Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore โครงการในพระราชดำริ รัชกาลที่ ๙

โครงการในพระราชดำริ รัชกาลที่ ๙

Description: โครงการในพระราชดำริ รัชกาลที่ ๙

Search

Read the Text Version

โครงการในพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ กศน.อำเภอทองแสนขัน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอุตรดิตถ์

โครงการแกล้งดิน สืบเนื่องจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จแปรพระราชฐานไปยังจังหวัดต่าง ๆ อยู่อย่างสม่ำเสมอในการเสด็จแปรพระราชฐานทุกครั้ง มิได้เพื่อทรงพักผ่อนเช่น สามัญชนทั่วไป แต่จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรหรือติดตาม โครงการต่าง ๆ ที่ทรงริเริ่มหรือมีพระราชดำริไว้ ดังนั้นเพื่อเป็นการถวายความสะดวกแด่พระประมุขของชาติ รัฐบาลจึงสร้างพระตำหนักน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นที่ประทับในคราวเสด็จแปรพระราชฐานไว้ในหลายจังหวัด เช่น พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ที่จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น จากการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดภาคใต้ ทำให้ทรงทราบว่าราษฎร มีความเดือดร้อนหลายเรื่องโดยเฉพาะในกลุ่มของเกษตร เช่น การขาดแคลนที่ทำกินหรือปัญหาในพื้นที่พรุซึ่งมี น้ำขังอยู่ตลอดปี แม้สามารถทำให้น้ำแห้งได้ ดินในพื้นที่เหล่านั้นก็ยังเป็นดินเปรี้ยวจัด ทำการเกษตรได้ผล น้อยไม่คุ้มทุนพระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ว่ามีความจำนงเร่งด่วน ที่จะต้องพระราชทานความ ช่วยเหลือ ดังจะเห็นได้จากความตอนหนึ่งในพระราชดำรัสต่อไปนี้ “ ..ที่ที่น้ำท่วมนี่หาประโยชน์ไม่ได้ถ้าเราจะทำให้มันโผล่พ้นน้ำขึ้นมา มีการระบายน้ำออกไป ก็จะเกิดประโยชน์ กับประชาชนในเรื่องของการทำมาหากินอย่างมหาศาล..” พระองค์ทรงมอบให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกัน พิจารณาหาแนว ทางในการปรับปรุงพื้นที่พรุซึ่งมีน้ำแช่ขังอยู่ตลอดปี มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการทำเกษตรให้ได้ มากที่สุด โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศของป่าพรุด้วย การที่ดินในป่าพรุเป็นดินเปรี้ยวจัดก็เพราะ ดินเหล่านี้เป็นดินที่มีอินทรียวัตถุคือรากพืชเน่าเปื่ อยอยู่ข้างบน และ ในระดับความลึกประมาณ 1-2 เมตร มีลักษณะเป็นดินเลนสีเทาปนน้ำเงินซึ่งมีสารประกอบไพไรต์หรือกำมะถัน อยู่มาก ดังนั้น เมื่อดินแห้ง กรดกำมะถันก็จะทำปฏิกิริยากัอากาศทำให้แปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัดพระองค์ จึงมีพระราชประสงค์จะแก้ไขปัญหานี้ให้กับราษฎร เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำริ อันเป็นต้นกำเนิดของโครงการ แกล้งดิน ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ความว่า “..ให้มีการทดลองทำดินให้เปรี้ยวจัด โดยการระบายน้ำให้แห้งและศึกษาวิธี การแก้ดินเปรี้ยว เพื่อนำผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาในเรื่องนี้ในเขต จังหวัดนราธิวาส โดยให้ทำโครงการศึกษา ทดลองในกำหนด 2 ปี ..” โครงการ “ แกล้งดิน” จึงกำเนิดขึ้นโดยมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เป็นหน่วยดำเนิน การสนองพระราชดำริ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดของดินกำมะถัน ข้อมูลอ้างอิงจาก : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) https://www.porpeang.org Chaipattana Foundation ,กังหันน้ำชัยพัฒนา (มูลนิธิชัยพัฒนา) กศน.อำเภอทองแสนขัน สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์

โครงการแก้มลิง โครงการแก้มลิง เป็นแนวคิดในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้น ในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ จึงมีพระราชดำริ \"โครงการแก้มลิง\" ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ ออกไป จึงสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้ ทั้งนี้ นอกจากโครงการแก้มลิงจะมีขึ้นเพื่อช่วยระบายน้ำ ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยน้ำที่ ถูกกักเก็บไว้ เมื่อถูกระบายสู่คูคลอง จะไปบำบัดน้ำเน่าเสียให้เจือจางลง และในที่สุดน้ำเหล่านี้จะผลักดันน้ำ เสียให้ระบายออกไปได้ แนวคิดของโครงการแก้มลิง แนวคิดของโครงการแก้มลิง เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริถึงลิง ที่อมกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มได้คราวละมากๆ จึงมีพระราชกระแสอธิบายว่า \"ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็ม กระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง\" ด้วยแนวพระราชดำรินี้ จึงเกิดเป็น \"โครงการแก้มลิง\" ขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ ไว้รอการระบายเพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลัง แก้มลิงมี 3 ขนาด แก้มลิงขนาดใหญ่ เป็นสระน้ำหรือบึงขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น แก้มลิงขนาดกลาง เป็นพื้นที่ชะลอน้ำที่มีขนาดเล็กลง มักจะเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น หนอง บึง คลอง เป็นต้น แก้มลิงขนาดเล็ก มักเป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งต่อเข้ากับระบบระบายน้ำ หรือใกล้ริมคลอง กศน.อำเภอทองแสนขัน สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์

โครงการแก้มลิง ประโยชน์ของโครงการแก้มลิง ๑. ช่วยระบายน้ำท่วมขังในที่ลุ่มทิ้งลงทะเล ๒. ช่วยลดระยะเวลาน้ำท่วมขังให้สั้นลง ๓. ลดปัญหาความตึงเครียดทางด้านจิตใจของราษฎรในพื้นที่น้ำท่วม ๔. ลดความสูญเสียทางดารเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม ๕. ลดค่าใช้จ่ายในการบูรณะซ่อมแซมสาธารณูปโภคต่าง ๆ ๖. การชัดน้ำจืดจากแม่น้ำท่าจีนเพื่อนำมาไล่น้ำเสีย ๗. ช่วยให้มีการชัดน้ำจืดจากแม่น้ำท่าจีนเพื่อนำมาช่วยไล่น้ำเสีย โครงการแก้มลิง มีที่ไหนบ้าง ปัจจุบันโครงการแก้มลิงมีทั้งแก้มลิงขนาดเล็กและแก้มลิงขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ กรุงเทพมหานคร กว่า 20 จุด โดยส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ทางฝั่ งธนบุรี เพราะเป็นส่วนที่มีคลองจำนวนมาก ซึ่งการระบายน้ำในจุดนี้จะระบายออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้โครงการแก้มลิง จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1. โครงการแก้มลิงฝั่ งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยส่วนนี้นับตั้งแต่จังหวัดสระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร มาตาม คลองสายต่างๆโดยใช้คลองชายทะเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำหรือรับน้ำ และพิจารณาหนองบึงหรือพื้นที่ว่างเปล่าตามความเหมาะสม เพื่อเป็นบ่อพักน้ำเพิ่มเติมโดยใช้คลองธรรมชาติ ในแนวเหนือ-ใต้ 2. โครงการแก้มลิงฝั่ งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา แก้มลิงฝั่ งนี้จะใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน ทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำในพื้นที่จังหวัด อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร แล้วระบายลงสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร ข้อมูลอ้างอิงจาก : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ETV สื่อดิจิทัลเพื่อการศึกษา https://www.porpeang.org กศน.อำเภอทองแสนขัน สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์

โครงการฝนหลวง เมื่อปี พศ ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไป ๑๕ จังหวัดของภาคอีสาน ทรงทอดพระเนตรเห็น ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง ขาดน้ำในการดำรงชีวิตและในการเกษตร ด้วยพระอัจฉริยะภาพของพระองค์ ทรงสังเกตเห็นบางสิ่ง จนมีพระราชดำรัสว่า... “...เงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี่ลงมาให้ได้ ก็เคยได้ยินเรื่องการทำฝน ฝนทำได้ มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือทำได้...” ทรงศึกษาค้นคว้า และวิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งทรง รอบรู้ และเชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับทั้งใน และต่างประเทศ จนทรงมั่นพระทัย นับเป็นจุดเริ่มต้น ของฝน และ เป็นจุดสิ้นสุดความทุกข์ของชาวไร่ชาวนา อันเกิดจากน้ำพระราชหฤทัย กระบวนการเกิดฝนหลวง ๑.ก่อกวน ๒.เลี้ยงให้อ้วน ๓.โจมตี โปรยสารเคมีประเภทคายความร้อน โปรยสารเคมีประเภทดูดกลืน โปรยสารเคมีประเภทดูดความร้อน เพื่อให้มวลอากาศมีอุณหภูมิสูงขึ้น ความร้อนเพื่อกระตุ้นให้ก้อนเมฆ เพื่อชักนำเมฆที่เกิดฝนตกแล้วให้คนอื่น ที่ก่อตัวแล้วมีขนาดใหญ่และ ไปสู่พื้นที่ที่ต้องการโดยใช้เครื่องบิน หนาแน่นมากขึ้น ประโยชน์ของฝนเทียม ๑. เพื่อแก้ไขปัญหาขาดเคลนน้ำ ในการเกษตรในช่วงที่เกิดภาวะฝนแล้ง ๒. เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค เสร้มสร้างเส้นทางคมนาคมทางน้ำ ๓. เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ๔. เพื่อป้องกันและบำบัดภาวะมลพิษของสิ่งแวดล้อม \"ฝนหลวง\" ได้บรรเทาภาวะแวดล้อมเป็นพิษ อันเกิดจากการระบายน้ำเสีย และขยะมูลฝอยลงสู่แม่น้ำ ข้อมูลอ้างอิงจาก : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ETV สื่อดิจิทัลเพื่อการศึกษา https://www.porpeang.org กศน.อำเภอทองแสนขัน สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์

โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น และทรงห่วงใยต่อพสกนิกรที่ต้องเผชิญในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๑ ได้พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย ด้วยการใช้เครื่องกลเติมอากาศ โดยพระราชทานรูปแบบสิ่งประดิษฐ์ที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี ในชื่อ \"กังหันน้ำชัยพัฒนา\" และนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาค พระราชดำริ เมื่อวันที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรูปแบบและพระราชดำริ เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โดยการเติมออกซิเจนในน้ำ มีสาระสำคัญ คือ การเติมอากาศลงในน้ำเสีย มี ๒ วิธี ๑.ใช้อากาศอัดเข้าไปตามท่อเป่าลงไปใต้ผิวน้ำแบบกระจายฟอง ๒. กระทำได้โดยกังหันวิดน้ำ วิดตักขึ้นไปบนผิวน้ำ แล้วปล่อยให้ตกลงไปยังผิวน้ำตามเดิม โดยที่กังหันน้ำดังกล่าวจะหมุนช้า ด้วยกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาดเล็กไม่เกิน ๒ แรงม้า หรืออาจจะใช้พลังน้ำไหลก็ได้ กังหันน้ำชัยพัฒนา เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำแก่ปวงชนชาวไทย สิทธิบัตรการประดิษฐ์ในพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖ และเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศเครื่องที่ ๙ ของโลกที่ได้รับสิทธิบัตร กังหันน้ำชัยพัฒนาเป็นเครื่องกลเติมอากาศ แบบทุ่นลอย สามารถปรับตัวขึ้นลงได้ตามระดับ ขึ้นลงของผิวน้ำในแหล่งน้ำเสีย ข้อมูลอ้างอิงจาก : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) https://www.porpeang.org Chaipattana Foundation ,กังหันน้ำชัยพัฒนา (มูลนิธิชัยพัฒนา) กศน.อำเภอทองแสนขัน สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์

โครงการหญ้าแฝก หญ้าแฝก เส้นหญ้าที่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์นั้น กลายมาเป็น หญ้ารักษาแผ่นดิน การชะล้างพังทลาย ของดิน ถือเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งมีผลต่อการเสื่อมโทรมของทรัพยากรดิน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงความสำคัญ และการจำเป็นในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ จึงพระราชทานพระราชดำริ ให้มีการนำหญ้าแฝกมาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ เพื่อป้องกัน การชะล้างพังทลายของดิน และปรับปรุงสภาพแวดล้อม ให้ดีขึ้น ในปี 2534 พระองค์ได้ทรงนำเรื่องหญ้าแฝกจากเอกสารของธนาคารโลกมาศึกษาต่อ ก่อนจะมีพระราชดำริ ขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานพัฒนาและรณรงค์ การใช้หญ้าแฝก หลักการ : เริ่มจากการทดลองปลูก ขยายพันธุ์ และ นำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่สนใจนำไปใช้ ประโยชน์ในการบำรุงดิน และน้ำ หญ้าแฝกมี 2 ประเภท หญ้าแฝกกลุ่ม หรือหญ้าแฝกหอม มีใบและรากยาวกว่า หญ้าแฝกดอน เนื้อใบค่อนข้างเนียน มีใขเคลือบมาก มักเจริญเติบโตในที่มีความชื้นสูงและน้ำแช่ขัง หญ้าแฝกดอน หรือหญ้าแฝกป่า กอจะเตี้ยกว่าหญ้าแฝกลุ่ม ต้องการการดูแลน้อยกว่า พบทั่วไป ในที่แดดจัด และที่ร่มรำไร พื้นที่ในการปลูกหญ้าแฝก ประโยชน์ ของการปลูกหญ้าแฝก ๑.เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ๒.เพื่อชะลอความเร็วของน้ำ และดักตะกอนดิน ป้องกันการพังทลายของดิน พื้นที่ลาดชัน พื้นที่ราบ พื้นที่วิกฤติ ๓.เพื่อสร้างความชุ่นชื้นในดิน เพื่อความสะดวกในการ เพื่อตัดใบของหญ้าแฝก เช่น ริมตลิ่ง หรือริมถนน ๔.เพื่อการฟื้ นฟูที่ดินเสื่อมโทรม ทำเกษตรและเพาะปลูก มาคลุมดิน ที่ถูกน้ำเซาะพังทลาย ๕.เพื่อป้องกันการปนเปื้ อนของสารพิษ ในแหล่งน้ำ ๖.ส่วนประโยชน์ของหญ้าแฝกอื่น ๆ สามารถ ข้อมูลอ้างอิงจาก : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน นำใบและต้น มาทำอาหารสัตว์และปุ๋ยหมัก โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) และใช้ประโยชน์ในงานหัตถกรรมต่าง ๆ https://www.porpeang.org และสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยได้อีกด้วย Chaipattana Foundation ,กังหันน้ำชัยพัฒนา (มูลนิธิชัยพัฒนา) กศน.อำเภอทองแสนขัน สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์

โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ “...ให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการ ศึกษา ทดลองที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่แก่ราษฎรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตัวเอง ต่อไป...” พระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2525 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อกำเนิดจากการที่ได้รับพระราชดำริเมื่อ วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๑๕๒๕ พระราชประสงค์ที่จะให้เป็นศูนย์กลางในการศึกษา ทดลองที่เหมาะสมกับพื้นที่ ภาคเหนือ และเผยแพร่แก่ราษฎรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตัวเองต่อไป โดยทำการศึกษาพัฒนาป่าไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ใช้สอย ไม้ผล ไม้เชื้อเพลิง ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตลอดจนคงความชุ่มชื้นเอาไว้เป็นประโยชน์อย่างที่ 4 และ พื้นที่ต้นน้ำลำธารให้ได้ผล อย่างสมบูรณ์เป็นหลัก โดยต้นทางเป็นการศึกษาสภาพพื้นที่ป่าไม้ต้นน้ำลำธารและ ปลายทางเป็นการศึกษา ด้านการประมงตามอ่างเก็บน้ำต่างๆ ผสมกับการศึกษาด้านการเกษตรกรรม ด้านปศุสัตว์และโคนม และ ด้านเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อให้เป็นศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎร ที่จะเข้ามาศึกษากิจกรรม ต่างๆในศูนย์ฯ แล้วนำไปใช้ปฏิบ้ติอย่างได้ผลต่อไป ดังมีพระราชดำริว่า \"ให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทำหน้าที่ เสมือน \"พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต\" หรืออีกนัยหนึ่งเป็น \"สรุปผลการพัฒนา\" ที่ประชาชนจะเข้าไปเรียนรู้และนำ ไปปฏิบัติได้\" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาด้านต่าง ๆ ดังนี้ ๑. เพื่อศึกษาพัฒนาแหล่งน้ำ ๒. เพื่อศึกษาพัฒนาเกี่ยวกับพัฒนาป่า ๓ อย่าง ๓ วิธี ๓. เพื่อศึกษาพัฒนาด้านปศุสัตว์และโคนม ๔. เพื่อศึกษาพัฒนาด้านประมง ๕. เพื่อศึกษาพัฒนาด้านการเกษตรกรรม ๖. เพื่อศึกษาพัฒนาด้านเกษตรอุตสาหกรรม พื้นที่ดำเนินงานและการใช้ประโยชน์ที่ดินในศูนย์ฯ ได้พิจารณาจากแนวพระราชดำริ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ ๑. พื้นที่พัฒนาป่าไม้ด้วยน้ำฝน ๒. พื้นที่พัฒนาป่าไม้ด้วยระบบน้ำชลประทาน ๓. พื้นที่พัฒนาการเกษตร ๔. พื้นที่พัฒนาการปศุสัตว์ ๕. พื้นที่อ่างเก็บน้ำและพัฒนาการประมง อ่าง เก็บน้ำในศูนย์ฯ มีทั้งหมด 7 อ่าง ประกอบด้วยอ่างใหญ่ 3 อ่าง ถูกสร้างมาเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ต่างๆ นอกจากนั้นใช้ในกิจกรรมการทดลองการ เลี้ยงปลาในอ่างเก็บน้ำ ตลอดจนศึกษาการจัดรูปบริหารแหล่งน้ำเพื่อการประมง โดยเฉพาะการจัดให้มีการบริหารจับปลาของชาวบ้าน หมู่บ้านปางเรียงเรือ และยังเป็นที่พัมผ่อนหย่อนใจของประชาชนที่เข้ามาตกปลา รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 400 ไร่ กศน.อำเภอทองแสนขัน สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์

โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ จังหวัดเชียงใหม่ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. สามารถพัฒนาแหล่งน้ำให้มีเพียงพอสำหรับสนับสนุนงานศึกษาการพัฒนาด้านต่างๆ ของศูนย์ฯ และเพียงพอสำหรับการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของราษฎรหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ 2. สามารถทำการพัฒนาป่าที่เหมาะสมในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำภาคเหนือ การป้องกันรักษาป่า ควบคุมไฟป่า และการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในหมู่บ้านรอบศูนย์ฯ 3. สามรถทำการพัฒนาวิธีการและรูปแบบการอนุรักษ์และน้ำที่เหมาะสมกับภูมิประเทศภาคเหนือตอนบน 4. สามรถทำการทดสอบการปลูกพืชต่างๆ เหมาะสมตลอดการรวบรวมอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชที่หายาก ทั้งพืชสวน พืชอุตสาหกรรม พืชผัก พืชไร่ ข้าว และเห็ด ในพื้นที่ต่างๆ ตามสภาพความเป็นจริงพร้อมทั้ง คัดเลือกพันธุ์เพื่อบริการสู่เกษตรกร 5. สามารถพัฒนาการเลี้ยงโคนม พืชอาหารสัตว์ รวมทั้งสัตว์ปีก ในสภาพที่เหมาะสมกับพื้นที่ 6. สามารถพัฒนาการเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์กบและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดต่างๆ ที่พบในประเทศไทย 7. สามรถทำการพัฒนาแหล่งน้ำ เทคนิค และการส่งเสริมการเลี้ยงปลา แก่เกษตรกรให้มีอาชีพและ รายได้ที่มั่นคง ข้อมูลอ้างอิงจาก : สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) https://www.porpeang.org ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กศน.อำเภอทองแสนขัน สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์