Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หน่วยที่ 3

หน่วยที่ 3

Published by วาทยุทธ์ เอียดมิ่ง, 2023-06-13 08:23:19

Description: หน่วยที่ 3

Search

Read the Text Version

หน่วยที่ 3 วิชางานส่งกำลังรถยนต์ หลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สำนัก งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายวาทยุทธ์ เอียดมิ่ง

แผนการจัดการเรียนรู้หนว่ ยที่ 3 ระดบั ชน้ั ปวช. สาขาวิชา ชา่ งยนต์ จานวน 2 หน่วยกติ รหัสวชิ า 20101-2004 ชื่อวิชางานส่งกาลงั รถยนต์ จานวน 4 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ ชอ่ื เรอ่ื ง เกยี ร์ขบั เคลื่อนล้อหน้า 1. หัวขอ้ เรื่อง 1.1 โครงสร้างและสว่ นประกอบเกยี ร์ขบั เคลือ่ นลอ้ หนา้ 1.2 หลักการทางานเกยี ร์ขบั เคล่อื นลอ้ หน้า 1.3 ใชเ้ คร่อื งมอื ในการถอด -ประกอบเกยี ร์ขับเคลอื่ นล้อหนา้ 1.4 การถอด-ประกอบเกียร์ขับเคล่ือนล้อหน้า 1.5 การตรวจสอบสภาพเกยี ร์ขับเคล่อื นล้อหน้า 1.6 การบารุงรักษาเกยี ร์ขบั เคลื่อนล้อหน้า 2. สาระสาคัญ ปัจจุบันบริษัทผผู้ ลิตรถยนต์นัง่ ขับเคลื่อนล้อหน้ามีการออกแบบรถยนต์ให้เครอ่ื งยนต์และกระปกุ เกียร์อยู่ ด้านหน้าวางตามแนวขวางของตัวรถยนต์ กระปุกเกยี ร์ทาหน้าที่เพิ่มแรงบิด และเปลี่ยนอัตราทด เพ่ือส่ง กาลังไปขับล้อหน้า กระปกุ เกยี ร์รถขบั ล้อหน้า (trans axles) ประกอบด้วย เสื้อเกียร์ เพลาคลตั ช์ หรือ เพลา รบั กาลัง เพลาส่งกาลัง หรอื เพลาเมน เฟืองท้าย ชุดปรับความเรว็ หรือชดุ ซิงโครเมช ขบวนเฟอื ง กลไก ควบคมุ คันเกียร์ รถขับเคล่ือนล้อหนา้ ไมม่ ีเพลากลางเหมือนกับรถยนตข์ ับเคลือ่ นล้อหลงั เนือ่ งจากใช้เพลาส่ง กาลงั แทนเพลากลางเพ่อื ไปขบั เฟอื งท้ายให้สง่ กาลังไปยงั ลอ้ หนา้ สมรรถนะหลัก (สมรรถนะประจาหนว่ ย) 2.1 แสดงความรู้เกี่ยวกบั โครงสรา้ งและส่วนประกอบเกียรข์ บั เคลอื่ นล้อหน้า 2.2 แสดงความรู้เก่ียวกบั หลักการทางานเกยี ร์ขบั เคล่ือนล้อหนา้ 2.3 แสดงความรเู้ ก่ียวกับใชเ้ คร่อื งมอื ในการถอด -ประกอบเกียรข์ บั เคล่อื นล้อหนา้ 2.4 แสดงความรูเ้ กี่ยวกบั การถอด-ประกอบเกยี ร์ขบั เคลือ่ นล้อหนา้ 2.5 แสดงความรูเ้ กย่ี วกับการตรวจสอบสภาพเกยี ร์ขับเคล่ือนลอ้ หน้า 2.6 แสดงความรเู้ กยี่ วกบั การบารงุ รักษาเกียรข์ บั เคลอ่ื นล้อหน้า 4. สมรรถนะยอ่ ย (สมรรถนะการเรียนร)ู้ 4.1 สมรรถนะทั่วไป (ปฏบิ ตั ิ) 4.1.1 รู้เกยี่ วกับโครงสร้างและสว่ นประกอบเกียร์ขับเคลอ่ื นลอ้ หนา้ 4.1.2 เข้าใจเกย่ี วกับหลกั การทางานเกียร์ขับเคลือ่ นลอ้ หน้า 4.1.3 การใชเ้ คร่ืองมือในการถอด -ประกอบเกียรข์ บั เคลื่อนล้อหนา้ 4.1.4 การถอด-ประกอบเกียร์ขับเคล่ือนลอ้ หน้า 4.1.5 การตรวจสอบสภาพเกียร์ขับเคลือ่ นล้อหน้า 4.1.6 การบารุงรักษาเกยี ร์ขบั เคลื่อนล้อหน้า

4.2 สมรรถนะทพ่ี ึงประสงค์ (ทฤษฎ)ี เม่ือผ้เู รยี นได้ศกึ ษาเน้ือหาในบทนแ้ี ลว้ ผ้เู รียนสามารถ 4.2.1 บอกเกย่ี วกบั โครงสรา้ งและส่วนประกอบของเกียร์ขบั เคลือ่ นลอ้ หนา้ ได้ถูกต้อง 4.2.2 อธิบายหลักการทางานของเกียร์ขบั เคลอื่ นลอ้ หนา้ ได้ถกู ตอ้ ง 4.3 สมรรถนะทพ่ี ึงประสงค์ (ปฏิบัต)ิ 4.3.1 มีทกั ษะในการใช้เครื่องมอื ในการถอด -ประกอบเกยี ร์ขับเคลอ่ื นล้อหนา้ ได้อย่างถกู ต้อง 4.3.2 มีทักษะในการถอด-ประกอบเกยี ร์ขับเคล่ือนล้อหนา้ ได้อย่างถูกต้อง 4.3.3 มที ักษะในการตรวจสอบสภาพเกียรข์ บั เคล่อื นลอ้ หน้าไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง 4.3.4 มีทกั ษะในการบารงุ รักษาเกียรข์ ับเคล่ือนลอ้ หน้าได้อย่างถูกต้อง 5. กจิ กรรมการเรียนการสอน (คาอธบิ ายเก่ียวกบั กิจกรรมการเรียนการสอน) ถา้ มี ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชางานส่งกาลังรถยนต์(20101-2004) ได้กาหนดกิจกรรม การเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยยึดหลกั การเรียนการสอนแบบ MIAP ซึ่งมุ่งพัฒนาการเรียนการ สอนเกี่ยวกับตามขั้นตอนของการเรียนการสอน โดยจะเน้นรูปแบบวิธีการจัดการเรียนการสอนเพ่ือเป็นการ พฒั นาการเรยี นการสอนให้นักเรยี นเกดิ การเรียนรู้ใช้หลักการสอนท่ีนาเสนอเน้ือหามีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยเน้นให้ผู้เรยี นมีปฏสิ ัมพันธ์กบั ผสู้ อน ดังต่อไปน้ี 5.1 กิจกรรมการเรียนการสอนข้นั นาเข้าสู่บทเรยี น (Motivation) เวลา 15 นาที ผสู้ อนช้แี จงรายละเอียดเก่ียวกบั จุดประสงคร์ ายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคาอธิบายรายวิชา การวัด และประเมินผลการเรียนรายวิชา คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของรายวิชา และ การนาเข้าสู่บทเรียนใน หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 เรอื่ ง เกยี ร์ขบั เคลื่อนล้อหน้า 5.2 กิจกรรมการเรียนการสอนข้ันศึกษาขอ้ มูล (Information) เวลา 2 ชั่วโมง 5.2.1 ผู้สอนแจ้งจุดประสงค์การเรยี นประจาสปั ดาห์ 5.2.2 ผู้สอนถา่ ยทอดความรใู้ นหน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรอ่ื ง เกยี ร์ขับเคลอื่ นล้อหนา้ 5.2.3 ผสู้ อนแสดงตวั อย่างเก่ยี วกบั เกียรข์ บั เคลอื่ นล้อหนา้ 5.3 กจิ กรรมการเรยี นการสอนข้ันประเมนิ ผล (Application) เวลา 1 ชว่ั โมง 5.3.1 ผู้สอนมอบหมายงานให้ผเู้ รยี นนาความรคู้ วามเขา้ ใจทเี่ กิดข้ึนไปใช้ในการทาแบบฝกึ หดั ประจาหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 เร่อื ง เกียร์ขบั เคลือ่ นลอ้ หนา้ 5.3.2 ผสู้ อนให้ผู้เรียนเขียนสรุปสาระสาคญั ของเร่ืองที่เรียนประจาสปั ดาห์ 5.3.3 ผสู้ อนวดั ผลผเู้ รยี นโดยจัดทาใบงานประจาหนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง เกยี รข์ บั เคล่อื นลอ้ หนา้ 5.3.4 ผู้สอนวัดประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรยี น 5.4 กิจกรรมการเรียนการสอนขัน้ สรปุ ผล (Progress) เวลา 45 นาที 5.4.1 สรปุ ผลการเรียนในหนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 เร่ือง เกียรข์ ับเคลื่อนล้อหน้า 5.4.2 สรปุ การประเมินผลหนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 เรอื่ ง เกียร์ขับเคล่ือนล้อหน้า

6. สอ่ื การเรียนรู้ 6.1. สอื่ การเรยี นการสอนแบบ CAI เร่อื งเกยี รข์ บั เคลอ่ื นล้อหนา้ 6.2 Power point เรื่องเกียร์ขับเคลื่อนล้อหน้า 6.3 ส่อื การเรยี นการสอนจากของจรงิ 7. งานทีม่ อบหมาย/กจิ กรรม 7.1. ใบงานเรอ่ื งเกียรข์ ับเคลอื่ นล้อหนา้ 7.2. แบบฝึกหัด 8. การวดั และประเมนิ ผล วิธีการ เครื่องมอื เกณฑ์ วัดผล/ประเมินผล - แบบทดสอบ - แบบทดสอบ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 20 - ถาม - ตอบ - แบบสอบถาม 8.1. สมรรถนะทพี่ งึ - ถาม - ตอบ - ใบงาน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ประสงค์ (ทฤษฎ)ี - แบบสอบถาม 8.2. สมรรถนะทีพ่ ึง - สังเกตกุ ารณ์ - แบบประเมนิ เกณฑร์ ้อยละ 20 ประสงค์ (ปฏิบัติ) ถา้ มี คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 8.3 คณุ ลักษณะอนั พึง ประสงค์ (Attitude)

ใบความรู้หน่วยท่ี 3 ระดบั ช้ัน ปวช. สาขาวชิ า ชา่ งยนต์ จานวน 2 หนว่ ยกติ รหัสวิชา 20101-2004 ชอื่ วชิ างานส่งกาลังรถยนต์ จานวน 4 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ หน่วยที่ 3 เกยี ร์ขับเคลอ่ื นล้อหนา้ โครงสร้างและส่วนประกอบของกระปุกเกียร์รถขับล้อหน้า (Front wheel drive) ปัจจุบนั บริษทั ผูผ้ ลิตรถยนตน์ งั่ ขบั เคลอ่ื นลอ้ หนา้ มีการออกแบบรถยนต์ให้เครื่องยนตแ์ ละ กระปุกเกยี ร์อยดู่ า้ นหนา้ วางตามแนวขวางของตวั รถยนต์ กระปุกเกยี ร์ทาหนา้ ที่เพ่ิมแรงบิด และเปลย่ี น อตั ราทด เพื่อส่งกาลงั ไปขบั ลอ้ หนา้ กระปุกเกยี ร์รถขบั ลอ้ หนา้ (trans axles) ประกอบดว้ ย เส้ือเกยี ร์ เพลา คลตั ช์ หรือ เพลารับกาลงั เพลาส่งกาลงั หรือเพลาเมน เฟื องทา้ ย ชุดปรบั ความเร็ว หรือชุดซิงโครเมช ขบวนเฟือง กลไกควบคุมคนั เกยี ร์ รถขบั เคลื่อนลอ้ หนา้ ไม่มเี พลากลางเหมือนกบั รถยนตข์ บั เคลอ่ื นลอ้ หลงั เนื่องจากใชเ้ พลาส่งกาลงั แทนเพลากลางเพ่ือไปขบั เฟื องทา้ ยให้ส่งกาลงั ไปยงั ลอ้ หนา้ เฟื องขบั เกยี รถ์ อยหลงั เพลารบั กาลงั เส้ือเกยี ร์ ปลอกดุมตวั ที่ 3 ปลอกดุมตวั ที่ 2 เฟื องขบั หรือ ปลอกดุมตวั ท่ี 1 เฟื องเดือยหมู เพลาส่งกาลงั หรือเพลาเมน เฟื องท้าย เฟื องบายศรีหรือเฟื องวงแหวน รปู ท่ี 3.1 แสดงภาพโครงสรา้ งและสว่ นประกอบของกระปกุ เกียร์รถขบั ล้อหนา้

ใบความรหู้ น่วยที่ 3 ระดบั ชนั้ ปวช. สาขาวิชา ชา่ งยนต์ จานวน 2 หนว่ ยกติ รหัสวิชา 20101-2004 ชอ่ื วชิ างานส่งกาลังรถยนต์ จานวน 4 ชวั่ โมง/สปั ดาห์ หน่วยท่ี 3 เกียร์ขบั เคล่อื นลอ้ หนา้ สว่ นประกอบของกระปกุ เกยี รร์ ถขับล้อหน้า 1. เสอ้ื เกียร์ ออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัด เพือ่ ประหยดั พื้นที่ เสื้อเกยี รท์ าจากอลมู เิ นียมผสม สามารถถอดและแยกเปน็ 2 ส่วน คือ ส่วนทห่ี ลอ่ เปน็ หัวหมูคลัตช์ ยดึ ตดิ กับเครื่องยนต์ ใช้สาหรับติดตัง้ มอเตอร์สตาร์ท กา้ มปกู ดคลัตช์ ลกู ปนื คลัตช์ เพลาคลัตช์ และชุดเฟืองท้าย อีกสว่ นหนึ่งใช้สาหรับติดตงั้ ชดุ คันเขา้ เกยี ร์ ชดุ ปอ้ งกันการเข้าเกียร์ซ้อน ขบวนเฟือง เพลารับกาลัง และเพลาสง่ กาลงั และยังใชเ้ ปน็ ท่สี าหรบั เก็บนา้ มันเกยี ร์ รูปที่ 3.2 แสดงภาพเส้อื กระปุกเกียร์รถขับล้อหน้า 2. เพลาคลัตช์ (Clutch Shaft) หรอื เพลารบั กาลัง (Input Shaft) ทาหน้าท่รี ับกาลงั จาก เคร่อื งยนต์ส่งผ่านคลตั ชแ์ ละเพลาสง่ กาลงั เพลาคลตั ชห์ รือเพลารับกาลังประกอบด้วยเฟอื งขับเกยี ร์ 1,2,3,4,5 เฟอื งกลับทศิ ทาง ปลอกดุมคลตั ชแ์ ละดมุ คลัตช์ ตวั ท่ี 2 และ 3 โดยมีแผ่นคลตั ช์ตดิ ตง้ั อยบู่ นเพลาคลตั ช์ รูปที่ 3.3 แสดงภาพเพลาคลตั ช์ หรือเพลารบั กาลัง

ใบความรูห้ นว่ ยท่ี 3 ระดับช้ัน ปวช. สาขาวิชา ช่างยนต์ จานวน 2 หน่วยกติ รหัสวชิ า 20101-2004 ชื่อวิชางานสง่ กาลงั รถยนต์ จานวน 4 ชั่วโมง/สปั ดาห์ หน่วยท่ี 3 เกียร์ขับเคลือ่ นล้อหนา้ 3. เพลาส่งกาลัง (Out put Shaft) ทาหนา้ ทร่ี ับกาลงั จากเพลาคลัตช์ ประกอบด้วย เฟอื งรับกาลงั เฟอื งเกยี ร์ 1,2,3,4,5 เฟอื งกลบั ทศิ ทางหรือเฟืองเกยี ร์ถอยหลัง ปลอกดุมคลตั ช์ และดมุ คลัตช์ ตัวที่ 1 รปู ท่ี 3.4 แสดงภาพเพลาสง่ กาลัง 4. เฟืองท้าย (Differential) ทาหน้าท่ลี ดอตั ราทดของเกียร์ ปรบั ความเรว็ ของล้อดา้ นขวา และดา้ นซ้ายท่ีแตกต่างให้มคี วามสมดลุ ขณะเลยี้ วโค้ง และปรับความเร็วของล้อใหเ้ ท่ากันขณะขับรถ ทางตรง เฟืองท้ายประกอบดว้ ย เฟอื งขบั หรอื เฟอื งเดอื ยหมู เฟืองวงแหวนหรือเฟืองบายศรี ชุดเฟอื งดอกจอก เส้อื เฟอื งดอกจอก ซึ่งรวมอยูใ่ นชดุ เดียวกัน โดยติดตัง้ อยภู่ ายในเสอ้ื เกียร์ เฟอื งขบั หรอื เฟืองเดอื ยหมู เฟืองวงแหวนหรือเฟืองบายศรี มีลักษณะเป็นเฟืองฟันเฉยี งแบบฮลี ิคอน (Helicon) รปู ท่ี 3.5 แสดงภาพชดุ เฟืองท้าย

ใบความร้หู น่วยท่ี 3 ระดับชนั้ ปวช. สาขาวิชา ช่างยนต์ จานวน 2 หน่วยกติ รหัสวิชา 20101-2004 ชอื่ วชิ างานสง่ กาลังรถยนต์ จานวน 4 ช่วั โมง/สัปดาห์ หนว่ ยที่ 3 เกียร์ขบั เคล่อื นลอ้ หน้า 5. ชดุ ปรบั ความเรว็ หรือชุดซิงโครเมช (Synchronizer or Synchromesh) รถขับล้อหน้า ส่วนใหญจ่ ะใชก้ ระปุกเกยี ร์ซงิ โครเมช เพราะกระปกุ เกยี รซ์ งิ โครเมชเป็นอุปกรณท์ ่ีทาหนา้ ทปี่ รบั ความเรว็ ของ ปลอกเลือ่ นใหเ้ ท่ากบั ความเร็วของเฟืองเกียร์ ทาให้เข้าเกียรไ์ ด้นิ่มนวลและไมม่ ีเสยี งดงั เน่ืองจากขณะเข้าเกียร์ ความเร็วของปลอกเล่ือนหรือปลอกดุมคลัตชไ์ มเ่ ท่ากบั ความเร็วของ ฟันหน้าเฟอื ง ชดุ ปรบั ความเรว็ เป็นอปุ กรณ์ทช่ี ่วยดันและเบรกฟันหน้าเฟอื งและปลอกเลอื่ นให้มคี วามเรว็ เทา่ กัน เพ่อื ใหป้ ลอกเลอ่ื นสามารถขบกบั ฟันหนา้ เฟืองไดอ้ ยา่ งนมิ่ นวล และไมม่ เี สียงดัง สว่ นประกอบของชุดปรบั ความเรว็ ที่ติดตัง้ อยใู่ นกระปกุ เกียร์รถขบั ล้อหน้าจะเหมือนกบั ชุดปรับความเร็วของกระปกุ เกียรร์ ถขบั ลอ้ หลงั โดยมสี ่วนประกอบสาคญั ดังน้ี 1. เฟืองทองเหลืองหรือแหวนซิงโครไนเซอร์ (Blooker Type or Synchronizer Ring) 2. ปลอกดมุ คลัตช์หรือปลอกเลื่อน (Clutch Sleeve) 3. แหวนลอ็ ก หรอื สปรงิ ล็อก (Insert Ring) 4. ดุมคลัตช์ (Clutch Hub) 5. ล่ิมเลื่อนหรือตวั หนอน (Key or Insert) 6. เฟืองเกยี ร์ (Gear) ปลอกดุม สปริงลอ็ ก เฟื องเกยี ร์ คลตั ช์ เฟื องทองเหลือง ดุมคลตั ช์ลมิ่ เลื่อน เฟื องทองเหลอื ง รูปท่ี 3.6 แสดงภาพชดุ ปรบั ความเร็วแบบเฟืองทองเหลือง (Blocker Type Synchronizer )

ใบความรหู้ น่วยที่ 3 ระดับชั้น ปวช. สาขาวชิ า ช่างยนต์ จานวน 2 หนว่ ยกิต รหสั วิชา 20101-2004 ชือ่ วิชางานสง่ กาลังรถยนต์ จานวน 4 ชวั่ โมง/สัปดาห์ หน่วยท่ี 3 เกียร์ขับเคล่อื นล้อหนา้ 6. เฟอื ง (gear) ทาหนา้ ทีส่ ง่ กาลงั จากเพลารับกาลังไปยังเพลาส่งกาลงั และเฟอื งเฟอื งทา้ ย เฟอื งมี 3 ชนิด ดังน้ี 2.1 เฟอื งฟันตรง ซข่ี องฟนั เฟืองมีลักษณะตรง เฟืองฟันตรงจะติดตงั้ อยใู่ นตาแหนง่ เกียร์ถอยหลงั ซึ่งมคี วามเรว็ รอบต่า ในขณะเข้าเกยี รฟ์ นั เฟอื งขบกันจะเกิดเสยี งดงั รปู ท่ี 3.6 แสดงภาพ เฟืองฟนั ตรง 2.2 เฟอื งฟนั เฉยี ง ซี่ของฟนั เฟอื งมีลกั ษณะเฉยี ง ตดิ ตงั้ บนเพลารบั กาลงั และเพลาส่งกาลัง ในตาแหน่งเกยี รเ์ ดนิ หนา้ โดยเฟืองฟันเฉียงจะขบกันตลอดเวลา เหมาะสาหรบั ใช้กบั รถยนต์ ทม่ี คี วามเร็วสงู ฟันหน้าเฟื อง เฟื องฟนั เฉียง กรวยคลตั ช์ รปู ที่ 3.7 แสดงภาพเฟืองฟนั เฉยี ง

ใบความร้หู นว่ ยที่ 3 ระดับชน้ั ปวช. สาขาวิชา ชา่ งยนต์ จานวน 2 หน่วยกติ รหัสวิชา 20101-2004 ช่อื วชิ างานส่งกาลงั รถยนต์ จานวน 4 ชวั่ โมง/สัปดาห์ หน่วยท่ี 3 เกยี ร์ขบั เคลื่อนลอ้ หน้า 2.3 เฟอื งเดอื ยหมูและเฟอื งบายศรี ทต่ี ิดตง้ั ในกระปกุ เกยี รข์ ับลอ้ หน้าใช้แบบเฟอื งฟันเฉยี ง แตเ่ ฟอื งเดือยหมู และเฟืองบายศรที ี่ตดิ ต้งั ในเฟอื งทา้ ยของรถยนต์ขับเคลือ่ นล้อหลัง ใช้แบบเฟอื ง ไฮปอยด์ (Hypoind) ซึ่งมลี กั ษณะเปน็ เฟอื งเฉียงโคง้ เฟื องขบั หรือเฟื องเดือยหมู เฟื องขบั หรือเฟื องเดือยหมู เฟื องบายศรี หรือเฟื องวงแหวน เฟื องบายศรี หรือเฟื องวงแหวน รูปท่ี 3.8 แสดงภาพ เฟืองไฮปอยด์ รูปท่ี 3.9 แสดงภาพเฟอื งฟันเฉียง 7. กลไกการเปลี่ยนเกยี ร์ กลไกการเปลี่ยนเกียรอ์ อกแบบติดต้ังอยู่ในเส้ือตาแหนง่ ท้ายของเกยี รด์ า้ นขวามอื ประกอบด้วย ชดุ กลไกปอ้ งกันการเขา้ เกียรซ์ อ้ น กลไกปอ้ งกันเกียร์หลดุ กลไกปอ้ งกันเขา้ เกียร์ ถอยหลงั หลดุ ซ่งึ กลไกทงั้ หมดรวมเป็นชดุ เดยี วกนั เพลาแขนเลอื กและเปล่ียน รปู ที่ 3.10 แสดงภาพกลไกการเปลีย่ นเกยี ร์

ใบความรูห้ น่วยท่ี 3 ระดบั ช้ัน ปวช. สาขาวชิ า ชา่ งยนต์ จานวน 2 หน่วยกิต รหัสวิชา 20101-2004 ชื่อวชิ างานส่งกาลงั รถยนต์ จานวน 4 ช่ัวโมง/สัปดาห์ หนว่ ยท่ี 3 เกยี ร์ขับเคล่ือนลอ้ หนา้ หลกั การทางานของกลไกการเปลี่ยนเกยี ร์ 1. กลไกปอ้ งกนั การเขา้ เกียร์ซ้อน กลไกน้จี ะปอ้ งกันการเข้าเกยี รพ์ รอ้ มกนั 2 ตาแหนง่ โดยประกอบด้วยแกนก้ามปูเลือก และเปลีย่ นเกยี ร์ โบลทแ์ ผน่ ลอ็ ก แผน่ ล็อกกา้ มปเู ปลีย่ นเกียร์ หวั ก้ามปเู กยี ร์ ตัวเข่ียหัวกา้ มปเู กยี ร์ โดย โบลท์เปน็ ตวั ป้องกันไมใ่ หแ้ ผน่ ล็อกก้ามปเู ปลี่ยนเกียร์หมุน แตใ่ หแ้ กนกา้ มปูเลอื กและเปล่ียนเกยี รห์ มนุ กลไกปอ้ งกนั เกียรซ์ ้อนมหี ลกั การทางาน ดังน้ี เชน่ ในตาแหนง่ เกียรว์ ่าง หัวก้ามปูเกียรจ์ ะอยู่ใน ตาแหนง่ เดียวกันทัง้ 3 หวั แผน่ ลอ็ กก้ามปเู ปล่ียนเกยี รจ์ ะปอ้ งกันตวั เข่ียหวั ก้ามปูไม่ให้เขย่ี หวั ก้ามปพู ร้อม กนั 2 หัว แต่ให้เข่ียไดค้ รั้งละ 1 หวั หน่ึงตาแหน่งเกียร์ ในตาแหนง่ ระหว่างเกียร์ 3 และเกยี ร์ 4 แผ่นลอ็ กกา้ มปเู ปล่ยี นเกียร์จะล็อกหัวกา้ มปูของเกียร์ 1,2,5 และเกียรถ์ อยหลัง เพ่อื ป้องกันตัวเขยี่ หัวก้ามปไู มใ่ ห้เขี่ยหัวกา้ มปพู รอ้ มกัน 2 หวั แตใ่ หเ้ ขยี่ ครง้ั ละ 1 หวั ตาแหน่งเกียร์ 3 หรือเกียร์ 4 เป็นต้น รปู ท่ี 3.11 แสดงภาพกลไกป้องกนั การเขา้ เกยี รซ์ ้อน

ใบความรหู้ น่วยท่ี 3 ระดับช้นั ปวช. สาขาวชิ า ช่างยนต์ จานวน 2 หน่วยกติ รหัสวชิ า 20101-2004 ชื่อวชิ างานสง่ กาลงั รถยนต์ จานวน 4 ชัว่ โมง/สัปดาห์ หนว่ ยที่ 3 เกียร์ขบั เคล่อื นลอ้ หนา้ 2. กลไกป้องกนั เกยี รห์ ลดุ กลไกปอ้ งกันเกียร์หลุด ประกอบดว้ ยเพลากา้ มปู 3 ตวั ลูกปืนล็อก สปริงดันลูกปืน ลวดสปรงิ ลูกปนื ลอ็ ก สกรูหวั จีบ ลกั ษณะของเพลาก้ามปูมีรอ่ งบา่ อยู่ 3 ร่อง โดยร่องกลางเป็นตาแหนง่ เกยี ร์วา่ ง ในแต่ละเพลาก้ามปมู ลี กู ปืน และสปริงกดลกู ปนื บรรจุในร่อง ลูกปนื ล็อกตาแหน่งเกียร์ 1 และเกยี ร์ 2 จะติดตัง้ อยู่ดา้ นเพลารบั กาลังหรือเพลาคลัตช์ สว่ นตาแหนง่ เกียร์ 3,4 และ 5 ลูกปืนลอ็ กจะตดิ ต้ังอยดู่ ้านเพลา ส่งกาลัง ขณะผู้ขับขเ่ี ลอื กตาแหนง่ เกยี ร์ ลกู ปนื ลอ็ กจะต้องลงไปอยูใ่ นร่องตามตาแหน่งเกยี ร์ ที่ผขู้ บั ข่เี ลือก เพลากา้ มปูตวั ที่ 3 สกรูหวั จีบ ตวั ปรับตวั สปริงลกู ปื นลอ็ ก สปริงดันลูกปื น ลูกปื นลอ็ ก เพลากา้ มปูตวั ที่ 1 เพลากา้ มปูตวั ที่ 2 รปู ท่ี 3.12 แสดงภาพกลไกป้องกนั เกียรห์ ลดุ

ใบความรู้หนว่ ยท่ี 3 ระดับชัน้ ปวช. สาขาวชิ า ช่างยนต์ จานวน 2 หนว่ ยกติ รหัสวชิ า 20101-2004 ชื่อวชิ างานสง่ กาลังรถยนต์ จานวน 4 ชว่ั โมง/สัปดาห์ หน่วยท่ี 3 เกียร์ขับเคล่ือนลอ้ หน้า 3. กลไกป้องกนั เกียร์ถอยหลังหลุด ประกอบด้วยชดุ ลกู ปืนลอ็ ก กา้ มปเู กียร์ถอยหลัง แขนเปลย่ี นเกยี ร์ถอยหลัง เฟอื งกลบั ทิศทาง ท่ีแขนกา้ มปเู กียรถ์ อยหลังจะมีรอ่ ง และมีลกู ปืนลอ็ ก และสปรงิ ลกู ปนื บรรจุในร่อง เพื่อป้องกนั ไม่ใหเ้ ฟอื งกลับ ทศิ ทางหมนุ เคลอ่ื นทเ่ี ขา้ ขบกบั เฟอื งเกยี รถ์ อยหลัง ในขณะทผ่ี ู้ขับขย่ี งั ไมไ่ ด้เขา้ เกียร์ถอยหลงั ชุดลกู ปื น กา้ มปูเกยี ร์ แขนเปลยี่ นเกยี ร์ สปริงดัน เฟื องกลบั กา้ มปูเกยี ร์ ลูก แขนเปลี่ยนเกยี ร์ เฟื องกลบั รูปท่ี 3.13 แสดงภาพกลไกป้องกันเกยี ร์ถอยหลงั หลุด

ใบความรหู้ นว่ ยที่ 3 ระดบั ชน้ั ปวช. สาขาวิชา ช่างยนต์ จานวน 2 หน่วยกติ รหสั วชิ า 20101-2004 ชือ่ วิชางานส่งกาลงั รถยนต์ จานวน 4 ชว่ั โมง/สัปดาห์ หน่วยที่ 3 เกียร์ขับเคล่ือนล้อหน้า หน้าที่ของกระปกุ เกยี ร์รถขับล้อหน้า กระปุกเกยี รร์ ถขบั ล้อหน้าเป็นอุปกรณ์ซ่งึ ติดต้งั อยู่ด้านหน้าตามแนวขวางของตัวรถยนต์ ทต่ี าแหน่งระหว่างเคร่ืองยนตก์ บั เพลาขับล้อหน้า มหี นา้ ท่ีดงั นี้ 1. เพิม่ แรงบดิ (Torque) ขณะรถยนต์เร่มิ ออกตัวรถ หรือแซงรถยนตค์ ันอื่น ผู้ขบั ขต่ี อ้ ง ใช้เกียรต์ า่ เพ่ือทาให้แรงบดิ เพมิ่ ขึ้น ส่งผลใหร้ ถยนต์มกี าลงั สูงข้นึ 2. เปลี่ยนตาแหน่งเกยี ร์ เชน่ เกยี รถ์ อยหลงั (Reverse Gear) เกียร์เดินหนา้ (Forward Gear) และเกียร์ว่าง (Neutral) เป็นตน้ 3. ตัดการส่งกาลงั ระหวา่ งเครื่องยนตก์ ับเพลาสง่ กาลังในตาแหนง่ เกยี ร์วา่ ง 4. ลดความเรว็ ของรถยนต์ในขณะลงจากทางลาดชัน การขบั ขีร่ ถลงจากเขา หรอื ทางลาดชนั จะทาให้รถยนตม์ ีแรงเฉ่ือย ซึง่ อาจเกดิ อันตราย ดงั นน้ั ผู้ขับข่ีจาเป็นต้องใช้เกยี รต์ า่ เพื่อเพม่ิ อตั ราทด สง่ ผลให้ เครอ่ื งยนต์มคี วามเรว็ รอบต่า และทาใหค้ วามเรว็ ของล้อรถยนต์ลดลง (Engine Brake) เมื่อผ้ขู บั ข่ตี อ้ งการเพ่ิมหรอื ลดความเร็วของรถยนต์ จงึ จาเป็นตอ้ งเปลยี่ นอตั ราทดให้สมั พนั ธ์ กับความเร็วและการทางาน (load) เช่น ในขณะรถยนต์เร่มิ ออกตวั ผขู้ ับขีต่ ้องใช้เกยี ร์ต่า เพอ่ื เพ่มิ อัตราทด ส่งผลใหร้ ถยนต์เคลื่อนทไ่ี ด้ หรือผขู้ บั ขีต่ ้องการให้รถยนตม์ ีความเรว็ สูงขนึ้ และประหยดั นา้ มนั เชื้อเพลิง ผขู้ ับข่ี ตอ้ งใช้เกียรส์ งู เพ่อื ลดอัตราทด ชนิดของกระปุกเกียร์ขบั ลอ้ หนา้ แบง่ เป็น 2 ชนดิ 1. กระปกุ เกยี ร์อตั โนมัติ (Automatic Transmission) เป็นกระปกุ เกยี ร์ท่ีมกี ารควบคุมการเลอื่ น ตาแหนง่ เกียรด์ ว้ ยแรงดันไฮดรอลกิ และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 2. กระปกุ เกยี ร์ธรรมดา (Manual Transmission) ในปจั จบุ ันรถยนตน์ ่งั นิยมใชเ้ กยี รธ์ รรมดาซงิ โคร เมชแบบเฟอื งทองเหลอื งซึง่ มีหลกั การทางานเหมือนกับกระปุกเกียรข์ บั เคล่ือนลอ้ หลัง รูปที่ 3.14 แสดงภาพเกียร์รถขบั ล้อหนา้ อตั โนมตั ิ รูปท่ี 3.15 แสดงภาพเกียรร์ ถขับลอ้ หน้าธรรมดา

ใบความรู้หนว่ ยที่ 3 ระดบั ชน้ั ปวช. สาขาวชิ า ช่างยนต์ จานวน 2 หนว่ ยกิต รหสั วชิ า 20101-2004 ชือ่ วชิ างานสง่ กาลังรถยนต์ จานวน 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ หนว่ ยที่ 3 เกยี ร์ขับเคลื่อนลอ้ หน้า หลักการทางานของกระปกุ เกียร์รถขบั ล้อหนา้ 5 ความเร็ว 1. ตาแหนง่ เกียร์วา่ ง (Neutral) เพลารับกาลงั หรือ เพลาคลตั ช์ เฟื องเกยี ร์ 1 และ เกยี ร์2 เพลาขบั เกยี ร์ 1 และ 2 2 เฟื องขบั เกยี ร์ เฟื องขบั เกยี ร์ 1 เพลารับกาลงั เฟื องขบั เพลาส่งกาลงั เฟื องเกยี ร์ 2 เฟื องเกยี ร์ 1 เฟื องบายศรี ชุดเฟื องทา้ ย รปู ท่ี 3.16 แสดงภาพตาแหน่งเกยี รว์ ่าง ตาแหน่งเกยี รว์ า่ ง (Neutral) ในตาแหนง่ น้กี ลไกซิงโครเมชจะอยใู่ นตาแหน่งอิสระ กาลงั งานจากเครื่องยนต์จงึ ส่งไปยังเพลารับกาลงั เฟืองขับเกยี ร์ 1 และ 2 เฟอื งเกยี ร์ 1 และ 2 แต่ไมม่ ีการสง่ กาลังไปยงั เพลาสง่ กาลงั ส่งผลใหร้ ถยนตไ์ มเ่ คลอ่ื นที่

ใบความรู้หน่วยท่ี 3 ระดับชั้น ปวช. สาขาวิชา ช่างยนต์ จานวน 2 หน่วยกิต รหัสวิชา 20101-2004 ชอ่ื วิชางานส่งกาลงั รถยนต์ จานวน 4 ชว่ั โมง/สัปดาห์ หนว่ ยที่ 3 เกียร์ขบั เคลอื่ นลอ้ หนา้ 2. ตาแหน่งเกียร์ 1 (First Gear) เพลารับกาลงั เฟื องขบั เกยี ร์ 1 เฟื องเกยี ร์ 1 ปลอกดุมคลตั ชแ์ ละดุมตวั ที่ 1 เพลาส่งกาลงั เฟื องขบั เฟื องบายศรี ชุดเฟืองทา้ ย เฟื องขบั เพลารบั กาลงั ปลอกดุมคลตั ช์และดุม เฟื องขบั เฟื องเกยี ร์ เพลาส่งกาลงั เฟื อง ชุดเฟื องท้าย รูปท่ี 3.17 แสดงภาพตาแหนง่ เกยี ร์ 1 ตาแหนง่ เกยี ร์ 1 (1st gear) เมือ่ ดนั คันเกียรเ์ พอื่ เปล่ียนเกยี ร์ไปตาแหน่งเกียร์ 1 กลไกซงิ โครเมช ตัวท่ี 1 จะลกู เล่ือนให้ขบกบั เฟอื งเกียร์ 1 ทาใหแ้ รงบดิ จากเครอ่ื งยนต์สง่ ผ่านเพลารับกาลงั ไปยังเฟอื งขับเกียร์ 1 เฟอื งเกยี ร์ 1 ปลอกดมุ คลตั ช์ และดุมตวั ท่ี 1 เพลาสง่ กาลงั เฟืองขับ เฟืองบายศรี และชุดเฟืองทา้ ย ตามลาดับ ส่งผลใหร้ ถยนตว์ ิง่ ดว้ ยความเรว็ ในตาแหนง่ เกยี ร์ 1

ใบความรหู้ น่วยที่ 3 ระดับชน้ั ปวช. สาขาวิชา ชา่ งยนต์ จานวน 2 หนว่ ยกติ รหสั วชิ า 20101-2004 ชื่อวิชางานส่งกาลงั รถยนต์ จานวน 4 ชัว่ โมง/สปั ดาห์ หนว่ ยที่ 3 เกียร์ขบั เคล่ือนลอ้ หนา้ 3. ตาแหน่งเกียร์ 2 (Second Gear) เพลารับกาลงั เฟื องขบั เกยี ร์ 2 เฟื องเกยี ร์ 2 ปลอกดุมคลตั ชแ์ ละดุมตวั ที่ 1 เพลาส่งกาลงั เฟื องขบั เฟื องบายศรี ชุดเฟื องท้าย เฟื องขบั เกยี ร์ เพลารับ เฟื องขบั เพลาส่ง เฟื อง ปลอกดุมคลตั ช์และ เฟื อง ชุดเฟื อง รูปที่ 3.18 แสดงภาพตาแหนง่ เกยี ร์ 2 ตาแหนง่ เกยี ร์ 2 (2nd gear) เม่อื ดนั คันเกียรไ์ ปตาแหน่งเกียร์ 2 กลไกซิงโครเมชตัวที่ 1 จะถกู เลือ่ นเข้าขบกับเฟืองขับเกยี ร์ 2 เปน็ เหตุให้แรงบิดจากเครื่องยนตส์ ่งผ่านเพลารับกาลังไปยังเฟืองขับ เกยี ร์ 2 เฟอื งเกียร์ 2 ปลอกดุมคลตั ช์ และดุมตัวที่ 1 เพลาสง่ กาลัง เฟอื งขบั เฟืองบายศรี และชดุ เฟือง ท้าย ตามลาดบั สง่ ผลใหร้ ถยนตว์ ่งิ ดว้ ยความเรว็ ในตาแหน่งเกียร์ 2

ใบความรู้หนว่ ยที่ 3 ระดบั ชั้น ปวช. สาขาวิชา ชา่ งยนต์ จานวน 2 หน่วยกติ รหัสวชิ า 20101-2004 ช่ือวชิ างานส่งกาลังรถยนต์ จานวน 4 ชว่ั โมง/สัปดาห์ หนว่ ยท่ี 3 เกยี ร์ขบั เคล่อื นล้อหน้า 4. ตาแหนง่ เกียร์ 3 (Third Gear) เพลารบั กาลงั ปลอกดุมคลตั ชแ์ ละดุมตวั ที่ 2 เฟื องขบั เกยี ร์ 3 เฟื องเกยี ร์ 3 เพลาส่งกาลงั เฟื องขบั เฟื องบายศรี ชุดเฟื องท้าย ปลอกดุมคลตั ชแ์ ละดุมตวั เฟื องขบั เกยี ร์ 3 เพลารบั กาลงั เฟื องขบั เพลาส่ง เฟื องเกยี ร์ เฟื อง ชุดเฟื องท้าย รปู ท่ี 3.19 แสดงภาพตาแหน่งเกียร์ 3 ตาแหน่งเกียร์ 3 (3rd gear) เมอื่ ดนั คนั เกยี รไ์ ปตาแหนง่ เกียร์ 3 กลไกซงิ โครเมชตัวที่ 2 จะถูกเล่ือนเข้าขบกบั เฟอื งขับเกียร์ 3 เป็นเหตุให้แรงบิดจากเครื่องยนต์สง่ ผา่ นเพลารบั กาลงั ไปยังปลอกดุม คลตั ช์ และดมุ ตวั ที่ 2 เฟอื งขบั เกียร์ 3 เฟืองเกียร์ 3 และเพลาส่งกาลงั เฟืองขบั เฟอื งบายศรี และชดุ เฟอื งท้าย ตามลาดบั ส่งผลใหร้ ถยนตว์ งิ่ ด้วยความเร็วในตาแหนง่ เกียร์ 3

ใบความรู้หนว่ ยท่ี 3 ระดบั ช้นั ปวช. สาขาวชิ า ช่างยนต์ จานวน 2 หน่วยกติ รหสั วิชา 20101-2004 ช่อื วิชางานส่งกาลงั รถยนต์ จานวน 4 ชวั่ โมง/สัปดาห์ หน่วยท่ี 3 เกยี ร์ขับเคลอ่ื นลอ้ หนา้ 5. ตาแหน่งเกยี ร์ 4 (Fourth Gear ) เพลารับกาลงั ปลอกดุมคลตั ช์และดุมตวั ที่ 2 เฟื องขบั เกยี ร์ 4 เฟื องเกยี ร์ 4 เพลาส่งกาลงั เฟื องขบั เฟื องบายศรี ชุดเฟื องท้าย เฟื องขบั เกยี ร์ 4 ปลอกดุมคลตั ชแ์ ละดุมตวั ที่ 2 เพลารบั กาลงั เฟื องขบั เพลาส่งกาลงั เฟื องเกยี ร์ 4 เฟื อง บายศรี ชุดเฟื อง ทา้ ย รูปท่ี 3.20 แสดงภาพตาแหนง่ เกยี ร์ 4 ตาแหนง่ เกียร์ 4 (4th gear) เมือ่ ดนั คันเกยี ร์ไปตาแหนง่ เกยี ร์ 4 กลไกซงิ โครเมชตัวที่ 2 จะถกู เลอ่ื นเข้าขบกบั เฟอื งขบั เกยี ร์ 4 เป็นเหตุให้แรงบดิ จากเคร่ืองยนตส์ ง่ ผา่ นเพลารับกาลังไปยงั ปลอกดมุ คลตั ช์ และดมุ ตวั ท่ี 2 เฟอื งขบั เกยี ร์ 4 เฟอื งเกยี ร์ 4 เพลาสง่ กาลงั เฟืองขบั เฟอื งบายศรี และชุดเฟืองทา้ ย ตามลาดบั ส่งผลใหร้ ถยนต์ว่ิงด้วยความเรว็ ในตาแหน่งเกียร์ 4

ใบความรหู้ น่วยท่ี 3 ระดับชนั้ ปวช. สาขาวชิ า ช่างยนต์ จานวน 2 หน่วยกิต รหสั วชิ า 20101-2004 ช่ือวชิ างานสง่ กาลงั รถยนต์ จานวน 4 ชั่วโมง/สปั ดาห์ หนว่ ยท่ี 3 เกียร์ขับเคลือ่ นล้อหนา้ 6. ตาแหน่งเกียร์ 5 (Fifth Gear or Overdrive) เพลารับกาลงั ปลอกดุมคลตั ชแ์ ละดุมตวั ที่ 3 เฟื องขบั เกยี ร์ 5 เฟื องเกยี ร์ 5 เพลาส่งกาลงั เฟื องขบั เฟื องบายศรี ชุดเฟื องท้าย ปลอกดุมคลตั ชแ์ ละดุมตวั ท่ี 3 เพลารับ เฟื องขบั เกยี ร์ กาลงั 5 เฟื องขบั เพลาส่ง กาลงั เฟื องเกยี ร์ 5 เฟื องบายศรี ชุดเฟื อง ท้าย รปู ที่ 3.21 แสดงภาพตาแหน่งเกยี ร์ 5 ตาแหน่งเกยี ร์ 5 (5th gear) เมอื่ ดนั คันเกยี ร์ไปตาแหนง่ เกียร์ 5 กลไกซิงโครเมชตวั ที่ 3 จะถกู เลอื่ นเข้าขบกับเฟอื งขับเกียร์ 5 แรงบดิ จากเครื่องยนต์ส่งผา่ นเพลารับกาลังไปยงั ปลอกดมุ คลัตช์ และดมุ ตัวที่ 3 เฟอื งขับเกยี ร์ 5 เฟืองเกียร์ 5 และเพลาสง่ กาลัง เฟืองขบั เฟอื งบายศรี และชุดเฟอื งทา้ ย ตามลาดบั สง่ ผลให้รถยนตว์ ่ิงดว้ ยความเรว็ ในตาแหน่งเกียร์ 5 (over drive)

ใบความรูห้ น่วยที่ 3 ระดับช้นั ปวช. สาขาวชิ า ชา่ งยนต์ จานวน 2 หน่วยกติ รหัสวิชา 20101-2004 ช่อื วิชางานสง่ กาลังรถยนต์ จานวน 4 ชั่วโมง/สัปดาห์ หน่วยท่ี 3 เกียร์ขบั เคลอ่ื นล้อหน้า 7. ตาแหนง่ เกียร์ถอยหลงั (Reverse Gear) เพลารับกาลงั เฟื องขบั เกยี ร์ถอยหลงั เฟื องกลบั ทิศทาง เฟื องเกยี ร์ถอยหลงั เพลาส่งกาลงั เฟื องขบั เฟื องบายศรี ชุดเฟื องทา้ ย เฟื องขบั เกยี ร์ถอยหลงั เพลารบั กาลงั เฟื องขบั เพลาส่งกาลงั เฟื องกลบั ทิศทาง เฟื องเกยี รถ์ อย หลงั ชุดเฟื องทา้ ย เฟื องบายศรี รูปที่ 3.22 แสดงภาพตาแหนง่ เกียร์ถอยหลัง ตาแหนง่ เกยี รถ์ อยหลัง (Reverse gear) เมอื่ ดนั คนั เกยี ร์ไปตาแหน่งเกยี ร์ถอยหลงั เฟืองกลับทิศทางจะ ถกู เลือ่ นเขา้ ขบกบั เฟอื งขับเกียร์ถอยหลังบนเพลารบั กาลงั และเฟอื งเกียรถ์ อยหลงั บนเพลาสง่ กาลงั แรงบดิ จาก เครือ่ งยนต์สง่ ผา่ นเพลารับกาลังไปยงั เฟืองขับเกยี ร์ถอยหลังบนเพลาเพลารบั กาลัง เฟอื งกลับทิศทาง เฟอื งเกียรถ์ อยหลัง บนเพลาสง่ กาลงั เฟืองขบั เฟืองบายศรี และชุดเฟอื งท้ายตามลาดบั ซง่ึ ใน ตาแหน่งน้ีเฟอื งกลับทิศทางจะทาให้เพลาสง่ กาลังหมุนทวนเข็มนาฬกิ า ซ่งึ หมุนกลบั ทศิ ทางกับเพลารบั กาลงั ที่หมุน ตามเขม็ นาฬกิ า ดังนั้นจึงทาให้รถยนตเ์ คลอื่ นถอยหลัง

ใบความร้หู นว่ ยท่ี 3 ระดับช้ัน ปวช. สาขาวิชา ชา่ งยนต์ จานวน 2 หนว่ ยกติ รหัสวิชา 20101-2004 ชอื่ วิชางานส่งกาลังรถยนต์ จานวน 4 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ หน่วยที่ 3 เกยี ร์ขบั เคลอ่ื นล้อหน้า วนิ จิ ฉัยข้อขดั ข้องของกระปุกเกยี ร์รถขบั ล้อหน้า ขอ้ ขดั ขอ้ งของกระปุกเกยี ร์รถขบั ลอ้ หนา้ มดี งั ต่อไปน้ี ปัญหาขอ้ ขดั ขอ้ ง สาเหตุ การแกไ้ ข 1. เขา้ เกยี ร์ยาก 1. เหยยี บแป้นเหยยี บคลตั ช์ไมส่ ุด 1. เหยยี บแป้นเหยยี บคลตั ช์จนสุด 2. ปลดเกยี ร์ยาก หรือคลตั ชไ์ ม่จาก หรือคลตั ชจ์ าก 2. ปรบั ต้งั ระยะฟรีคลตั ช์ 2. ปรบั ต้งั ระยะฟรีคลตั ช์ให้ถูกตอ้ ง ไม่ถูกตอ้ ง 3. ชุดซิงโครไนเซอร์ชารุด 3. เปลี่ยนหรือซ่อม ชุดซิงโครไนเซอร์ 4. ปลอกดุมคลตั ชต์ ิดขดั 4. ซ่อมปลอกดุมคลตั ช์ 5. ฟันของเฟืองเกยี ร์ถอยหลงั 5. เปลี่ยนเฟื องเกยี ร์ถอยหลงั สึกหรอ 6. สปริงป้องกนั เกยี ร์หลุด 6. เปล่ียนสปริงป้องกนั เกยี ร์หลุด แข็งเกนิ ไป 7. น้ามนั เกยี ร์ต่ากวา่ ระดบั ท่ีกาหนด 7. เติมน้ามนั เกยี ร์จนถงึ ระดบั ที่กาหนด 1. เหยยี บแป้นคลตั ช์ไม่สุด 1. เหยยี บแป้นเหยยี บคลตั ช์จนสุด หรือคลตั ชไ์ มจ่ าก 2. กา้ นต่อขาดการหล่อล่ืน 2. ใชน้ ้ามนั หล่อลื่อกา้ นต่อ 3. สปริงป้องกนั เกยี ร์หลดุ แขง็ เกนิ ไป 3. เปล่ียนสปริงป้องกนั เกยี ร์หลดุ 4. ชุดซิงโครไนเซอร์ชารุด 4. เปล่ียนหรือ ซ่อม ชุดซิงโครไนเซอร์ 5. ปลอกดุมคลตั ช์ติดขดั 5. ซ่อมปลอกดุมคลตั ช์ 6. น้ามนั เกยี ร์ไมต่ รงตามมาตรฐาน 6. เปลี่ยนน้ามนั เกยี ร์ตามมาตรฐานที่ กาหนด 7. น้ามนั เกยี ร์ต่ากว่าระดบั ที่กาหนด 7.เติมน้ามนั เกยี ร์จนถงึ ระดบั ท่ีกาหนด

ใบความรหู้ นว่ ยที่ 3 ระดับชน้ั ปวช. สาขาวชิ า ช่างยนต์ จานวน 2 หน่วยกิต รหสั วชิ า 20101-2004 ช่อื วชิ างานส่งกาลังรถยนต์ จานวน 4 ช่ัวโมง/สัปดาห์ หนว่ ยที่ 3 เกยี ร์ขับเคลื่อนล้อหน้า ปัญหาขอ้ ขดั ขอ้ ง สาเหตุ การแกไ้ ข 3. ตาแหน่งเกยี ร์หลุด 1. สปริงป้องกนั เกยี ร์หลุด 1. เปล่ยี น สปริงป้องกนั เกยี ร์หลุด อ่อนมาก 2. ปรบั ต้งั กา้ นต่อไม่ถกู ตอ้ ง 2. ปรับต้งั กา้ นต่อ 3. ตลบั ลูกปื น ชารุด 3. เปลยี่ น ตลบั ลูกปื น 4. ชุดซิงโครไนเซอร์ ชารุด 4. เปล่ยี น หรือซ่อม ชุดซิงโครไนเซอร์ 5. ลูกปื นปลายคลตั ช์หรือบู๊ช 5. เปลี่ยน ลูกปื นหรือบู๊ช ชารุด 4. มีเสียงดงั ในขณะ 1. ชุดซิงโครไนเซอร์ ชารุด 1. เปล่ยี น หรือซ่อม เลื่อนตาแหน่งเกยี ร์ ชุดซิงโครไนเซอร์ 2. ปรบั ต้งั ระยะฟรีคลตั ช์ 2. ปรบั ต้งั ระยะฟรีคลตั ช์ ไม่ถูกตอ้ ง ให้ถกู ตอ้ ง 3. เหยยี บ แป้นเหยยี บคลตั ช์ 3. เหยยี บแป้นเหยยี บคลตั ช์จนสุด ไมส่ ุดหรือคลตั ช์ไม่จาก หรือคลตั ช์จาก 4. น้ามนั เกยี ร์ไมไ่ ดม้ าตรฐาน 4. เปลย่ี นน้ามนั เกยี ร์ตามมาตรฐาน ที่กาหนด ท่ีกาหนด 5. น้ามนั เกยี ร์ต่ากว่าระดบั ที่กาหนด 5. เติม น้ามนั เกยี ร์ถึงระดบั ที่กาหนด 5. น้ามนั เกยี ร์รวั่ 1. น้ามนั สูงกว่าระดบั ที่กาหนด 1. ถ่ายน้ามนั เกยี ร์จนถึงระดบั ท่ีกาหนด 2. ซีลกนั น้ามนั เกยี ร์ชารุด 2. เปล่ียนซีลกนั น้ามนั 3. ปลก๊ั ถา่ ยน้ามนั เกยี ร์หลวม 3. ขนั ปลก๊ั ถ่ายน้ามนั เกยี ร์ให้แน่น 4. เส้ือเกยี ร์แตก 4. เปลี่ยนเส้ือเกยี ร์ 5. ปะเกน็ เส้ือเกยี ร์หรือปะเกน็ เหลว 5. เปลี่ยนปะเกน็ เส้ือเกยี ร์ ชารุด 6. ขนั โบลทร์ อบเส้ือเกยี ร์ใหแ้ น่น 6. โบลท์รอบเส้ือเกยี ร์หลวม

แบบฝกึ เสริมทักษะหน่วยที่ 3 ระดบั ชั้น ปวช. สาขาวิชา ช่างยนต์ จานวน 2 หนว่ ยกิต รหัสวชิ า 20101-2004 ชื่อวิชางานส่งกาลังรถยนต์ จานวน 4 ช่วั โมง/สปั ดาห์ หนว่ ยท่ี 3 เกยี ร์ขบั เคลื่อนล้อหนา้ คาช้แี จง จงทาเครอ่ื งหมายกากบาทลงหนา้ คาตอบทีถ่ กู ท่สี ุดเพยี งขอ้ เดยี ว คะแนน 10 คะแนน 1. คาตอบขอ้ ใดเป็นส่วนประกอบของกระปุกเกียรร์ ถขับล้อหน้า ก. เพลารับกาลัง เพลารอง เพลาสง่ กาลัง เฟอื งทา้ ย ข. เพลารับกาลงั เพลาสง่ กาลัง เฟืองทา้ ย ปลอกดมุ คลตั ช์ ค. เพลารับกาลัง เพลากลาง เพลาสง่ กาลัง ปลอกดุมคลัตช์ ง. เพลารับกาลงั เพลารอง เพลากลาง เพลาสง่ กาลงั 2. คาตอบข้อใดคือหนา้ ท่ีของกระปกุ เกียร์รถขับลอ้ หน้า ก. เพ่มิ แรงบิดขณะรถยนต์เริ่มออกตวั และเปล่ยี นอัตราทด ข. เพ่ิมกาลงั ของเครือ่ งยนต์และตวั การสง่ กาลงั ในตาแหน่งเกยี ร์ว่าง ค. เปลี่ยนทศิ ทางการหมุนและลดความเรว็ รอบของเคร่ืองยนต์ ง. เพ่มิ ความเรว็ ของเคร่อื งยนตแ์ ละรถยนต์ 3. คาตอบขอ้ ใดเป็นหน้าทข่ี องเพลาสง่ กาลัง ก. รบั กาลังจากเพลารอง ข. รบั กาลังจากเพลากลาง ค. รับกาลงั จากเฟืองท้าย ง. รบั กาลังจากเพลาคลัตช์ 4. คาตอบข้อใดเปน็ ส่วนประกอบของชุดปรับความเรว็ หรอื ชดุ ซงิ โครไนเซอร์ ก. เฟืองทองเหลือง ปลอกเลื่อน ดมุ คลตั ช์ ล่มิ เลอื่ น ข. เฟืองทองแดง ปลอกเลือ่ น แหวนล็อก ค. เฟอื งทา้ ย ดมุ คลตั ช์ ปลอกเลอ่ื น แหวนลอ็ ก ง. เฟอื งบายศรี ดมุ คลัตช์ ลิ่มเล่ือน เฟอื งทองเหลือง 5. กลไกการเปล่ยี นเกียรข์ องกระปุกเกยี ร์รถขบั ลอ้ หน้าประกอบด้วยอะไร ก. กลไกปอ้ งกนั การเข้าเกยี ร์ซ้อน กลไกป้องกันเกียร์ถอยหลังหลุด กลไกป้องกนั เกียร์ 5 หลดุ ข. กลไกปอ้ งกนั การเขา้ เกียร์ซ้อน กลไกปอ้ งกันเกียร์ 1-2 หลดุ ค. กลไกปอ้ งกันการเข้าเกียรซ์ อ้ น กลไกป้องกันเกยี ร์ 3-4 หลุด ง. กลไกป้องกันการเขา้ เกียรซ์ อ้ น กลไกปอ้ งกันเกียรห์ ลดุ กลไกปอ้ งกันเกียรถ์ อยหลังหลดุ

แบบฝึกเสริมทักษะหนว่ ยที่ 3 ระดบั ช้นั ปวช. สาขาวชิ า ช่างยนต์ จานวน 2 หนว่ ยกิต รหสั วิชา 20101-2004 ชือ่ วิชางานส่งกาลงั รถยนต์ จานวน 4 ช่วั โมง/สปั ดาห์ หนว่ ยท่ี 3 เกยี ร์ขบั เคลอ่ื นลอ้ หนา้ 6. คาตอบข้อใดไมใ่ ช่ชนิ้ ส่วนของเฟืองท้ายในกระปุกเกียร์รถขับลอ้ หนา้ ก. ลูกปนื ขา้ ง ข. เฟืองดอกจอก ค เฟืองทองเหลอื ง ง. เฟืองบายศรี 7. ควรใช้เคร่ืองมอื ชนิดใดในการประกอบลูกปืนตวั ในและเฟืองขบั เกยี ร์ 4 ก. ค้อนและสกัด ข. เครื่องอัดไฮดรอลกิ ค. ชดุ ประแจบลอ็ ก ง. ประแจแหวน 8. คาตอบข้อใดเป็นลาดบั ขน้ั ตอนการส่งกาลงั ในตาแหนง่ เกียร์ 3 ของกระปกุ เกยี ร์รถขับล้อหน้า ก. เพลารบั กาลงั เพลาส่งกาลงั เฟอื งขบั เกียร์ 3 เฟอื งเกยี ร์ 3 ข. เพลารับกาลงั เพลาสง่ กาลัง เฟืองเกียร์ 3 เฟอื งขับเกยี ร์ 3 ค. เพลารบั กาลัง เฟอื งขบั เกียร์ 3 เฟอื งเกยี ร์ 3 เพลาส่งกาลงั ปลอกดมุ คลัตช์และดมุ ตัวที่ 2 ง. เพลารบั กาลัง เฟืองขับเกียร์ 3 เฟืองเกยี ร์ 3 เพลาส่งกาลงั 9. คาตอบข้อใดเป็นลาดับข้นั ตอนการถอดประกอบกระปกุ เกียรร์ ถขบั ลอ้ หนา้ ถูกตอ้ ง ก. ถอดฝาครอบเสือ้ เกียร์ ถอดโบลทย์ ดึ เสอ้ื เกียร์ ถอดโบลทย์ ึดเฟืองบายศรี ถอดซลี นา้ มนั เกียร์ ข. ถอดฝาครอบเสือ้ เกียร์ ถอดซีลน้ามันเกียร์ ถอดโบลทย์ ึดเสือ้ เกยี ร์ ถอดโบลทย์ ดึ เฟืองบายศรี ค. ถอดโบลทย์ ดึ เฟอื งบายศรี ถอดฝาครอบเส้ือเกยี ร์ ถอดโบลท์ยดึ เสื้อเกียร์ ถอดซีลนา้ มันเกียร์ ง. ถอดซีลน้ามันเกยี ร์ ถอดฝาครอบเสื้อเกียร์ ถอดโบลท์ยึดเสอ้ื เกยี ร์ ถอดโบลทย์ ึดเฟอื งบายศรี 10. คาตอบขอ้ ใดวินิจฉยั กระปุกเกียรร์ ถขบั ล้อหน้ารถยนต์ไม่ถูกตอ้ ง ก. เกียร์หลุดสาเหตจุ ากเหยียบแปน้ คลัตชไ์ ม่สดุ ข. นา้ มันเกยี ร์รว่ั สาเหตุจากเส้ือเกยี รแ์ ตก ค. เกียร์มีเสียงดังสาเหตุจากน้ามันเกยี รต์ ่ากวา่ ระดบั ปกติ ง. เขา้ เกยี รย์ ากสาเหตุจากชุดซิงโครไนเซอรช์ ารดุ

ห1า,ข 1. การเ5มแรง8ด เ\"อเ$มออกรถ มากเ3อใ5รถยน+เค7อน8 เ3อเBมแรง0ดใ5Cบเพลากลาง G เค7อนในระยะเ$ม,น 2. การเป;ยน<ตราทดเค@องยนA รถยน+ไSโดยตรง การRงLMงใ5 เค7อน8ไS Tง,องKการเปVยน;ต การYเWองมาทดLMงJใ5KL Jใ5รถยน+Zงเ[ว]น

ของเ/ย0 ถ รถยน+,องการแรง0ดอ2าง โดยใ:;ตราทดของเ?ย@A GงจะJใ5รถKLMงในการNบ ไPสามารถRงแรงNบใ5Cบ 5Cบรถยน+สามารถใ5รถยน+ ตราทดของเWองGงเXน LMงและเBมแรง0ดใ5Cบเพลา 2

ห1า,ข 3. การBบเคDอนถอยหFง เค^องย เ?ย@จะเXนaวปbบcศทางการห`น เค7อน8ถอยหMงไSโดยการเeาเ? 4. การGดHFงรถยนA เ\"อเหfยบ เ?ย@ใ5อi8เ?ย@jาง การRงL kงเWองเพลารองlเmนไปตามปก RงLMงใ5เWองเพลาLMงTงไPเp sแหtงเ?ย@jางหuอเXน การaด 5. การเบรกIวยเค@องยนA สามา ของรถยน+ไS โดยเฉพาะ ในกา มากๆ

ของเ/ย0 ยน+ไPสามารถห`นกMบทางไS นของเพลาTงJใ5รถยน+ ?ย@ถอยหMง บคMตgใ5คMตgจากโดยเ7อนhน LMงจากใ5เWองเพลาคMตgไป กn แoเWองเพลารอง จะไP pดการNบเค7อน qดrจะเXน ดLMงรถยน+ ารถใ:เ?ย@Aเ3อลด;ตราเ[ว ารNบwรถยน+ลงทางลาดxน 3

<ตราทดของเ/ หFกการของJองเ/ย0 เ\"อเWอง A บ บนเพลาตาม โดยzวไปแ{วเพลา B จะ ;ตราRวนรอบของเWอง B จะลดลง~อ กลางจะ•ง]น เXนRวนกMบของ;ตราเ ;ตราเ[วรอบของเWองNบoอ;ตรารอบ

/ย0 (Gear Ratio) บนเพลาNบห`นและขบCบเWอง B ะK|นวน}นมากกjาเWอง A อยกjา เWอง A แoแรง0ดบนเพลา เ[วรอบของการห`น ;ตราRวนของ บของเWองตาม 4

แสดงการขบLนของ จากÄป เ เMองNGว เWอง C จ เWอง D จ แบบเพลา เWอง A แสดง

เ\"อเWองÅงÇขบCน เWอง A และ จะเXนเWองNบ RวนเWอง B และ จะเXนเWองตามโดย8เWอง D าตามจะห`น:าลงเ\"อเÉยบCบ งการเป)ยบเOยบเMองเ/ย0สองGว,ขบLน 5

โครงสQางRวนปร 1.เพลา (Shaft) 1.1 เพลาคFตU (Clutch Shaft) เ เค^องยน+ÑานทางÖองเพลาของแ CบเWองของเพลาคMตgRงLMงoอ 1.2 เพลารอง (Counter Shaft) เ bบLMงNบจากเพลาคMตgเ3อRงÜ ขนาดของเWองในความเ[วของเ?ย ถอยหMงมาoออiCบเWองถอยหMง 1.3 เพลาHFง (Main Shaft) เX CบเพลาคMตg 8เพลาจะJเXน เXนaวäดเWองCบเพลาใ5ห`นไป เ7อนไปมาเ3อเปVยนsแหtงมา;

ระกอบของกระ.กเ/ย0 เXนเพลา8bบLMงงานจาก แÑนคMตgเ3อRงLMงการNบใ5 อไปkงเWองของเพลารอง เXนเพลา8KเWองเ?ย@สวมอi ใ: ÜายLMงใน;ตราทดoางๆ ตาม ย@oางๆ เพลารองkงKเพลาเ?ย@ ง Xนเพลาเ?ย@oออiในระáบเàยว นâอง}น (Spline) aวâอง}นจะ ปSวยCน โดยใ:aวเWอง 6 ;ตราทดของเ?ย@ โดยKãกåน

2. เMอง 2.1 เMองVนตรง Mกษณะของ}นเWอ ไป ใ:Cบงานหêก aว}นเWองëมíสอ เWองîบไSเïม}นของเWอง bบแรงNบไ การกระแทกเïมห~า}นTงJใ5Kเñย VนเMองแบบตรง 2.2 เMองVนเWยง เXนเWอง8ไSáดแ aว}นของเWอง ใ5เóยงหuอเòยง ใ ของเWองëมíสCนไSàตลอดแนว การเ áง

องตรงพบเèนในงานRงLMงNบzวๆ อiตลอดเวลา ìวëมíสของâอง}น ไS•ง เ\"อความเâง•งจะเpด ยงáง VนเMองแบบเWยง แปลงมาจาก}นเWองตรงใ5KÄปâาง ใ:งานความเ[ว•งไSà }นoอ}น เ7อนเWองเeาและออกôายไPKเñยง7

2.3 XดเMองบYวาร เXนöดเWอง8ปร ใน ใ:ใน5องเ?ย@;ตโนõn öดเWองบ หลายûา รวมÅงเ?ย@ถอยหMง การJ การเ5ม<ตราเZวรอบ 3. ^ก_น (BeaกrFiบn\\gศ)ทาง 3.1 ^ก_นสาห`บเMอง เXนãกåน8ใ เ?ย@ Rวนให†จะเXนöดของเWอง8สว ห`นเXน°สระCบเพลาและจะäดใ5เX 3.2 ^ก_นสาห`บเพลา ในระบบรอง £จารณา§งความเ8ยงตรงไS•น¶ แß ห`นไSสะดวกและค©องaว

ระกอบSวยเWอง}นนอกและเWอง}น บúวารKขนาดกะùดbด K;ตราการทด JงานของเWองเüยบ การห[น ใ:รองbบöดRวนประกอบของเWอง วมอiCบเพลาLMง เWองöดrจะ,อง XนaวเàยวCนCบเพลาเ\"อเวลาใ:งาน งbบเพลาเ?ย@รถยน+¢นจะ,อง ßงแรง ลดการ®กหรอและลดเñยงáง 8

4. aนเ/ย0 (Gear Shifting) 4.1 เ/ย0กระ.ก (Floor Shift) ™อ เ? กระ¨กเ?ย@ โดยäดอi8ฝาครอบกระ สามารถเค7อน8ไSในMกษณะaว H R เ?ย@ 4.2 เ/ย0พวงมาFย (Column Shift) มาMย การเÆอกเ?ย@จะ,องÑาน°านo ,องเBมการ±²งbกษาเBม]น 5. bcนเ/ย0 (Gear Oil) ™อ ³õนห©อ7น8ใ:ห©อ7น¥นRวนo เพลาoางๆ และâอง8เ7อนไปมา นอก เñยงáงóกSวย

?ย@ชmด8Khนเ?ย@oอโดยตรงCบ ะ¨กเ?ย@ ปลายSานบนตรงhนเ?ย@ RวนปลายSาน©างสวมอiในขาเÆอก ) ™อ รถ8Khนเ?ย@nดØงอi8คอพวง oอoางๆ GงKqดเค7อนไหวมากJใ5 oางๆ ของเ?ย@ เÖน }นเWอง ãกåน กจากrkงÖวยระบายความµอนและลด 9

ประเภทของเ/

/ย0eงโครเมช 10

1. eงโครเมชแบบเMองทองเหgอง SวยเWองทองเหÆองเXนหMกในกา เ7อนอiCบ8 ¸มเ7อน¹งอiใน·ม MกษณะเXนคºงวงกลม ;ด¸มเ7อน เWองทองเหÆองลอยaวอieาง·มค พµอม·มปลอกเ7อน RวนประกอบของeงโครเมชแบบเMอง 1. ·มคMตg (Clutch Hub) 2. ¸มเ7อนหuอaวหนอน (Insert) 3. เWองทองเหÆอง หuอแหวน¶งโคร 4. ปลอกเ7อน (Coupling Sleeve) 5. เWองเ?ย@

ง öด¶งโครเมชแบบrประกอบ ารJงาน ·มคMตgและปลอก มปลอกเ7อน สปúง ¸มเ7อนK นnดCบaวปลอกเ7อนโดย8 คMตgปลอกเ7อนและห`นไป งทองเหgอง รไนเซอ@ (Synchroniser Ring) แสดงXดeงโครเมชแบบเMอง ทองเหgอง 11

การRงhายHFงiแห\"งเ/ย0 3 เพล เพลารองไปkง เWองเ?ย@ 3 ºาเ7อน และ}นห~าเWองเ?ย@ไS การRงÜายL เพลาLMง เMองทองเหgองเjมkงาน เ\"อเ$มโย เ7อนเค7อน8ไปทางขวา½อ เWอง กรวยเWองเ?ย@ ความเ[วรอบเWองทอ เ?ย@¢น VนปลอกเDอนขบเMองทองเหgองและเ เ?ย@ ปลอกเ7อนเค7อน8 Jใ5}นป และ}นห~าเWองการRงÜายLMงจาก kง·มปลอกเ7อนออกทางเพลาLMง 2. eงโครเมชแบบกรวยบรอนl

ลาคMตgห`นRงLMงÑานเWอง นปลอกเ7อนขบCบเWองทองเหÆอง LMงจะÑานทาง·มปลอกเ7อนไปkง ยกhนเ?ย@ใ5ปลอกเ7อนและ¸ม งทองเหÆองจะæกเøยดใ5ëมíส องเหÆองจะæกปbบใ5เeาCบเWอง เMองเ/ย0 3 เ$มจากการผMกhน ปลอกเ7อนขบ}นเWองทองเหÆอง เWองเ?ย@ 3 TงÑานปลอกเ7อนไป แสดงXดเMองeงโครเมช ชmดกรวยeงโครไนo 12

pFกษณะการkงาน sงt iแห\"งเ/ย0uาง เWองaว¡ายและaว เ¬องโดยไPKการRงÜายLMง กรวยบ กรวยเWอง iแห\"งเvาเ/ย0 เ\"อเ$มโยกhนเ?ย เWองaว¡าย½อ พµอมCบ·มปลอกเ7 เWอง เpดความƒด8ìวëมíส เWองCบ เÅาCน iแห\"งRงHFง ปลอกเ7อนเ\"อเค7 เÆยกjา “}นห~าเWอง” จน«ดÖวงปล เ7อนเค7อน8ไปขบCบเWองคMตg ปล เ7อนลง ãกåนTงจมอiจนกjาจะเ7อน ลอยaว]น»อกปลอกเ7อน 3. eงโครเมชแบบแหวนeงโครไนo ¶งโครเมชแบบแหวน¶งโครไน…

วขวาจะæกเWองเพลารองห`นNบoอ บรอนÃแยกเXน°สระไPëมíสCบ ย@ ปลอกเ7อนจะเค7อนaวไปkง 7อน กรวยบรอนÃëมíสCบกรวย บ·มปลอกเ7อนห`นSวยความเ[ว 7อน8oอไปขบCบเWองคMตg หuอ ลอกเ7อนเค7อน8 และการ8ปลอก ลอกเ7อนจะ;ดãกåน»อกปลอก นปลอกเ7อนกMบ ãกåนTงจะ 13 …r ภายในแหวน ¶งโครไน…K

4. eงโครเมชแบบเซอ0โว ¶งโครเมชแ ไPใ:ความƒดจากห~าëมíสของแหวน ผลโดยตรงCบแÑนเบรก เWองเ?ย@ oาง LMงโดย°สระ การเeาเ?ย@SวยÀÃเ7อ เ?ย@ ·มปลอกเ7อนnดแtนCบเพลาL เ7อนเXนÕามน เ3อใ5เXนÕาøบแหวน นอกให†กjาใ5เ»กลงไS ปลอกเ7อนจ sแหtงเ?ย@jางและsแหtงเeาเ?ย@ กลไกการเvาเ/ย0และการxอกเ/ การเeาเ?ย@ ™อ การเÆอก»อกเ?ย ความเ[ว8,องการ Sวยการโยกเ?ย@


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook