กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว บทท่ี 5 ยาแผนโบราณและสมุนไพร เรือ่ งท่ี 1 หลักและวิธกี ารใชยาแผนโบราณและยาสมุนไพร 1.1. หลกั และวธิ กี ารใชยาแผนโบราณ ความหมายของยาแผนโบราณ ยาแผนโบราณ คือ ยาท่ีมุงหมายสําหรับใชในการประกอบโรคศิลปแผนโบราณ ซงึ่ เปน ยาทอ่ี าศัยความรจู ากตําราหรอื เรยี นสืบตอกันมา อันมิใชก ารศกึ ษาตามหลักวิทยาศาสตร และยาแผนโบราณ ที่ยอมรบั ของกฎหมายยาจะตอ งปรากฏในตํารายา ท่ีรฐั มนตรปี ระกาศหรือเปนยาท่รี ฐั มนตรปี ระกาศหรอื รับขึน้ ทะเบียนเทา น้ัน อนั ตรายจากการรับประทานยาแผนโบราณที่ไมไดข้นึ ทะเบียนหรือยาปลอม ในปจจุบันพบวา มียาแผนโบราณที่ไมไดข้ึนทะเบียนหรือยาปลอมกอใหเกิด อันตรายตอ ผบู ริโภคได เชน มีการปนเปอ นของจุลนิ ทรียท ีก่ อ ใหเกิดโรค หรือการนําสารเคมีท่ีไม ปลอดภัยตอ ผบู ริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน เมธิลแอลกอฮอล คลอโรฟอรม การใสยาแก ปวด แผนปจจุบัน เชน อินโดเมทาซิน หรือแมแตการนํายาเฟนิลบิวตาโวนและสเตียรอยด ซงึ่ เปนยาควบคมุ พิเศษ ซึง่ มผี ลขา งเคยี งสงู ผสมลงในยาแผนโบราณ เพื่อใหเกิดผลในการรักษา ที่รวดเร็ว แตจ ะทําใหเกิดอนั ตรายตอผูบ ริโภค คือ ทําใหเกิดโรคกระดูกผุ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคกระเพาะได เปน ตน การเลอื กซ้ือยาแผนโบราณ เพื่อความปลอดภัยในการใชย าแผนโบราณ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและ ยาขอแนะนําวธิ ีการเลอื กซอ้ื ยาแผนโบราณ ดงั น้ี 1. ควรซ้อื ยาแผนโบราณจากรา นขายยาทม่ี ีใบอนุญาตและมเี ลขทะเบียน ตาํ รบั ยา 2. ไมค วรซอ้ื ยาแผนโบราณจากรถเรขาย เพราะอาจไดร ับยาท่ีผลิตข้ึนโดยผูผลิต ทไ่ี มไดมาตรฐาน ซงึ่ อาจมีการปนเปอ นของจลุ นิ ทรยี ในระหวางการผลิต อาจทําใหเกิดอันตราย ตอ ผูบริโภคได 3. กอ นซ้อื ยาแผนโบราณ ควรตรวจดฉู ลากยาทกุ ครั้งวามีขอความ ดงั นี้ 3.1. ชื่อยาเลขที่หรือรหัสใบสําคัญการขึ้นทะเบียนยา ปริมาณของยา ที่บรรจเุ ลขทห่ี รอื อกั ษรแสดงคร้งั ท่ีผลติ 3.2. ช่ือผูผลิตและจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยา วัน เดือน ป ที่ผลิตยา คําวา “ยาแผนโบราณ” ใหเ ห็นไดชัดเจน
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว3.3. คาํ วา “ยาใชภายนอก” หรอื “ยาใชเฉพาะที่” แลวแตกรณี ดวยอักษร สแี ดงเห็นไดช ัดเจน ในกรณีเปนยาใชภายนอกหรอื ยาใชเฉพาะท่ี คําวา “ยาสามัญประจําบาน” ในกรณเี ปน ยาสามัญประจาํ บา น คําวา “ยาสาํ หรบั สัตว” ในกรณเี ปนยาสาํ หรับสัตว 1.2. หลกั และวธิ ีการใชย าสมุนไพร สมุนไพรตามพระราชบัญญัติยา หมายถึง ยาท่ีไดจากพชื สตั ว หรือแรธ าตุ ซึ่งยัง ไมไ ดผ สม ปรงุ หรอื แปรสภาพ แตในทางการคาสมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงสภาพไป เชน หั่นเปนชิ้นใหเล็กลง บดเปน ผงใหละเอยี ด นาํ ผงทบี่ ดมาอดั เปน เม็ดหรือนํามาใสแ คปซูล ในปจจบุ นั ไดม กี ารนาํ สมุนไพรมาใชอยางกวางขวาง เชน ใชเปนอาหาร อาหาร เสริม เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เคร่ืองสําอาง สวนประกอบในเครื่องสําอาง ใชแตงกลิ่นและสี อาหาร ตลอดจนใชเ ปน ยาฆาแมลง วิธใี ชส มุนไพร สมุนไพรที่มีการนํามาใชในปจจุบันน้ีมักนํามาปรุงเปนยาเพื่อใชรักษาปองกัน และสรา งเสรมิ สขุ ภาพ แตสว นมากจะเปน การรกั ษาโรค ที่พบมากมีดงั น้ี 1. ยาตม อาจเปนสมนุ ไพรชนิดเดยี วหรือหลาย ๆ ชนิดก็ไดท่ีนํามาตม เพ่ือให สารสําคัญที่มีในสมุนไพรละลายออกมาในน้ํา วิธีเตรียมทําโดยนําสมุนไพรมาใสลงในหมอ ซ่ึงอาจเปนหมอดินหรือหมอท่ีเปนอะลูมิเนียม สแตนเลสก็ได แลวใสนํ้าลงไปใหทวมสมุนไพร แลว จงึ นําไปต้ังบนเตาไฟ ตมใหเดือดแลวเค่ยี วตอ อีกเลก็ นอ ย วธิ ีรับประทานใหร ินนํา้ สมุนไพรใส ถวยหรือแกว หรือจะใชถวยหรือแกวตักเฉพาะนํ้าข้ึนมาในปริมาณพอสมควร หรือศึกษาจาก ผขู ายยาบอก ยาตมบางชนดิ สามารถใชไ ดเกินกวา 1 ครง้ั ดวยการเติมน้ําลงไปแลวนํามาตมแลว เค่ยี วอกี จนกวา รสยาจะจดื จึงเลิกใช เรามกั เรยี กยานีว้ า “ยาหมอ” จะมีรสชาติและกล่ินท่ีไมนา รับประทาน น้าํ หนักของสมุนไพรทน่ี ํามาตมน้นั แตล ะชนดิ มักจะช่ัง ซึ่งมีหนวยนํ้าหนักเปนบาท ตามรานทีข่ ายจะมีเครือ่ งชัง่ ชนิดน้ี แตถาหมอท่ีจายยาไมช่ังก็จะใชวิธีกะปริมาณเอง ในการตม ยาน้ีถาเปนสมุนไพรสดจะออกฤทธ์ิดีกวาสมุนไพรแหง แตตามรานขายยาสมุนไพรมักเปน สมุนไพรแหง เพราะจะเกบ็ ไวไดน านกวา 2. ยาผง เปนสมุนไพรที่นํามาบดใหเปนผง ซึ่งตามรานขายยาสมุนไพรจะมี เครื่องบด โดยคิดคาบดเพิ่มอีกเล็กนอย อาจเปนสมุนไพรชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ไดท่ีนํามา บดใหเปน ผง แลวนาํ มาใสก ลอ ง ขวด หรอื ถงุ วิธรี บั ประทานจะละลายในนํ้าแลวใชด่ืมก็ได หรือ
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยวจะตักใสปากแลวด่ืมน้ําตามใหละลายในปากได ปจจุบันมีการนํามาใสแคปซูล เพื่อสะดวก ในการรบั ประทาน พกพา และจําหนาย 3. ยาชง วิธีเตรยี มจะงายและสะดวกกวายาตม มักมีกลิ่นหอม เตรียมโดยหั่น เปน ชิ้นเล็ก ๆ ตากหรืออบใหแหงแลวนํามาชงนํ้าดื่มเหมือนกับการชงน้ําชา ปจจุบันมีสมุนไพร หลายอยางท่ีนํามาชงด่ืม มักเปนสมุนไพรชนิดเดียว เชน ตะไคร หญาหนวดแมว ชาเขียวใบ หมอน หญาปกกิ่ง เปนตน ในปจจุบันมีการนําสมุนไพรมาบดเปนผงแลวใสซองมีเชือกผูกติด ซอง ใชช งในนํา้ รอ นบางชนดิ มีการผสมนํา้ ตาลทรายแดงเพอื่ ใหมีรสชาติดีข้ึนแลวนํามาชงกับน้ํา รอ นด่ืม 4. ยาลูกกลอน เปน การนํายาผงมาผสมกบั น้าํ หรอื นา้ํ ผึง้ แลว ปน เปน ลูกกลม ๆ เลก็ ๆ วิธีรับประทานโดยการนํายาลกู กลอนใสปาก ด่ืมน้ําตาม 5. ยาเม็ด ปจจุบันมีการนํายาผงมาผสมน้ําหรือนํ้าผ้ึงแลวมาใสเครื่องอัดเปน เม็ด เครือ่ งมอื นี้หาซ้ือไดง า ย มีราคาไมแพง ใชมือกดได ไมต อ งใชเครื่องจักร ตามสถานที่ปรุงยา สมุนไพรหรือวดั ทมี่ ีการปรุงยาสมุนไพรมักจะซือ้ เคร่ืองมือชนิดน้มี าใช 6. ยาดองเหลา ไดจากการนาํ สมนุ ไพรมาใสโหลแลวใสเหลาขาวลงไปใหทวม สมุนไพร ปดฝาทิ้งไวป ระมาณ 1-6 สัปดาห แลวรินเอานํ้ามาดื่มเปนยา ปจจุบันมีการจําหนาย เปน “ซมุ ยาดอง” 7. นํามาใชสด ๆ อาจนํามาใชทาบาดแผล หรือใชทาแกพิษ เชน วานหาง จระเข ผักบุงทะเล เปนตน นํามาตําใหแหลกแลวพอติดไวท่ีแผล เชน หญาคา ใบชุมเห็ด เปนตน นํามายางไฟแลวประคบ เชน ใบพลับพลึง เปนตน หรือนํามาใชเปนอาหาร เชน หอม กระเทียม กลว ยนาํ้ วา ขา ขิง ใบบัวบก เปน ตน เรื่องท่ี 2 อันตรายจากการใชย าแผนโบราณและยาสมนุ ไพร 2.1. อนั ตรายจากยาแผนโบราณ จากปญหาของยาแผนโบราณในสังคมไทย สาํ นกั งานคณะกรรมการอาหารและ ยา (อย.) รว มกบั สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ไดมีการติดตามตรวจสอบและเฝาระวัง การแพรระบาดของยาสมุนไพรท่ีไมไดข้ึนทะเบียนตํารับยาแผนโบราณ ซึ่งเปนยาปลอมอยาง สม่ําเสมอ และจากผลการตรวจวิเคราะหยาปลอม พบวา มีการปนเปอนของจุลินทรีย ท่ีกอ ใหเ กิดโรคหรือการลักลอบนําสารเคมีทไ่ี มปลอดภัยตอผูบริโภคมาใสในยาแผนโบราณ เชน เมธทิลแอลกอฮอล คลอโรฟอรม การใสยาแกปวดแผนปจจุบัน เชน อินโดเมทาซิน หรือแมแต
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยวการลักลอบนํายาเฟนิลบิวตาโซน และสเตียรอยด ซ่ึงเปนยาควบคุมพิเศษที่มีผลขางเคียงตอ รา งกายสงู ผสมลงในยาแผนโบราณ เพื่อใหเ กิดผลในการรักษาท่รี วดเรว็ ซ่ึงลวนแตเ ปนอนั ตราย ตอ ผูบ ริโภคได โดยเฉพาะสารสเตียรอยด มกั จะพบเพรดนโิ ซโลน และเดกซามีธาโซนผสมอยูใน สมนุ ไพรแผนโบราณทไ่ี มไดข น้ึ ทะเบียน สารสเตียรอยดท่ีผสมอยูในยาแผนโบราณกอใหเกิดอันตรายตอรางกายได มากมาย เชน 1. ทาํ ใหเกดิ แผลในกระเพาะอาหาร อาจถึงข้ันทําใหกระเพาะทะลุ ซึ่งพบใน ผูท่ีรับประทานยากลุมน้ีหลายรายที่กระเพาะอาหารทะลุ ทําใหหนามืด หมดสติ และอาจ อันตรายถึงชีวิตได โดยเฉพาะในผูสงู อายุ หรอื ผูทีม่ โี รคประจาํ ตวั อยแู ลว 2. ทาํ ใหเกดิ การบวม (ตึง) ท่ไี มใ ชอ วน 3. ทาํ ใหก ระดูกผกุ รอนและเปราะงาย นําไปสูค วามทพุ พลภาพได 4. ทําใหความดันโลหิตสูง และระดับนํ้าตาลในเลือดสูงพบในบางรายที่สูง จนถงึ ขน้ั เปน อนั ตรายมาก 5. ทําใหภ ูมคิ ุม กันรา งกายตํา่ มีโอกาสติดเชื้อไดง ายนําไปสูความเส่ียงท่ีจะติด เช้อื และอาจรุนแรงถงึ ขั้นเสยี ชวี ติ ได 2.2. อันตรายจากการใชย าสมุนไพร ผลติ ภณั ฑส มนุ ไพรทวั่ ไปจดั อยูในจําพวกอาหารหรือสวนประกอบอาหาร ทฉ่ี ลากไมตอ งระบสุ รรพคณุ ทางการแพทยห รือขนาดรับประทาน ดงั นั้น ผูใ ชผลิตภัณฑสมุนไพร สว นมากจึงตองศึกษาจากหนังสอื หรอื ขอคาํ ปรกึ ษาจากผรู หู รอื แพทยทางเลือก เชน แพทยแผน ไทย แพทยแผนจีน เปน ตน 2.3. ขอควรระวังในการใชยาสมนุ ไพร 1. พืชสมุนไพรหลายชนิดมีพิษโดยเฉพาะถาใชไมถูกสวน เชน ฟาทะลายโจร ควรใชสวนใบออน แตไ มควรใชกา นหรอื ลาํ ตน เพราะมีสารไซยาไนตประกอบอยู ดังน้ันกอนใช ยาสมนุ ไพรตอ งแนใ จวา มีอะไรเปนสวนประกอบบาง 2. กอนใชย าสมนุ ไพรกับเดก็ และสตรีมคี รรภ ตองปรกึ ษาแพทยกอ นทกุ คร้งั 3. การรับประทานยาสมุนไพรควรรับประทานตามปริมาณและระยะเวลา ทีแ่ พทยแนะนํา หากใชใ นปรมิ าณทเ่ี กนิ ขนาดอาจเกดิ ผลขา งเคียงทเ่ี ปนอันตรายมาก
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว บทที่ 6 การปอ งกนั สารเสพติด เรอื่ งท่ี 1 ปญ หา สาเหตุ ประเภทและชนดิ ของสารเสพตดิ และการปอ งกนั แกไข สถานการณปจจุบันพบวา การใชสารเสพติดไดแพรระบาดเขาไปถึงทุกเพศทุกวัย ทุกกลุมอายุ สงผลกระทบตอสุขภาพพลานามัยของบุคคลกลุมนั้น ๆ โดยเฉพาะการใช ยาเสพตดิ ในทางท่ีผิดของกลมุ เยาวชนทีก่ ําลังศึกษาเลา เรยี นในสถานศึกษาหรือนอกสถานศึกษา หรอื กลมุ เยาวชนนอกระบบการศึกษา สารเสพตดิ หมายถึง ยาเสพตดิ วตั ถอุ อกฤทธ์ิ และสารระเหย 1. สาเหตุของการติดสารเสพตดิ 1.1. สาเหตจุ ากการรูเทา ไมถงึ การณ 1) อยากทดลอง 2) ความคึกคะนอง 3) การชักชวนของคนอ่ืน 1.2. สาเหตทุ ี่เกดิ จากการถกู หลอกลวง 1.3. สาเหตุทเ่ี กิดจากความเจบ็ ปว ย 1.4. สาเหตอุ ื่น ๆ เชน การอยูใกลแหลงขายหรือใกลแหลงผลิต หรือเปนผูขาย หรือผูผลิตเอง จึงทําใหมีโอกาสติดส่ิงเสพติดใหโทษนั้นมากกวาคนทั่วไป เมื่อมีเพื่อนสนิทหรือ พ่ีนองที่ติดส่ิงเสพติดอยู ผูน้ันยอมไดเห็นวิธีการเสพของผูท่ีอยูใกลชิด รวมท้ังใจเห็นพฤติกรรม ตา ง ๆ ของเขาดว ย และยังอาจไดรบั คําแนะนําหรอื ชักชวนจากผเู สพดว ย จงึ มโี อกาสติดได 2. ประเภทของสารเสพติด ยาเสพติดใหโ ทษแบง ได 5 ประเภท ดังนี้ 2.1. ยาเสพติดใหโทษประเภท 1 เชน เฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน เอ็มดีเอ็มเอ (ยาอ)ี ยาเสพตดิ ใหโทษประเภทนไ้ี มใ ชประโยชนท างการแพทย 2.2. ยาเสพติดใหโทษประเภท 2 เชน มอรฟน โคเคอีน เพทิดีน เมทาโดน และ ฝน ยาเสพตดิ ใหโทษประเภทนมี้ ปี ระโยชนท างการแพทย แตกม็ ีโทษมาก จงึ ตอ งใชภายใตความ ควบคมุ ของแพทย และใชเฉพาะในกรณีที่จาํ เปนเทา นั้น 2.3. ยาเสพติดใหโทษประเภท 3 เปนยาสําเร็จรูปที่ผลิตขึ้นตามทะเบียนตํารับ ท่ีไดร บั อนญุ าตจากกระทรวงสาธารณสุขแลว มีจําหนายตามรานขายยา ไดแก ยาแกไอ ท่ีมีตัว ยาโคเคอีน หรือยาแกทองเสียที่มีตัวยาไดเฟนอกซิน เปนตน ยาเสพติดประเภทนี้มีประโยชน ทางการแพทยแ ละมีโทษนอ ยกวายาเสพติดใหโ ทษอ่ืน ๆ 2.4. ยาเสพติดใหโทษประเภท 4 เปนนํา้ ยาเคมที ่นี าํ มาใชในการผลิตยาเสพติดให โทษประเภท 1 ไดแก นํ้ายาเคมี อาซิติกแอนไฮไดรด อาซิติลคลอไรด เอทิลิดีน ไดอาเซเตท
สารเออรโกเมทรีน และคลอซูโดอีเฟดรีน ยาเสพติดใหโทษประเภทนี้ไมมีประโยชนในการ บาํ บดั รักษาอาการของโรคแตอยางใด 2.5. ยาเสพติดใหโทษประเภท 5 ไดแก พืชกัญชา พืชกระทอม พืชฝน และพืช เหด็ ขคี้ วาย ยาเสพติดใหโทษประเภทน้ีไมมีประโยชนท างการแพทย วตั ถุออกฤทธิ์ หมายถงึ วัตถุที่ออกฤทธ์ิตอ จิตและประสาท ที่เปนสิ่งธรรมชาติหรือได จากสิ่งธรรมชาติ วตั ถอุ อกฤทธ์ิแบง ได 4 ประเภท ดงั น้ี 1. วัตถุออกฤทธ์ิประเภท 1 มีความรุนแรงในการออกฤทธ์ิมาก ทําใหเกิดอาการ ประสาทหลอน ไมม ีประโยชนในการบําบัดรกั ษาอาการของโรค ไดแก ไซโลไซบนั และเมสคาลนี 2. วัตถุออกฤทธ์ิประเภท 2 เชน ยากระตุนระบบประสาท เชน อีเฟดรีน เฟเนทิลลีน เพโมลีนและยาสงบประสาท เชน ฟลไู นตราซีแพม มดิ าโซแลม ไนตราซีแพม วัตถุประเภทน้ีมีการ นาํ ไปใชในทางที่ผิด เชน ใชเปน ยาแกงว ง ยาขยัน หรือเพ่ือใชม อมเมาผอู ืน่ 3. วัตถุออกฤทธ์ิประเภท 3 ใชในรูปยารักษาอาการของโรค สวนใหญเปนยากดระบบ ประสาทสวนกลาง เชน เมโพรบาเมต อะโมบารบ ิตาล และยาแกปวด เพตาโซซีน การใชยาจําพวก น้ตี องอยูใ นความควบคมุ ดูแลของแพทย 4. วตั ถุออกฤทธป์ิ ระเภท 4 ไดแก ยาสงบประสาท ยานอนหลับในกลุมของบารบิตูเรต เชน ฟโนบารบ ิตาล และเบ็นโซไดอาซีปนส เชน อัลปราโซแลม ไดอาซแี พม สว นใหญม กี ารนาํ มาใช อยางกวางขวาง ท้ังน้ีเพ่ือบําบัดรักษาอาการของโรค และการนํามาใชในทางท่ีผิด การใชยาวัตถุ ออกฤทธป์ิ ระเภทนี้ตองอยูภ ายใตก ารควบคุมของแพทย สารระเหย เปน สารเคมี 14 ชนดิ ไดแก อาซีโทน เอทลิ อาซีเตท โทลูอีน เซลโลโซลฟ ฯลฯ ผลิตภัณฑ 5 ชนิด ไดแก ทินเนอร แลคเกอร กาวอินทรียสังเคราะห กาวอินทรีย ธรรมชาติ ลกู โปง วิทยาศาสตร กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว
กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยวเรอ่ื งท่ี 2 ลกั ษณะอาการของผตู ดิ สารเสพติด ลกั ษณะการติดยาเสพติด ลกั ษณะท่วั ไป 1. ตาโรยขาดความกระปรี้กระเปรา นํ้ามูกไหล นํ้าตาไหล ริมฝปากเขียวคลํ้าแหง แตก (เสพโดยการสบู ) 2. เหงื่อออกมาก กล่ินตวั แรง พูดจาไมสัมพนั ธกบั ความจรงิ 3. บริเวณแขนตามแนวเสน โลหติ มรี อ งรอยการเสพยาโดยการฉดี ใหเ ห็น 4. ท่ที องแขนมีรอยแผลเปนโดยกรดี ดว ยของมีคมตามขวาง (ตดิ เหลาแหง ยากลอมประสาท ยาระงับประสาท) 5. ใสแวน ตากรอบแสงเขม เปน ประจาํ เพราะมา นตาขยายและเพื่อปดนยั นตาสีแดงกาํ่ 6. มกั สวมเสื้อแขนยาวปกปด รอยฉีดยา โปรดหลกี ใหพ น จากบุคคลท่ีมีลักษณะดังกลาว ชีวติ จะสุขสันตต ลอดกาล 7. มีความตองการอยางแรงกลา ที่จะเสพยานน้ั ตอไปอีกเรื่อย ๆ 8. มคี วามโนมเอยี งทจ่ี ะเพมิ่ ปรมิ าณของสิ่งเสพตดิ ใหมากข้ึนทกุ ขณะ 9. ถา ถึงเวลาทเ่ี กิดความตอ งการแลว ไมไ ดเ สพจะเกิดอาการขาดยาหรอื อยากยา โดยแสดงออกมาในลกั ษณะอาการตา ง ๆ เชน หาว อาเจียน นํ้ามูกน้ําตาไหล ทุรนทุราย คลุมคลั่ง ขาดสติ โมโห ฉนุ เฉยี ว ฯลฯ 10. ส่ิงเสพติดน้ันหากเสพอยูเสมอ ๆ และเปนเวลานานจะทําลายสุขภาพของผูเสพ ท้งั ทางรางกายและจติ ใจ 11. ทําใหร า งกายซูบผอมมีโรคแทรกซอ น และทาํ ใหเกิดอาการทางโรคประสาทและจิต ไมป กติ การตดิ ยาทางกาย เปนการตดิ ยาเสพติดทผ่ี เู สพมีความตอ งการเสพอยา งรนุ แรง ทงั้ ทางรางกายและจิตใจ เมื่อถึงเวลาอยากเสพแลวไมไดเสพจะเกิดอาการผิดปกติอยางมาก ท้ังทางรางกายและจิตใจ ซ่ึงเรียกวา “อาการขาดยา” เชน การติดฝน มอรฟน เฮโรอีน เม่ือขาดยาจะมีการคล่ืนไส อาเจียน หาว นํ้ามูก น้าํ ตาไหล นอนไมหลับ เจบ็ ปวดท่วั รา งกาย เปน ตน
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยวการตดิ ยาทางใจ เปนการติดยาเสพติดเพราะจิตใจเกิดความตองการหรือเกิดการติดเปนนิสัย หากไมได เสพรางกายก็จะไมเกิดอาการผิดปกติ หรือทุรนทุรายแตอยางใด จะมีบางก็เพียงเกิดอาการ หงุดหงิดหรอื กระวนกระวาย วธิ ีสงั เกตอาการผตู ิดยาเสพตดิ จะสังเกตวาผูใดใชหรือเสพยาเสพติด ใหสังเกตจากอาการและการเปลี่ยนแปลง ทงั้ ทางรา งกายและจติ ใจตอ ไปน้ี 1. การเปลยี่ นแปลงทางรางกาย สังเกตไดจ าก 1) สขุ ภาพรา งกายทรุดโทรม ซูบผอม ไมม แี รง ออนเพลีย 2) ริมฝป ากเขียวคลํา้ แหง และตก 3) รา งกายสกปรก เหง่ือออกมาก กลนิ่ ตัวแรงเพราะไมช อบอาบนาํ้ 4) ผิวหนังหยาบกราน เปนแผลพุพอง อาจมีหนองหรือน้ําเหลือง คลายโรค ผิวหนงั 5) มีรอยกรีดดวยของมีคม เปนรอยแผลเปนปรากฏท่ีบริเวณแขนและ/หรือ ทอ งแขน 6) ชอบใสเ สอ้ื แขนยาว กางเกงขายาว และสวมแวน ตาดําเพ่ือปดบังมานตา ที่ขยาย 2. การเปลย่ี นแปลงทางจติ ความประพฤติและบุคลกิ ภาพ สงั เกตไดจาก 1) เปน คนเจาอารมณ หงุดหงิดงาย เอาแตใจตนเอง ขาดเหตผุ ล 2) ขาดความรบั ผดิ ชอบตอหนา ที่ 3) ขาดความเชอื่ มั่นในตนเอง 4) พูดจากาวราว แมแ ตบิดามารดา ครู อาจารย ของตนเอง 5) ชอบแยกตวั อยคู นเดยี ว ไมเขาหนา ผูอ น่ื ทาํ ตัวลึกลบั 6) ชอบเขาหองนํ้านาน ๆ 7) ใชเ งนิ เปลืองผิดปกติ ทรัพยส ินในบา นสูญหายบอย 8) พบอุปกรณเ ก่ยี วกบั ยาเสพตดิ เชน หลอดฉดี ยา เขม็ ฉีดยากระดาษตะกัว่ 9) มว่ั สมุ กับคนทมี่ พี ฤตกิ รรมเกี่ยวกับยาเสพตดิ 10) ไมสนใจความเปน อยูของตนเอง แตง กายสกปรก ไมเรียบรอย ไมคอยอาบนาํ้
กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว11) ชอบออกนอกบานเสมอ ๆ และกลับบานผิดเวลา 12) ไมชอบทํางาน เกยี จคราน ชอบนอนตืน่ สาย 13) อาการวิตกกังวล เศรา ซมึ สีหนา หมองคลาํ้ 3. การสงั เกตอาการขาดยา ดงั นี้ 1) น้าํ มูกน้ําตาไหล หาวบอ ย 2) กระสับกระสาย กระวนกระวาย หายใจถี่ ปวดทอง คล่ืนไส อาเจียน เบ่อื อาหาร นํา้ หนกั ลด อาจมอี ุจจาระเปนเลอื ด 3) ขนลุก เหงอ่ื ออกมากผดิ ปกติ 4) ปวดเม่ือยตามรา งกาย ปวดเสยี วในกระดกู 5) มานตาขยายโตขึ้น ตาพราไมส ูแ ดด 6) มกี ารส่ัน ชกั เกร็ง ไขขนึ้ สูง ความดนั โลหิตสงู 7) เปน ตะคริว 8) นอนไมหลับ 9) เพอ คลุมคล่งั อาละวาด ควบคมุ ตนเองไมได เรอื่ งท่ี 3 อันตราย การปอ งกนั และการหลีกเลีย่ งพฤติกรรมเส่ยี งตอสารเสพติด สารเสพตดิ ใหโ ทษมีหลายชนิดไดแพรระบาดเขามาในประเทศไทย จะพบในหมูเด็ก และเยาวชนเปน สวนมาก นับวาเปนเร่ืองรายแรงเปนอันตรายตอผูเสพและประเทศชาติดังนั้น ผูเรียนควรทราบอนั ตรายจากสารเสพติดในแตละชนดิ ดังนี้ 1. ฝน จะมีฤทธ์ิกดประสาท ทาํ ใหน อนหลบั เคลิบเคล้ิม ผูท่ีติดฝนจะมีความคิดอาน ชาลง การทาํ งานของสมอง หวั ใจ และการหายใจชาลง อาการขาดยา จะเริม่ หลังจากไดรับยาคร้ังสุดทาย 4-10 ชั่วโมง แลวไมสามารถ หายาเสพไดอีก จะมอี าการกระวนกระวาย หงุดหงิด โกรธงาย ต่ืนเตนตกใจงาย หาวนอนบอย ๆ นํ้ามกู นา้ํ ตา น้ําลาย และเหงอ่ื ออกมาก ขนลุก กลามเนือ้ กระตกุ ตวั สนั่ มานตาขยาย ปวดหลังและขามาก ปวดทอง อาเจียน ทอ งเดิน บางรายมีอาการรุนแรงถึงขนาดถายเปนเลือด ที่ภาษาชาวบานเรียกวา“ลงแดง” ผูติดยาจะมีความตองการยาอยางรุนแรงจนขาดเหตุผล ทถ่ี กู ตอ ง อาการขาดยาน้จี ะเพม่ิ ข้นึ ในระยะ 24 ชั่วโมงแรก และจะเกิดมากที่สุดภายใน 48-72 ช่วั โมง หลังจากนนั้ อาการจะคอย ๆ ลดลง
กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว2. มอรฟน เปนแอลคาลอยดจากฝนดิบ มีฤทธิ์ท้ังกดและกระตุนระบบประสาท สวนกลาง ทําใหศ นู ยป ระสาทรับความรูสกึ ชา อาการเจบ็ ปวดตา ง ๆ หมดไป กลามเน้ือคลายตัว มีความรูสึกสบายหายกังวล นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์กดศูนยการไอทําใหระงับอาการไอ กดศูนย ควบคมุ การหายใจ ทาํ ใหร างกายหายใจชา ลง เกิดอันตรายถึงแกชีวิตได สวนฤทธิ์กระตุนระบบ ประสาทสว นกลางจะทาํ ใหคล่ืนไส อาเจียน มานตาหร่ี บางรายมีอาการต่ืนเตนดวย กระเพาะ อาหารและลาํ ไสท ํางานนอยลง หูรูดตา ง ๆ หดตัวเล็กลง จึงทําใหมีอาการทองผูกและปสสาวะ ลําบาก 3. เฮโรอีน สกัดไดจากมอรฟนโดยกรรมวิธีทางเคมี ซ่ึงเกิดปฏิกิริยาระหวาง มอรฟ นและนํ้ายาอะซติ คิ แอนไฮไดรด เปน ยาเสพตดิ ทตี่ ิดไดง ายมาก เลิกไดยาก มีความแรงสูง กวามอรฟน ประมาณ 5-8 เทา แรงกวาฝน 80 เทา และถาทําใหบริสุทธ์ิจะมีฤทธิ์แรงกวาฝนถึง 100 เทาตัว เฮโรอีนเปนยาเสพติดใหโ ทษทรี่ ายแรงท่ีสุด ใชไดท้ังวิธีสูบฉีดเขากลามเนื้อหรือเสน เลือดดํา ละลายไดดีในนํ้า เฮโรอีน มีฤทธ์ิทําใหงวงนอน งุนงง คลื่นไส อาเจียน เบ่ืออาหาร รางกายผอมลงอยางรวดเร็ว ออนเพลีย ไมกระตือรือรน ไมอยากทํางาน หงุดหงิด โกรธงาย มกั กอ อาชญากรรมไดเ สมอ มักตายดวยมีโรคแทรกซอ น หรือใชยาเกินขนาด 4. บารบ ทิ เู รต ยาที่จดั อยใู นพวกสงบประสาทใชเปนยานอนหลับ ระงับความวิตก กงั วล ระงบั อาการชักหรือปองกันการชัก ท่ีใชกันแพรหลายไดแก เซดคบารบิตาลออกฤทธิ์กด สมอง ทาํ ใหส มองทาํ งานนอยลง ใชย าเกนิ ขนาดทําใหม ีฤทธก์ิ ดสมองอยางรุนแรง ถึงขนาดหมด ความรสู กึ และเสยี ชีวิต จะมีอาการมนึ งง หงุดหงดิ เล่ือนลอย ขาดความรับผิดชอบ มีความกลา อยา งบาบนิ่ ชอบทะเลาะววิ าท กาวราว ทํารายตนเอง คลุมคล่ัง พูดไมช ัด เดินโซเซคลายกับคน เมาสรุ า ขาดความอาย อาทิ สามารถเปลื้องเสอ้ื ผาเพอื่ เตน โชวไ ด 5. ยากลอ มประสาท เปนยาทีม่ ีฤทธิ์กดสมอง ทาํ ใหจ ติ ใจสงบหายกังวล แตฤ ทธิ์ไม รนุ แรงถึงขน้ั ทาํ ใหหมดสติหรือกดการหายใจ การใชยาเปน เวลานาน จะทําใหรางกายเกิดความ ตานทานตอยาและเกิดการเสพตดิ ได และมแี นวโนมจะปว ยดวยโรคความดันโลหติ ตํ่า โรคกระเพาะ โรคทางเดินอาหาร ฯลฯ 6. แอมเฟตามีน มีช่ือที่บุคคลท่ัวไปรูจัก คือ ยาบา หรือยาขยันเปนยาที่มีฤทธ์ิ กระตุนประสาทสวนกลาง และระบบประสาทสว นปลาย ทาํ ใหม ีอาการตื่นตัว หายงวง พูดมาก ทาํ ใหห ลอดเลอื ดตีบเล็กลง หัวใจเตนเร็วขนึ้ ความดนั เลือดสงู มือสนั่ ใจสั่น หลอดลมขยาย มาน ตาขยาย เหง่ือออกมาก ปากแหง เบื่ออาหาร ถาใชเกินขนาดจะทําใหเวียนศีรษะนอนไมหลับ
กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยวตัวสนั่ ตกใจงาย ประสาทตึงเครียด โกรธงาย จิตใจสับสน คล่ืนไส อาเจียน ทองเดินและปวด ทอ งอยางรุนแรง มอี าการชักหมดสติ และตายเนือ่ งจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือหัวใจวาย 7. กัญชา ผลที่เกิดขึ้นตอรางกายจะปรากฏหลังจากสูบ 2-3 นาที หรือหลังจาก รับประทานคร่ึงถึง 1 ชว่ั โมง ทาํ ใหม ีอาการตื่นเตน ชางพดู หวั เราะสงเสียงดัง กลามเนื้อแขนขา ออนเปลี้ยคลายคนเมาสุรา ถาไดรับในขนาดมาก ความรูสึกนึกคิดและการตัดสินใจเสียไป ความจาํ เส่อื ม ประสาทหลอน หวาดระแวง ความคิดสับสน ไมสนใจสิ่งแวดลอม การสูบกัญชา ยังทําใหเกิดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง โรคหืดหลอดลม มะเร็งที่ปอด บางรายมีอาการทองเดิน อาเจียน มอื สัน่ เปนตะคริว หลอดเลอื ดอดุ ตนั หัวใจเตนเรว็ ความรูส กึ ทางเพศลดลงหรือหมดไป และเปนหนทางนาํ ไปสูการเสพติดยาชนิดอืน่ ๆ ไดงา ย 8. ยาหลอนประสาท เปนยาท่ีทําใหประสาทการเรียนรูผิดไปจากธรรมดา ยาที่ แพรห ลายในปจ จุบนั ไดแ ก แอลเอสดี ดีเอม็ ที เอสทีพี เมสคาลนี เหด็ ขค้ี วาย ตนลาํ โพง หัวใจเตนเร็วขึ้น ความดันเลือดสูง มานตาขยาย มือเทาสั่น เหง่ือออกมากที่ฝามือ บางราย คลื่นไส อาเจียน สงผลตอจิตใจ คือ มีอารมณออนไหวงาย ประสาทรับความรูสึกแปรรวน ไมส ามารถควบคุมสติได ทา ยสุดผูเ สพมักปว ยเปนโรคจิต 9. สารระเหย สารระเหยจะถูกดูดซึมผานปอดเขาสูกระแสโลหิต แลวเขาสู เนอื้ เย่ือตาง ๆ ของรา งกาย เกดิ พษิ ซง่ึ แบงไดเ ปน 2 ระยะ คือ พิษระยะเฉียบพลัน ตอนแรกจะรูสึกเปนสุข ราเริง ควบคุมตัวเองไมได คลายกบั คนเมาสุรา ระคายเคอื งเยอื่ บภุ ายในปากและจมูก นํ้าลายไหลมาก ตอ มามีฤทธ์กิ ด ทาํ ใหง ว งซึม หมดสติ ถาเสพในปริมาณมากจะไปกดศูนยหายใจทําใหตายได พิษระยะเรื้อรัง หากสูดดมสารระเหยเปนระยะเวลานานติดตอกัน จะเกิด อาการทางระบบประสาท วิงเวียนศีรษะ เดินโซเซ ความคิดสับสน หัวใจเตนผิดปกติ เกิดการ อักเสบของหลอดลม ถายทอดทางพันธุกรรม เปนเหตุใหเด็กท่ีเกิดมามีความพิการได เซลล สมองจะถูกทําลายจนสมองฝอ จะเปนโรคสมองเส่ือมไปตลอดชวี ิต 10. ยาบา เปนช่ือท่ีใชเรียกยาเสพติดท่ีมีสวนของสารเคมีประเภทแอมเฟตามีน สารประเภทนแ้ี พรร ะบาดอยู 3 รูปแบบดวยกนั คอื 1) แอมเฟตามีนซัลเฟต 2) เมทแอมเฟตามีน 3) เมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด ซ่ึงจากผลการตรวจพิสูจนยาบา ปจจุบันในประเทศไทยมักพบวา เกอื บท้ังหมดมเี มทแอมเฟตามนี ไฮโดรคลอไรด ผสมอยู
กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยวอาการผเู สพ เม่ือเสพเขาสูรางกาย ระยะแรกจะออกฤทธ์ิทําใหรางกายต่ืนตัว หัวใจเตนเร็ว ความดันโลหิตสูง ใจสัน่ ประสาทตึงเครียด แตเมื่อหมดฤทธ์ิยา จะรูสึกออนเพลียมากกวาปกติ ประสาทลาทําใหการตัดสินใจชาและผิดพลาด เปนเหตุใหเกิดอุบัติเหตุรายแรงได ถาใช ติดตอกันเปนเวลานานจะทําใหสมองเส่ือม เกิดอาการประสาทหลอนเห็นภาพลวงตา หวาดระแวงคลุมคลั่ง เสียสติ เปนบาอาจทํารายตนเองและผูอื่นได หรือในกรณีท่ีไดรับยาใน ปรมิ าณมากจะไปกดประสาทและระบบการหายใจทาํ ใหหมดสติ และถงึ แกค วามตายได อนั ตรายท่ีไดรับ การเสพยาบากอ ใหเกดิ ผลรา ยหลายประการ ดังนี้ 1) ผลตอ จิตใจ เม่ือเสพยาบาเปนระยะเวลานานหรือใชเปนจํานวนมาก จะทําให ผูเสพมีความผิดปกติทางดานจิตใจกลายเปนโรคจิตชนิดหวาดระแวง สงผลใหมีพฤติกรรม เปลีย่ นแปลงไป เชน เกดิ อาการหวาดหว่ัน หวาดกลัว ประสาทหลอน ซ่ึงโรคนี้หากเกิดข้ึนแลว อาการจะคงอยตู ลอดไป แมใ นชว งเวลาที่ไมไ ดเสพยากต็ าม 2) ผลตอระบบประสาท ระยะแรกจะออกฤทธ์ิกระตุนประสาท ทําใหประสาท ตงึ เครยี ด แตเม่ือหมดฤทธ์ิยาจะมีอาการประสาทลา ทําใหการตัดสินใจในเรื่องตาง ๆ ชา และ ผิดพลาด หากใชติดตอกันเปนเวลานานจะทําใหสมองเส่ือม หรือกรณีท่ีใชยาในปริมาณมาก จะไปกดประสาทและระบบการหายใจ ทาํ ใหห มดสติและถงึ แกค วามตายได 3) ผลตอ พฤติกรรม ฤทธิ์ของยาจะกระตุนสมองสวนท่ีควบคุมความกาวราว และ ความกระวนกระวายใจ ดังนนั้ เมอื่ เสพยาบา ไปนาน ๆ จะกอใหเกิดพฤติกรรมที่เปล่ียนแปลงไป คือ ผเู สพจะมคี วามกา วราวเพ่มิ ข้ึน และหากยงั ใชต อ ไปจะมีโอกาสเปนโรคจิตชนิดหวาดระแวง เกรงวาจะมีคนมาทํารายตนเอง จงึ ตองทาํ รายผูอ ่นื กอ น 11. ยาอี ยาเลิฟ ยาอี ยาเลิฟ เอ็คซต าซี เปน ยาเสพติดกลุมเดียวกัน จะแตกตางกันบางในดาน โครงสรางทางเคมี ลักษณะของยาอี มที ง้ั ท่ีเปน แคปซูลและเปนเม็ดยาสีตางๆ แตท่ีพบในประเทศ ไทย สวนใหญมีลักษณะเปนเม็ดกลมแบน เสนผาศูนยกลาง 0.8-1.2 ซม. หนา 0.3-0.4 ซม. ผิวเรียบ และปรากฏสัญลักษณบ นเม็ดยา เปนรูปตางๆ เชน กระตาย คางคาว นก ดวงอาทิตย PT ฯลฯ
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยวเสพโดยการรับประทานเปนเมด็ จะออกฤทธิ์ภายในเวลา 45 นาที และฤทธ์ิยา จะอยูในรางกายไดนานประมาณ 6-8 ชวั่ โมง อาการผูเสพ เหงอ่ื ออกมาก หวั ใจเตน เรว็ ความดนั โลหิตสูง ระบบประสาทการรับรูเกิดการ เปล่ยี นแปลงทง้ั หมด ทาํ ใหการไดย ินเสยี งและการมองเห็นแสงสีตางๆ ผิดไปจากความเปนจริง เคลบิ เคล้มิ ควบคมุ อารมณไมได อันตรายทีไ่ ดร ับ การเสพยาอี กอ ใหเกดิ ผลรายหลายประการ ดังนี้ 1) ผลตออารมณ เม่ือเริ่มเสพในระยะแรกยาอีจะออกฤทธ์ิกระตุนประสาทให ผูเสพรูสึกต่ืนตัวตลอดเวลา ไมสามารถควบคุมอารมณของตนเองได เปนสาเหตุใหเกิด พฤตกิ รรมสําสอนทางเพศ 2) ผลตอ การรสู ึก การรับรูจะเปล่ียนแปลงไปจากความเปนจรงิ 3) ผลตอ ระบบประสาท ยาอีจะทําลายระบบประสาท ทําใหเซลลสมองสวน ที่ทําหนาที่หลั่งสารซีโรโทนิน ซ่ึงเปนสาระสําคัญในการควบคุมอารมณน้ัน ทํางานผิดปกติ กลาวคือ เมื่อยาอีเขาสูสมองแลว จะทําใหเกิดการหลั่งสาร “ซีโรโทนิน” ออกมามากเกินกวา ปกติ สง ผลใหจ ิตใจสดชืน่ เบกิ บาน แตเ ม่ือระยะเวลาผา นไปสารดงั กลาวจะลดนอยลง ทําใหเกิด อาการซมึ เศราหดหอู ยางมาก อาจกลายเปนโรคจิตประเภทซึมเศรา และอาจเกิดสภาวะอยาก ฆาตัวตาย นอกจากน้ีการที่สารซีโรโทนินลดลง ยังทําใหธรรมชาติของการหลับนอนผิดปกติ จํานวนเวลาของการหลับลดลง นอนหลับไมส นทิ จงึ เกดิ อาการออ นเพลียขาดสมาธิในการเรียน และการทาํ งาน 4) ผลตอสภาวะการตายขณะเสพ มักเกิดเม่ือผูเสพสูญเสียเหง่ือมาก ทําให เกิดสภาวะขาดนาํ้ อยา งฉับพลนั หรือกรณีทเี่ สพยาอพี รอมกบั ดม่ื แอลกอฮอลเขา ไปมาก หรือผูท่ี ปว ยเปน โรคหัวใจ จะทําใหเ กิดอาการช็อกและเสยี ชีวติ ได เรอื่ งที่ 4 การปองกันและหลกี เลีย่ งการติดสารเสพตดิ 1. ปองกันตนเอง ไมใ ชย าโดยมไิ ดรับคาํ แนะนาํ จากแพทย และจงอยาทดลองเสพยา เสพติดทุกชนิดโดยเด็ดขาด เพราะตดิ งา ยหายยาก ทาํ ไดโดย 1.1. ศึกษาหาความรเู พอื่ ใหรูเทา ทนั โทษพษิ ภัยของยาเสพตดิ 1.2. ไมทดลองใชย าเสพติดทุกชนิดและปฏิเสธเมือ่ ถูกชกั ชวน
1.3. ระมดั ระวังเรอ่ื งการใชยา เพราะยาบางชนดิ อาจทาํ ใหเ สพติดได 1.4. ใชเ วลาวางใหเปนประโยชน 1.5. เลอื กคบเพือ่ นดี ทีช่ กั ชวนกันไปในทางสรา งสรรค 1.6. เม่ือมีปญหาชีวิต ควรหาหนทางแกไขที่ไมของเก่ียวกับยาเสพติดหากแกไข ไมไ ดค วรปรึกษาผใู หญ 2. ปองกนั ครอบครัว ควรสอดสองดูแลเด็กและบุคคลในครอบครัวหรือท่ีอยูรวมกัน อยาใหเก่ียวของกับยาเสพติด ตองคอยอบรมสั่งสอนใหรูสึกโทษและภัยของยาเสพติด หากมี ผูเ สพยาเสพติดในครอบครวั จงจัดการใหเขารักษาตัวท่ีโรงพยาบาล ใหหายเด็ดขาด การรักษา แตแ รกเริ่มติดยาเสพตดิ มีโอกาสหายไดเรว็ กวา ทป่ี ลอยไวนาน ๆ 3. ปอ งกันเพือ่ นบา น โดยชว ยช้ีแจงใหเ พ่อื นบา นเขา ใจถึงโทษและภัยของยาเสพติด โดยมิใหเพ่ือนบานรูเทาไมถึงการณตองถูกหลอกลวง และหากพบวาเพ่ือนบานติดยาเสพติด ตองแนะนําใหไปรกั ษาตวั ท่ีโรงพยาบาล 4. ปองกนั โดยใหความรว มมอื กับทางราชการ เมือ่ ทราบวาบานใด ตําบลใด มียาเสพ ตดิ แพรระบาดขอใหแ จงเจาหนาที่ตํารวจทุกแหงทุกทองท่ีทราบ หรือท่ีศูนยปราบปรามยาเสพ ติดใหโทษ เชน สํานักงานตํารวจแหงชาติ โทร. 02-2527962 สํานักงาน ป.ส.ส. โทร. 02-2459350-9 กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว
บทที่ 7 อุบัติเหตุ อุบตั ิภัย เร่อื งที่ 1 ปญ หา สาเหตุของการเกิดอบุ ตั เิ หตุ อุบตั ภิ ยั และภยั ธรรมชาติ กกกกกกกกสาเหตุทท่ี ําใหเ กิดอุบตั ิเหตแุ ละอบุ ตั ภิ ยั กกกกกกกกอบุ ัติเหตุหรืออุบัติภัย (Accident) หมายถึง เหตุการณอันตรายท่ีเกิดข้ึนโดยไมได ตั้งใจ หรอื คาดคิดมากอน ทาํ ใหเกิดความเสียหายแกทรัพยสิน บุคคลไดรับอันตรายทั้งรางกาย และจิตใจ อาจบาดเจบ็ พิการ หรอื รุนแรงถึงขัน้ เสยี ชีวิตได การเกดิ อุบัตเิ หตหุ รืออบุ ัติภัยในชีวิตประจําวัน อาจเกดิ ขึ้นไดจากสาเหตุ ดงั น้ี 1. สาเหตุท่ีเกิดจากบุคคล คนอาจเปนสาเหตุทําใหเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย ในลักษณะตา ง ๆ ดังน้ี 1.1. สภาพรางกายและจิตใจไมอยูในภาวะปกติ ผูท่ีรางกายทรุดโทรม เชน ออ นเพลีย เหนด็ เหน่ือย เจ็บปวย หรอื ผูทีม่ นึ เมาจากการดืม่ สุราหรอื ยากระตุนประสาท เปนตน จะมผี ลทําใหค วบคมุ สติของตนเองไดไ มด ี จะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุ อบุ ัตภิ ัยไดงาย 1.2. เกิดจากคนขาดความรูและความชํานาญหรือประสบการณ ผูที่ใช เครอ่ื งจักรเคร่ืองยนตในขณะทาํ งานนนั้ ถา หากขาดความรูความชํานาญหรือมีประสบการณไม เพยี งพอจะเปน เหตุใหเกดิ อุบตั เิ หตุ อบุ ัติภยั ไดง า ย 1.3. เกดิ จากคนมคี วามประมาท คนสวนใหญมีนสิ ัยรักความสะดวกสบาย หาก อันตราย ยังไมเกิดข้ึนมักจะคิดวา \"ไมเปนไร\" และบางคนมีนิสัยชอบความเส่ียง เชน ชอบ เผอเรอ สะเพรา ขาดความรอบคอบ เหลาน้ีเปนเหตใุ หเ กิดอบุ ัตเิ หตุ อุบตั ิภัยได 1.4. เกิดจากคนไมปฏิบัติตามคําเตือน กฎ ระเบียบ ขอบังคับ คนบางคน ไมเห็นความสําคัญของกฎระเบียบ ขอบังคับหรือคําเตือนตางๆ มักจะเปนเหตุใหเกิด อบุ ัตเิ หตุ อุบัตภิ ยั ได 1.5. เกิดจากคนมีความรูเทาไมถึงการณ มักเน่ืองมาจากการคาดคะเนผิด โดยไมรวู า อะไรเกิดข้ึน จะเปน เหตใุ หเกิดอบุ ตั ิเหตุ อุบตั ภิ ัยได 1.6. เกิดจากความเช่ือในทางท่ีผิด บางคนเชื่อวาอุบัติเหตุ อุบัติภัย เกิดข้ึน เพราะโชคชะตาหรอื เคราะหกรรมไมสามารถจะหลีกเลยี่ งได ทําใหขาดความระมัดระวังจนเปน เหตุใหเ กดิ อบุ ตั เิ หตุ อบุ ัตภิ ยั ได กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว
กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว
กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว
กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว
กศน.อําเภอเกา้ เล้ยี ว
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว บทที่ 8 ทกั ษะชีวติ เพ่ือการสอ่ื สาร เรอื่ งที่ 1 ความหมาย ความสาํ คญั ของทกั ษะชีวติ 10 ประการ ทักษะชีวิต หมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา ท่ีเปนทักษะ ภายในจะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตางๆ ที่เกิดข้ึนในชีวิตประจําวันไดอยางมี ประสทิ ธิภาพ และมีความสามารถที่จะปรับตัวไดในอนาคต ทักษะชีวิตจะมีสวนชวยใหวัยรุน สามารถนาํ ความรูในเรอ่ื งตา งๆ มาเช่อื มโยงกับทัศนคติ ผา นการคิดวเิ คราะหไตรต รองถึงผล ที่จะเกิดขึ้น และตัดสินใจปฏิบัติในสิ่งท่ีเหมาะสมได ซ่ึงจําเปนอยางมากในเรื่องของการดูแล สขุ ภาพ การปอ งกันการติดเชอ้ื เอชไอวี ยาเสพติด การทองไมพรอม ความปลอดภัย คุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ เพ่ือใหสามารถมีชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีความสุข และรับมือกับปญหาและ ความเปลี่ยนแปลงตา งๆได องคประกอบของทักษะชีวิต จะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรม และสถานท่ี แตทักษะชีวิตที่จําเปนท่ีสุดท่ีทุกคนควรมี ซึ่งองคการอนามัยโลกไดสรุปไว และถือเปนหัวใจ สําคญั ในการดาํ รงชีวิต คอื 1. ทักษะการตัดสินใจ เปนความสามารถในการตัดสินใจเกี่ยวกบั เรื่องราวตาง ๆ ในชวี ติ ไดอ ยางมรี ะบบ เชน ถา บุคคลสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกระทําของตนเองที่เกี่ยวกับ พฤติกรรมดานสุขภาพ หรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลท่ีไดจากการ ตดั สนิ ใจเลือกทางท่ถี กู ตองเหมาะสม ก็จะมีผลตอ การมีสุขภาพท่ดี ที ง้ั รา งกาย และจติ ใจ 2. ทกั ษะการแกป ญ หา เปนความสามารถในการจัดการกับปญหาที่เกิดข้ึนในชีวิต ไดอยางมีระบบ ไมเกิดความเครียดทางกาย และจิตใจ จนอาจลุกลามเปนปญหาใหญโตเกิน แกไข 3. ทักษะการคิดสรางสรรค เปนความสามารถในการคิดที่จะเปนสวนชวยในการ ตัดสินใจและแกไขปญหาโดยการคิดสรางสรรค เพ่ือคนหาทางเลือกตาง ๆ รวมทั้งผลที่จะ เกิดขึ้นในแตละทางเลือก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันไดอยาง เหมาะสม 4. ทักษะการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ เปนความสามารถในการคิดวิเคราะหขอมูล ตาง ๆ และประเมินปญหา หรอื สถานการณท ่อี ยูรอบตัวเราทมี่ ีผลตอ การดาํ เนนิ ชีวิต 5. ทกั ษะการสอื่ สารอยางมีประสิทธิภาพ เปนความสามารถในการใชคําพูด และ ทาทาง เพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวัฒนธรรม และ สถานการณตา ง ๆ ไมว าจะเปนการแสดงความคดิ เห็น การแสดงความตองการ การแสดงความ ชน่ื ชม การขอรอง การเจรจาตอรอง การตกั เตือน การชวยเหลือ การปฏิเสธ ฯลฯ
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว6. ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล เปนความสามารถในการสราง ความสมั พันธทีด่ ีระหวา งกันและกัน และสามารถรักษาสัมพนั ธภาพไวไ ดย นื ยาว 7. ทกั ษะการตระหนกั รใู นตน เปนความสามารถในการคนหารจู ัก และเขา ใจตนเอง เชน รูขอดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการและส่ิงท่ีไมตองการของตนเอง ซ่ึงจะชวยใหเรา รูตัวเองเวลาเผชญิ กับความเครียด หรือสถานการณตาง ๆ และทักษะนี้ยังเปนพื้นฐานของการ พัฒนาทกั ษะอื่น ๆ เชน การสอ่ื สาร การสรางสมั พนั ธภาพ การตัดสินใจ ความเห็นใจผอู ื่น 8. ทักษะการเขาใจผูอื่น เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือน หรือความ แตกตา งระหวางบุคคล ในดานความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา ความเช่ือ สีผิว อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอ่ืนที่ตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลอ่ืนที่ดอย กวา หรอื ไดรับความเดือดรอ น เชน ผูตดิ ยาเสพติด ผูติดเช้อื เอดส 9. ทักษะการจัดการกับอารมณ เปนความสามารถในการรับรูอารมณของตนเอง และผอู ื่น รูว า อารมณม ผี ลตอการแสดงพฤติกรรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับอารมณโกรธ และ ความเศรา โศก ทีส่ งผลทางลบตอ รา งกายและจิตใจไดอ ยางเหมาะสม 10. ทักษะการจัดการกับความเครียด เปนความสามารถในการรับรูถึงสาเหตุของ ความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียดและแนวทางในการควบคุมระดับความเครียด เพื่อให เกิดการเบ่ยี งเบนพฤติกรรมไปในทางทีถ่ ูกตอ ง เหมาะสม และไมเ กิดปญ หาดา นสขุ ภาพ เร่ืองที่ 2 ทกั ษะชวี ิตทีจ่ ําเปน 3 ประการ 2.1. ทักษะการส่อื สารอยา งมีประสทิ ธิภาพ การสอื่ สาร เปน กระบวนการสรางความเขาใจกันระหวางบุคคล โดยอาจเปน การสอื่ สารทางเดยี ว คือ การส่ือขา วสารจากผสู ง สารไปยงั ผรู ับสาร โดยไมม ีการส่ือสารกลับหรือ สะทอนความรูสึกกลับไปยังผูสงสารอีกครั้ง สวนการสื่อสารสองทาง เปนการส่ือขาวสารจาก ผูสง สารไปยังผรู บั สารและมีการส่อื สารกลบั หรือสะทอนความรูส กึ กลับจาก ผูรบั สารไปยังผูสง สารอกี ครงั้ จึงเรียกวา เปนการส่อื สารสองทาง การส่อื สารระหวางบุคคล นับวา เปน ความจาํ เปนอยางย่ิง เพราะในการดําเนิน ชีวติ ปกติในปจ จุบนั การสอื่ สารเขามามบี ทบาทอยางย่ิงในทุกกิจกรรม ไมวาจะเปนการส่ือสาร ดวย การพูด การเขียน การแสดงกิริยาทาทาง หรือการใชเคร่ืองมือสื่อสารที่เปนเทคโนโลยี สมัยใหมตาง ๆ เชน โทรศัพท อินเทอรเน็ต อีเมลล ฯลฯ ทั้งน้ี การสื่อสารดวยวิธี ใด ๆ ก็ตาม ควรทําใหผูสงสารและผูรับสารเกิดความเขาใจอันดีตอกัน และเกิดสัมพันธภาพท่ีดีตามมา
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว บทท่ี 9 อาชพี แปรรูปสมุนไพร เรือ่ งท่ี 1 สมนุ ไพรกับบทบาททางเศรษฐกิจ สมุนไพร หมายถึง พืชที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตาง ๆ การใชส มนุ ไพรสําหรบั รักษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตางๆ น้ี จะตองนําเอาสมุนไพรต้ังแตสอง ชนิดขึ้นไปมาผสมรวมกันซ่ึงจะเรียกวา “ยา” ในตํารับยานอกจากพืชสมุนไพรแลวยังอาจ ประกอบดวยสัตวแ ละแรธาตอุ กี ดว ย เราเรียกพืช สัตว หรือแรธาตุท่ีเปนสวนประกอบของยาน้ี วา “เภสัชวัตถุ” สมุนไพรเปนสวนหน่ึงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ กระทรวง สาธารณสุขไดดําเนินโครงการ สมุนไพรกับสาธารณสุขมูลฐาน โดยเนนการนําสมุนไพรมาใช บําบดั รกั ษาโรคในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐมากขึ้น และสงเสริมใหปลูกสมุนไพรเพ่ือใช ภายในหมูบานเปนการสนับสนุนใหมีการใชสมุนไพรมากยิ่งขึ้น อันเปนวิธีหน่ึงท่ีจะชวย ประเทศชาตปิ ระหยัดเงินตราในการสง่ั ซอ้ื ยาสาํ เร็จรปู จากตางประเทศไดป ล ะเปน จํานวนมาก ปจจบุ ันมีผพู ยายามศกึ ษาคน ควาเพ่ือพัฒนาผลิตภัณฑสมุนไพรใหสามารถนํามาใชใน รปู แบบท่ีสะดวกยิ่งข้นึ เชน นํามาบดเปนผงบรรจุแคปซูล ตอกเปนยาเม็ด เตรียมเปนครีมหรือ ยาขี้ผึ้งเพอ่ื ใชทาภายนอก เปนตน ในการศกึ ษาวิจัยเพื่อนาํ สมนุ ไพรมาใชเปนยาแผนปจจุบันนั้น ไดม ีการวจิ ัยอยา งกวา งขวาง โดยพยายามสกัดสาระสําคัญจากสมุนไพรเพื่อใหไดสารท่ีบริสุทธิ์ ศกึ ษาคณุ สมบัติทางดา นเคมี ฟส ิกสข องสารเพอ่ื ใหทราบวาเปนสารชนิดใด ตรวจสอบฤทธิ์ดาน เภสัชวิทยาในสัตวทดลองเพ่ือดูใหไดผลดีในการรักษาโรคหรือไมเพียงใด ศึกษาความเปนพิษ และผลขางเคยี ง เม่ือพบวา สารชนิดใดใหผลในการรกั ษาทด่ี ี โดยไมมีพิษหรือมีพิษขางเคียงนอย จงึ นาํ สารนนั้ มาเตรียมเปน ยารูปแบบทีเ่ หมาะสมเพอ่ื ทดลองใชตอไป เรอื่ งท่ี 2 การแปรรูปสมุนไพรเพอื่ การจาํ หนาย สมุนไพรถกู นํามาใชสารพดั ประโยชน และถูกแปรรูปออกมาในแบบตาง ๆ เพื่อการ จาํ หนายซง่ึ สามารถนาํ มาใชประกอบอาชพี ทงั้ อาชพี หลกั และอาชพี เสริมได สิ่งสําคัญท่ีสุดของ การแปรรปู สมนุ ไพร คอื “การปรุงสมนุ ไพร” การปรงุ สมนุ ไพร หมายถึง การสกัดเอาตัวยาออกมาจากเน้ือไมยา สารท่ีใชสกัดเอา ตัวยาออกมาท่ีนิยมใชกัน ไดแก นํ้าและเหลา สมุนไพรที่นํามาปรุงตามภูมิปญญาด้ังเดิมมี 7 รปู แบบ คือ 1. การตม เปนการสกดั ตวั ยาออกมาจากไมยาดว ยน้าํ รอ น เปนวิธีทีน่ ิยมใชมากที่สุด ใชกบั สวนของเนอ้ื ไมที่แนน และแข็ง เชน ลาํ ตน และราก ซึ่งจะตอ งใชก ารตมจึงจะไดตัวยาที่เปน สารสําคญั ออกมา ขอ ดขี องการตม คือ สะอาด ปลอดจากเช้ือโรค มี 3 ลกั ษณะ คือ
กศน. ํอาเภอเ ้กาเลี้ยว1.1. การตมกินตางนํ้า คือ การตมใหเดือดกอนแลวตมดวยไฟออน ๆ อีก 10 นาที หลังจากน้ันนาํ มากนิ แทนน้ํา 1.2. การตมเคยี่ วคอื การตมใหเดือดออ น ๆ ใชเ วลาตม 20-30 นาที 1.3. การตม 3 เอา 1 คือ การตมจากนํ้า 3 สวน ใหเหลือเพียง 1 สวน ใชเวลา ตม 30-45 นาที 2. การชง เปนการสกัดตัวยาสมุนไพรดวยน้ํารอน ใชกับสวนที่บอบบาง เชน ใบ ดอก ทไ่ี มตอ งการโดนน้ําเดือดนาน ๆ ตัวยาก็ออกมาได วิธีการชง คือ ใหนํายาใสแกวเติมนํ้า รอ นจดั ลงไป ปดฝาแกวทง้ิ ไวจ นเยน็ ลักษณะนเี้ ปนการปลอ ยตัวยาออกมาเตม็ ที่ 3. การใชนา้ํ มัน ตัวยาบางชนิดไมละลายน้ํา แมวาจะตมเคี่ยวแลวก็ตาม สวนใหญ ยาท่ีละลายน้ําจะไมละลายในน้ํามันเชนกัน จึงใชนํ้ามันสกัดยาแทน แตเนื่องจากยาน้ํามันทา แลวเหนยี ว เหนอะหนะ เปอนเสอื้ ผา จงึ ไมนยิ มปรุงใชก นั 4. การดองเหลา เปน การใชกับตัวยาของสมุนไพรท่ีไมละลายนํ้า แตละลายไดดีใน เหลา หรอื แอลกอฮอล การดองเหลามักมีกลิ่นแรงกวายาตม เนื่องจากเหลามีกล่ินฉุน และหาก กนิ บอย ๆ อาจทาํ ใหต ดิ เหลา ได จงึ ไมน ยิ มกินกัน จะใชตอเมอื่ กนิ ยาเมด็ หรือยาตมแลวไมไ ดผ ล 5. การตมค้นั เอานํา้ เปนการนาํ เอาสวนของตน ไมท ่ีมีนํ้ามาก ๆ ออนนุม ตําแหลก งา ย เชน ใบ หวั หรือเหงา นาํ มาตําใหละเอียด และคั้นเอาแตน้ําออกมา สมุนไพรท่ีใชวิธีการนี้ กนิ มากไมไดเ ชนกัน เพราะนํ้ายาที่ไดจะมีกลิ่นและรสชาติที่รุนแรง ตัวยาเขมขนมาก ยากท่ีจะ กลืนเขาไปท่เี ดียว ฉะน้ันกนิ ครง้ั ละหนึง่ ถว ยชากพ็ อแลว 6. การบดเปน ผง เปนการนําสมุนไพรไปอบหรือตากแหงแลวบดใหเปนผง สมุนไพร ที่เปนผงละเอียดมากย่ิงมีสรรพคุณดี เพราะจะถูกดูดซึมสูลําไสงาย จึงเขาสูรางกายได รวดเร็ว สมนุ ไพรผงชนิดใดที่กินยากก็จะใชปนเปนเม็ดที่เรียกวา \"ยาลูกกลอน\" โดยใชนํ้าเชื่อม นํ้าขา วหรือนาํ้ ผึ้ง เพือ่ ใหต ดิ กันเปนเม็ด สวนใหญนิยมใชน้ําผ้ึงเพราะสามารถเก็บไวไดนานโดย ไมข นึ้ รา 7. การฝน เปนวิธีการท่ีหมอพ้ืนบานนิยมกันมาก วิธีการฝน คือ หาภาชนะใสนํ้า สะอาดประมาณคร่ึงหน่ึงแลวนําหินลับมีดเล็ก ๆ จุมลงไปในหินโผลเหนือน้ําเล็กนอย นําสมุนไพรมาฝนจนไดนํา้ สขี นุ เลก็ นอ ย กนิ ครัง้ ละ 1 แกว อยางไรก็ตาม การแปรรูปผลิตภัณฑสมุนไพร ควรแปรรูปในลักษณะอาหารหรือ เครื่องใชที่ไมจัดอยูในประเภทยารักษา คือ ไมมีสรรพคุณในการรักษาหรือปองกัน บรรเทา
เกง็ ขอ้ สอบกศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว สำหรับนกั ศกึ ษำ กศน.
เก็งขอ้ สอบนักศกึ ษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสขุ ศกึ ษา พลศึกษา รหัสวิชา ทช21002 1 .ขอ้ ใดเรียงลำดบั ทำงเดนิ อำหำรจำกต้นทำงไป 6. ถำ้ กำกอำหำรอยใู่ นลำไส้ใหญ่นำนเกนิ ไป นำ้ จะถูกดดู ซึม ปลำยทำงได้ถูกตอ้ ง ส่กู ระแสเลือดมำกขนึ้ ทำใหเ้ กิดอะไรขึน้ ก. ปำก หลอดอำหำร ลำไสเ้ ล็ก ข. หลอดอำหำร ลำไสเ้ ล็ก กระเพำะอำหำร ก. ท้องร่วง ค. ปำก กระเพำะอำหำร หลอดอำหำร ลำไส้เลก็ ข. ท้องผกู ง. ปำก หลอดอำหำร กระเพำะอำหำร ลำไส้เล็ก ค. ไสต้ ่ิงอักเสบ ง. ริดสีดวงทวำร 2. อำหำรทกุ ประเภทจะย่อยสน้ิ สุดทใ่ี ด ก. ลำไส้เล็ก 7. ขอ้ ใด ไม่ใช่ หน้ำท่ขี องน้ำคร่ำในหญิงตัง้ ครรภ์ ข. ลำไสใ้ หญ่ ก. แลกเปล่ียนสำรทเ่ี ป็นของเสียของทำรก ค. หลอดอำหำร ข. ทำใหท้ ำรกเคลื่อนที่ไดส้ ะดวก ง. กระเพำะอำหำร ค. ป้องกนั กำรกระทบกระเทือนให้ทำรก ง. รกั ษำอณุ หภมู ิของทำรกใหค้ งท่ี 3. ถ้ำนักเรียนทำนข้ำวเหนยี วไก่ ยำ่ ง ขำ้ วเหนียว และไกจ่ ะ ถูกย่อยครงั้ แรกทใ่ี ด 8. นกั เรยี นควรนอนหลับวันละประมำณก่ชี ัว่ โมง ก. 6 ชว่ั โมง ก. ข้ำวเหนียวทล่ี ำไสเ้ ล็ก ไก่ท่ีลำไสเ้ ล็ก ข. 8 ชั่วโมง ข. ขำ้ วเหนยี วทป่ี ำก ไก่ที่กระเพำะอำหำร ค. 10 ช่วั โมง ค. ขำ้ วเหนยี วทก่ี ระเพำะอำหำร ไก่ที่ลำไส้เล็ก ง. 12 ชวั่ โมง ง. ขำ้ วเหนียวท่ีกระเพำะอำหำร ไก่ท่ีกระเพำะอำหำร 9. ในผใู้ หญท่ ีร่ ำ่ งกำยปกติ ขณะพักผอ่ นหัวใจจะเต้น 4. ถำ้ ถกู สำรเคมีท่ผี ิวหนังควรทำอย่ำงไร ประมำณกคี่ รัง้ / นำที ก. เชด็ ใหแ้ หง้ ข. ล้ำงน้ำและฟอกสบู่ ก. 50 – 60 ครัง้ / นำที ค. ใชแ้ ป้งฝุ่นโรยใหท้ ่ัว ข. 60 – 70 ครั้ง / นำที ง. ใหร้ ีบนำตัวสโู่ รงพยำบำล ค. 70 – 80 คร้ัง / นำที ง. 90 – 110 คร้ัง / นำที 5.เลอื ดดำกลำยเป็นเลือดแดงไดเ้ ม่ือไหลผ่ำนไปทอ่ี วยั วะใด ก. ปอด 10. ส่งิ แวดลอ้ มทีม่ ผี ลต่อกำรเจริญเตบิ โตและพัฒนำกำร ข. ม้ำม ของเด็กทำรก มำกทีส่ ดุ คือข้อใด ค. หัวใจ ง. ลำไสเ้ ลก็ ก. โรงเรียน ข. สังคม ค. ชุมชน ง. ครอบครวั
เกง็ ขอ้ สอบนกั ศึกษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสุขศกึ ษา พลศกึ ษา รหัสวชิ า ทช21002 11.พฤติกรรมใดของมำรดำส่งผลกระทบต่อกำรเจรญิ เติบโต 16. พฤติกรรมใดท่ีไม่สำมำรถป้องกนั ตนเองจำกกำรลว่ ง ของทำรกในครรภ์ ละเมดิ ทำงเพศได้มำกทีส่ ุด ก. ลดนำ้ หนัก ก. แตง่ กำยเรยี บร้อยมิดชดิ ข. ทำงำนบ้ำน ข. ไมพ่ ดู กับคนแปลกหน้ำ ค. รอ้ งเพลง ค. ไม่เดินในท่ีเปลี่ยวตำมลำพัง ง. บรหิ ำรร่ำงกำย ง. ไม่เทีย่ วกับเพอื่ นชำยแบบสองต่อสอง 12. ส่ิงแวดล้อมท่ีมีอิทธพิ ลต่อทศั นคติในเรื่องเพศของ 17. วยั รุ่นควรปฏิบตั ิตนอยำ่ งไรหำกมีอำรมณท์ ำงเพศ วัยรุ่น มากทส่ี ุด คือข้อใด เกดิ ข้ึน ก. กลมุ่ อำชีพท่เี ปน็ เพ่ือร่วมงำน ก. ช่วยตวั เองบอ่ ยๆ ข. สถำบนั ทำงกำรศกึ ษำ ข. ไปเทยี่ วในสถำนที่บริกำร ค. เพ่ือนในสถำนศกึ ษำ ค. เลน่ กฬี ำหรืออกกำลงั กำย ง. สื่อมวลชน ง. ดูภำพยนตรเ์ กยี่ วกับเร่ืองเพศ 13. ไข่และอสจุ ิผสมกนั ทตี่ ำแหน่งใดของอวยั วะสบื พันธุเ์ พศ 18. เชื้อเอดสท์ ำลำยเซลล์สว่ นใดของร่ำงกำยมำกทส่ี ดุ หญิง ก. เม็ดเลอื ดขำว ข. เมด็ เลอื ดแดง ก. รงั ไข่ ค. เซลลร์ ะบบประสำท ข. มดลกู ง. เซลล์ระบบอวยั วะสบื พนั ธ์ุ ค. ท่อรังไข่ ง. ชอ่ งคลอด 19. ผู้ทตี่ ดิ เช้อื เอดส์สภำพรำ่ งกำยจะอยู่ในลักษณะใด ก. ขำดควำมสำมำรถในกำรสรำ้ งภมู คิ ้มุ กนั 14. วัยรุ่นเปน็ วยั ท่ีมกี ำรปรับตัวมำกกว่ำช่วงวัยอื่น ๆเพรำะ ข. มคี วำมไวต่อกำรรบั เช้ือไวรัส เหตุใด ค. ปฏกิ ิรยิ ำในกำรต้ำนเชื้อโรคตำ่ ง. มอี ำกำรแพ้งำ่ ย ก. เป็นวยั ทเี่ รมิ่ สนใจเพศตรงข้ำม ข. เปน็ วยั ท่ีเริ่มมีควำมรู้สึกทำงเพศ 20. ข้อใดกล่ำวถกู ต้อง ค. เปน็ วัยท่ีเป็นตวั ของตวั เอง ก. ห้ำมแมท่ ี่มเี ชอ้ื เอดสเ์ ลย้ี งลกู ดว้ ยนมแม่ ง. เปน็ วัยท่มี ีกำรเปล่ียนแปลงท้ังดำ้ นร่ำงกำยจิตใจ ข. ทำรกในครรภ์เสยี่ งติดเช้ือเอดสจ์ ำกแม่ อำรมณ์ และสงั คม ค. ร่ำงกำยแข็งแรงจะไม่ตดิ เชือ้ เอดส์ ง. เอดส์เป็นโรคตดิ ตอ่ ทำงพันธกุ รรม 15. วยั รนุ่ ทม่ี ีปัญหำในกำรปรับตัวจะเกดิ พฤติกรรม เช่นใด ก. ไมเ่ ปน็ ตัวของตัวเอง ข. สนใจและหมกมนุ่ ในเรอ่ื งเพศมำก ค. เรยี กรอ้ งควำมสนใจกับคนใกลช้ ดิ ง. ขำดควำมเชอ่ื มนั่ คิดวำ่ ตนมีปมด้อย
เกง็ ข้อสอบนักศกึ ษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสุขศึกษา พลศกึ ษา รหัสวิชา ทช21002 21. วิธกี ำรคุมกำเนดิ ชนิดใด มีประสทิ ธิภำพไม่แน่นอนและ 26. ยำใช้ภำยนอกฉลำกยำต้องพิมพ์ด้วยตวั อักษรสใี ด เป็นอันตรำย ก. ดำ ข. นำ้ เงิน ก. กำรนบั ระยะปลอดภัย ค. แดง ข. กำรฉดี ยำคมุ กำเนดิ ง. เขียว ค. กำรฝงั ยำเมด็ คุมกำเนิด ง . กำรกนิ ยำคมุ กำเนิด 27. ลักษณะนิสยั แบบใดท่ีบ่งบอกถึงกำรมสี ุขภำพจิตทด่ี ี ก. ยำ้ คดิ ยำ้ ทำ 22. หว่ งอนำมัยเป็นวิธคี มุ กำเนิดท่ีเหมำะสมใน รำยใด ข. กลำ้ เผชญิ ปัญหำ ก. ยังไมม่ ีบุตร ค. ชอบอยูก่ ับตนเอง ข. หลงั แท้ง 1 สัปดำห์ ง. ไมเ่ กรงกลัวใคร ค. หลังทำผำ่ ตดั คลอด 1 เดือน ง. มีบตุ รแล้ว 1 คน 28. ลักษณะกำรแสดงออกของผู้ทม่ี สี ขุ ภำพจติ ดีคอื ขอ้ ใด ก. กระสบั กระสำ่ ย 23. พฤตกิ รรมใดมีแนวโน้มได้รบั ผลกระทบจำกกำรบริโภค ข. เบือ่ อำหำร มำกท่สี ุด ค. พดู จำเข้มแขง็ ง. จิตใจดปี รับตัวเขำ้ กบั ผู้อนื่ ไดด้ ี ก. กินอำหำรมื้อเย็นน้อยกว่ำม้อื กลำงวัน ข. กินอำหำรวำ่ งระหวำ่ งมอ้ื 29. ขัน้ ตอนแรกทค่ี วรปฏบิ ัติก่อนเข้ำโปรแกรมออกกำลัง ค. ไม่กินอำหำรเช้ำเพรำะไมม่ ีเวลำ กำยเพื่อสขุ ภำพ คือขอ้ ใด ง. เลอื กกินอำหำรตำมใจชอบ ก. ตรวจสอบสุขภำพ 24. กำรกินอำหำรท่มี ีไขมนั สูงอำจทำใหเ้ กิดโรคใด ข. เลือกสถำนท่ี ก. อว้ น ค. เลือกอปุ กรณก์ ีฬำ ข. หวั ใจขำดเลือด ง. เลอื กชนดิ กฬี ำ ค. ควำมดนั เลอื ดสูง ง. ไตวำย 30. วธิ กี ำรปฏบิ ตั ิท่ีถกู ต้องในกำรออกกำลงั กำยคือขอ้ ใด ก. หลงั กำรออกกำลังกำยต้องรบี อำบนำ้ ทนั ที 25. โรคใดมคี วำมสัมพนั ธก์ บั อำกำรทอ้ งผูก ข. ออกกำลงั กำยทกุ วนั วันละ 10 นำที ก. โรคไต ค. อบอนุ่ รำ่ งกำยก่อนกำรออกกำลังกำยทุกคร้ัง ข. รดิ สดี วงทวำร ง. ออกกำลังกำยหลงั กินอำหำรเสร็จ ค. ไสต้ ่งิ อักเสบ ง. กระเพำะอำหำร
เกง็ ขอ้ สอบนักศึกษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสุขศกึ ษา พลศึกษา รหัสวิชา ทช21002 31. ขอ้ ใดเป็นหลักกำรรับประทำนอำหำรท่ีเหมำะสมทสี่ ุด 36. บุคคลใดที่ต้องจัดเมนอู ำหำรให้มีพลงั งำนมำกท่สี ุด ก. รบั ประทำนอำหำรท่รี ่ำงกำยขำดเท่ำน้ัน ก. เด็กอำยุ 6-13 ปี ข. รบั ประทำนอำหำรเฉพำะทชี่ อบ ข. หญิงวยั ทำงำน ค. รับประทำนอำหำรหลำกหลำยไมซ่ ้ำกนั ในแตล่ ะวนั ค. ผสู้ ูงอำยุ ง. รับประทำนอำหำรทม่ี ีรสชำตดิ แี ละรำคำถกู ง. นักกฬี ำ 32. กำรรับประทำนอำหำรครบ 5 หมู่ ส่งผลตอ่ ร่ำงกำย 37. เมอื่ อำกำศหนำวนักเรยี นควรรบั ประทำนอำหำรในหมู่ อย่ำงไร ใดเพม่ิ ขน้ึ ก. ร่ำงกำยเจริญเติบโตสมวยั ก. หม่ทู ี่ 3 ข. ร่ำงกำยใหญก่ วำ่ เด็กวยั เดียวกนั ข. หมูท่ ่ี 5 ค. ออ่ นเพลยี เหนอ่ื ยงำ่ ย ค. หมูท่ ี่ 4 ง. มีพลังมำกกวำ่ คนทั่วไป ง. หมทู่ ี่ 1 33. ถ้ำนกั เรยี นเป็นโรคท้องผูกควรรับประทำนอำหำรในข้อ 38. ขอ้ ใดมอี ำหำรครบทั้ง 5 หมู่ ใด ก. ขนมจีนนำ้ ยำ ผักสด ข. ข้ำวเปลำ่ ไข่ต้ม ก. ขนมปังทำเนยสด ค. ก๋วยเตีย๋ วเสน้ เลก็ ไก่ มะละกอ ข. สลดั ผกั และผลไม้รวม ง. เกำเหลำลกู ชนิ้ ชมพู่ ค. ถั่วลสิ งต้ม ง. ตม้ ยำไก่ 39. อำหำรชนิดใดที่ควรรับประทำนในปริมำณน้อยตำม สัดสว่ นของธงโภชนำกำร 34. กำรรบั ประทำนอำหำรในสัดส่วนท่ีไม่เหมำะสมจะทำให้ ร่ำงกำยเป็นอย่ำงไร ก. ข้ำว ขนมปงั ข. พืชผกั ผลไม้ ก. ระบบต่ำงๆ ในร่ำงกำยทำงำนได้ดี ค. เนื้อสตั ว์ นม ข. หน้ำตำสวยงำม ง. นำ้ ตำล เกลอื ค. รูปร่ำงสมส่วน ง. น้ำหนกั ตวั มำกกว่ำปกติ 40. อำหำรในข้อใดเหมำะสำหรบั ผ้ทู ่ตี อ้ งใช้แรงงำนมำก ก. นำ้ มนั พชื เนย 35. ข้อใดสรุปกำรรับประทำนอำหำรตำมหลักธงโภชนำกำร ข. ข้ำว เน้ือสัตว์ ได้ถูกต้อง ค. ผักและผลไม้ ง. นม เนย ก. ควรรับประทำนข้ำว แป้ง เปน็ อำหำรหลัก ข. ควรรับประทำนผัก ผลไม้ น้อยกว่ำเนอ้ื สตั ว์ ค. ควรรับประทำนนำ้ ตำล เกลอื ในทกุ มอื้ ของอำหำร ง. ควรรบั ประทำนเน้อื สัตวเ์ ปน็ อำหำรหลัง
เก็งขอ้ สอบนักศกึ ษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสขุ ศกึ ษา พลศึกษา รหัสวชิ า ทช21002 41. กระท่อมออกฤทธิ์ต่อร่ำงกำยอยำ่ งไร 46. สำรเสพติด หมำยถึงอะไร ก. กระตุ้นประสำท ก. สำรหรือยำทตี่ ้องกำรเสพ ข. กดประสำท ข. สำรหรือยำทเ่ี สพและมคี วำมต้องกำร ค. หลอนประสำท ค. สำรหรือยำที่ฉดี มีผลต่อตัวเรำ ง. หลอนประสำทและกระตุ้น ง. สำรหรอื ยำทเี่ สพเข้ำส่รู ่ำงกำย ส่งผลต่อรำ่ งกำย 42. ขอ้ ใดไม่ใชส่ ำรเสพติดธรรมชำติ และจิตใจ ก. ฝิน่ ข. ทนิ เนอร์ 47. สำรเสพตดิ มลี ักษณะสำคัญอยำ่ งไร ค. กัญชำ ก. เปน็ สำรท่ีใชเ้ สพ ง. กระท่อม ข. เป็นสำรท่ใี ช้ฉดี ค. เป็นสำรทเ่ี สพอย่ำงตอ่ เนื่อง 43. โรคใดไมไ่ ด้เกิดจำกกำรสูบบุหร่ี ง. เป็นสำรทีเ่ สพบำงครั้ง ก. โรคหวั ใจ ข. โรคไต 48. เฮโรอีน จัดเป็นสำรเสพตดิ ทีส่ อดคล้องกบั ข้อใด ค. โรคมะเร็งปอด ก. เปน็ สำรเสพตดิ ประเภทที่ 4 ง. โรคถงุ ลมโปง่ พอง ข. เป็นสำรเสพติดประเภทท่ี 3 ค. เป็นสำรเสพตดิ ประเภทท่ี 2 44. สำรชนิดใดทีม่ ีอยูใ่ นสุรำ ง. เป็นสำรเสพติดประเภทท่ี 1 ก. ทำร์ ข. นิโคตนิ 49. ข้อใดคือผลเสียท่เี กดิ จำกกำรเสพสำรเสพติดมำกทีส่ ดุ ค. เอทลิ แอลกอฮอล์ ก. ชอื่ เสียง เพื่อน ง. ไฮโดรคำรบ์ อน ข. ทรพั ยส์ นิ ชอื่ เสียง ค. เศรษฐกิจ สุขภำพกำย และสุขภำพใจ 45. สำรเสพติดประเภทออกฤทธ์ิกดประสำทจะก่อให้เกดิ ง. ทรัพย์สิน สุขภำพ อำกำรแบบใด 50. ฝนิ่ ออกฤทธ์ิตอ่ รำ่ งกำยอยำ่ งไร ก. เกดิ ภำพหลอน ก. กดประสำท ข. ริมฝปี ำกแห้ง ข. หลอนประสำท ค. ควบคมุ ตนเองไม่ได้ ค. กระตนุ้ ประสำท ง. สมองมอี ำกำรมึนงง ง. หลอนประสำทและกระตนุ้
เกง็ ขอ้ สอบนกั ศกึ ษา กศน. กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว รายวิชาสุขศกึ ษา พลศึกษา รหัสวชิ า ทช21002 เฉลยวชิ าสุขศึกษา พลศกึ ษา (ข้อ 1 -50) 31. เฉลย ค 32. เฉลย ก 1. เฉลย ค 33. เฉลย ข 2. เฉลย ก 34. เฉลย ง 3. เฉลย ง 35. เฉลย ก 4. เฉลย ง 36. เฉลย ง 5. เฉลย ก 37. เฉลย ง 6. เฉลย ข 38. เฉลย ค 7. เฉลย ก 39. เฉลย ง 8. เฉลย ข 40. เฉลย ข 9. เฉลย ค 41. เฉลย ก 10. เฉลย ง 42. เฉลย ข 11. เฉลย ก 43. เฉลย ข 12. เฉลย ค 44. เฉลย ค 13. เฉลย ก 45. เฉลย ก 14. เฉลย ง 46. เฉลย ง 15. เฉลย ข 47. เฉลย ค 16. เฉลย ง 48. เฉลย ง 17. เฉลย ค 49. เฉลย ง 18. เฉลย ก 50. เฉลย ก 19. เฉลย ก 20. เฉลย ก 21. เฉลย ก 22. เฉลย ก 23. เฉลย ง 24. เฉลย ค 25. เฉลย ง 26. เฉลย ค 27. เฉลย ข 28. เฉลย ง 29. เฉลย ก 30. เฉลย ค
ทีป่ รึกษา คณะผู้จัดทา นางศริ ิพร สดุ เล็ก ผู้อานวยการ กศน.อาเภอเกา้ เลยี้ ว คณะทางาน ครู กศน.ตาบล นายอภเิ ชษฐ์ ทรัพย์สาราญ ครู กศน.ตาบล ผรู้ วบรวมเรยี บเรยี งและจดั พมิ พ์ นายอภิเชษฐ์ ทรพั ย์สาราญ กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว
กศน.อําเภอเ ้กาเลี้ยว – สรปุ เนอ้ื หา+เกง็ ขอ้ สอบ สาหรับนกั ศกึ ษา กศน. เกง็ ตรงเนอ้ื หาทอ่ี อกสอบ โดย ครู กศน.
Search