ์และแปลความหมาย) 1. แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) หน่วยท่ี 7 ไว้เปรยี บเทยี บกับคะแนนสอบหลงั เรยี น 2. แบบสงั เกตการณท์ างานกลุม่ และการนาเสนอผลงานกลมุ่ 3. แบบฝกึ หัดหน่วยท่ี 7 เกณฑ์ผ่าน 50 % 4. แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) หน่วยที่ 7 เกณฑ์ผ่าน 50 % 5. แบบประเมินคุณธรรม จรยิ ธรรม ตามสภาพจริง เกณฑผ์ า่ น 50 % เกณฑ์ผา่ น 50 % 9. การขบั เคลอ่ื นปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง สมรรถนะ นอ้ มนาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาตอิ ย่างประหยดั จดุ ประสงคท์ ่ัวไป จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม/ ผลกระทบ พฤตกิ รรมบ่งช้ี สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ประยุกตใ์ ชป้ รชั ญา 1.การเข้าใจธรรมชาติ ของเศรษฐกิจ 2.รกั ษาดูแลธรรมชาติ พอเพียงดา้ นมี 3.การเรียนรูโ้ ดยใชเ้ งอื่ นไข เหตผุ ลในการ สุภาพและประหยัด ดารงชีวิต แผนกเทคนคิ พน้ื ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ
53 10บนั ทกึ หลงั การสอน 10.1 ผลการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้ ................................................................................................................................ ....................................................... ....................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................... ................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... .................................................................................................................................................................... ................... ............................................................................................................... ................. 10.2 ผลการเรยี นของนักเรียน/ผลการสอนของคร/ู ปัญหาท่พี บ ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................... ........................................................ ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ........................................................................................................................... .............. 10.3 แนวทางการแกป้ ญั หา ......................................................... ............................................................................................................................. . ............................................................................................................................. .......................................................... .................................................................................................................... ................................................................... ................................................................................................................................................. ...................................... ............................................................................................. ............................................ ลงชอ่ื ............................................... (นายชตุ เิ ทพ มาดีตรี ะเทวาพงษ)์ ครผู ูส้ อน แผนกเทคนิคพื้นฐาน วทิ ยาลยั การอาชีพขนุ หาญ
54 แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 8 หน่วยที่ 8 ชือ่ วิชา วัสดชุ า่ ง เวลาเรยี นรวม 36 คาบ ชือ่ หน่วย การกดั กรอ่ น และการป้องกัน สอนครั้งที 15/18 ชอ่ื เรอื่ ง การกัดกร่อน และการป้องกัน จานวน 2 คาบ หวั ข้อเรื่อง 8.1 บทนา 8.2 ความหมายของการกดั กรอ่ น 8.3 สาเหตุของการกดั กรอ่ น 8.4 ประเภทของการกดั กรอ่ น 8.5 การป้องกนั การกัดกรอ่ น 8.6 บทสรุป 1. สาระสาคญั การกัดกรอ่ น เปน็ การผุพังของโลหะเมื่อทงิ้ ไวน้ านๆ กจ็ ะทาให้เกดิ ความชื้น ทาปฏิกิรยิ ากบั ออกซิ เจน ทาให้เกดิ การกัดกร่อนเปน็ สนิมได้ โดยจะมผี ลเสียต่อชิ้นงานหรอื วัสดนุ น้ั ๆ การกดั กร่อนมดี ้วยกัน 4 ลกั ษณะคือ การกัดกรอ่ นท่ีเกิดจากปฏิกริ ิยาเคมี การกัดกร่อนทเ่ี กิดจากไฟฟาู -เคมี การกดั กร่อนทีเ่ กิดจากการสัมผสั ของโลหะ ตา่ งชนดิ กัน และการกัดกร่อนจากเม็ดเกรนโลหะ ดงั นัน้ ชา่ งผปู้ ฏบิ ัตงิ านจะต้องรจู้ กั วิธีการปูองกันการกัดกร่อน เพ่ือท่ีจะช่วยทาให้อายกุ ารใชง้ านของผลติ ภณั ฑ์ยาวนานขึน้ เปน็ การประหยดั วัสดุ และชว่ ยลดต้นทุนการผลติ ด้วย 2. สมรรถนะประจาหนว่ ย แสดงความรเู้ ก่ยี วกับการกัดกรอ่ น และการปูองกนั 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 3.1 จุดประสงคท์ ั่วไป 3.1.1 ดา้ นความรู้และทกั ษะ 3.1.2 อธบิ ายความหมายของการกดั กรอ่ นได้ถูกต้อง 3.1.3 บอกสาเหตุของการกดั กร่อนได้ 3.1.4 บอกประเภทของการกัดกร่อนได้ 3.1.5 บอกวิธกี ารปูองกันการกดั กร่อนได้ 3.2 จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม 3.2.1 ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม / บูรณาการปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝุรู้ ความซื่อสัตย์ สุจริต ความมีน้าใจ เอื้อเฟื้อ แบง่ ปนั ความรว่ มมอื มีความรับผดิ ชอบ และความมมี ารยาท แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วิทยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
55 4. สาระการเรยี นรู้ 4.1 บทนา การปูองกันการกดั กร่อนมีความสาคัญเป็นอยา่ งมาก ที่ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสาคัญ เช่น ช้นิ ส่วน อุปกรณ์เครอื่ งจักรกล ท่อสง่ น้ามนั โครงหลงั คา และอปุ กรณ์อนื่ ๆ เป็นตน้ ดเู หมือน ว่าจะไมเ่ กิดเป็นสนิมขึ้น แตเ่ ม่ือเหล็กถูกความชืน้ กจ็ ะเกิดเป็นสนมิ และเกดิ การสึกกร่อนได้งา่ ย ดังน้นั บางครง้ั ตอ้ งเลือกโลหะผสมมาใช้ งาน กจ็ ะช่วยลดการกดั กร่อนขึ้น และในส่วนของเคร่อื ง จักรบางครง้ั กอ็ าจจะหยอดนา้ มันหลอ่ ลนื่ เพื่อจะช่วย ลดการกัดกรอ่ น และช่วยยืดอายกุ ารใช้งาน 4.2 ความหมายของการกดั กรอ่ น การกัดกรอ่ น (Corrosion ) คอื การผพุ ังของโลหะเมอ่ื ทงิ้ ไว้ผวิ นอกจะทาปฏิกิริยากบั ออกซิเจน และเกิด ความชนื้ เป็นปฏิกิรยิ าเคมีข้นึ ตามสภาพแวดลอ้ มของการใช้งาน ซึ่งเมอ่ื ทิ้งไวน้ านๆ โดยไม่มีการเคลือบผวิ กจ็ ะเกิด การกดั กรอ่ น ผุพงั กลายเปน็ สนมิ เหลก็ ต่อไป และทาใหค้ ุณสมบัติของโลหะเปล่ยี นแปลงไป เช่น ความแข็งลดลง การรับแรงน้อยลง การยดื ตัว การออ่ นตวั และความแข็งแรง เปน็ ตน้ 4.3 สาเหตขุ องการกดั กรอ่ น การกดั กรอ่ น เป็นการผพุ ังของโลหะ หรือวสั ดุชา่ งเมอ่ื ใชไ้ ปเปน็ เวลานานๆ และเป็นการเปลยี่ น แปลงคุณสมบัติของโลหะเนื่องจากปฏกิ ิรยิ าเคมตี ่างๆ คุณสมบัตขิ องโลหะทเี่ ปลีย่ นแปลงไป สาเหตุของการกดั กร่อนมี 4 ลักษณะดงั นค้ี ือ 1. การกัดกร่อนทเี่ กิดจากปฏิกริ ิยาเคมี 2. การกดั กร่อนทีเ่ กิดจากไฟฟาู -เคมี 3. การกัดกร่อนทีเ่ กดิ จากการสมั ผสั ของโลหะตา่ งชนิดกัน 4. การกัดกร่อนจากเม็ดเกรนโลหะ 4.4 ประเภทของการกัดกร่อน ประเภทของการกัดกร่อน สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทดงั นค้ี ือ 1. การกัดกร่อนแบบเรยี บสม่าเสมอ 2. การกัดกร่อนซึมลึก 3. การกัดกร่อนภายในเนื้อโลหะ 4.5 การปูองกนั การกดั กร่อน การปูองกนั การกดั กร่อนของโลหะของโลหะ เพอ่ื ทจ่ี ะช่วยให้มอี ายุการใช้งานทยี่ าวนาน มีความ แขง็ แรงมากและชว่ ยประหยัดวัสดุเงนิ ทองด้วย โดยสามารถทีจ่ ะแบง่ ออกได้ 6 วธิ ีคอื 1. การเคลือบผวิ ดว้ ยนา้ มนั 2. การเคลือบผวิ ด้วยการทาสีและพน่ สี 3. การเคลือบผวิ ดว้ ยนา้ ยาแก้ว 4. การเคลอื บผิวดว้ ยวธิ ีเคมี 5. การเคลือบผวิ ดว้ ยโลหะ 6. การเคลือบผวิ ดว้ ยพลาสติก 5. กจิ กรรมการเรียนรู้ (สัปดาห์ที่ 15 / 18) กจิ กรรม เวลาโดยประมาณ (นาที) 5 1. ครเู ช็คช่อื 10 2. พูดทักทายปราศรัยทว่ั ไป และอบรมคณุ ธรรม 10 จริยธรรม และหลังจากนั้นทาแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) 3. ขัน้ นาเข้าสบู่ ทเรียน ดว้ ยการสนทนา การซักถาม ดูภาพจากสอ่ื ออนไลน์ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกบั บทเรยี น แผนกเทคนิคพืน้ ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขุนหาญ
56 4. ข้นั สอน แนะนาประเด็นสาคญั และแบ่งนักเรยี น 35 ค้นคว้าตามหัวข้อเรอ่ื ง ตวั แทนแตล่ ะกลุม่ นาเสนอ ผลงานหน้าช้นั เรียน 5. นักเรยี นอภปิ รายร่วมกนั ในประเดน็ การกัดกร่อน 15 และการปูองกัน 6. ครใู ห้นกั เรียนทาแบบฝึกหัดหนว่ ยที่ 8 หลังจาก 30 นักเรยี นทาเสรจ็ แล้ว เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) หนว่ ยท่ี 8 7. ขน้ั สรปุ ครแู ละนักเรียนช่วยกนั สรปุ เนอื้ หา 10 บทเรียน และครเู พมิ่ เติมในส่วนทย่ี ังไม่ครอบคลมุ 8. ครูมอบหมายงาน ให้ทารายงานเพ่ิมเติม เร่อื ง 5 การกัดกรอ่ น และการปูองกัน จากสอื่ ออนไลน์ รวม 120 6. สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้ 6.1 หนังสือเรยี น วชิ าวัสดชุ า่ ง รหสั วชิ า 2100 – 1002 บริษทั ศูนยห์ นงั สือเมอื งไทย จากัด 6.2 เว็บไซต์ออนไลน์ 6.3 สอื่ ส่งิ พิมพ์ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั เนือ้ หาบทเรยี น 7. หลักฐานการเรยี นรู้ 1. ผลการนาเสนองานกลมุ่ 2. แบบฝึกหดั หนว่ ยที่ 8 3. คะแนนแบบทดสอบหลังเรยี น (Post-test) หนว่ ยท่ี 8 4. เนอื้ หาเพ่ิมเติม รายงาน การกัดกร่อน และการปูองกัน 8. การวัดผลและประเมนิ ผล การวัดผล การประเมนิ ผล (ใช้เครือ่ งมือ) (นาผลเทียบกับเกณฑ์และแปลความหมาย) 1. แบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test) หนว่ ยที่ 8 ไวเ้ ปรยี บเทียบกบั คะแนนสอบหลงั เรยี น 2. แบบสังเกตการณ์ทางานกลุ่ม และการนาเสนอผลงานกลมุ่ เกณฑ์ผ่าน 50 % 3. แบบฝกึ หดั หนว่ ยที่ 8 เกณฑผ์ า่ น 50 % 4. แบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) หน่วยที่ 8 เกณฑ์ผ่าน 50 % 5. แบบประเมนิ คุณธรรม จริยธรรม ตามสภาพจรงิ เกณฑผ์ า่ น 50 % 9. การขบั เคลอื่ นปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง สมรรถนะ นอ้ มนาเศรษฐกิจพอเพยี ง โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาตอิ ยา่ งประหยัด จุดประสงคท์ ่ัวไป จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม/ ผลกระทบ พฤตกิ รรมบ่งชี้ สังคม เศรษฐกจิ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ประยกุ ต์ใชป้ รัชญา 1.การเข้าใจธรรมชาติ ของเศรษฐกจิ 2.รกั ษาดแู ลธรรมชาติ พอเพียงดา้ นมี 3.การเรยี นรู้โดยใช้เง่ือนไข เหตผุ ลในการ สุภาพและประหยัด ดารงชีวิต แผนกเทคนคิ พืน้ ฐาน วิทยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ
57 10. บันทกึ หลังการสอน 10.1 ผลการใช้แผนการจดั การเรียนรู้ ............................................................................................................................. .......................................................... ....................................................................................................................................................... ................................ ................................................................................................... .................................................................................... .......................................................................................................... ............................................................................. ............................................................................................................................. .......................................................... ................................................................................................................................. 10.2. ผลการเรยี นของนักเรียน/ผลการสอนของคร/ู ปญั หาทีพ่ บ ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... .................................................................................................................... ................................................................... ............................................................................................... ........................................................................................ .......................................................................................................................... ............... 10.3 แนวทางการแก้ปญั หา ................................................................................................................................. ...................................................... ....................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................... ................................................................... ................................................................................................................... .................................................................... ....................................................................................................................................... ลงช่ือ............................................... ( นายชตุ เิ ทพ มาดตรี ะเทวาพงษ์ ) ครูผสู้ อน แผนกเทคนคิ พื้นฐาน วทิ ยาลยั การอาชีพขุนหาญ
58 แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 9 หน่วยที่ 9 ชอ่ื วิชา วสั ดุช่าง เวลาเรียนรวม 36 คาบ ชอื่ หน่วย การตรวจสอบวัสดเุ บื้องต้น สอนครัง้ ที 16/18 ช่ือเรอ่ื ง การตรวจสอบวสั ดุเบอ้ื งต้น จานวน 2 คาบ หัวข้อเรื่อง บทนา 9.1 คุณสมบัตขิ องวัสดุ 9.2 การทดสอบวสั ดุ 9.3 บทสรุป 1. สาระสาคญั การตรวจสอบวัสดุเบ้อื งตน้ จาเป็นอยา่ งยิ่งทีผ่ ้ดู าเนนิ การผลิต จะต้องทาความเข้าใจเกี่ยวกบั วัสดุใหด้ ี เสียกอ่ นท่ีจะนาไปใชง้ าน คุณสมบัติของวสั ดุ แบ่งแยกได้เปน็ 3 ประเภท คอื คณุ สมบัติทางเคมี คณุ สมบตั ิทางฟิสิกส์ และคุณสมบตั ิทางกล การทดสอบวัสดุ หมายถงึ การคัดแยกชน้ิ งานทีผ่ า่ นกรรมวธิ ีการขึ้นรปู ดว้ ยเครอ่ื งจักรกล แลว้ เกดิ มตี าหนิ ชารดุ หรอื คณุ ภาพไม่ได้มาตรฐานออกจากกลุ่ม และเพ่ือจะไดร้ บั ทราบถงึ คุณสมบัตเิ ฉพาะตวั ของวัสดนุ ้นั จะได้เป็นข้อมลู ในการพจิ ารณาเลอื กนาวสั ดนุ ้นั มาใช้งาน ในการทดสอบวัสดแุ บ่งออกได้ 2 ประเภท คอื การ ทดสอบแบบทาลายสภาพ และการทดสอบแบบไม่ทาลายสภาพ 2. สมรรถนะ แสดงความร้เู กี่ยวกับการตรวจสอบวสั ดเุ บอ้ื งต้น 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 3.1 จุดประสงคท์ ว่ั ไป 3.1.1ดา้ นความรูแ้ ละทกั ษะ 3.1.1.1 อธบิ ายคณุ สมบตั ิของวัสดุได้ถูกต้อง 3.1.1.2 บอกการทดสอบวสั ดุได้ 3.2 จุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม ดา้ นคุณธรรม จริยธรรม / บรู ณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝุรู้ ความซอื่ สัตย์ สุจริต ความมีน้าใจ เอื้อเฟื้อ แบ่งปนั ความร่วมมอื มีความรับผิดชอบ และความมีมารยาท 4. เนือ้ หาสาระ 4.1 บทนา การตรวจสอบวัสดุเบอ้ื งต้น วัสดทุ ่ีใช้ในกรรมวิธกี ารผลิตในงานอตุ สาหกรรม จาเป็นอยา่ งย่ิงท่ผี ู้ ดาเนินการผลิต จะต้องทาความเข้าใจเกย่ี วกับวสั ดุให้ดีเสียกอ่ นทีจ่ ะนาไปใช้งาน ความหมายของศัพท์ทใ่ี ช้ แผนกเทคนคิ พ้ืนฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขุนหาญ
59 เก่ียวกับวสั ดตุ า่ งๆ เชน่ เหล็กหลอ่ เหลก็ กล้า และเหล็กไรส้ นิม เป็นต้น จะมคี ุณสมบตั ทิ ่ีแตกต่างกนั ออกไป โดยจะต้องทราบคุณสมบตั ิตา่ งๆของวัสดนุ ้ันใหแ้ นช่ ัดด้วย ในยคุ ปัจจุบนั วสั ดอุ ปุ กรณ์ตา่ งกเ็ ข้ามามีความ สาคัญ มบี ทบาทในการส่งเสรมิ ศกั ยภาพ สร้างคณุ ประโยชนใ์ ห้กับประเทศชาติมากมาย ซึง่ จะเห็นได้ว่าประเทศท่มี ีการ พฒั นาทางด้านอุตสาหกรรม มีเทคโนโลยีท่รี วด เรว็ ทนั สมยั จึงจาเป็นจะตอ้ งมีวัสดุอุปกรณ์ทไี่ ด้ท่มี มี าตรฐาน และ จะตอ้ งมกี ารตรวจสอบเครื่องมือเครื่องจักร วสั ดุชิ้นงานตา่ งๆก่อนที่จะนาไปใชง้ าน เพื่อให้ได้คุณภาพตามท่ี ต้องการ 4.2 คณุ สมบตั ิของวัสดุ คณุ สมบัติของวัสดุ สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทคือ 1. คณุ สมบัติทางเคมี เชน่ การกัดกร่อน การหลอมละลาย ส่วนผสม และลกั ษณะโครงสรา้ ง ทางเคมีของส่วนผสมในวัสดุ เปน็ ตน้ 2. คณุ สมบัตทิ างกายภาพ หรอื ฟิสกิ ส์ เช่น ความสามารถในการนาความร้อน ความ สามารถใน การนาไฟฟูา ความหนาแนน่ มวล นา้ หนัก สี และความต้านทาน เปน็ ต้น 3. คุณสมบัติทางกล ได้แก่ ความแข็งแรง ความแข็ง ความสามารถในการยืดตัว ความยดื หยุ่น และ ความเหนยี ว เปน็ ตน้ 4.3 การตรวจสอบ การตรวจสอบ หมายถงึ การกระทาการตรวจสอบวัสดุช้ินงาน เพ่ือหารอยตาหนิ จุดบก พร่องของ ชิน้ งาน โดยวัสดชุ น้ิ งานน้นั อาจจะใชง้ านได้ หรอื ใช้งานไม่ได้ เชน่ การตรวจสอบดว้ ยสายตา การตรวจสอบดว้ ย นา้ ยาแทรกซึม การตรวจสอบแนวเชื่อมดว้ ยผงแมเ่ หล็ก และการตรวจ สอบแนวเช่ือมดว้ ยการถา่ ยภาพรงั สี เป็น ตน้ 4.5 การทดสอบ การทดสอบ หมายถึง การคัดแยกช้ินงานทผ่ี า่ นกรรมวิธกี ารข้ึนรูป ด้วยเคร่อื งจกั รกล แล้วเกิดมี ตาหนิ ชารดุ หรือคณุ ภาพไมไ่ ดม้ าตรฐานออกจากกลมุ่ และเพื่อจะได้รบั ทราบถงึ คณุ สมบัตเิ ฉพาะตวั ของวัสดุนนั้ จะไดเ้ ปน็ ขอ้ มูลในการพิจารณาเลอื กนาวสั ดนุ ั้นมาใช้งาน ประเภทของการทดสอบวัสดุ แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ๆคอื 1. การทดสอบแบบทาลายสภาพ ( Destructive Testing ) 2. การทดสอบแบบไม่ทาลายสภาพ ( Nondestructive Testing ) 5. กจิ กรรมการเรียนรู้ (สัปดาห์ท่ี 16 / 18) กจิ กรรม เวลาโดยประมาณ (นาท)ี 5 1. ครูเชค็ ชือ่ 10 2. พดู ทกั ทายปราศรัยทวั่ ไป และอบรมคุณธรรม 10 จริยธรรม และหลงั จากนนั้ ทาแบบทดสอบก่อนเรยี น 35 (Pre-test) 15 3. ข้ันนาเข้าส่บู ทเรยี น ดว้ ยการสนทนา การซักถาม ดภู าพจากสอื่ ออนไลน์ เน้ือหาท่ีเก่ยี วข้องกบั บทเรียน 4. ขน้ั สอน แนะนาประเด็นสาคัญ และแบ่งนักเรียน คน้ คว้าตามหัวข้อเร่ือง ตัวแทนแตล่ ะกลุม่ นาเสนอ ผลงานหนา้ ชั้นเรียน 5. นักเรียนอภปิ รายรว่ มกันในประเด็น การตรวจ สอบวสั ดุเบือ้ งต้น แผนกเทคนคิ พนื้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขุนหาญ
6. ครูให้นกั เรียนทาแบบฝึกหัดหนว่ ยที่ 9 หลังจาก 60 นักเรียนทาเสรจ็ แล้ว เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น 30 (Post-test) หน่วยท่ี 9 10 7. ข้นั สรปุ ครแู ละนักเรียนชว่ ยกันสรุปเนือ้ หา 5 บทเรียน และครูเพม่ิ เติมในส่วนท่ยี งั ไมค่ รอบคลมุ 120 8. ครมู อบหมายงาน ใหท้ ารายงานเพ่ิมเตมิ เร่อื ง การตรวจสอบวสั ดุเบอื้ งต้น จากส่ือออนไลน์ รวม 6. สื่อการเรยี นรู้ 6.1 หนงั สือเรยี น วชิ าวัสดชุ ่าง รหัสวิชา 2100 – 1002 บริษัทศนู ย์หนงั สอื เมืองไทย จากัด 6.2 เวบ็ ไซต์ออนไลน์ 6.2 และสื่อสงิ่ พมิ พท์ เี่ กยี่ วขอ้ งกบั เน้อื หาบทเรียน 7. หลักฐานการเรียนรู้ 7.1 ผลการนาเสนองานกลุ่ม 7.2 แบบฝกึ หดั หน่วยที่ 9 7.3 คะแนนแบบทดสอบหลังเรยี น (Post-test) หน่วยท่ี 9 7.4 เนื้อหาเพิม่ เติม รายงาน การตรวจสอบวัสดุเบ้ืองต้น 8. การวัดผลและประเมนิ ผล การวดั ผล การประเมินผล (ใชเ้ ครือ่ งมือ) (นาผลเทียบกบั เกณฑ์และแปลความหมาย) 1. แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) หน่วยท่ี 9 ไวเ้ ปรยี บเทียบกบั คะแนนสอบหลงั เรยี น 2. แบบสงั เกตการณท์ างานกลุ่ม และการนาเสนอผลงานกลมุ่ 3. แบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 9 เกณฑ์ผา่ น 50 % 4. แบบทดสอบหลงั เรียน (Post-test) หนว่ ยที่ 9 เกณฑผ์ า่ น 50 % 5. แบบประเมนิ คุณธรรม จรยิ ธรรม ตามสภาพจรงิ เกณฑผ์ ่าน 50 % เกณฑ์ผ่าน 50 % 9. การขับเคลอ่ื นปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง สมรรถนะ น้อมนาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยดั จดุ ประสงคท์ ่ัวไป จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม/ ผลกระทบ พฤตกิ รรมบ่งช้ี สงั คม เศรษฐกจิ วัฒนธรรม ส่งิ แวดล้อม ประยกุ ต์ใชป้ รชั ญา 1.การเข้าใจธรรมชาติ ของเศรษฐกิจ 2.รกั ษาดูแลธรรมชาติ พอเพียงด้านมี 3.การเรยี นรูโ้ ดยใชเ้ ง่ือนไข เหตุผลในการ สภุ าพและประหยัด ดารงชีวติ แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วิทยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
61 10. บนั ทกึ หลงั การสอน 10.1 ผลการใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้ ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ...................................................................................................................................... ................................................. ............................................................................................................... ........................................................................ ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................... ................. 10.2 ผลการเรียนของนกั เรยี น/ผลการสอนของครู/ปญั หาทพ่ี บ ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... .................................................................................................................... ................................................................... .................................................................................................................................................................. ..................... .............................................................................................................. ............................ 10.3 แนวทางการแก้ปัญหา ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................................... ................ .................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................................ ................... ลงชื่อ.............................................. (ชตุ เิ ทพ มาดตี ีระเทวาพงษ์) ครผู ้สู อน แผนกเทคนคิ พนื้ ฐาน วิทยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 10 62 หนว่ ยท่ี 10 ช่อื วิชา วัสดุช่าง เวลาเรยี นรวม 36 คาบ ช่ือหน่วย พลงั งานในอนาคต สอนครัง้ ที 17-18/18 ช่อื เร่ือง พลงั งานในอนาคต หวั ข้อเร่อื ง จานวน 4 คาบ 10.1 บทนา 10.8 พลงั งานนา้ 10.2 ความหมายของพลังงาน 10.9 พลงั งานนา้ ขนึ้ นา้ ลง 10.3 บทบาทของพลังงาน 10.10 พลังงานความร้อนใต้พภิ พ 10.4 แหลง่ ของพลังงาน 10.11 พลงั งานคลน่ื 10.5 พลงั งานแสงอาทิตย์ 10.12 พลงั งานนวิ เคลียร์ 10.6 พลังงานลม 10.13 การเลอื กแหล่งพลังงาน 10.7 พลงั งานชวี มวล 10.14 บทสรุป 1. สาระสาคัญ พลงั งาน ( Energy ) คอื ส่งิ ต่างๆทอ่ี ยู่รอบตัวเราที่ทาใหส้ ่ิงตา่ งๆ เคล่อื นท่ีได้ โดยใชพ้ ลงั งานเปน็ ตวั ช่วย ถา้ ไม่มีพลังงานก็ไม่เกดิ อะไรขึ้น หรอื สง่ิ ใดกต็ ามท่เี กิดการเคล่ือนไหวขยายตัว ยอ่ มมีพลังงานเปน็ ตวั ช่วยให้เกิด การเคลือ่ นทีห่ รือเกดิ งาน นอกจากนี้พลังงานพ้นื ฐานโดยท่ัวไป เชน่ พลงั งานศักย์ พลังงานจลน์ พลงั งาน เคมี พลังงานความร้อน พลงั งานเสยี ง พลังงานแสงหรือรังสี และพลังงานไฟฟูา เปน็ ตน้ แหล่งพลงั งาน มดี ังนี้คือ พลงั งานแสงอาทิตย์ พลงั งานลม พลงั งานน้า พลงั งานชวี มวล พลังงานน้าขึ้น นา้ ลง พลังงานความร้อนใต้พภิ พ พลังงานคลนื่ และพลังงานวิ เคลยี ร์ เปน็ ต้น 2. สมรรถนะ แสดงความร้เู ก่ียวกบั พลงั งานในอนาคต 3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 3.1 จดุ ประสงคท์ ่ัวไป 3.1.1ด้านความรูแ้ ละทักษะ 3.1.1.1 อธิบายความหมายของพลงั งานได้ถกู ต้อง 3.1.1.7 บอกพลังงานนา้ ได้ 3.1.1.2 บอกบทบาทของพลังงานได้ 3.1.1.8 บอกพลงั งานนา้ ขึ้นน้าลงได้ 3.1.1.3 บอกแหลง่ ของพลังงานได้ 3.1.1.9 บอกพลังงานความร้อนใต้พภิ พได้ 3.1.1.4 บอกพลังงานแสงอาทติ ยไ์ ด้ 3.1.1.10 บอกพลังงานคลื่นได้ 3.1.1.5 บอกพลงั งานลมได้ 3.1.1.11 บอกพลังงานนิวเคลียร์ได้ 3.1.1.6 บอกพลังงานชวี มวลได้ 3.1.1.12 บอกการเลือกแหลง่ พลงั งานได้ แผนกเทคนิคพืน้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ
63 3.2 จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม 3.2.1 ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรม / บูรณาการปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง แสดงออกดา้ นการตรงต่อเวลา ความสนใจใฝรุ ู้ ความซื่อสัตย์ สุจริต ความมีน้าใจ เอื้อเฟ้ือ แบง่ ปนั ความร่วมมือ มีความรับผิดชอบ และความมีมารยาท 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 บทนา ในสมยั โบราณมนุษยเ์ ราไดใ้ ช้แรงงานจากสตั วเ์ ลี้ยง มาใชท้ างานในดา้ นต่างๆมากมาย เช่น ใช้ช้างลากซงุ ใชค้ วายไถนา และใช้ลิงปนื ต้นมะพรา้ ว เปน็ ตน้ ในอนาคตอันใกล้นสี้ ถานการณ์พลงั งาน จะเข้าส่ภู าวะวกิ ฤต ซงึ่ ทีส่ าคญั พลังงานเช้ือเพลงิ ที่เป็นตวั ขับเคลือ่ นกจิ กรรม และโครงการต่างๆบนโลกจะได้รบั ผลกระทบโดยตรง สงิ่ ทเี่ กดิ นมี้ นุษย์จะต้องหาวธิ กี ารในการแก้ไขโดยอยา่ งเร่งดว่ น ไมว่ ่าจะเปน็ แนวความ คิดเก่ยี วกับวธิ ีการใช้พลังงาน หมนุ เวยี น พลังงานทดแทน หรืออาจจะเป็นพลังงานนวิ เคลียร์ ก็อาจจะถูกนา มาใช้กันอย่างหลีกเล่ยี งไม่ได้ 4.2 ความหมายของพลงั งาน พลังงาน คือสิง่ ต่างๆที่อยูร่ อบตัวเราท่ที าให้ส่งิ ตา่ งๆเคลื่อนทไ่ี ด้ โดยใช้พลังงานเป็นตัวช่วย ถา้ ไมม่ ี พลังงานก็ไมเ่ กดิ อะไรข้ึน หรือสงิ่ ใดก็ตามที่เกดิ การเคล่ือนไหว ขยายตวั ย่อมมีพลังงานเป็นตัวชว่ ยใหเ้ กิดการ เคล่ือนทหี่ รือเกดิ งาน 4.3 บทบาทของพลังงาน พลังงานมีความสาคญั และบทบาทต่อสง่ิ มีชวี ติ ตลอดจนการเปลีย่ นแปลงต่างๆทีเ่ กิดขึ้นบนโลกในดา้ น ตา่ งๆ อย่างมากมาย ซง่ึ อาจสามารถนามากลา่ วโดยสรุปไดด้ งั น้คี ือ ใชใ้ นการดารง ชวี ติ ของส่ิงมีชีวิต โดย จาเป็นทจี่ ะต้องใช้พลงั งาน ในการประกอบกจิ กรรม หรือการปฏิบตั งิ านต่างๆ เช่น 1. ในการเคล่อื นไหวส่วนตา่ งๆ 2. ในกระบวนการทางสรีระวิทยาตา่ งๆ 3. ในการติดต่อส่อื สาร 4.4 แหล่งของพลงั งาน แหล่งพลังงานมีอยหู่ ลายชนดิ ทสี่ ามารถทาให้โลกเราเกดิ การทางาน และหากศึกษาวเิ คราะหใ์ นเชิงลึก แล้วจะพบวา่ แหล่งต้นตอของพลงั งาน ที่ใช้ทางานในชีวติ ประจาวันส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจาก พลังงานอันมหาศาลที่ แผ่มาจากดวงอาทติ ย์มาสู่โลกเรานีเ่ อง แลว้ ก็ยังกอ่ ให้เกิดแหลง่ พลังงานอ่นื ๆ อีกมากมาย เชน่ 1. พลงั งานแสงอาทติ ย์ 2. พลงั งานลม 3. พลงั งานน้า 4. พลงั งานชวี มวล 5. พลงั งานน้าขน้ึ นา้ ลง 6. พลังงานความร้อนใต้พภิ พ 7. พลงั งานคลนื่ 8. พลงั งานิวเคลยี ร์ 4.5 พลังงานแสงอาทติ ย์ พลังงานแสงอาทติ ย์ เปน็ พลังงานสะอาดไมท่ าปฏิกิรยิ าใดๆ ท่จี ะทาใหส้ งิ่ แวดลอ้ มเป็นพิษเซลล์แสง อาทิตย์ จึงเปน็ ส่งิ ประดิษฐ์ทางอิเลคทรอนคิ สช์ นิดหนึ่งที่ถูกนามาใชผ้ ลิตไฟฟูา เนือ่ งจากสามารถเปลย่ี นพลงั งาน แสงอาทติ ย์ ให้เปน็ พลังงานไฟฟูาได้โดยตรง ปัจจบุ ันในประเทศไทย มหี ลายหนว่ ยงาน ได้ทาการ ตดิ ตงั้ เซลล์ แสงอาทติ ย์ เพือ่ ใชง้ านในลักษณะตา่ งๆกนั แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ
64 4.6 พลงั งานลม พลังงานลม หมายถึง เกดิ จากมวลของอากาศทมี่ ีการเคล่ือนที่ ถ่ายเทจากทห่ี นึ่งไปยังอีกท่หี น่ึง ซงึ่ มี ความสัมพนั ธ์ และเปน็ ผลมาจาก 1. ความแตกตา่ ง และทรงตัวของสภาพอากาศ 2. ความแตกต่างของอุณหภมู ิ 3. การหมุนของโลก 4. สงิ่ กดี ขวาง และความขรขุ ระของพื้นผวิ และอนื่ ๆ 4.7 พลังงานชวี มวล ชวี มวล (Biomass) หมายถึง อนิ ทรียส์ ารทีไ่ ด้จากพืชและสัตวต์ า่ งๆ เชน่ เศษไม้ ขยะ วสั ดเุ หลือใช้ทาง การเกษตร ทเ่ี ป็นแหล่งพลงั งานหมุนเวยี นที่สาคญั ของโลก ชีวมวลสามารถนามาเผาไหม้ เพ่ือนาพลงั งานความ รอ้ นท่ไี ดไ้ ปใชใ้ นกระบวนการผลิตไฟฟูาทดแทนพลงั งานจากฟอสซิล ซึ่งมอี ยู่อย่างจากัดและอาจหมดลงได้ พลงั งานชวี มวล (Bio-energy) หมายถงึ พลังงานท่ไี ดจ้ ากชวี มวลชนิดตา่ งๆ โดยกระบวน การแปรรปู ชีว มวลไปเป็นพลงั งานรปู แบบต่างๆ มีดงั นคี้ ือ 1. การเผาไหม้โดยตรง (Combustion) 2. การผลติ ก๊าซ (Gasification) 3. การหมกั (Fermentation) 4. การผลติ เชอื้ เพลิงเหลวจากพืช 4.8 พลังงานนา้ น้า (Water) เปน็ สารประกอบท่ีประกอบด้วย ธาตไุ ฮโดรเจน (Hydrogen) และออกซิเจน (Oxygen) ใน อตั ราส่วน 1 ตอ่ 8 โดยนา้ หนักพบ 3 สถานะ คือ ของเหลว ของแขง็ (นา้ แข็งข้วั โลก) และกา๊ ซ (นา้ ใน บรรยากาศ) สตู รทางเคมี คอื H2O นา้ ทบ่ี ริสทุ ธ์จิ ะเป็นของเหลวใส ไม่มสี ี และไมม่ ีกล่ิน โรงไฟฟูาพลงั งานนา้ โรงไฟฟูาพลังงานนา้ คอื ใชน้ ้าในลาธารตามธรรมชาติ เพื่อเป็นพลังงานในการเดนิ เครื่อง โดยการสรา้ ง เขอื่ นปดิ ก้นั นา้ ไว้เปน็ อา่ งเก็บนา้ ให้อยูใ่ นระดบั สูงที่มแี รงดนั เพยี งพอ เพ่ือหมุนเคร่ืองจักรกังหนั ไอนา้ และเครื่อง กาเนิดไฟฟาู (Generator) ซ่งึ พลังงานไฟฟาู ท่ผี ลิตจะเพ่ิมเปน็ สดั สว่ นโดยตรงกับแรงดัน และปริมาณนา้ ที่ ไหลผา่ นเคร่ืองจักรกงั หนั ไอน้า 4.9 พลังงานน้าขน้ึ น้าลง พลงั งานนา้ ขน้ึ น้าลง คอื อาศยั หลกั การพน้ื ฐานของพลังงานศกั ย์ และพลังงานจลน์ เช่น เดียวกบั เขอ่ื น พลังนา้ แตแ่ ทนท่ีจะใช้เขอื่ นกักนา้ บนพืน้ ท่สี งู ๆ ใหม้ ีความสงู และมีปรมิ าณมากๆ กลับอาศยั การตา่ งระดบั ของน้า ขึ้น และน้าลงในแต่ละวัน เพอ่ื เพิ่มศกั ยภาพของกาลงั งาน โดยจะสร้างเขอื่ นทป่ี ากแม่น้า หรือปากอา่ วที่มีพื้นท่ี เก็บน้าได้มาก และการต่างระดบั หรือพิสัยของน้าขน้ึ น้าลง โดยเม่อื น้าขึน้ นา้ จะไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้า และเม่ือนา้ ลง น้าจะไหลออกจากอ่างเก็บนา้ การไหลเขา้ และออกจากอา่ งเก็บนา้ สามารถนาไปหมนุ กังหนั น้าฉุดเคร่ือง กาเนดิ ไฟฟูา เชน่ เดยี วกบั การผลติ กาลังไฟฟาู พลังนา้ 4.10 พลงั งานความร้อนใต้พิภพ พลังงานความร้อนใต้พภิ พ เป็นปรากฏการณ์ท่เี กิดขนึ้ ตามธรรมชาติ ในลักษณะนา้ พรุ ้อนกวา่ หกสบิ แหง่ ตามแนวทิศเหนอื ทศิ ใต้ และบริเวณแถบชายแดนตะวันตกของประเทศไทย (แนวเทอื ก เขาตะนาวศร)ี โดย สันนษิ ฐานวา่ จะเปน็ แหล่งเดียวกนั กับที่แคว้นยนู าน ในประเทศจนี ตอนใตเ้ นื่องจากอยู่แนวซ้อนของแผ่นทวปี คู่ เดยี วกนั ( Indian Plate ซ่ึงมุดลงใต้ Chinese Plate และเกิดแรง ดนั ในลักษณะ Back Arch ) ซงึ่ จัดอยูใ่ นแหลง่ พลงั งานขนาดเลก็ ถึงปานกลาง และคาดว่าจะสามารถผลิตพลงั งานให้กบั โรงไฟฟาู ขนาดไมเ่ กนิ 50 เมกะวตั ต์ แผนกเทคนิคพืน้ ฐาน วิทยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
65 4.11 พลงั งานคล่ืน พลังงานคลน่ื (Wave Energy) คอื กระแสคลื่นในทะเล หรอื มหาสมุทรสามารถที่จะนามาผลิตไฟฟูาได้ โดยอาศัยอุปกรณ์ที่ดงึ พลังงานจากคล่นื มาใชโ้ ดยตรง ซึ่งจะทาการแปลงการเคล่อื น ไหวในแนวตง้ั ของกระแสคลืน่ และการพองตัวของฟองอากาศ ไปผลักให้เครื่องกาเนิดไฟฟูาหมนุ การผลิตไฟฟาู จากพลังงานคลื่น โดยสามารถท่ี จะทาได้ทัง้ แบบระบบทต่ี ดิ ตง้ั ไปตามชายฝงั่ และระบบนอกฝ่งั น้าลึกมากกว่า 40 เมตร 4.12 พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลยี ร์ หรอื พลงั งานปรมาณู (Atomic Nuclear) หมายถงึ พลังงานทเ่ี กิดการแตกตัวของธาตุ การเกดิ ปฏิกริ ยิ านิวเคลยี ร์นั้น ซึ่งจะตอ้ งอาศยั แรธ่ าตบุ างอย่าง เชน่ ธาตยุ ูเรเนยี ม (Uranium) ธาตทุ อเรยี ม (Thorium) และธาตพุ ลโู ตเนียม (Plutonium) เปน็ เช้อื เพลงิ ซ่งึ อาจถือได้ว่า เปน็ แหล่งพลงั งานที่มตี ้นกาเนดิ จาก โลกเราน้ี 4.13 การเลอื กแหลง่ พลงั งาน การเลอื กใชใ้ ห้เหมาะสมมีอยู่ 3 ดา้ น คือ 1. เทคโนโลยหี รือเทคนิค 2. เศรษฐศาสตร์ 3. สังคมและส่ิงแวดล้อม 5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สัปดาห์ที่ 17-18 / 18) กิจกรรม เวลาโดยประมาณ (นาท)ี 5 1. ครเู ชค็ ช่อื 10 2. พดู ทักทายปราศรยั ท่วั ไป และอบรมคณุ ธรรม 10 จรยิ ธรรม และหลงั จากนัน้ ทาแบบทดสอบก่อนเรยี น 35 (Pre-test) 15 3. ข้ันนาเข้าสู่บทเรียน ด้วยการสนทนา การซักถาม 30 ดภู าพจากสอ่ื ออนไลน์ เนื้อหาท่ีเกย่ี วข้องกบั บทเรยี น 10 4. ขนั้ สอน แนะนาประเด็นสาคัญ และแบ่งนักเรยี น 5 คน้ คว้าตามหวั ข้อเรอื่ ง ตัวแทนแตล่ ะกลุ่ม นาเสนอ 120 ผลงานหนา้ ช้นั เรียน 5. นักเรยี นอภิปรายรว่ มกนั ในประเด็น พลังงานใน อนาคต 6. ครใู ห้นักเรียนทาแบบฝึกหัดหนว่ ยท่ี 10 หลงั จาก นกั เรียนทาเสร็จแลว้ เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น (Post-test) หนว่ ยท่ี 10 7. ขน้ั สรปุ ครแู ละนักเรียนช่วยกนั สรปุ เนื้อหา บทเรียน และครเู พ่มิ เติมในส่วนที่ยังไมค่ รอบคลุม 8. ครูมอบหมายงาน ให้ทารายงานเพมิ่ เติม เร่อื ง พลังงานในอนาคต จากสือ่ ออนไลน์ รวม แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วิทยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ
66 6. ส่ือการเรียนรู้ 6.1 หนงั สอื เรียน วชิ าวัสดชุ า่ ง รหสั วชิ า 2100 – 1002 บรษิ ัทศูนยห์ นงั สือเมอื งไทย จากดั 6.2 เวบ็ ไซต์ออนไลน์ 6.3 และสือ่ สง่ิ พิมพท์ เ่ี กี่ยวข้องกบั เนื้อหาบทเรยี น 7. หลกั ฐานการเรยี นรู้ 7.1 ผลการนาเสนองานกลุม่ 7.2 แบบฝึกหดั หน่วยที่ 10 7.3 คะแนนแบบทดสอบหลงั เรยี น (Post-test) หน่วยท่ี 10 7.4 เน้อื หาศึกษาเพิม่ เติม เรือ่ งพลังงานในอนาคต 8. การวัดผลและประเมนิ ผล การวดั ผล การประเมินผล (ใช้เคร่อื งมือ) (นาผลเทียบกบั เกณฑ์และแปลความหมาย) 1. แบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test) หน่วยท่ี 10 ไว้เปรยี บเทยี บกบั คะแนนสอบหลงั เรยี น 2. แบบสงั เกตการณท์ างานกลมุ่ และการนาเสนอผลงานกลุ่ม 3. แบบฝึกหัดหนว่ ยที่ 10 เกณฑผ์ ่าน 50 % 4. แบบทดสอบหลังเรยี น (Post-test) หน่วยท่ี 10 เกณฑผ์ ่าน 50 % 5. แบบประเมินคุณธรรม จริยธรรม ตามสภาพจรงิ เกณฑ์ผา่ น 50 % เกณฑผ์ ่าน 50 % 9. การขับเคลื่อนปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง สมรรถนะ น้อมนาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการใช้ทรัพยากรธรรมชาตอิ ย่างประหยัด จดุ ประสงคท์ ่ัวไป จดุ ประสงค์เชิงพฤตกิ รรม/ ผลกระทบ พฤตกิ รรมบ่งช้ี สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ประยุกตใ์ ชป้ รชั ญา 1.การเขา้ ใจธรรมชาติ ของเศรษฐกจิ 2.รักษาดแู ลธรรมชาติ พอเพยี งดา้ นมี 3.การเรียนรู้โดยใชเ้ งอ่ื นไข เหตุผลในการ สภุ าพและประหยัด ดารงชวี ิต แผนกเทคนิคพนื้ ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขนุ หาญ
67 10. บันทกึ หลังการสอน 10.1 ผลการใช้แผนการจัดการเรยี นรู้ ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ....................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................ ....................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ................................................................................................................................ 10.2 ผลการเรียนของนักเรียน/ผลการสอนของคร/ู ปัญหาท่พี บ ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... .................................................................................................................... ................................................................... ................................................................................................................................................................... .................... ............................................................................................................... ........................... 10.3 แนวทางการแกป้ ญั หา ............................................................................................................................. .......................................................... ................................................................................................................................................ ....................................... ............................................................................................ ............................................... ............................................ ............................................................................................................................. .......................................................... ........................................................................................................................... ............... ลงชือ่ ............................................... ( นายชุตเิ ทพ มาดตี รี ะเทวาพงษ์ ) ครผู ู้สอน แผนกเทคนคิ พ้ืนฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
68 แบบฝึกหดั พรอ้ มเฉลย แผนกเทคนิคพื้นฐาน วทิ ยาลยั การอาชีพขนุ หาญ
69 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 1 วัสดุในงานอุตสาหกรรม คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ ง 1. หลกั การเลือกวสั ดมุ าใชง้ านตอ้ งพจิ ารณาอะไรบา้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ 2. วสั ดใุ นงานอตุ สาหกรรมแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท ค. 2 ประเภท 3. โลหะจาพวกเหล็ก (Ferrous Metal) หมายถงึ ขอ้ ใด ง. โลหะท่ีมีสว่ นผสมของเหลก็ 4. ขอ้ ใดจดั เป็นอนิ ทรยี ส์ าร (Organic) ก. หนงั 5. โลหะจาพวกเหล็กมีความหนาแนน่ เทา่ ไร ข. มากกวา่ 4 กรมั /ซม.3 6. เหลก็ กลา้ คารบ์ อนสามารถแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด ค. 3 ชนิด 7. เหลก็ กลา้ คารบ์ อนสงู (High Carbon Steel) เป็นเหลก็ ท่ีมีคารบ์ อนผสมอยเู่ ทา่ ไร ง. ระหวา่ ง 0.6–1.50% 8. เหล็กกลา้ ไรส้ นิม (Stainless Steels) หรือเหล็กอะไร ก. เหลก็ กลา้ สแตนเลส 9. เหล็กกลา้ ไรส้ นิมกลมุ่ ใดแมเ่ หล็กสามารถดดู ติดได้ ข. กลมุ่ เฟอรร์ ติ กิ (Ferritic) 10. เหลก็ หลอ่ หมายถึงเหลก็ ท่ีมีปรมิ าณคารบ์ อนผสมอยตู่ งั้ แตเ่ ทา่ ไร ค. 2–6.67% เฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยที่ 1 วัสดใุ นงานอุตสาหกรรม คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. หลกั การเลือกวสั ดมุ าใชง้ าน ตอ้ งพิจารณาอะไรบา้ ง ตอบ 1. ความแข็งแรง 2. ความหนาแนน่ 3. ความเปราะ 6. กรรมวธิ ีการผลติ 4. ดา้ นการนาไปใชง้ าน 5. ราคาตน้ ทนุ หรือคา่ โสหยุ้ 2. วสั ดอุ ตุ สาหกรรมหมายถึงอะไร แผนกเทคนคิ พื้นฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขุนหาญ
70 ตอบ วสั ดอุ ตุ สาหกรรม หมายถึง ศาสตรท์ ่ีเก่ียวขอ้ งกบั วสั ดทุ ่ีใชใ้ นงานช่าง ท่ีเป็นพืน้ ฐานสาหรบั ช่างทกุ สาขา ในงานอตุ สาหกรรมนาไปใชใ้ นการผลติ ผลิตภณั ฑต์ า่ ง ๆ เชน่ ชิน้ ส่วนรถยนต์ อปุ กรณเ์ คร่ืองจกั รกล และอปุ กรณ์ อิเล็กทรอนกิ ส์ เป็นตน้ โดยมี 2 ลกั ษณะ คือ วสั ดงุ าน คือ วสั ดทุ ่ีใชท้ างานจรงิ และวสั ดชุ ว่ ยงาน เป็นวสั ดทุ ่ีช่วยใน การผลิต 3. วสั ดปุ ระเภทโลหะหมายถึงอะไร และแบง่ แยกออกไดก้ ่ีชนดิ ตอบ วสั ดุประเภทโลหะ คือ วสั ดุท่ีไดจ้ ากการถลุงสินแร่ต่าง ๆ ส่วนใหญ่แลว้ ค่อนขา้ งจะเป็นโลหะบริสุทธิ์ เนือ้ ออ่ น แข็งแรงนอ้ ย ไมน่ ยิ มนามาใชง้ านโดยตรง แตจ่ ะตอ้ งนาไปปรบั ปรุงคณุ สมบตั กิ ่อนท่ีจะนามาใชง้ าน แยกเป็น 2 กลมุ่ คือ โลหะจาพวกเหลก็ และโลหะนอกจาพวกเหล็ก 4. วสั ดปุ ระเภทอโลหะ (Non–Metallic) สามารถท่ีจะแบง่ ยอ่ ยออกไดก้ ่ีชนิด ตอบ วสั ดปุ ระเภทอโลหะ แบง่ ออกได้ 2 ชนิด คือ อินทรียส์ ารและอนนิ ทรียส์ าร 5. โลหะ (Metals) หมายถึงอะไร และแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด ตอบ โลหะ หมายถงึ วสั ดทุ ่ีไดจ้ ากการถลงุ แรธ่ าตชุ นดิ ตา่ ง ๆ ท่ีเกิดขนึ้ เองโดยธรรมชาติ ท่ีมีการจดั เรียงตวั ของ อะตอมอยา่ งเป็นระเบียบดกี วา่ อโลหะ แตเ่ นือ้ โลหะยงั บรสิ ทุ ธิ์ ตอ้ งนาไปปรบั ปรุงคณุ สมบตั ิใหเ้ หมาะสมก่อนท่ีจะ นาไปใชง้ าน แบง่ ออกได้ 2 ประเภท คอื โลหะจาพวกเหล็กและโลหะนอกจาพวกเหล็ก 6. เหลก็ กลา้ คารบ์ อนแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ เหล็กกลา้ คารบ์ อนสามารถแบ่งออกได้ 3 ชนิด คือ เหล็กกลา้ คารบ์ อนต่า เหล็กกลา้ คารบ์ อนปานกลาง และเหลก็ กลา้ คารบ์ อนสงู 7. คารบ์ อนมีคณุ สมบตั เิ ดน่ ทางกลอยู่ 2 สว่ น มีอะไรบา้ งจงอธิบาย ตอบ คารบ์ อน มีคณุ สมบตั ิทางกลท่ีเดน่ อยู่ 2 สว่ น คือ 1. การเพ่ิมคณุ สมบตั ดิ า้ นความแข็ง (Hardness) ความตา้ นทานแรงดงึ (Tensile Strength) การทนตอ่ การเสียดสี (Wear Resistance) และความสามารถในการชบุ แขง็ (Hardening) 2. การลดคณุ สมบตั ดิ า้ นความเหนียว (Ductility) ความยืดตวั (Elongation) ความสามารถในการตดั เฉือน (Machine Ability) และความสามารถในการเช่ือม (Welding Ability) 8. การเพ่มิ ธาตตุ า่ ง ๆ เขา้ ไปในเนือ้ เหล็กกลา้ ผสม เพ่ือทาใหม้ ีคณุ สมบตั ติ ามท่ีตอ้ งการ ดา้ นใดบา้ ง บอกมา 5 ขอ้ ตอบ 1. เพ่มิ ความแขง็ 2. เพ่มิ ความแข็งแรงท่ีอณุ หภมู ิปกตแิ ละอณุ หภมู สิ งู 3. เพ่มิ คณุ สมบตั ทิ างฟิสกิ ส์ 4. เพ่มิ ความตา้ นทานการสกึ หรอ 5. เพ่มิ ความตา้ นทานการกดั กรอ่ น 9. เหลก็ กลา้ ไรส้ นมิ กลมุ่ มารเ์ ตนซิตกิ (Martensitic) แบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท ตอบ 3 ประเภท คือ 1. ประเภทท่ีมีคารบ์ อนต่า ไมเ่ กิน 0.15% โครเมียมระหว่าง 12–14% 2. ประเภทท่ีมีคารบ์ อนปานกลาง ประมาณ 0.2–0.4% โครเมียมระหวา่ ง 13–15% 3. ประเภทท่ีมีคารบ์ อนสงู ระหวา่ ง 0.6–1% โครเมียมระหวา่ ง 14–16% 10. เหล็กหลอ่ มีก่ีชนิด อะไรบา้ ง แผนกเทคนคิ พืน้ ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขุนหาญ
71 ตอบ 5 ชนิด คือ เหล็กหล่อสีขาว เหล็กหล่อสีเทา เหล็กหล่อเหนียว เหล็กหล่อแกรไฟตก์ ้อนกลม และ เหล็กหลอ่ ผสม เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 1 วัสดใุ นงานอุตสาหกรรม คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ ง 1. หลกั การเลือกวสั ดมุ าใชง้ านตอ้ งพจิ ารณาอะไรบา้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ 2. วสั ดใุ นงานอตุ สาหกรรมแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท ก. 2 ประเภท 3. โลหะจาพวกเหล็ก (Ferrous Metal) หมายถึงขอ้ ใด ข. โลหะท่ีมีสว่ นผสมของเหล็ก 4. ขอ้ ใดจดั เป็นอนิ ทรียส์ าร (Organic) ค. หนงั 5. โลหะจาพวกเหล็กมีความหนาแนน่ เทา่ ไร ง. มากกวา่ 4 กรมั /ซม.3 6. เหลก็ กลา้ คารบ์ อนสามารถแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด ก. 3 ชนิด 7. เหล็กกลา้ คารบ์ อนสงู (High Carbon Steel) เป็นเหล็กท่ีมีคารบ์ อนผสมอยเู่ ทา่ ไร ข. ระหวา่ ง 0.6–1.50% 8. เหลก็ กลา้ ไรส้ นิม (Stainless Steels) หรือเหล็กอะไร ค. เหลก็ กลา้ สแตนเลส 9. เหล็กกลา้ ไรส้ นิมกลมุ่ ใดแมเ่ หล็กสามารถดดู ติดได้ ง. กลมุ่ เฟอรร์ ติ ิก (Ferritic) 10. เหลก็ หลอ่ หมายถงึ เหล็กท่ีมีปรมิ าณคารบ์ อนผสมอยตู่ งั้ แตเ่ ทา่ ไร ก. 2–6.67% เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 2 กรรมวิธีการผลิตเหลก็ คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. โลหะท่ีไดจ้ ากแรต่ อ้ งทาใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ขนึ้ อีกเรียกว่าอะไร ก. การรไี ฟนน์ ่งิ 2. ส่งิ สกปรกท่ีลอยอยใู่ นกระบวนการหลอมละลายสินแรด่ ว้ ยเตาสงู เรียกวา่ อะไร แผนกเทคนคิ พืน้ ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขุนหาญ
72 ข. สแลก (Slag) 3. เตาสงู หรอื เรียกว่าเตาอะไร ง. เตาบลาสตเ์ ฟอรเ์ นซ 4. หินปนู (Limestone) หรอื มีช่ือทางเคมีวา่ อะไร ค. แคลเซียมคารบ์ อเนต (CaCO3) 5. สนิ แรเ่ หลก็ เฮมาไทต์ (Hematite : Fe2O3) หรือเรยี กวา่ อะไร ก. เหล็กออกไซด์ 6. เตาสงู เป็นเตาท่ีใชใ้ นการผลิตเหล็กดบิ โดยท่วั ไปประมาณก่ีปีจงึ ตอ้ งทาการหยดุ ซอ่ มแซม ข. 7 ปี 7. เหลก็ ดบิ มีก่ีชนดิ ค. 3 ชนิด 8. เหล็กกลา้ คารบ์ อน (Carbon Steel) แบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด ง. 3 ชนดิ 9. เตากระทะท่ีใชใ้ นการถลงุ เหล็กกลา้ หรือเรียกว่าเตาอะไร ก. เตาโอเพนฮารท์ 10. กรรมวธิ ีการผลิตเหลก็ หลอ่ ไดจ้ ากเตาชนิดใด ง. เตาคิวโปลา เฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยที่ 2 กรรมวธิ ีการผลิตเหล็ก คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. วตั ถดุ บิ ท่ีใชใ้ นการถลงุ เหลก็ ดบิ มีอะไรบา้ ง ตอบ สินแรเ่ หล็ก ถา่ นโคก้ หินปนู เศษเหล็ก อากาศ และนา้ 2. สนิ แรเ่ หล็ก (Iron Ore) มีอะไรบา้ ง ตอบ 1. สินแรเ่ หล็กแมกนีไทต์ (Magnetite : Fe3O4) หรือเรยี กวา่ เฟอรโ์ รเฟอรร์ กิ ออกไซค์ 2. สินแรเ่ หลก็ เฮมาไทต์ (Hematite : Fe2O3) หรอื เรยี กวา่ เหล็กออกไซด์ 3. สินแรเ่ หลก็ ลิโมไนต์ (Limonite) หรอื เฮมาไทต์ (Hematite) (Fe2O3+ n(H2O) 4. สินแรเ่ หล็กซเิ ดอรไ์ รด์ (Siderite : Fe2CO3) หรือเหลก็ คารบ์ อเนต 5. สินแรเ่ หลก็ ไพไรต์ (Pyrite : FeS2) 3. จงบอกลาดบั ขนั้ ตอนการเตรยี มสินแรแ่ บบเบอื้ งตน้ ตอบ 1. สินแร่ 2. ลา้ งหิน ดนิ ทราย 3. บด ทาใหเ้ ป็นผงละเอียด 4. ใชแ้ มเ่ หลก็ ดดู เพ่ือแยกเอาผงเหลก็ 5. ผสมผงถ่านและหินปนู 6. อบไลค่ วามชืน้ และอดั ใหเ้ ป็นกอ้ นกลม แผนกเทคนคิ พนื้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชพี ขุนหาญ
73 4. จงบอกวิธีการถลงุ เหล็กดบิ เชน่ ในการถลงุ เหล็กดบิ 500 ตนั เม่ือใชว้ ตั ถดุ บิ ดงั นี้ คือ สินแรเ่ หล็ก 1,000 ตนั ถ่านโคก้ 400 ตนั หินปนู 250 ตนั และลมรอ้ นประมาณ 2,000 ตนั มีลาดบั ขนั้ ตอนอยา่ งไร ตอบ 1. เตรยี มสนิ แรเ่ หล็ก ถ่านโคก้ หนิ ปนู เศษเหล็ก และลมรอ้ นใหพ้ รอ้ ม 2. นาวตั ถทุ ่ีเตรียมปอ้ นเขา้ เตาทางปาก 3. ดา้ นลา่ งของเตาจะมีลมรอ้ นเป่าทาใหถ้ า่ นโคก้ เกิดการเผาไหมอ้ ณุ หภมู ิ 200 องศาเซลเซียส 4. ถ่านโคก้ เกิดการลกุ ไหมท้ าปฏิกิรยิ าดงึ ออกซเิ จนท่ีอณุ หภมู ิ 1,200 °C จากสนิ แรเ่ หล็กทาใหก้ ลายเป็น เหล็กดบิ หลอมละลายท่ีอณุ หภมู ิ 1,528 °C ตกลงมาดา้ นลา่ ง 5. หินปูนท่ีใส่เข้าไป รวมตวั กับสารมลทินในสินแร่เหล็กกลายเป็นสแลก ลอยตวั อยู่บนผิวนา้ เหล็ก ท่ีอณุ หภมู ิ 1,600 °C และเตรยี มตกั ทงิ้ หรอื ระบายออกไป 6. ผลผลิตท่ีออกมาไดเ้ ป็นเหล็กดบิ โดยมี 2 ชนิด คือ เหล็กดิบสีเทา เหล็กดิบขาว ขีต้ ะกรนั และแก๊ส รอ้ น เป็นตน้ 5. ผลผลติ ท่ีไดจ้ ากเตาสงู มีอะไรบา้ ง ตอบ 1. เหล็กดิบ ผลผลิตสาคญั ซ่ึงไดจ้ ากการถลุงแร่ในเตาสงู เหล็กดิบ ท่ีไดจ้ ากเตานนั้ มีหลายประเภท ขนึ้ อยกู่ บั ชนดิ ของแรเ่ หลก็ และวตั ถดุ บิ ท่ีใสเ่ ขา้ ไป ชนิดของเหลก็ ดบิ มี 3 ชนิด คือ 1.1 เบสกิ พกิ เป็นเหล็กดบิ ท่ีนาไปถลงุ เป็นเหล็กกลา้ ดว้ ยกรรมวธิ ีของเตากระทะท่ีเป็นแบบดา่ ง 1.2 เบสเซเมอรพ์ ิก เป็นเหลก็ ดบิ ท่ีนาไปถลงุ เหล็กกลา้ ดว้ ยกรรมวิธีเบสเซมเมอร์ 1.3 ฟาวนด์ รพิ้ ิก เป็นเหล็กดบิ ท่ีนาไปถลงุ ในโรงหลอ่ โดยอาจเป็นหลอ่ หรือเหลก็ หลอ่ เหนียว 2. ขีต้ ะกรนั เป็นส่ิงสกปรกท่ีอยใู่ นสินแรเ่ หล็ก ซ่งึ ถกู กาจดั โดยหินปนู ขีต้ ะกรนั ท่ีไดจ้ ากเตาสงู จะมีเนือ้ ละเอียด ใชเ้ ป็นสว่ นผสมในการทาปนู ซีเมนต์ และเป็นวตั ถดุ บิ อยา่ งหน่งึ สาหรบั ผลิตใยหิน มีคณุ สมบตั ิเป็นฉนวน ปอ้ งกนั ความรอ้ นและเป็นฉนวนปอ้ งกนั เสียงไดด้ ี 3. แก๊สรอ้ น (Hot Gas) ท่ีไดจ้ ากเตาสงู ในการผลติ เหล็กดบิ 6. การผลติ เหล็กกลา้ ชนิดตา่ ง ๆ สามารถผลิตไดด้ ว้ ยเตาประเภทใดบอกมา 5 ขอ้ ตอบ 1. การผลิตเหลก็ กลา้ จากเตาโทมาส (Thomas Furnace) 2. การผลิตเหล็กกลา้ จากเตากระทะหรือเตาโอเพนฮารท์ (Open Hearth Furnace) 3. การผลิตเหล็กกลา้ จากเตาไฟฟ้า (Electric Arc Furnace) 4. การผลิตเหล็กกลา้ จากเตาเป่าดว้ ยออกซิเจน (Direct Oxygen Process or L.D. Process) 5. การผลิตเหล็กกลา้ ดว้ ยเตาเหน่ียวนากระแสไฟฟา้ (Induction or High Frequency Furnace) 7. จงบอกขนั้ ตอนกรรมวธิ ีการเป่าดว้ ยออกซิเจน หรอื L.D.–Process ตอ่ ไปนี้ แผนกเทคนิคพนื้ ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขนุ หาญ
74 ตอบ 1. ภาชนะมที ่อนา้ ใสส่ ่วนประสม (เจือ) ตา่ ง ๆ ท่อออกซเิ จน 2. ใสเ่ ศษเหลก็ 3. ใส่เหล็กดบิ 4. ตาแหน่งเป่ าออกซเิ จน 5. เทน้าขตี้ ะกรนั (Slag) 6. เทนา้ เหล็กลงเบา้ ออกลงเบ้า 8. จงบอกสว่ นประกอบของเตาสงู ตอ่ ไปนี้ 1. ปล่องควัน 6. ลม 2. เครอ่ื งทาลมร้อน 7. ลมภายนอก 3. ก๊าซเสยี 8. ชารจ์ 4. ลมร้อน 9. โซนอุ่นสนิ แร่ 5. ก๊าซร้อน 10. ทางไหลนา้ เหล็ก 9. จงอธิบายกรรมวิธีการผลิตเหล็กหลอ่ จากเตาควิ โปลา มีขนั้ ตอนอะไรบา้ ง ตอบ 1. เร่มิ ตน้ ดว้ ยการตดิ เตาโดยใชถ้ ่านฟื นหรือวตั ถเุ ชือ้ เพลิง ในครงั้ แรกเม่ือตดิ ดีแลว้ จึงเติมถ่านโคก้ ลงไป ใหม้ ีปรมิ าณสงู กวา่ รูพน่ ลม 2. คอ่ ย ๆ พน่ ลมเขา้ ไปในเตาจนกวา่ ถ่านโคก้ จะตดิ ไฟ แลว้ จงึ ลดปรมิ าณลมลง 3. เติมหินปนู สลับกบั เหล็กดิบและเศษเหล็กสลบั กันไปเป็นชนั้ ๆ จนเต็ม สลบั กนั ในอตั ราส่วน เฉล่ีย 8 : 1 (เหลก็ ดบิ 8 สว่ น ถ่านโคก้ 1 สว่ น) แผนกเทคนคิ พืน้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
75 4. เม่ือเติมวตั ถดุ บิ จนเต็ม แลว้ ใหป้ ิดรูนา้ เหล็ก รูขีต้ ะกรนั ใหห้ มด แลว้ เพ่ิมปรมิ าณกระแสลม ทาใหเ้ กิด ความรอ้ นจนกระท่งั เหลก็ หลอมละลาย 5. เม่ือเหลก็ หลอมละลายใหเ้ ตมิ วตั ถดุ บิ ลงมาเร่ือย ๆ โดยเตมิ สลบั กนั เป็นชนั้ ๆ 6. เม่ือเหล็กหลอมละลายจนกระท่ังไดป้ ริมาณท่ีตอ้ งการใหเ้ ปิดรูขีต้ ะกรันออกก่อน แล้วจึงเปิดรู นา้ เหลก็ ออก นาเบา้ มารองรบั นา้ เหล็ก เพ่ือเทลงแบบหลอ่ ท่ีเตรียมไว้ 10. เหล็กหลอ่ หมายถึงอะไร และบอกชนดิ เหลก็ หลอ่ มา 3 ชนดิ ตอบ เหล็กหล่อ คือเหล็กท่ีมีปริมาณคารบ์ อน 2–6.67% มีจุดหลอมเหลวประมาณ 1,150–1,250 °C อตั รา การขยายตัวต่า รบั แรงอัดดี รบั แรงดึงไดน้ อ้ ย มีความแข็งแรงอยู่ในเกณฑป์ านกลางและราคาถูก ประหยัด เชือ้ เพลงิ ในการถลงุ ชนดิ ของเหล็กหลอ่ ไดแ้ ก่ เหลก็ หลอ่ สีเทา เหลก็ หลอ่ สีขาว และเหลก็ หลอ่ อบเหนียว เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยท่ี 2 กรรมวิธีการผลติ เหล็ก คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. โลหะท่ีไดจ้ ากแรต่ อ้ งทาใหบ้ รสิ ทุ ธิ์ขนึ้ อีกเรียกว่าอะไร ข. การรไี ฟนน์ ่งิ 2. ส่งิ สกปรกท่ีลอยอยใู่ นกระบวนการหลอมละลายสนิ แรด่ ว้ ยเตาสงู เรยี กวา่ อะไร ก. สแลก (Slag) 3. เตาสงู หรือเรียกวา่ เตาอะไร ก. เตาบลาสตเ์ ฟอรเ์ นซ 4. หินปนู (Limestone) มีช่ือทางเคมีวา่ อะไร ง. แคลเซียมคารบ์ อเนต (CaCO3) 5. สนิ แรเ่ หลก็ เฮมาไทต์ (Hematite : Fe2O3) หรือเรียกวา่ อะไร ข. เหลก็ ออกไซด์ 6. เตาสงู เป็นเตาท่ีใชใ้ นการผลิตเหลก็ ดบิ โดยท่วั ไปประมาณก่ีปีจงึ ตอ้ งทาการหยดุ ซอ่ มแซม ข. 7 ปี 7. เหลก็ ดิบมีก่ีชนิด ค. 3 ชนดิ 8. เหลก็ กลา้ คารบ์ อน (Carbon Steel) แบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด ค. 3 ชนดิ 9. เตากระทะท่ีใชใ้ นการถลงุ เหล็กกลา้ หรือเรยี กวา่ เตาอะไร ค. เตาโอเพนฮารท์ 10. กรรมวิธีการผลิตเหลก็ หลอ่ ไดจ้ ากเตาชนิดใด แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขุนหาญ
76 ข. เตาควิ โปลา เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 3 โลหะนอกจาพวกเหล็ก คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ ง 1. โลหะนอกจาพวกเหลก็ แบง่ ออกไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ ค. 3 ประเภท 2. โลหะหนกั มีความหนาแนน่ เทา่ ใด ก. มากกวา่ 4 กรมั /ซม.3 3. ขอ้ ใดจดั อยใู่ นประเภทของโลหะหนกั ข. ทองแดง 4. ตะก่วั มีสญั ลกั ษณท์ างเคมีอยา่ งไร ง. Pb 5. Light Metal หมายถึงอะไร ค. โลหะเบา 6. โลหะผสมแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท ก. 2 ประเภท 7. ทองเหลืองเป็นโลหะผสมระหวา่ งอะไร ข. ทองแดงและสงั กะสี 8. BZAL เป็นโลหะผสมระหวา่ งอะไร ง. บรอนซอ์ ะลมู ิเนียม 9. เงินบดั กรเี บอร์ 25 เหมาะสาหรบั งานลกั ษณะใด ก. งานละเอียด 10. ซินเตอรห์ มายถึงอะไร ก. ผงละเอียด แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ
77 เฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยที่ 3 โลหะนอกจาพวกเหล็ก คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. โลหะนอกจาพวกเหลก็ แบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ 3 ชนิด ไดแ้ ก่ โลหะหนกั โลหะเบา และโลหะผสม 2. โลหะหนกั หมายถึงอะไร พรอ้ มยกตวั อยา่ งมา 5 ขอ้ ตอบ โลหะหนัก หมายถึง โลหะท่ีมีความหนาแน่นมากกว่า 4 กรัม/ซม.3 ท่ีมีความสาคัญต่อระบบงาน อตุ สาหกรรม ยกตวั อยา่ งเชน่ ทองแดง ดีบกุ ทองคา ตะก่วั และโครเมียม 3. สงั กะสีนาไปใชง้ านอะไรบา้ ง ตอบ ใชเ้ คลือบเหล็กอาบสงั กะสี เคลือบลวด ทอ่ ประปา ทาแผน่ แบตเตอร่ี ใชเ้ ป็นโลหะผสมทาทองเหลือง ทา สี กระบอกถ่านไฟฉาย กระป๋ อง และเคลือบภาชนะใสอ่ าหาร เป็นตน้ 4. โลหะเบาหมายถึงอะไร พรอ้ มยกตวั อยา่ งมา 5 ขอ้ ตอบ โลหะเบา หมายถึง โลหะท่ีมีความหนาแน่นน้อยกว่า 4 กก./ซม.3 เช่น อะลูมิเนียม แมกนีเซียม ไทเทเนียม เซอรโ์ คเนียม และแบรลิ เลียม เป็นตน้ 5. อะลมู ิเนียมใชท้ าผลิตภณั ฑอ์ ะไรไดบ้ า้ ง บอกมา 10 ขอ้ ตอบ 1. ลวดสายไฟ 2. หมอ้ หงุ ขา้ ว 3. กระทะไฟฟา้ 4. กระป๋ อง 5. ขนั นา้ 6. ทาเฟอรน์ เิ จอร์ 7. ทาประตบู า้ น 8. มงุ้ ลวด 9. ตวั เรือนเคร่อื งสบู 10. ลกู สบู 6. โลหะผสมหมายถึงอะไร ตอบ โลหะผสม หมายถึง การนาโลหะตงั้ แต่ 2 ชนิดขนึ้ ไป ผสมกนั ในอตั ราสว่ นท่ีแตกตา่ งกนั หรือในอตั ราสว่ น ท่ีกาหนด โดยหลอมละลายใหเ้ ป็นเนือ้ เดียวกันหรือในอัตราส่วนท่ีกาหนด เพ่ือใหม้ ีคณุ สมบตั ิท่ีเหมาะสมจะ นาไปใชง้ าน 7. ทองเหลืองแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ ทองเหลืองแบง่ ออกได้ 3 ชนิด ไดแ้ ก่ ทองเหลืองหล่อ ทองเหลืองรดี และทองเหลืองพเิ ศษ 8. จงอธิบายกรรมวธิ ีการผลิตโลหะซนิ เตอรม์ าพอเขา้ ใจ ตอบ 1. บดโลหะท่ีตอ้ งการผลิต ใหเ้ ป็นผงละเอียด 2. ทาการบดอดั โลหะผงลงในแบบท่ีเตรียมไว้ 3. นาเขา้ เตาอบไฟฟ้าท่ีอณุ หภมู ิ 900–1,100 °C 4. เขา้ เคร่อื งอดั เพ่ือตกแตง่ ขนาดของชนิ้ งาน อบท่ีอณุ หภมู ิ 1,300–1,700 °C แลว้ แกะออกจากแบบ 9. จงบอกคณุ สมบตั ขิ องโลหะซนิ เตอรม์ าอยา่ งนอ้ ย 5 ขอ้ ตอบ 1. เป็นโลหะท่ีมีความแขง็ สงู 2. ทนตอ่ ความรอ้ นและทนตอ่ การกดั กรอ่ นไดด้ ี 3. สามารถใชเ้ ป็นโลหะแขง็ 4. มีรูพรุน ทาใหเ้ ปราะแตกหกั ง่าย 5. มีนา้ หนกั เบาและมีความหนาแนน่ นอ้ ย แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขุนหาญ
10. วตั ถดุ บิ ท่ีนามาผลิตเป็นโลหะซินเตอรม์ ีอะไรบา้ ง 78 ตอบ 1. ผงคารบ์ อน 2. ผงทงั สเตนคารไ์ บด์ 3. ผงไทเทเนียมคารไ์ บด์ 4. ผงแทนทาลมั คารไ์ บด์ เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยท่ี 3 โลหะนอกจาพวกเหล็ก คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ ง 1. โลหะนอกจาพวกเหลก็ แบง่ ออกไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ ข. 3 ประเภท 2. โลหะหนกั มีความหนาแนน่ เทา่ ใด ค. มากกวา่ 4 กรมั /ซม.3 3. ขอ้ ใดจดั อยใู่ นประเภทของโลหะหนกั ง. ทองแดง 4. ตะก่วั มีสญั ลกั ษณท์ างเคมีอยา่ งไร ข. Pb 5. Light Metal หมายถงึ อะไร ก. โลหะเบา 6. โลหะผสมแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท ค. 2 ประเภท 7. ทองเหลืองเป็นโลหะผสมระหวา่ งอะไร ง. ทองแดงและสงั กะสี 8. BZAL เป็นโลหะผสมระหวา่ งอะไร ข. บรอนซอ์ ะลมู ิเนียม 9. เงินบดั กรีเบอร์ 25 เหมาะสาหรบั งานลกั ษณะใด ค. งานละเอียด 10. ซนิ เตอรห์ มายถึงอะไร ค. ผงละเอียด แผนกเทคนคิ พน้ื ฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ
79 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 4 เชอื้ เพลิง วัสดหุ ล่อลืน่ และวัสดหุ ล่อเยน็ คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ ง 1. เชือ้ เพลิงมีสว่ นประกอบของธาตอุ ะไรเป็นหลกั ง. คารบ์ อนและไฮโดรเจน 2. ขอ้ ใดคือองคป์ ระกอบการเผาไหมเ้ ชือ้ เพลงิ ง. ถกู ทกุ ขอ้ 3. เชือ้ เพลิงแบง่ ไดก้ ่ีประเภท ก. 3 ประเภท 4. ขอ้ ใดตอ่ ไปนีจ้ ดั เป็นเชือ้ เพลงิ แข็ง ข. ถ่านหิน 5. นา้ มนั ดิบแบบพาราฟินเบส (Paraffin–Based) มีสว่ นประกอบของสารอะไร ค. สารประกอบของสารไฮโดรคารบ์ อน 6. นา้ มนั เบนซนิ ออกเทน 95 มีสีอะไร ง. สีเหลือง 7. แอลกอฮอลช์ นิดใดท่ีไดจ้ ากผลผลติ จากการเกษตร ก. เอทิลแอลกอฮอล์ 8. ก๊าซมีเทน มีสตู รทางเคมีตรงกบั ขอ้ ใด ข. CH4 9. ก๊าซอะเซทีลีน (Acetylene) มีสญั ลกั ษณท์ างเคมี ตรงกบั ขอ้ ใด ข. C2H2 10. ขอ้ ใดเป็นสารหลอ่ ล่ืนชนิดก่งึ เหลว ค. จาระบี เฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยท่ี 4 เชือ้ เพลงิ วัสดหุ ล่อลน่ื และวัสดุหล่อเยน็ คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. เชือ้ เพลงิ แบง่ ไดก้ ่ีประเภท อะไรบา้ ง ตอบ เชือ้ เพลิงแบง่ ได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดงั นีค้ ือ 1. เชือ้ เพลงิ แขง็ เชน่ ถ่านหิน ไม้ แกลบ ขีเ้ ล่ือย ชานออ้ ย และฟางออ้ ย เป็นตน้ 2. เชือ้ เพลงิ เหลว เชน่ นา้ มนั ปิโตรเลียม แอลกอฮอล์ นา้ มนั พืช และนา้ มนั สตั ว์ เป็นตน้ 3. เชือ้ เพลิงก๊าซ เชน่ ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหงุ ตม้ และก๊าซชีวภาพ เป็นตน้ แผนกเทคนคิ พน้ื ฐาน วิทยาลัยการอาชพี ขนุ หาญ
80 2. องคป์ ระกอบการเผาไหมเ้ ชือ้ เพลงิ มีก่ีสว่ น อะไรบา้ ง ตอบ 3 สว่ น ไดแ้ ก่ เชือ้ เพลงิ ออกซิเจน และความรอ้ น 3. ประเภทของถ่านหิน สามารถแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด ตอบ 5 ชนดิ ไดแ้ ก่ ถา่ นหินแบบพีต ถา่ นหนิ แบบลกิ ไนต์ ถา่ นหินแบบซบั บทิ มู ินสั ถา่ นหินแบบบทิ มู นิ สั และ ถ่านหนิ แบบแอนทราไซต์ 4. เชือ้ เพลิงเหลว (Liquid Fuel) หมายถงึ อะไร ตอบ เชือ้ เพลิงเหลวท่ีไดจ้ ากนา้ มนั ดิบ จากการทบั ถมของซากพืช ซากสตั วท์ ่ีตายแลว้ โดยทบั ถมกันมาเป็น เวลาหลาย ๆ ลา้ นปี นา้ มันดิบ เป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน มีองคป์ ระกอบดงั นีค้ ือ คารบ์ อน 83–87% ไฮโดรเจน 11–15% ออกซิเจน 5% กามะถัน 6% และไนโตรเจน 0.05% ดงั นนั้ ในการนานา้ มนั ดิบหรือนา้ มนั ปิโตรเลียมมาใชจ้ ะตอ้ งผา่ นกรรมวธิ ีการกล่นั 5. ประโยชนข์ องก๊าซชีวภาพมีก่ีดา้ น อะไรบา้ ง ตอบ 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นส่งิ แวดลอ้ ม ดา้ นพลงั งาน และดา้ นการเกษตร 6. จงบอกคณุ สมบตั ขิ องก๊าซอะเซทีลีนมา 5 ขอ้ ตอบ 1. เป็นแก๊สท่ีไมม่ ีสี แตม่ ีกล่ินฉนุ รุนแรง 2. ตดิ ไฟไดง้ า่ ยเม่ือรวมตวั กบั ออกซเิ จนในอตั ราสว่ นท่ีเหมาะสม 3. เป็นแก๊สท่ีมีนา้ หนกั เบากวา่ อากาศ 4. ละลายในนา้ แอลกอฮอล์ และอะซีโตนไดด้ ี 5. เม่ือเยน็ จดั จะกลายเป็นของแข็งสีขาว ซง่ึ อาจจะระเบิดไดท้ ่ีอณุ หภมู ิ –83 °C 7. จงอธิบายชนดิ ของสารหลอ่ ล่ืน แบง่ ตามสภาพอณุ หภมู ิไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ ชนดิ ของสารหลอ่ ล่ืน แบง่ ตามสภาพของอณุ หภมู ไิ ด้ 3 ชนิด ไดแ้ ก่ 1. สารหล่อล่ืนชนิดเหลว เช่น นา้ มนั เคร่อื ง นา้ มนั พืช และนา้ มนั สตั ว์ เป็นตน้ 2. สารหล่อล่ืนชนิดก่งึ เหลว เชน่ จาระบี เป็นตน้ 3. สารหล่อล่ืนชนิดแข็ง เชน่ แกรไฟต์ ผงหินสบู่ และผงโมลบิ ดนิ มั เป็นตน้ 8. จงบอกหนา้ ท่ีของนา้ มนั เคร่อื งมา 5 ขอ้ ตอบ 1. เป็นตวั ชว่ ยในการหลอ่ ล่ืน 2. ช่วยระบายความรอ้ นของเคร่อื งยนต์ 3. ช่วยรกั ษาความสะอาดภายในเคร่ืองยนต์ 4. ชว่ ยปอ้ งกนั การร่วั ซมึ ของก๊าซ 5. ชว่ ยปอ้ งกนั การเกิดสนิม 9. จาระบหี มายถึงอะไร ตอบ จาระบี เป็นวสั ดหุ ลอ่ ล่ืนแบบก่งึ ของเหลว โดยมีสว่ นประกอบระหวา่ งนา้ มนั กบั สบู่ นา้ มนั หลอ่ ล่ืนท่ีมีดชั นี ความหนืดสงู การเตมิ สารเพ่ิมคณุ ภาพเพ่ือช่วยใหก้ ารทางานไดท้ ่ีอณุ หภูมิต่าและสงู ในการเลือกใชจ้ าระบีไปใช้ ใหเ้ หมาะสมกบั งาน จะตอ้ งพิจารณาถงึ สบทู่ ่ีนามาผสมเป็นจาระบี 10. วสั ดหุ ลอ่ เย็นหมายถงึ อะไร และแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท อะไรบา้ ง แผนกเทคนคิ พนื้ ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขุนหาญ
81 ตอบ วสั ดหุ ล่อเย็นหรือสารหล่อเย็นท่ีใชใ้ นการแปรรูปและตดั เฉือนโลหะดว้ ยคมตดั เช่น การกลึง การเจาะ การตดั การไส และการเจียระไน เป็นตน้ เม่ือนาคมตดั ไปใชง้ านจะเกิดการเสียดสีระหว่างหนา้ คมกบั วสั ดชุ ิน้ งาน ทาใหเ้ กิดความรอ้ นขนึ้ ซ่งึ ทาใหค้ มตดั ของเคร่อื งมือตดั เสียหายได้ วสั ดหุ ลอ่ เยน็ แบง่ ออกได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ ดงั นีค้ อื อากาศ นา้ และนา้ มนั เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 4 เชือ้ เพลงิ วัสดหุ ล่อล่ืน และวัสดุหล่อเยน็ คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ ง 1. เชือ้ เพลิงมีสว่ นประกอบของธาตอุ ะไรเป็นหลกั ข. คารบ์ อนและไฮโดรเจน 2. องคป์ ระกอบการเผาไหมเ้ ชือ้ เพลงิ ง. ถกู ทกุ ขอ้ 3. เชือ้ เพลิงแบง่ ไดก้ ่ีประเภท ง. 3 ประเภท 4. ขอ้ ใดตอ่ ไปนีจ้ ดั เป็นเชือ้ เพลิงแขง็ ง. ถ่านหิน 5. นา้ มนั ดิบแบบพาราฟินเบส (Paraffin–Based) มีสว่ นประกอบของสารอะไร ก. สารประกอบของสารไฮโดรคารบ์ อน 6. นา้ มนั เบนซนิ ออกเทน 95 มีสีอะไร ข. สีเหลือง 7. แอลกอฮอลช์ นิดใดท่ีไดจ้ ากผลผลิตจากการเกษตร ค. เอทิลแอลกอฮอล์ 8. ก๊าซมีเทนมีสตู รทางเคมีตรงกบั ขอ้ ใด ง. CH4 9. ก๊าซอะเซทีลีน (Acetylene) มีสญั ลกั ษณท์ างเคมีตรงกนั ขอ้ ใด ง. C2H2 10. ขอ้ ใดเป็นสารหลอ่ ล่ืนชนิดก่งึ เหลว ก. จาระบี แผนกเทคนคิ พ้นื ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขนุ หาญ
82 เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 5 วัสดกุ ่อสร้าง คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ ง 1. วสั ดกุ ่อสรา้ งสามารถแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ ก. 3 ประเภท 2. ขอ้ ใดเป็นสว่ นประกอบของตน้ ไม้ ข. ลาตน้ 3. ขอ้ ใดจดั เป็นไมเ้ นือ้ อ่อน ค. ไมม้ ะยมป่า 4. ไมอ้ ดั หรือมีช่ือเรยี กวา่ อะไร ง. ไมอ้ ดั สลบั ชนั้ 5. ไมอ้ ดั ประเภทใชง้ านภายใน เหมาะสาหรบั งานลกั ษณะใด ก. ตกแตง่ ภายใน 6. ไมอ้ ดั MFD ไดจ้ ากวตั ถดุ บิ ชนดิ ใด ข. ซงั ออ้ ยท่ีเหลือจากการผลิตนา้ ตาล 7. อิฐเป็นวสั ดทุ ่ีเกิดจากการผสมวสั ดชุ นิดใด ค. ทราย ดนิ ถา่ น และแกลบ 8. ขอ้ ใดจดั เป็นแรต่ ระกลู คารบ์ อเนต ง. แคลไซด์ 9. ทรายถา้ มีขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางโตกวา่ 2 มม. เรยี กวา่ อะไร ก. กรวด 10. คอนกรตี ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง ข. ปนู ทราย หนิ และนา้ เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยท่ี 5 วัสดุก่อสร้าง คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. วสั ดกุ ่อสรา้ งสามารถแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท และยกตวั อยา่ งประกอบ ตอบ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. วสั ดกุ อ่ สรา้ งท่วั ไป เชน่ ไม้ หนิ ทราย กรวด และอิฐ เป็นตน้ 2. วสั ดมุ งุ หลงั คา เชน่ สงั กะสี และกระเบือ้ งมมุ หลงั คา เป็นตน้ 3. วสั ดปุ พู ืน้ เชน่ ปาเก้ และกระเบอื้ งปพู ืน้ เป็นตน้ 2. จงบอกโครงสรา้ งของตน้ ไมม้ าอยา่ งนอ้ ย 7 ขอ้ ตอบ 1. ใจกลาง เป็นจดุ ศนู ยก์ ลางของตน้ ไม้ จะเป็นรูเลก็ ๆ แผนกเทคนิคพนื้ ฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ
83 2. แกน่ ไม้ คอื จะอยรู่ ะหวา่ งใจกลาง และกระพี้ 3. กระพี้ คือ จะอยรู่ ะหวา่ งแกน่ ไม้ กบั ทางเลีย้ งลาตน้ 4. ทางเลีย้ งลาตน้ เป็นวงปีนอกสดุ ของไม้ สว่ นท่ีสง่ อาหารท่ีปรุงแลว้ ไปเลีย้ งลาตน้ 5. เสน้ รศั มี เป็นเสน้ ท่ีว่งิ จากใจกลาง ไปหาเปลือกไม้ 6. วงปี เป็นวงแสดงการเจริญเตบิ โตของตน้ ไม้ โดย 1 ปี จะมี 1 วง หรือมากกวา่ นนั้ 7. เปลือก เป็นสว่ นท่ีอยวู่ งนอกสดุ ของลาตน้ 3. จงอธิบายกรรมวธิ ีการแปรรูปไม้ ตอบ 1. Cutting คือ การแปรรูปโดยใชเ้ คร่ืองท่นุ แรงในการตดั เช่น การเล่ือย การกลึง การตดั การไส เป็นตน้ 2. Forming คือ การแปรรูปมาจากการ Cutting โดยไมพ้ รอ้ มท่ีจะนาไปดดั หรือตกแต่ง ทาสลกั และ ขอ้ ตอ่ ตา่ ง ๆ 3. Fastening คอื เม่ือผา่ นขบวนการ Forming เรียบรอ้ ยแลว้ จะนาเขา้ ไปประกอบ ยดึ กาว ยดึ สกรู 4. Finishing คอื ขบวนการแปรรูปขนั้ สดุ ทา้ ย จะเป็นการตกแตง่ เพ่มิ สีสนั ใหไ้ ม้ 4. ไมอ้ ดั หมายถึงอะไร ตอบ ไมอ้ ดั หรือไมอ้ ดั สลบั ชนั้ หมายถึง ผลิตภณั ฑท์ ่ีไดจ้ ากการประกอบสมดลุ โดยการนาไมบ้ างหลายแผน่ มา ประกอบใหย้ ึดตดิ กนั ดว้ ยกาว ลกั ษณะท่ีสาคญั คือ การจดั ใหไ้ มบ้ างแตล่ ะแผ่นมีแนวเสีย้ นขวางตงั้ ฉากกนั เพ่ือ เพ่มิ คณุ สมบตั ทิ างความแขง็ แรงและลดการขยายตวั หรอื หดตวั ในระนาบของแผน่ ใหน้ อ้ ยท่ีสดุ 5. อฐิ (Brick) หมายถึงอะไร และยกตวั อยา่ งชนดิ ของอฐิ ท่ีนามาใชง้ าน อยา่ งนอ้ ย 2 ตวั อยา่ ง ตอบ อิฐเป็นวสั ดกุ ่อสรา้ งท่ีเกิดจากการผสม ทราย ดิน ถ่าน และแกลบอดั บดใหเ้ ป็นดินเหนียวแน่นเป็นกอ้ น ส่ีเหล่ียม นาไปตากใหแ้ หง้ แลว้ นาไปเผาอบใหส้ กุ เพ่ือใชใ้ นการก่อกาแพง ผนงั บา้ นพกั อาศยั แต่ปัจจบุ นั มีการ นาเอาซีเมนตม์ าอดั บดทาเป็น “อิฐบลอ็ ก” อิฐมอญ เป็นอิฐท่ีทาขึน้ จากดินโคลน ผสมกบั แกลบ 10% เพ่ือใหม้ ีความโปร่ง นาไปอดั ขึน้ รูปดว้ ยมือ ในแบบ นาไปตากใหแ้ หง้ แลว้ นาไปเผาผิวไมค่ อ่ ยเรียบรอ้ ยเทา่ ใดนกั ราคาถกู เหมาะสาหรบั ก่อกาแพง ฉาบปนู ทบั มีความหนา 5 ซม. กวา้ ง 9 ซม. และยาว 20 ซม. 6. วฏั จกั รของหนิ (Rock Cycle) แบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท อะไรบา้ ง ตอบ นกั ธรณีวิทยาไดแ้ บง่ หนิ ออกเป็น 3 ประเภท คือ หนิ อคั นี หินตะกอนหรือหนิ ชนั้ และหินแปร 7. ทราย (Sand) หมายถึงอะไร และแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท อะไรบา้ ง ตอบ ทราย คือ เมลด็ ของแรธ่ าตตุ า่ ง ๆ ท่ีเป็นวสั ดกุ ่อสรา้ งใชเ้ ป็นสว่ นผสมของคอนกรีต ทรายจะเป็นเม็ดเล็กๆ ท่ีแตกแยกออกมาจากหิน โดยเกิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ มีขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางโตไมเ่ กิน 2 มม. ประเภทของทราย โดยท่วั ไปแบง่ ออกเป็น 4 ชนดิ คือ ทรายบก ทรายแมน่ า้ ทรายทะเล และทรายยอ่ ย 8. วตั ถดุ บิ ท่ีใชใ้ นการผลิตปนู ซีเมนตแ์ บง่ ออกไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ 3 ชนิด คือ วัตถุดิบท่ีมีส่วนประกอบของปูนขาว วัตถุดิบท่ีมีส่วนประกอบของดินดา และวัตถุดิบ ปรบั แตง่ คณุ สมบตั ิ 9. ปนู ขาว (Limes) หมายถึงอะไร แผนกเทคนิคพืน้ ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขุนหาญ
84 ตอบ ปนู ขาว คือ วสั ดทุ ่ีใชใ้ นงานก่อสรา้ ง ไดม้ าจากการเผาหินปนู แลว้ บดใหเ้ ป็นผง ใชย้ ึดประสานหิน เพ่ือ ปรบั คา่ ความเป็นกรดดา่ งของดนิ นา้ เหมาะสาหรบั บอ่ กงุ้ บอ่ ปลา เลา้ ไก่ และบอ่ บาบดั นา้ เสีย เป็นตน้ 10. คอนกรีตท่ีใชใ้ นงานท่วั ไปตามสดั สว่ นของสว่ นผสมแบง่ ไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ 3 ชนิด คือ คอนกรีตสาหรับงานท่ัว ๆ ไป คอนกรีตสาหรับงานท่ีตอ้ งการรบั แรงสูงเป็นพิเศษ และ คอนกรตี หยาบสาหรบั งานท่ีเทเหนือเสาเขม็ เพ่ือรองรบั ฐานราก เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยท่ี 5 วัสดกุ ่อสร้าง คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. วสั ดกุ ่อสรา้ งสามารถแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ ง. 3 ประเภท 2. ขอ้ ใดเป็นสว่ นประกอบของตน้ ไม้ ง. ลาตน้ 3. ขอ้ ใดจดั เป็นไมเ้ นือ้ ออ่ น ก. ไมม้ ะยมป่า 4. ไมอ้ ดั หรือมีช่ือเรียกวา่ อะไร ข. ไมอ้ ดั สลบั ชนั้ 5. ไมอ้ ดั ประเภทใชง้ านภายใน เหมาะสาหรบั งานลกั ษณะใด ค. ตกแตง่ ภายใน 6. ไมอ้ ดั MFD ไดจ้ ากวตั ถดุ บิ ชนิดใด ง. ซงั ออ้ ยท่ีเหลือจากการผลิตนา้ ตาล 7. อฐิ เป็นวสั ดทุ ่ีเกิดจากการผสมวสั ดชุ นิดใด ก. ทราย ดนิ ถ่าน และแกลบ 8. ขอ้ ใดจดั เป็นแรต่ ระกลู คารบ์ อเนต ข. แคลไซด์ 9. ทรายถา้ มีขนาดเสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางโตกวา่ 2 มม. เรียกวา่ อะไร ค. กรวด 10. คอนกรตี ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง ง. ปนู ทราย หิน และนา้ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 6 วัสดสุ ังเคราะห์ คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ แผนกเทคนคิ พน้ื ฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
85 1. พลาสตกิ มีช่ือเรียกทางเคมีวา่ อะไร ก. โพลีเมอร์ 2. พลาสตกิ เป็นสารประกอบดว้ ยธาตอุ ะไรบา้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ 3. พลาสตกิ แบง่ ออกเป็นก่ีประเภท ข. 2 ชนดิ 4. ยางแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ ค. 2 ประเภท 5. Adhesive คืออะไร ก. วสั ดปุ ระสาน 6. กาวชนิดใดท่ีเหมาะนามาตดิ กระจกในตปู้ ลา ง. กาวซิลโิ คน 7. แกว้ มีตน้ กาเนิดมาจากประเทศอะไร ก. อยิ ิปต์ 8. อณุ หภมู ิในการหลอมแกว้ ประมาณเทา่ ไร ค. 1,200–1,500 oC 9. เซรามกิ ท่ีเป็นฉนวนจะประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ 10. ขอ้ ใดตอ่ ไปนีจ้ ดั เป็นสีรองพืน้ สาหรบั เหล็ก ก. สีรองพืน้ เรดออกไซด์ เฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยท่ี 6 วัสดุสังเคราะห์ คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. วสั ดสุ งั เคราะหห์ มายถงึ อะไร ตอบ วสั ดุท่ีถูกผลิตขึน้ มาเพ่ือทดแทนสารใหม่ท่ีมีอย่ตู ามธรรมชาติ โดยให้มีคณุ สมบตั ิท่ีดีกว่า เหมาะท่ีจะ นาไปใชง้ านและมีประโยชนต์ อ่ ไป 2. พลาสตกิ คืออะไร ตอบ พลาสติก คือ สารสงั เคราะห์ ท่ีผลิตขึน้ มาดว้ ยกรรมวิธีทางเคมี เพ่ือท่ีจะใหเ้ กิดสารใหม่ ซ่ึงมีโครงสรา้ ง โมเลกลุ ท่ีประกอบดว้ ยธาตคุ ารบ์ อน (C) ไฮโดรเจน (H) ออกซิเจน (O2) ไนโตรเจน (N) และคลอรีน (Cl) 3. พลาสตกิ แบง่ ออกเป็นก่ีประเภท อะไรบา้ ง ตอบ 2 ประเภท คือ พลาสตกิ แข็งและพลาสตกิ อ่อน 4. จงอธิบายคณุ สมบตั ขิ องยางธรรมชาตแิ ละยางสงั เคราะห์ แผนกเทคนคิ พ้ืนฐาน วทิ ยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
86 ตอบ ยางธรรมชาติ จะทนต่อการสึกหรอ มีความยืดหยุ่นตัวดี เหนียวทนทานต่อแรงกระแทกไดด้ ี ใช้ใน อตุ สาหกรรมรถยนต์ ทาสายพาน แผน่ ปะเก็น รองเทา้ และใชใ้ นอตุ สาหกรรมเฟอรน์ ิเจอร์ ยางสงั เคราะห์ ทนความรอ้ น สารเคมี นา้ มนั และเก็บไวไ้ ดน้ าน การใชง้ าน ใชท้ าสายเคเบิล สายไฟ ถงั นา้ พลาสตกิ และสายยาง เป็นตน้ 5. วสั ดปุ ระสานคืออะไร ตอบ วสั ดปุ ระสาน คือ วสั ดทุ ่ีใชป้ ระสานวสั ดหุ รือวตั ถตุ า่ ง ๆ ใหย้ ึดตดิ แนน่ กนั ตงั้ แต่ 2 ชิน้ ขนึ้ ไป โดยใชแ้ รง ประสานยดึ เกาะใหต้ ดิ แนน่ กบั ผิวงาน 6. จงยกตวั อยา่ งวสั ดปุ ระสานธรรมชาติ มาอยา่ งนอ้ ย 5 ชนดิ ตอบ 1. กาวสตั ว์ 2. กาวพืช 3. กาวลาเทก็ ซ์ 4. กาวยาง 5. กาวเคซนิ 7. จงบอกคณุ สมบตั ขิ องแกว้ มา 5 ขอ้ ตอบ 1. ไมม่ ีกล่นิ 2. โปรง่ ใสและทึบแสง 3. แข็งเปราะและออ่ นตวั ง่ายเม่ือถกู ความรอ้ น (Heat) 4. ทนตอ่ กรดและดา่ ง 5. ปอ้ งกนั การซมึ ของนา้ 8. แกว้ แบง่ ไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ อะไรบา้ ง ตอบ 3 ประเภท คือ แกว้ โซดาไลม์ แกว้ หนิ และแกว้ บอโรซลิ เิ กตุ 9. เซรามิกหมายถึงอะไร และแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ เซรามิก คือ วสั ดทุ ่ีผลิตขนึ้ จากดินเหนียวและวสั ดอุ ่ืน หรือเป็นเคร่ืองปั้นดินเผาท่ีมนษุ ยค์ ิดคน้ สรา้ งขนึ้ มา เพ่ือประโยชนใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวนั โดยเป็นวสั ดทุ ่ีเป็นโลหะและอโลหะ แบง่ ได้ 3 ชนิด ไดแ้ ก่ เซรามกิ ท่ีเป็นฉนวน เซรามกิ ท่ีใชป้ อ้ งกนั การส่นั สะเทือน และเซรามิกท่ีเป็นผง 10. จงอธิบายองคป์ ระกอบของสีมีอะไรบา้ ง ตอบ 1. กาว คือ สารท่ีทาหนา้ ท่ียดึ ประสานอนภุ าคของสารประกอบในสีเขา้ ไวด้ ว้ ยกนั ใหเ้ กิดเป็นฟิ ลม์ ของสี ตดิ แนน่ กบั พืน้ ผิวท่ีถกู เคลือบ 2. ผงสี (Pigment) เป็นสารท่ีมีความสามารถในการปิดบงั พืน้ ผิวหรือซอ่ นแสง ผงสีอาจเป็นสารประกอบ อินทรียห์ รืออนนิ ทรียก์ ็ได้ 3. ตวั ทาละลาย (Solvent) มีหนา้ ท่ีช่วยปรบั ความหนืดของสี เพ่ือใหเ้ หมาะต่อการผลิตหรือสะดวกต่อ การใช้ ตวั ทาละลายสว่ นใหญ่เป็นสารอินทรยี ์ 4. สารเตมิ แตง่ (Additive) เป็นสารท่ีเตมิ ลงไปในสีเพียงเลก็ นอ้ ย เพ่ือชว่ ยใหส้ ีมีคณุ สมบตั ทิ ่ีพิเศษ เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 6 วัสดสุ ังเคราะห์ คาส่งั จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. พลาสตกิ มีช่ือเรียกทางเคมีว่าอะไร ค. โพลีเมอร์ 2. พลาสตกิ เป็นสารประกอบดว้ ยธาตอุ ะไรบา้ ง แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วิทยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
87 ง. ถกู ทกุ ขอ้ 3. พลาสตกิ แบง่ ออกเป็นก่ีประเภท ง. 2 ชนดิ 4. ยางแบง่ ออกไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ ง. 2 ประเภท 5. Adhesive คืออะไร ค. วสั ดปุ ระสาน 6. กาวชนิดใดท่ีเหมาะนามาตดิ กระจกในตปู้ ลา ข. กาวซลิ โิ คน 7. แกว้ มีตน้ กาเนิดมาจากประเทศอะไร ค. อยิ ปิ ต์ 8. อณุ หภมู ิในการหลอมแกว้ ประมาณเทา่ ไร ก. 1,200–1,500 °C 9. เซรามกิ ท่ีเป็นฉนวนจะประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ 10. ขอ้ ใดตอ่ ไปนีจ้ ดั เป็นสีรองพืน้ สาหรบั เหล็ก ค. สีรองพืน้ เรดออกไซด์ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 7 วัสดุไฟฟ้าและอิเลก็ ทรอนิกส์ คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ ง 1. วสั ดทุ ่ีเป็นส่ือไฟฟ้าหรือเรียกวา่ อะไร ก. วสั ดตุ อ่ นา 2. วสั ดชุ นิดใดนยิ มนามาใชท้ าสายไฟฟา้ ข. ทองแดง 3. สายไฟอะลมู ิเนียมเปลือยมีก่ีชนิด ค. 3 ชนิด 4. ฟิวสเ์ สน้ ลวดใชก้ บั อปุ กรณช์ นดิ ใด ง. สะพานไฟ 5. วสั ดชุ นิดใดท่ีใชต้ ดั ตอ่ วงจรไฟฟ้า เม่ือกระแสไฟฟ้าไหลผา่ นเขา้ วงจรไฟฟ้ามากเกินพกิ ดั ก. ฟิวส์ 6. ถ่านชนิดใดใชท้ าไฟฉายเคร่ืองบนิ หรือใชท้ าไฟอารก์ ไฟฉายภาพยนตร์ แผนกเทคนคิ พื้นฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขุนหาญ
88 ข. ถ่านขีดอารก์ 7. หลอดมีไส้ (Incandescent Lamps) ไสห้ ลอดทาจากวสั ดชุ นดิ ใด ค. ทงั สเตน 8. หลอดฟลอู อเรสเซนต์ (Fluorescent Lamps) ตวั หลอดเป็นหลอดแกว้ ใสหนาประมาณเทา่ ไร ง. 0.8–1.0 มม. 9. ไดโอด ขวั้ ท่ีตอ่ กบั สาร P เรยี กวา่ อะไร ก. อาโนด 10. ชนิดของตวั ตา้ นทานแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด ข. 3 ชนดิ เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยที่ 7 วัสดไุ ฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์ คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. สายไฟฟา้ หมายถงึ อะไร และมีสว่ นประกอบก่ีส่วน อะไรบา้ ง ตอบ สายไฟ คือ ตวั นาท่ีใชใ้ นการส่งพลงั งานไฟฟ้าจากสถานท่ีแห่งหน่ึงไปยงั อีกแห่งหน่ึง หรือตวั นาไฟฟ้า ท่ีใชใ้ นการสง่ จา่ ยพลงั งานไฟฟา้ จากผผู้ ลิตไปยงั ผใู้ ช้ มีสว่ นประกอบ 2 สว่ น คือ ตวั นา (Conductor) และฉนวน (Insulator) 2. สายไฟฟ้าเปลือยหมายถึงอะไร แบง่ ออกไดก้ ่ีชนดิ ตอบ สายไฟฟ้าเปลือย (Bare Wire Conductor) เป็นสายท่ีไม่มีฉนวนหุม้ ใชไ้ ดก้ ับแรงเคล่ือนทุกขนาด มีพืน้ ท่ีหนา้ ตดั ขนาดใหญ่ หรือเป็นสายเสน้ เล็ก ๆ หลายเสน้ นามาตีเกลียวรวมกนั เพ่ือใหไ้ ดพ้ ืน้ ท่ีหน้าตดั รวมกัน ใหญ่ขนึ้ ทาจากอะลมู เิ นียม นา้ หนกั เบา ไมเ่ หมาะท่ีจะนามาใชเ้ ดนิ สายไฟภายในบา้ น สายเปลือยท่ีนิยมใชใ้ นปัจจุบนั มีอยู่ 3 ชนิด คือ สายอะลูมิเนียมลว้ น สายอะลูมิเนียมผสม และสาย อะลมู เิ นียมแกนเหลก็ 3. ฟิวสห์ มายถงึ อะไร ยกตวั อยา่ งมา 3 ชนิด พรอ้ มบอกการนาไปใชง้ าน ตอบ ฟิวส์ (Fuse) คือ อปุ กรณไ์ ฟฟ้าใชส้ าหรบั ตดั ตอ่ วงจรไฟฟ้า เม่ือกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเขา้ วงจรไฟฟ้ามาก เกินไป โดยเป็นตวั นาไฟฟ้าท่ีเป็นโลหะชนดิ หน่งึ ประกอบดว้ ยเสน้ ลวดท่ีทาจากวสั ดทุ ่ีมีจดุ หลอมละลายต่า บรรจุ อยใู่ นภาชนะห่อหมุ้ เชน่ ใชเ้ คร่ืองใชไ้ ฟฟ้าหลายชนิดพรอ้ มกนั มาก ๆ หรือเกิดไฟฟ้าลดั วงจร ฟิ วสก์ ็จะรอ้ น และ หลอมเหลวขาดออกจากกนั ทนั ที ฟิวสจ์ งึ เป็นตวั ชว่ ยตดั วงจรไฟฟา้ 1. ฟิ วสเ์ สน้ ลวด ใชก้ บั สะพานไฟ ท่ีแผงไฟตามบา้ นเรือนท่วั ๆ ไป เช่น เสน้ ลวดทองแดง เสน้ ลวดตะก่วั และเสน้ ลวดเงิน เป็นตน้ 2. ฟิวสห์ ลอด ใชใ้ นวงจรไฟฟ้าในเคร่อื งใชไ้ ฟฟ้า เชน่ วิทยุ โทรทศั น์ เคร่อื งขยายเสียง เป็นตน้ 3. ฟิวสข์ วดกระเบอื้ ง เป็นฟิวสท์ ่ีใชก้ บั แผงไฟในบา้ น แผนกเทคนิคพ้ืนฐาน วิทยาลยั การอาชีพขุนหาญ
89 4. จงบอกชนิดของถ่านมา 5 ชนิด และการนาไปใชง้ าน ตอบ 1. ถา่ นความตา้ นทาน คือ ใชท้ าตวั ตา้ นทาน (Resistance) นยิ มใชใ้ นงานอิเลก็ ทรอนิกส์ 2. ถา่ นอาโนดแกรไฟต์ คือ ใชท้ าเรคตไิ ฟตเ์ ออร์ 3. ถา่ นอเิ ล็กโทรด คือ นิยมนาไปใชใ้ นเตาอารก์ ไฟฟา้ และเตาหลอมเหล็กไฟฟา้ 4. ถ่านขีดอารก์ คือ ใชท้ าไฟอารก์ ไฟฉายภาพยนตร์ และไฟฉายเคร่อื งบิน 5. ถา่ นอารก์ ไฟฟา้ คอื นยิ มนาไปใชใ้ นสวิตชร์ ถเครนและสวิตชเ์ ล่ือนรถไฟฟ้า 5. หลอดมีไสแ้ ละหลอดฟลอู อเรสเซนสห์ มายถงึ อะไร ตอบ 1. หลอดมีไส้ เป็นหลอดท่ีอาศยั การกาเนิดแสงจากความรอ้ น โดยการใหก้ ระแสไหลผ่านไสห้ ลอดท่ีทา ดว้ ยทงั สเตน จนรอ้ นแลว้ เปลง่ แสงออกมา มีประสิทธิภาพการส่องสวา่ งต่าราว 5–12 Lumen/Watt แตข่ นึ้ อย่กู บั วตั ตข์ องหลอด อายกุ ารใชง้ านสนั้ คอื เฉล่ียประมาณ1,000 ช่วั โมง มีอณุ หภมู ิสีประมาณ 2,500–2,700 องศาเคลวิน แตใ่ หด้ ชั นีความถกู ตอ้ งของสีประมาณ 97% แตเ่ ป็นหลอดท่ีไมป่ ระหยดั ไฟ 2. หลอดฟลอู อเรสเซนต์ เป็นหลอดไฟฟ้าท่ีตอ้ งการความสิน้ เปลืองทางพลงั งานไฟฟ้านอ้ ย แตใ่ หค้ วาม เขม้ ของแสงสว่างมาก และความรอ้ นท่ีเกิดขนึ้ จากหลอดชนิดนี้ มีนอ้ ยกว่าหลอดธรรมดา หลอดชนิดนีอ้ าศยั การ ปลอ่ ยประจไุ ฟฟ้าระหวา่ งขวั้ ของอิเล็กโทรด สว่ นภายในหลอดแกว้ จะฉาบดว้ ยหลอดเรืองแสง ภายในหลอดบรรจุ ไอปรอทและก๊าซอารก์ อน 6. บลั ลาสตแ์ ละสตารต์ เตอร์ หมายถึงอะไร ตอบ บลั ลาสต์ (Ballast) เป็นขดลวดทาหนา้ ท่ีแปลงหรือผลติ แรงดนั ใหล้ ดลงหรือสงู ขนึ้ ก่อนจา่ ยเขา้ หลอดและ เป็นตวั จากดั ปรมิ าณของกระแสท่ีจะไหลเขา้ หลอดในปรมิ าณท่ีเหมาะสม สตารต์ เตอร์ (Starter) เป็นอุปกรณ์ท่ีช่วยทาให้บัลลาสตผ์ ลิตแรงดันเพ่ือจุดไส้หลอดให้สูงขึน้ และ ทาหนา้ ท่ีตดั กระแสไฟฟ้าจากอิเล็กโทรด 2 ขา้ ง เม่ือเร่มิ จดุ ไสห้ ลอดไปแลว้ 7. จงบอกวสั ดฉุ นวนไฟฟ้ามา 5 ชนิด และการนาไปใชง้ าน ตอบ 1. พลาสติกแข็ง คือ ใชท้ าดา้ มไขควง ดา้ มคอ้ น สวิตช์ ปล๊กั หูกระทะ หมอ้ หุงข้าว หัวจบั ลวดเช่ือม และแบตเตอร่ี เป็นตน้ 2. พลาสติกอ่อน คือ ใชห้ ุ้มสายไฟ ดา้ มมีด นาฬิกา สายยาง ไสป้ ากกา หลอดกาแฟ และชิน้ ส่วน อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เป็นตน้ 3. ฝา้ ย เป็นฉนวนอนิ ทรยี ์ ใชห้ มุ้ สายเตารดี เตาไฟฟ้า และสายป๊ัมลม เป็นตน้ 4. เซรามิก สามารถทนความรอ้ นไดส้ งู ใชท้ าถว้ ยเดนิ สายไฟ ตลบั ฟิ วสห์ ลอด สะพานไฟ แกนหวั เทียน ฟิวสถ์ ว้ ย ถว้ ย ชาม แกว้ กาแฟ แกว้ นา้ และแจกนั เป็นตน้ 5. ใยหนิ สามารถทนความรอ้ นไดส้ งู ถึงประมาณ 300 °C มีสีขาว ใชท้ าผา้ แอสเบสตอส แผน่ ปะเก็น ท่อ ไอนา้ และชว่ ยปอ้ งกนั การสญู เสียความรอ้ น 8. ไดโอดหมายถงึ อะไร และบอกชนิดของไดโอดมา 3 ชนดิ ตอบ ไดโอด ทาขนึ้ มาจากการเอาสารก่ึงตวั นาชนิด N และสารก่ึงตวั นาชนิด P มาเช่ือมตอ่ กนั โดยเรียกขวั้ ท่ี ตอ่ กบั สาร P วา่ อาโนด (Anode) และขวั้ ท่ีตอ่ กบั สาร N วา่ คาโทด (Cathode) แผนกเทคนคิ พื้นฐาน วิทยาลยั การอาชีพขุนหาญ
90 ชนิดของไดโอดมีดงั นีค้ อื ไดโอดเรค็ ตไิ ฟต์ ซีเนอรไ์ ดโอด และไดโอดเปลง่ แสง 9. ทรานซสิ เตอรห์ มายถงึ อะไร ตอบ ทรานซิสเตอร์ เป็นอุปกรณอ์ ิเล็กทรอนิกส์ ท่ีไดร้ บั การพัฒนามาจากไดโอด สรา้ งมาจากสารก่ึงตัวนา 3 ชิน้ มาเช่ือมตอ่ กนั คือ อิมิตเตอร์ (Emitter) เบส (Base) และคอลเลกเตอร์ (Collector) ถูกนามาใชง้ านแทน สญุ ญากาศ มีขนาดเลก็ รูปรา่ งแตกตา่ งกนั และใชง้ านงา่ ยกวา่ 10. แมเ่ หล็กธรรมชาตแิ ละแมเ่ หลก็ ถาวรแตกตา่ งกนั อย่างไร ตอบ 1. แมเ่ หลก็ ธรรมชาติ เป็นแมเ่ หล็กท่ีเกิดขนึ้ เองตามธรรมชาติ โดยการนากอ้ นหินท่ีสามารถดดู เศษโลหะ ชิน้ เล็ก ๆ ให้ติดกับตัวก้อนหินได้ ทางวิชาธรณีวิทยา เรียกแร่นี้ว่า Magnetite มีสูตรทางเคมี คือ Fe3O4 ไมค่ อ่ ยมีประโยชนเ์ พราะมีอานาจนอ้ ย 2. แมเ่ หลก็ ถาวร เป็นแมเ่ หล็กท่ีสามารถคงสภาพการเป็นแมเ่ หล็กไดอ้ ย่างคงทนถาวรตลอดเวลา ส่วน ใหญ่วสั ดใุ ชท้ าแมเ่ หล็ก ไดแ้ ก่ โลหะอลั นิโก (Alnico) ไดจ้ ากโลหะผสมระหว่างโครเมียม โคบอลต์ และแบเรียม เฟอรไ์ รต์ ซง่ึ จะนามาขนึ้ รูปโดยกรรมวิธีซนิ เตอร์ 11. เซอรก์ ิตเบรกเกอรแ์ บง่ ออกไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ 3 ชนิด คือ ชนดิ แบบความรอ้ น ชนิดแบบสนามแมเ่ หล็ก และชนดิ แบบผสม 12. วสั ดอุ ิเล็กทรอนิกสม์ ีวิวฒั นาการอยดู่ ว้ ยกนั ก่ียคุ อะไรบา้ ง ตอบ 4 ยคุ คือ ยคุ ของหลอดสญุ ญากาศ ยคุ ทรานซิสเตอร์ ยคุ ไอซี และยคุ ชิพ 13. ตวั ตา้ นทานหมายถงึ อะไร และแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ ตวั ตา้ นทาน เป็นอปุ กรณท์ ่ีทาหนา้ ท่ีจากดั การไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ โดยนาไปใช้ ในการแบง่ แรงดนั ไฟฟ้าและใชเ้ ป็นอปุ กรณท์ ่ีใหก้ าเนิดความรอ้ น นิยมนามาประกอบในวงจรดา้ นอิเล็กทรอนิกส์ เชน่ วทิ ยุ โทรทศั น์ เคร่ืองขยายเสียง โทรศพั ท์ คอมพิวเตอร์ และแผงวงจรตา่ ง ๆ เป็นตน้ ซ่งึ คา่ ความตา้ นทานจะ มีหนว่ ยเป็นโอหม์ ชนิดของตัวต้านทานแบ่งออกได้ 3 ชนิด คือ ตัวต้านทานแบบค่าคงท่ี ตัวตา้ นทานแบบปรับค่าได้ และ ตวั ตา้ นทานแบบปรบั เปล่ียนคา่ ได้ 14. ตวั เก็บประจแุ บบคา่ คงท่ีหมายถึงอะไร และใหบ้ อกตวั เก็บประจแุ บบคา่ คงท่ีมา 5 ขอ้ ตอบ ตวั เก็บประจุแบบคา่ คงท่ี (Fix Capacitor) เป็นตวั เก็บประจทุ ่ีมีคา่ คงท่ีโดยไม่สามารถเปล่ียนแปลงคา่ ได้ สว่ นใหญ่แบง่ ตามชนิดวสั ดฉุ นวน ท่ีนามาใชท้ าเป็นไดอิเลก็ ตรกิ มีดงั นีค้ ือ 1. ตวั เก็บประจชุ นดิ กระดาษ 2. ตวั เก็บประจชุ นดิ ไมกา้ 3. ตวั เก็บประจชุ นดิ เซรามิก 4. ตวั เก็บประจชุ นดิ ฟิ ลม์ พลาสตกิ 5. ตวั เก็บประจชุ นดิ อเิ ล็กโทรลติ กิ (Electrolytic Capacitor) 15. การเปล่ียนแรงดนั ไฟฟา้ แบง่ ออกไดก้ ่ีลกั ษณะ อะไรบา้ ง ตอบ 2 ลกั ษณะ คือ หมอ้ แปลงไฟขนึ้ (Step–up Transformer) และหมอ้ แปลงไฟลง (Step–down Transformer) แผนกเทคนิคพนื้ ฐาน วทิ ยาลยั การอาชีพขนุ หาญ
91 เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 7 วัสดไุ ฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนิกส์ คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ ง 1. วสั ดทุ ่ีเป็นส่ือไฟฟ้าหรือเรียกวา่ อะไร ค. วสั ดตุ อ่ นา 2. วสั ดชุ นิดใดนยิ มนามาใชท้ าสายไฟฟา้ ง. ทองแดง 3. สายไฟอะลมู เิ นียมเปลือยมีก่ีชนดิ ง. 3 ชนดิ 4. ฟิวสเ์ สน้ ลวดใชก้ บั อปุ กรณช์ นดิ ใด ข. สะพานไฟ 5. วสั ดชุ นิดใดท่ีใชต้ ดั ตอ่ วงจรไฟฟ้า เม่ือกระแสไฟฟ้าไหลผา่ นเขา้ วงจรไฟฟา้ มากเกินพกิ ดั ค. ฟิวส์ 6. ถ่านชนิดใดใชท้ าไฟฉายเคร่ืองบนิ หรือใชท้ าไฟอารก์ ไฟฉายภาพยนตร์ ง. ถ่านขีดอารก์ 7. หลอดมีไส้ (Incandescent Lamps) ไสห้ ลอดทาจากวสั ดชุ นดิ ใด ก. ทงั สเตน 8. หลอดฟลอู อเรสเซนต์ (Fluorescent Lamps) ตวั หลอด เป็นหลอดแกว้ ใสหนาประมาณเทา่ ไร ข. 0.8–1.0 มม. 9. ไดโอดขวั้ ท่ีตอ่ กบั สาร P เรียกวา่ อะไร ค. อาโนด 10. ชนิดของตวั ตา้ นทานแบง่ ออกไดก้ ่ีชนิด ง. 3 ชนดิ เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยท่ี 8 การกัดกร่อนและการป้องกัน คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. สาเหตขุ องการกดั กรอ่ นขอ้ ใดกลา่ วถกู ตอ้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ 2. อนกุ รมแรงดนั ไฟฟ้าของเหล็ก มีคา่ ความตา่ งศกั ยเ์ ท่าไร ค. – 0.44 โวลต์ 3. การกดั กรอ่ นมีก่ีประเภท ง. 4 ประเภท แผนกเทคนิคพ้ืนฐาน วทิ ยาลยั การอาชีพขนุ หาญ
92 4. Lacquer Paint หมายถงึ อะไร ง. สีแหง้ เรว็ 5. การรมดา เป็นการเปล่ียนสีผิวเหล็กใหเ้ ป็นเหลก็ ออกไซดท์ ่ีเรยี กวา่ อะไร ค. Ferrosoferric Oxide 6. ขนั้ ตอนการรมดามีก่ีวิธี ก. 3 วิธี 7. Hot Dipping คืออะไร ง. การจมุ่ ชนิ้ งานในโลหะเหลว 8. การชบุ เคลือบผวิ โลหะชิน้ งานท่ีจะชบุ เป็นขวั้ อะไร ข. ขวั้ ลบ 9. Polyethylene มีอณุ หภมู ใิ นการเคลือบผิวเทา่ ไร ข. 220–300 oC 10. การเคลือบผิวโดยใชไ้ ฟฟ้าสถิต สามารถท่ีจะพน่ ผงพลาสตกิ ท่ีมีขนาดเท่าไร ค. 40–100 m เฉลยแบบฝึ กหดั หน่วยที่ 8 การกัดกร่อนและการป้องกัน คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. การกดั กรอ่ นหมายถงึ อะไร ตอบ การผพุ งั ของโลหะ เม่ือทิง้ ไวผ้ ิวนอกจะทาปฏิกิริยากับออกซิเจน และเกิดความชืน้ เป็นปฏิกิรยิ าเคมีขึน้ ตามสภาพแวดลอ้ มของการใชง้ าน เม่ือทิง้ ไวน้ าน ๆ โดยไม่มีการเคลือบผิวก็จะเกิดการกดั กรอ่ น ผพุ งั กลายเป็น สนิมเหล็กตอ่ ไป 2. สาเหตขุ องการกดั กรอ่ น มีก่ีสาเหตุ อะไรบา้ ง ตอบ 4 สาเหตุ ไดแ้ ก่ การกดั กรอ่ นท่ีเกิดจากปฏิกิรยิ าเคมี การกดั กรอ่ นท่ีเกิดจากไฟฟ้า–เคมี การกดั กรอ่ น ท่ีเกิดจากการสมั ผสั ของโลหะตา่ งชนดิ กนั และการกดั กรอ่ นจากเม็ดเกรนโลหะ 3. การกดั กรอ่ นท่ีเกิดจากไฟฟ้า–เคมี หมายถึงอะไร ตอบ การกัดกร่อนท่ีเกิดจากไฟฟ้า–เคมี เป็นการกาเนิดกระแสไฟฟ้าดว้ ยปฏิกิริยาเคมี โดยการใชแ้ ท่งโลหะ 2 แท่ง ท่ีต่างชนิดกัน จุ่มลงในนา้ ยาอิเล็กโตรไลต์ ทาให้เกิดมีความต่างศักยไ์ ฟฟ้าขึน้ แท่งหน่ึงเป็นขั้วบวก (Cathode) แตอ่ ีกแทง่ หนง่ึ เป็นขวั้ ลบ (Anode) ก็จะถกู กดั กรอ่ นใหม้ ีขนาดเล็กลงเร่ือย ๆ 4. การกดั กรอ่ นมีก่ีประเภท อะไรบา้ ง ตอบ 3 ประเภท ไดแ้ ก่ การกดั กรอ่ นแบบเรียบสม่าเสมอ การกดั กรอ่ นซมึ ลกึ และการกดั กรอ่ นภายในเนือ้ โลหะ 5. การกดั กรอ่ นซมึ ลกึ และการกดั กรอ่ นภายในเนือ้ โลหะแตกตา่ งกนั อยา่ งไร ตอบ การกัดกร่อนซึมลึก คือ การกัดกร่อนท่ีมีความลึกเป็นร่องหรือรูเข้าไปในเนื้อโลหะ โดยบางครั้ง ไมส่ ามารถท่ีจะมองเห็นไดด้ ว้ ยตาเปลา่ แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขุนหาญ
93 การกัดกรอ่ นภายในเนือ้ โลหะ คือ เกิดจากสว่ นผสมของโลหะตา่ ง ๆ ท่ีมีส่วนผสมของธาตทุ ่ีแตกต่างกนั ทาใหเ้ กิดความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ ขนึ้ แตถ่ า้ มีนอ้ ยก็จะทาใหเ้ กิดการกดั กรอ่ นไดเ้ รว็ หรืองา่ ยขนึ้ 6. การปอ้ งกนั การกดั กรอ่ นมีก่ีวิธี อะไรบา้ ง ตอบ 6 วิธี คอื 1. การเคลือบผวิ ดว้ ยนา้ มนั 4. การเคลือบผิวดว้ ยวธิ ีเคมี 2. การเคลือบผิวดว้ ยการทาสีและพน่ สี 5. การเคลือบผิวดว้ ยโลหะ 3. การเคลือบผิวดว้ ยนา้ ยาแกว้ 6. การเคลือบผิวดว้ ยพลาสตกิ 7. การเคลือบผิวดว้ ยนา้ มนั หมายถึงอะไร ตอบ การเคลือบผิวดว้ ยนา้ มัน เป็นการใชน้ า้ มันทา อาบ หรือชโลมผิวด้วยนา้ มัน จะช่วยในการป้องกัน การกดั กรอ่ นท่ีผิวโลหะไดด้ ี เกิดเป็นสนิมยาก ในการท่ีจะทานา้ มนั จงึ ตอ้ งทาความสะอาดชิน้ งานเสียก่อน ไดแ้ ก่ นา้ มนั นา้ มนั แร่ และวาสลีน เป็นตน้ ชโลมเพ่ือปอ้ งกนั สนิมเคร่ืองจกั รกลตา่ ง ๆ เคร่ืองกลึง เคร่ืองไส เคร่ืองกดั เคร่อื งเจาะ และอะไหลช่ นิ้ สว่ นอปุ กรณต์ า่ ง ๆ ท่ีเก็บไวใ้ ชง้ านหรือใชใ้ นขบวนการผลิตตา่ ง ๆ ดว้ ย 8. ประเภทของการเคลือบผิวโลหะดว้ ยพลาสตกิ แบง่ ออกไดก้ ่ีประเภท อะไรบา้ ง ตอบ 3 ประเภท คือ การเคลือบผิวโลหะโดยการเป่ าใหฟ้ ุ้ง การเคลือบผิวโลหะโดยการพ่นเปลวไฟ และ การเคลือบผิวโลหะโดยวิธีใชไ้ ฟฟ้าสถิต 9. การรมดามีก่ีวิธี อะไรบา้ ง ตอบ 3 วิธี คือ การรมดาใหเ้ กิดสนิมโดยวิธีธรรมชาติ การรมดาโดยวิธีเรง่ ใหเ้ กิดสนิม การรมดาโดยวิธีการตม้ ในสารละลายเคมี 10. การเคลือบผิวดว้ ยวธิ ีเคมีมีก่ีวธิ ี อะไรบา้ ง ตอบ 2 วิธี ไดแ้ ก่ การรมควนั และการชบุ ฟอสเฟต เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี นหน่วยที่ 8 การกัดกร่อนและการป้องกัน คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. สาเหตขุ องการกดั กรอ่ นขอ้ ใดกลา่ วถกู ตอ้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ 2. อนกุ รมแรงดนั ไฟฟา้ ของเหล็ก มีคา่ ความตา่ งศกั ยเ์ ท่าไร ก. –0.44 โวลต์ 3. การกดั กรอ่ นมีก่ีประเภท ข. 4 ประเภท 4. Lacquer Paint หมายถึงอะไร ข. สีแหง้ เรว็ 5. การรมดา เป็นการเปล่ียนสีผิวเหล็กใหเ้ ป็นเหล็กออกไซดท์ ่ีเรียกวา่ อะไร ก. Ferrosoferric Oxide แผนกเทคนคิ พนื้ ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขนุ หาญ
94 6. ขนั้ ตอนการรมดามีก่ีวิธี ค. 3 วิธี 7. Hot Dipping คอื อะไร ข. การจมุ่ ชนิ้ งานในโลหะเหลว 8. การชบุ เคลือบผวิ โลหะ ชิน้ งานท่ีจะชบุ เป็นขวั้ อะไร ค. ขวั้ ลบ 9. Polyethylene มีอณุ หภมู ิในการเคลือบผิวเทา่ ไร ง. 220–300 oC 10. การเคลือบผิวโดยใชไ้ ฟฟา้ สถิต สามารถท่ีจะพน่ ผงพลาสตกิ ท่ีมีขนาดเท่าใด ก. 40–100 m เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 9 การตรวจสอบวัสดเุ บอื้ งต้น คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. คณุ สมบตั ขิ องวสั ดแุ บง่ ไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ ข. 3 ประเภท 2. คณุ สมบตั ทิ างฟิสกิ สม์ ีช่ือเร่ืองอีกอย่างวา่ อะไร ก. กายภาพ 3. คณุ สมบตั ทิ างเคมีหมายถึงอะไร ค. สว่ นผสมทางเคมีท่ีทนตอ่ การกดั กรอ่ น 4. วสั ดชุ นิดใดท่ีสามารถนาไฟฟ้าไดด้ ี ง. เงิน 5. เหลก็ กลา้ มีความหนาแนน่ เทา่ ไร ก. 7.85 ก./ซม.3 6. ขอ้ ใดจดั เป็นคณุ สมบตั ทิ างกล ง. ความเหนียว 7. ความเคน้ แบง่ ไดก้ ่ีชนิด ค. 5 ชนดิ 8. Toughness หมายถึงอะไร ค. ความเหนียว 9. ขอ้ ใดจดั เป็นการทดสอบแบบทาลายสภาพ ข. การทดสอบแรงดงึ 10. การตรวจสอบแบบวธิ ีใดท่ีสามารถเก็บไวเ้ ป็นหลกั ฐานได้ ง. วธิ ีถา่ ยภาพรงั สี แผนกเทคนิคพน้ื ฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขุนหาญ
95 เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยที่ 9 การตรวจสอบวัสดเุ บือ้ งต้น คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. คณุ สมบตั ขิ องวสั ดแุ บง่ ไดก้ ่ีประเภท อะไรบา้ ง ตอบ 3 ประเภท คือ คณุ สมบตั ทิ างเคมี คณุ สมบตั ทิ างฟิสกิ สห์ รอื กายภาพ และคณุ สมบตั ทิ างกล 2. จงบอกคณุ สมบตั ขิ องวสั ดทุ างฟิสกิ ส์ มา 5 ขอ้ ตอบ ความสามารถในการนาความรอ้ น ความสามารถในการนาไฟฟ้า ความหนาแนน่ มวลและนา้ หนกั และสี 3. จงบอกคณุ สมบตั ขิ องวสั ดทุ างกลมา 5 ขอ้ ตอบ ความแข็งแรง ความสามารถในการยืดตวั ความยืดหยนุ่ ความเปราะ ความเหนียว และความแขง็ 4. ความเคน้ หมายถึงอะไร แบง่ ไดก้ ่ีชนิด อะไรบา้ ง ตอบ ความเคน้ หมายถึง แรงท่ีกระทาตอ่ พืน้ ท่ี 1 ตารางหนว่ ย แบง่ ได้ 3 ชนิด ไดแ้ ก่ ความเคน้ แรงดงึ ความเคน้ แรงอดั และความเคน้ แรงเฉือน 5. การทดสอบความแข็งแรงของวสั ดแุ บง่ ออกไดก้ ่ีวธิ ี อะไรบา้ ง ตอบ 4 วิธี ไดแ้ ก่ การทดสอบแรงดงึ การทดสอบแรงเฉือน การทดสอบแรงอดั และการทดสอบแรงบดิ 6. การทดสอบวสั ดแุ บง่ ไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ อะไรบา้ ง ตอบ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ การทดสอบทาลายสภาพและการทดสอบไมท่ าลายสภาพ 7. จงบอกการทดสอบวสั ดแุ บบทาลายสภาพมา 5 วธิ ี ตอบ การทดสอบแรงดงึ การทดสอบแรงดดั การทดสอบแรงกระแทก การทดสอบความลา้ และการทดสอบ ความแขง็ 8. การทดสอบแรงกระแทกของวสั ดมุ ีก่ีวิธี อะไรบา้ ง ตอบ 3 วธิ ี ไดแ้ ก่ แบบไอซอด แบบชารป์ ี้ และแบบนิกเบรก 9. การทดสอบความแขง็ ของวสั ดมุ ีก่ีวิธี อะไรบา้ ง ตอบ 3 วธิ ี ไดแ้ ก่ แบบบรเิ นล แบบรอคเวล และแบบวิคเกอร์ 10. จงบอกวธิ ีการทดสอบแบบไมท่ าลายสภาพของวสั ดมุ า 5 วิธี ตอบ การตรวจสอบดว้ ยสายตา การตรวจสอบของเหลวแทรกซมึ การตรวจสอบดว้ ยอานาจแมเ่ หลก็ การตรวจสอบดว้ ยคล่ืนอลั ตรา้ โซนกิ การตรวจสอบโดยวธิ ีถ่ายภาพรงั สี แผนกเทคนคิ พืน้ ฐาน วิทยาลัยการอาชพี ขุนหาญ
96 เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 9 การตรวจสอบวัสดุเบอื้ งต้น คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. คณุ สมบตั ขิ องวสั ดแุ บง่ ไดก้ ่ีประเภทใหญ่ ๆ ค. 3 ประเภท 2. คณุ สมบตั ทิ างฟิ สิกสม์ ีช่ือเร่ืองอีกอยา่ งวา่ อะไร ค. กายภาพ 3. คณุ สมบตั ทิ างเคมีหมายถงึ อะไร ข. สว่ นผสมทางเคมีท่ีทนตอ่ การกดั กรอ่ น 4. วสั ดชุ นิดใดท่ีสามารถนาไฟฟา้ ไดด้ ี ข. เงิน 5. เหล็กกลา้ มีความหนาแนน่ เท่าไร ค. 7.85 ก./ซม.3 6. ขอ้ ใดจดั เป็นคณุ สมบตั ทิ างกล ข. ความเหนียว 7. ความเคน้ แบง่ ไดก้ ่ีชนดิ ข. 5 ชนดิ 8. Toughness หมายถงึ อะไร ก. ความเหนียว 9. ขอ้ ใดจดั เป็นการทดสอบแบบทาลายสภาพ ง. การทดสอบแรงดงึ 10. การตรวจสอบแบบวิธีใดท่ีสามารถเก็บไวเ้ ป็นหลกั ฐานได้ ข. วิธีถา่ ยภาพรงั สี เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยที่ 10 พลังงานในอนาคต คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. Energy หมายถงึ ขอ้ ใด ก. พลงั งาน 2. The Ability to Do Work หมายถงึ ขอ้ ใด ข. ความสามารถในการทางาน 3. บทบาทของพลงั งานคือขอ้ ใด แผนกเทคนิคพ้นื ฐาน วทิ ยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ
97 ง. ถกู ทกุ ขอ้ 4. ขอ้ ใดจดั เป็นพลงั งานศกั ย์ ค. ลานนาฬกิ า 5. การใชพ้ ลงั งานแสงอาทิตยแ์ บง่ ออกไดก้ ่ีลกั ษณะ ก. 2 ลกั ษณะ 6. เซลลแ์ สงอาทติ ยแ์ บบอิสระเหมาะสาหรบั การใชง้ านพืน้ ท่ีแบบใด ข. พืน้ ท่ีชนบท 7. การผลิตนา้ รอ้ นชนิดใชป้ ๊ัมนา้ มนั หมนุ เวียนเหมาะสาหรบั ผลิตนา้ รอ้ นจานวนเทา่ ใด ค. จานวนมากและการใชต้ อ่ เน่ือง 8. การเกิดพลงั งานลมเป็นผลมาจากขอ้ ใดบา้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ 9. กงั หนั ลมแบง่ ออกไดก้ ่ีรูปแบบ ก. 2 รูปแบบ 10. ชีวมวลหมายถงึ อะไร ก. อนนิ ทรียส์ ารตา่ ง ๆ จากการเกษตร 11. ขอ้ ใดเป็นการแปรรูปจากชีวมวล ค. การหมกั 12. นา้ เป็นสารประกอบดว้ ยธาตอุ ะไรบา้ ง ง. ธาตไุ ฮโดรเจนและออกซเิ จน 13. พลงั งานนา้ ขนึ้ นา้ ลงอาศยั หลกั การพืน้ ฐานของพลงั งานอะไรบา้ ง ก. พลงั งานศกั ยแ์ ละพลงั งานจลน์ 14. พลงั งานความรอ้ นใตพ้ ิภพท่ีเกิดจากนา้ พรุ อ้ นในเมืองไทยมกั พบอย่บู รเิ วณใด ข. หินภเู ขาไฟ หินแกรนิต และหนิ ตกตะกอน 15. พลงั งานนิวเคลียรเ์ ป็นพลงั งานท่ีเกิดจากการแตกตวั จะตอ้ งอาศยั แร่ธาตอุ ะไรบา้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ แผนกเทคนคิ พ้ืนฐาน วิทยาลัยการอาชีพขนุ หาญ
98 เฉลยแบบฝึ กหัดหน่วยที่ 10 พลังงานในอนาคต คาส่ัง จงตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. พลงั งานหมายถึงอะไร ตอบ พลงั งาน (Energy) คือ ส่ิงตา่ ง ๆ ท่ีอยรู่ อบตวั เราท่ีทาใหส้ ่ิงตา่ ง ๆ เคล่ือนท่ีได้ โดยใชพ้ ลงั งานเป็นตวั ชว่ ยถา้ ไมม่ ีพลงั งานก็ไมเ่ กิดอะไรขนึ้ หรอื ส่ิงใดก็ตามท่ีเกิดการเคล่ือนไหวขยายตวั ย่อมมีพลงั งานเป็นตวั ช่วยใหเ้ กิดการ เคล่ือนท่ีหรือเกิดงาน 2. พลงั งานพืน้ ฐานโดยท่วั ไปมีพลงั งานอะไรบา้ ง บอกมา 5 ขอ้ ตอบ พลงั งานศกั ย์ พลงั งานจลน์ พลงั งานเคมี พลงั งานความรอ้ น และพลงั งานเสียง 3. จงบอกแหลง่ พลงั งานมา 8 ขอ้ ตอบ 1. พลงั งานแสงอาทิตย์ 2. พลงั งานลม 3. พลงั งานนา้ 4. พลงั งานชีวมวล 5. พลงั งานนา้ ขนึ้ นา้ ลง 6. พลงั งานความรอ้ นใตพ้ ภิ พ 7. พลงั งานคล่ืน 8. พลงั งานนิวเคลียร์ 4. พลงั งานแสงอาทิตยห์ มายถงึ อะไร และพลงั งานแสงอาทติ ยใ์ หป้ ระโยชนก์ ่ีลกั ษณะ ตอบ พลงั งานแสงอาทิตยห์ รอื ดวงอาทิตย์ เป็นพลงั งานท่ีเกิดจากกระบวนการนวิ เคลียรท์ ่ีเรียกว่า นิวเคลียรฟ์ ิ ว ชนั กระบวนการเกิดพลังงานบนดวงอาทิตย์ เป็นผลจากการรวมตวั ของอะตอม ไฮโดรเจนเป็นอะตอมฮีเลียม แลว้ มีมวลสว่ นหน่งึ ของอะตอมไฮโดรเจนหายไป มวลสว่ นท่ีหายไปนีเ้ องท่ีเปล่ียนไปเป็นพลงั งานในรูปของคล่ืน แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ท่ีถกู สง่ ออกไปรอบดวงอาทติ ย์ พลงั งานแสงอาทิตย์ ใหป้ ระโยชนไ์ ด้ 2 ลกั ษณะ คือ การผลิตไฟฟ้าจากพลงั งานแสงอาทิตยแ์ ละการใช้ พลงั งานแสงอาทิตยใ์ นรูปของความรอ้ น 5. พลงั งานลมหมายถงึ อะไร ตอบ พลงั งานลม เกิดจากมวลของอากาศท่ีมีการเคล่ือนท่ีถ่ายเทจากท่ีหน่งึ ไปยงั อีกท่ีหน่งึ ซ่งึ มีความสมั พนั ธ์ และเป็นผลมาจากความแตกตา่ งและทรงตวั ของสภาพอากาศ ความแตกตา่ งของอณุ หภมู ิ การหมนุ ของโลก ส่ิง กีดขวาง ความขรุขระของพืน้ ผิว และอ่ืน ๆ 6. จงอธิบายพลงั งานลมในประเทศไทยมีก่ีลกั ษณะ อะไรบา้ ง ตอบ 2 ลกั ษณะ คอื 1. ลมประจาถ่ิน หมายถงึ ลมท่ีพดั อยใู่ นบรเิ วณใดบรเิ วณหนง่ึ ซง่ึ จะเกิดขนึ้ ในบรเิ วณท่ีแคบ ๆ 2. ลมประจาฤดู หมายถึง ลมท่ีเกิดขนึ้ และพดั เป็นไปตามฤดกู าลตามชว่ งเวลาและระยะเวลาท่ีเกิดขึน้ คอ่ นขา้ งแนน่ อน 7. พลงั งานชีวมวลหมายถึงอะไร ตอบ พลังงานชีวมวล หมายถึง พลังงานท่ีไดจ้ ากชีวมวลของพืชผลทางการเกษตร เศษวัสดเุ หลือทิง้ ทาง การเกษตร เศษไม้ ของเหลือจากอุตสาหกรรม และชุมชน โดยกระบวนการการแปรรูปชีวมวลใหเ้ ป็นพลงั งาน รูปแบบตา่ ง ๆ ดงั นีค้ อื การเผาไหมโ้ ดยตรง การผลติ ก๊าซ การหมกั และการผลติ เชือ้ เพลงิ เหลวจากพืช เป็นตน้ 8. จงยกตวั อยา่ งของชีวมวลบอกมา 8 ขอ้ แผนกเทคนิคพนื้ ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขุนหาญ
99 ตอบ 1. แกลบ ไดจ้ ากการสีขา้ วเปลือก 2. ชานออ้ ย ไดจ้ ากการผลติ นา้ ตาลทราย 3. เศษไม้ ไดจ้ ากการแปรรูปไมย้ างพารา ไมย้ คู าลิปตสั เ และบางสว่ นไดจ้ ากสวนป่าท่ีปลกู ไว้ 4. กากปาลม์ ไดจ้ ากการสกดั นา้ มนั ปาลม์ ดบิ ออกจากผลปาลม์ สด 5. กากมนั สาปะหลงั ไดจ้ ากการผลิตแปง้ มนั สาปะหลงั 6. ซงั ขา้ วโพด ไดจ้ ากการสีขา้ วโพด เพ่ือนาเมลด็ ออก 7. กาบและกะลามะพรา้ ว ไดจ้ ากการนามะพรา้ วมาปลอกเปลือกออก 8. สา่ เหลา้ ไดจ้ ากการผลิตแอลกอฮอล์ เป็นตน้ 9. นา้ หมายถงึ อะไร และมีก่ีสถานะ ตอบ นา้ เป็นสารประกอบท่ีประกอบดว้ ย ธาตไุ ฮโดรเจนและออกซิเจน ในอตั ราสว่ น 1 ตอ่ 8 โดยนา้ หนกั มี 3 สถานะ คอื ของเหลว ของแข็ง และก๊าซ 10. จงบอกประโยชนข์ องนา้ มา 5 ขอ้ ตอบ 1. ใชส้ าหรบั การอปุ โภคและบรโิ ภค 2. ใชส้ าหรบั ทาการเกษตรกรรมเพาะปลกู 3. การคมนาคมขนสง่ 4. การอตุ สาหกรรมสาหรบั กระบวนการผลิต 5. เป็นแหลง่ อาหารท่ีสาคญั ของมนษุ ย์ 11. โรงไฟฟ้าพลงั งานนา้ หมายถึงอะไร ตอบ โรงไฟฟ้าพลงั งานนา้ คือ ใชน้ า้ ในลาธารตามธรรมชาติ เพ่ือเป็นพลงั งานในการเดินเคร่ืองโดยการสรา้ ง เข่ือนปิดกนั้ นา้ ไว้ เป็นอา่ งเก็บนา้ ใหอ้ ย่ใู นระดบั สงู ท่ีมีแรงดนั เพียงพอ เพ่ือหมนุ เคร่ืองจกั รกงั หนั ไอนา้ และเคร่ือง กาเนิดไฟฟ้า ซ่งึ พลงั งานไฟฟ้าท่ีผลิตจะเพ่ิมเป็นสดั ส่วนโดยตรงกบั แรงดนั และปริมาณนา้ ท่ีไหลผ่านเคร่ืองจกั ร กงั หนั ไอนา้ 12. พลงั งานนา้ ขนึ้ นา้ ลงหมายถงึ อะไร ตอบ พลังงานนา้ ขึน้ นา้ ลง อาศยั หลกั การพืน้ ฐานของพลังงานศกั ย์และพลังงานจลน์ เช่น เดียวกับเข่ือน พลงั นา้ แตอ่ าศยั การตา่ งระดบั ของนา้ ขนึ้ และนา้ ลงในแตล่ ะวนั เพ่ือเพ่ิมศกั ยภาพของกาลงั งาน โดยจะสรา้ งเข่ือน ท่ีปากแม่นา้ หรือปากอ่าวท่ีมีพืน้ ท่ีเก็บนา้ ไดม้ ากและการตา่ งระดบั ระดบั นา้ ท่ีแตกตา่ งกัน เรียกว่า นา้ ขึน้ นา้ ลง ซง่ึ สามารถท่ีจะเปล่ียนมาเป็นพลงั งานท่ีนามาใชใ้ นการผลติ กระแสไฟฟา้ ไดเ้ ชน่ กนั 13. พลงั งานความรอ้ นใตพ้ ิภพหมายถึงอะไร ตอบพลงั งานความรอ้ นใตพ้ ิภพ เป็นปรากฏการณท์ ่ีเกิดขนึ้ ตามธรรมชาติ ในลกั ษณะนา้ พรุ อ้ นตามแนวทิศเหนือ ทิศใต้และบริเวณแถบชายแดนตะวันตกของประเทศไทย (แนวเทือกเขาตะนาวศรี) โดยสันนิษฐานว่า จะเป็นแหล่งเดียวกันกับท่ีแคว้นยูนาน ในประเทศจีนตอนใต้ เน่ืองจากอยู่แนวซอ้ นของแผ่นทวีปคู่เดียวกัน (Indian Plate ซง่ึ มดุ ลงใต้ Chinese Plate และเกิดแรงดนั ในลกั ษณะ Back Arch) จดั อย่ใู นแหลง่ พลงั งานขนาด เล็กถงึ ปานกลาง และคาดวา่ จะสามารถผลิตพลงั งานใหก้ บั โรงไฟฟ้าขนาดไมเ่ กิน 50 เมกะวตั ต์ 14. พลงั งานคล่ืนและพลงั งานนวิ เคลียรห์ มายถึงอะไร แผนกเทคนิคพืน้ ฐาน วิทยาลยั การอาชพี ขนุ หาญ
100 ตอบ พลงั งานคล่ืน คอื กระแสคล่ืนในทะเลหรอื มหาสมทุ ร สามารถท่ีจะนามาผลิตไฟฟ้าได้ โดยอาศยั อปุ กรณ์ ท่ีดงึ พลงั งานจากคล่ืนมาใชโ้ ดยตรง ซ่งึ จะทาการแปลงการเคล่ือนไหวในแนวตงั้ ของกระแสคล่ืน และการพองตวั ของฟองอากาศ ไปผลกั ใหเ้ คร่อื งกาเนดิ ไฟฟา้ หมนุ พลงั งานนิวเคลียรห์ รือพลงั งานปรมาณู หมายถึง พลงั งานท่ีเกิดการแตกตวั ของธาตุ การเกิดปฏิกิริยา นวิ เคลียรน์ นั้ ซ่งึ จะตอ้ งอาศยั แรธ่ าตบุ างอยา่ ง เชน่ ธาตยุ เู รเนียม ธาตทุ อเรียม และธาตพุ ลโู ตเนียม เป็นเชือ้ เพลิง ซ่งึ อาจถือไดว้ า่ เป็นแหลง่ พลงั งานท่ีมีตน้ กาเนดิ จากโลก 15. การเลือกแหลง่ พลงั งานท่ีเหมาะสมมีก่ีดา้ น อะไรบา้ ง ตอบ 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นเทคโนโลยี ดา้ นเศรษฐศาสตร์ และดา้ นสงั คมและส่ิงแวดลอ้ ม เฉลยแบบทดสอบหลังเรียนหน่วยที่ 10 พลังงานในอนาคต คาส่ัง จงเลือกคาตอบท่ีถกู ตอ้ งท่ีสดุ 1. Energy หมายถงึ ขอ้ ใด ข. พลงั งาน 2. The Ability to Do Work หมายถงึ ขอ้ ใด ง. ความสามารถในการทางาน 3. บทบาทของพลงั งานคือขอ้ ใด ง. ถกู ทกุ ขอ้ 4. ขอ้ ใดจดั เป็นพลงั งานศกั ย์ ก. ลานนาฬกิ า 5. การใชพ้ ลงั งานแสงอาทิตยแ์ บง่ ออกไดก้ ่ีลกั ษณะ ง. 2 ลกั ษณะ 6. เซลลแ์ สงอาทติ ยแ์ บบอิสระเหมาะสาหรบั การใชง้ านพืน้ ท่ีแบบใด ง. พืน้ ท่ีชนบท 7. การผลติ นา้ รอ้ นชนดิ ใชป้ ๊ัมนา้ มนั หมนุ เวียนเหมาะสาหรบั ผลติ นา้ รอ้ นจานวนเทา่ ใด ก. จานวนมากและการใชต้ อ่ เน่ือง 8. การเกิดพลงั งานลมเป็นผลมาจากขอ้ ใดบา้ ง ง. ถกู ทกุ ขอ้ 9. กงั หนั ลมแบง่ ออกไดก้ ่ีรูปแบบ ง. 2 รูปแบบ 10. ชีวมวลหมายถงึ อะไร ค. อนนิ ทรียส์ ารตา่ ง ๆ จากการเกษตร 11. ขอ้ ใดเป็นการแปรรูปจากชีวมวล ก. การหมกั แผนกเทคนคิ พน้ื ฐาน วิทยาลยั การอาชีพขุนหาญ
Search