ตำแหนง่ แหง่ ที่และกำรนิยำมควำมเปน็ “ประชำชน” ในบรบิ ทกำรเมืองไทย ภำยใต้รัฐธรรมนญู แห่งรำชอำณำจักรไทยพทุ ธศกั รำช 2517 - 2540 ผำ่ นกรอบวัฒนธรรมกำรเมอื งของ Almond & Verba พสั ณกร ถวาย1 ควำมนำ ตลอดช่วงเวลาร่วมเก้าทศวรรษของระบอบประชาธิปไตยในบริบทการเมืองการปกครองไทย สะท้อนสภาวะพลวัตระหว่างการสร้างประชาธิปไตย การออกจากประชาธิปไตยชั่วขณะหนึ่ง และวนกลับสู่ กระบวนการทาให้เป็นประชาธิปไตยเรื่อยมาด้วยขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ซึ่งเมื่อพิจารณา ในทุกการเปลีย่ นแปลงจากขา้ งต้นแล้ว พบว่า “ประชาชน” และให้หมายรวมถงึ “ชาติ”2 นั้น เป็นคาที่ถกู อ้าง ถึงอยู่เสมอ ๆ ในเหตุแห่งความพยายามเปลี่ยนแปลงศูนย์อานาจทางการเมือง หรือกล่าวได้ว่า ประชาชน และผลประโยชนข์ องชาติ ปรากฏอยใู่ นทกุ ภาพการเคล่อื นไหวทางการเมือง ไม่วา่ จากฝ่ายใดกต็ าม วาทกรรมทางการเมืองที่ต่างกล่าวอ้าง “ประชาชน” และ “ผลประโยชน์ของชาติ” จนส่งผลให้ ทั้งสองคานี้เข้าใกล้ศัพท์ศักดิ์สิทธิ์ คล้ายกับว่าทุก ๆ การเปลี่ยนแปลงหากมีการอ้างถึงสองคานี้แล้ว จะเป็นการสถาปนาความชอบธรรมในพฤติการณ์ไปโดยปริยาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผลจากการเปลี่ยนแปลง ยังคงจบลงที่การรัฐประหารและกล่าวอ้างลักษณะนี้วนเวียนไปไม่จบสิ้นมาโดย และมีแนวโน้มว่าจะยังคง เกิดขน้ึ ในอนาคตสบื ไป ซ่ึงเรียกมรรคาทางการเมืองลกั ษณะนวี้ า่ “วงจรอบุ าทว์” วงจรอุบาทว์ในบริบทการเมืองการปกครองไทยข้างต้น ถือได้ว่าเป็นหลักฐานสาคัญที่สะท้อนว่า ทุกการรัฐประหารที่อ้างถึง “ประชาชน” ไม่ได้มีเป้าประสงค์เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เพียงเท่านั้น ในทุกช่วงของการออกจากการเป็นประชาธิปไตยชั่วครั้งชั่วคราว แสดงให้เห็นว่าสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชนถูกกดลดทอนโดยอานาจรัฐมากเพียงใด โดยเฉพาะเสรีภาพด้านการวิพากษ์วิจารณ์การทางาน ของรัฐบาล (ประชาธิปไตยในทางนิตินัยเท่านั้น) เช่น ปว.17 ที่เป็นฐานสาคัญแก่ ปร.42 ในอดีตมาสู่ ม.44 ในปัจจุบัน เป็นต้น ซึ่งปฏิกิริยาโต้กลับจากการลดทอนพื้นที่ของภาคประชาชนในฐานะฐานรากสาคัญ ของอานาจการเมอื งการปกครอง ถูกแสดงออกผ่านขบวนการเคล่ือนไหวของภาคประชาชน เปน็ ความพยายาม สร้างแรงผลักดันให้ประเทศเดินหน้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยตามวิถีที่ควรจะเป็น ดังที่ปรากฏเหตุการณ์ 1 นักศึกษาหลกั สตู รครุศาสตรบณั ฑติ (สังคมศึกษา) คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชยี งใหม่ ปกี ารศกึ ษา 2562 2 ทั้งน้ี เนือ่ งจาก “ชาติ” แมอ้ ตั ราสว่ นการให้ความหมายจะมรี ะดบั เดยี วกบั คาว่า ประเทศ หรือ รฐั หากแตม่ มี ติ ิ ความหมายทล่ี ึกซึง้ มากกว่าการมหี ลกั ปักปนั เขตแดน ลักษณะทางภูมศิ าสตร์ หรอื อานาจอธิปไตย ในแงข่ องการสะทอ้ นถึง สังคมมนษุ ย์ท่ยี ดึ เหนยี่ วกันผ่านความผกู พนั การมปี ระวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรม ทสี่ รา้ งสานึกรว่ มของความเปน็ พวกเดยี วกนั เช่น ชาตไิ ทย ประชาชาตจิ นี เปน็ ต้นสว่ น “ประชาชน” ในฐานะสมาชิกของรฐั และเป็นสว่ นหลอมรวมกันของชาติ ดงั นน้ั แลว้ จากความสมั พนั ธด์ ังกลา่ วจึงหมายรวมคาว่าประชาชน และชาตเิ ข้าไว้ในคราวเดยี วกนั
2 14 ตลุ าคม 2516; 6 ตุลาคม 2519; พฤษภาทมฬิ 2535 หรือเป็นท่ีค้นุ เคยในชอื่ ยคุ สมยั ประชาธิปไตยเบง่ บาน และประชาธิปไตยครึ่งใบ; ภาพเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทย ผ่านขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนเพื่อต่อต้านการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาข้างต้น นับเป็นการ สะท้อนได้อีกมิติหนึ่งว่า “ประชาชน” ให้ความสนใจต่อการใช้อานาจการเมืองอยู่บ้างแล้ว จนกระท่ัง ในท้ายที่สุดเมื่อการต่อสู้สัมฤทธิ์ผล และเจตนารมณ์ของ “ประชาชน” ปรากฏอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2540 หรือทเ่ี รียกกันว่า รฐั ธรรมนูญฉบบั ประชาชน โดยที่ช่วงเวลาของการเมืองไทยระหว่างปี พ.ศ. 2516 จนถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2540 เปน็ ช่วงเวลาทผี่ ู้ศึกษาสนใจศึกษา เนอื่ งจากความสาเร็จในการต่อสู้และเรียกร้องจากเหตุการณ์ 14 ตลุ าคม 2516 อันเป็นสัญญะแห่งการผลิบานของต้นประชาธิปไตยไทย กลับไม่ได้ยั่งยืนอย่างที่คาดหวังไว้ ด้วยเหตุที่ การเมืองไทยยังคงผลิตซ ้าการรัฐประหารอยู่หลาย ครั้งคราสภาวะแห่งความย้อนแย้งของปรากฎการณ์ การเรยี กร้องท่ีเกดิ ขึ้นโดย “ประชาชน” ใหก้ ับ “ประชาชน” ในฐานะบ่อเกิดแห่งสิทธิอนั ชอบธรรมของอานาจ ในการเมืองการปกครอง เป็นการสะท้อนถึงปัญหาความไม่สมบูรณ์ในกระบวนการทางประชาธิปไตยของไทย ในทางพฤตินัยอย่างชัดเจนและนามาซ่ึงประเด็นคาถามว่าในท้ายที่สุดแล้ว ภายใต้บริบทการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยไทยระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2540 ไดก้ าหนดพ้นื ท่ที างการเมืองแก่ “ประชาชน” ในฐานะเจา้ ของอานาจรฐั ไวม้ ากน้อยเพียงใด; “ประชาชน” ถูกจัดตาแหน่งแห่งที่ ณ ตรงจุดใดของประชาธิปไตยไทย; ผู้ศึกษามุ่งศึกษาพื้นที่และการจัดรูปแบบ พฤติกรรมการมสี ว่ นรว่ มของประชาชนในพ้นื ทกี่ ารเมืองไทยระหว่างหว้ ง พ.ศ. 2517 - พ.ศ. 2540 อันเปน็ พ้ืนท่ี ของการปะทะระหว่างรัฐธรรมนูญที่รับรองและประกันสิทธิทางการเมืองกับการก่อรัฐประหารที่ลดทอน สิทธิเสรีภาพเหล่านั้น ภายใต้กรอบวัฒนธรรมการเมือง (The Political Culture) ของ Grabriel Almond และ Sidney Verba ใครคอื “ประชำชน” ในระบอบประชำธปิ ไตย เมอ่ื พจิ ำรณำผ่ำนมมุ มองรฐั ประชำชำติ ก่อนจะไปถึงการนิยามว่า “ประชาชน” เป็นใครหรือผู้ใด ผู้ศึกษาใคร่นาเสนอทัศนะประการหนึ่งว่า ศัพท์แสงอันเป็นที่นิยมชมชอบหรือเรียกได้ว่าเป็นศัพท์กิตติมศักดิ์ เช่น ประชาธิปไตย หรือ ประชาชน ที่จะได้กล่าวถึงนี้ ครั้งหนึ่งก็เคยผ่านยุคมืดในการนิยามความหมายมาด้วยกันทั้งสิ้น; ประชาธิปไตย หรือ Democracy ที่หมายถึงการปกครองโดยชนหมู่มากในความหมายของกรีกโบราณมิได้เป็นที่ชื่นชอบ หรือพึงปรารถนาเท่าใดนักเมื่อไตรเมธีสมัยกรีกอย่างเพลโตเปรียบเทียบเรือเป็นรัฐ ( Ship of State) และยืนยันว่าอานาจหนา้ ที่ของผู้ปกครองสงวนให้เฉพาะราชาปราชญเ์ ท่านั้น1 ต่อเนื่องมาแม้แต่สหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 ก็มิได้นิยามระบอบการปกครองของตนว่าเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด 1 ศุภชยั ศภุ ผล, ปรชั ญาการเมอื งเบ้อื งตน้ , พมิ พ์ครงั้ ที่ 2, (กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, 2560), 69-76.
3 เห็นได้ว่าภาพแทนของระบอบการปกครองที่นิยมชมชอบและใฝ่ปรารถนาในปัจจุบันพึ่งจะมาเป็นที่ยอมรับ และถูกกล่าวถึงในนัยเชิงบวกในราวศตวรรษที่ 19 มานี้เท่านั้นจากการเผยแพร่งานเขียน Democracy in America ของ Alexis de Tocqueville2 และนัยของประชาชนนั้นแทบไม่แตกต่างจากประชาธิปไตย ในข้างตน้ เทา่ ใดนกั จากงานเขียน ว่าด้วยประชาชน ของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา3 อธิบายว่า ประชาชน-People มีรากศัพท์ มาจาก Populus ในภาษาลาตินซึ่งแสดงถึงความต่าทราม ซึ่งทัศนะของผู้ศึกษาเห็นว่าในอีกมิติหนึ่ง ของความ “ต่า” ทราม สะท้อนถึงสภาวะความเป็นฐานรองรับสิ่งที่อยู่สูงกว่า ด้วยเหตุนี้ Populus; People; ประชาชน จึงกลับกลายมาเป็นปัจจัยสาคัญในการอ้างถึงสิทธิธรรมต่าง ๆ เมื่อความเป็นรัฐประชาชาติ ได้ก่อรูปและชัดเจนขึ้น เน่ืองมาจากการต้องสร้างทฤษฎีขึ้นมาเป็นกรอบรองรับว่าเหตุใด “มนุษย์” จึงจาเปน็ ต้องเขา้ อยรู่ วมกนั เปน็ รฐั แสดงใหเ้ หน็ ถึงความสมเหตสุ มผลของการเขา้ ครอบงา สร้างความชอบธรรม ต่อการเป็นผู้ปกครองและการเป็นผู้อยู่ใต้ปกครองปรากฏเป็นแนวคิดทฤษฎีสัญญาประชาคม ที่ตั้งอยู่บนพ้ืนฐานของการแลกเปลี่ยนสิทธิธรรมชาติของมนุษย์เพื่อให้ได้มาซึ่งเงื่อนไขบางประการ เช่น การได้รับความปลอดภัยจากการตายโหงของ Hobbesian หรือได้รับการพิทักษ์รักษาทรัพย์สินของ Locke สิ่งเหล่านี้คือการเข้ามาอยู่รวมกันเป็นรัฐในฐานะประชาชนพลเมืองของรัฐนั้นและโยกย้ายถ่ ายโอน สทิ ธิตามธรรมชาติไปสู่องค์อธปิ ัตย์ หรือผู้ปกครอง4 นัยของประชาชนจึงเริ่มปรากฏสิทธิเสรีภาพและการต่อรอง กับอานาจผู้ปกครอง อานาจรัฐที่องค์อธิปัตย์ใช้จึงกลายมาเป็นอานาจที่ใช้ในนามของประชาชน ดังนั้นแล้ว จึงเป็นที่มาว่าเหตุใด “ประชาชน” ภายใต้โครงสร้างของรัฐประชาชาติจึงกลายมาเป็นฐานอานาจแห่งรัฐ และการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองผ่านวาทกรรม “เพื่อประชาชน” อยู่เสมอ ๆ โดยหากพฤติการณ์ ของผู้ใช้อานาจปกครองได้กล่าวถึงว่า “เป็นไปเพื่อประชาชนจากอานาจ ของ และ โดย ประชาชน” แล้ว พฤติการณ์น้ันย่อมชอบธรรมโดยปริยาย Hobbesian5: ประชาชนในฐานะพลงั ทมี่ คี วามชอบธรรม และสร้างความชอบธรรม เชอื่ มโยงเขา้ กับ ระเบยี บทางการเมอื ง การควบคมุ ทางการเมอื ง และมกี ารจดั ระเบียบทางการเมอื ง เปน็ เงือ่ นไขสาคญั ของการก่อให้เกดิ “ความเปน็ ประชาชน” 2 จริ โชค วีระสย สรุ พล ราชภณั ฑารกั ษ์ และ สรุ พันธ์ ทับสวุ รรณ์, รฐั ศาสตร์ท่วั ไป, พมิ พ์ครง้ั ที่ 3, (กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, 2559), 277-278; มอริซ แครนสตนั , ปรชั ญาการเมอื ง, พมิ พ์ครง้ั ท่ี 4, (กรุงเทพฯ: สยามปรทิ ศั น์, 2562), 284-321. 3 ธเนศ วงศย์ านนาวา, วา่ ด้วยประชาชน อะไรคอื ’ประชาชน’: จากโรมนั โบราณ จนถึงเอ็มมานเู อล โจเซฟ ซีเยส, พมิ พ์คร้งั ที่ 2, (กรุงเทพฯ: สมมต,ิ 2563), 45, 50-52, 66, 97-100. 4 แหลง่ เดมิ ; ศภุ ชยั ศภุ ผล, ปรชั ญาการเมืองเบ้ืองตน้ , 18 5 ธเนศ วงศ์ยานนาวา, วา่ ด้วยประชาชน อะไรคือ ’ประชาชน’: จากโรมันโบราณ จนถงึ เอม็ มานเู อล โจเซฟ ซเี ยส,61.
4 ทั้งนี้ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ได้กล่าวสรุปถึงความเป็นประชาชนผ่านกรอบ Hobbesian ข้างต้นว่า “ประชาชน” มีความแตกต่างจากกลุ่มชนตรงที่มีนัยของการเป็นปัจเจกบุคคลที่พร้อมจะรวมกลุ่ม อย่างเป็นเอกภาพ ทั้งยังต้องมีความเป็นเหตุเป็นผล คือ เข้าใจเหตุผลในการแลกเปลี่ยนว่าตนจะได้อะไร และเสียอะไรไปในขณะเดียวกันนั่นคือ ประชาชน รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของตน สอดรับไปกับแนวคิด ของ Matthew Arnold6 ที่ปรากฏผ่านบทสนทนาทางการเมืองเรื่องประชาธิปไตยในบริบทสังคมในช่วง กลางศตวรรษที่ 19 ว่าประชาชนในรัฐต้องเป็นผู้รู้จักและตระหนักถึงความต้องการปกครองตนเอง กล่าวคือ ประชาชนจะเปน็ ประชาชน ต้องมิใช่ประชาชนท่ีเพยี งเกิดขนึ้ มาเปน็ สมาชิกของรฐั แตต่ อ้ งเปน็ ผู้รู้สึกกระตือรือร้น เอาใจใส่ติดตามการทางานของรัฐบาล เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลไกทางการเมืองเพื่อการแก้ไขปัญหา และพิทักษ์ประโยชน์ของตนมากกว่าการรอให้เป็นหน้าท่ีของผ้ปู กครองหรือรฐั บาล ในแงน่ จี้ ึงจะเป็นประชาชน ที่เป็นฐานอานาจของรัฐ หากมิเช่นนั้นประชาชนจะเป็นเพียงกลุ่มชน หรือราษฎร ซึ่งไม่ต่างจากสภาวะ ของความเปน็ สัตว์ป่าทีเ่ ชือ่ งและยอมสโิ รราบต่ออานาจของรฐั เท่าน้นั เอง7 อยา่ งไรกต็ าม ข้อสังเกตประการหน่ึง คือ การจะจากัดขอบเขตเพื่อนิยามอย่างชี้ชัดว่าอะไรเป็นประชาชนนั้นทาได้ยาก เนื่องจากกรอบ ที่เข้ามารองรับความเป็นประชาชนนั้นลื่นไหลและพลวัตอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าทิศทางการปฏิบัติการ ทางสังคมในแต่ละช่วงเวลานั้นเป็นอยา่ งไรดังทัศนะของ Michel Foucault ทสี่ อดรับกนั 8 ดงั น้ัน ในการศึกษา ความเป็นประชาชนในบริบทการเมืองไทยจึงจาเป็นต้องพิจารณาจากหลายมิติร่วมกัน ทั้งการให้พื้นท่ี ในทางการเมืองแก่ประชาชนผ่านรัฐธรรมนูญ การลดทอนพื้นที่นั้นด้วยการรัฐประหารและความพยายาม ในการเปิดพื้นที่ทางการเมืองของภาคประชาชนผ่านการออกมาเคลื่อนไหวซึ่งสะท้อนภาพความลื่นไหล ในการนยิ ามความเปน็ ประชาชนได้อย่างชดั เจนโดยจะไดก้ ลา่ วถึงในหัวข้อต่อไป โดยสรุปแล้ว นัยของความเป็นประชาชนในมุมมองรัฐประชาชาติที่มนุษย์เราดารงอยู่ในปัจจุบันน้ัน หมายถึง การเป็นบคุ คลท่ตี ระหนกั รู้ในผลประโยชน์ของตนและมุ่งเข้าไปมสี ว่ นร่วมในกลไกอานาจทางการเมือง และการปกครอง หรือที่เรียกว่าการมีส่วนร่วมในเชิงรุก ส่วนนี้เป็นการกาหนดกรอบของความเป็นประชาชน ในข้นั ตน้ ผา่ นการศึกษาจากแนวคิด ทฤษฎี และทัศนะของนักปรัชญาและนักวชิ าการ เพอื่ สร้างภาพการรับรู้ว่า 6 มอริซ แครนสตัน, ปรัชญาการเมอื ง, 285. 7 พระณัฐพงศ์ ญาณเมธี (ไกรเทพ) และ มะลิ ทพิ ยป์ ระจง, ประชาชนกับประชาธปิ ไตย, วารสาร มจร เพชรบรุ ี ปริทรรศน,์ 1(มกราคม - มถิ ุนายน 2561): 53-71. 8 ผู้ศึกษาเห็นว่าทัศนะของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ที่มีต่อการนิยามความเป็นประชาชนนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับ ทัศนะของฟูโกต์ในการตอบปัญหาและนิยามความเป็นอัตบุคคล หรือ subject ซึ่งหมายถึงการนิยามว่า ใคร เป็น ใคร โดยลักษณะของความเป็นอัตบุคคลนี้ไม่ได้มีความแน่นอนตายตัว เพราะฟูโกต์มีทัศนะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความคิดที่ถูกนิยามข้ึน จากการปฏิบัติทางสังคม (ซึ่งพลวัตและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ) วาทกรรม ความสัมพันธ์เชิงอานาจ และเปลี่ยนแปลงไป ตามช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับความพลวัตในการนิยามความเป็นประชาชนในบริบทการเมืองไทยในตอนปลาย ทศวรรษ 2510 ถึงทศวรรษ 2530 โดยจะอธิบายในหัวข้อต่อไป (ทั้งนี้ แม้แต่ทัศนะการนิยามความเป็นอัตบุคคลของฟูโกต์ กย็ งั ไมแ่ นน่ อนและตายตัวและจัดอยู่ในแบบการวพิ ากษ์ เพื่อหาจุดรว่ มตรงกลางระหวา่ งอตั บคุ คลเชงิ โครงสร้างนิยมในช่วงแรก กบั แบบปจั เจกบุคคลและเกิดเป็นความคดิ เรอ่ื ง อตั ลกั ษณ์ ในท้ายทีส่ ุด)
5 “ประชาชน” เป็นใครภายในรัฐและมีคุณลักษณะอย่างไร แต่ในการที่ประชาชนจะมีความเป็นประชาชน ในทางพฤตินัยภายใต้บริบทการเมืองของรัฐไทยนั้นจาเป็นต้องมีกลไกจากภาครัฐในการให้พื้นที่ทางการเมือง แก่ประชาชน ในหัวข้อต่อไปจึงจะว่าด้วยการวิเคราะห์ พื้นที่ทางการเมือง ของประชาชน และประชาชน ถกู จัดวางไว้ ณ ตาแหนง่ แห่งทีใ่ ดของบริบทการเมืองการปกครองไทย โดยพิจารณาผ่านบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ หรือธรรมนูญการปกครองในห้วงพ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2540 ร่วมกับการวิเคราะห์เจตนารมณ์ในการ กอ่ การรัฐประหาร วำ่ ด้วยแนวคิดวฒั นธรรมกำรเมือง : กรอบจำแนกพฤติกรรมทำงกำรเมอื งของ Almond และ Verba เพือ่ เปน็ การสร้างกรอบความเข้าใจรว่ มกันในเบื้องต้น ผ้ศู ึกษาจึงใครน่ าเสนอประเด็นแนวคิด ว่าด้วยการจาแนกลักษณะพฤติกรรมทางการเมืองของสมาชิกภายในรัฐ ผ่านกรอบแนวคิดวัฒนธรรม ทางการเมืองที่น าเสนอโดยสองนักวิทยาศาสตร์การเมือง ; Grabriel Almond และ Sydney Verba ในงานเขยี น The Civic Culture Political Attitudes and Democracy in Five Nations1 ค าว่า “วัฒนธรรม” ที่ปรากฏร่วมกับค าว่าการเมืองนี้ ไม่แตกต่างจากค าว่า วัฒนธรรม ทีป่ รากฏประสมกับคานามอ่นื ๆ ในงานวิชาการตา่ ง ๆ เช่น วฒั นธรรมทางเศรษฐกิจ เป็นตน้ กล่าวคือ เป็น ค าคุณศัพท์ที่ขยายความหมายของค านามด้านหลังใ ห้ปรากฏในลักษณะแบบแผนพฤติกรรม และกระบวนการเฉพาะอยา่ งท่เี ป็นผลจากมิตดิ ้านนามธรรม ไดแ้ ก่ อารมณ์ ความตอ้ งการ ซ่ึงจัดเปน็ พฤติกรรม ภ า ย ใ น จ ิ ต ใ จ (affective) ร ่ ว ม ไ ป ก ั บ บ ร ร ท ั ด ฐ า น ท า ง ส ั ง ค ม ( normative) ด ั ง น ั ้ น แ ล้ ว จะเห็นได้ว่า ลักษณะแนวคิดของกรอบวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นกา รบูรณาการองค์ความรู้ ด้านมานุษยวิทยา สังคมวิทยา และจิตวิทยาเข้าไว้ด้วยกัน และจากลักษณะพฤติกรรมที่ปรากฏ ในทางกายภาพ สามารถจาแนกออกเป็น 3 แกนหลัก ได้แก่ The Parochial-Subject; The Subject- Participant; The Participant Political Culture ผ่านพฤตกิ รรมความสนใจการเมืองของประชาชน โดยลาดบั จากน้อยไปมาก; เชงิ ลบไปเชงิ บวก 1. The Parochial-Subject Culture หากแยกคาศัพท์ออกมาจะเห็นว่ามี Parochial ที่แปลว่า ผู้ปกครอง และ Subject คือ อัตต- การนิยามตัวตน; ลักษณะของวัฒนธรรมฯ ประเภทนี้จึงมุ่งความสาคัญ ที่บทบาทของผู้ปกครองเป็นสาคัญ และรวมศูนย์อานาจการปกครองอยู่ที่ส่วนกลางประชาชนจึงไม่มีพื้นที่ ในบริบทการเมืองลักษณะนี้ ซึ่ง Almond และ Verba ระบุว่าภายใต้บริบทเช่นนี้ ประชาชนเป็นผู้ไม่สนใจ ไม่ตื่นรู้ทางการเมือง ขาดความรู้เกี่ยวกับประเทศชาติ ไม่มีความเห็นเกี่ยวกับรัฐ ขาดความรู้และทัศนะคติ ต่อนโยบายสาธารณะ หรือหากนากรอบการนิยามความเป็นประชาชนที่ได้กล่าวไปในหัวข้อแรก จะพบว่า 1 Alomond and Verba, The Civic Culture Political Attitude and Democracy in Five Nations, (Princeton University, 1963).
6 ประชาชนน้ีมลี ักษณะของความเป็นราษฎรสูงมาก ลกั ษณะวัฒนธรรมฯ ประเภทนี้จะปรากฏอยใู่ นสมัยรัฐจารีต และหากพิจารณาผ่านบริบทและเงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบันจะพบว่ามีความเป็นนิเสธสูงมาก เนอื่ งจากประชาชนไม่เพียงแต่ไม่ได้เขา้ มสี ่วนรว่ มเท่าน้นั แต่ยงั ปฏเิ สธที่จะเข้ามสี ่วนรว่ มดว้ ยเชน่ กนั 2. The Subject-Participant Culture เป็นการนิยามลักษณะวัฒนธรรมที่อยู่ก้ากึ่งระหวา่ งแบบแรก และแบบที่สาม กล่าวคือ ประชชาชนส่วนใหญ่ในบริบทการเมืองลักษณะนี้ ได้รับรู้รับทราบชุดของความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ที่กระตุ้นความตื่นตัวของการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นกว่าแบบแรก อย่างไรก็ดี ลักษณะพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในเชิงรุกน้ันยังไม่ปรากฏอย่างแพร่หลาย เนื่องจาก แม้ว่าประชาชนจะเป็นผู้ที่ ตระหนกั ถึงผลประโยชน์ทางการเมือง แตจ่ ากัดเฉพาะขอบเขตทจี่ ะกระทบถึงตนเทา่ นั้น ซ่งึ Almond และ Verba นาเสนอว่า เป็นพัฒนาการจากวัฒนธรรมรูปแบบแรกและเป็นฐานที่จะพัฒนาต่อไปถึงวัฒนธรรมการเมือง แบบผูส้ นใจได้ 3. The Participant Political Culture เป็นลักษณะวัฒนธรรมการเมืองแบบผู้สนใจ กล่าวคือ ประชาชนในสังคม มีแนวโน้มที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งโครงสร้างและกระบวนการของระบบการเมือง และการบริหารจัดการอย่างชัดเจน มีแนวโน้มที่จะสวมบทบาทการเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก บริบทวัฒนธรรมลักษณะนี้ ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจในแนวนโยบาย และการปฏิบัติงานของนักการเมือง รวมถึงการตระหนักถึงสิทธิและเสรีภาพในฐานะประชาชนของรัฐ ซึ่งเป็น ลักษณะการนิยามวัฒนธรรมการเมืองที่ปรากฎนัยเชิงบวกมากที่สุด อย่างไรก็ตาม วัฒนธรรมลักษณะน้ี หากมีมากจนเกินไปก็อาจกลับกลายเป็นอุปสรรคในการดาเนินกิจกรรมทางการเมือง ได้ในทัศนะของผู้ศึกษา ดังเห็นได้จากสิ่งเหล่านี้กลายมาเป็นฐานในการก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองจากฝ่ายของกองทัพ ท่ีทา้ ยท่ีสดุ แลว้ นามาซ่ึงการออกจากกระบวนการความเปน็ ประชาธิปไตยในการเมืองไทยอยู่เสมอ ๆ จำกประชำธิปไตยผลบิ ำน 2516 ถงึ เจตนำรมณ์ประชำชน 2540: รัฐธรรมนูญแหง่ รำชอำณำจักรไทยกับกำรประกันสิทธเิ สรภี ำพบุคคลทำงกำรเมือง “ทุกรัฐประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่ทุกรัฐธรรมนูญจะเป็นประชาธิปไตย” ประโยคข้างต้น ผู้ศึกษาเขียนล้อตามตรรกะของ Socrates ที่ปรากฏในบทสนทนายูไทโฟร (Euthyphro)1 แสดงให้เห็นนัย ของความเชื่อมโยงกันระหว่างประชาธิปไตยกับรัฐธรรมนูญ เมื่อมีประชาธิปไตยก็มีรัฐธรรมนูญ; เม่ือมรี ัฐธรรมนูญกม็ ีประชาธิปไตย; หากแตส่ องส่งิ นี้มไิ ดย้ ึดโยงกนั อย่างเหนยี วแนน่ เสมอไปและรัฐธรรมนูญเอง กม็ กี รอบท่กี วา้ งกวา่ ประชาธปิ ไตย จึงไม่ใชท่ กุ คร้ังไปท่ีการมรี ฐั ธรรมนญู จะสะท้อนภาพความเปน็ ประชาธิปไตย ให้เกิดขึ้นภายในรัฐที่ยึดถืออุดมการณ์เสรีได้ ดังเช่นที่ปรากฏในบริบทการเมืองและการปกครองของไทย 1 เปลโต้, โสกราตีส, พมิ พ์ครงั้ ท่ี 9, (กรุงเทพฯ: สยามปรทิ ัศน,์ 2561), 37.
7 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาร่วมแปดย่างเก้าทศวรรษนี้ อนึ่ง สิ่งซึ่งผู้ศึกษาเห็นว่ามีความ “น่าฉงนสนเท่ห์” คือ รัฐธรรมนูญฯ ของไทยแสดงตนอยู่ในร่องรอยของความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดแจ้งจากการจัดวาง “ประชาชน” ให้อยู่ในฐานะเจ้าของอานาจอธิปไตย หากแต่บทบัญญัติภายในบางฉบับกลับมิได้ประกัน หรือรับรองสิทธิทางการเมืองใด ๆ แก่ประชาชนในฐานะเจ้าของอานาจอธิปไตย ซึ่งส่วนใหญ่จะปรากฏ อยู่ใน “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร” มฐี านะเป็นกฎหมายสูงสดุ เช่นเดยี วกันกบั รัฐธรรมนูญ แตม่ าจาก คณะผู้ก่อการรัฐประหาร; ปฏิวัติ; ปฏิรูป2 โดยธรรมนูญลักษณะนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกจากคณะปฏิวัติ โดยจอมพลสฤษฏ์ิ ธนะรัชต์ ซ่ึงถือไดว้ ่าเป็นต้นแบบของการรัฐประหารในการเมืองไทยในครง้ั ต่อ ๆ มา ภายใต้ขอบเขตด้านเวลาในการศึกษา คือ ภายหลังเหตุการณ์ขบวนการนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาคม 2516 ถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ปรากฏตลอดห้วงเวลาน้ี มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ และธรรมนูญฯ รวมทั้งสิ้น 7 ฉบับ ซึ่งสามารถสรุปสาระสาคัญของแต่ละฉบับ ทเ่ี กย่ี วข้องกบั การให้พืน้ ทท่ี างการเมืองแก่ประชาชน ไดด้ ังนี้3 รัฐธรรมนญู แห่งรำชอำณำจักรไทย พทุ ธศักรำช 2517 รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยได้บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ว่าอานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย; และในส่วนของสิทธิเสรีภาพของชนชาวไทยมาตรา 27 รับรองว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน; มาตรา 29 บัญญัติให้บุคคลมีสิทธิทางการเมือง ผ่านการใช้สิทธิเลือกตั้ง สิทธิสมัครรับเลือกต้ัง และสิทธิออกเสียงแสดงประชามติ; มาตรา 40บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์ และการโฆษณา การจากัดเสรีภาพข้างต้นนี้จะทาได้ก็ต่อเมื่ออาศัยอานาจกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษา ความมั่นคงของรัฐหรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นเท่านั้น; มาตรา 43 บุคคลย่อมมีเสรีภาพ ในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ; มาตรา 44 วรรค 1 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกัน เปน็ สมาคม สหภาพ สหพนั ธ์ สหกรณ์หรือหมคู่ ณะอื่น; มาตรา 45 บุคคลย่อมมเี สรีภาพในการรวมกัน เปน็ พรรคการเมอื ง เพอ่ื ดาเนินกิจกรรมในทางการเมืองตามวถิ ีทางการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย 2 โดยพฤติการณ์แล้วถือเป็นการก่อรัฐประหารทั้งสิ้น เพียงแต่การใช้คาว่า คณะปฏิวัติ จะให้ความหมายในแง่ ความขลึงขลัง เกรงขาม; ปฏิวัติ = อภิวัฒน์ มาจาก อภิ คือความยิ่งใหญ่ และ วัฒนะ-พัฒนะ คือการเปลี่ยนแปลง อย่างมเี ปา้ หมายให้ดขี ้นึ จากสภาวะทีเ่ ป็นอยู่ 3 วิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ สุขุม นวลสกุล และ วิทยา จิตนุพงศ์, การเมืองและการปกครองไทย, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัย รามคาแหง, 2558), 94-101; สุรพันธ์ ทับสุวรรณ์ และ ปุณณดา อิงคุลานนท์, หลักรัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมือง, พมิ พค์ ร้งั ที่ 6 (กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, 2562), 69-90.
8 ฉบับนี้กาหนดให้รัฐสภาเป็นสภาคู่ โดยที่สมาชิกวุฒิสภามาจากพระมหากษัตริย์ทรงเลือก และแต่งตั้ง; สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มาโดยการเลือกตั้ง และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ดารงตาแหนง่ ประธานรฐั สภา ส่วนประธานวุฒิสภาดารงตาแหน่งรองประธานรฐั สภา รฐั ธรรมนูญแหง่ รำชอำณำจกั รไทย พทุ ธศกั รำช 2519 รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการรัฐประหาร แต่ไม่ได้ใช้คาว่าธรรมนูญการปกครองเช่นเดียวกบั ธรรมนูญฯ จากการรัฐประหารในครั้งอื่น ๆ โดยรัฐธรรมนูญฯ ฉบับนี้มีทั้งหมด 29 มาตรา แม้จะ บญั ญัติไวว้ ่าอานาจอธิปไตยมาจากประชาชน (ฉบับ พ.ศ. 2517 ระบุวา่ “เปน็ ของ”) แตไ่ ม่มีมาตราใด ท่กี ลา่ วถึงการใหส้ ทิ ธเิ สรีภาพประชาชนในการมสี ว่ นร่วมหรอื แสดงออกทางการเมือง ในส่วนของอานาจนิติบัญญัติ ซึ่งโดยปกติวิสัยควรเป็นหน้าที่ของผู้แทนจากประชาชนน้ัน ได้กาหนดให้มีสภาปฏิรูปเข้ามาทาหน้าที่แทน ซึ่งสมาชิกนั้นได้มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตรยิ ์ สภาประเภทนี้เรียกได้ว่าเป็นสภาแต่งตั้งหลังการรัฐประหาร เพื่อเป็นเครื่องมือกระชับ จั ดสรร และสร้างเสถียรภาพทางอานาจของคณะผู้ก่อการในห้วงสั้น ๆ เพื่อเป็นฐานสาคัญในความพยายาม สืบทอดอานาจตอ่ ไปในอนาคต4 ธรรมนูญกำรปกครองรำชอำณำจักร พุทธศกั รำช 2520 ธรรมนูญการปกครองฯ ฉบับนี้มาจากการรัฐประหารซ้าจากปี พ.ศ. 2519 ดังนั้นแล้ว จงึ ยงั คงไมม่ ีสว่ นท่บี ัญญัติให้พื้นท่ีทางการเมืองแก่ประชาชนเช่นเดยี วกับฉบับก่อนหน้า มากไปกว่านั้น การใช้อานาจนิติบัญญัติ ได้บัญญัติให้อานาจแก่สภานิติบัญญัติ ซึ่งมาจากการคัดเลือกและเสนอช่ือ ให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งโดยประธานสภานโยบายแห่งชาติ ซึ่งดารงตาแหน่งโดยหัวหน้า คณะปฏวิ ัติ กล่าวไดว้ ่า หวั หนา้ คณะปฏิวัติคร้งั นม้ี ีอานาจมาก ทัง้ ดารงตาแหน่งประธานสภานโยบายฯ ข้างต้น ให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งมีอานาจแต่งตั้งและถอดถอน นายกรัฐมนตรไี ด้เช่นเดยี วกนั ภายใต้ธรรมนูญฉบบั น้จี งึ จะเหน็ วา่ พน้ื ทที่ างการเมอื งยงั ไม่ได้ถกู กระจาย ออกสู่ภาคประชาชนแต่อย่างใด แม้ว่าเจตนารมณ์ของการประกาศใช้ธรรมนูญฉบับนี้จะกล่าวถึง ความชอบธรรมโดยวาทกรรมเพื่อประชาชนอยู่บางส่วน คือ การเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม ความสามัคคภี ายในชาติ ความสงบสุขของประชาชน รัฐธรรมนญู แห่งรำชอำณำจักรไทย พทุ ธศกั รำช 2521 เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นอันยกเลิกธรรมนูญการปกครองฯ ฉบับก่อนหน้าไป การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อมุ่งหมายให้เกิดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ 4 ณรงค์ศกั ด์ิ เนยี มสอน, ระบอบเผด็จการอยรู่ อดได้อยา่ งไร: บทบาทของสภานิตบิ ัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557-2562, CMU Journal of Law and Social Sciences, 2(กรกฎาคม - ธันวาคม 2563): 64-86
9 เป็นประมุข เชิดชูคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เพื่อให้เกิดความเจริญและผาสุกภายในรัฐ โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับน้ียังคงบัญญัติในมาตรา 3 ว่าอานาจอธิปไตยนัน้ มาจากประชาชน; ในส่วนของ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนบัญญัติไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยคลาสสิคทั่วไป คือ มาตรา 23 บุคคลย่อมมีเสมอกนั ในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย; มาตรา 34 บุคคล ย่อมมีเสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์ และการโฆษณา การจะจากัดสิทธินี้กระทามิได้ยกเว้น เมื่ออาศัยอานาจกฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ สิทธิเสรีภาพบุคคลอื่น ความสงบเรียบร้อย; มาตรา 36 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ; มาตรา 37 บุคคลย่อมมี เสรีภาพในการรวมกนั เป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ หรือหมู่คณะอื่น; มาตรา 38 บุคคลย่อม มีเสรีภาพในการรวมกันเป็นพรรคการเมืองเพื่อดาเนินกิจการทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย ; บุคคลมสี ทิ ธทิ างการเมืองภายใตก้ รอบของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยฉบับอื่น ๆ คือการกาหนด ให้ประธานวุฒิสภาดารงตาแหน่งประธานรัฐสภา และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรดารงตาแหน่ง รองประธานรัฐสภา ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภานั้นได้มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรน้ันได้มาโดยการเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นที่น่าสังเกต คือ แม้ว่าเนื้อหา ในหลายมาตราจะให้สิทธิ เสรีภาพทั้งส่วนตัวและพื้นที่ทางการเมืองเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญทั่วไป แต่การกาหนดใหป้ ระธานวุฒสิ ภา ซงึ่ มไิ ดม้ าจากการเลือกของประชาชนดารงตาแหน่งประธานรัฐสภา นั้น สะท้อนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ให้ความสาคัญต่อการใช้อานาจของประชาชนผ่านผู้แทน อย่างที่ควรจะเป็น อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2532 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯ ให้ประธานสภา-ผ้แู ทนราษฎรเป็นประธานรฐั สภา และให้ประธานวฒุ ิสภาเปน็ รองประธานรฐั สภา ธรรมนูญกำรปกครองรำชอำณำจกั ร พุทธศกั รำช 2534 เป็นการยกเลิกการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2521; เจตนารมณ์การประกาศใช้ ธรรมนูญการปกครองฯ ฉบับนี้เพื่อประวิงเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฯ โดยให้อ านาจน้ี แ ก ่ ส ภ า น ิ ต ิ บ ั ญ ญ ั ต ิ ซ ึ ่ ง เ ป ็ น ค ณ ะ บ ุ ค ค ล ท ี ่ ป ร ะ ธ า น ส ภ า ร ั ก ษ า ค ว า ม ส ง บ เ ร ี ย บ ร ้ อ ย แ ห ่ ง ช า ติ เลือกและทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง; ในส่วนของสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นมีได้ภายใต้กฎหมาย แต่เสรีภาพทางการเมืองนั้นไม่ปรากฏการให้พื้นที่ดังกล่าวในธรรมนญู ฯ ฉบับนี้ เช่นเดียวกับที่เป็นมา ในธรรมนูญฯ ทุกฉบบั ก่อนหน้าน้ี รฐั ธรรมนญู กำรปกครองรำชอำณำจกั รไทย พุทธศกั รำช 2534 รัฐธรรมนูญฯ ฉบับนี้มีเนื้อหาและการให้สิทธิเสรีภาพในทางการเมืองแก่ประชาชน เช่นเดียวกับฉบับ พ.ศ. 2521 และอื่น ๆ ; มาตรา 25 บุคคลย่อมมีเสมอกันในกฎหมายและได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมาย; มาตรา 37 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการพูด การเขียน การพิมพ์
10 และการโฆษณา การจะจากดั สิทธิน้ีกระทามิได้ยกเว้นเมื่ออาศัยอานาจกฎหมายเพ่ือรักษาความม่ันคง ของรฐั สิทธเิ สรีภาพบุคคลอ่นื และความสงบเรียบร้อย; มาตรา 39 บุคคลย่อมมีเสรภี าพในการชุมนุม โดยสงบและปราศจากอาวุธ; มาตรา 40 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ หรือหมู่คณะอื่น; มาตรา 41 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นพรรคการเมือง เพื่อด าเนินกิจการทางการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย; บุคคลมีสิทธิทางการเมืองภายใต้ กรอบของกฎหมาย สมาชิกรัฐสภา กาหนดหนดให้ประธานวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ เป็นประธานรัฐสภา และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งดารงตาแหน่งรองประธาน รัฐสภา ขอ้ สงั เกตต่อรัฐธรรมนญู ฯ ฉบบั น้ี จึงมีเช่นเดียวกบั ฉบบั พ.ศ. 2521 อย่างไรก็ดี ในปี พ.ศ. 2539 ปรากฏมีการแก้ไขเพิ่มเติมถึงประเด็นการจัดทารัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ (ฉบับ พ.ศ. 2540) โดยมาตรา 211 ตรี ได้กาหนดคุณสมบัติบุคคลผูม้ ีสิทธิสมัครรบั เลือกต้ัง เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ดีถึงการมีพื้นที่และมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชนในประเทศไทย –รัฐประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข ผลจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯ ฉบับ พ.ศ. 2534 สู่ความสาเร็จในการร่างรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2540 นับได้ว่าพื้นที่ของการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของ “ประชาชน” นั้นชัดเจนขึ้นตามลาดับ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนี้ มีส่วนที่บัญญัติการให้สิทธิเสรีภาพของประชาชนเช่นเดียวกับ รัฐธรรมนูญฯ ทั่วไป แต่สัญญะที่สาคัญในความชัดเจนของ “ประชาชน” ปรากฎที่หมวดรัฐสภา; มีการยกเอา ส่วนสภาผู้แทนราษฎรขึ้นมาก่อนวุฒิสภา ทั้งสมาชิกวุฒิสภาล้วนได้มาโดยการเลือกตั้ง ซึ่งแตกต่าง จากรัฐธรรมนูญฯ ทุกฉบับที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ โดยมีข้อบัญญัติที่โดดเด่นและไม่เคยปรากฏมาก่อน ในฉบับใด ดังน้ี มำตรำ 26 การใช้อานาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สทิ ธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัตแิ หง่ รัฐธรรมนูญนี้ มำตรำ 27 สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยคาวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครอง และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่น ๆ ของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมายทั้งปวง มำตรำ 28 บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิด สทิ ธแิ ละเสรภี าพของบคุ คลอนื่ ไมเ่ ปน็ ปฏิปักษต์ อ่ รฐั ธรรมนญู หรอื ไม่ขัดตอ่ ศลี ธรรมอนั ดขี องประชาชน บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติ แหง่ รฐั ธรรมนูญนีเ้ พ่อื ใช้สทิ ธทิ างศาลหรือยกข้นึ เปน็ ข้อตอ่ สคู้ ดใี นศาลได้
11 มำตรำ 58 บคุ คลยอ่ มมสี ิทธิไดร้ ับทราบข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะกระทบต่อความมั่นคง ของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้เสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญตั ิ มำตรำ 59 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คาชี้แจง และเหตุผล จากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวสิ าหกจิ หรือราชการสว่ นทอ้ งถ่ิน ก่อนการอนญุ าตหรอื การดาเนินโรงการหรือกิจกรรมใดท่ีอาจมีผลกระทบ ต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัน คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสาคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชน ท้องถิ่น มีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนทก่ี ฎหมายบญั ญัติ ทั้งนี้ การพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ทางการเมืองของประชาชน ในข้างต้นนั้น จาเป็นต้องพิจารณาภายใต้หลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ร่วมกับกติการะหวา่ งประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธทิ างการเมือง เนื่องจากประเทศไทยในฐานะรัฐภาคี ที่จาเปน็ ต้องรบั หลกั การเขา้ มาปฏิบัติเพื่อใหเ้ ป็นไปตามข้อบัญญัติข้างต้น ทั้งจะเป็นเคร่ืองชี้วดั ได้ในระดับหนึ่ง ว่ารัฐธรรมนูญฯ และธรรมนูญฯ ของประเทศไทยที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้นมีความเป็นประชาธิปไตย และให้ความส าคัญต่อพื้นที่ทางการเมืองของประชาชนต ามหลักการของสากลที่นานาประเทศ ยอมรบั ยดึ ถือปฏบิ ัติหรือไม่ โดยหลักขา้ งตน้ ที่ผ้ศู กึ ษานามาพิจารณา ได้แก่ ปฏญิ ญำสำกลว่ำด้วยสิทธมิ นษุ ยชน5 ข้อ 2 ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพทั้งปวงตามทีก่ าหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดยปราศจากการแบ่งแยก ไม่ว่าชนิดใด อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น พื้นเพทางเชื้อชาติ หรือสังคม ทรัพย์สิน การเกิดหรือสถานะอื่น นอกเหนือจากนี้ จะไม่มีการแบ่งแยกใดบนพื้นฐานของสถานะ ทางการเมืองทางกฎหมาย หรือทางการระหวา้ งประเทศของประเทศ หรอื ดนิ แดนท่บี คุ คลสงั กดั ไม่ว่าดินแดนน้ี จะเปน็ อกราช อย่ใู นความพทิ กั ษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรอื อยภู่ ายใต้การจากดั อธิปไตยอื่นใด ข้อ19 ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก ทั้งนี้ สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพ ที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซงและที่จะแสวงหา รับ และส่งข้อมูลข่าวสารและข้อคิดเห็น ผา่ นสื่อใด และโดยไมค่ านงึ ถงึ พรมแดน ขอ้ 20 (1) ทกุ คนมีสทิ ธิในอิสรภาพแห่งการชุมนมุ และการสมาคมโดยสนั ติ (2) บุคคลไมอ่ าจถกู บังคบั ใหส้ งั กัดสมาคมหนง่ึ ได้ 5 กรมองคก์ ารระหวา่ งประเทศ กระทรวงการตา่ งประเทศ, ปฏญิ ญาสากลว่าด้วยสิทธมิ นษุ ยชน, (ม.ป.ท., 2551), 18-31.
12 ขอ้ 21 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศตนโดยตรง หรือผ่านผู้แทนซึ่งได้รับ เลือกตง้ั โดยอิสระ (2) ทุกคนมีสิทธิทจ่ี ะเข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศตนโดยเสมอภาค (3) เจตจานนงของประชาชนจะต้องเป็นพื้นฐานแห่งอานาจการปกครอง ทั้งนี้ เจตจานงนี้ จะต้องแสดงออกทางการเลือกตั้งตามกาหนดเวลาและอย่างแท้จริง ซึ่งต้องเป็นการออกเสียงอย่างทั่วถึง และเสมอภาค และตอ้ งเป็นการลงคะแนนลบั หรอื วิธกี ารลงคะแนนโดยอสิ ระในทานองเดียวกัน กติกำระหวำ่ งประเทศว่ำดว้ ยสทิ ธพิ ลเมอื งและสิทธทิ ำงกำรเมือง6 ภำค 1 ข้อ 1 1. ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกาหนดเจตจานงของตนเอง โดยอาศัยสิทธินั้น ประชาชน จะกาหนดสถานะทางการเมืองของตนอย่างเสรี รวมทั้งดาเนินการอย่างเสรีในการพัฒนาเศรษฐกิจ สงั คม และวฒั นธรรมของตน ภำค 2 ข้อ 2 1. รัฐภาคีแต่ละรัฐแห่งกติกานี้รับที่จะเคารพและประกันแก่ปัจเจกบุคคลทั้งปวง ภ า ย ใ น ด ิ น แ ด น ของ ต น แ ล ะภ า ย ใ ต ้ เ ขต อ า น า จ ข อง ต น ใ น ส ิ ท ธ ิ ท ั ้ ง ห ล า ย ท ี ่ ร ั บ ร อง ไว ้ ใ น กต ิ ก า นี้ โดยปราศจากการแบ่งแยกใด ๆ อาทิ เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง หรือความคดิ เห็นอ่ืนใดเผา่ พันธุ์แหง่ ชาติหรือสงั คม ทรพั ยส์ ิน กาเนิด หรือสถานะอ่นื ๆ 3. รัฐภาคีแตล่ ะรัฐแห่งกติกาน้ีรบั ทจ่ี ะ ก. ประกันว่า บุคคลใดที่มีสิทธิหรือเสรีภาพของตนซึ่งรับรองไว้ในกติกานี้ จะถูกละเมิดต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผลจริงจัง โดยไม่ต้องคานึงว่าการละเมิดนั้น จะถกู กระทาโดยบคุ คลผูป้ ฏิบัติตามหน้าที่ ข. ประกันว่า บุคคลใดที่เรียกร้องการเยียวยาดังกล่าวย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการ พิจารณาจากฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายนิติบัญญัติที่มีอานาจหรือจากหน่วยงานอ่ืน 6 คณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแห่งชาติ, หลักกฎหมายระหวา่ งประเทศท่วั ไปเก่ยี วกับสนธสิ ัญญาด้านสทิ ธมิ นุษยชน กตกิ ารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธพิ ลเมอื งและสิทธิทางการเมอื ง, (กรงุ เทพฯ: สานักงานคณะกรรมการสทิ ธมิ นษุ ยชนแหง่ ชาต,ิ ม.ป.ป.), 15-93.
13 ที่มีอานาจตามที่กาหนดไว้ โดยระบบกฎหมายของรัฐ และจะพัฒนาหาทางการเยียวยา ดว้ ยกระบวนการยตุ ิธรรมทางศาล ค. ประกันว่า เจา้ หนา้ ทผ่ี ู้มีอานาจตอ้ งบังคับการให้การเยยี วยานนั้ เปน็ ผล ข้อ 3 รัฐภาคีแห่งกติกานี้รับที่จะประกันสิทธิอันเท่าเทียมกันของบุรุษและสตรีในการที่จะอุปโภค สทิ ธพิ ลเมอื งและสทิ ธิทางการเมืองทัง้ ปวงดังที่ได้ระบไุ ว้ในกตกิ าน้ี ภำค 3 ขอ้ 19 1. บุคคลทกุ คนยอ่ มมีสทิ ธทิ ่จี ะมคี วามคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง 2. บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพแห่งการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะแสวงหา รับและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท โดยไม่คานึงถึงพรมแดน ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยวาจา เปน็ ลายลักษณอ์ ักษรหรอื การตีพิมพ์ในรปู ของศิลปะ หรือโดยอาศัยสอ่ื ประการอนื่ ตามท่ตี นเลอื ก ขอ้ 21 สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจากัดการใช้สิทธินี้จะกระทามิได้ นอกจากจะกาหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จาเป็นสาหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์ แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรม ของประชาชนหรือการคุ้มครองสิทธิและเสรภี าพของบคุ คลอน่ื ขอ้ 25 พลเมืองทุกคนย่อมมีสิทธิและโอกาส โดยปราศจากความแตกต่างดังกล่าวไว้ในข้อ 2 และโดยปราศจากข้อจากดั อันไมส่ มควร (ก) ในการทจ่ี ะเขา้ ไปมีส่วนร่วมในการบรหิ ารรัฐกิจโดยตรง หรือผา่ นทางผู้แทนซ่ึงได้รับเลือก มาอยา่ งเสรี (ข) ในการที่จะออกเสียงหรือได้รับการเลือกตั้งในการเลือกตั้งอันแท้จริงตามวาระ ซึ่งมีการออกเสียงโดยทั่วไปและเสมอภาค และโดยการลงคะแนนลับเพื่อประกันการแสดงเจตนา- โดยเสรีของผู้เลือก (ค) ในการที่จะเข้าถึงบริการสาธารณะในประเทศของตน ตามหลักเกณฑ์ทั่วไป แหง่ ความเสมอภาค
14 โดยสามารถนารัฐธรรมนูญฯ ธรรมนูญฯ ของไทยในขอบเขตเวลาการศึกษามาวิเคราะห์ร่วมกับ หลักปฏิญญาสากลฯ และกติการะหว่างประเทศในข้างต้นได้ดังตารางที่ 1 ทั้งนี้ จากรายละเอียดของตาราง ผู้ศึกษาได้มีการนาข้อบัญญัติอื่นในรัฐธรรมนูญ ได้แก่ การรับรองว่าอานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจากผู้ศึกษาเล็งเห็นว่ารัฐสภาในฐานะ ของการเป็นสถาบันที่รวมผู้แทนของประชาชนเพื่อเข้าไปใช้อานาจทางการเมืองนั้น พึงได้มาจากการเลือกต้ัง โดยประชาชนซ่ึงเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตยทรี่ ัฐธรรมนูญได้บญั ญัตริ บั รองไว้
ตำรำงท่ี 1 : วเิ ครำะห์ ปฏิญญำสำกลฯ และกติกำระหวำ่ งประเทศ ฯ รฐั ธรรมนญู ฯ / ธรรมนูญฯ ในกำรรับรองและประกัน สิทธิเรีภำพโดยปรำศจำกกำรแ ่บงแยก: พืน้ ท่ขี องประชำชนในทำง กาหนดสถานะทางการเ ืมอง; ความคิดเ ็หนทางการเ ืมอง กำรเมอื งไทย สิทธิเสรีภำพในกำรแสดงออก โดยปราศจากการแทรกแซง รฐั ธรรมนญู ฯ / ธรรมนูญฯ สิทธิเสรีภำพในกำรชุมนุมและสมำคมโดยสันติ ไ ้ดรับการ ัรบรอง จะจา ักดไ ้ดเฉพาะเ ืม่อ ีม ้ขอกาหนด ีม ่สวนร่วมกำรปกครองประเทศ ่ผำน ู้ผแทนทน (เลือก ้ัตง) รัฐธรรมนญู พ.ศ. 2517 27 40 43;44;45 29 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 สทิ ธิทางกาย ไม่ปรากฎ ไมป่ รากฎ โดยสภา ธรรมนญู พ.ศ. 2520 ไม่ปรากฎ ไมป่ รากฎ ไมป่ รากฎ โดยสภา รฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2521 36;37;38 สิทธิการเ ธรรมนูญ พ.ศ. 2534 23 34 ไม่ปรากฎ โดยสภา รฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2534 ไมป่ รากฎ ไมป่ รากฎ 30;40;41 สทิ ธกิ ารเ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 44;45;46 58;59;60 25 37 26;27;28;30 39
15 ฯ ข้อบัญญตั ิอ่นื หมายเหตุ* ในรฐั ธรรมนญู เลข : มาตราทีป่ รากฏในรฐั ธรรมนูญฯ / ธรรมนูญฯ แตล่ ะฉบับ สภา ปร. : สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ใชอ้ านาจนิติบญั ญตั ิ สภานติ ิฯ : สภานติ ิบัญญตั ิ ใชอ้ านาจนติ บิ ัญญตั ิ ุบคคล ีมสิท ิธ์ท้ังการเลือก ้ตัง และไ ้ด ัรบการเลือกตั้ง : ปรากฏ การ ัรบรองอานาจอธิปไตยเ ็ปนของประชาชน : ปรากฏโดดเดน่ ไม่เคยปรากฏมากอ่ น การไ ้ดมา ึ่ซง สส. และ สว. (E: เลือก ้ัตง; R: แ ่ตง ั้ตง) : ไมป่ รากฎ 3 เจตนำรมณก์ ำรประกำศใชร้ ัฐธรรมนญู ฯ / ธรรมนญู ฯ า ปร. 3 นิตฯิ 2 E;R ประชาชนไดร้ บั การศึกษา; ต่นื ตวั ทางการเมอื งมากข้ึน เมอื ง 3 ปร. บคุ คลกลมุ่ หน่ึงบ่อนทาลายชาติ แต่ประชาชนเช่อื ม่นั ระบอบประชาธปิ ไตยฯ นติ ฯิ 2 นิตฯิ เรง่ ฟ้ืนฟเู ศรษฐกจิ สังคม ความสามัคคขี องคนในชาติ ความสงบสุขประชาชน เมอื ง 3 E;R มุง่ หมายระบอบประชาธปิ ไตยฯ เชิดชู คุ้มครองสิทธเิ สรภี าพของประชาชน 0;61 3 นติ ิฯ รฐั ธรรมนูญเดิมไม่เหมาะสม; การปกครองไม่ราบรน่ื E;R เพ่ือให้เหมาะสมกับสภาวการณข์ องบ้านเมอื ง E;E มุ่งสง่ เสรมิ สทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน เป็นฐานในการปฏิรปู การเมือง
16 จากตารางที่ 1 ปรากฏชัดเจนว่า ระหว่างห้วงปี พ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2540 ประเทศไทยมีการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ และธรรมนูญฯ รวมทั้งสิ้น 7 ฉบับ แต่ที่มีข้อบัญญัติถึงการรับรองและประกัน สิทธิเสรภี าพทางการเมืองของประชาชนตามหลักสากลน้ัน ปรากฏอยู่ 4 ฉบับ ซ่ึงเป็นรฐั ธรรมนญู ฯ ท้ัง 4 ฉบับ ต่างล้วนแล้วแต่มีเจตนารมณ์เพื่อธ ารงรักษาและสืบต่อระบ อบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเปน็ ประมุข แตอ่ ยา่ งไรก็ตาม หากพิจารณาลึกลงไปถึงมิติด้านการได้มาซึ่งสมาชิกรัฐสภา อันประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จะพบว่า ทุกฉบับยกเว้นรัฐธรรมนูญฯ ฉบับ พ.ศ. 2540 จะกาหนดกลไก ของการไดม้ าซ่ึงสมาชิกวฒุ ิสภาจากการแตง่ ตั้งโดยพระมหากษัตรยิ ์ การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภานี้สะท้อนความพยายามในการสร้างสมดุลทางอานาจของรัฐบาล ภายหลังการรัฐประหารได้อย่างชัดเจน18 กล่าวคือ ภายหลังการรัฐประหารจะมีการแต่งตั้งรัฐบาลชุดหนึ่ง เข้ามาใช้อานาจบริหาร และคณะบุคคลเหล่านั้นจะแปรสภาพไปเป็นสภาหนึ่ง ๆ เช่น สภานโยบายแห่งชาติ หรือสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ เป็นต้น และมีกลไกในการเข้าแทรกแซงการทางานของรัฐบาล อยเู่ สมอ ดงั นั้นแล้ว การแต่งตัง้ สมาชกิ วฒุ สิ ภาเข้าไปจงึ มักถูกมองวา่ เป็นเคร่ืองมือของรฐั บาลในการสรา้ งสมดุล ทางอานาจกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน ซึ่งนัยหนึ่งสะท้อนภาพ โดยกลาย ๆ ว่า รัฐสภาไทยซึ่งเป็นสถาบันทางการเมืองที่ใช้อานาจสาขานิติบัญญัติเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุล การทางานของฝ่ายบริหารนั้น มไิ ด้เป็นสถาบันท่ีเป็นผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง19 เพราะสมาชิกท้ังหมด ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองการทางาน ของสภาผแู้ ทนราษฎร หรือกล่าวไดว้ ่า ประชาชนได้มีพืน้ ทสี่ าหรับการมีส่วนร่วมข้ันมูลฐานในทางการเมืองไทย ทั้งในทางนิตินัยและพฤตินัยตามรัฐธรรมนูญกาหนดจริง หากแต่พื้นที่นั้นเปน็ คนละประเด็นกันกับเมื่อไดเ้ ลอื ก สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎรเข้าไปเป็นผู้แทนในการใช้อานาจนน้ั ส่วนธรรมนูญอื่น ๆ ที่มิได้มีข้อบัญญัติรับรองการให้พื้นที่ทางการเมืองแก่ประชาชนตามหลัก ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง นั้น ผู้ศึกษาจึงสรุปว่า ภายในห้วงเวลาของการบังคับใช้ธรรมนูญฯ แต่ละฉบับนั้นมิได้เปิดพื้นที่ทางการเมือง แก่ประชาชน โดยการสรุปเช่นนี้ปรากฎสอดคล้องกับแนวคิดการแบ่งยุคสมัยของพรรคการเมืองไทยในอดีต20 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการมีส่วนร่วมทางการเมืองภาคประชาชน ที่สามารถแบ่งได้ออกเป็น 5 สมัยไม่ต่อเนื่องกัน ดงั น้ี 18 วศิ ษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ และคณะ, รัฐศาสตรท์ ว่ั ไป, 94-101. 19 ณรงศักด์ิ เนียมสอน, ระบอบเผดจ็ การอยู่รอดได้อยา่ งไร: บทบาทของสภานติ ิบญั ญตั ิแห่งชาติ พ.ศ. 2557-2562, 64-86. 20 วศิ ษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ และคณะ, รัฐศาสตรท์ ั่วไป, 288-289.
17 สมัยที่ เริม่ ตน้ (ปี) สำเหตุ สิน้ สุด (ป)ี สำเหตุ 2494 การรัฐประหารและประกาศใช้ 1 2489 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ 2489 ธรรมนญู การปกครอง 2495 2501 การรฐั ประหารโดยคณะปฏิวตั ิ 2 2498 ประกาศใช้ พรบ.พรรคการเมอื ง 2514 การรัฐประหารโดย 3 2511 ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู ฯ 2511 จอมพลถนอม กติ ติขจร 2519 การรัฐประหารโดยคณะปฏริ ปู 4 2517 ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู ฯ 2517 - 5 2522 ประกาศใช้รฐั ธรรมนูญฯ 2521 - จากข้อมูลข้างต้นสามารถกล่าวได้ว่า เมื่อใดก็ตามที่การเมืองไทยอยู่ภายใต้ธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักร (รวมรัฐธรรมนูญฯ ฉบับ พ.ศ. 2519) ซึ่งมาจากคณะผู้ก่อการรัฐประหาร; ปฏิวัติ; ปฏิรูปนั้น พื้นที่ทางการเมืองของประชาชนจะถูกระงับไว้ชั่วคราว เพื่อประวิงเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฯ ผ่านการยกร่างและประกาศใช้เป็นที่เรียบร้อย พื้นที่ทางการเมืองของประชาชน ก็จะถูกเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง แต่กลไกการใช้อานาจภายในดังเช่นรัฐสภา ก็มิได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของประชาชนอย่างแท้จริง เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาไดม้ าจากการแต่งต้ัง ยกเว้นรัฐธรรมนญู ฯ พุทธศักราช 2540 ที่มีความชัดเจนในพื้นที่ของประชาชนในบริบทการเมืองไทยมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่เคยบังคับใช้มา ทหำร กำรเมืองไทย และภำคประชำชน : วำทกรรมรัฐประหำร “ถอยหลงั หน่ึงก้ำวเพื่อก้ำวไปขำ้ งหน้ำสบิ ก้ำว” เมื่อกล่าวถึงการเมืองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจะปรากฏตัวแสดงทางการเมืองที่สาคัญ ได้แก่ สถาบันทางการเมืองท้ังหลายอันเปน็ แบบแผนพฤติกรรมซึ่งเป็นโครงสร้างทางการเมืองของสังคมที่กาหนดขึ้น; ทั้งที่เป็นทางการในกฎหมายระหว่างประเทศหรือกฎหมายระดับประเทศ เช่น รัฐบาล รัฐสภา ฝ่ายตุลาการ; และท่ีไมเ่ ปน็ ทางการ เชน่ พรรคการเมอื ง กลมุ่ ผลประโยชน์ เปน็ ต้น1 ประเทศไทยในฐานะรัฐที่ยึดถืออุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยก็ปรากฏการใช้อานาจทางการเมือง (ทางปกติ) ผ่านสถาบันดังกล่าวข้างต้นเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเกิดสภาวการณ์ไม่ปกติซึ่งเป็นจุดปะทะ ของความขัดแย้งเช่น ความวุ่นวายทางการเมือง ความไม่สมดุลทางอานาจในกลุ่มผู้ปกครอง ความล้มเหลว ของรัฐบาลพลเรือน ความแตกแยกในหมู่ประชาชน เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นวาทกรรมที่บ่อนทาลายความสงบสุข ความมั่นคงของชาติและประชาชน เพื่อปลดเกียร์ว่างทางการเมืองให้ทหาร (บก) ในฐานะผู้พิทักษ์ป้องกัน รักษาประเทศ; เอกราช; ความมั่นคง; สถาบันสาคัญของชาติ เข้ามามีบทบาทแทรกแซงกลไกทางการเมือง 1 รจุ ริ า เตชางกรู และคณะ, เอกสารประกอบการสอน POL 2102 หลกั รัฐธรรมนญู และสถาบันทางการเมือง, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, 2562), 72.
18 ด้วยการรัฐประหารอยู่เสมอมา2 สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมายาคติที่สวมทับกับภาพลักษณ์ของกองทัพ สรา้ งความชอบธรรมในพฤตกิ ารณ์ดังกลา่ วและมผี ลใหป้ ระชาธิปไตยของไทยนัน้ ไม่มเี สถยี รภาพอยา่ งที่ควรเป็น รวมถึงการก่อรัฐประหารล้วนตามมาด้วยการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าและประกาศใช้ธรรมนูญฯ เพื่อประวิงเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาแต่งตั้งภายหลังการรัฐประหาร3 ซึ่งสิ่งนี้เองเป็นปัจจัย ของการกดทับ ลดทอนพื้นที่ของประชาชนในทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญฯ ฉบับก่อนหน้ารับรอง/ประกันไว้ บริบทของการเมืองไทยจึงมักปรากฏภาพความขัดแย้งนี้อยู่เสมอ ๆ โดยสามารถนากรอบวิพากษ์วิธีเชิงวัตถุ (Dialectic) ของ Karl Marx4 เข้ามาพิจารณาเพื่อที่จะสามารถสรุปบริบทการเมืองไทยได้อย่างชัดเจน มากยิ่งขึ้น ดงั แผนภาพที่ 1. รฐั ธรรมนูญAntithesis; Synthesis; จุดยุบ แหง่ รำชอำณำจกั รไทยุจดแ ้ยง ความ ัขดแ ้ยง สภาวะใหมท่ ี่เกิดขน้ึ Thesis; จดุ ยืน เหตุกำรณร์ ฐั ประหำร และ สภาวะทเี่ ปน็ อยู่ ธรรมนญู กำรปกครองรำชอำณำจกั ร สภำวะไมป่ กตทิ ำงกำรเมอื ง วำทกรรมควำมว่นุ วำย;ไม่เปน็ ธรรม แผนภาพท่ี 1: บรบิ ทการเมืองประชาธิปไตยไทยผา่ นกรอบ Dialectic 2 ศกั ดิภทั เชาวนล์ กั ษณส์ กุล และ ยุพา ปราชญากูล, รัฐประหารกบั การเมืองไทย, วารสารบริหารธุรกจิ และ สงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, 3(กันยายน - ธนั วาคม 2561): 17-34; ศรณั ย์ จริ ะพงษ์สุวรรณ, การรัฐประหารกบั “องค์อธิปัตย์” ในสงั คมการเมอื งไทย, วารสารศิลปศาสตร์, 2(กรกฎาคม - ธนั วาคม 2560): 306-328; สทุ ธินนั ท์ สวุ รรณวิจติ ร และ วรวทิ ย์ กลน่ิ สขุ , ทหารกบั การเมอื งไทย, Journal of Modern Learning Development, 2(มีนาคม – เมษายน 2564): 344-353; กรณุ า มธลุ าภรังสรรค์, ปจั จยั และเง่อื นไขความขัดแย้งในสงั คมไทย, วารสารสถาบนั วจิ ยั ญาณสงั วร, 1(มกราคม- มิถุนายน 2564): 120-130. 3 ณรงศกั ด์ิ เนียมสอน, ระบอบเผด็จการอยรู่ อดได้อยา่ งไร: บทบาทของสภานติ ิบญั ญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2557-2562, 66. 4 Dialectic ของ Karl Marx ได้พัฒนามาจาก Dialectical Theory ของ Hegel; Marx นามาประยุกต์ใช้ในการ พิจารณาความขัดแย้งระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ หากแต่ในการศึกษานี้ นามาประยุกต์ใช้เป็นกรอบในการพิจารณาสภาวะที่เป็นอยู่ทางการเมือง สภาวะของสิ่งที่ย้อนแย้งหรือไม่เป็นปกติ และเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะใหมไ่ ด้อยา่ งไร; Christian Fuchs, Marxism, (New York: Routledge, 2019), 3-18.
19 จากแผนภาพข้างต้น ผู้ศึกษาจัดวางรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทยอยู่ในสภาวะ Thesis กล่าวคือ การเมืองการปกครองของไทยปรากฏอุดมการณ์ในทางนิตินัยว่าเป็นแบบเสรีประชาธิปไตยที่ประกันสิทธิ และเสรีภาพแก่ประชาชนทั้งด้านส่วนตัวและการเมือง ซึ่งสอดรับข้อมูลที่ปรากฏใน ตารางท่ี 1; รัฐธรรมนูญฯ จึงเป็นสภาวะปกติทางการเมืองและสัมพันธ์กับปรากฎการณ์ต่าง ๆ ทั้งหลายในบริบทพื้นที่นั้น ( Relation: the world and its phenomena)5 หากแต่การเกิดขึ้นและดารงอยู่ของอุดมการณ์ประชาธิปไตยไทยนั้น ต้องประสบพบเจอกับความไม่สมดุลทางอานาจ ความขัดแย้งและความวุ่นวายภายใน ตลอดจนทิศทาง การเมืองโลกบนเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เข้ามากระทบกระเทือนต่ออธิปไตยของประเทศไทย สิ่งเหล่านี้จึงปรากฏเป็นสภาวะความไม่ปกติที่โต้แย้งขึ้นมา ซึ่งรวมถึงปฏิกิริยาตอบสนองของประชาชน ต่อความตึงเครียดในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในสภาวะ Thesis นั้น ผู้ศึกษาจึงจัดอยู่ในสภาวะ Antithesis และท้ายที่สุดเมื่อ Thesis ปะทะเข้ากับ Antithesis จึงเกิดเป็นการสังเคราะห์สภาวะการใหม่เกิดขึ้น เรียกว่า ขั้น Synthesis คือการเข้าก่อการรัฐประหารโดยคณะผู้ก่อการและประกาศใช้ธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักร และจากกรอบ Dialectic ข้างต้นจะสะท้อนภาพความเป็นพลวัตหมุนเวียนเปล่ียนผ่านระหว่าง ความสัมพันธ์ในมิติต่าง ๆ ข้างต้น กล่าวคือ เมื่อเกิดขั้นของ Synthesis แล้ว ขั้นนี้จะพัฒนาต่อไป เป็นสภาวะใหม่ที่ปกติธรรมดา คือเข้าสู่ Thesis ตราบเมื่อมีสิ่งใหม่เข้ามาแย้งสภาวะที่เป็นอยู่ ก็จะตามมาด้วย การปะทะและเข้าสู่ Synthesis เป็นวงจรต่อไปเช่นนี้ไม่จบสิ้น หากแต่ภายใต้บริบทการเมืองไทยแล้ว ผู้ศึกษาเห็นว่าความพลวัตของความสัมพันธ์ในข้างต้นนั้น จะเป็นสภาวะย้อนกลับมากกว่าหมุนเวียนต่อไป เป็นวงจร เนื่องจาก ตัวแสดงทางการเมืองที่ปรากฏในบริบทการเมืองไทยนั้นจะเปลี่ยนผ่านระหว่าง รัฐบาลพลเรือน การรัฐประหาร และการเรียกร้องเท่านั้น สภาวะ Antithesis จึงคงที่อยู่ที่วาทกรรม ความวุ่นวายและความไม่เป็นธรรม แต่สภาวะ Thesis และ Synthesis สามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้ ดังที่ปรากฏในเหตุการณ์การเคลื่อนไหวภาคประชาชนครั้งสาคัญ ๆ ในการเมืองไทย เช่น ขบวนการตุลาคม 2516 เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่เกิดจากความวุ่นวายทางการเมืองของกลุ่มอานาจทางการเมืองทีส่ ะสม ต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 และ 2520 ตามลาดับ ซึ่งเป็นการไหลย้อนกลับของความสัมพันธ์ และท้ายทีส่ ดุ จบทก่ี ารมีรฐั ธรรมนูญ—Synthesis Antithesis “บริบทกำรเมืองไทย” Thesis Thesis Synthesis Synthesis Synthesis’ Thesis’ “สิ่งใหม่ทีด่ กี วำ่ ” Antithesis แผนภาพท่ี 2: Dialectical Approach ในบริบทการเมอื งไทย 5 Thesis ของ Karl Marx ตรงกบั มิติดา้ น relation ใน Dialectical Theory ของ Hegel
20 ทั้งนี้ โดยเนื้อแท้ของ Dialectical Theory ของ Hegel นั้นมีทัศนะว่า Synthesis ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลง (Point of Change) ไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม และการจะพิจารณาตัดสินเชิงคุณค่าว่าสิ่งใดดี หรือเลวภายใต้บริบทการเมืองไทยนั้น ผู้ศึกษาพิจารณาจากเจตนารมณ์ในการประกาศใช้รัฐธรรมนู ญ ที่ได้กล่าวไปแล้วในประเด็นจากประชาธิปไตยผลิบาน 2516 ถึงเจตนารมณ์ประชาชน 2540: รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยกับการประกันสิทธิเสรีภาพบุคคลทางการเมือง; ประเด็นนี้ผู้ศึกษาจึงให้ความสาคัญ ต่อคาแถลงการณ์ของคณะผู้ก่อการรัฐประหารเป็นสาคัญ โดยเฉพาะส่วนที่กล่าวอ้างถึง “ประชาชน” โดยขอบเขตการศึกษาระหว่างปีพ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2540 ปรากฎมีการรัฐประหารทั้งสิ้น 3 ครั้ง ได้แก่ คณะปฏริ ปู พ.ศ. 2519 คณะปฏวิ ัติ พ.ศ. 2520 และคณะรกั ษาความสงบเรยี บรอ้ ยแห่งชาติ พ.ศ. 2534 ดงั น้ี6 ตารางที่ 2: คาแถลงการณย์ ึดอานาจการปกครองโดยคณะผ้กู ่อการรฐั ประหาร ระหวา่ งปี พ.ศ. 2517 ถงึ พ.ศ. 2540 กำรรัฐประหำร สำระสำคัญของคำแถลงกำรณ์ ผล คณะปฏริ ปู 2519 แถลงกำรณ์ของคณะปฏิรปู กำรปกครองแผ่นดนิ สาเรจ็ , ลงวันที่ 6 ตลุ ำคม 2519 หนำ้ 1 (แถลงกำรณ์กำรยึดอำนำจกำรปกครอง) ตั้งสภาปฏิรปู คณะปฏริ ูปประจกั ษ์ถงึ ภัยพิบัติทเ่ี กดิ ขน้ึ เชน่ เดียวกับประชาชน มกี ลุม่ บุคคล การปกครองแผน่ ดิน หนึ่ง คอื นสิ ติ นักศกึ ษาสว่ นหนึ่งของขบวนการคอมมิวนิสต์หมิน่ พระบรมเดชานุภาพ เหยียบย่าจติ ใจของคนไทยท้ังชาติ; เหตกุ ารณ์เลวร้ายน้ยี อ่ มทาใหร้ ฐั บาล ไม่สามารถรักษาสถานการณไ์ ว้ได้; ความไม่เปน็ เอกภาพของพรรคการเมืองต่าง ๆ นับเปน็ ความล้มเหลวในอุดมการณ์ของรฐั บาลที่พงึ มตี ่อประชาชน คณะปฏวิ ัติ 2520 แถลงกำรณข์ องคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ท่ี 1 สาเรจ็ ลงวนั ที่ 20 ตุลำคม 2520 หน้ำ 1 (แถลงกำรณ์กำรยึดอำนำจกำรปกครอง) รัฐบาลภายใต้รฐั ธรรมนญู 2519 นัน้ ล้มเหลวแตกแยกไม่เป็นที่น่าเช่อื มั่น ในทัศนะของประชาชน หากไมแ่ ก้ไขจะเกิดปญั หาขึน้ ; แนวทางการพัฒนา ระบอบประชาธปิ ไตยสามข้ัน ขั้นละ 4 ปนี น้ั ไม่สอดคล้องกบั ความตอ้ งการ ของประชาชน คณะทหาร ตารวจ และพลเรอื นจึงเหน็ สมควรปรับปรงุ เพือ่ ประโยชน์แกช่ าตพิ ีน่ ้องประชาชนชาวไทย 6 ชยั อนนั ต์ สมทุ วณิช และ เชาวนะ ไตรมาศ, ขอ้ มลู พน้ื ฐาน๘๐ ปี ประชาธิปไตยไทย ๒๔๗๕-๒๕๕๕, (กรุงเทพฯ: พ.ี เพรส, 2556), 162-180.
21 กำรรฐั ประหำร สำระสำคัญของคำแถลงกำรณ์ ผล คณะรักษา แถลงกำรณ์คณะรกั ษำควำมสงบเรยี บร้อยแห่งชำติ ฉบับท่ี 1 สาเรจ็ ความสงบ ลงวนั ท่ี 23 กุมภำพันธ์ 2534 หน้ำ 1 (ช้แี จงเหตผุ ลกำรยึดอำนำจกำร เรยี บรอ้ ย ปกครอง) แหง่ ชาติ 2534 นายกรฐั มนตรี (ชาติชาย ชุณหวัณ) ไมส่ ามารถแกไ้ ขปัญหาพฤติกรรม ของคณะผู้บริหารประเทศที่มุ่งแสวงหาประโยชนใ์ ห้กับตนและพรรคพวก มกี ารฉ้อราษฎร์บงั หลวงอย่โู ดยปกตทิ ัว่ ไป จะเกดิ ปัญหาต่อชาตบิ ้านเมืองได้; การเปน็ เผดจ็ การทางสภาไม่เคารพสทิ ธแิ ละเสยี งของประชาชน; ความพยายามล้มลา้ งราชวงศ์โดยมีนายกรฐั มนตรเี ปน็ ผู้อย่เู บอื้ งหลงั สรา้ งความโกรธแคน้ ให้กบั พีน่ ้องประชาชน รสช. จงึ ตอ้ งเข้ายึดอานาจการ ปกครองเพื่อแก้ไขเยยี วยาสถานการณ์ทางการเมอื งนี้ จากคาแถลงการณ์ของคณะผู้ก่อการรัฐประหารข้างต้นพบว่า ล้วนเป็นการกล่าวอ้างถึงผลประโยชน์ ของชาติและประชาชนอยู่เสมอ ซึ่ง Antithesis ที่แทรก Thesis เข้ามานั้นจะกระทบต่อผลประโยชน์ข้างต้น หากคณะผู้ก่อการเหล่านั้นมิได้เข้าแทรกแซงกลไกและยึดอานาจการปกครองประเทศ ประการนี้นับเป็น การสร้างความชอบธรรมแก่การรัฐประหารประการหนึ่งว่า เป้าหมายเชิงผลประโยชน์ท้ั งหมดนั้นมุ่งหมาย ให้เกิดขึ้นต่อประชาชนและเพื่อให้ระบอบการปกครองของประเทศเข้าสู่รองรอยแห่งความเป็นประชาธิปไตย แม้ว่าพฤติการณ์ของคณะฯ เหล่านั้นจะเป็นการ“ปลดเกียร์ว่าง” และเข้าควบคุมกลไกการใช้อานาจ ทางการเมอื งก็ตาม ดงั วาทกรรม ถอยหลังหนงึ่ กำ้ วเพอื่ ก้ำวไปขำ้ งหนำ้ สิบกำ้ ว7 อนึ่ง จากแถลงการณ์การให้เหตุผลในการยึดอานาจการปกครองประเทศในข้างต้นนั้น ได้สะท้อน บริบทความวุ่นวายทางการเมืองไทยในห้วงเวลาก่อนหน้าได้อย่างชัดเจน การอธิบายประเด็นในเรื่องของการ รัฐประหารนี้จาเป็นต้องพิจารณาและทาความเข้าใจบริบทสังคมโลกขณะนั้นร่วมด้วย กล่าวคือ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 เป็นต้นมา การเมืองโลกอยู่ในช่วงของสงครามเย็น และโดยเฉพาะทศวรรษ 2500 ได้ปรากฏ บทบาทของสหรัฐอเมริกาในการตั้งรับและต่อต้านการรุกรานของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชีย - ตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศไทยเป็นฐานที่มั่นสาคัญในภาคพื้นทวีป พร้อมกับการเข้ามาของแนวคิด การศึกษาการเมืองเปรียบเทียบ8 คือ การศึกษาเปรียบเทียบถึงปัจจัยที่จะเสริมสร้างให้ประเทศโลกที่สามรับ เอาและยดึ ถืออุดมการณ์เสรีประชาธปิ ไตย ซงึ่ ปัจจยั นน้ั คอื การทาใหท้ ันสมัย (Modernization)9 ; 7 วิศษิ ฐ์ ทวเี ศรษฐ และคณะ, รฐั ศาสตร์ทั่วไป, 77. 8 เกรยี งชยั ปึงประวตั ิ, ศภุ ชยั ศุภผล, และ ณัฐพงศ์ บุญเหลือ, การเมอื งเปรียบเทยี บ, (กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลัย รามคาแหง, 2561), 61-69. 9 กระบวนการขั้นตอนของการทาให้เป็นประชาธิปไตย; ทาให้ทันสมัย ตามแนวคิดของสหรัฐอเมริกา มีขั้นตอนคือ การเปลยี่ นวิธีการผลิตในข้ันแรก จากแบบยังชีพมาเป็นแบบอุตสาหกรรม; อปุ นิสยั จะขยันและเร่งรีบขึน้ ความเป็นเมืองจะเป็นผล
22 ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้รับความช่วยเหลือจึงจาเป็นต้องดาเนินนโยบายต่างประเทศในทางต่อต้าน อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เช่นเดียวกันและมีผลต่อการดาเนินนโยบายสาธารณะภายใน โดยเฉพาะนโยบาย ด้านความมั่นคง แต่อย่างไรก็ตาม ทิศทางการดาเนินนโยบายเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐอเมริกา ในภูมิภาคนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเมื่อประธานาธิบดี Richard Nixon เข้าดารงตาแหน่งและประกาศ หลักการนิกสัน (Nixon Doctrine) มีการด าเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นมิตรกับจีนมากขึ้น เช่น การทูตปิงปองในปี พ.ศ. 2513 และเริ่มมีการลดบทบาททางการทหารในภูมิภาค เป็นผลให้ในปี พ.ศ. 2518 เกิดวิกฤตการณอ์ ินโดจีน ที่กระทบต่อความมัน่ คงของประเทศไทยโดยตรง ข้อมูลนี้สอดรับกับคาแถลงการณ์ฯ ตามตารางที่ 2. ที่จะเห็นได้ว่าแถลงการณ์ชี้แจงการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2519 มีการมุ่งเป้าประเด็น คอมมิวนิสต์ไปยังกลุ่มนักศึกษา (กลุ่มบุคคลหนึ่ง) และการรัฐประหารเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เชื่อมั่นว่า รัฐบาลพลเรือนจะสามารถนาพาประเทศให้ก้าวข้ามผ่านพ้นวิกฤติการณ์นี้ไปได้ และเมื่อมีการแต่งตั้ง รฐั บาลนายธานนิ ท์ กรยั วิเชียร ปรากฎว่าการดาเนินนโยบายสาธารณะค่อนขา้ งอนุรกั ษ์นยิ มสงู และจากัดสิทธิ เสรีภาพมากเกินงาม โดยเฉพาะด้านข้อมูลข่าวสาร เนื่องจากความพยายามป้องกันคอมมิวนิสต์ ; เหตุผลด้านความมั่นคง ความแตกแยกและความพยายามล้มล้างสถาบันฯที่สะท้อนภาพแทนของอุดมการณ์ คอมมิวนิสต์นี้ปรากฎต่อมาในการรัฐประหารรัฐบาลนายธานินท์ กรัยวิเชียร โดยคณะปฏิวัติในปีพ.ศ. 2520 มีผลให้บริบทการเมืองไทยภายหลังการรัฐประหารครั้งนี้เข้าสู่ภาวะประชาธิปไตยครึ่งใบร่วม 1 ทศวรรษ ขณะเดียวกัน ภายใต้ห้วงเวลานี้ปรากฏว่าการดาเนินนโยบายต่างประเทศของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ค่อนข้างตึงเครียดมากพอสมควร จนกระทั่งเมื่อมีการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2531ได้รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ นับเป็นรัฐบาลพลเรือชุดแรกที่เข้ามาบริหารประเทศผ่านกลไกทางการเมืองนับแต่ปี พ.ศ. 2521 เป็นต้นมาที่การเมืองไทยตกอยู่ในกลุ่มทหารบก การตั้งรัฐบาลในปี พ.ศ. 2531 ตามมาด้วยการประกาศใช้ นโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า มีผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน ที่ยึดถืออุดมการณ์คอมมิวนิสต์นั้นคลายความตึงเครียดลง จึงกล่าวได้ว่า ฐานประเด็น Antithesis ภายใต้บริบทการเมืองไทยห้วงเวลานี้ที่จะนาไปสู่การก่อรัฐประหารได้ย้ายฐานจากประเด็ นคอมมิวนิสต์ มาสปู่ ระเด็นดา้ นพฤตกิ รรมการคอรร์ ปั ชันของรัฐบาลและนักการเมืองเป็นหลกั สรุปได้ว่า การก่อรัฐประหารในการเมืองไทยที่ผ่านมานั้นเป็นผลมาจากความขัดแย้ง และความ- ไม่สมดุลในอานาจทางการเมืองของกลุ่มต่าง ๆ ภายในประเทศอันจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน เสถียรภาพและความมัน่ คงของรัฐ-ชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเปิดโอกาสให้กลุม่ ทหารซึ่งถกู สวมทับดว้ ย ที่สืบเนื่องมาจากการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมในขั้นที่ 1. และส่งผลต่อให้ระดับ เศรษฐกิจของครัวเรือนดีขึ้นตามลาดับ ตามมาด้วยพัฒนาการด้านการศึกษาเพื่อรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม; พัฒนาให้คนในสังคมมีทักษะ ที่รองรับตอ่ การทางานกบั เครือ่ งจักร; คนเกิดองคค์ วามรู้ รจู้ ักการคดิ วเิ คราะห์ส่งิ ตา่ ง ๆ ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นกว่าเดมิ และพัฒนาการด้านการศึกษาจะมีผลให้คนเกิดความตื่นตัว – ตระหนักสิทธิและเสรีภาพของตนในทางการเมือง เกิดกระบวนการเชิงรุกในการเรียกร้องให้ระบบการเมืองตอบสนองความตอ้ งการของตนได้ในท้ายที่สุด ซึ่งนักรัฐศาสตร์ยุคน้ี เชื่อวา่ การเมืองสามารถพฒั นาตัวมนั เองได้ ดังนน้ั แลว้ ความต่ืนตวั ทเ่ี กิดขนึ้ จากข้ันตอนท่ี 4. จะส่งผลใหก้ ารเมอื งพัฒนาตัวเอง ให้คงอย่ตู อ่ ไปได้
23 มายาคติของการเป็นผู้พิทักษ์ รักษา สร้างความสงบเรียบร้อยได้เข้ามาอ้างสิทธิธรรมแทรกแซงกลไก การใช้อานาจทางการเมืองโดยอาศัยการเคลื่อนไหวของมวลชนเหล่านั้นเป็นประการสาคัญ ร่วมกับ การโจมตีฝ่ายตรงข้ามเพื่อสร้างจุดปะทะให้เกิดความเคลื่อนไหว ซึ่งเหตุแห่งการปะทะนี้จะเลื่อนไหล และแปรเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคมทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ หากแต่เสถียรภาพของอานาจ ที่ยึดมานั้นก็พลวัตตามบริบทของสังคมเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากระยะเวลาของการยึดครองอานาจน้ัน ยาวนานไม่เท่ากัน กล่าวคือบริบทการเมืองก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2517 ถูกครอบงา โดยคณะปฏิวตั ิ 2501 มาร่วม 15 ปีและจบลงที่ขบวนการภาคประชาชน แต่ขบวนการดังกล่าวกลับมิได้ยั่งยนื เมื่อคณะปฏิรูป 2519 และคณะปฏิวัติ 2520 เข้ายึดอานาจการปกครองและกุมอานาจต่อเนื่องได้ราว 1 ทศวรรษ ขณะที่การรฐั ประหารโดย รสช.ในปี พ.ศ. 2534 กลบั มิไดส้ ามารถรกั ษาฐานอานาจไวไ้ ด้อย่างยั่งยืน เมื่อหนึ่งปีถัดมาเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2540 (ฉบับประชาชน) ในอีก 5 ปีต่อมา; สิ่งใดเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ภาคประชาชนเกิดความตระหนัก และเริ่มตื่นตัวเปิดพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้นจะได้กล่าวถึงในประเด็นต่อไป แต่ผู้ศึกษาใคร่นาเสนอวลีหน่ึง ของ Russel Baker10 ที่สามารถสะท้อนภาพพลวัตระหว่างการรัฐประหารและการเคลื่อนไหวต่อต้าน ในภาคประชาชนได้อยา่ งชดั เจน คอื “การไรอ้ านาจนาไปสู่ความอดั อนั้ ตันใจ; ไร้อานาจมาก อัดอ้ันมาก” เม่อื กำรเคลอื่ นไหวปรำกฎ โดยประชำชน - เพื่อประชำชน: วัฒนธรรมทำงกำรเมืองและควำมล่นื ไหลในกำรนิยำม “ประชำชน” ในกำรเมอื งไทย ในหัวข้อก่อนหน้านี้ผู้ศึกษาได้นาเสนอประเด็นบทบาทของทหารในการเมืองไทยและปัจจัยที่นาไปสู่ การก่อรัฐประหารในการเมืองไทยอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่ใช่ทุกครั้งไปที่คณะผู้ก่อการจะสามารถรักษาฐานอานาจ ไวไ้ ด้นาน ดงั ปรากฏว่ามกี ารเคล่ือนไหวภาคประชาชนเพ่ือตอ่ ตา้ นการผกู ขาดอานาจทางการเมืองและเรียกร้อง ให้การเมืองไทยกลับสู่ร่องรอยวิถีทางประชาธิปไตย โดยครั้งที่สาคัญได้แก่ขบวนการนิสิตนักศึกษา 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งมีผลนาไปสู่การลดทอนพื้นที่ทางการเมืองของทหารอยู่ราว 3 ปีเท่านั้น และการกลับมา ของทหารในนามคณะปฏิรูป 2519และคณะปฏิวัติ 2520 ที่สามารถกดทับการเคลื่อนไหวและแสดงออก ทางการเมืองของประชาชนได้นานกว่าทศวรรษ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อเกิดการรัฐประหารในรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ในปี พ.ศ. 2534 ปรากฏว่า คณะ รสช. กลับไม่สามารถดารงอานาจและกดทับ การเคลื่อนไหวภาคประชาชนได้ยาวนานเช่นการรัฐประหารครั้งที่ผ่าน ๆ มาและในทางกลับกัน ความเปน็ ประชาชนในบริบทการเมืองไทยยังกลับชัดเจนขนึ้ มาตามลาดับจนกระทั่งการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ พุทธศกั ราช 2540 ที่ใหค้ วามสาคญั ต่อเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นสาคัญ ท้ังนี้ ในตอนต้นผูศ้ ึกษาได้กล่าวถึง รัฐธรรมนูญในฐานะหลักประกันพื้นที่ทางการเมืองและการถูกลดทอนลงจากการก่อรัฐประหาร ดังนั้นแล้ว 10 คะนงึ นิจ วรี ะปุลลี, “กองทัพบกในฐานะกล่มุ ผลประโยชน์ทางการเมอื ง ศึกษาช่วง พ.ศ. 2535-2540,” (ปริญญา นิพนธร์ ัฐศาสตรมหาบัณฑติ , สาขาวิชาการปกครอง ภาควชิ าการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , 2542), 44.
24 ในหัวข้อนี้ผู้ศึกษาจึงมุ่งเน้นที่การนาเสนอปัจจัยอื่นนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญที่มีผลให้เกิดความพยายาม ในการเปิดพื้นที่ทางการเมืองของประชาชนภายหลังการรัฐประหาร โดยภายใต้ขอบเขตการศึกษา ด้านระยะเวลา ปรากฏว่ามีเหตุการณ์การเคลื่อนไหวภาคประชาชนอยู่สองครั้งสาคัญ คือ การเคลื่อนไหว ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 โดยลาดับข้อมูล ตัง้ แต่เหตกุ ารณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นตน้ มาจนถงึ การประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญฯ พทุ ธศักราช 2540 ยคุ เปล่ยี นผ่ำน: เมื่อสำยลมและแสงแดด เร่มิ แผดเผำคณำธปิ ไตย ชัยชนะของภาคประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กลายเป็นสัญญะของความรุ่งโรจน์ และเติบโตขึ้นของต้นประชาธิปไตยไทยหลังจากบริบทการเมืองไทยอยู่ในสภาวะสายลม-แสงแดดมานานกว่า 15 ปี นบั แต่การรัฐประหารโดยคณะปฏิวตั ิ 2501 หากแต่อานาจการเมอื งไทยแท้จริงแล้วอยูภ่ ายใต้การควบคุม ของทหารมาตั้งแต่ทศวรรษ 2490 โดยคณะรัฐประหารในสมัยนั้นแล้ว; สิ่งหนึ่งซึ่งผู้ศึกษาเห็นว่าน่าสนใจ เป็นอย่างมาก คือ การดารงอยู่ของยุคสายลมแสงแดดที่ยาวนานกว่า 15 ปี สิ้นสุดลงและถูกเข้ามาแทนที่ ดว้ ยการต่นื ตัวทางการเมอื งไดอ้ ย่างไร การพิจารณาในมติ ินี้ผูศ้ ึกษายังคงใหค้ วามสาคัญต่อบริบทการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวคือ การเมืองโลกในระยะเวลานั้นอยู่ในช่วงของการแย่งชิงและแข่งขันระหว่างสองขั้วอุดมการณ์ การเข้ามามีบทบาทของสหรัฐอเมริกาและแนวทางการดาเนินนโยบายต่างประเทศของไทยดังที่ได้กล่าวไป ในหัวข้อทหาร การเมืองไทย และภาคประชาชน นั้น สิ่งสาคัญคือแนวคิดการพัฒนาให้ทันสมัย เพื่อท่ี ประเทศโลกที่สาม (รวมถึงประเทศไทย) จะเกิดความเจริญและยึดถือหลักอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย สิ่งนี้มีผลให้การดาเนินนโยบายสาธารณะภายในของประเทศไทยในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ ริเริ่มการมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2504 – 2509 เพื่อนาการพัฒนาลงสู่ชนบท และพื้นที่ห่างไกลให้พื้นที่เหล่านั้นมีความเจริญมากขึ้นดังวลีในเพลง ผู้ใหญ่ลี1 ประพันธ์คาร้องและทานอง โดย พิพัฒน์ บริบูรณ์ “... พอศอสองพันห้าร้อยสี่ ผู้ใหญล่ ตี กี ลองประชมุ ชาวบ้านต่างมาชุมนมุ มาประชมุ ทบ่ี ้านผใู้ หญล่ ี ต่อไปนี้ผใู้ หญล่ ีจะขอกลา่ ว ถึงเรือ่ งราวทไี่ ด้ประชมุ มา ทางการเขาสงั่ มาว่า ทางการเขาส่งั มาวา่ ใหช้ าวนาเล้ยี งเป็ดและสุกร ฝ่ายตาสีหัวคลอน ถามวา่ สกุ รนั้นคอื อะไร ผู้ใหญ่ลีลกุ ขนึ้ ตอบทันใด สุกรนั้นไซร้ คือหมาน้อยธรรมดา หมาน้อย หมาน้อยธรรมดา...” แม้ว่าวัตถุประสงค์ของบทเพลงจะเป็นการเสียดสีสังคมในด้านความล้มเหลวของการสื่อสาร ระหว่างภาครัฐกับประชาชน แต่สิ่งซึ่งสะท้อนเป็นนัยเพิ่มเติมคือความพยายามของภาครัฐที่จะกระจาย การพัฒนาและความเจริญลงสู่ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น การดาเนินการนี้สอดรับกับแนวคิด Modernization และนโยบายการต่อต้านคอมมิวนิสต์—แนวคิดป่าล้อมเมือง; เนื้อหาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกนี้ 1 T 3D (YouTube), ผูใ้ หญล่ ี - ศักด์ศิ รี ศรอี ักษร (ต้นฉบบั เดมิ พ.ศ. 2504), https://youtu.be/3AiIsKc2Ths.
25 มีความโดดเด่นด้านการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจ เห็นได้จากชื่อของแผนที่ยังไม่ได้ให้ความสาคัญ ต่อมิติการพัฒนาด้านสังคมเท่าใดนัก (เป็นการใช้กลยุทธ์การพัฒนาแบบไม่สมดุล) โดยประเด็นการพัฒนา ทีส่ าคญั อยทู่ ี่การกระจายโครงสรา้ งพ้นื ฐานทางสงั คม (Infrastructure) และขยายการศึกษาในระดบั อดุ มศึกษา ออกสู่ส่วนภูมิภาค คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งปรากฏว่า ผลจากการพัฒนา ภายใต้แผนฯ ฉบับแรกน้ปี ระสบความสาเร็จมากท้ังการขยายตวั ภาคเศรษฐกจิ และจานวนคนทไี่ ดร้ ับการศึกษา ก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวในแผนฯ ฉบับต่อ ๆ มา ซึ่งยังคงให้ความสาคัญต่อการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ร่วมไปกับการแก้ปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมที่เกิดขึ้นจากแผนฯ ฉบับแรกดังจะเห็นว่า แผนฯ ฉบับต่อมามีการเพม่ิ มติ กิ ารพัฒนาดา้ นสังคมต่อทา้ ยช่ือเข้าไป2 จากการศกึ ษาข้อมลู ผู้ศึกษาเล็งเห็นว่าปัจจัยดา้ นเศรษฐกิจเปน็ หน่ึงปัจจัยประกอบร่วม หากแต่ปัจจัย ที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในปี พ.ศ. 2516 มาจากปัจจัยด้านการศึกษาเป็นสาคัญ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเริ่มก่อตั้งขึ้นเพื่อเข้าสังเกตการเหตุการณ์ทางการเมือ งตั้งแต่การเลือกต้ัง ภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2511 ประกอบการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคาแหงในปี พ.ศ. 2514 เป็นมหาวิทยาลัยตลาดวิชาแทนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เปลี่ยนระบบการรับนักศึกษา มาเป็นการสอบแขง่ ขันเขา้ แทนนั้น มีผลให้จานวนนักศกึ ษาทไี่ ด้รับการศึกษาขยายตวั มากขน้ึ 3 ผลจากการเปิดกว้างในพื้นที่ทางการเมืองเนื่องจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2511; การขยายตัวของจานวนมหาวิทยาลัยและผู้ได้รับการศึกษา ช่วยขยายวงของการรับรู้รับทราบเรื่องราว ทางการเมืองออกไปกว้างขึ้น และร่วมไปกับปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ได้กล่าวไปในข้างต้น เนื่องจากแผนฯ ฉบับแรกยึดการพัฒนาแบบไมส่ มดลุ ; ผลที่ตามมาในระดับจุลภาคคือความเหลื่อมล้าท่ีมากข้ึนระหว่างภูมภิ าค ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางสังคมและการเมืองระหว่างคนรวยกับคนจน; ในระดับมหภาคพบว่า การเติบโตด้านเศรษฐกจิ ภายใตแ้ ผนฯ ฉบับท่ี 2 และฉบับท่ี 3 ตา่ กวา่ เป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะภายใต้แผนฯ ฉบับท่ี 3 ทเี่ ศรษฐกจิ โลกประสบกับภาวะผันผวนของระบบการเงนิ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2514 เปน็ ตน้ มา สหรัฐอเมริกา ประกาศลดค่าเงินดอลลาร์ลง การเกิดวิกฤตน้ามันราคาสินค้าอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เกิดภาวะ เงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะงักงัน ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยการลงทุนซบเซา ภาคการส่งออกมีรายได้ลดลง รายได้ประชาชาติต่า สิ่งเหล่านี้จึงสะสมและประกอบกันเป็นชนวนให้เกิดการจุดปะทะขึ้นเป็นความไม่พอใจ และตั้งค าถามต่อการมีอยู่ของรัฐบาล4 เป็นผลให้ประชาชนเข้าร่วมกับขบวนการนิสิตนักศึกษา ที่เรียกร้องประชาธิปไตยมาก่อนหน้านั้นบ้างแล้ว นับเป็นการตื่นตัวของภาคประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วม และมุ่งหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในทางการเมือง และที่สาคัญคือ เมื่อพิจารณาบริบทการเมืองไทย 2 ศิริพร เชาวลติ , การบรหิ ารการพัฒนา, (กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, 2555), 73-79. 3 วศิ ษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ และคณะ, ความรู้คคู่ ณุ ธรรม RAM1000, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง, 2562). 4 จิราภรณ์ ดาจนั ทร์, ประชาธปิ ไตยทไี่ ม่ตั้งมนั่ , (กรุงเทพฯ: มตชิ น, 2562), 116-185; ประจักษ์ ก้องกรี ต,ิ และแลว้ ความเคล่ือนไหวก็ปรากฏ การเมือง วฒั นธรรมของนกั ศึกษาและปัญญาชนกอ่ น 14 ตุลาฯ, พิมพ์ครงั้ ที่ 2, (กรงุ เทพฯ: ฟา้ เดยี วกนั , 2556).
26 ผ่านกรอบวัฒนธรรมทางการเมืองผู้ศึกษาพบว่าสามารถจัดอยู่ในแบบวัฒนธรรมประเภทผู้สนใจ (The Participant Political Culture)5 คือ ประชาชนในสังคมน้ันมีแนวโนม้ ที่จะเขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งทัง้ โครงสรา้ ง และกระบวนการของระบบการเมืองและการบริหารจัดการอย่างชัดเจน โดยความสาเร็จที่เห็นได้ชัดเจน มากที่สุดจากขบวนการเคลื่อนไหวนี้ คือ ทหารถูกลดทอนบทบาทและพื้นที่ทางการเมือง และตามมา ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2517 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเสรีนิยมคลาสสิค ซึ่งให้ความสาคัญต่อระบบพรรคและการก่อต้ังพรรคการเมืองไมไ่ ด้ถูกกาหนดเง่ือนไขไว้ให้ยุง่ ยาก จึงจะเห็นว่า พรรคการเมอื งในช่วงเวลานี้เพมิ่ ขึ้นจานวนมาก6 เมื่อความเป็น “ประชาชน” ชัดเจนขึ้นในบริบททางการเมืองแล้ว ประเด็นที่พึงพิจารณาต่อไป คือ ประชาชนเป็นใคร โดยเมอ่ื พจิ ารณาตัวแสดงบนพน้ื ทท่ี างการเมอื งในห้วงเวลาทปี่ รากฏอย่ใู นขอบเขตการศึกษา จะพบว่ามีอยู่สามกลุ่มสาคัญ คือ ทหารฝ่ายหนึ่ง กลุ่มที่อยู่ตรงข้ามทหารฝ่ายหนึ่ง และประชาชน ในฐานะพลเมืองของประเทศอยู่ตรงกลาง ซึ่งภายใต้บริบทการเมืองทั้งหลายนี้ ประชาชนจะเป็นใคร ต้องพิจารณาว่าบุคคลฝ่ายใดที่กุมอานาจทางการเมือง ดังแผนภาพที่ 3: ตาแหน่งแห่งที่ของประชาชน ปี 2516-2519 ทหำร ประชำชนในฐำนะพลเมืองของประเทศ นิสติ นกั ศกึ ษำ รอ้ ยละ 15 ร้อยละ 70 รอ้ ยละ 15 ผตู้ ระหนกั สิทธิและเสรีภำพตำมระบอบประชำธปิ ไตย จากแผนภาพที่ 3. จะเห็นว่านิสิตนักศึกษาเป็นผู้มีบทบาทในการดาเนินกิจกรรมทางการเมือง เป็นสาคัญผู้ศึกษาพิจารณาผ่านบทประพันธ์โดยนิสิตนักศึกษา7 ที่ได้สะท้อนความรู้สึกของยุคสมัยและแนวคดิ ของผูป้ ระพันธว์ ่าประชาชนในกรอบทศั นข์ องผนู้ ้นั เป็นใคร ในลกั ษณะใด โดยได้คดั เลอื กมา ดังนี้ 5 Alomond and Verba, The Civic Culture Political Attitude and Democracy in Five Nations, (Princeton University, 1963). 6 วิศษิ ฐ์ ทวเี ศรษฐ และคณะ, รฐั ศาสตรท์ ั่วไป, 289. 7 ชาญวทิ ย์ เกษตรศริ ,ิ เกดิ อะไรใน “14 ตลุ า” กอ่ นมาส่ชู ยั ชนะสาคญั ของประชาชนลุกฮอื ต้าน “คณาธิปไตย”. [ออนไลน์]. จาก ศลิ ปวัฒนธรรม SILPA-MAG.COM เวปไซต์: https://www.silpa-mag.com/history/article_40175. (สืบคน้ ข้อมลู : 6 กันยายน 2564).
27 ระวี โดมพระจันทร์: ตื่นเถดิ เสรชี น อย่ายอมทนกม้ หนา้ ผืน หอกดาบกระบอกปืนหรอื ทนคล่ืนกระแสเรา สมำชกิ กลมุ่ เรยี กร้องรัฐธรรมนญู วันที่ 5 ตุลำคม 2516: น้าตาเราตกใน เม่ือเราไรร้ ฐั ธรรมนูญ; จงคืนอานาจแก่ปวงชนชาวไทย; จงปลดปลอ่ ยประชาชน ประชาชนตอ้ งการรฐั ธรรมนูญ สโมสรนกั ศกึ ษำมหำวิทยำลยั มหดิ ล แถลงเมอื่ วนั ท่ี 10 ตลุ ำคม 2516: บุคคลใดทที่ าการต่อสเู้ พ่ือให้ ไดม้ าซง่ึ อานาจแห่งปวงชนแล้ว ถอื ว่ากลุ่มบุคคลน้นั ไดก้ ระทาเพอ่ื ชาติ เพอ่ื ประชาชน ดังนั้นแล้ว ในการเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษา เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เกิดขึ้นจาก ผลรวมระหว่างการขยายตัวของการศึกษา ปัญหาเศรษฐกิจ และความไม่พอใจของประชาชนต่อการดารงอยู่ ของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ที่ยาวนานต่อเนื่องจากจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 จึงนามาส่กู ารตง้ั คาถามต่อความชอบธรรมของรฐั บาลและปัญหาที่เกิดขึน้ และจบลงท่เี หตุการณ์การเคลื่อนไหว ในขบวนการตุลาคม 2516 นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสาคัญของการเมืองไทยจากการมีวัฒนธรรม ทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าจากสมัยสายลม-แสงแดด พัฒนามาสู่ประชาชนผู้สนใจ ทั้งการนิยามความเป็น ประชาชนในบริบทการเมืองในห้วงเวลานี้เป็นประชาชนผู้ตระหนักในผลประโยชน์ของตนตามทัศนะ ของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ทีผ่ ศู้ กึ ษาได้อธิบายไปในหวั ข้อ ประชาชนคือใครในมมุ มองรัฐประชาชาติ; ประชาชน มาจากการนิยามโดยนิสิตนักศึกษาเป็นหลักคือ ผู้ที่ตระหนัก-ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ และวถิ ที างแหง่ ประชาธิปไตยกรอบกำรนยิ ำมประชำชนจึงยึดโยงอยู่กบั นิสติ และนักศึกษำเปน็ สำคัญ ทหำร-หำญ-หวนคนื : เมอื่ ตลุ ำคม 2519 มิใช่วัน (นักศึกษำ) มหำปติ ิเชน่ เคย ชยั ชนะที่ขบวนการนสิ ติ นกั ศึกษาไดร้ ับจากเหตกุ ารณ์ 14 ตลุ าคม 2516 นามาสกู่ ารตน่ื ตวั และเขา้ ตรวจสอบ การบริหารงานของภาครฐั อย่างโดดเด่น นักศึกษาเข้ามีสว่ นรว่ มในกลไกทางการเมืองมากขึ้น มีการปลุกระดม ผู้ยากไร้ กรรมกร ชาวไร่ ชาวนา ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้รู้และตระหนกั ในสิทธิและเสรีภาพ ที่พึงมีและพึงเรียกร้องให้ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อมุ่งหวังจะปลูกฝังให้ประชาธิปไตย (ที่พึ่งได้ รับ เข้ามา) ในมอื ของประชาชนหยัง่ รากและเติบโตขึ้นได้อย่างม่ันคงและแข็งแรงในการเมืองไทย แต่ความมหาปิติ ที่ได้รับจากปี 2516 กลับมิได้ยั่งยืนเมื่อทหารที่ถูกลดทอนพื้นที่และบทบาททางการเมืองไปก่อนหน้าน้ี กลับเข้ามาแทรกแซงกลไกการใช้อานาจทางการเมืองอีกครั้ง—การไร้อานาจนาไปสู่ความอัดอั้นตันใจ ไร้อานาจมาก อัดอ้นั มาก (Russel Baker); การกลับเข้ามาของทหารในการเมืองไทยด้วยการรัฐประหารที่นาโดยคณะปฏิรูป 2519 นั้น ปรากฏอยู่ในหลายงานเขียนที่อธิบายพฤติการณ์เหล่านี้ ซึ่งทั้งหมดต่างล้วนกล่าวไว้อย่างสอดรับไปในทิศทาง เดียวกัน ดังวลีของ Russel Baker ที่ได้ยกมากล่าวอ้างในข้างต้น อย่างไรก็ตาม การจะอธิบายการหวนคืน ของทหารยังคงจาเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาความสาเร็จของภาคประชาชนในปี พ.ศ. 2516 ซึ่งกล่าวได้ว่า เปน็ ชยั ชนะที่ได้มาด้วยอุบัตเิ หตทุ างการเมืองเป็นปจั จยั สนบั สนุน; อบุ ัติเหตุทางการเมืองนี้เป็นความขัดแย้งกัน ภายในของกลุ่มทางการเมือง ซึ่งก็เป็นไปตามลักษณะของการเกิดรัฐประหารที่ได้กล่าวไปในหัวข้อ
28 ทหาร การเมือง และภาคประชาชน; หากแต่ในครั้งนี้ฐานของความขัดแย้งเกิดขึ้นกับฝั่งทหารเองละนามา ซึ่งความสาเร็จของภาคประชาชน และในงานเขียนนอกขนบอย่าง 6 ตุลา มิใช่วันมหาปิติ8 ได้ให้ทัศนะไว้ ประการหนึ่งอย่างน่าสนใจซึ่งสามารถสรุปสาระสาคัญได้ว่า “จุดอ่อนของนิสิตนักศึกษาคือการระเริงหลงตน และย่ามใจในชัยชนะที่ได้รับจากการต่อสู้ขับไล่เผด็จการถนอม-ประภาส สิ่งน้ีนามาซึ่งความเหิมเกริม ของนักศึกษา แสดงออกผ่านการลงเล่นการเมืองบ้างดารงตาแหน่งเลขาธิการพรรค บ้างเข้าเป็นลูกพรรค ซึ่งแต่ละพรรคที่กลุ่มนักศึกษาเข้าสังกัดนั้นล้วนดาเนินนโยบายแบบสังคมนิยมทั้งสิ้น” ข้อมูลนี้สอดรับไปกับ ข้อมูลแหล่งอื่น ๆ ที่ผู้ศึกษาได้รวบรวมมา กล่าวคือ รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2517 เป็นรัฐธรรมนูญ ที่ให้ความสาคัญต่อระบบพรรคและเปิดโอกาสให้มีการตั้งพรรคการเมืองได้อย่างหลากหลาย 9 ประกอบกับ ผลการพัฒนาประเทศภายใต้แผนฯ ฉบับที่ผ่านมายิง่ ปรากฏปัญหาความเหลื่อมล้าระหว่างภูมิภาค โดยเฉพาะ ภายใต้การดาเนินงานของแผนฯ ฉบับที่ 3 พบว่า ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฐานะทางเศรษฐกิจ ที่เลวลงเมื่อเทียบกับภาคอื่น ๆ10 การเข้ามาของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จึงแพร่หลายมากยิ่งข้ึน การดาเนินกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มนิสิตนักศึกษาจึงง่ายต่อการถูกมุ่งเป้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ได้ ดังปรากฏอยา่ งสอดรับกันกับแถลงการณ์ของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ลงวันท่ี 6 ตลุ าคม 2519 หน้า 1 (แถลงการณ์การยึดอานาจการปกครอง) อนึ่ง การเข้ามาของอุดมการณ์คอมมิวนิสต์นั้นเป็นการปฏิเสธ การมีอยู่ของชนชั้นทางสังคมโดยปริยาย สถาบันพระมหากษัตริย์จึงถูกดึงลงมาเป็นประเด็นกล่ าวอ้าง ในการทารัฐประหารอยู่บอ่ ยครงั้ ในห้วงเวลาน้ี ทั้งนี้ การเข้ามาของทหารนาโดยคณะปฏิรูป 2519 ตามมาด้วยการประกาศใช้คาสั่งคณะปฏิรูป- การปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2519 รวมที่แก้ไขเพิ่มเติมจนรู้จักกันในชื่อ ปร. 42 นั้น มีฐานมาจาก ปว. 17 สมัยคณะปฏิวัติและรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งคาสั่งเหล่านี้ล้วนมีขึ้นเพื่อ ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่จะเผยแพร่ออกสู่สาธารณะเพื่อป้องกันมิให้เป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาล ทั้งรัฐบาล ของนายธานินท์ กรัยวิเชียร ก็ดาเนินนโยบายที่ปิดกั้นการแสดงออกอยู่มากพอสมควร บริบทการเมือง ภายในห้วงเวลานี้จึงปรากฏการรัฐประหารซ้าโดยคณะปฏิวัติในปีต่อมา แม้จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2521 และเปิดให้มีการเลือกตั้งแต่ทิศทางของศูนย์อ านาจทางการเมืองยังเป็นการ หมุนเวยี นเปลย่ี นผา่ นกันภายในกลุ่มทหาร จากพลเอกเกรยี งศกั ด์ิชมะนนั ท์ สรู่ ัฐบาลพลเอกเปรม ตณิ สูลานนท์ เรียกการเมืองช่วงนี้ว่ายุคสมัยประชาธิปไตยครึ่งใบ การบริหารงานของรัฐในห้วงเวลานี้เป็นแบบรัฐราชการ ที่ต้องอาศัยการสร้างสมดุลอานาจกันระหว่างรัฐบาลและกลุ่มต่าง ๆ ภายใน เพื่อสร้างให้เกิดเสถียรภาพ แก่รัฐบาลมากที่สุด ประชาชน จึงเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวถึงในมิติของการพัฒนาด้านสังคม และเศรษฐกิจ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ แต่มไิ ดถ้ ูกกล่าวถงึ มากนักในทางการเมือง 8 อนนั ต์ อมรรตยั , 6 ตลุ ามใิ ช่วันมหาปิติ, (กรงุ เทพฯ: ดวงตะวนั , 2525). 41-68. 9 วศิ ษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ และคณะ, รฐั ศาสตร์ท่ัวไป, 289. 10 ศิรพิ ร เชาวลติ , การบรหิ ารการพัฒนา, 76.
29 เมื่อศึกษาวิเคราะห์จากข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ผู้ศึกษาจึงสรุปความเห็นว่าบริบทการเมืองของไทย ตั้งแต่การกลับเข้ามาของทหารในการรัฐประหาร พ.ศ. 2519 มีผลเปลี่ยนแปลงสองประการ คือ 1) กรอบที่เข้ามารองรับความเป็นประชาชนนั้นมาจากคณะผู้ก่อการรัฐประหารเป็นสาคัญและได้เลื่อนไหล ออกจากนิสิตนักศึกษา การเป็นประชาชนที่คณะปฏิรูปกล่าวถึงได้ย้ายฐานจากประชาชนผู้ตระหนักในสิทธิ และเสรีภาพทางการเมืองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ไปเป็นผู้ที่ยึดมั่น ศรัทธา มุ่งดารงไว้ซ่ึง สถาบันพระมหากษัตริย์; นิสิตและนักศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าร่วมกับคอมมิวนิสต์ จึงไม่เป็นประชาชน ที่จะได้รับการคุ้มครองและรับรองตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรและกฎหมายอีกต่อไป ดังแผนภาพที่ 3: ตาแหน่งแห่งที่ของประชาชนในปี 2519-2531; 2) ภายใต้รัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2521 ก็ไม่ปรากฏว่ามีขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน เว้นแต่ความพยายามในการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ทางการเมอื งทีไ่ ม่สาเรจ็ เป็นกบฏเท่าน้นั ผยู้ ดึ ม่นั ในระบอบประชำธปิ ไตยอนั มพี ระมหำกษัตริยท์ รงเปน็ ประมุข ทหำร ประชำชนในฐำนะพลเมอื งของประเทศ นสิ ิตนกั ศึกษำ รอ้ ยละ 15 รอ้ ยละ 70 ร้อยละ 15 แผนภาพท่ี 4: ตาแหนง่ แหง่ ท่ขี องประชาชนในปี 2519-2531 จึงสรุปได้ว่าวัฒนธรรมการเมืองไทยในห้วงเวลานี้ปรากฏเป็นแบบก้ากึ่งระหว่างวัฒนธรรมในแบบ ผู้สนใจน้อยนิดกับวัฒนธรรมแบบไพร่ฟ้า กล่าวคือ วัฒนธรรมการเมืองแบบผู้สนใจน้อยนิดตามการนิยาม ของ Almond และ Verba11 คือ อานาจการเมืองรวมศูนย์อยู่กับส่วนกลางประชาชนไม่ได้รับรู้รับทราบ ข้อมูลทางการเมืองและปฏิเสธการเข้าร่วมทางการเมือง ส่วนการเมืองแบบไพร่ฟ้า คือ มีการรับรู้รับทราบ ชุดข้อมูล ชุดความคิด แต่ไม่เข้าร่วมทางการเมืองเช่นเดียวกัน อนึ่ง การลงความเห็นในการจัดประเภท วฒั นธรรมการเมอื งของผู้ศึกษาขา้ งตน้ มาจากการวิเคราะหว์ า่ ประชาชนไมส่ ามารถรับรู้รบั ทราบข้อมูลข่าวสาร ทางการเมืองได้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการเข้ามีส่วนร่วม หากแต่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ หรือกล่าวได้ว่า วัฒนธรรมการเมืองที่เกดิ ขึ้นน้ีมิได้เกิดขึ้นโดยสานึกของประชาชน หากแต่เป็นไปเนื่องจากกลไกแห่งอานาจรฐั ที่กดทับไว้อยเู่ ทา่ นั้น 11 Alomond and Verba, The Civic Culture Political Attitude and Democracy in Five Nations.
30 เปรมำธิปไตยผันผำ่ น: เมอ่ื กำรรัฐประหำรถูกตง้ั คำถำมโดยประชำชน ประเด็นเรื่องการต่อต้านคอมมิวนิสต์เริ่มคลี่คลายลงเมื่อทิศทางการเมืองเปลี่ยนมือจาก พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ซึ่งเข้าสู่การเมืองด้วยการเลือกตั้ง ตามครรลองครองธรรมประชาธิปไตย ตามมาด้วยการประกาศนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า มีผลให้ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับเพื่อนบ้านดีขึ้นตามลาดับ ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศ ขยายตัวมากขึ้นตามทิศทางของเศรษฐกิจโลก กล่าวได้ว่าการเข้ามาของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ สร้างความพึงพอใจให้ประชาชนได้ในระดับมากพอสมควร12 หากแต่ดารงตาแหน่งอยู่ได้ราว 2 ปีก็ปรากฏว่า เกิดการรฐั ประหารขน้ึ ในปี พ.ศ. 2534 โดยคณะรกั ษาความสงบเรียบรอ้ ยแหง่ ชาติ (รสช.) การรัฐประหารนี้เกิดจากความขัดแย้งภายในของกลุ่มต่าง ๆ ที่กุมอานาจทางการเมือง ทั้งน้ี ตอ้ งย้อนกลับไปพจิ ารณาบริบทการดาเนินการทางการเมอื งของรัฐบาลภายใตร้ ฐั ธรรมนูญฯ พุทธศกั ราช 2521 พบว่า เป็นการดาเนินภายใต้หลายหน่วยราชการร่วมกันในการกาหนดนโยบายต่างประเทศเพื่อพิทักษ์ ผลประโยชน์สูงสุดแห่งชาติ แต่เมื่อพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ซึ่งมีภูมิหลังใกล้ชิดกับนักธุรกิจและผู้นา ต่างประเทศที่หลากหลาย ไม่ได้มีฐานสนับสนุนจากข้าราชการภายในมากนัก จึงมีการตั้งคณะที่ปรึกษานโยบาย ซึ่งแสดงให้เห็นความพยายามลดทอนบทบาทของกลุ่มข้าราชการลง โดยเฉพาะบทบาทในการกาหนด นโยบายต่างประเทศ จึงเป็นเหตุผลประการหนึ่งซึ่งสร้างขัดแย้งให้เกิดขึ้นตามมา13 หากพิจารณาในประเด็น เรื่องการรัฐประหารจากคาแถลงการณ์ยึดอานาจการปกครอง ตามตารางที่ 2: คาแถลงการณ์ยึดอานาจการ ปกครองโดยคณะผู้ก่อการรัฐประหารระหว่างปีพ.ศ. 2517 ถึง พ.ศ. 2540 จะเห็นว่า ประเด็นการรัฐประหาร มิได้มาจากคอมมิวนิสต์อีกต่อไปเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านผ่อนคลาย ความตึงเครียดลงตามลาดับ และการรัฐประหารในครั้งนี้ถูกมองว่า เป็นความขัดแย้งกันภายในกลุ่มการเมือง และความไม่พอใจต่อนายกรฐั มนตรีที่มาจากการเลือกต้งั สว่ นเหตุผลน้ันเปน็ การกล่าวอา้ งเพ่ือให้สอดรับไปกับ สภาวะที่เป็นอยู่เท่านั้น14 อย่างไรก็ตามในหนึ่งปีต่อมาการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ต่อต้าน การสบื ทอดอานาจของผ้นู า รสช. ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในครั้งนี้ ผู้ศึกษายังคงให้ความสาคัญ ต่อปัจจัยด้านการศึกษาและด้านเศรษฐกิจเป็นสาคัญ โดยเมื่อพิจารณาภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย ภายใต้แผนฯ ฉบับที่ 4 และฉบับที่ 5 ซึ่งอยู่ในช่วงประชาธิปไตยครึ่งใบนั้นพบว่าภาวะเศรษฐกิจของไทย ต้องเผชิญกับความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจโลก การดาเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล 12 วิศษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ และคณะ, รฐั ศาสตร์ทั่วไป, 74-75. 13 ศศธิ ร โอเจรญิ และ เมธีพัชญ์ จงวโรทัย, ความขดั แย้งทางการเมอื งในการดาเนนิ นโยบายเปลย่ี นสนามรบเปน็ สนามการคา้ ในสมยั รัฐบาลพลเอกชาตชิ าย ชุณหวัณ (พ.ศ. 2531-2534), วารสารเศรษฐศาสตรก์ ารเมอื ง บูรพา, 2(กรกฎาคม – ธนั วาคม 2563): 151-168. 14 วิศิษฐ์ ทวีเศรษฐ และคณะ, รัฐศาสตรท์ ัว่ ไป, 74-75; ธเนศ อาภรณส์ วุ รรณ, แปดทศวรรษสยามปฏวิ ัติ บทวเิ คราะหก์ ารเมอื งและประชาธปิ ไตยสยามไทยในระยะเปลี่ยนผ่าน, (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2556), 108.
31 ในห้วงเวลาดังกล่าว จึงเป็นไปเพื่อรักษามากกว่าการลงทุนเพื่อให้เกิดการขยายตัว ส่วนในด้านการศึกษา และการพัฒนาสังคม พบว่า ยังคงให้ความสาคัญและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่ทศวรรษ 2530 ปรากฏว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มขยายตัวขึ้น มีผลต่อภาวะเศรษฐกิจของไทยในช่วงนี้ให้ขยายตัวและเติบโตขึ้นได้ ความเฟื่องฟูทางเศรษฐกิจนี้ประจวบเหมาะกับการได้มาซึ่งรัฐบาลพลเรือนของพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ประกอบกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปและการเมืองไทยที่มีแนวโน้มจะพัฒนาไปข้างหน้า ดังนั้น เมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้นโดย รสช. ในปี พ.ศ. 2534 จึงปรากฏว่าประชาชนมีปฏิกิริยาต่อพฤติการณ์นั้น อยู่มากและเกิดเหตุการณ์รุนแรง ซึ่งเป็นการยืนยันว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหาร ว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาอีกต่อไป และแนวคิดความพยายามผลักดันประเทศให้เข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย (อีกครั้ง) ได้สัมฤทธิ์ผลเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2534 ให้มีการเลือกต้ัง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2540 ที่มีความชัดเจนในมิติของประชาชนสูงมาก จนได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ทั้งยังเป็นรัฐธรรมนญู อีกหน่ึงฉบับนับจากรัฐธรรมนูญฯ พุทธศักราช 2489 ที่ได้มาจากความต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันสมัยต่อสถานการณ์หรือโดยเจตนารมณ์ ของประชาชน ไมใ่ ชจ่ ากการรัฐประหาร ผู้ศึกษาจึงจัดประเภทวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยในห้วงเวลานี้ในประเภทประชาชนผู้สนใจ เนือ่ งจาก ประชาชนมคี วามตน่ื ตวั และพยายามเรยี กร้องให้เกิดการเปลย่ี นแปลงประเทศสรู่ ะบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ดังปรากฏในเจตนารมณ์การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ตรงตามเงือ่ นไขของ Almon และ Verba15 โดยสรุปจากประเด็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน จะพบว่า เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ภายหลังการผูกขาดอานาจการปกครองโดยคณะทหารและผู้สืบทอดอานาจต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนาน การเคลื่อนไหวนี้มิได้เกิดขึ้นโดยปราศจากมูลเหตุแต่อย่างใด แต่เป็นการสะสมความไม่พอใจ ร่วมไปกับ เมื่อเกิดประเด็นหนึ่งที่แย้งข้ึนมาสรา้ งความไม่พอใจแก่ประชาชน ท้ายที่สุดจะเกิดการระเบิดออกและเกิดเปน็ การเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อต้านการรัฐประหาร และนามาสู่ความเลื่อนไหลของกรอบการทัศน์ที่เข้ามา รองรับความเป็นประชาชน ทั้งนี้ ปัจจัยที่สาคัญที่กระตุ้นให้ประชาชนเกิดการเคลื่อนไหวเพื่อเปิดพื้นที่ ทางการเมือง ได้แก่ ปัจจัยด้านการศึกษาเป็นปัจจัยสาคัญที่พัฒนาให้ประชาชนเกิดการรับรู้เรื่องราว ข้อมูล ชุดความคิดทางการเมืองที่หลากหลายและแผ่กว้างมากขึ้นกว่าเดิม ร่วมไปกับปัจ จัยด้านเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยอย่างหลังนี้เป็นได้ทั้งเมื่อเศรษฐกิจตกต่ามากจนสร้างความเดือดร้อน เช่น การเคลื่อนไหวในปี พ.ศ. 2516; เมอ่ื เศรษฐกิจขยายตวั เฟ่ืองฟู เชน่ การเคล่ือนไหวในปี พ.ศ. 2535 ทัง้ นี้ การสรปุ ประเด็นท่ีว่าด้วย การเคลื่อนไหวภาคประชาชน สามารถศึกษาได้จากตารางที่ 3: ตารางวิเคราะห์บริบทการเมืองไทยภายใต้ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2517 ถงึ รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2540 15 Alomond and Verba, The Civic Culture Political Attitude and Democracy in Five Nations.
ตำรำงวเิ ครำะห์บรบิ ทกำรเมืองไทยภำยใตร้ ัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจกั รไทย ช่วงเวลำ กำรเคล่อื นไหว กำรไดม้ ำซ่งึ รฐั ธรรมนูญ/ธรรมนูญกำรปกครอง ภำคประชำชน บทบาททาการเมอื ง ภายหลังการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รธน. 17 อยูท่ ศี่ ูนยก์ ลางนิสติ ขนึ้ ใหม่ไดช้ ่ือว่าเปน็ ฉบบั เสรนี ยิ มคลาสสิค ระบุในเจตนารมณว์ า่ ประชาชนได นกั ศึกษาเป็นสาคญั ตระหนกั และต้องการปกครองตนเอง แถลงการณ์สาเหตุฯ 2519: คณะปฏิรูปประจักษ์ถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเช่นเดีย มีกลุ่มบุคคลหนึ่งคือนิสิตนักศึกษาส่วนหนึ่งของขบวนการคอมมิวนิสต์หมิ่น เหยียบย่าจิตใจของคนไทยทั้งชาติ; เหตุการณ์เลวร้ายนี้ย่อมทาให้รัฐบ สถานการณ์ไว้ได้; ความไม่เป็นเอกภาพของพรรคการเมืองต่าง ๆ (รธน.17 พรรค) นับเป็นความล้มเหลวในอุดมการณข์ องรัฐบาลที่พึงมีต่อประชาชนหล รธน.19 - ในการรัฐประหาร: ต้องการพิทักษ์รักษาเสถียรภาพของสถาบันพระมหาก หมายของประชาชน *ขอ้ สงั เกต จากแถลงการณ์ฯ เห็นวา่ ประชาชนในทัศนะของคณะปฏิรูปการป คือ ประชาชนผู้ซึง่ ศรัทธาและยึดมน่ั ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษ ความหมายเดยี วกันกบั ว่าศนู ยก์ ลางนสิ ติ นักศึกษาทีเ่ คยเปน็ ผู้เรยี กรอ้ งเพ่อื ให นัน้ ไมไ่ ดอ้ ย่ใู นกรอบของความเป็น ประชาชน ในทัศนะดังกล่าว รธน. 21 - สภานติ บิ ัญญตั ิร่างรฐั ธรรมนญู ฉบบั 2521 เสร็จสิ้น ธรรมนญู ท่าทีความไม่พอใจ แถลงการณ์ รสช. ฉบับที่ 1: นายกรัฐมนตรี (ชาตชิ าย ชุณหวัณ) ไม่สามารถแ 2534 ของประชาชนต่อ ของคณะผบู้ รหิ ารประเทศท่มี ุ่งแสวงหาประโยชนใ์ หก้ ับตนและพรรคพวก มีก ความพยายามใน อยู่โดยปกตทิ ่ัวไป จะเกิดปญั หาตอ่ ชาตบิ า้ นเมืองได้; การเป็นเผด็จการทางสภ การสืบทอดอานาจ เสียงของประชาชน; ความพยายามล้มล้างราชวงศ์โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็น ของ รสช. ความโกรธแคน้ ให้กับพี่น้องประชาชน ผลคือ รสช.ตอ้ งเขา้ ยดึ อานาจการปกค สถานการณ์ทางการเมอื งน้ี รธน.34 เหตกุ ารณ์ สภานิตบิ ัญญัตริ า่ งรฐั ธรรมนญู ฉบบั 2534 เสร็จสิ้น พฤษภาทมิฬ 2535 รธน. 40 - การแก้ไขเพิม่ เติมรฐั ธรรมนญู 2534 ฉบบั ที่ 6 2539: หมวดการจัดทารัฐธรรม เลอื กตั้ง สสร.; รา่ งรฐั ธรรมนูญฉบบั 2540 เสร็จส้ิน
ย พุทธศักรำช 2517 ถึงรัฐธรรมนญู แหง่ รำชอำณำจกั รไทย พทุ ธศักรำช 2540 ประกำศ ปว. / ปร. สำระสำคญั กรอบวฒั นธรรมกำรเมอื ง น้อยนิด ไพรฟ่ ำ้ สนใจ มีการร่างรัฐธรรมนูญ ้รับการศกึ ษามากขนึ้ - - ✓ ยวกับประชาชนทั่วไป คาส่งั คณะปฏริ ูป การให้อานาจคณะกรรมการ นพระบรมเดชานุภาพ การปกครองแผ่นดิน ตรวจสอบข่าวสารเข้าควบคมุ บาลไม่สามารถรักษา ฉบับที่ 5 และตรวจสอบข้อมลู กอ่ นที่ เกิดการเมืองในระบบ (6 ตลุ าคม 2519) จะเผยแพร่ออกส่สู าธารณะ ลักการ-ความมุ่งหมาย รวมแก้ไขเพมิ่ เติม โดยมีการแกไ้ ขเพิ่มเติม กษัตริย์ ตามความมุ่ง ปร.42 และถูกยกเลกิ ในปี พ.ศ. 2531 ✓ รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณห ปกครองแผน่ ดนิ นนั้ วณั ษัตริยท์ รงเป็นประมุข; หไ้ ด้มาซึง่ ประชาธิปไตย แกไ้ ขปัญหาพฤติกรรม ” ” ✓ การฉ้อราษฎร์บังหลวง - - ✓ ภา ไมเ่ คารพสิทธิและ นผู้อยู่เบื้องหลัง สร้าง ครองเพือ่ แก้ไขเยียวยา มนญู ฉบับใหม่ - - ✓ - - ✓
สรปุ กำรเมอื งไทย และควำมล่ืนไหลในกำรนยิ ำม “ประชำชน” การศึกษาเรื่อง วิเคราะห์ตาแหน่งแห่งที่และนัยของ “ประชาชน” ในบริบทการเมืองการปกครองไทย จากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2517 - 2540 ผ่านกรอบวัฒนธรรมการเมืองของ Almond & Verba เพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดวางตาแหน่งแห่งที่ของ “ประชาชน” ในบริบทการเมืองไทย และความลื่นไหลในการนิยามความเป็น “ประชาชน” ในพื้นที่การเมืองไทย โดยจากการสืบค้นข้อมูล และเรียบเรยี งเป็นขอ้ สารสนเทศในขา้ งต้นนน้ั สามารถสรปุ สารัตถะของการศกึ ษาได้ ดังน้ี การจัดวางตาแหน่งแห่งที่ของประชาชนในบริบทการเมืองไทยน้ัน พบว่า ในขั้นพื้นฐานแล้ว “ประชาชน” เป็นเสมือนรากฐานส าคัญหรือเครื่องมือที่สร้างความชอบธรรมต่อการด าเนินกิจกรรม ทางการเมืองทั้งในสภาวะปกติและไม่ปกติ กล่าวคือ ในทุกกลไกการใช้อานาจทางการเมืองจะปรากฏ มีประชาชนเข้าไปแทรกอยู่ในพื้นที่การเมืองเหล่านั้นเสมอ ซึ่งในสภาวะปกติแล้ว พื้นที่ทางการเมือง ของประชาชนจะได้รับการประกันและรับรองไว้โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอยู่ทุกฉบับ ทั้งในเจตนารมณ์การประกาศใช้และในข้อบัญญัติ ซึ่งเป็นไปตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองขององค์การสหประชาชาติ และแนวทางปฏิบัติ ของรัฐที่ยึดถืออุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยและรองรับว่าเจ้าของอานาจอธิปไตยนั้นคือประชาชน แตเ่ มือ่ สภาวะทไี่ ม่ปกตเิ กิดขึ้น คอื การเข้ามาแทรกแซงการทางานของกลไกอานาจทางการเมอื งโดยกลมุ่ ทหารด้วย การรัฐประหารและยกเลิกการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งเจตนารมณ์ของผู้ก่อการที่ปรากฏ ในคาแถลงการณ์การยึดอานาจการปกครองของแต่ละคณะนั้น ต่างมุ่งหมายเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหา ความวุ่นวาย ความไม่สงบ ความแตกแยกทั้งทางการเมืองและสังคม เพื่อเป็นการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ ของชาติและประชาชน แต่โดยพฤติการณ์จะเป็นการลดทอนพื้นที่ทางการเมืองของภาคประชาชน ที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้ารับรองไว้ เนื่องจากธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรทุกฉบับที่คณะผู้ก่อการ ได้ประกาศใชน้ ้นั มิไดบ้ ัญญัตกิ ารให้สิทธิและเสรีภาพแก่บุคคลในทางการเมืองแต่อยา่ งใด ซึ่งในทา้ ยทีส่ ดุ แลว้ การท่ี ประชาชนถูกลดทอนการมีส่วนร่วมทางการเมือง ร่วมไปกับบริบทด้านสังคม เศรษฐกิจ ทั้งภายในประเทศและ ภายนอกประเทศ เช่น การรับความช่วยเหลือทางการทหารจากสหรัฐอเมริกามาพร้อมกับแนวคิด การพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโต การขยายตัวภาคการศึกษา ก็กระจายไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง กระจายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาแก่ประชาชนได้ สิ่งเหล่าน้ี ก็เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนไหวภาคประชาชนเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง ดังท่ี ปรากฏ ในเหตุการณ์การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 เป็นต้น แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดการผลิตซ้าการรัฐประหารได้เช่นเดียวกัน พื้นที่ของประชาชนที่ปรากฏในบริบทการ
เมืองไทย จึงเป็นผลของการปะทะระหว่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กับการรัฐประหาร ซงึ่ มปี ัจจัยต่าง ๆ เขา้ มาเสรมิ สรปุ ได้ดงั แผนภาพ แผนภาพที่ 4: ตัวแบบการวเิ คราะห์ พนื้ ทีภ่ าคประชาชนในบรบิ ทการเมอื งไทย โดยผลที่ได้จากพื้นที่ปะทะระหว่างรัฐธรรมนูญและการรัฐประหารในกรอบสีแดงนั้น เกิดขึ้นเป็น ความลื่นไหลในการนิยามความเป็นประชาชนในบริบทการเมืองไทย ซึ่งยึดโยงกับพื้นที่ทางการเมือง ของภาคประชาชนเช่นกันและความลื่นไหลนี้ขึ้นอยู่กับว่าอานาจการควบคุมการเมืองตกอยู่กับฝ่ ายใด โดยในขอบเขตการศึกษาด้านเวลา คือการเมืองไทยระหว่างการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 ถงึ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2540 น้นั ปรากฏตัวแสดงทางการเมืองฝ่าย หนึ่งคือทหาร ซึ่งเป็นคณะผู้ก่อการรัฐประหารฝ่ายหนึ่ง พลเรือนที่เคลื่อนไหวเรียกร้องต่อต้านทหาร ในพื้นที่ทางการเมืองฝ่ายหนึ่ง แบ่งขั้วซ้ายและขวาส่วนพื้นที่ตรงกลางเป็นประชาชนในฐานะพลเมือง ของประเทศไทย เป็นพื้นที่ของการแย่งชิงประชาชน ดังนั้นแล้วระหว่างห้วงปี พ.ศ. 2516 ถึง พ.ศ. 2519 ที่การนิยามประชาชนยึดโยงอยู่กับนิสิต นักศึกษา ประชาชนจึงหมายถึงบุคคลผู้ตระหนักในสิทธิเสรีภาพ และการมีสานึกนาตามวิถีประชาธิปไตย แต่ภายหลังการกลับสู่อานาจของทหารในการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง
ในการรัฐประหารโดยคณะปฏริ ูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. 2519 ที่มีแนวคดิ ต่อตา้ นอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เข้ามา เป็นปัจจัยเสริมนั้น คณะปฏิรูปรับรองประชาชนในค าแถลงการณ์ฯ ไว้ว่าเป็นบุคคลผู้ยึดม่ัน ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข เปน็ ผทู้ ย่ี ดึ มน่ั ศรทั ธา และมุ่งหมายธารง รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่ต่อไปได้เป็นสาคัญ บริบทการเมืองไทยคงที่ตราบเมื่อเข้าสู่ ทศวรรษ 2530 เกิดการรัฐประหารอีกครั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) การเคลื่อนไหวของมวลชน เพื่อต่อต้านการรัฐประหารนี้ปรากฏอยู่ในกลุ่มชนชั้นกลางเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า ม็อบมือถือ ประชาชน ในกรอบนี้จึงจ ากัดอยู่เฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางข้างต้น อย่างไรก็ตาม ด้ว ยบริบทสังคม เศรษฐกิจ และแนวคิดทางการเมืองเปล่ยี นไป มคี วามมุ่งหมายให้การเมืองไทยเข้าสรู่ ่องรอยและวิถีทางแห่งประชาธิปไตย ซึ่ง สัมฤทธิ์ผลในท้ายที่สุดได้สะท้อนความเป็นรูปธรรมออกมาผ่านรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ท่รี ่างโดยสภาร่างรฐั ธรรมนูญซงึ่ สมาชิกได้มาจากการเลอื กตัง้ โดยประชาชน และข้อบัญญัตทิ งั้ หลายท่ีปรากฏ ในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับนี้หลายมาตราไม่เคยปรากฏในฉบับอื่นมาก่อน พื้นที่ทางการเมือง ของประชาชนในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับน้ีจงึ ชัดเจนมาก อนึ่ง ผลจากการปะทะระหว่างรัฐธรรมนูญฯ และการรัฐประหารในข้างต้น เมื่อพิจารณาลักษณะ ความสามารถในการเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนผ่านกรอบวัฒนธรรมการเมือง ของ Grabriel Almond และ Sidney Verba จะสามารถจดั ประเภทวฒั นธรรมการเมืองของไทยได้ 2 รปู แบบ คือ แบบไพร่ฟ้า (The Subject-Participant Culture) จะปรากฏเมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้น โดยวัฒนธรรม-แบบไพร่ ฟ้านี้มิได้เกิดขึ้นจากสานึกของประชาชนที่จะไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง แต่เกิดขึ้นจาก กลไกทางการเมืองและการตรวจสอบที่คณะรัฐประหารทั้งหลายได้วางไว้ เพื่อกดทับพื้นที่ทางการเมือง ของภาคประชาชน เช่น ธรรมนูญการปกครองฯค าสั่งคณะปฏิรูปฯ ค าสั่งคณะปฏิวัติฯ เป็นต้น และแบบประชาชนผู้สนใจ (The Participant Political Culture) จะปรากฏขึ้นภายหลังการผูกขาด อานาจทางการเมืองโดยกลุ่มทหารต่อเนื่องมายาวนาน เป็นการสะสมความไม่พอใจของประชาชน จนเมื่อมีตัวแปรหนึ่งซึ่งเป็นสภาวะที่เข้ามาเป็นจุดแย้งสภาวะที่เป็นอยู่อย่างสูงที่สุด จะน ามาสู่ การระเบดิ ออกของภาคประชาชน เปน็ เหตกุ ารณ์การเคลื่อนไหวครั้งสาคัญเพื่อมุ่งหมายให้การเปล่ียนแปลงเกิดข้ึน ในการเมืองไทย ในข้ันพืน้ ฐานท่สี ุดคือ การมีรฐั ธรรมนูญฉบบั ถาวร
เอกสำรอำ้ งองิ กรมองคก์ ารระหวา่ งประเทศ. (2551). ปฏญิ ญำสำกลว่ำด้วยสิทธมิ นษุ ยชน. ม.ป.ท. กรุณา มธลุ าภรงั สรรค.์ (2564). ปจั จยั และเงื่อนไขควำมขดั แยง้ ในสังคมไทย. วารสารสถาบนั วจิ ัยญาณสงั วร, 12(1), 120-130. เกรยี งชัย ปงึ ประวัต,ิ ศุภชยั ศภุ ผล, และ ณฐั พงศ์ บญุ เหลอื . (2561). กำรเมืองเปรยี บเทียบเบอื้ งต้น. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. คณะกรรมการสทิ ธมิ นุษยชนแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). หลักกฎหมำยระหวำ่ งประเทศท่วั ไปเก่ียวกบั สนธิสญั ญำ ด้ำนสิทธิมนุษยชน กิตกำระหว่ำงประเทศว่ำด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทำงกำรเมือง. กรุงเทพฯ: สานกั งานคณะกรรมการสิทธมิ นุษยชนแหง่ ชาติ. คะนึงนิจ วีระปลุ ล.ี (2542). กองทัพบกในฐำนะกลุม่ ผลประโยชนท์ ำงกำรเมือง ศึกษำชว่ ง พ.ศ. 2535- 2540 (วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑติ ). กรุงเทพฯ. จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. “คาสงั่ ของคณะปฏิรูปการปกครองแผน่ ดิน ฉบบั ท่ี 5,” รำชกิจจำนุเบกษำ. เลม่ 93 ตอนท่ี 120. 6 ตุลาคม 2519, หนา้ 1-4. “คาส่ังของคณะปฏริ ูปการปกครองแผ่นดนิ ฉบบั ที่ 42,” รำชกจิ จำนุเบกษำ. เลม่ 93 ตอนท่ี 134. 21 ตุลาคม 2519, หน้า 1-6. จิรโชค วรี สย, สุรพล ราชภณั ฑารกั ษ์, และ สุรพนั ธ์ ทับสุวรรณ์. (2559). รฐั ศำสตร์ทว่ั ไป. พมิ พ์คร้งั ที่ 3. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง. ชยั อนันต์ สมทุ วณิช และ เชาวนะ ไตรมาศ. (2556). ขอ้ มูลพื้นฐำน 80 ปี ประชำธิปไตยไทย 2475-2555. กรุงเทพฯ: พี. เพรส. ชาญวทิ ย์ เกษตรศริ ิ. (2563). เกดิ อะไรใน “14 ตลุ ำ” ก่อนมำสชู่ ยั ชนะสำคญั ของประชำชนลุกฮอื ตำ้ น “คณำธิปไตย”[ออนไลน์]. สบื คน้ 6 กันยายน 2564, จาก https://www.silpa- mag.com/history/article_40175 ณรงคศ์ ักด์ิ เนียมสอน. (2563). ระบอบเผด็จกำรอยรู่ อดได้อยำ่ งไร: บทบำทของสภำนติ บิ ัญญัตแิ ห่งชำติ พ.ศ. 2557 – 2562. CMU Journal of Law and Social Sciences, 13(2), 64-86. “แถลงการณ์ของคณะปฏริ ปู การปกครองแผ่นดิน,” รำชกิจจำนุเบกษำ. เล่ม 93 ตอนที่ 120. 6 ตลุ าคม 2519, หน้า 1-4. “แถลงการณข์ องคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี 1,” รำชกิจจำนเุ บกษำ. เลม่ 94 ตอนท่ี 98. 20 ตุลาคม 2520, หน้า 1-3. “แถลงการณ์คณะรักษาความสงบเรยี บร้อยแห่งชาติ ฉบบั ท่ี 1,” รำชกจิ จำนเุ บกษำ. เล่ม 108 ตอนที่ 32. 23 กมุ ภาพนั ธ์ 2534, หนา้ 1-5.
ธเนศ วงศ์ยานนาวา. (2563). ว่ำด้วยประชำชน อะไรคอื ‘ประชำชน’: จำกโรมนั โบรำณจนถงึ เอ็มมำนูเอล โจเซฟ ซเี ยส. กรงุ เทพฯ: สมมต.ิ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ. (2556). แปดทศวรรษสยำมปฏิวตั ิ บทวเิ ครำะห์กำรเมืองและประชำธิปไตย สยำมไทยในระยะเปล่ียนผำ่ น. กรงุ เทพฯ: สมมติ. “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจกั ร พุทธศักราช 2520,” รำชกจิ จำนเุ บกษำ. เลม่ 94 ตอนที่ 111 ฉบับพเิ ศษ, 9 พฤศจิกายน 2520, หนา้ 1-7. “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534,” รำชกิจจำนเุ บกษำ. เล่ม 108 ตอนที่ 40 ฉบบั พิเศษ, 1 มีนาคม 2534, หนา้ 1-7. ประจกั ษ์ ก้องกรี ต.ิ (2556). และแลว้ ควำมเคล่อื นไหวก็ปรำกฎ กำรเมอื งวัฒนธรรมของนกั ศึกษำและ ปญั ญำชนก่อน 14 ตุลำฯ. กรุงเทพฯ: ฟ้าเดยี วกนั . เปลโต้. (2561). โสกรำตสี (ส. ศิวรักษ,์ แปล). พิมพ์ครง้ั ท่ี 9. กรงุ เทพฯ: สยามปริทัศน.์ “ผใู้ หญล่ ี - ศักดศ์ิ รี ศรีอักษร” YouTube อัปโหลดโดย T 3D, 3 สิงหาคม 2560, https://youtu.be/3AiIsKc2Ths พระณัฐพงศ์ ญาณเมธี (ไกรเทพ) และ มะลิ ทิพยป์ ระจง. (2561). ประชำชนกับประชำธปิ ไตย. วารสาร มจร เพชรบรุ ปี ริทรรศน,์ 1(1), 53-71. มอรซิ แคลนสตัน. (2562). ปรัชญำกำรเมือง [Political Dialogue] (ส. ศิวรกั ษ,์ แปล). พมิ พ์ครั้งท่ี 4. กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์. “รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2517,” รำชกจิ จำนุเบกษำ. เล่ม 91 ตอนที่ 169 ฉบบั พิเศษ. 7 ตุลาคม 2517, หนา้ 1-40. “รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2519,” รำชกจิ จำนุเบกษำ. เล่ม 93 ตอนท่ี 135 ฉบับพิเศษ. 22 ตลุ าคม 2519, หน้า 1-7. “รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช 2521,” รำชกิจจำนุเบกษำ. เลม่ 95 ตอนที่ 147 ฉบับพเิ ศษ. 22 ธนั วาคม 2521, หน้า 1-37. “รฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2534,” รำชกจิ จำนุเบกษำ. เลม่ 108 ตอนท่ี 216 ฉบบั พิเศษ. 9 ธันวาคม 2534, หนา้ 1-41. “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย แก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉบับท่ี 6) พุทธศักราช 2539,” รำชกิจจำนุเบกษำ. เล่ม 113 ตอนที่ 53 ก. 22 ตุลาคม 2539, หน้า 1-8. “รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2540,” รำชกจิ จำนุเบกษำ. เล่ม 114 ตอนท่ี 55 ก. 11 ตลุ าคม 2540, หนา้ 1-88.
รุจริ าง เตชางกูร และคณะ. (2562). เอกสำรประกอบกำรสอน POL 2102 หลักรัฐธรรมนูญและสถำบนั กำรเมือง. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั รามคาแหง. วิศษิ ฐ์ ทวีเศรษฐ, สขุ ุม นวลสกุล, และ วิทยา จิตนุพงศ์. (2558). กำรเมืองและกำรปกครองไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคาแหง. วศิ ษิ ฐ์ ทวเี ศรษฐ และคณะ. (2562). ควำมรู้คูค่ ุณธรรม RAM1000. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. ศรณั ย์ จริ ะพงษส์ ุวรรณ. (2560). กำรรัฐประหำรกบั “องค์อธิปตั ย์” ในสังคมกำรเมืองไทย. วารสารศิลปะศาสตร,์ 13(2), 306-328. ศศิธร โอเจรญิ และ เมธีพัชญ์ จงวโรทัย. (2563). ควำมขัดแย้งทำงกำรเมืองในกำรดำเนนิ นโยบำย เปล่ยี นสนำมรบเป็นสนำมกำรค้ำ ในสมยั รัฐบำลพลเอกชำตชิ ำย ชุณหะวัณ (พ.ศ. 2531 - 2534). วารสารเศรษฐศาสตร์การเมอื ง บูรพา, 8(2), 151-168. ศกั ดภิ ัท เชาวน์ลกั ษณส์ กุล และ ยพุ า ปราชญากลู . (2561). รัฐประหำรกบั กำรเมืองไทย. วารสาร บริหารธุรกิจและสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง, 1(3), 17-34. ศริ พิ ร เชาวลิต. (2555). กำรบรหิ ำรกำรพฒั นำ. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง. ศุภชยั ศภุ ผล. (2560). ปรชั ญำกำรเมืองเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง. สานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาต.ิ (2504). แผนพฒั นำเศรษฐกิจแห่งชำติ ฉบบั ท่หี นึ่ง ระยะท่ี 1 (พ.ศ. 2504-2506). สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แหง่ ชาต.ิ กรงุ เทพฯ. _______. (2507). แผนพัฒนำเศรษฐกจิ แหง่ ชำติ ฉบับท่ีหน่งึ พ.ศ. 2504 – 2506 - 2509 ระยะที่สอง (พ.ศ. 2507-2509). สานกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาต.ิ กรุงเทพฯ. _______. (2510). แผนพัฒนำเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชำติ ฉบบั ทส่ี อง (พ.ศ. 2510-2514). สานกั งาน คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ. กรุงเทพฯ. _______. (2515). แผนพัฒนำเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชำติ ฉบับที่สำม (พ.ศ. 2515-2519). สานกั งาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาต.ิ กรุงเทพฯ. _______. (2520). แผนพฒั นำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบบั ทีส่ ่ี (พ.ศ. 2520-2524). สานกั งาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาต.ิ กรุงเทพฯ. _______. (2525). แผนพัฒนำเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชำติ ฉบับทหี่ ้ำ (พ.ศ. 2525-2529). สานกั งาน คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาต.ิ กรุงเทพฯ. _______. (2530). แผนพฒั นำเศรษฐกิจและสังคมแห่งชำติ ฉบับทห่ี ก (พ.ศ. 2530-2534). สานักงาน คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ. กรุงเทพฯ.
สุทธนิ นั ท์ สวุ รรณวิจติ และ วรวิทย์ กลิ่นสขุ . (2564). ทหำรกบั กำรเมอื งไทย. Journal of Modern Learning Development, 6(2), 344-353. สรุ พนั ธ์ ทับสวุ รรณ์ และ ปุณณดา องิ คุลานนท์. (2562). หลกั รัฐธรรมนูญและสถำบนั กำรเมอื ง. พิมพค์ รั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคาแหง. อนันต์ อมรรตยั . (2525). 6 ตุลำมใิ ชว่ นั มหำปิติ. กรุงเทพฯ: ดวงตะวัน. อานนั ท์ กาญจนพันธ.์ (2562). คดิ อยำ่ งมิเชล ฟูโกต์ คดิ อย่ำงวิพำกษ์. พิมพ์คร้งั ท่ี 3. กรุงเทพฯ: สยามปรทิ ัศน.์ Almond and Verba. (1963). The Civic Culture Political Attitude and Democracy in Five Nations. Princeton University. Christian Fuchs. (2019). Marxism. New York: Routledge.
Search
Read the Text Version
- 1 - 41
Pages: