51 ประพนั ธสรรพนาม ทำหน้ำท่ี ดังน้ี 1.ใชแ้ ทนนำมหรือสรรพนำมทอี่ ยขู่ ้ำงหนำ้ และตอ้ งเรยี งไวใ้ กล้ชดิ ตดิ ตอ่ กับนำมหรอื สรรพนำมทีม่ นั แทน 2.เป็นประธำนของกรยิ ำท่ีตำมมำข้ำงหลงั คอื ประธำนของคณุ ำนปุ ระโยค 3.เป็นบทเช่ือมระหว่ำงมุขยประโยคกบั คณุ ำนุประโยค ซึง่ รวมเรียกวำ่ สงั กรประโยค 4.เป็นวภิ ัตกิ ำรกของนำมหรอื สรรพนำมทีอ่ ย่ขู ำ้ งหนำ้ ประพันธวิเศษณ์ ทำหน้ำท่ี ดังนี้ 1.ประกอบคำกริยำหรอื วิเศษณ์ 2.เป็นกำรเชื่อมระหวำ่ งมขุ ยประโยคกบั วเิ ศษณำนุประโยค ซ่งึ รวมเรียกวำ่ สังกรประโยค 3.ต้องเรียงไว้ขำ้ งหลงั คำอ่นื นอกจำกคำนำมและสรรพนำมตัวอย่ำง คนทเ่ี ป็นพ่อแม่ตอ้ งอดทน (ที่ เปน็ ประพนั ธสรรพนำม) เขำเป็นคนดีทฉ่ี ันช่นื ชม (ที่ เปน็ ประพนั ธวเิ ศษณ)์ 5. คาบพุ บท คือ คำทีใ่ ชน้ ำหน้ำนำม สรรพนำม หรอื กริยำบำงพวก ทำหนำ้ ท่ใี หไ้ ด้ควำมตอ่ เนื่องกันและได้ควำมชดั เจน แบ่งออกเปน็ 2 ชนิด คือ 5.1 บพุ บททไี่ ม่แสดงความสัมพนั ธ์กับบทอืน่ หมำยถึง บพุ บทที่ใช้เปน็ คำเรยี ก ไดแ้ ก่ ดูกรดูกอ่ น ดูรา ข้าแต่ สว่ นมำกจะอยู่ต้นประโยค ใช้นำหนำ้ คำนำมหรอื สรรพนำม เชน่ ดูกรภกิ ษุทัง้ หลำย ดูกอ่ นทำ่ นจะไมล่ องคดิ ตรกี ตรองอีกสักครง้ั หรอื ข้าแตพ่ ระผมู้ ีพระภำคเจ้ำ ขำ้ พเจำ้ ทั้งหลำยขอนอบน้อมบชู ำพระองค์ 5.2 บุพบทที่แสดงความสมั พนั ธร์ ะหว่างคาตอ่ คา เช่น นำมกับนำม นำมกบั สรรพนำม นำมกบักรยิ ำ สรรพนำมกบั กรยิ ำ กรยิ ำกบั วิเศษณ์ เพื่อบง่ บอกสถำนกำรณใ์ ห้ชดั เจน เชน่ บอกควำมเป็นเจ้ำของ บำ้ นหลงั นี้เปน็ ของเขำ บอกควำมเกีย่ วขอ้ ง
52 พอ่ ถวำยปจั จัยแดพ่ ระสงฆ์ บอกจดุ หมำย เขำทำงำนนี้เพอ่ื นำคต บอกเวลำ เขำมำรอเธอตงั้ แตเ่ ช้ำ บอกสถำนที่ เรำเจอกันทต่ี ลำดโดยบงั เอญิ บอกควำมเปรยี บเทยี บ เธอหลอ่ เหมอื นพ่อ 6. คาสันธาน คือ คำท่ีใช้เชอื่ มคำหรือขอ้ ควำมใหต้ ่อเนอ่ื งกนั คำสนั ธำนนัน้ เปน็ คำเดียวก็มี เช่น และแต่ เป็นกลุม่ คำกม็ ี เชน่ เพราะฉะน้ัน แต่ทวา่ หรอื มฉิ ะน้นั เปน็ กลุ่มคำแยกคำกนั กม็ ี เช่น ฉันใด....ฉันนนั้ คงจะ...จงึถา้ ...ก็ แบง่ เป็น 7 ชนิด คือ 6.1 เชื่อมความให้คลอ้ ยตามกัน สันธำนพวกนี้ ได้แก่ ก็...จึง แล้วก็ เชน่ ฉนั เรียนหนงั สอื แลว้ กก็ ลบั บ้ำน 6.2 เชื่อมความที่ขัดแย้งกัน ได้แก่ แต่ แตท่ ว่า ถึง...ก็ เช่น ถึงสิบปำกวำ่ ก็ไมเ่ ท่ำตำเห็น 6.3 เชื่อมความใหเ้ ลอื กเอาอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ ได้แก่ หรือ มิฉะนัน้ ไม่ก็ เชน่ เธอจะยืนหรือจะนง่ั เธอจะไปหรอื ไม่ 6.4 เชอ่ื มความทีเ่ ปน็ เหตผุ ล ได้แก่ จึง ฉะน้ัน ดังน้ัน เชน่ เขำขยันฟติ ซอ้ ม จึงไดร้ ับชัยชนะ 6.5 เชื่อมความใหแ้ ยกตา่ งตอน ไดแ้ ก่ ส่วน ฝ่าย เช่น กองทัพเรำอยใู่ ตล้ ม ฝา่ ยขำ้ ศึกอยเู่ หนือลม 6.6 เชอ่ื มความแบง่ รบั รอง ไดแ้ ก่ ถ้า ถา้ ...ก็ เชน่ ถา้ ฝนไมต่ ก ฉนั ก็จะไปโรงเรยี น
53 6.7 เชอื่ มความใหส้ ละสลวย ได้แก่ อย่างไรก็ตาม อย่างไรกด็ ี เชน่ อย่างไรกต็ ามฉนั จะพยำยำมทบทวนอกี ครง้ั 7.คาอุทาน คือ คำแสดงควำมรู้สกึ ของผพู้ ูด แบ่งเปน็ 7.1 อทุ านบอกอาการ เปน็ คำอทุ ำนบอกควำมเขำ้ ใจ ตกใจ โกรธ เจบ็ ตื่นเต้น สงสยั เช่นออ๋ วา้ ย คณุ พระช่วย ชชิ ะ โธเ่ อย๋ เอะ๊ โอย๊ ! เจ็บจงั เลย โอโ้ ฮ! นำ่ ตืน่ เต้นจรงิ ๆเรอื่ งน้ี โอ๊ะ! ฉันลมื เอำกญุ แจบำ้ นมำ คำอทุ ำนบอกอำกำรนี้ รวมทงั้ ที่แทรกอยู่ในคำประพันธต์ ำ่ งๆ โดยมำกเป็นคำสร้อย เช่น เฮยแฮ เอย 7.2 อทุ านเสริมบท มลี ักษณะ ดังน้ี 7.2.1 เสริมบททเี่ ปน็ คาสร้อย ในคำประพันธป์ ระเภทโคลงและร่ำย เช่น คาว่านา แฮ เฮย แล รา ฮา เอย คำเหล่ำนี้ไม่มีควำมหมำย ใชเ้ ตมิ ในคำประพันธใ์ ห้ครบฉันทลกั ษณเ์ ท่ำนั้นตัวอยำ่ ง เพ็ญพกั ตรพ์ ำพเี่ พอ้ เพยี งจนั ทร์ แจ่มนา 7.2.2 เสริมบททเ่ี ป็นคาแทรก ระหว่ำงคำหรอื ไวท้ ำ้ ยขอ้ ควำม เช่น ซิ สิ นิ นำเอย เอ่ย เอยตวั อย่ำง กบเอยทำไมจึงร้อง อะไรเอ่ยส่ีตนี เดินมำหลงั คำมงุ กระเบือ้ ง เดก็ เอ๋ยเดก็ น้อย 7.2.3 เสริมบทเพอื่ เลยี นเสยี งคาเดมิ อำจเสริมทห่ี นำ้ หรอื หลงั คำก็ได้ 7.2.3.1 อุทานท่มี ลี ักษณะเลียนเสียงคาเดมิ เชน่ อำหงอำหำร กงกำร หนงั สอื หนงัหำ ขโมยขโจร เส้ือเสอ้ ดเี ด่ ยำกเยิก กระดกู กระเด้ียว กำงโกงกำงเกง
54 7.2.3.2 อทุ านท่มี ีลกั ษณะเปน็ คาซอ้ นแทรกระหว่างคา (คอื คำซอ้ น) เช่นวดั วำอำรำม โกหกพกลม ลูกเตำ้ เหล่ำใคร ฤกษพ์ ำนำที สงิ สำรำสตั ว์ จุดหมำยปลำยทำง
55เอกสารอ้างอิงกำชัย ทองหล่อ. 2554. หลกั ภาษาไทย. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 53. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัท รวมสำสน์ (1977) จำกัด.รำชบัณฑติ ยสถำน.2556.พจนานุกรมราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ: นำนมบี ุ๊คสพ์ บั ลเิ คช่นั ส.์อปุ กิตศิลปสำร, พระยำ .2546. หลักภาษาไทย: อกั ขรวธิ ี วจวี ิภำค วำกยสมั พันธ์ ฉนั ทลักษณ์. พมิ พค์ รงั้ ที่ 12. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั โรงพิมพไ์ ทยวฒั นำพำนิช จำกดั
56 บทท่ี 5 วลี1.ความหมายของวลี ประยรู ทรงศลิ ป์ (2551 : 165) กลำ่ วว่ำ วลี หมำยถงึ กลมุ่ คำต้ังแต่ 2 คำ ขึ้นไปมำเรยี งติดตอ่ กนั มีควำมหมำยติดต่อเปน็ เร่อื งเดียวกัน แตย่ ังไม่มีเนือ้ ควำมสมบรู ณ์ชัดเจน วลีเป็นเพยี งส่วนหนึง่ ๆของประโยค และมีเนอ้ื ควำมไม่ครบถ้วนสมบรู ณ์เป็นประโยค เรงิ ชัย ทองหลอ่ (2556 : 307) กล่ำวว่ำ วลี หมำยถงึ กลุ่มของคำทเ่ี รยี งกนั แต่ยังไมม่ ีควำมหมำย แจ้งชดัเพรำะไมบ่ ง่ บอกให้ชัดลงไปวำ่ ใคร ทำอะไร จงชัย เจนหตั ถกำรกิจ (2551: 94) กล่ำวว่ำ กลมุ่ คำ หรอื วลี หมำยถึง คำต้ังแต่สองคำข้นึ ไปท่นี ำมำเรียงกันเกิดควำมหมำยท่ียังไมส่ มบรู ณ์ เพรำะขำดส่วนใดส่วนหนงึ่ ในภำคประธำนหรอื ภำคแสดง แต่วลีกส็ ำมำรถสอื่ สำรได้โดยลำพังตัวเองและใช้ประกอบคำและกลุ่มคำอ่ืนๆจนกลำยเป็นประโยค จำกคำนิยำมหรอื คำจำกดั ควำมของวลีข้ำงตน้ สรปุ ไดว้ ำ่ วลี หมำยถงึ กลุ่มคำ หรือ คำต้งั แต่ 2 คำ ข้ึนไปมำรวมกัน แตใ่ จควำมยังไมส่ มบูรณ์ ซ่งึ นับวลีวำ่ เปน็ ส่วนหนึ่งของประโยค2.ชนดิ ของวลี กำชยั ทองหลอ่ (2554 : 366) แบ่งวลีออกเป็น 7 ชนิด โดยแบง่ ตำมชนดิ ของคำทีอ่ ยหู่ นำ้ กลมุ่ คำนัน้ ไดแ้ ก่ 1.นามวลี คอื กลุม่ คำทนี่ ำหนำ้ ดว้ ยคำนำม เช่น นกั เรียนโรงเรยี นเตรยี มอดุ มศกึ ษำ ประเทศในโลกทสี่ ำม หมอ้ หุงขำ้ วไฟฟ้ำใบเลก็ บ้ำนนอ้ ยใต้ทำงดว่ น กำรศึกษำในปจั จุบนั 2.สรรพนามวลี คือ กล่มุ คำที่นำหน้ำดว้ ยคำสรรพนำม เชน่ ฉันและนอ้ ง ท่ำนผ้ฟู งั และทำ่ นผู้มเี กียรตทิ ่เี คำรพ เธอคนเดียวเท่ำน้นั นักศกึ ษำทร่ี กั ทกุ คน เธอคนซ่อื
573.กรยิ าวลี คือ กลมุ่ คำทน่ี ำหน้ำด้วยคำกรยิ ำ เชน่วง่ิ กระโดดโลดเต้นรับประทำนอำหำรตำมเวลำอำ่ นหนังสือเรยี นนอนเอกเขนกอย่กู ลำงบ้ำน4.วิเศษณ์วลี คอื กลุม่ คำที่นำหนำ้ ด้วยคำวิเศษณ์ เชน่สวยกว่ำเมอื่ วำนมำกมำยจนนบั ไม่ถว้ นอ้วนทว้ นสมบรู ณ์ดีดเี ลิศประเสรฐิ ศรี5.บพุ บทวลี คือ กลมุ่ คำทีน่ ำหน้ำด้วยคำบพุ บท เชน่บนอำคำรเรียนชน้ั 5ท่ีหนำ้ บำ้ นของนำยกรฐั มนตรีในสมยั กอ่ นพทุ ธกำลจำกทรี่ ำบสูงภำคเหนอื ของเมอื งไทย6.สนั ธานวลี คือ กลมุ่ คำทนี่ ำหนำ้ ด้วยคำสนั ธำน เชน่อย่ำงไรก็ตำมโดยเฉพำะอยำ่ งยงิ่เพรำะฉะนัน้ จงึเพรำะอย่ำงไรกด็ ี7.อทุ านวลี คอื กลุ่มคำทนี่ ำหนำ้ ดว้ ยคำอทุ ำน เช่นวำ้ ย! ตำยแลว้
58 แมเ่ จ้ำโวย้ ! สวยจรงิ โอ้โฮ! นกยำงขำยำวจรงิ โอ๊ย! เจบ็ จงั3.หนา้ ท่ีของวลี วลี แมจ้ ะทำหนำ้ ที่เป็นประโยคไมไ่ ด้ เพรำะขำดส่วนสำคญั ของรปู ประโยคทจี่ ะบง่ บอกใหร้ ูแ้ จง้ ชดั เจนว่ำใครทำอะไร แตก่ ็นบั วำ่ วลีเปน็ สว่ นสำคัญในอนั ทจี่ ะขยำยส่วนของประโยคใหไ้ ด้ควำมชดั เจนยง่ิ ขนึ้ เพรำะฉะนั้นวลจี งึ มีหนำ้ ทสี่ ำหรบั ใชเ้ ปน็ บทต่ำงๆของประโยค ดังนี้ 3.1 ใช้เป็นบทประธาน นักศึกษาสาวสวยคนนั้นเข้ำห้องสมดุ เดก็ ผูห้ ญิงตัวสูงคนน้ันเป็นนอ้ งสำวของฉันเอง ปากกาของใครหำย เท้าทงั้ สองของเราทำงำนหนกั มำก 3.2 ใช้เปน็ บทขยายประธาน คนโง่เงา่ เต่าตุ่นเป็นคนที่ใครๆไม่อยำกคบ สตรีงามเลศิ เลอคนน้ันเปน็ ภรรยำท่ำนอธิบดี คำร์ล ลอู สิ นกั กรีฑาอเมริกันได้เหรียญทองโอลมิ ปิกกระโดดไกลเปน็ สมัยที่ 4 สวนหลังบ้านของฉันมีผลไมห้ ลำกหลำยชนดิ 3.3 ใช้เป็นบทกรยิ า เดก็ ๆวง่ิ กระโดดโลดเต้นกนั อยำ่ งสนกุ สนำน
59นอ้ งสำวกาลงั อาบนา้ แต่งตัวสดุ ำรบี รบั ประทานข้าวด้วยควำมหวิเขำกาลงั ดูฟตุ บอล3.4 ใช้เป็นบทขยายกรยิ าสมชำยมำชา้ ประมาณ 10 นาทีฝนตกอย่างไม่ลมื หูลมื ตาคนเมำตะโกนดงั โหวกเหวกเขำชมปลำดว้ ยความเพลดิ เพลิน3.5 ใช้เปน็ บทกรรมหรอื ส่วนเตมิ เตม็สมบตั อิ ่ำนหนังสือหลักภาษาไทยเลม่ ใหม่ปรีชำซอื้ นาฬกิ าข้อมอื เรือนทองฉนั ชอบรบั ประทำนผัดไทยกงุ้ สดเดก็ ๆชอบดูปลาโลมาแสนรู้3.6 ใชเ้ ปน็ บทขยายกรรมหรือขยายสว่ นเติมเตม็เขำลำกกระเป๋ำสีดาใบโตกวา่ ตัวใครๆกเ็ ปน็ ห่วงนกั รอ้ งยอดนิยมคนน้ันแม่ป้อนขำ้ วลูกสำวคนเล็กสุด
603.7ใช้เปน็ บทเช่ือมเขำตง้ั หนำ้ ตั้งตำทำงำนจนกระทั่งประสบควำมสำเรจ็บำงคนกนิ ทง้ิ กินขว้ำงในขณะที่บำงคนกำลงั กำลังจะอดตำยเขำทำงำนหนกั มำกเพราะฉะนั้นร่ำงกำยจึงทรุดโทรมคนเป็นโรคจติ มำกด้วยเหตทุ ่ีตอ้ งเผชิญกบั สภำวะบบี คนั้ นำนัปกำรข้อสงั เกต1.คำประสมกบั วลีต่ำงกนั คอื คำประสมต้องเอำคำมูลกับคำมูลมำรวมเป็นคำเดียวกัน เชน่ แม่+น้ำ = แมน่ ้ำ ปำก+กำ = ปำกกำ 2.กลุม่ คำ หมำยถึง กำรนำคำชนดิ ต่ำงๆมำเรยี งกันเป็นกลมุ่ แตย่ งั มคี วำมหมำยไมส่ มบรู ณ์ เพรำะขำดบทประธำน บทกริยำ หรือบทกรรม เช่นก. ในสนำมฟตุ บอล (ขำดบทประธำน บทกรยิ ำ และบทกรรม)ข.อำจำรย์ใหญ่โรงเรยี นจติ รลดำ (ขำดบทกริยำ และบทกรรม)ค.ทำงำนทุกวนั (ขำดบทประธำน)
61เอกสารอ้างองิกำชยั ทองหล่อ. 2554. หลกั ภาษาไทย. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 53. กรงุ เทพฯ: บริษทั รวมสำสน์ (1977) จำกดั .จงชัย เจนหตั ถกำรกิจ. 2551. หลักภาษาไทย. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัท ธนำเพรส จำกัด.ประยรู ทรงศิลป์ .2551. หลกั ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ: มหำวทิ ยำลยั รำชภัฏธนบุร.ีเริงชัย ทองหล่อ. 2556. หลกั ภาษาไทย ฉบบั สมบรู ณ์. กรงุ เทพฯ: ไฮเอ็ดพบั ลชิ ชิ่ง.
62บทท่ี 6 ประโยค1.ความหมายของประโยค กำชยั ทองหลอ่ (2554: 367) กลำ่ วว่ำ ประโยค หมำยถึง กลมุ่ คำทม่ี คี วำมเก่ียวขอ้ งกนั เปน็ ระเบยี บและมีเนือ้ ควำมครบสมบรู ณ์ โดยปกติประโยคจะตอ้ งมีบทประธำนและบทกริยำเป็นหลกั สำคัญ จงชยั เจนหัตถกำรกจิ (2551:96) กล่ำวว่ำ ประโยค หมำยถึง ถ้อยคำหลำยคำที่นำมำเรียงกันแล้วเกิดใจควำมสมบูรณ์ ซงึ่ ประกอบไปด้วยภำคประธำนและภำคแสดง สวสั ดิ์ เรืองศรี (2542 : 109) กล่ำวว่ำ ประโยค หมำยถงึ ถ้อยคำทนี่ ำมำเรยี บเรยี งข้นึ อย่ำงมีระเบยี บ ได้ข้อควำมที่สมบรู ณ์ บอกใหร้ วู้ ่ำใคร ทำอะไร หรอื ใคร ทำอะไร กับใคร จำกคำอธบิ ำยควำมหมำยของประโยคดังกลำ่ ว สรปุ ไดว้ ำ่ ประโยค หมำยถึง ถ้อยคำทีน่ ำมำ เรยี บเรียงกนั เปน็ ระเบียบ แล้วเกิดใจควำมสมบรู ณ์ ประกอบด้วยภำคประธำนและภำคแสดง เปน็ หลักสำคญั2.ส่วนประกอบของประโยค กำชยั ทองหล่อ (2554: 373) กล่ำววำ่ ประโยคทกุ ชนดิ จำแนกออกเปน็ 2 สว่ น ประกอบไปดว้ ยภำคประธำนและภำคแสดง 2.1 ภาคประธาน คอื คำหรอื กลุ่มคำทที่ ำหนำ้ ทเี่ ป็นผู้กระทำ ผ้แู สดง ซ่ึงเป็นสว่ นสำคญั ของประโยคภำคประธำนนีอ้ ำจมบี ทขยำยซงึ่ เปน็ คำหรกื ลมุ่ คำมำประกอบเพอ่ื ทำให้มีใจควำมชัดเจนยงิ่ ขึ้น 2.2 ภาคแสดง คือ คำหรือกลมุ่ คำทปี่ ระกอบไปด้วยบทกรยิ ำ บทกรรม และสว่ นเตมิ เตม็ บทกริยำหนำ้ ท่เี ปน็ ตวั กระทำหรือตวั แสดงของประธำน ส่วนบทกรรมทำหน้ำทเี่ ป็นผูถ้ ูกกระทำ และสว่ นเตมิ เต็มทำหนำ้ ทเี่ สริมใจควำมของประโยคใหส้ มบรู ณ์ ทำหน้ำท่เี หมอื นบทกรรม แตไ่ ม่ใช่กรรม เพรำะไมไ่ ด้ถูกกระทำ
633.ชนดิ ของประโยค กำรแบง่ ชนดิ ของประโยคทำได้หลำยวิธขี ้นึ อยู่ว่ำจะใชเ้ กณฑใ์ ดเปน็ หลักในกำรพจิ ำรณำ เกณฑ์ทนี่ ิยมใช้แบ่งชนิดของประโยคได้แก่ 3.1 การแบง่ ชนดิ ของประโยคตามลักษณะการเรียงลาดับคา อปุ กิตศลิ ปสำร, พระยำ (2546 : 211-213) ได้แบ่งรปู ประโยคเปน็ 4 รปู คือ 3.1.1 ประโยคกรรตุ คอื รูปประโยคท่ีเรียงคำโดยมบี ทประธำนอยตู่ น้ ประโยคเพื่อเนน้ควำมสำคัญของบทประธำน ตำมด้วยกริยำ หรอื ตำมด้วยกรยิ ำและกรรม หรือตำมด้วยกรยิ ำและส่วนเติมเตม็ ซ่ึงถือเปน็ รปู ประโยคที่นยิ มใช้กันมำกทสี่ ดุตวั อย่ำง กบรอ้ ง คณุ แม่ไปทำงำนแล้ว นอ้ งล้ำงจำน นกเกำะกง่ิ ไม้มี ปรากฏ 3.1.2 ประโยคกรยิ า คือ ประโยคท่ีมีคำกรยิ ำขึ้นต้น ตำมดว้ ยประธำน กริยำเหล่ำนี้ คอื เกดิตัวอย่ำง เกิดอหวิ ำตกโรคข้ึนทเี่ ชียงใหม่ มีกระทงิ หลำยฝูงในปำ่ หว้ ยขำแข้ง ปรากฏวัตถุประหลำดบนท้องฟำ้ตวั อยำ่ ง 3.1.3 ประโยคกรรม คอื ประโยคทม่ี กี รรมอยหู่ นำ้ เพ่อื เนน้ กรรมให้ชัดเจน ตามีถูกเสอื กิน ฉนั ถกู คุณครดู ุ ขโมยถูกตำรวจจบั
64ตวั อยำ่ ง 3.1.4 ประโยคการิต คอื รูปประโยคทมี่ ผี รู้ บั ใชเ้ ขำ้ มำเกยี่ วขอ้ ง แม่ให้นอ้ งล้ำงจำน ครใู ห้นักเรียนอ่ำนหนังสอื เขำให้ลูกนอ้ งไปศกึ ษำงำนตำ่ งประเทศ3.2 แบ่งตามเน้อื ความของประโยคที่ใช้ในการสอ่ื สาร จงชยั เจนหัตถกำรกจิ (2551:98-99) แบ่งเนอ้ื ควำมของประโยคทีใ่ ชใ้ นกำรสอ่ื สำร ออกเป็น4 ลกั ษณะ คือ 3.2.1เนื้อความบอกเล่า อยูใ่ นประโยคบอกเลำ่ ซงึ่ มจี ุดประสงค์แจง้ ใหผ้ รู้ ับสำรทรำบว่ำประธำนทำกริยำอะไร ท่ีไหน อยำ่ งไร และเมอื่ ไร หรือประธำนมสี ภำพลกั ษณะ หรอื สภำวะอยำ่ งไรตวั อยำ่ ง วิตำมนิ ซีเปน็ วติ ำมินทลี่ ะลำยนำ้ ได้ ธรรมย่อมรกั ษำผปู้ ระพฤติธรรม ผ้หู ญงิ ต้องกำรธำตุเหลก็ มำกกวำ่ ผู้ชำย ตนเปน็ ทพี่ งึ่ แหง่ ตน 3.2.2 เน้ือความปฏเิ สธ อยู่ในประโยคที่มใี จควำมปฏิเสธ จะมีคำว่ำ ไม่ ไม่ได้ หามไิ ด้ มิได้ใช่ว่า ประกอบอยดู่ ว้ ย เขำไมไ่ ดม้ ำหำผมนำนแล้ว เรำไม่ใสใ่ จคนนสิ ัยไมด่ ี เงนิ ใชว่ ่าจะซอื้ ไดท้ กุ อยำ่ ง 3.2.3 เนื้อความคาถาม อยู่ในประโยคท่ีมใี จควำมเป็นคำถำม จะมีคำวา่ ไหม หรอื ไม่ ทาไม ใครอะไร ทไี่ หน อย่างไร อยหู่ น้ำประโยคหรือท้ำยประโยค
65ตวั อย่ำง เธอคดิ ว่ำกำรอ่ำนมคี วำมสำคัญหรอื ไม่ อะไรทำใหเ้ ธอมคี วำมคดิ เชน่ น้ี ทาไมคุณคิดเปน็ นกั กำรเมอื ง 3.2.4 เน้ือความบงั คบั ขอร้อง และชกั ชวน อย่ใู นประโยคทีม่ ใี จควำมบงั คบั ขอรอ้ ง และชกั ชวนโดยมคี ำอนภุ ำคหรือคำเสรมิ บทเนื้อควำมของประโยค 3.2.4.1 ประโยคแสดงการบังคบั มักจะละประธำนไว้ในฐำนท่ีเขำ้ ใจ เช่น แสดงกำรห้ำมตวั อย่ำง อยา่ มำกวนใจฉันจะทำงำน หา้ มเดินลดั สนำม หา้ มนำอำหำรและเครอ่ื งดมื่ เข้ำมำในหอ้ งสมุด แสดงกำรสง่ั ใหท้ ำตัวอย่ำง เดินเร็วๆสิ จงทำตำมคำสงั่ กนิ ใหห้ มดเดี๋ยวน้ีนะ 3.2.4.2 ประโยคแสดงการขอรอ้ ง มกั จะละประธำนไวใ้ นฐำนท่เี ข้ำใจ และใชค้ ำท่ีแสดง กำรขอรอ้ งไว้หนำ้ ประโยค เพือ่ แสดงควำมสุภำพออ่ นน้อมตวั อยำ่ ง กรุณาเดินเบำๆ
66 โปรดเออื้ เฟื้อแกเ่ ด็ก สตรี และคนชรำ พวกเรำมำร้องเพลงกันอกี ครงั้ เถดิ 3.2.4.3 ประโยคแสดงการชักชวน มักจะละประธำนไว้ในฐำนที่เข้ำใจ และใชค้ ำอนุภำค นะ น่ะ น่าเถอะนะ เถอะน่า ไวท้ ำ้ ยประโยคตัวอย่ำง เรำไปเชียงใหมก่ นั นะ เธอตอ้ งพยำยำมใหมอ่ กี ครัง้ นะ่ เรำไปกันก่อนเถอะนะ เดี๋ยวเขำจะตำมไปเอง3.3 แบง่ ตามลกั ษณะโครงสรา้ งของประโยค อุปกิตศลิ ปสำร, พระยำ (2546 : 223-269) ไดแ้ บ่งประโยคเปน็ 3 แบบ คอื เอกรรถประโยคอเนกรรถประโยค และสงั กรประโยค 3.3.1ประโยคความเดียว หรอื เอกรรถประโยค คือประโยคทม่ี ีใจควำมสำคญั เพียงใจควำมเดียวประกอบไปดว้ ยภำคประธำนและภำคแสดง ดงั แผนภมู ิ ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง ประธำน กรยิ ำ กรรมประธำน ขยำยประธำน กริยำ ขยำยกริยำ กรรม ขยำยกรรม
67ประโยคควำมเดยี ว แบ่งออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื1.ประโยคท่ไี มม่ กี รรมมารบั ภาคประธาน ภาคแสดง ประโยค ประธาน ขยาย กริยา ขยาย กรรม ขยาย ประธาน กรยิ า กรรม1. ฝนตก ฝน - ตก - - -2. หน้ำตำ่ งเปิด หน้ำตำ่ ง - เปิด - - -3. กบตัวโตร้อง กบ ตวั โต ร้อง - - -4. เด็กข้ำงบำ้ นรอ้ งไหด้ งั ลนั่ เดก็ ข้ำงบ้ำน ร้องไห้ ดังลั่น - -2.ประโยคทีม่ ีกรรมมารบั ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง ขยาย ประธาน ขยาย กรยิ า ขยาย กรรม กรรม1. ตำปลูกผกั2. น้องของฉันเห็นงู ประธาน กริยา -3.แมลงปกี แขง็ กระพอื ปีก ตำ - ปลูก - ผัก -เร็วมำก นอ้ ง ของฉัน เห็น - งู -4.พ่อซือ้ บำ้ นตำกอำกำศรมิ แมลง ปกี แข็ง กระพอื เร็วมำก ปกีทะเลชะอำ ตำก พอ่ - ซอ้ื - บ้ำน อำกำศ รมิ ทะเล5.เขำรบั ประทำนอำหำรจนี เขำ - รับประทำน อยำ่ ง อำหำรด้วยตะเกยี บอยำ่ ง คลอ่ งแคล่ว จีนคลอ่ งแคล่ว6.แม่ของเธอซอื้ อำหำร แม่ ของเธอ ซอื้ เมือ่ วำนน้ี อำหำร สำเรจ็ รูปสำเรจ็ รปู แลว้
68ขอ้ สงั เกต ประธำน+กรยิ ำ+ส่วนเติมเตม็ จัดเป็นประโยคควำมเดยี ว เชน่ หน้ำตำของเขำเหมอื นแมข่ องเขามาก ขอ้ ดีของเขำคือการทางานด้วยความซ่ือสัตย์ หน้ำของเขำคลำ้ ยเพอื่ นของฉนั 3.3.2 ประโยคความรวม หรอื อเนกรรถประโยค เปน็ ประโยคที่รวมเอำประโยคควำมเดยี วต้งั แต่ 2ประโยคขน้ึ ไป โดยมคี ำสนั ธำนเป็นตัวเชอ่ื ม ประโยคควำมรวมมี 4 ชนดิ คือ 3.3.2.1 ความรวมแบบคล้อยตาม จะมเี นอ้ื ควำมที่คลอ้ ยตำมกนั มกั ใชส้ ันธำน กบั , และ, แลว้ ก,็แล้ว...จงึ , ครัน้ ...จึง เปน็ ตัวเชอ่ื มตัวอยำ่ ง ตารวจกองปราบและตารวจตระเวนชายแดนลา่ โจรเขมรทีช่ ายแดน พอเพ่ือนโกรธเขาก็เงียบไป คร้ันเขาทางานเสรจ็ แล้วเขาจึงกลับบา้ น พอ่ กับแมไ่ ปทางาน - 3.3.2.2 ความรวมแบบขดั แยง้ จะมเี น้อื ควำมขดั แยง้ กนั มกั ใชส้ ันธำน แต,่ แตว่ ่า, แตท่ ว่า, แตก่ ,็สว่ น, หาก, ถึงแม้ว่า...ก็, ถึง...ก,็ กวา่ ...ก็ เปน็ ตวั เชอ่ื มตวั อยำ่ ง ฉันไปตลาดแตเ่ ขากลบั บ้าน กว่าถัว่ จะสกุ งาก็ไหม้ เขามาอยทู่ บ่ี า้ นฉนั แต่ทว่าเขามาอย่ไู มน่ าน ถึงเขาจะมอี ิทธพิ ลมากผมก็ไมก่ ลัว
69 3.3.2.3 ความรวมแบบเหตผุ ล จะมเี นอ้ื ควำมทีเ่ ป็นเหตุผลกัน โดยจะมีประโยคเหตอุ ยหู่ นำ้ประโยคผลอยู่หลงั มกั ใชส้ นั ธำน จึง, ฉะนั้น, ดังนน้ั , เพราะ, เพราะ...จงึ , เหตฉุ ะนั้น เป็นตวั เชื่อมตัวอย่ำง เขารักษาวาจาสตั ย์ดงั น้นั ประชาชนจึงไว้ใจเขา เด็กกินอาหารทม่ี สี ารพิษจึงเกดิ อาการทอ้ งร่วง เพราะฝนตกรถจงึ ติด เขารกั ชาติยงิ่ ชพี เพราะฉะนัน้ เขาจึงยอมสละชพี เพอ่ื ชาตไิ ด้ 3.3.2.4 ความรวมแบบเลอื กเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง จะมเี นื้อควำมให้เลอื กเอำอยำ่ งใดอย่ำงหนงึ่มักใช้สนั ธำน หรอื , ไมเ่ ชน่ นั้น, ไมอ่ ย่างน้นั , มเิ ชน่ น้ัน เปน็ ตวั เชอื่ ม คณุ ตอ้ งการชาหรอื กาแฟครบั เขาวาดรปู เองหรอื คนอ่นื วาดรปู ใหเ้ ขา นายดาขีเ้ กยี จเรียนเขาจึงสอบตก เธอตอ้ งอ่านหนังสอื ไม่เชน่ นนั้ เธอจะสอบตก 3.3.3 ประโยคความซอ้ น หรอื สังกรประโยค (สงั กร แปลวำ่ ปรุงหรอื แตง่ ) คือประโยคทม่ี ีใจควำมหลกัประโยคหนึง่ แล้วมปี ระโยคย่อยอกี ประโยคหนง่ึ ซอ้ นอยู่ ซ่งึ ประโยคยอ่ ยนนั้ อำจทำหนำ้ ท่เี ป็นนำม ขยำยนำมหรอืสรรพนำม และขยำยกรยิ ำหรอื วิเศษณก์ ไ็ ด้ หรือกลำ่ วไดว้ ่ำ ประโยคทีป่ ระกอบด้วยประโยคควำมเดียว 2 ประโยคขึ้นไปซอ้ นกนั อยู่ โดยมีประโยคหนง่ึเปน็ ประโยคหลกั เรยี กวำ่ มขุ ยประโยค และมปี ระโยคควำมเดยี วอกี ประโยคหนึง่ มำขยำยประโยคหลกั เรยี กวำ่ อนุประโยค ทำหน้ำทีป่ รงุ แต่งสว่ นใดสว่ นหนง่ึ ของประโยคหลกั เพอื่ ให้ได้ใจควำมชัดเจน ทง้ั ยงั ทำให้เน้ือควำมของประโยคสละสลวยยิง่ ขน้ึ อีกด้วย โครงสรำ้ งของประโยคควำมซ้อนมี 2 ส่วน คอื ประโยคหลกั (มุขยประโยค) เป็นประโยคหลัก และเปน็ ประโยคทม่ี ใี จควำมสำคญั ประโยคยอ่ ย (อนปุ ระโยค) เปน็ ประโยคช่วยเสริม (ประโยคควำมเดยี วอีกประโยคหนึง่ มำขยำยประโยคหลัก) ทำหนำ้ ท่ีเพยี งบทใดบทหนงึ่ ในประโยคหลกั
70 อนปุ ระโยค มี 3 ชนิด คอื 3.3.3.1 นามานปุ ระโยค คอื ประโยคย่อยทที่ ำหน้ำที่แทนคำนำม ซง่ึ นำมน้นั อำจทำหนำ้ ทเ่ี ปน็ประธำน กรรม หรือสว่ นเตมิ เตม็ ในประโยคก็ได้ตัวอยำ่ ง ผมปลกู บอนไซเป็นงานอดเิ รก (ประโยคย่อยทำหนำ้ ทเี่ ปน็ ประธำน) เขาเดนิ ไปโรงเรียนเป็นกิจวตั รประจาวนั (ประโยคยอ่ ยทำหนำ้ ทเ่ี ปน็ ประธำน) ผมชอบมองนกนางนวลบนิ โฉบไปมา (ประโยคยอ่ ยทำหนำ้ ที่เป็นกรรม) แม่ให้ฉันกวาดบ้าน (ประโยคย่อยทำหน้ำทเี่ ปน็ กรรม) สามเท่ากับหนง่ึ บวกสอง (ประโยคยอ่ ยทำหน้ำทเี่ ป็นส่วนเตมิ เตม็ ) 3.3.3.2 คณุ านุประโยค คือ ประโยคย่อยทีท่ ำหนำ้ ทข่ี ยำยนำมหรอื สรรพนำม โดยมีประพนั ธสรรพนำม ท่ี ซง่ึ อนั ผู้ เปน็ ตวั เช่อื มตัวอยำ่ ง ผมไดร้ บั รางวัลซึ่งมคี ุณคา่ ทางจติ ใจมาก คนซ่งึ มีความคิดรอบคอบย่อมระวงั ในการพูด นกั เรียนหาไม้บรรทดั อนั ทห่ี ายไปเมื่อวานน้ี มนษุ ยท์ เี่ กิดมาในโลกนม้ี หี ลายประเภท พอ่ ไม่ชอบลกู ทเี่ กเร 3.3.3.3 วเิ ศษณานุประโยค คือประโยคย่อยทำหนำ้ ที่ขยำยกริยำหรือวเิ ศษณ์ โดยมีคำประพันธวิเศษณ์เมอ่ื เพื่อ เพราะ ตาม จน ตงั้ แต่ เปน็ ตัวเช่อื มตวั อย่ำง เธออดอาหารเพ่ือลดความอว้ น หนา้ ตา่ งเปดิ เพราะลมพัด เขาพดู เสียงดังจนฉันกลัว เพ่ือนๆกลบั เมอื่ งานเลิกแลว้ เขาตอบตามครสู อน
71เอกสารอา้ งอิงกำชยั ทองหล่อ. 2554. หลกั ภาษาไทย. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 53. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั รวมสำส์น (1977) จำกัด.จงชยั เจนหตั ถกำรกจิ . 2551. หลักภาษาไทย. กรงุ เทพฯ: บริษัท ธนำเพรส จำกดั .สวสั ด์ิ เรอื งศร.ี 2542. หลกั ภาษาไทย. เพชรบรุ :ี สถำบนั รำชภัฏเพชรบุรีอุปกติ ศลิ ปสำร, พระยำ .2546. หลักภาษาไทย: อกั ขรวธิ ี วจีวภิ ำค วำกยสัมพันธ์ ฉันทลกั ษณ์. พิมพ์ครง้ั ท่ี 12. กรุงเทพฯ: บริษทั โรงพิมพไ์ ทยวฒั นำพำนิช จำกดั
72 บรรณานกุ รมกำญจนำ นำคสกลุ .2556. ระบบเสยี งภาษาไทย. พิมพ์ครงั้ ที่ 7. กรุงเทพฯ: โครงกำรเผยแพรผ่ ลงำนวิชำกำร คณะอกั ษรศำสตร์ จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลยักำชัย ทองหล่อ. 2554. หลักภาษาไทย. พมิ พค์ รง้ั ที่ 53. กรงุ เทพฯ: บริษัท รวมสำส์น (1977) จำกัด.จงชยั เจนหตั ถกำรกจิ . 2551. หลักภาษาไทย. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั ธนำเพรส จำกดั .จนั ทรเพญ็ ศิริพนั ธุ การใชภาษาไทย. ชมุ พร : สถำบันกำรพลศึกษำวทิ ยำเขตชุมพร.นิภำพรรณ ศรีพงษ์. 2551. หลกั ภาษาไทย. นครรำชสีมำ: มหำวทิ ยำลยั เทคโนโลยรี ำชมงคลอสี ำน นครรำชสีมำ.ประยรู ทรงศลิ ป์ .2551. หลกั ภาษาไทย. กรงุ เทพฯ: มหำวทิ ยำลยั รำชภัฏธนบุร.ีปรีชำ ทิชินพงศ.์ 2522. ลักษณะภาษาไทย. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร.์ผะอบ โปษกฤษณะ.2538. ลกั ษณะเฉพาะของภาษาไทย. พมิ พค์ รั้งที่ 5. กรุงเทพฯ: บริษทั รวมสำสน์ (1977) จำกดั .รำชบัณฑติ ยสถำน.2556.พจนานกุ รมราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. กรงุ เทพฯ: นำนมีบ๊คุ ส์พบั ลเิ คช่ันส.์ .เริงชัย ทองหลอ่ . 2556. หลกั ภาษาไทย ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพฯ: ไฮเอด็ พับลิชช่ิง.วจิ ินตน์ ภำณุพงศ์.2520. โครงสรา้ งของภาษาไทย. กรงุ เทพฯ : มหำวิทยำลัยรำมคำแหง.สวัสดิ์ เรอื งศร.ี 2542. หลักภาษาไทย. เพชรบรุ :ี สถำบนั รำชภฏั เพชรบุรีอุปกิตศิลปสำร, พระยำ .2546. หลักภาษาไทย: อักขรวธิ ี วจีวภิ ำค วำกยสัมพันธ์ ฉนั ทลักษณ์. พิมพค์ รงั้ ที่ 12. กรงุ เทพฯ: บรษิ ัทโรงพมิ พ์ไทยวัฒนำพำนิช จำกัด
Search