Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือเข้าใจอิสลามอย่างง่าย พร้อมภาพประกอบ - : อิบรอฮีม อบูหัรบฺ

คู่มือเข้าใจอิสลามอย่างง่าย พร้อมภาพประกอบ - : อิบรอฮีม อบูหัรบฺ

Published by Ismail Rao, 2020-11-27 22:19:22

Description: หนังสือเพื่อการแนะนำศาสนาอิสลาม เหมาะสำหรับผู้สนใจอิสลามทุกคน บรรจุด้วยข้อมูลเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏในอัลกุรอานและซุนนะฮฺ โดยการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ พร้อมภาพประกอบการอธิบายอย่างเป็นขั้นตอน
เกี่ยวกับความรู้อิสลามในเชิง: -วิทยาศาสตร์ -แพทย์ศาสตร์-จักรวาลวิทยา‎‏-ดาราศาสตร์‎‏-ธรณีวิทยา-อุตุนิยมวิทยา‎‏-กายวิภาควิทยา-ชีววิทยา
-สังคมศาสตร์
-ประวัติศาสตร์-
-รัฐศาสตร์การปกครอง
-สิทธิมนุษยชน
-ศาสนศาสตร์

Search

Read the Text Version

มแี หลง ขอ มลู ที่เปน บทบญั ญตั ิอืน่ ใดนอกเหนอื จากพระคัมภรี อ ลั กุรอานหรือไม? มีอยูในซุนนะฮฺ (sunnah) (ส่ิงที่พระศาสดาศาสนทูตมุหัมมัด ไดพูด ได กระทํา และ อนุญาต) คือแหลงขอมูลแหลงที่สองในศาสนาอิสลาม ซุนนะฮฺประกอบไปดวยหะดีษ (hadeeths) ซ่ึงเปนรายงานที่ถายทอดมาอยางนาเชื่อถือจากบรรดาพระสหายของพระศาสดาศาสนทูตมุหัม มัด ในส่ิงที่ทานไดมีวจนะ หรือปฏิบัติเปนแบบอยาง หรือไดรับรองอนุญาต ความเชื่อในซุน นะฮฺเปน ความเชื่อเบื้องตนอยางหนึ่งของชาวมสุ ลิม ตวั อยางวจนะของศาสนทูตมุหัมมัด เปรียบความรูสึกของผูศรัทธาในเรื่องความรัก ความเมตตา และความกรุณาตอ บุคคลอ่ืน เปรียบเสมือนกับรางกาย หากสวนใดของรางกายเจ็บปวยลง รางกายท้ังหมด จะพลอยไดรับความทุกขและความเจ็บไขนั้นดวย (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2586 และ Saheeh Al-Bukhari เลขที่ 6011) ผูศรัทธาท่ีดีและสมบูรณที่สุดคือผูท่ีดีท่ีสุดในเร่ืองของศีลธรรมจรรยา และผูท่ีดีที่สุด ในบรรดาพวกเขาน้ันไดแกผูใดก็ตามที่ดีท่ีสุดตอภรรยาของพวกเขา (บรรยายไวใน Mosnad Ahmad เลขที่ 7354 และ Al-Tirmizi เลขท่ี 1162) ไมม ีผูใ ดในพวกเจา มีความเชอ่ื (อยางสมบูรณ) จนกวา เขาจะรกั ตอ พี่นองของเขาอยาง ท่ีเขารักในตัวของเขาเอง (บรรยายไวใน Saheeh Al-Bukhari เลขที่ 13 และ Saheeh Muslim เลขท่ี 45 ) มนุษยผูมีเมตตาจะไดรับความเมตตาจากพระเจาผูทรงเมตตา จงแสดงความเมตตา ตอมนุษยโลกเหลานั้น และพระผูเปนเจาจะทรงแสดงความเมตตาตอเจา (บรรยายไว ใน Al-Tirmizi เลขที่ 1924 และ Abu-Dawood เลขที่ 4941) ย้ิมใหแกพ่ีนองของพวกเจาเปนการทําบุญกุศล(การทําทาน).. (บรรยายไวใน Al-Tirmizi เลขที่ 1956) การกลาวดีเปนการทําบุญกุศล(การทําทาน) (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 1009 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 2989) ผูใดก็ตามท่ีศรัทธาในพระผูเปนเจาและวันสิ้นโลก (วันพิพากษา) ควรกระทําความดี ตอเพื่อนบานของตนดวย (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขที่ 48 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 6019) พระผูเปนเจาจะไมทรงพิพากษาพวกเจาตามลักษณะรูปพรรณสัณฐานของพวกเจา แตจ ะทรงพิจารณาจากหัวใจและคุณคาการงานของพวกเจา (บรรยายไวใ น Saheeh Muslim เลขท่ี 2564) จงจา ยคาแรงคนงานกอนท่เี หงอื่ ของเขาจะแหง (บรรยายไวใน Ibn Majah เลขท่ี 2443) บุรุษผูหนึ่งกําลังเดินไปตามทางเดินรูสึกกระหายน้ําเปนกําลัง เมื่อถึงยังบอน้ํา เขาจึง ปนลงไปในบอน้ําน้ัน ดื่มจนเต็มกระเพาะ จากน้ันก็ปนขึ้นมา ตอมาเขามองเห็นสุนัข 48   

ลน้ิ หอ ยตวั หนงึ่ พยายามลามเลียลงไปบนพ้นื โคลนเพ่อื ดับกระหาย บรุ ษุ ผนู ้ันกลาววา “สุนัขตัวน้ีรูสึกกระหายเหมือนอยางที่ขารูสึกเลย” ดังนั้น เขาจึงเดินลงไปในบอนํ้าอีก ครั้งหนงึ่ นํารองเทา ของเขาตักน้าํ ขึ้นมา และนําไปใหสุนัขตัวน้ันดื่ม ดังนั้น พระผูเปน เจาจึงขอบใจเขาผูน้ันและยกเลิกบาปทั้งปวงของเขา} มีผูถามศาสนทูตมุหัม มัด วา โอผูถือสารของพระผูเปนเจา พวกเราจะไดรับส่ิงตอบแทนสําหรับความ กรุณาท่ีมีตอสรรพสัตวทั้งหลายดวยหรือ? ทานศาสนทูตตอบวา มีส่ิงตอบแทน สําหรับความกรุณาที่มีใหแกหมูมวลมุนุษยและสรรพสัตวท้ัง หลายท่ีมีชีวิต (บรรยาย ไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2244 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 2466) 49   

ศาสนาอสิ ลามกลาวถงึ วันพิพากษาไวอยา งไร? เชนเดียวกบั คริสตศาสนกิ ชน ชาวมุสลิมเชอ่ื วาชวี ิตในโลกปจจบุ นั นี้เปนเพียงการเตรียมตัว เพ่ือมาทดลอง ใชชีวิตสําหรับชีวิตในโลกหนาที่จะมีข้ึนเทาน้ัน ชีวิตน้ีเปนเพียงการทดสอบของแต ละบุคคลสําหรับชีวิตหลังความตาย วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อทั้งจักรวาลถูกทําลายและคนตายจะกลับ ฟนคืนชีวิตเพ่ือมา รับฟงคําพิพากษาจากพระผูเปนเจา วันนั้นจะเปนวันเร่ิมตนชีวิตท่ีเปนอมต นิรันดร วันน้ันก็คือวันพิพากษานั่นเอง ในวันนั้น มวลมนุษยทุกหมูเหลาจะไดรับการตอบแทนจาก พระผูเปนเจาไปตามความเช่ือและการกระทําของตน บุคคลซ่ึงตายในขณะที่มีความเชื่อวา “ไมมี พระผูเปนเจาที่แทจริงอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดคือผูถือสาร (ทานศาสนทูต) ของพระผู เปนเจา” และเปนชาวมุสลิม จะไดรับการตอบแทนในวันนั้นและจะไดรับอนุญาตใหไปสถิตสถาพร ยงั สรวงสวรรค ตลอดนจิ นริ ันดรตามที่พระผูเปน เจา ไดตรสั วา: ‫اﻟ ْ َﺠ َّﻨ ِﺔ‬ ‫َأ ْﺻ َﺤﺎ ُب‬ ‫َﻟـ ِﺌ َﻚ‬ ُ ‫َو َﻋ ِﻤﻠُﻮ ْا‬ ‫آ َﻣﻨُﻮ ْا‬ َّ ‫ِﻓﻴ َﻬﺎ‬ ‫ُﻫ ْﻢ‬ ‫و‬ ‫أ‬ ‫اﻟ َّﺼﺎﻟِ َﺤﺎ ِت‬ ‫ﻳ َﻦ‬ ِ ‫﴿ َوا‬ ( 82 : ‫َﺧﺎ ِ ُو َن﴾ )اﻛﻘﺮة‬ “สวนบรรดาผูศรัทธา และประกอบการดี จะเปนผูที่ไดอยูในสวรรค และพาํ นักอยทู น่ี ่นั ตลอดไป” (พระคัมภรี อัลกรุ อาน, 2:82) แตสําหรับบุคคลซ่ึงตายในขณะที่ไมเชื่อวา “ไมมีพระผูเปนเจาท่ีแทจริงอื่นใด นอก จากอัลลอฮฺ และมุหมั มดั คอื ผถู อื สาร (ทานศาสนทูต) ของพระผเู ปนเจา ” หรอื ผไู มใชช าวมุสลิม เขา จะไมพบหนทางไปสูสรวงสวรรคช่ัวนิจนิรันดรและจะถูกสงลงไปยังขุมนรก ตามท่ีพระผูเปนเจาได ตรัสไววา : ‫ُﻓ ْﻘ َﺒ َﻞ‬ ‫َﻓﻠَﻦ‬ ً‫ِد ﻳﻨﺎ‬ 8‫م‬5ِ ‫ َﻼ‬: ‫اﻟ﴿ْﺨَ َﺎو َِﺳﻣ ِﺮﻦﻳ ََﻳﻦﺒْ َﺘ﴾ ِﻎ)آ َﻟل ْﻴ َﺮﻋﻤاﺮ ِاﻹ ْنﺳ‬ ( ‫ِﻣ َﻦ‬ ‫ا ﻵ ِﺧ َﺮ ِة‬ ‫ِﻓﻲ‬ ‫َو ُﻫ َﻮ‬ ‫ِﻣﻨْ ُﻪ‬ “และผูใ ดแสวงหาศาสนาหนงึ่ ศาสนาใดอ่ืนจากอิสลามแลว ศาสนานนั้ ก็ จะไมถูกรับจากเขาเปน อันขาด และในปรโลกเขาจะอยูในหมูผูขาดทุน” (พระคมั ภรี อ ัลกรุ อาน, 3:85) และตามทีพ่ ระองคไดต รสั ไววา : ‫َأِﻣِ ْﻦ ٌﻢ َأ َوَﺣ َﻣِﺪﺎ َِﻟﻫ ُﻬﻢﻢ ِّﻣ ِّ ْﻣﻞ ُﻦء‬ ‫ﻳ َﻦ َﻛ َﻔ ُﺮو ْا َو َﻣﺎ ُﺗﻮ ْا َو ُﻫ ْﻢ ُﻛ َّﻔﺎ ٌر َﻓﻠَﻦ ُﻓ ْﻘﺒَ َﻞ‬ َّ ‫﴿ ِإ َّن ا‬ ‫َﻟ ُﻬ ْﻢ‬ ‫َﻟـ ِﺌ َﻚ‬ ُ ‫َو َﻟ ِﻮ‬ ً‫َذ َﻫﺒﺎ‬ ِ ‫اﻷ ْر ِض‬ ‫أ‬ ‫ا ْﻓ َﺘ َﺪى‬ ‫َﻋ َﺬا ٌب‬ ‫ْو‬ ‫ِﺑ ِﻪ‬ ( 91 : ‫ﻧَّﺎ ِﺻ ِﺮﻳ َﻦ﴾ )آل ﻋﻤﺮان‬ “แทจริงบรรดาผูที่ปฏิเสธศรัทธา และพวกเขาไดเสียชีวิตไปในขณะท่ี พวกเขาเปนผูปฏิเสธศรัทธาน้ัน ทองเต็มแผนดินก็จะไมถูกรับจากคน 50   

ใดในพวกเขาเปนอันขาด และแมวาเขาจะใชทองน้ันไถตัวเขาก็ตาม ชนเหลานี้แหละสําหรับพวกเขาน้ัน คือการลงโทษอันเจ็บแสบและท้ัง ไมมีบรรดาผูชวยเหลือใด ๆ สําหรับพวกเขาดวย” (พระคัมภีรอัลกุรอาน, 3:91) อาจมีคนถามวา ‘ขาพเจาคิดวาศาสนาอิสลามเปนศาสนาท่ีดีศาสนาหน่ึง แตถาขาพเจา ตองเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ครอบครัวของขาพเจา เพ่ือนๆ และคนอื่นๆ อาจจะกล่ันแกลง ขาพเจาและลอเลียนขาพเจา ดังนั้น ถาขาพเจาไมเปล่ียนมานับถือศาสนาอิสลาม ขาพเจาจะได เขาสูสรวงสวรรคและรอดพนไมต อ งไปสูขมุ นรกหรอื ไม ?’ คําตอบก็คือสิ่งท่ีพระผูเปนเจาไดตรัสไวในโองการบทกอนๆ “และผูใดแสวงหา ศาสนาหนึ่งศาสนาใดอน่ื จากอิสลามแลว ศาสนานั้นก็จะไมถกู รับจากเขาเปนอนั ขาด และ ในปรโลกเขาจะอยูในหมูผขู าดทนุ ” หลังจากท่ีไดสงมุหัมมัด ใหมาสั่งสอนผูคนใหมานับถือศาสนาอิสลามแลว พระผูเปน เจาทรงไมยอมรับการเลื่อมใสในศาสนาอ่ืนใดนอกจากศาสนาอิสลาม พระผูเปนเจาคือผูสรางและ ผูจรรโลงโลกของพวกเรา พระองคทรงสรางสรรพสิ่งในโลกใหกับพวกเรา สรรพสิ่งท่ีดีและศักด์ิสิทธิ์ ท้ังหมดที่พวกเรามีอยูมาจากพระองคท้ังสิ้น ดังน้ัน ท้ังหมดท่ีกลาวมานี้ เมื่อผูใดปฏิเสธไมยอม ศรัทธาในพระผูเปนเจา มุหัมมัด ศาสนทูตของพระองค หรือศาสนาอิสลามของพระองค เขาผู นั้นก็สมควรจะไดรับการลงโทษในชีวิตหลังความตาย ที่จริงแลววัตถุประสงคหลักท่ีพระผูเปนเจา ทรงสรรคสรางพวกเราข้ึนมาก็คือ เพ่ือใหเคารพในพระผูเปนเจาพระองคเดียวและเชื่อฟงใน พระองค ตามทพ่ี ระผเู ปนเจาไดตรสั ไวในพระคัมภีรอลั กุรอาน (51:56). ชีวิตท่ีเราอยูทุกวันน้ีเปนชีวิตท่ีสั้นมากๆ ผูไมศรัทธาในวันพิพากษาจะคิดวาชีวิตที่พวกเขา อยูบนโลกใบน้ีเปนเพียงการอยูไปวันหน่ึงหรือเปนสวนหน่ึงของวันเทานั้น ตามท่ีพระผูเปนเจาได ตรัสวา: ﴾ ‫ َﻗﺎﻟُﻮا َ ِﻛﺜْﻨَﺎ ﻳَ ْﻮﻣﺎً أَ ْو َﻧ ْﻌ َﺾ ﻳَ ْﻮ ٍم‬،‫﴿ﻗَﺎ َل َﻛ ْﻢ َ ِﻛﺜْ ُﺘ ْﻢ ِﻓﻲ ا ْ َﻷ ْر ِض َﻋ َﺪ َد ِﺳ ِﻨﻴ َﻦ‬ (113 -112: ‫)اﻟﻤﺆﻣﻨﻮن‬ “พระองคตรัสวา พวกเจาพํานักอยูในแผนดินเปนจํานวนก่ีป ? “พวก เขากลาวตอบวา เราพํานักอยูวันหน่ึงหรือสวนหน่ึงของวัน...” (พระ คมั ภีรอ ัลกรุ อาน, 23:112-113) และพระองคยังตรัสอกี วา: ‫َﺧﻠَ ْﻘ َﻨﺎ ُﻛ ْﻢ َﻗ َﺒﺜﺎً َو َﻛ َﻧّ ُﻜ ْﻢ ِإ َ ْ َﻨﺎ‬ ‫َﻛ َّﻏ َﻤﺎ‬ ‫﴿ َأ َﻓ َﺤ ِﺴﺒْ ُﺘ ْﻢ‬ ‫َﻓ َﺘ َﻌﺎ َﻟﻰ‬ َ َ ‫اﻟْ َﻤ ِﻠ ُﻚ اﻟ ْﺤَ ُّﻖ‬ ‫ا َّ ُﺑ‬ ،‫ﺗُ ْﺮ َﺟ ُﻌﻮ َن‬ ‫ﻻ‬ ﴾‫اﻟْ َﻜ ِﺮﻳ ِﻢ‬ ‫اﻟْ َﻌ ْﺮ ِش‬ َّ َ ‫إِﻻ‬ ِ‫ﻻ إ‬ ( 116 : ‫)اﻟﻤﺆﻣﻨﻮن‬ ‫َر ُّب‬ ‫ُﻫ َﻮ‬ َ 51   

“พวกเจาคิดวา แทจริงเราไดใหพวกเจาบังเกิดมาโดยไรประโยชน และ แทจริงพวกเจาจะไมกลับไปหาเรากระน้ันหรือ ? อัลลอฮฺทรงสูงสงจาก คํากลาวอางน้ัน เปนผูทรงอํานาจ ผูทรงสัจจะ ไมมีพระเจาอื่นใด นอกจากพระองค. ..” (พระคมั ภีรอ ลั กุรอาน , 23:115-116) ชวี ิตหลังความตายเปน ชีวิตทีแ่ ทจ ริง ไมเพยี งแตด วงวญิ ญาณเทา น้ัน แตร วมท้ังรางกายอีก ดว ย เราจะใชช วี ิตหลังความตายโดยมีรา งกายและจิตวิญญาณ เมื่อเปรียบเทียบโลกใบน้ีกับโลกชีวิตหลังความตาย ทานศาสนทูตมุหัมมัด ไดบอก วา: “คุณคาของโลกใบนี้เมื่อเปรียบเทียบกับโลกหลังความตายแลว เปรียบเสมือนการชัก นิ้วมือขึ้นมาจากทองทะเลเม่ือเจาจุมนิ้วลงไปในทอง ทะเลและจากน้ันชักมันกลับ ข้ึนมา” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2858 และ Mosnad Ahmad เลขที่ 17560) ความหมายก็คือวา คุณคาของโลกใบน้ีเมื่อเปรียบเทียบกับโลกหลังความตายแลวเปรียบเสมือน หยดน้ํา เพยี งสองสามหยดเมอื่ เปรยี บเทยี บกับทอ งทะเล 52   

บคุ คลหน่งึ จะกลายเปนชาวมสุ ลมิ ไดอยา งไร? เพียงแคกลาวดวยศรัทธาแรงกลาวา “La ilaha illa Allah, Muhammadur rasoolu Allah” บุคคลหน่ึงซึ่งเปล่ียนมานับถือศาสนาอิสลามและกลายเปนชาวมุสลิม (ฟงเสียง คลิกที่นี่). คํา กลาวนี้หมายความวา “ไมมีพระผูเปนเจาท่ีแทจริง นอกจากพระผูเปนเจา (อัลลอฮฺ),1 (อยางที่กลา วมาแลว นนั้ ภาษาอารบกิ คําวา อัลลอฮฺ หมายความวา พระผูเปนเจา (พระผูเปนเจา ที่แทจริงเพียงพระองคเดียวซึ่งเปนผูสรรคสรางทั้งจักรวาล) คําวาอัลลอฮฺนี้ เปนพระนามของพระผู เปนเจาซ่ึงผูพูดภาษาอารบิกเปนผูใช ท้ังชาวมุสลิมท่ีเปนอาหรับและชาวคริสเตียนที่เปนอาหรับ ดวย) และ มหุ มั มัดคอื ผถู ือสาร (ทา นศาสนทตู , ศาสนทูต) ของพระผเู ปน เจา” ในสวนแรกคําวา “ไม มีพระผูเปนเจาท่ีแทจริงอื่นใดนอกจากพระผูเปนเจา” หมายความวาไมมีผูใดมีสิทธิ์ท่ีจะไดรับการ เคารพบูชานอกจากพระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว และพระผูเปนเจาทรงไมมีทั้งบริวารหรือพระ บตุ ร การเปน ชาวมสุ ลมิ บุคคลนัน้ ควรปฏิบัติตอ ไปนี้อกี ดวย: • เชื่อวาพระคัมภีรอัลกุรอานท่ีศักด์ิสิทธิ์เปนพระดํารัสของพระผูเปนเจาโดยแท ซ่ึง พระองคท รงเปน ผูเปดเผย • เชื่อวาวันพิพากษา (วันฟน คืนชีพ) เปน ความจรงิ และจะมาถงึ ตามทพี่ ระผเู ปน เจา ไดทรงสญั ญาไวใ นพระคมั ภีรอ ัลกุรอาน • ยอมรบั ศาสนาอิสลามเปนศาสนาของตนเอง • ไมเ คารพบูชาสงิ่ อื่นใดหรอื บุคคลใดนอกจากพระผูเปน เจา ทานศาสนทูตมุหมั มัด ไดบ อกวา: “พระผูเปนเจาทรงโปรดการสารภาพบาปของ บุคคลใดบุคคลหน่ึงเมื่อเขาหันมาหาพระองคเพ่ือสารภาพบาป มากกวาสภาพความดีใจ ของคนผูหนึ่งในหมูพวกเจาที่ไดขี่อูฐเขาไปในทะเลทราย และมันไดวิ่งหนีไปจากเขา นําเอาอาหารและนํ้าดื่มของเขาไปดวย ดังนั้น เขาจึงสูญส้ินความหวังไปอยางสิ้นเชิงใน การไดอูฐกลับมา เขาจึงเดินไปยังตนไมและนอนแผหลาอยูใตรมเงาของตนไมดังกลาว (เพือ่ รอความตาย) เนอ่ื งจากเขาสูญสน้ิ ความหวงั ทัง้ หมดทีจ่ ะพบอูฐของเขา ตอมา ขณะที่ เขาอยูในสภาวะดังกลาว (ดวยความส้ินหวัง) ทันใดน้ัน อูฐตัวน้ันไดมาอยูตรงหนาเขา! ดังน้ันเขาจึงควาเชือกผูกอูฐเอาไวและรองไหสะอึกสะอ้ืนดวยความปติ ต้ืนตัน พลาง อุทานข้ึนอยางพลั้งปากวา “โอ อัลลอฮฺ พระองคคือขารับใชของขาพเจา และขาพเจาคือ เจานายของพระองค” ความผิดพลาดของเขาเกิดข้ึนจากความปติอันเปยมลนของเขา นนั่ เอง” (บรยายไวใน Saheeh Muslim เลขที่ 2747 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 6309) 53   

คํากลา วท่ีวา “ไมมพี ระผูเปน เจา ทแ่ี ทจรงิ อน่ื ใด นอกจากอลั ลอฮฺ และมุหัมมัด คอื ผถู ือสาร(ศาสนทตู )ของพระผูเ ปน เจา ” จารกึ อยเู หนือประตทู างเขา แหงนี้ 54   

พระคัมภีรอัลกรุ อานเปนเร่ืองราวเก่ยี วกับอะไร? พระคัมภีรอัลกุรอาน พระดํารัสที่ทรง เปดเผยเปนครง้ั สุดทา ยของพระผูเปนเจา เปน แหลงขอมูลที่สําคัญแหงความศรัทธาและการ ปฏิบตั ขิ องชาวมุสลิม พระคัมภีรสัมพันธกับทุก เร่ืองราวซึ่งเกี่ยวของกับมวลมนุษย อันไดแก สติปญญา คําสอน การบูชา การดําเนิน กิจกรรม กฎหมาย เปนตน แตส าระสาํ คญั เบ้ืองตนไดแ กค วามสมั พันธร ะหวางพระผเู ปนเจากับบรรดามัคลูก(สรรพส่ิง ที่ถูกสรา ง)ของพระองค ในเวลาเดียวกนั พระคมั ภีรยงั ไดบรรจุไวซ ง่ึ แนวทางและคาํ สอนโดยละเอียดเพอื่ สงั คมท่ียตุ ธิ รรม การปฏบิ ตั ิ ตนอยา งถูกตอ ง และระบบเศรษฐกิจที่เปนธรรม หมายเหตุ พระคัมภีรอัลกุรอานไดรับการเปดเผยตอมุหัมมัด เปนภาษาอารบิกเทานั้น ดังน้ัน การแปลพระคัมภีร ทั้งที่เปนภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ ไมถือวาเปนพระคัมภีรอัลกุรอาน หรือ ไมใชภาคของพระคัมภีรอัลกุรอาน แตเปนเพียงการแปลความหมายในพระคัมภีรอัลกุรอานซ่ึง ไดร ับการเปด เผยปรากฏอยูในภาษาอารบกิ เทา นนั้ . 55   

มุหมั มดั คอื ใคร? มุหัมมัด เกิด ณ นครเมกกะห(มักกะฮฺ)ในป พ.ศ. 113 เน่ืองจากบิดาของทานเสียชีวิต กอนที่ทานจะเกิด และมารดาของทานเสียชีวิตตอมาหลังจากน้ันเพียงไมนาน ทานจึงไดรับการ เลี้ยงดูจากลุงของซ่ึงมาจากเผา Quraysh (กุร็อยชฺ) ที่มีชื่อเสียง ทานไดรับการเล้ียงดูอยางผูไมรู หนังสือ ไมสามารถอานหรือเขียนหนังสือไดและเปนอยูเชนน้ีจวบจนการเสียชีวิต ครอบครัวของ ทานกอนที่ทานจะรับหนาที่เปนศาสนทูต ไมเคยสนใจในเร่ืองวิทยาศาสตรและสวนใหญไมรู หนงั สอื เลย ขณะที่ทานเจริญวัย ทานมีช่ือเสียงในเร่ืองของคุณธรรม ความซ่ือสัตย ความนาเชื่อถือ ความโอบออมอารียและความจริงใจ ทานเร่ิมเปนท่ีรูจักกันถึง ความซื่อสัตย ความสุจริต ความ นาเชื่อถือ ความมีนํ้าใจและความจริงใจของทาน จนมีผูเรียกขานทานวา (อัล-อะมีน) ผูนาเชื่อถือ. (บรรยายไวใน Mosnad Ahmad เลขท่ี 15078) มุหัมมัด เปนผูเครงในศาสนา และทาน จะ รงั เกียจความเสอื่ มโทรมและการกราบไวบชู าสง่ิ งมงายที่มีอยเู ปน เวลานานในสังคมของทาน มสั ยดิ ของทา นศาสนทตู มหุ มั มดั ในกรุงมะดนี ะฮฺ ซาอดุ อิ าระเบีย ในขณะทท่ี านมีอายุไดส่ีสิบป มุหัมมัด ไดรับการเปดเผยวิวรณเปนครั้งแรกจากพระผู เปนเจาโดยผานมะลาอิกะฮฺญิบรีล(เทพทูตกาเบรียล) การเปดเผยกระทําติดตอกันเปนเวลายี่สิบ สามป และคาํ เปด เผยเหลา นนั้ ไดรบั การรวบรวมจนเปนทร่ี ูจักกันในนามพระคมั ภีรอ ลั กุรอาน ทันทีที่ทานเริ่มเผยแผพระคัมภีรอัลกุรอานและเทศนาสั่งสอนความเปนจริงซึ่งพระผูเปน เจา ไดทรงเปดเผยตอทาน ทานและสาวกกลุมเล็กๆ ของทานไดรับความลําบากจากการกล่ันแกลง จากพวกนอกศาสนา การกล่ันแกลงทวีความรุนแรงมากขึ้น จนมาในป พ.ศ. 1165 พระผูเปนเจา ทรงบัญชาใหพวกทานอพยพหนี การอพยพครั้งนี้จากนครเมกกะห (มักกะฮฺ) ไปยังกรุงเมดินะห (มะดนี ะฮฺ) ซงึ่ อยูทางเหนอื ขึน้ ไปประมาณ 260 ไมล ถือเปน จดุ เรมิ่ ตนของปฏิทินมุสลิม หลังจากนั้นหลายป ศาสนทูตมุหัมมัด และสาวกของทานจึงสามารถกลับมายังนคร เมกกะหได ซง่ึ เปน ทีท่ ่ที านและบรรดาสาวกตางใหอ ภัยตอ เหลาปจ จามติ ร 56   

กอ นท่ีทานศาสนทูตมหุ มั มดั จะเสียชีวิต ขณะทีม่ อี ายหุ กสิบสามป พ้ืนท่ีสวนใหญของ คาบสมทุ ธอาระเบียนกลายเปน ชาวมุสลมิ และภายในหนง่ึ ศตวรรษหลังจากทที่ านเสียชีวติ ศาสนา อิสลามไดแพรขยายไปถึงตะวันตกของประเทศสเปน และตะวันออกไกลอยางประเทศจีน บรรดา เหตุผลของการแพรข ยายอยางรวดเรว็ และอยา งสนั ตวิ ิธขี องศาสนาอิสลามนน้ั ไดแก ความเปนจริง และความชัดเจนของคําสอนในศาสนานั่นเอง ศาสนาอิสลามมีความศรัทธาตอพระผูเปนเจา พระองคเ ดียว ผูซึง่ มคี วรคาแกก ารเคารพบูชาแตเ พยี งพระองคเ ดียวเทา น้ัน มุหัมมัด ถือเปนตัวอยางท่ีสมบูรณแบบของมนุษยผูหนึ่งในเรื่องของความซื่อสัตย ยุติธรรม เปยมลนไปดวยความเมตตา มีความเวทนาสงสาร มีคุณธรรม และกลาหาญ แมวา พระองคจะเปนบุรุษชาติ พระองคก็หนีหางจากลักษณะอันช่ัวรายและมุมานะบากบ่ันอยางเด็ด เด่ียว เพียงเพื่อพระผูเปนเจาและสิ่งตอบแทนจากพระองคในโลกหลังความตาย ยิ่งไปกวาน้ัน การ กระทําและการปฏบิ ตั ิตนของทาน จะกระทําไปดวยใจทจ่ี ดจอ และยาํ เกรงตอพระผเู ปนเจาเทานั้น 57   

การแพรขยายของศาสนาอสิ ลามมีผลตอการพัฒนาทางดา นวทิ ยาศาสตรอ ยา งไร? ศาสนาอสิ ลามสอนใหมนษุ ยร จู กั ใชพลังสติปญญาและ การสังเกต ภายในสองสามปของการแพรขยายของ ศาสนาอิสลาม ความเจริญรุงเรืองและแหลงแสวงหา ความรูเฟองฟูเปนอยางมาก เปนการผสมผสาน แนวความคิดของชาวตะวันออกและชาวตะวันตกเขา ดวยกัน และความคิดใหมกับความคิดเกา อันนํามาซึ่ง ค ว า ม ก า ว ห น า ที่ ยิ่ ง ใ ห ญ ท้ั ง ใ น ด า น ก า ร แ พ ท ย คณิตศาสตร ฟสิกส ดาราศาสตร ภูมิศาสตร สถาปตยกรรม ศิลป วรรณกรรม และประวัติศาสตร เกิดระบบท่ีสําคัญหลายอยาง เชน พืชคณิต ตัวเลขอารบิก และแนวคิดในเรื่องความเปนศูนย (ซึ่ง สําคัญตอการเจริญกาวหนาของเร่ืองคณิตศาสตร) ทั้งหมดนี้ไดรับการถายทอดจากโลกมุสลิมไป ยังยุโรปสมัยกลาง เคร่ืองมือที่มีความสลับซับซอนซ่ึงทําใหชาวยุโรปสามารถเดินเรือไปคนพบสิ่ง ตางๆ เชน เคร่อื งมือวดั ตําแหนงของดวงดาว เคร่ืองมือวัดมุม และแผนที่การเดินเรือท่ีสมบูรณแบบ ซ่งึ ทง้ั หมดไดรับการพฒั นามาจากชาวมุสลมิ ทง้ั สิ้น เครื่องมือวัดตําแหนงดวงดาว หนึ่งในเคร่ืองมือทาง วิทยาศาสตรที่สําคัญที่สุดไดรับการพัฒนามาจากชาวมุสลิม ซง่ึ นํามาใชอยา งกวา งขวางทางตะวันตกจนกระทัง่ ปจจบุ นั น้ี 58   

นกั การแพทยชาวมสุ ลิมไดใ หความสนใจตอ การผา ตัดและไดพ ัฒนาเครอ่ื งมอื ผา ตัดขนึ้ มาหลายชนิดอยา งท่เี ห็นอยใู นหนังสอื โบราณฉบบั นี้ 59   

ชาวมสุ ลมิ มีความเช่ือเกีย่ วกบั พระเยซอู ยา งไร? ชาวมุสลิมใหความเคารพและนับถือศาสนทูตอีซา หรือ พระเยซู (ขอความสันติจงประสบ แดทาน) พวกเขายอมรับวาทานคือหนึ่งในผูถือสารท่ีย่ิงใหญท่ีสุดของพระผูเปนเจามาสูมวล มนุษยชาติ พระคัมภีรอัลกุรอานไดยืนยันถึงการเกิดอยางบริสุทธ์ิของทาน และมีอยูบทหน่ึงในพระ คัมภีรอัลกุรอานที่ชื่อวา ‘มัรยัม’ (แมร่ี) พระคัมภีรอัลกุรอานไดอรรถาธิบายถึงการกําเนิดของพระ เยซดู ังน:ี้ ‫ْﻟ َﻤﻶ ِﺋ َﻜ ُﺔ‬ ‫َﻟ ِﺖ‬ ‫﴿ ِإ ْذ َﻗﺎ‬ ‫ا ْﻧ ُﻦ َﻣ ْﺮ َﻳ َﻢ‬ ‫ِﻋﻴ‬ ‫اﻟْ َﻤ ِﺴﻴ ُﺢ‬ ‫ْﻏا َﻴﺎَّﺑَوا ُﻳﺒَﻵ ِِّﺸﺧ َُﺮﺮ ِة ِك َو ِِﺑﻣ َﻦ َﻜاﻟِْﻠ ُﻤَﻤ َﻘٍﺔ َّﺮ ِّﺑِﻣﻴﻨْ َ ُﻦﻪ ا﴾ ْﺳ)آُﻤ ُلﻪ‬ ‫َﻳﺎ َﻣ ْﺮ َﻳ ُﻢ ِإ َّن‬ ‫ا‬ ُّ ‫َو ِﺟﻴﻬﺎً ِﻓﻲ ا‬ َ ( 45 : ‫ﻋﻤﺮان‬ “จงรําลึกถึงขณะที่มะลาอิกะฮฺกลาววา มัรยัมเอย ! แทจริงอัลลอฮฺทรง แจง ขา วดีแกเธอซ่งึ พจมานหนงึ่ จากพระองค ช่อื ของเขาคือ อัลมะซีห อี ซา บุตรของมัรยัม โดยท่ีเขาจะเปนผูมีเกียรติในโลกนี้ และปรโลก และ จะอยใู นหมผู ใู กลช ิด” (พระคมั ภีรอ ัลกุรอาน , 3:45) พระเยซูกําเนิดอยางมหัศจรรยโดยคําบัญชาของพระผูเปนเจา ซึ่งเปนคําบัญชาเดียวกัน เหมอื นทไ่ี ดทรงบันดาลใหก ําเนิดอาดมั พระผเู ปนเจา ตรสั วา: َُ ‫َﻗﺎ َل‬ ‫َﺧﻠَ َﻘ ُﻪ‬ ‫ا ِّﺑ َﻛ َﻤ َﺜ ِﻞ‬ ‫﴿ ِإ َّن َﻣ َﺜ َﻞ ِﻋﻴ‬ ‫ُﻛﻦ‬ ‫ِﺛ َّﻢ‬ ‫ُﺗ َﺮا ٍب‬ ‫ِﻣﻦ‬ ‫آ َد َم‬ ( 59 ‫َ ِﻋﻨ َﺪ‬ ‫َﻓﻴَ ُﻜﻮ ُن﴾ )آل‬ : ‫ﻋﻤﺮان‬ “แทจริงอุปมาของอีซานั้น ด่ังอุปมัยของอาดัม พระองคทรงบังเกิดเขา จากดิน และไดทรงประกาศิตแกเขาวาจงเปนขึ้นเถิด แลวเขาก็เปนข้ึน” (พระคมั ภรี อลั กุรอาน, 3:59) ในชวงระยะเวลาของการทําหนาท่ีทานศาสนทูตนั้น พระเยซูไดทรงแสดงปาฏิหาริย มากมาย พระผูเ ปน เจาตรัสใหพ วกเราฟง วา : ‫اَﻟ﴿ﻷَو ُﻜَْﻛرﻢَُﻤﺳ َﻪِّﻮﻣ َوًﻻﻦا ِإا َﻟَﻷﻟﺑِّْﻰﻄَﺮ َﺑﻴ َِِﻨﻦﻲص َِإﻛ َوَﻬُْأﺳﻴْ َﺌَْﺮﺣاِﺔِﻴِﺜـاﻴﻟَﻲﻞَّﻄاَﻛْﻴﻟْ ِِّﺮَﻤ َْﻓﻮﺄََﻗَﺗﻧﻰْﺪُﻔ ِﺑ ُﺈِﺦِﺟ ْذﺌِْﻓ ِﺘُﻴن ِﻪا َُﻜﻓِّ َﻴﻢﺑ ُِﺑﻜَوﺂُأﻮ َﻳَﻧ ٍُﺒﺔِّن ُﺌ َِّﻣﻃ ْﻴ ُﻦﻜﺮاًﻢَّر ِﺑِّﺑِﺑﺈِ َﻤْذﺎ ُِﻜنَﺗ ْﻢﺄْا َُﻛﻛِّ ِّﻠُﺑﻮ ََأوَ ُأنﺑْْﺧ َِوﺮﻠُ َﻣُ ُئﺎﻖ‬ ( 49 : ‫ﺗَ َّﺪ ِﺧ ُﺮو َن ِﻓﻲ ُﻧ ُﻴﻮﺗِ ُﻜ ْﻢ﴾ )آل ﻋﻤﺮان‬ “และเขาน้ัน(นบีอีซา)เปนฑูตไปยังวงศวานอีสรออีล (โดยท่ีเขาจะกลาว วา) แทจริง ฉันไดนําสัญญาณหนึ่งจากพระเจาของพวกทานมายังพวก ทาน โดยที่ฉันจะจําลองขึ้นจากดินใหแกพวกทานด่ังรูปนก แลวฉันจะ 60   

เปาเขาไปในมัน แลวมันก็จะกลายเปนนกดวยอนุมัติของอัลลอฮฺ และ ฉนั จะรักษาคนตาบอดแตกําเนดิ และคนเปนโรคเรือ้ น และฉันจะใหผูท่ี ตายแลวมีชีวิตข้ึน ดวยอนุมัติของอัลลอฮฺ และฉันจะบอกพวกทานถึง สิ่งที่พวกทานกินและเก็บรวบรวมไวในบานของพวกทาน...” (พระ คมั ภรี อลั กรุ อาน, 3:49) ชาวมุสลมิ เช่ือวา พระเยซูไมไดสิ้นชีวิตดวยการถูกตรึงบนไมกางเขน เปนเพียงแผนการของ เหลาปจจามิตรของพระเยซูท่ีจะตรึงกางเขนทาน แตพระผูเปนเจาทรงชวยใหทานปลอดภัยและ ทรงนําพระเยซูขึ้นไปเฝาพระองค และนําบุคคลิกลักษณะของพระเยซูใสเขาไปในรางของอีกคน หน่ึง หมูปจจามิตรของพระเยซูจึงนํารางของบุรุษผูนี้ไปตรึงกางเขนแทน โดยคิดวาเขาผูน้ันคือพระ เยซู พระผูเ ปน เจา ตรัสวา : ‫ َﻚﻣﺎ( ِّﻣ َﻗﻨْﺘَُﻪﻠُ َﻮﻣ ُهﺎ‬1ٍّ ‫ َو‬5‫َﺷ‬7‫ ِّﺑ‬:‫ﺑِ َِ﴿ﻪﺻ َﻠوَِﻣﺒَُﻗ ْﻮْﻮﻦ ُهﻟِ ِﻬَِﻋو ْﻢﻠَْﻟ ٍِـإﻢ َّﻧإِﺎ ِﻜََّﻻﻗﺘَاﻦﻠِّْﻳ َﻨﺒَُﺎﺷﺎﺒِّا ََعﻟﻪْ َﻤاﻟَﻟ ُﻬِ َّﺴﻈْﻢﻴ َِّﻦَﺢو ِإ َو َِّﻋَنﻣﻴﺎا َََّﻗ ِﺘَﻳﻠُ َاﻮﻦُهْﻧاﻳََﻦِﻘْﺧﻴَﻣﺘَﻨﺎْﻠًَﺮ َُﻳﻔ﴾ َﻮﻢاْ)اَرِﻓﻟ ُﺳﻴﻨ ِﻮﻪ َﺴ َﺎﻟل ِءﻔاﻲ‬ ‫َو َﻣﺎ‬ ‫ﻟَ ُﻬﻢ‬ “...และการท่พี วกเขากลา ววา แทจรงิ พวกเราไดฆ า อลั -มะซีหฺ อซี า บุตร ของมัรยัม ศาสนทูตของอัลลอฮฺ และพวกเขาหาไดฆาอีซาและหาได ตรึงเขาบนไมกางเขนไม แตทวาเขาถูกบันดาลใหเหมือนแกพวกเขา และแทจริงบรรดาผูที่ขัดแยงในตัวเขานั้น แนนอน ยอมอยูในความ สงสัยเก่ียวกับเขา พวกเขาหามีความรูใดๆ ตอเขาไม นอกจากคลอย ตามความนึกคิดเทาน้ัน และพวกเขามิไดฆาเขาดวยความแนใจ (อี ซา)...” (คมั ภีรอ ลั กุรอาน, 4:157) ทั้งมุหัมมัด และพระเยซูไมใชผูมาเปล่ียนแปลงคําสอนเบ้ืองตนในการศรัทธาพระผู เปนเจาพระองคเดียว ซ่ึงนํามาสั่งสอนโดยทานศาสนทูตองคกอนๆ แตกลับเปนผูมายืนยันและนํา คาํ สอนนน้ั มาสอนใหมตา งหาก (ชาวมุสลมิ ยังเชื่ออกี วา พระผูเปนเจาทรงเปดเผยหนังสือศักด์ิสิทธ์ิ ตอพระเยซู ชื่อวา Injeel (อินญีล) บางตอนในหนังสือยังคงปรากฏคําสอนของพระผูเปนเจาที่มีตอ พระเยซู ในพระคัมภีรเลมใหม (New Testament) แตนี่ไมไดหมายความวาชาวมุสลิมเช่ือในพระ คัมภรี ไบเบิลท่ีเรามอี ยใู นปจจบุ นั น้ี เพราะวาไมไ ดเปน พระคมั ภีรฉ บบั ด้งั เดิมซ่ึงทรงเปดเผยโดยพระ ผูเปนเจา พระคัมภีรเหลาน้ันตองเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแกไข การเพิ่มเติมและการละบางสวน ท้ิง เรื่องน้ีคณะกรรมการผูมีหนาที่รับผิดชอบเก่ียวกับการสังคายนาพระคัมภีร ไบเบิล (ฉบับ มาตรฐานที่สังคายนาแลว) ไดเคยกลาวไวเชนกัน คณะกรรมการชุดนี้ประกอบดวยนักปราชญ จํานวนสามสิบสองทานซึ่งดํารงตําแหนงสมาชิกของคณะกรรมการชุดนี้ พวกเขาไดรับรองสิ่งท่ีได ทบทวนและเสนอแนะแกคณะกรรมการที่ปรกึ ษาของตัวแทน จาํ นวนหาสิบทา นจากนกิ ายตางๆ ใน 61   

ศาสนาคริสตที่ใหความรวมมือ คณะกรรมการไดกลาวไวในบทนําเก่ียวกับพระคัมภีรไบเบิล (ฉบับ มาตรฐานสังคายนาแลว) หนาที่ 4 “บางครั้งมีหลักฐานปรากฏวาเน้ือหามีความยากตอการ ถายทอด แตไมมีฉบับใดไดรับการสังคายนาอยางเปนท่ีพอใจเลย ขณะนี้พวกเราสามารถทําไดแต เพียงคอยติดตามการตัดสินท่ีเหมาะสมท่ีสุดของบรรดานักปราชญผูเชี่ยวชาญในการแกไข เปลย่ี นแปลงเน้ือหาตนฉบับ” คณะกรรมการยังไดกลาวไวในบทนําหนาที่ 7 “หมายเหตุที่ไดรับการ เพ่มิ เติมเขามาซึง่ ช้ีใหเห็นวา มีการเปลยี่ นแปลง การเพิ่มเติม หรือการละบางสวนทิ้งอยางชัดเจนใน หนว ยงานสมยั โบราณ” Mt 9.34; Mk 3.16; 7.4; Lk 24.32, 51 เปนตน ) สเุ หรา al-Aqsa ในนครเยรซู าเล็ม 62   

ศาสนาอิสลามกลา วถึงลัทธผิ กู อการรายวา อยา งไร? ศาสนาอิสลาม เปนศาสนาท่ีเปยมลนไปดวยเมตตาธรรมศาสนาหน่ึง ไมเคยเห็นดวยกับ ลทั ธิกอการราย ในพระคัมภรี อลั กุรอานพระผเู ปน เจาไดต รัสไวว า : ‫اِّﻟْﻳُﻤ ِْﻘﻦ ِﺴَوﻟَِﻄ ْﻢﻴ َﻦُﻳ ْﺨ﴾ِﺮ)ُﺟاﻟﻮﻤ ُﻛﻤﺘﻢ ِّﺤﻣﻨﺔﻦ‬ ‫ﻟَ ْﻢ ُﻓ َﻘﺎ ِﺗﻠُﻮ ُﻛ ْﻢ ِﻓﻲ ا‬ ‫ِدﻳ﴿َﺎَ ِرﻻ ُﻛ َﻓ ْﻢﻨْ َأَﻬﺎن َﻳ ُﻛَﺒ ُّﺮُﻢوا ُﻫ َّ ْﻢُﺑ َو َُﻳﻋ ْﻘِﻦ ِﺴا َُّﻄِﻮﻳا َ ِإﻦ‬ ‫َ ْ ِﻬ ْﻢ ِإ َّن ا َّ َﺑ ﻳُ ِﺤ ُّﺐ‬ (8: “อลั ลอฮฺ มิไดทรงหามพวกเจา เกีย่ วกบั บรรดาผทู ่ีมิไดตอตา นพวกเจา ใน เรือ่ งศาสนา และพวกเขามไิ ดข ับไลพ วกเจาออกจากบานเรือนของพวก เจา ในการที่พวกเจาจะทําความดีแกพวกเขา และใหความยุติธรรมแก พวกเขา แทจ รงิ อัลลอฮฺทรงรกั ผูมคี วามยตุ ธิ รรม” (คมั ภีรอัลกรุ อาน, 60:8) ศาสนทูตมุหัมมัด เคยส่ังหามเหลาทหารหาญไมใหเขนฆาบรรดาสตรีและเด็ก ๆ, (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 1744 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 3015.) และพระองค ทรงแนะนําพวกเขาเหลาน้ันวา “จงอยาคิดคดทรยศ จงอยาทําอะไรมากเกินไปกวาความ จําเปน จงอยาเขนฆาเด็กแรกเกิด” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 1731 และ Al- Tirmizi เลขท่ี 1408) และทานยังไดกลาวอีกดวยวา “ผูใดก็ตามเขนฆาบุคคลผูซึ่งใหการทํานุ บํารุงชวยเหลือชาวมุสลิมจะไมไดสัมผัสกล่ินอายอันหอมรัญจวนของสรวงสวรรค แมวา กลิ่นอายดังกลาวจะขจรขจายอยูเปนเวลาถึงสี่สิบปก็ตาม” (บรรยายไวใน Saheeh Al- Bukhari เลขที่ 3166 และ Ibn Majah เลขท่ี 2686) อีกทั้ง ยังไดสั่งหามมิใหมีการลงโทษดวยการ เผาไฟอกี ดวย (บรรยายไวใ น Abu‐Dawood เลขที่ 2675) ครั้งหน่ึงทานเคยลงบัญชีฆาตกรใหอยูเพียงลําดับท่ีสองของบาปมหันต และยังเคยเตือน เกี่ยวกับวันพิพากษาวา “คดีแรกๆ ท่ีจะไดรับการตัดสินของบรรดาผูคนในวันพิพากษาโลก น้ันจะเปนคดีเก่ียวกับ การเขนฆากันตาย” (เร่ืองนี้หมายถึงการเขนฆาและการทําใหผูอื่น บาดเจ็บ บรรยายไวใน Saheeh  Muslim  เลขท่ี 1678  และ Saheeh  Al‐Bukhari  เลขที่ 6533) ชาวมุสลิมยังไดรับการสงเสริมใหมีความกรุณาตอสัตวและหามทํารายสัตวอีกดวย คร้ัง หน่ึงมุหัมมัด ไดกลาวไววา “สตรีผูหนึ่งไดรับการลงโทษเนื่องจากเธอกักขังแมวตัวหน่ึง จนตาย ในการตัดสินเรอื่ งนี้ เธอถกู พพิ ากษาใหลงไปสูข มุ นรก ขณะทเ่ี ธอกกั ขงั แมวตวั นัน้ เธอไมเคยใหอาหารหรือนํ้าแกมันเลย หรือแมกระทั่งปลอยใหมันออกมาจับสัตวกินเปน อาหารเองก็หาไม” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2422 และ Saheeh Al‐ Bukhari เลขท่ี 2365) 63   

ทานยังบอกอีกดวยวา “มนุษยผูหนึ่งไดใหนํ้าด่ืมแกสุนัขที่หิวกระหายเปนอยางย่ิง ดังนั้น พระผูเปนเจาจึงยกโทษบาปทั้งปวงของเขาเนื่องจากการกระทําในคร้ังน้ี” มีคนถาม ทานศาสนทูต วา พวกเราจะไดรับการตอบแทนสําหรับความกรุณาท่ีมีใหตอสรรพสัตวดวย หรอื ? ทานตอบวา “สิง่ ตอบแทนมีไวสําหรับความกรุณาทม่ี ตี อทง้ั คนหรือสัตว” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขที่ 2244 และ Saheeh Al‐Bukhari เลขที่ 2466) นอกจากน้ี การนําเอาชีวิตของสัตวมาเปนอาหาร ชาวมุสลิมยังไดรับคําบัญชาใหกระทํา อยางนิ่มนวลโดยใหสัตวน้ันหวาดกลัวและทรมานนอยที่สุดเทาท่ีเปนไปได ทานศาสนทูตมุหัม มัด ไดกลาวไววา “เม่ือพวกเจาฆาสัตว ใหกระทําดวยวิธีท่ีเหมาะสมที่สุด ผูนั้นควรลับ มีดของเขาใหคมกริบเพื่อชวยลดความทุกขทรมานของสัตว” (บรรยายไวใน Saheeh  Muslim เลขท่ี 1955 และ Al‐Tirmizi เลขที่ 1409.) เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้และบทความศาสนาอิสลามอื่นๆ แลว การกระทําเพ่ือสนับสนุน ความรุนแรงตอพลเมืองท่ีไรทางสู การทําลายลางอาคารบานเรือนและทรัพยสินอ่ืนๆ อยางราบ คาบ การทิ้งระเบิดและการทําใหผูชาย สตรี เด็กท่ีบริสุทธิ์ไดรับบาดเจ็บถือเปนการกระทําที่ ตองหามและนารังเกียจตามหลักศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม ชาวมุสลิมปฏิบัติตามหลักศาสนา ในเรื่องของความสันติ ความเมตตา และการใหอภัย และผูคนสวนใหญไมมีสวนเก่ียวของกับ เหตุการณรุนแรงบางอยางที่เกี่ยวพันกับชาวมุสลิม ถาปจเจกชนที่เปนชาวมุสลิมเขาไปพัวพันกับ การปฏบิ ตั ิการของลทั ธผิ กู อ การรา ย บุคคลผนู ัน้ จะละเมิดตอบญั ญตั ิของศาสนาอสิ ลาม 64   

สทิ ธมิ นษุ ยชนและความยุตธิ รรมในศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามกําหนดสิทธิมนุษยชนไวมากมายสําหรับปจเจกชน ตอไปนี้คือสิทธิ มนุษยชนบางประการซึง่ ศาสนาอสิ ลามไดด าํ รงรักษาไว ชีวิตและทรัพยสินของพลเมอื งทกุ คนในรฐั อสิ ลามถอื วา เปน สิ่งศกั ดิส์ ิทธิ์ ไมวาบุคคลนั้นจะ เปนชาวมุสลิมหรือไมก็ตาม อีกทั้งศาสนาอิสลามยังคงดํารงรักษาไวซ่ึงเกียรติยศศักด์ิศรี ดังนั้น ใน ศาสนาอิสลาม การพูดจาจาบจวงผูอื่นหรือกระทําการลอเลียนตอผูอื่นถือเปนสิ่งที่กระทํามิได ศาสนทูตมุหัมมัด ไดกลาวไววา “แทท่ีจริงแลวเลือดเน้ือของพวกเจา ทรัพยสินของพวก เจาและเกียรติยศของพวกเจาจะลวงละเมิดมิได” (บรรยายไวใน Saheeh Al-Bukhari เลขที่ 1739 และ Mosnad Ahmad เลขที่ 2037) การเหยียดสีผิวจะกระทํามิไดในศาสนาอิสลาม เนื่องจากในพระคัมภีรอัลกุรอานได กลาวถึงความเสมอภาคของมนุษยตามเงอ่ื นไขดังตอไปน:ี้ ً‫َو َﺟ َﻌﻠْﻨَﺎ ُﻛ ْﻢ ُﺷ ُﻌﻮﺑﺎ‬ ‫َأَﻛْﻳ ٍﺮَﻘﺎ َو ُأ ُﻧﻛ َْﻢ‬ ‫َو﴿َﻗ َﻳﺒَﺎﺎ ِﺋ َﻛَ ُّﻞﻓ َِﻛﻬ َﺎﺤ َﻌاﺎ ََّرﺠ ُﺎﻓﻮُاسِإ َِّإن َّﻧ َأﺎ ْﻛ ََﺮﺧ َﻠَﻣ ْﻘﻨَﺎُﻜ ْﻢ ُﻛ ِﻋﻢﻨ َِّﺪﻣ اﻦ َّ َِﺑذ‬ ﴾‫ِإ َّن ا َّ َﺑ َﻋ ِﻠﻴ ٌﻢ َﺧ ِﺒﻴ ٌﺮ‬ ( 13 : ‫)اﻟﺤﺠﺮات‬ “โอ มนุษยชาติท้ังหลาย แทจริงเราไดสรางพวกเจาจากเพศชาย และ เพศหญิง และเราไดใหพวกเจาแยกเปนเผาและตระกูลเพ่ือจะไดรูจัก กัน แทจริงผูที่มีเกียรติยิ่งในหมูพวกเจา ณ ท่ีอัลลอฮฺน้ัน คือผูที่มีความ ยําเกรงย่ิงในหมูพวกเจา แทจริงอัลลอฮฺนั้นเปนผูทรงรอบรูอยาง ละเอยี ดถ่ีถวน” (พระคัมภีรอลั กรุ อาน, 49:13) ศาสนาอิสลามปฏิเสธการกําหนดกลุมปจเจกชนคนใด หรือชนชาติใดใหเปนที่โปรดปรานเปน พิเศษ อนั เนื่องมาจากความมงั่ ค่ัง อํานาจ หรอื เช้อื ชาตขิ องพวกเขาเหลา น้นั พระผเู ปนเจา ทรงสราง หมมู วลมนุษยข้ึนมาใหมีความเทาเทียมกัน ซึ่งจะมีความแตกตางกันก็แตเฉพาะพื้นฐานของความ ศรัทธาและความเลื่อมใสในศาสนาเทานั้น ทานศาสนทูตมุหัมมัด กลาวไววา “โอ มนุษย ทั้งหลาย! พระผูเปนเจาของพวกเธอก็เปนพระผูเปนเจาองคเดียวกันและบรรพบุรุษของ พวกเธอ (อาดัม) ก็เปนบรรพบุรุษคนเดียวกัน ชนชาติอาหรับก็ไมดีไปกวาชนชาติที่ไมใช อาหรับ และชนชาติที่ไมใชอาหรับก็ไมดีไปกวาชนชาติอาหรับ และบุคคลผิวสีแดงก็ไมดี ไปกวาบุคคลที่มีผิวสีดําและบุคคลที่มีผิวสีดําก็ไมดีไปกวาบุคคลท่ีมีผิวสีแดง ยกเวนใน เรื่องของความเล่ือมใสในศาสนา” (สีผิวท่ีกลาวไวในคําดํารัสของทานศาสนทูตนั้นคือตัวอยาง ความหมายก็คือในศาสนาอิสลาม ไมมีผูใดดีกวาผูอื่น อันเน่ืองมาจากสีผิว ไมวาสีขาว ดํา แดง หรอื สีอ่ืนๆ บรรยายไวใ น Mosnad Ahmad เลขที่ 22978) 65   

ปญหาสาํ คัญอยางหนึ่งในปญหาสําคัญอ่ืนๆ ท่ีมนุษยชาติตางประสบอยูทุกวันน้ีก็คือลัทธิ การเหยียดสีผิว ประเทศที่พัฒนาแลวสามารถสงมนุษยข้ึนไปยังดวงจันทรได แตไมสามารถหาม มนุษยใหเกลียดชังและตอสูกับมนุษยรวมโลกได นับตั้งแตชวงชีวิตของทานศาสนทูตมุหัมมัด เปน ตน มา ศาสนาอิสลามไดแสดงใหเหน็ ดว ยตัวอยางท่ชี ัดเจนวา สามารถยุตลิ ทั ธิเหยียดสีผิวนั้นได อยางไร การแสวงบุญ(หัจญ)ในแตละปที่นครมักกะฮฺแสดงใหเห็นถึงความเปนน้ําหน่ึงใจเดียวกัน อยางแทจ ริงของพีน่ องชาวมุสลมิ ทุกเชอ้ื ชาตแิ ละชนชั้น เมื่อชาวมุสลิมประมาณสองลานคนจากท่ัว ทกุ มมุ โลกมาชุมนุมกนั ที่นครมักกะฮฺเพื่อแสวงบุญดงั กลาว ศาสนาอสิ ลามเปนศาสนาแหงความยุตธิ รรม พระผเู ปน เจา ตรัสไวว า: ‫َﺣ َﻜ ْﻤ ُﺘﻢ‬ ‫َو ِإ َذا‬ ‫َأ ْﻫ ِﻠ َﻬﺎ‬ ‫َﻟﻰ‬ ‫ا َﻷ َﻣﺎ َﻧﺎ ِت‬ ‫ُﺗﺆ ُّدو ْا‬ َ ‫َﻳﺄْ ُﻣ ُﺮ ُﻛ ْﻢ‬ ‫َﻧ ْﻴ َﻦ‬ ‫ِإ‬ ‫أن‬ ‫ا﴿َّﺠ ِإﺎ َِّنساأَ َّنﺑ‬ ( 58 : ‫ﺗَﺤْ ُﻜ ُﻤﻮاْ ﺑِﺎﻟْ َﻌ ْﺪ ِل﴾ )اﻟﻨﺴﺎء‬ “แทจริง อัลลอฮฺทรงใชพวกเจาใหมอบคืนบรรดาของฝากแกเจาของ ของมัน และเมื่อพวกเจาตัดสินระหวางผูคน พวกเจาก็จะตองตัดสิน ดว ยความยตุ ิธรรม...” (พระคมั ภีรอัลกุรอาน, 4:58) และพระองคยงั ตรสั อกี วา: ( 9 : ‫﴿ َوأَﻗْ ِﺴ ُﻄﻮا ِإ َّن ا َّ َﺑ ﻳُ ِﺤ ُّﺐ اﻟْ ُﻤ ْﻘ ِﺴ ِﻄﻴ َﻦ﴾ )اﻟﺤﺠﺮات‬ “และพวกเจาจงใหความเที่ยงธรรมเถิด แทจริงอัลลอฮฺทรงรักใคร บรรดาผใู หความเท่ียงธรรม” (พระคัมภีรอลั กุรอาน, 49:9) พวกเราควรยุติธรรมแมกระทงั่ กบั บุคคลผูซงึ่ พวกเราตางเกลียดชงั ตามทีพ่ ระผเู ปน เจาตรัส ไวว า: ﴾‫﴿ َو َﻻ َﻳ ْﺠ ِﺮ َﻣ َّﻨ ُﻜ ْﻢ َﺷ َﻨﺂ ُن َﻗ ْﻮ ٍم َﻟ َﺒ َأ َّﻻ َﻳ ْﻌ ِﺪﻟُﻮاْ ا ْﻋ ِﺪﻟُﻮاْ ُﻫ َﻮ َأ ْﻗ َﺮ ُب ﻟِﻠ َّﺘ ْﻘ َﻮى‬ ( 8 : ‫)اﻟﻤﺎﺋﺪة‬ “และจงอยาใหการเกลียดชังพวกหน่ึงพวกใด ทําใหพวกเจาไมยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเปนสิ่งที่ใกลกับความยําเกรงตอพระเจายิ่งกวา..” (พระคมั ภรี อัลกุรอาน, 5:8) ศาสนทูตมุหัมมัดไดกลาวไววา “มนุษยทั้งหลาย จงระวังในเรื่องความอยุติธรรม เน่ืองจาก ความอยุติธรรมนั้นจะมีแตความมืดมิดในวันพิพากษาโลก” (ตัวอยางเชน การกดข่ีขมเหง ผูอื่น การปฏิบัติอยางอยุติธรรม หรือกระทําสิ่งไมถูกตองตอผูอื่น บรรยายไวใน Mosnad Ahmad เลขท่ี 5798 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 2447) และบุคคลผูซึ่งไมเคยมีสิทธิใดๆ เลย (เชน สิ่งที่พวกเขามีสิทธ์ิรองขออยางยุติธรรม) ใน ชวี ติ น้ีจะไดร บั สทิ ธติ างๆ ในวนั พพิ ากษา อยา งที่ศาสนทตู ไดก ลาวไววา “ในวันพิพากษาโลก 66   

สิทธิตางๆ จะมอบใหแกบุคคลเหลานั้นเมื่อบุคคลเหลานั้นถึงกําหนดไดรับ (และความไม ถูกตองจะไดรับการชดใช)” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขที่ 2582 และ Mosnad Ahmad เลขที่ 7163) 67   

สถานภาพของสตรีในศาสนาอสิ ลามเปนอยา งไร? ศาสนาอิสลามมองสตรี ไมวาโสดหรือสมรสแลวอยาง บุคคลทั่วๆ ไปท่ีมีสิทธิเปนของตัวเอง พรอมท้ังมีสิทธิ ในความเปนเจาของหรือจําหนายจายโอนทรัพยสิน และส่งิ ที่ตนหามาไดโดยปราศจากอํานาจการปกครอง ใดๆ (ไมวาจะเปนบิดา สามี หรือบุคคลอื่น) เธอมีสิทธ์ิ ท่ีจะซ้ือหรือขาย ใหเปนของขวัญและบริจาคการกุศล และอาจใชจายเงินของตนไดอยางท่ีตนพอใจ สินสอดทองหมั้นที่ไดรับมาจากการที่เจาบาวมอบ ใหแกเจาสาวเพื่อใชสอยเปนการสวนตัวของเธอเอง และสตรียังสามารถใชนามสกุลของตนเองได โดยไมต อ งใชน ามสกุลของสามีไดอ ีกดวย ศาสนาอิสลามยังสงเสริมใหสามีเล้ียงดูภรรยาใหดี อยางที่ทานศาสนทูตมุหัมมัด ได กลา ววา “บุคคลทดี่ ที ส่ี ดุ ในบรรดาพวกเจา ก็คือบุคคลซง่ึ ดีท่ีสุดตอ ภรรยาของตนเอง” (บรรยายไวใน Ibn Majah เลขที่ 1978 และ Al-Tirmizi เลขท่ี 3895) ผูเปนมารดาในศาสนาอิสลามถือเปนผูมีเกียรติอยางสูง ศาสนาอิสลามแนะนําใหเลี้ยงดู มารดาดวยวิธีทด่ี ที ส่ี ุด บุรุษผูหนึ่งเขา หาศาสนทูตมุหัมมัด และ ถามวา “โอ ผูถือสารจากพระผู เปนเจา! ผูใดในบรรดาผูคนทั้งหลาย ควรคาที่จะเปนสหายท่ีดีของขาพเจาที่สุด” ทานศาสน ทูต ตอบวา “มารดาของเจานะซิ” บุรุษผูน้ันถามอีกวา “แลวใครหลังจากนั้นเลา?” ทานศาสน ทตู ตอบวา “มารดาของเจา” บรุ ษุ ผนู นั้ ยงั คงถามตอไปอีกวา “ใครอีกหลงั จากนน้ั ?” ทา นศาสน ทูต ตอบวา “มารดาของเจา” บุรุษผูน้ันถามซ้ําอีกวา “ใครอีกหลังจากน้ัน” ทานศาสนทูต ตอบอีกวา: “ตอไปคือบิดาของเจา” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2548 และ Saheeh Al- Bukhari เลขที่ 5971) 68   

ครอบครัวในศาสนาอสิ ลาม ครอบครัว ถือเปนสถาบันขั้นพื้นฐานของสังคม ซึ่งปจจุบันกําลังแตกแยก ระบบครอบครัว ในศาสนาอิสลามไดนําสิทธิของสามี ภรรยา บุตร และญาติพี่นองเขามาสูดุลยภาพที่สมบูรณ ดวย การสงเสริมความประพฤติที่ไมเห็นแกตัว โอบออมอารีและความรักในโครงสรางของระบบ ครอบครัวที่มีการจัดการอยางดี ความสงบสุขและความมั่นคงที่ไดรับมาจากสถาบันครอบครัวท่ี แขง็ แกรง ถอื วามีคณุ คาอยา งมหาศาล และถูกมองวาเปน สิง่ ที่สําคัญย่งิ สาํ หรับการปลูกฝง ทางดาน จติ ใจในหมูมวล สมาชิกของครอบครวั ความเปน ระเบยี บของสังคมทส่ี มานฉนั ทควรไดร ับการสรรค สรา งจากสมาชิกในครอบ ครวั ใหญท ี่มคี วามใกลชิดกันและจากบตุ รผูสืบสกุล 69   

ชาวมสุ ลิมปฏบิ ตั ิตอ ผสู งู อายอุ ยางไร? ในโลกของศาสนาอิสลามจะไมคอยไดพบเห็น “บานพักคนชรา” การดูแลบิดามารดาของ เราในชวงเวลาท่ีลําบากท่ีสุดในชีวิตของพวกทานเชนน้ี ถือวาเปนเกียรติและเปนคุณงามความดี อีกทั้งยังถือเปนโอกาสในการพัฒนาจิตใจท่ีย่ิงใหญอีกดวย ในศาสนาอิสลาม ถือวายังไมเปนการ เพียงพอที่พวกเราเพียงแตสวดมนตภาวนาใหกับบิดามารดาของพวกเรา แตพวกเราควรจะปฏิบัติ ดวยความโอบออมอารีอยางไรที่ส้ินสุด จําไววาเมื่อตอนที่พวกเรายังเปนเด็กเล็กชวยเหลือตัวเอง ไมได พวกเขาเล้ียงดูพวกเราดวยตัวของทานเอง มารดาเปนผูท่ีสมควรไดรับการยกยองเปนอยาง ย่ิง เมื่อบิดามารดาชาวมุสลิมแกชราลงทานจะไดรับการเล้ียงดูอยางทนุถนอมดวยความเมตตา และความไมเห็นแกตวั ในศาสนาอิสลาม การเลี้ยงดูบิดามารดาถือเปนหนาที่อันดับท่ีสองรองจากการทํา ละหมาด และถือเปนสิทธิของบิดามาดาที่จะคาดหวังวาจะไดรับการดูแล ถือกันวาเปนส่ิงท่ีนา รังเกียจเดยี จฉันทในการแสดงความฉนุ เฉียวใดๆ เม่อื ผเู ฒาชราเริ่มทาํ อะไรลําบาก พระผูเปน เจาตรสั วา : ْ‫َﻳ ْﻌ ُﺒ ُﺪوا‬ َّ َ ‫ِإَﻳ َّﻳ ُﻘﺎ ُهﻞ َوﻟَّ ِﺑُﻬﺎ َﻟﻤْﺎَﻮاأُِ ٍَّ ﻳْف ِﻦَو ِإ َﻻ ْﺣ َﻳ َﻨْﺴ َﻬﺎﻧْﺮﺎً ُﻫ ِإ َﻤَّﻣﺎﺎ َوَﻓ ُﻗﺒْﻠُﻞ َﻐﻟَّ َُّﻬﻦ َﻤﺎِﻋﻨَﻗ َْﻮﺪ َ ًﻻك‬ َّ ‫أﻻ‬ ‫ِإﻻ‬ ‫أَ ْو‬ ‫َ َر ُّﺑ َﻚ‬ ‫﴿ َو َﻗ‬ ‫ﻛِﻠ َﺎ ُﻫ َﻤﺎ َﻓ َﻼ‬ ‫أَ َﺣ ُﺪ ُﻫ َﻤﺎ‬ ‫اﻟْ ِﻜ َﺒ َﺮ‬ ‫ ِّ(ل ِﻣ َﻦ اﻟ َّﺮ ْﺣ َﻤ ِﺔ َو ُﻗﻞ َّر ِّب ا ْر َﺣ ْﻤ ُﻬ َﻤﺎ َﻛ َﻤﺎ‬2ُّ 4‫ا‬-‫ح‬2َ 3‫ﺎ‬:‫ َﺻَو ِﻐاﻴ ْﺮﺧاً ِﻔ﴾ ْ)ﺾا ﻟَﻹُﻬﺳَﻤﺎﺮا َءﺟ َﻨ‬،ً‫َرَﻛَّﺑ ِﻴَﺮﺎﻳِﻤﺎ‬ “และพระเจาของเจาบัญชาวา พวกเจาอยาเคารพภักดีผูใดนอกจาก พระองคเทาน้ันและจงทําดีตอบิดามารดา เมื่อผูใดในท้ังสองหรือทั้ง สองบรรลุสูวัยชราอยูกับเจา ดังน้ัน อยากลาวแกท้ังสองวา อุฟ (คือ ถอยคําแสดงความไมพอใจ) และอยาขูเข็ญทานท้ังสอง และจงพูดแก ทานท้ังสองดวยถอยคําที่ออนโยน และจงนอบนอมแกทานทั้งสอง ซึ่ง การถอมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกลาววา ขาแตพระเจาของ ฉัน ทรงโปรดเมตตาแกทานทั้งสองเชนท่ีท้ังสองไดเลี้ยงดูฉันเมื่อ เยาวว ัย” (พระคมั ภีรอ ลั กรุ อาน, 17:23-24) 70   

เสาหลักท้ังหาของศาสนาอสิ ลามคอื อะไร? เสาหลกั ทงั้ หาของศาสนาอสิ ลามถอื เปน โครงสรางชวี ติ ของชาวมุสลิม เสาหลักเหลาน้ันถือ เปนการปฏิญาณตนในเรื่องความศรัทธา การละหมาด การใหซะกาต(ชวยเหลือแกผูยากไร) การ ถอื ศีลอดในชวงเดอื นเราะมะฎอน และการไปแสวงบญุ ยงั นครมักกะฮฺสกั คร้งั หนงึ่ ในชวี ติ สาํ หรับผูที่ สามารถทําได 1) การปฏญิ าณตนในเรือ่ งความศรัทธา การปฏิญาณตนในเร่ืองความศรัทธาคือการกลาวดวยศรัทธาอยางแรงกลาวา “La ilaha illa Allah, Muhammadur rasoolu Allah” (ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ, มุหัมมะดุร เราะสู ลุลลอฮฺ) คํากลาวน้ีหมายความวา “ไมมีพระผูเปนเจาท่ีแทจริงอื่นใด นอกจากพระผูเปน เจา(อัลลอฮฺ)” และ มุหมั มัดคือผถู อื สาร (ศาสนทูต) ของพระผูเปนเจาเทานน้ั ” ในสวนแรกวลีท่ีวา “ไมมีพระผูเปนเจาท่ีแทจริงอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺพระผูเปนเจา” หมายความวาไมมีผูใดมีสิทธิ์ท่ีจะไดรับการเคารพบูชานอกจากพระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว และพระผเู ปนเจาทรงไมม ที ั้งบริวารหรอื พระบตุ ร การปฏญิ าณตนในเรื่องความศรทั ธานีเ้ รียกวา ชะ ฮาดะฮฺ (Shahada) เปนการกลาวอยางงา ยๆ ซึง่ ควรกลา วดวยศรัทธาอันแรงกลาเพื่อเปล่ียนมานับ ถือศาสนาอิสลาม (ตามที่ไดอธิบายมาแลวกอนหนานี้) การปฏิญาณในเร่ืองความศรัทธาถือเปน เสาหลักที่สําคัญท่ีสดุ ในศาสนาอิสลาม 2) การละหมาด ชาวมุสลิมจะทําพิธีละหมาดวันละหาคร้ัง ในการละหมาดแตละคร้ังจะใชเวลาประมาณ ครงั้ ละหาถงึ สบิ นาที การละหมาดในศาสนาอสิ ลามจะเปนการตดิ ตอกันโดยตรงระหวา งผลู ะหมาด กับพระผเู ปนเจา ไมม ีสอ่ื กลางระหวางพระผูเปน เจา กับผูล ะหมาดแตอ ยา งใด ในการทําละหมาด บุคคลผูนั้นจะรูสึกเกษม สันติและสบายใจอยูภายใน และน่ันก็ หมายความวาพระผูเปนเจาทรงยินดีกับเขาหรือเธอผูน้ัน ทานศาสนทูตมุหัมมัด เคยพูดกับ บิลาลวา “โอ บิลาล จงประกาศอิกอมะฮฺ(เรียกมาทําละหมาด)เถิด เพ่ือใหพวกเราได พักผอ นดวยการละหมาดนนั้ ” (บรรยายไวใน Abu-Dawood เลขที่ 4985 และ Mosnad Ahmad เลขท่ี 22578) บิลาล (Bilal) คือหนึ่งในสหายของศาสนทูตมุหัมมัดซ่ึงมีหนาท่ีเรียกผูคนมาทํา ละหมาด การทาํ ละหมาดจะกระทําในเวลารุงอรุณ เท่ียง บาย พระอาทิตยตกดิน และกลางคืน ชาว มุสลิมอาจจะทําการละหมาดไดเกือบทุกสถานที่ เชน ในกลางทุง สํานักงาน โรงงาน หรือใน มหาวทิ ยาลยั 3) การใหซะกาต (การจายทรัพยชวยเหลือแกผ ูยากไร) 71   

ทุกสรรพสิ่งเปนของพระผูเปนเจา เพราะฉะน้ันมนุษย จงึ ครอบครองทรพั ยส มบัตแิ ทนพระองค ความหมาย เดิมของคําวา ซะกาต นั้น มีความหมายทั้ง ‘การ ชําระลางบาป’ และ ‘ความเจริญรุงเรือง’ การให ซะ กาต น้ันหมายถึง ‘การใหตามอัตราสวนจากจํานวน ทรัพยสินท่ีมีอยูแกผูยากไรตามลําดับท่ีเหมาะสม’ อัตราสวนซ่ึงเปนทองคํา เงินและเงินสดซึ่งอาจมี จํานวนประมาณ 85 กรัมของนํ้าหนกั ทองคํา และถือครองเปนเจาของเปนเวลาหน่ึงปทางจันทรคติ ถือเปนสองเปอรเซนตคร่ึง การถือครองของพวกเราไดรับการชําระลางบาปดวยการจัดแบงสวน เล็กๆ ไวสําหรับบุคคลผูมีความจําเปน และเฉกเชนเดียวกับการตัดแตงตนไม การตัดแตงน้ีเพื่อให เกิดความสมดลุ อกี ทง้ั ยังชวยสง เสรมิ ใหก ารเจริญเตบิ โตอีกดว ย บุคคลหนึ่งอาจใหทานมากเทา ทต่ี นตอ งการได โดยถอื เปน การทําบุญกุศลหรือบริจาคทาน ดว ยความสมคั รใจ 4) การถือศลี อดในเดือนเราะมะฎอน ทุกๆ ปในเดือนเราะมะฎอน (เดือนเราะมะฎอนคือเดือนที่เกาของ ปฏิทินศาสนาอิสลาม เดือนทางจันทรคติ ไมใชทางสุริยคติ) ชาว มสุ ลมิ ท้ังหมดจะถอื ศีลอดตั้งแตรุงอรณุ จวบจนพระอาทิตยตกดิน โดยจะละเวน จากอาหาร น้ําดื่มและการมเี พศสัมพนั ธ แมวาการถือศีลอดจะมีประโยชนตอสุขภาพ แตการถือศีลอด ไดรับการยอมรับเปนสวนใหญวาเปนวิธีหน่ึงของการชําระลาง จิตใจของตัวเอง โดยการตัดตัวเองออกจากความสะดวกสบาย ในทางโลก แมวาจะเปนเพียงระยะสั้นๆ บุคคลผูถือศีลอดจะรูสึก เห็นใจผหู วิ โหยอยางแทจ รงิ ในเวลาเดยี วกันก็ชวยใหจติ ใจของผถู อื ศีลอดเจรญิ เติบโตไปดวย 5) การแสวงบญุ ท่ีนครมกั กะฮฺ การไปแสวงบุญประจําป (หัจญ) ท่ีนครมักกะฮฺ ถือเปนภาระหนาที่อยางหนึ่ง ครั้งหน่ึงใน ชีวิตสําหรับบุคคลซ่ึงมคี วามสามารถทั้งทางรางกายและทางการเงินที่จะทําได ในแตละปผูคนจาก ท่ัวทุกมุมโลกประมาณสองลานคนตางไปชุมนุมกันที่นครมักกะฮฺ แมวานครมักกะฮฺจะคราคร่ําไป ดวยผูมาเยือนอยูตลอดเวลา แตพิธีหัจยในแตละปจัดใหมีขึ้นในเดือนสิบสองตามปฏิทินอิสลาม ผู แสวงบุญชายจะสวมใสเสื้อผาเรียบงายเปนพิเศษเพื่อขจัดการแบงแยกชนชั้น และวัฒนธรรม ออกไป เพ่ือวาทกุ คนจะไดย ืนอยางเทา เทยี มกันตอ หนาพระผเู ปน เจา 72   

ผูแสวงบุญกําลังละหมาดอยูใน มัสยิด อัล-หะรอม ในนครมักกะฮฺ ภายใน สุเหราแหงน้ีจะมีกะอฺบะฮฺ (สิ่งกอสรางสีดําในรูปภาพ) ซ่ึงชาวมุสลิมจะหัน หนาเขาหาขณะทําการละหมาด กะอฺบะฮฺเปนสถานที่สักการะซึ่งพระผูเปน เจา ทรงบญั ชาใหทา นศาสนทตู อิบรอฮมี และลูกชายอสิ มาอลี สรา งข้ึน การประกอบพิธีหัจญ รวมถึงการเดินรอบกะบะฮฺจํานวนเจ็ดรอบและเดินไปอีกเจ็ดรอบ ระหวางเนินเขาเศาะฟา (Safa) และมัรวะฮฺ (Marwa) เชนเดียวกับท่ีนางฮาญัรฺ (Hagar) ภรรยา ของศาสนทูตอิบรอฮีมเคยกระทําระหวางที่เธอคนหานํ้า จากนั้นผูแสวงบุญจะยืนรวมกันในอะ เราะฟะฮฺ (Arafa) บริเวณพื้นท่ี 15 ไมลจากนครมักกะฮฺ และสวดออนวอนตอพระผูเปนเจาในสิ่งที่ พวกเขาปรารถนาอีกท้งั ยังขอประทานอภยั จากพระองคดวย วันเสร็จสิ้นการประกอบพิธีหัจญ จะจบลงดวยเทศกาล Eid Al-Adha ซึ่งเปนการเฉลิม ฉลองพรอมกับการทําละหมาด การเฉลิมฉลองน้ีและเทศกาล Eid ai-Fitr ซ่ึงเปนวันเล้ียงฉลองเพ่ือ เปนการระลึกถึงวันส้ินสุดของเดือนเราะมะฎอน ซึ่งเปนสองเทศกาลประจําปตามปฏิทินศาสนา อสิ ลาม 73   

เอกสารอา งอิง Ahrens, C. Donald. 2531. เรื่อง Meteorology Today. ปรับปรุงครั้งที่ 3. เซนตพอล: สํานักพิมพ West Publishing Company. Anderson, Ralph K. และคณะ. 2521. เร่ือง The Use of Satellite Pictures in Weather Analysis and Forecasting. เจนีวา: เลขานุการองคก ารอุตุนยิ มวิทยาโลก. Anthes, Richard A.; John J. Cahir; Alistair B. Fraser และ Hans A. Panofsky. 2524. เรื่อง The Atmosphere. ปรับปรุงครั้งท่ี 3. โคลัมบัส: สํานักพิมพ Charles E. Merrill Publishing Company. Barker, Kenneth และคณะ. 2528. เรื่อง The NIV Study Bible, New International Version. แก รนด ราพิดส, มชิ แิ กน: สาํ นักพมิ พ Zondervan Publishing House. Bodin, Svante. 2521. เร่ือง Weather and Climate. พูเล, โดเรส: สํานักพิมพ Blandford Press Ltd. Cailleux, Andre. 2511. เรื่อง Anatomy of the Earth. ลอนดอน: สํานักพิมพ World University Library. Couper, Heather และ Nigel Henbest. 2538. เร่ือง The Space Atlas. ลอนดอน: สํานักพิมพ Dorling Kindersley Limited. Davis, Richard A., Jr. 2515. เร่ือง Principles of Oceanography. ดอน มิลส, ออนตาริโอ: สาํ นกั พิมพ Addison-Wesley Publishing Company. Douglas, J. D. และ Merrill C. Tenney. 2532. เร่ือง NIV Compact Dictionary of the Bible. แก รนด ราพดิ ส, มิชแิ กน: สํานกั พมิ พ Zondervan Publishing House. Elder, Danny; and John Pernetta. 1991. Oceans. London: Mitchell Beazley Publishers. Famighetti, Robert. 2539. เรื่อง The World Almanac and Book of Facts 1996. มาหวาห, นวิ เจอรซ ยี : สํานกั พมิ พ World Almanac Books. Gross, M. Grant. 2536. เร่ือง Oceanography, a View of Earth. ปรับปรุงครั้งท่ี 6. อีเกิ้ลวูด คลฟิ ส: สาํ นกั พิมพ Prentice-Hall, Inc. Hickman, Cleveland P. และคณะ. 2522. เรอ่ื ง Integrated Principles of Zoology. ปรับปรงุ ครัง้ ท่ี 6. เซนตหลุยส: สํานักพิมพ The C. V. Mosby Company. Al-Hilali, Muhammad T. และ Muhammad M. Khan. 2537. เร่ือง Interpretation of the Meanings of The Noble Quran in the English Language. ปรับปรุงคร้ังท่ี 4. รยิ าดห: สํานกั พมิ พ Maktaba Dar-us-Salam. เรื่อง The Holy Bible, Containing the Old and New Testaments (Revised Standard Version). 2514. นวิ ยอรค : สํานกั พมิ พ William Collins Sons & Co., Ltd. 74   

Ibn Hesham, Abdul-Malek. เร่ือง Al-Serah Al-Nabaweyyah. เบรุต: สํานักพิมพ Dar El- Marefah. แผนกกิจการศาสนาอิสลาม, สถานทูตประจําซาอุดิอาระเบีย, วอชิงตัน, โคลัมเบีย. 2532. เรื่อง Understanding Islam and the Muslims. วอชงิ ตนั , โคลัมเบีย: แผนกกจิ การศาสนา อิสลาม, สถานทตู ประจาํ ซาอุดอิ าระเบีย. Kuenen, H. 2503. เรื่อง Marine Geology. นวิ ยอรค : สาํ นักพิมพ John Wiley & Sons, Inc. Leeson, C. R. และ T. S. Leeson. 2524. เรื่อง Histology. ปรับปรุงคร้ังท่ี 4. ฟลลาเดเฟย: สาํ นักพิมพ W. B. Saunders Company. Ludlam, F. H. 2523. เร่ือง Clouds and Storms. ลอนดอน: สํานักพิมพ The Pennsylvania State University Press. Makky, Ahmad A. และคณะ. 2536. เรื่อง Ee’jaz al-Quran al-Kareem fee Wasf Anwa’ al- Riyah, al-Sohob, al-Matar. เมกกะห: คณะกรรมการกํากับดูแลเรื่องสัญลักษณทาง วิทยาศาสตรใ นพระคมั ภรี อัลกรุ อานและซนุ นาห. Miller, Albert และ Jack C. Thompson. 2518. เร่ือง Elements of Meteorology. ปรับปรุงครั้งท่ี 2. โคลัมบสั : สาํ นกั พมิ พ Charles E. Merrill Publishing Company. Moore, Keith L.; E. Marshall Johnson; T. V. N. Persaud; Gerald C. Goeringer; Abdul- Majeed A. Zindani และ Mustafa A. Ahmed. 2535. เรื่อง Human Development as Described in the Quran and Sunnah. เมกกะห: คณะกรรมการกํากับดูแลเรื่อง สัญลักษณทางวิทยาศาสตรในพระคัมภรี อัลกุรอานและซุน นาห. Moore, Keith L.; A. A. Zindani; และคณะ. 2530. เร่ือง Al-E’jaz al-Elmy fee al-Naseyah (The scientific Miracles in the Front of the Head). เมกกะห: คณะกรรมการกํากับดูแล เรือ่ งสญั ลักษณท างวทิ ยาศาสตรในพระคัมภีรอ ลั กุรอานและซุน นาห. Moore, Keith L. และ T. V. N. Persaud. 2526. เรื่อง The Developing Human, Clinically Oriented Embryology, With Islamic Additions. ปรับปรุงคร้ังท่ี 5. ฟลลาเดลเฟย: สํานกั พมิ พ W. B. Saunders Company. El-Naggar, Z. R. 2534. เร่ือง The Geological Concept of Mountains in the Quran. ปรับปรุง คร้ังท่ี 1. เฮิรน ดอน: สถาบนั นานาชาตแิ นวคิดเร่ืองศาสนาอิสลาม. Neufeldt, V. 2537. เรื่อง Webster’s New World Dictionary. ปรับปรุงคร้ังท่ี 3. นิวยอรค: สํานักพมิ พ Prentice Hall. Neufeldt, V. 2537. เรื่อง Webster’s New World Dictionary. ปรับปรุงครั้งท่ี 3. นิวยอรค: สํานกั พิมพ Prentice Hall. เรื่อง The New Encyclopaedia Britannica. 2524. ปรับปรุงครั้งที่ 15. ชิคาโก: สํานักพิมพ Encyclopaedia Britannica, Inc. 75   

Noback, Charles R.; N. L. Strominger และ R. J. Demarest. 2534. เรื่อง The Human Nervous System, Introduction and Review. ปรับปรุงคร้ังท่ี 4. ฟลลาเดลเฟย: สาํ นกั พมิ พ Lea & Febiger. Ostrogorsky, George. 2512. เรื่อง History of the Byzantine State. แปลมาจากภาษาเยอรมัน โดย Joan Hussey. ฉบับปรับปรุงใหม. นิวบรันซวิค: สํานักพิมพ Rutgers University Press. Press, Frank และ Raymond Siever. 2525. เรื่อง Earth. ปรับปรุงคร้ังท่ี 3. ซานฟรานซิสโก: สาํ นักพมิ พ W. H. Freeman and Company. Ross, W. D.; และคณะ. 2506. เร่ือง The Works of Aristotle Translated into English: Meteorologica. เลม 3. ลอนดอน: สาํ นักพิมพ Oxford University Press. Scorer, Richard และ Harry Wexler. 2506. เรื่อง A Colour Guide to Clouds. สํานักพิมพ Robert Maxwell. Seeds, Michael A. 2524. เรื่อง Horizons, Exploring the Universe. เบลมองต: สํานักพิมพ Wadsworth Publishing Company. Seeley, Rod R.; Trent D. Stephens และ Philip Tate. 2539. เรื่อง Essentials of Anatomy & Physiology. ปรับปรงุ คร้งั ท่ี 2. เซนตห ลยุ ส: สํานกั พิมพ Mosby-Year Book, Inc. Sykes, Percy. 2506. เร่ือง History of Persia. ปรับปรุงครั้งท่ี 3. ลอนดอน: สํานักพิมพ Macmillan & CO Ltd. Tarbuck, Edward J. และ Frederick K. Lutgens. 2525. เรื่อง Earth Scienc.e ปรับปรุงคร้ังที่ 3. โคลัมบัส: สาํ นกั พมิ พ Charles E. Merrill Publishing Company. Thurman, Harold V. 2531. เร่ือง Introductory Oceanography. ปรับปรุงคร้ังที่ 5. โคลัมบัส: สํานักพมิ พ Merrill Publishing Company. Weinberg, Steven. 2527. เรื่อง The First Three Minutes, a Modern View of the Origin of the Universe. พิมพค ร้ังที่ 5. นิวยอรค: สํานักพมิ พ Bantam Books. Al-Zarkashy, Badr Al-Deen. 2533. เรื่อง Al-Borhan fee Oloom Al-Quran. ปรับปรุงครั้งท่ี 1. เบรตุ : สํานักพิมพ Dar El-Marefah. Zindani, A. A. เร่ือง This is the Truth (วีดีโอเทป). เมกกะห: คณะกรรมการกํากับดูแลเร่ือง สัญลักษณทางวทิ ยาศาสตรใ นพระคมั ภรี อ ลั กรุ อานและซนุ นาห หมายเลขของหะดีษ(วจนะของทานศาสนทตู มหุ มั มัด) หมายเลขของหะดษี ในหนังสือเลมนี้ อางองิ ตามดงั นี:้ • Saheeh Muslim: ตามหมายเลขของ Muhammad F. Abdul-Baqy. • Saheeh Al-Bukhari: ตามหมายเลขของ Fath Al-Barii. 76   

• Al-Tirmizi: ตามหมายเลขของ Ahmad Shaker. • Mosnad Ahmad: ตามหมายเลขของ Dar Ehya’ Al-Torath Al-Araby, Beirut. • Mowatta’ Malek: ตามหมายเลขของ Mowatta’ Malek. • Abu-Dawood: ตามหมายเลขของ Muhammad Muhyi Al-Deen Abdul-Hameed. • Ibn Majah: ตามหมายเลขของ Muhammad F. Abdul-Baqy. • Al-Daremey: ตามหมายเลขของ Khalid Al-Saba Al-Alamy และ Fawwaz Ahmad Zamarly. เก่ียวกับบรรณาธิการ ผแู ตง : I. A. Ibrahim บรรณาธิการทว่ั ไป: Dr. William (Daoud) Peachy Michael (Abdul-Hakim) Thomas Tony (Abu-Khaliyl) Sylvester Idris Palmer Jamaal Zarabozo Ali Al-Timimi บรรณาธกิ ารดานวทิ ยาศาสตร: ศาสตราจารย Harold Stewart Kuofi ศาสตราจารย F. A. State ศาสตราจารย Mahjoub O. Taha ศาสตราจารย Ahmad Allam ศาสตราจารย Salman Sultan รองศาสตราจารย Salman Sultan การสงวนลขิ สิทธ:์ิ สงวนลขิ สิทธิ์ © 1996-2002 I. A. Abu-Harb. สงวนลิขสิทธิ์ หามนําสวนหนึ่งสวนใดในเว็บไซตน้ีหรือในหนังสือเรื่อง A Brief Illustrated Guide To Understanding Islam ไปทําซาํ้ หรือเผยแพรใ นรปู แบบใดๆ หรือดวยวิธีอื่นใด ไมวาจะเปนทาง อิเลคทรอนิกส ทางกลไก รวมท้ังการถายเอกสาร การบันทึก หรือการเก็บขอมูลและระบบกูคืน 77   

ขอมูลใดๆ โดยไมไดรับอนุญาตเปนลายลักษณอักษรจากผูแตง เวนแตเปนไปตามสถานการณ ดานลางน้ี จงึ จะไดรับอนญุ าต สาํ หรบั การทําซํา้ : การทําซ้ํา พิมพซ้ํา หรือการถายเอกสาร เว็บไซตน้ี ไมวาหนาใดหนาหนึ่งใน เว็บไซต หรือท้ังเลม จะไดรับอนุญาตโดยไมตองเสียคาใชจายใดๆ เม่ือเปนไปตาม เงื่อนไขดังตอ ไปนี้: (1) ตองไมม กี ารเปลี่ยนแปลง เพ่มิ เตมิ หรือตัดทอนสว นหนึ่งสว นใดโดยเด็ดขาด (2) เพิ่มเติมขอความและลิงคดังตอไปนี้ไวดานลางหนาเว็บเพจทุกหนา ดวยมี ขนาดตัวอกั ษร 3 (12 pt) ดงั นี้ : แหลง ทีม่ าของบทความน้ีคือ www.islam-guide.com โปรดทราบ การอนุญาตน้ไี มสามารถนําไปใชไ ดกบั บทความและลิงคตางๆ ในหนา “ขอมูลเพิ่มเติม เก่ียวกับศาสนาอิสลาม” หรือเวบ็ ไซตนี้ในภาษาอนื่ นอกเหนือจากภาษาองั กฤษ ขอ มลู การพมิ พหนังสอื เลม น:้ี ดานลางนี้ คือขอมูลการพิมพหนังสือ A Brief Illustrated Guide To Understanding Islam: ISBN: 9960-34-011-2 หมายเลขบัตรหองสมดุ Library of Congress Catalog Card Number: 97-67654 จัดพิมพโ ดย Darussalam ผพู มิ พและผจู ัดจาํ หนา ย เมืองฮุสตนั รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมรกิ า   78