Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2. จิตวิทยาการเรียนรู้และฝึกอบรม

2. จิตวิทยาการเรียนรู้และฝึกอบรม

Published by ปัญญา ภู่ขวัญ, 2021-07-10 16:38:06

Description: 2. จิตวิทยาการเรียนรู้และฝึกอบรม

Search

Read the Text Version

51 4.2 ปัจจยั ด้านความคิด (Cognitive factors) มีผลมาจากการเลี้ยงดูตง้ั แตใ่ นวยั ทารก และวยั เดก็ การให้ความรักความอบอุ่น การใชเ้ หตุผลในการอบรมเล้ียงดู การเล่นของเลน่ เพอื่ สง่ เสริมพัฒนาการด้านความคดิ จะสง่ ผลตอ่ พฒั นาการทางด้านความคิดและสติปญั ญาของเด็กตอ่ ไป ในอนาคต 4.3 ปัจจัยดา้ นอารมณ์ (Emotional factors) การได้รับความม่นั คงทางอารมณ์จาก บิดามารดาตัง้ แต่ ในวัยทารกจะมผี ลให้เดก็ มพี ัฒนาการทางอารมณ์เป็นไปอยา่ งเหมาะสม 4.4 ปจั จัยด้านบคุ ลิกภาพ (Personality factors) การเป็นต้นแบบด้านบคุ ลิกภาพท่ดี ี ของบิดามารดาจะทาใหเ้ ดก็ มพี ฤติกรรมทเี่ หมาะสม ปัจจยั เหลา่ นม้ี ผี ลใหบ้ คุ คลมีพฒั นาการทแ่ี ตกต่างกนั ทาให้เกดิ ความเป็นเอกลักษณ์หรือ ลักษณะเฉพาะของแต่ละบคุ คล เช่น การเป็นคนทมี่ ลี ักษณะสนุกสนานรา่ เริงเน่ืองจากมกี ารพัฒนา ความนึกคิดและอารมณท์ ีเ่ ป็นไปในดา้ นบวกอยเู่ สมอ การมคี วามเช่ือม่นั ในความสามารถของตัวเอง หรือการมพี ฤตกิ รรมเบย่ี งเบนทางเพศซึ่งมปี ัจจัยเน่ืองมาจากภาวะจิตใจในวยั เดก็ เปน็ ต้น ปจั จยั ดา้ นสังคมและวฒั นธรรม (Sociocultural Forces) ปจั จยั ดา้ นสงั คมและวัฒนธรรม ประกอบดว้ ย 4 ปจั จัย ดงั นี้ 1. ปัจจยั สมั พันธภาพระหวา่ งบคุ คล (Interpersonal factors) เริม่ ตง้ั แต่ภายในครอบครัวมี สมั พันธภาพที่ดตี ่อกัน ปฏบิ ัติต่อกันด้วยความรกั ความเอ้ืออาทร ความหว่ งใย เดก็ จะรู้สกึ มั่นใจใน การปรบั ตัวกับสังคมภายนอกและมที ศั นคตทิ ี่ดีต่อบคุ คลทั่ว ๆ ไป 2. ปจั จยั ดา้ นสังคม (Societal factors) ต้งั แต่ในวยั เด็กการอบรมเล้ยี งดูส่งเสริมให้เดก็ มกี าร ปรบั ตัวกับสิ่งแวดล้อมในสงั คม โดยเปิดโอกาสและกระต้นุ ให้เด็กไดซ้ ักถามเรื่องราวของสงั คม ภายนอกบ้านและอธบิ ายให้เขา้ ใจความแตกต่างของสังคมภายนอกบา้ นของเด็กตามความสามารถ การรบั รู้ในแตล่ ะวยั ปลูกฝังค่านยิ มท่ดี ีงามให้กบั เดก็ เดก็ จะเริม่ มีการพัฒนาความสามารถในการ ปรบั ตวั ได้ดขี ้นึ

52 3. ปจั จัยด้านวัฒนธรรม (Cultural factors) มีผลทาให้พัฒนาการของแต่ละบุคคลแตกตา่ ง กนั ไป เช่นเดก็ ไทยสว่ นใหญ่มีลักษณะไม่กล้าแสดงความคดิ เห็นขัดแยง้ กบั ผูใ้ หญ่เนื่องจากถูก อบรมให้เช่ือฟงั และปฏบิ ัตติ ามทีผ่ ใู้ หญไ่ ด้แนะนาส่งั สอนแตกต่างจากวัฒนธรรมตะวนั ตกซึ่ง ส่งเสรมิ ใหเ้ ดก็ กลา้ แสดงความคิดเหน็ มคี วามคิดสร้างสรรค์ และสามารถแสดงความคดิ เหน็ ขดั แย้ง กับผู้ใหญไ่ ด้อย่างมีเหตผุ ล 4. ปัจจัยดา้ นมนุษยว์ ทิ ยา (Ethnic factors) ลักษณะท่แี ตกต่างกันของกลุม่ ชนที่อย่รู ่วมกันมี อิทธพิ ลตอ่ พฒั นาการของมนุษย์ เชน่ ความแตกตา่ งด้านลักษณะรปู ร่าง การดารงชวี ิตของคนผวิ ดา ในประเทศอเมริกา ทาใหม้ คี นอเมรกิ ันบางกลมุ่ รงั เกียจคนผวิ ดา ความแตกตา่ งในการนบั ถือศาสนา ของประชาชนชาวอนิ เดียทาใหม้ ีการแบ่งชนชั้นในสังคม หรือความแตกตา่ งในการดารงชวี ิตของ บคุ คลในครอบครัว เช่น ครอบครัวทม่ี ีมารดาเป็นคนไทยแตม่ บี ดิ าเคร่งครดั ในขนบธรรมเนียม ประเพณจี นี ย่อมสง่ ผลใหบ้ ุตรหลานต้องยดึ ถอื และปฏบิ ตั ิตามประเพณีของจีนดว้ ยเช่นกนั ปจั จยั ทเ่ี กยี่ วข้องกบั วงจรชวี ิต (Life-cycle forces) ความหมายของวงจรชีวิต (Life-cycle forces) หมายถงึ การที่บคุ คลจะแปลความหมายของ เหตกุ ารณใ์ ดๆ วา่ มีผลอยา่ งไรต่อตนเองนน้ั ขนึ้ อย่กู ับความคดิ และประสบการณ์เดมิ ของบุคคล ประกอบกบั เวลาท่เี กดิ ข้ึนของเหตุการณน์ ้ัน ๆ (Kall and Cavanaugh, 1996) คอื ในสถานการณ์ เดียวกนั บคุ คลแตล่ ะคนอาจจะแปลความหมายของสถานการณน์ นั้ ๆ ไม่เหมือนกันเน่ืองจากความ แตกต่างระหว่างบุคคล เช่น การตัง้ ครรภ์ของผหู้ ญงิ ทีม่ ีอายุเหมาะสม มีวฒุ ภิ าวะและมคี วามพรอ้ ม ด้านสภาพครอบครัวโดยที่สามีและตนเองวางแผนที่จะมบี ตุ รภายหลงั การแตง่ งาน กับการตงั้ ครรภ์ ของหญงิ วยั ร่นุ ที่อยใู่ นวัยเรียนและมคี วามสัมพันธ์ไม่ยงั่ ยนื กับคนู่ อน จากสถานการณ์ขา้ งตน้ มีการ แปลความหมายของการตง้ั ครรภ์แตกตา่ งกันระหว่างผู้หญิงทง้ั สองคน หญงิ วัยรุ่นอาจแปล ความหมายของการตัง้ ครรภ์ว่าเป็นสถานการณ์ทไี่ ม่อยากจะใหเ้ กิดข้นึ อาจมคี วามต้องการทาลาย ทารกในครรภ์ในขณะท่ผี ู้หญิงท่ีมีความตอ้ งการบตุ รก็จะแปลสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็นสิง่ ท่ี นา่ ช่ืนชมยินดีทาให้ครอบครัวมีความสขุ เปน็ ต้น สรปุ ได้วา่ ปัจจยั วงจรชีวิตนไี้ ด้รับอทิ ธพิ ลมาจากปัจจยั ทางด้านชวี ภาพ ปัจจยั ทางดา้ นจิตใจ และปัจจัยทางดา้ นสังคมและวฒั นธรรม นั่นคอื ความแตกต่างระหว่างบคุ คลมีพนื้ ฐานมาตงั้ แต่ระดบั

53 ของพันธุกรรมสงิ่ แวดลอ้ มและการอบรมเล้ียงดูจากครอบครัวเมื่อมีสถานการณใ์ ดๆ เกิดขน้ึ บุคคล จงึ ใหค้ วามหมายของสถานการณ์นน้ั ๆ แตกตา่ งกนั ไปตามความคิดประสบการณข์ องแต่ละบุคคล ปัจจยั ดา้ นชีวภาพ ปัจจัยด้านจิตใจ ปัจจัยดา้ นสงั คมและวัฒนธรรมและปัจจยั วงจรชวี ิต ส่งผลตอ่ พฒั นาการของมนษุ ย์ บคุ คลแตล่ ะคนมีพฒั นาการท่ีแตกต่างกนั เรม่ิ ตัง้ แต่ในครรภ์มารดา การ ถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม ปจั จยั ตา่ งๆทม่ี ผี ลต่อสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ของมารดาขณะ ต้ังครรภ์ และเม่ือมีการเจริญเติบโตขนึ้ มีการพัฒนาทางด้านร่างกายขณะเดียวกันกม็ กี ารพฒั นาการ ทางด้านจิตใจ สติปญั ญา สงั คมและวฒั นธรรมประเพณี ซึง่ ได้รับอิทธพิ ลมาจากสิง่ แวดล้อมใน ครอบครวั สมั พนั ธภาพของบคุ คลในครอบครวั และการประเมินตัดสนิ สถานการณ์ต่างๆ ท่เี กิดข้นึ ในช่วงชวี ติ ส่ิงเหลา่ น้ีจงึ มคี วามสาคญั อยา่ งย่ิงในการศกึ ษาวชิ าจิตวทิ ยาพฒั นาการ ผู้ศกึ ษาตอ้ งเขา้ ใจ และตระหนกั ถงึ ความสาคัญของปจั จยั ตา่ ง ๆ เหล่านี้เพ่ือเป็นพ้นื ฐานในการทาความเข้าใจการ เปลี่ยนแปลงของมนษุ ย์ในแต่ละชว่ งวยั ตอ่ ไป แหล่งขอ้ มลู อา้ งอิง http://www.educ-bkkthon.com/blog/apsornsiri/wp-content/uploads/2014/02/บทท่ี-1-จิตวทิ ยา พฒั นาการ.pdf http://www.baanjomyut.com/library_2/extension- 1/concepts_of_developmental_psychology/01_3.html พัฒนาการของมนุษย์ ระยะพฒั นาการ พฒั นาการของมนษุ ย์แบ่งตามช่วงอายไุ ด้เป็น 8 ระยะ ดังนี้ (สุชา จันทน์เอม, 2536, น. 2-3) 1. ระยะก่อนเกดิ (Prenatal stage) คอื ตง้ั แต่เรม่ิ ปฏสิ นธิจนถึงระยะคลอด 2. วยั ทารก เริ่มตง้ั แตเ่ กิดจนถงึ อายุ 2 ปี

54 3. วัยเดก็ เริ่มตัง้ แต่อายุ 2 – 12 ปี 4. วยั ย่างเข้าสวู่ ัยร่นุ ปกติหญงิ เฉล่ยี มอี ายุ 12 ปี ชายเฉล่ียมอี ายุ 14 ปี 5. วัยรุ่น ตั้งแต่อายุ 14 – 21 ปี 6. วยั ผใู้ หญ่ ตงั้ แต่อายุ 21 – 40 ปี 7. วัยกลางคน ตั้งแต่อายุ 40 – 60 ปี 8. วยั สูงอายุ ต้ังแต่อายุ 60 ปีขนึ้ ไป ระยะกอ่ นเกดิ (Prenatal stage) คือตัง้ แต่เรม่ิ ปฏสิ นธิจนถงึ ระยะคลอด พัฒนาการในระหวา่ งการตงั้ ครรภแ์ บ่งได้เป็น 3 ระยะ ดงั นี้ (ทพิ ยภ์ า เชษฐ์เชาวลิต, 2541, น. 26-30 ; สชุ า จันทนเ์ อม, 2540, น. 50-57) 1. ระยะไซโกตหรือระยะทไ่ี ขผ่ สมแลว้ (period of the zygote or ovum) นบั เร่ิมต้งั แตก่ าร ปฏิสนธจิ นถึงสัปดาหท์ ี่ 2 ปกตกิ ารฝงั ตัวจะเกดิ ข้นึ ภายใน 10 วนั นบั ต้ังแต่เรม่ิ ปฏิสนธิ 2. ระยะตวั อ่อน (the embryo) เรมิ่ ตั้งแต่ zygote เคลอ่ื นตวั มาเกาะทีผ่ นงั มดลกู ประมาณ สัปดาห์ที่ 2 จนกระทัง่ ถึงสัปดาหท์ ี่ 8 ระยะนถี้ อื เปน็ ระยะสาคัญที่สดุ ของทารกในครรภ์ ตวั อ่อนจะมี การเปลยี่ นแปลงอย่างรวดเร็วและชัดเจน อวัยวะและระบบการทางานในร่างกายจะพฒั นาขน้ึ เช่น ระบบประสาท ระบบหายใจ ระบบทางเดนิ อาหาร และอวัยวะตา่ งๆ สุขภาพของมารดาขณะ ต้งั ครรภเ์ ป็นสงิ่ ท่ีมคี วามสาคัญมากทส่ี ดุ ในระยะนี้ ทง้ั ในเรื่องของการฝากครรภ์ การดูแลตนเอง ในขณะต้งั ครรภ์ สภาพจิตใจ อารมณ์ของมารดา โรคต่าง ๆ ท่เี กิดขึ้น สารพษิ ยา หรอื อาหารที่ มารดารับประทานจะสง่ ผลต่อพัฒนาการของทารกหรอื อาจทาให้ทารกทจี่ ะเกิดมาพกิ ารได้ ระยะนี้ จึงถือเป็นระยะวกิ ฤต หากเด็กไม่สามารถปรบั ตัวมีชวี ิตอยู่ในครรภไ์ ด้ กจ็ ะถกู ขับออกมาหรือที่ เรยี กวา่ เกดิ การแท้ง 3. ระยะชวี ติ ใหม่หรือระยะทีเ่ ปน็ ตัวเด็ก (fetus period) เริม่ ตง้ั แตส่ ปั ดาห์ท่ี 8 จนกระท่ังคลอด ระยะน้เี ปน็ ระยะท่ีเปลย่ี นจากตวั อ่อน (embryo) มาเปน็ ทารก (fetus) มารดาจะรู้สึกวา่ มที ารกอยใู่ น

55 ครรภ์ โดยจะเริม่ รสู้ ึกว่าทารกมกี ารเคลือ่ นไหวในสัปดาห์ท่ี 16 เปน็ ระยะทีใ่ ช้เวลานานทีส่ ดุ สดั ส่วน โครงสรา้ งของรา่ งกาย อวยั วะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายสมบรู ณย์ ่งิ ขน้ึ การเจริญเติบโตจะ เปน็ ไปอยา่ งรวดเร็วประมาณ 20 เท่าของตอนเปน็ ตวั อ่อน เรม่ิ มีการสร้างขน ผม เลบ็ และอวยั วะ สบื พนั ธ์ภุ ายนอก กระดกู จะแขง็ แรงขึ้น ช่วงนมี้ ารดาต้องบารุงร่างกายด้วยการรบั ประทานแคลเซยี ม ใหม้ ากกว่าเดมิ เพราะทารกจะเอาแคลเซียมจากมารดามาสรา้ งกระดกู ของตนเอง การเคล่อื นไหว ของลาไส้จะพฒั นาขน้ึ เรื่อย ๆ จนกระทั่งสปั ดาห์ที่ 38 จะมีความสมบูรณ์เตม็ ที่พร้อมจะออกจาก ครรภม์ ารดา วัยทารก เริ่มตงั้ แตเ่ กิดจนถึงอายุ 2 ปี วยั ทารกเป็นวัยท่ีสาคัญอยา่ งย่งิ สาหรบั การวางรากฐานของชวี ิต วยั นเี้ ร่มิ ตั้งแตค่ ลอดออกจาก ครรภม์ ารดาจนถงึ ประมาณ 2 ปแี รกของชีวิต หลงั จากทค่ี ลอดออกมาจากครรภ์มารดาแล้ว ทารก จะตอ้ งปรับตวั ให้เข้ากับสภาพแวดลอ้ มใหมเ่ พ่ือจะไดด้ ารงชวี ิตอยู่ต่อไปใหไ้ ด้ นอกจากการปรับตัว กับสภาพแวดล้อมใหม่แล้ว สิ่งที่สาคญั อกี ประการหนงึ่ ในวัยทารก คอื บุคคลรอบข้างของเดก็ ไดแ้ ก่ มารดาหรือผเู้ ล้ยี งดู ซงึ่ ดแู ลใหอ้ าหาร ใหค้ วามรกั ความอบอนุ่ สมั ผสั อุ้มชูดว้ ยความรกั และ ทาความสะอาดร่างกายให้ ทารกจะไดเ้ รียนร้กู ารสรา้ งความสัมพนั ธ์กบั บุคคลอื่นเป็นครงั้ แรกในวัย น้ี ซึง่ ทกั ษะการสร้างความสัมพันธก์ ับบคุ คลอน่ื นีจ้ ะเปน็ ทักษะที่สาคัญในการสรา้ งความสมั พันธท์ ่ี ดีกับบคุ คลอืน่ ในสงั คมต่อไปในอนาคต พัฒนาการดา้ นรา่ งกาย วยั ทารกจะมกี ารเปล่ียนแปล-งทางดา้ นโครงสรา้ งของร่างกายและการ รู้จกั ใชอ้ วัยวะตา่ งๆ อย่างรวดเรว็ ทางการเคล่ือนไหว การใชก้ ล้ามเนอื้ และประสาทสมั ผัส ทารกท่ี อยู่ในช่วงนี้จึง ไม่ค่อยจะอยนู่ ง่ิ ชอบสารวจสง่ิ แวดล้อม พฒั นาการทางสตปิ ัญญา ส่งิ ทม่ี ีอทิ ธพิ ลต่อการพัฒนาสตปิ ัญญาในวัยนี้ ได้แก่ โอกาสท่เี ด็กจะ ได้เล่นเพราะการเลน่ เป็นการส่งเสริมความเข้าใจสิง่ แวดล้อม ความสามารถทจ่ี ะเขา้ ใจภาษาและใช้ ภาษาท่ีทาให้ผู้อนื่ เขา้ ใจ พัฒนาการของกล้ามเน้ือและประสาทสัมผสั เพราะระยะนเ้ี ดก็ เรียนรู้ส่งิ ต่างๆ โดยอาศัยกล้ามเน้ือและประสาทสมั ผัสเปน็ สือ่ เป็นส่วนใหญ่ การที่เดก็ ได้มีโอกาสจับ เห็น ได้ ยนิ ส่งิ เหล่านีจ้ ะช่วยพฒั นาสตปิ ญั ญาอย่างมาก

56 พัฒนาการทางอารมณ์ อารมณข์ องเดก็ ในวยั นี้จะเปลีย่ นแปลงงา่ ยรวดเรว็ ขึ้นอย่กู ับส่งิ เรา้ อารมณ์โกรธมีมากกว่าอารมณ์อืน่ ๆ เพราะเป็นระยะท่เี ดก็ พฒั นาความเป็นตวั ของตัวเอง พยายาม ฝกึ ฝนตนเองเพือ่ ใหส้ ามารถช่วยตนเอง อารมณก์ ลัวเกดิ มากเปน็ อนั ดบั สองรองจากอารมณโ์ กรธ อารมณ์อยากรู้อยากเหน็ เปน็ อกี อารมณ์หน่ึงท่มี ีค่อนข้างมากเกิดจากความต้องการรู้จกั สง่ิ แวดลอ้ ม อารมณ์ประเภทนม้ี ีประโยชนต์ ่อการพัฒนาสตปิ ญั ญา ถ้าบิดามารดาส่งเสรมิ ให้ถกู วธิ จี ะชว่ ย ส่งเสริมการพัฒนาทางด้านสติปญั ญาได้ พฒั นาการทางสังคม หมายถงึ พฤตกิ รรมทเ่ี ด็กสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ ต้ังแต่ บิดา มารดาหรอื ผู้เลีย้ งดู ขยายออกไปยังสมาชกิ คนอ่นื ๆ ในครอบครัว บุคคลอ่ืนๆ ในชุมชน ในโรงเรยี น และในสังคมท่ตี นเองเปน็ สมาชกิ พฤตกิ รรมทางสงั คมของแต่ละบุคคลจะแสดงออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับอิทธิพลต่างๆ หลายประการ ท่บี คุ คลเรียนรแู้ ละไดร้ ับในวัยทารก เชน่ ความรู้สกึ ทเ่ี กิดข้นึ ขณะท่ีเด็กไดร้ ับอาหารการไดร้ ับอาหารเป็นเรื่องทีส่ าคญั มากสาหรับเดก็ ในวยั น้ี ฟรอยดเ์ ชื่อว่า ความสขุ ของคนในระยะนอ้ี ยู่ทกี่ ารไดก้ ินอาหาร ดังนั้นถ้าเดก็ ไม่มคี วามสุขอยา่ งเพียงพอเก่ยี วกบั การกินอาหารจะส่งผลกระทบไปถึงการพฒั นาการทางสังคมและพฒั นาการทางอารมณด์ ว้ ย ความสมั พันธ์ระหวา่ งบุคคลต่างๆ ภายในบา้ น ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งบุคคลในบา้ นท้งั ในแง่ดแี ละ ไม่ดีจะเป็นรอยประทับไวใ้ นจติ ใจของเด็ก โดยทีเ่ ด็กไม่รู้สกึ ตัว เดก็ จะเรยี นรู้และเลยี นแบบ ความสมั พันธเ์ หลา่ นีไ้ ปปฏบิ ัตใิ นชวี ติ อนาคต การฝึกหัดให้เดก็ รสู้ กึ เคารพระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เปน็ รากฐานท่ีสาคญั ของพฤติกรรมทางสงั คมในการอยู่ร่วมกบั บุคคลอ่ืน พฒั นาการทางภาษา ทารกแรกเกิดใชก้ ารร้องไห้การทาเสียงทีย่ ังไมเ่ ปน็ ภาษาเป็นเครอ่ื งส่ือ ความหมาย การฝกึ ในการพูดภาษาของเดก็ อาศยั การเรียนรแู้ ละการเลยี นแบบ วยั เดก็ เรม่ิ ต้งั แต่อายุ 2-12 ปี แบง่ ออกเป็น 2 ชว่ งอายุ ได้แก่ 1. วัยเดก็ ตอนต้นหรอื ระยะวัยเด็กก่อนเข้าโรงเรยี น เร่ิมต้นตั้งแตอ่ ายุ 2 ขวบ จนถงึ 6 ขวบ พัฒนาการทางร่างกาย ในช่วงวยั น้ีจะมพี ัฒนาการค่อนข้างช้าเมื่อเทยี บกับระยะวยั ทารก สัดส่วนของร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ฉะนนั้ จงึ เป็นระยะทเ่ี หมาะทส่ี ดุ ทจี่ ะฝกึ ไดเ้ ล่นกีฬาประเภท

57 เคลอ่ื นไหวตา่ งๆ ทเี่ หมาะกบั กาลงั ของเดก็ ซง่ึ จะชว่ ยการเรยี นรู้และพฒั นาพฤติกรรมด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญา พัฒนาการทางอารมณ์ เด็กในวัยนจ้ี ะมอี ารมณ์หงุดหงดิ งา่ ยกวา่ เดก็ ในวัยทารก ด้ือรนั้ เอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ในระยะนีเ้ ดก็ โกรธง่ายเน่อื งจากอยากเป็นตัวของตวั เอง ความสาเรจ็ ในการเป็นตวั ของ ตวั เองไดส้ มใจ พฒั นาการทางภาษา ในระยะนีเ้ ดก็ ใชภ้ าษาพูดไดแ้ ล้วแต่ยงั ไมถ่ กู ต้องสมบรู ณ์ดเี ท่าผู้ใหญ่ เด็ก จะพฒั นาความสามารถในการใชภ้ าษาจนใช้งานได้ดีในช่วงระยะวยั เดก็ ตอนต้น เมื่อสน้ิ สดุ ระยะนี้ ไมว่ า่ เด็กชาติไหนสามารถพูดภาษาแม่ของตนไดด้ ีเท่าผูใ้ หญ่ วยั 6 ขวบเปน็ ระยะสดุ ท้ายของ พัฒนาการ ภาษาพดู (Speech) นอกจากภาษาพูดแล้วเด็กบางคนเรมิ่ พัฒนาภาษาเขียนและเริม่ อา่ น หนงั สอื พัฒนาการทางสังคม เด็กจะเร่มิ รู้จกั เขา้ หาผู้อน่ื เรมิ่ แสวงหาเพ่ือนร่วมวยั เดียวกนั เดก็ หญิงและ เดก็ ชายเริม่ มองเห็นความแตกตา่ งระหวา่ งเพศ (Sex Difference) เริม่ ตระหนกั วา่ ตนเป็นเพศหญิง หรอื ชาย และควรจะประพฤติตนอยา่ งไรจงึ จะสมกบั เป็นผหู้ ญงิ หรอื สมกับเป็นผ้ชู าย (Sexual Typing) การเรยี นรู้เหลา่ นี้ นอกจากเด็กจะเรียนด้วยอาศยั การสังเกตและการเลยี นแบบแลว้ ยงั ถูก อบรมแนะนาจากผใู้ หญ่ดว้ ย พัฒนาการทางศีลธรรมจรรยาและค่านิยม ความนกึ คิดเก่ียวกบั อะไรถูกผดิ เด็กยังคดิ เห็นเป็น เหตผุ ลด้วยตนเองไมไ่ ด้ ยังต้องอาศยั ผ้อู บรมเลยี้ งดใู หค้ าแนะนาแต่ท่ีสาคญั ย่งิ กวา่ คาแนะนากค็ อื การ ทาเปน็ แบบอย่างเพื่อให้เด็กเลยี นแบบ 2. วัยเด็กตอนต้นหรือระยะวัยเด็กกอ่ นเขา้ โรงเรียน เร่ิมตน้ ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนถงึ 12 ขวบ พัฒนาการทางร่างกาย เปน็ แบบคอ่ ยเป็นค่อยไป ในระหว่างนเี้ ป็นระยะทเี่ ดก็ หญงิ โตเรว็ กว่า เด็กชายวยั เดียวกันในดา้ นความสูงและนา้ หนกั ลกั ษณะเชน่ น้ียงั คงดารงต่อไปจนกระท่งั ย่างเขา้ สู่

58 ระยะวยั รุ่นตอนปลาย เดก็ ชายจะโตทันเด็กหญงิ และลา้ หนา้ เดก็ หญงิ เด็กในวยั นไ้ี มช่ อบอยู่นงิ่ ชอบ เล่นและทากจิ กรรมต่างๆ พัฒนาการทางสงั คม มีลักษณะพัฒนาการทางสังคมทีเ่ ด่นชดั คือ เดก็ เรม่ิ ออกจากบา้ นไปสู่ หน่วยสงั คมอนื่ จุดศูนยก์ ลางสังคมของเด็กคือโรงเรียน เด็กจะเรียนรบู้ ทบาทใหมค่ ือการเป็นสมาชิก ของกลมุ่ เพอ่ื นรุ่นราวคราวเดียวกัน เดก็ จะได้รบั การเรยี นรู้ระเบยี บกฎเกณฑ์ ความประพฤติทตี่ อ้ ง ปฏบิ ัติในสงั คม พฒั นาการทางอารมณ์ เดก็ รจู้ กั กลัวสง่ิ ทส่ี มเหตสุ มผลมากกวา่ วัยก่อน เพราะความสามารถใน การใชเ้ หตผุ ลของเด็กพัฒนาข้ึน มคี วามรสู้ กึ สงสารและเห็นอกเห็นใจ เขา้ ใจความร้สู กึ ของบุคคลอ่ืน มากข้ึน พฒั นาการทางสติปัญญา เดก็ วัยน้สี ามารถคดิ วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ชัดเจนมากขนึ้ รูจ้ กั ให้ เหตุผลในการแกป้ ัญหา รับผิดชอบและตดั สนิ ใจไดด้ ้วยตนเองรบั ฟงั คนอนื่ มากขน้ึ กระตือรือร้นใน การแสวงหาความรู้ ชอบสรา้ งสรรคส์ ง่ิ ใหมๆ่ เด็กวยั นจ้ี ะสนใจในเร่ืองของธรรมชาติ การทอ่ งเที่ยว สถานทีต่ ่างๆ โดยทั่วไปเด็กผู้ชายจะสนใจเรื่องการพสิ ูจน์ ทดลอง สว่ นเดก็ ผู้หญิงจะสนใจเรื่องการ ทาอาหาร เย็บปกั ถักร้อย การอา่ นหนังสือตา่ งๆ พฒั นาการทางภาษา เด็กจะเรียนรคู้ าศัพท์เพ่ิมมากข้ึน ใชภ้ าษาพดู แสดงความคดิ ความร้สู กึ ได้ อย่างดี ความรสู้ ึกทางด้านจริยธรรมเร่ิมพฒั นาการในระยะนี้ มีความรบั ผิดชอบมากข้ึนเริม่ สนใจสง่ิ ถูกสง่ิ ผิด วยั ยา่ งเข้าสวู่ ัยรุ่น ปกตหิ ญิงเฉลี่ยมีอายุ 12 ปี ชายเฉลยี่ มีอายุ 14 ปี พฒั นาการทางร่างกาย เจริญเตบิ โตถงึ ขีดสมบูรณ์(Maturation) เพอื่ ทาหน้าทีอ่ ย่างเต็มที่ โครงสร้างกระดูกแข็งแรงข้ึน การผลิตเซลลส์ ืบพนั ธใุ์ นเดก็ ชาย การมปี ระจาเดือนของเดก็ หญิง สุขภาพโดยท่ัวไปของเดก็ ในวยั น้ดี กี ว่าวยั ท่ผี ่านมา พัฒนาการทางสังคม เด็กใหค้ วามสาคัญกับเพื่อนรว่ มวยั มากกวา่ ในระยะเดก็ ตอนปลาย และ ผูกพนั กบั เพอื่ นในกลมุ่ มากข้ึน กลุม่ ของเด็กไม่มเี ฉพาะเพื่อนเพศเดียวกันเทา่ น้ันแต่เริม่ มเี พ่อื นตา่ ง

59 เพศ ระยะน้ีจงึ เรมิ่ ต้นชีวติ กลุ่มที่แท้จรงิ (Gang Age) ส่วนสัมพนั ธภาพระหว่างเดก็ ชายเด็กหญิง เปล่ยี นไปจากวัยเดก็ ต้อนปลาย เดก็ ชายและเดก็ หญงิ เร่ิมสนใจซงึ่ กันและกนั และมีความพอใจใน การพบปะสังสรรคก์ ัน ร่วมเล่น เรยี น ทางาน พูดคยุ แลกเปลี่ยนความคิดเหน็ พัฒนาการทางอารมณ์ เดก็ มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย สบั สน ออ่ นไหว เดก็ แตล่ ะคนเริม่ แสดง บุคลิกอารมณป์ ระจาตัวออกมาให้ผอู้ ืน่ ทราบไดบ้ ้างแลว้ เช่น อามรณ์ร้อน อารมณข์ ้ีวติ กกงั วล อารมณ์อ่อนไหวงา่ ย เจา้ อารมณ์ ข้ีอิจฉาฯลฯ เด็กสามารถรับรู้ลักษณะเดน่ ดอ้ ยเกยี่ วกบั ตนเอง พัฒนาการทางความคิด พฒั นาการทางความคดิ ของเดก็ อายุประมาณ 11 ขวบขึน้ ไป มชี ่ือเรียกรวม ว่า ร้คู ดิ ถูกระบบ (Formal operation) เดก็ พยายามคิดใหเ้ หมอื นผูใ้ หญแ่ ต่ว่าดอ้ ยกวา่ ผใู้ หญ่ในเชงิ ประสบการณ์และความชานิชานาญในการรู้คิด ร้จู กั คิดเป็นเหตุเป็นผลไมเ่ ช่ืออะไรงา่ ยๆ ตอ้ งการ คดิ นึกดว้ ยตวั เอง ระยะนีเ้ ดก็ จึงรสู้ ึกชงิ ชังคาสั่งบงั คับ คาสงั่ ใหเ้ ชื่อและต้องคลอ้ ยตาม รู้จกั คิดดว้ ย ภาพความคิดในใจ (Mental images) ทาให้สามารถคดิ เร่ืองนามธรรมยากๆ ได้ วยั ร่นุ ตงั้ แตอ่ ายุ 14-21 ปี ลักษณะอารมณ์ ลักษณะของอารมณส์ บื เนื่องมาจากอารมณ์ของเดก็ วัยแรกรุ่น จงึ คลา้ ยคลึงกัน มาก พฤติกรรมสงั คม สังคมวัยรนุ่ เป็นกลุ่มของเพ่ือนร่วมวัย ประกอบดว้ ยเพ่ือนท้ัง 2 เพศ เดก็ รูส้ กึ ปลอดโปรง่ สบายใจ ในการทากจิ กรรมตา่ งๆ กับเพื่อนร่วมวัยมากกวา่ กบั เพื่อนตา่ งวยั สมั พนั ธภาพกบั เพ่ือนร่วมวัยถึงความเขม้ ขน้ สูงสดุ ประมาณระยะตอนกลางของวยั รุ่น การคบเพอ่ื น ร่วมวัยเป็นพฤติกรรมสังคมทม่ี คี วามสาคัญต่อจิตใจของวยั รุน่ แต่การคบเพื่อนกย็ ่อมมีทั้งคณุ และ โทษ กลุ่มมีอทิ ธพิ ลตอ่ วยั รุ่นถา้ คบเพือ่ นไม่ดีก็อาจนาไปสู่พฤติกรรมทีเ่ ปน็ ปัญหาได้ การเลอื กอาชีพ เดก็ โตพอท่ีจะรถู้ ึงความสาคัญของอาชพี เชน่ อาชพี นามาซ่งึ สถานทาง เศรษฐกจิ สังคม เป็นตัวบง่ ชถ้ี ึงการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่แตเ่ ด็กยังสบั สนวุ่นวายใจเนือ่ งจากยังไม่ รู้จักตวั เองดพี อในดา้ นบคุ ลิกภาพ ความถนดั ความสนใจ ความสนใจ ความสนใจมีขอบข่ายกวา้ งขวาง สนใจหลายอยา่ งแต่ไมล่ กึ ซึง้ มาก เพราะเดก็ ยังไม่ เข้าใจเร่อื งตวั เอง ยงั เปน็ ระยะลองผิดลองถกู ความสนใจของเด็กวัยรุน่ ส่วนใหญ่ไดแ้ ก่

60 การนับถือวีรบรุ ุษ (Heroic Worship) ความตอ้ งการเลียนแบบผทู้ ี่ตนนิยมชมชอบมีมากอ่ นแล้ว ตัง้ แตว่ ัยเดก็ ก่อนวยั รนุ่ แต่ความต้องการประเภทน้ีแรงขนึ้ ในระยะวยั รนุ่ เพราะ ความต้องการรู้จัก ตนเอง การยกบุคคลมาเปน็ แบบใหน้ บั ถือและเลยี นแบบช่วยลดความไมร่ จู้ ักหรอื ความไม่เข้าใจ ตนเอง แสวงหาแบบอยา่ งเพ่ือดาเนินรอยตามแนวทางที่ถูกท่คี วรเพื่อดาเนินชีวิตอยา่ งผู้ใหญ่ วัยผ้ใู หญ่ ต้ังแตอ่ ายุ 21-40 ปี วัยผใู้ หญต่ อนตน้ เป็นระยะท่คี วามเจริญเตบิ โตทางการพัฒนาเต็มทส่ี มบรู ณ์ อวยั วะทกุ ส่วน ทางานอยา่ งมีประสิทธิภาพ โดยทว่ั ไปบคุ คลมักมีกายแข็งแรง ในด้านอารมณน์ ั้นผูท้ ่ีจะเขา้ ถงึ ภาวะ อารมณ์แบบผู้ใหญม่ ีความคับขอ้ งใจน้อย ควบคมุ อามรณ์ได้ดขี ้ึนมคี วามแนใ่ จและมคี วามมนั่ คง ทางจิตใจดกี วา่ ในระยะวยั รุ่น สว่ นด้านความสมั พันธก์ บั ผู้อื่นหรอื ลกั ษณะพัฒนาการทางสงั คมน้ัน ระยะนี้การให้ความสมั พันธก์ ับกลุ่ม (Peer Group) เรมิ่ ลดน้อยลง เปลี่ยนมาสู่การมสี มั พันธภาพและ ผกู พันกับเพือ่ นตา่ งเพศแบบคชู่ วี ติ จุดศูนย์กลางของสัมพนั ธภาพคือครอบครวั ส่วนผู้ใหญท่ ยี่ ังไม่มี ค่คู รองและครอบครวั ยังคงใหค้ วามสาคัญ ต่อกลมุ่ เพอื่ นรว่ มวยั แต่ความเขม้ ของความผกู พันและ ภกั ดีเร่ิมลดนอ้ ยลงจานวนสมาชิกของกลมุ่ มักจะน้อยลง วยั กลางคน ตัง้ แตอ่ ายุ 40-60 ปี สมรรถภาพทางกายเป็นไปในทางเสือ่ มถอยการเปลี่ยนแปลงทางกายเชน่ น้ี มีผลสัมพนั ธ์กบั อารมณ์จิตใจและสมั พนั ธภาพกับบุคคลอื่น ทั้งหญิงและชายวัยกลางคนตอ้ งปรับตัวต่อสภาพเหล่านี้ การปรับตัวที่สาคญั เช่น การปรับตัวทางอาชีพ การปรบั ตัวในบทบาทของสามีภรรยา การปรับตัว ตอ่ การตายของคู่สมรสและความเปน็ หมา้ ย การปรับตัวในชวี ิตทางเพศและการเปลีย่ นวัยของชาย การปรับตัวต่อภาวะวิกฤตวิ ยั กลางคนของหญงิ ในด้านความสัมพนั ธข์ องคนกลางคนต่อบุตรนัน้ ก็ ตอ้ งเปล่ียนไป ระยะนคี้ นวัยกลางคนมีความสัมพันธ์กับบตุ รวัยรนุ่ วยั ผู้ใหญ่ เขย สะใภ้ วธิ ีสัมพันธ์ น้นั ต้องมลี ักษณะแตกตา่ งไปจากเมือ่ ลกู ยงั เป็นเด็กเล็ก แต่วิธใี ดจะเหมาะสมนั้นแตกต่างกนั ไปในแต่ ละบคุ คลและครอบครวั คนวัยกลางคนต้องให้ความโอบอุ้มดูแลพ่อแม่ของตนซงึ่ เข้าสู่วัยชรา อารมณป์ ระจาวัยมีหลายประการทีส่ าคญั เช่น อารมณอ์ ยากกลบั เปน็ หนมุ่ สาว อารมณ์เศรา้ และ ลกั ษณะอารมณ์ของหญงิ กลางคนเมอ่ื หมดระดู คนวัยกลางคนควรมีกิจกรรมที่เป็นงานอดเิ รกเพ่ือ

61 ผ่อนคลายความตึงเครยี ดและเตรียมตวั เตรียมใจเพือ่ เข้าสู่วัยชราดว้ ยความสุขสงบในด้านตา่ งๆ เชน่ การดแู ลรักษาสุขภาพ การจัดสวน เปน็ ตน้ วยั สงู อายุ ตัง้ แต่อายุ 60 ปีขน้ึ ไป วัยชราเปน็ ระยะสุดท้ายของชีวติ ลักษณะพฒั นาการในวยั ชราตรงกันขา้ มกับระยะวยั เด็กคอื เป็น ความเส่อื มโทรม (Deterioration) และซอ่ มแซมสว่ นที่สกึ หรอมิใช่การเจริญงอกงาม วัยชราเป็น ระยะสุดท้ายของพัฒนาการของคน วัยชรามีความเสอื่ มทางร่างกายอยา่ งเห็นไดช้ ัดความเสอ่ื ม ดังกลา่ วสง่ ผลกระทบต่องานอาชีพ ลกั ษณะอารมณ์ ลกั ษณะสัมพันธภาพกบั บคุ คลในครอบครัว ในสงั คม แม้เปน็ ระยะแหง่ ความเส่อื ม แต่บคุ คลก็อาจใชช้ ีวติ วยั ชราได้อยา่ งมีความสขุ คอื ต้องมีการ เตรียมตวั เตรียมใจท่ีจะเผชญิ กบั ความชรา รู้จกั ปรับตัวทางด้านร่างกาย อาชพี และสมั พนั ธภาพกบั ผู้อน่ื สงั คมและครอบครัวจะมสี ่วนช่วยใหค้ วามสุขแกค่ นชรา แมว้ ่าคนชราจะไรค้ วามสามารถดา้ น พละกาลังแตค่ นชรายงั มคี ่าต่อคนหนุม่ สาว เพราะมากไปด้วยประสบการณแ์ ละบทเรยี นชีวิต มนุษยแ์ ต่ละคนควรต้ังความหวัง ความปรารถนาและเตรียมตัวเพ่อื จะใชช้ ีวติ ยามบั้นปลายระยะวยั ชราอยา่ งมคี วามสขุ แหลง่ ข้อมลู อ้างอิง https://www.scribd.com/doc/26804882/จติ วทิ ยาพัฒนาการ http://blog.devtrainer.net/wp-content/uploads/2015/08/587210401630.pdf http://www.educ-bkkthon.com/blog/apsornsiri/wp-content/uploads/2014/02/บทท่ี-1-จิตวิทยา พฒั นาการ.pdf จติ วทิ ยาการศึกษา ความหมายของจิตวิทยา จติ วทิ ยา หรือ Psychology มาจากรากศพั ทภ์ าษากรีก 2 คา คือ Psyche หมายถึงวิญญาณ (Soul) กับ (Logos) หมายถงึ วทิ ยาการหรอื การศึกษา (Study) ดังนน้ั หากให้ความหมายตามนิยามด้งั เดมิ จติ วทิ ยาจงึ หมายถึง การศกึ ษาเกยี่ วกบั จติ หรอื วิญญาณ ( Study of mind หรือ Study of soul ) ตอ่ มา

62 มกี ารศึกษาพฤตกิ รรมของมนุษย์ในเชิงวิทยาศาสตร์กนั มากขึน้ โดยมุ่งศกึ ษาเก่ยี วกบั พฤตกิ รรมการ กระทา หรือกระบวนการคิด พร้อมๆ กับการศึกษาเรอ่ื งสติปัญญา ความคดิ ความเขา้ ใจ การใช้ เหตุผล รวมท้ังเรอ่ื งของตน (Self) และเรือ่ งราวของบคุ คลที่แสดงพฤติกรรมทมี่ ุ่งเน้นเร่ืองการ ปรับตวั ของบุคคล โดยนาการสงั เกตและการทดลองมาเก่ียวข้องเพ่ือรวบรวมความรมู้ าใชใ้ น การศึกษาอย่างเปน็ ระบบ เป็นการศกึ ษาทเ่ี น้นเฉพาะพฤติกรรมท่ีเกย่ี วข้องกบั ประสบการณเ์ ท่าน้ัน จติ วิทยาการศกึ ษา หมายถงึ วิชาที่เกีย่ วกับปญั หาทางจิตวิทยาทเี่ ก่ียวข้องกับการศึกษา ตลอดจน ศกึ ษาธรรมชาติและกระบวนการศกึ ษาเรยี นรเู้ พ่อื นาหลักเกณฑ์ทางจิตวิทยาที่ไดร้ ับจากการศึกษามา ใช้ในการเรยี นการสอนใหไ้ ด้ผลดี มีประสทิ ธภิ าพ ศึกษาเกย่ี วกบั พฤติกรรมของนกั เรียนในสภาพ ของการจัดการเรยี นการสอน โยมีเน้ือหาและระเบียบวิธีการสว่ นของเนื้อหาจะเกยี่ วข้องกบั ธรรมชาตขิ องการเรยี นรแู้ ละพฒั นาการ สภาวะของเดก็ และสภาพแวดลอ้ มในโรงเรียน และ ประมวลนาเน้ือหามาหาวิธีการจัดรูปแบบท่ที าให้ครูและผู้เก่ยี วข้องกับเด็กสามารถนาไปใชไ้ ด้ ประวตั คิ วามเป็นมาของจิตวิทยาการศกึ ษา ประวัติความเป็นมาของจิตวิทยา จติ วิทยาเกิดขึ้นตง้ั แต่สมยั กรีกและโรมนั โบราณทีพ่ ยายามค้นหาความหมายของจิต ซง่ึ ใน ระยะแรกจะคดิ ถึงหวั ใจและสมอง ซ่งึ ถือวา่ เปน็ แหล่งของความคดิ ต่อมาในยคุ ศตวรรษท่ี 19 การศกึ ษา จติ วิทยาแยกออกเปน็ 2 แนวทาง คือแนวทางปรัชญาและแนววิทยาศาสตรก์ ายภาพและ ชีวภาพ ผ้นู าแนวคิดทางปรชั ญา คือจอห์น ลอ็ ค (John Lock, 1632-1704) เปน็ นกั ปรชั ญาชาวองั กฤษ ไดร้ ับฉายาว่าเป็น บดิ าแห่ง จิตวิทยาแผนใหม่ ซ่งึ ให้ความสนใจและศึกษาเกยี่ วกับธรรมชาตขิ อง การคิดท่ีมคี วามสมั พันธ์กบั จิต และความรู้ท้งั หมดของบุคคลเกิดจากการท่ีประสาทสมั ผัสปะทะกบั โลกกายภาพ เขาเชือ่ วา่ จิตเปรียบเหมือนกระดาษทว่ี ่างเปล่า แต่เมื่อบคุ คลมีประสบการณ์ที่ได้รับจาก ประสาทสมั ผสั ทาให้เกิดรอยขดี เขยี น ดงั นน้ั ส่ิงแวดล้อมจึงมอี ิทธพิ ลตอ่ จิตมาก เขาอธิบายว่าจิต ของมนุษย์เกิดจากการสะสมประสบการณต์ ่างๆ ท่ไี ด้เรียนรู้ และถกู เชอ่ื มโยงตอ่ กัน ต่อมาเมอื่ วิทยาศาสตร์เจริญกา้ วหนา้ มากขึ้น การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ประสบความสาเร็จเป็นอยา่ งมาก ขณะท่ีการอธบิ ายเร่ืองจิตวญิ ญาณเป็นเรื่องยากไม่สามารถอธบิ ายไดอ้ ยา่ งชดั เจน การศึกษาจิตวิทยา

63 จงึ ถกู นาไปใชใ้ นการทดลอง การสังเกต การพจิ ารณาในเวลาตอ่ มา บุคคลทีเ่ ขา้ มาศึกษาจติ วิทยาใน เวลาตอ่ มานอกจาก John Lock แลว้ ดังน้ี Cassman ไดเ้ ขยี นหนังสอื ชื่อ Aythropologica อธบิ ายเกย่ี วกบั ความรู้เรอ่ื งจิตของมนุษย์ใน ปี 1590 ทาใหว้ ิชา Psychology เปน็ ท่รี ู้จกั กันอย่างแพรห่ ลาย Emest Hinrich Weber (1795-1878) ผู้ค้นพบพื้นฐานรว่ มระหว่างความรู้สึกทางสรีระกับ จิตวิทยาฟิสิกส์ เขาศกึ ษาเก่ยี วกบั สัมผสั และความรสู้ กึ ทางกล้ามเน้อื ซง่ึ ถือวา่ เป็นการเริ่มตน้ หา ความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่งิ เรา้ กบั การตอบสนอง โดยวิธกี ารหาความแตกต่างของการรับความรู้สกึ ของผถู้ กู ทดลอง Charles Darwins (1809-1882) ผู้ตัง้ ทฤษฎวี วิ ัฒนาการในปี 1859 เขาเชื่อว่าตน้ กาเนิด ส่งิ มีชวี ิตมีววิ ัฒนาการมาจากสัตว์ชั้นต่า ทฤษฎนี ที้ าให้ความเชือ่ วา่ จิตหรอื วญิ ญาณเป็นตน้ กาเนิด ชีวิตหายไป และเหตุนที้ าใหเ้ กิดจติ วิทยาสาขาจิตวิทยาเปรียบเทยี บ (Comparative Psychology) ขึ้น Sir Francis Galton (1822-1911) ให้ความสนใจในเรอื่ งพันธุกรรมศาสตร์ ได้ศกึ ษา ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพันธกุ รรมและสิ่งแวดล้อม ซงึ่ เชื่อว่าเปน็ ต้นเหตุของความแตกต่างระหวา่ ง บุคคล ถือเป็นผเู้ รมิ่ จิตวิทยาการทดลองเป็นคนแรกในประเทศอังกฤษ ส่วนวธิ กี ารศกึ ษาทน่ี ามาใช้ คอื การทา Case Study รวมทั้งสร้างแบบทดสอบและใชว้ ิธกี ารทางสถิติตอยา่ งงา่ ย William James (1832-1920) นกั จิตวทิ ยาและนกั สรีระวทิ ยาชาวเยอรมันเป็นผทู้ าให้วิชา จติ วิทยาแยกออกมาจากวชิ าปรชั ญาและได้รับการยอมรบั วา่ จติ วิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ที่สมบรู ณ์ จึง ไดช้ อ่ื ว่าเป็นบดิ าแหง่ จิตวิทยาเชิงวิทยาศาสตร์ หรือบิดาแหง่ จติ วทิ ยาการทดลอง เขาเป็นผู้เร่ิมตั้ง ห้องทดลองขึ้นเปน็ ครั้งแรกซ่งึ ได้เปิดห้องปฏิบัตกิ ารวิจยั ทางจิตวทิ ยา Leopzig การศึกษาของ Wundt มงุ่ ค้นควา้ ธรรมชาติของจิตสานกึ (Consciousness) ของบุคคล ได้ทาการทดลองเกยี่ วกับ ความรสู้ กึ จากประสาทสัมผสั โดยเนน้ ที่จักษสุ ัมผสั และทดลองเกี่ยวกบั ความใส่ใจ จินตนาการ การ คิดหาเหตุผล นบั เป็นการเรม่ิ ตน้ ศกึ ษาจติ วทิ ยาตามวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ William James(1842-1901) นักจติ วิทยาชาวอเมรกิ ันได้พิมพห์ นังสอื เก่ยี วกบั จติ วทิ ยาขึ้น เปน็ ครัง้ แรกในปี 1890 ชอ่ื ว่า Principle of Psychology ซึง่ เปน็ ตาราที่ยอมรบั กนั อยา่ งแพร่หลาย เขา

64 สนใจศกึ ษาจิตวทิ ยาทกุ สาขาแล้วนามาสังเคราะห์เป็นแนวคดิ ใหม่ ผลงานทป่ี รากฏไดแ้ ก่ ทฤษฎี อารมณ์ การถ่ายเทการเรยี นรู้ และแนวคดิ เก่ียวกบั สญั ชาติญาณ จิตสานึกและจติ ไรส้ านึก G.Stanley Hall (1846-1939) นกั จติ วิทยาชาวอเมริกันได้ต้ังหอ้ งปฏิบัติการตามแบบ Wundt ที่มหาวทิ ยาลัย John Hopkins เมอ่ื ปี 1883 มุ่งเนน้ ศึกษาพฒั นาการเดก็ และวัยรนุ่ เขาออกวารสารทาง จิตวทิ ยาขนึ้ เป็นฉบับแรกชอ่ื วา่ American Johrnal of Psychology ในปี 1887 John B.Watson (1878-1958) นักจิตวทิ ยาชาวอเมริกนั เปน็ อาจารย์สอนเป็นการสะทอ้ นให้ เห็นจิตของบคุ คล เนื่องจากจิตเป็นสิง่ ที่มองไม่เห็นและไม่มตี ัวตน ไมส่ ามารถสงั เกตหรือใช่ เคร่ืองมอื วัดได้ ดังน้ัน เมื่อต้องการศกึ ษาเรื่องจติ กค็ วรศกึ ษาเรื่องของพฤตกิ รรม ดว้ ยเหตุนีเ้ ขาจึง ได้รับการยกยอ่ งให้เป็นบดิ าแห่งจิตวทิ ยายคุ ใหม่ จุดม่งุ หมายของจติ วทิ ยาการศึกษา จุดม่งุ หมายท่วั ไปของการเรยี นจติ วิทยาการศึกษา คือ เพ่ือใหเ้ ข้าใจ (Understanding) เพอ่ื การทานาย (Prediction) และเพอ่ื ควบคมุ (Control) พฤติกรรมการเรียนรขู้ องมนุษยใ์ นสถานการณ์ ต่างๆ กดู๊ วินและคลอส ไมเออร(์ Goodwill & Cross Mier,1975) ได้กลา่ วถงึ จุดมุ่งหมายทส่ี าคญั ของ การเรยี นจติ วิทยา ไว้ดังน้ี 1.เปน็ การใหค้ วามรเู้ ก่ยี วกับการเรยี นรทู้ ่ีเปน็ ระบบทัง้ ดา้ นทฤษฎี หลกั การและสาระอ่นื ๆ ท่ี เกีย่ วขอ้ งกับการเรียนร้ขู องมนุษยท์ ั้งเดก็ และผใู้ หญ่ 2.เปน็ การนาความรู้เกี่ยวกบั การเรียนรู้ และตวั ผู้เรียนใหแ้ ก่ครูและผู้เกี่ยวขอ้ งกับการศกึ ษา นาไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อการเรียนการสอน 3.เพื่อให้ครูสอนสามารถนาเทคนคิ และวธิ ีการการเรยี นรไู้ ปใช้ในการเรยี นการสอน การ แกไ้ ขปญั หาในชน้ั เรยี น ตลอดจนสามารถดารงตนอย่ใู นสังคมไดอ้ ยา่ งมีความสขุ ประโยชนข์ องจิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการศึกษามีประโยชน์สาหรบั บคุ คลทกุ วัยไมเ่ ฉพาะครผู ู้สอน เช่น ผบู้ รหิ ารการศึกษา นกั แนะแนว ศึกษานเิ ทศก์ หัวหนา้ หน่วยงานต่างๆ รวมท้งั บิดา มารดา ผู้ปกครอง ในดา้ นตา่ งๆ ต่อไปน้ี

65 1.ชว่ ยใหค้ รูเขา้ ใจธรรมชาติ ความเจรญิ เตบิ โตของเดก็ และสามารถนาความรู้ทไี่ ด้มาจัดการ เรยี นการสอนได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติ ความต้องการ ความสนใจของเด็กแต่ ละวยั 2.ชว่ ยใหค้ รสู ามารถเตรียมบทเรียน วิธีสอน จัดกิจกรรม ตลอดจนใช้วธิ ีการวดั และ ประเมินผลการศึกษาได้สอดคล้องกบั วยั ซ่ึงเป็นการช่วยใหจ้ ัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ 3.ชว่ ยใหค้ รูสามารถจดั กิจกรรมได้อยา่ งสนกุ สนานด้วยบรรยากาศของความเขา้ ใจ การให้ ความร่วมมือ และใหก้ ารยอมรบั ซึ่งกนั และกนั 4.ช่วยสร้างสัมพันธภาพทีด่ ีระหว่างครู ผู้ปกครองและเดก็ ทาใหป้ กครองเดก็ งา่ ยขึ้นและ สามารถทางานกบั เดก็ ไดอ้ ย่างราบรื่น 5.ช่วยใหค้ รปู อู งกนั และหาทางแกไ้ ข ตลอดจนพฒั นาบคุ ลิกภาพของเด็กได้อยา่ งเหมาะสม 6.ช่วยให้ผู้บรหิ ารการศึกษาวางแนวทางการศกึ ษา จดั หลกั สตู ร อปุ กรณก์ ารสอนและการ บรหิ ารงานได้เหมาะสม 7.ชว่ ยให้ผู้เรียนเขา้ กับสงั คมได้ดี ปรบั ตัวเขา้ กับผู้อ่ืนได้ดี ความสาคัญของจติ วิทยา จติ วิทยามอี ทิ ธิพลต่อการดาเนนิ ชีวติ อยา่ งกวา้ งขวาง ผู้ศึกษาจติ วทิ ยาสามารถไดร้ บั ประโยชน์ ดังต่อไปน้ี 1.ทาให้เกดิ ความรู้ความเขา้ ใจเกย่ี วกับธรรมชาติของมนษุ ย์ เชน่ ความต้องการ การ แก้ปัญหา การปรับตัว อารมณ์และความรู่สึกในสถานการณ์ตา่ งๆ 2.ช่วยในการแกป้ ัญหาทางจิต รูจ้ ักวิธีรักษาสุขภาพจิตได้ดี สามารถเอาชนะปมด้อยต่างๆ รู้ วิธีแก้ปญั หาและปรบั ตวั อย่างเหมาะสม ขจดั ความขดั แย้งในใจไดแ้ ละความวติ กกังวลได้ 3.สามารถเขา้ ใจ ตัดสนิ ใจ และมมี นุษยส์ มั พนั ธท์ ่ีดีกับบคุ คลในสังคม

66 4.ช่วยในการวางแผนการใช้ชีวติ ได้อยา่ งเหมาะสม แหล่งข้อมูลอ้างอิง http://sparachineeb.blogspot.com/ ระเบียบวิธีการศกึ ษาทางจิตวิทยา ระเบียบวธิ ีการศึกษาทางจิตวทิ ยา จาแนกได้ 7 วธิ ี ดงั น้ี 1.วิธีทดลอง (Experimental Method) การทดลองสามารถทาได้ 2 ลักษณะ คอื การทดลองในสภาพธรรมชาติกับการทดลองใน ห้องปฏบิ ัตกิ าร แตไ่ มว่ ่าจะเป็นการทดลองชนดิ ใดตอ้ งคานึงถงึ ส่ิงสาคญั ได้แก่ การปฏิบัติซา้ เพ่ือ ตรวจสอบผลใหเ้ กิดความมั่นใจ การควบคุมเพื่อไมใ่ หผ้ ลลพั ธค์ ลาดเคลือ่ นจากความจรงิ ตัวแปร คอื สง่ิ ทีเ่ ปล่ียนแปลงคา่ ได้ และต้องมขี อบเขตจากัด ในการทดลองจะมีการหาค่าความสัมพันธ์ระหว่าง ตวั ประกอบ 2 ตัว หรือ 2กลุ่ม โดยให้กลุ่มหนงึ่ เป็นกล่มุ ทดลอง (Experimental Group) เป็นกลมุ่ ท่ี ทาให้มกี ารเปลี่ยนแปลงและอกี กลุ่มหนึ่งเปน็ กล่มุ ควบคมุ (Control Group) การเปล่ียนแปลงที่ เกดิ ขึ้นจะถกู เปรียบเทียบกัน ปัจจบุ ัน วธิ ที ดลองถูกนาไปใช้ในจติ วทิ ยาสมัยใหมเ่ กอื บทุกสาขาอย่าง ไดผ้ ลดี 2.วิธีการตรวจสอบจิต (Introspection) เปน็ การให้บุคคลสารวจตรวจสอบตนเองดว้ ยการย้อนทบทวน และความรูส้ ึกนึกคิดของตนเองใน อดีตทผ่ี า่ นมา แลว้ รายงานความรู้สึกออกมาดายการอธิบายท้งั เหตุและผลของการกระทานน้ั ๆ การศกึ ษาดว้ ยวธิ ีการนีม้ ีข้อดีตรงทเี่ ป็นข้อมูลตรงจากผ้ไู ด้รบั ประสบการณ์ หากผู้รายงานจดจาได้ แมน่ ยา รายงานตามความเป็นจริงไม่ปดิ บัง มีความซ่อื สัตยแ์ ละจริงใจ แต่อาจเป็นขอ้ เสียถ้าผู้รายงาน จาเหตุการณ์ไมไ่ ด้หรือไม่ชัดเจนหรอื ไม่ต้องการบอกข้อมูลที่แทจ้ รงิ ให้ทราบซึง่ จะทาให้การ ตคี วามหมายของเร่ือง เหตกุ ารณน์ นั้ คิดพลาดไมต่ รงตามข้อเทจ็ จริง

67 3.วิธใี ช้แบบทดสอบ (Testing Method) เปน็ การใชเ้ ครื่องมือท่มี เี กณฑใ์ นการวดั ลกั ษณะพฤตกิ รรมใดพฤติกรรมหน่งึ หรอื หลายๆพฤติกรรม โดยใหผ้ ู้รับการทดลองเป็นผู้ทาแบบทดสอบ ซึ่งอาจเปน็ แบบทดสอบข้อเขยี นหรอื ข้อสอบปฏบิ ัตกิ ็ ได้ แบบทดสอบจะช่วยวัดความสามารถด้านตา่ งๆ ของมนุษย์ รวมทั้งการวัดบคุ ลกิ ภาพ อารมณ์ ความถนดั ความสนใจ ทัศนคติ และความคิดเห็นโดยใชแ้ บบทดสอบทางจิตวิทยาซ่งึ มหี ลาย ประเภท การใช้แบบทดสอบมีส่ิงทค่ี วรระวังมากท่ีสุดคอื ค่าความเช่ือม่ันและค่าความเที่ยงตรงของ แบบทดสอบซง่ึ ควรไดม้ าตรฐานและสามารแปรผลไดอ้ ย่างถูกต้อง 4.วธิ สี งั เกต (Observation) การสังเกตมี 2 ลกั ษณะ คือ การสังเกตอย่างไมม่ แี บบแผน และการสงั เกตอยา่ งมแี บบแผน สาหรับ การสงั เกตอยา่ งไมม่ ีแบบแผน เป็นวิธีสงั เกตธรรมชาติ ไม่มกี ารเตรียมการหรือการวางแผนล่วงหน้า ผู้จะสังเกตสามารถสงั เกตได้ตามความสะดวก เปน็ การศกึ ษาพฤตกิ รรมของบุคคลตามสภาพ ธรรมชาติ วธิ นี ม้ี ีข้อเสียคือ ผู้สังเกตไมส่ ามารถควบคุมตัวประกอบเฉพาะสว่ นท่สี นใจจะศึกษาได้ สว่ นการสังเกตอยา่ งมีแบบแผนเป็นการสงั เกตที่มีการเตรีมการและการวางแผนล่วงหน้า กาหนดวัน เวลา สถานท่ี บุคคล พฤตกิ รรมและสถานการณ์ไวเ้ รยี บร้อยแลว้ จุดสาคัญของการสงั เกตคือ จะต้อง ทาอย่างระมดั ระวัง ผสู้ งั เกตต้องไม่เขา้ ไปมสี ่วนเก่ียวข้องกบั สิง่ ท่ตี ัวสงั เกต และต้องจดบนั ทึกสิง่ ที่ ไดเ้ หน็ อย่างละเอยี ด โดยไม่เพ่มิ เติมความรูส้ ว่ นตัวลงไป นอกจากน้นั ผสู้ งั เกตควรได้รับการฝึกหัด สังเกตมาพอสมควร ตอ้ งเปน็ คนละเอียดถถ่ี ้วน และรู้จัดเทคนคิ การสังเกตเปน็ อย่างดีเพื่อหลีกเลีย่ ง ข้อผดิ พลาดและกาจัดความลาเอียงใหม้ ีน้อยที่สดุ 5.วิธวี ทิ ยาศาสตร์ (Scientific Method) เป็นวธิ กี ารศึกษาในการแกป้ ัญหาเพื่อใหไ้ ด้มาซึ่งความรู้ ความเข้าใจในสง่ิ นัน้ วธิ นี ป้ี ระกอบด้วย ขนั้ ตอน ดงั น้ี - ข้ันการต้ังปญั หา (Problem) เป็นการตง้ั ประเดน็ ปัญหาทสี่ นใจ ต้องการศกึ ษาและค้นคว้า เพื่อหาทางแก้ปัญหาน้ัน

68 - ขัน้ การตัง้ สมมตุ ฐิ าน (Hypothesis) เป็นการคาดคะเนคาตอบของปัญหาไว้ล่วงหนา้ อยา่ งมี เหตผุ ลเพ่ือช่วยให้ผศู้ ึกษาดาเนินไปสู่จุดหมายปลายทางอยา่ งรวดเร็วและถูกต้อง - ข้นั การรวบรวมข้อมูล (Collecting Data) เป็นข้ันรวบรวมข้อมลู เกี่ยวกับปัญหาน้ันใหม้ าก ท่สี ุด และตอ้ งวางแผนไวว้ า่ จะสามารถหาข้อมลู ได้ด้วยวิธีใด เช่น การใชแ้ บบสอบถาม การ สมั ภาษณ์ การทดลอง - ขัน้ การวิเคราะห์ขอ้ มลู (Analysis of Data) เป็นการนาข้อมลู ต่างๆทีไ่ ดม้ านาแปล ความหมายดว้ ยกาสรวิเคราะห์ตามหลกั สถิติ - ขน้ั การสรปุ ผล (Conclusion) เป็นการสรปุ ผลและรายงานผลที่ได้จาการศกึ ษาคน้ คว้าและ นาผลนัน้ ไปใช้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะตอ่ ไปด้วย 6.วธิ ีการศกึ ษารายกรณี (Case Study Method) เปน็ การศกึ ษาชีวประวตั ิความเป็นมาของบุคคลซง่ึ ต้องใช้เวลาศกึ ษาติดต่อกนั เป็นระยะเวลาหน่งึ แลว้ รวบรวมข้อมลู ท่ไี ดม้ าวิเคราะห์ พิจารณา ตีความเพ่อื ใหเ้ ขาใจความเป็นมาในอดตี และชว่ ย ชใี้ หเ้ ห็นปัญหาทบี่ ุคคลนั้นกาลงั เผชญิ อยู่ ทาให้เข้าใจสาเหตขุ องปัญหาและพฤตกิ รรมปจั จบุ ัน เพื่อ หาทางชว่ ยเหลอื แก้ไข ปรับปรงุ ตลอดจนส่งเสรมิ พฤติกรรมให้เปน็ ไปในทางสร้างสรรค์ โดย การศึกษาหาขอ้ มูลของบุคคลอย่างละเอียด เช่น ประวัติการต้งั ครรภ์ การคลอด สุขภาพ การเรียน สงั คม อารมณ์ ซึง่ อาจไดจ้ ากการสมั ภาษณ์ จากบุคคลใกลช้ ดิ เช่น บดิ า มารดา ญาตพิ ่ีน้อง ทงั้ น้ีเพือ ใหไ้ ด้ข้อมลู อย่างละเอียดให้มากทสี่ ดุ 7.วธิ กี ารสัมภาษณ์ (Interview) เปน็ วิธีการทีน่ ิยมกนั อยา่ งแพรห่ ลายในปจั จบุ นั สามารถทาได้ทงั้ อยา่ งมแี บบแผนและไม่มแี บบแผน จดุ ประสงค์เพ่ือต้องการรู้รายละเอยี ดและทาให้เขา้ ใจในตัวบุคคล การใชเ้ ทคนิคการสัมภาษณม์ ี ลกั ษณะคลา้ ยแบบสอบถาม คอื เป็นการถามตอบเพือ่ ใหไ้ ดข้ ้อมูลท่ีต้องการซึง่ สามารถทาได้ทงั้ เป็น หมแู่ ละเปน็ รายบคุ คล โดยมวี ธิ กี ารเปน็ ขั้นตอนคอื ข้ันเตรียมการ ไดแ้ ก่ การเตรียมสถานท่ี คาถาม นดั หมายเวลา และสรา้ งความคุ้นเคยกับบุคคลท่ีจะถกู สัมภาษณ์ ขน้ั สัมภาษณ์ เปน็ การดาเนินการ

69 ตามแผนท่ีวางไว้ พยายามให้ผ้ถู ูกสัมภาษณพ์ ูดหรอื แสดงความคิดเห็นให้มากทส่ี ุด และขั้นสุดทา้ ย เป็นการยุติการสมั ภาษณเ์ มื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทฤษฎที างจิตวทิ ยาการศกึ ษา 1. ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ ไดม้ าจาก 2 กลุ่มใหญ่ คอื กลุม่ พฤติกรรมและกลุ่มความรู้ 1.1กลมุ่ พฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ทฤษฏีการเสรมิ แรง ของพาฟลอบ การปฏกิ ิรยิ าตอบสนองอย่างใดอยา่ งหนึง่ แตเ่ พยี งอย่างเดยี วสง่ิ เร้าน้ันกอ็ าจจะทาให้เกิดการตอบสนองเชน่ น้ัน ได้ถ้าหากมีการวางเงื่อนไขที่ถกู ต้อง นักจติ วทิ ยาการศึกษากล่มุ นี้ เชน่ chafe Watson Pavlov, Thorndike, Skinner ซ่ึงทฤษฎขี อง นกั จิตวทิ ยากลุ่มนี้มหี ลายทฤษฎี เช่น ทฤษฎีการวางเงื่อนไข (Conditioning Theory) ทฤษฎี ความสมั พนั ธต์ อ่ เนอ่ื ง(Connectionism Theory) ทฤษฎีการเสรมิ แรง (Stimulus-Response Theory) ทฤษฎกี ารวางเงือ่ นไข (Conditioning Theory) เจา้ ของทฤษฎีนี้ คือ พาฟลอบ (Pavlov) กล่าวไว้ว่า ปฏกิ ริ ิยาตอบสนองอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงของร่างกายของคนไม่ไดม้ าจากสิ่งเร้าอยา่ งใดอย่างหนงึ่ แต่ เพียงอยา่ งเดียว สิ่งเร้าน้นั ก็อาจจะทาใหเ้ กดิ การตอบสนองเชน่ น้ันได้ถา้ หากมกี ารวางเง่ือนไขที่ ถกู ตอ้ งเหมาะสม ทฤษฎีความสัมพนั ธ์ต่อเน่ือง (Connectionism Theory) เจา้ ของทฤษฎนี ี้ คือ ธอรน์ ไดค์ (Thorndike) ซ่ึงกลา่ วไวว้ า่ ส่งิ เรา้ หนงึ่ ๆ ย่อมทาให้เกิดการตอบสนองหลาย ๆ อย่าง จนพบสง่ิ ท่ีตอบสนองทีด่ ีที่สดุ เขาได้ค้นพบกฎการเรยี นรู้ท่ีสาคัญคือ 1. กฎแห่งการผล (Law of Effect) 2. กฎแห่งการฝกึ หัด (Law of Exercise) 3. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) แนวคดิ ของธอรน์ ไดค์ นักการศกึ ษาและจิตวทิ ยาชาวเยอรมัน ผู้ใหก้ าเนินทฤษฎีแหง่ การเรยี นรู้ ได้ เสนอหลักการ ภารกิจของการสอนของครไู ว้ 2 ประการ และเสนอหลักการเบ้ืองตน้ เกยี่ วกบั เทคโนโลยีทางการศกึ ษาไว้ 5 ประการ

70 ภารกิจของการสอนของครูไว้ 2 ประการ คือ 1. ควรจัดเร่อื งหรือส่งิ ทจ่ี ะสอนตา่ ง ๆ ที่ควรจะไปด้วยกัน ให้ได้ดาเนินไปด้วยกัน 2. ควรให้รางวัลการสัมพนั ธ์เชอ่ื มโยงท่ีเหมาะสม และไม่ควรให้ความสะดวกใด ๆ ถ้าไม่ สามารถสร้างความสัมพนั ธเ์ ชือ่ มโยงทีเ่ หมาะสมขึน้ มาได้ หลักการเบอ้ื งตน้ เกยี่ วกับเทคโนโลยที างการศึกษาและการสอนของเขา ไว้ 5 ประการ คือ 1. การกระทากจิ กรรมต่าง ๆ ดว้ ยตนเอง (Self – Activity) 2. การทาให้เกิดความสนใจดว้ ยการจงู ใจ (Interest Motivation) 3. การเตรียมสภาพที่เหมาะสมทางจติ ภาพ (Preparation and Mentalset) 4. คานึงถงึ เร่ืองเอกตั ตะบุคคล (Individualization) 5. คานึงถงึ เร่ืองการถ่ายทอดทางสังคม (Socialization) ทฤษฎกี ารวางเงอื่ นไข/ทฤษฎีการเสริมแรง(S-RTheory หรือ Operant Conditioning) เจ้าของ ทฤษฎีนีค้ ือ สกนิ เนอร์ (Skinner) กล่าวว่า ปฏกิ ริ ิยาตอบสนองหน่งึ อาจไมใ่ ชเ่ น่อื งมาจากสิง่ เร้าส่ิง เดียวสงิ่ เรา้ นัน้ ๆกค็ งจะทาให้เกดิ การตอบสนองเช่นเดียวกนั ได้ถ้าได้แนวคิดของสกินเนอรน์ ้ัน นามาใชใ้ นการสอนแบบสาเร็จรปู หรือการสอนแบบโปรแกรม(Program Inattention) สกนิ เนอร์ เป็นผู้คดิ บทเรียนโปรแกรมเป็นคนแรก คาร์เพนเตอร์ และเดล(C.R. Carpenter and Edgar Dale) ได้ประมวลหลักการและทฤษฏี เทคโนโลยีทางการศึกษาในลกั ษณะของการเรยี นร้ทู ี่มปี ระสิทธิภาพ คอื หลกั การจงู ใจ สอื่ เทคโนโลยที างการศึกษาจะมีพลงั จงู ใจทส่ี าคญั ในกจิ กรรมการเรยี นการ สอน เพราะเป็นสงิ่ ท่ี สามารถผลกั ดัน สง่ เสริมและเพ่ิมพนู กระบวนการจงู ใจท่มี ีอิทธิพลตอ่ พลังความสนใจความต้องการ ความปรารถนา และความคาดหวงั ของผูเ้ รี ยนทจี่ ะศึกษา การพฒั นามโนทัศน์ (Concept) ส่วนบคุ คล วสั ดุการเรยี นการสอนจะชว่ ยส่งเสริมความ คิด ความเข้าใจแก่ผู้เรียนแต่ละคน ดงั น้นั การเลอื ก การ ผลิตและการใชว้ สั ดกุ ารเรยี นการสอน ควรจะต้องสัมพนั ธก์ บความสามารถของผูส้ อน และผเู้ รยี น

71 กระบวนการเลือกและการสอนด้วยสื่อเทคโนโลยี ความสมั พันธร์ ะหว่างการปฏบิ ตั เิ ก่ียวกับส่อื จะ เป็นแบบลูกโซ่ในกระบวนการเรียนการสอน การจัดระเบียบประสบการณ์เทคโนโลยีทางการศึกษา ผู้เรียนจะเรียนไดด้ จี ากสื่อ เทคโนโลยที จ่ี ดั ระเบียบเป็นระบบการมีสว่ นรวมและ การปฏบิ ัติ ผู้เรยี น ต้องการมสี ่วนรว่ ม และการปฏิบตั ดิ ว้ ยตนเองมากทีส่ ดุ การฝึกซา้ และ การเปลย่ี นแปลงสง่ิ เรา้ บอ่ ยๆ อตั ราการเสนอสื่อ ในการเรยี นการสอน อตั ราหรือช่วงเวลาการเสนอข้อความรตู้ า่ งๆ จะต้องมคี วาม สอดคลอ้ งกับความสามารถอัตราการเรียนรแู้ ละประสบการณข์ องผู้เรยี น ความชัดเจน ความ สอดคลอ้ ง และความเป็นผล การถา่ ยโยงทด่ี โี ดยทีก่ ารเรยี นรูแ้ บบเกา่ ไม่อาจถ่ายทอดไปสกู่ ารเรียนรู้ ใหมไ่ ดอ้ ย่าง อัตโนมัติ จงึ ควรจะต้องสอนแบบถา่ ยโยงเพราะผู้เรยี นต้องการแนะนาในการปฏบิ ัติ และเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้นั้นทีเ่ ป็นประโยชน์ต่อการนาไปใช้ในสถานการณ์จรงิ การให้รู้ผล การ เรยี นร้จู ะดขี ้ึน ส่วนบูเกสสกี (Bugelski) ไดส้ นบั สนนุ วา่ การเรียนรูจ้ ะเป็นผลจากการกระทาของผเู้ รียน ไม่ใช้ กระบวนการถ่ายทอดของผ้สู อน เพื่อผู้เรียนจะได้เชอ่ื มโยงความรู้ใหมไ่ ดส้ ะดวกซ่ึ งหมายถงึ ว่า เทคโนโลยที างการศกึ ษาจะเป็นตวั การประสานความรูโ้ ดยตรงแกผ่ ้เู รยี น หลักการและทฤษฎีทเี่ กี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยที างการศึกษายังตอ้ งอาศัยวธิ ีการทีส่ าคัญ คอื วิธกี ารเชงิ มนษุ ยวทิ ยา (Humunistic Approach) ได้แก่ การทคี่ รูให้ความสนใจต่อการพัฒนาใน ด้านความเจริญเตบิ โตของผ้เู รยี นแตล่ ะคนวิธีการสอนเชงิ ระบบ (Systematic Approach) ไดแ้ ก่ การ จดั การเรียนการสอน โดยอาศยั วธิ รี ะบบท้ังเพราะการเรียนการสอนเป็นการถ่ายทอดศิลปะ วฒั นธรรม ความรับผดิ ชอบต่อสงั คมในลกั ษณะของการเข้าใจเน้ือหาวชิ าจิตวทิ ยาการเรียนรู้ 1.2 กลุ่มความรู้ (Cognitive) ทฤษฏภี าคสนาม เช่นของไดเลอร์ (congnitive Field Theory )เนน้ ความสาคัญของ สว่ นรวม ดงั นัน้ แนวคดิ ของการสอนซ่งึ มุ่งให้ผู้เรยี นมองเห็นส่วนรวมก่อนโดยเน้นเรยี นจาก ประสบการณ์ ความหมายกล่มุ ปญั ญานยิ ม

72 ปญั ญา นิยมหรือกลุม่ ความรู้ความเข้าใจ หรือบางครง้ั อาจเรียกวากลุม่ พุทธินิยมเป็นกลุม่ ทเี่ นน้ กระบวนการทางปัญญาหรือความคิด นกั คดิ กลุม่ น้ี ได้ขยายขอบเขตของความคดิ ท่ีเน้นทางดา้ น พฤตกิ รรม ออกไปสู่กระบวนการทางความคิด ซึง่ เป็นกระบวนการภายในสมอง นกั คิดกลุ่มนี้เชือ่ วา่ การเรยี นรู้ของมนุษยไ์ ม่ใชเ่ รื่องของพฤตกิ รรมท่ีเกดิ จากกระบวนการตอบสนองต่อสง่ิ เรา้ เพยี งเทา่ น้ัน การเรยี นรู้ของมนุษยม์ ีความซับซ้อนยง่ิ ไปกว่านั้น การเรยี นรเู้ ปน็ กระบวนการทางความคิดท่ีเกดิ จากการสะสมขอ้ มลู การสร้างความหมาย และความสมั พนั ธ์ของข้อมลู และการดึงขอ้ มลู ออกมาใชใ้ นการกระทาและการแกป้ ัญหาตา่ งๆ การ เรียนร้เู ปน็ กระบวนการทางสติปัญญาของมนษุ ยใ์ นการท่ีจะสร้างความรคู้ วาม เขา้ ใจให้แกต่ นเอง ทฤษฎปี ญั ญานยิ มนี้ เกิดขึน้ จากแนวคดิ ของชอมสก้(ี Chomsky) ทไี่ ม่เห็น ด้วยกับสกนิ เนอร์ (Skinner)บิดา ของทฤษฎพี ฤติกรรมนยิ ม ในการมองพฤติกรรมมนษุ ย์มนษุ ย์ไว้วา เป็นเสมอื นการ ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ชอมสกเี้ ชอ่ื วา พฤติกรรมมนุษย์นัน้ เปน็ เร่ืองของภายในจิตใจ มนุษยไ์ ม่ใช่ ผา้ ขาวทเ่ี มอื่ ใสส่ อี ะไรลงไปก็จะกลายเปน็ สนี นั้ มนุษยม์ ีความนึกคิด มีอารมณจ์ ิตใจและความรสู้ กึ ภายในทแี่ ตกตา่ งกนออกไป ดังนัน้ การออกแบบการเรียนการสอนกค็ วรท่ีจะคานึงถึงความแตกตา่ ง ภายในของมนษุ ยด์ ้วย 2. ทฤษฎคี วามแตกตา่ งระหว่างบุคคล ได้รับการพัฒนามาจากแนวความคิดเรอ่ื งสงิ่ เร้าและการตอบสนอง (Stimulus-Response) หรือ ทฤษฎี เอส-อาร์ (S-R theory) ของกาเย่ และนามาประยกุ ต์ใชอ้ ธบิ ายวา่ บคุ คลมคี วามแตกตา่ งกนั หลายประการ เช่น บุคลิกภาพ ทศั นคติ สติปัญญา และความสนใจ เป็นต้น ความแตกต่างน้ยี ังขน้ึ อย่กู บั สภาพทางสงั คมและวฒั นธรรมทาใหม้ ีพฤตกิ รรมการสอ่ื สารและการ เลือกเปดิ รับสารท่ีแตกต่างกัน ไดแ้ ก่ 1) มนษุ ยเ์ รามคี วามแตกต่างกันมากในองค์ประกอบทางจิตวิทยาสว่ นบคุ คล 2) ความแตกต่างนบ้ี างส่วนมาจากลักษณะแตกต่างทางชีวภาค หรือทางรา่ งกายของแต่ละ บุคคล แตส่ ่วนใหญ่แลว้ จะมาจากความแตกตา่ งที่เกิดจากการเรยี นรู้

73 3) มนุษย์ซ่งึ ถกู ชุบเลย้ี งภายใตส้ ภาพการณต์ า่ งๆ จะเปิดรบั ความคิดเห็นแตกตา่ งกนั ไป 4) การเรียนรสู้ ิ่งแวดลอ้ มทาใหเ้ กิดทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อท่ีรวมเป็นลกั ษณะทาง จติ วิทยาสว่ นบคุ คลที่แตกตา่ งกันไป 3. ทฤษฎกี ารพัฒนาการ ประกอบดว้ ย ทฤษฎีของเพียเจท์ บรูนเนอร์ อิรคิ สนั กีเซล ทฤษฎพี ฒั นาการของกีเซล (Gesell’s Theory of Development) ได้อธิบายว่า พฤตกิ รรมของ บคุ คลจะข้ึนอยูก่ ับพฒั นาการ ซงึ่ จะเปน็ ไปตามธรรมชาติ และเม่ือถงึ วยั กจ็ ะสามารถ กระทา พฤติกรรมต่างๆ ได้เอง ไม่จาเป็นต้องฝึก หรือเรง่ เม่อื ยังไม่พร้อมในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอน จะตอ้ งคานึงความพร้อม ความสามารถ ความสนใจ และความตองการของผู้เรยี น ทฤษฎพี ฒั นาการของเพยี เจท์ (Piaget’s Theory of Development) ไดอ้ ธบิ ายวา่ การ พัฒนาการสต ปญั ญาและความคิดของผู้เรยี นน้นั เกิดจากการปรบั ตวั กบั ส่งิ แวดล้อม และผสู้ อนควรจะตอ้ งจดั สภาพแวดลอ้ มทางการเรยี นการสอนให้สอดคล้องกับความพร้อมของผเู้ รยี นด้วย ทฤษฎพี ฒั นาการของบรูเนอร์ (Bruner’s Theory of Development) ได้อธบิ ายการ ความพรอ้ มของ เดก็ สามารถจะปรบั ได้ซึง่ สามารถจะเสนอเน้ือหาหาใดๆ แก่เด็กในอายุเทา่ ใดก็ได้แต่จะต้องรู้จักการ ตดั เนอื้ หาและวิธีการสอนทีเ่ หมาะสมกบั พัฒนาการของเด็กเหล่าน้นั ดงั น้ันผ้สู อนจงึ จาเป็นจะต้อง เขา้ ใจเดก็ และรู้จกั กระตุ้นโดยการจดั สภาพการเรยี นการสอนใหเ้ หมาะสมกับความตอ้ งการของเด็ก ดว้ ย ทฤษฎพี ฒั นาการของอรี คิ สัน (Erikson’s Theory of Development ) ได้อธิบายว่า การพัฒนาการทาง บคุ ลกิ ภาพยอ่ มขึ้นอยกู่ บั การปฏิสัมพนั ธร์ ะหว่างอินทรีย์กับสภาพสังคมทีม่ ีอทิ ธิพลมาเปน็ ลาดับขั้น ของการพฒั นา และจะสืบเน่ืองต่อๆ ไปเด็กทม่ี ีสภาพสังคมมาดี ก็จะมีผลตอ่ การพัฒนาบุคลกิ ภาพท่ี ดี ดงั น้นั ผูส้ อนควรจะต้องสรา้ งสัมพนั ธภาพกบั ผู้เรยี น ใหค้ วามสนใจเพอ่ื ชวยแกป้ ญั หาคา่ นยิ มบาง ประการ

74 หลักการและทฤษฎีทางจิตวทิ ยาทีส่ าคญั จิตวิทยาท่ีเก่ยี วขี้องกบั การศึกษาและการเรียนการสอนโดยตรงได้แก่ 1. จติ วิทยาพัฒนาการ (Developmental psychology) จะกล่าวถงึ พัฒนาของบุคคลแต่ละวยั ใน ดา้ นต่างๆ หรือความพรอ้ มของผู้เรยี น ซึ่งช่วยในการจัดการเรยี น การอบรมส่งั สอนมคี วาม สอดคล้องกบั ธรรมชาตขิ องผู้เรยี นยง่ิ ข้ึน 2. จติ วิทยาท่ีว่าด้วยความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล (Psychology of individual Differences) จะกลา่ วถึงความแตกตา่ งของบุคคลในด้านตา่ งๆ และธรรมชาตขิ องบุคคลทจ่ี ักต้องยอมรบั ลกั ษณะ เช่นนี้เพื่อทีจ่ ะชวยจัดการศกึ ษาให้ดีท่สี ุดสาหรบั ผเู้ รียนทุกๆ คน 3. จิตวทิ ยาการเรยี นรู้ (Psychology of learning) จะกลา่ วถึง สภาพการณ์เรยี นรู้ และ กระบวนการเรียนรขู้ องคนเรา ซึ่งจะอธบิ ายโดยทฤษฎีการตอบสนองต่อสิง่ เรา้ (S-R Theory) ลักษณะหน่งึ และอธบิ ายโดยทฤษฎีความรู้ (Cognitive Theory) หรือ Cognitive-rield Theory) ซึ่งจะ ช่วยในดา้ นการสอนโดยตรง 4. จิตวิทยาบุคลกิ ภาพ (Psychology of Personality) จะกล่าวถึงพฤติกรรมการเรยี นรู้ และ แรงจงู ใจท่ีปฎสิ ัมพนั ธ์กนั ซง่ึ จะชวยใหผ้ สู้ อนเขา้ ใจพฤตกิ รรมของผู้เรียนดีขึ้น 5. จิตวิทยาสงั คม (Social Psychology) จะกลา่ วถงึ คุณค่า จรยิ ธรรม และการรวมกล่มุ ของ บุคคล รวมทง้ั อิทธิพลของกลุ่มและสภาพแวดลอ้ ม ซ่ึงจะชว่ ยให้ผสู้ อนสามารถใช้กระบวนการกลมุ่ ในการเรยี นการสอน และการปรบั สภาพการเรยี นการสอนใหส้ อดคลอ้ งกบั สงั คม เอกสารเนอื้ หาการฝกึ อบรม 1. การฝกึ อบรม หมายถงึ กระบวนการหรือกิจกรรมท่ีจดั ขึ้น เพอื่ พัฒนาทกั ษะความชานาญ ความรู้ ท่จี ะทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงทัศนคติ พฤตกิ รรมการทางานใหม้ ปี ระสิทธิภาพ ไม่จากัดการศกึ ษา สถานท่ี เพศและโอกาส เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต (นิรชา ทองธรรมชาตแิ ละคณะ.

75 2. ความสาคญั และความหมายของการฝึกอบรม การฝึกอบรม เปน็ การจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มปี ระสทิ ธภิ าพสงู สุด และทันเหตกุ ารณ์เสมอ เพราะโลกสงั คมทด่ี าเนินชวี ิตอยู่ อยู่ทา่ มกลางการเปลย่ี นแปลงตลอดเวลา ภายใตส้ ง่ิ แวดลอ้ ม สภาพแวดลอ้ ม การเมือง เศรษฐกจิ ในประเทศไทยและในโลกมกี ารเปล่ียนแปลง อยา่ งรวดเร็วมาก การฝึกอบรมเปน็ กระบวนการเพ่มิ พูนความรู้ ทกั ษะ ความชานาญ การพัฒนาฝีมือ ในการทางานใหบ้ ุคคลเกิดการเรียนรู้ การพัฒนากาลงั คนที่เป็นประชาชนสว่ นใหญข่ องประเทศ ตอ้ งจัดกจิ กรรมให้สอดคล้องกับการดารงชีวิต และตรงความต้องการของประชาชน โดยการ สารวจหาข้อมลู ใหท้ ราบวา่ ประชาชนกล่มุ ใดมีความต้องการเรยี นรู้อะไร เมื่อไรมีความจาเป็นตอ้ ง อบรม จะอบรมเร่ืองอะไร และควรจะการฝึกอบรมวธิ ีใด ความจาเปน็ ในการพฒั นาประชาชนของ กลมุ่ ต่างๆ มาจากปจั จยั ทง้ั ภายในและภายนอกชมุ ชน ความจาเปน็ ในการฝึกอบรมน้นั อาจเป็น การแก้ปญั หา จดั ฝกึ อบรมสาหรับประชาชน ควรมีการวิเคราะห์ความจาเป็น (Need Analysis) ใน การฝึกอบรมสามารถกระทาไดโ้ ดยการสารวจ การสัมภาษณ์บุคลากรเกี่ยวกับสภาพปัญหา หรือ ความตอ้ งการในการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทกั ษะ โดยอาจพิจารณาเก่ียวกบั ระบบการ ปฏบิ ัติงาน ผลลัพธ์ เช่น คณุ ภาพของผลผลติ มาตรฐานของผลงาน เม่ือทราบความจาเปน็ ท่ตี ้องการ แกไ้ ขหรือพัฒนาแล้ว ต้องพิจารณาตอ่ ไปอีกว่า มที างเลือกใดบ้างทสี่ ามารถสนองความจาเปน็ เหลา่ นั้น และความจาเป็นใดบ้างทจ่ี ะตอ้ งใช้วิธกี ารฝกึ อบรม จงึ เตรียมการฝกึ อบรมว่า ต้องการหวัง ผลในทิศทางไหน เพือ่ อะไร วธิ ใี ดและเมอื่ ไร (ศิริชัย กาณจนวาสี. 2538: 7) การฝกึ อบรมเปน็ กระบวนการเปลีย่ นแปลงคนอย่างเป็นระบบ เป็นการใหก้ ารศึกษาตลอด ชีวติ สาหรับทกุ คนเชน่ เดยี วกับการศึกษา คนตอ้ งพัฒนาความรูใ้ หท้ นั ต่อการเปลีย่ นแปลงของสงั คม โลก การฝกึ อบรมทดี่ ีจะต้องสามารถทาใหบ้ ุคคลเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมไปในทางทพ่ี ึงประสงค์ เกิดประโยชนต์ ่อบุคคล ด้านการพฒั นาความรู้ ความสามารถ ความคิด การวเิ คราะห์และการ ตัดสินใจ เพื่อการสรา้ งทัศนคติที่ดตี ่องานท่ที าการฝกึ อบรมมกั ใชช้ ่วงเวลาสนั้ ๆ เพอื่ ให้เกดิ ผลเร็วที่ผู้ เขา้ รับการฝกึ อบรมจะนาไปใชป้ ฏบิ ัติงานได้ทนั ที (คีรีบูน จงวุฒเิ วศย.์ 2540: 69 - 79) โดยสรปุ การฝกึ อบรมมคี วามสาคัญ ในฐานะท่ีเป็นกรรมวิธีท่สี นับสนนุ การศกึ ษาตลอด ชีวิตการฝึกอบรมจาเป็นต้องจดั ทาหลกั สตู รขึ้นมา ชว่ ยให้ผูเ้ ข้าอบรมเกดิ การเรียนรู้เพิ่มเตมิ ประสบการณ์ วทิ ยาการสมัยใหม่ทีม่ กี ารเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็ว บุคคลต้องปรบั ปรุงพัฒนา ตนเองใหม้ ีสมรรถภาพการทางานสูงใหท้ นั ต่อการเปลย่ี นแปลงในเรื่องใด ๆ ตอ้ งอบรมหาความรูใ้ น เร่ืองน้ันโดยเฉพาะ การอบรมเป็นส่วนสาคญั ของการพัฒนาบุคคล ชุมชน สงั คม ประเทศชาติ ความหมายการฝึกอบรม เนื่องจากการฝกึ อบรม (Training) จะถกู นามาใช้คกู่ บั การเรียนรู้ (Learning) แต่โดยความหมายนั้นจะมคี วามหมายทีแ่ ตกต่างกัน ผเู้ ข้าอบรมมีแรงจูงใจ มสี ว่ นรว่ ม

76 ในกิจกรรม และมีความต้องการอบรมจะเกดิ การเรยี นรูไ้ ดด้ ี ส่วนการฝึกอบรมนัน้ เป็นภารกจิ ของผู้ จดั ต้องทาหนา้ ทที่ ่ีจะทาใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนรู้ (สุวัฒน์ วัฒนวงศ์. 2545: 11 - 12) การอบรมเปน็ เร่ืองของผู้จดั หรือวิทยากร สว่ นการเรียนรเู้ ป็นเรื่องของผเู้ รยี นหรอื ผู้เข้ารบั การฝึกอบรม การเรียนรู้ เปน็ การสะสมประสบการณ์ ท่เี พ่ิมเติมเขา้ มาตลอดชวี ิตของบคุ คล มคี วามเปน็ พลวัตร (Dynamic) แปรผนั ต่อการเรียนรู้ สามารถดาเนนิ ไปได้ตลอดชีวิต การเรยี นร้แู ละการฝึกอบรมจงึ มีส่วนสัมพนั ธ์ กนั การฝึกอบรมทด่ี ีผู้เรียนจะต้องเกิดการเรยี นรู้ การฝึกอบรมสามารถเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมของ บุคคลใหม้ ีพฤติกรรมทพี่ ึงประสงค์ เกดิ ประโยชน์ต่อบุคคล ระยะเวลาในการฝกึ อบรมเปน็ ช่วงเวลา สน้ั ๆ เพื่อให้ได้ผลเร็วที่จะนาไปใช้ปฏบิ ัตไิ ด้ทนั ที การฝึกอบรม เป็นกระบวนการจดั การเรียนรู้อย่างเปน็ ระบบ เพื่อสรา้ งความรหู้ รือเพิ่มพนู ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) ความสามารถ (Ability) และเจตคติ (Attitude) ที่จะชว่ ยปรบั ปรงุ การปฏบิ ตั ิงานให้มีประสทิ ธภิ าพสูงขนึ้ (Goldstein. 1993: 3) การฝึกอบรม หมายถึง กระบวนการหรือกิจกรรมที่จัดข้นึ เพ่ือพัฒนาทักษะความชานาญ ความร้ทู ่ีจะทาใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงทศั นคติ พฤติกรรมการทางานใหม้ ีประสิทธภิ าพ ไม่จากดั การศกึ ษา สถานที่ เพศและโอกาส เป็นการเรยี นรู้ตลอดชวี ิต (นิรชา ทองธรรมชาติและคณะ. 2544: 12) การฝึกอบรม หมายถึง กระบวนการพัฒนาบคุ คลใหม้ คี วามรู้ ทักษะและเจตคติในการ ทางานทไ่ี ด้รบั มอบหมายเฉพาะอย่างได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ โดยมเี ปาู หมายให้ผู้เข้ารบั การ ฝึกอบรมไปใชป้ ฏิบัติจริง อันเกิดประโยชนต์ ่อผ้เู ข้ารบั การอบรม (เกศริน มนญู ผล. 2544: 36) การฝกึ อบรม หมายถึง กระบวนการทีจ่ ัดขึ้นอยา่ งมรี ะบบ เพอื่ เพิม่ ประสิทธิภาพการทางาน ของบุคคล โดยม่งุ ท่ีจะเพ่ิมพนู ความรู้ ทักษะ และเจตคตขิ องบคุ คล เพอ่ื ที่จะสามารถปฏิบัติงานได้ ดยี ง่ิ ขึ้น ซงึ่ จะนาไปสู่การพัฒนาและเพม่ิ ผลผลิต ทาให้เกิดผลสาเรจ็ ตามเปาู หมายขององคก์ รที่ กาหนดไว้ (ศักรินทร์ ชนประชา. 2550: 73) โดยสรปุ จากการศึกษาความหมายของการฝึกอบรมสรุปไดว้ ่า การฝกึ อบรมเป็น กระบวนการจัดกจิ กรรมการศึกษาอยา่ งเปน็ ระบบ มขี ัน้ ตอนต่อเนือ่ ง สามารถเกิดการเรยี นร้ทู ี่ สามารถพฒั นาทักษะและเจตคติ ของผู้เขา้ รับการฝึกอบรมให้เปลย่ี นแปลงไปในทิศทางที่ตอ้ งการ หลังอบรมนาความรทู้ ไี่ ด้รับไปใชป้ ระโยชนส์ ูงสดุ โดยมีฐานความต้องการของผู้เข้าอบรม การ อบรมมีการจูงใจเหมาะสมกบั สภาพของผู้เขา้ อบรมจะชว่ ยใหก้ ารฝกึ อบรมบรรลเุ ปูาหมายได้ การฝึกอบรมกับการศึกษามีความหมายใกล้เคียงกนั แตม่ ปี ระเด็นที่แตกต่างกันเพอื่ ความ เข้าใจทชี่ ัดเจน อาจสรุปความแตกตา่ งระหว่างการศกึ ษากับการฝกึ อบรม ไดด้ ังน้ี ตารางเปรยี บเทยี บการศกึ ษาและการฝึกอบรม

77 ตารางเปรียบเทียบการศึกษาและการฝกึ อบรม ทม่ี า: อาชัญญา รัตนอุบล. (2541: 4). จากการศึกษา ตามตารางเปรียบเทียบ จะเห็นว่าการศึกษากบั การฝึกอบรมมีความเกี่ยวเนือ่ ง ต่อกนั การอบรมเป็นหนว่ ยย่อยของการศึกษา การศกึ ษาปัจจุบันจึงเนน้ การใหค้ วามสาคญั ต่อการ เรียนรู้ตลอดชีวิตมากขึ้น การศึกษาจึงหมายถึง กระบวนถ่ายทอดความรู้และการสร้างสมความรู้ ทศั นคติ ทักษะในบุคคลสนบั สนุนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ นนั่ คือ การฝึกอบรมเป็นสว่ นหนง่ึ ของ การจดั กจิ กรรมการศกึ ษา ในชว่ งเวลาทีเ่ หมาะสม คานึงถึงความแตกต่างของบคุ คล ให้เรียนร้สู ง่ิ

78 ใหม่ ได้ความรใู้ หม่ นาไปสูก่ ารแกป้ ญั หา เรียนร้แู สวงหาความรูเ้ พื่อแก้ปญั หาไดด้ ว้ ยตนเอง การ เรยี นร้มู ีไดต้ ลอดเวลาต้งั แต่เกิดจนตายต่อเนอ่ื งตลอดชีวิต สว่ นการฝึกอบรม ในประเด็นของการให้ความรู้ตลอดชวี ิต มปี ระเดน็ สาคัญคือ เน้ือหาการ ฝึกอบรม ส่วนใหญ่จะเกิดจากความตอ้ งการแกป้ ญั หาการทางาน เพ่ือปรับปรุงการปฏบิ ตั งิ านเพมิ่ สมรรถภาพการทางานเฉพาะทตี่ ้องการ การฝกึ อบรมจึงเป็นการจัดการศึกษาทีม่ ุง่ ใหผ้ เู้ ข้ารบั การ ฝกึ อบรมปฏิบัติ หรือกระทาในบางส่งิ บางอยา่ งทไ่ี มเ่ คยปฏิบตั ิ เป็นลักษณะจาเพาะเจาะจง แบบ จบลงในตัวเอง เวลายดื หยุน่ อยา่ งเหมาะสมกับเนอ้ื หา เน้ือหาเหมาะสมกบั ผูเ้ รียนหรือผู้เข้าอบรม และทสี่ าคัญตอ้ งตรงกับความต้องการของผู้เข้ารับการฝึกอบรม สามารถที่จะนาความรู้จากการ ฝึกอบรมนั้นไปใชป้ ระโยชน์ได้ทันที อาจกล่าวได้ว่าการฝกึ อบรมผู้เขา้ รบั การฝึกอบรมต้องเกิดการ เรียนรู้หลงั จากฝกึ อบรมเรอื่ งนน้ั ๆ การวเิ คราะหค์ วามจาเปน็ ในการฝึกอบรม การจดั การศึกษาเพอ่ื พฒั นาคน โดยเฉพาะประชาชนนั้น การจดั ฝึกอบรมท่ีมคี ุณภาพจะต้อง เกดิ จากความต้องการท่ีจาเป็นอยา่ งแท้จริง การสารวจเพื่อให้ได้ข้อมูลท่ีแนช่ ดั ว่า จาเป็นตอ้ งอบรม ประชาชนในเรอ่ื งใด ด้วยวธิ ีการใด และจัดอบรมเมื่อใด ความจาเปน็ ในการฝกึ อบรมอาจมา ทั้ง ปัจจัยภายในและภายนอกซึง่ อาจจะเป็นการแก้ปัญหาการปฏิบตั ิงานในอดีต การจัดอบรมเพอ่ื เพม่ิ ทกั ษะความรู้ เจตคติ หรอื เพื่อปอู งกันการแก้ปญั หาทอ่ี าจจะเกิดขนึ้ ในอนาคต ก่อนที่จะจัดอบรม จาเปน็ ตอ้ งวิเคราะห์ความจาเปน็ ในการฝึกอบรม สามารถกระทาไดโ้ ดยการสงั เกต การสารวจหรือ การเขา้ ไปศึกษาสภาพปญั หา การสัมภาษณป์ ระชาชนเกยี่ วกบั สภาพปญั หา หรือความต้องการ พฒั นาความรคู้ วามสามารถ อาจพิจารณาผลงาน ผลลัพธห์ รือผลผลิตทคี่ ณุ ภาพมาตรฐาน เมื่อได้ ทราบว่ามี ความจาเปน็ ตอ้ งแก้ไขแล้ว จะตอ้ งพจิ ารณาต่อไปอกี ว่า มีทางเลือกใดที่สามารถ ตอบสนองความจาเปน็ น้ัน มคี วามจาเปน็ ใดที่ตอ้ งใชก้ ารฝึกอบรมจงึ นาไปเตรยี มการทจี่ ะฝึกอบรม ตอ่ ไป (องอาจ พงษพ์ ิสุทธ์ิบปุ ผา. 2541: 38) การประเมินความจาเป็นในการฝกึ อบรม มคี วามสาคัญอยา่ งย่ิงที่จะชว่ ยวนิ จิ ฉัยว่า สภาพการณ์ใดจาเป็นต้องใชก้ ารฝึกอบรม ชว่ ยใหไ้ ด้ขอ้ มูลพ้ืนฐานสาหรบั วางแผนฝึกอบรมต้ังแต่ การกาหนดวัตถปุ ระสงค์ รปู แบบ วิธกี าร และแนวทางการประเมินการฝกึ อบรมที่เหมาะสม รวมทง้ั ชว่ ยใหก้ ารจัดอบรมดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความค้มุ ค่า Design by krooluang [email protected] www.krooluang.com Sign in|Report Abuse|Powered By Google Sites

79 3. การฝกึ อบรม การพัฒนาบคุ ลากรด้วยการจัดโครงการฝึกอบรมน้ันจะสง่ ผล และเออื้ อานวยประโยชน์ ให้กับองค์การหรอื หนว่ ยงานไดเ้ พยี งใด ย่อมข้ึนอย่กู บั ความรูค้ วามสามารถและทศั นคติที่มีตอ่ งาน ของบคุ ลากรผู้รับผดิ ชอบจัดการฝึกอบรมเปน็ สาคัญ หากจะใหส้ ามารถ ปฏิบัตงิ านด้านการ บริหารงานฝกึ อบรมได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ นอกเหนือไปจากจะต้องมคี วามรู้ ความเข้าใจ เกย่ี วกับ กระบวนการ ฝึกอบรม และหลกั การบริหารงานฝกึ อบรมแต่ละขัน้ ตอนแล้ว ผู้รบั ผิดชอบงาน ฝกึ อบรมควรจะต้องมีความรู้พน้ื ฐานทางสงั คมศาสตร์ และ พฤตกิ รรมศาสตร์แขนงตา่ งๆ อยา่ ง กวา้ งขวาง เช่นสงั คมวิทยา จิตวทิ ยา และศาสตร์การจัดการ ซง่ึ จะช่วยเอ้ืออานวยใหส้ ามารถ กาหนด หลกั สูตร และโครงการฝึกอบรมได้ง่ายขึน้ มีความรเู้ กยี่ วกับหลักการบรหิ ารบุคคลและการพัฒนา บุคคลด้วยวิธกี ารอนื่ ๆ นอกเหนือไปจากการฝกึ อบรม มคี วามเข้าใจถึงหลักการเรียนรขู้ องผใู้ หญ่ เพอื่ ให้สามารถปฏิบัติต่อผ้เู ข้าอบรมได้อยา่ งเหมาะสม ตลอดจน เข้าใจถึงหลักการวิจยั ทาง สงั คมศาสตร์อยูบ่ า้ งพอที่จะสามารถทาการสารวจ เพือ่ รวบรวมและวิเคราะหข์ ้อมูลที่จาเป็น ในการ บริหารงาน ฝึกอบรมได้ นอกจากนน้ั ผดู้ าเนนิ การฝึกอบรมยังจาเปน็ ท่จี ะต้องมคี วามสามารถในการ สอ่ื สาร ทั้งด้านการเขยี นและการพดู ในที่ชุมนุมชน ตลอดจนมีมนุษยสัมพันธ์ดเี พอื่ ให้สามารถ ติดต่อสอื่ สารกบั กลุ่มผเู้ ขา้ อบรม และประสานงานกับผู้เก่ยี วข้องอ่ืนๆ ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ดว้ ย นอกจากการมคี วามรู้ความเข้าใจในเร่ืองดงั กล่าวขา้ งต้นนี้แล้ว ทัศนคติของผู้รบั ผดิ ชอบงาน ฝึกอบรม ยงั เป็นส่งิ สาคัญทม่ี ีผล กระทบต่อการดาเนินงานฝึกอบรมอีกดว้ ย กลา่ วคอื ผู้รับผดิ ชอบ งานฝกึ อบรมเองจะตอ้ งเป็นผู้ท่เี ห็น ความสาคัญของการฝึกอบรม ต่อการพัฒนาบคุ ลากร มี ความเหน็ สอดคลอ้ งกับหลกั การและแนวคดิ ตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วข้องกับการฝึกอบรม รวมทัง้ ควรจะต้องมี ความเชื่อวา่ การฝึกอบรมนั้นเปน็ เคร่ืองมือสาคัญท่ีชว่ ยในการพฒั นาบคุ ลากร และนาไปสกู่ าร ปรบั ปรุงการบรหิ ารได้ ทศั นคตเิ ชน่ นจี้ ะเกดิ ข้ึนได้ ก็ต่อเม่ือเขามคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกีย่ วกับ หลกั การบรหิ ารงานฝึกอบรม ตลอดจนเร่อื งตา่ ง ๆ ซง่ึ เปน็ แนวคิดพนื้ ฐานท่ีเจา้ หนา้ ที่ฝึกอบรม ควรรู้ ดังกล่าวไว้ขา้ งต้นนั่นเอง ดังน้ัน เพอื่ ปูพ้ืนฐานใหแ้ ก่ผูป้ ฏบิ ตั ิงานดา้ นการฝึกอบรม จงึ จะขอเร่มิ ตน้ คมู่ ือการจัดโครงการฝกึ อบรม เพ่ือพัฒนาบุคลากรดว้ ยการกลา่ วถึงแนวคิดและหลักการตา่ ง ๆ ที่ เกย่ี วขอ้ งกับการฝึกอบรมและการพัฒนาบคุ ลากรเสยี ก่อน ความหมายของการฝกึ อบรม มผี ู้ให้คานิยามความหมายของการฝึกอบรมไว้อยา่ งมากมาย ขนึ้ อยู่กับว่ามองการฝึกอบรม จากแนวคิด (Approach) ใด เชน่

80 เมื่อมองการฝึกอบรม ในฐานะที่เปน็ แนวทางในการพฒั นาขา้ ราชการตามนโยบายของรัฐ \"การ ฝกึ อบรม หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้เพอ่ื ชว่ ยให้ขา้ ราชการมคี วามรู้ ทักษะ และทัศนคติท่ี จาเป็นในการปฏบิ ัตงิ าน ในหน้าท่ี และเพอ่ื ให้เกดิ ความร่วมมอื กันระหวา่ งขา้ ราชการในการ ปฏบิ ตั ิงานร่วมกนั ในองคก์ าร\" หรอื การฝกึ อบรม คือ \" การถา่ ยทอดความร้เู พ่ือเพิม่ พนู ทกั ษะ ความชานาญ ความสามารถ และทศั นคติ ในทางทถ่ี ูกท่คี วร เพื่อช่วยให้การปฏบิ ตั ิงานและภาระหน้าท่ตี า่ ง ๆ ในปจั จุบนั และอนาคตเป็นไป อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพมากข้ึน และ..ไมว่ า่ การฝึกอบรม จะมขี ึน้ ท่ใี ดกต็ ามวตั ถปุ ระสงคก์ ค็ ือ เปน็ การ เพิ่มขดี ความสามารถในการปฏบิ ตั งิ าน หรือเพม่ิ ขีดความสามารถในการจดั รูปขององคก์ าร..\" ในระยะหลัง เรามักจะมองการฝึกอบรมในเชิงของกระบวนการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอนั สบื เนอ่ื งมาจากเรยี นรู้ การฝึก อบรมจงึ หมายถงึ \" กระบวนการเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมอย่างมรี ะบบ เพ่อื ใหบ้ ุคคลมีความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถทจี่ าเป็น และมีทศั นคตทิ ่ดี สี าหรบั การปฏิบัติงาน อยา่ งใดอยา่ งหนึ่งของหน่วยงานหรือองค์การนนั้ \" และการฝกึ อบรม คือ \" กระบวนการในอันท่ีจะ ทาให้ผู้เขา้ รับการฝกึ อบรมเกิดความรู้ ความเขา้ ใจ ทศั นคติ และความชานาญ ในเร่ืองหนึง่ เร่ืองใด และเปลยี่ นพฤตกิ รรมไปตามวตั ถปุ ระสงค์ทก่ี าหนดไว้ จะเหน็ ไดว้ ่า ความหมายของการฝึกอบรมมมี ากมาย ข้นึ อยู่กับวา่ จะพิจารณาจากแนวคิด (Approach)ใดทีเ่ กี่ยวกับ การฝึกอบรม ท้งั น้ี มีแนวคิดและทฤษฎตี ่างๆ ทเี่ ก่ยี วกบั การฝึกอบรม ดังต่อไปนี้ การฝกึ อบรมกบั การศึกษาและการพฒั นาบุคคล ท้งั การศึกษา การพฒั นาบุคคล และการ ฝกึ อบรมล้วนแตม่ ลี ักษณะที่สาคัญๆ คลา้ ยคลึงกัน และเกย่ี วข้องกันจนดเู หมือน จะแยกออกจากกัน ได้ยาก แต่ความเข้าใจถงึ ความแตกต่างระหวา่ งท้งั สามเรื่องดงั กล่าว จะชว่ ยทาให้สามารถเข้าใจถึง ลกั ษณะของกระบวนการฝกึ อบรม ตลอดจนบทบาทและหน้าที่ของผู้รบั ผดิ ชอบจัดการฝึกอบรม เพม่ิ มากขน้ึ การศึกษาเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอยา่ งมรี ะบบ เพ่อื ให้บุคคลมคี วามรู้ ทกั ษะ ทัศนคติในเร่ืองทวั่ ๆไป อย่างกวา้ งๆ โดยมงุ่ เน้นการสรา้ งคนใหม้ คี วามสมบูรณ์ เพือ่ ให้ สามารถดารงชีวติ อย่ใู นสงั คมดว้ ยดี และสามารถปรับตัว ให้เข้ากับ สภาพแวดลอ้ มได้เปน็ สาคญั ถงึ แม้วา่ การศกึ ษายคุ ปจั จบุ นั จะเนน้ ใหค้ วามสาคัญแก่ตวั ผู้เรียนเป็นหลกั (Student-Centered) ท้ังใน ดา้ นของการจัด เน้ือหาการเรียนรู้ ระดบั ความยากง่ายและเทคนคิ วธิ ีการเรียนรู้ เพอื่ ให้ตรงกับความ สนใจ ความตอ้ งการ ระดับสติปญั ญา และความสามารถของผู้เรียนกต็ าม การศึกษาโดยท่วั ไปก็ ยงั คงเป็นการสนองความต้องการของบุคคล ในการ เตรยี มพรอ้ ม หรอื สรา้ งพ้นื ฐานในการเลือก อาชพี มากกวา่ การมุ่งเน้นให้นาไปใชใ้ นการปฏิบตั ิงานใดงานหนง่ึ นอกจากน้นั การศึกษาเป็นเรอื่ ง ท่ีสามารถกระทาได้ตลอดชีวิต ( Lifelong Education) ไมจ่ ากัดระยะเวลาอีกด้วย ส่วนคาวา่ การ

81 พฒั นาบคุ คล นน้ั นกั วชิ าการด้านการฝึกอบรมบางท่านเห็นว่าเกอื บจะเป็นเรื่องเดยี วกนั กบั การ ฝกึ อบรม โดยกลา่ วว่า การฝึกอบรม เป็นการเสรมิ สรา้ งใหเ้ กดิ การเรียนรู้ สาหรับบุคลากรระดับ ปฏบิ ตั ิการ เพ่อื ให้สามารถทางานอย่างใด อย่างหนึง่ ไดต้ ามจดุ ประสงคเ์ ฉพาะอยา่ ง ในขณะทกี่ าร พฒั นาบคุ คลนนั้ มุ่งเสริมสรา้ งให้เกดิ การเรียนรู้ในเรือ่ งทั่วๆไป อย่างกว้างๆ จึงเปน็ การฝกึ อบรม สาหรับบุคลากรระดบั บรหิ ารเปน็ สว่ นใหญ่ ซึ่งในทางปฏิบตั ิแลว้ บุคลากรทงั้ สองระดับกต็ อ้ งมีทงั้ การฝกึ อบรมและการพฒั นาบุคลากรรวมๆกนั ไป เพียงแตว่ า่ จะเน้นหนักไปในทางใดเทา่ นนั้ ส่วน เดน่ พงษ์ พลละคร เห็นวา่ คาวา่ การพฒั นาบุคคล เป็นคาทมี่ คี วามหมายกวา้ งมาก กล่าวคอื กจิ กรรมใดท่ีจะ มสี ว่ น ทาให้พนักงานมีความรู้ ทกั ษะ ประสบการณ์ และทศั นคตทิ ด่ี ขี ึ้น สามารถที่ จะปฏบิ ตั หิ นา้ ที่ ท่ยี ากข้นึ และมรี ับผิดชอบ ท่ีสงู ข้นึ ในองคก์ ารไดแ้ ลว้ เรยี กวา่ เปน็ การพฒั นาบุคคล ท้ังน้นั ซึง่ หมายความรวมถงึ การให้การศกึ ษาเพ่มิ เติม การฝกึ อบรม การสอนงาน หรือ การนเิ ทศ งาน (Job Instruction) การสอนแนะ(Coaching) การให้คาปรกึ ษาหารือ(Counselling) การมอบหมาย หน้าทีใ่ ห้ ทาเปน็ ครั้งคราว(Job Assignment) การใหร้ ักษาการแทน(Acting) การโยกย้ายสบั เปล่ียน หน้าท่ีการงานเพอ่ื ให้โอกาสศกึ ษางานทแ่ี ปลกใหม่ หรือการไดม้ โี อกาสศึกษาหาความรู้ และ ประสบการณจ์ ากหน่วยงานอ่นื (Job Rotation ) เป็นต้น จากความหมายของการพฒั นาบคุ คล ดังกล่าวขา้ งต้น ทาใหเ้ ขา้ ใจได้ทนั ทวี า่ การฝึกอบรมเป็นเพียงวิธกี ารหน่งึ หรือ ส่วนหนึ่งของการ พฒั นาบุคคลเทา่ น้ัน เพราะการพัฒนาบคุ คลเป็นเรื่องซึ่งมีจุดประสงคแ์ ละแนวคดิ กว้างขวางกวา่ การ ฝกึ อบรม ดังท่ีมีผนู้ ิยามวา่ การฝึกอบรม คอื \" การพัฒนาบุคลากรใหม้ ี ความรู้ ความเขา้ ใจ ทกั ษะ ทศั นคติ ทีเ่ หมาะสมในการปฏบิ ตั ิงาน จนกระทงั่ เกดิ การเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมในการปฏบิ ตั งิ าน ไปในทศิ ทางทตี่ ้องการ นอกจากน้ัน การฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบคุ คลนั้น เปน็ เร่ืองท่ีมวี ตั ถุประสงค์เฉพาะเจาะจง เนน้ ถงึ การเพม่ิ ประสทิ ธิภาพ ของงานซึง่ ตวั บุคคลนั้นปฏบิ ัติอยู่ หรือจะปฏิบตั ติ ่อไปในระยะยาว เน้ือหา ของเรื่องที่ฝึกอบรมอาจเปน็ เรื่องที่ตรงกับความต้องการ ของตัวบุคคลน้ันหรอื ไม่กไ็ ด้ แตจ่ ะเป็น เรื่องทม่ี ุง่ เน้นให้ตรงกับงานท่กี าลงั ปฏบิ ัตอิ ยูห่ รือกาลงั จะไดร้ บั มอบหมายให้ปฏิบัติ การฝกึ อบรม จะต้องเป็นเร่ืองที่จะตอ้ งมกี าหนดระยะเวลาเริ่มต้น และสนิ้ สดุ ลงอย่างแนน่ อน โดยมีจุดประสงคใ์ ห้ เกิดการ เปลี่ยนแปลง พฤติกรรม ซ่ึงสามารถประเมนิ ผลได้จากการปฏบิ ัติงานหรอื ผลงาน (Performance) หลังจากไดร้ ับการฝึกอบรม ในขณะท่กี ารศึกษา เป็นเร่ืองระยะยาว และอาจประเมิน ไม่ไดใ้ นทันที

82 การฝึกอบรม หวั เร่ือง (Topics) 6.1 ความหมายของการฝึกอบรม 6.2 วัตถปุ ระสงคข์ องการฝกึ อบรม 6.3 ประโยชน์ของการฝึกอบรม 6. 4 บทบาทท่ีสาคัญของผู้รบั ผดิ ชอบจัดการฝกึ อบรม 6.5 คณุ สมบตั ขิ องผูร้ ับผดิ ชอบจัดการฝกึ อบรม 6.6 กระบวนการฝึกอบรม 6.7 ประเภทการฝกึ อบรม 6.8 สาเหตทุ ่ที าให้การฝกึ อบรมไม่ประสบความสาเรจ็ 6.9 สาเหตทุ ีท่ าให้การฝึกอบรมประสบความสาเรจ็ 6.10 การฝกึ อบรมท่ีประสบความสาเรจ็ แนวคดิ (Main Idea) การฝกึ อบรมเป็นกลยุทธ์ทีส่ าคัญในการพฒั นาคุณภาพองค์การโดยเนน้ การพัฒนา ทรพั ยากรบุคคลใหเ้ กิดความรู้และประสบการณ์ เพื่อใหเ้ กิดความร้แู ละอยู่ร่วมกนั ได้อย่างมี ประสิทธภิ าพ ดงั นั้นกจิ กรรมในการฝึกอบรมจึงเป็นหนา้ ท่ีสาคญั ทท่ี กุ คน ทกุ ฝาุ ยตอ้ งเรียนรู้และมี สว่ นร่วม อกี ทงั้ เหน็ ความสาคัญ ซึง่ ผลทีเ่ กิดแก่องค์การ คือ บุคลากรและองคก์ ารมีคุณภาพ สมรรถนะยอ่ ย (Element of Competency) 1. แสดงความรู้เกย่ี วกับการฝึกอบรม 2. เลอื กกลยุทธจ์ ากการฝกึ อบรมเพอ่ื เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการทางาน 6.1 ความหมายของการฝกึ อบรม ความหมายของการฝึกอบรมมหี ลายความหมาย ดังน้ี การฝกึ อบรม หมายถึง ‚กระบวนการต่างๆ ท่ีใช้เพอื่ ช่วยให้ขา้ ราชการมีความรู้ ทักษะ และทัศนคติทจ่ี าเป็นในการปฏบิ ัติงาน ในหนา้ ท่ี และเพ่ือใหเ้ กดิ ความรว่ มมอื กันระหวา่ งขา้ ราชการ ในการปฏบิ ตั ิงานร่วมกนั ในองค์การ‛ เม่ือมองการฝกึ อบรมในฐานะท่ีเปน็ แนวทางในการพฒั นา ขา้ ราชการตามนโยบายของรัฐหากเปน็ การเพิม่ ขีดความสามารถในการปฏิบัติงานหรือเพิม่ ขดี ความสามารถในการจัดรูปขององคก์ าร

83 การฝกึ อบรม หมายถงึ ‚การถ่ายทอดความรเู้ พ่ือเพมิ่ พูนทักษะ ความชานาญ ความสามารถ และทศั นคติในทางท่ถี ูกทค่ี วร เพ่ือช่วยให้การปฏบิ ัตงิ านและภาระหน้าทตี่ า่ งๆ ใน ปัจจุบนั และอนาคตเป็นไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพมากขนึ้ ‛ การฝึกอบรม หมายถึง ‚กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมอย่างมีระบบ เพ่ือใหบ้ คุ คลมี ความรู้ ความเข้าใจ มคี วามสามารถทจ่ี าเป็น และมีทศั นคติท่ีดสี าหรับการปฏบิ ัติงานอยา่ งใดอยา่ ง หนึ่งของหน่วยงานหรือองค์การนั้น‛ การฝึกอบรม หมายถงึ ‚กระบวนการในอันทจ่ี ะทาให้ผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรมเกิดความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ และความชานาญ ในเร่ืองหนึ่งเร่ืองใด และเปลย่ี นพฤติกรรมไปตาม วตั ถุประสงคท์ ก่ี าหนดไว้จะเห็นไดว้ า่ ความหมายของการฝกึ อบรมมมี ากมาย ขนึ้ อยูก่ ับวา่ จะ พิจารณาจากแนวคดิ (Approach) ใดท่ีเก่ยี วกบั การฝกึ อบรม กล่าวโดยสรปุ ความหมายของการฝึกอบรม การฝกึ อบรม คอื กระบวนการท่ีทาให้ผู้เขา้ รบั การอบรมเกดิ การเรยี นรูใ้ นรูปแบบหนึง่ เพ่ือเพม่ิ พนู หรือพฒั นาสมรรถภาพในด้านต่างๆตลอดจนการปรบั ปรุงพฤติกรรม อันนามาซ่ึงการ แสดงออกที่สอดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงคท์ ีต่ ง้ั ไว้ 6.2 วัตถปุ ระสงคข์ องการฝึกอบรม การฝกึ อบรมนั้นหากจะพูดว่ามีวัตถปุ ระสงค์เพื่อการพฒั นาองคก์ ารเปน็ สง่ิ ถูกต้อง หากได้ พจิ ารณาในรายละเอียดสามารถแบ่งได้เป็นลักษณะใหญๆ่ ดงั น้ี 1. เพ่อื แก้ไขปัญหาที่เก่ยี วขอ้ งกับบุคลากรซง่ึ เป็นสาเหตุหลกั ของการจัดใหม้ ีการฝึกอบรม โดยทัว่ ๆ ไป 2. เพอื่ เตรยี มรับการเปลยี่ นแปลงในอนาคต เชน่ การเปลย่ี นแปลงวิธีปฏิบัติงานหรือ กรรมวธิ ีในการผลติ ตา่ งๆ หรือการฝึกอบรมเพ่ือให้เรียนรู้เกย่ี วกบั เคร่อื งจกั ร เคร่ืองมอื หรือ เทคโนโลยใี หม่ๆ ขององค์การ 3. ต้องการเพม่ิ ขีดความสามารถของบุคลากรที่มีอย่ใู ห้เขา้ ส่รู ะดับมาตรฐานหรือระดับท่ี พงึ ประสงคเ์ พอื่ ใหม้ ีความรู้ทันกบั เทคโนโลยีตา่ งๆ ทก่ี ้าวหนา้ อย่างรวดเร็ว 4. เตรยี มการรบั มือกับการแขง่ ขันท่ีทวคี วามรุนแรงขึ้น เพ่ือนาความรู้ตา่ งๆ มา เตรยี มพร้อมพัฒนาตนเอง พัฒนาองคก์ าร หรอื อาจจะสรุปวัตถุประสงคใ์ นดา้ นต่างๆ ดังนี้ (1) การเพ่ิมปรมิ าณผลผลิต (2) การพฒั นาคุณภาพของผลผลติ (3) การลดตน้ ทนุ ของงาน (4) ลดอัตราการเกิดอบุ ัติเหตุอนั จะส่งผลต่อการลดต้นทุนท่ีเกี่ยวขอ้ ง

84 (5) การลดอตั ราการหมุนเวียนและการขาดงานของบุคลากร 6.3 ประโยชน์ของการฝกึ อบรม 1. บุคลากรหรือกลุ่มบุคลากรสามารถพฒั นาขดี ความสามารถของตนเองเน่ืองจากไดร้ ับ ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ สามารถนาความรู้ไปใช้ในการทางานใหป้ ระสบผลสาเรจ็ หรือชว่ ยเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทางาน 2. การได้ปรึกษาหารือกนั ในส่วนของผู้เกีย่ วข้องในองค์การ เชน่ ผู้เข้ารับการฝกึ อบรม หัวหนา้ งาน ผบู้ ังคบั บญั ชา ผู้บรหิ ารระดบั สูงขององคก์ าร หรอื ผทู้ ่ีเกี่ยวข้องทุกระดับ ร่วมกนั หา แนวทางในการแกป้ ญั หาและการปรับปรุงการทางาน 3. ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมไดย้ กระดบั ความรู้และทักษะใหเ้ กิดการปรบั ทัศนคติ 4. ชว่ ยลดระยะเวลาในการเรียนรงู้ าน 5. ช่วยลดภาระหน้าทีข่ องหวั หนา้ งาน 6. ช่วยกระตุน้ บุคลากรใหป้ ฏบิ ตั งิ านเพ่ือความก้าวหนา้ ของตน 6.4 บทบาททีส่ าคัญของผู้รับผิดชอบจัดการฝกึ อบรม 6.4.1 ข้อปฏิบัตขิ องผรู้ ับผิดชอบจดั การฝึกอบรม 1. ต้องยอมรับความมคี ุณคา่ ของผู้เข้าอบรมแต่ละคน และจะต้องเคารพใน ความรูส้ ึกนึกคิดและความเห็น ตลอดจนประสบการณ์ของผ้เู ขา้ รว่ มดว้ ย 2. พยายามทาใหผ้ ูเ้ ข้ารบั การอบรมตระหนักดว้ ยตนเองวา่ มคี วามจาเป็นที่ จะตอ้ งปรบั พฤตกิ รรม (ทัง้ ดา้ นความรู้ ความเขา้ ใจ ความสามารถ และทศั นคติ) โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ด้วยการเรยี นรู้หรือการแก้ปัญหา 3. ควรจัดสง่ิ แวดลอ้ มทางกายภาพให้สะดวกสบาย (เชน่ ท่ีนัง่ อุณหภมู ิ แสง สวา่ ง การถ่ายเทอากาศ ฯลฯ) ให้เอื้อต่อการปฏิสมั พันธ์ในกลุม่ ผเู้ ข้ารว่ มอบรม 4. สร้างความสมั พันธอ์ ันดี ให้เกิดความร้สู ึกไว้เนอ้ื เชื่อใจ และความชว่ ยเหลือ เกอ้ื กลู ซ่งึ กันและกัน สนบั สนนุ ให้มีกจิ กรรมท่ีต้องมกี ารให้ความรว่ มมือร่วมใจกนั และกัน ใน ขณะเดยี วกนั ควรพยายามหลีกเล่ียงการแข่งขัน 5. ควรเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมอบรมมีส่วนร่วมในเร่ือง ดงั ต่อไปน้ี (1) การกาหนดวตั ถปุ ระสงคใ์ นการเรียนรู้ตามความต้องการของผ้รู ่วมอบรม โดยสอดคลอ้ งกบั ความต้องการขององค์การ ของผดู้ าเนินการอบรม และของเน้ือหาวิชาด้วย (2) การกาหนดกิจกรรม รวมทัง้ การเลือกวัสดุอปุ กรณ์ และวธิ ีการอบรม

85 (3) การกาหนดมาตรการ เกณฑ์การอบรมซง่ึ เป็นทย่ี อมรบั ร่วมกนั รวมทัง้ ร่วมกนั กาหนดเคร่อื งมือและวิธีการวดั ผลความกา้ วหนา้ เพื่อให้บรรลวุ ัตถุประสงค์ 6. ช่วยผรู้ ว่ มอบรมให้รู้จกั พฒั นาขนั้ ตอนและวิธีการในการประเมินตนอง หรือ วิเคราะห์และประเมินผลโครงการฝึกอบรมตามเกณฑ์ที่ได้กาหนดไว้แล้ว 6.4.2 คุณสมบตั ขิ องผู้รับผิดชอบจัดการฝกึ อบรม ผสู้ อน วิทยากร หรอื ผอู้ านวยความสะดวก (Facilitators) การจัดฝกึ อบรม 1. มีความรู้ 2. รจู้ ักปรบั ตวั ให้เหมาะสม 3. มคี วามจริงใจ 4. มอี ารมณข์ ัน 5. มีความสนใจ 6. การสอนท่ีมีความชัดเจน 7. การใหค้ วามชว่ ยเหลือผ้เู ข้าอบรมแต่ละคน 8. มคี วามกระตอื รือร้น 6.5 คณุ สมบตั ิของผู้รับผดิ ชอบจดั การฝึกอบรม 6.5.1 การหาความจาเป็นในการฝึกอบรม การหาความจาเปน็ ในการฝกึ อบรม หมายถึง การค้นหาปญั หาทีเ่ กดิ ข้ึนในองคก์ าร โดยวิเคราะห์กล่มุ เปาู หมาย จานวน และพฤตกิ รรมท่ีเกดิ ขึ้น โดยวิธกี ารสารวจ การสงั เกต การ ทดสอบ หรืออืน่ ๆ เพอ่ื พิจารณาใหถ้ อ่ งแท้ว่า ปัญหาท่ีเกดิ ข้ึนเพราะอะไร จาเป็นท่ีจะต้องใหเ้ ทคนิค การฝึกอบรมหรือไม่ 6.5.2 การกาหนดวัตถุประสงค์ในการฝกึ อบรม การกาหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการฝึกอบรมนัน้ สามารถบอกผจู้ ัดโครงการฝกึ อบรม ให้รูถ้ ึงจุดหมายปลายทางของการฝึกอบรมนั้นๆ ว่าตอ้ งการบรรลุวัตถปุ ระสงคด์ ้านใดบ้าง เชน่ ด้าน การเพม่ิ พูนความรู้ ด้านทักษะการทางาน หรือดา้ นทัศนคติ 6.5.3 การสร้างหลักสตู รฝึกอบรม การสรา้ งหลักสูตรฝกึ อบรมเปน็ การนาปัญหาที่คน้ พบมากาหนดเป็นหลักสูตรเพื่อ ทาการฝึกอบรม ซึ่งหลักสูตรประกอบดว้ ย 1. วัตถปุ ระสงค์ของหลกั สูตร 2. หมวดวิชา หัวขอ้ วชิ า

86 3. วตั ถุประสงค์ของแตล่ ะหัวข้อวิชา 4. เน้ือหา เทคนคิ /วธิ ีการ ระยะเวลา การเรยี งลาดบั หวั ขอ้ วิชา 6.5.4 การกาหนดโครงการฝึกอบรม การกาหนดโครงการฝึกอบรมเพือ่ ใหท้ ราบกรอบการปฏิบตั งิ าน จากน้ันเสนอ โครงการเพื่อขออนุมัติจากผู้บรหิ าร เพอ่ื 1. ให้ผู้บริหารพิจารณาตรวจร่างโครงการก่อนที่จะนาไปฝึกอบรม 2. ให้ผบู้ รหิ ารอนุมัติงบประมาณสาหรับใชใ้ นการดาเนนิ งาน 6.5.5 การบรหิ ารโครงการฝึกอบรม 1. ความสาคัญของการบรหิ ารโครงการอย่ทู ่ีผู้รับผดิ ชอบโครงการฝกึ อบรม 2. การบริหารโครงการมี 3 ระยะ คือ (1) กอ่ นการดาเนนิ โครงการ (2) ระหวา่ งดาเนินโครงการ (3) หลังการดาเนินโครงการ 6.5.6 การประเมิน/ติดตามผลการฝึกอบรม การประเมิน/ติดตามผลการฝกึ อบรม มปี ระเด็นในการประเมนิ คือ 1. ทศั นคตทิ ว่ั ไปของผู้เขา้ รับการฝึกอบรม 2. ความคิดเห็นเกยี่ วกับสถานที่ ระยะเวลา และส่งิ ทอ่ี านวยความสะดวกต่างๆ 3. คุณสมบตั แิ ละวธิ กี ารทีว่ ทิ ยากรแต่ละคนใชใ้ นการฝึกอบรม 4. ขอ้ ดีและขอ้ เดน่ หรือข้อบกพร่องต่างๆ พร้อมข้อเสนอแนะ 6.6 กระบวนการฝึกอบรม 6.6.1 แบง่ โดยยดึ ช่วงเวลาในการทางาน มี 2 ประเภท คอื 1. ฝึกอบรมก่อนทางาน 2. ฝกึ อบรมระหว่างทางาน 6.6.2 แบ่งโดยยดึ ลักษณะวิธีการฝกึ อบรม มี 3 ประเภท คือ 1. ฝึกปฏบิ ตั ิงานปกติในท่ีทางาน 2. ฝึกอบรมนอกสถานท่ที างาน (ฝกึ อบรมแบบห้องเรียน) 3. ฝกึ อบรมแบบผสม

87 6.6.3 แบ่งตามจานวนผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรม มี 2 ประเภท คือ 1. ฝกึ อบรมเปน็ รายบุคคล 2. ฝึกอบรมเปน็ คณะ 6.6.4 แบง่ ตามลกั ษณะของกล่มุ เปาู หมาย มี 2 ประเภท คือ 1. ระดับแนวนอน ความร้ทู ั่วๆ ไปในแผนกเดยี วกัน 2. ระดบั แนวตง้ั ความรู้เฉพาะงาน 6.6.5 แบ่งตามวัตถปุ ระสงคก์ ารฝึกอบรม มี 3 ประเภท คือ 1. เพ่อื แก้ไขปญั หาทเ่ี กิดขึ้น (ขัดข้อง) 2. เพอ่ื ปูองกันปญั หาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (ปูองกัน) 3. เพือ่ พัฒนาบคุ ลากรให้มศี ักยภาพสงู ขึน้ (พัฒนา) การพฒั นาบคุ ลากรดว้ ยการจัดโครงการฝกึ อบรมน้ันจะส่งผล และเอ้อื อานวยประโยชน์ ให้กับองคก์ ารหรอื หน่วยงานได้เพยี งใด ยอ่ มข้นึ อยูก่ บั ความรู้ความสามารถและทศั นคติท่ีมตี อ่ งาน ของบุคลากรผู้รับผดิ ชอบจัดการฝึกอบรมเป็นสาคัญ หากจะให้สามารถปฏบิ ตั งิ านด้านการ บริหารงานฝกึ อบรมได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ นอกเหนือไปจากจะตอ้ งมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ กระบวนการฝกึ อบรมและหลกั การบรหิ ารงานฝกึ อบรมแตล่ ะขน้ั ตอนแลว้ ผูร้ ับผิดชอบงาน ฝึกอบรมควรจะต้องมคี วามรู้พนื้ ฐานทางสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์แขนงต่างๆ อยา่ ง กว้างขวาง เช่น สงั คมวิทยา จิตวิทยา และศาสตร์การจัดการ ซงึ่ จะช่วยเอื้ออานวยใหส้ ามารถกาหนด หลักสตู รและโครงการฝกึ อบรมได้งา่ ยขน้ึ มีความรู้เก่ียวกับหลักการบริหารบุคคลและการพัฒนา บคุ คลด้วยวธิ ีการอน่ื ๆ นอกเหนือไปจากการฝึกอบรม มีความเข้าใจถึงหลกั การเรยี นร้ขู องผ้ใู หญ่ เพื่อใหส้ ามารถปฏิบตั ิต่อผ้เู ข้าอบรมได้อยา่ งเหมาะสม ตลอดจน เข้าใจถึงหลักการวิจัยทาง สงั คมศาสตร์อยู่บ้างพอท่จี ะทาการสารวจ เพ่ือรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมลู ทจ่ี าเปน็ ในการ บรหิ ารงานฝึกอบรมได้ นอกจากน้นั ผ้ดู าเนินการฝกึ อบรมยงั จาเปน็ ท่ีจะต้องมคี วามสามารถในการ ส่อื สาร ทง้ั ด้านการเขียนและการพดู ในทชี่ ุมนุมชน ตลอดจนมมี นุษย์สัมพันธท์ ีด่ เี พื่อใหส้ ามารถ ติดต่อส่ือสารกบั กลุ่มผเู้ ข้าอบรมและประสานงานกับผู้ทเ่ี กี่ยวข้องอ่ืนๆ ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพดว้ ย 6.7 ประเภทการฝกึ อบรม การฝกึ อบรมเปน็ กิจกรรมที่องคก์ ารมอบหมายให้หน่วยงานหรือกลมุ่ บุคลากรรบั ผดิ ชอบ ดาเนินการ อาทิ เช่น 6.7.1 การจดั ฝึกอบรมเองภายในองค์การ (In House Training)

88 การจัดฝกึ อบรมภายในองคก์ ารเปน็ การจัดฝึกอบรมให้บุคลากรภายในองคก์ ารได้ เข้าอบรมพร้อมๆ กนั ครงั้ ละจานวนมาก (Class Room Training) โดยการดาเนินการตามข้นั ตอนใน การจัดโครงการฝกึ อบรมเพ่ือพฒั นาบุคลากร 6.7.2 การสง่ บคุ ลากรไปอบรมภายนอกองค์การ 6.7.3 การจดั ประชุมเชิงปฏบิ ตั ิการ (Workshop) การจดั ประชุมเชิงปฏิบตั กิ ารมกั เป็นการยกปญั หาทมี่ ีอยมู่ าใหศ้ กึ ษาหรือทดลอง ปฏิบัติ และอาจใชเ้ ป็นแนวปฏิบัติหลงั การประชมุ ฯ 6.7.4 ดงู าน ดูงานเป็นการไปขอฟงั คาบรรยายสรุปถงึ ลกั ษณะการจดั ระบบงาน และวิธกี าร ปฏบิ ตั งิ านจรงิ ของหน่วยงานอ่นื ๆ ทสี่ นใจศกึ ษา ณ ทีต่ งั้ ของหนว่ ยงานน้นั 6.7.5 การฝกึ อบรมในขณะปฏิบตั งิ านจริง การฝกึ อบรมในขณะปฏิบตั งิ านจรงิ หรือที่เรยี กวา่ การฝึกอบรมในทที่ าการปกติ (On the Job Training) ไดแ้ ก่ 1. การเสนอแนะหรือการให้คาปรกึ ษา (Coaching/Counseling) หมายถึง การท่ี ผู้บงั คับบญั ชาควบคุมดูแลให้บุคลากรลงมอื ปฏบิ ัตงิ านจรงิ โดยใหค้ าปรึกษาแนะนาอยา่ งใกลช้ ดิ การเสนอแนะนี้อาจหมายความรวมถงึ การเป็นพีเ่ ล้ียง ซึ่งไมจ่ าเปน็ จะสอนเฉพาะเร่อื งงานเท่าน้นั อาจรวมทั้งเร่อื งเกยี่ วกบั บคุ คล หรอื การวางตวั ในองคก์ ารด้วยก็ได้ 2. การสอนงานหรือนิเทศงาน (Job Instruction/Job Supervision) หมายถึง การ ท่ผี ู้บังคับบญั ชาสอนงานใหแ้ ก่ผ้ปู ฏิบตั ิงานในสงั กัด โดยเนน้ ถงึ การแบง่ งานออกเป็นข้ันตอน และ การท่ผี บู้ ังคับบญั ชาจะต้องสาธติ หรือแสดงวิธีการปฏิบตั งิ านให้เขา้ ใจกอ่ น แล้วจึงควบคมุ ดแู ลให้ ปฏิบตั ิงานตามอย่างถูกต้อง 6.8 สาเหตุที่ทาให้การฝกึ อบรมไม่ประสบความสาเร็จ 1. ผบู้ ริหารระดับสูงหรอื ผู้ทีม่ อี านาจในการตัดสินใจไมเ่ หน็ คุณคา่ ของการฝึกอบรมหรือมี ความสนใจในลักษณะไฟไหมฟ้ าง ขาดความต่อเน่ืองและขาดการสนบั สนุนอยา่ งแทจ้ รงิ เปน็ ลักษณะของการจดั ให้เสรจ็ ๆ ไป 2. ผูบ้ รหิ ารไมส่ นับสนุนใหม้ ีการนาความรู้ ทักษะ และการจดั การทีไ่ ดร้ บั จากการ ฝกึ อบรมไปใชใ้ นการทางานทาให้เกดิ ความสูญเสียในการลงทุนค่าใชจ้ า่ ย 3. การกาหนดเนื้อหาในหลักสตู รหรือระยะเวลายงั ไมเ่ หมาะสม ไม่ชดั เจน ไมค่ รอบคลุม เนือ้ หาจะต้องมกี ารวางแผนหรอื กาหนดเปาู หมายทีช่ ัดเจน

89 6.9 สาเหตทุ ที่ าให้การฝึกอบรมประสบความสาเรจ็ 1. การกาหนดเปูาหมายทชี่ ัดเจน 2. จะต้องทาให้ผู้เข้ารว่ มการฝึกอบรมมบี รรยากาศของการฝกึ อบรมที่ไม่เครยี ด สนกุ สนานเพลิดเพลนิ กบั กจิ กรรมท่ีวทิ ยากรถ่ายทอดและกระตนุ้ ให้อยากรู้ สร้างการเรียนรใู้ ห้ เกิดขนึ้ ในห้องเรียนในบรรยากาศของความเป็นกันเอง 3. วิทยากรจะต้องเปน็ ผู้มคี วามรู้และประสบการณใ์ นการทางาน มคี วามสามารถในการ ถา่ ยทอด 4. มีการประเมินความรคู้ วามสามารถในการถ่ายทอดความรู้ความสามารถท้ังของวทิ ยากร และผลสัมฤทธใิ์ นการเรยี นรู้ของผู้เข้ารบั การฝกึ อบรมและการบรรลเุ ปูาหมายของโครงการ ฝกึ อบรมนั้นดว้ ย 6.10 การฝึกอบรมท่ปี ระสบผลสาเรจ็ 1. มกี ารกาหนดเปาู หมายทีช่ ดั เจน 2. จะต้องทาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมบี รรยากาศของการอบรมทไ่ี ม่เครียด สนกุ สนาน เพลิดเพลนิ กับกิจกรรมทีว่ ิทยากรถ่ายทอดและกระตุน้ ให้อยากรู้ สร้างการเรยี นรูใ้ หเ้ กดิ ข้ึนใน ห้องเรยี นในบรรยากาศของความเป็นกันเอง 3. วทิ ยากรจะต้องเปน็ ผูม้ คี วามรู้และประสบการณ์ในการทางาน มคี วามสามารถในการ ถา่ ยทอด 4. มีการประเมินความร้คู วามสามารถในการถา่ ยทอดความรู้ความสามารถ ทั้งของ วทิ ยากรและผลสมั ฤทธ์ิในการเรียนรขู้ องผ้เู ขา้ รับการฝกึ อบรมและการบรรลุเปูาหมายของโครงการ ฝกึ อบรมน้ันดว้ ย 5.เทคนิคการฝึกอบรม เทคนคิ การฝึกอบรมเป็นกิจกรรมทีส่ าคัญต่อการจัดฝึกอบรมเปน็ อย่างมากเพราะการอบรม เพื่อเพ่ิมพูนสรรถภาพและประสทิ ธิภาพของบคุ คล ในด้านความรคู้ วามเขา้ ใจ ทักษะและทศั นคติ ของผู้เข้ารบั การฝึกอบรมอันจะทาให้สามารถนาสง่ิ ที่ฝึกอบรมให้นนั้ ไปปรับใช้ได้กบั การ ปฏิบัติงานจริง ซึง่ การสร้างภาวะการณ์การเรยี นรู้เพ่ือเพิ่มพนู สงิ่ ต่าง ๆ ดังกล่าวนัน้ สว่ นหนง่ึ ขนึ้ อยู่ กับการประยุกต์ และเลอื กใชเ้ ทคนิคและวธิ ีการฝึกอบรมรวมถึงสื่อการสอนทเ่ี หมาะสมและ สอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์ของการฝกึ อบรม เนื้อหาสาระในการหลักสูตร ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ความร้แู ละความสามารถของผู้เป็นวิทยากรในการเลือกเทคนคิ ทจ่ี ะถา่ ยทอด สถานท่ี ส่งิ อานวย

90 ความสะดวก เครื่องมือเครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ รวมทัง้ โสตทัศนูปกรณ์ ภายในระยะเวลาที่ กาหนดใหใ้ นแต่ละโครงการฝึกอบรม ตลอดจนค่าใชจ้ า่ ย ฯลฯ เปน็ ตน้ ความหมายของเทคนคิ การฝึกอบรม วธิ ีการ หรือเครอ่ื งมือ หรือกิจกรรม ที่ใชใ้ นการติดตอ่ ส่ือสาร และสื่อความหมายระหวา่ งผทู้ ่เี ปน็ วิทยากรกับผูเ้ ข้ารับการฝึกอบรม หรือระหวา่ งผ้เู ข้ารบั การฝกึ อบรมดว้ ยกนั หรือระหวา่ งบคุ คลอ่ืน ใด ที่เก่ยี วข้องกบั การฝกึ อบรมในกระบวนการฝึกอบรมเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรม ของบคุ คลด้านความรู้ ทกั ษะ และทัศนคติของผู้เขา้ รบั การฝกึ อบรมในระดับที่ตอ้ งการ เพื่อนา ความรู้ ทักษะ และทัศนคติไปใชใ้ นการปฏบิ ัติงานให้บรรลวุ ตั ถุประสงคอ์ ย่างมปี ระสิทธิภาพ ประเภทของเทคนคิ ในการฝึกอบรม 1 การบรรยาย ( Lecture ) การบรรยาย เปน็ เทคนคิ วธิ ีที่ใชใ้ นการถา่ ยทอดความคิดเห็น ความรู้ ตลอดจนข้อมูล ขอ้ เท็จจรงิ ให้แก่ผู้ฟัง เป็นเทคนิคทแี่ พรห่ ลายและสามารถใช้ประกอบกบั เทคนคิ อน่ื ๆ ได้ แต่มีจุด ดอ้ ยตรงทล่ี กั ษณะของการบรรยายจะเป็นระบบสือ่ สารทางเดยี ว ยิ่งถ้ามเี วลาจากดั โอกาสทจี่ ะให้ ผู้ฟังได้มสี ่วนรว่ มในการซักถาม หรือแสดงความคิดเหน็ เกยี่ วกับเรื่องที่บรรยายจะไมม่ ี ผู้บรรยาย ไม่สามารถประเมนิ ได้วา่ เมอ่ื จบการบรรยายแล้วผู้ฟังมคี วามรู้ ความเข้าใจ ในสง่ิ ท่บี รรยายมากนอ้ ย เพียงใด ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดจากการบรรยาย ความสาเรจ็ ของการบรรยายจะขึ้นอยู่กบั ความสามารถและประสบการณ์ของผบู้ รรยาย กลา่ วคือ ผ้บู รรยายบางคนสามารถบรรยายเร่ืองท่ยี ากตอ่ การทาความเข้าใจใหผ้ ้ฟู ังเกิดความสนใจเกิดความ กระจ่างเกดิ เป็นรูปธรรม นาไปสู่การปฏิบตั ไิ ดอ้ ยา่ งถกู ต้อง ถา้ จะพิจารณาอยา่ งผิวเผินแล้วอาจคดิ ว่าการบรรยายเปน็ สง่ิ ท่ีง่าย สามารถใช้ได้ทกุ โอกาส ซง่ึ โดยขอ้ เท็จจริงแล้วถา้ จะใหก้ ารบรรยาย เกิดประสิทธิภาพ และประสบความสาเรจ็ มีสว่ นที่ตอ้ งดาเนินการ 2 ส่วน คอื การเตรียมตวั ใน การบรรยาย กบั การบรรยาย ข้อดี 1. การบรรยายเป็นเทคนคิ ทีง่ ่ายตอ่ การใช้ ผ้ทู ม่ี ีประสบการณ์จะใช้เวลาในการเตรียมตัว น้อยลง 2. เน้อื หาสาระท่ผี ู้เขา้ รับการอบรมจะได้รับมากกวา่ เม่ือเปรียบเทยี บกบั การใชเ้ วลาในการ อบรมด้วยวิธอี ่ืน 3. สามารถให้การอบรมคนเปน็ จานวนมาก ๆ ในแตล่ ะครงั้ 4. สะดวกและช่วยลดภาระงานดา้ นการจดั การของฝุายฝกึ อบรม

91 5. สามารถเนน้ เนอื้ หาระได้ตรงตามวัตถุประสงคข์ องการอบรม 6. การบรรยายนอกจากจะใช้เป็นเทคนคิ เฉพาะแล้ว ยงั สามารถนาไปเปน็ เครื่องมอื ในการ ฝึกเทคนิคอ่ืน ๆ เช่น การฝกึ ปฏบิ ัตงิ านจริงจาเปน็ ตอ้ งใช้การบรรยายนาก่อน จึงอาจกลา่ วไดว้ ่า การบรรยายเป็นเทคนิคพ้นื ฐานของเทคนิคพื้นฐานของเทคนคิ อน่ื ๆ ขอ้ จากดั 1. ประสทิ ธิภาพของการบรรยายข้ึนอยกู่ บั ความสามารถและประสบการณ์ของวทิ ยากร 2. การบรรยายเปน็ ลักษณะการส่ือสารทางเดยี ว ถ้าไม่เปดิ โอกาสใหม้ กี ารซกั ถาม จะไม่ สามารถประเมนิ ไดว้ า่ ผ้ฟู งั มีความรู้ความเข้าใจในสง่ิ ท่ีบรรยายเพียงใด 3. การบรรยายไม่อาจใช้กบั ทุกเร่อื งได้ เชน่ เร่ืองทตี่ ้องการขอ้ สรุปเพ่ือการนาไป ปฏบิ ตั กิ าร 4. ช่วงความสนใจในการฟงั ของบุคคลแตล่ ะวยั แตล่ ะระดบั บคุ คลในองค์การมีขีดจากัด หากใชเ้ วลาในการบรรยายมากเกนิ ไป จะไม่เกิดผลตามความม่งุ หมายที่กาหนด สรุป การบรรยายทมี่ ีการซกั ถามเปน็ เทคนคิ การฝึกอบรมทเ่ี หมาะกบั การฝกึ อบรมทมี่ ี วัตถุประสงค์ทต่ี ้องการใหค้ วามรู้ ทกั ษะความสัมพนั ธร์ ะหว่างบุคคล การยอมรบั ของผู้ท่ีมสี ว่ น ร่วม การเปล่ียนทัศนคติ ทกั ษะการแก้ปญั หา แต่ไมเ่ หมาะสาหรับความรู้ที่ได้จากการอบรมเพ่ือ เสรมิ สรา้ งประสบการณ์ในแนวใหม่ 2 การอภปิ ราย( Discussion ) การอภปิ ราย คอื การทีก่ ลมุ่ คนที่มีความสนใจในปญั หาหรอื เรื่องเดยี วกนั ต้องการที่จะ แลกเปล่ียนความคิดเห็นเพอื่ หาขอ้ สรุปรว่ มกันด้วยวิธีการวเิ คราะห์ และพจิ ารณาโดยอาศยั ความ คดิ เหน็ ร่วมกนั 1. การอภปิ รายเปน็ คณะ( Panel Discussion ) เปน็ การการเชิญผ้ทู รงคุณวฒุ ิท่ีมคี วามรแู้ ละมปี ระสบการณ์มาให้ความคิดเห็นหรอื ทรรศนะในเร่ืองเดยี วกัน จานวนผู้อภปิ รายอาจจะมีประมาณ 3-5 คน ในการอภิปรายผทู้ รงคุณวุฒิ จะอภปิ รายในลักษณะทีส่ นบั สนุนหรือใหเ้ หตผุ ลโต้แยง้ ผู้ทรงคณุ วุฒิด้วยกัน เพ่ือให้ความคิด กว้างไกลออกไป และตอนท้ายผดู้ าเนินการอภิปราย(Moderater) จะเปน็ ผูส้ รุปความคดิ เห็นของผู้ สรปุ ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ

92 2. การอภปิ รายแบบชมุ นมุ ปาฐกถา ( Symposium Discussion ) เปน็ การอภปิ รายท่ีเชญิ ผู้ทรงคุณวฒุ มิ าใหค้ วามรใู้ นเร่ืองท่ีสนใจในแตล่ ะด้าน มารว่ มเป็นองคป์ าฐก ผ้ฟู งั หรอื ผู้เขา้ รบั การฝึกอบรมจะมีความรคู้ วามเขา้ ใจตามเรื่องและ วัตถุประสงคท์ ก่ี าหนดไว้ ขอ้ ดี 1. การอภิปรายชว่ ยเปล่ยี นบรรยากาศในการฟงั ของผฟู้ ังหรือผู้เขา้ รับการอบรม โดยได้ สมั ผัสกับแนวและวธิ ีการพูดของผู้อภปิ รายในลักษณะหลากหลาย โดยเฉพาะการพดู โตแ้ ย้งในการ อภปิ รายเป็นคณะ 2. การอภิปรายเป็นคณะช่วยสรา้ งแนวคิดใหแ้ ก่ผู้ฟงั ในทรรศนะทีต่ ่างกนั ทาให้เกดิ ความ ความรอบคอบในการตดั สนิ ใจเลอื กแนวทางที่ดีทีส่ ุด สว่ นการอภิปรายแบบชมุ นุมปาฐกถา ผฟู้ งั จะรบั ความรู้จากผู้ทรงคุณวฒุ ิเฉพาะทาง ทาใหร้ ้จู รงิ ไดป้ ระโยชน์เต็มท่ี 3. การอภิปรายเปน็ การแสวงหาขอ้ สรุปและแนวทางในการแก้ปัญหาของผูท้ มี่ ีความสนใจ ร่วมกนั ในลักษณะท่ีมีความเป็นไปไดข้ องการนาไปใช้ เพราะความคิดเห็นของผู้ทรงคณุ วุฒิที่มา อภิปรายบางเรื่องผู้ฟงั รบั ได้ บางเรื่องต้องปรบั เปล่ยี นใหเ้ หมาะสมซงึ่ สามารถทาไดใ้ นไดใ้ นช่วง ของคาบการอภปิ ราย ( Forumperiod ) 4. การอภิปรายทัง้ สองแบบสามารถใช้ไดก้ ับคนกลุ่มใหญ่ ข้อจากัด 1. ผู้ดาเนินการอภิปรายจะต้องเปน็ ผ้มู ีความสามารถและประสบการณเ์ ก่ยี วกับการอภิปราย จึงจะสามารถควบคมุ การอภิปรายใหด้ าเนินไปสเู่ ปาู หมาย และเวลาของการอภปิ รายที่กาหนดไว้ 2. การพิจารณาเลอื กเชิญผู้อภปิ รายมีความสาคญั มาก หากได้ผูม้ คี วามรู้และประสบการณ์ สงู จะทาใหก้ ารอภิปรายเกิดผลดแี ละให้การอภิปรายเกดิ ผลดแี ละใหป้ ระโยชนแ์ ก่ผูฟ้ งั 3. ผแู้ มจ้ ะมีสว่ นร่วมในคาบของการอภิปราย แตจ่ ัดว่ายังมีส่วนร่วมน้อยบางครั้ง บรรยากาศไมส่ ่งเสรมิ ทาให้ผู้ฟงั ไมก่ ล้าแสดงความคดิ เหน็ เท่าทคี่ วร 3 การสาธิต( Demonstration ) เป็นการแสดงให้ผูเ้ ขา้ รับการฝกึ อบรมได้เหน็ การปฏบิ ัติจริงซึง่ การกระทาหรือปฏบิ ัติจรงิ ซง่ึ การกระทาหรือปฏบิ ตั ิจรงิ จะมลี ักษณะคล้ายการสอนงาน การสาธิตนยิ มใช้กบั หัวข้อวิชาท่ีมีการ ปฏิบัติ เช่น การฝึกอบรมเก่ียวกบั การใชเ้ ครื่องมอื หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ นาฏศิลป์ และขับร้อง วิธีการ วทิ ยากรทาใหด้ แู ลว้ ผู้เข้ารบั การฝกึ อบรมทดลองทาตาม

93 ข้อดี เกดิ ความรคู้ วามเข้าใจเรว็ และมคี วามน่าเชอ่ื ถอื สงู เพิ่มทักษะของผเู้ ขา้ รบั การฝึกอบรมได้ ดี ไม่เบอ่ื หนา่ ย สามารถปฏิบตั ิไดห้ ลายครงั้ ข้อจากดั ต้องใชเ้ วลาเตรยี มการมาก เหมาะกบั การฝกึ อบรมกลุม่ เล็ก ๆ วทิ ยากรต้องมคี วามชานาญ จรงิ ๆ และต้องไมพ่ ลาด 4.การสอน ( Coaching ) เปน็ การแนะนาให้รู้วธิ ปี ฏบิ ัติงานใหถ้ ูกต้อง โดยปกติจะเปน็ การสอนหรืออบรมใน ระหว่างการปฏิบัตงิ าน อาจสอนเป็นรายบคุ คลหรือสอนเปน็ กลมุ่ เลก็ ๆ ซึ่งผสู้ อนตอ้ งมี ประสบการณ์และทักษะในเรื่องทส่ี อนจรงิ ๆ วธิ กี าร หวั หนา้ งานสอนการทางาน ขอ้ ดี เน้นเน้ือหาตามความเหมาะสมของแต่ละคน ขอ้ จากัด คุณค่าขึ้นกับผ้สู อนงานซง่ึ ส่วนใหญค่ ือหัวหน้างาน 5. การระดมสมอง ( Brainstorming ) เป็นการประชมุ กลมุ่ เล็กไมเ่ กิน 15 คน เปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี โดยปราศจากขอ้ จากัดหรือกฎใด ๆ ในหวั ข้อใดหัวขอหนึ่งหรอื ปัญหาใดปัญหาหนึง่ โดยไม่คานึง วา่ จะถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ความคดิ หรือข้อเสนอทกุ อยา่ งจะถกู จดไว้แล้วนาไปกลั่นกรองอีก ชนั้ หนึ่ง ด้งั น้ันพอเริ่มประชุมต้องมกี ารเลอื กประธานและเลขานุการของกลมุ่ เสียกอ่ น วิธกี าร ผูเ้ ขา้ รบั การฝกึ อบรมทุกคนเสนอความคิดเห็นแล้วชว่ ยกนั สรปุ ข้อดี ผ้เู ขา้ รับการฝึกอบรมมีสว่ นร่วมโดยตรง ช่วยกันคดิ ช่วยกนั เสนอ ทาให้เกิดความคดิ สรา้ งสรรค์ สามารถแกป้ ัญหาท่ีเผชญิ อยู่ได้ ทาใหค้ วามคิดหลากหลายในเวลาจากดั สามารถเรา้ ความสนใจของผู้เข้ารบั การฝึกอบรมไดด้ ี บรรยากาศเป็นกนั เอง ขอ้ จากัด ได้ความคิดเห็นจานวนมากแต่คุค่าน้อย และต้องจากัดกลุ่มผเู้ ขา้ รบั การฝกึ อบรมเพื่อให้ทุก คนได้รว่ มแสดงความคดิ เห็น ปญั หาท่ีนามาระดมสมองควรเป็นปญั หาเดยี ว

94 6.การประชมุ กลมุ่ ย่อย ( Buzz session ) เป็นการแบง่ ผู้เขา้ รับการฝกึ อบรมเป็นกลุ่มย่อยจากกลุ่มใหญ่ กลุ่มยอ่ ยละ 2-6 คนเพ่ือ พจิ ารณาประเด็นปัญหา อาจเป็นปัญหาเดยี วกันหรือตา่ งกัน ในช่วงเวลาทก่ี าหนด มีวิทยากรคอย ช่วยเหลอื ทุกกลมุ่ แตล่ ะกลุม่ ตอ้ งเลือกประธานและเลขานุการของกลุม่ เพื่อดาเนินการ แลว้ นา ความคิดเห็นของกลุ่มเสนอต่อท่ปี ระชุมใหญ่ วธิ ีการ กลมุ่ ชว่ ยกันวิเคราะห์ปัญหาทไ่ี ด้รบั มอบหมายข้อดขี ้อจากดั ขอ้ ดี เปดิ โอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเหน็ บรรยากาศเปน็ กันเอง ข้อจากดั การประชมุ กลุ่มยอ่ ยในให้ในห้องเดยี วกันอาจทาให้เกดิ เสียงรบกวนกนั ประธานท่ีเลอื กได้ อาจไมม่ ีลกั ษณะผูน้ า ดาเนินการประชุมไมด่ ีทาให้ผู้รว่ มการประชมุ ขาดการแสดงความคิดเหน็ บางกลุ่มอาจได้ความคดิ เหน็ นอ้ ย บางกลุ่มอาจใชเ้ วลามากทาใหค้ วบคุมเวลาได้ยาก 7. กรณีศกึ ษา(Case Study ) เปน็ เทคนคิ การฝกึ อบรมทีน่ าเอาเรือ่ งราวหรือกรณีที่เป็นปัญหาเกิดข้ึนจริง ๆ เสนอในกลุ่ม ผูเ้ ขา้ รับการอบรม สมาชิกของกลุ่มจะใชห้ ลกั วิชาการและประสบการณท์ ี่ได้จากการปฏิบตั ิงานมา ผสมผสานเพอ่ื มาวเิ คราะหก์ รณีทยี่ กมา โดยมที ป่ี รกึ ษาคอยใหค้ าแนะนาและให้แนวทางเพอ่ื ช่วย สมาชิกกลุ่มวิเคราะห์ปัญหาได้ตรงวตั ถปุ ระสงคข์ ั้นตอนของการศกึ ษาจะเรม่ิ ดว้ ยหลกั การ และการ ใหภ้ าพต่าง ๆ ทจี่ ะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพิจารณาแก้ไขปัญหา จากนั้นผ้เู ข้าฝึกอบรมจะศกึ ษา อภปิ ราย และค้นควา้ ตามหลักวิชาการ ซ่งึ บางครง้ั ขอ้ มูลทต่ี ้องการอาจเปน็ ข้อมลู ท่ีสาเร็จอยูแ่ ลว้ แต่บางครงั้ จาเปน็ ต้องค้นคว้าหาขอ้ มลู บ้าง และในขนั้ ตอนสดุ ทา้ ยผู้เข้ารับการอบรมจะตอ้ ง พิจารณาตัดสนิ ใจแกป้ ัญหาหรอื กรณที ีน่ าเสนอภายใตส้ ภาพการณ์ที่ใกลเ้ คยี งกบั ความเปน็ จรงิ มาก ทส่ี ดุ และเพ่ือชว่ ยให้การตัดสนิ ใจของผ้เู ข้ารับการอบรมดขี น้ึ การนาเสนอกรณีหรือปัญหา จะต้องมีรายละเอียดมากพอทจ่ี ะทาใหผ้ ศู้ ึกษาได้เห็นจุดสาคญั ของปัญหาและไดข้ ้อท่ีเปน็ แนวทาง นาไปส่กู ารตดั สนิ ใจการแก้ปัญหา กรณศี กึ ษาเหมาะสาหรับการฝึกอบรมทางดา้ นกฏหมาย ด้าน การเงิน และการฝึกอบรมเรื่องทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับความสาคัญของมนษุ ย์ ประเภทบคุ คลทเี่ ขา้ ฝึกอบรมท่ี เหมาะสมทีจ่ ะใช้เทคนิควธิ นี ้ี คอื ผู้บริหาร ผู้จดั การและผู้ทจ่ี ะเขา้ สู่ระดับมอื อาชพี ส่วนเร่ืองการ สนองตอบวตั ถปุ ระสงค์ของการฝึกอบรมจะใช้ไดด้ กี ับการฝึกอบรมท่ตี ้องการเปล่ยี นทัศนคติ และ สรา้ งเสริมทกั ษะความสมั พนั ธร์ ะหว่างบุคคล

95 ข้อดี ช่วยใหผ้ รู้ บั การฝึกอบรมได้วิเคราะห์ตดั สินปญั หาในเรือ่ งทเ่ี หมอื นจริงและสามารถนาไป ปรับใชก้ บั การปฏบิ ัติงานได้ กรณศี กึ ษาเป็นกิจกรรมที่มีบรรยายกาศเปน็ กันเองเพราะทุกคนมี โอกาสแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ และประสบการณ์ ขอ้ จากัด สมาชิกบางคนอาจครอบงาความคิดของผู้อื่นเพราะบุคลกิ ภาพ วยั วฒุ หิ รอื คุณวฒุ ิ กรณศี ึกษาท่เี ปน็ เรื่องจริงหาได้ยาก โดยเฉพาะเรอื่ งท่ีเหมาะสมกบั กลุม่ ผเู้ ขา้ รับการฝกึ อบรมและ เหมาะสมกบั เวลา การสร้างกรณีศึกษาเปน็ งานท่ีต้องใช้เวลาและงบประมาณ ตอนสรปุ ผลการ กรณีศึกษาวิทยากรมกั ไมใ่ ห้ความสาคญั และรบี สรปุ จบ 8. การประชุมแบบฟอรมั ( Forum ) เป็นเทคนคิ ทีใ่ ช้กับการประชุมกล่มุ ใหญ่ ซงึ่ เปิดโอกาสใหผ้ ้เู ข้าร่วมประชมุ แสดงความ คดิ เหน็ และมสี ว่ นร่วมในการฝกึ อบรม โดยการซกั ถามแสดงขอ้ เท็จจรงิ ปรกึ ษาหารือแสดงความ คิดเหน็ กับวทิ ยากร วธิ กี าร วิทยากรพูดใหฟ้ งั แล้วผูฟ้ ังสอบถามและแสดงความคิดเหน็ ได้ ข้อดี ผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรมมโี อกาสรว่ มแสดงความคิดเหน็ วเิ คราะหป์ ญั หา เปน็ การกระตุ้นให้ผู้ เขา้ รับการฝกึ อบรมต้องเตรียมตวั ใหด้ ียิ่งขนึ้ และมบี รรยากาศเป็นกนั เอง ขอ้ จากัด เวลาอาจไม่พอถา้ เป็นเนอื้ หาท่ผี ูเ้ ข้ารับการฝึกอบรมสนใจกันทุกคน พธิ กี รและวทิ ยากร ตอ้ งมคี วามรู้ความสามารถดี ผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรมบางคนอาจไมก่ ล้าผู้แสดงความคิดเหน็ หรอื บาง คนพดู นอกประเด็น 9. เกมการบริหาร( Management Games ) เป็นการแข่งขนั ระหวา่ งกล่มุ บุคคลตง้ั แต่ 2 กลุ่มขึน้ ไป โดยแขง่ ขันเพื่อดาเนินการให้ บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์อยา่ งหนง่ึ เป็นการใหป้ ฏบิ ัติเหมือนเหตกุ ารณ์จริง อาจเป็นเร่อื งเก่ียวกับการ ส่ือสาร การตัดสินใจ การวางแผน การเป็นผนู้ า มนษุ ย์สัมพันธ์ ฯลฯ ขนาดของกลมุ่ ในการ แข่งขนั ขึ้นอยู่กับเกมการแข่งขัน วธิ ีการ ทุกคนในกลุ่มร่วมกันแขง่ ขนั ตามเกม ข้อดี เปน็ การย่อสถานการณ์จรงิ ให้ฝกึ ในชว่ งสัน้ ๆ ผ้เู ขา้ รบั การฝึกอบรมมีส่วนร่วมชว่ ยกันคดิ ชว่ ยกันทา ทาใหม้ บี รรยากาศเป็นกนั เอง ได้รับความรู้โดยไม่ร้ตู ัว

96 ขอ้ จากดั การเลือกเกมทไี่ มเ่ หมาะสมจะไมก่ อ่ ใหเ้ กิดประโยชน์ การแบ่งกลุ่มมากเกินไปจะเปน็ อุปสรรคในการแขง่ ขัน และเกมบางชนิดต้องใชอ้ ปุ กรณแ์ ละเวลา 10. การแสดงบทบาทสมมต(ิ Role playing ) เป็นเทคนิคทน่ี าเอาเรือ่ งที่เป็นกรณตี ัวอยา่ งมาเสนอในรปู แบบการแสดงบทบาท ใหผ้ ู้เข้า รบั การอบรมได้เหน็ ภาพชดั เจน ไดส้ ัมผสั กับประสบการณแ์ ละความรู้สึกท่ีแท้จรงิ เก่ียวกับปญั หาท่ี เปน็ กรณีตวั อยา่ ง การแสดงบทบาทสมมติช่วยใหผ้ เู้ ข้ารบั การอบรมไดร้ บั ทราบข้อมลู และเร่อื งราว ทต่ี รงกบั เน้อื เรื่องที่ใช้ในการศกึ ษาแนวเดียวกัน ซึง่ ตา่ งจากกรณศี ึกษาทผ่ี ้เู ขา้ รับการอบรมอ่าน เนื้อหาแล้วต้องจนิ ตนาการและตีความหมายของปญั หาในบางครงั้ อาจจะทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจ ไขว้เขวได้ นอกจากน้ีหลงั การแสดงบทบาทสมมติแล้ว ผู้เข้ารับการอบรมสามารถวเิ คราะห์ปญั หา ได้ พรอ้ มกนั ทงั้ กลุม่ ใหญห่ รือกลมุ่ ย่อยไดท้ าใหไ้ ดข้ ้อสรุปเพอ่ื การแก้ปัญหา การแสดงบทบาทสมมติ ผใู้ ห้การฝึกอบรมจะต้องเตรยี มเรอ่ื ง เนอื้ หา และบทบาทขอ้ ตัว ละครไวล้ ่วงหน้า สว่ นผูแ้ สดงบทบาทจะใชว้ ธิ อี าสาสมัครจากสมาชกิ ผ้เู ข้าอบรม เพอื่ ใหก้ ารแสดง บทบาทได้สมจริง และในการแสดงผ้ใู หก้ ารอบรมเป็นเพียงแต่ใหข้ อ้ มลู พร้อมท้งั ชแ้ี จง้ ได้เข้าใจเนอ้ื เร่ืองและบทบาทของตน ผแู้ สดงจะแสดงออกตามความรู้สึกนึกคิดของตนในบททไี่ ดร้ ับมอบหมาย สมาชกิ ที่ได้เขา้ รบั การอบรมที่เปน็ ผู้ดูจะได้รับการบอกเล่าเร่ืองราวและปัญหาอยา่ งยอ่ ๆ สว่ นราบ ละเอยี ดใหส้ งั เกตจากพฤตกิ รรมของผู้แสดง หลกั การแสดงบทบาท ผ้เู ขา้ รับการอบรมจะอภิปราย โดยใชป้ ระสบการณ์เรียนรู้มาวิเคราะห์ปัญหาจากพฤติกรรมทีแ่ สดงบทบาทสมมติ พร้อมทั้งแสดง แนวทางในการแกป้ ญั หา ข้อดี 1. การใช้บทบาทสมมติชว่ ยกระตุ้นใหส้ มาชกิ ผเู้ ข้ารับการอบรมเกดิ ความสนใจเร่อื งที่ อบรม 2. ส่งเสริมให้ผเู้ ขา้ รับการอบรมได้แสดงออกดว้ ยการปฏบิ ตั จิ รงิ ทาให้ประสิทธิภาพของ การเรียนรู้เพิ่มข้ึน 3. เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เขา้ รบั การอบรมได้ทดลองแสดงบทบาทตามแนวคิด และสามารถแสดง บทบาทซ้าได้ เพอื่ ใหเ้ กิดความเขา้ ใจและหาข้อสรุปได้ 4. เป็นเทคนคิ ท่สี ามารถใช้ได้ทง้ั ในกรณีที่มีการวางแผนล่วงหน้า และไม่ได้วา่ งแผน ลว่ งหน้า 5. สง่ เสริมความคิดรเิ รม่ิ ของผู้เข้ารบั การอบรม

97 ขอ้ จากัด 1. การใช้เทคนิคนี้ผู้ให้การอบรมอาจมีความยงุ่ ยากเกยี่ วกบั การเตรียมการลว่ งหน้า 2. การแสดงบทบาทสมมติต้องใชเ้ วลามาก ซึ่งมีผลต่อระยะเวลาการฝึกอบรม 3. การหาอาสาสมคั ร เพือ่ แสดงบทบาทเป็นอุปสรรค เพราะบางคนไม่กลา้ แสดงออก 4. ผ้ใู ห้การฝึกอบรมต้องเปน็ ผ้มู คี วามสามารถในการเช่ือมโยงความคิดของสมาชกิ ท่เี ข้า อบรมไปส่ขู อ้ สรปุ ได้ 11. การสมั มนา( Semiar) เป็นการประชมุ ของผ้ทู ่ีปฏิบัตอิ ย่างเดยี วกันหรือคลา้ ยกันแล้วพบปญั หาเหมอื น ๆ กัน เพอ่ื รว่ มกนั แสดงความคิดเห็นหาแนวทางปฏบิ ตั ใิ นการแก้ปัญหาทกุ คนทไี่ ปร่วมการสัมมนาตอ้ ง ช่วยกนั พูดชว่ ยกันแสดงความคิดเหน็ ปกติจะบรรยายใหค้ วามร้พู ืน้ ฐานก่อนแล้วแบง่ กลุม่ ย่อย จากนั้นนาผลการอภปิ รายของกลุ่มย่อยเสนอทปี่ ระชมุ ใหญ่ วิธีการ ทกุ คนรว่มกันอภปิ รายเสนอความคิด ข้อดี เป็นการแลกเปลย่ี นความร้ปู ระสบการณ์ ผูเ้ ขา้ รบั การฝกึ อบรมมีโอกาสมสี ว่ นร่วมมาก ผลสรุปของการสัมมนานาไปเปน็ แนวทางแกป้ ัญหาไดด้ ี ขอ้ จากัด ท่ีปรึกษากลุ่มหรือสมาชกิ บางคนอาจครอบงาความคดิ ของผ็อ่ืนได้เพราะวัยวฒุ ิหรือคณุ วฒุ ิ หรอื ตาแหน่งหนา้ ทก่ี ารงาน ถา้ เวลาจากัดรบี สรุปผลอาจได้ขอ้ สรุปท่ไี มห่ นา้ พอใจ 12. การศกึ ษาดูงานนอกสถานท(ี่ Field Trip ) เปน็ การนาผู้เขา้ รบั การฝึกอบรมไปศึกษายังสถานทีอ่ ่นื นอกสถานทีฝ่ ึกอบรม เพ่ือใหพ้ บ เหน็ ของจรงิ ซง่ึ ผ้จู ดั ต้องเตรยี มการเป็นอย่างดี วิธีการ นาผู้เขา้ รบั การฝกึ อบรมไปศกึ ษาดงู านนอกสถานที่ ขอ้ ดี เพ่ิมความรู้ความเข้าใจได้เห็นการปฏิบัติจรงิ สร้างความสนใจและความกระตือรือร้น สรา้ งความสัมพันธร์ ะหว่างผู้เข้ารับการฝกึ อบรม ขอ้ จากดั ตอ้ งใชเ้ วลาและเสยี คา่ ใช้จา่ ยมาก ตอ้ งได้รบั ความร่วมมือจากทกุ ฝุายโดยเฉพาะเจา้ ของ สถานทท่ี จี่ ะไปศึกษา

98 13. การประชมุ เชิงปฏบิ ัตกิ าร( Workshop ) เป็นรปู แบบของการฝึกอบรมท่ีส่งเสริมให้ผ้เู ขา้ รับการอบรมเกดิ การเรยี นร้ทู ัง้ ด้านทฤษฎี และปฏิบตั ิ สามารถนาสง่ิ ท่ไี ดร้ บั ไปปฏบิ ตั งิ านในสถานการณจ์ รงิ ท่ผี ูเ้ ข้าอบรมปฏิบัติอยู่ ลกั ษณะของการประชุมเชงิ ปฏิบัตงิ านจะแบง่ ออกเป็น 2 ส่วน คอื 1. เปน็ การให้ความรู้ของวทิ ยากร เพอ่ื เพ่มิ พนู ความรคู้ วามเข้าใจให้แกผ่ เู้ ข้ารับการอบรม ใหส้ ามารถแก้ไขขอ้ ขัดข้องในการทางาน กาหนดแนวทางในการปฏบิ ัตแิ ละปรบั ปรงุ งาน 2. เป็นการปฏบิ ัตกิ ารของผู้เขา้ รบั การอบรมที่จะหารือ อภิปราย ใหไ้ ด้แนวทางแกป้ ัญหา หรือวธิ ีการปฏบิ ตั งิ าน โดยอาจจะดาเนินการท้ังกลมุ่ ใหญ่หรือแงเป็นกลุ่มยอ่ ย ซงึ่ การดาเนนิ การ ของส่วนทส่ี อง จะอาศยั หลักวิชาการหรือหลกั การทีว่ ทิ ยากรได้บรรยายหรืออภิปรายมาใชป้ ระกอบ เปน็ แนวทาง ขอ้ ดี 1. การประชุมปฏิบัตกิ ารส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เข้ารับการอบรมทุกคน 2. ผเู้ ข้าอบรมมีอิสระในการคิดและปฏบิ ตั ิงานกลุ่ม 3. ผเู้ ข้ารับการอบรมสามารถนาผลการประชุมปฏิบตั ิการไปใช้ในการดาเนินงาน และ ปฏบิ ตั ิงานในหน่วยงานของตน ข้อจากดั 1. จะตอ้ งใช้เจา้ หนา้ ที่จานวนมากเพื่ออานวยความสะดวกต่อผเู้ ขา้ รับการอบรมในแต่ละ กลุ่ม รวมท้งั การจดั วิทยากรประจากล่มุ 2. ต้องใช้เวลามากโดยเฉพาะเวลาสาหรับการปฏบิ ัติงานกล่มุ 14. การอบรมดา้ นความร้สู ึก( Sensitivity Training ) เปน็ การอบรมในลักษณะของผเู้ ขา้ รับการอบรมจะเรียนรู้พฤตกิ รรมของกล่มุ ผา่ น กระบวนการมีสว่ นร่วมกับกลุ่ม ประสบการณท์ ั้งหมดไม่วา่ จะเป็นความสาเร็จ ความผิดหวังและ ความคบั ขอ้ งใจของกลุม่ จะได้รับการแกไ้ ขปัญหากันเองภายในกลุ่ม การแสดงออกทางความรู้สึก ของคนในกลมุ่ อยา่ งมากต่อการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมของคนมากกวา่ การเรยี นรู้ จุดประสงค์ที่ สาคญั ของการอบรมดา้ นความรูส้ กึ เป็นการสอนให้เขา้ ใจในเร่ืองของประสิทธิภาพของกลมุ่ พล วัตร และพฤติกรรมของกลุ่มทขี่ าดประสิทธิภาพ โดยแจ้งว่าสิ่งที่เรยี นร้จู ากกลุ่มจะไดร้ ับการ นากลบั ไปสู่การปฏบิ ตั ิงานของแตล่ ะคน ขอ้ ดี 1. เปิดโอกาสใหส้ มาชกิ ทีเ่ ข้ารับการอบรมแสดงออกด้านความร้สู กึ และรจู้ กั ควบคุม ความรู้สึกทอ่ี าจมผี ลกระทบต่อผู้อนื่

99 2. ผเู้ ขา้ รบั การอบรมไดม้ สี ่วนรว่ มในการแสดงออกอยา่ งทัว่ ถึง 3. ส่งเสรมิ ให้ผ้เุ ข้ารับการอบรมไดเ้ ปล่ยี นพฤติกรรมไปสูพ่ ฤตกิ รรมทีพ่ ึงปราถนาของ องค์การ ข้อจากดั 1. ไม่สามารถใชไ้ ดก้ บั บุคลากรทุกระดับขององคก์ าร 2. จานวนผู้เขา้ อบรมจะจากัดเพยี งกลมุ่ เล็ก ๆ ประมาณ 6 - 8 คน 3. ผใู้ หก้ ารอบรมจะต้องเป็นผู้มีความรู้ในเร่ืองกลุม่ พลวตั รเปน็ อย่างดี 15. การเลือกใช้เทคนคิ การฝึกอบรม การเลอื กใช้เทคนคิ การฝึกอบรมให้เหมาะกับโครงการฝกึ อบรมในแตล่ ะครั้งน้ันเป็นเร่ืองีท่ สาคญั เป็นอย่างย่ิง เพราะการใชเ้ ทคนิคการฝกึ อบรมท่เี หมาะสมนน้ั สามารถช่วยใหเ้ กดิ การเรยี น และการเปลย่ี นแปลงด้านต่าง ๆ ซง่ึ ไดแ้ ก่ ความรู้ ทักษะ และ ทัศนคตขิ องผู้เขา้ รบั การฝกึ อบรม ไดต้ ามวัตถุประสงค์ สถานการณแ์ ละปจั จัยอื่น ๆ ของโครงการฝึกอบรมน้ัน ๆ ดังน้ี 1. วัตถุประสงค์ของโครงการฝกึ อบรม การเทคนิคการฝึกอบรมจะต้องคานงึ ถึง วัตถปุ ระสงคข์ องโครงการฝึกอบรมวา่ ต้องการใหเ้ กดิ การเปลีย่ นแปลงความรู้ หรือทักษะหรือเจต คติ หรือทง้ั 3 ด้านไปพร้อม ๆ กนั ถ้าตอ้ งการให้เกิดความรเู้ ฉพาะอย่างยงิ่ ความรู้ระดับความจา ความเขา้ ใจ และมีผเู้ ข้ารับการอบรมจามาก อาจจะใชเ้ ทคนคิ การบรรยายได้ แต่ถ้าจะต้องการให้ผู้ เขา้ ฝกึ อบรมจาไดแ้ ม่นยาและจาไดน้ านและเขา้ ใจได้อย่างลกึ ซ้ึงมากยิ่งข้นึ นั้น อาจจะต้องใช้ กจิ กรรม หรือโสตทศั นปู กรณ์ตา่ ง ๆ ประกอบการบรรยายด้วย น่าจะเป็นประโยชน์ได้อย่างมาก และนา่ จะเป็นการสง่ เสรมิ ให้ผเู ข้ารับการฝึกอบรมได้มีโอกาสใชป้ ระสาทสัมผัสทุกดา้ นซึง่ จะชว่ ย ใหก้ ารฝึกอบรมในแต่ละครงั้ ไดร้ ับความสาเรจ็ ตามวัตถุประสงคอ์ ยา่ งแน่นนอน 2. สอดคลอ้ งกบั เนื้อหาสาระในหลกั สตู ร ต้องสอดคล้องกับเนือ้ หาสาระในหลกั สตู ร เพราะเนื้อหาสาระน้ันจะต้องมคี วามยากงา่ ยพอเหมาะกบั ความร้คู วามสามารถและต้องมีความ ต่อเน่อื งกับพน้ื ฐานเดิมของผู้เขา้ รบั การฝกึ อบรมอีกด้วย โดยปกตแิ ล้วเพอื่ หาสาระของหลกั สตู รให้ สอดคล้องกับวัตถุประสงคข์ องโครงการฝกึ อบรมแล้วมักจะแบ่งเนื้อหาออกไดเ้ ป็นเน้ือหาประเภท ข้อเทจ็ จรงิ ความรูท้ ั่วไป แนวคดิ และหลกั การการแกป้ ญั หา ความคิดสรา้ งสรรค์ ความสามารถ ทักษะและทศั นคติ ซงึ่ ในทานองเดยี วกันกไ็ มอ่ าจแยกเน้อื เนื้อหาสาระของวิชาใดวิชาหนง่ึ ออกจาก กจิ กรรมวธิ กี ารหรือเทคนคิ การฝกึ อบรมไดแ้ ต่อยา่ งใด และถา้ หากจะถือหลกั การเรียนรู้โดยการ กระทาดว้ ยแล้ว จะเห็นไดช้ ัดเจนมากขึ้นวา่ ไมส่ ามารถจะแยกเน้อื หาสาระของหลกั สูตรออกจาก เทคนคิ การฝกึ อบรมได้เลย เพราะวา่ กจิ กรรมทีก่ ระทาน้ัน เป็นทง้ั เน้ือหาสาระและเทคนิคการ ฝกึ อบรมพร้อม ๆ กันน่ันเอง

100 3. ผ้เู ข้ารบั การอบรม ในการใชเ้ ทคนคิ การฝกึ อบรมตอ้ งคานงึ ถงึ ผู้เขา้ รับการฝึกอบรมเปน็ สาคัญ อนั ได้แก่ ระดับของความรู้ความสามารถ ระดบั การศึกษา อายุ เพศ และ จานวนผู้เข้ารบั การฝึกอบรมดว้ ย ผ้เู ข้ารบั การอบรมท่ีมีระดับความสามารถและความสามารถและความฉลาดสูงมาก ๆ ชอบที่จะ เรยี นรู้ และเรยี นได้ดีในบรรยายกาศของความเปน็ ประชาธปิ ไตยและเป็นกนั เองมาก แต่ม่งุ ท่จี ะ เรียนโดยกระบวนการกลุ่มน้อยและเนน้ การเรียนรู้ตามลาพงั มากกวา่ จึงเห็นไดว้ า่ เทคนคิ การ ฝึกอบรมทีจ่ ะอบรมมาใช้น้ันตอ้ งปิดโอกาสใหผ้ ู้เขา้ ฝกึ อบรมทีม่ ีความฉลาดมากมีอิสรภาพที่จะ เรยี นรใู้ นบรรยายกาศทเี่ ป็นประชาธปิ ไตะการฝึกอบรมน้ัน ๆ กต็ ้องเอ้ืออานวยใหบ้ ุคคลเหล่านไ้ี ด้ เรยี นร้ตู ามลาพงั ใหม้ ากกว่าผู้มคี วามสามารถและความเฉลยี วฉลาดไมค่ อ่ ยมากนกั ดงั น้ี เป็นต้น ผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรมทม่ี ีความสามารถและมีความฉลาดพอสมควรนั้น ค่อนข้างจะได้รับ ผลประโยชน์และเรียนรู้ได้ดีในบรรยายกาศของการเปน็ ประชาธิปไตยหรอื มสี ่วนร่วมใน กระบวนการเรยี นรู้ใหม้ ากท่ีสุดเทา่ ทจ่ี ะทาได้ ดังน้ัน การฝกึ อบรมควรจะเป็นประสบการณท์ ีน่ ่า ร่นื รมย์และมีเสรภี าพ สว่ นผเู้ ขา้ รับการฝึกอบรมทมี่ ีความรู้ความสามารถและความสามารถและ ความเฉลียวฉลาดน้อย ชอบท่จี ะเรยี นรู้และเรียนร้ไู ด้ดีโดยการใชเ้ ทคนคิ การฝึกอบรมประเภทท่คี รู หรือวิทยากรเป็นศนู ย์กลาง มากกวา่ วิธกี ารเรียนรู้อ่ืน ๆ นอกจากดา้ นความรู้ความสามารถและ ความเฉลยี วฉลาดของผู้เขา้ รับการฝกึ อบรมแล้วต้องคานงึ ถึงระดับการศกึ ษาหรือประสบการณเ์ ดิม ของเขาด้วย กล่าวคือ เทคนิคท่ีใชต้ ้องไม่ย่งุ ยากสลบั ซับซอ้ นมากจนเกินแก่การทาความเข้าใจ ให้แก่ผเู้ ขา้ รบั การอบรมท่ีมรี ะดับการศึกษาไม่สงู นกั และหากใชเ้ ทคนคิ การฝกึ อบรมท่ีง่าย จนเกนิ ไปกบั ผเู้ ข้ารบั การฝึกอบรมที่มีระดับการศกึ ษาสงู ๆ กจ็ ะทาใหเ้ กดิ ความเบอื่ หน่าย และไม่ ก่อให้เกดิ ผลดีต่อการเรียนร้แู ตอ่ ย่างใดเลย ในทานองเดียวกนั อายุหรือวัยของผูเ้ ขา้ รบั การฝึกอบรมก็ มีความสาคัญท่ตี ้องคานงึ ถงึ เพราะธรรมชาติของการเรยี นรู้ของเดก็ แตกตา่ งจากธรรมชาตขิ องการ เรียนรขู้ องผู้ใหญ่ วธิ กี าร กิจกรรม โสตทัศนูปกรณ์ และ เทคนิคการฝึกอบรมก็จะต้องแตกต่างไป ด้วย ในการใช้เทคนคิ การฝึกอบรมและการจัดกิจกรรมนั้นจะตอ้ งใหส้ อดคล้องกบั ความแตกตา่ ง ดังกลา่ ว ไมว่ ่าจะเป็นความต้องการทจ่ี ะรู้ถงึ เหตุผลท่วี า่ ทาไมจะตอ้ งเรยี นรู้ การมคี วามเขา้ ใจใน ตนเองบทบาทของประสบการณ์ ความรู้เพ่ือจะเรยี นรู้ แนว โน้ม ของการเรยี นรูแ้ ละรวมถงึ แรงจูงใจทจี่ ะตอ้ งการจะเรียนรู้อีกด้วย 4. ต้องคานึงถึงจานวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม สาหรบั จานวนผู้เขา้ รับการฝึกอบรมก็มคี วามสาคัญตอ่ การเลือกใชเ้ ทคนคิ กาฝึกอบรมถา้ จานวนคนมมี ากคงจะตอ้ งใช้เทคนคิ ประเภทยรรยาย การอ๓ ปรายเปน็ คณะ เพราะคงจะไมส่ ามารถใช้เทคนคิ การฝกึ อบรมประเภททเี่ ปดิ โอกาสให้ผ้เู ข้ารบั การ อบรมได้กระทาหรือเรยี นโดยอาศยั กระบวนการกลุ่มแต่อยา่ งใดดงั นเ้ี ป็นต้น


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook