มแี หลง ขอ มลู ที่เปน บทบญั ญตั ิอืน่ ใดนอกเหนอื จากพระคัมภรี อ ลั กุรอานหรือไม? มีอยูในซุนนะฮฺ (sunnah) (ส่ิงที่พระศาสดาศาสนทูตมุหัมมัด ไดพูด ได กระทํา และ อนุญาต) คือแหลงขอมูลแหลงที่สองในศาสนาอิสลาม ซุนนะฮฺประกอบไปดวยหะดีษ (hadeeths) ซ่ึงเปนรายงานที่ถายทอดมาอยางนาเชื่อถือจากบรรดาพระสหายของพระศาสดาศาสนทูตมุหัม มัด ในส่ิงที่ทานไดมีวจนะ หรือปฏิบัติเปนแบบอยาง หรือไดรับรองอนุญาต ความเชื่อในซุน นะฮฺเปน ความเชื่อเบื้องตนอยางหนึ่งของชาวมสุ ลิม ตวั อยางวจนะของศาสนทูตมุหัมมัด เปรียบความรูสึกของผูศรัทธาในเรื่องความรัก ความเมตตา และความกรุณาตอ บุคคลอ่ืน เปรียบเสมือนกับรางกาย หากสวนใดของรางกายเจ็บปวยลง รางกายท้ังหมด จะพลอยไดรับความทุกขและความเจ็บไขนั้นดวย (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2586 และ Saheeh Al-Bukhari เลขที่ 6011) ผูศรัทธาท่ีดีและสมบูรณที่สุดคือผูท่ีดีท่ีสุดในเร่ืองของศีลธรรมจรรยา และผูท่ีดีที่สุด ในบรรดาพวกเขาน้ันไดแกผูใดก็ตามที่ดีท่ีสุดตอภรรยาของพวกเขา (บรรยายไวใน Mosnad Ahmad เลขที่ 7354 และ Al-Tirmizi เลขท่ี 1162) ไมม ีผูใ ดในพวกเจา มีความเชอ่ื (อยางสมบูรณ) จนกวา เขาจะรกั ตอ พี่นองของเขาอยาง ท่ีเขารักในตัวของเขาเอง (บรรยายไวใน Saheeh Al-Bukhari เลขที่ 13 และ Saheeh Muslim เลขท่ี 45 ) มนุษยผูมีเมตตาจะไดรับความเมตตาจากพระเจาผูทรงเมตตา จงแสดงความเมตตา ตอมนุษยโลกเหลานั้น และพระผูเปนเจาจะทรงแสดงความเมตตาตอเจา (บรรยายไว ใน Al-Tirmizi เลขที่ 1924 และ Abu-Dawood เลขที่ 4941) ย้ิมใหแกพ่ีนองของพวกเจาเปนการทําบุญกุศล(การทําทาน).. (บรรยายไวใน Al-Tirmizi เลขที่ 1956) การกลาวดีเปนการทําบุญกุศล(การทําทาน) (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 1009 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 2989) ผูใดก็ตามท่ีศรัทธาในพระผูเปนเจาและวันสิ้นโลก (วันพิพากษา) ควรกระทําความดี ตอเพื่อนบานของตนดวย (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขที่ 48 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 6019) พระผูเปนเจาจะไมทรงพิพากษาพวกเจาตามลักษณะรูปพรรณสัณฐานของพวกเจา แตจ ะทรงพิจารณาจากหัวใจและคุณคาการงานของพวกเจา (บรรยายไวใ น Saheeh Muslim เลขท่ี 2564) จงจา ยคาแรงคนงานกอนท่เี หงอื่ ของเขาจะแหง (บรรยายไวใน Ibn Majah เลขท่ี 2443) บุรุษผูหนึ่งกําลังเดินไปตามทางเดินรูสึกกระหายน้ําเปนกําลัง เมื่อถึงยังบอน้ํา เขาจึง ปนลงไปในบอน้ําน้ัน ดื่มจนเต็มกระเพาะ จากน้ันก็ปนขึ้นมา ตอมาเขามองเห็นสุนัข 48
ลน้ิ หอ ยตวั หนงึ่ พยายามลามเลียลงไปบนพ้นื โคลนเพ่อื ดับกระหาย บรุ ษุ ผนู ้ันกลาววา “สุนัขตัวน้ีรูสึกกระหายเหมือนอยางที่ขารูสึกเลย” ดังนั้น เขาจึงเดินลงไปในบอนํ้าอีก ครั้งหนงึ่ นํารองเทา ของเขาตักน้าํ ขึ้นมา และนําไปใหสุนัขตัวน้ันดื่ม ดังนั้น พระผูเปน เจาจึงขอบใจเขาผูน้ันและยกเลิกบาปทั้งปวงของเขา} มีผูถามศาสนทูตมุหัม มัด วา โอผูถือสารของพระผูเปนเจา พวกเราจะไดรับส่ิงตอบแทนสําหรับความ กรุณาท่ีมีตอสรรพสัตวทั้งหลายดวยหรือ? ทานศาสนทูตตอบวา มีส่ิงตอบแทน สําหรับความกรุณาที่มีใหแกหมูมวลมุนุษยและสรรพสัตวท้ัง หลายท่ีมีชีวิต (บรรยาย ไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2244 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 2466) 49
ศาสนาอสิ ลามกลาวถงึ วันพิพากษาไวอยา งไร? เชนเดียวกบั คริสตศาสนกิ ชน ชาวมุสลิมเชอ่ื วาชวี ิตในโลกปจจบุ นั นี้เปนเพียงการเตรียมตัว เพ่ือมาทดลอง ใชชีวิตสําหรับชีวิตในโลกหนาที่จะมีข้ึนเทาน้ัน ชีวิตน้ีเปนเพียงการทดสอบของแต ละบุคคลสําหรับชีวิตหลังความตาย วันหนึ่งจะมาถึงเมื่อทั้งจักรวาลถูกทําลายและคนตายจะกลับ ฟนคืนชีวิตเพ่ือมา รับฟงคําพิพากษาจากพระผูเปนเจา วันนั้นจะเปนวันเร่ิมตนชีวิตท่ีเปนอมต นิรันดร วันน้ันก็คือวันพิพากษานั่นเอง ในวันนั้น มวลมนุษยทุกหมูเหลาจะไดรับการตอบแทนจาก พระผูเปนเจาไปตามความเช่ือและการกระทําของตน บุคคลซ่ึงตายในขณะที่มีความเชื่อวา “ไมมี พระผูเปนเจาที่แทจริงอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดคือผูถือสาร (ทานศาสนทูต) ของพระผู เปนเจา” และเปนชาวมุสลิม จะไดรับการตอบแทนในวันนั้นและจะไดรับอนุญาตใหไปสถิตสถาพร ยงั สรวงสวรรค ตลอดนจิ นริ ันดรตามที่พระผูเปน เจา ไดตรสั วา: اﻟ ْ َﺠ َّﻨ ِﺔ َأ ْﺻ َﺤﺎ ُب َﻟـ ِﺌ َﻚ ُ َو َﻋ ِﻤﻠُﻮ ْا آ َﻣﻨُﻮ ْا َّ ِﻓﻴ َﻬﺎ ُﻫ ْﻢ و أ اﻟ َّﺼﺎﻟِ َﺤﺎ ِت ﻳ َﻦ ِ ﴿ َوا ( 82 : َﺧﺎ ِ ُو َن﴾ )اﻛﻘﺮة “สวนบรรดาผูศรัทธา และประกอบการดี จะเปนผูที่ไดอยูในสวรรค และพาํ นักอยทู น่ี ่นั ตลอดไป” (พระคัมภรี อัลกรุ อาน, 2:82) แตสําหรับบุคคลซ่ึงตายในขณะที่ไมเชื่อวา “ไมมีพระผูเปนเจาท่ีแทจริงอื่นใด นอก จากอัลลอฮฺ และมุหมั มดั คอื ผถู อื สาร (ทานศาสนทูต) ของพระผเู ปนเจา ” หรอื ผไู มใชช าวมุสลิม เขา จะไมพบหนทางไปสูสรวงสวรรคช่ัวนิจนิรันดรและจะถูกสงลงไปยังขุมนรก ตามท่ีพระผูเปนเจาได ตรัสไววา : ُﻓ ْﻘ َﺒ َﻞ َﻓﻠَﻦ ًِد ﻳﻨﺎ 8م5ِ َﻼ: اﻟ﴿ْﺨَ َﺎو َِﺳﻣ ِﺮﻦﻳ ََﻳﻦﺒْ َﺘ﴾ ِﻎ)آ َﻟل ْﻴ َﺮﻋﻤاﺮ ِاﻹ ْنﺳ ( ِﻣ َﻦ ا ﻵ ِﺧ َﺮ ِة ِﻓﻲ َو ُﻫ َﻮ ِﻣﻨْ ُﻪ “และผูใ ดแสวงหาศาสนาหนงึ่ ศาสนาใดอ่ืนจากอิสลามแลว ศาสนานนั้ ก็ จะไมถูกรับจากเขาเปน อันขาด และในปรโลกเขาจะอยูในหมูผูขาดทุน” (พระคมั ภรี อ ัลกรุ อาน, 3:85) และตามทีพ่ ระองคไดต รสั ไววา : َأِﻣِ ْﻦ ٌﻢ َأ َوَﺣ َﻣِﺪﺎ َِﻟﻫ ُﻬﻢﻢ ِّﻣ ِّ ْﻣﻞ ُﻦء ﻳ َﻦ َﻛ َﻔ ُﺮو ْا َو َﻣﺎ ُﺗﻮ ْا َو ُﻫ ْﻢ ُﻛ َّﻔﺎ ٌر َﻓﻠَﻦ ُﻓ ْﻘﺒَ َﻞ َّ ﴿ ِإ َّن ا َﻟ ُﻬ ْﻢ َﻟـ ِﺌ َﻚ ُ َو َﻟ ِﻮ ًَذ َﻫﺒﺎ ِ اﻷ ْر ِض أ ا ْﻓ َﺘ َﺪى َﻋ َﺬا ٌب ْو ِﺑ ِﻪ ( 91 : ﻧَّﺎ ِﺻ ِﺮﻳ َﻦ﴾ )آل ﻋﻤﺮان “แทจริงบรรดาผูที่ปฏิเสธศรัทธา และพวกเขาไดเสียชีวิตไปในขณะท่ี พวกเขาเปนผูปฏิเสธศรัทธาน้ัน ทองเต็มแผนดินก็จะไมถูกรับจากคน 50
ใดในพวกเขาเปนอันขาด และแมวาเขาจะใชทองน้ันไถตัวเขาก็ตาม ชนเหลานี้แหละสําหรับพวกเขาน้ัน คือการลงโทษอันเจ็บแสบและท้ัง ไมมีบรรดาผูชวยเหลือใด ๆ สําหรับพวกเขาดวย” (พระคัมภีรอัลกุรอาน, 3:91) อาจมีคนถามวา ‘ขาพเจาคิดวาศาสนาอิสลามเปนศาสนาท่ีดีศาสนาหน่ึง แตถาขาพเจา ตองเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ครอบครัวของขาพเจา เพ่ือนๆ และคนอื่นๆ อาจจะกล่ันแกลง ขาพเจาและลอเลียนขาพเจา ดังนั้น ถาขาพเจาไมเปล่ียนมานับถือศาสนาอิสลาม ขาพเจาจะได เขาสูสรวงสวรรคและรอดพนไมต อ งไปสูขมุ นรกหรอื ไม ?’ คําตอบก็คือสิ่งท่ีพระผูเปนเจาไดตรัสไวในโองการบทกอนๆ “และผูใดแสวงหา ศาสนาหนึ่งศาสนาใดอน่ื จากอิสลามแลว ศาสนานั้นก็จะไมถกู รับจากเขาเปนอนั ขาด และ ในปรโลกเขาจะอยูในหมูผขู าดทนุ ” หลังจากท่ีไดสงมุหัมมัด ใหมาสั่งสอนผูคนใหมานับถือศาสนาอิสลามแลว พระผูเปน เจาทรงไมยอมรับการเลื่อมใสในศาสนาอ่ืนใดนอกจากศาสนาอิสลาม พระผูเปนเจาคือผูสรางและ ผูจรรโลงโลกของพวกเรา พระองคทรงสรางสรรพสิ่งในโลกใหกับพวกเรา สรรพสิ่งท่ีดีและศักด์ิสิทธิ์ ท้ังหมดที่พวกเรามีอยูมาจากพระองคท้ังสิ้น ดังน้ัน ท้ังหมดท่ีกลาวมานี้ เมื่อผูใดปฏิเสธไมยอม ศรัทธาในพระผูเปนเจา มุหัมมัด ศาสนทูตของพระองค หรือศาสนาอิสลามของพระองค เขาผู นั้นก็สมควรจะไดรับการลงโทษในชีวิตหลังความตาย ที่จริงแลววัตถุประสงคหลักท่ีพระผูเปนเจา ทรงสรรคสรางพวกเราข้ึนมาก็คือ เพ่ือใหเคารพในพระผูเปนเจาพระองคเดียวและเชื่อฟงใน พระองค ตามทพ่ี ระผเู ปนเจาไดตรสั ไวในพระคัมภีรอลั กุรอาน (51:56). ชีวิตท่ีเราอยูทุกวันน้ีเปนชีวิตท่ีสั้นมากๆ ผูไมศรัทธาในวันพิพากษาจะคิดวาชีวิตที่พวกเขา อยูบนโลกใบน้ีเปนเพียงการอยูไปวันหน่ึงหรือเปนสวนหน่ึงของวันเทานั้น ตามท่ีพระผูเปนเจาได ตรัสวา: ﴾ َﻗﺎﻟُﻮا َ ِﻛﺜْﻨَﺎ ﻳَ ْﻮﻣﺎً أَ ْو َﻧ ْﻌ َﺾ ﻳَ ْﻮ ٍم،﴿ﻗَﺎ َل َﻛ ْﻢ َ ِﻛﺜْ ُﺘ ْﻢ ِﻓﻲ ا ْ َﻷ ْر ِض َﻋ َﺪ َد ِﺳ ِﻨﻴ َﻦ (113 -112: )اﻟﻤﺆﻣﻨﻮن “พระองคตรัสวา พวกเจาพํานักอยูในแผนดินเปนจํานวนก่ีป ? “พวก เขากลาวตอบวา เราพํานักอยูวันหน่ึงหรือสวนหน่ึงของวัน...” (พระ คมั ภีรอ ัลกรุ อาน, 23:112-113) และพระองคยังตรัสอกี วา: َﺧﻠَ ْﻘ َﻨﺎ ُﻛ ْﻢ َﻗ َﺒﺜﺎً َو َﻛ َﻧّ ُﻜ ْﻢ ِإ َ ْ َﻨﺎ َﻛ َّﻏ َﻤﺎ ﴿ َأ َﻓ َﺤ ِﺴﺒْ ُﺘ ْﻢ َﻓ َﺘ َﻌﺎ َﻟﻰ َ َ اﻟْ َﻤ ِﻠ ُﻚ اﻟ ْﺤَ ُّﻖ ا َّ ُﺑ ،ﺗُ ْﺮ َﺟ ُﻌﻮ َن ﻻ ﴾اﻟْ َﻜ ِﺮﻳ ِﻢ اﻟْ َﻌ ْﺮ ِش َّ َ إِﻻ ِﻻ إ ( 116 : )اﻟﻤﺆﻣﻨﻮن َر ُّب ُﻫ َﻮ َ 51
“พวกเจาคิดวา แทจริงเราไดใหพวกเจาบังเกิดมาโดยไรประโยชน และ แทจริงพวกเจาจะไมกลับไปหาเรากระน้ันหรือ ? อัลลอฮฺทรงสูงสงจาก คํากลาวอางน้ัน เปนผูทรงอํานาจ ผูทรงสัจจะ ไมมีพระเจาอื่นใด นอกจากพระองค. ..” (พระคมั ภีรอ ลั กุรอาน , 23:115-116) ชวี ิตหลังความตายเปน ชีวิตทีแ่ ทจ ริง ไมเพยี งแตด วงวญิ ญาณเทา น้ัน แตร วมท้ังรางกายอีก ดว ย เราจะใชช วี ิตหลังความตายโดยมีรา งกายและจิตวิญญาณ เมื่อเปรียบเทียบโลกใบน้ีกับโลกชีวิตหลังความตาย ทานศาสนทูตมุหัมมัด ไดบอก วา: “คุณคาของโลกใบนี้เมื่อเปรียบเทียบกับโลกหลังความตายแลว เปรียบเสมือนการชัก นิ้วมือขึ้นมาจากทองทะเลเม่ือเจาจุมนิ้วลงไปในทอง ทะเลและจากน้ันชักมันกลับ ข้ึนมา” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2858 และ Mosnad Ahmad เลขที่ 17560) ความหมายก็คือวา คุณคาของโลกใบน้ีเมื่อเปรียบเทียบกับโลกหลังความตายแลวเปรียบเสมือน หยดน้ํา เพยี งสองสามหยดเมอื่ เปรยี บเทยี บกับทอ งทะเล 52
บคุ คลหน่งึ จะกลายเปนชาวมสุ ลมิ ไดอยา งไร? เพียงแคกลาวดวยศรัทธาแรงกลาวา “La ilaha illa Allah, Muhammadur rasoolu Allah” บุคคลหน่ึงซึ่งเปล่ียนมานับถือศาสนาอิสลามและกลายเปนชาวมุสลิม (ฟงเสียง คลิกที่นี่). คํา กลาวนี้หมายความวา “ไมมีพระผูเปนเจาท่ีแทจริง นอกจากพระผูเปนเจา (อัลลอฮฺ),1 (อยางที่กลา วมาแลว นนั้ ภาษาอารบกิ คําวา อัลลอฮฺ หมายความวา พระผูเปนเจา (พระผูเปนเจา ที่แทจริงเพียงพระองคเดียวซึ่งเปนผูสรรคสรางทั้งจักรวาล) คําวาอัลลอฮฺนี้ เปนพระนามของพระผู เปนเจาซ่ึงผูพูดภาษาอารบิกเปนผูใช ท้ังชาวมุสลิมท่ีเปนอาหรับและชาวคริสเตียนที่เปนอาหรับ ดวย) และ มหุ มั มัดคอื ผถู ือสาร (ทา นศาสนทตู , ศาสนทูต) ของพระผเู ปน เจา” ในสวนแรกคําวา “ไม มีพระผูเปนเจาท่ีแทจริงอื่นใดนอกจากพระผูเปนเจา” หมายความวาไมมีผูใดมีสิทธิ์ท่ีจะไดรับการ เคารพบูชานอกจากพระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว และพระผูเปนเจาทรงไมมีทั้งบริวารหรือพระ บตุ ร การเปน ชาวมสุ ลมิ บุคคลนัน้ ควรปฏิบัติตอ ไปนี้อกี ดวย: • เชื่อวาพระคัมภีรอัลกุรอานท่ีศักด์ิสิทธิ์เปนพระดํารัสของพระผูเปนเจาโดยแท ซ่ึง พระองคท รงเปน ผูเปดเผย • เชื่อวาวันพิพากษา (วันฟน คืนชีพ) เปน ความจรงิ และจะมาถงึ ตามทพี่ ระผเู ปน เจา ไดทรงสญั ญาไวใ นพระคมั ภีรอ ัลกุรอาน • ยอมรบั ศาสนาอิสลามเปนศาสนาของตนเอง • ไมเ คารพบูชาสงิ่ อื่นใดหรอื บุคคลใดนอกจากพระผูเปน เจา ทานศาสนทูตมุหมั มัด ไดบ อกวา: “พระผูเปนเจาทรงโปรดการสารภาพบาปของ บุคคลใดบุคคลหน่ึงเมื่อเขาหันมาหาพระองคเพ่ือสารภาพบาป มากกวาสภาพความดีใจ ของคนผูหนึ่งในหมูพวกเจาที่ไดขี่อูฐเขาไปในทะเลทราย และมันไดวิ่งหนีไปจากเขา นําเอาอาหารและนํ้าดื่มของเขาไปดวย ดังนั้น เขาจึงสูญส้ินความหวังไปอยางสิ้นเชิงใน การไดอูฐกลับมา เขาจึงเดินไปยังตนไมและนอนแผหลาอยูใตรมเงาของตนไมดังกลาว (เพือ่ รอความตาย) เนอ่ื งจากเขาสูญสน้ิ ความหวงั ทัง้ หมดทีจ่ ะพบอูฐของเขา ตอมา ขณะที่ เขาอยูในสภาวะดังกลาว (ดวยความส้ินหวัง) ทันใดน้ัน อูฐตัวน้ันไดมาอยูตรงหนาเขา! ดังน้ันเขาจึงควาเชือกผูกอูฐเอาไวและรองไหสะอึกสะอ้ืนดวยความปติ ต้ืนตัน พลาง อุทานข้ึนอยางพลั้งปากวา “โอ อัลลอฮฺ พระองคคือขารับใชของขาพเจา และขาพเจาคือ เจานายของพระองค” ความผิดพลาดของเขาเกิดข้ึนจากความปติอันเปยมลนของเขา นนั่ เอง” (บรยายไวใน Saheeh Muslim เลขที่ 2747 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 6309) 53
คํากลา วท่ีวา “ไมมพี ระผูเปน เจา ทแ่ี ทจรงิ อน่ื ใด นอกจากอลั ลอฮฺ และมุหัมมัด คอื ผถู ือสาร(ศาสนทตู )ของพระผูเ ปน เจา ” จารกึ อยเู หนือประตทู างเขา แหงนี้ 54
พระคัมภีรอัลกรุ อานเปนเร่ืองราวเก่ยี วกับอะไร? พระคัมภีรอัลกุรอาน พระดํารัสที่ทรง เปดเผยเปนครง้ั สุดทา ยของพระผูเปนเจา เปน แหลงขอมูลที่สําคัญแหงความศรัทธาและการ ปฏิบตั ขิ องชาวมุสลิม พระคัมภีรสัมพันธกับทุก เร่ืองราวซึ่งเกี่ยวของกับมวลมนุษย อันไดแก สติปญญา คําสอน การบูชา การดําเนิน กิจกรรม กฎหมาย เปนตน แตส าระสาํ คญั เบ้ืองตนไดแ กค วามสมั พันธร ะหวางพระผเู ปนเจากับบรรดามัคลูก(สรรพส่ิง ที่ถูกสรา ง)ของพระองค ในเวลาเดียวกนั พระคมั ภีรยงั ไดบรรจุไวซ ง่ึ แนวทางและคาํ สอนโดยละเอียดเพอื่ สงั คมท่ียตุ ธิ รรม การปฏบิ ตั ิ ตนอยา งถูกตอ ง และระบบเศรษฐกิจที่เปนธรรม หมายเหตุ พระคัมภีรอัลกุรอานไดรับการเปดเผยตอมุหัมมัด เปนภาษาอารบิกเทานั้น ดังน้ัน การแปลพระคัมภีร ทั้งที่เปนภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ ไมถือวาเปนพระคัมภีรอัลกุรอาน หรือ ไมใชภาคของพระคัมภีรอัลกุรอาน แตเปนเพียงการแปลความหมายในพระคัมภีรอัลกุรอานซ่ึง ไดร ับการเปด เผยปรากฏอยูในภาษาอารบกิ เทา นนั้ . 55
มุหมั มดั คอื ใคร? มุหัมมัด เกิด ณ นครเมกกะห(มักกะฮฺ)ในป พ.ศ. 113 เน่ืองจากบิดาของทานเสียชีวิต กอนที่ทานจะเกิด และมารดาของทานเสียชีวิตตอมาหลังจากน้ันเพียงไมนาน ทานจึงไดรับการ เลี้ยงดูจากลุงของซ่ึงมาจากเผา Quraysh (กุร็อยชฺ) ที่มีชื่อเสียง ทานไดรับการเล้ียงดูอยางผูไมรู หนังสือ ไมสามารถอานหรือเขียนหนังสือไดและเปนอยูเชนน้ีจวบจนการเสียชีวิต ครอบครัวของ ทานกอนที่ทานจะรับหนาที่เปนศาสนทูต ไมเคยสนใจในเร่ืองวิทยาศาสตรและสวนใหญไมรู หนงั สอื เลย ขณะที่ทานเจริญวัย ทานมีช่ือเสียงในเร่ืองของคุณธรรม ความซ่ือสัตย ความนาเชื่อถือ ความโอบออมอารียและความจริงใจ ทานเร่ิมเปนท่ีรูจักกันถึง ความซื่อสัตย ความสุจริต ความ นาเชื่อถือ ความมีนํ้าใจและความจริงใจของทาน จนมีผูเรียกขานทานวา (อัล-อะมีน) ผูนาเชื่อถือ. (บรรยายไวใน Mosnad Ahmad เลขท่ี 15078) มุหัมมัด เปนผูเครงในศาสนา และทาน จะ รงั เกียจความเสอื่ มโทรมและการกราบไวบชู าสง่ิ งมงายที่มีอยเู ปน เวลานานในสังคมของทาน มสั ยดิ ของทา นศาสนทตู มหุ มั มดั ในกรุงมะดนี ะฮฺ ซาอดุ อิ าระเบีย ในขณะทท่ี านมีอายุไดส่ีสิบป มุหัมมัด ไดรับการเปดเผยวิวรณเปนครั้งแรกจากพระผู เปนเจาโดยผานมะลาอิกะฮฺญิบรีล(เทพทูตกาเบรียล) การเปดเผยกระทําติดตอกันเปนเวลายี่สิบ สามป และคาํ เปด เผยเหลา นนั้ ไดรบั การรวบรวมจนเปนทร่ี ูจักกันในนามพระคมั ภีรอ ลั กุรอาน ทันทีที่ทานเริ่มเผยแผพระคัมภีรอัลกุรอานและเทศนาสั่งสอนความเปนจริงซึ่งพระผูเปน เจา ไดทรงเปดเผยตอทาน ทานและสาวกกลุมเล็กๆ ของทานไดรับความลําบากจากการกล่ันแกลง จากพวกนอกศาสนา การกล่ันแกลงทวีความรุนแรงมากขึ้น จนมาในป พ.ศ. 1165 พระผูเปนเจา ทรงบัญชาใหพวกทานอพยพหนี การอพยพครั้งนี้จากนครเมกกะห (มักกะฮฺ) ไปยังกรุงเมดินะห (มะดนี ะฮฺ) ซงึ่ อยูทางเหนอื ขึน้ ไปประมาณ 260 ไมล ถือเปน จดุ เรมิ่ ตนของปฏิทินมุสลิม หลังจากนั้นหลายป ศาสนทูตมุหัมมัด และสาวกของทานจึงสามารถกลับมายังนคร เมกกะหได ซง่ึ เปน ทีท่ ่ที านและบรรดาสาวกตางใหอ ภัยตอ เหลาปจ จามติ ร 56
กอ นท่ีทานศาสนทูตมหุ มั มดั จะเสียชีวิต ขณะทีม่ อี ายหุ กสิบสามป พ้ืนท่ีสวนใหญของ คาบสมทุ ธอาระเบียนกลายเปน ชาวมุสลมิ และภายในหนง่ึ ศตวรรษหลังจากทที่ านเสียชีวติ ศาสนา อิสลามไดแพรขยายไปถึงตะวันตกของประเทศสเปน และตะวันออกไกลอยางประเทศจีน บรรดา เหตุผลของการแพรข ยายอยางรวดเรว็ และอยา งสนั ตวิ ิธขี องศาสนาอิสลามนน้ั ไดแก ความเปนจริง และความชัดเจนของคําสอนในศาสนานั่นเอง ศาสนาอิสลามมีความศรัทธาตอพระผูเปนเจา พระองคเ ดียว ผูซึง่ มคี วรคาแกก ารเคารพบูชาแตเ พยี งพระองคเ ดียวเทา น้ัน มุหัมมัด ถือเปนตัวอยางท่ีสมบูรณแบบของมนุษยผูหนึ่งในเรื่องของความซื่อสัตย ยุติธรรม เปยมลนไปดวยความเมตตา มีความเวทนาสงสาร มีคุณธรรม และกลาหาญ แมวา พระองคจะเปนบุรุษชาติ พระองคก็หนีหางจากลักษณะอันช่ัวรายและมุมานะบากบ่ันอยางเด็ด เด่ียว เพียงเพื่อพระผูเปนเจาและสิ่งตอบแทนจากพระองคในโลกหลังความตาย ยิ่งไปกวาน้ัน การ กระทําและการปฏบิ ตั ิตนของทาน จะกระทําไปดวยใจทจ่ี ดจอ และยาํ เกรงตอพระผเู ปนเจาเทานั้น 57
การแพรขยายของศาสนาอสิ ลามมีผลตอการพัฒนาทางดา นวทิ ยาศาสตรอ ยา งไร? ศาสนาอสิ ลามสอนใหมนษุ ยร จู กั ใชพลังสติปญญาและ การสังเกต ภายในสองสามปของการแพรขยายของ ศาสนาอิสลาม ความเจริญรุงเรืองและแหลงแสวงหา ความรูเฟองฟูเปนอยางมาก เปนการผสมผสาน แนวความคิดของชาวตะวันออกและชาวตะวันตกเขา ดวยกัน และความคิดใหมกับความคิดเกา อันนํามาซึ่ง ค ว า ม ก า ว ห น า ที่ ยิ่ ง ใ ห ญ ท้ั ง ใ น ด า น ก า ร แ พ ท ย คณิตศาสตร ฟสิกส ดาราศาสตร ภูมิศาสตร สถาปตยกรรม ศิลป วรรณกรรม และประวัติศาสตร เกิดระบบท่ีสําคัญหลายอยาง เชน พืชคณิต ตัวเลขอารบิก และแนวคิดในเรื่องความเปนศูนย (ซึ่ง สําคัญตอการเจริญกาวหนาของเร่ืองคณิตศาสตร) ทั้งหมดนี้ไดรับการถายทอดจากโลกมุสลิมไป ยังยุโรปสมัยกลาง เคร่ืองมือที่มีความสลับซับซอนซ่ึงทําใหชาวยุโรปสามารถเดินเรือไปคนพบสิ่ง ตางๆ เชน เคร่อื งมือวดั ตําแหนงของดวงดาว เคร่ืองมือวัดมุม และแผนที่การเดินเรือท่ีสมบูรณแบบ ซ่งึ ทง้ั หมดไดรับการพฒั นามาจากชาวมุสลมิ ทง้ั สิ้น เครื่องมือวัดตําแหนงดวงดาว หนึ่งในเคร่ืองมือทาง วิทยาศาสตรที่สําคัญที่สุดไดรับการพัฒนามาจากชาวมุสลิม ซง่ึ นํามาใชอยา งกวา งขวางทางตะวันตกจนกระทัง่ ปจจบุ นั น้ี 58
นกั การแพทยชาวมสุ ลิมไดใ หความสนใจตอ การผา ตัดและไดพ ัฒนาเครอ่ื งมอื ผา ตัดขนึ้ มาหลายชนิดอยา งท่เี ห็นอยใู นหนังสอื โบราณฉบบั นี้ 59
ชาวมสุ ลมิ มีความเช่ือเกีย่ วกบั พระเยซอู ยา งไร? ชาวมุสลิมใหความเคารพและนับถือศาสนทูตอีซา หรือ พระเยซู (ขอความสันติจงประสบ แดทาน) พวกเขายอมรับวาทานคือหนึ่งในผูถือสารท่ีย่ิงใหญท่ีสุดของพระผูเปนเจามาสูมวล มนุษยชาติ พระคัมภีรอัลกุรอานไดยืนยันถึงการเกิดอยางบริสุทธ์ิของทาน และมีอยูบทหน่ึงในพระ คัมภีรอัลกุรอานที่ชื่อวา ‘มัรยัม’ (แมร่ี) พระคัมภีรอัลกุรอานไดอรรถาธิบายถึงการกําเนิดของพระ เยซดู ังน:ี้ ْﻟ َﻤﻶ ِﺋ َﻜ ُﺔ َﻟ ِﺖ ﴿ ِإ ْذ َﻗﺎ ا ْﻧ ُﻦ َﻣ ْﺮ َﻳ َﻢ ِﻋﻴ اﻟْ َﻤ ِﺴﻴ ُﺢ ْﻏا َﻴﺎَّﺑَوا ُﻳﺒَﻵ ِِّﺸﺧ َُﺮﺮ ِة ِك َو ِِﺑﻣ َﻦ َﻜاﻟِْﻠ ُﻤَﻤ َﻘٍﺔ َّﺮ ِّﺑِﻣﻴﻨْ َ ُﻦﻪ ا﴾ ْﺳ)آُﻤ ُلﻪ َﻳﺎ َﻣ ْﺮ َﻳ ُﻢ ِإ َّن ا ُّ َو ِﺟﻴﻬﺎً ِﻓﻲ ا َ ( 45 : ﻋﻤﺮان “จงรําลึกถึงขณะที่มะลาอิกะฮฺกลาววา มัรยัมเอย ! แทจริงอัลลอฮฺทรง แจง ขา วดีแกเธอซ่งึ พจมานหนงึ่ จากพระองค ช่อื ของเขาคือ อัลมะซีห อี ซา บุตรของมัรยัม โดยท่ีเขาจะเปนผูมีเกียรติในโลกนี้ และปรโลก และ จะอยใู นหมผู ใู กลช ิด” (พระคมั ภีรอ ัลกุรอาน , 3:45) พระเยซูกําเนิดอยางมหัศจรรยโดยคําบัญชาของพระผูเปนเจา ซึ่งเปนคําบัญชาเดียวกัน เหมอื นทไ่ี ดทรงบันดาลใหก ําเนิดอาดมั พระผเู ปนเจา ตรสั วา: َُ َﻗﺎ َل َﺧﻠَ َﻘ ُﻪ ا ِّﺑ َﻛ َﻤ َﺜ ِﻞ ﴿ ِإ َّن َﻣ َﺜ َﻞ ِﻋﻴ ُﻛﻦ ِﺛ َّﻢ ُﺗ َﺮا ٍب ِﻣﻦ آ َد َم ( 59 َ ِﻋﻨ َﺪ َﻓﻴَ ُﻜﻮ ُن﴾ )آل : ﻋﻤﺮان “แทจริงอุปมาของอีซานั้น ด่ังอุปมัยของอาดัม พระองคทรงบังเกิดเขา จากดิน และไดทรงประกาศิตแกเขาวาจงเปนขึ้นเถิด แลวเขาก็เปนข้ึน” (พระคมั ภรี อลั กุรอาน, 3:59) ในชวงระยะเวลาของการทําหนาท่ีทานศาสนทูตนั้น พระเยซูไดทรงแสดงปาฏิหาริย มากมาย พระผูเ ปน เจาตรัสใหพ วกเราฟง วา : اَﻟ﴿ﻷَو ُﻜَْﻛرﻢَُﻤﺳ َﻪِّﻮﻣ َوًﻻﻦا ِإا َﻟَﻷﻟﺑِّْﻰﻄَﺮ َﺑﻴ َِِﻨﻦﻲص َِإﻛ َوَﻬُْأﺳﻴْ َﺌَْﺮﺣاِﺔِﻴِﺜـاﻴﻟَﻲﻞَّﻄاَﻛْﻴﻟْ ِِّﺮَﻤ َْﻓﻮﺄََﻗَﺗﻧﻰْﺪُﻔ ِﺑ ُﺈِﺦِﺟ ْذﺌِْﻓ ِﺘُﻴن ِﻪا َُﻜﻓِّ َﻴﻢﺑ ُِﺑﻜَوﺂُأﻮ َﻳَﻧ ٍُﺒﺔِّن ُﺌ َِّﻣﻃ ْﻴ ُﻦﻜﺮاًﻢَّر ِﺑِّﺑِﺑﺈِ َﻤْذﺎ ُِﻜنَﺗ ْﻢﺄْا َُﻛﻛِّ ِّﻠُﺑﻮ ََأوَ ُأنﺑْْﺧ َِوﺮﻠُ َﻣُ ُئﺎﻖ ( 49 : ﺗَ َّﺪ ِﺧ ُﺮو َن ِﻓﻲ ُﻧ ُﻴﻮﺗِ ُﻜ ْﻢ﴾ )آل ﻋﻤﺮان “และเขาน้ัน(นบีอีซา)เปนฑูตไปยังวงศวานอีสรออีล (โดยท่ีเขาจะกลาว วา) แทจริง ฉันไดนําสัญญาณหนึ่งจากพระเจาของพวกทานมายังพวก ทาน โดยที่ฉันจะจําลองขึ้นจากดินใหแกพวกทานด่ังรูปนก แลวฉันจะ 60
เปาเขาไปในมัน แลวมันก็จะกลายเปนนกดวยอนุมัติของอัลลอฮฺ และ ฉนั จะรักษาคนตาบอดแตกําเนดิ และคนเปนโรคเรือ้ น และฉันจะใหผูท่ี ตายแลวมีชีวิตข้ึน ดวยอนุมัติของอัลลอฮฺ และฉันจะบอกพวกทานถึง สิ่งที่พวกทานกินและเก็บรวบรวมไวในบานของพวกทาน...” (พระ คมั ภรี อลั กรุ อาน, 3:49) ชาวมุสลมิ เช่ือวา พระเยซูไมไดสิ้นชีวิตดวยการถูกตรึงบนไมกางเขน เปนเพียงแผนการของ เหลาปจจามิตรของพระเยซูท่ีจะตรึงกางเขนทาน แตพระผูเปนเจาทรงชวยใหทานปลอดภัยและ ทรงนําพระเยซูขึ้นไปเฝาพระองค และนําบุคคลิกลักษณะของพระเยซูใสเขาไปในรางของอีกคน หน่ึง หมูปจจามิตรของพระเยซูจึงนํารางของบุรุษผูนี้ไปตรึงกางเขนแทน โดยคิดวาเขาผูน้ันคือพระ เยซู พระผูเ ปน เจา ตรัสวา : َﻚﻣﺎ( ِّﻣ َﻗﻨْﺘَُﻪﻠُ َﻮﻣ ُهﺎ1ٍّ َو5َﺷ7 ِّﺑ:ﺑِ َِ﴿ﻪﺻ َﻠوَِﻣﺒَُﻗ ْﻮْﻮﻦ ُهﻟِ ِﻬَِﻋو ْﻢﻠَْﻟ ٍِـإﻢ َّﻧإِﺎ ِﻜََّﻻﻗﺘَاﻦﻠِّْﻳ َﻨﺒَُﺎﺷﺎﺒِّا ََعﻟﻪْ َﻤاﻟَﻟ ُﻬِ َّﺴﻈْﻢﻴ َِّﻦَﺢو ِإ َو َِّﻋَنﻣﻴﺎا َََّﻗ ِﺘَﻳﻠُ َاﻮﻦُهْﻧاﻳََﻦِﻘْﺧﻴَﻣﺘَﻨﺎْﻠًَﺮ َُﻳﻔ﴾ َﻮﻢاْ)اَرِﻓﻟ ُﺳﻴﻨ ِﻮﻪ َﺴ َﺎﻟل ِءﻔاﻲ َو َﻣﺎ ﻟَ ُﻬﻢ “...และการท่พี วกเขากลา ววา แทจรงิ พวกเราไดฆ า อลั -มะซีหฺ อซี า บุตร ของมัรยัม ศาสนทูตของอัลลอฮฺ และพวกเขาหาไดฆาอีซาและหาได ตรึงเขาบนไมกางเขนไม แตทวาเขาถูกบันดาลใหเหมือนแกพวกเขา และแทจริงบรรดาผูที่ขัดแยงในตัวเขานั้น แนนอน ยอมอยูในความ สงสัยเก่ียวกับเขา พวกเขาหามีความรูใดๆ ตอเขาไม นอกจากคลอย ตามความนึกคิดเทาน้ัน และพวกเขามิไดฆาเขาดวยความแนใจ (อี ซา)...” (คมั ภีรอ ลั กุรอาน, 4:157) ทั้งมุหัมมัด และพระเยซูไมใชผูมาเปล่ียนแปลงคําสอนเบ้ืองตนในการศรัทธาพระผู เปนเจาพระองคเดียว ซ่ึงนํามาสั่งสอนโดยทานศาสนทูตองคกอนๆ แตกลับเปนผูมายืนยันและนํา คาํ สอนนน้ั มาสอนใหมตา งหาก (ชาวมุสลมิ ยังเชื่ออกี วา พระผูเปนเจาทรงเปดเผยหนังสือศักด์ิสิทธ์ิ ตอพระเยซู ชื่อวา Injeel (อินญีล) บางตอนในหนังสือยังคงปรากฏคําสอนของพระผูเปนเจาที่มีตอ พระเยซู ในพระคัมภีรเลมใหม (New Testament) แตนี่ไมไดหมายความวาชาวมุสลิมเช่ือในพระ คัมภรี ไบเบิลท่ีเรามอี ยใู นปจจบุ นั น้ี เพราะวาไมไ ดเปน พระคมั ภีรฉ บบั ด้งั เดิมซ่ึงทรงเปดเผยโดยพระ ผูเปนเจา พระคัมภีรเหลาน้ันตองเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแกไข การเพิ่มเติมและการละบางสวน ท้ิง เรื่องน้ีคณะกรรมการผูมีหนาที่รับผิดชอบเก่ียวกับการสังคายนาพระคัมภีร ไบเบิล (ฉบับ มาตรฐานที่สังคายนาแลว) ไดเคยกลาวไวเชนกัน คณะกรรมการชุดนี้ประกอบดวยนักปราชญ จํานวนสามสิบสองทานซึ่งดํารงตําแหนงสมาชิกของคณะกรรมการชุดนี้ พวกเขาไดรับรองสิ่งท่ีได ทบทวนและเสนอแนะแกคณะกรรมการที่ปรกึ ษาของตัวแทน จาํ นวนหาสิบทา นจากนกิ ายตางๆ ใน 61
ศาสนาคริสตที่ใหความรวมมือ คณะกรรมการไดกลาวไวในบทนําเก่ียวกับพระคัมภีรไบเบิล (ฉบับ มาตรฐานสังคายนาแลว) หนาที่ 4 “บางครั้งมีหลักฐานปรากฏวาเน้ือหามีความยากตอการ ถายทอด แตไมมีฉบับใดไดรับการสังคายนาอยางเปนท่ีพอใจเลย ขณะนี้พวกเราสามารถทําไดแต เพียงคอยติดตามการตัดสินท่ีเหมาะสมท่ีสุดของบรรดานักปราชญผูเชี่ยวชาญในการแกไข เปลย่ี นแปลงเน้ือหาตนฉบับ” คณะกรรมการยังไดกลาวไวในบทนําหนาที่ 7 “หมายเหตุที่ไดรับการ เพ่มิ เติมเขามาซึง่ ช้ีใหเห็นวา มีการเปลยี่ นแปลง การเพิ่มเติม หรือการละบางสวนทิ้งอยางชัดเจนใน หนว ยงานสมยั โบราณ” Mt 9.34; Mk 3.16; 7.4; Lk 24.32, 51 เปนตน ) สเุ หรา al-Aqsa ในนครเยรซู าเล็ม 62
ศาสนาอิสลามกลา วถึงลัทธผิ กู อการรายวา อยา งไร? ศาสนาอิสลาม เปนศาสนาท่ีเปยมลนไปดวยเมตตาธรรมศาสนาหน่ึง ไมเคยเห็นดวยกับ ลทั ธิกอการราย ในพระคัมภรี อลั กุรอานพระผเู ปน เจาไดต รัสไวว า : اِّﻟْﻳُﻤ ِْﻘﻦ ِﺴَوﻟَِﻄ ْﻢﻴ َﻦُﻳ ْﺨ﴾ِﺮ)ُﺟاﻟﻮﻤ ُﻛﻤﺘﻢ ِّﺤﻣﻨﺔﻦ ﻟَ ْﻢ ُﻓ َﻘﺎ ِﺗﻠُﻮ ُﻛ ْﻢ ِﻓﻲ ا ِدﻳ﴿َﺎَ ِرﻻ ُﻛ َﻓ ْﻢﻨْ َأَﻬﺎن َﻳ ُﻛَﺒ ُّﺮُﻢوا ُﻫ َّ ْﻢُﺑ َو َُﻳﻋ ْﻘِﻦ ِﺴا َُّﻄِﻮﻳا َ ِإﻦ َ ْ ِﻬ ْﻢ ِإ َّن ا َّ َﺑ ﻳُ ِﺤ ُّﺐ (8: “อลั ลอฮฺ มิไดทรงหามพวกเจา เกีย่ วกบั บรรดาผทู ่ีมิไดตอตา นพวกเจา ใน เรือ่ งศาสนา และพวกเขามไิ ดข ับไลพ วกเจาออกจากบานเรือนของพวก เจา ในการที่พวกเจาจะทําความดีแกพวกเขา และใหความยุติธรรมแก พวกเขา แทจ รงิ อัลลอฮฺทรงรกั ผูมคี วามยตุ ธิ รรม” (คมั ภีรอัลกรุ อาน, 60:8) ศาสนทูตมุหัมมัด เคยส่ังหามเหลาทหารหาญไมใหเขนฆาบรรดาสตรีและเด็ก ๆ, (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 1744 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 3015.) และพระองค ทรงแนะนําพวกเขาเหลาน้ันวา “จงอยาคิดคดทรยศ จงอยาทําอะไรมากเกินไปกวาความ จําเปน จงอยาเขนฆาเด็กแรกเกิด” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 1731 และ Al- Tirmizi เลขท่ี 1408) และทานยังไดกลาวอีกดวยวา “ผูใดก็ตามเขนฆาบุคคลผูซึ่งใหการทํานุ บํารุงชวยเหลือชาวมุสลิมจะไมไดสัมผัสกล่ินอายอันหอมรัญจวนของสรวงสวรรค แมวา กลิ่นอายดังกลาวจะขจรขจายอยูเปนเวลาถึงสี่สิบปก็ตาม” (บรรยายไวใน Saheeh Al- Bukhari เลขที่ 3166 และ Ibn Majah เลขท่ี 2686) อีกทั้ง ยังไดสั่งหามมิใหมีการลงโทษดวยการ เผาไฟอกี ดวย (บรรยายไวใ น Abu‐Dawood เลขที่ 2675) ครั้งหน่ึงทานเคยลงบัญชีฆาตกรใหอยูเพียงลําดับท่ีสองของบาปมหันต และยังเคยเตือน เกี่ยวกับวันพิพากษาวา “คดีแรกๆ ท่ีจะไดรับการตัดสินของบรรดาผูคนในวันพิพากษาโลก น้ันจะเปนคดีเก่ียวกับ การเขนฆากันตาย” (เร่ืองนี้หมายถึงการเขนฆาและการทําใหผูอื่น บาดเจ็บ บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 1678 และ Saheeh Al‐Bukhari เลขที่ 6533) ชาวมุสลิมยังไดรับการสงเสริมใหมีความกรุณาตอสัตวและหามทํารายสัตวอีกดวย คร้ัง หน่ึงมุหัมมัด ไดกลาวไววา “สตรีผูหนึ่งไดรับการลงโทษเนื่องจากเธอกักขังแมวตัวหน่ึง จนตาย ในการตัดสินเรอื่ งนี้ เธอถกู พพิ ากษาใหลงไปสูข มุ นรก ขณะทเ่ี ธอกกั ขงั แมวตวั นัน้ เธอไมเคยใหอาหารหรือนํ้าแกมันเลย หรือแมกระทั่งปลอยใหมันออกมาจับสัตวกินเปน อาหารเองก็หาไม” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2422 และ Saheeh Al‐ Bukhari เลขท่ี 2365) 63
ทานยังบอกอีกดวยวา “มนุษยผูหนึ่งไดใหนํ้าด่ืมแกสุนัขที่หิวกระหายเปนอยางย่ิง ดังนั้น พระผูเปนเจาจึงยกโทษบาปทั้งปวงของเขาเนื่องจากการกระทําในคร้ังน้ี” มีคนถาม ทานศาสนทูต วา พวกเราจะไดรับการตอบแทนสําหรับความกรุณาท่ีมีใหตอสรรพสัตวดวย หรอื ? ทานตอบวา “สิง่ ตอบแทนมีไวสําหรับความกรุณาทม่ี ตี อทง้ั คนหรือสัตว” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขที่ 2244 และ Saheeh Al‐Bukhari เลขที่ 2466) นอกจากน้ี การนําเอาชีวิตของสัตวมาเปนอาหาร ชาวมุสลิมยังไดรับคําบัญชาใหกระทํา อยางนิ่มนวลโดยใหสัตวน้ันหวาดกลัวและทรมานนอยที่สุดเทาท่ีเปนไปได ทานศาสนทูตมุหัม มัด ไดกลาวไววา “เม่ือพวกเจาฆาสัตว ใหกระทําดวยวิธีท่ีเหมาะสมที่สุด ผูนั้นควรลับ มีดของเขาใหคมกริบเพื่อชวยลดความทุกขทรมานของสัตว” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 1955 และ Al‐Tirmizi เลขที่ 1409.) เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้และบทความศาสนาอิสลามอื่นๆ แลว การกระทําเพ่ือสนับสนุน ความรุนแรงตอพลเมืองท่ีไรทางสู การทําลายลางอาคารบานเรือนและทรัพยสินอ่ืนๆ อยางราบ คาบ การทิ้งระเบิดและการทําใหผูชาย สตรี เด็กท่ีบริสุทธิ์ไดรับบาดเจ็บถือเปนการกระทําที่ ตองหามและนารังเกียจตามหลักศาสนาอิสลามและชาวมุสลิม ชาวมุสลิมปฏิบัติตามหลักศาสนา ในเรื่องของความสันติ ความเมตตา และการใหอภัย และผูคนสวนใหญไมมีสวนเก่ียวของกับ เหตุการณรุนแรงบางอยางที่เกี่ยวพันกับชาวมุสลิม ถาปจเจกชนที่เปนชาวมุสลิมเขาไปพัวพันกับ การปฏบิ ตั ิการของลทั ธผิ กู อ การรา ย บุคคลผนู ัน้ จะละเมิดตอบญั ญตั ิของศาสนาอสิ ลาม 64
สทิ ธมิ นษุ ยชนและความยุตธิ รรมในศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามกําหนดสิทธิมนุษยชนไวมากมายสําหรับปจเจกชน ตอไปนี้คือสิทธิ มนุษยชนบางประการซึง่ ศาสนาอสิ ลามไดด าํ รงรักษาไว ชีวิตและทรัพยสินของพลเมอื งทกุ คนในรฐั อสิ ลามถอื วา เปน สิ่งศกั ดิส์ ิทธิ์ ไมวาบุคคลนั้นจะ เปนชาวมุสลิมหรือไมก็ตาม อีกทั้งศาสนาอิสลามยังคงดํารงรักษาไวซ่ึงเกียรติยศศักด์ิศรี ดังนั้น ใน ศาสนาอิสลาม การพูดจาจาบจวงผูอื่นหรือกระทําการลอเลียนตอผูอื่นถือเปนสิ่งที่กระทํามิได ศาสนทูตมุหัมมัด ไดกลาวไววา “แทท่ีจริงแลวเลือดเน้ือของพวกเจา ทรัพยสินของพวก เจาและเกียรติยศของพวกเจาจะลวงละเมิดมิได” (บรรยายไวใน Saheeh Al-Bukhari เลขที่ 1739 และ Mosnad Ahmad เลขที่ 2037) การเหยียดสีผิวจะกระทํามิไดในศาสนาอิสลาม เนื่องจากในพระคัมภีรอัลกุรอานได กลาวถึงความเสมอภาคของมนุษยตามเงอ่ื นไขดังตอไปน:ี้ ًَو َﺟ َﻌﻠْﻨَﺎ ُﻛ ْﻢ ُﺷ ُﻌﻮﺑﺎ َأَﻛْﻳ ٍﺮَﻘﺎ َو ُأ ُﻧﻛ َْﻢ َو﴿َﻗ َﻳﺒَﺎﺎ ِﺋ َﻛَ ُّﻞﻓ َِﻛﻬ َﺎﺤ َﻌاﺎ ََّرﺠ ُﺎﻓﻮُاسِإ َِّإن َّﻧ َأﺎ ْﻛ ََﺮﺧ َﻠَﻣ ْﻘﻨَﺎُﻜ ْﻢ ُﻛ ِﻋﻢﻨ َِّﺪﻣ اﻦ َّ َِﺑذ ﴾ِإ َّن ا َّ َﺑ َﻋ ِﻠﻴ ٌﻢ َﺧ ِﺒﻴ ٌﺮ ( 13 : )اﻟﺤﺠﺮات “โอ มนุษยชาติท้ังหลาย แทจริงเราไดสรางพวกเจาจากเพศชาย และ เพศหญิง และเราไดใหพวกเจาแยกเปนเผาและตระกูลเพ่ือจะไดรูจัก กัน แทจริงผูที่มีเกียรติยิ่งในหมูพวกเจา ณ ท่ีอัลลอฮฺน้ัน คือผูที่มีความ ยําเกรงย่ิงในหมูพวกเจา แทจริงอัลลอฮฺนั้นเปนผูทรงรอบรูอยาง ละเอยี ดถ่ีถวน” (พระคัมภีรอลั กรุ อาน, 49:13) ศาสนาอิสลามปฏิเสธการกําหนดกลุมปจเจกชนคนใด หรือชนชาติใดใหเปนที่โปรดปรานเปน พิเศษ อนั เนื่องมาจากความมงั่ ค่ัง อํานาจ หรอื เช้อื ชาตขิ องพวกเขาเหลา น้นั พระผเู ปนเจา ทรงสราง หมมู วลมนุษยข้ึนมาใหมีความเทาเทียมกัน ซึ่งจะมีความแตกตางกันก็แตเฉพาะพื้นฐานของความ ศรัทธาและความเลื่อมใสในศาสนาเทานั้น ทานศาสนทูตมุหัมมัด กลาวไววา “โอ มนุษย ทั้งหลาย! พระผูเปนเจาของพวกเธอก็เปนพระผูเปนเจาองคเดียวกันและบรรพบุรุษของ พวกเธอ (อาดัม) ก็เปนบรรพบุรุษคนเดียวกัน ชนชาติอาหรับก็ไมดีไปกวาชนชาติที่ไมใช อาหรับ และชนชาติที่ไมใชอาหรับก็ไมดีไปกวาชนชาติอาหรับ และบุคคลผิวสีแดงก็ไมดี ไปกวาบุคคลที่มีผิวสีดําและบุคคลที่มีผิวสีดําก็ไมดีไปกวาบุคคลท่ีมีผิวสีแดง ยกเวนใน เรื่องของความเล่ือมใสในศาสนา” (สีผิวท่ีกลาวไวในคําดํารัสของทานศาสนทูตนั้นคือตัวอยาง ความหมายก็คือในศาสนาอิสลาม ไมมีผูใดดีกวาผูอื่น อันเน่ืองมาจากสีผิว ไมวาสีขาว ดํา แดง หรอื สีอ่ืนๆ บรรยายไวใ น Mosnad Ahmad เลขที่ 22978) 65
ปญหาสาํ คัญอยางหนึ่งในปญหาสําคัญอ่ืนๆ ท่ีมนุษยชาติตางประสบอยูทุกวันน้ีก็คือลัทธิ การเหยียดสีผิว ประเทศที่พัฒนาแลวสามารถสงมนุษยข้ึนไปยังดวงจันทรได แตไมสามารถหาม มนุษยใหเกลียดชังและตอสูกับมนุษยรวมโลกได นับตั้งแตชวงชีวิตของทานศาสนทูตมุหัมมัด เปน ตน มา ศาสนาอิสลามไดแสดงใหเหน็ ดว ยตัวอยางท่ชี ัดเจนวา สามารถยุตลิ ทั ธิเหยียดสีผิวนั้นได อยางไร การแสวงบุญ(หัจญ)ในแตละปที่นครมักกะฮฺแสดงใหเห็นถึงความเปนน้ําหน่ึงใจเดียวกัน อยางแทจ ริงของพีน่ องชาวมุสลมิ ทุกเชอ้ื ชาตแิ ละชนชั้น เมื่อชาวมุสลิมประมาณสองลานคนจากท่ัว ทกุ มมุ โลกมาชุมนุมกนั ที่นครมักกะฮฺเพื่อแสวงบุญดงั กลาว ศาสนาอสิ ลามเปนศาสนาแหงความยุตธิ รรม พระผเู ปน เจา ตรัสไวว า: َﺣ َﻜ ْﻤ ُﺘﻢ َو ِإ َذا َأ ْﻫ ِﻠ َﻬﺎ َﻟﻰ ا َﻷ َﻣﺎ َﻧﺎ ِت ُﺗﺆ ُّدو ْا َ َﻳﺄْ ُﻣ ُﺮ ُﻛ ْﻢ َﻧ ْﻴ َﻦ ِإ أن ا﴿َّﺠ ِإﺎ َِّنساأَ َّنﺑ ( 58 : ﺗَﺤْ ُﻜ ُﻤﻮاْ ﺑِﺎﻟْ َﻌ ْﺪ ِل﴾ )اﻟﻨﺴﺎء “แทจริง อัลลอฮฺทรงใชพวกเจาใหมอบคืนบรรดาของฝากแกเจาของ ของมัน และเมื่อพวกเจาตัดสินระหวางผูคน พวกเจาก็จะตองตัดสิน ดว ยความยตุ ิธรรม...” (พระคมั ภีรอัลกุรอาน, 4:58) และพระองคยงั ตรสั อกี วา: ( 9 : ﴿ َوأَﻗْ ِﺴ ُﻄﻮا ِإ َّن ا َّ َﺑ ﻳُ ِﺤ ُّﺐ اﻟْ ُﻤ ْﻘ ِﺴ ِﻄﻴ َﻦ﴾ )اﻟﺤﺠﺮات “และพวกเจาจงใหความเที่ยงธรรมเถิด แทจริงอัลลอฮฺทรงรักใคร บรรดาผใู หความเท่ียงธรรม” (พระคัมภีรอลั กุรอาน, 49:9) พวกเราควรยุติธรรมแมกระทงั่ กบั บุคคลผูซงึ่ พวกเราตางเกลียดชงั ตามทีพ่ ระผเู ปน เจาตรัส ไวว า: ﴾﴿ َو َﻻ َﻳ ْﺠ ِﺮ َﻣ َّﻨ ُﻜ ْﻢ َﺷ َﻨﺂ ُن َﻗ ْﻮ ٍم َﻟ َﺒ َأ َّﻻ َﻳ ْﻌ ِﺪﻟُﻮاْ ا ْﻋ ِﺪﻟُﻮاْ ُﻫ َﻮ َأ ْﻗ َﺮ ُب ﻟِﻠ َّﺘ ْﻘ َﻮى ( 8 : )اﻟﻤﺎﺋﺪة “และจงอยาใหการเกลียดชังพวกหน่ึงพวกใด ทําใหพวกเจาไมยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเปนสิ่งที่ใกลกับความยําเกรงตอพระเจายิ่งกวา..” (พระคมั ภรี อัลกุรอาน, 5:8) ศาสนทูตมุหัมมัดไดกลาวไววา “มนุษยทั้งหลาย จงระวังในเรื่องความอยุติธรรม เน่ืองจาก ความอยุติธรรมนั้นจะมีแตความมืดมิดในวันพิพากษาโลก” (ตัวอยางเชน การกดข่ีขมเหง ผูอื่น การปฏิบัติอยางอยุติธรรม หรือกระทําสิ่งไมถูกตองตอผูอื่น บรรยายไวใน Mosnad Ahmad เลขท่ี 5798 และ Saheeh Al-Bukhari เลขท่ี 2447) และบุคคลผูซึ่งไมเคยมีสิทธิใดๆ เลย (เชน สิ่งที่พวกเขามีสิทธ์ิรองขออยางยุติธรรม) ใน ชวี ติ น้ีจะไดร บั สทิ ธติ างๆ ในวนั พพิ ากษา อยา งที่ศาสนทตู ไดก ลาวไววา “ในวันพิพากษาโลก 66
สิทธิตางๆ จะมอบใหแกบุคคลเหลานั้นเมื่อบุคคลเหลานั้นถึงกําหนดไดรับ (และความไม ถูกตองจะไดรับการชดใช)” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขที่ 2582 และ Mosnad Ahmad เลขที่ 7163) 67
สถานภาพของสตรีในศาสนาอสิ ลามเปนอยา งไร? ศาสนาอิสลามมองสตรี ไมวาโสดหรือสมรสแลวอยาง บุคคลทั่วๆ ไปท่ีมีสิทธิเปนของตัวเอง พรอมท้ังมีสิทธิ ในความเปนเจาของหรือจําหนายจายโอนทรัพยสิน และส่งิ ที่ตนหามาไดโดยปราศจากอํานาจการปกครอง ใดๆ (ไมวาจะเปนบิดา สามี หรือบุคคลอื่น) เธอมีสิทธ์ิ ท่ีจะซ้ือหรือขาย ใหเปนของขวัญและบริจาคการกุศล และอาจใชจายเงินของตนไดอยางท่ีตนพอใจ สินสอดทองหมั้นที่ไดรับมาจากการที่เจาบาวมอบ ใหแกเจาสาวเพื่อใชสอยเปนการสวนตัวของเธอเอง และสตรียังสามารถใชนามสกุลของตนเองได โดยไมต อ งใชน ามสกุลของสามีไดอ ีกดวย ศาสนาอิสลามยังสงเสริมใหสามีเล้ียงดูภรรยาใหดี อยางที่ทานศาสนทูตมุหัมมัด ได กลา ววา “บุคคลทดี่ ที ส่ี ดุ ในบรรดาพวกเจา ก็คือบุคคลซง่ึ ดีท่ีสุดตอ ภรรยาของตนเอง” (บรรยายไวใน Ibn Majah เลขที่ 1978 และ Al-Tirmizi เลขท่ี 3895) ผูเปนมารดาในศาสนาอิสลามถือเปนผูมีเกียรติอยางสูง ศาสนาอิสลามแนะนําใหเลี้ยงดู มารดาดวยวิธีทด่ี ที ส่ี ุด บุรุษผูหนึ่งเขา หาศาสนทูตมุหัมมัด และ ถามวา “โอ ผูถือสารจากพระผู เปนเจา! ผูใดในบรรดาผูคนทั้งหลาย ควรคาที่จะเปนสหายท่ีดีของขาพเจาที่สุด” ทานศาสน ทูต ตอบวา “มารดาของเจานะซิ” บุรุษผูน้ันถามอีกวา “แลวใครหลังจากนั้นเลา?” ทานศาสน ทตู ตอบวา “มารดาของเจา” บรุ ษุ ผนู นั้ ยงั คงถามตอไปอีกวา “ใครอีกหลงั จากนน้ั ?” ทา นศาสน ทูต ตอบวา “มารดาของเจา” บุรุษผูน้ันถามซ้ําอีกวา “ใครอีกหลังจากน้ัน” ทานศาสนทูต ตอบอีกวา: “ตอไปคือบิดาของเจา” (บรรยายไวใน Saheeh Muslim เลขท่ี 2548 และ Saheeh Al- Bukhari เลขที่ 5971) 68
ครอบครัวในศาสนาอสิ ลาม ครอบครัว ถือเปนสถาบันขั้นพื้นฐานของสังคม ซึ่งปจจุบันกําลังแตกแยก ระบบครอบครัว ในศาสนาอิสลามไดนําสิทธิของสามี ภรรยา บุตร และญาติพี่นองเขามาสูดุลยภาพที่สมบูรณ ดวย การสงเสริมความประพฤติที่ไมเห็นแกตัว โอบออมอารีและความรักในโครงสรางของระบบ ครอบครัวที่มีการจัดการอยางดี ความสงบสุขและความมั่นคงที่ไดรับมาจากสถาบันครอบครัวท่ี แขง็ แกรง ถอื วามีคณุ คาอยา งมหาศาล และถูกมองวาเปน สิง่ ที่สําคัญย่งิ สาํ หรับการปลูกฝง ทางดาน จติ ใจในหมูมวล สมาชิกของครอบครวั ความเปน ระเบยี บของสังคมทส่ี มานฉนั ทควรไดร ับการสรรค สรา งจากสมาชิกในครอบ ครวั ใหญท ี่มคี วามใกลชิดกันและจากบตุ รผูสืบสกุล 69
ชาวมสุ ลิมปฏบิ ตั ิตอ ผสู งู อายอุ ยางไร? ในโลกของศาสนาอิสลามจะไมคอยไดพบเห็น “บานพักคนชรา” การดูแลบิดามารดาของ เราในชวงเวลาท่ีลําบากท่ีสุดในชีวิตของพวกทานเชนน้ี ถือวาเปนเกียรติและเปนคุณงามความดี อีกทั้งยังถือเปนโอกาสในการพัฒนาจิตใจท่ีย่ิงใหญอีกดวย ในศาสนาอิสลาม ถือวายังไมเปนการ เพียงพอที่พวกเราเพียงแตสวดมนตภาวนาใหกับบิดามารดาของพวกเรา แตพวกเราควรจะปฏิบัติ ดวยความโอบออมอารีอยางไรที่ส้ินสุด จําไววาเมื่อตอนที่พวกเรายังเปนเด็กเล็กชวยเหลือตัวเอง ไมได พวกเขาเล้ียงดูพวกเราดวยตัวของทานเอง มารดาเปนผูท่ีสมควรไดรับการยกยองเปนอยาง ย่ิง เมื่อบิดามารดาชาวมุสลิมแกชราลงทานจะไดรับการเล้ียงดูอยางทนุถนอมดวยความเมตตา และความไมเห็นแกตวั ในศาสนาอิสลาม การเลี้ยงดูบิดามารดาถือเปนหนาที่อันดับท่ีสองรองจากการทํา ละหมาด และถือเปนสิทธิของบิดามาดาที่จะคาดหวังวาจะไดรับการดูแล ถือกันวาเปนส่ิงท่ีนา รังเกียจเดยี จฉันทในการแสดงความฉนุ เฉียวใดๆ เม่อื ผเู ฒาชราเริ่มทาํ อะไรลําบาก พระผูเปน เจาตรสั วา : َْﻳ ْﻌ ُﺒ ُﺪوا َّ َ ِإَﻳ َّﻳ ُﻘﺎ ُهﻞ َوﻟَّ ِﺑُﻬﺎ َﻟﻤْﺎَﻮاأُِ ٍَّ ﻳْف ِﻦَو ِإ َﻻ ْﺣ َﻳ َﻨْﺴ َﻬﺎﻧْﺮﺎً ُﻫ ِإ َﻤَّﻣﺎﺎ َوَﻓ ُﻗﺒْﻠُﻞ َﻐﻟَّ َُّﻬﻦ َﻤﺎِﻋﻨَﻗ َْﻮﺪ َ ًﻻك َّ أﻻ ِإﻻ أَ ْو َ َر ُّﺑ َﻚ ﴿ َو َﻗ ﻛِﻠ َﺎ ُﻫ َﻤﺎ َﻓ َﻼ أَ َﺣ ُﺪ ُﻫ َﻤﺎ اﻟْ ِﻜ َﺒ َﺮ ِّ(ل ِﻣ َﻦ اﻟ َّﺮ ْﺣ َﻤ ِﺔ َو ُﻗﻞ َّر ِّب ا ْر َﺣ ْﻤ ُﻬ َﻤﺎ َﻛ َﻤﺎ2ُّ 4ا-ح2َ 3ﺎ: َﺻَو ِﻐاﻴ ْﺮﺧاً ِﻔ﴾ ْ)ﺾا ﻟَﻹُﻬﺳَﻤﺎﺮا َءﺟ َﻨ،ًَرَﻛَّﺑ ِﻴَﺮﺎﻳِﻤﺎ “และพระเจาของเจาบัญชาวา พวกเจาอยาเคารพภักดีผูใดนอกจาก พระองคเทาน้ันและจงทําดีตอบิดามารดา เมื่อผูใดในท้ังสองหรือทั้ง สองบรรลุสูวัยชราอยูกับเจา ดังน้ัน อยากลาวแกท้ังสองวา อุฟ (คือ ถอยคําแสดงความไมพอใจ) และอยาขูเข็ญทานท้ังสอง และจงพูดแก ทานท้ังสองดวยถอยคําที่ออนโยน และจงนอบนอมแกทานทั้งสอง ซึ่ง การถอมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกลาววา ขาแตพระเจาของ ฉัน ทรงโปรดเมตตาแกทานทั้งสองเชนท่ีท้ังสองไดเลี้ยงดูฉันเมื่อ เยาวว ัย” (พระคมั ภีรอ ลั กรุ อาน, 17:23-24) 70
เสาหลักท้ังหาของศาสนาอสิ ลามคอื อะไร? เสาหลกั ทงั้ หาของศาสนาอสิ ลามถอื เปน โครงสรางชวี ติ ของชาวมุสลิม เสาหลักเหลาน้ันถือ เปนการปฏิญาณตนในเรื่องความศรัทธา การละหมาด การใหซะกาต(ชวยเหลือแกผูยากไร) การ ถอื ศีลอดในชวงเดอื นเราะมะฎอน และการไปแสวงบญุ ยงั นครมักกะฮฺสกั คร้งั หนงึ่ ในชวี ติ สาํ หรับผูที่ สามารถทําได 1) การปฏญิ าณตนในเรือ่ งความศรัทธา การปฏิญาณตนในเร่ืองความศรัทธาคือการกลาวดวยศรัทธาอยางแรงกลาวา “La ilaha illa Allah, Muhammadur rasoolu Allah” (ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ, มุหัมมะดุร เราะสู ลุลลอฮฺ) คํากลาวน้ีหมายความวา “ไมมีพระผูเปนเจาท่ีแทจริงอื่นใด นอกจากพระผูเปน เจา(อัลลอฮฺ)” และ มุหมั มัดคือผถู อื สาร (ศาสนทูต) ของพระผูเปนเจาเทานน้ั ” ในสวนแรกวลีท่ีวา “ไมมีพระผูเปนเจาท่ีแทจริงอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺพระผูเปนเจา” หมายความวาไมมีผูใดมีสิทธิ์ท่ีจะไดรับการเคารพบูชานอกจากพระผูเปนเจาเพียงพระองคเดียว และพระผเู ปนเจาทรงไมม ที ั้งบริวารหรอื พระบตุ ร การปฏญิ าณตนในเรื่องความศรทั ธานีเ้ รียกวา ชะ ฮาดะฮฺ (Shahada) เปนการกลาวอยางงา ยๆ ซึง่ ควรกลา วดวยศรัทธาอันแรงกลาเพื่อเปล่ียนมานับ ถือศาสนาอิสลาม (ตามที่ไดอธิบายมาแลวกอนหนานี้) การปฏิญาณในเร่ืองความศรัทธาถือเปน เสาหลักที่สําคัญท่ีสดุ ในศาสนาอิสลาม 2) การละหมาด ชาวมุสลิมจะทําพิธีละหมาดวันละหาคร้ัง ในการละหมาดแตละคร้ังจะใชเวลาประมาณ ครงั้ ละหาถงึ สบิ นาที การละหมาดในศาสนาอสิ ลามจะเปนการตดิ ตอกันโดยตรงระหวา งผลู ะหมาด กับพระผเู ปนเจา ไมม ีสอ่ื กลางระหวางพระผูเปน เจา กับผูล ะหมาดแตอ ยา งใด ในการทําละหมาด บุคคลผูนั้นจะรูสึกเกษม สันติและสบายใจอยูภายใน และน่ันก็ หมายความวาพระผูเปนเจาทรงยินดีกับเขาหรือเธอผูน้ัน ทานศาสนทูตมุหัมมัด เคยพูดกับ บิลาลวา “โอ บิลาล จงประกาศอิกอมะฮฺ(เรียกมาทําละหมาด)เถิด เพ่ือใหพวกเราได พักผอ นดวยการละหมาดนนั้ ” (บรรยายไวใน Abu-Dawood เลขที่ 4985 และ Mosnad Ahmad เลขท่ี 22578) บิลาล (Bilal) คือหนึ่งในสหายของศาสนทูตมุหัมมัดซ่ึงมีหนาท่ีเรียกผูคนมาทํา ละหมาด การทาํ ละหมาดจะกระทําในเวลารุงอรุณ เท่ียง บาย พระอาทิตยตกดิน และกลางคืน ชาว มุสลิมอาจจะทําการละหมาดไดเกือบทุกสถานที่ เชน ในกลางทุง สํานักงาน โรงงาน หรือใน มหาวทิ ยาลยั 3) การใหซะกาต (การจายทรัพยชวยเหลือแกผ ูยากไร) 71
ทุกสรรพสิ่งเปนของพระผูเปนเจา เพราะฉะน้ันมนุษย จงึ ครอบครองทรพั ยส มบัตแิ ทนพระองค ความหมาย เดิมของคําวา ซะกาต นั้น มีความหมายทั้ง ‘การ ชําระลางบาป’ และ ‘ความเจริญรุงเรือง’ การให ซะ กาต น้ันหมายถึง ‘การใหตามอัตราสวนจากจํานวน ทรัพยสินท่ีมีอยูแกผูยากไรตามลําดับท่ีเหมาะสม’ อัตราสวนซ่ึงเปนทองคํา เงินและเงินสดซึ่งอาจมี จํานวนประมาณ 85 กรัมของนํ้าหนกั ทองคํา และถือครองเปนเจาของเปนเวลาหน่ึงปทางจันทรคติ ถือเปนสองเปอรเซนตคร่ึง การถือครองของพวกเราไดรับการชําระลางบาปดวยการจัดแบงสวน เล็กๆ ไวสําหรับบุคคลผูมีความจําเปน และเฉกเชนเดียวกับการตัดแตงตนไม การตัดแตงน้ีเพื่อให เกิดความสมดลุ อกี ทง้ั ยังชวยสง เสรมิ ใหก ารเจริญเตบิ โตอีกดว ย บุคคลหนึ่งอาจใหทานมากเทา ทต่ี นตอ งการได โดยถอื เปน การทําบุญกุศลหรือบริจาคทาน ดว ยความสมคั รใจ 4) การถือศลี อดในเดือนเราะมะฎอน ทุกๆ ปในเดือนเราะมะฎอน (เดือนเราะมะฎอนคือเดือนที่เกาของ ปฏิทินศาสนาอิสลาม เดือนทางจันทรคติ ไมใชทางสุริยคติ) ชาว มสุ ลมิ ท้ังหมดจะถอื ศีลอดตั้งแตรุงอรณุ จวบจนพระอาทิตยตกดิน โดยจะละเวน จากอาหาร น้ําดื่มและการมเี พศสัมพนั ธ แมวาการถือศีลอดจะมีประโยชนตอสุขภาพ แตการถือศีลอด ไดรับการยอมรับเปนสวนใหญวาเปนวิธีหน่ึงของการชําระลาง จิตใจของตัวเอง โดยการตัดตัวเองออกจากความสะดวกสบาย ในทางโลก แมวาจะเปนเพียงระยะสั้นๆ บุคคลผูถือศีลอดจะรูสึก เห็นใจผหู วิ โหยอยางแทจ รงิ ในเวลาเดยี วกันก็ชวยใหจติ ใจของผถู อื ศีลอดเจรญิ เติบโตไปดวย 5) การแสวงบญุ ท่ีนครมกั กะฮฺ การไปแสวงบุญประจําป (หัจญ) ท่ีนครมักกะฮฺ ถือเปนภาระหนาที่อยางหนึ่ง ครั้งหน่ึงใน ชีวิตสําหรับบุคคลซ่ึงมคี วามสามารถทั้งทางรางกายและทางการเงินที่จะทําได ในแตละปผูคนจาก ท่ัวทุกมุมโลกประมาณสองลานคนตางไปชุมนุมกันที่นครมักกะฮฺ แมวานครมักกะฮฺจะคราคร่ําไป ดวยผูมาเยือนอยูตลอดเวลา แตพิธีหัจยในแตละปจัดใหมีขึ้นในเดือนสิบสองตามปฏิทินอิสลาม ผู แสวงบุญชายจะสวมใสเสื้อผาเรียบงายเปนพิเศษเพื่อขจัดการแบงแยกชนชั้น และวัฒนธรรม ออกไป เพ่ือวาทกุ คนจะไดย ืนอยางเทา เทยี มกันตอ หนาพระผเู ปน เจา 72
ผูแสวงบุญกําลังละหมาดอยูใน มัสยิด อัล-หะรอม ในนครมักกะฮฺ ภายใน สุเหราแหงน้ีจะมีกะอฺบะฮฺ (สิ่งกอสรางสีดําในรูปภาพ) ซ่ึงชาวมุสลิมจะหัน หนาเขาหาขณะทําการละหมาด กะอฺบะฮฺเปนสถานที่สักการะซึ่งพระผูเปน เจา ทรงบญั ชาใหทา นศาสนทตู อิบรอฮมี และลูกชายอสิ มาอลี สรา งข้ึน การประกอบพิธีหัจญ รวมถึงการเดินรอบกะบะฮฺจํานวนเจ็ดรอบและเดินไปอีกเจ็ดรอบ ระหวางเนินเขาเศาะฟา (Safa) และมัรวะฮฺ (Marwa) เชนเดียวกับท่ีนางฮาญัรฺ (Hagar) ภรรยา ของศาสนทูตอิบรอฮีมเคยกระทําระหวางที่เธอคนหานํ้า จากนั้นผูแสวงบุญจะยืนรวมกันในอะ เราะฟะฮฺ (Arafa) บริเวณพื้นท่ี 15 ไมลจากนครมักกะฮฺ และสวดออนวอนตอพระผูเปนเจาในสิ่งที่ พวกเขาปรารถนาอีกท้งั ยังขอประทานอภยั จากพระองคดวย วันเสร็จสิ้นการประกอบพิธีหัจญ จะจบลงดวยเทศกาล Eid Al-Adha ซึ่งเปนการเฉลิม ฉลองพรอมกับการทําละหมาด การเฉลิมฉลองน้ีและเทศกาล Eid ai-Fitr ซ่ึงเปนวันเล้ียงฉลองเพ่ือ เปนการระลึกถึงวันส้ินสุดของเดือนเราะมะฎอน ซึ่งเปนสองเทศกาลประจําปตามปฏิทินศาสนา อสิ ลาม 73
เอกสารอา งอิง Ahrens, C. Donald. 2531. เรื่อง Meteorology Today. ปรับปรุงครั้งที่ 3. เซนตพอล: สํานักพิมพ West Publishing Company. Anderson, Ralph K. และคณะ. 2521. เร่ือง The Use of Satellite Pictures in Weather Analysis and Forecasting. เจนีวา: เลขานุการองคก ารอุตุนยิ มวิทยาโลก. Anthes, Richard A.; John J. Cahir; Alistair B. Fraser และ Hans A. Panofsky. 2524. เรื่อง The Atmosphere. ปรับปรุงครั้งท่ี 3. โคลัมบัส: สํานักพิมพ Charles E. Merrill Publishing Company. Barker, Kenneth และคณะ. 2528. เรื่อง The NIV Study Bible, New International Version. แก รนด ราพิดส, มชิ แิ กน: สาํ นักพมิ พ Zondervan Publishing House. Bodin, Svante. 2521. เร่ือง Weather and Climate. พูเล, โดเรส: สํานักพิมพ Blandford Press Ltd. Cailleux, Andre. 2511. เรื่อง Anatomy of the Earth. ลอนดอน: สํานักพิมพ World University Library. Couper, Heather และ Nigel Henbest. 2538. เร่ือง The Space Atlas. ลอนดอน: สํานักพิมพ Dorling Kindersley Limited. Davis, Richard A., Jr. 2515. เร่ือง Principles of Oceanography. ดอน มิลส, ออนตาริโอ: สาํ นกั พิมพ Addison-Wesley Publishing Company. Douglas, J. D. และ Merrill C. Tenney. 2532. เร่ือง NIV Compact Dictionary of the Bible. แก รนด ราพดิ ส, มิชแิ กน: สํานกั พมิ พ Zondervan Publishing House. Elder, Danny; and John Pernetta. 1991. Oceans. London: Mitchell Beazley Publishers. Famighetti, Robert. 2539. เรื่อง The World Almanac and Book of Facts 1996. มาหวาห, นวิ เจอรซ ยี : สํานกั พมิ พ World Almanac Books. Gross, M. Grant. 2536. เร่ือง Oceanography, a View of Earth. ปรับปรุงครั้งท่ี 6. อีเกิ้ลวูด คลฟิ ส: สาํ นกั พิมพ Prentice-Hall, Inc. Hickman, Cleveland P. และคณะ. 2522. เรอ่ื ง Integrated Principles of Zoology. ปรับปรงุ ครัง้ ท่ี 6. เซนตหลุยส: สํานักพิมพ The C. V. Mosby Company. Al-Hilali, Muhammad T. และ Muhammad M. Khan. 2537. เร่ือง Interpretation of the Meanings of The Noble Quran in the English Language. ปรับปรุงคร้ังท่ี 4. รยิ าดห: สํานกั พมิ พ Maktaba Dar-us-Salam. เรื่อง The Holy Bible, Containing the Old and New Testaments (Revised Standard Version). 2514. นวิ ยอรค : สํานกั พมิ พ William Collins Sons & Co., Ltd. 74
Ibn Hesham, Abdul-Malek. เร่ือง Al-Serah Al-Nabaweyyah. เบรุต: สํานักพิมพ Dar El- Marefah. แผนกกิจการศาสนาอิสลาม, สถานทูตประจําซาอุดิอาระเบีย, วอชิงตัน, โคลัมเบีย. 2532. เรื่อง Understanding Islam and the Muslims. วอชงิ ตนั , โคลัมเบีย: แผนกกจิ การศาสนา อิสลาม, สถานทตู ประจาํ ซาอุดอิ าระเบีย. Kuenen, H. 2503. เรื่อง Marine Geology. นวิ ยอรค : สาํ นักพิมพ John Wiley & Sons, Inc. Leeson, C. R. และ T. S. Leeson. 2524. เรื่อง Histology. ปรับปรุงคร้ังท่ี 4. ฟลลาเดเฟย: สาํ นักพิมพ W. B. Saunders Company. Ludlam, F. H. 2523. เร่ือง Clouds and Storms. ลอนดอน: สํานักพิมพ The Pennsylvania State University Press. Makky, Ahmad A. และคณะ. 2536. เรื่อง Ee’jaz al-Quran al-Kareem fee Wasf Anwa’ al- Riyah, al-Sohob, al-Matar. เมกกะห: คณะกรรมการกํากับดูแลเรื่องสัญลักษณทาง วิทยาศาสตรใ นพระคมั ภรี อัลกรุ อานและซนุ นาห. Miller, Albert และ Jack C. Thompson. 2518. เร่ือง Elements of Meteorology. ปรับปรุงครั้งท่ี 2. โคลัมบสั : สาํ นกั พมิ พ Charles E. Merrill Publishing Company. Moore, Keith L.; E. Marshall Johnson; T. V. N. Persaud; Gerald C. Goeringer; Abdul- Majeed A. Zindani และ Mustafa A. Ahmed. 2535. เรื่อง Human Development as Described in the Quran and Sunnah. เมกกะห: คณะกรรมการกํากับดูแลเรื่อง สัญลักษณทางวิทยาศาสตรในพระคัมภรี อัลกุรอานและซุน นาห. Moore, Keith L.; A. A. Zindani; และคณะ. 2530. เร่ือง Al-E’jaz al-Elmy fee al-Naseyah (The scientific Miracles in the Front of the Head). เมกกะห: คณะกรรมการกํากับดูแล เรือ่ งสญั ลักษณท างวทิ ยาศาสตรในพระคัมภีรอ ลั กุรอานและซุน นาห. Moore, Keith L. และ T. V. N. Persaud. 2526. เรื่อง The Developing Human, Clinically Oriented Embryology, With Islamic Additions. ปรับปรุงคร้ังท่ี 5. ฟลลาเดลเฟย: สํานกั พมิ พ W. B. Saunders Company. El-Naggar, Z. R. 2534. เร่ือง The Geological Concept of Mountains in the Quran. ปรับปรุง คร้ังท่ี 1. เฮิรน ดอน: สถาบนั นานาชาตแิ นวคิดเร่ืองศาสนาอิสลาม. Neufeldt, V. 2537. เรื่อง Webster’s New World Dictionary. ปรับปรุงคร้ังท่ี 3. นิวยอรค: สํานักพมิ พ Prentice Hall. Neufeldt, V. 2537. เรื่อง Webster’s New World Dictionary. ปรับปรุงครั้งท่ี 3. นิวยอรค: สํานกั พิมพ Prentice Hall. เรื่อง The New Encyclopaedia Britannica. 2524. ปรับปรุงครั้งที่ 15. ชิคาโก: สํานักพิมพ Encyclopaedia Britannica, Inc. 75
Noback, Charles R.; N. L. Strominger และ R. J. Demarest. 2534. เรื่อง The Human Nervous System, Introduction and Review. ปรับปรุงคร้ังท่ี 4. ฟลลาเดลเฟย: สาํ นกั พมิ พ Lea & Febiger. Ostrogorsky, George. 2512. เรื่อง History of the Byzantine State. แปลมาจากภาษาเยอรมัน โดย Joan Hussey. ฉบับปรับปรุงใหม. นิวบรันซวิค: สํานักพิมพ Rutgers University Press. Press, Frank และ Raymond Siever. 2525. เรื่อง Earth. ปรับปรุงคร้ังท่ี 3. ซานฟรานซิสโก: สาํ นักพมิ พ W. H. Freeman and Company. Ross, W. D.; และคณะ. 2506. เร่ือง The Works of Aristotle Translated into English: Meteorologica. เลม 3. ลอนดอน: สาํ นักพิมพ Oxford University Press. Scorer, Richard และ Harry Wexler. 2506. เรื่อง A Colour Guide to Clouds. สํานักพิมพ Robert Maxwell. Seeds, Michael A. 2524. เรื่อง Horizons, Exploring the Universe. เบลมองต: สํานักพิมพ Wadsworth Publishing Company. Seeley, Rod R.; Trent D. Stephens และ Philip Tate. 2539. เรื่อง Essentials of Anatomy & Physiology. ปรับปรงุ คร้งั ท่ี 2. เซนตห ลยุ ส: สํานกั พิมพ Mosby-Year Book, Inc. Sykes, Percy. 2506. เร่ือง History of Persia. ปรับปรุงครั้งท่ี 3. ลอนดอน: สํานักพิมพ Macmillan & CO Ltd. Tarbuck, Edward J. และ Frederick K. Lutgens. 2525. เรื่อง Earth Scienc.e ปรับปรุงคร้ังที่ 3. โคลัมบัส: สาํ นกั พมิ พ Charles E. Merrill Publishing Company. Thurman, Harold V. 2531. เร่ือง Introductory Oceanography. ปรับปรุงคร้ังที่ 5. โคลัมบัส: สํานักพมิ พ Merrill Publishing Company. Weinberg, Steven. 2527. เรื่อง The First Three Minutes, a Modern View of the Origin of the Universe. พิมพค ร้ังที่ 5. นิวยอรค: สํานักพมิ พ Bantam Books. Al-Zarkashy, Badr Al-Deen. 2533. เรื่อง Al-Borhan fee Oloom Al-Quran. ปรับปรุงครั้งท่ี 1. เบรตุ : สํานักพิมพ Dar El-Marefah. Zindani, A. A. เร่ือง This is the Truth (วีดีโอเทป). เมกกะห: คณะกรรมการกํากับดูแลเร่ือง สัญลักษณทางวทิ ยาศาสตรใ นพระคมั ภรี อ ลั กรุ อานและซนุ นาห หมายเลขของหะดีษ(วจนะของทานศาสนทตู มหุ มั มัด) หมายเลขของหะดษี ในหนังสือเลมนี้ อางองิ ตามดงั นี:้ • Saheeh Muslim: ตามหมายเลขของ Muhammad F. Abdul-Baqy. • Saheeh Al-Bukhari: ตามหมายเลขของ Fath Al-Barii. 76
• Al-Tirmizi: ตามหมายเลขของ Ahmad Shaker. • Mosnad Ahmad: ตามหมายเลขของ Dar Ehya’ Al-Torath Al-Araby, Beirut. • Mowatta’ Malek: ตามหมายเลขของ Mowatta’ Malek. • Abu-Dawood: ตามหมายเลขของ Muhammad Muhyi Al-Deen Abdul-Hameed. • Ibn Majah: ตามหมายเลขของ Muhammad F. Abdul-Baqy. • Al-Daremey: ตามหมายเลขของ Khalid Al-Saba Al-Alamy และ Fawwaz Ahmad Zamarly. เก่ียวกับบรรณาธิการ ผแู ตง : I. A. Ibrahim บรรณาธิการทว่ั ไป: Dr. William (Daoud) Peachy Michael (Abdul-Hakim) Thomas Tony (Abu-Khaliyl) Sylvester Idris Palmer Jamaal Zarabozo Ali Al-Timimi บรรณาธกิ ารดานวทิ ยาศาสตร: ศาสตราจารย Harold Stewart Kuofi ศาสตราจารย F. A. State ศาสตราจารย Mahjoub O. Taha ศาสตราจารย Ahmad Allam ศาสตราจารย Salman Sultan รองศาสตราจารย Salman Sultan การสงวนลขิ สิทธ:์ิ สงวนลขิ สิทธิ์ © 1996-2002 I. A. Abu-Harb. สงวนลิขสิทธิ์ หามนําสวนหนึ่งสวนใดในเว็บไซตน้ีหรือในหนังสือเรื่อง A Brief Illustrated Guide To Understanding Islam ไปทําซาํ้ หรือเผยแพรใ นรปู แบบใดๆ หรือดวยวิธีอื่นใด ไมวาจะเปนทาง อิเลคทรอนิกส ทางกลไก รวมท้ังการถายเอกสาร การบันทึก หรือการเก็บขอมูลและระบบกูคืน 77
ขอมูลใดๆ โดยไมไดรับอนุญาตเปนลายลักษณอักษรจากผูแตง เวนแตเปนไปตามสถานการณ ดานลางน้ี จงึ จะไดรับอนญุ าต สาํ หรบั การทําซํา้ : การทําซ้ํา พิมพซ้ํา หรือการถายเอกสาร เว็บไซตน้ี ไมวาหนาใดหนาหนึ่งใน เว็บไซต หรือท้ังเลม จะไดรับอนุญาตโดยไมตองเสียคาใชจายใดๆ เม่ือเปนไปตาม เงื่อนไขดังตอ ไปนี้: (1) ตองไมม กี ารเปลี่ยนแปลง เพ่มิ เตมิ หรือตัดทอนสว นหนึ่งสว นใดโดยเด็ดขาด (2) เพิ่มเติมขอความและลิงคดังตอไปนี้ไวดานลางหนาเว็บเพจทุกหนา ดวยมี ขนาดตัวอกั ษร 3 (12 pt) ดงั นี้ : แหลง ทีม่ าของบทความน้ีคือ www.islam-guide.com โปรดทราบ การอนุญาตน้ไี มสามารถนําไปใชไ ดกบั บทความและลิงคตางๆ ในหนา “ขอมูลเพิ่มเติม เก่ียวกับศาสนาอิสลาม” หรือเวบ็ ไซตนี้ในภาษาอนื่ นอกเหนือจากภาษาองั กฤษ ขอ มลู การพมิ พหนังสอื เลม น:้ี ดานลางนี้ คือขอมูลการพิมพหนังสือ A Brief Illustrated Guide To Understanding Islam: ISBN: 9960-34-011-2 หมายเลขบัตรหองสมดุ Library of Congress Catalog Card Number: 97-67654 จัดพิมพโ ดย Darussalam ผพู มิ พและผจู ัดจาํ หนา ย เมืองฮุสตนั รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมรกิ า 78
Search