Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารสรุปเนื้อหาที่ต้องรู้และเก็งข้อสอบวิชาสุขศึกษา รหัสวิชาทช21002

เอกสารสรุปเนื้อหาที่ต้องรู้และเก็งข้อสอบวิชาสุขศึกษา รหัสวิชาทช21002

Published by natkrit.golf, 2021-08-20 23:41:23

Description: เอกสารสรุปเนื้อหาที่ต้องรู้และเก็งข้อสอบวิชาสุขศึกษา รหัสวิชาทช21002

Search

Read the Text Version

กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว บทท่ี 5 ยาแผนโบราณและสมุนไพร เรือ่ งท่ี 1 หลักและวิธกี ารใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพร 1.1. หลกั และวธิ กี ารใชยาแผนโบราณ ความหมายของยาแผนโบราณ ยาแผนโบราณ คือ ยาท่ีมุงหมายสําหรับใชในการประกอบโรคศิลปแผนโบราณ ซงึ่ เปน ยาทอ่ี าศัยความรจู ากตําราหรอื เรยี นสืบตอกันมา อันมิใชก ารศกึ ษาตามหลักวิทยาศาสตร และยาแผนโบราณ ที่ยอมรบั ของกฎหมายยาจะตอ งปรากฏในตํารายา ท่ีรฐั มนตรปี ระกาศหรือเปนยาท่รี ฐั มนตรปี ระกาศหรอื รับขึน้ ทะเบียนเทา น้ัน อนั ตรายจากการรับประทานยาแผนโบราณที่ไมไดข้นึ ทะเบียนหรือยาปลอม ในปจจุบันพบวา มียาแผนโบราณที่ไมไดข้ึนทะเบียนหรือยาปลอมกอใหเกิด อันตรายตอ ผบู ริโภคได เชน มีการปนเปอ นของจุลนิ ทรียท ีก่ อ ใหเกิดโรค หรือการนําสารเคมีท่ีไม ปลอดภัยตอ ผบู ริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน เมธิลแอลกอฮอล คลอโรฟอรม การใสยาแก ปวด แผนปจจุบัน เชน อินโดเมทาซิน หรือแมแตการนํายาเฟนิลบิวตาโวนและสเตียรอยด ซงึ่ เปนยาควบคมุ พิเศษ ซึง่ มผี ลขา งเคยี งสงู ผสมลงในยาแผนโบราณ เพื่อใหเกิดผลในการรักษา ที่รวดเร็ว แตจ ะทําใหเกิดอนั ตรายตอผูบ ริโภค คือ ทําใหเกิดโรคกระดูกผุ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคกระเพาะได เปน ตน การเลอื กซ้ือยาแผนโบราณ เพื่อความปลอดภัยในการใชย าแผนโบราณ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและ ยาขอแนะนําวธิ ีการเลอื กซอ้ื ยาแผนโบราณ ดงั น้ี 1. ควรซ้อื ยาแผนโบราณจากรา นขายยาทม่ี ีใบอนุญาตและมเี ลขทะเบียน ตาํ รบั ยา 2. ไมค วรซอ้ื ยาแผนโบราณจากรถเรขาย เพราะอาจไดร ับยาท่ีผลิตข้ึนโดยผูผลิต ทไ่ี มไดมาตรฐาน ซงึ่ อาจมีการปนเปอ นของจลุ นิ ทรยี ในระหวางการผลิต อาจทําใหเกิดอันตราย ตอ ผูบริโภคได 3. กอ นซ้อื ยาแผนโบราณ ควรตรวจดฉู ลากยาทกุ ครั้งวามีขอความ ดงั นี้ 3.1. ชื่อยาเลขที่หรือรหัสใบสําคัญการขึ้นทะเบียนยา ปริมาณของยา ที่บรรจเุ ลขทห่ี รอื อกั ษรแสดงคร้งั ท่ีผลติ 3.2. ช่ือผูผลิตและจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยา วัน เดือน ป ที่ผลิตยา คําวา “ยาแผนโบราณ” ใหเ ห็นไดชัดเจน

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว3.3. คาํ วา “ยาใชภายนอก” หรอื “ยาใชเฉพาะที่” แลวแตกรณี ดวยอักษร สแี ดงเห็นไดช ัดเจน ในกรณีเปนยาใชภายนอกหรอื ยาใชเฉพาะท่ี คําวา “ยาสามัญประจําบาน” ในกรณเี ปน ยาสามัญประจาํ บา น คําวา “ยาสาํ หรบั สัตว” ในกรณเี ปนยาสาํ หรับสัตว 1.2. หลกั และวธิ ีการใชย าสมุนไพร สมุนไพรตามพระราชบัญญัติยา หมายถึง ยาท่ีไดจากพชื สตั ว หรือแรธ าตุ ซึ่งยัง ไมไ ดผ สม ปรงุ หรอื แปรสภาพ แตในทางการคาสมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงสภาพไป เชน หั่นเปนชิ้นใหเล็กลง บดเปน ผงใหละเอยี ด นาํ ผงทบี่ ดมาอดั เปน เม็ดหรือนํามาใสแ คปซูล ในปจจบุ นั ไดม กี ารนาํ สมุนไพรมาใชอยางกวางขวาง เชน ใชเปนอาหาร อาหาร เสริม เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เคร่ืองสําอาง สวนประกอบในเครื่องสําอาง ใชแตงกลิ่นและสี อาหาร ตลอดจนใชเ ปน ยาฆาแมลง วิธใี ชส มุนไพร สมุนไพรที่มีการนํามาใชในปจจุบันน้ีมักนํามาปรุงเปนยาเพื่อใชรักษาปองกัน และสรา งเสรมิ สขุ ภาพ แตสว นมากจะเปน การรกั ษาโรค ที่พบมากมีดงั น้ี 1. ยาตม อาจเปนสมนุ ไพรชนิดเดยี วหรือหลาย ๆ ชนิดก็ไดท่ีนํามาตม เพ่ือให สารสําคัญที่มีในสมุนไพรละลายออกมาในน้ํา วิธีเตรียมทําโดยนําสมุนไพรมาใสลงในหมอ ซ่ึงอาจเปนหมอดินหรือหมอท่ีเปนอะลูมิเนียม สแตนเลสก็ได แลวใสนํ้าลงไปใหทวมสมุนไพร แลว จงึ นําไปต้ังบนเตาไฟ ตมใหเดือดแลวเค่ยี วตอ อีกเลก็ นอ ย วธิ ีรับประทานใหร ินนํา้ สมุนไพรใส ถวยหรือแกว หรือจะใชถวยหรือแกวตักเฉพาะนํ้าข้ึนมาในปริมาณพอสมควร หรือศึกษาจาก ผขู ายยาบอก ยาตมบางชนดิ สามารถใชไ ดเกินกวา 1 ครง้ั ดวยการเติมน้ําลงไปแลวนํามาตมแลว เค่ยี วอกี จนกวา รสยาจะจดื จึงเลิกใช เรามกั เรยี กยานีว้ า “ยาหมอ” จะมีรสชาติและกล่ินท่ีไมนา รับประทาน น้าํ หนักของสมุนไพรทน่ี ํามาตมน้นั แตล ะชนดิ มักจะช่ัง ซึ่งมีหนวยนํ้าหนักเปนบาท ตามรานทีข่ ายจะมีเครือ่ งชัง่ ชนิดน้ี แตถาหมอท่ีจายยาไมช่ังก็จะใชวิธีกะปริมาณเอง ในการตม ยาน้ีถาเปนสมุนไพรสดจะออกฤทธ์ิดีกวาสมุนไพรแหง แตตามรานขายยาสมุนไพรมักเปน สมุนไพรแหง เพราะจะเกบ็ ไวไดน านกวา 2. ยาผง เปนสมุนไพรที่นํามาบดใหเปนผง ซึ่งตามรานขายยาสมุนไพรจะมี เครื่องบด โดยคิดคาบดเพิ่มอีกเล็กนอย อาจเปนสมุนไพรชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ไดท่ีนํามา บดใหเปน ผง แลวนาํ มาใสก ลอ ง ขวด หรอื ถงุ วิธรี บั ประทานจะละลายในนํ้าแลวใชด่ืมก็ได หรือ

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยวจะตักใสปากแลวด่ืมน้ําตามใหละลายในปากได ปจจุบันมีการนํามาใสแคปซูล เพื่อสะดวก ในการรบั ประทาน พกพา และจําหนาย 3. ยาชง วิธีเตรยี มจะงายและสะดวกกวายาตม มักมีกลิ่นหอม เตรียมโดยหั่น เปน ชิ้นเล็ก ๆ ตากหรืออบใหแหงแลวนํามาชงนํ้าดื่มเหมือนกับการชงน้ําชา ปจจุบันมีสมุนไพร หลายอยางท่ีนํามาชงด่ืม มักเปนสมุนไพรชนิดเดียว เชน ตะไคร หญาหนวดแมว ชาเขียวใบ หมอน หญาปกกิ่ง เปนตน ในปจจุบันมีการนําสมุนไพรมาบดเปนผงแลวใสซองมีเชือกผูกติด ซอง ใชช งในนํา้ รอ นบางชนดิ มีการผสมนํา้ ตาลทรายแดงเพอื่ ใหมีรสชาติดีข้ึนแลวนํามาชงกับน้ํา รอ นด่ืม 4. ยาลูกกลอน เปน การนํายาผงมาผสมกบั น้าํ หรอื นา้ํ ผึง้ แลว ปน เปน ลูกกลม ๆ เลก็ ๆ วิธีรับประทานโดยการนํายาลกู กลอนใสปาก ด่ืมน้ําตาม 5. ยาเม็ด ปจจุบันมีการนํายาผงมาผสมน้ําหรือนํ้าผ้ึงแลวมาใสเครื่องอัดเปน เม็ด เครือ่ งมอื นี้หาซ้ือไดง า ย มีราคาไมแพง ใชมือกดได ไมต อ งใชเครื่องจักร ตามสถานที่ปรุงยา สมุนไพรหรือวดั ทมี่ ีการปรุงยาสมุนไพรมักจะซือ้ เคร่ืองมือชนิดน้มี าใช 6. ยาดองเหลา ไดจากการนาํ สมนุ ไพรมาใสโหลแลวใสเหลาขาวลงไปใหทวม สมุนไพร ปดฝาทิ้งไวป ระมาณ 1-6 สัปดาห แลวรินเอานํ้ามาดื่มเปนยา ปจจุบันมีการจําหนาย เปน “ซมุ ยาดอง” 7. นํามาใชสด ๆ อาจนํามาใชทาบาดแผล หรือใชทาแกพิษ เชน วานหาง จระเข ผักบุงทะเล เปนตน นํามาตําใหแหลกแลวพอติดไวท่ีแผล เชน หญาคา ใบชุมเห็ด เปนตน นํามายางไฟแลวประคบ เชน ใบพลับพลึง เปนตน หรือนํามาใชเปนอาหาร เชน หอม กระเทียม กลว ยนาํ้ วา ขา ขิง ใบบัวบก เปน ตน เรื่องท่ี 2 อันตรายจากการใชย าแผนโบราณและยาสมนุ ไพร 2.1. อนั ตรายจากยาแผนโบราณ จากปญหาของยาแผนโบราณในสังคมไทย สาํ นกั งานคณะกรรมการอาหารและ ยา (อย.) รว มกบั สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ไดมีการติดตามตรวจสอบและเฝาระวัง การแพรระบาดของยาสมุนไพรท่ีไมไดข้ึนทะเบียนตํารับยาแผนโบราณ ซึ่งเปนยาปลอมอยาง สม่ําเสมอ และจากผลการตรวจวิเคราะหยาปลอม พบวา มีการปนเปอนของจุลินทรีย ท่ีกอ ใหเ กิดโรคหรือการลักลอบนําสารเคมีทไ่ี มปลอดภัยตอผูบริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน เมธทิลแอลกอฮอล คลอโรฟอรม การใสยาแกปวดแผนปจจุบัน เชน อินโดเมทาซิน หรือแมแต

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยวการลักลอบนํายาเฟนิลบิวตาโซน และสเตียรอยด ซ่ึงเปนยาควบคุมพิเศษที่มีผลขางเคียงตอ รา งกายสงู ผสมลงในยาแผนโบราณ เพื่อใหเ กิดผลในการรักษาท่รี วดเรว็ ซ่ึงลวนแตเ ปนอนั ตราย ตอ ผูบ ริโภคได โดยเฉพาะสารสเตียรอยด มกั จะพบเพรดนโิ ซโลน และเดกซามีธาโซนผสมอยูใน สมนุ ไพรแผนโบราณทไ่ี มไดข น้ึ ทะเบียน สารสเตียรอยดท่ีผสมอยูในยาแผนโบราณกอใหเกิดอันตรายตอรางกายได มากมาย เชน 1. ทาํ ใหเกดิ แผลในกระเพาะอาหาร อาจถึงข้ันทําใหกระเพาะทะลุ ซึ่งพบใน ผูท่ีรับประทานยากลุมน้ีหลายรายที่กระเพาะอาหารทะลุ ทําใหหนามืด หมดสติ และอาจ อันตรายถึงชีวิตได โดยเฉพาะในผูสงู อายุ หรอื ผูทีม่ โี รคประจาํ ตวั อยแู ลว 2. ทาํ ใหเกดิ การบวม (ตึง) ท่ไี มใ ชอ วน 3. ทาํ ใหก ระดูกผกุ รอนและเปราะงาย นําไปสูค วามทพุ พลภาพได 4. ทําใหความดันโลหิตสูง และระดับนํ้าตาลในเลือดสูงพบในบางรายที่สูง จนถงึ ขน้ั เปน อนั ตรายมาก 5. ทําใหภ ูมคิ ุม กันรา งกายตํา่ มีโอกาสติดเชื้อไดง ายนําไปสูความเส่ียงท่ีจะติด เช้อื และอาจรุนแรงถงึ ขั้นเสยี ชวี ติ ได 2.2. อันตรายจากการใชย าสมุนไพร ผลติ ภณั ฑส มนุ ไพรทวั่ ไปจดั อยูในจําพวกอาหารหรือสวนประกอบอาหาร ทฉ่ี ลากไมตอ งระบสุ รรพคณุ ทางการแพทยห รือขนาดรับประทาน ดงั นั้น ผูใ ชผลิตภัณฑสมุนไพร สว นมากจึงตองศึกษาจากหนังสอื หรอื ขอคาํ ปรกึ ษาจากผรู หู รอื แพทยทางเลือก เชน แพทยแผน ไทย แพทยแผนจีน เปน ตน 2.3. ขอควรระวังในการใชยาสมนุ ไพร 1. พืชสมุนไพรหลายชนิดมีพิษโดยเฉพาะถาใชไมถูกสวน เชน ฟาทะลายโจร ควรใชสวนใบออน แตไ มควรใชกา นหรอื ลาํ ตน เพราะมีสารไซยาไนตประกอบอยู ดังน้ันกอนใช ยาสมนุ ไพรตอ งแนใ จวา มีอะไรเปนสวนประกอบบาง 2. กอนใชย าสมนุ ไพรกับเดก็ และสตรีมคี รรภ ตองปรกึ ษาแพทยกอ นทกุ คร้งั 3. การรับประทานยาสมุนไพรควรรับประทานตามปริมาณและระยะเวลา ทีแ่ พทยแนะนํา หากใชใ นปรมิ าณทเ่ี กนิ ขนาดอาจเกดิ ผลขา งเคียงทเ่ี ปนอันตรายมาก

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว บทที่ 6 การปอ งกนั สารเสพติด เรอื่ งท่ี 1 ปญ หา สาเหตุ ประเภทและชนดิ ของสารเสพตดิ และการปอ งกนั แกไข สถานการณปจจุบันพบวา การใชสารเสพติดไดแพรระบาดเขาไปถึงทุกเพศทุกวัย ทุกกลุมอายุ สงผลกระทบตอสุขภาพพลานามัยของบุคคลกลุมนั้น ๆ โดยเฉพาะการใช ยาเสพตดิ ในทางท่ีผิดของกลมุ เยาวชนทีก่ ําลังศึกษาเลา เรยี นในสถานศึกษาหรือนอกสถานศึกษา หรอื กลมุ เยาวชนนอกระบบการศึกษา สารเสพตดิ หมายถึง ยาเสพตดิ วตั ถอุ อกฤทธ์ิ และสารระเหย 1. สาเหตุของการติดสารเสพตดิ 1.1. สาเหตจุ ากการรูเทา ไมถงึ การณ 1) อยากทดลอง 2) ความคึกคะนอง 3) การชักชวนของคนอ่ืน 1.2. สาเหตทุ ี่เกดิ จากการถกู หลอกลวง 1.3. สาเหตุทเ่ี กิดจากความเจบ็ ปว ย 1.4. สาเหตอุ ื่น ๆ เชน การอยูใกลแหลงขายหรือใกลแหลงผลิต หรือเปนผูขาย หรือผูผลิตเอง จึงทําใหมีโอกาสติดส่ิงเสพติดใหโทษนั้นมากกวาคนทั่วไป เมื่อมีเพื่อนสนิทหรือ พ่ีนองที่ติดส่ิงเสพติดอยู ผูน้ันยอมไดเห็นวิธีการเสพของผูท่ีอยูใกลชิด รวมท้ังใจเห็นพฤติกรรม ตา ง ๆ ของเขาดว ย และยังอาจไดรบั คําแนะนําหรอื ชักชวนจากผเู สพดว ย จงึ มโี อกาสติดได 2. ประเภทของสารเสพติด ยาเสพติดใหโ ทษแบง ได 5 ประเภท ดังนี้ 2.1. ยาเสพติดใหโทษประเภท 1 เชน เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน เอ็มดีเอ็มเอ (ยาอ)ี ยาเสพตดิ ใหโทษประเภทนไ้ี มใ ชประโยชนท างการแพทย 2.2. ยาเสพติดใหโทษประเภท 2 เชน มอรฟน โคเคอีน เพทิดีน เมทาโดน และ ฝน ยาเสพตดิ ใหโทษประเภทนมี้ ปี ระโยชนท างการแพทย แตกม็ ีโทษมาก จงึ ตอ งใชภายใตความ ควบคมุ ของแพทย และใชเฉพาะในกรณีที่จาํ เปนเทา นั้น 2.3. ยาเสพติดใหโทษประเภท 3 เปนยาสําเร็จรูปที่ผลิตขึ้นตามทะเบียนตํารับ ท่ีไดร บั อนญุ าตจากกระทรวงสาธารณสุขแลว มีจําหนายตามรานขายยา ไดแก ยาแกไอ ท่ีมีตัว ยาโคเคอีน หรือยาแกทองเสียที่มีตัวยาไดเฟนอกซิน เปนตน ยาเสพติดประเภทนี้มีประโยชน ทางการแพทยแ ละมีโทษนอ ยกวายาเสพติดใหโ ทษอ่ืน ๆ 2.4. ยาเสพติดใหโทษประเภท 4 เปนนํา้ ยาเคมที ่นี าํ มาใชในการผลิตยาเสพติดให โทษประเภท 1 ไดแก นํ้ายาเคมี อาซิติกแอนไฮไดรด อาซิติลคลอไรด เอทิลิดีน ไดอาเซเตท

สารเออรโกเมทรีน และคลอซูโดอีเฟดรีน ยาเสพติดใหโทษประเภทนี้ไมมีประโยชนในการ บาํ บดั รักษาอาการของโรคแตอยางใด 2.5. ยาเสพติดใหโทษประเภท 5 ไดแก พืชกัญชา พืชกระทอม พืชฝน และพืช เหด็ ขคี้ วาย ยาเสพติดใหโทษประเภทน้ีไมมีประโยชนท างการแพทย วตั ถุออกฤทธิ์ หมายถงึ วัตถุที่ออกฤทธ์ิตอ จิตและประสาท ที่เปนสิ่งธรรมชาติหรือได จากสิ่งธรรมชาติ วตั ถอุ อกฤทธ์ิแบง ได 4 ประเภท ดงั น้ี 1. วัตถุออกฤทธ์ิประเภท 1 มีความรุนแรงในการออกฤทธ์ิมาก ทําใหเกิดอาการ ประสาทหลอน ไมม ีประโยชนในการบําบัดรกั ษาอาการของโรค ไดแก ไซโลไซบนั และเมสคาลนี 2. วัตถุออกฤทธ์ิประเภท 2 เชน ยากระตุนระบบประสาท เชน อีเฟดรีน เฟเนทิลลีน เพโมลีนและยาสงบประสาท เชน ฟลไู นตราซีแพม มดิ าโซแลม ไนตราซีแพม วัตถุประเภทน้ีมีการ นาํ ไปใชในทางที่ผิด เชน ใชเปน ยาแกงว ง ยาขยัน หรือเพ่ือใชม อมเมาผอู ืน่ 3. วัตถุออกฤทธ์ิประเภท 3 ใชในรูปยารักษาอาการของโรค สวนใหญเปนยากดระบบ ประสาทสวนกลาง เชน เมโพรบาเมต อะโมบารบ ิตาล และยาแกปวด เพตาโซซีน การใชยาจําพวก น้ตี องอยูใ นความควบคมุ ดูแลของแพทย 4. วตั ถุออกฤทธป์ิ ระเภท 4 ไดแก ยาสงบประสาท ยานอนหลับในกลุมของบารบิตูเรต เชน ฟโนบารบ ิตาล และเบ็นโซไดอาซีปนส เชน อัลปราโซแลม ไดอาซแี พม สว นใหญม กี ารนาํ มาใช อยางกวางขวาง ท้ังน้ีเพ่ือบําบัดรักษาอาการของโรค และการนํามาใชในทางท่ีผิด การใชยาวัตถุ ออกฤทธป์ิ ระเภทนี้ตองอยูภ ายใตก ารควบคุมของแพทย สารระเหย เปน สารเคมี 14 ชนดิ ไดแก อาซีโทน เอทลิ อาซีเตท โทลูอีน เซลโลโซลฟ ฯลฯ ผลิตภัณฑ 5 ชนิด ไดแก ทินเนอร แลคเกอร กาวอินทรียสังเคราะห กาวอินทรีย ธรรมชาติ ลกู โปง วิทยาศาสตร กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว

กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยวเรอ่ื งท่ี 2 ลกั ษณะอาการของผตู ดิ สารเสพติด ลกั ษณะการติดยาเสพติด ลกั ษณะท่วั ไป 1. ตาโรยขาดความกระปรี้กระเปรา นํ้ามูกไหล นํ้าตาไหล ริมฝปากเขียวคลํ้าแหง แตก (เสพโดยการสบู ) 2. เหงื่อออกมาก กล่ินตวั แรง พูดจาไมสัมพนั ธกบั ความจรงิ 3. บริเวณแขนตามแนวเสน โลหติ มรี อ งรอยการเสพยาโดยการฉดี ใหเ ห็น 4. ท่ที องแขนมีรอยแผลเปนโดยกรดี ดว ยของมีคมตามขวาง (ตดิ เหลาแหง ยากลอมประสาท ยาระงับประสาท) 5. ใสแวน ตากรอบแสงเขม เปน ประจาํ เพราะมา นตาขยายและเพื่อปดนยั นตาสีแดงกาํ่ 6. มกั สวมเสื้อแขนยาวปกปด รอยฉีดยา โปรดหลกี ใหพ น จากบุคคลท่ีมีลักษณะดังกลาว ชีวติ จะสุขสันตต ลอดกาล 7. มีความตองการอยางแรงกลา ที่จะเสพยานน้ั ตอไปอีกเรื่อย ๆ 8. มคี วามโนมเอยี งทจ่ี ะเพมิ่ ปรมิ าณของสิ่งเสพตดิ ใหมากข้ึนทกุ ขณะ 9. ถา ถึงเวลาทเ่ี กิดความตอ งการแลว ไมไ ดเ สพจะเกิดอาการขาดยาหรอื อยากยา โดยแสดงออกมาในลกั ษณะอาการตา ง ๆ เชน หาว อาเจียน นํ้ามูกน้ําตาไหล ทุรนทุราย คลุมคลั่ง ขาดสติ โมโห ฉนุ เฉยี ว ฯลฯ 10. ส่ิงเสพติดน้ันหากเสพอยูเสมอ ๆ และเปนเวลานานจะทําลายสุขภาพของผูเสพ ท้งั ทางรางกายและจติ ใจ 11. ทําใหร า งกายซูบผอมมีโรคแทรกซอ น และทาํ ใหเกิดอาการทางโรคประสาทและจิต ไมป กติ การตดิ ยาทางกาย เปนการตดิ ยาเสพติดทผ่ี เู สพมีความตอ งการเสพอยา งรนุ แรง ทงั้ ทางรางกายและจิตใจ เมื่อถึงเวลาอยากเสพแลวไมไดเสพจะเกิดอาการผิดปกติอยางมาก ท้ังทางรางกายและจิตใจ ซ่ึงเรียกวา “อาการขาดยา” เชน การติดฝน มอรฟน เฮโรอีน เม่ือขาดยาจะมีการคล่ืนไส อาเจียน หาว นํ้ามูก น้าํ ตาไหล นอนไมหลับ เจบ็ ปวดท่วั รา งกาย เปน ตน

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยวการตดิ ยาทางใจ เปนการติดยาเสพติดเพราะจิตใจเกิดความตองการหรือเกิดการติดเปนนิสัย หากไมได เสพรางกายก็จะไมเกิดอาการผิดปกติ หรือทุรนทุรายแตอยางใด จะมีบางก็เพียงเกิดอาการ หงุดหงิดหรอื กระวนกระวาย วธิ ีสงั เกตอาการผตู ิดยาเสพตดิ จะสังเกตวาผูใดใชหรือเสพยาเสพติด ใหสังเกตจากอาการและการเปลี่ยนแปลง ทงั้ ทางรา งกายและจติ ใจตอ ไปน้ี 1. การเปลยี่ นแปลงทางรางกาย สังเกตไดจ าก 1) สขุ ภาพรา งกายทรุดโทรม ซูบผอม ไมม แี รง ออนเพลีย 2) ริมฝป ากเขียวคลํา้ แหง และตก 3) รา งกายสกปรก เหง่ือออกมาก กลนิ่ ตัวแรงเพราะไมช อบอาบนาํ้ 4) ผิวหนังหยาบกราน เปนแผลพุพอง อาจมีหนองหรือน้ําเหลือง คลายโรค ผิวหนงั 5) มีรอยกรีดดวยของมีคม เปนรอยแผลเปนปรากฏท่ีบริเวณแขนและ/หรือ ทอ งแขน 6) ชอบใสเ สอ้ื แขนยาว กางเกงขายาว และสวมแวน ตาดําเพ่ือปดบังมานตา ที่ขยาย 2. การเปลย่ี นแปลงทางจติ ความประพฤติและบุคลกิ ภาพ สงั เกตไดจาก 1) เปน คนเจาอารมณ หงุดหงิดงาย เอาแตใจตนเอง ขาดเหตผุ ล 2) ขาดความรบั ผดิ ชอบตอหนา ที่ 3) ขาดความเชอื่ มั่นในตนเอง 4) พูดจากาวราว แมแ ตบิดามารดา ครู อาจารย ของตนเอง 5) ชอบแยกตวั อยคู นเดยี ว ไมเขาหนา ผูอ น่ื ทาํ ตัวลึกลบั 6) ชอบเขาหองนํ้านาน ๆ 7) ใชเ งนิ เปลืองผิดปกติ ทรัพยส ินในบา นสูญหายบอย 8) พบอุปกรณเ ก่ยี วกบั ยาเสพตดิ เชน หลอดฉดี ยา เขม็ ฉีดยากระดาษตะกัว่ 9) มว่ั สมุ กับคนทมี่ พี ฤตกิ รรมเกี่ยวกับยาเสพตดิ 10) ไมสนใจความเปน อยูของตนเอง แตง กายสกปรก ไมเรียบรอย ไมคอยอาบนาํ้

กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว11) ชอบออกนอกบานเสมอ ๆ และกลับบานผิดเวลา 12) ไมชอบทํางาน เกยี จคราน ชอบนอนตืน่ สาย 13) อาการวิตกกังวล เศรา ซมึ สีหนา หมองคลาํ้ 3. การสงั เกตอาการขาดยา ดงั นี้ 1) น้าํ มูกน้ําตาไหล หาวบอ ย 2) กระสับกระสาย กระวนกระวาย หายใจถี่ ปวดทอง คล่ืนไส อาเจียน เบ่อื อาหาร นํา้ หนกั ลด อาจมอี ุจจาระเปนเลอื ด 3) ขนลุก เหงอ่ื ออกมากผดิ ปกติ 4) ปวดเม่ือยตามรา งกาย ปวดเสยี วในกระดกู 5) มานตาขยายโตขึ้น ตาพราไมส ูแ ดด 6) มกี ารส่ัน ชกั เกร็ง ไขขนึ้ สูง ความดนั โลหิตสงู 7) เปน ตะคริว 8) นอนไมหลับ 9) เพอ คลุมคล่งั อาละวาด ควบคมุ ตนเองไมได เรอื่ งท่ี 3 อันตราย การปอ งกนั และการหลีกเลีย่ งพฤติกรรมเส่ยี งตอสารเสพติด สารเสพตดิ ใหโ ทษมีหลายชนิดไดแพรระบาดเขามาในประเทศไทย จะพบในหมูเด็ก และเยาวชนเปน สวนมาก นับวาเปนเร่ืองรายแรงเปนอันตรายตอผูเสพและประเทศชาติดังนั้น ผูเรียนควรทราบอนั ตรายจากสารเสพติดในแตละชนดิ ดังนี้ 1. ฝน จะมีฤทธ์ิกดประสาท ทาํ ใหน อนหลบั เคลิบเคล้ิม ผูท่ีติดฝนจะมีความคิดอาน ชาลง การทาํ งานของสมอง หวั ใจ และการหายใจชาลง อาการขาดยา จะเริม่ หลังจากไดรับยาคร้ังสุดทาย 4-10 ชั่วโมง แลวไมสามารถ หายาเสพไดอีก จะมอี าการกระวนกระวาย หงุดหงิด โกรธงาย ต่ืนเตนตกใจงาย หาวนอนบอย ๆ นํ้ามกู นา้ํ ตา น้ําลาย และเหงอ่ื ออกมาก ขนลุก กลามเนือ้ กระตกุ ตวั สนั่ มานตาขยาย ปวดหลังและขามาก ปวดทอง อาเจียน ทอ งเดิน บางรายมีอาการรุนแรงถึงขนาดถายเปนเลือด ที่ภาษาชาวบานเรียกวา“ลงแดง” ผูติดยาจะมีความตองการยาอยางรุนแรงจนขาดเหตุผล ทถ่ี กู ตอ ง อาการขาดยาน้จี ะเพม่ิ ข้นึ ในระยะ 24 ชั่วโมงแรก และจะเกิดมากที่สุดภายใน 48-72 ช่วั โมง หลังจากนนั้ อาการจะคอย ๆ ลดลง

กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว2. มอรฟน เปนแอลคาลอยดจากฝนดิบ มีฤทธิ์ท้ังกดและกระตุนระบบประสาท สวนกลาง ทําใหศ นู ยป ระสาทรับความรูสกึ ชา อาการเจบ็ ปวดตา ง ๆ หมดไป กลามเน้ือคลายตัว มีความรูสึกสบายหายกังวล นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กดศูนยการไอทําใหระงับอาการไอ กดศูนย ควบคมุ การหายใจ ทาํ ใหร างกายหายใจชา ลง เกิดอันตรายถึงแกชีวิตได สวนฤทธิ์กระตุนระบบ ประสาทสว นกลางจะทาํ ใหคล่ืนไส อาเจียน มานตาหร่ี บางรายมีอาการต่ืนเตนดวย กระเพาะ อาหารและลาํ ไสท ํางานนอยลง หูรูดตา ง ๆ หดตัวเล็กลง จึงทําใหมีอาการทองผูกและปสสาวะ ลําบาก 3. เฮโรอีน สกัดไดจากมอรฟนโดยกรรมวิธีทางเคมี ซ่ึงเกิดปฏิกิริยาระหวาง มอรฟ นและนํ้ายาอะซติ คิ แอนไฮไดรด เปน ยาเสพตดิ ทตี่ ิดไดง ายมาก เลิกไดยาก มีความแรงสูง กวามอรฟน ประมาณ 5-8 เทา แรงกวาฝน 80 เทา และถาทําใหบริสุทธ์ิจะมีฤทธิ์แรงกวาฝนถึง 100 เทาตัว เฮโรอีนเปนยาเสพติดใหโ ทษทรี่ ายแรงท่ีสุด ใชไดท้ังวิธีสูบฉีดเขากลามเนื้อหรือเสน เลือดดํา ละลายไดดีในนํ้า เฮโรอีน มีฤทธ์ิทําใหงวงนอน งุนงง คลื่นไส อาเจียน เบ่ืออาหาร รางกายผอมลงอยางรวดเร็ว ออนเพลีย ไมกระตือรือรน ไมอยากทํางาน หงุดหงิด โกรธงาย มกั กอ อาชญากรรมไดเ สมอ มักตายดวยมีโรคแทรกซอ น หรือใชยาเกินขนาด 4. บารบ ทิ เู รต ยาที่จดั อยใู นพวกสงบประสาทใชเปนยานอนหลับ ระงับความวิตก กงั วล ระงบั อาการชักหรือปองกันการชัก ท่ีใชกันแพรหลายไดแก เซดคบารบิตาลออกฤทธิ์กด สมอง ทาํ ใหส มองทาํ งานนอยลง ใชย าเกนิ ขนาดทําใหม ีฤทธก์ิ ดสมองอยางรุนแรง ถึงขนาดหมด ความรสู กึ และเสยี ชีวิต จะมีอาการมนึ งง หงุดหงดิ เล่ือนลอย ขาดความรับผิดชอบ มีความกลา อยา งบาบนิ่ ชอบทะเลาะววิ าท กาวราว ทํารายตนเอง คลุมคล่ัง พูดไมช ัด เดินโซเซคลายกับคน เมาสรุ า ขาดความอาย อาทิ สามารถเปลื้องเสอ้ื ผาเพอื่ เตน โชวไ ด 5. ยากลอ มประสาท เปนยาทีม่ ีฤทธิ์กดสมอง ทาํ ใหจ ติ ใจสงบหายกังวล แตฤ ทธิ์ไม รนุ แรงถึงขน้ั ทาํ ใหหมดสติหรือกดการหายใจ การใชยาเปน เวลานาน จะทําใหรางกายเกิดความ ตานทานตอยาและเกิดการเสพตดิ ได และมแี นวโนมจะปว ยดวยโรคความดันโลหติ ตํ่า โรคกระเพาะ โรคทางเดินอาหาร ฯลฯ 6. แอมเฟตามีน มีช่ือที่บุคคลท่ัวไปรูจัก คือ ยาบา หรือยาขยันเปนยาที่มีฤทธ์ิ กระตุนประสาทสวนกลาง และระบบประสาทสว นปลาย ทาํ ใหม ีอาการตื่นตัว หายงวง พูดมาก ทาํ ใหห ลอดเลอื ดตีบเล็กลง หัวใจเตนเร็วขนึ้ ความดนั เลือดสงู มือสนั่ ใจสั่น หลอดลมขยาย มาน ตาขยาย เหง่ือออกมาก ปากแหง เบื่ออาหาร ถาใชเกินขนาดจะทําใหเวียนศีรษะนอนไมหลับ

กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยวตัวสนั่ ตกใจงาย ประสาทตึงเครียด โกรธงาย จิตใจสับสน คล่ืนไส อาเจียน ทองเดินและปวด ทอ งอยางรุนแรง มอี าการชักหมดสติ และตายเนือ่ งจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือหัวใจวาย 7. กัญชา ผลที่เกิดขึ้นตอรางกายจะปรากฏหลังจากสูบ 2-3 นาที หรือหลังจาก รับประทานคร่ึงถึง 1 ชว่ั โมง ทาํ ใหม ีอาการตื่นเตน ชางพดู หวั เราะสงเสียงดัง กลามเนื้อแขนขา ออนเปลี้ยคลายคนเมาสุรา ถาไดรับในขนาดมาก ความรูสึกนึกคิดและการตัดสินใจเสียไป ความจาํ เส่อื ม ประสาทหลอน หวาดระแวง ความคิดสับสน ไมสนใจสิ่งแวดลอม การสูบกัญชา ยังทําใหเกิดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหืดหลอดลม มะเร็งที่ปอด บางรายมีอาการทองเดิน อาเจียน มอื สัน่ เปนตะคริว หลอดเลอื ดอดุ ตนั หัวใจเตนเรว็ ความรูส กึ ทางเพศลดลงหรือหมดไป และเปนหนทางนาํ ไปสูการเสพติดยาชนิดอืน่ ๆ ไดงา ย 8. ยาหลอนประสาท เปนยาท่ีทําใหประสาทการเรียนรูผิดไปจากธรรมดา ยาที่ แพรห ลายในปจ จุบนั ไดแ ก แอลเอสดี ดีเอม็ ที เอสทีพี เมสคาลนี เหด็ ขค้ี วาย ตนลาํ โพง หัวใจเตนเร็วขึ้น ความดันเลือดสูง มานตาขยาย มือเทาสั่น เหง่ือออกมากที่ฝามือ บางราย คลื่นไส อาเจียน สงผลตอจิตใจ คือ มีอารมณออนไหวงาย ประสาทรับความรูสึกแปรรวน ไมส ามารถควบคุมสติได ทา ยสุดผูเ สพมักปว ยเปนโรคจิต 9. สารระเหย สารระเหยจะถูกดูดซึมผานปอดเขาสูกระแสโลหิต แลวเขาสู เนอื้ เย่ือตาง ๆ ของรา งกาย เกดิ พษิ ซง่ึ แบงไดเ ปน 2 ระยะ คือ พิษระยะเฉียบพลัน ตอนแรกจะรูสึกเปนสุข ราเริง ควบคุมตัวเองไมได คลายกบั คนเมาสุรา ระคายเคอื งเยอื่ บภุ ายในปากและจมูก นํ้าลายไหลมาก ตอ มามีฤทธ์กิ ด ทาํ ใหง ว งซึม หมดสติ ถาเสพในปริมาณมากจะไปกดศูนยหายใจทําใหตายได พิษระยะเรื้อรัง หากสูดดมสารระเหยเปนระยะเวลานานติดตอกัน จะเกิด อาการทางระบบประสาท วิงเวียนศีรษะ เดินโซเซ ความคิดสับสน หัวใจเตนผิดปกติ เกิดการ อักเสบของหลอดลม ถายทอดทางพันธุกรรม เปนเหตุใหเด็กท่ีเกิดมามีความพิการได เซลล สมองจะถูกทําลายจนสมองฝอ จะเปนโรคสมองเส่ือมไปตลอดชวี ิต 10. ยาบา เปนช่ือท่ีใชเรียกยาเสพติดท่ีมีสวนของสารเคมีประเภทแอมเฟตามีน สารประเภทนแ้ี พรร ะบาดอยู 3 รูปแบบดวยกนั คอื 1) แอมเฟตามีนซัลเฟต 2) เมทแอมเฟตามีน 3) เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด ซ่ึงจากผลการตรวจพิสูจนยาบา ปจจุบันในประเทศไทยมักพบวา เกอื บท้ังหมดมเี มทแอมเฟตามนี ไฮโดรคลอไรด ผสมอยู

กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยวอาการผเู สพ เม่ือเสพเขาสูรางกาย ระยะแรกจะออกฤทธ์ิทําใหรางกายต่ืนตัว หัวใจเตนเร็ว ความดันโลหิตสูง ใจสัน่ ประสาทตึงเครียด แตเมื่อหมดฤทธ์ิยา จะรูสึกออนเพลียมากกวาปกติ ประสาทลาทําใหการตัดสินใจชาและผิดพลาด เปนเหตุใหเกิดอุบัติเหตุรายแรงได ถาใช ติดตอกันเปนเวลานานจะทําใหสมองเส่ือม เกิดอาการประสาทหลอนเห็นภาพลวงตา หวาดระแวงคลุมคลั่ง เสียสติ เปนบาอาจทํารายตนเองและผูอื่นได หรือในกรณีท่ีไดรับยาใน ปรมิ าณมากจะไปกดประสาทและระบบการหายใจทาํ ใหหมดสติ และถงึ แกค วามตายได อนั ตรายท่ีไดรับ การเสพยาบากอ ใหเกดิ ผลรา ยหลายประการ ดังนี้ 1) ผลตอ จิตใจ เม่ือเสพยาบาเปนระยะเวลานานหรือใชเปนจํานวนมาก จะทําให ผูเสพมีความผิดปกติทางดานจิตใจกลายเปนโรคจิตชนิดหวาดระแวง สงผลใหมีพฤติกรรม เปลีย่ นแปลงไป เชน เกดิ อาการหวาดหว่ัน หวาดกลัว ประสาทหลอน ซ่ึงโรคนี้หากเกิดข้ึนแลว อาการจะคงอยตู ลอดไป แมใ นชว งเวลาที่ไมไ ดเสพยากต็ าม 2) ผลตอระบบประสาท ระยะแรกจะออกฤทธ์ิกระตุนประสาท ทําใหประสาท ตงึ เครยี ด แตเม่ือหมดฤทธ์ิยาจะมีอาการประสาทลา ทําใหการตัดสินใจในเรื่องตาง ๆ ชา และ ผิดพลาด หากใชติดตอกันเปนเวลานานจะทําใหสมองเส่ือม หรือกรณีท่ีใชยาในปริมาณมาก จะไปกดประสาทและระบบการหายใจ ทาํ ใหห มดสติและถงึ แกค วามตายได 3) ผลตอ พฤติกรรม ฤทธิ์ของยาจะกระตุนสมองสวนท่ีควบคุมความกาวราว และ ความกระวนกระวายใจ ดังนนั้ เมอื่ เสพยาบา ไปนาน ๆ จะกอใหเกิดพฤติกรรมที่เปล่ียนแปลงไป คือ ผเู สพจะมคี วามกา วราวเพ่มิ ข้ึน และหากยงั ใชต อ ไปจะมีโอกาสเปนโรคจิตชนิดหวาดระแวง เกรงวาจะมีคนมาทํารายตนเอง จงึ ตองทาํ รายผูอ ่นื กอ น 11. ยาอี ยาเลิฟ ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซต าซี เปน ยาเสพติดกลุมเดียวกัน จะแตกตางกันบางในดาน โครงสรางทางเคมี ลักษณะของยาอี มที ง้ั ท่ีเปน แคปซูลและเปนเม็ดยาสีตางๆ แตท่ีพบในประเทศ ไทย สวนใหญมีลักษณะเปนเม็ดกลมแบน เสนผาศูนยกลาง 0.8-1.2 ซม. หนา 0.3-0.4 ซม. ผิวเรียบ และปรากฏสัญลักษณบ นเม็ดยา เปนรูปตางๆ เชน กระตาย คางคาว นก ดวงอาทิตย PT ฯลฯ

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยวเสพโดยการรับประทานเปนเมด็ จะออกฤทธิ์ภายในเวลา 45 นาที และฤทธ์ิยา จะอยูในรางกายไดนานประมาณ 6-8 ชวั่ โมง อาการผูเสพ เหงอ่ื ออกมาก หวั ใจเตน เรว็ ความดนั โลหิตสูง ระบบประสาทการรับรูเกิดการ เปล่ยี นแปลงทง้ั หมด ทาํ ใหการไดย ินเสยี งและการมองเห็นแสงสีตางๆ ผิดไปจากความเปนจริง เคลบิ เคล้มิ ควบคมุ อารมณไมได อันตรายทีไ่ ดร ับ การเสพยาอี กอ ใหเกดิ ผลรายหลายประการ ดังนี้ 1) ผลตออารมณ เม่ือเริ่มเสพในระยะแรกยาอีจะออกฤทธ์ิกระตุนประสาทให ผูเสพรูสึกต่ืนตัวตลอดเวลา ไมสามารถควบคุมอารมณของตนเองได เปนสาเหตุใหเกิด พฤตกิ รรมสําสอนทางเพศ 2) ผลตอ การรสู ึก การรับรูจะเปล่ียนแปลงไปจากความเปนจรงิ 3) ผลตอ ระบบประสาท ยาอีจะทําลายระบบประสาท ทําใหเซลลสมองสวน ที่ทําหนาที่หลั่งสารซีโรโทนิน ซ่ึงเปนสาระสําคัญในการควบคุมอารมณน้ัน ทํางานผิดปกติ กลาวคือ เมื่อยาอีเขาสูสมองแลว จะทําใหเกิดการหลั่งสาร “ซีโรโทนิน” ออกมามากเกินกวา ปกติ สง ผลใหจ ิตใจสดชืน่ เบกิ บาน แตเ ม่ือระยะเวลาผา นไปสารดงั กลาวจะลดนอยลง ทําใหเกิด อาการซมึ เศราหดหอู ยางมาก อาจกลายเปนโรคจิตประเภทซึมเศรา และอาจเกิดสภาวะอยาก ฆาตัวตาย นอกจากน้ีการที่สารซีโรโทนินลดลง ยังทําใหธรรมชาติของการหลับนอนผิดปกติ จํานวนเวลาของการหลับลดลง นอนหลับไมส นทิ จงึ เกดิ อาการออ นเพลียขาดสมาธิในการเรียน และการทาํ งาน 4) ผลตอสภาวะการตายขณะเสพ มักเกิดเม่ือผูเสพสูญเสียเหง่ือมาก ทําให เกิดสภาวะขาดนาํ้ อยา งฉับพลนั หรือกรณีทเี่ สพยาอพี รอมกบั ดม่ื แอลกอฮอลเขา ไปมาก หรือผูท่ี ปว ยเปน โรคหัวใจ จะทําใหเ กิดอาการช็อกและเสยี ชีวติ ได เรอื่ งที่ 4 การปองกันและหลกี เลีย่ งการติดสารเสพตดิ 1. ปองกันตนเอง ไมใ ชย าโดยมไิ ดรับคาํ แนะนาํ จากแพทย และจงอยาทดลองเสพยา เสพติดทุกชนิดโดยเด็ดขาด เพราะตดิ งา ยหายยาก ทาํ ไดโดย 1.1. ศึกษาหาความรเู พอื่ ใหรูเทา ทนั โทษพษิ ภัยของยาเสพตดิ 1.2. ไมทดลองใชย าเสพติดทุกชนิดและปฏิเสธเมือ่ ถูกชกั ชวน

1.3. ระมดั ระวังเรอ่ื งการใชยา เพราะยาบางชนดิ อาจทาํ ใหเ สพติดได 1.4. ใชเ วลาวางใหเปนประโยชน 1.5. เลอื กคบเพือ่ นดี ทีช่ กั ชวนกันไปในทางสรา งสรรค 1.6. เม่ือมีปญหาชีวิต ควรหาหนทางแกไขที่ไมของเก่ียวกับยาเสพติดหากแกไข ไมไ ดค วรปรึกษาผใู หญ 2. ปองกนั ครอบครัว ควรสอดสองดูแลเด็กและบุคคลในครอบครัวหรือท่ีอยูรวมกัน อยาใหเก่ียวของกับยาเสพติด ตองคอยอบรมสั่งสอนใหรูสึกโทษและภัยของยาเสพติด หากมี ผูเ สพยาเสพติดในครอบครวั จงจัดการใหเขารักษาตัวท่ีโรงพยาบาล ใหหายเด็ดขาด การรักษา แตแ รกเริ่มติดยาเสพตดิ มีโอกาสหายไดเรว็ กวา ทป่ี ลอยไวนาน ๆ 3. ปอ งกันเพือ่ นบา น โดยชว ยช้ีแจงใหเ พ่อื นบา นเขา ใจถึงโทษและภัยของยาเสพติด โดยมิใหเพ่ือนบานรูเทาไมถึงการณตองถูกหลอกลวง และหากพบวาเพ่ือนบานติดยาเสพติด ตองแนะนําใหไปรกั ษาตวั ท่ีโรงพยาบาล 4. ปองกนั โดยใหความรว มมอื กับทางราชการ เมือ่ ทราบวาบานใด ตําบลใด มียาเสพ ตดิ แพรระบาดขอใหแ จงเจาหนาที่ตํารวจทุกแหงทุกทองท่ีทราบ หรือท่ีศูนยปราบปรามยาเสพ ติดใหโทษ เชน สํานักงานตํารวจแหงชาติ โทร. 02-2527962 สํานักงาน ป.ส.ส. โทร. 02-2459350-9 กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว

บทที่ 7 อุบัติเหตุ อุบตั ิภัย เร่อื งที่ 1 ปญ หา สาเหตุของการเกิดอบุ ตั เิ หตุ อุบตั ภิ ยั และภยั ธรรมชาติ กกกกกกกกสาเหตุทท่ี ําใหเ กิดอุบตั ิเหตแุ ละอบุ ตั ภิ ยั กกกกกกกกอบุ ัติเหตุหรืออุบัติภัย (Accident) หมายถึง เหตุการณอันตรายท่ีเกิดข้ึนโดยไมได ตั้งใจ หรอื คาดคิดมากอน ทาํ ใหเกิดความเสียหายแกทรัพยสิน บุคคลไดรับอันตรายทั้งรางกาย และจิตใจ อาจบาดเจบ็ พิการ หรอื รุนแรงถึงขัน้ เสยี ชีวิตได การเกดิ อุบัตเิ หตหุ รืออบุ ัติภัยในชีวิตประจําวัน อาจเกดิ ขึ้นไดจากสาเหตุ ดงั น้ี 1. สาเหตุท่ีเกิดจากบุคคล คนอาจเปนสาเหตุทําใหเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย ในลักษณะตา ง ๆ ดังน้ี 1.1. สภาพรางกายและจิตใจไมอยูในภาวะปกติ ผูท่ีรางกายทรุดโทรม เชน ออ นเพลีย เหนด็ เหน่ือย เจ็บปวย หรอื ผูทีม่ นึ เมาจากการดืม่ สุราหรอื ยากระตุนประสาท เปนตน จะมผี ลทําใหค วบคมุ สติของตนเองไดไ มด ี จะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุ อบุ ัตภิ ัยไดงาย 1.2. เกิดจากคนขาดความรูและความชํานาญหรือประสบการณ ผูที่ใช เครอ่ื งจักรเคร่ืองยนตในขณะทาํ งานนนั้ ถา หากขาดความรูความชํานาญหรือมีประสบการณไม เพยี งพอจะเปน เหตุใหเกดิ อุบตั เิ หตุ อบุ ัติภยั ไดง า ย 1.3. เกดิ จากคนมคี วามประมาท คนสวนใหญมีนสิ ัยรักความสะดวกสบาย หาก อันตราย ยังไมเกิดข้ึนมักจะคิดวา \"ไมเปนไร\" และบางคนมีนิสัยชอบความเส่ียง เชน ชอบ เผอเรอ สะเพรา ขาดความรอบคอบ เหลาน้ีเปนเหตใุ หเ กิดอบุ ัตเิ หตุ อุบตั ิภัยได 1.4. เกิดจากคนไมปฏิบัติตามคําเตือน กฎ ระเบียบ ขอบังคับ คนบางคน ไมเห็นความสําคัญของกฎระเบียบ ขอบังคับหรือคําเตือนตางๆ มักจะเปนเหตุใหเกิด อบุ ัตเิ หตุ อุบัตภิ ยั ได 1.5. เกิดจากคนมีความรูเทาไมถึงการณ มักเน่ืองมาจากการคาดคะเนผิด โดยไมรวู า อะไรเกิดข้ึน จะเปน เหตใุ หเกิดอบุ ตั ิเหตุ อุบตั ภิ ัยได 1.6. เกิดจากความเช่ือในทางท่ีผิด บางคนเชื่อวาอุบัติเหตุ อุบัติภัย เกิดข้ึน เพราะโชคชะตาหรอื เคราะหกรรมไมสามารถจะหลีกเลยี่ งได ทําใหขาดความระมัดระวังจนเปน เหตุใหเ กดิ อบุ ตั เิ หตุ อบุ ัตภิ ยั ได กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว

กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว

กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว

กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว

กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว บทที่ 8 ทกั ษะชีวติ เพ่ือการสอ่ื สาร เรอื่ งที่ 1 ความหมาย ความสาํ คญั ของทกั ษะชีวติ 10 ประการ ทักษะชีวิต หมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา ท่ีเปนทักษะ ภายในจะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตางๆ ที่เกิดข้ึนในชีวิตประจําวันไดอยางมี ประสทิ ธิภาพ และมีความสามารถที่จะปรับตัวไดในอนาคต ทักษะชีวิตจะมีสวนชวยใหวัยรุน สามารถนาํ ความรูในเรอ่ื งตา งๆ มาเช่อื มโยงกับทัศนคติ ผา นการคิดวเิ คราะหไตรต รองถึงผล ที่จะเกิดขึ้น และตัดสินใจปฏิบัติในสิ่งท่ีเหมาะสมได ซ่ึงจําเปนอยางมากในเรื่องของการดูแล สขุ ภาพ การปอ งกันการติดเชอ้ื เอชไอวี ยาเสพติด การทองไมพรอม ความปลอดภัย คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ เพ่ือใหสามารถมีชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีความสุข และรับมือกับปญหาและ ความเปลี่ยนแปลงตา งๆได องคประกอบของทักษะชีวิต จะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรม และสถานท่ี แตทักษะชีวิตที่จําเปนท่ีสุดท่ีทุกคนควรมี ซึ่งองคการอนามัยโลกไดสรุปไว และถือเปนหัวใจ สําคญั ในการดาํ รงชีวิต คอื 1. ทักษะการตัดสินใจ เปนความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกบั เรื่องราวตาง ๆ ในชวี ติ ไดอ ยางมรี ะบบ เชน ถา บุคคลสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกระทําของตนเองที่เกี่ยวกับ พฤติกรรมดานสุขภาพ หรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลท่ีไดจากการ ตดั สนิ ใจเลือกทางท่ถี กู ตองเหมาะสม ก็จะมีผลตอ การมีสุขภาพท่ดี ที ง้ั รา งกาย และจติ ใจ 2. ทกั ษะการแกป ญ หา เปนความสามารถในการจัดการกับปญหาที่เกิดข้ึนในชีวิต ไดอยางมีระบบ ไมเกิดความเครียดทางกาย และจิตใจ จนอาจลุกลามเปนปญหาใหญโตเกิน แกไข 3. ทักษะการคิดสรางสรรค เปนความสามารถในการคิดที่จะเปนสวนชวยในการ ตัดสินใจและแกไขปญหาโดยการคิดสรางสรรค เพ่ือคนหาทางเลือกตาง ๆ รวมทั้งผลที่จะ เกิดขึ้นในแตละทางเลือก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันไดอยาง เหมาะสม 4. ทักษะการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ เปนความสามารถในการคิดวิเคราะหขอมูล ตาง ๆ และประเมินปญหา หรอื สถานการณท ่อี ยูรอบตัวเราทมี่ ีผลตอ การดาํ เนนิ ชีวิต 5. ทกั ษะการสอื่ สารอยางมีประสิทธิภาพ เปนความสามารถในการใชคําพูด และ ทาทาง เพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวัฒนธรรม และ สถานการณตา ง ๆ ไมว าจะเปนการแสดงความคดิ เห็น การแสดงความตองการ การแสดงความ ชน่ื ชม การขอรอง การเจรจาตอรอง การตกั เตือน การชวยเหลือ การปฏิเสธ ฯลฯ

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว6. ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล เปนความสามารถในการสราง ความสมั พันธทีด่ ีระหวา งกันและกัน และสามารถรักษาสัมพนั ธภาพไวไ ดย นื ยาว 7. ทกั ษะการตระหนกั รใู นตน เปนความสามารถในการคนหารจู ัก และเขา ใจตนเอง เชน รูขอดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการและส่ิงท่ีไมตองการของตนเอง ซ่ึงจะชวยใหเรา รูตัวเองเวลาเผชญิ กับความเครียด หรือสถานการณตาง ๆ และทักษะนี้ยังเปนพื้นฐานของการ พัฒนาทกั ษะอื่น ๆ เชน การสอ่ื สาร การสรางสมั พนั ธภาพ การตัดสินใจ ความเห็นใจผอู ื่น 8. ทักษะการเขาใจผูอื่น เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือน หรือความ แตกตา งระหวางบุคคล ในดานความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา ความเช่ือ สีผิว อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอ่ืนที่ตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลอ่ืนที่ดอย กวา หรอื ไดรับความเดือดรอ น เชน ผูตดิ ยาเสพติด ผูติดเช้อื เอดส 9. ทักษะการจัดการกับอารมณ เปนความสามารถในการรับรูอารมณของตนเอง และผอู ื่น รูว า อารมณม ผี ลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับอารมณโกรธ และ ความเศรา โศก ทีส่ งผลทางลบตอ รา งกายและจิตใจไดอ ยางเหมาะสม 10. ทักษะการจัดการกับความเครียด เปนความสามารถในการรับรูถึงสาเหตุของ ความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียดและแนวทางในการควบคุมระดับความเครียด เพื่อให เกิดการเบ่ยี งเบนพฤติกรรมไปในทางทีถ่ ูกตอ ง เหมาะสม และไมเ กิดปญ หาดา นสขุ ภาพ เร่ืองที่ 2 ทกั ษะชวี ิตทีจ่ ําเปน 3 ประการ 2.1. ทักษะการส่อื สารอยา งมีประสทิ ธิภาพ การสอื่ สาร เปน กระบวนการสรางความเขาใจกันระหวางบุคคล โดยอาจเปน การสอื่ สารทางเดยี ว คือ การส่ือขา วสารจากผสู ง สารไปยงั ผรู ับสาร โดยไมม ีการส่ือสารกลับหรือ สะทอนความรูสึกกลับไปยังผูสงสารอีกครั้ง สวนการสื่อสารสองทาง เปนการส่ือขาวสารจาก ผูสง สารไปยังผรู บั สารและมีการส่อื สารกลบั หรือสะทอนความรูส กึ กลับจาก ผูรบั สารไปยังผูสง สารอกี ครงั้ จึงเรียกวา เปนการส่อื สารสองทาง การส่อื สารระหวางบุคคล นับวา เปน ความจาํ เปนอยางย่ิง เพราะในการดําเนิน ชีวติ ปกติในปจ จุบนั การสอื่ สารเขามามบี ทบาทอยางย่ิงในทุกกิจกรรม ไมวาจะเปนการส่ือสาร ดวย การพูด การเขียน การแสดงกิริยาทาทาง หรือการใชเคร่ืองมือสื่อสารที่เปนเทคโนโลยี สมัยใหมตาง ๆ เชน โทรศัพท อินเทอรเน็ต อีเมลล ฯลฯ ทั้งน้ี การสื่อสารดวยวิธี ใด ๆ ก็ตาม ควรทําใหผูสงสารและผูรับสารเกิดความเขาใจอันดีตอกัน และเกิดสัมพันธภาพท่ีดีตามมา

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว บทท่ี 9 อาชพี แปรรูปสมุนไพร เรือ่ งท่ี 1 สมนุ ไพรกับบทบาททางเศรษฐกิจ สมุนไพร หมายถึง พืชที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตาง ๆ การใชส มนุ ไพรสําหรบั รักษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตางๆ น้ี จะตองนําเอาสมุนไพรต้ังแตสอง ชนิดขึ้นไปมาผสมรวมกันซ่ึงจะเรียกวา “ยา” ในตํารับยานอกจากพืชสมุนไพรแลวยังอาจ ประกอบดวยสัตวแ ละแรธาตอุ กี ดว ย เราเรียกพืช สัตว หรือแรธาตุท่ีเปนสวนประกอบของยาน้ี วา “เภสัชวัตถุ” สมุนไพรเปนสวนหน่ึงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ กระทรวง สาธารณสุขไดดําเนินโครงการ สมุนไพรกับสาธารณสุขมูลฐาน โดยเนนการนําสมุนไพรมาใช บําบดั รกั ษาโรคในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐมากขึ้น และสงเสริมใหปลูกสมุนไพรเพ่ือใช ภายในหมูบานเปนการสนับสนุนใหมีการใชสมุนไพรมากยิ่งขึ้น อันเปนวิธีหน่ึงท่ีจะชวย ประเทศชาตปิ ระหยัดเงินตราในการสง่ั ซอ้ื ยาสาํ เร็จรปู จากตางประเทศไดป ล ะเปน จํานวนมาก ปจจบุ ันมีผพู ยายามศกึ ษาคน ควาเพ่ือพัฒนาผลิตภัณฑสมุนไพรใหสามารถนํามาใชใน รปู แบบท่ีสะดวกยิ่งข้นึ เชน นํามาบดเปนผงบรรจุแคปซูล ตอกเปนยาเม็ด เตรียมเปนครีมหรือ ยาขี้ผึ้งเพอ่ื ใชทาภายนอก เปนตน ในการศกึ ษาวิจัยเพื่อนาํ สมนุ ไพรมาใชเปนยาแผนปจจุบันนั้น ไดม ีการวจิ ัยอยา งกวา งขวาง โดยพยายามสกัดสาระสําคัญจากสมุนไพรเพื่อใหไดสารท่ีบริสุทธิ์ ศกึ ษาคณุ สมบัติทางดา นเคมี ฟส ิกสข องสารเพอ่ื ใหทราบวาเปนสารชนิดใด ตรวจสอบฤทธิ์ดาน เภสัชวิทยาในสัตวทดลองเพ่ือดูใหไดผลดีในการรักษาโรคหรือไมเพียงใด ศึกษาความเปนพิษ และผลขางเคยี ง เม่ือพบวา สารชนิดใดใหผลในการรกั ษาทด่ี ี โดยไมมีพิษหรือมีพิษขางเคียงนอย จงึ นาํ สารนนั้ มาเตรียมเปน ยารูปแบบทีเ่ หมาะสมเพอ่ื ทดลองใชตอไป เรอื่ งท่ี 2 การแปรรูปสมุนไพรเพอื่ การจาํ หนาย สมุนไพรถกู นํามาใชสารพดั ประโยชน และถูกแปรรูปออกมาในแบบตาง ๆ เพื่อการ จาํ หนายซง่ึ สามารถนาํ มาใชประกอบอาชพี ทงั้ อาชพี หลกั และอาชพี เสริมได สิ่งสําคัญท่ีสุดของ การแปรรปู สมนุ ไพร คอื “การปรุงสมนุ ไพร” การปรงุ สมนุ ไพร หมายถึง การสกัดเอาตัวยาออกมาจากเน้ือไมยา สารท่ีใชสกัดเอา ตัวยาออกมาท่ีนิยมใชกัน ไดแก นํ้าและเหลา สมุนไพรที่นํามาปรุงตามภูมิปญญาด้ังเดิมมี 7 รปู แบบ คือ 1. การตม เปนการสกดั ตวั ยาออกมาจากไมยาดว ยน้าํ รอ น เปนวิธีทีน่ ิยมใชมากที่สุด ใชกบั สวนของเนอ้ื ไมที่แนน และแข็ง เชน ลาํ ตน และราก ซึ่งจะตอ งใชก ารตมจึงจะไดตัวยาที่เปน สารสําคญั ออกมา ขอ ดขี องการตม คือ สะอาด ปลอดจากเช้ือโรค มี 3 ลกั ษณะ คือ

กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว1.1. การตมกินตางนํ้า คือ การตมใหเดือดกอนแลวตมดวยไฟออน ๆ อีก 10 นาที หลังจากน้ันนาํ มากนิ แทนน้ํา 1.2. การตมเคยี่ วคอื การตมใหเดือดออ น ๆ ใชเ วลาตม 20-30 นาที 1.3. การตม 3 เอา 1 คือ การตมจากนํ้า 3 สวน ใหเหลือเพียง 1 สวน ใชเวลา ตม 30-45 นาที 2. การชง เปนการสกัดตัวยาสมุนไพรดวยน้ํารอน ใชกับสวนที่บอบบาง เชน ใบ ดอก ทไ่ี มตอ งการโดนน้ําเดือดนาน ๆ ตัวยาก็ออกมาได วิธีการชง คือ ใหนํายาใสแกวเติมนํ้า รอ นจดั ลงไป ปดฝาแกวทง้ิ ไวจ นเยน็ ลักษณะนเี้ ปนการปลอ ยตัวยาออกมาเตม็ ที่ 3. การใชนา้ํ มัน ตัวยาบางชนิดไมละลายน้ํา แมวาจะตมเคี่ยวแลวก็ตาม สวนใหญ ยาท่ีละลายน้ําจะไมละลายในน้ํามันเชนกัน จึงใชนํ้ามันสกัดยาแทน แตเนื่องจากยาน้ํามันทา แลวเหนยี ว เหนอะหนะ เปอนเสอื้ ผา จงึ ไมนยิ มปรุงใชก นั 4. การดองเหลา เปน การใชกับตัวยาของสมุนไพรท่ีไมละลายนํ้า แตละลายไดดีใน เหลา หรอื แอลกอฮอล การดองเหลามักมีกลิ่นแรงกวายาตม เนื่องจากเหลามีกล่ินฉุน และหาก กนิ บอย ๆ อาจทาํ ใหต ดิ เหลา ได จงึ ไมน ยิ มกินกัน จะใชตอเมอื่ กนิ ยาเมด็ หรือยาตมแลวไมไ ดผ ล 5. การตมค้นั เอานํา้ เปนการนาํ เอาสวนของตน ไมท ่ีมีนํ้ามาก ๆ ออนนุม ตําแหลก งา ย เชน ใบ หวั หรือเหงา นาํ มาตําใหละเอียด และคั้นเอาแตน้ําออกมา สมุนไพรท่ีใชวิธีการนี้ กนิ มากไมไดเ ชนกัน เพราะนํ้ายาที่ไดจะมีกลิ่นและรสชาติที่รุนแรง ตัวยาเขมขนมาก ยากท่ีจะ กลืนเขาไปท่เี ดียว ฉะน้ันกนิ ครง้ั ละหนึง่ ถว ยชากพ็ อแลว 6. การบดเปน ผง เปนการนําสมุนไพรไปอบหรือตากแหงแลวบดใหเปนผง สมุนไพร ที่เปนผงละเอียดมากย่ิงมีสรรพคุณดี เพราะจะถูกดูดซึมสูลําไสงาย จึงเขาสูรางกายได รวดเร็ว สมนุ ไพรผงชนิดใดที่กินยากก็จะใชปนเปนเม็ดที่เรียกวา \"ยาลูกกลอน\" โดยใชนํ้าเชื่อม นํ้าขา วหรือนาํ้ ผึ้ง เพือ่ ใหต ดิ กันเปนเม็ด สวนใหญนิยมใชน้ําผ้ึงเพราะสามารถเก็บไวไดนานโดย ไมข นึ้ รา 7. การฝน เปนวิธีการท่ีหมอพ้ืนบานนิยมกันมาก วิธีการฝน คือ หาภาชนะใสนํ้า สะอาดประมาณคร่ึงหน่ึงแลวนําหินลับมีดเล็ก ๆ จุมลงไปในหินโผลเหนือน้ําเล็กนอย นําสมุนไพรมาฝนจนไดนํา้ สขี นุ เลก็ นอ ย กนิ ครัง้ ละ 1 แกว อยางไรก็ตาม การแปรรูปผลิตภัณฑสมุนไพร ควรแปรรูปในลักษณะอาหารหรือ เครื่องใชที่ไมจัดอยูในประเภทยารักษา คือ ไมมีสรรพคุณในการรักษาหรือปองกัน บรรเทา

เกง็ ขอ้ สอบกศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว สำหรับนกั ศกึ ษำ กศน.

เก็งขอ้ สอบนักศกึ ษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสขุ ศกึ ษา พลศึกษา รหัสวิชา ทช21002 1 .ขอ้ ใดเรียงลำดบั ทำงเดนิ อำหำรจำกต้นทำงไป 6. ถำ้ กำกอำหำรอยใู่ นลำไส้ใหญ่นำนเกนิ ไป นำ้ จะถูกดดู ซึม ปลำยทำงได้ถูกตอ้ ง ส่กู ระแสเลือดมำกขนึ้ ทำใหเ้ กิดอะไรขึน้ ก. ปำก หลอดอำหำร ลำไสเ้ ล็ก ข. หลอดอำหำร ลำไสเ้ ล็ก กระเพำะอำหำร ก. ท้องร่วง ค. ปำก กระเพำะอำหำร หลอดอำหำร ลำไส้เลก็ ข. ท้องผกู ง. ปำก หลอดอำหำร กระเพำะอำหำร ลำไส้เล็ก ค. ไสต้ ่ิงอักเสบ ง. ริดสีดวงทวำร 2. อำหำรทกุ ประเภทจะย่อยสน้ิ สุดทใ่ี ด ก. ลำไส้เล็ก 7. ขอ้ ใด ไม่ใช่ หน้ำท่ขี องน้ำคร่ำในหญิงตัง้ ครรภ์ ข. ลำไสใ้ หญ่ ก. แลกเปล่ียนสำรทเ่ี ป็นของเสียของทำรก ค. หลอดอำหำร ข. ทำใหท้ ำรกเคลื่อนที่ไดส้ ะดวก ง. กระเพำะอำหำร ค. ป้องกนั กำรกระทบกระเทือนให้ทำรก ง. รกั ษำอณุ หภมู ิของทำรกใหค้ งท่ี 3. ถ้ำนักเรียนทำนข้ำวเหนยี วไก่ ยำ่ ง ขำ้ วเหนียว และไกจ่ ะ ถูกย่อยครงั้ แรกทใ่ี ด 8. นกั เรยี นควรนอนหลับวันละประมำณก่ชี ัว่ โมง ก. 6 ชว่ั โมง ก. ข้ำวเหนียวทล่ี ำไสเ้ ล็ก ไก่ท่ีลำไสเ้ ล็ก ข. 8 ชั่วโมง ข. ขำ้ วเหนยี วทป่ี ำก ไก่ที่กระเพำะอำหำร ค. 10 ช่วั โมง ค. ขำ้ วเหนยี วทก่ี ระเพำะอำหำร ไก่ที่ลำไส้เล็ก ง. 12 ชวั่ โมง ง. ขำ้ วเหนียวท่ีกระเพำะอำหำร ไก่ท่ีกระเพำะอำหำร 9. ในผใู้ หญท่ ีร่ ำ่ งกำยปกติ ขณะพักผอ่ นหัวใจจะเต้น 4. ถำ้ ถกู สำรเคมีท่ผี ิวหนังควรทำอย่ำงไร ประมำณกคี่ รัง้ / นำที ก. เชด็ ใหแ้ หง้ ข. ล้ำงน้ำและฟอกสบู่ ก. 50 – 60 ครัง้ / นำที ค. ใชแ้ ป้งฝุ่นโรยใหท้ ่ัว ข. 60 – 70 ครั้ง / นำที ง. ใหร้ ีบนำตัวสโู่ รงพยำบำล ค. 70 – 80 คร้ัง / นำที ง. 90 – 110 คร้ัง / นำที 5.เลอื ดดำกลำยเป็นเลือดแดงไดเ้ ม่ือไหลผ่ำนไปทอ่ี วยั วะใด ก. ปอด 10. ส่งิ แวดลอ้ มทีม่ ผี ลต่อกำรเจริญเตบิ โตและพัฒนำกำร ข. ม้ำม ของเด็กทำรก มำกทีส่ ดุ คือข้อใด ค. หัวใจ ง. ลำไสเ้ ลก็ ก. โรงเรียน ข. สังคม ค. ชุมชน ง. ครอบครวั

เกง็ ขอ้ สอบนกั ศึกษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสุขศกึ ษา พลศกึ ษา รหัสวชิ า ทช21002 11.พฤติกรรมใดของมำรดำส่งผลกระทบต่อกำรเจรญิ เติบโต 16. พฤติกรรมใดท่ีไม่สำมำรถป้องกนั ตนเองจำกกำรลว่ ง ของทำรกในครรภ์ ละเมดิ ทำงเพศได้มำกทีส่ ุด ก. ลดนำ้ หนัก ก. แตง่ กำยเรยี บร้อยมิดชดิ ข. ทำงำนบ้ำน ข. ไมพ่ ดู กับคนแปลกหน้ำ ค. รอ้ งเพลง ค. ไม่เดินในท่ีเปลี่ยวตำมลำพัง ง. บรหิ ำรร่ำงกำย ง. ไม่เทีย่ วกับเพอื่ นชำยแบบสองต่อสอง 12. ส่ิงแวดล้อมท่ีมีอิทธพิ ลต่อทศั นคติในเรื่องเพศของ 17. วยั รุ่นควรปฏิบตั ิตนอยำ่ งไรหำกมีอำรมณท์ ำงเพศ วัยรุ่น มากทส่ี ุด คือข้อใด เกดิ ข้ึน ก. กลมุ่ อำชีพท่เี ปน็ เพ่ือร่วมงำน ก. ช่วยตวั เองบอ่ ยๆ ข. สถำบนั ทำงกำรศกึ ษำ ข. ไปเทยี่ วในสถำนที่บริกำร ค. เพ่ือนในสถำนศกึ ษำ ค. เลน่ กฬี ำหรืออกกำลงั กำย ง. สื่อมวลชน ง. ดูภำพยนตรเ์ กยี่ วกับเร่ืองเพศ 13. ไข่และอสจุ ิผสมกนั ทตี่ ำแหน่งใดของอวยั วะสบื พันธุเ์ พศ 18. เชื้อเอดสท์ ำลำยเซลล์สว่ นใดของร่ำงกำยมำกทส่ี ดุ หญิง ก. เม็ดเลอื ดขำว ข. เมด็ เลอื ดแดง ก. รงั ไข่ ค. เซลลร์ ะบบประสำท ข. มดลกู ง. เซลล์ระบบอวยั วะสบื พนั ธ์ุ ค. ท่อรังไข่ ง. ชอ่ งคลอด 19. ผู้ทตี่ ดิ เช้อื เอดส์สภำพรำ่ งกำยจะอยู่ในลักษณะใด ก. ขำดควำมสำมำรถในกำรสรำ้ งภมู คิ ้มุ กนั 14. วัยรุ่นเปน็ วยั ท่ีมกี ำรปรับตัวมำกกว่ำช่วงวัยอื่น ๆเพรำะ ข. มคี วำมไวต่อกำรรบั เช้ือไวรัส เหตุใด ค. ปฏกิ ิรยิ ำในกำรต้ำนเชื้อโรคตำ่ ง. มอี ำกำรแพ้งำ่ ย ก. เป็นวยั ทเี่ รมิ่ สนใจเพศตรงข้ำม ข. เปน็ วยั ท่ีเริ่มมีควำมรู้สึกทำงเพศ 20. ข้อใดกล่ำวถกู ต้อง ค. เปน็ วัยท่ีเป็นตวั ของตวั เอง ก. ห้ำมแมท่ ี่มเี ชอ้ื เอดสเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนมแม่ ง. เปน็ วัยท่มี ีกำรเปล่ียนแปลงท้ังดำ้ นร่ำงกำยจิตใจ ข. ทำรกในครรภ์เสยี่ งติดเช้ือเอดสจ์ ำกแม่ อำรมณ์ และสงั คม ค. ร่ำงกำยแข็งแรงจะไม่ตดิ เชือ้ เอดส์ ง. เอดส์เป็นโรคตดิ ตอ่ ทำงพันธกุ รรม 15. วยั รนุ่ ทม่ี ีปัญหำในกำรปรับตัวจะเกดิ พฤติกรรม เช่นใด ก. ไมเ่ ปน็ ตัวของตัวเอง ข. สนใจและหมกมนุ่ ในเรอ่ื งเพศมำก ค. เรยี กรอ้ งควำมสนใจกับคนใกลช้ ดิ ง. ขำดควำมเชอ่ื มนั่ คิดวำ่ ตนมีปมด้อย

เกง็ ข้อสอบนักศกึ ษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสุขศึกษา พลศกึ ษา รหัสวิชา ทช21002 21. วิธกี ำรคุมกำเนดิ ชนิดใด มีประสทิ ธิภำพไม่แน่นอนและ 26. ยำใช้ภำยนอกฉลำกยำต้องพิมพ์ด้วยตวั อักษรสใี ด เป็นอันตรำย ก. ดำ ข. นำ้ เงิน ก. กำรนบั ระยะปลอดภัย ค. แดง ข. กำรฉดี ยำคมุ กำเนดิ ง. เขียว ค. กำรฝงั ยำเมด็ คุมกำเนิด ง . กำรกนิ ยำคมุ กำเนิด 27. ลักษณะนิสยั แบบใดท่ีบ่งบอกถึงกำรมสี ุขภำพจิตทด่ี ี ก. ยำ้ คดิ ยำ้ ทำ 22. หว่ งอนำมัยเป็นวิธคี มุ กำเนิดท่ีเหมำะสมใน รำยใด ข. กลำ้ เผชญิ ปัญหำ ก. ยังไมม่ ีบุตร ค. ชอบอยูก่ ับตนเอง ข. หลงั แท้ง 1 สัปดำห์ ง. ไมเ่ กรงกลัวใคร ค. หลังทำผำ่ ตดั คลอด 1 เดือน ง. มีบตุ รแล้ว 1 คน 28. ลักษณะกำรแสดงออกของผู้ทม่ี สี ขุ ภำพจติ ดีคอื ขอ้ ใด ก. กระสบั กระสำ่ ย 23. พฤตกิ รรมใดมีแนวโน้มได้รบั ผลกระทบจำกกำรบริโภค ข. เบือ่ อำหำร มำกท่สี ุด ค. พดู จำเข้มแขง็ ง. จิตใจดปี รับตัวเขำ้ กบั ผู้อนื่ ไดด้ ี ก. กินอำหำรมื้อเย็นน้อยกว่ำม้อื กลำงวัน ข. กินอำหำรวำ่ งระหวำ่ งมอ้ื 29. ขัน้ ตอนแรกทค่ี วรปฏบิ ัติก่อนเข้ำโปรแกรมออกกำลัง ค. ไม่กินอำหำรเช้ำเพรำะไมม่ ีเวลำ กำยเพื่อสขุ ภำพ คือขอ้ ใด ง. เลอื กกินอำหำรตำมใจชอบ ก. ตรวจสอบสุขภำพ 24. กำรกินอำหำรท่มี ีไขมนั สูงอำจทำใหเ้ กิดโรคใด ข. เลือกสถำนท่ี ก. อว้ น ค. เลือกอปุ กรณก์ ีฬำ ข. หวั ใจขำดเลือด ง. เลอื กชนดิ กฬี ำ ค. ควำมดนั เลอื ดสูง ง. ไตวำย 30. วธิ กี ำรปฏบิ ตั ิท่ีถกู ต้องในกำรออกกำลงั กำยคือขอ้ ใด ก. หลงั กำรออกกำลังกำยต้องรบี อำบนำ้ ทนั ที 25. โรคใดมคี วำมสัมพนั ธก์ บั อำกำรทอ้ งผูก ข. ออกกำลงั กำยทกุ วนั วันละ 10 นำที ก. โรคไต ค. อบอนุ่ รำ่ งกำยก่อนกำรออกกำลังกำยทุกคร้ัง ข. รดิ สดี วงทวำร ง. ออกกำลังกำยหลงั กินอำหำรเสร็จ ค. ไสต้ ่งิ อักเสบ ง. กระเพำะอำหำร

เกง็ ขอ้ สอบนักศึกษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสุขศกึ ษา พลศึกษา รหัสวิชา ทช21002 31. ขอ้ ใดเป็นหลักกำรรับประทำนอำหำรท่ีเหมำะสมทสี่ ุด 36. บุคคลใดที่ต้องจัดเมนอู ำหำรให้มีพลงั งำนมำกท่สี ุด ก. รบั ประทำนอำหำรท่รี ่ำงกำยขำดเท่ำน้ัน ก. เด็กอำยุ 6-13 ปี ข. รบั ประทำนอำหำรเฉพำะทชี่ อบ ข. หญิงวยั ทำงำน ค. รับประทำนอำหำรหลำกหลำยไมซ่ ้ำกนั ในแตล่ ะวนั ค. ผสู้ ูงอำยุ ง. รับประทำนอำหำรทม่ี ีรสชำตดิ แี ละรำคำถกู ง. นักกฬี ำ 32. กำรรับประทำนอำหำรครบ 5 หมู่ ส่งผลตอ่ ร่ำงกำย 37. เมอื่ อำกำศหนำวนักเรยี นควรรบั ประทำนอำหำรในหมู่ อย่ำงไร ใดเพม่ิ ขน้ึ ก. ร่ำงกำยเจริญเติบโตสมวยั ก. หม่ทู ี่ 3 ข. ร่ำงกำยใหญก่ วำ่ เด็กวยั เดียวกนั ข. หมูท่ ่ี 5 ค. ออ่ นเพลยี เหนอ่ื ยงำ่ ย ค. หมูท่ ี่ 4 ง. มีพลังมำกกวำ่ คนทั่วไป ง. หมทู่ ี่ 1 33. ถ้ำนกั เรยี นเป็นโรคท้องผูกควรรับประทำนอำหำรในข้อ 38. ขอ้ ใดมอี ำหำรครบทั้ง 5 หมู่ ใด ก. ขนมจีนนำ้ ยำ ผักสด ข. ข้ำวเปลำ่ ไข่ต้ม ก. ขนมปังทำเนยสด ค. ก๋วยเตีย๋ วเสน้ เลก็ ไก่ มะละกอ ข. สลดั ผกั และผลไม้รวม ง. เกำเหลำลกู ชนิ้ ชมพู่ ค. ถั่วลสิ งต้ม ง. ตม้ ยำไก่ 39. อำหำรชนิดใดที่ควรรับประทำนในปริมำณน้อยตำม สัดสว่ นของธงโภชนำกำร 34. กำรรบั ประทำนอำหำรในสัดส่วนท่ีไม่เหมำะสมจะทำให้ ร่ำงกำยเป็นอย่ำงไร ก. ข้ำว ขนมปงั ข. พืชผกั ผลไม้ ก. ระบบต่ำงๆ ในร่ำงกำยทำงำนได้ดี ค. เนื้อสตั ว์ นม ข. หน้ำตำสวยงำม ง. นำ้ ตำล เกลอื ค. รูปร่ำงสมส่วน ง. น้ำหนกั ตวั มำกกว่ำปกติ 40. อำหำรในข้อใดเหมำะสำหรบั ผ้ทู ่ตี อ้ งใช้แรงงำนมำก ก. นำ้ มนั พชื เนย 35. ข้อใดสรุปกำรรับประทำนอำหำรตำมหลักธงโภชนำกำร ข. ข้ำว เน้ือสัตว์ ได้ถูกต้อง ค. ผักและผลไม้ ง. นม เนย ก. ควรรับประทำนข้ำว แป้ง เปน็ อำหำรหลัก ข. ควรรับประทำนผัก ผลไม้ น้อยกว่ำเนอ้ื สตั ว์ ค. ควรรับประทำนนำ้ ตำล เกลอื ในทกุ มอื้ ของอำหำร ง. ควรรบั ประทำนเน้อื สัตวเ์ ปน็ อำหำรหลัง

เก็งขอ้ สอบนักศกึ ษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสขุ ศกึ ษา พลศึกษา รหัสวชิ า ทช21002 41. กระท่อมออกฤทธิ์ต่อร่ำงกำยอยำ่ งไร 46. สำรเสพติด หมำยถึงอะไร ก. กระตุ้นประสำท ก. สำรหรือยำทตี่ ้องกำรเสพ ข. กดประสำท ข. สำรหรือยำทเ่ี สพและมคี วำมต้องกำร ค. หลอนประสำท ค. สำรหรือยำที่ฉดี มีผลต่อตัวเรำ ง. หลอนประสำทและกระตุ้น ง. สำรหรอื ยำทเี่ สพเข้ำส่รู ่ำงกำย ส่งผลต่อรำ่ งกำย 42. ขอ้ ใดไม่ใชส่ ำรเสพติดธรรมชำติ และจิตใจ ก. ฝิน่ ข. ทนิ เนอร์ 47. สำรเสพตดิ มลี ักษณะสำคัญอยำ่ งไร ค. กัญชำ ก. เปน็ สำรท่ีใชเ้ สพ ง. กระท่อม ข. เป็นสำรท่ใี ช้ฉดี ค. เป็นสำรทเ่ี สพอย่ำงตอ่ เนื่อง 43. โรคใดไมไ่ ด้เกิดจำกกำรสูบบุหร่ี ง. เป็นสำรทีเ่ สพบำงครั้ง ก. โรคหวั ใจ ข. โรคไต 48. เฮโรอีน จัดเป็นสำรเสพตดิ ทีส่ อดคล้องกบั ข้อใด ค. โรคมะเร็งปอด ก. เปน็ สำรเสพตดิ ประเภทที่ 4 ง. โรคถงุ ลมโปง่ พอง ข. เป็นสำรเสพติดประเภทท่ี 3 ค. เป็นสำรเสพตดิ ประเภทท่ี 2 44. สำรชนิดใดทีม่ ีอยูใ่ นสุรำ ง. เป็นสำรเสพติดประเภทท่ี 1 ก. ทำร์ ข. นิโคตนิ 49. ข้อใดคือผลเสียท่เี กดิ จำกกำรเสพสำรเสพติดมำกทีส่ ดุ ค. เอทลิ แอลกอฮอล์ ก. ชอื่ เสียง เพื่อน ง. ไฮโดรคำรบ์ อน ข. ทรพั ยส์ นิ ชอื่ เสียง ค. เศรษฐกิจ สุขภำพกำย และสุขภำพใจ 45. สำรเสพติดประเภทออกฤทธ์ิกดประสำทจะก่อให้เกดิ ง. ทรัพย์สิน สุขภำพ อำกำรแบบใด 50. ฝนิ่ ออกฤทธ์ิตอ่ รำ่ งกำยอยำ่ งไร ก. เกดิ ภำพหลอน ก. กดประสำท ข. ริมฝปี ำกแห้ง ข. หลอนประสำท ค. ควบคมุ ตนเองไม่ได้ ค. กระตนุ้ ประสำท ง. สมองมอี ำกำรมึนงง ง. หลอนประสำทและกระตนุ้

เกง็ ขอ้ สอบนกั ศกึ ษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสุขศกึ ษา พลศึกษา รหัสวชิ า ทช21002 เฉลยวชิ าสุขศึกษา พลศกึ ษา (ข้อ 1 -50) 31. เฉลย ค 32. เฉลย ก 1. เฉลย ค 33. เฉลย ข 2. เฉลย ก 34. เฉลย ง 3. เฉลย ง 35. เฉลย ก 4. เฉลย ง 36. เฉลย ง 5. เฉลย ก 37. เฉลย ง 6. เฉลย ข 38. เฉลย ค 7. เฉลย ก 39. เฉลย ง 8. เฉลย ข 40. เฉลย ข 9. เฉลย ค 41. เฉลย ก 10. เฉลย ง 42. เฉลย ข 11. เฉลย ก 43. เฉลย ข 12. เฉลย ค 44. เฉลย ค 13. เฉลย ก 45. เฉลย ก 14. เฉลย ง 46. เฉลย ง 15. เฉลย ข 47. เฉลย ค 16. เฉลย ง 48. เฉลย ง 17. เฉลย ค 49. เฉลย ง 18. เฉลย ก 50. เฉลย ก 19. เฉลย ก 20. เฉลย ก 21. เฉลย ก 22. เฉลย ก 23. เฉลย ง 24. เฉลย ค 25. เฉลย ง 26. เฉลย ค 27. เฉลย ข 28. เฉลย ง 29. เฉลย ก 30. เฉลย ค

ทีป่ รึกษา คณะผู้จัดทา นางศริ ิพร สดุ เล็ก ผู้อานวยการ กศน.อาเภอเกา้ เลยี้ ว คณะทางาน ครู กศน.ตาบล นายอภเิ ชษฐ์ ทรัพย์สาราญ ครู กศน.ตาบล ผรู้ วบรวมเรยี บเรยี งและจดั พมิ พ์ นายอภิเชษฐ์ ทรพั ย์สาราญ กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว

กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว – สรปุ เนอ้ื หา+เกง็ ขอ้ สอบ สาหรับนกั ศกึ ษา กศน. เกง็ ตรงเนอ้ื หาทอ่ี อกสอบ โดย ครู กศน.