Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือการเรียนรู้ผ่านนิทรรศการวิทยาศาสตร์ตามรอยปฐพีนักวิทยาศาสตร์ดิน

คู่มือการเรียนรู้ผ่านนิทรรศการวิทยาศาสตร์ตามรอยปฐพีนักวิทยาศาสตร์ดิน

Published by palita scisak, 2019-06-13 05:42:44

Description: การเรียนรู้ผ่านนิทรรศการวิทยาศาสตร์ตามรอยปฐพีนักวิทยาศาสตร์ดิน

Keywords: การปัญหาดิน

Search

Read the Text Version

ฐานการเรียนรู้ผา่ นนทิ รรศการ ตามรอยปฐพีนกั วิทยาศาสตรด์ ิน สแกนเพื่ออ่าน E-book ปาลิตา โตศรสี วสั ดิเ์ กษม ศนู ยว์ ิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแกว้

ฐานการเรียนร้ผู ่านนิทรรศการ เรอื่ ง ตามรอยปฐพี นักวทิ ยาศาสตรด์ นิ

แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ตามรอยปฐพี นกั วิทยาศาสตร์ดนิ แนวคดิ ตามรอยปฐพี นักวิทยาศาสตร์ดิน เป็นฐานการเรียนรู้ผ่านนิทรรศการเกี่ยวกับเร่ือง ดิน ของประเทศ ไทย ลกั ษณะและสมบัติ ลักษณะเด่นของดิน นกั วิทยาศาสตร์ดิน เพ่อื มนุษยชาติ วันดินโลก ดินตื้น ดินเค็ม ดิน ทราย ทฤษฎีหม่ ดนิ ทฤษฎแี กล้งดิน หญา้ แฝก การเกษตรทฤษฎใี หม่ แนวความคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพียง และ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวพระราชดาริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการจดุ ประกายความคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับผู้รับบริการ โดยผู้รับบริการสามารถแลกเปล่ียนเรียนรู้ ด้วยวิธกี ารศกึ ษากบั สอ่ื การเรียนรู้ ทาใหผ้ ู้รับบรกิ ารเห็นความสาคัญของการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ท่ีสอดคล้องกับ ชีวิตประจาวัน วตั ถุประสงค์ แลกเปล่ียนเรียนรู้และศกึ ษาเก่ียวกับเรอ่ื ง ดนิ และการเกษตรทฤษฎใี หม่ เนื้อหา 1. ดนิ ของประเทศไทย o ลักษณะและสมบัติ o ลกั ษณะเด่นของดิน o นกั วทิ ยาศาสตรด์ นิ เพอื่ มนษุ ยชาติ วนั ดนิ โลก o ดนิ ตน้ื o ดินเค็ม o ดินทราย o ทฤษฎหี ่มดนิ o ทฤษฎแี กลง้ ดนิ o หญ้าแฝก 2. การเกษตรทฤษฎใี หม่ o แนวความคิดของเศรษฐกจิ พอเพียง o ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

ข้ันตอนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ขน้ั ตอนท่ี 1 กิจกรรมการเรียนรปู้ ระสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ (S : Science Experience Activity) 1. ผู้จดั กิจกรรมทกั ทายผู้รบั บริการและแนะนาตนเองกับผู้รับบริการ และชี้แจงวัตถุประสงค์ของฐาน การเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ เรื่อง ตามรอยปฐพี นักวิทยาศาสตร์ดิน ซึ่งฐานการเรียนรู้ผ่านนิทรรศการน้ีมี วตั ถปุ ระสงค์เพ่อื ให้ผ้รู บั บริการแลกเปล่ยี นเรียนรู้ เรื่อง ดนิ และการเกษตรทฤษฎีใหม่ 2. ผจู้ ัดกจิ กรรมแจกเอกสารประกอบการชมนทิ รรศการ 3. ผู้จัดกิจกรรมแนะนารายละเอียดภาพรวมของเนื้อหาในฐานการเรียนรู้ผ่านนิทรรศการ เรื่อง ดิน และการเกษตรทฤษฎใี หม่ ตามใบความรู้สาหรับผู้จัดกิจกรรม เรื่อง “แนะนารายละเอียดภาพรวมของเน้ือหา ในฐานการเรียนรู้ผา่ นนทิ รรศการ เร่อื ง ดนิ และการเกษตรทฤษฎีใหม่” ขน้ั ตอนที่ 2 กิจกรรมการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ทีท่ ้าทาย (C : Challenge Learning Activity) 1. ผจู้ ัดกิจกรรมบรรยายใหค้ วามรู้ และอธิบายผ่านนทิ รรศการ เรื่อง ดิน และการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามใบความรู้สาหรบั ผจู้ ดั กิจกรรม เรื่อง ดิน และการเกษตรทฤษฎใี หม่ 2. เปดิ โอกาสให้ผูร้ บั บริการพูดคุย ซักถาม และแลกเปล่ยี นเรยี นร้รู ่วมกัน 3. ผูจ้ ดั กิจกรรมและผูร้ บั บรกิ ารสรปุ ส่งิ ทไ่ี ด้เรยี นรรู้ ่วมกนั ข้นั ตอนที่ 3 กิจกรรมการสรุปผลการนาวทิ ยาศาสตร์ไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั (I : Implementation Conclusion Activity) 1. ผู้จัดกิจกรรมสุ่มผู้รับบริการ จานวน 1 – 2 คน ท่ีสมัครใจ ให้ตอบคาถามในประเด็น “ท่านได้รับ ความรู้อะไรบา้ งผ่านนทิ รรศการในฐานการเรยี นรู้ เร่ือง ดินและการเกษตรทฤษฎีใหม่” และ “ท่านคิดว่าจะนา ความร้ทู างวทิ ยาศาสตรท์ ไี่ ด้รับไปใช้ในชวี ิตประจาวันของทา่ นไดอ้ ย่างไร” 2. ผูจ้ ัดกจิ กรรมและผ้รู ับบรกิ ารสรปุ สิง่ ทไี่ ดเ้ รียนรู้รว่ มกนั 3. ผู้จัดกิจกรรมให้ผู้รับบริการประเมินความพึงพอใจท่ีมีต่อฐานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน นิทรรศการ เร่อื ง ดนิ และการเกษตรทฤษฎใี หม่ สื่อ วสั ดุอุปกรณ์ และแหลง่ การเรียนรู้ 1. เอกสารประกอบการชมนิทรรศการ เรื่อง ดนิ และการเกษตรทฤษฎีใหม่ 2. ฐานการเรียนรู้เร่ือง ตามรอยปฐพี นกั วทิ ยาศาสตรด์ นิ

3. วิดทิ ศั น์ จานวน 8 เร่ือง ดังนี้ (1) พระราชดาริแก้ไขปัญหา ดินทรายขาดแร่ธาตุน้อย (2) พระราชดารแิ ก้ไขปัญหา ดนิ เคม็ (3) พระราชดารแิ กไ้ ขปญั หา ดนิ ทราย – ดนิ เคม็ – ขาดน้า (4) พระราชดาริแก้ไขปัญหา ดนิ ดาน ดินทราย (5) พระราชดารแิ กไ้ ขปัญหา ดินเปรย้ี วจดั (6) พระราชดารแิ ก้ไขปญั หา ดนิ กรวดแหง้ แลง้ (7) หญ้าแฝก (8) ทฤษฎีใหม่ การวัดและประเมนิ ผล 1. สังเกตพฤติกรรมการมีสว่ นรว่ ม ความตง้ั ใจ ความสนใจของผู้รับบริการ 2. ผลการประเมินการเรยี นรู้ผา่ นนทิ รรศการ เรื่อง ดินและการเกษตรทฤษฎีใหม่

บนั ทกึ ผลหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1. จานวนเนื้อหากับจานวนเวลา เหมาะสม ไม่เหมาะสม ระบเุ หตุผล ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. การเรยี งลาดับเนอ้ื หากบั ความเขา้ ใจของผ้รู ับบรกิ าร เหมาะสม ไมเ่ หมาะสม ระบเุ หตุผล ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... 3. การนาเขา้ สบู่ ทเรียนกบั เนื้อหาแต่ละหวั ขอ้ เหมาะสม ไมเ่ หมาะสม ระบุเหตุผล ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... 4. วิธกี ารจัดกิจกรรมการเรียนรู้กับเนื้อหาในแตล่ ะขอ้ เหมาะสม ไมเ่ หมาะสม ระบเุ หตุผล ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... 5. การประเมินผลกับวัตถุประสงค์ในแต่ละเนือ้ หา เหมาะสม ไม่เหมาะสม ระบเุ หตุผล ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ผลการเรียนร้ขู องผู้รับบริการ ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผูจ้ ัดกจิ กรรม ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................

ใบความรู้สาหรบั ผู้จดั กิจกรรม เรอ่ื ง ตามรอยปฐพี นกั วิทยาศาสตร์ดิน วตั ถปุ ระสงค์ แลกเปลย่ี นเรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกบั เรือ่ ง ดิน และการเกษตรทฤษฎีใหม่ เนือ้ หา 1. ดิน ของประเทศไทย o ลกั ษณะและสมบัติ o ลักษณะเด่นของดนิ o นกั วิทยาศาสตรด์ ิน เพอ่ื มนษุ ยชาติ วนั ดนิ โลก o ดนิ ตน้ื o ดินเคม็ o ดนิ ทราย o ทฤษฎีหม่ ดนิ o ทฤษฎีแกล้งดนิ o หญา้ แฝก 2. การเกษตรทฤษฎใี หม่ o แนวความคิดของเศรษฐกจิ พอเพียง o ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

ใบความรู้ ดนิ ของประเทศไทย 1. ดิน เป็นปจั จยั ทม่ี ีความสาคัญต่อความเจริญย่ังยืนของประเทศไทย เพราะประชากรส่วนใหญ่ดาเนิน ชวี ติ อยูบ่ นพื้นฐานอาชีพดา้ นเกษตรกรรม ดนิ ไมไ่ ดเ้ ปน็ เพียงวตั ถุทีร่ องรับการเหยียบย่า แต่เป็นส่วนสาคัญให้รากพืชได้ยึดเกาะ ค้ายันและดูดกินแร่ ธาตเุ ปน็ อาหาร เพราะดินประกอบดว้ ยแรธ่ าตุทเ่ี ป็นของแข็ง อินทรียวัตถุ น้า และอากาศ ท่ีมีสัดส่วนแตกต่าง กนั ออกไป ดินท่พี บในแหง่ หนึ่งอาจจะเหมอื นหรอื ต่างไปจากดินในที่แหง่ หน่ึง ข้นึ อยู่กับอทิ ธพิ ลของปัจจัยต่างๆ ทสี่ าคัญ ไดแ้ ก่ สภาพภูมอิ ากาศ ปัจจัยทางชวี ภาพ สภาพภูมปิ ระเทศ วตั ถุต้นกาเนิด และช่วงเวลาต่อเนื่องโดย ไม่มกี ารขัดจังหวะ ซึ่งมคี วามมากน้อยแตกต่างกนั ไปในแต่ละบริเวณ ส่งผลให้เกิดดินที่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัว แตกต่างกันไป ชดุ ดนิ เปน็ ข้ันการจาแนกดินต่าสุดของระบบ ท่ีใช้ลักษณะและสมบัติทางสัณฐาน กายภาพ เคมี แร่ และ จุลสัณฐาน ท่ีมีความสาคัญต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินและการจัดการดิน เช่น การจัดเรียงช้ันดิน สีดิน เนื้อดิน โครงสร้าง ความเป็นกรดเป็นด่าง แร่ในดิน ซ่ึงจะต้องอาศัยการศึกษาดินในสนามและการวิเคราะห์ดินจาก หอ้ งปฏิบัตกิ ารในการจาแนกดินดว้ ย ปจั จุบนั ได้มกี ารศึกษาและต้ังชื่อชุดดินของประเทศไทยแล้วกว่า 300 ชุดดิน โดยใช้ชื่อสถานท่ีที่พบดินนั้น เป็นครงั้ แรกเปน็ ชอื่ ชุดดิน เชน่ ชุดดินลาปาง ชดุ ดินนครปฐม ชดุ ดนิ ปากชอ่ ง ชดุ ดินกลุ าร้องไห้ ภมู อิ ากาศ วัตถตุ น้ กาเนดิ สภาพพ้นื ท่ี สิง่ มชี วี ติ และระยะเวลา ทาให้เกดิ ดินทีม่ คี วามแตกต่างหลากหลายชนิด แตล่ ะชนดิ มีสมบัติและองคป์ ระกอบที่แตกต่างกันไปบางแห่งต้นื บางแหง่ ลึก บางแหง่ เปน็ ทราย บางแห่ง เหนยี ว ...หากเรามองดนิ ในแนวดงิ่ ลึกลงไป จะพบความแตกต่างมากกว่าท่ีสงั เกตจากด้านบนเสยี อกี ... ลักษณะและคณุ สมบตั ขิ องดิน (1)ลกั ษณะทางสณั ฐานของดิน เปน็ สมบัติท่เี กีย่ วข้องโครงร่างหรือรปู ทรงของดิน ท่สี ามารถสังเกตและศึกษาได้จาก \"หนา้ ตัดดนิ (soil profile)\" อาจเป็นหลุมดินใหมท่ ี่ขดุ เพอ่ื ศกึ ษา หน้าตัดถนน หรอื บ่อขดุ ซ่งึ เราจะเห็น ชั้นดนิ ต่างๆหลายชัน้ มาก นอ้ ยแตกต่างกนั ไป บางดินเหน็ ไดช้ ัดเจน บางดินกเ็ ลอื นราง สมบตั ิทางสัณฐานทีส่ าคญั ได้แก่  ความลึก  ความหนาของชั้นดนิ  สพี ้ืนและสจี ุดประของดนิ  โครงสรา้ งของดนิ  การเกาะยดึ ตวั ของเม็ดดนิ  ชอ่ งวา่ งในดนิ  กรวด หนิ ลกู รงั  ปรมิ าณรากพืช

(2) สมบตั ทิ างกายภาพ เป็นลกั ษณะที่เกี่ยวข้องกับสถานะและการเคล่อื นยา้ ยของสสาร การไหลของน้า สารละลาย และ ของเหลว หรือการเปล่ียนแปลงของพลังงานในดนิ สมบัติทางกายภาพท่ีสาคญั ของดิน ได้แก่  เนอ้ื ดนิ  โครงสร้าง  ความหนาแนน่ ของดิน  การยืดหดตัว  ความชนื้  ความพรุนของดนิ  การซมึ นา้ ของดนิ (3) สมบัติทางเคมี เปน็ สมบตั ิภายในของดินทีเ่ ราไมส่ ามารถจะมองเหน็ หรือสัมผสั ได้โดยตรงทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับการดดู ยดึ และ แลกเปล่ียนแร่ธาตุตา่ งๆระหว่างดนิ กบั สภาพแวดลอ้ ม เกี่ยวขอ้ งกบั ปฏิกิริยาตา่ งๆทางเคมขี องดนิ ได้แก่  ปฏิกริ ยิ าดนิ หรือคา่ (pH)  ความสามารถในการแลกเปล่ยี นประจบุ วกของดนิ  การอ่ิมตัวดว้ ยเบส  ธาตุอาหารพืชต่างๆ รวมถงึ แรธ่ าตุทเี่ ปน็ พิษ (4) สมบัติทางแร่ เก่ยี วข้องกับชนดิ ปริมาณและองคป์ ระกอบของแร่ตา่ งๆในดิน ทัง้ แร่ด้ังเดิมและแร่ทีเ่ กดิ ขึ้นใหม่ ซง่ึ มี ความสาคญั ตอ่ สมบัติอน่ื ๆ และกระบวนการต่างๆทเ่ี กดิ ขน้ึ ในดนิ เชน่  แร่ควอตซ์  เฟลด์สปาร์  ไมกา  แรด่ ินเหนยี วชนดิ ตา่ งๆ  ออกไซดข์ องเหล็กและอลมู ิเนียม (5) สมบตั ทิ างจลุ สัณฐาน เปน็ สมบัติทางโครงรา่ งและองคป์ ระกอบของดนิ ท่ีไม่สามารถมองเหน็ ดว้ ยตาเปลา่ จาเปน็ ตอ้ งใช้ เครอื่ งมอื ชว่ ย ไดแ้ ก่ แว่นขยาย กล้องจุลทรรศน์ จะช่วยใหเ้ ขา้ ใจถึง ลกั ษณะ สมบัติ และกระบวนการท่ีเกดิ ขึ้น ในดินดีขึ้น (6) สมบตั ิทางชีวภาพ เปน็ สมบตั ิทีเ่ กยี่ วขอ้ งกบั สงิ่ มีชีวิตในดินและบนดินขนาดต่างๆ ได้แก่ พืช สัตว์ และจุลินทรีย์ เกย่ี วข้อง กบั ปรมิ าณและกจิ กรรมของส่งิ มชี ีวิตต่างๆต่อกระบวนการทเี่ กดิ ขน้ึ ในดนิ ทั้งที่เป็นประโยชน์และเป็นโทษ

ลกั ษณะเด่นของดิน ทรัพยากรดนิ ในภาคเหนอื สภาพพื้นที่โดยทว่ั ๆ ไปเปน็ เทอื กเขาสงู สลับกับท่ีราบระหว่างหุบเขา หรอื ที่ราบบรเิ วณสองฝง่ั แม่นา้ สาย ใหญ่ ลกั ษณะดินที่พบสว่ นใหญ่เป็นดินท่ีมีพฒั นาการไม่มากนัก ในดินยงั คงมธี าตอุ าหารทเี่ ปน็ ประโยชน์ต่อพืช อย่ใู นระดับทไี่ มต่ ่าจนเกนิ ไป ดินในบรเิ วณท่ีราบหรือค่อนข้างราบเป็นดนิ ท่ีมีศกั ยภาพทางการเกษตรอยใู่ น ระดบั ปานกลางถงึ สงู แตข่ ้อจากดั ของพื้นทภ่ี าคเหนอื ท่ีสาคญั คือ เปน็ พ้ืนท่ีลาดชันเชิงซอ้ น มีพื้นทภ่ี เู ขาและ เทือกเขาตา่ งๆ ทีม่ ีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 ข้ึนไป ครอบคลุมเป็นบริเวณกว้างขวาง ซ่งึ พน้ื ท่เี หล่าน้ีจัด วา่ มคี วามเสยี่ งตอ่ การชะล้างพังทลายสูง ไม่เหมาะสมสาหรับทาการเกษตร ทรพั ยากรดินในภาคกลาง สภาพพน้ื ทีโ่ ดยท่วั ไปเป็นท่รี าบลุ่มของแม่นา้ เจ้าพระยา แม่นา้ ท่าจีน แมน่ า้ แม่กลอง และลานา้ สาขา ทาให้มพี ้ืนที่ราบต่อเนือ่ งกันเปน็ บริเวณกวา้ ง วตั ถุตน้ กาเนิดดนิ สว่ นใหญเ่ ป็นพวกตะกอนน้าพา ดนิ ในแถบน้ี จึงมศี ักยภาพทางการเกษตรอยู่ในระดับค่อนขา้ งสูง ประกอบกับพ้นื ท่กี ารเกษตรส่วนใหญอ่ ยภู่ ายใต้ระบบ ชลประทาน การใช้ประโยชนท์ ด่ี นิ จึงมปี ระสทิ ธิภาพมากกวา่ ภาคอ่นื ๆ แม้วา่ จะมปี ญั หาดนิ เปรยี้ วอยู่บา้ ง ทรัพยากรดินในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ สภาพพ้นื ท่เี ปน็ ท่ีลุม่ สลับกับทีด่ อน วตั ถตุ ้นกาเนิดดนิ ส่วนใหญเ่ กิดจากการสลายตัวผพุ งั อยกู่ ับทขี่ องหนิ ตะกอน หรอื เปน็ ช้ินส่วนของหินตะกอนทีผ่ พุ งั และถกู เคลือ่ นยา้ ยมาในระยะทางไม่ไกลนัก ลักษณะดนิ ท่ีพบ สว่ นใหญ่มักจะเปน็ ดินทีม่ ีพัฒนาการสงู มีความอุดมสมบูรณ์ต่า ดนิ มีโอกาสขาดแคลนน้าไดง้ ่าย เนอ่ื งจากเนอ้ื ดินเป็นทรายจัด นอกจากนย้ี ังมดี นิ ทม่ี ปี ัญหาในการใช้ประโยชนท์ างด้านการเกษตรอกี ดว้ ย เชน่ ดนิ เคม็ ดิน ทราย ดินมกี รวดศิลาแลงปนอยู่ในระดบั ตนื้ สง่ ผลให้ศกั ยภาพของดนิ ทางการเกษตรสว่ นใหญ่อยู่ในเกณฑ์ ค่อนข้างตา่ หรือตา่ ทรัพยากรดนิ ในภาคใต้ ลักษณะดินท่ีพบส่วนใหญ่ในภาคใต้ เป็นดินท่ีอยู่ในสภาพอากาศท่ีค่อนข้างช้ืน เนื่องจากสภาพภูมิ ประเทศท่ีมีลักษณะเป็นแหลมหรือแผ่นดินยื่นลงไปในทะเลมีพื้นท่ีชายฝั่งทะเลเป็นแนวยาวท้ังสองด้ าน ตอนกลางมีเทือกเขาสูงทอดตัวเป็นแนวยาวเหนือ - ใต้ และมีสภาพภูมิอากาศเป็นแบบร้อนช้ืนมีฝนตกชุก สม่าเสมอ ดินในพนื้ ท่ีดอนส่วนใหญเ่ ป็นดินที่มพี ัฒนาการมาก มกี ารชะลา้ งสูง ความอดุ มสมบูรณ์อยูใ่ นเกณฑ์ต่า จัดได้ว่าเปน็ ดินทม่ี ศี กั ยภาพทางการเกษตรตา่ ถึงค่อนข้างตา่ ทรพั ยากรดนิ ในภาคตะวันออก ลักษณะดินสว่ นใหญ่ของภาคตะวนั ออกเป็นดนิ ปนทราย ระบายนา้ ได้ดี ไมอ่ ดุ มสมบูรณ์ บริเวณทม่ี ีน้า ทะเลท่วมถึงจะเป็นดินโคลนหรือดนิ เหนยี ว สว่ นดนิ ที่เกิดจากการสลายตัวของหนิ บะซอลต์ หินปูนในบรเิ วณที่ สงู เหมาะแกก่ ารปลกู พชื สวน เช่น เงาะ ทเุ รียน มังคดุ เปน็ ต้น ส่วนบรเิ วณท่ีราบลมุ่ แมน่ ้ามีดนิ อลั ลเู วียนท่ี เหมาะใช้ทานา

ทรพั ยากรดินในภาคตะวนั ตก ลักษณะดินสว่ นใหญ่ของภาคตะวันตกมีความอุดมสมบรู ณต์ ่า มีสภาพเป็นดินทรายหรือดินทเ่ี กิดจากการ สลายตวั ของหนิ ทเี่ ปน็ กรด เพราะพื้นท่สี ่วนใหญเ่ ป็นเขตภเู ขาสูงและมีความลาดชัน จงึ ไมเ่ หมาะในการ เพาะปลูก นักวทิ ยาศาสตรด์ นิ เพอ่ื มนษุ ยชาติ (The Humanitarian Soil Science) วันดนิ โลก วนั ดินโลก (World Soil Day) ถกู กาหนดขึน้ ตามมติขององค์การสหประชาชาติ ในระหว่างการ ประชุมคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจและการเงินของท่ีประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ 68 ณ สานักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนวิ ยอรก์ ประเทศสหรฐั อเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2556 ให้วันท่ี 5 ธันวาคม ของ ทุกปี เป็นวนั ดนิ โลก (World Soil Day) และกาหนดให้ปี พ.ศ. 2558 เป็นปีดินสากล (International Year of Soils) โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสาคัญของทรัพยากรดิน ต่อการพัฒนาดา้ นการเกษตร โภชนาการ และความม่ันคงทางอาหาร ทงั้ ในระดับประเทศและระหวา่ งประเทศ ทัง้ นสี้ าเหตุทก่ี าหนดให้วนั ดินโลก ตรงกบั วันท่ี 5 ธันวาคมนน้ั สบื เนอื่ งจากการประชมุ สภาโลกแหง่ ปฐพีวิทยา (World Congress of Soil Science) คร้ังที่ 17 เม่ือปี พ.ศ. 2545 ทางสหภาพวิทยาศาสตร์ทาง ดนิ นานาชาติ (International Union of Soil Sciences) ไดต้ ระหนักถงึ พระราชกรณยี กจิ ของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช ในการพฒั นาทรัพยากรดิน โดยเฉพาะการพฒั นาด้านการเกษตร จึงได้เลอื ก วนั ที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซงึ่ ตรงกับวันคล้ายวนั พระบรมราชสมภพ เป็นวันดินโลก เพื่อเทิดพระเกียรติพระวิ รยิ อุตสาหะของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมพิ ลอดลุ ยเดช ในด้านการปกป้องและพัฒนาทรัพยากรดิน ซึ่งถ้าให้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านการพัฒนา ทรพั ยากรดิน ดินตน้ื ดินตื้น หมายถงึ ดนิ ทม่ี ีชน้ั ลูกรงั ก้อนกรวด เศษหิน ปะปนอยู่ในเนื้อดนิ หรือมีชน้ั หินปูนมารล์ หรือพบ ช้นั หินพนื้ อยตู่ น้ื กว่า 50 เซนติเมตรจากผิวดินเนื้อดินจะมีปรมิ าณชน้ิ ส่วนหยาบ กรวด หรอื ลูกรงั ปนอยู่ มากกวา่ ร้อยละ 35 ทาให้มปี ริมาตรของดินน้อย ดินจงึ อมุ้ น้าได้นอ้ ย มกั ขาดแคลนนา้ ในฤดูฝนทงิ้ ช่วงสง่ ผลให้ พชื ไม่สามารถเจรญิ เติบโตไดด้ ี และให้ผลผลติ ต่า แบ่งออกเปน็ 4 ประเภทคือ (1) ดินตืน้ ที่มกี ารระบายนา้ เลวพบในบริเวณทร่ี าบต่าท่มี นี ้าขังในช่วงฤดูฝน แสดงวา่ ดนิ มีการระบาย น้าคอ่ นข้างเลวขดุ ลงไปจากผิวดนิ ท่ีระดับความลกึ 25-50 เซนตเิ มตรมกี รวดหรอื ลูกรังปนอยู่ในเนื้อดนิ มากกว่า 35 เปอรเ์ ซน็ โดยปริมาตรถา้ ขุดลึกลงมาถัดไปจะเป็นช้นั ดนิ ทม่ี ศี ิลาแลงอ่อนปนทบั อยบู่ นชน้ั หนิ ผุ (2) ดนิ ตื้นปนลูกรงั หรอื กรวดท่มี ีการระบายนา้ ดี พบตามพ้นื ทล่ี อนลาดหรือเนินเขาต้งั แต่บริเวณผวิ ดนิ ลงไปมีลกู รงั หรือหนิ กรวดมนปะปนอยใู่ นดินมากกวา่ 35 เปอร์เซ็นตโ์ ดยปริมาตรและดนิ ประเภทนบ้ี างแห่ง ก็มกี ้อนลูกรังหรอื ศิลาแดงโผลก่ ระจัดกระจายท่ัวไปที่บริเวณผวิ ดนิ

(3) ดินตน้ื ปนหินมีการระบายน้าดีพบตามพนื้ ท่ลี อนลาดหรอื บริเวณเนนิ ภูเขาดนิ ประเภทนเ้ี ม่ือขุดลง ไปท่คี วามลึกประมาณ 30- 50 เซนติเมตรจะพบเศษหินแตกชน้ิ นอ้ ยใหญป่ ะปนอยูใ่ นเนอ้ื ดนิ มากกวา่ 35 เปอร์ เซ็นโดยปริมาตรบางแหง่ พบหนิ ผุหรือหนิ แขง็ ปะปนอยู่กบั เศษหินบางแหง่ มกี ้อนหนิ และหนิ โผล่กระจัดกระจาย ท่วั ไปตามหน้าดิน (4) ดินตนื้ ปนปนู มาร์ลพบตามพน้ื ทล่ี าดถงึ พน้ื ทล่ี อนลาด หรือบรเิ วณทลี่ าดเชงิ เขาเม่ือขดุ ลงไปใน ระดับความลกึ ที่ 20-50 เซนตเิ มตรจะพบสารประกอบจาพวกแคลเซยี มหรือแมกนิเซยี มคารบ์ อเนตปนอย่ทู าให้ ดินประเภทน้ีจัดว่าเปน็ ดนิ ที่มคี วามอุดมสมบูรณ์สูงแต่มขี ้อเสยี คอื มีปฏกิ ิรยิ าเป็นดา่ ง เปน็ ขอ้ จากัดต่อพืชบาง ชนิดทีไ่ วตอ่ ความเป็นด่างเชน่ สัปปะรด การเกดิ ดินตื้น เกดิ มาจากวตั ถุกาเนดิ ดนิ เชน่ หินดินดานเชิงเขา หรือเศษหนิ เชงิ เขา ทส่ี ่วนใหญ่เป็นพวกหินตะกอน เนือ้ หยาบ คอื หนิ ทราย หินกรวดมน แตกกระจัดกระจายร่วงหลน่ ออกมาทบั ทมเกะกะอยบู่ รเิ วณเชงิ เขาหรอื เปน็ ผลจากกระบวนการทางดนิ ที่ทาให้เกิดการสะสมปนู มาร์ลหรือศิลาแลงในดิน ดนิ เค็ม ดินเค็ม หมายถงึ ดินท่ีมีปริมาณเกลอื ทีล่ ะลายอยใู่ นสารละลายดินมากเกนิ ไปหรือเลยจุดทีพ่ ชื แตล่ ่ะ ชนิดจะรับไดอ้ งคป์ ระกอบของเกลอื ในดินเค็มเกดิ จากการรวมตัวของธาตุที่มปี ระจุบวกพวกโซเดียมแมกนีเซียม แคลเซียม รวมกับธาตุท่ีประจุลบ เช่น คลอไรด์ ซัลเฟต ไบคาร์บอเนตและคาร์บอเนตดินเค็มท่ีเกิดในภาค ตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) คล้ายคลึงกับดินเค็มชายทะเล แต่ดินเค็ม ชายทะเลมแี มกนเี ชยี มอยใู่ นรปู คลอไรด์และซัลเฟตมากกว่าสว่ นชนิดของเกลือในดินเค็มภาคกลางมีหลายรูปมี หลายแห่งที่ไม่ใช่เกลือ NaCl แต่มักจะพบอยู่ในรูปของเกลือซัลเฟต คลอไรด์ ไบคาร์บอเนต หรือคาร์บอเนต ของแมกนเี ซียม แคลเซียม และโซเดยี มตอ้ งทาความเขา้ ใจกอ่ นวา่ มะนาวนน้ั เปน็ พืชท่ไี มช่ อบดนิ เคม็ คอื ทนได้ไม่ เกิน 0.25% กรณีที่ปริมาณเกลือในดินในดินมากกว่าน้ีมีกระทบต่อการเจริญเติบโตปริมาณและคุณภาพของ ผลผลิตซ่งึ อาจรุนแรงถงึ ทาให้มะนาวตายได้เน่ืองจากเกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหารของมะนาวเกิดอาการ ขาดน้าและมีการสะสมไอออนที่เปน็ พิษในมะนาวมากเกินไป วธิ ีสังเกตดนิ เค็ม 1. ดนิ เค็มน้อย หรอื บรเิ วณทไ่ี ดร้ บั ผลกระทบจากความเค็มน้อยคราบเกลือพบปริมาณนอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 10 ของพืน้ ทนี่ ้าใต้ดินเป็นน้ากรอ่ ยหรอื เปน็ น้าเค็มแต่ลึกมากกว่า 2 เมตรจากผิวดินบริเวณเหล่าน้ีถ้ามี การใช้ท่ีดินอย่างไม่เหมาะสมเกลือจากน้าใต้ดินมีโอกาสที่จะแทรกกระจายทาให้ดินแปรสภาพไปเป็นดินเค็ม ปานกลางหรือเคม็ มากได้ 2. ดนิ เคม็ ปานกลาง หรอื บริเวณทไ่ี ด้รบั ผลกระทบจากความเค็มปานกลางซงึ่ หมายถงึ บริเวณทีพ่ บ คราบเกลือกระจดั กระจายตามผิวดนิ เป็นบริเวณร้อยละ 10-50 ของพื้นท่ีพ้ืนที่เหล่านี้พอปลูกพืชได้แต่ผลผลิต ตา่ ถ้ามีการปรับปรงุ ดนิ หรอื การจดั การทด่ี ีคาดว่าคงใหผ้ ลผลติ ดีพอสมควร

3. ดินเคม็ จดั เปน็ บรเิ วณทมี่ ผี ลกระทบจากความเค็มมากซึ่งหมายถงึ บรเิ วณที่พบคราบเกลือตามผิว ดินกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณมากกว่าร้อยละ 50 ของพ้ืนท่ีเป็นบริเวณที่นาไปใช้ปลูกพืชไม่ค่อยได้ผลจึง ถกู ปลอ่ ยไว้ว่างเปลา่ ลักษณะการเกิดดินเค็มและการแพร่กระจาย แหล่งเกลอื ท่สี ะสมในดินน้ันเกิดจากตะกอนน้ากรอ่ ยหินเกลือใต้ดนิ นา้ ใตด้ นิ เคม็ หินดินดานทอี่ มเกลือ อย่หู รอื เคม็ ที่ทับถมมานานหรือเกดิ จากน้าใต้ดินเค็มทงั้ ทีอ่ ยู่ลึกและอยู่ต้ืนเมื่อน้าใต้ดินไหลผ่านแหล่งเกลือแล้ว ไปโผล่ที่ดินไม่เค็มท่ีอยู่ต่ากว่าทาให้ดินบริเวณท่ีต่ากว่าน้ันกลายเป็นดินเค็มท้ั งนี้ขึ้นกับภูมิประเทศแต่ละแห่ง สาเหตุการเกิดแพร่กระจายออกมามากส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์โดยการสูบน้าไปใช้มากเกินไปเกิดการทะลัก ของนา้ เคม็ เข้าไปแทนท่กี ารชลประทานการทาคลองชลประทานรวมทั้งการสร้างอ่างเก็บน้าเพ่ือใช้ในไร่นาบน พ้ืนท่ีที่มีการทับถมของ ตะ กอนน้าเค็มหรื อจาก การขุดหน้าดิน ไปขายทาให้ตะก อน น้าเค็มถึงจะอยู่ลึกนั้น กลายเป็นแหลง่ แพร่กระจายเกลือได้ สาเหตกุ ารแพร่กระจายดนิ เค็ม เกลอื ทเี่ กดิ ขนึ้ เป็นเกลอื ท่ีละลายน้าได้ดนี ้าจงึ เปน็ ตัวการหรือพาหนะในการพาเกลือไปสะสมในที่ ตา่ งๆที่น้าไหลผ่านซ่งึ เปน็ สาเหตุของการเกิดการแพรก่ ระจายดนิ เคม็ หินหรอื แรท่ ีอ่ มเกลืออยู่เม่ือสลายตัวหรือผุ พงั ไปโดยกระบวนการทางเคมแี ละทางกายภาพกจ็ ะปลดปล่อยเกลอื ต่างๆออกมาเกลือเหล่าน้ีอาจสะสมอยู่กับ ท่หี รอื เคล่อื นตัวไปกบั น้าแลว้ ซึมสูช่ ้ันล่างหรอื ซมึ กลับมาบนผิวดินได้โดยการระเหยของน้าไปโดยพลังแสงแดด หรอื ถูกพืชนาไปใชน้ า้ ใต้ดนิ เค็มทีอ่ ยู่ระดับใกล้ผิวดินเมื่อนา้ น้ซี ึมข้ึนบนดนิ กจ็ ะนาเกลอื ขน้ึ มาด้วยภายหลังจากที่ น้าระเหยแห้งไปแล้วก็จะทาให้มีเกลือเหลือสะสมอยู่บนผิวดินและที่ลุ่มท่ีเป็นแหล่งรวมของน้าน้าแหล่งนี้ สว่ นมากจะมีเกลือละลายอยู่เพียงเล็กน้อยก็ได้นานๆเข้าก็เกิดการสะสมของเกลือโดยการระเหยของน้าพ้ืนท่ี แหง่ นั้นอาจเป็นหนองน้าหรอื ทะเลสาบเก่ากไ็ ด้ การทานาเกลือทง้ั วิธกี ารสบู นา้ เคม็ ขึน้ มาตากหรือวิธกี ารขดู คราบเกลอื จากผิวดนิ มาตม้ เกลอื ทอี่ ยู่ใน น้าทง้ิ จะมปี ริมาณมากพอท่ีจะทาใหพ้ ้ืนท่ีบริเวณใกล้เคียงกลายเป็นพ้ืนที่ดินเค็มหรือแหล่งน้าเค็มการสร้างอ่าง เก็บน้าบนพ้ืนท่ีดินเค็มหรือมีน้าใต้ดินเค็มทาให้เกิดการยกระดับของน้าใต้ดินขึ้นมาทาให้พ้ืนท่ีโดยรอบและ บริเวณใกล้เคียงเกิดเป็นพื้นท่ีดินเค็มได้การชลประทานที่ขาดการวางแผนในเรื่องผลกระทบของดินเค็มมัก กอ่ ใหเ้ กิดปัญหาต่อพ้ืนที่ซึ่งใช้ประโยชน์จากระบบชลประทานน้ันๆแต่ถ้ามีการคานึงถึงสภาพพ้ืนที่และศึกษา เรื่องปัญหาดนิ เค็มเขา้ ร่วมด้วยจะเป็นการช่วยแกไ้ ขปัญหาดนิ เค็มไดว้ ธิ หี น่ึงและการตดั ไมท้ าลายป่าทาให้สภาพ การรับน้าของพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพทาให้เกิดปัญหาตามมาอย่างมากมายจากสภาพทางอุทกธรณีของน้า เปลยี่ นแปลงไปแทนทพ่ี ชื จะใช้ประโยชน์กลับไหลลงไปในระบบส่งนา้ ใต้ดินเค็มทาใหเ้ กิดปญั หาดินเคม็ ตามมา

แนวทางการจดั การดินเค็ม การปอ้ งกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายดนิ เคม็ เพ่ิมมากข้นึ ทัง้ นี้ตอ้ งพจิ ารณาจากสาเหตุการเกดิ ดาเนิน การได้โดยวิธีการทางวิศวกรรมวิธีทางชีวทิ ยาและวธิ ีผสมผสานระหว่างทัง้ 2 วิธี (1) วิธที างวศิ วกรรมจะตอ้ งมีการออกแบบพิจารณาเพื่อลดหรอื ตดั กระแสการไหลของน้าใต้ดินให้อยู่ ในสมดุลของธรรมชาติมากทสี่ ุดไม่ให้เพ่ิมระดบั น้าใต้ดนิ เค็มในทีล่ ุ่ม (2) วิธที างชวี ิทยาโดยใช้วิธีการทางพืชเชน่ การปลูกป่าเพือ่ ป้องกนั การแพรก่ ระจายดนิ เค็มมกี าร กาหนดพ้ืนท่รี บั นา้ ที่จะปลูกป่าปลกู ไม้ยืนต้นหรือไม้โตเร็วมีรากลึกใช้น้ามากบนพ้ืนท่ีรับน้าที่กาหนดเพื่อทาให้ เกิดสมดลุ การใช้น้าและนา้ ใต้ดนิ ในพน้ื ท่ีสามารถแก้ไขลดความเค็มของดินในทลี่ ุ่มท่ีเป็นพ้นื ที่ให้นา้ ได้ การปรับปรงุ ดินเคม็ 1. การลา้ งดินโดยอาศยั นา้ ฝนหรอื นา้ จดื ขงั น้าไว้ในแปลงกระทัง่ ดินอม่ิ ตวั นา้ ก็จะเรม่ิ เค็มสงั เกตจาก การเปล่ียนสีของน้าท่ีเปน็ สนี า้ ตาลออ่ นๆแล้วจงึ ระบายน้าท้งิ ทาอย่างน้ี 2-3 ครั้งจนกว่าความเค็มจะต่ากว่า 16 มลิ โิ มห/์ เซนติเมตร 2. การใชป้ ุย๋ อนิ ทรยี ใ์ นพื้นท่ีดินเค็มมักขาดอนิ ทรยี วัตถุมากการใช้ปุ๋ยอินทรยี เ์ ช่นการใชแ้ หนแดงการ ปลูกพชื ตระกูลถั่วแล้วไถกลบเป็นปยุ๋ พืชสดหรือใสป่ ุ๋ยคอกปยุ๋ หมัก 3. การใช้แกลบทาใหด้ นิ ร่วนซยุ การระบายนา้ ดีข้ึนนอกจากนี้แกลบยงั ปลดปลอ่ ยซิลกิ าให้แกม่ ะนาว ทาให้ต้นมะนาวมีโครงสร้างท่ีแข็งแรง เพิ่มภูมิต้านทานความเป็นพิษของเกลือต้านทานโรคแมลงช่วยเพ่ิม ผลผลิตใหก้ ับมะนาว 4. การใชป้ ูนไดแ้ กป่ ูนขาวปูนมารล์ หินปนู บดในดนิ เคม็ ที่เป็นดินกรด 5. การใชย้ ปิ ซั่มในกรณีทีด่ ินเคม็ เปน็ ดินดา่ งชว่ ยใหก้ ารดินระบายนา้ ดีข้ึนช่วยให้การล้างเกลอื ออก จากดนิ ลดความเคม็ ออกไปจากดินการใช้ต้องวิเคราะห์ดินและได้รับคาแนะนาจากนักวิชาการเกษตรเป็นราย แปลง 6. รว่ มกับการใชก้ ล้าทมี่ อี ายมุ ากกวา่ กลา้ ปกติ

ดินทราย ดินทราย หมายถึง ดินท่มี ีเน้ือดนิ บนเปน็ ดนิ ทราย หรอื ดินทรายปนรว่ นมอี นภุ าคขนาดทรายเปน็ องค์ประกอบมากกวา่ รอ้ ยละ 85 มคี วามหนามากกว่า 50 เซนติเมตร ดนิ มกี ารระบายนา้ ดีจนถึงดีเกินไป ไม่อุ้ม นา้ ทาใหด้ นิ เก็บนา้ ไวไ้ มอ่ ยู่และเกิดการกร่อนได้งา่ ย มักเกิดจากวัตถุต้นกาเนิดดินที่เป็นตะกอนเนื้อหยาบหรือ ตะกอนทรายชายฝ่ังทะเล พบไดท้ ั้งในพ้นื ท่ีลมุ่ และพ้ืนทีด่ อน ดินทรายในพ้ืนท่ีดอน พบตามบรเิ วณหาดทราย สันทรายชายทะเล หรือบริเวณพน้ื ทลี่ าดถึงท่ีลาดเชงิ เขาเนื้อดนิ เป็นทราย ตลอด มีการระบายน้าดมี ากจนถงึ ดมี ากเกนิ ไป ดินไมอ่ ุม้ นา้ และเกิดการชะลา้ งพงั ทลายได้งา่ ยเน่ืองจากอนภุ าค ดนิ มกี ารเกาะตวั กันนอ้ ยมากส่วนใหญใ่ ชป้ ลูกพืชไร่ เชน่ มันสาปะหลัง สบั ปะรด ดนิ ทรายในพนื้ ทล่ี มุ่ มกั พบตามท่ีลมุ่ ระหวา่ งสนั หาด หรือเนนิ ทรายชายฝงั่ ทะเลหรอื บริเวณที่ราบท่อี ยใู่ กล้ภูเขาหนิ ทราย ดินมีการระบายน้าเลวหรือค่อนขา้ งเลวทาใหด้ ินแฉะหรือมีนา้ ขงั เปน็ ระยะเวลาส้ันๆ ได้ หลังจากที่มีฝนตกหนัก บางแหง่ ใช้ทานาบางแหง่ ใช้ปลูกพืชไร่ เชน่ ออ้ ย และปอ บางแห่งเปน็ ทงิ้ รา้ งหรือเป็นทุ่งหญา้ ธรรมชาติ นอกจากนีใ้ นบางพ้นื ท่ี บรเิ วณหาดทรายเก่าหรือบริเวณสันทรายชายทะเล โดยเฉพาะในเขตภาค ตะวนั ออกและภาคใต้อาจพบดินทรายท่มี ชี นั้ ดนิ ดานอนิ ทรยี ์ ซ่งึ เป็นดินทรายท่มี ีลักษณะเฉพาะตัวคือช่วงชั้นดิน ตอนบนจะเป็นทรายสีขาวแต่เมื่อขุดลึกลงมาจะพบช้ันทรายสีน้าตาลปนแดงท่ีเกิดจ ากการจับตัวกันของ สารประกอบพวกเหล็กและอินทรยี วตั ถุอดั แนน่ เป็นชั้นดานในตอนล่างซึ่งในช่วงฤดูแล้งช้ันดานในดินน้ีจะแห้ง แข็งมากจนรากพืชไม่อาจชอนไชผ่านไปได้ส่วนในฤดูฝนดินจะเปียกแฉะ ส่วนใหญ่ยังเป็นพ้ืนท่ีป่าเสม็ด ป่า ชายหาด ป่าละเมาะหรือบางแหง่ ใช้ปลูกมะพร้าว มะมว่ งหมิ พานต์ ปัญหาดนิ ทราย ดนิ ระบายนา้ ดีเกนิ ไป อุม้ น้าไดน้ ้อยมีความสามารถในการจบั หรอื แลกเปล่ียนประจุธาตุอาหารตา่ ความอุดมสมบรู ณ์ต่ามากมธี าตอุ าหารน้อย เกดิ การชะลา้ งพังทลายไดง้ ่าย การปรับปรงุ แก้ไข ปรบั ปรุงบารงุ ดินดินและเพ่มิ ความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอนิ ทรยี ์ เช่นปุ๋ยหมัก ปยุ๋ คอกหรือปลูกพชื ปยุ๋ สดแลว้ ไถกลบ เพอื่ เพมิ่ ความสามารถในการอุม้ น้าของดนิ และปรมิ าณธาตอุ าหารให้ เพยี งพอแก่ความตอ้ งการของพชื และควรจะต้องมรี ะบบการอนุรักษด์ นิ และนา้ อยา่ งเหมาะสม

ทฤษฎหี ่มดนิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแนวพระราชดาริในการดแู ลและรกั ษาดนิ อีกทาง หน่ึง นั่นคือ “การห่มดิน” เพ่ือให้ดินมีความชุ่มช้ืน จุลินทรีย์ทางานได้ดี อันจะส่งผลให้ดินบริเวณนั้นทา การเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและพัฒนาทรัพยากรดินให้เกิดแร่ธาตุ ทัง้ นี้การหม่ ดนิ มอี ยู่ดว้ ยกันหลายวิธกี าร เช่น ใช้ฟางและเศษใบไม้มาห่มดินหรือวัสดุอื่นตามที่หาได้ตามสภาพ ทั่วไปของพ้ืนที่, การใช้พรมใยปาล์ม (wee drop) ซ่ึงทามาจากปาล์มที่ผ่านการรีดน้ามันแล้ว เร่ิมจากการนา ทะลายปาล์มมาตะกุยให้เป็นเส้น ๆ ก่อนจะเอาไปอัดให้เป็นแผ่นเป็นผ้าห่มดิน นอกจากประโยชน์ที่กล่าวไป แล้ว การห่มดินยังจะช่วยคลุมหน้าดินไม่ให้วัชพืชขึ้นรบกวนต้นไม้/พืชหลักอีกด้วยกรณีตัวอย่างการนาแนว พระราชดาริไปประยุกตใ์ ช้ ทฤษฎีแกลง้ ดนิ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัวภมู ิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ทรงรับทราบความเดือดร้อนของพสกนกิ ร ในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรในจังหวัดนราธิวาส ท่ีประสบปัญหาดินเปรี้ยวทาให้เพาะปลูกไม่ได้ผล พระองค์จึงมีพระราชดาริให้ทาการศึกษาวิจัยและพัฒนาดินพรุเพ่ือแก้ไขปัญหาดินเปร้ียว ณ ศูนย์ศึกษาการ พฒั นาพิกลุ ทอง จงั หวดั นราธวิ าส โดยมวี ตั ถุประสงค์หลกั ในการศึกษาและพัฒนาพ้ืนที่พรุ ซึ่งเป็นดินเปรี้ยวให้ เปน็ ดินท่มี คี ุณภาพ สามารถทาการเพาะปลกู ได้ ซง่ึ พระองคท์ รงแนะนาใหใ้ ช้วธิ ี \"การแกลง้ ดิน\" คือ เรม่ิ จากการ แกล้งดินให้เปรี้ยวสุดขีด ด้วยการทาให้ดินแห้งและเปียกสลับกันเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดินพรุที่มี สารประกอบของกามะถันทีจ่ ะทาใหด้ ินมีสภาพเป็นกรดจัดเมอื่ ดนิ แหง้ จากน้นั จึงทาการปรับปรุงดินที่เป็นกรด จัดนน้ั ด้วยวิธกี ารตา่ ง ๆ ทีจ่ ะลดความเป็นกรดลงมาใหอ้ ยใู่ นระดบั ท่จี ะปลูกพชื เศรษฐกจิ เชน่ ขา้ ว ได้ หญ้าแฝก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช ได้ทรงศึกษาเรอ่ื งการใช้หญ้าแฝกในการอนรุ ักษ์ ดินและน้าจากเอกสารของธนาคารโลก ที่นาย Richard Grimshaw ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย และพระองค์ได้ พระราชทานพระราชดาริเกี่ยวกับหญ้าแฝก โดยให้ทรงทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการพังทลายของดิน จนปจั จบุ ันมีหนว่ ยงานกว่า 50 หนว่ ยงาน ดาเนินงานสนองพระราชดาริการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝก สง่ ผลให้การดาเนนิ งานก้าวหนา้ มากขน้ึ ตามลาดบั ประโยชนข์ องหญ้าแฝกมีดังนี้ (1)ปรับปรุงฟืน้ ฟคู วามสมบรู ณข์ องดิน (2)ป้องกันการชะล้างพงั ทลายของดนิ ในพืน้ ที่เปดิ ใหม่ลาดชันหรอื ในพน้ื ทท่ี ่มี ีความลาดชันมาก (3)ช่วยป้องกันการสญู เสยี หนา้ ดินไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ ตะกอนดนิ ท่ีถกู น้ากดั เซาะและพัดพามา โดย จะถกู กอหญา้ แฝกดักไวเ้ ม่ือเวลาผ่านไปหลาย ๆ ปจี ะกลายเป็นขน้ั บันไดดินตามธรรมชาติ (4)ช่วยลดความรนุ แรงและความเร็วของน้าไหลบา่ เมอ่ื น้าไหลมาปะทะแนวกอแฝก แลว้ นา้ จะซมึ ลงสู่ ดิน นา้ บางสว่ นจะไหลผา่ นแนวกอแฝกอย่างช้า ๆ (5) ช่วยเสรมิ ความมั่นคงแข็งแรงตามแนวตล่งิ ฝายก้นั นา้ ทางระบายน้า คลองส่งนา้ รมิ ถนนสงู (6) ใชเ้ ปน็ วัสดคุ ลมุ ดินรกั ษาความช่มุ ชน้ื และควบคมุ วชั พชื (7) สามารถนาไปทาเปน็ อาหารสตั ว์และปยุ๋ หมักได้เป็นอย่างดี

(8)สามารถนารากหญา้ แฝกหอมมาสกดั เพ่ือทานา้ หอม และเครื่องหอม ไดแ้ ก่ ใชอ้ บเสื้อผา้ ทาสบู่ ผสมกับสีผ้งึ และดินสอพอง (9) สามารถนาไปทาเป็นสนิ ค้าประเภทผลติ ภณั ฑ์หัตถกรรมและเครอ่ื งปัน้ ดินเผา (10)นาใบใช้ทาตับหญ้ามุงหลังคา ใชท้ าเครื่องประดบั เครอื่ งใช้ เช่น กระเปา๋ พัด ไมแ้ ขวนเสือ ส่วน รากใชท้ านา้ มันหอม สบู่ ยาสมนุ ไพรรักษาโรคบางชนิด เชน่ รากบดละเอียดผสมน้าแก้ไข้ แกโ้ รคเกีย่ วกบั นา้ ดี รากตม้ ดืม่ ช่วยละลายนวิ่ ในกระเพาะปสั สาวะ เปน็ ต้น (11)เพ่ือการฟ้นื ฟูสภาพดนิ ในพื้นทท่ี ี่เป็นดนิ เกลอื มีการทดลองปลูกหญา้ แฝกบนพน้ื ท่ดี ินเคม็ เพอื่ ดดู เกลือ และปลูกด้านข้างของลาคลองท่เี ปน็ ดนิ เกลือ พบวา่ หญา้ แฝกสามารถเตบิ โตได้”หญา้ แฝกเป็นพืชท่ีระบบ รากลึก แผก่ ระจายลงไปในดนิ ตรง ๆ เปน็ แผงเหมือนกาแพงช่วยกรองตะกอนดนิ และรกั ษาหนา้ ดนิ ไดด้ ี จึงควร นามาศกึ ษาและทดลองปลูกในพนื้ ทีข่ องศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนอ่ื งมาจากพระราชดาริ และพน้ื ท่อี ืน่ ๆ ที่ เหมาะสมอยา่ งกวา้ งขวางโดยพิจารณาจากลักษณะของภมู ปิ ระเทศ คอื บนพื้นทภี่ เู ขา ให้ปลกู หญา้ แฝกตาม แนวขวางความลาดชนั และในรอ่ งน้าของภูเขา เพือ่ ป้องกนั การพงั ทลายของหนา้ ดินและช่วยเก็บความชน้ื ของ ดินไวด้ ้วย บนพนื้ ทร่ี าบใหป้ ลูกหญา้ แฝกรอบแปลงพืชไร่ใหป้ ลูกตามร่องสลบั กับพชื ไรเ่ พือ่ ทร่ี ากของหญา้ แฝก จะอุ้มนา้ ไว้ ซ่งึ จะชว่ ยให้เกดิ ความชมุ่ ชน้ื ในดนิ ” พระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูห่ วั ความรูเ้ กย่ี วกบั หญา้ แฝก – ลักษณะของหญา้ แฝก o การขยายพันธ์ุหญา้ แฝก o การดูแลรกั ษาหญ้าแฝก o รปู แบบการปลกู หญ้าแฝกในพน้ื ท่ีเกษตรกรรม o การปลูกหญา้ แฝกตามหลักวชิ าการ

ใบความรู้ เรือ่ ง การเกษตรทฤษฎใี หม่ การทาเกษตรทฤษฎใี หม่ ซึ่งเป็นทฤษฎที ี่ถกู คิดคน้ ข้นึ โดยใชแ้ นวคดิ แหง่ การใชท้ รัพยากรธรรมชาติและ การบริหารงานในการทาการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มหาราช รัชกาลท่ี 9 แหง่ ราชวงศจ์ ักรี ของประเทศไทย ได้ทรงพระราชทานแก่พสกนกิ รชาวไทย เพอื่ แกไ้ ขปญั หาการเกษตร เพื่อให้ เกษตรกรได้มชี วี ิตอย่โู ดยหลดุ พ้นบว่ งแห่งความยากจน โดยหลักการคือ การแบ่งพื้นที่การเกษตรออกเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกน้ัน ให้ขุดสระกักเก็บน้าจานวน 30% ของพ้นื ทท่ี งั้ หมด เน่ืองจากการเกษตร จาเป็นต้องใช้น้า ส่วนท่ีสอง ให้ปลูกข้าว จานวน 30% ของพื้นที่ เพราะครอบครวั ตอ้ งกินตอ้ งใช้ สาหรับเป็นแหล่งอาหารหลัก ส่วนท่ีสาม ให้ปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น เก็บดอกผลไว้ กนิ ไว้ขาย เสริมสรา้ งรายได้ส่วนหน่ึงอกี ทาง และสว่ นที่ส่ี เป็นพื้นที่สาหรับใช้สร้างส่ิงปลูกสร้างเช่น ที่อยู่อาศัย โรงเรือนเล้ียงสัตว์ ฉาง จานวน 10% ของพ้ืนที่ จานวนสัดส่วนของพื้นที่นี้ทั้งหมดสามารถปรับเพิ่มหรือลด ขน้ึ อยู่กับความเหมาะสมของสภาพพน้ื ทแ่ี ต่ละแห่งได้ตามสะดวก ตัวอย่างคอื มที ี่นาอย่ทู ่ี 4 ไร่ จะแบง่ ออกเป็น 4 ส่วน อาจจะได้ประมาณส่วนละ 1 ไร่ แต่ให้พิจารณาถึงความ จาเป็นและสิ่งแวดล้อมในพ้ืนที่ด้วย หากพ้ืนท่ีโดยรอบแห้งแล้วกันดาร ให้เผ่ือเน้ือท่ีของการปลูกต้นไม้ยืนต้น และสระเก็บนา้ มากหน่อย เนอ่ื งจากนา้ เปน็ ส่งิ จาเปน็ และหากมแี ตน่ ้าแต่ผนื ดินไม่ชุ่มช้ืนเพราะขาดต้นไม้ให้ร่ม เงา นา้ กจ็ ะขาดแคลน การแบ่งพื้นทีด่ ังตวั อย่างมดี งั น้ี พน้ื ทส่ี ่วนที่ 1 จานวน 1.2 ไร่ ขดุ สระกกั เกบ็ น้าจานวน 2 สระ สามารถกักเก็บน้าได้มาก เพียงพอต่อ การนานา้ มาใช้ในการทาการเกษตรได้ท้งั ปีแต่การผนั นา้ มาใชน้ ัน้ หากพืน้ ที่กวา้ งใหญ่ เช่นมีเน้ือที่ประมาณ 12- 13 ไร่ การขุดสระโดยใช้พนื้ ทถ่ี ึง 3-4 ไร่นั้นยังคงต้องใช้เคร่ืองจักรกลในการสูบน้ามาใช้ ทาให้สูญเสียพลังงาน เช้ือเพลิงจานวนมาก โดยเฉพาะในชว่ งฤดูแลง้ ถา้ สามารถลดการใช้พลงั งานลงได้ หรือหาพลังงานเชื้อเพลิงอื่น ทดแทน หรอื มีการวางแผนการใชน้ ้า เช่น หากพื้นทม่ี รี ะดับทต่ี ่างกันมาก สามารถวางท่อนานา้ ออกมาใช้โดยไม่ ต้องใชเ้ คร่ืองสูบน้าและน้ามัน เป็นการจัดการทาให้ต้นทุนการเกษตรลดลงได้ในระยะยาว สาหรับพ้ืนที่เล็กๆ ประมาณ 1-2 ไร่ สามารถทาเป็นทอ้ งรอ่ งไดโ้ ดยกะให้กวา้ งพอประมาณไมใ่ ห้แคบเกนิ ไปเพราะเนื้อที่แคบน้าจะ ขาดแคลน พ้ืนท่ีส่วนที่ 2 ใช้พ้ืนที่ 1 ไร่ ใช้ปลูกข้าว การปลูกข้าวด้วยพ้ืนท่ี 1 ไร่ควรใช้วิธีการดานา หรือ การ ปลูกขา้ วต้นเดยี ว เพราะจะให้ผลผลิตดี ปริมาณมากกว่าการปลูกข้าวแบบหว่านปกติ เน่ืองจากการปักข้าวลง ดินเองจะทาใหข้ ้าวมผี ลผลิตดี การเตรยี มดิน และปกั ดาโดยใช้ข้าวจ้าวหอมมะลิ 105 ทาการกาจัดวัชพืชในนา ข้าว โดยการถอน และไถกลบ เรม่ิ แรกอาจมีการปลูกพืชตระกูลถ่ัวก่อนเนื่องจากถั่ว เป็นพืชที่ต้องการน้าน้อย เจริญเตบิ โตเรว็ หลงั เกบ็ เก่ยี วสามารถไถกลบและซังพชื จะเป็นป๋ยุ ชัน้ ดีใหน้ าขา้ ว พื้นท่สี ่วนที่ 3 มที ั้งหมด 1.5 ไร่ ปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยสามารถปลูกมะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ ปลูก กล้วยนา้ ว้า ปลูกพชื ผัก ปลูกไม้ใช้สอย เชน่ ต้นสัก ต้นไผ่รวก ไผ่ตง หรือ ต้นหวาย โดยท้ังน้ีพื้นที่การปลูกอาจ ใชพ้ น้ื ทที่ ้งั หมดท่เี หลอื โดยพื้นทส่ี าหรบั ปลูกสรา้ งบา้ นเรอื นกส็ ามารถปลกู คร่อมพื้นที่ส่วนที่ 3 ได้เชน่ เดยี วกนั

พ้ืนท่ีส่วนที่ 4 นี้มีพื้นที่เหลือประมาณ 3 งาน สามารถใช้เป็นพ้ืนที่สาหรับสร้างที่อยู่อาศัยและคอก สตั วเ์ ล็กๆ ใต้ถุนเรือน หรือผสมผสานในการปลูกบ้านเรือนยกสูงบนสระน้า ให้ใต้ถุนเป็นคอกเลี้ยงเป็ดไก่ หมู ติดกบั สระน้า โดยในนา้ ก็มกี ารเลย้ี งปลาดุกปลานลิ ผสมกัน เปน็ แนวทางการเกษตรแบบพง่ึ พาอาศยั เกษตรทฤษฎใี หม่ สาหรบั เกษตรกรท่มี ีพืน้ ที่มาก เกษตรทฤษฎีใหม่ คือแนวทางที่ย่ังยืน โดยที่แต่เดิมจะเหมาะกับเกษตรกรท่ีมีพื้นท่ีทางการเกษตร คอ่ นข้างมากพอสมควร แตส่ าหรับเกษตรกรทีม่ ีมีพนื้ ทีไ่ ม่มากนัก กส็ ามารถทจี่ ะทาได้โดยการลดหลั่นของพื้นที่ ทากินในแบบผสมผสานพ่งึ พาอาศยั หลกั แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง การพฒั นาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพฒั นาที่ต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของทางสายกลางและ ความไม่ประมาท โดยคานึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสรา้ งภูมิคมุ้ กนั ทีด่ ีในตวั ตลอดจน ใช้ความรคู้ วามรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง • กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาทีช่ ีแ้ นะแนวทางการดารงอยแู่ ละปฏิบัติตนในทางที่ ควรจะเป็น โดยมีพืน้ ฐานมาจากวถิ ีชีวติ ด้ังเดมิ ของสงั คมไทย สมารถนามาประยุกต์ใชไ้ ด้ตลอดเวลา และเปน็ การ มองโลกเชิงระบบทมี่ กี ารเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา มงุ่ เน้นการรอดพน้ จากภัย และวิกฤต เพ่ือ ความมั่นคง และ ความยง่ั ยนื ของการพฒั นา • คุณลกั ษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนามาประยุกตใ์ ช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏบิ ัตบิ นทางสายกลาง และการพัฒนาอยา่ งเป็นข้นั ตอน • คานิยาม ความพอเพยี งจะต้องประกอบดว้ ยคณุ ลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังน้ี • ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไมน่ ้อยเกนิ ไปและไม่มากเกนิ ไปโดยไม่เบยี ดเบียน ตนเองและ ผู้อืน่ เช่นการผลิตและการบริโภคทอี่ ยใู่ นระดบั พอประมาณ ความมีเหตุผล หมายถงึ การตดั สนิ ใจเก่ียวกับระดับของความพอเพียงนัน้ จะต้องเปน็ ไปอยา่ งมเี หตุผลโดยพิจารณาจากเหตุ ปัจจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งตลอดจนคานงึ ถึงผลท่คี าดวา่ จะเกดิ ขึ้น จากการกระทาน้ัน ๆ อยา่ งรอบคอบ การมภี ูมิคุ้มกนั ทดี่ ใี นตัว หมายถึง การเตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ มรบั ผลกระทบและการเปลยี่ นแปลงดา้ นต่าง ๆ ที่จะเกิดข้ึนโดยคานึงถงึ ความ เป็นไปไดข้ องสถานการณ์ ต่าง ๆ ทค่ี าดวา่ จะเกิดขึ้นในอนาคตทงั้ ใกล้และไกล

เงื่อนไข การตัดสินใจและการดาเนนิ กิจกรรมตา่ ง ๆ ให้อยใู่ นระดับพอเพียงนนั้ ตอ้ งอาศัยทัง้ ความรู้ และคณุ ธรรมเป็นพืน้ ฐาน กลา่ วคอื • เงอ่ื นไขความรู้ ประกอบดว้ ย ความรอบรู้เกีย่ วกับวิชาการตา่ ง ๆ ท่ีเก่ียวข้องอยา่ งรอบด้าน ความรอบคอบท่จี ะนาความรู้เหล่านัน้ มาพิจารณาใหเ้ ชอื่ มโยงกนั เพอ่ื ประกอบการวางแผน และความระมดั ระวงั ในข้ันปฏบิ ตั ิ • เงื่อนไขคุณธรรม ทจี่ ะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนกั ในคณุ ธรรม มีความซ่ือสัตยส์ ุจริต และมคี วามอดทน มีความเพยี ร ใชส้ ติปญั ญาในการดาเนนิ ชวี ติ แนวทางปฏบิ ัติ/ผลทค่ี าดวา่ จะได้รับ จากการนาปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งมาประยุกต์ใช้ คอื การพฒั นาทีส่ มดลุ และยั่งยนื พรอ้ มรบั ต่อ การเปล่ียนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ส่ิงแวดล้อม ความรแู้ ละเทคโนโลยี

ปา้ ยข้อมลู ของนทิ รรศการ