Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์

Published by julasak.mind, 2022-09-04 11:37:22

Description: การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์

Search

Read the Text Version

การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เรื่อง การศกึ ษาเซลลด์ ้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โดยใช้การจัดการเรยี นร้แู บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศน์เสมอื นจริง ธันยาภรณ์ จุลศักด์ิ โรงเรียนวงั จนั ทร์วทิ ยา สานกั งานเขตพื้นทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษา ชลบุรี ระยอง ภาคเรียนท่ี 1 ปี การศึกษา 2565

วจิ ยั ในชั้นเรียน การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เร่ือง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกล้องจุลทรรศน์ ผวู้ ิจยั ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะ 5 ข้ัน ร่วมกับกล้องจลุ ทรรศนเ์ สมือนจรงิ นางสาวธันยาภรณ์ จลุ ศกั ดิ์ บทคดั ย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือน จริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ 1 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กล้องจลุ ทรรศน์เสมอื นจรงิ เรื่อง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์ กบั เกณฑ์ร้อยละ 80 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้อง จุลทรรศน์เสมือนจริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวังจันทร์วิทยา อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 31 คน ท่ีไดม้ าจากการสมุ่ แบบเจาะจง เครอื่ งมือที่ใช้ในการวจิ ัยไดแ้ ก่ 1) แผนการจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมอื นจริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 จำนวน 3 แผน 2) แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเร่ืองเอกภพเป็นแบบทดสอบแบบปรนยั เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ข้ัน ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยร้อยละ (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบ t-test (One group sample) จากผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง เรื่อง การศึกษาเซลลด์ ้วยกล้องจุลทรรศน์ สำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.74/83.16 ซึ่ง เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขัน้ รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศน์เสมือนจริง เร่ือง การศกึ ษาเซลล์ด้วยกล้องจลุ ทรรศน์ มีค่า เท่ากับ 0.6915 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์ เสมอื นจรงิ เรอื่ ง การศกึ ษาเซลลด์ ้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ คดิ เปน็ ร้อยละ 69.15 3. นักเรยี นทเี่ รยี นดว้ ยการจดั การเรียนรู้ แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ มีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.นักเรียนมีความพึงพอใจการจัดการ เรยี นรู้แบบสบื เสาะ 5 ขนั้ ร่วมกบั กลอ้ งจุลทรรศน์เสมอื นจริง เร่ือง การศกึ ษาเซลลด์ ้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ โดยรวมและ รายดา้ น อยู่ในระดับ มาก (X= 4.40 , S.D. = 0.73 ) การพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น เรอื่ ง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

ประกาศคุณปู การ งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ เพราะได้รับความกรุณาเป็นอย่างดียิ่งจาก อาจารย์รัชนี หนูน้อย หัวหน้า กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเคโนโลยี โรงเรียนวังจันทร์วิทยา ที่ได้กรุณาเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำความรู้ สร้างความเข้าใจให้ความอนุเคราะห์และ แนะนำแนวทางในการทำวิจัยตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งและขอกราบขอบพระคุณในความ กรุณาเปน็ อยา่ งสงู ขอกราบขอบพระคุณ คณะครูอาจารย์ โรงเรียนวงั จันทร์วิทยาทุกท่าน ท่ีอำนวยความสะดวกตลอดจนเปน็ กำลังใจ เป็นแรงผลักดัน สนับสนุนและให้ความอนุเคราะห์สถานที่และกลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยในครั้งนี้ ให้ สำเรจ็ ลุล่วงเปน็ อย่างดี และขอขอบใจนักเรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ทีใ่ ห้ความร่วมมือในการเกบ็ ข้อมลู งานวิจัยคร้ังนี้ เปน็ อย่างดี ขอกราบขอบพระคุณ บิดา มารดา ที่ได้ให้กำลังใจ ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลาของการ ทำวิจัยครงั้ น้ี คุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัยในครั้งนี้ ผู้ศึกษาขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณของผู้มีพระคุณ ทุกท่าน ธันยาภรณ์ จลุ ศกั ด์ิ การพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น เรอื่ ง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

สารบัญ บทที่ หน้า 1 บทนำ …………………………………………………………………………………………………………….. 1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา…………………………………………………………. 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย……………………………………………………………………………… 3 สมมติฐานในการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………. 3 ขอบเขตของการวิจยั ……………………………………………………………………………………. 3 ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง…………………………………………….…………………….... 3 ตวั แปรทศ่ี ึกษา………………………………………………………………………………………. 3 เนอ้ื หาท่ใี ชใ้ นการวิจัย…………………………………………………………………………….. 4 ระยะเวลาทีใ่ ช้ในการวจิ ัย……………………………………………………………………….. 4 สถานท่ที ใี่ ชใ้ นการวจิ ยั ……………………………………………………………………………. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ…………………………………………………………………………………… 4 ประโยชน์ท่ไี ดร้ บั จากการวิจยั ……………………………………………………………………….. 5 2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง………………………………………………………………………… 2 เอกสารทเี่ กีย่ วข้องกบั กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์…………………………………. 6 หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551………………………… 7 เปา้ หมายของการจัดการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์…………………………………… 8 วิสยั ทศั น์การเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์……………………………………………………………… 8 แนวทางการจดั การเรยี นรู้……………………………………………………………………….. 9 สาระ มาตรฐาน และตวั ช้ีวัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์………………………………….. 10 องค์ประกอบของวทิ ยาศาสตร์…………………………………………………………………. 12 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวข้องกับการจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) 13 ความหมายของการจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)……………………… 13 ขัน้ ตอนในการจัดการเรียนร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)……………………………. 15 บทบาทของครใู นการจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)………………….. 16 บทบาทของนักเรียนในการจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)………….. 16 ขอ้ ดแี ละข้อจำกัดของการจดั การเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)……………. 20 งานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้องกับการจัดการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)…………… 22 การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เร่อื ง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

สารบัญ (ตอ่ ) บทที่ หน้า 2 (ต่อ)………………………………………………………………………………………………………………… เอกสารและงานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้องกบั ส่ือมลั ตมิ ีเดีย........................................................ 23 ความหมายของสอ่ื มลั ติมเี ดีย................................................................................ 23 ประเภทของสื่อมัลตมิ เี ดยี .................................................................................... 24 เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้องกับผลสัมฤทธิท์ างการเรียน………………………………… 26 ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์…………………………………… 26 องคป์ ระกอบของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์…………………………………. 27 การวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์……………………………………………….. 28 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน……………………………………. 30 การสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน………………………………………… 31 คุณลกั ษณะของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนทดี่ ี………………………….. 32 ประโยชนข์ องการวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน……………………………………………… 33 งานวิจัยที่เกย่ี วข้องกับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวิทยาศาสตร์………………………… 32 3 วธิ กี ารดำเนินการวจิ ัย……………………………………………………………………………………..…. 34 ประชาการและกล่มุ ตวั อย่าง…………………………………………………………………………… 34 การสรา้ งเครือ่ งมือทใี่ ช้ในการศึกษา……………………………….……………………………….. 34 การดำเนนิ การวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมลู ……………………………………………………….. 35 การจัดกระทำข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………… 35 การวเิ คราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………………. 37 สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล…………………………………………………………………. 37 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล……………………………………………………………………………………..… 39 ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การศึกษาเซลลด์ ้วยกล้องจลุ ทรรศน์ 39 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กล้องจลุ ทรรศน์เสมือนจริง …………………………………………………………………………………. ผลวิเคราะหด์ ชั นีประสิทธผิ ลของการจัดการเรยี นรู้ เร่ือง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้อง 39 จุลทรรศน์ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจดั การเรียนรูแ้ บบ สืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้อง จลุ ทรรศนเ์ สมือนจริง………………………………………………………………..............……….. ผลการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ท่ี 40 เรียนโดยใชก้ ารจดั การ เรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขนั้ ร่วมกบั กล้องจลุ ทรรศน์เสมือนจริง กบั เกณฑ์ร้อยละ 80…………………………………………………………….................………. การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เรื่อง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง

สารบญั (ต่อ) บทท่ี หนา้ 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ............................................................................... 43 สรปุ และอภปิ รายผลการวิจยั ………………………………………………………………………. 43 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………..…………... 46 บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………….. 47 ภาคผนวก...................................................................................................................... 49 การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เรอ่ื ง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกบั กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

สารบญั ตาราง ตาราง หน้า 1 บทบาทของครแู ละนักเรียนในการจัดการเรียนร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)............... 17 2 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design………………………. 37 3 ผลการหาประสทิ ธภิ าพของการจดั การเรียนรู้ เรื่อง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกล้อง 39 จลุ ทรรศน์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรยี นร้แู บบสบื เสาะ 5 ขัน้ รว่ มกับ กล้องจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง……………………….................................................................. 39 4 ผลวเิ คราะหด์ ชั นปี ระสิทธิผลของการจดั การเรียนรู้ เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกลอ้ ง จุลทรรศน์ กลุม่ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 40 โดยการจดั การเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะ 5 ข้นั ร่วมกบั กล้องจลุ ทรรศน์เสมือนจริง................ 5 ผลการเปรยี บเทยี บการจัดการเรยี นรู้ การศึกษาเซลล์ดว้ ยกล้องจุลทรรศน์ กลุ่มสาระ การเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยการจัดการเรยี นรแู้ บบ สบื เสาะ 5 ขั้น รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ ……………………………………………….... การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

สารบัญรปู ภาพ ภาพประกอบ หน้า 1 ความสัมพนั ธ์ของความรูท้ างวิทยาศาสตร์…………………………………………………………..… 25 2 ความสัมพันธร์ ะหว่างความรทู้ างวทิ ยาศาสตรแ์ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์……….. 26 การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เรอื่ ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง

1 บทท่ี 1 บทนำ ความสำคัญและความเป็นมาของปญั หา การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ในโรงเรยี นวังจนั ทร์วิทยา ผวู้ ิจัยไดส้ ังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน พบว่า นักเรียนไม่ชอบการเรียนแบบบรรยาย แต่จะชอบการเรียนแบบท้าทาย ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ทำกิจกรรมต่าง ๆ ใชเ้ ทคโนโลยี ทำการทดลอง การเรยี นทตี่ ้องมกี ารลงมอื ปฏบิ ตั ิและสรา้ งองค์ความรูด้ ้วยตนเอง จากหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน 2551 มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นกำลงั ของประเทศชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์ทั้งในร่างกายและจิตใจ ความรู้ คุณธรรมจริยธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นไทยยึดการปกครองตาม ระบอบของประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ์เปน็ ประมขุ มีความรูท้ ีจ่ ำเป็นตอ่ การ ประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชีวิต โดยมุ่งให้ผู้เรียนเป็นสำคัญบนพน้ื ฐานความเชื่อว่า ทุกคน สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม ศักยภาพ และมุ่งให้ผู้เรียนเป็นคนดีมีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553, น. 5) ในปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาท ในการพัฒนาในเกือบทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าในด้านธุรกิจ ด้านสาธารณสุข ด้านการทหารและความมั่นคง ด้านโทรคมนาคม ด้านการสื่อสารแม้กระท่ัง ในด้านของการศึกษา ดังจะเห็นได้ว่า โรงเรียนส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามามี ส่วนร่วมในการเรียนการสอน ในส่วนของการศึกษา เทคโนโลยีก็มีบทบาทที่สำคัญในส่วนของการเป็นท้ัง เคร่ืองมือหลัก และนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้เป็นไปตามลักษณะการศึกษา เพื่อให้ทันต่อ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีผลต่อการกำหนดคุณสมบัติและคุณภาพของแรงงานในอนาคต (ชัยวัฒน์ สุทธิ รัตน์, 2559, น. 467) วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้อง กับ ชีวติ มนษุ ย์ของทกุ คน ทง้ั ในการดำรงชวี ิตประจำวนั และในการงานอาชพี ต่าง ๆ เครอ่ื งมอื เครอื่ งใช้ ตลอดจน ผลผลิตต่าง ๆ ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและในการทำงานล้วนเป็นผลของความรู้ วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสรา้ งสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ ความรู้วิทยาศาสตร์ทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอยา่ งมาก ในทางกลบั กนั เทคโนโลยกี ็มีส่วนสำคัญมากที่จะใหม้ ีการศกึ ษาค้นคว้า ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรเ์ พิ่มมากขึ้นอย่าง ไมห่ ยุดยง้ั วทิ ยาศาสตร์ทำให้คนได้พฒั นาท้ังความรู้ ความคดิ มีความสามารถในการแก้ไขงานได้อย่างเป็นระบบ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553, น. 56) วิทยาศาสตร์ เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสังคมแห่งความรู้ (Knowledge based society) ทุกคนจึง จำเป็นที่จะได้รับการพัฒนาให้ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ และนำความรู้ ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ อย่างมีคุณธรรม ความรู้วิทยาศาสตร์ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ในการพัฒนา เศรษฐกิจสามารถ แข่งขันกับนานาประเทศ และดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมโลกอย่างมีความสุข (บุปผชาติ ทฬั หกิ รณ์ สกุ รี รอดโพธ์ิทอง และคณะ, 2544, น. 42) การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรอ่ื ง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

2 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) มุ่งเน้นให้มีการจัดกิจกรรมการ เรียนการ สอนแบบสบืเสาะหาความรู้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เป็นกระบวนการจดักิจกรรมการ เรียนรู้แบบหนึ่งท่ี เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการจัดการเรียนการสอนมุ่งให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วย ตนเอง โดยวิธีการและ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ฝึกปฏิบัติและแก้ปัญหา ได้ด้วยตนเองจนเกิดทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ กำหนดกระบวนการในการสืบเสาะหา ความรู้ที่สำคัญไว้ 5 ขั้นตอน (5Es) ได้แก่ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 5) ขั้นประเมิน (Evaluation) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไป จึงช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ ทั้งเนื้อหาหลัก และ หลักการ ทฤษฎี ตลอดจนการลงมือปฏิบัติ การนำเว็ปไซต์ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทีน่ ักเรยี นสนใจ มาใช้ในการจัดการ เรยี นการสอน เพอ่ื ท่จี ะชว่ ยให้การเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค์ เนือ่ งจากสอื่ เทคโนโลยีเป็นตัวกลางที่จะช่วย ให้ส่ือสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนดำเนิน ไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น และตรง กับความต้องการของผู้สอน ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อที่จะให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ สำหรับใช้ จัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดการเรียนการสอน ในการสอนผู้สอนมี วัตถุประสงค์หลักคือ การถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนใหเ้ กิดการพัฒนาด้าน สติปัญญา ทักษะกระบวนการคดิ วิเคราะห์ เพอื่ ให้นกั เรียนนำไปประยุกต์ใชใ้ นสถานการณต์ ่าง ๆ ได้ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ทงั้ น้สี ่ือแต่ละชนิดก็จะมี คุณสมบัติเด่นและด้อยต่างกัน ควรเลือกใช้ส่ือให้เหมาะกับ ผู้เรียนมากที่สดุ เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์สงูสดุแก่ ผู้เรียน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนแต่ล่ะครั้งควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง (สุนันทา ยินดีรมย์ บุญเรือง ศรีเหรัญ และชาตรี เกิดธรรม, 2557, น. 68) จากแนวคิดและเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงได้สนใจศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศน์เสมือนจริง ทีม่ ปี ระสิทธิภาพและเหมาะสมกับนักเรยี น มาเปน็ ส่วนหน่ึงของการเรียน การสอน จะทำให้เกิดการเรียนรู้ ของผเู้ รียนอยา่ งสรา้ งสรรค์ และเป็นระบบ วตั ถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยใช้ การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ กับ เกณฑร์ อ้ ยละ 80 เพ่อื ศึกษาค่าดชั นีประสิทธิผลการเรียนรู้ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ท่ีเรยี นด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบสบื เสาะ 5 ข้นั ร่วมกับกลอ้ งจลุ ทรรศน์เสมอื นจริง เรื่อง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกล้องจุลทรรศน์ การพัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เรอื่ ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

3 เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่เี รียนโดยการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ กบั เกณฑร์ ้อยละ 80 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น รว่ มกบั กล้องจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง เร่อื ง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจลุ ทรรศน์ สมมตฐิ านของการวิจยั นักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ที่เรียนโดยใช้การจดั การเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ข้ัน ร่วมกบั กลอ้ งจลุ ทรรศน์ เสมือนจริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 กรอบแนวคิดในการศกึ ษา ตัวแปรอสิ ระ ตัวแปรตาม (Independent Variable) (Dependent Variable) การจดั การเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะ 5 ขั้น ผลสมั ฤทธทิ์ างเรียนของนักเรียน รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมือนจริง คา่ ดชั นีประสิทธผิ ลการเรยี นรู้ เรอื่ ง การศึกษาเซลลด์ ้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ความพงึ พอใจของนกั เรยี น ขอบเขตการวจิ ยั ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง ประชากร ประชากรทใ่ี ช้ในการวจิ ยั ครง้ั น้ี เป็นนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวงั จนั ทรว์ ทิ ยา อำเภอวงั จนั ทร์ จงั หวัดระยอง สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบรุ ี ระยอง ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 มจี ำนวน 4 ห้อง รวมทงั้ สิ้น 124 คน ซึ่งจดั การเรยี นแบบคละความสามารถ กลุม่ ตัวอยา่ ง กลุ่มตวั อยา่ งทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ครง้ั นี้ เปน็ นกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นวังจนั ทร์วิทยา อำเภอวังจันทร์ จงั หวัดระยอง สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษาชลบรุ ี ระยอง ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 จำนวน 31 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง การพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรอ่ื ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

4 ตวั แปรทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษา ตวั แปรอิสระ การจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะ 5 ขัน้ ร่วมกบั กล้องจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ เร่อื ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์ ตวั แปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางเรียน ค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ และความพึงพอใจของ นักเรียนที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์ เสมือนจริง เรอ่ื ง การศึกษาเซลล์ด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ เนื้อหาทใ่ี ชใ้ นการศกึ ษา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยนี้เป็นเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 หน่วยพ้นื ฐานของสงิ่ มชี ีวิต เรอื่ ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ สถานท่ดี ำเนินการศึกษา โรงเรียนวังจันทร์วิทยา อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง ระยะเวลาท่ีใช้ในการศึกษา ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 นิยามศัพท์เฉพาะ กลอ้ งจุลทรรศน์เสมือนจริง หมายถงึ กล้องจุลทรรศน์ท่อี ยู่บนเว็ปไซต์ https://www.ncbionetwork.org/ ซ่งึ เป็นกลอ้ งจลุ ทรรศน์ทีส่ ามารถเรยี นรเู้ ร่ืองสว่ นประกอบของกล้อง จลุ ทรรศน์ และสามารถดูตวั อย่างเซลล์ได้ตามขน้ั ตอนเสมอื นใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศนจ์ ริง การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น หมายถึง รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน ท่ี มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง โดยวิธีการและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึก คิด ปฏิบัติ และแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง จนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการสืบเสาะ ประกอบด้วยขั้นตอนท่ีสำคัญ 5 ขั้น ดังน้ี 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) หมายถึง การนำเข้าสู่บทเรยี น ซึ่งนำเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้น มาเชื่อมโยงกับความรู้เดิม เป็นการกระตุ้นในการสร้องคำถาม กำหนดประเด็น ที่นักเรียน จะสามารถยอมรับได้ร่วมกัน 2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) หมายถึง การกำหนดแนว ทางการสำรวจตรวจสอบ สมสุติฐาน และลงมือปฏิบัติ 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) หมายถึง การนำข้อมูลในรูปแบบที่ได้มา วิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และน าเสนอในรูปแบบต่างๆ 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) หมายถึง การนำความรู้ไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิม หรือ แนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม ทำให้เกิด ความรู้ที่กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) หมายถึง การประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ เพอื่ นำไปสกู่ ารนำความร้ไู ปประยกุ ต์ใช้ในเรื่องอน่ื ๆ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เร่ือง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

5 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องุลทรรศน์เสมือนจริง หมายถึง การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง ที่นำกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้น แล้วนำแอปพลิเค ชัน Explorer แทรกลงในกจิ กรรมการเรียนรู้ของแตล่ ะขนั้ โดยจะแทรกลงในข้ันไหนขึ้นอยู่ที่ความเหมาะสมของ แผน นน้ั ๆ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถงึ คะแนนการเรียนร้โู ดยใชก้ ารจดั การเรยี นรู้แบบสืบเสาะ 5 ขน้ั ร่วมกับ กล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจลุ ทรรศน์ ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ทั้งด้าน ความรู้ความเข้าใจใน เนื้อหาสาระวิทยาศาสตร์ที่เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้ วิเคราะห์ความรู้และ สังเคราะห์ความรู้ ใหม่ได้ ประเมินผลจากคะแนนการทดสอบโดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ ผวู้ จิ ยั พัฒนา ประโยชน์ท่ีจะได้รบั จากการวิจัย 1. นักเรียนได้รับความรู้และความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียนมากยิ่งขึ้น ได้ฝึกทักษะการสืบค้นข้อมูล สืบเสาะหาความรู้ เรียนรู้จากการลงมือปฏบิ ัตแิ ละสร้างองค์ความรูไ้ ด้ด้วยตนเอง และแอปพลิเคชันทำให้ผู้เรยี น เรียนรู้ได้เร็ว เรียนได้มาก สนุกสนานตื่นเตน้ ซึ่งส่งผลดีตอ่ คุณภาพของนักเรียนให้เป็นคนดี เก่ง และมีความสุข ในท่สี ุด 2. ครูมีสื่อและนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ สามารถแก้ปัญหาการ เรียนรู้ของ นักเรียนที่เกิดจากการเรียนรู้แบบเดิม ที่ขาดสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย นักเรียนขาดความสนใจ ในบทเรียน และ สามารถนำไปเป็นแนวทางได้ในกลุม่ สาระอ่ืนต่อไป การพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรือ่ ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

6 บทท่ี 2 ทฤษฎหี รือเอกสารงานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้า ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็น สำคญั ของการวจิ ัย ดงั น้ี 1. ศึกษาเอกสารเกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ 1.1 หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 1.2 เปา้ หมายของการจัดการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์ 1.3 วิสัยทัศนก์ ารเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 1.4 แนวทางการจดั การเรยี นรู้ 1.5 องค์ประกอบของวทิ ยาศาสตร์ 2. ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ยี วข้องกบั การจัดการเรยี นร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) 2.2 ขั้นตอนในการจดั การเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2.3 บทบาทของครใู นการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2.4 บทบาทของนักเรียนในการจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) 2.5 ข้อดแี ละข้อจำกดั ของการจัดการเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) 2.6 งานวจิ ัยทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั การจดั การเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) 3. ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกีย่ วข้องกบั เวป็ ไซต์ 3.1 ความหมายของเวป็ ไซต์ 3.2 ประเภทของเวป็ ไซต์ 4. ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้องกบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน 4.1 ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิทยาศาสตร์ 4.2 องค์ประกอบของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 4.3 การวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์ 4.4 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น 4.5 การสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 4.6 คุณลักษณะของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นท่ดี ี 4.7 ประโยชน์ของการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น 4.8 งานวิจัยที่เก่ียวขอ้ งกบั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์ การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรือ่ ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

7 1. ศกึ ษาเอกสารเก่ียวขอ้ งกับกล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ 1.1 หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผูเ้ รียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติ ให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึด มั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็น สำคัญบนพ้นื ฐานความเชอื่ ว่า ทุกคนสามารถเรียนรูแ้ ละพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน มหี ลกั การท่สี ำคญั ดงั นี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้เป็น เป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็น ไทย ควบคู่กับความเปน็ สากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาค 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้ สอดคล้องกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถ่ิน 4. เป็นหลกั สตู รการศึกษาทมี่ โี ครงสร้างยดื หยนุ่ ทัง้ ดา้ นสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจดั การเรยี นรู้ 5. เป็นหลกั สตู รการศึกษาทเ่ี น้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุม่ เป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์ จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปั ญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิด กบั ผู้เรยี นเมอื่ จบการ ศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน ดงั น้ี 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถอื ยึดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคดิ การแก้ปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยแี ละ มที กั ษะชีวติ 3. มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ท่ีดี มสี ุขนสิ ัย และรกั การออกกาลังกาย 4. มีความรกั ชาติ มจี ิตสานึกในความเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยดึ ม่ันในวถิ ชี ีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เรื่อง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

8 5. มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะท่ีมุ่งทาประโยชน์และสรา้ งสงิ่ ท่ีดงี ามในสงั คม และอย่รู ่วมกันในสงั คมอย่างมีความสขุ 1.2 เป้าหมายของการจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตรเ์ ปน็ เรอ่ื งของการเรยี นร้เู กีย่ วกบั ธรรมชาติ โดยมนษุ ยใ์ ชก้ ระบวนการสังเกต สำรวจ และ การทดลองเกยี่ วกบั ปรากฏการณ์ธรรมชาติและนำผลมาจัดระบบ หลกั การ แนวคิด และทฤษฎี ดังน้นั การเรียน การสอนวทิ ยาศาสตร์จึงมงุ่ เน้นใหผ้ ู้เรยี นไดเ้ ปน็ ผ้เู รยี นรู้ และค้นพบด้วยตนเองมากท่สี ดุ น่นั คอื ให้ไดท้ ้ัง กระบวนการและองค์ความรู้ ตัง้ แตว่ ัยแรกเริ่มก่อนเข้าเรียน เมื่ออยู่ในสถานศึกษา และเม่ือออกจากสถานศึกษา ไปประกอบอาชพี แล้ว การจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตรใ์ นสถานศกึ ษามีเป้าหมายสำคัญ (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551) ดงั น้ี 1. เพื่อใหเ้ ขา้ ใจหลักการ ทฤษฎที เ่ี ปน็ พ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์ 2. เพือ่ ให้เขา้ ใจขอบเขต ธรรมชาติ และขอ้ จากดั ของวิทยาศาสตร์ 3. เพอ่ื ใหม้ ีทักษะสำคัญในการศกึ ษาคน้ คว้าทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะใน การสื่อสาร และความสามารถในการตดั สินใจ 5. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และ สภาพแวดล้อมใน เชงิ ท่มี อี ิทธพิ ลและผลกระทบซึง่ กันและกัน 6. เพื่อนำความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสังคม และการ ดำรงชวี ิต 7. เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ในการใช้วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยอี ย่างสรา้ งสรรค์ 1.3 วิสัยทัศนก์ ารเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้ได้รับทั้งความรู้ กระบวนการและเจตคติ ผู้เรียนทุกคน ควรได้รับการกระตุ้นส่งเสริมให้สนใจและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีควา มสงสัยเกิดคำถามในสิ่ง ต่างๆ ที่เกี่ยวกับโลกธรรมชาติรอบตัว มีความมุ่งมั่น และมีความสุข ที่จะศึกษาค้นคว้า สืบเสาะหาความรู้เพื่อ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ผล นำไปสู่คำตอบของคำถามสามารถตดั สินใจด้วยการใช้ขอ้ มูลอย่างมเี หตุผล สามารถ ส่ือสารคำถาม คำตอบ ขอ้ มูลและสง่ิ ที่ค้นพบจากการเรียนรูใ้ หผ้ ู้อ่ืนเขา้ ใจได้ การเรียนรู้วิทยาศาสตรเ์ ปน็ การเรียนร้ตู ลอดชีวติ เนอื่ งจากความรู้วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโลก ธรรมชาติ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกคนจึงต้องเรียนรู้ เพื่อนำผลการเรียนรูไ้ ปใช้ในชวี ติ และประกอบ อาชีพ เมื่อผู้เรียนได้เรียนวทิ ยาศาสตร์โดยไดร้ ับการกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้น ท้าทายกับการเผชิญสถานการณ์ หรือปัญหา มีการร่วมกันคิด ลงมือปฏิบัติจริง ก็จะเข้าใจและเห็นความเชื่อมโยง ของวิทยาศาสตร์กับวิชาอ่ืน และชวี ติ ทำให้สามารถอธบิ าย ทำนาย คาดการณส์ ง่ิ ตา่ งๆ ได้อย่างมีเหตผุ ล การพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรื่อง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง

9 การประสบความสำเร็จในการเรียนวิทยาศาสตร์จะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ มุ่งมั่นที่จะสังเกต สำรวจตรวจสอบ สืบค้นความรู้ที่มีคุณค่าเพิ่มเติมอย่างไม่หยุดยั้ง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงต้อง สอดคล้องกับสภาพจริงในชีวิต โดยใช้แหล่งเรียนรู้หลากหลายในท้องถิ่น และคำนึงถึงผู้เรียนที่มีวิธีการเรียนรู้ ความสนใจและความถนดั แตกต่างกนั การเรียนรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน เป็นการเรียนรู้เพื่อความเข้าใจ ซาบซึ้งและเห็ นความสำคัญ ของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้หลายๆ ด้าน เป็นความรู้แบบ องค์รวม อันจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ต่างๆ และพัฒนาคุณภาพชีวิต มีความสามารถในการจัดการ และร่วมกัน ดูแลรักษาโลกธรรมชาติอย่างยั่งยืน (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551) 1.4 แนวทางการจดั การเรียนรู้ พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ฉบบั แก้ไขเพิ่มเตมิ พ.ศ.2545 ในหมวดที่ 4 แนวทางการ จัดการศกึ ษา มาตรา 22 ระบวุ า่ การจดั การศึกษาต้องยึดหลักว่า ผเู้ รยี นทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองได้ และถอื ว่าผู้เรียนมคี วามสำคัญทส่ี ุดกระบวนการจัดการศึกษา ตอ้ งส่งเสริมให้ผ้เู รียนสามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา 23 เน้นการจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ให้ ความสำคัญของการบูรณาการความรู้คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ตามความเหมาะสมของระดับการศึกษา โดยเฉพาะความรู้และทกั ษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ ความเข้าใจ และประสบการณ์เรื่อง การจัดการ การบำรุงรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน ในส่วน ของการจัดการเรียนกระบวนการเรียนรู้ มาตรา 24 ได้ระบุให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดงั น้ี 1. จดั เน้ือหาสาระและกจิ กรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรยี น โดยคำนึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล 2. ฝึกทกั ษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้ใช้เพื่อป้องกัน และแกไ้ ขปัญหา 3. จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติ ให้ทำได้คิดเป็น ทำเป็นรักการ อา่ นและเกิดการใฝร่ ้อู ย่างต่อเน่อื ง 4. จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วน สมดุล รวมทั้งปลูกฝัง คณุ ธรรม ค่านิยมทีด่ งี ามและคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคไ์ วใ้ นทกุ วิชา 5. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนการสอนและอำนวย ความสะดวก เพือ่ ใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ ท้งั นี้ ผู้สอนและผ้เู รียน เรียนรไู้ ปพรอ้ มกันจากสื่อการ เรยี นการสอนและแหลง่ วิทยาการประเภทตา่ ง ๆ การพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เรื่อง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง

10 6. จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทกุ ฝา่ ย เพ่อื ร่วมกันพัฒนาผเู้ รยี นตามศกั ยภาพ ดังนน้ั ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์นอกจากจะต้องเนน้ กระบวนการและวิธีการสอน ที่หลากหลายแล้ว ในส่วนของจิตวิทยาศาสตร์หรือเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะมุ่งให้ เกิดกับผู้เรียนควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นบุคคลที่สามารถทำงานร่วมกับบุคคลอื่นได้ดีมีประสิทธิภาพ (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551) 1.5 องคป์ ระกอบของวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงสิ่งที่ควรพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน มีองค์ประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ เจตคติทาง วิทยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และความรูห้ รือผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ 1. เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ (Science Attitude) หมายถงึ ความรู้สึกนึกคิดทบี่ ุคคลจะแสดง พฤตกิ รรมทเี่ ตม็ ใจและยินดที ่จี ะเรยี นรู้วิทยาศาสตร์อย่างกระฉับกระเฉง (active learning) 1.1 ชนิดของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ประกอบดว้ ย 2 ส่วนไดแ้ ก่ 1.1.1 เจตคติทางด้านอารมณ์และความรู้สึก (Emotional Attitude) คือ เจตคติที่อยู่บนพื้นฐานของ ความรู้สึกพึงพอใจ ชนื่ ชอบ ซ่งึ นำไปสพู่ ฤตกิ รรมทางบวกทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั วิทยาศาสตร์ 1.1.2 เจตคติด้านปัญญา (Intellectual Attitude) คือ เจตคติที่อยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาความคิด เชิงเหตุผล ซึ้งเกิดขึ้นพร้อมๆ กันหรือขณะเดียวกับที่มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการค้นพบหรือ สร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งครูผู้สอนควรชี้แนะ จัดแนวทางและสื่อการเรียนรู้ อีกทั้งควรใช้วิธีสอนที่สร้าง ปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งครูกบั นกั เรยี นเพ่ือชว่ ยกระตุ้นเจตคตดิ า้ นปัญญา 1.1.3 ความสำคัญ เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์เป็นสง่ิ สำคญั ยงิ่ เน่ืองจากเหตุผล 3 ประการ คือ ประการแรก เจตคตขิ นึ้ กบั ความพร้อมทางจติ ใจ ประการท่ีสอง เจตคติมิใชส่ ่งิ ทม่ี มี าแตก่ ำเนดิ ประการทส่ี าม เจตคติเปน็ ส่งิ ที่เป็นพลวตั ร เจตคติจึงก่อให้เกิดพฤติกรรมเชิงบวกหรือเชิงลบได้ ซึ่งขึ้นกับความพร้อมทางจิตใจ การได้รับ ประสบการณ์ตา่ งๆ ถา้ เดก็ ได้รบั ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ในทางบวกก็จะพฒั นาเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ 2. ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถงึ กระบวนการทางปญั ญา (Intellectual Skills) กอ่ ใหเ้ กิดเปน็ พฤตกิ รรมทเี่ กดิ จากการฝกึ ฝนทง้ั ดา้ นการปฏบิ ตั ิและดา้ นความคิดอย่างมีระบบ 2.1 ชนิดของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ไดแ้ ก่ ทักษะขน้ั พืน้ ฐาน ประกอบด้วยทกั ษะย่อย 8 ทกั ษะ ไดแ้ ก่ ทกั ษะการสงั เกต , ทกั ษะการวัด , ทักษะการ คำนวณ , ทักษะการจำแนกประเภท , ทักษะการหาความสัมพนั ธ์ระหว่างสเปสกบั สเปส และสเปสกบั เวลา , ทกั ษะการจดั กระทำและสอื่ ความหมายข้อมลู , ทักษะการลงความคดิ เห็นจากข้อมลู , ทกั ษะการพยากรณ์ ทกั ษะขัน้ บรู ณาการประกอบด้วยทักษะยอ่ ย 5 ทักษะ ไดแ้ ก่ ทกั ษะการตง้ั สมมติฐาน , ทกั ษะการ การพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

11 กำหนดและควบคุมตัวแปร , ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ , ทักษะการทดลอง , ทักษะการตีความหมาย ขอ้ มูลและการลงขอ้ สรปุ 3. ความรูท้ างวิทยาศาสตร์ (Science Product) หมายถงึ เน้ือหาสาระทางวิทยาศาสตร์ซง่ึ ได้มาจากการ สบื เสาะโดยอาศัยวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 3.1 ข้อเทจ็ จริง เปน็ ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ขัน้ ตำ่ สุดซงึ่ เปน็ พนื้ ฐานของการสร้างความรู้ทาง วทิ ยาศาสตร์ด้านอืน่ ๆ 3.2 มโนติ เป็นคณุ ลกั ษณะรว่ มของวัตถุหรอื ความคิดหรือเหตกุ ารณ์ตา่ งๆ 3.3 หลักการ คือ มโนติทแ่ี สดงความสมั พนั ธ์ในรปู เหตุและผลที่ได้รบั การทดสอบ 3.4 ทฤษฎี เป็นข้อความที่นำหลักการต่างๆ มารวมกันเพื่ออธิบายหรือแสดงความสัมพันธ์หรือทำนาย ปรากฏการณ์หนง่ึ ๆ (สำนักงานยุทธศาสตร์การศกึ ษา. 2551) สรุปสาระและมาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิทยาศาสตร์ เรือ่ ง การถา่ ยทอดพลังงานของส่ิงมีชีวิต ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ไดแ้ ก่ สาระท่ี 7 : ดารา ศาสตร์และอวกาศ มาตรฐาน ว 7.1 : เข้าใจวิวัฒนาการของระบบสุริยะและกาแล็กซี ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบ สุริยะและผลต่อสิง่ มชี วี ิตบนโลก มีกระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ ละจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิง่ ท่ีเรียนรูแ้ ละนำ ความรู้ไปใช้ประโยชน์ 2. ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วข้องกบั การจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) 2.1 ความหมายของการจดั การเรียนร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) คสุ แลนและสโตน (Kusland; & Stone.1972: 138-140) ได้กลา่ ววา่ การสอนแบบสบื เสาะหา ความรู้ เป็นการสอนที่ครูและนักเรียนได้ศึกษาปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์และ จิตวิทยาศาสตร์ หรืออาจให้นิยามเชิงปฏิบัติการของการสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นการสอนที่มี ลกั ษณะดังน้ี 1. ใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสงั เกต การวัด การประมาณค่า การทำนาย การเปรยี บเทียบ การ จำแนกประเภท การทดลอง การส่ือความหมายข้อมูล การลงความคดิ เห็นจากข้อมลู การวิเคราะห์ การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป นักเรียนและครูมีความเคยชินในการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จน เปน็ นิสัย 2. เวลาไมใ่ ช่สงิ่ สำคญั ไมต่ ้องรบี รอ้ นสอนให้จบตามหวั ขอ้ ให้ทันตามกำหนดต้องเรง่ รัดเวลา 3. นกั เรยี นจะต้องไม่ทราบคำตอบลว่ งหน้า ควรเลือกหนังสือเรยี นและคมู่ อื ท่ีถามคำถาม เป็นปัญหาและ เสนอแนะแนวทางในการหาคำตอบแตไ่ ม่บอกคำตอบ 4. นักเรยี นมคี วามสนใจที่จะหาคำตอบ การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรือ่ ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

12 5. เน้ือหาในการสืบเสาะหาความรู้ ไมจ่ ำเป็นต้องต่อเน่ือง หรอื สมั พนั ธก์ ับเน้ือหาทนี่ ักเรยี น ได้เรียนแล้ว หรือกำลังจะเรียนต่อไป 6. การเรียนการสอนเน้นคำถาม คำว่า “ทำไม” ตัวอย่างคำถาม เช่น “เราทราบได้อยา่ งไร” “เราพอใจ กับขอ้ สันนษิ ฐานไหม” และ “เราพอใจกบั ขอ้ สรปุ นไี้ หม” เป็นลักษณะของการ สืบเสาะหาความรู้ 7. ปัญหาบางอย่างจำเป็นต้องระบุให้ชัดเจน และตั้งปัญหาให้แคบเข้ามาจนพอที่จะให้นักเรียน แก้ปัญหาในช้ันเรียนได้ 8. ใหน้ กั เรียนในชัน้ เรียนช่วยกันตัง้ สมมติฐาน เพ่อื เปน็ แนวทางในการสบื เสาะหาความรู้ 9. นกั เรียนมีความรับผิดชอบในการเสนอแนวทางในการเก็บข้อมลู จากการทดลอง การสังเกต การอ่าน และแหล่งขอ้ มลู ท่เี ช่อื ถือได้อนื่ ๆ 10. มีการร่วมมือกันในการประเมินแนวทางในการปฏิบัติการ ระบุข้อสันนิษฐาน ข้อจำกัดและ ความ ยากใหช้ ัดเจนทกุ คร้ัง 11. นักเรียนทำการสำรวจ เก็บข้อมูล โดยช่วยกันทำเปน็ กลุ่มเลก็ ๆ ทำทั้งชั้นและทำเป็น รายบุคคลใน การเก็บข้อมูลเพ่ือทดสอบสมมตฐิ าน 12. นกั เรียนสรุปขอ้ มลู ท่ีได้ และนำไปสกู่ ารสรุปข้อสมมตฐิ าน และใชค้ วามพยายามทจี่ ะให้มี คำอธิบาย ทางวิทยาศาสตรใ์ หไ้ ด้ 13. ขอ้ สรุปและคำอธบิ ายต่าง ๆ เป็นประโยชนใ์ นการนำไปสูห่ ัวข้อ เน้ือหาวิชาวิทยาศาสตร์ ซันด์และโทรบริดจ์ (Sund; & Trowbridge. 1974: 53-55) ได้ใหค้ วามหมายของการสืบเสาะหา ความรู้ว่า เป็นการสอนซึ่งแต่ละบุคคลใช้กระบวนการคิดทางสมอง ซึ่งได้แก่การสังเกต การจัดประเภท การวัดการอธิบาย การอ้างอิง รวมทั้งคุณลักษณะต่างๆ อย่างผู้ใหญ่ ได้แก่ การกำหนดปัญหา การตั้งสมมติฐาน การออกแบบการทดลอง การสังเคราะหค์ วามรู้และจิตวทิ ยาศาสตร์ ครูมีหน้าที่จัดบรรยากาศการสอนให้เอื้อต่อ การเรียนรู้ คิดแก้ปญั หาโดยใช้การทดลองและอภิปรายซกั ถามเป็นกิจกรรมหลกั ในการสอน ภพ เลาหไพบูลย์ (2542: 123) ได้กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการสอนที่เน้น กระบวนการแสวงหาความรู้ ที่จะช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่างๆด้วยตนเอง ให้นักเรียนได้มี ประสบการณ์ตรงในการเรยี นร้เู นื้อหาวชิ า สุวัฒก์ นิยมค้า (2547: 502) ได้กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการสอนที่มีจุดมุ่งหมาย ปลายทางอย่างเดียวกัน อยู่ภายใต้หลักการเดียวกัน เป็นการสอนที่ส่งเสริมให้นักเรียนเป็น ผู้ค้นหาหรือสืบเสาะหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่นักเรียนยังไม่เคยมีความรู้ในสิ่งนั้นมาก่อน โดยใช้ กระบวนการวิทยาศาสตร์ต่างๆ เปน็ เคร่ืองมือ จากความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า การสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการหน่งึ ที่มงุ่ ส่งเสริมให้ผู้เรียน ร้จู ักศกึ ษา ค้นควา้ หาความรู้ คดิ แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง การพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เรอื่ ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

13 อย่างมีระบบของการคิด ใช้กระบวนการของการค้นคว้าหาความรู้ ซึ่งประกอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และจิตวิทยาศาสตร์ ครูมีหนา้ ท่จี ัดบรรยากาศการสอนให้เอ้ือต่อการเรียนรู้ คิดแก้ปัญหาโดยใช้การทดลอง และอภิปรายซักถามเป็นกิจกรรมหลักในการสอน เพื่อให้นักเรียนได้มี ประสบการณ์ตรงในการเรยี นรู้เน้ือหาวิชา ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการสอนท่ี ส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดเป็น ท ำเป็น แก้ปัญหาเป็น โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิ ทยาศาสตร์ ไดอ้ ย่างแทจ้ รงิ 2.2 ขน้ั ตอนในการจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ของ สสวท. (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลย)ี ไดจ้ ัดแบ่งเปน็ 5 ขัน้ ตอนดงั นี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นขั้นที่ครูกระตุ้นเพื่อสร้างความสนใจแก่นักเรียน หรือ ตรวจสอบ/ทบทวนความรแู้ ละประสบการณเ์ ดิมของนักเรยี น เพื่อนำเข้าสกู่ ารเรียนร้บู ทเรียนใหม่ 2. ข้นั สำรวจและคน้ หา (Exploration) เปน็ ข้นั ท่ีนักเรยี นได้ปฏบิ ัติกิจกรรม โดยอาจปฏิบัติเป็นกลุ่มและ รายบุคคล โดยนักเรียนสามารถนำความรู้และประสบการณ์เดิมมาสัมพันธ์กับความรู้ใหม่จึงทำให้นักเรียน สามารถค้นพบหรือสร้างความรดู้ ว้ ยตนเอง โดยครมู บี ทบาทเป็นผู้อานวยความสะดวกในการเรียนรู้เป็นที่ปรึกษา และเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการค้นพบ สร้างความรู้ด้วยตนเอง กล่าวโดยสรุป ขั้นนี้เป็นขั้นที่นักเรียนค้นพบ มโนมติ (Concept) 3. ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) เปน็ ขน้ั ทน่ี กั เรียนอธบิ ายหรอื นาเสนอมโนมตหิ รอื ความรู้ที่นักเรียนค้นพบในขั้นที่ 2 โดยอาจใช้ความรู้และประสบการณ์เดิมเป็นฐานประกอบกับหลักฐาน และ ข้อมูลที่ค้นพบใหม่ ครูมีบทบาทในการตั้งคำถามและให้ความรู้หรือข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้นักเรียนกระจ่างชัด ยิ่งขน้ึ 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นข้ันตอนท่นี ักเรียนประยกุ ตใ์ ช้มโนมติในสถานการณ์ใหม่ หรือในสภาพที่เปน็ จรงิ หรือขยายมโนมตนิ น้ั ๆ ให้กว้างขึ้นจนก่อใหเ้ กิดความรสู้ กึ ลกึ ซ้ึงหรือมโนมติอื่นๆ ทส่ี มั พันธ์ หรอื เกยี่ วขอ้ งกนั 5. ขั้นประเมินผล (Evaluation) เป็นการประเมินการเรยี นรู้ด้วยกระบวนการตา่ งๆ โดยม่งุ ให้ นักเรียนนำความรู้ที่ได้มาประมวลและประยุกต์ใช้ หรือผลการค้นพบมาจัดแสดงเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคดิ ทักษะและเจตคติต่อการท ำกิจกรรมต่างๆ โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันและปฏิสัมพันธ์กับครู อันกอ่ ใหเ้ กิดสังคมแหง่ การเรียนรู้ การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เร่ือง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

14 2.3 บทบาทของครใู นการจดั การเรยี นร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) ลดั ดาวลั ย์ กณั หสวุ รรณ (2546: 9-10) กลา่ ววา่ การสอนแบบสบื เสาะหาความรคู้ รมู บี ทบาทดงั นี้ 1. ต้องร้จู กั ใช้คำถาม 2. ต้องใหก้ ำลงั ใจให้นกั เรียนทมี่ ีความพยายาม 3. อดทนทจี่ ะไมบ่ อกคำตอบ แตต่ ้องกระตุน้ และเสรมิ พลังให้นักเรียนค้นหาคำตอบเอง 4. รู้ว่าธรรมชาติของนักเรียนแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ดังนั้นการถามนำให้นักเรียนที่ อาจจะคิดไม่ เหมอื นกันบางคร้งั อาจต้องบอกให้บ้าง 5. เข้าใจและรคู้ วามหมายของพฤตกิ รรมที่นักเรยี นแสดงออก 6. มีเทคนคิ ในการจดั การใหน้ ักเรียนรว่ มกันแก้ปัญหา 7. อดทนทจ่ี ะฟงั คำถามและคำตอบของนักเรียน แม้วา่ คาถามคำตอบเหลา่ น้นั อาจไมช่ ดั เจน 8. รวู้ ธิ กี ารบรหิ ารจดั การช้ันเรียน ใหน้ ักเรียนมอี ิสระในการคิดการศึกษาคน้ คว้าโดย ไม่เสียระเบียบของ ชั้นเรียน 9. ร้จู กั นำข้อผดิ พลาดมาใชเ้ ปน็ โอกาสในการสรา้ งสรรค์แนวคดิ ในการค้นคว้าทดลองใหม่ ชตุ มิ า วฒั นะคีรี (ม.ป.ป.: 162) ได้กลา่ วถึงบทบาทของครูในการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ไว้ ดังน้ี 1. แนะนำนกั เรียนและกระตนุ้ ความสนใจของนักเรียน 2. จดั เตรียมวัสดุ อุปกรณท์ ่ีจำเป็น 3. คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำขณะที่นักเรียนลงมือปฏิบัติงาน เช่น ถามคำถาม อธิบายข้อข้องใจ บางอยา่ ง 4. แนะนำศัพท์ใหมๆ่ ท่ีพบขณะทำการทดลอง เชน่ ละลาย ขยายตวั แรงดัน อุณหภมู ิ 5. กระตนุ้ ใหน้ กั เรียนบนั ทึกข้อมูล และอภปิ รายผลที่ได้จากการทดลอง 2.4 บทบาทของนักเรยี นในการจดั การเรยี นรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ในกิจกรรมการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ นักเรียนควรมบี ทบาท ดังน้ี 1. พยายามค้นพบส่งิ ทเ่ี รียนรู้ดว้ ยตนเอง 2. ใช้หลักการต่างๆ ใช้ทักษะการสังเกตการใช้เครื่องมือ การดำเนินการทดลอง การบันทึกข้อมูลการ อภิปรายและการสรปุ อันนำไปสูค่ วามคดิ และหลกั เกณฑ์ทีส่ ำคญั ของบทเรยี น 3. แสดงความรูส้ ึกหรอื ความคิดเห็นอยา่ งมีอิสระมีเหตผุ ล 4. พดู ซกั ถาม หรอื โตแ้ ย้งในสิง่ ทนี่ กั เรยี นเชอ่ื มนั่ และมเี หตผุ ล บทบาทของนักเรียนในการสืบเสาะหาความรู้นี้ สสวท. กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า นักเรียนคือผู้ค้นหา คำตอบ การพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เร่อื ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

15 Freedman, Michael (2001) ได้เสนอบทบาทของครูและนักเรียนเพื่อให้สอดคล้องกับขั้นตอน และ ลักษณะของกิจกรรมในการจดั การเรียนรู้แบบกระบวนการสบื เสาะหาความรไู้ ว้ดังตาราง ตาราง 1 บทบาทของครูและนกั เรียนในการจัดการเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) ขนั้ ตอน ลกั ษณะของกจิ กรรม บทบาทของครู บทบาทของนกั เรยี น หรอื สถานการณ์ 1. สร้างความสนใจ 1. สร้างความสนใจ 1. ตัง้ คำถาม (Engage) 1. เชื่อมโยงกับความรู้หรือ 2. สร้างความอยากรู้ 2. ตอบคำถาม ประสบการณ์เดิม อยากเหน็ 3. แสดงความคดิ เหน็ ครูจัดกิจกรรมหรือสร้าง 2. ความรแู้ ปลกใหม่ 3. ตง้ั คำถามกระตุ้นให้ 4. กำหนดปัญหาหรือ สถานการณ์กระตุ้นยั่วยุหรอื นักเรียนไมเ่ คยพบมาก่อน นกั เรียนคดิ เรือ่ งทจ่ี ะสำรวจ ท้าทาย ทำให้นักเรียนสนใจ 3. ยั่วยทุ ้าทายน่าสนใจ 4. ให้เวลานักเรยี นคิด ตรวจสอบใหช้ ดั เจน สงสัยอยากรู้ อยากเห็น 4. เปิดโอกาสให้มีแนว กอ่ นตอบคำถามหรือ 5. แสดงความสนใจ ขัดแยง้ หรือเกดิ ปญั หา ทางการตรวจสอบอยา่ ง ไม่เร่งเร้าในการตอบ และทำให้นักเรียนต้องการ หลากหลาย คำถาม 1. คิดอย่างอิสระแตอ่ ยู่ ศึกษาค้นคว้าทดลองหรือ 5. นำไปส่กู ระบวนการ 5. ดึงเอาคำตอบหรือ ในขอบเขตของกิจกรรม แกป้ ญั หา ตรวจสอบด้วยตนเอง ความคดิ ที่ยังไม่ชัดเจน 2. ตัง้ สมมติฐาน (สำรวจตรวจสอบ) ด้วยตัว นกั เรยี นเอง ไมส่ มบูรณ์ 3. พจิ ารณาสมมตฐิ านท่ี ของนกั เรยี นเอง 6. เปิดโอกาสให้นักเรียน เปน็ ไปไดโ้ ดยการ 1. นกั เรยี นไดเ้ รียนรวู้ ิธี ทำความกระจา่ ง อภิปราย 2. สำรวจและค้นหา แสวงหาความร้ดู ้วยตนเอง ในปัญหาท่ีจะสำรวจ (Explore) 2. นักเรียนทำงานตาม ตรวจสอบ ความคิดอย่างอิสระ ครจู ดั กิจกรรมหรือ 3. นักเรยี นตง้ั สมมตฐิ านได้ 1.เปิดโอกาสให้นักเรยี น สถานการณ์ให้นักเรียน หลากหลาย ไดว้ ิเคราะห์กระบวนการ สำรวจตรวจสอบปญั หา สำรวจตรวจสอบ หรือประเด็นทน่ี ักเรียนสนใจ 2. ซกั ถามเพ่อื นำไปสู่ ใครร่ ู้ การสำรวจตรวจสอบ การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เรือ่ ง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

16 ขั้นตอน ลักษณะของกิจกรรม บทบาทของครู บทบาทของนกั เรียน หรือสถานการณ์ 4. พจิ ารณาข้อมูลและ 3. สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรียนได้ 4. ระดมความคดิ เห็นใน ขอ้ เทจ็ จริงท่ปี รากฏแล้ว ทางานร่วมกนั การแก้ปัญหาในการ กำหนดสมมติฐานทเี่ ป็นไป 4. ให้เวลานักเรียนใน สำรวจตรวจสอบ ได้ การคิดไตร่ตรองปญั หา 5. ตรวจสอบสมมติฐาน 5. นกั เรยี นวางแผนแนว 5. สังเกตการทางานของ อยา่ งเปน็ ระบบขน้ั ตอน ทางการสำรวจตรวจสอบ นกั เรียน ถกู ต้อง 6. นักเรยี นวิเคราะห์ 6. ฟงั การโต้ตอบกนั ของ 6. บันทกึ การสังเกตหรอื อภปิ รายเกย่ี วกับ นักเรียน ผลการสำรวจตรวจสอบ กระบวนการสำรวจ 7. ทาหนา้ ท่ีในการให้ อยา่ งเป็นระบบละเอียด ตรวจสอบ คำปรึกษา รอบคอบ 7. นักเรียนไดล้ งมือปฏบิ ตั ิ 8. อำนวยความสะดวก 7. กระตอื รือร้น มุง่ ม่นั ในการสำรวจตรวจสอบ ในการสำรวจ 3. อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explain) ครจู ัดกจิ กรรมหรือ 1. นกั เรียนนำขอ้ มลู ทไ่ี ด้ 1. สง่ เสริมให้นักเรียนได้ 1. อธบิ ายการแก้ปญั หา สถานการณ์ใหน้ ักเรยี น จากการสำรวจตรวจสอบ อธิบายผลการสำรวจ หรอื ผลการสำรวจ วิเคราะห์ อธิบายความรู้ มานาเสนอในลักษณะ ตรวจสอบและแนวคดิ ตรวจสอบทไี่ ด้ หรอื อภปิ รายซักถาม 1.1 วเิ คราะหแ์ ปลผล ด้วยคำพดู ของนักเรยี น 2. อธบิ ายผลการสำรวจ แลกเปล่ียนความคิดเห็น 1.2 สรุปผล เอง ตรวจสอบสอดคล้องกบั ซึ่งกันและกนั เกีย่ วกับส่ิงท่ีได้ 1.3 อภปิ ราย 2. ให้นกั เรียนอธบิ ายโดย ข้อมลู เรียนรู้เพื่อให้นักเรียนได้ 2. นักเรียนนำเสนอผลงาน เชื่อมโยงประสบการณ์ 3. อธบิ ายแบบเชอ่ื มโยง พัฒนาความรู้ความเข้าใจใน ในรปู แบบตา่ งๆเชน่ รูป ความรู้เดิมและสง่ิ ที่ได้ สัมพนั ธ์และมเี หตผุ ล องค์ความรทู้ ไ่ี ดอ้ ย่างชัดเจน วาดตารางแผนผัง เรียนรู้หรือสิ่งที่ได้ค้นพบ หลักการ 3. มกี ารอภิปรายซักถาม เขา้ ดว้ ยกัน 4. ฟังการอธิบายของ แลกเปลยี่ นความคิดเหน็ 3. ใหน้ กั เรียนอธิบายโดย ผ้อู ่นื แลว้ คดิ วเิ คราะห์ เกี่ยวกับผลงานของ มีเหตผุ ลหลักการหรือ 5. อภปิ รายซักถาม นกั เรียน หลักฐานประกอบ เก่ียวกับส่งิ ทเ่ี พอ่ื น 4. มีการพสิ จู นต์ รวจสอบ 4. ให้ความสนใจกับ อธบิ าย ให้แนใ่ จ คำอธิบายของนักเรียน การพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เร่ือง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

17 ข้ันตอน ลกั ษณะของกิจกรรม บทบาทของครู บทบาทของนกั เรยี น หรือสถานการณ์ 4. ขยายความรู้ 1. สง่ เสริมใหน้ ักเรยี น 1. ใช้ข้อมูลจากการ (Elaborate) 1. ให้นกั เรยี นเช่อื มโยง อธิบายอยา่ งละเอียด สำรวจตรวจสอบไป ครูจดั กิจกรรมหรือ ความรเู้ ดมิ ไปสคู่ วามรู้ใหม่ ชดั เจนสมบูรณ์และ อธิบายหรอื ทักษะจาก สถานการณ์ท่ใี ห้นกั เรยี นได้ 2. ให้นกั เรยี นได้อธิบาย อภิปรายแสดงความ การสำรวจตรวจสอบไป ขยายความรู้เพิ่มเติม หรอื และรว่ มอภปิ รายแสดง คดิ เหน็ เพ่ิมเติมหรือเตมิ ใชใ้ นสถานการณ์ใหมท่ ่ี เติมเต็มองค์ความรูใ้ หม่ให้ ความคิดเหน็ เพมิ่ เติม หรอื เต็มหรือขยาย คล้ายกับสถานการณ์เดิม กว้างขวางสมบรู ณ์กระจ่าง เติมเต็มเพื่อให้ได้ แนวความคิด และทกั ษะ 2. นำขอ้ มูลจากการ และลกึ ซ้ึงยิ่งข้ึน องค์ความรูท้ ่ีสมบูรณ์ จากการสำรวจ สำรวจตรวจสอบไปสร้าง กระจ่างหรือลกึ ซึง้ ขนึ้ ตรวจสอบ ความรใู้ หม่ 5. ประเมินผล 3. ใหน้ กั เรียนศึกษา 2. สง่ เสริมให้นกั เรยี น 3. นำความรูใ้ หม่ (Evaluate) ค้นควา้ หรือทดลองเพ่ิมขน้ึ เชือ่ มโยงความรู้จากการ เชอื่ มโยงกับความรู้เดิม ครูจัดกจิ กรรมหรือ 4. ใหน้ กั เรียนนำความร้ทู ่ี สำรวจตรวจสอบกับ เพือ่ อธิบายหรือนำไปใช้ สถานการณ์ทเ่ี ปดิ โอกาสให้ ไดไ้ ปประยกุ ต์ใชใ้ นเรือ่ ง ความร้อู ืน่ ๆ ในชีวติ ประจำวนั นักเรียนวเิ คราะห์ วิจารณ์ อน่ื ๆ 3. ร่วมอภิปรายแสดง หรอื อภิปรายซักถาม ความคิดเหน็ เพมิ่ เติม 1. วิเคราะหก์ ระบวน แลกเปลย่ี นองคค์ วามรซู้ ึ่งกัน มีการตรวจสอบความ หรือเติมเต็มหรือขยาย การสร้างองคค์ วามรู้ของ และกนั ในเชิงเปรียบเทียบ ถูกต้อง ความชัดเจน กรอบความรู้ความคดิ ตนเอง ประเมนิ ปรับปรงุ เพมิ่ เติม ความสมบูรณข์ อง 2. ถามคำถามที่ หรอื ทบทวนใหม่ กระบวนการและองค์ 1. ถามคำถามเพ่อื เกยี่ วขอ้ งจากการสังเกต ความร้ทู ่ีไดโ้ ดย นำไปสูก่ ารประเมิน หลกั ฐานและคำอธิบาย 1. วิเคราะห์แลกเปลี่ยน 2. สง่ เสรมิ ให้นักเรียน เพ่ือความเข้าใจท่ีถูกต้อง เรียนรู้ซ่งึ กนั และกัน ประเมินกระบวนการ ชดั เจนสมบูรณ์และอาจ 2. วจิ ารณห์ รอื อภปิ ราย และผลงานด้วยตนเอง 3. ใหน้ ักเรียนวเิ คราะห์ สง่ิ ทค่ี วรปรบั ปรุงแก้ไข ในการสำรวจตรวจสอบ การพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เรือ่ ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

18 ขัน้ ตอน ลกั ษณะของกจิ กรรม บทบาทของครู บทบาทของนักเรยี น หรือสถานการณ์ ทงั้ กระบวนการและองค์ ทัง้ กระบวนการและองค์ นำไปสกู่ ารสำรวจ ความรู้ เพอื่ เปรียบเทียบประเมนิ ความรู้ทีไ่ ด้ ตรวจสอบใหม่ ปรบั ปรุง 3. ประเมนิ กระบวนการ 3. เปรยี บเทียบผลการ และองค์ความรู้ของ สำรวจตรวจสอบกับ ตนเอง สมมตฐิ านท่กี ำหนดไว้ จากบทบาทหน้าที่ของครูในการสอนแบบกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ จึงสรุปได้ว่า ครูเป็นผู้สร้าง สถานการณ์ หรือปัญหาให้กับนักเรียน และเปิดโอกาสให้นกั เรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ด้วยตัวนักเรยี น เอง ครเู ปน็ ผู้จัดหาวสั ดอุ ุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกให้การศึกษาค้นคว้าและเป็นผู้ถามคำถามต่างๆ ที่จะช่วย ให้นักเรียนสามารถสรุปความรู้ได้ด้วยตนเอง ส่วนนักเรียนควรเป็นผู้ศึกษาหาความรู้โดยการทำการทดลอง สงั เกตบนั ทกึ ข้อมลู และสรุปความร้ทู ่ีได้ด้วยตนเอง 2.5 ขอ้ ดีและขอ้ จำกดั ของการจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) ภพ เลาหไพบูลย์ (2542: 156-157) ไดใ้ หข้ ้อเสนอแนะเกี่ยวกบั ข้อดีและข้อจำกดั ของการสอน แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ไว้ดังนี้ ขอ้ ดีของการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) มีดังน้ี 1. นักเรียนมีโอกาสได้พัฒนาความคิดอย่างเต็มท่ี ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จึงมีความอยาก เรยี นรอู้ ยู่ตลอดเวลา 2. นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกความคิดและฝึกการกระทำ ทำให้ได้เรียนรู้วิธีจัดระบบความคิด และวิธีเสาะ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทำให้ความรู้คงทนและถ่ายโยงการเรียนรู้ได้ กลา่ วคอื ทำให้สามารถจดจำได้นานและ นำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้ 3. นักเรียนเปน็ ศนู ย์กลางของการเรียนการสอน 4. นกั เรียนสามารถเรยี นรู้มโนมตแิ ละหลักการทางวิทยาศาสตรไ์ ดเ้ ร็วขึ้น 5. นกั เรยี นจะเป็นผมู้ ีเจตคติท่ดี ตี ่อการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ ขอ้ จำกัดของการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ มีดังนี้ 1. ใชเ้ วลามากในการสอนแต่ละคร้ัง การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เร่อื ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

19 2. ถ้าสถานการณ์ที่ครูสร้างขึ้นไม่ทำให้น่าสงสัยแปลกใจ จะทำให้นักเรียนเบื่อหน่าย และถ้าครู ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ในการสอน วิธีนี้มุ่งควบคุมพฤติกรรมของนักเรียนมากเกินไปจะทำใหน้ ักเรียนไม่มีโอกาส ได้สบื เสาะหาความรู้ด้วยตนเอง 3. นักเรียนที่มีสติปัญญาต่ำและเนื้อหาวิชาค่อนข้างยาก นักเรียนอาจจะไม่สามารถศึกษาหาความด้วย ตนเองได้ 4. นักเรียนบางคนท่ียังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ ทำให้ขาดแรงจูงใจท่ีจะศึกษาปัญหาและนักเรียนทีต่ ้องการแรง กระตุ้นเพ่ือให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนมากๆ อาจจะพอตอบคำถามได้ แต่นักเรียนจะไม่ประสบ ความสำเร็จในการเรียนด้วยวธิ นี ้ีเทา่ ท่ีควร 5. ถา้ ใช้การสอนแบบน้อี ย่เู สมอ อาจทำให้ความสนใจของนกั เรยี นในการศึกษาคน้ ควา้ ลดลง ลัดดาวัลย์ กัณหสุวรรณ (2546: 9) ได้กล่าวว่าการเรียนรู้ด้วยการสืบเสาะหาความรู้ จะสามารถพัฒนา นกั เรยี นดงั นี้ 1. นักเรียนจะมีส่วนร่วมและเป็นริเร่มิ 2. นักเรียนจะพฒั นากระบวนการแกป้ ัญหาการตดั สนิ ใจ 3. นักเรยี นจะพฒั นาทกั ษะในการศึกษาคน้ คว้าและวจิ ยั สามารถใชท้ ักษะนี้ในการดำรงชีวติ ได้ 4. นักเรียนจะมีโอกาสทำงานร่วมกับเพื่อนในการแก้ปัญหา และแลกเปลี่ยนความคิดความรู้และ ประสบการณ์กับเพ่อื น 5. นกั เรยี นจะได้พัฒนาความรับผดิ ชอบโดยจะต้องรบั ผดิ ชอบการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) นั้น เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่จะได้ผลดี เนื่องจาก นักเรียนได้ใช้ความคิด ลงมือทดลองและสรุปผลการทดลอง หรือทำกิจกรรมด้วยตนเอง โดยทำให้ นักเรียนสามารถเข้าใจจดจำในสิ่งที่ได้เรียนรู้ได้อย่างคงทน คือ เข้าใจและจดจำได้นาน นอกจากนี้นักเรียนยัง สามารถเกิดทกั ษะที่ได้จากการเรียนรู้อกี ด้วย เช่น ทักษะการทดลอง การลงสรุปจากขอ้ มูล การทำกิจกรรมกลุม่ แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด และประสบการณ์กับผู้อื่น เป็นต้น วิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ในการทดลองครั้งนี้ใช้ตามรูปแบบของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซ่ึงแบ่งเป็น 5 ข้ันตอน ไดแ้ ก่ ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และขั้นประเมินผล (Evaluation) ซึ่งจะเน้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาหาความรู้ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ จนสามารถสรุปความรู้ เห็นความสำคัญและ เชือ่ มโยงกบั ชวี ติ ประจำวันได้ การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรอ่ื ง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง

20 2.6 งานวิจยั ที่เกยี่ วขอ้ งกบั การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) รจนา วิเศษวงษา (2554) ได้วิจัยการพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัย พบว่า นักเรยี นมผี ลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนหลงั เรยี นสงู กว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั .01 รัชฏา ศิลม่นั (2552) การประยกุ ตใ์ ชก้ ิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5Es เพอ่ื พฒั นาสมรรถนะทาง วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 69 (คลองหลวง) จังหวัดปทุมธานี ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5Es มีการเปลี่ยนแปลง คะแนนสมรรถนะทางวทิ ยาศาสตร์ในภาพรวมกอ่ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบ 5E ระหว่างการจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบ 5Es และหลังการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบ 5Es แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิ ที่ระดับ .05 โดยคะแนนสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์เฉลี่ยท้ัง 3 องค์ประกอบเพิ่มข้ึน ตลอดระยะของการวัด สมรรถนะทางวิทยาศาสตรท์ ั้ง 4 ครง้ั วันดี จูเปี่ยม (2556) ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5Es ของ นักเรยี นชมรมนกั วทิ ยาศาสตร์นอ้ ยระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบวา่ นักเรยี นชมรม นักวิทยาศาสตร์น้อย ระดับชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 มีทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์สูงขึ้นเม่ือใช้การจัดการ เรยี นรูด้ ้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ บบ 5Es สรรฤดี ดีปู่ (2554) การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ใน รายวิชา 4000101 วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ระดับปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏ เพชรบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่า ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวิชา 4000101 วิทยาศาสตร์ในชวี ิตประจำวนั ของนกั ศกึ ษา ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ สูงกว่าก่อน เรยี น อย่างมีนยั สำคัญทางสถิติ ทร่ี ะดบั .05 อดุลย์ คำมิตร (2554) การพัฒนาชุดการเรียนการสอนที่เน้นวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) และ เทคนิคเอสคิวสามอาร์ เรื่อง สารและสมบัติของสาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัยพบว่า คะแนนหลังเรยี นด้วยชดุ การเรยี นการสอนทเี่ น้นวธิ ีสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es) หลังเรียนสูง กวา่ กอ่ นเรยี น อย่างมนี ัยสำคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .01 นุชนาท สิงหา (2554) ผลการใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรูแ้ บบ 5Es ร่วมกับเทคนิคการจัดแผนผงั มโนทัศน์ เรื่อง ไฟฟ้าเคมี ที่มีตอ่ ความสามารถในการคดิ วิเคราะหแ์ ละผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน ของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ท่ี เรียนด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้แบบ 5Es ร่วมกับเทคนิคการจัดแผนผังมโนทัศน์ เรื่องไฟฟ้าเคมี หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรยี นอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิท่รี ะดบั .01 ระเบียบ อนันตพงศ์ (2550) ผลการใช้วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง สนามของแรง และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นผสมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรื่อง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

21 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จังหวัดสงขลา พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน และมีความแตกต่างกันอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติท่รี ะดับ .01 ภัทราภรณ์ พิทักษ์ธรรม (2553) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และเจตคติต่อวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รั บการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้กิจกรรมการสร้างแผนภูมิมโนทัศน์กับการสอนตามคูม่ ือครู ผลการวิจัยพบวา่ นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ โดยใช้กจิ กรรมการสร้างแผนภูมิมโนทศั น์กับการสอนตามคู่มือครู มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าสังคมศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่ได้รับ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ โดยใช้กิจกรรมการสร้างแผนภูมิมโนทัศน์กับการสอนตามคู่มือครู มีเจตคติต่อ วิชาสังคมศึกษาแตกต่างกันอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ทิ ี่ระดบั .01 ธนพล กลิ่นเมือง (2550) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการใช้รูปแบบการสอน 5Es ในหน่วยการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ โดยบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีต่อความสามารถในการทำโครงงานและเจตคติต่อภูมิ ปัญญา ท้องถิ่นของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละความสามารถในการทำโครงงานสูงกว่าเกณฑ์ท่ี กำหนด คอื สูงกวา่ ร้อยละ 70.20 และนักเรียนมคี ะแนนเฉลยี่ เจตคติตอ่ ภมู ิปัญญาทอ้ งถิน่ อยู่ในระดบั ดี จากงานวจิ ัย สรปุ ไดว้ ่า รูปแบบการสอนโดยกระบวนการสบื เสาะหาความรู้ (5Es) ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สามารถคิดแบบองค์รวม สามารถคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น เรียนรู้ร่วมกับผู้อ่ืน อยา่ งมคี วามสุขและส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์สูงขึ้น 3. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยทีเ่ กยี่ วข้องกบั เวป็ ไซต์ 3.1 ความหมายของเว็ปไซต์ เวป็ ไซต์ คือ การใชค้ อมพิวเตอร์ร่วมกับโปรแกรมซอฟต์แวรใ์ นการส่ือความหมายโดยการ ผสมผสานสื่อ หลายชนิด เชน่ ข้อความ กราฟิก (Graphic) ภาพเคล่ือนไหว (Animation) เสียง (Sound) และ วีดิทัศน์ (Video) เป็นต้น และถ้าผู้ใช้สามารถที่จะควบคุมสื่อให้นำเสนอออกมาตาม ต้องการได้จะเรียกว่า เว็ปไซต์ปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) การปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้ สามารถจะกระทำได้โดยผ่านทาง คีย์บอร์ด (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) เป็นต้น การใช้เว็ปไซต์ในลักษณะปฏิสัมพันธ์ก็เพ่ือ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้หรือทำกิจกรรม รวมถึงดูสื่อต่าง ๆ ด้วยตนเองได้ สื่อต่างๆ ที่นำมารวมไว้ในเว็ปไซต์ เช่น ภาพ เสยี ง วดี ิทัศน์ จะชว่ ยให้เกิด ความหลากหลายในการใช้คอมพวิ เตอรอ์ ันเป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ใน แนวทางใหม่ที่ท าให้การใช้ คอมพิวเตอร์น่าสนใจ และเร้าความสนใจ เพิ่มความสนุกสนานในการเรียนรู้ มาก ยง่ิ ข้นึ พรพิไล เลศิ วชิ า (2542, น. 11 ) กลา่ ววา่ เวป็ ไซต์ หมายถึง สือ่ สมยั ใหม่ท่สี ำคญั มาก อย่างหนึ่งในจำนวน เทคโนโลยีสารสนเทศทง้ั หลาย ซึง่ ไดน้ ำเอาความก้าวหน้าของเทคโนโลยดี ิจิทัลมาใช้ในวงการศึกษา เว็ปไซต์ได้ใช้ คอมพิวเตอร์นำเอา ขอ้ ความ ภาพ เสยี ง ทางจอและลำโพง ผสมผสานกนั รวมทง้ั การควบคมุ การแสดงผลของส่ือ เหล่านั้นด้วยโปรแกรม สั่งงานคอมพิวเตอร์ ทำให้สื่อเหล่านี้มีลักษณะพิเศษขึ้นมีพลังในการสื่อสารอย่างมีชีวิต การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เรอื่ ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

22 มากกว่าท่จี ะเกิดกบั อปุ กรณ์อยา่ งอ่ืน กิดานันท์ มลิทอง (2548, น. 267) กล่าวว่า แอปพลิเคชนั หมายถึง การนำ สื่อหลาย ๆ ประเภท มาใช้รวมกันทั้งวัสดุอุปกรณ์ และวิธีการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดต่อ การสอน โดยการใช้สื่อแต่ละอย่างตามลำดับขั้นตอนของเนื้อหา มีการนำคอมพิวเตอร์มาร่วมด้วย เพื่อการผลิต หรือควบคมุ การทำงานต่าง ๆ ในการนำเสนอข้อมูล ทงั้ ตวั อักษร ภาพ กราฟกิ ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวแบบวีดี ทัศน์ และเสยี ง ณัฐวุฒิ บญุ บรรลุ (2559, น. 32) มัลตมิ เี ดียสามารถจำแนกองค์ประกอบของสือ่ ต่าง ๆ ได้ เป็น 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้อความหรือตัวอักษร (Text) ภาพนิ่ง (Still Image) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) เสียง (Sound) และภาพวิดีโอ (Video) แล้วนำมาผสมผสานเข้าด้วยกันเพื่อใช้สำหรับ การปฏิสัมพันธ์หรือโต้ตอบ (Interaction) ระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้ซึ่งถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ผู้ใช้ สามารถเลือกกระทำต่อมัลติมีเดียได้ ตามต้องการตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ได้ทำการเลือกรายการและตอบ คำถามผ่านทางจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นระบบคอมพิวเตอร์ก็จะทำการประมวลผลและแสดงผลลัพธ์ย้อนกลับผ่านทางจอภาพให้ผู้ใช้เป็นอีกคร้ัง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือและรูปแบบ ที่จะ นำมาประยุกต์ใช้งาน ตัวอย่างเช่น การสร้างปุ่มเมนูหรือข้อความที่มีสีแตกต่างจากข้อความปกติ เมื่อผู้ใช้มี ปฏิสัมพันธ์กับส่วนนี้ ระบบก็จะเชื่อมโยงไปยังส่วนอื่น ๆที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้ง ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงหรือวิดีโอ ตามที่ได้มีการออกแบบไว้ล่วงหน้าแล้ว ดังนั้น จึงถือ ได้ว่าการปฏิสัมพันธ์ใน มัลติมีเดียเปน็ ส่วนหน่ึงท่มี ีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าส่วนอื่นๆ สำหรับหวั ข้อ ย่อยของเน้ือหาสว่ นนี้ ประกอบด้วย 1. ขอ้ ความหรือตวั อกั ษร (Text) 2. ภาพน่งิ (Still Image) 3. ภาพเคลื่อนไหว (Animation) 4. เสียง (Sound) 5. ภาพวดิ โี อ (Video) 3.2 ประเภทของเวป็ ไซต์ 3.2.1 ข้อความหรือตัวอักษร (Text) ข้อความหรือตัวอักษรถือว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของ มัลติมีเดีย ระบบมัลติมีเดียที่นำเสนอผ่านจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากจะมีรูปแบบและสีของ ตัวอักษรให้เลือกมากมาย ตามความต้องการแล้วยังสามารถกำหนดลักษณะของการปฏิสัมพันธ์ (โต้ตอบ) ในระหว่างการนำเสนอได้อีกด้วย ข้อความ เป็นส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหาของมัลติมีเดีย ใช้แสดงรายละเอียด หรือ เนอ้ื หาของ เรอ่ื งท่นี ำเสนอ ซ่งึ ปัจจุบัน มีหลายรปู แบบ ไดแ้ ก่ 3.2.1.1 ข้อความที่ได้จากการพิมพ์ เป็นข้อความปกติที่พบได้ทั่วไป ได้จากการพิมพ์ด้วย โปรแกรมประมวลผลงาน (Word Processor) เช่น NotePad, Text Editor, Microsoft Word โดย ตัวอักษร แต่ละตวั เกบ็ ในรหสั เช่น ASCII 3.2.1.2 ข้อความจากการสแกน เป็นข้อความในลักษณะภาพ หรือ Image ได้จากการนำ เอกสารที่พิมพ์ไว้แล้ว (เอกสารต้นฉบับ) มาทำการสแกน ด้วยเครื่องสแกนเนอร์ (Scanner) ซึ่งจะได้ผลออกมา เปน็ ภาพ (Image) 1 ภาพ ปจั จุบนั สามารถแปลงขอ้ ความภาพ เป็นข้อความปกติได้ โดย อาศัยโปรแกรม OCR 3.2.1.3 ข้อความอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เป็นข้อความท่พี ัฒนาใหอ้ ยใู่ นรูปของส่อื ที่ใช้ประมวลผลได้ การพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น เรอ่ื ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

23 3.2.1.4 ขอ้ ความไฮเปอร์เท็กซ์ (Hypertext) เป็นรูปแบบของขอ้ ความ ท่ีได้รับความนยิ มสูงมาก ในปัจจุบันโดยเฉพาะการเผยแพร่เอกสารในรูปของเอกสารเว็บ เนื่องจากสามารถใช้เทคนิคการลิงค์ หรือเชื่อม ขอ้ ความไปยงั ขอ้ ความ หรอื จุดอ่นื ๆ ได้ 3.2.1.5 ภาพนิ่ง (Still Image) ภาพนิ่งเป็นภาพที่ไม่มีการเคลื่อนไหว เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด และภาพลายเส้น เป็นต้น ภาพนิ่งนับว่ามีบทบาทต่อระบบงานมัลติมีเดียมากกว่าข้อความหรือตัวอักษร ทั้งนี้ เนื่องจากภาพจะ ให้ผลในเชิงการเรียนรู้หรือรับรู้ด้วยการมองเห็นได้ดีกว่า นอกจากนี้ยังสามารถถ่ายทอด ความหมายได้ ลึกซึ่งมากกว่าข้อความหรือตัวอักษรนั่นเองซึ่งข้อความหรือตัวอักษรจะมีข้อจำกัดทางด้านความ แตกต่างของแต่ละภาษา แต่ภาพนั้นสามารถสื่อความหมายได้กับทุกชนชาติ ภาพนิ่งมักจะแสดงอยู่บนสื่อชนิด ตา่ ง ๆ เชน่ โทรทัศน์ หนงั สือพมิ พห์ รอื วารสารวชิ าการ เปน็ ต้น 3.2.2 ภาพกราฟิก (Graphics) เป็นสื่อในการนำเสนอที่ดี เนื่องจากมีสีสรร มีรูปแบบที่น่าสนใจ สามารถสอ่ื ความหมายไดก้ ว้าง 3.2.2.1 ภาพบติ แมพ (Bitmap) เป็นภาพทมี่ ีการเก็บข้อมลู แบบพิกเซล หรือจุดเล็ก ๆ ที่ แสดง ค่าสี ดังนั้นภาพหนึ่ง ๆ จึงเกิดจากจุดเล็ก ๆ หลายๆ จุดประกอบกัน (คล้าย ๆ กับการปัก ผ้าครอสติก) ทำให้ รูปภาพแต่ละรูป เก็บข้อมูลจำนวนมาก เมื่อจะนำมาใช้ จึงมีเทคนิคการบีบอัด ข้อมูล ฟอร์แมตของภาพบิตแมพ ทรี่ ้จู กั กนั ดี ได้แก่ .BMP, .PCX, .GIF, .JPG, .TIF 3.2.2.2 ภาพเวกเตอร์ (Vector) เป็นภาพท่ีสร้างดว้ ยส่วนประกอบของเสน้ ลักษณะต่าง ๆ และ คุณสมบัติเกี่ยวกับสีของเส้นนั้น ๆ ซึ่งสร้างจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น ภาพของคน ก็จะถูกสร้างด้วย จดุ ของเส้นหลาย ๆ จดุ เปน็ ลักษณะของโครงรา่ ง (Outline) และสีของคนก็เกดิ จากสี ของเสน้ โครงรา่ งนัน้ ๆ กับ พื้นที่ผิวภายในนั่นเอง เมื่อมีการแก้ไขภาพ ก็จะเป็นการแก้ไขคุณสมบัติของเส้น ทำให้ภาพไม่สูญเสียความ ละเอียด เมื่อมีการขยายภาพนัน่ เอง ภาพแบบ Vector ที่หลาย ๆ ท่าน คุ้นเคยก็คือ ภาพ .wmf ซึ่งเป็น clipart ของ Microsoft Office นั่นเอง นอกจากนี้คุณจะสามารถพบ ภาพฟอร์แมตนี้ได้กับภาพในโปรแกรม Adobe Illustrator หรอื Macromedia Freehand 3.2.2.3 คลิปอาร์ต (Clipart) เป็นรูปแบบของการจัดเก็บภาพ จำนวนมาก ๆ ในลักษณะ ของ ตารางภาพ หรือห้องสมดุ ภาพ หรือคลังภาพ เพอื่ ให้เรียกใช้ สืบค้น ได้ง่าย สะดวก และรวดเรว็ 3.2.2.4 HyperPicture มักจะเป็นภาพชนิดพิเศษ ที่พบได้บนแอปพลิเคชัน มีความสามารถ เชื่อมโยงไปยังเนื้อหา หรือรายละเอียดอื่น ๆ มีการกระทำ เช่น คลิก (Click) หรือเอาเมาส์มาวางไว้ เหนือตำแหน่งที่ระบุ (Over) สำหรับการจัดหาภาพ หรือเตรียมภาพ ก็มีหลายวิธี เช่น การสร้าง ภาพเอง ด้วยโปรแกรม สร้างภาพ เช่น Adobe Photoshop, PhotoImpact, CorelDraw หรอื การนำภาพจากอุปกรณ์ เชน่ กลอ้ งถ่ายภาพดจิ ติ อล, กล้องวิดีโอดจิ ติ อล หรือสแกนเนอร์ การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เรือ่ ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

24 3.2.3 ภาพเคลอื่ นไหว (Animation) ภาพเคลอื่ นไหว หมายถึง ภาพกราฟิกที่มกี ารเคล่ือนไหวเพ่ือแสดง ขั้นตอนหรือปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น การเคลื่อนที่ของอะตอมในโมเลกุล หรือการ เคลื่อนที่ของลูกสูบ ของเครื่องยนต์ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดแรงจูงใจจากผู้ชม การผลิต ภาพเคลือ่ นไหวจะต้องใช้โปรแกรมที่มีคุณสมบตั ิเฉพาะทางซึ่งอาจมปี ัญหาเกิดขึ้นอยู่บา้ งเก่ียวกับ ขนาดของไฟล์ ที่ตอ้ งใชพ้ ื้นที่ในการจัดเก็บมากกว่าภาพนิ่งหลายเทา่ นั่นเอง 3.2.4 เสียง (Sound) เสียงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของมัลติมีเดีย โดยจะถูกจัดเก็บอยู่ในรูปของ สัญญาณ ดิจิตอลซึ่งสามารถเล่นซ้ำกลับไปกลับมาได้ โดยใช้โปรแกรมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับทำงาน ด้านเสียงหากในงานมัลติมีเดียมีการใช้เสียงที่เร้าใจและสอดคล้องกับเนื้อหาในการนำเสนอ จะช่วยให้ระบบ มัลติมีเดียนั้นเกิดความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น นอกจากน้ี ยังช่วยสร้างความน่าสนใจและน่าติดตามในเรื่องราว ต่าง ๆ ไดเ้ ปน็ อย่างดี ทง้ั นี้เนอื่ งจากเสียงมีอิทธิพลต่อผู้ใช้มากกว่าข้อความหรือ ภาพนิง่ น่ันเอง ดังน้ันเสียงจึงเป็น องค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับมัลติมีเดียซึ่งสามารถนำเข้าเสียงผ่าน ทางไมโครโฟน แผ่นซีดี ดีวีดี เทป และวิทยุ เปน็ ตน้ 3.2.5 วดี ีโอ (Video) วดิ โี อเปน็ องค์ประกอบของมลั ตมิ เี ดยี ทมี่ ีความสำคัญเป็นอย่างมาก เน่ืองจากวดิ ีโอ ในระบบ ดิจิตอลสามารถนำเสนอข้อความหรือรูปภาพ (ภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว) ประกอบกับเสียงได้ สมบรู ณม์ ากกว่าองค์ประกอบชนิดอนื่ ๆ อยา่ งไรก็ตาม ปัญหาหลกั ของการใช้วิดโี อในระบบมัลติมเี ดีย ก็คือ การ สิ้นเปลืองทรัพยากรของพื้นที่บนหน่วยความจำเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการนำเสนอวิดีโอ ด้วยเวลาที่เกิดข้ึน จริง (Real-Time) จะต้องประกอบด้วยจำนวนภาพไม่ต่ำกว่า 30 ภาพต่อวินาที (Frame/Second) ถ้าหากการ ประมวลผลภาพดังกลา่ วไม่ได้ผ่านกระบวนการบีบอัดขนาดของ สัญญาณ มากอ่ น การนำเสนอภาพเพียง 1 นาที อาจต้องใช้หน่วยความจำมากกว่า 100 MB ซึ่งจะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่เกินขนาดและมีประสิทธิภาพในการ ทำงานที่ด้อยลง ซึ่งเมื่อมีการพัฒนาเทคโนโลยี ที่สามารถบีบอัดขนาดของภาพอย่างต่อเนื่องจนทำให้ภาพวิดีโอ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้นและกลายเป็นสื่อที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบมัลติมีเดีย (Multimedia System) จากความหมายดังกล่าว แอปพลิเคชัน หมายถึง การนำสื่อหลาย ๆ ประเภท ได้แก่ รูปภาพ เสียง ข้อความ ภาพเคลอื่ นไหว และได้นำมาใช้ในการจัดกระบวนการเรียนการสอน แบบสืบเสาะ 5 ขั้น จะทำให้เกิดประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดตอ่ การสอนและนกั เรยี น 4. ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ยี วข้องกบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น 4.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นคุณลักษณะเกี่ยวกับความรู้ความสามารถของบุคคลที่เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมด้านต่างๆจากการได้รับมวลประสบการณ์ซึ่งเป็นผลจากการเรียนการสอนมีผู้กล่าวถึงผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนไว้แตกต่างกนั ดงั นี้ การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เรื่อง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกบั กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

25 ทบวงมหาวิทยาลยั (2525: 1–5) กลา่ วถงึ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตรว์ า่ หมายถงึ ผลสัมฤทธ์ดิ ้านเนื้อหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์และกระบวนการแสวงหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้กำหนดเป้าหมายของการสอน วิทยาศาสตร์ไว้ดงั นี้ 1. เพ่อื ให้เขา้ ใจหลักการ ทฤษฎที เ่ี ปน็ พนื้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ 2. เพื่อใหเ้ ข้าใจขอบเขต ธรรมชาติและขอ้ จำกัดของวทิ ยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทกั ษะท่ีสำคัญในการศึกษาค้นคว้า และคิดค้นทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 4. เพอ่ื พัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแกป้ ญั หา และการจดั การ ทกั ษะในการสอื่ สาร และความสามารถในการตดั สนิ ใจ 5. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และสภาพแวดล้อมใน เชงิ ทม่ี อี ทิ ธพิ ล และผลกระทบซึ่งกนั และกัน 6. เพอ่ื นำความรคู้ วามเข้าใจในเรอ่ื งวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ต่อสงั คม และการดารงชวี ติ 7. เพื่อใหเ้ ปน็ คนมีจติ วิทยาศาสตร์ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และค่านยิ มในการใชว้ ิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค์ 4.2 องคป์ ระกอบของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์ สมจติ สวธนไพบลู ย์ (2535: 101 – 103) ได้เสนอไว้วา่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นประกอบด้วย 2 ส่วนดังนี้ 1. สว่ นทีเ่ ป็นตวั ความรู้ (Body of Knowledge) ทางวทิ ยาศาสตรซ์ งึ่ ได้แกข่ ้อเท็จจริง (Fact) มโนมติ (Concept) หลกั การ (Principle) กฎ (Law) ทฤษฎี (Theory) สมมติฐาน (Hypothesis) ดงั ภาพประกอบ 1 อนุมาน ความรทู้ างวิทยาศาสตร์ กฎ หลักการ อปุ มาน ทฤษฏี ขอ้ เท็จจรงิ อปุ มาน อนมุ านหรือความคดิ สมมติฐาน มโนมติ สรา้ งสรรค์ข้นั ตรวจทาน ภาพประกอบ 1 ความสัมพันธข์ องความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรอ่ื ง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

26 2. ส่วนที่เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ (Process of Scientific Inquiry) เป็นกระบวนการคิดและ การทำงานอย่างมีระบบ การค้นหาความรู้ข้อเท็จจริงต่างๆ จากสถานการณ์ที่อยู่รอบตัวเราด้วยวิธีการทาง วิทยาศาสตร์มี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตั้งปัญหา ขั้นตั้งสมมติฐาน ขั้นรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตทดลองและขั้น สรปุ ผลและการนำไปใช้ดังภาพประกอบ 2 ปัญหาเกี่ยวกบั กระบวนการแสวงหาความรู้ ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ - วัตถุ ทางวทิ ยาศาสตร์ 1. ขอ้ เทจ็ จริง - เหตกุ ารณ์ - วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ 2. มโนมติ - ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ - เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ 3. สมมตฐิ าน 4. หลักการ 5. ทฤษฏี 6. กฏ ภาพประกอบ 2 ความสัมพนั ธ์ระหว่างความรทู้ างวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 4.3 การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิทยาศาสตร์ การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อให้นักเรียนได้รับทั้งเนื้อหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จะต้องวัดผลทั้งสองส่วนและเพือ่ ความสะดวกในการประเมิน ผูว้ ิจัยจงึ ไดท้ ำการจำแนกพฤติกรรมในการวดั ผลวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับเป็นเกณฑ์วัดผลว่า นักเรียนได้เรียนรู้ไปมากน้อยหรือลึกซึ้งเพียงใด 4 พฤติกรรม ดงั น้ี (สสวท. 2550: 11) 1. ความรู้ – ความจำ หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงสิ่งที่เคยเรียนรู้มาเกี่ยวกับข้อเท็จจริง ความคดิ รวบยอดหลักการกฎและทฤษฎี 2. ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจำแนกความรู้ได้ เมื่อปรากฏการณ์อยู่ในรูปแบบใหม่และ ความสามารถในการแปลความรู้จากสัญลกั ษณห์ นึง่ ไปอยสู่ ัญลักษณห์ นึ่ง 3. การนำความร้ไู ปใช้ หมายถงึ ความสามารถในการนำความรู้และวิธกี ารตา่ งๆทางวิทยาศาสตร์ ไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่ หรือจากทแ่ี ตกตา่ งไปจากทเ่ี คยเรยี นรูม้ าโดยเฉพาะอย่างยิง่ คือในชวี ติ ประจำวัน 4. ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ทาง วิทยาศาสตร์โดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้านการสังเกต การจำแนกประเภท การจัดกระทำสื่อ ความหมายข้อมลู การลงความคดิ เห็นจากข้อมลู การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เรอื่ ง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

27 สมบรู ณ์ ชิตพงษ์ และคนอ่ืนๆ (2540: 6–7) กล่าวไว้วา่ การวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนจะตอ้ ง สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ท่คี าดหวัง 3 ดา้ น คือ 1. ดา้ นความคดิ (Cognitive Domain) เป็นความสามารถทางสมอง ดา้ นการคดิ (Thinking) เกีย่ วกบั สิง่ ต่างๆ ซึ่งเปน็ พฤติกรรมทแี่ ยกยอ่ ยเป็น 6 ขั้น คือ 1.1 ความรคู้ วามจำ (Memory) เปน็ ความสามารถการทรงไว้รักษาไว้ซ่งึ มวล ประสบการณต์ ่างๆ ท่ีในชีวติ ไดร้ บั ร้มู า 1.2 ความเข้าใจ (Comprehension) เป็นความสามารถในการแปลความตีความและขยายความใน เรือ่ งราวและเหตุต่างๆ ทเี่ กดิ ข้ึนในชีวติ 1.3 การนำไปใช้ (Application) เป็นความสามารถในการนาประสบการณ์ที่ได้รับมาไปประยุกต์ใช้ใน การแก้ปัญหาที่เกิดข้นึ ใหมใ่ นชีวิต 1.4 การวิเคราะห์ (Analysis) เป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญ และหาความสัมพันธ์ และ หลักการของส่งิ ของเรอื่ งราว เหตกุ ารณต์ ่างๆ ทเ่ี กดิ ขึน้ 1.5 การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นความสามารถด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เรื่องราวต่างๆ ขึ้นมา ใหม่ โดยใช้สง่ิ เดมิ มาดดั แปลงและปรับปรงุ ใหม้ ปี ระสิทธิภาพ ดกี ว่าเดิม 1.6 การประเมนิ ค่า (Evaluation) เป็นความสามารถในการตัดสนิ ประเมินคา่ และสรปุ ในเรือ่ งราวตา่ งๆ 2. ดา้ นความรู้สึก (Affective Domain) สามารถแยกเปน็ คุณลักษณะทเ่ี ข้าใจได้ง่ายๆ ไดแ้ ก่ ความสนใจ ความซาบซึง้ เจตคติค่านิยมและการปรบั ตวั เปน็ ทา่ ทีที่มีตอ่ สง่ิ ตา่ งๆ แบง่ เปน็ 5 ขนั้ คอื 2.1 การรับรู้ (Receiving) เปน็ ความรสู้ กึ ฉบั ไวในการท่ีจะรับรู้ต่อสงิ่ เรา้ ต่างๆ 2.2 การตอบสนอง (Responding) เป็นปฏิกิรยิ าตอ่ ส่งิ เรา้ ดว้ ยความรู้สกึ ทยี ินยอมเต็มใจและพอใจ 2.3 การสรา้ งคุณค่า (Valuing) เป็นการแสดงออกซ่งึ ความรู้สึกมีส่วนรว่ มต่อสงิ่ ต่างๆ ตง้ั แต่ การยอมรบั นยิ มชมชอบ และเชื่อถือในส่ิงน้นั 2.4 การจัดระบบ (Organization) เป็นการสร้างความคิดรวบรวมของคุณค่าให้เป็นระบบโดยอาศัย ความสัมพันธ์ของคุณคา่ ในสง่ิ ทย่ี ึดถอื 2.5 การสรา้ งลักษณะนิสัย (Characterization) เป็นการจดั คุณคา่ ทม่ี ีอยแู่ ลว้ ใหเ้ ปน็ ระบบ แล้วยึดถอื เป็นลักษณะนิสยั ประจาตวั บุคคล 3. ด้านทักษะ (Psychomotor Domain) เปน็ ทักษะในการปฏบิ ัตมิ ี 3 ขั้น คอื 3.1 การเลียนแบบ (Imitation) เป็นการเลอื กหาตวั แบบท่สี นใจ 3.2 การทำตามแบบ (Manipulation) เปน็ การลงมือทำตามแบบทส่ี นใจ 3.3 การหาความถกู ต้อง (Precision) เปน็ การตดั สนิ ใจเลือกทำสง่ิ ท่เี หน็ ว่าถกู ตอ้ ง 3.4 การทำอย่างต่อเนอื่ ง (Articulation) เป็นการกระทำสง่ิ ท่ีถูกตอ้ งอย่างจริงจัง การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรื่อง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง

28 3.5 การทำโดยธรรมชาติ (Naturalization) เป็นการปฏบิ ตั จิ นเกิดทักษะ สามารถปฏิบตั ไิ ดโ้ ดยอัตโนมัติ และเปน็ ธรรมชาติ จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นคุณลักษณะด้านความรู้ความสามารถ มวล ประสบการณ์ของบุคคลท่ีไดร้ ับจากการเรียนการสอน การฝึกอบรม หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ผูว้ ิจัยได้พิจารณา ขอ้ คำถามของแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เร่ือง การถ่ายทอดพลังงานของสิ่งมชี ีวิต ให้สอดคล้องตัวชี้วัดและ วัตถุประสงค์ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมการเรียน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความจำ ความเข้าใจ และด้านการ นำไปใช้ 4.4 ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น นุจรีย์ ผิวงาม (2554) กล่าวถึงประเภทของแบบทดสอบด้านพุทธิพิสัย ว่า โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบอัตนัย หมายถึง แบบทดสอบที่ถามให้ตอบยาวๆ แสดงความคิดเห็นได้อย่าง กว้างขวาง ประเภทที่สองคือ แบบทดสอบปรนัย หมายถึง แบบทดสอบประเภทถูก-ผิด จับคู่ เติมคำ และ เลอื กตอบ โดยเกณฑ์ทใี่ ช้ในการจำแนกประเภทของแบบทดสอบ ไดแ้ ก่ 1. จำแนกตามกระบวนการในการสร้าง จำแนกได้เปน็ 2 ประเภท คอื 1.1 แบบทดสอบท่คี รสู ร้างข้ึน เปน็ แบบทดสอบทีส่ รา้ งขึ้นเฉพาะคราวเพ่อื ใช้ทดสอบผลสัมฤทธ์ิ และความสามารถทางวิชาการของเด็ก 1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นด้วยกระบวนการ หรือวิธีการที่ซับซ้อน มากกว่าแบบทดสอบที่ครูสร้างข้ึน แล้วมีการนำไปทดสอบและนำผลมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ เพื่อ ปรับปรุงใหม้ ีคณุ ภาพดี มคี วามเป็นมาตรฐาน 2. จำแนกตามจุดมุ่งหมายในการใชป้ ระโยชน์ จำแนกไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบที่ใช้วัดปริมาณความรู้ความสามารถ ทักษะเก่ียวกบั ด้านวิชาการท่ีได้เรยี นร้วู า่ มีมากนอ้ ยเพยี งใด 2.2 แบบทดสอบความถนัด เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความสามารถที่เกิดจากการสะสม ประสบการณท์ ี่ได้เรยี นรู้มาในอดีต 3. จำแนกตามรปู แบบคำถามและวิธกี ารตอบ จำแนกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ 3.1 แบบทดสอบอตั นยั มีจดุ ม่งุ หมายทจ่ี ะใหผ้ สู้ อบไดต้ อบยาวๆ แสดงความคิดเหน็ อย่างเตม็ ท่ี 3.2 แบบทดสอบปรนยั เป็นแบบสอบถามท่ีถามให้ผู้สอบตอบสั้นๆ ในขอบเขตจำกัดคำถามแต่ ละข้อวัดความสามารถเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ผู้สอบไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่าง กว้างขวางเหมือนแบบทดสอบอตั นยั 4. จำแนกตามลกั ษณะการตอบ จำแนกได้เปน็ 3 ประเภท คือ การพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เรอ่ื ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

29 4.1 แบบทดสอบภาคปฏิบัติ เช่น ข้อสอบวิชาพลศึกษา ให้แสดงท่าทางประกอบเพลง วิชา ประดิษฐ์ ให้ประดิษฐ์ของใช้ด้วยเศษวัสดุ การให้คะแนนจากการทดสอบประเภทนี้ครูต้องพิจารณาทางด้าน คณุ ภาพของผลงาน ความถูกตอ้ งของวธิ ปี ฏิบตั ริ วมทงั้ ความคลอ่ งแคลว่ และปริมาณของผลงานด้วย 4.2 แบบทดสอบเขยี นตอบ เปน็ แบบทดสอบที่ใชก้ ารเขยี นตอบทุกชนิด 4.3 แบบทดสอบดว้ ยวาจา เปน็ แบบทดสอบที่ผสู้ อบใช้การโต้ตอบด้วยวาจา 5. จำแนกตามเวลาทก่ี ำหนดใหต้ อบ จำแนกได้ 2 ประเภท 5.1 แบบทดสอบวัดความเร็ว เป็นแบบทดสอบที่มุ่งวัดทักษะความคล่องแคล่วในการคิดความ แม่นยำในความรูเ้ ปน็ สำคัญ มกั มลี กั ษณะคอ่ นข้างง่ายแต่ให้เวลาในการทำข้อสอบนอ้ ย ผสู้ อบต้องแขง่ ขันกันตอบ ใครที่ทำเสรจ็ กอ่ นและถกู ตอ้ งมากท่สี ดุ ถือวา่ มีประสทิ ธภิ าพสงู กวา่ 5.2 แบบทดสอบวัดประสิทธิภาพสูงสุด แบบทดสอบลักษณะนี้มีลักษณะค่อนข้างยากและให้ เวลาทำมาก 6. แบบทดสอบรวม เป็นแบบทดสอบที่ถามความรู้ความเข้าใจรวมหลายๆเรื่องหลายๆเนื้อหา หลายๆ จุดประสงค์ มีจำนวนมากข้อ มักใช้ตอนสอบปลายภาคเรียนหรือปลายปีการศึกษา จุดมุ่งหมายสำคัญคือ ใช้ เปรียบเทียบแขง่ ขันระหว่างผ้สู อบดว้ ยกนั 7. จำแนกตามเกณฑก์ ารนำผลจากการสอบวัดไปประเมนิ จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 7.1 แบบทดสอบอิงเกณฑ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อวัดระดับความรู้พ้ืนฐานและความรู้ท่ีจำเป็นในการ บง่ บอกถงึ ความรอบรูข้ องผเู้ รยี นตามวัตถุประสงค์ 7.2 แบบทดสอบอิงกลุ่ม เป็นแบบทดสอบที่มุ่งนำผลการสอบไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นใน กลุ่มทีใ่ ชข้ อ้ สอบเดยี วกนั ถ้าใครมีความสามารถเหนอื ใครเพยี งใด เหมาะสำหรับใชเ้ พื่อการสอบท่มี ีการแข่งขันกัน มากกวา่ เพื่อการเรยี นการสอน 8. จำแนกตามสง่ิ เรา้ จำแนกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื 8.1 แบบทดสอบทางภาษา ไดแ้ ก่ การใช้คำพูดหรือตัวหนังสอื ไปเร้าผสู้ อบ ตอบโดยการพดู หรือ เขยี นออกมา 8.2 แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา ได้แก่ การใช้รูปภาพ กิริยา ท่าทาง หรืออุปกรณ์ต่างๆ ไปเร้าให้ ผสู้ อบตอบสนอง จากที่กล่าวมาข้างต้นจึงสรุปได้ว่า แบบทดสอบที่ใช้ในปัจจุบันมีมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็มี จุดมุ่งหมาย และขีดความสามารถในการทดสอบแตกต่างกัน ดังนั้น ในการนำแบบทดสอบไปใช้ ต้องระมัดระวัง ว่า เลือกใช้แบบทดสอบได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับส่ิงเร้าที่เราต้องการหรือไม่ การจำแนกประเภทของ แบบทดสอบจึงช่วยให้สามารถเข้าใจและเลือกใช้แบบทดสอบได้ถูกต้องยิ่งขึ้น การจำแนกแบบทดสอบสามารถ ทำไดห้ ลายแบบ ขน้ึ อย่กู ับผูจ้ ำแนกวา่ จะยึดถืออะไรเป็นเกณฑ์ในการจำแนก การพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เร่อื ง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

30 ในการวจิ ัยครัง้ น้ีได้ใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เป็นแบบทดสอบปรนยั 4 ตัวเลอื ก ก ข ค และ ง หากตอบถกู จะได้ 1 คะแนน และตอบผดิ ได้ 0 คะแนน 4.5 การสร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน การสร้างแบบทดสอบให้มีคุณภาพ สามารถปรับปรุงได้ โดยฝึกเขียนข้อสอบ ได้รับความวิจารณ์และ ข้อเสนอแนะ ผู้สอนต้องเข้าใจทั้งจุดประสงค์และเนื้อหาที่จะวัด ต้องรู้ถึงกระบวนการคิดในการปฏิบัติงานของ ผู้เรียน รู้ระดับความสามารถในการอ่านและการใช้ศัพท์ของผู้สอบ รู้จักลักษณะเดน่ และขอ้ บกพรอ่ งของข้อสอบ แตล่ ะชนิดเพื่อจะนาไปใชใ้ ห้เหมาะสม สมุ าลี จันทร์ชลอ (2543) เสนอวธิ ีการสรา้ งขอ้ สอบวัดผลสัมฤทธ์ิ ดงั น้ี 1. ข้อสอบควรใช้ประเมินจุดประสงค์ที่สำคัญของการสอน ที่สามารถวัดได้โดยใช้แบบทดสอบที่เป็น ขอ้ เขียน 2. ขอ้ สอบควรสะท้อนให้เหน็ จดุ ประสงค์ที่เป็นเนื้อหาและจุดประสงค์ทีเ่ ปน็ กระบวนการสำคัญที่เน้นใน หลกั สูตร 3. ขอ้ สอบควรสะท้อนใหเ้ หน็ ทั้งจดุ ประสงค์ในการวดั เชน่ วดั ประเมินความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือ วัดเพอื่ แยกแยะผู้ท่ไี ด้เรยี นรู้ 4. ข้อสอบควรมคี วามเหมาะสมกบั ระดบั ความสามารถของผู้อา่ น และมคี วามยาวท่ีพอเหมาะ จุไรศิริ ชูรักษ์ (2555) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งมี ข้ันตอนดงั น้ี ขั้นที่ 1 ขั้นการวางแผนการสร้างแบบทดสอบ ประกอบด้วย การกำหนดจุดมุ่งหมายของการใช้ แบบทดสอบ การกำหนดเนื้อหาและพฤติกรรมของการวัด การกำหนดลักษณะหรือรูปแบบของข้อสอบ การ จัดทำตารางวิเคราะห์วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมและแผนผังการสร้างข้อสอบ และการกำหนดส่วนอื่นๆ ท่ี เก่ยี วข้องกบั ขอ้ สอบ เช่น คะแนน ระยะเวลาการสอบ ขั้นที่ 2 ขั้นเตรียมงานและเขียนข้อสอบ เมื่อวางแผนการสร้างแบบทดสอบโดยการสร้างเป็นตาราง วิเคราะห์หลกั สตู รเรียบรอ้ ยแล้ว ต้องเตรียมงานและเขยี นขอ้ สอบตอ่ ไป ขั้นท่ี 3 ขน้ั การทดลองสอบ เม่ือเขียนขอ้ สอบและจดั พิมพ์เรียนร้อยกน็ ำไปใชท้ ดลองสอบ ขั้นที่ 4 ขั้นประเมินผลแบบทดสอบ เป็นการตรวจสอบว่าแบบทดสอบมีคุณภาพหรือไม่ โดยพิจารณา ตามคณุ ลกั ษณะทดี่ ีของแบบทดสอบซ่งึ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่ 1. มคี วามเทย่ี งตรง (Validity) 2. มคี วามเช่อื ม่นั ได้ (Reliability) 3. มีความยากง่ายพอเหมาะ (Difficulty) การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เรือ่ ง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

31 4. มีอำนาจจำแนก (Discrimination) 5. มีความยตุ ิธรรม (Fair) 6. ถามลึก (Searching) 7. มีความเปน็ ปรนยั (Objectivity) 8. ต้องย่วั ยุ (Exemplary) 9. จำเพาะเจาะจง (Definition) 10. ประสทิ ธภิ าพ (Efficiency) 4.6 คณุ ลกั ษณะของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นทีด่ ี ธนากร อุทยั ดา (2550) กลา่ วถงึ คณุ ลกั ษณะของแบบทดสอบที่ดีไว้ 10 ประการ ดงั นี้ 1. ตอ้ งเทย่ี งตรง หมายถึง คณุ สมบัติทจี่ ะทำใหค้ รบู รรลุถงึ วตั ถุประสงค์ แบบทดสอบท่ีมคี วาม เทย่ี งตรงสงู คอื แบบทดสอบทม่ี คี วามสามารถทำหนา้ ท่ีวัดสง่ิ ที่เราจะวัดได้อย่างถูกต้องตามจดุ มุง่ หมาย 2. ต้องยุติธรรม คือ โจทย์คำถามทั้งหลายไม่มีช่องทางแนะให้นักเรียนเดาคำตอบได้ไม่เปิดโอกาสให้ นักเรียนเกยี จครา้ นทจ่ี ะดตู ำรา แตต่ อบไดด้ ี 3. ต้องถามลึก วดั ความลกึ ซ้ึงถึงวทิ ยาการ ตามแนวดิง่ มากกว่าท่จี ะวัดตามแนวกว้างวา่ รมู้ ากน้อย เพียงใด 4. ต้องยั่วยุเป็นเยี่ยงอย่าง คำถามที่มีลักษณะท้าทาย เชญิ ชวนใหค้ ิด นกั เรยี นสอบแลว้ มีความรู้เร่ืองราว ได้กวา้ งขวางย่งิ ขึ้นอกี 5. ต้องจำเพาะเจาะจง เด็กอ่านคำถามแล้วต้องเขา้ ใจแจ่มชัดว่าครูถามถึงอะไร หรือให้นักเรียนคิดอะไร ไมถ่ ามคลุมเครอื 6. ต้องเปน็ ปรนยั หมายถงึ คุณสมบัติ 3 ประการ ได้แก่ 6.1 แจ่มชัดในความหมายหมายของคำถาม 6.2 แจม่ ชัดในวิธีตรวจหรอื มาตรฐานการให้คะแนน 6.3 แจม่ ชัดในการแปลความหมายของคะแนน 7. ตอ้ งมปี ระสิทธิภาพ คอื สามารถให้คะแนนทีเ่ ที่ยงตรงและเชื่อถอื ได้มากที่สดุ ภายในเวลาท่ีกำหนด ใช้ แรงงาน และเงินท่นี ้อยท่ีสุด 8. ตอ้ งยากพอเหมาะ 9. ต้องมีอำนาจจำแนก คือ สามารถแยกนักเรียนออกเป็นประเภทต่างๆได้ตามระดับ ตั้งแต่อ่อนสุด จนถึงเก่งสดุ 10. ต้องเช่ือมน่ั ได้ คือ ขอ้ สอบน้ันสามารถใหค้ ะแนนได้คงที่แน่นอนไม่แปรผนั การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เร่ือง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง

32 สรุปได้ว่า คุณลักษณะของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี คือ ต้องมีความเที่ยงตรง วัด คุณลักษณะต่างๆ ของผู้เรียนได้ตรงตามความมุ่งหมาย มีความยุติธรรมไม่เปิดช่องทางให้นักเรียนเดาคำตอบ มี ความชัดเจนในข้อคำถามให้นักเรียนเข้าใจ มีประสิทธิภาพในด้านความเที่ยงตรง ความยาก อำนาจจำแนก และ ความเชื่อมั่น ซึ่งแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องการถ่ายทอดพลังงานของสิ่งมีชีวิต มี ความเที่ยงตรง โดยการประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และพฤติกรรมที่ ต้องการวดั ซง่ึ ผ่านการตประเมินโดยผเู้ ช่ยี วชาญ 3 ท่าน และคดั เลือกเฉพาะข้อท่ีมีคา่ ดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.50 ขนึ้ ไป 4.7 ประโยชนข์ องการวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน สมนึก ภทั ทิยธนี (2549) ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นไว้ดงั นี้ 1. ใช้สำหรบั วดั ผลสัมฤทธใ์ิ นการเรยี นเป็นรายบุคคลและเป็นกลุม่ 2. ใชส้ ำหรบั ปรับปรุงการเรียนการสอนใหเ้ หมาะสมย่งิ ขึ้น 3. ใหแ้ ยกประเภทนกั เรยี นออกเป็นกลุ่มยอ่ ยๆตามความสามารถ 4. ใช้ในการวินจิ ฉยั สมรรถภาพเพือ่ ให้ไดร้ บั การชว่ ยเหลอื ได้ตรงจดุ 5. ใชเ้ ปรียบเทียบความงอกงาม 6. ใชต้ รวจสอบประสิทธภิ าพของการเรียน 7. ใชพ้ ยากรณ์ความสำเร็จในการศึกษา 8. ใชใ้ นการแนะแนว 9. ใชใ้ นการประเมินผลการศกึ ษา 10. ใชใ้ นการศกึ ษาคน้ คว้าวจิ ยั ทิพจันทร์ ธรรมวิเศษ และคณะ. (2554) กล่าวถงึ ประโยชน์ของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นไว้ 5 ประการ ไดแ้ ก่ 1. เพอ่ื ดูระดบั พฒั นาการ 2. ใชเ้ ปน็ ประโยชน์ในการแนะแนวนักเรียน 3. เพ่ือเป็นประโยชน์ในดา้ นการวางแผนสรา้ งหลักสตู รต่อไป 4. เพอ่ื ใชใ้ นการสอบคดั เลือกและเลอ่ื นขัน้ 5. ใช้เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการสอนของครูในโรงเรียนเดียวกันหรือ เปรียบเทียบระหว่าง โรงเรียน สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีประโยชน์ต่อผู้เรียนในด้านการให้ความช่วยเหลือ การพัฒนาความสามารถของผูเ้ รียนไดต้ รงจุด ใช้ในการตรวจสอบพัฒนาการในการเรยี นรู้ของผู้เรยี นว่ามีมากข้นึ การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เร่อื ง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง

33 เพียงใด และในด้านใด อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพยากรณ์ความสำเร็จของผู้เรียน และยังเป็นเครื่องมือใน การศึกษาคน้ คว้าวจิ ยั เพอื่ พัฒนาคณุ ภาพการเรยี นการสอนต่อไป 4.8 งานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วขอ้ งกบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ มนมนัส สุดสิ้น (2543) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ประกอบกับการเขียนผังมโนมติ ผลการศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์วิจารณ์ของผู้เรียนชั้น มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ทไ่ี ด้รบั การสอนแบบสบื เสาะหาความร้ปู ระกอบกับการเขียนผังมโนมตแิ ตกตา่ งกัน เยาวลักษณ์ ชื่นอารมณ์ (2549) การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวัฏจักรการเรียนรู้ 5Es ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวัฏจักรการเรยี นรู้ 5Es หลัง เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรยี น อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .01 การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรอื่ ง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

34 บทท่ี 3 วิธกี ารวิจยั การวจิ ยั เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน เรอ่ื ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกล้องจุลทรรศน์ ของนกั เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง ผู้วิจัยได้ ดำเนนิ การวจิ ัยตามลำดบั ดงั น้ี 1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 2. เครือ่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจยั 3. การสรา้ งและหาคณุ ภาพเคร่อื งมือวิจยั 4. รูปแบบการวิจัย 5. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 6. การวเิ คราะหข์ ้อมูล 7. สถิติที่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล 3.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง ประชากร ประชากรที่ใชใ้ นการวิจยั ครั้งนี้ เปน็ นักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนวังจันทรว์ ทิ ยา อำเภอวังจนั ทร์ จังหวดั ระยอง สำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษามัธยมศกึ ษาชลบรุ ี ระยอง ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 มีจำนวน 4 ห้อง รวมท้ังสิ้น 124 คน ซึ่งจดั การเรียนแบบคละความสามารถ กลุ่มตวั อยา่ ง กลมุ่ ตวั อย่างที่ใชใ้ นการวจิ ยั คร้ังนี้ เป็นนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนวงั จันทรว์ ิทยา อำเภอวังจนั ทร์ จังหวดั ระยอง สำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษามัธยมศกึ ษาชลบุรี ระยอง ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 จำนวน 31 คน ท่ไี ด้มาจากการเลอื กแบบเจาะจง 3.2 เครื่องมอื ท่ใี ชใ้ นการศกึ ษา เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจยั ครั้งน้ี 3 ชนดิ ดงั นี้ 3.2.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง เรื่อง การศึกษา เซลลด์ ้วยกล้องจุลทรรศน์ สำหรบั นกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 1 จำนวน 3 แผน 3.2.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ เป็นแบบทดสอบแบบปรนยั เลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จำนวน 20 ข้อ การพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เร่ือง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

35 3.3 ข้ันตอนการสร้างและหาคณุ ภาพเครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา การสร้างเครอ่ื งมือในการวิจยั ผู้วจิ ยั ไดด้ ำเนนิ การสรา้ งและหาคุณภาพของเคร่ืองมือตามขนั้ ตอน ดงั นี้ 3.3.1 แผนการจดั การเรียนรู้แบบสืบเสาะ 5 ขนั้ ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง ผู้วิจัยได้ดำเนินการ สรา้ งและหาคณุ ภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ตามลำดบั ข้นั ตอน ดังนี้ 3.3.1.1 ศึกษาวิธีการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ทฤษฎี หลักการและแนวคิดในการจัด กจิ กรรมการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เพือ่ เปน็ แนวทางในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ 3.3.1.2 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สือ่ กล้องจุลทรรศน์เสมือนจรงิ ประกอบรูปแบบการ สืบเสาะหา ความรู้ เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ตามโครงสร้างเนื้อหา จำนวน 3 แผน 3 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยหวั ข้อสำคญั ดังนี้ 1) หวั เรื่อง 2) สาระสำคัญ 3) จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 4) สาระการเรยี นรู้ 5) กระบวนการเรียนรู้ 6) สือ่ การเรียนรู้ 7) การวัดและประเมินผล 3.3.1.3 นำแผนการจดั การเรียนรู้พร้อมแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ท่สี ร้างข้ึนเสนอ ต่อ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของแผนการจัดการเรียนรู้และแบบประเมิน แผนการจัดการ เรยี นรแู้ ล้วนำมาปรบั ปรงุ ตามข้อเสนอแนะ โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ทา่ น 3.3.1.4 นำเสนอแผนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นทั้งหมดต่อ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมิน คุณภาพ โดยใช้แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธี ของลิเคิร์ท (Likert) ซึ่งมี 5 ระดับ คือ เหมาะสมมากที่สุด เหมาะสมมาก เหมาะสม ปานกลาง เหมาะสมน้อย เหมาะสมน้อยทส่ี ุด กำหนดเกณฑ์ใหค้ ะแนนการประเมนิ ผลดังน้ี เหมาะสมมากท่ีสุด 5 คะแนน เหมาะสมมาก 4 คะแนน เหมาะสมปานกลาง 3 คะแนน เหมาะสมน้อย 2 คะแนน เหมาะสมน้อยท่สี ุด 1 คะแนน การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เร่ือง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขนั้ รว่ มกบั กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

36 กำหนดเกณฑ์การแปลผลระดบั ความเหมาะสมของแผนการจัดการเรยี นรู้ ดังนี้ คะแนนเฉล่ีย 4.51 – 5.00 แปลผล ระดับความเหมาะสมมากทสีดุ่ คะแนนเฉล่ีย 3.51 – 4.50 แปลผล ระดบั ความเหมาะสมมาก คะแนนเฉลย่ี 2.51 – 3.50 แปลผล ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง คะแนนเฉลีย่ 1.51 – 2.50 แปลผล ระดบั ความเหมาะสมน้อย คะแนนเฉลย่ี 1.00 – 1.50 แปลผล ระดบั ความเหมาะสมน้อยท่ีสุด ผลการประเมินตอ้ งมีคะแนนเฉลีย่ ตั้งแต่ 3.51 – 5.00 หรืออยู่ในระดบั เหมาะสมมากที่สุด ถึงเหมาะสม มาก จึงจะถือว่าเป็นแผนการจัดการเรยี นรู้ท่มี ีคณุ ภาพเพ่ือนำไปใช้ในการวจิ ัยตอ่ ไป 3.3.1.5 จัดพิมพ์เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีผ่านเกณฑก์ารประเมินคุณภาพโดยผู้เช่ียวชาญ เปน็ ฉบับสมบูรณ์ เพ่อื นำไปใชก้ บั กล่มุ เปา้ หมายต่อไป 3.3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นตามลำดบั ขั้นตอน ดงั น้ี 3.3.2.1 ศึกษาการสร้างแบบทดสอบ วิธีการหาอำนาจจำแนก ความยากง่าย ความ เที่ยงตรง และวิธีการหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทปรนัย ชนิดเลือกตอบ จาก เอกสาร หนังสือ ตำราที่เกย่ี วขอ้ งกับการวิจยั ทางการศึกษา 3.3.2.2 วิเคราะห์เนื้อหาและจุดประสงค์การเรยีนรู้แต่ละเรื่อง แต่ละเนื้อหา กำหนดจำนวน ข้อสอบในแต่ละเนื้อหา 3.3.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ของเนื้อหา เรอ่ื ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกล้องจุลทรรศน์ แบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ขอ้ เพื่อคัดเลือก ไว้ใช้จรงิ จำนวน 20 ข้อ ตามสัดส่วนจำนวนข้อสอบท่กี ำหนด 3.3.2.4 นำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธทิ์ ่สี รา้ งขน้ึ ทั้งหมด 30 ขอ้ เสนอต่อผูเ้ ชย่ี วชาญชุดเดิม เพื่อ ประเมินความ สอดคล้องระหวา่ งขอ้ สอบรายขอ้ กบั จุดประสงค์การเรียนรู้ โดยกำหนดเกณฑใ์ ห้คะแนน ดงั น้ี +1 เมื่อแน่ใจวา่ ข้อสอบสอดคล้องกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้ 0 เมื่อไม่แน่ใจวา่ ข้อสอบสอดคลอง้ กบัจดุ ประสงคก์ารเรียนรู้ -1 เม่อื แน่ใจวา่ ข้อไมสอ่ ดสอดคล้องกบั จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ คำนวณค่า IOC (Index of Item-Objective Congruence) ของข้อสอบรายข้อแลว้ คัดเลือกข้อสอบท่ี มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.60 ถึง 1.00 เพื่อนำไปทดลองใช้หาค่าอำนาจจำแนก ความยาก ง่าย และความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบตอ่ ไป 3.3.2.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่พิจารณาความสอดคล้องจาก ผู้เชี่ยวชาญ ไปทดลองใช้ (Try Out ) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนวังจันทร์วิทยา ซึ่งได้ เรียนในเนื้อหา การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น เรื่อง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกบั กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

37 การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์แล้ว แล้วนำกระดาษคำตอบของแบบทดสอบมาตรวจให้คะแนน โดยข้อท่ี ตอบถูก ให้ 1 คะแนน ตอบผดิ ให้ 0 คะแนน และวเิ คราะหค์ ณุ ภาพของแบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดย วิเคราะห์หาค่าความยากง่าย และหาค่าอำนาจจำแนกตามวิธีของแบรนแนน (Brennan) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545, น. 90) แล้วเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง .20 ถึง .80 และค่า อำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .20 ถึง 1.00 สำหรบั ใชจ้ ริงจำนวน 20 ข้อตามสดั ส่วนจำนวนข้อสอบที่ กำหนด พบวา่ ได้ค่า คา่ ความยากอยู่ระหว่าง 0.30-0.76 และอำนาจจำแนกอยูร่ ะหวา่ ง 0.39-0.77 3.3.2.6 นำแบบทดสอบที่คัดเลือกไว้จำนวน 20 ข้อ มาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตรของโลเวทท์ (Lovett) (ไพศาล วรค า, 2556, น. 281) ได้ค่าความ เชื่อมั่นทั้ง ฉบับ เท่ากับ 0.76 3.3.2.7 จัดพิมพแ์ บบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นท่ีผ่านการตรวจสอบคุณภาพแลว้ จำนวน 20 ข้อ เพอ่ื นำไปใชใ้ นการทดสอบจรงิ กบั กลุม่ เปา้ หมายต่อไป 3.4 รปู แบบการศกึ ษา การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design โดยมี ลักษณะ การทดลอง ดงั ตารางที่ 3.3 (ไพศาล วรคำ, 2556, น. 142) ตาราง 2 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design กลุม่ Pretest Treatment Posttest ทดลอง T1 X T2 T1 หมายถงึ ทดสอบกอ่ นการทดลอง (Pre-test) X หมายถงึ การทดลองจัดกจิกรรมการเรียนร้แู บบสืบเสาะ 5 ข้ัน รว่ มกับแอปพลเิ คชัน T2 หมายถึง ทดสอบหลงั การทดลอง (Post-test) 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผวู้ ิจยั ไดด้ ำเนินการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลดว้ ยตนเองกบั นกั เรยี น ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรียนวังจันทร์วิทยา อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ซึ่งเป็นนักเรียน กลมุ่ เปา้ หมายในการวจิ ัยครั้งนี้ จำนวน 31 คน โดยดำเนนิ การตามขัน้ ตอน ดงั นี้ 3.5.1 ทดสอบก่อนเรียน (Pre – test) กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย ด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเรื่อง ปรากฎการณ์ทเ่ี กี่ยวข้องกับดวงจันทร์ ทีผ่ วู้ ิจยั สร้างขน้ึ จำนวน 20 ขอ้ ใช้เวลาในการทดสอบ 50 นาที การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรอื่ ง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง

38 3.5.2 ผู้วิจัยทำความเข้าใจกับนักเรียน เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรมในแผนการจัด การเรียนรู้ และอธิบายวิธีการศกึ ษาเพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจตามขัน้ ตอนท่ีผู้วจิ ยั กำหนดไว้ จัดกิจกรรม ตามแผนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้โดยการสืบเสาะ 5 ขั้น ร่วมกับแอปพลิเคชัน ตามลำดับ เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเรียนโดย การทดสอบย่อยเมอ่ื สิ้นสดุ กิจกรรม 3.5.3 ทดสอบหลังเรียน (Post – test) กับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย เมื่อสิ้นสุดการทดลองจัด กิจกรรม การเรียนรูโ้ ดยใช้การสืบเสาะ 5 ข้นั รว่ มกับกล้องจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง เรอื่ ง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรยี น เรอ่ื ง การศกึ ษาเซลล์ด้วยกฃอ้ งจลุ ทรรศน์ ทผ่ี ู้วิจยั สรา้ งข้ึน จำนวน 20 ข้อ ใชเ้ วลาในการทดสอบ 50 นาที การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น เรอื่ ง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจัดการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกบั กลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

39 บทที่ 4 ผลการวจิ ยั การวิจยั เร่อื งการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เร่ือง การศึกษาเซลลด์ ้วยกล้องจุลทรรศน์ ของนักเรียน ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยใช้การจัดการเรยี นรู้แบบสืบเสาะ 5 ขั้น รว่ มกับกล้องจลุ ทรรศนเ์ สมือนจริง มีผลการวิจัย ดงั นี้ ประสทิ ธภิ าพของการจดั การเรียนรู้ เรือ่ ง การศึกษาเซลลด์ ้วยกล้องจุลทรรศน์ ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ สบื เสาะ 5 ขัน้ ร่วมกับกล้องจลุ ทรรศนเ์ สมือนจริง ตาราง 3 ผลการหาประสิทธภิ าพของการจดั การเรียนรู้ เร่อื ง การศคึกษาเซลล์ด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขั้น รว่ มกับกล้องจลุ ทรรศน์เสมือนจริง ผลการเรียนรู้ คะแนนเต็ม X S.D. ร้อยละ 80.74 ประสทิ ธิภาพของ 60 48.45 1.30 83.16 กระบวนการ (E1) ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์ 30 16.63 1.20 (E2) ประสทิ ธภิ าพของการจดั การเรยี นรู้ (E1/E2) มคี า่ เทา่ กบั 80.74/83.16 จากตาราง 3 พบวา่ ประสทิ ธิภาพของการจัดการเรยี นรู้ เร่ือง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์ ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะ 5 ข้ัน รว่ มกบั กล้องจุลทรรศน์เสมือนจริง มีค่า ประสิทธิภาพ (E1/ E2) มีค่าเท่ากบั 80.74 /83.16 น่ันคอื การจัดการเรยี นรู้ เร่ือง การศกึ ษาเซลล์ด้วยกล้อง จุลทรรศน์ ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 โดยการจดั การเรียนรู้แบบสบื เสาะ 5 ขั้น รว่ มกบั กล้องจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ ส่งผลให้นักเรยี นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างเรียน โดยรวมรอ้ ยละ 80.74 และผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น หลงั เรียนโดยรวมร้อยละ 83.16 การพฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกบั กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

40 ผลวิเคราะห์ดัชนีประสทิ ธิผลของการจดั การเรียนรู้ เรอื่ ง การศกึ ษาเซลล์ด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรยี นรแู้ บบสืบเสาะ 5 ขน้ั ร่วมกับกลอ้ งจุลทรรศน์เสมือนจริง ตาราง 4 ผลวเิ คราะหด์ ชั นีประสิทธิผลของการจัดการเรยี นรู้ เร่ือง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยการจดั การเรียนรูแ้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ ร่วมกับกล้องจุลทรรศน์เสมือนจรงิ จำนวนนกั เรียน คะแนนเต็ม ผลรวมคะแนน ดชั นีประสทิ ธผิ ล ทดสอบกอ่ นเรยี น ทดสอบหลังเรียน (E.I.) 31 20 221 525 0.6915 จากตาราง 4 ดชั นีประสิทธผิ ลของการจดั การเรยี นรู้ เร่ือง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์ กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนร้แู บบสืบเสาะ 5 ขัน้ ร่วมกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมือนจรงิ มีคา่ เทา่ กบั 0.6915 แสดงวา่ นกั เรียนมีความก้าวหน้าในการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะ 5 ข้นั ร่วมกบั กล้องจลุ ทรรศน์เสมือนจรงิ คิดเปน็ ร้อยละ 69.15 ผลการเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ท่ีเรยี นโดยใช้ การจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะ 5 ข้ัน ร่วมกับกล้องจลุ ทรรศน์เสมือนจรงิ เรอื่ ง การศกึ ษาเซลล์ดว้ ย กล้องจลุ ทรรศน์ กบั เกณฑ์รอ้ ยละ 80 ตาราง 5 ผลการเปรียบเทยี บการจดั การเรียนรู้ เรื่อง การศึกษาเซลล์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ กล่มุ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะ 5 ข้ัน ร่วมกบั กล้อง จลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง นักเรยี น คะแนน รอ้ ยละคะแนน นักเรยี น คะแนน ร้อยละคะแนน ผลสัมฤทธ์ิ ผลสมั ฤทธหิ์ ลงั เรียน ผลสัมฤทธ์ิ ผลสมั ฤทธห์ิ ลังเรียน 1 หลังเรยี น หลังเรยี น 2 90 21 85 3 18 85 22 17 85 4 17 80 23 17 85 5 16 80 24 17 80 16 80 25 16 90 16 18 การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เรื่อง การศึกษาเซลล์ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจรงิ

41 นักเรยี น คะแนน รอ้ ยละคะแนน นกั เรียน คะแนน ร้อยละคะแนน ผลสัมฤทธ์ิ ผลสัมฤทธิ์หลังเรียน ผลสัมฤทธิ์ ผลสัมฤทธหิ์ ลงั เรียน 6 หลงั เรียน หลังเรียน 7 90 26 90 8 18 75 27 18 85 9 15 85 28 17 85 10 17 85 29 17 80 11 17 85 30 16 80 12 17 80 31 16 90 13 16 85 เฉลี่ย 18 82.35 14 17 85 16.94 15 17 85 16 17 90 17 18 75 18 15 90 19 18 90 20 18 85 17 18 18 จากตาราง 5 การเปรียบเทยี บการจัดการเรยี นรู้ เรื่อง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกล้องจุลทรรศน์ กลุ่มสาระ การเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยการจัดการเรียนร้แู บบสืบเสาะ 5 ข้นั ร่วมกับ กล้องจลุ ทรรศนเ์ สมือนจรงิ รายบคุ คล นักเรยี นทั้ง 31 คน มี ผลสมั ฤทธหิ์ ลงั เรยี นสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรยี นที่มตี ่อการจัดการเรยี นรู้ เรอ่ื ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ย กล้องจลุ ทรรศน์ กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โดยการจดั การเรียนรู้ แบบสืบเสาะ 5 ขั้น รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศน์เสมือนจรงิ พบวา่ การจดั การเรียนรู้ เร่อื ง การศึกษาเซลลด์ ้วยกลอ้ ง จุลทรรศน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ สบื เสาะ 5 ข้ัน รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมือนจริง อยใู่ นระดบั พึงพอใจมาก ( X = 4.40 , S.D. = 0.73 ) เมอ่ื พิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจมากทีส่ ุด และเม่ือพจิ ารณารายด้านพบว่า นักเรยี นมคี วาม พึงพอใจมาก ทง้ั 4 ด้าน เมื่อพจิ ารณารายข้อ พบวา่ นกั เรียนมคี วามพึงพอใจมากท่ีสุด คือ นักเรียนชอบส่ือและ การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น เรอ่ื ง การศึกษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขนั้ รว่ มกับกลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ สมอื นจริง

42 อปุ กรณ์ ทใ่ี ชใ้ นการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ( X = 4.60, S.D. = 0.63) นักเรยี นมคี วามพงึ พอใจในการวัดและ ประเมนิ ผลการ จดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน ( X = 4.60, S.D. = 0.59) สอ่ื และอุปกรณช์ ่วยใหฉ้ ันเขา้ ใจ ความคดิ รวบยอดง่ายขนึ้ ( X = 4.58, S.D. = 0.59) เป็นเนอื้ หาท่เี ปน็ พนื้ ฐานตอ่ การเรียน ( X = 4.58, S.D. = 0.55) มคี วามสอดคล้องกับ วตั ถุประสงค์รายวิชา ( X = 4.55, S.D. = 0.68) การพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เร่อื ง การศกึ ษาเซลลด์ ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใชก้ ารจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะ 5 ขน้ั รว่ มกับกลอ้ งจุลทรรศนเ์ สมอื นจริง