Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่4 เรียนรู้ภูมิศาสตร์

หน่วยที่4 เรียนรู้ภูมิศาสตร์

Published by Nannongbon School, 2021-07-01 05:02:58

Description: หน่วยที่4 เรียนรู้ภูมิศาสตร์

Search

Read the Text Version

สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 กลุ่มสาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 3 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 Slide PowerPoint_ส่ือประกอบการสอน บรษิ ทั อักษรเจริญทศั น์ อจท. จำกดั : 142 ถนนตะนำว เขตพระนคร กรงุ เทพฯ 10200 Aksorn CharoenTat ACT.Co.,Ltd : 142 Tanao Rd. Pranakorn Bangkok 10200 Thailand โทรศพั ท์ : 02 622 2999 โทรสำร : 02 622 1311-8 [email protected] / www.aksorn.com

4หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี เรยี นร้ภู ูมิศาสตร์ ตวั ชว้ี ดั • สืบค้นและอธบิ ำยขอ้ มลู ลกั ษณะทำงกำยภำพในภูมภิ ำคของตนด้วยแผนทีแ่ ละรูปถำ่ ย • อธบิ ำยลักษณะทำงกำยภำพท่ีสง่ ผลตอ่ แหลง่ ทรัพยำกรและสถำนทีส่ ำคัญในภูมิภำคของตน • วิเครำะหส์ ิง่ แวดลอ้ มทำงกำยภำพทม่ี อี ิทธพิ ลตอ่ ลกั ษณะกำรตั้งถนิ่ ฐำนและกำรยำ้ ยถนิ่ ของประชำกรในภมู ภิ ำคของตน • วเิ ครำะหอ์ ิทธพิ ลของส่ิงแวดล้อมทำงธรรมชำติท่ีก่อใหเ้ กดิ วิถีกำรดำเนินชวี ิตในภูมิภำคของตน • นำเสนอตัวอย่ำงท่ีสะทอ้ นให้เห็นผลจำกกำรรักษำและทำลำยสงิ่ แวดลอ้ ม และเสนอแนวทำงในกำรจัดกำรส่ิงแวดลอ้ มในภมู ิภำคของตน

ภมู ภิ าคตา่ ง ๆ ของไทย ประเทศไทยแบง่ ภมู ภิ าคต่าง ๆ ตามลักษณะทางภมู ิศาสตรไ์ ด้ 6 ภาค ดังนี้

ลกั ษณะกายภาพ ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ เป็นภูเขาที่ต่อเนอ่ื งกันเป็นทวิ เขา วางตวั เป็นแนวยาวจากทางเหนือลงไปทางใต้ ระหวา่ งทิวเขาจะเป็นทหี่ ุบเขาและแอ่งที่ราบอยูร่ ะหวา่ งภเู ขา ลกั ษณะภมู ิอากาศ เปน็ แบบร้อนช้นื สลับแล้งหรือแบบทงุ่ หญา้ เมอื งร้อน อณุ หภมู ิเฉล่ยี 24 - 27 องศาเซลเซียส มี 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ฤดหู นาว ฤดูร้อน ทรพั ยากรธรรมชาติ ดินส่วนใหญใ่ นภาคเหนือ มีความอุดมสมบรู ณป์ านกลางถงึ ต่า เป็นแหล่งต้นน้าหลายสาย มพี ื้นทป่ี ่าไมม้ ากท่สี ุด เชน่ ปา่ ดิบเขา ป่าสนเขา ปา่ เบญจพรรณ แร่สาคัญ เช่น ดีบุก เหลก็ ทังสเตน แมงกานีส เปน็ ต้น

ลกั ษณะกายภาพทีส่ ่งผลตอ่ แหล่งทรัพยากรและสถานทสี่ าคญั ในภูมิภาค เป็นภเู ขาท่ียาวต่อเน่ืองติดตอ่ กันเปน็ ทิวเขา มที รัพยากรปา่ ไม้ทอ่ี ุดมสมบูรณ์ เป็นภาคทม่ี พี นื้ ท่ีป่าไม้มากที่สุดของประเทศ ดอยอนิ ทนนท์ จงั หวัดเชยี งใหม่ มีทัศนียภำพ กวำ๊ นพะเยำ จังหวดั พะเยำ เปน็ บงึ น้ำจดื ทสี่ วยงำม มอี ำกำศหนำวเยน็ ตลอดปี ใหญ่สุดของภำคเหนอื ภูชี้ฟำ้ จังหวดั เชยี งรำย มีลกั ษณะ แม่นำ้ น่ำน จังหวัดน่ำน ตน้ นำ้ เกิดจำก เปน็ หน้ำผำสูงเปน็ แนวยำว ปลำยสุด ทวิ เขำหลวงพระบำง ไหลลงมำทำงใต้ ของหนำ้ ผำเรยี วแหลมยนื่ ไปในอำกำศ ผ่ำนพื้นท่ี 11 จงั หวดั ดอยแมอ่ คู อ จงั หวัดแม่ฮ่องสอน ชว่ งแรกเร่มิ ของฤดหู นำวมำเยอื น นำ้ พุรอ้ นแจ้ซอ้ น จงั หวดั ลำปำง ดอกบวั ตองจะบำนสะพรงั่ เตม็ ดอย เกิดจำกนำ้ ร้อนทีอ่ ยู่ใต้ดินถูกแรงดัน

ลกั ษณะการตั้งถ่นิ ฐานในภมู ิภาค ภาคเหนือ การตั้งถิน่ ฐานจะอยบู่ รเิ วณแอ่งที่ราบระหวา่ งหบุ เขา ท่ีมีแมน่ า้ ไหลผา่ น เช่น แอง่ เชียงใหม่ – ลาพูน แอง่ แพร่ และบรเิ วณพน้ื ท่สี งู เป็นการตง้ั ถิ่นฐาน ของชาวไทยภูเขา

ลกั ษณะการย้ายถิ่นในภมู ภิ าค การย้ายถนิ่ เข้า ภาคเหนอื ประชากรยา้ ยถิน่ ฐานมาอยูบ่ รเิ วณแอ่งที่ราบ เพราะมคี วามอุดมสมบรู ณ์ และบรเิ วณพืน้ ทส่ี งู สาหรบั ประกอบอาชพี เพราะเปน็ แหลง่ ท่องเทย่ี ว การยา้ ยถ่ินออก การย้ายถ่ินออกเกิดในพื้นทส่ี ูงและภเู ขา ท่ีมีความยากลาบากในการประกอบอาชีพ หา่ งไกลจากศูนย์กลางของจังหวดั

สง่ิ แวดล้อมทางธรรมชาตกิ บั วถิ กี ารดาเนินชีวิต ภาคเหนือ ลกั ษณะที่อยู่อาศัย สร้ำงบำ้ นเรือนปิดทึบ มีหน้ำต่ำงนอ้ ย หลงั คำเตยี้ เพอื่ ใหภ้ ำยในตัวบำ้ นอบอ่นุ และปอ้ งกันอำกำศหนำว อาหารพ้ืนบ้าน นยิ มบรโิ ภคข้ำวเหนียว และกับขำ้ วทใ่ี ช้วัตถุดิบทห่ี ำงำ่ ย ในท้องถิ่น การประกอบอาชีพ ผ้คู นสว่ นใหญ่ประกอบอำชพี เกษตรกรรม มีกำรทำนำ แบบขั้นบนั ได ปลูกพชื เมืองหนำว เช่น สตรอว์เบอร์รี วัฒนธรรมประเพณี มีพธิ บี วชต้นไม้เพ่อื ช่วยอนุรักษ์ปำ่ ไม้ใหอ้ ดุ มสมบูรณ์

ลักษณะกายภาพ ลักษณะภมู ิประเทศ ลักษณะภมู ิประเทศจะเปน็ ทร่ี าบลมุ่ และทร่ี าบลูกฟกู ลักษณะภมู ิอากาศ เปน็ แบบรอ้ นชน้ื สลับแลง้ หรอื แบบทงุ่ หญ้าเมืองร้อน อณุ หภมู ิเฉล่ยี 26 - 30 องศาเซลเซียส มี 3 ฤดู คือ ฤดูรอ้ น ฤดูฝน และฤดหู นาว ทรพั ยากรธรรมชาติ พ้ืนดินของภาคกลางมคี วามอุดมสมบรู ณ์สงู มแี หล่งน้าตามธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภาคกลางมพี ้นื ทป่ี ่าไม้นอ้ ย พชื พรรณจะเปน็ ปา่ เบญจพรรณและป่าดบิ แรส่ าคญั ไดแ้ ก่ หนิ ปนู ยิปซัม ปโิ ตรเลียม เป็นต้น

ลกั ษณะกายภาพทีส่ ง่ ผลตอ่ แหลง่ ทรพั ยากรและสถานที่สาคญั ในภูมิภาค เปน็ พน้ื ที่ที่มีภเู ขาหรือท่ีสูงนอ้ ย เป็นภเู ขาเต้ยี และเปน็ เขาโดด พ้ืนทม่ี ีลักษณะเด่นท่ี เปน็ พืน้ ท่รี าบผนื ใหญส่ ุด แผ่กว้างจากตอนบนลาดลงสอู่ า่ วไทย สโุ ขทยั อยูไ่ มไ่ กลจำกแม่นำ้ ยม ในอดีตมี ห้วยขำแขง้ จงั หวดั อุทัยธำนี มีควำม กำรขดุ ตระพงั ไวโ้ ดยรอบ เพือ่ กกั เกบ็ น้ำ อดุ มสมบูรณท์ ำงธรรมชำติ ไดร้ บั กำรข้ึน ทะเบียนเปน็ แหลง่ มรดกโลกจำกยูเนสโก ไวใ้ ชใ้ นยำมขำดแคลน ภทู ับเบกิ จงั หวัดเพชรบูรณ์ มีอำกำศ เยน็ ตลอดปี เปน็ แหลง่ ปลูกกะหลำ่ ปลพี น้ื ที่ใหญ่ เขอื่ นป่ำสกั ชลสทิ ธิ์ จงั หวัดลพบุรี สรำ้ งขึ้นเพอ่ื กักเกบ็ นำ้ จำกแม่นำ้ ป่ำสกั บึงบอระเพ็ด จงั หวัดนครสวรรค์ เปน็ บงึ น้ำจดื ขนำดใหญ่สุดของไทย

ลกั ษณะการต้งั ถิ่นฐานในภูมิภาค ภาคกลาง การตงั้ ถิน่ ฐานจะมคี วามหนาแน่นทางตอนล่างของภาค ตามรมิ แมน่ ้าสายสาคัญ เชน่ แม่น้าเจา้ พระยา แมน่ ้าท่าจีน เนอ่ื งจากดนิ ตะกอนทพี่ ัดมาทับถม จงึ มีความอุดมสมบูรณ์

ลกั ษณะการยา้ ยถิ่นในภูมภิ าค การยา้ ยถ่นิ เข้า ภาคกลาง ประชากรยา้ ยถิ่นฐานมาอยู่บริเวณท่ี ราบลมุ่ แม่น้า เพราะมีความอดุ มสมบูรณ์ โดยเฉพาะบรเิ วณภาคกลางตอนล่าง การย้ายถ่นิ ออก การยา้ ยถิ่นออกเกดิ ในพืน้ ทท่ี ป่ี ระสบภยั แลง้ เน่อื งจากเกิดความยากลาบากในการดาเนนิ ชวี ติ

สง่ิ แวดล้อมทางธรรมชาตกิ บั วิถีการดาเนนิ ชีวติ ภาคกลาง ลกั ษณะทอ่ี ยู่อาศัย สร้ำงบ้ำนเรือนยกพนื้ สูง มีหนำ้ ตำ่ งมำกเพื่อช่วยระบำย ควำมร้อน มีหลงั คำลำดชนั เพ่ือระบำยนำ้ ฝน อาหารพ้ืนบา้ น นิยมบรโิ ภคข้ำวเจ้ำ และกบั ข้ำวที่เป็นวัตถดุ ิบทห่ี ำได้ งำ่ ยในท้องถน่ิ เชน่ ปลำ หมู ผัก เปน็ ต้น การประกอบอาชีพ ผคู้ นส่วนใหญป่ ระกอบอำชีพเกษตรกรรม โดยเฉพำะกำรทำนำ วฒั นธรรมประเพณี ในช่วงวนั เพญ็ เดือนสบิ สอง จะมีประเพณีลอยกระทง ซง่ึ สะท้อนใหเ้ หน็ ควำมผกู พนั ของผ้คู นกับสำยน้ำ

ลกั ษณะกายภาพ ลักษณะภูมปิ ระเทศ พ้นื ที่เปน็ ท่รี าบสงู มีแอ่งที่ราบคลา้ ยถ้วยอยู่ตรงกลาง ลักษณะพืน้ ทีบ่ ริเวณด้านตะวนั ตกและด้านใตจ้ ะเปน็ แนวเทอื กเขาสูง ลกั ษณะภมู ิอากาศ เป็นแบบรอ้ นชน้ื สลับแล้ง อุณหภูมิเฉลี่ย 24 - 28 องศาเซลเซียส มี 3 ฤดู คือ ฤดูรอ้ น ฤดฝู น และฤดหู นาว ทรพั ยากรธรรมชาติ สว่ นใหญ่เป็นดินทราย มีความอุดมสมบูรณต์ า่ แม่นา้ จะมตี น้ กาเนิดจากพน้ื ทป่ี ่า บนทวิ เขาทางตะวันตกและทางใต้ของภาค ปา่ ไม้ จะเป็นป่าเต็งรังหรอื ปา่ แดง ปา่ เบญจพรรณ ปา่ ดบิ และปา่ สนเขา แร่สาคญั ไดแ้ ก่ เหลก็ ยปิ ซัม ทองแดง เป็นต้น

ลักษณะกายภาพที่สง่ ผลต่อแหลง่ ทรัพยากรและสถานทีส่ าคญั ในภูมิภาค เปน็ ทรี่ าบสงู มปี ่าไมห้ ลายชนิดข้ึนผสมผสานกนั ส่วนใหญ่จะเป็นป่าเต็งรังและ ปา่ เบญจพรรณ มีพน้ื ที่ป่าเสือ่ มโทรมกระจายอยู่ทั่วไป มที รพั ยากรสตั วป์ ่านอ้ ย ภกู ระดึง จงั หวัดเลย บริเวณผำหมำกดูก นกั ท่องเทยี่ วนิยมมำชมดวงอำทิตย์ลับขอบฟ้ำ เข่อื นลำตะคอง จงั หวดั นครรำชสีมำ มที ิวเขำโอบล้อม ช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้หน้ำแลง้ ทะเลบวั แดง บึงหนองหำน กุมภวำปี จงั หวดั อุดรธำนี ดอกบัวจะเบง่ บำนช่วงฤดหู นำว ทุ่งกุลำรอ้ งไห้ จงั หวดั รอ้ ยเอ็ด จำกพ้ืนทแ่ี หง้ แลง้ ปัจจุบนั เปน็ แหล่ง ปลูกขำ้ วหอมมะลชิ ้ันเย่ยี ม ผำแตม้ จงั หวัดอบุ ลรำชธำนี อยใู่ กล้กบั แมน่ ำ้ โขง มภี ำพเขียนประวัตศิ ำสตร์ เป็นจดุ ที่ชมดวงอำทิตยข์ ึน้

ลกั ษณะการต้งั ถิ่นฐานในภมู ภิ าค ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื การตง้ั ถน่ิ ฐานจะหนาแนน่ บรเิ วณใกล้แม่นา้ เช่น บริเวณแอง่ โคราช รองลงมาคอื บรเิ วณแอง่ สกลนคร และบรเิ วณริมแมน่ ้าโขง

ลักษณะการยา้ ยถน่ิ ในภมู ิภาค การยา้ ยถ่ินเขา้ ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ประชากรยา้ ยถน่ิ ฐานมาอยู่บริเวณแอ่งโคราช แอง่ สกลนคร พ้นื ทีร่ าบลุ่มแม่น้า และพืน้ ที่ ที่เปน็ ศูนยก์ ลางของภูมิภาค การย้ายถ่นิ ออก การยา้ ยถ่ินออกเกิดในพ้ืนท่ีแห้งแลง้ ขาดแคลนสาธารณูปโภค

สง่ิ แวดล้อมทางธรรมชาติกับวถิ ีการดาเนินชีวิต ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ลกั ษณะที่อยอู่ าศัย สร้ำงบ้ำนมใี ตถ้ ุนสูงเพ่อื ป้องกันน้ำทว่ มและใชท้ ำ กจิ กรรมต่ำงๆ มหี ลงั คำลำดเอียงเพือ่ ระบำยนำ้ ฝน อาหารพืน้ บา้ น นิยมบรโิ ภคขำ้ วเหนยี ว และใชป้ ลำรำ้ เป็นสว่ นประกอบ ในกำรทำอำหำร การประกอบอาชีพ ผคู้ นสว่ นใหญ่ประกอบอำชพี เกษตรกรรม ทำไร่ ทำนำ วฒั นธรรมประเพณี ประเพณีบญุ บ้ังไฟ เป็นกำรยิงบัง้ ไฟไปบนทอ้ งฟ้ำ บูชำพญำแถน เพื่อขอฝน

ลักษณะกายภาพ ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ มที ิวเขาและทีสงู อยูท่ างตอนกลาง มีเนนิ เขา ท่ีดอนและท่ีราบอยโู่ ดยรอบ บางสว่ น เปน็ ทรี่ าบสลบั กับเนนิ เขาคล้ายลกู ฟูกลาดลงสู่อ่าวไทย ลักษณะภมู อิ ากาศ เป็นแบบร้อนชืน้ สลับแล้ง ตอนลา่ งของภาคได้รับอิทธพิ ลจากทะเลมาก อากาศมีความชุม่ ชน้ื สูง อุภณหภมเิ ฉลีย่ 26 - 29 องศาเซลเซียส มี 3 ฤดคู อื ฤดรู อ้ น ฤดฝู น และฤดูหนาว ทรพั ยากรธรรมชาติ ส่วนใหญ่เป็นดนิ ร่วนที่เกิดจากการผุกร่อน บรเิ วณทิวเขาสูงของภาคจะเป็นแหล่งต้นน้า สายสาคญั แต่เป็นแมน่ ้าสายสั้น มีพื้นทปี่ า่ ที่ยงั อดุ มสมบูรณ์กระจายทั่วท้ังภาค แรส่ าคญั ได้แกเ่ หลก็ ทรายแกว้ และพลอย เป็นต้น

ลกั ษณะกายภาพทส่ี ่งผลต่อแหลง่ ทรพั ยากรและสถานท่สี าคญั ในภูมภิ าค มีลกั ษณะทางกายภาพทีห่ ลากหลาย มที ั้งภเู ขา พนื้ ทร่ี าบ และชายฝ่งั ทะเล พนื้ ทจ่ี ะมปี า่ ไม้ขน้ึ อย่างหนาแน่น และเปน็ แหล่งตน้ น้าลาธารของภูมภิ าค ละลุ จงั หวัดสระแกว้ เกดิ จำกดินถูก เกำะชำ้ ง จงั หวัดตรำด น้ำฝนกัดเซำะจนยบุ ตัว คงควำมอุดมสมบรู ณ์ของป่ำดิบเขำ แก่งหนิ เพงิ จังหวดั ปรำจนี บุรี ท้องทะเลและชำยหำด เปน็ แก่งหนิ ขนำดใหญก่ ลำงลำนำ้ ใส ท่ำเรอื แหลมฉบัง จงั หวัดชลบรุ ี เนินนำงพญำ หำดคงุ้ วมิ ำน จงั หวัดจนั ทบุรี ท่ำเรือน้ำลึกหลักทำงภำคตะวนั ออก จะมองเหน็ ทะเลสวยได้ไกลสดุ ตำ ในกำรขนสง่ สินคำ้ ระหว่ำงประเทศ

ลกั ษณะการตั้งถ่นิ ฐานในภมู ภิ าค ภาคตะวันออก การตัง้ ถนิ่ ฐานจะอยบู่ ริเวณพื้นทร่ี าบท่ตี อ่ เนอ่ื งกับ ชายฝง่ั อ่าวไทย เพราะเปน็ พน้ื ทรี่ าบสลับเนนิ เขา มฝี นตกชุก เช่น บริเวณท่ีราบล่มุ แม่น้าบางปะกง และมกี ารตงั้ ถนิ่ ฐานบริเวณแหล่งทอ่ งเที่ยวทางทะเล รวมถึงแหล่งนคิ มอตุ สาหกรรม

ลกั ษณะการย้ายถ่นิ ในภมู ิภาค การยา้ ยถนิ่ เขา้ ภาคตะวันออก ประชากรย้ายถ่ินฐานมาอยบู่ รเิ วณท่รี าบ ชายฝ่งั บริเวณทมี่ กี ารต้ังนิคมอุตสาหกรรม และทา่ เรอื จะมปี ระชากรยา้ ยถน่ิ เขา้ มาอยู่ จานวนมาก การยา้ ยถิ่นออก การย้ายถิน่ ออกเกดิ ในพ้นื ทีต่ อนบน และทาง ตะวนั ตกของภาค ทมี่ สี ภาพภมู ิประเทศ ไม่เอ้อื อานวยต่อการดาเนนิ ชีวิต

สิง่ แวดล้อมทางธรรมชาตกิ ับวถิ ีการดาเนินชีวติ ภาคตะวนั ออก ลกั ษณะทอี่ ยูอ่ าศัย มกี ำรสร้ำงบ้ำนเรือนคลำ้ ยภำคกลำง คือ เปน็ บ้ำน มีใต้ถนุ สูง มหี ลงั คำทรงสงู อาหารพน้ื บ้าน นิยมใช้วัตถุดิบจำกทะเล เช่น กงุ้ หอย ปู ปลำ และผกั ทีห่ ำได้งำ่ ยในทอ้ งถนิ่ การประกอบอาชีพ ผู้คนสว่ นใหญ่ประกอบอำชพี เกษตรกรรม ทำสวน ทำไร่ และมกี ำรทำประมงเพำะเลี้ยงสัตว์นำ้ วัฒนธรรมประเพณี ประเพณวี นั ไหล ท่ีมกี ำรเล่นนำ้ สำดนำ้ เหมอื นอยำ่ ง ประเพณสี งกรำนต์

ลักษณะกายภาพ ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ มีทิวเขาสูงวางตวั ในแนวเหนือ - ใต้ อยทู่ างด้านตะวนั ตก ถดั จากทวิ เขาจะเปน็ พน้ื ท่ีราบและพนื้ ทร่ี าบลุม่ นา้ ลกั ษณะภมู อิ ากาศ เป็นแบบรอ้ นชื้นสลับแลง้ เปน็ พื้นทอี่ บั ฝน อุณหภูมเิ ฉลย่ี 26 - 30 องศาเซลเซยี ส ทางตอนบนของภาคมอี ากาศเยน็ มี 3 ฤดู คือ ฤดูฝน ฤดหู นาว และฤดรู ้อน ทรัพยากรธรรมชาติ ดินมคี วามอดุ มสมบรู ณต์ า่ ยกเวน้ บริเวณทร่ี าบลุม่ นา้ จะมีความอดุ มสมบูรณม์ าก มปี รมิ าณนา้ น้อย เนอ่ื งจากเปน็ พ้ืนท่ีอับฝน เปน็ ภาคทีพ่ ืน้ ทป่ี ่าไมย้ ังอดุ มสมบรู ณ์ และมสี ตั วป์ า่ อาศยั อยู่มาก แร่สาคญั ได้แก่ ฟลูออไรด์ รัตนชาติ และไพลนิ เปน็ ต้น

ลักษณะกายภาพทส่ี ่งผลตอ่ แหลง่ ทรพั ยากรและสถานที่สาคญั ในภูมิภาค เปน็ เทอื กเขาที่ยาวตอ่ เนื่องมาจากภาคเหนือ คือ ทิวเขาถนนธงชัยและทิวเขาตะนาวศรีเป็นขอบดา้ นตะวนั ตก น้ำตกทลี อซู จังหวัดตำก เปน็ น้ำตก เขอื่ นศรนี ครนิ ทร์ จงั หวัดกำญจนบรุ ี ใหญ่สุดของประเทศ ตน้ นำ้ มำจำก กำรชลประทำนและผลิตกระแสไฟฟำ้ ผืนปำ่ อุม้ ผำงอนั อดุ มสมบรู ณ์ แม่นำ้ แควใหญ่ จังหวดั กำญจนบุรี นำเกลอื จงั หวดั เพชรบรุ ี กระบวนกำร มีสะพำนข้ำมแม่น้ำแคว ผลิตส่วนใหญ่ยังพ่ึงพำธรรมชำติ ตลำดน้ำ จังหวัดรำชบุรี เปน็ ผลมำจำก อำ่ วมะนำว จังหวัดประจวบคีรีขนั ธ์ กำรมแี ม่น้ำลำคลองแวดล้อมและใชเ้ รือเปน็ พำหนะ มลี ักษณะโค้งเกือบเป็นวงกลม มีชำยหำดทรำยขำวรอบอ่ำว

ลกั ษณะการตั้งถ่นิ ฐานในภมู ภิ าค ภาคตะวนั ตก การตัง้ ถ่ินฐานจะอยู่แถบตอนกลางด้านตะวนั ออก ของภูมิภาค ได้แก่ พนื้ ที่ริมแมน่ ้าปิง ที่ราบลุ่มแม่น้า แมก่ ลอง ทรี่ าบแม่นา้ เพชรบรุ ี และบริเวณชายฝั่งดา้ น อา่ วไทย

ลกั ษณะการย้ายถิ่นในภมู ภิ าค การย้ายถนิ่ เขา้ ภาคตะวนั ตก ประชากรยา้ ยถน่ิ ฐานมาอยบู่ ริเวณตอนกลาง ของภมู ภิ าคเพราะมที ่ีราบลุ่มแมน่ า้ มคี วามอุดมสมบูรณแ์ ละบรเิ วณชายฝั่งทะเล การย้ายถิน่ ออก การยา้ ยถนิ่ ออกเกิดในพื้นทตี่ อนบน และทาง ตะวนั ตกของภาค เน่ืองจากพ้ืนทที่ ุรกันดาร มคี วามแหง้ แล้ง

ส่งิ แวดล้อมทางธรรมชาตกิ ับวิถกี ารดาเนนิ ชีวติ ภาคตะวนั ตก ลกั ษณะทอี่ ยู่อาศัย สร้ำงบ้ำนเรือนแบบทอ้ งถน่ิ ใชว้ ัสดุท่ีหำงำ่ ยในทอ้ งถิ่น อาหารพ้ืนบ้าน บรโิ ภคพชื ผักตำ่ งๆ ทหี่ ำได้จำกปำ่ และสตั วน์ ำ้ ตำม แหลง่ นำ้ ธรรมชำติ การประกอบอาชีพ ประกอบอำชีพเกษตรกรรม และประมงเพำะเลย้ี ง สัตว์นำ้ วัฒนธรรมประเพณี มปี ระเพณีกำรแข่งเรอื ยำว ซ่ึงสะทอ้ นวถิ ชี วี ติ ของ ผู้คนท่มี คี วำมผกู พนั ตอ่ สำยน้ำ

ลกั ษณะกายภาพ ลกั ษณะภมู ิประเทศ เปน็ แบบคาบสมุทร มที ิวเขาสูงอยู่ตรงกลาง และมที รี่ าบชายฝ่ังทะเลขนาบอย่ทู งั้ 2 ดา้ น ลักษณะภูมอิ ากาศ เป็นแบบรอ้ นชื้นเพราะมีทะเลขนาบอยู่ทง้ั 2 ดา้ น จงึ ไดร้ ับอิทธิพลจากทะเล และลมมรสมุ ตะวันตกเฉยี งใต้อย่างเต็มที่ ทาใหม้ ฝี นตกชุกตลอดปี อณุ หภูมิเฉลี่ย 26 - 28 องศาเซลเซียส มี 2 ฤดู คอื ฤดรู อ้ นและฤดูฝน ทรพั ยากรธรรมชาติ เป็นดินที่น้าทว่ มถงึ มีความอดุ มสมบูรณต์ า่ แหลง่ นา้ เกิดจากทวิ เขาทางตะวนั ตก และทางตอนกลางของภาคใต้ ปา่ ไม้จะเปน็ ป่าดบิ ปา่ เบญจพรรณ ปา่ ชายเลน และป่าพรุ แร่สาคัญ ได้แก่ ดบี ุก พลวง ทงั สเตน ฟลอู อไรต์ ถ่านหนิ และปโิ ตรเลยี ม เปน็ ตน้

ลกั ษณะกายภาพท่สี ่งผลต่อแหลง่ ทรพั ยากรและสถานทส่ี าคญั ในภูมิภาค มลี ักษณะเปน็ คาบสมุทร มที วิ เขาอยู่ด้านตะวันตกและตอนกลางของภาค ขนาบด้วยทะเล พ้นื ท่ีราบจะเปน็ ท่ีราบแคบ ๆ ตามแนวชายฝง่ั มคี วามชุ่มชนื้ สูง ทำ่ เรอื ระนอง จงั หวัดระนอง ทำ่ เรือนำ้ ลกึ ท่ีช่วย สะพำนตณิ สลู ำนนท์ จังหวัดสงขลำ ขนสง่ สินคำ้ ทำงภำคใต้ตอนบนสตู่ ำ่ งประเทศ ยำว 2,640 กิโลเมตร โดยสรำ้ งขำ้ ม ทะเลสำบผำ่ นทำงเกำะยอ หมู่เกำะอ่ำงทอง จังหวัดสุรำษฎร์ธำนี อทุ ยำนธรณีสตูล จงั หวัดสตลู อยใู่ นเขตนำ้ ตน้ื ประกอบดว้ ยตำ่ งๆ 42 เกำะ เป็นอทุ ยำนธรณีโลกแหง่ แรกของไทย ทะเลน้อย จังหวัดพทั ลงุ เปน็ ทะเลสำบน้ำจดื เขำตำปู จงั หวัดพงั งำ เป็นเขำหินปนู มสี ว่ นเชื่อมตอ่ กับทะเลสำบสงขลำ ขนำดเลก็ เกิดจำกน้ำทะเลกัดเซำะฐำนจนคอดก่วิ

ลกั ษณะการตั้งถ่นิ ฐานในภมู ิภาค ภาคใต้ สภาพพื้นทเี่ ปน็ คาบสมทุ รมีทิวเขาทอดตัวยาว การต้ังถ่นิ ฐานจะอยบู่ รเิ วณทร่ี าบ เช่น บริเวณชายฝ่ัง ทั้งสองด้านและตามเกาะตา่ งๆ

ลกั ษณะการยา้ ยถ่นิ ในภมู ภิ าค การยา้ ยถ่ินเข้า ภาคใต้ ประชากรยา้ ยถิน่ ฐานมาอยบู่ รเิ วณพนื้ ท่รี าบชายฝงั่ ทะเล หมู่เกาะ การยา้ ยถิ่นออก การย้ายถิน่ ออกเกิดในบริเวณตอนกลาง ของภาคทเี่ ปน็ ทิวเขาสงู

สิง่ แวดล้อมทางธรรมชาติกับวิถกี ารดาเนินชีวติ ภาคใต้ ลกั ษณะที่อยู่อาศัย สร้ำงบ้ำนเรือนยกพน้ื สูงมหี ลังคำลำดชัน วำงเสำบน ตอมอ่ เพ่อื ใหส้ ำมำรถเคลอ่ื นยำ้ ยได้เมอ่ื เกดิ นำ้ ท่วม อาหารพื้นบา้ น รบั ประทำนอำหำรรสจดั ใช้เครอื่ งเทศมำก ใช้วตั ถุดบิ ทไ่ี ด้จำกสัตว์นำ้ จืดและน้ำเค็ม การประกอบอาชพี ผู้คนส่วนใหญป่ ระกอบอำชีพประมงนำ้ เคม็ วฒั นธรรมประเพณี มีประเพณีลอยเรอื ชำวเลเพ่อื เป็นกำรสะเดำะเครำะห์ และเซ่นไหวบ้ รรพบุรษุ

ลดปริมาณขยะ การจัดการสงิ่ แวดล้อมในภมู ภิ าค รว่ มกันรณรงค์ ประหยดั พลังงาน ดแู ลรกั ษาสง่ิ แวดลอ้ ม • ดูแลรักษาความสะอาด • ปดิ กอ๊ กน้าให้สนทิ • พกขวดน้าส่วนตัว เพอ่ื ลด • ไม่ให้เกษตรกรใช้สารเคมี ปริมาณการใชพ้ ลาสติก ในบรเิ วณตา่ งๆ เมือ่ ไม่ได้ใชง้ าน ในการเพาะปลกู • ไม่ทง้ิ ขยะลงในแหล่งน้า • ปิดไฟและถอดปล๊ักไฟ • ใชถ้ ุงผา้ แทนถงุ พลาสติก • ไมเ่ ด็ด หรอื หกั ก่ิงไมเ้ ล่น เพ่ือลดปริมาณขยะท่ยี อ่ ย • ปลูกต้นไมใ้ นบรเิ วณตา่ งๆ หรอื ท้ิงขยะลงบนพืน้ เมอ่ื ไมไ่ ด้ใชง้ าน สลายยาก • ควรแยกขยะกอ่ นนาไปทิ้ง • เม่ือต้องเดนิ ทางไปท่ใี กล้ๆ เช่น บ้าน โรงเรียน ชุมชน • รักษาแหล่งนา้ และตน้ ไม้ ควรเดิน หรอื ใช้บรกิ ารรถ ในชุมชนของตน สาธารณะ

การทาลายส่ิงแวดลอ้ มในภมู ภิ าค มลพิษ มลพษิ ดินเสื่อม ทรัพยากรชายฝง่ั ทะเล ทางน้า ทางอากาศ คุณภาพ ลดลง ป่าไมถ้ ูกทาลาย เกิดจำกกำรปลอ่ ยน้ำเสยี เกดิ จำกหลำยเหตุ เช่น เกดิ จำกกำรปลูกพืชท่ีไม่ เกิดจำกกำรบกุ รกุ พ้ืนท่ี ทิ้งขยะหรอื สำรเคมี ปำ่ ชำยเลน สง่ ผลให้ ลงในแหลง่ น้ำ ควันเสียจำกยำนพำหนะ เหมำะสมกบั คณุ สมบตั ิ น้ำทะเลเซำะชำยฝัง่ และสญู เสยี แหลง่ ควนั จำกกำรเผำขยะ เกดิ จำกกำรลกั ลอบตัดไม้ ของดนิ กำรปลูกพชื ชนิด เพำะพันธ์ุสตั วน์ ำ้ สำรเคมจี ำกโรงงำน กำรทำไรเ่ ลื่อนลอย เดียวซำ้ กนั มำกเกินไป อตุ สำหกรรม ไฟปำ่ กำรขยำยตวั ของชมุ ชนเมือง กำรใช้สำรเคมี ตำมธรรมชำติ ส่งผลให้เกดิ ควำมแหง้ แลง้ ในกำรเพำะปลกู

แนวทางในการจัดการสง่ิ แวดลอ้ มในภูมภิ าค หนว่ ยงานหรอื องคก์ รตา่ งๆ การปอ้ งกัน การเกบ็ กกั การแกไ้ ขและฟื้นฟู การรักษา การแบง่ เขต การสงวน 12 3 4 5 6 ใชก้ ฎหมำยและให้ รวบรวมทรพั ยำกร ช่วยให้ทรพั ยำกรและ ทำใหท้ รัพยำกรที่เสอ่ื ม แบง่ ประเภทของ กำรเก็บรกั ษำ ควำมรูค้ วำมเขำ้ ใจ เอำไว้ เชน่ เก็บกกั น้ำ สงิ่ แวดล้อมมำอยูใ่ นสภำพ โทรมกลับสู่สภำพเดิม ทรพั ยำกรในกำรอนรุ กั ษ์ ทรพั ยำกรไวไ้ ม่ให้ แกป่ ระชำชน ในฤดูฝนนำมำใช้ใน ดีและใชป้ ระโยชน์ได้ เช่น อุทยำนแหง่ ชำติ สญู ส้ินไป ฤดแู ลง้

แนวทางในการจัดการสิ่งแวดลอ้ มในภูมิภาค บคุ คลทว่ั ไป อนุรักษ์ ใชอ้ ยา่ งยั่งยนื นากลบั มาใชใ้ หม่ ใช้อย่างประหยัด ใช้ส่งิ อืน่ ทดแทน การซ่อมแซม 1 2 3 4 56 ใช้ทรัพยำกรให้เกดิ ใช้ทรพั ยำกรใน ของท่ีใชแ้ ลว้ นำกลับมำ ใช้เทำ่ ทจ่ี ำเป็น ชว่ ยลดกำรใช้ ซอ่ มแซมของใช้ ประโยชน์สงู สุดและ ปริมำณที่เหมำะสม ใช้ได้อกี เชน่ ขวดน้ำ และคมุ้ ค่ำมำกที่สุด ทรพั ยำกรธรรมชำติ ต่ำงๆที่ชำรดุ เพื่อลด ทำให้ทรพั ยำกรฟื้น เชน่ ใชถ้ ุงผ้ำแทน กำรใชท้ รพั ยำกร เกดิ ผลเสยี ต่อ ถงุ พลำสติก สง่ิ แวดลอ้ มนอ้ ยท่ีสดุ ตัวใหมไ่ ดท้ นั ถุงพลำสตกิ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook