กระบวนการออกแบบการถา่ ยทอดเทคโนโลยสี ารสนเทศ ทางการเกษตร เอกสารคน้ ควา้ เพิม่ เตมิ วชิ าการฝึกอบรมและสารสนเทศทางการเกษตร
2 กระบวนการและการออกแบบ การถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร การถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตรให้กับเกษตรกรจะเกิดผลไดอ้ ย่างไร เป็นส่งิ ท่ี นกั วชิ าการสง่ เสริมการเกษตรควรตระหนักโดยตัง้ คาถามกบั ตนเองว่า ทาไมถงึ ต้อง ถา่ ยทอดเทคโนโลยี (Why) และจะถา่ ยทอดใหม้ ีประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ล ตอ้ งทาอย่างไร (How) ซึง่ จากการศกึ ษาของผ้เู ขียนและประสบการณใ์ นการทางานด้านพัฒนาการ ถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร มคี วามเหน็ ว่า การนาทฤษฎีระบบ (System Theory) มาปรบั ใช้ ในการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร น่าจะตอบคาถามขน้ั ตน้ ดงั กล่าวได้ เน่อื งจากทฤษฎรี ะบบ ตามแนวคดิ ของ David Eastonทน่ี าทฤษฎรี ะบบ (System Theory) มาใช้ ในการพฒั นาถ่ายทอดความรู้ เสนอวา่ การพัฒนาถ่ายทอดความรูเ้ ชิงระบบหมายถงึ การให้ ความสนใจในทุก ๆ ส่วน ทกุ ๆองคป์ ระกอบ ท้ังในดา้ นของปจั จัยนาเข้า (input) กระบวนการ เปลีย่ นแปลง (process) ผลผลติ (output) ขอ้ มลู ยอ้ นกลับ (feed back)และสภาพแวดล้อม (environment) จะเห็นวา่ แนวคดิ นี้เนน้ ถงึ ประเดน็ สาคญั ท่ีว่า ถ้าต้องการผลผลิต ผลลัพธ์ท่มี ี คณุ ภาพ ก็จาเปน็ ต้องใส่สงิ่ ทนี่ าเข้าทีส่ มบูรณแ์ ละมคี ณุ ภาพเขา้ ไปในระบบ พร้อมดแู ลใหไ้ ปสู่ กระบวนการเปลยี่ นแปลง ซึ่งก็คือกระบวนการถา่ ยทอดเทคโนโลยี 1. กระบวนการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร การบริหารจัดการในการถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตรจึงควรจะตอ้ งพิจารณาท้ังกระบวนการว่า มขี นั้ ตอนและภารกิจทีจ่ ะตอ้ งกระทาอะไรบา้ งซง่ึ กระบวนการในการถา่ ยทอด เทคโนโลยีการเกษตร ตามบทเรยี นนีไ้ ดน้ าแนวคดิ เรอื่ งกระบวนการ ฝึ กอบรมและระบบการเยยี่ มเยยี นมาประยุกตใ์ ชใ้ นการถา่ ยทอด เทคโนโลยกี ารเกษตร 1.1 การเตรยี มการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร นกั วชิ าการสง่ เสรมิ การเกษตรในฐานะผู้จดั การการถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรหรอื ผ้จู ัดการเรยี นร้ขู องเกษตรกร จะต้องมีความเขา้ ใจถงึ กระบวนการถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตร และวธิ ดี าเนินการในแต่ละขั้นตอนอย่างเหมาะสม การถ่ายทอดจึงจะก่อใหเ้ กิดการเรียนรู้ และ
3 นาไปสู่การเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมให้เปน็ ไปตามวัตถปุ ระสงค์ท่ีกาหนดได้สาหรบั การเตรียมการ ถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตร มีรายละเอียดดังตอ่ ไปนี้ 11.1.1 วเิ คราะหแ์ ละสรุปความจาเป็ นในการถา่ ยทอด เทคโนโลยี เปน็ ข้ันตอนของการสารวจและวเิ คราะหส์ ภาพปญั หาชุมชนและความต้องการ ของเกษตรกร โดยการสารวจจากแหลง่ ขอ้ มูล ดงั น้ี 1) การจดั เวทีชุมชน ควรใหช้ ุมชนดาเนินการเอง (คณะ กรรมการบรหิ ารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจา ตาบล) 2) การออกเยย่ี มเกษตรกรของนกั วิชาการส่งเสริมการเกษตร 3) แผนพัฒนาตาบล 4) แผนพฒั นาการเกษตรประจาตาบล 5) ขอ้ มูลจากการจดั ทาคลินกิ เกษตร 6) ขอ้ มูลจาก กชช. 2 ค จปฐ. ทบก. ทพศ. 7) ขอ้ มูลจากหนว่ ยงานต่างๆ นักวิชาการส่งเสรมิ การเกษตรผ้จู ัดการถ่ายทอดวิเคราะหแ์ ละกาหนดความจาเปน็ ในการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร โดยนาปัญหาตา่ งๆ และความต้องการของชมุ ชนมาตรวจสอบ เปรยี บเทยี บวชิ าการกบั กระบวนการผลติ ของเกษตรกร เพื่อใหท้ ราบวา่ ปัญหาเกดิ ขึ้นในขนั้ ตอน ใดเป็นความจาเปน็ ของเกษตรกรและชมุ ชนในการเข้ารบั การถา่ ยทอดเทคโนโลยี การเกษตร เพือ่ แกไ้ ขปัญหาข้อบกพร่องตา่ งๆ ทไ่ี มม่ ีประสิทธภิ าพ ขาดความรู้ ประสบการณ์ หรือทักษะ และเพอ่ื จะไดจ้ ดั กระบวนการเรยี นรใู้ หเ้ กษตรกรได้ถูกตอ้ ง 1.1.2 จดั ทาหลกั สูตรและวางแผนการถา่ ยทอด เทคโนโลยกี ารเกษตร 1) นกั วชิ าการสง่ เสริมการเกษตรผ้จู ดั การถา่ ยทอดร่วมประชมุ กบั ผู้แทน กลุ่มปญั หาและเกษตรกร ระดมความคดิ เพ่อื ใหไ้ ดส้ าระหรือประเดน็ ทเ่ี ปน็ ส่วนประกอบหรือ องคป์ ระกอบที่เป็นเหตเุ ป็นผลตอ่ กนั เกี่ยวกบั หลักสูตรการถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร 2) นาข้อมูลทีไ่ ด้จากการประชมุ ระดมความคดิ มาวางแผนด้วยการจดั ทา
4 แผนการถา่ ยทอดเทคโนโลยี ซึ่งเปน็ เครอื่ งมอื ทส่ี าคัญสาหรับนกั วิชาการสง่ เสรมิ การเกษตร เนื่องจากการนาหลักสูตรไปส่กู ารปฏิบตั นิ นั้ จาเปน็ อยา่ งยง่ิ ที่จะต้องจาลองทุกๆ อยา่ ง ที่ได้ ดาเนินการมาใหอ้ ยใู่ นรปู ของส่ิงทเ่ี รียกว่า แผนการเรียนรูข้ องเกษตรกร น่ันเอง แผนการเรยี นรู้ของเกษตรกรในการถ่ายทอดเทคโนโลยีแตล่ ะเรือ่ ง ตอ้ งมุง่ เนน้ การ เปลยี่ นแปลงความรู้ ทักษะ และทัศนคตใิ นเร่ืองนั้นๆ โดยเนน้ การถา่ ยทอดแบบมสี ่วนรว่ มที่ยึด ผูเ้ รยี นเป็นศูนย์กลางและควรคานงึ ถงึ 2.1) การกาหนดวตั ถุประสงคข์ องเรอื่ งทถี่ า่ ยทอด - ระบุจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ - เขียนใหส้ อดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์ของโครงการสง่ เสริม การเกษตร - เขยี นในรปู วัตถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม 2.2) องคป์ ระกอบ ทคี่ วรจะมใี นวตั ถุประสงคห์ นึ่งๆ คอื - สงิ่ ที่ตอ้ งการใหผ้ เู้ รียนกระทาได้ ควรจะเขียนในรปู พฤติกรรมที่สามารถวดั ผลได้ และเป็นรปู ธรรม - เงอ่ื นไขในการกระทานั้น เปน็ การบอกถึงขีดจากดั หรือ สิ่งท่อี าจจะมอี ิทธิพลตอ่ การกระทาท่ตี ้องการ เชน่ เงอ่ื นไขเก่ยี วกับสถานท่ีเวลา และ องค์ประกอบอนื่ ในสภาพการณก์ ารทางานจริง - เกณฑม์ าตรฐานท่ตี ง้ั ไว้ บอกถึงเกณฑ์ทกี่ าหนดในการท่ี จะยอมรับพฤตกิ รรมที่ต้องการ - กาหนดระยะเวลา ระบุกาหนดระยะเวลาทตี่ อ้ งการให้กระทาได้ 2.3) การเขยี นวตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม วัตถุประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมเป็นการกาหนดการเปลี่ยนแปลงของผเู้ รยี นทเ่ี ขา้ รบั การ ถา่ ยทอดในด้านความรู้ ทกั ษะ และทศั นคติ การเขียนวัตถปุ ระสงค์ เชิงพฤติกรรมท่ีดจี ึงควรจะมคี วามชดั เจน กระชับ และสามารถวดั ได้ คาศพั ทท์ ีใ่ ช้ในการเขียนวัตถปุ ระสงค์เชงิ พฤตกิ รรมจึงควรจะเปน็ คา บรรยายท่ีบ่งบอกถึงพฤตกิ รรมทผ่ี เู้ รยี นควรจะมี หรือแสดงออกมาไดภ้ ายหลงั จากรับการ ถ่ายทอด โดยมกี ารระบพุ ฤตกิ รรมทตี่ อ้ งการใหเ้ ปลี่ยนแปลงใหช้ ดั เจนและเจาะจงมากท่สี ุด
5 ตวั อย่างวตั ถปุ ระสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม เชน่ - ผูเ้ รยี นสามารถจาแนกชนดิ ของพชื ผกั สวนครวั ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง เมื่อเสร็จส้ินการ ถา่ ยทอดเทคโนโลยี - ผู้เรยี นสามารถอธบิ ายการนาไปประยุกตใ์ ชใ้ นการปลูกพืชผักสวนครัวไดอ้ ยา่ ง ถกู ตอ้ ง มีประสทิ ธิภาพ และประสทิ ธิผลมากขึ้นเม่ือเสรจ็ สิน้ การถา่ ยทอดเทคโนโลยี ตวั อยา่ งคาศพั ทท์ คี่ วรนามาใชใ้ นการเขยี นวตั ถุประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม (1) คาศัพทท์ ่รี วมถงึ พฤตกิ รรมด้านความรแู้ ละสติปัญญา เช่น ใหค้ าจากดั ความ เลอื ก ประยกุ ตใ์ ช ้ จาแนก เขยี น วเิ คราะห ์ เสนอ วจิ ารณ์ ระบุ สรปุ ยกตวั อยา่ ง ตอบ บรรยาย ตรวจสอบ อธบิ าย ตดั สนิ ใจ บอก แสดงความคดิ เห็น ชแี้ จง รวบรวม (2) คาศพั ทท์ ่รี วมถึงพฤตกิ รรมด้านทกั ษะและการกระทา เช่น สรา้ ง วดั กระทา แสดง ดาเนินการ คน้ หา สาธติ คดั เลอื ก จดั การ เปรยี บเทยี บ จดั กลมุ่ ประกอบ แบง่ แยก แกไ้ ข เปลย่ี น ใช ้ (อปุ กรณ/์ เครอ่ื งมอื ) (3) คาศัพทท์ ี่รวมถงึ พฤตกิ รรมด้านทัศนคตแิ ละความรสู้ กึ ยอมรบั รบั ฟัง รเิ รม่ิ เขา้ รว่ ม โตแ้ ยง้ ปรบั ปรงุ ตอ่ ตา้ น รว่ มมอื หลกี เลยี่ ง อทุ ศิ ตน ยดึ ม่นั เชอื้ เชญิ คดั คา้ น ชมชอบ สนับสนุน ทา้ ทาย
6 2.4) การกาหนดเนือ้ หาของเรอื่ งทถี่ า่ ยทอด การ พจิ ารณาและเลือกเน้ือหานั้นสามารถท่ีจะแยกพิจารณาความจาเป็นของเนอื้ หาได้เป็น 3 ลักษณะ คอื - เนือ้ หาทตี่ อ้ งรู ้ - เนือ้ หาจะตอ้ งตอบ – เนือ้ หาทร่ี กู ้ ็ไดไ้ ม่รกู ้ ็ได ้ โดยเนือ้ หาทก่ี าหนด ควรมลี กั ษณะ ดงั นี้ สนองวตั ถปุ ระสงคแ์ ละ - เนือ้ หาจะตอ้ งสอดคลอ้ ง - เนือ้ หาจะตอ้ งมคี วาม ความจาเป็ นทไ่ี ด ้ กบั สภาพจรงิ ถกู ตอ้ งและทนั สมยั กาหนดไวแ้ ลว้ โดยเนือ้ หาทกี่ าหนด ควรมลี กั ษณะ ดงั นี้ การจดั ลาดบั เนือ้ หาของเรอื่ งทถี่ า่ ยทอด - เรมิ่ ตน้ จากสงิ่ ทรี่ ูแ้ ลว้ และดาเนินไปยงั สงิ่ ทไี่ ม่ รู ้ การปฏบิ ตั ดิ งั นี้ ผู้เรยี นจะสามารถโยงสงิ่ ทร่ี ้มู าแลว้ กับความรูใ้ หม่ เพือ่ ทจ่ี ะทาใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจในส่งิ ท่รี ใู้ หมไ่ ด้มากขน้ึ - เรมิ่ จากสงิ่ ทเี่ ป็ นรูปธรรมไปสูน่ ามธรรม หรอื สง่ิ ท่เี ปน็ หลกั การทั่วไป ไปสสู่ ิ่งทเ่ี ปน็ กฎเกณฑเ์ ฉพาะ - เรมิ่ จากสงิ่ ทงี่ ่ายไปสูส่ งิ่ ทยี่ าก ในเรื่องท่เี ปน็ แนวคดิ และเทคนิคทัง้ หลาย ควรจะใชห้ ลกั เกณฑ์ ขอ้ น้ี คอื เริ่มต้นจากส่งิ ธรรมดา เรยี บ และ งา่ ยกอ่ น 2.5) การกาหนดบุคคลเป้ าหมาย - ใหช้ ุมชนหรอื ผู้ประกอบอาชีพนั้นเป็นผกู้ าหนดคณุ สมบัติของ เกษตรกรที่จะเขา้ สูก่ ระบวนการเรียนรู้ - เกษตรกรท่จี ะเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้จะต้องทาขอ้ ตกลงรว่ ม ในการเรียนรู้ร่วมกัน - กาหนดจานวนเกษตรกรใหเ้ หมาะสมในการถา่ ยทอดแตล่ ะครงั้ ไมค่ วรเกิน 25 - 30 คน
7 2.6) แหลง่ วทิ ยากร - วิทยากรจากหนว่ ยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและ สหกรณท์ ี่เกีย่ วข้องกบั สาระประเดน็ เนื้อหาท่ีจะถา่ ยทอด - นักวิชาการสังกัดกรมสง่ เสริมการเกษตร - ปราชญช์ าวบา้ น เอกชน - วทิ ยากรจากสถาบนั การศกึ ษา - นักวิชาการสง่ เสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบ ตวั อย่าง การเขยี นโครงการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร โครงการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรทกุ โครงการ จาเป็ นจะตอ้ งมี รายละเอยี ดตา่ งๆ เพอ่ื เป็ นขอ้ มูลสาหรบั การพจิ ารณาและวนิ ิจฉัยตดั สนิ ใจใน การอนุมตั งิ บประมาณและการดาเนินการของฝ่ ายบรหิ ารในหน่วยงาน นอกจากน้ันยงั ใชเ้ ป็ นหลกั สตู รอา้ งองิ ในการดาเนินการตามขน้ั ตอนตา่ งๆ 1) โครงการการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรทดี่ ี ควรมี ลกั ษณะดงั นี้ (1) สามารถตอบสนองความตอ้ งการและการแกป้ ัญหา รวมทงั้ การ พฒั นาศกั ยภาพของเกษตรกรได ้ (2) สามารถตอบสนองความตอ้ งการในการประกอบอาชพี การเกษตรทเ่ี ป็ นปัญหาได ้ รวมทง้ั ตรงกบั ความตอ้ งการของเกษตรกร (3) ไดร้ บั ความเห็นชอบและการสนับสนุนดา้ นงบประมาณ และ การบรหิ ารจดั การจากหน่วยงาน (4) มวี ตั ถปุ ระสงคท์ ชี่ ดั เจน สอดคลอ้ งกบั ความจาเป็ นใน การถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร (5) มหี ลกั สูตรการถา่ ยทอด ทป่ี ระกอบดว้ ยรายละเอยี ดเกยี่ วกบั หวั ขอ้ รายวชิ าทจี่ ะทาการถา่ ยทอด เทคนิคหรอื วธิ กี ารถา่ ยทอด และระยะเวลาท่ี ใชใ้ นการถา่ ยทอดของแตล่ ะรายวชิ า (6) มกี าหนดระยะเวลาดาเนินการเรม่ิ ตน้ และสนิ้ สุดการถา่ ยทอด เทคโนโลยกี ารเกษตรทชี่ ดั เจน (7) มกี ารประมาณการงบประมาณและรายละเอยี ดคา่ ใชจ้ า่ ยที่ จาเป็ นในการถา่ ยทอดเทคโนโลยี (8) มกี ารประเมนิ ผลทง้ั ระหว่างการถา่ ยทอด เมอ่ื สนิ้ สดุ การ
8 ถา่ ยทอดและเมอื่ ผูเ้ ขา้ รบั การถา่ ยทอดไดก้ ลบั ไปประกอบอาชพี แลว้ เพอื่ ทราบ ผลของการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร 2) รูปแบบการเขยี นโครงการฝึ กอบรม พจิ ารณาได ้ 2 ลกั ษณะ คอื (1) แบบปิ ด คอื การเขยี นโครงการตามรปู แบบ หรอื แบบฟอรม์ ที่ ถกู กาหนดขนึ้ เป็ น การเฉพาะของหน่วยงานซง่ึ กาหนดไวอ้ ยา่ งชดั เจนวา่ ตอ้ งการทราบประเด็นอะไร อย่างไร (2) แบบเปิ ด คอื การเขยี นโครงการทม่ี ไิ ดก้ าหนดรปู แบบ หรอื แบบฟอรม์ ทแี่ น่นอนเฉพาะ ผูเ้ ขยี นสามารถเขยี นทุกประเด็นทส่ี าคญั ๆ ให ้ ครบถว้ น เพอ่ื เสนอโครงการใหผ้ ูพ้ จิ ารณาเขา้ ใจและวนิ ิจฉัยตดั สนิ ใจได ้ 3) หลกั การเขยี นโครงการฝึ กอบรม การเขยี นโครงการการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรมหี ลาย รปู แบบ และคอ่ นขา้ งยดื หยุ่นพอสมควร ผูเ้ ขยี นโครงการสามารถปรบั เปลยี่ นได ้ ตามความตอ้ งการเชน่ อาจจะเพม่ิ หรอื ลดหวั ขอ้ บางหวั ขอ้ รวมทง้ั สลบั ลาดบั ของหวั ขอ้ ทจ่ี ะกล่าวถงึ ตอ่ ไปไดต้ ามความเหมาะสมเชน่ กนั แต่โดยทว่ั ไป มกั ประกอบดว้ ยรายละเอยี ด ตามหวั ขอ้ ตา่ งๆ ดงั นี้ (1) ชอื่ โครงการการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร - กาหนดชอื่ โครงการการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรให ้ ชดั เจนสะดดุ ตา และน่าสนใจ - ใหผ้ ูอ้ า่ นเห็นวา่ เกย่ี วขอ้ งอยา่ งไรกบั เนือ้ หา (2) หลกั การและเหตผุ ล หรอื ความจาเป็ นในการถา่ ยทอด เทคโนโลยหี รอื ความเป็ นมาของโครงการ - ระบุความเป็ นมา ปัญหา และความจาเป็ นทจ่ี ะตอ้ ง ถา่ ยทอดเทคโนโลยมี กั เป็ นเรอื่ งราวจากอดตี สปู่ ัจจบุ นั และอนาคต - หาเหตผุ ล หลกั การ และทฤษฎมี าสนับสนุนโครงการ ใหผ้ ู ้ พจิ ารณาเห็นความจาเป็ นและความสาคญั ของโครงการ - บางครงั้ จาเป็ นตอ้ งอา้ งองิ ขอ้ มูลเกา่ หรอื ขอ้ มูลเดมิ ทม่ี อี ยู่ เพอื่ ความน่าเชอื่ ถอื (3) วตั ถปุ ระสงค ์ - ระบุภาพรวมความมุ่งหวงั ของโครงการฝึ กอบรมทจี่ ะให ้ เกดิ ขนึ้ อยา่ งกวา้ งๆ เป็ นขอ้ ๆ โดยมุ่งพฒั นาความรู ้ ความสามารถ ทกั ษะและ ทศั นคติ - ระบุพฤตกิ รรมทตี่ อ้ งการเปลยี่ นแปลงของผูเ้ รยี นรทู ้ เี่ ขา้ รบั
9 การถา่ ยทอด - มคี วามสอดคลอ้ งและตรงกบั ความจาเป็ นในการถา่ ยทอด เทคโนโลยกี ารเกษตร - มคี วามเป็ นไปได ้ - สามารถวดั ไดท้ งั้ ปรมิ าณและคณุ ภาพ (4) บคุ คลเป้ าหมาย - ระบใุ หช้ ดั เจนวา่ ผูเ้ ขา้ รบั การถา่ ยทอดคอื ใคร - จานวนเทา่ ไร - มคี ณุ สมบตั อิ ย่างไร - มหี ลกั เกณฑใ์ นการคดั เลอื กเป็ นอย่างไร (5) หลกั สูตรการถา่ ยทอดเทคโนโลยี - ระบุหวั ขอ้ การถา่ ยทอด พรอ้ มระยะเวลาทใี่ ชเ้ ป็ นรายวชิ า - บอกเทคนิคและวธิ กี ารเรยี นรูท้ จี่ ะใชใ้ นการถา่ ยทอดตลอด หลกั สตู ร - กาหนดสอ่ื โสตทศั นูปกรณต์ า่ งๆ ทต่ี อ้ งใชใ้ นการถา่ ยทอด ตลอดหลกั สตู ร (6) ระยะเวลาการถา่ ยทอด - ระบุจานวนวนั ทต่ี อ้ งใชใ้ นการถา่ ยทอด - กาหนดชว่ งเวลา (วนั /เดอื น/ปี ) ทจี่ ะดาเนินการถา่ ยทอด (7) สถานทดี่ าเนินการ - ระบุสถานทใ่ี ชใ้ นการถา่ ยทอดใหช้ ดั เจน - กาหนดสถานทพ่ี กั สาหรบั ผูเ้ ขา้ รบั การถา่ ยทอดและ วทิ ยากร กรณีตอ้ งพกั คา้ งและอยตู่ า่ งสถานท่ี - พจิ ารณาเลอื กสถานที่ ควรจะตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วงเงนิ งบประมาณและระเบยี บการเบกิ จา่ ย (8) งบประมาณ - กาหนดวงเงนิ งบประมาณรวมทจี่ าเป็ นจะตอ้ งใชจ้ า่ ยในการ ถา่ ยทอดเทคโนโลยี - บอกรายการคา่ ใชจ้ า่ ยในการถา่ ยทอด โดยแยกตามหมวด เงนิ คอื (1) หมวดคา่ ตอบแทน ไดแ้ ก่ คา่ สมนาคณุ วทิ ยากร (2) หมวดคา่ ใชส้ อย แยกเป็ น
10 ● หมวดคา่ เบยี้ เลยี้ ง ทพ่ี กั ไดแ้ ก่ คา่ เบยี้ เลยี้ ง คา่ ทพ่ี กั ● หมวดคา่ ยานพาหนะและเชอื้ เพลงิ ไดแ้ ก่ คา่ พาหนะ คา่ นา้ มนั เชอื้ เพลงิ ● หมวดคา่ อาหารและเครอื่ งดม่ื ไดแ้ ก่ คา่ อาหาร คา่ อาหารว่างและเครอื่ งดมื่ ● หมวดคา่ เชา่ ไดแ้ ก่ คา่ เชา่ หอ้ งประชมุ คา่ เชา่ อปุ กรณท์ จี่ าเป็ นในการถา่ ยทอดเทคโนโลยี ● หมวดคา่ วสั ดุ ไดแ้ ก่ คา่ วสั ดหุ รอื เครอื่ งเขยี นแบบ พมิ พค์ า่ วสั ดอุ ปุ กรณต์ า่ งๆ ในการฝึ กปฏบิ ตั ิ (9) วฒุ บิ ตั รหรอื ประกาศนียบตั ร หากมกี ารมอบควร - ระบุเงอ่ื นไขหลกั เกณฑข์ องการมอบวฒุ บิ ตั รหรอื ประกาศนียบตั รใหช้ ดั เจน - จะตอ้ งมเี วลาในการเรยี นรไู ้ ม่นอ้ ยกว่ารอ้ ยละเทา่ ไรของ เวลาทงั้ หมด - ไดร้ บั คะแนนรอ้ ยละเทา่ ไรจากการวดั ผล (10) การประเมนิ ผล - ระบวุ ธิ กี ารในการประเมนิ ผลว่าจะใชว้ ธิ กี ารใด เชน่ การ สงั เกต การตรวจงาน การสอบ การสอบถามโดยใชแ้ บบสอบถาม เป็ นตน้ - จะประเมนิ เมอื่ ไร กอ่ นการถา่ ยทอด ระหว่างการถา่ ยทอด หรอื หลงั การถา่ ยทอดเสรจ็ สนิ้ - มกี ารตดิ ตามผลหรอื ไม่ ถา้ มรี ะบชุ ว่ งเวลาทจ่ี ะทา และ วธิ กี ารทใ่ี ชด้ ว้ ย (11) ผลทคี่ าดวา่ จะไดร้ บั - ระบวุ ่าเมอ่ื เสรจ็ สนิ้ การถา่ ยทอดเทคโนโลยแี ลว้ จะเกดิ ผล อะไรบา้ งโดยทบทวนวตั ถปุ ระสงคข์ องโครงการว่าตง้ั วตั ถปุ ระสงคไ์ วอ้ ยา่ งไร จากนั้นเขยี นผลทคี่ าดว่าจะไดร้ บั ใหส้ อดคลอ้ งกบั วตั ถปุ ระสงคท์ ร่ี ะบไุ ว ้ - ใหร้ ะบุทงั้ ผลทางตรง และทางออ้ ม ตลอดจนผลกระทบตอ่ สง่ิ แวดลอ้ ม - จะตอ้ งเป็ นผลตอ่ เนื่องทต่ี อ้ งการตามทร่ี ะบไุ วใ้ น วตั ถปุ ระสงค ์ ซงึ่ โยงใยไปถงึ การประเมนิ ผลโครงการดว้ ยวา่ บรรลุตาม วตั ถปุ ระสงคท์ ตี่ งั้ ไวห้ รอื ไม่
11 (12) ผูร้ บั ผดิ ชอบโครงการ - ระบรุ ายชอ่ื พรอ้ มหน่วยงานสงั กดั และสถานทต่ี ดิ ตอ่ ของ ผูร้ บั ผดิ ชอบ - ระบุผูม้ สี ่วนเกย่ี วขอ้ งและใหค้ วามรว่ มมอื - ระบทุ มี งาน ทปี่ รกึ ษา หรอื ผูส้ นับสนุน 1.2 การดาเนินการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร การดาเนนิ การถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขนั้ ตอนที่ 1 ขน้ั กอ่ นดาเนินการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร มีกิจกรรมที่จะตอ้ งดาเนินการ ดงั น้ี 1) เขยี นโครงการถา่ ยทอดเทคโนโลยี ซ่งึ จะประกอบด้วย ชื่อเรอ่ื ง ท่ีจะจัดการถ่ายทอด เหตผุ ลความจาเปน็ วัตถุประสงค์ ประเด็นเนอ้ื หา/หัวขอ้ วชิ า เทคนิควธิ กี าร ถา่ ยทอด บุคคลเปา้ หมาย ระยะเวลา สถานที่ งบประมาณ การประเมนิ ผล ผลท่คี าดวา่ จะได้รบั และหนว่ ยงานท่รี บั ผิดชอบ 2) จดั ทากาหนดการ หรอื ตารางการถา่ ยทอด เพ่ือแสดง ภาพรวมของการถา่ ยทอดเทคโนโลยี 3) เสนอโครงการขออนุมตั หิ รอื ขอความเหน็ ชอบ 4) ประสานงานในเรอื่ งตา่ งๆ เช่น การตดิ ต่อสถานที่ การติดต่อ ประสานงานวทิ ยากร การพิจารณาคดั เลอื กและแจง้ เกษตรกรเขา้ รับการถา่ ยทอด การออก หนงั สือต่างๆ การเตรยี มการเรื่องวสั ดุ โสตทศั นปู กรณ์และเอกสารตา่ งๆ ทีจ่ ะใชป้ ระกอบการ ถ่ายทอด ขนั้ ตอนที่ 2 ขนั้ ระหวา่ งดาเนินการถา่ ยทอด เทคโนโลยกี ารเกษตร เรม่ิ ดาเนนิ การถ่ายทอดเทคโนโลยตี ามตารางทก่ี าหนด ชแี้ จงวตั ถปุ ระสงค์ หรือรายละเอียดต่างๆ ท่ีตอ้ งการแจง้ ใหเ้ กษตรกรผู้เข้ารับการถ่ายทอดทราบเพิม่ เติม และ ดาเนินการถ่ายทอดตามแผนการเรียนรู้ที่จัดทาไว้กิจกรรมสาคัญประการหน่ึงทต่ี ้องดาเนนิ การ ต้ังแตแ่ รกของการถา่ ยทอดคอื การนาเข้าสูบทเรยี นด้วยกิจกรรมการมีส่วนร่วม หรือสร้าง ความคุน้ เคยเพื่อให้เกษตรกรผู้เรียนได้เปดิ ใจ พร้อมท่จี ะให้ความร่วมมือ และทากจิ กรรม
12 ต่างๆ เพอื่ รับวทิ ยาการใหม่ๆ ทว่ี ทิ ยากรนาเสนอให้ในรูปแบบต่างๆ ต่อไป ทัง้ นี้ นกั วิชาการ ส่งเสรมิ การเกษตรต้องทาหน้าท่เี ป็นวทิ ยากรกระบวนการตามแผนการเรยี นรู้ตลอดชว่ งเวลาการ ถ่ายทอด แม้จะมีการเชญิ วิทยากรอ่ืนมาสอนให้ความรู้กต็ าม ขนั้ ตอนที่ 3 ขนั้ หลงั เสรจ็ สนิ้ การถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร เมอื่ สิ้นสุดการถ่ายทอดเทคโนโลยแี ล้ว ยงั มกี จิ กรรมทจ่ี ะต้องจัดทาอกี ดังน้ี 1) การขอบคุณ ทาหนงั สอื ขอบคณุ บคุ คลและหน่วยงาน ตา่ งๆ ดงั นี้ - วทิ ยากร - หน่วยงานท่ีเกยี่ วข้อง - หน่วยงานทใี่ ห้การสนบั สนนุ และช่วยเหลือในการถ่ายทอดเทคโนโลยี 2) การรายงานเสนอฝ่ ายบรหิ าร รายงานสรุปผลการ ถา่ ยทอดเทคโนโลยี โดยทัว่ ไปจะเกีย่ วขอ้ งกับเร่ืองต่างๆ ดงั นี้ - บรรลุวัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมายเพียงใด - จานวนผู้เรยี นทเี่ ข้ารบั การถ่ายทอดเป็นไปตามเปา้ หมายที่วางไว้หรอื ไม่ อย่างไร - งบประมาณทีใ่ ช้จ่ายจรงิ ในการดาเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยี - ผลของกจิ กรรมการเรยี นการสอนแตล่ ะหัวขอ้ วชิ าในการถ่ายทอด เทคโนโลยี - ผลการประเมิน - ปญั หา อุปสรรค ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี - ข้อเสนอแนะ 3) การรวบรวมเอกสารจดั พมิ พเ์ ป็ นเล่ม หากการถ่ายทอด เทคโนโลยีนน้ั มเี อกสารมาก และมีคณุ ค่า ควรรวบรวมจัดพิมพเ์ ป็นรปู เล่มไว้ แล้วแจก ไปยงั ผู้เกย่ี วขอ้ ง 4) การจดั การเรอื่ งงบประมาณ นาหลักฐานการเบิกจ่ายเงนิ ต่างๆ มาดาเนนิ การตามระเบยี บใหเ้ รียบร้อยโดยเรว็ พร้อมสง่ หักใชเ้ งินยมื และคนื คลงั ในสว่ นท่เี หลอื
13 1.3 การตดิ ตามประเมนิ ผลการถา่ ยทอด เทคโนโลยกี ารเกษตร การตดิ ตามประเมินผลการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร เปน็ การตรวจสอบวา่ เกษตรกรผ้เู รียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้หรือไม่ อยา่ งไร ซึง่ เปน็ ปจั จยั ท่ีมีผลตอ่ ความสาเร็จหรือประสิทธิภาพของการถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตร แบง่ ออกเปน็ 1.3.1 การประเมนิ ผล จะตอ้ งมีการกาหนดเกณฑช์ วี้ ัดการถา่ ยทอดในแต่ ละคร้ังโดยผู้จดั การถ่ายทอดและชมุ ชนรว่ มกันประเมินผล เช่น อาจมกี ารประเมินผลเมือ่ แรกเข้า มาเรียนรู้ และการประเมินผลหลังการถา่ ยทอดสนิ้ สุด การประเมินผลผู้เรยี น จะชว่ ยเป็นข้อมูล ยอ้ นกลบั ไปถึงการจัดทาหลกั สตู รและเนื้อหาวิชาในการถ่ายทอด รวมถึงวธิ ีการถ่ายทอด ส่วน การประเมนิ การถ่ายทอดของวิทยากรจะช่วยใหว้ ิทยากรได้ปรับปรุงวิธีการนาเสนอใหด้ ขี ้ึน การประเมนิ ผลของชุมชนควรเปน็ การประเมินผลสัมฤทธิค์ วามเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมในการ ผลิตทางการเกษตรของชุมชน 1.3.2 การตดิ ตามผล นกั วิชาการส่งเสริมการเกษตรผู้จัดการถ่ายทอด และชมุ ชนรว่ มกันตดิ ตามผล โดยดาเนนิ การหลังจากท่ีผเู้ รยี นกลบั ไปประกอบอาชีพของตนเอง สักระยะหนงึ่ เพอื่ จะไดด้ วู ่าผู้เรยี นแตล่ ะคนเมือ่ กลับไปประกอบอาชีพแล้ว มคี วามกา้ วหนา้ ใน การพัฒนาอย่างไร สามารถประยุกตส์ ง่ิ ท่ีได้เรียนรู้ไปใช้ใหเ้ ป็นประโยชนไ์ ดม้ ากนอ้ ยเพยี งใด วลิ าศ สงิ หวิสัย (2520) ไดก้ ลา่ วไว้วา่ การประกอบกิจกรรมใดๆของมนษุ ย์ จะพบ องค์ประกอบสาคัญ 3 ประการ คือ 1) การกาหนดวัตถุประสงค์หรอื เปา้ หมาย 2) การดาเนินงานไปสเู่ ปา้ หมาย 3) การประเมินผลการดาเนนิ งาน วา่ ได้ผลตามเปา้ หมายที่กาหนดไว้เพียงใดการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรกเ็ ช่นเดียวกนั ในการจดั การถา่ ยทอดเทคโนโลยีทุกครง้ั จะต้องมี การกาหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการถ่ายทอดไว้ และวัตถุประสงคข์ องการถา่ ยทอดก็ได้มาจากการ วิเคราะหค์ วามจาเปน็ ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพอื่ พฒั นาเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพ หลงั จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีแลว้ กจ็ ะเป็นการติดตามประเมนิ ผล เพ่อื ทีจ่ ะไดท้ ราบวา่ การ ถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรนั้นบรรลวุ ตั ถุประสงคท์ ี่กาหนดไว้หรือไม่ นัน่ คอื การตดิ ตาม ประเมนิ ผลมีความสมั พันธ์เกย่ี วข้องกับวตั ถปุ ระสงค์ของการถ่ายทอดเทคโนโลยี เน้ือหาวิชา ของหลักสูตร เทคนิคการถ่ายทอด และการดาเนินการถ่ายทอดเป็นอยา่ งมาก
14 ดงั นนั้ ผูด้ าเนินการถา่ ยทอดเทคโนโลยที ดี่ ี จงึ ควรจะมกี าร ประเมนิ ผลและตดิ ตามผลการถา่ ยทอดเทคโนโลยี ตงั้ แตเ่ รมิ่ โครงการ ไปจนกระทง่ั สนิ้ สุดโครงการ ซงึ่ รูปแบบการประเมนิ ผลและตดิ ตาม ผลการถา่ ยทอดทนี่ ิยมใชใ้ นปัจจุบนั มี 2 แบบ คอื แบบที่ 1 การประเมนิ ผลและตดิ ตามผลการฝึ กอบรมแบบซปิ ป์ (CIPP Evaluation)ซ่งึ ได้เสนอรปู แบบการประเมนิ ผลโครงการทุกประเภท รวมทัง้ ประเมนิ ผลโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยโี ดยยดึ ถอื การประเมินผลโครงการทั้งระบบและกาหนด ข้ันตอนการประเมนิ เปน็ 4 ระยะ ดงั น้ี ระยะที่ 1 การประเมนิ สาระสาคญั (Context Evaluation)เปน็ การประเมนิ ว่า โครงการมีความเหมาะสมและสมเหตุสมผลเพียงใด โดยพิจารณาถึงปัจจยั ต่างๆ ที่มีผลต่อการถ่ายทอด เชน่ โครงการทด่ี าเนนิ การอยใู่ นกรอบของ ยุทธศาสตรแ์ ละนโยบายองค์กรหรือไม่ วัตถุประสงค์ของการถา่ ยทอดกาหนดไวอ้ ยา่ งไร สนองตอบต่อยุทธศาสตร์และนโยบายหรือไม่ ความเปน็ ไปไดข้ องโครงการวิธีดาเนนิ การ และ ผลกระทบของโครงการเป็นอยา่ งไร ระยะที่ 2 การประเมนิ ปัจจยั เบอื้ งตน้ (Input Evaluation) เป็นการตรวจสอบความพร้อมของโครงการ โดยพจิ ารณาถงึ ทรพั ยากรในการบรหิ ารจดั การ โครงการถา่ ยทอด ไดแ้ ก่ กาลังคน งบประมาณ วสั ดอุ ปุ กรณ์ อาคารสถานที่ ผู้เข้ารับการถ่ายทอด วทิ ยากร ฯลฯ การมีทรัพยากรในการบริหารท่ีพร้อมจะเป็นหลกั ประกันความสาเรจ็ ได้ ระยะที่ 3 การประเมนิ กระบวนการ (Process Evaluation)เป็นการประเมินผลในระยะดาเนนิ การถา่ ยทอดเทคโนโลยี หรือการถา่ ยทอด เทคโนโลยีสิน้ สดุ แลว้ โดยพิจารณาถงึ กระบวนการและข้ันตอนตา่ งๆของการถา่ ยทอด เพ่อื ประเมินวา่ การถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรดาเนนิ ไปตามกระบวนการทีก่ าหนดหรือไม่ มี ความพรอ้ มมากนอ้ ยเพียงใดมีประสทิ ธภิ าพหรอื ไม่ มปี ญั หาอุปสรรคในการดา เนินการอยา่ งไร บ้าง รวมท้ังเกษตรกรผู้เรียนรมู้ ีความพึงพอใจมากน้อยเพียงใด ระยะที่ 4 การประเมนิ ผลผลติ (Product Evaluation) เปน็ การประเมนิ ผลการถา่ ยทอดเทคโนโลยเี มอื่ เสรจ็ สิน้ โครงการแลว้ หรือหลงั จาก เกษตรกรผเู้ รียนรกู้ ลับไปปฏิบตั ิหนา้ ทแ่ี ล้ 3- 6 เดือน โดยพิจารณาถึงผลของการถา่ ยทอด เทคโนโลยี ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ทก่ี าหนดไวห้ รอื ไม่ อย่างไร โดยมากจะเน้นท่ีผู้เรยี นรูว้ ่า
15 ได้ความรู้ ทกั ษะ ทัศนคติหรอื มีการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้มากน้อยเพยี งใด เปน็ ไป ตามวตั ถุประสงคท์ ี่กาหนดหรอื ไม่ อย่างไร การประเมินผลโครงการแบบซิปป์นไ้ี ด้รับความนยิ ม แพร่หลายมผี ู้นาไปเป็นแบบในการติดตามประเมินผลโครงการไดเ้ ปน็ อย่างดี แบบที่ 2 การประเมนิ ผลและตดิ ตามผลแบบแฮมบลนิ (Hamblin Evaluation)ซึ่งไดเ้ สนอในรปู แบบการประเมินผลโครงการโดยยึดระดบั ของการรับรู้ หรือผลทเี่ กิดขึ้นจากการถา่ ยทอดเทคโนโลยเี ป็นหลัก แบง่ การประเมนิ ออกเปน็ 4 ระดบั ดังน้ี ระดบั ที่ 1 การประเมนิ ปฏกิ ิรยิ า (Reaction Evaluation) เป็นการประเมนิ ว่าผู้เรยี นรูม้ ีปฏิกิริยาอย่างไร มีความพึงพอใจ หรอื ร้สู กึ อย่างไร ตอ่ การถา่ ยทอดเทคโนโลยี ตอ่ หลกั สูตร เน้ือหาวชิ า วิทยากร สถานท่ี เวลา เทคนิคการถา่ ยทอด และอปุ กรณ์การถ่ายทอด ระดบั ที่ 2 การประเมนิ การเรยี นรู ้ (Learning Evaluation)เป็นการประเมนิ วา่ ผเู้ รยี นรมู้ กี ารเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรรมในการเรียนรู้ มากน้อยเพียงใด ท้งั ทางดา้ นความรู้ ทกั ษะ และทศั นคติ ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ หัวใจสาคญั ของการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี การประเมนิ ผลเกีย่ วกับการเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นรู้ จะตอ้ งคานงึ ดว้ ยวา่ บางเรือ่ ง สามารถเรยี นรู้เองก็ได้ ดงั นั้นการประเมนิ ผลจะตอ้ งควบคุมอิทธิพลภายนอกทม่ี ตี ่อการเรียนรู้ ของผู้เรียนรแู้ ละทาการประเมนิ ผลการถา่ ยทอดเทคโนโลยเี ฉพาะเรอื่ งที่เก่ียวกับการเรียนรู้ เท่านัน้ ระดบั ที่ 3 การประเมนิ พฤตกิ รรม (Behavior Evaluation)เปน็ การประเมนิ ผลเมอ่ื การถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตรสนิ้ สุดแลว้ ว่า เกษตรกรผเู้ รียนรู้มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการปฏิบตั อิ ยา่ งไรหลังจากไดเ้ รยี นรูจ้ ากการ ถ่ายทอดแล้ว กลา่ วคือ ไดม้ กี ารนาเอาความรู้ที่ไดร้ ับจากการถา่ ยทอดไปใชใ้ นการปฏิบัตงิ าน เพยี งใด มีการเปล่ียนความคิดความเชื่อ ค่านยิ ม และทศั นคติท่ีดตี ่ออาชีพการเกษตร ตอ่ เพอื่ น เกษตรกรหรือไม่ มากนอ้ ยเพยี งใด แตก่ ารประเมนิ ผลการถา่ ยทอดเทคโนโลยใี นเรื่อง ของพฤตกิ รรมน้ีเป็นเร่ืองทค่ี ่อนข้างยาก ต้องใชเ้ วลา เพราะการศึกษาพฤติกรรมทีเ่ ปลย่ี นแปลง ของผูเ้ รยี นรอู้ าจเกดิ จากการถา่ ยทอดเทคโนโลยีหรืออาจไมไ่ ดเ้ กิดจากถ่ายทอดเทคโนโลยกี ็ได้ แตเ่ กดิ จากอิทธิพลภายนอก เช่นการเปล่ยี นแปลงด้านราคาผลผลิต ความตอ้ งการของผู้บรโิ ภค/ ตลาด ฯลฯ ซึง่ สง่ิ เหลา่ นี้มอี ิทธิพลตอ่ การเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมไดเ้ ช่นกัน ผู้ประเมนิ เรอื่ งการ
16 เปล่ยี นแปลงพฤติกรรมจะต้องคานงึ ให้มาก เพือ่ ให้การประเมินผลเกิดความเทย่ี งตรงและมี ความน่าเชอ่ื ถอื มากที่สุด ระดบั ที่ 4 การประเมนิ ผลลพั ธ ์ (Result Evaluation) เป็น การประเมนิ ผลการถ่ายทอดทม่ี ตี อ่ ผลงานโดยรวมขององคก์ รว่า เป็นไปในทางท่ีดขี ึน้ เพยี งใด โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรดงั กลา่ วเปน็ ประโยชน์ต่อการบรรลุเป้าหมายขององคก์ ร มากน้อยเพียงใด เช่น ทาให้ประสิทธภิ าพในการประกอบอาชีพการเกษตรเพิ่มขนึ้ หรือไม่ ทาให้ เกดิ สง่ิ ใหมๆ่ หรอื ไมเ่ กษตรกรผู้รบั บรกิ ารมีความพึงพอใจมากขึ้นเพยี งใด เป็นตน้ เทคนิคและวธิ กี ารในการประเมนิ ผลและตดิ ตามผลการถา่ ยทอด เทคโนโลยกี ารเกษตร ในกระบวนการประเมนิ ผล ซงึ่ รวมถงึ ทกุ ขนั้ ตอนในการ ดาเนินการ ควรประเมนิ ตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร ทก่ี าหนดไว ้ ดงั นี้ 1) ถา้ ตอ้ งการประเมนิ ผลความรู ้ ความคดิ ซงึ่ เป็ นการวดั ความสามารถ ทางสมอง เชน่ ความจา ความเขา้ ใจ ความสามารถนาไปใช ้ การวเิ คราะห ์ และ การสงั เคราะห ์ จะใชก้ ารทดสอบความรู ้ ทงั้ กอ่ นและหลงั การถา่ ยทอดทเ่ี รยี กกนั วา่ Pre - Test และ Post - Test 2) ถา้ ประเมนิ ผลความรสู ้ กึ อารมณ์ เชน่ ความสนใจ ทศั นคติ สมาธิ สามารถใชเ้ ทคนิคและวธิ กี ารไดห้ ลายวธิ ี คอื (1) แบบสอบถามประเมนิ ผลตนเอง (2) การอภปิ รายหลงั การแสดงบทบาทสมมติ (3) การสงั เกตพฤตกิ รรม 3) ถา้ ประเมนิ ผลดา้ นการปฏบิ ตั ิ เชน่ ทกั ษะในการพูด การเขยี น การ กระทาการเคลอื่ นไหวตา่ งๆ ใชก้ ารทดสอบผลการปฏบิ ตั ขิ องบคุ คล ใหผ้ ูเ้ รยี นรู ้ ปฏบิ ตั ใิ หด้ สู าหรบั การประเมนิ ผลพฤตกิ รรมเป็ นทย่ี อมรบั กนั วา่ ประเมนิ ยาก กวา่ ปฏกิ ิรยิ าและการเรยี นรู ้ เทคนิคและวธิ กี ารจงึ ยุ่งยากไปดว้ ย แนวทางทเี่ ป็ น พนื้ ฐานในการประเมนิ พฤตกิ รรมของผูผ้ ่านการเรยี นรจู ้ งึ ควรเป็ น ดงั นี้ 1) ใชแ้ นวความคดิ ในการประเมนิ อยา่ งเป็ นระบบทงั้ กอ่ นและหลงั การเขา้ รบั การถา่ ยทอดเทคโนโลยี 2) การประเมนิ ควรมาจากบุคคลหลายฝ่ าย เพอื่ ความถกู ตอ้ งและ สมเหตสุ มผลในการประเมนิ ไดแ้ ก่ (1) ผูเ้ รยี นรทู ้ เ่ี ขา้ รบั การถา่ ยทอด (2) ผูน้ าชมุ ชน
17 (3) เพอ่ื นบา้ น (4) ผูท้ เี่ กยี่ วขอ้ งอนื่ ๆ 3) ควรใชว้ ธิ กี ารทางสถติ เิ ปรยี บเทยี บผลกอ่ นการถา่ ยทอดและหลงั การ ถา่ ยทอด เพอื่ ดผู ลอนั เน่ืองมาจากโครงการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร 4) ประเมนิ ผลหลงั การถา่ ยทอด ควรกระทาหลงั จากสนิ้ สดุ การถา่ ยทอด 3 - 6 เดอื น หรอื มากกวา่ นั้น ทง้ั นี้ เพอ่ื ว่าผูผ้ ่านการเรยี นรจู ้ ะไดใ้ ชค้ วามรู ้ ความสามารถ และทกั ษะทไ่ี ดร้ บั จากการถ่ายทอดมาใชใ้ นการประกอบอาชพี การเกษตร 5) ควรเปรยี บเทยี บผลการปฏบิ ตั ิ ระหวา่ งผูท้ ผี่ ่านการเรยี นรูก้ บั ผูท้ ไี่ ม่ เคยผ่านการเรยี นรวู ้ า่ มผี ลการปฏบิ ตั แิ ตกตา่ งกนั อย่างไร อย่างไรก็ตาม มขี อ้ สงั เกตเกยี่ วกบั การประเมนิ พฤตกิ รรมทคี่ วรสนใจ คอื 1) การเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมน้ัน บางครง้ั ขนึ้ อยู่กบั บรรยากาศ และความพรอ้ มในการทดลองใชค้ วามรู ้ ความคดิ และทกั ษะทไี่ ดร้ บั มา ดงั นั้น ถา้ การประเมนิ ผลออกมาแลว้ พบวา่ พฤตกิ รรมของผูเ้ รยี นรูท้ เี่ ขา้ รบั การ ถา่ ยทอดเทคโนโลยไี ม่เปลย่ี นแปลง ไม่ควรดว่ นลงความเห็นวา่ เป็ นเพราะหลกั สูตรการถา่ ยทอดเทคโนโลยี และการ ดาเนินการถา่ ยทอดไม่ประสบความสาเรจ็ แตค่ วรจะพจิ ารณาเหตผุ ลอน่ื ๆ ประกอบว่า ทาไมเขาจงึ ไม่เปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมตามทต่ี อ้ งการ 2) การสมั ภาษณบ์ ุคคลทเี่ กยี่ วขอ้ ง หรอื เพอ่ื นบา้ นขา้ งเคยี งจะชว่ ย ใหท้ ราบพฤตกิ รรมของผูเ้ รยี นรูท้ ร่ี บั การถ่ายทอดไดใ้ กลเ้ คยี งกบั ความเป็ นจรงิ มากทส่ี ดุ ทง้ั นี้ ผูท้ จี่ ะทาการประเมนิ ผล จะตอ้ งไดข้ อ้ มูลหรอื ขอ้ เท็จจรงิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ มาใชใ้ นการวเิ คราะหแ์ ละเพอ่ื ใหไ้ ดข้ อ้ มูลน้ันมา จาเป็ นตอ้ งมกี ารเก็บ รวบรวมขอ้ มูล ซง่ึ วธิ กี ารทใี่ ชก้ นั อย่อู ยา่ งแพรห่ ลายมี 4 วธิ คี อื วธิ ที ี่ 1 การสงั เกต เป็ นวธิ กี ารเฝ้ าดอู ยา่ งเอาใจใสเ่ พอ่ื จะไดร้ ถู ้ งึ ความ เป็ นไปความสมั พนั ธ ์ หรอื ความมเี หตผุ ลของพฤตกิ รรม ทงั้ นี้ เพราะว่ายงั มี ความสาเรจ็ หรอื พฤตกิ รรมของผูเ้ รยี นรทู ้ เ่ี ขา้ รบั การถา่ ยทอดอกี มากมายทไ่ี ม่ สามารถจะประเมนิ ผลไดด้ ว้ ยวธิ อี นื่ ๆ ขอ้ ดขี องการสงั เกตคอื ทาใหท้ ราบ พฤตกิ รรมของผูถ้ กู สงั เกตทแ่ี สดงออกมาอย่างเป็ นธรรมชาติ ซง่ึ ชว่ ยใหผ้ ลการ สงั เกตทไี่ ดต้ รงกบั สภาพความเป็ นจรงิ การสงั เกตจะไดผ้ ลหรอื ไม่นั้น ขนึ้ อย่กู บั ผูส้ งั เกต ดงั นั้น ผูส้ งั เกตจะตอ้ งเป็ นผูท้ ม่ี คี วามรแู ้ ละประสบการณอ์ ยู่มาก หลกั ของการสงั เกต คอื
18 1) ตอ้ งรวู ้ ่าจะสงั เกตในเรอื่ งใด แง่ไหน 2) ตอ้ งสงั เกตทุกลกั ษณะของเรอื่ งน้ันๆ 3) ตอ้ งมคี วามเทย่ี งธรรมและเชอ่ื ถอื ได ้ วธิ ที ี่ 2 การสมั ภาษณ์ เป็ นวธิ กี ารทใี่ ชไ้ ดก้ บั บคุ คลหลายระดบั การ สมั ภาษณจ์ ะชว่ ยใหไ้ ดข้ อ้ มูลทใ่ี กลเ้ คยี งกบั ความเป็ นจรงิ มากทสี่ ุด เพยี งแตต่ อ้ ง ระมดั ระวงั ในกรณีทผี่ ูส้ มั ภาษณห์ ลายคน และใชค้ าถามคนละชนิด คนละเรอ่ื ง ซง่ึ จะทาใหเ้ กดิ ปัญหาในเรอ่ื งการแปลความหมายและเปรยี บเทยี บ วธิ ที ี่ 3 การสารวจโดยใชแ้ บบสอบถาม เป็ นการหาขอ้ เท็จจรงิ ของผูเ้ รยี นรู ้ ทเ่ี ขา้ รบั การถา่ ยทอดทง้ั ในดา้ นความรู ้ ความรสู ้ กึ ความคดิ เห็น ความสนใจ ทศั นคตขิ องบุคคล โดยใชข้ อ้ ความ หรอื ขอ้ คาถาม เพอื่ ถามใหผ้ ูต้ อบไดแ้ สดง คณุ ลกั ษณะทตี่ อ้ งการประเมนิ ออกมาการเลอื กกล่มุ ตวั อยา่ งในการตอบคาถาม ควรใหค้ รอบคลุม มใิ ชเ่ ฉพาะตวั ผูเ้ รยี นทเี่ ขา้ รบั การถา่ ยทอดเพยี งกล่มุ เดยี ว ควรครอบคลมุ ไปถงึ ผูท้ เี่ กยี่ วขอ้ งอนื่ ๆ ซง่ึ จะทาใหไ้ ดข้ อ้ เท็จจรงิ มากทส่ี ดุ วธิ ที ี่ 4 การวดั ผลโดยใชแ้ บบทดสอบ เป็ นการประเมนิ วดั ผลทง้ั ทาง วชิ าการและการปฏบิ ตั ิ โดยใชแ้ บบทดสอบทม่ี ลี กั ษณะเป็ นขอ้ คาถามทเ่ี ป็ นตวั เรา้ ใหผ้ ูต้ อบแสดงพฤตกิ รรมตอบสนองอย่างใดอยา่ งหน่ึง อาจเป็ นการเขยี น ตอบ หรอื แสดงกิรยิ าทผ่ี ูป้ ระเมนิ สามารถสงั เกตเห็นพฤตกิ รรมนั้นได ้ โดยทว่ั ไป จะใหค้ วามสาคญั เฉพาะการวางแผนเตรยี มการ อนั ไดแ้ ก่ ขน้ั ตอนในการเขยี นโครงการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร และการดาเนินการ จดั การถา่ ยทอดเทา่ น้ัน ซง่ึ ในความเป็ นจรงิ แลว้ จดุ เรมิ่ ตน้ ของความสาเรจ็ ของ การถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร จะอยู่ทกี่ ารสารวจและวเิ คราะหค์ วามจาเป็ น ในการเรยี นรขู ้ องเกษตรกรและจุดสาคญั ทใี่ ชเ่ ป็ นเกณฑว์ ่าสาเรจ็ หรอื ไม่เพยี งใด จะขนึ้ อยู่กบั ขนั้ ตอนการตดิ ตามประเมนิ ผล ดงั นั้น การถา่ ยทอด เทคโนโลยกี ารเกษตรจงึ ตอ้ งเนน้ ใหค้ วามสาคญั ทง้ั กระบวนการ ตงั้ แต่การหา ความจาเป็ นในการถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรการสรา้ งหลกั สูตร การเขยี น โครงการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร การบรหิ ารจดั การตง้ั แตก่ ารเตรยี มการ จนถงึ การดาเนินการถา่ ยทอด และการตดิ ตามประเมนิ ผลการถ่ายทอด เทคโนโลยกี ารเกษตร 2. การออกแบบการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร การออกแบบการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร ความมุ่งหมาย โดยรวมของการออกแบบ คอื การสรา้ งความสามารถตา่ งๆ ใหเ้ กดิ ขนึ้
19 ในตวั เกษตรกรผูเ้ รยี นอย่างรอบดา้ นเพอ่ื ใหส้ ามารถนาความรู ้ เทคโนโลยแี ละ ประสบการณต์ า่ งๆ เหล่าน้ัน ไปแสดงออกในบรบิ ทตา่ งๆ ของปัญหา สถานการณท์ ต่ี อ้ งเผชญิ ในชวี ติ จรงิ ไดอ้ ย่างเหมาะสม หากความสามารถต่างๆ ยังไม่ สามารถพัฒนาได้อยา่ งรอบด้านแลว้ การแสดงออกของผเู้ รียนในชีวิตจริง กจ็ ะเปน็ การสรา้ ง ปญั หาใหมข่ นึ้ มาเรือ่ ยๆ ท้ังในแง่ของปัญหาทเี่ กิดกบั ตนเอง หรือปัญหาที่จะเกิดตอ่ ครอบครัว สงั คม หรือต่อโลกได้ ดังนน้ั การออกแบบการถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตร ควรคานึง ถงึ องคป์ ระกอบ 2 ประการ คอื 2.1 หลักการออกแบบการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร 2.2 วิธีการออกแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร 2.1 หลกั การออกแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร กระบวนการฝึ กอบรมเป็ นเรอื่ งของกระบวนการเรยี นรใู ้ นการฝึ กอบรม ซงึ่ แมจ้ ะมรี ปู แบบหรอื เทคนิควธิ กี ารถ่ายทอดมากมาย แต่ก็อาจแบ่งไดเ้ ป็ น 2 กลมุ่ คอื กระบวนการเรยี นรทู ้ เี่ นน้ การถ่ายทอดความรู ้ และกระบวนการสรา้ งความรู ้ รปู แบบการถา่ ยทอดมีการพัฒนามาโดยตลอด จากระยะแรกทผ่ี ้เู รยี นเป็นผ้รู บั ความรู้ และผ้สู อนเปน็ ผู้ถา่ ยทอดความร้ใู ห้ (passive learning)โดยทผี่ ้สู อนจะมบี ทบาทมากในการจัด กิจกรรมต่างๆ เพอื่ ให้บรรลุตามวัตถปุ ระสงค์ ถึงแม้ผู้สอนจะคานงึ ถงึ ผู้เรียนและพฤติกรรมท่ี ตอ้ งการ แต่ผสู้ อนก็ดึงประสบการณ์ ศกั ยภาพของผเู้ รียน และการใหผ้ ูเ้ รยี นมีส่วนร่วม น้อยมาก รูปแบบการเรยี นรู้จะจากดั อยแู่ คท่ าใหผ้ เู้ รียนเกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ จาได้ แต่ ความสามารถในการนาไปใช้ หรอื การเกดิ ทักษะน้ันมนี ้อยเพราะผู้เรยี นขาดการจดั กระบวน ความคดิ ใหม่ด้วยตัวเอง ขาดการคิดและทดลองปฏบิ ตั ิกล่มุ นักปรัชญาการศกึ ษา Deweyian ได้ เร่ิมใช้วธิ ีการเรียนรู้จากการกระทา (learning by doing) ซ่งึ เป็นพืน้ ฐานการพฒั นากระบวนการ เรยี นรู้ทม่ี กี ารดึงความสามารถของผู้เรียนออกมาในรปู ของการเรยี นรทู้ เ่ี รยี กวา่ Active Learning ผเู้ รียนจะมสี ว่ นร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขน้ึ ผู้สอนกระตุ้นให้ผเู้ รยี นคดิ แก้ปัญหา มากขน้ึ และยึดผเู้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลางในการจดั กิจกรรมในการเรียนการสอน ตอ่ มาได้มีการ พฒั นาเป็นรปู แบบของการเรยี นรู้ โดยการแก้ปญั หา (problem solving) และการเรียนรู้โดย ร่วมมอื กนั (cooperative learning) เช่น รปู แบบการสอนทีเ่ รียกวา่ Problem Base Learning (PBL) ซ่งึ เปน็ การยกปัญหาจากกรณีตวั อย่างหรอื สถานการณ์ แล้วใหผ้ เู้ รียนชว่ ยกนั วิเคราะห์ ปัญหาและวางแผนแกไ้ ข นยิ มใช้กันมากในการเรยี นการสอนด้านวทิ ยาศาสตร์ในทศวรรษท่ี 80
20 ได้มีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (learning process) รูปแบบใหม่ เรียกว่า การเรียนรู้เชงิ ประสบการณ์ (experiential learning) ซ่งึ David A. Kolb (1984) ไดเ้ สนอว่า ประสบการณ์เปน็ แหลง่ ของการเรยี นร้แู ละการพฒั นา ดงั ภาพท่ี 2 Kolb’s model ซ่ึงเป็นวงจรของการเรียนรู้ ประสบการณเ์ ชงิ รปู ธรรม (Concrete Experience) การทดลองปฏบิ ตั ิ การสงั เกตอยา่ งไตรต่ รอง (Active Experimenttation) (Reflective Observation) มโนทศั นเ์ ชงิ นามธรรม (Abstract Conceptualization) ภาพที่ 2 : องคป์ ระกอบการเรยี นรูเ้ ชงิ ประสบการณต์ าม Kolb’s model , 1984 การไดร้ บั ความรู้ ทัศนคติ และทักษะ จะอย่ใู นกระบวนการ4 องคป์ ระกอบของการเรยี นรู้ เชงิ ประสบการณ์ ดงั นี้ (1) ประสบการณเ์ ชิงรูปธรรม (Concrete Experience) (2) การสังเกตอยา่ งไตร่ตรอง (Reflective Observation) (3) มโนทัศนเ์ ชิงนามธรรม (Abstract Conceptualization) (4) การทดลองปฏิบตั ิ (Active Experimentation) ตามแนวความคดิ ของ David A. Kolb (1984) มุ่งสอนให้ผูเ้ รยี นเรยี นเพือ่ เรียนรู้ (learn to learn) เนื่องจากจดุ ม่งุ หมายของการเรียนรู้คือ บคุ คลได้พัฒนาความสามารถจาก องคป์ ระกอบหลักทั้ง 4 ประการซ่งึ จะพัฒนาใหผ้ เู้ รยี นเกดิ สิง่ ตอ่ ไปน้ี (1) พัฒนาการคดิ ทซี่ ับซอ้ น (cognitive complexity) (2) มคี วามคดิ รเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ (critical thinking) (3) เขา้ ใจในเนือ้ หาความรู้ (content knowledge)
21 (4) มแี รงจงู ใจในการเรียน (motivation to learn) (5) มีความสามารถในการแก้ปัญหา (problem solving ability) (6) สามารถนาสิ่งทีเ่ รียนรไู้ ปใชใ้ นการทางานไดง้ า่ ยขึน้ (easier transition to work) จากรูปแบบการเรียนร้เู ชงิ ประสบการณ์ (experiential learning)ของ Kolb ไดม้ นี ักการ ศึกษาและนักพัฒนาอบรมนารปู แบบนไ้ี ปใช้ในการสอนในห้องเรยี นทงั้ ระดับมัธยมและ อดุ มศกึ ษา ตลอดจนการจัดการศกึ ษาในผใู้ หญแ่ ละการพัฒนาอบรมในงานอาชพี ตา่ งๆ ซ่งึ การ เรียนรเู้ ชงิ ประสบการณ์ (experiential learning) เปน็ เครื่องมอื การเรียนรูท้ ่ใี หผ้ เู้ รียนมสี ว่ นรว่ ม ในกิจกรรม (active learning) และยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยมีการใช้ช่อื เรียกในหลายๆ ชื่อ เช่น Experiential Learning, Prior Learning และ Participatory Learning การเรยี นรแู ้ บบมสี ว่ นรว่ ม (participatory learning) ทจี่ ะกลา่ วถงึ ใน บทเรยี นนีเ้ ป็ นการเรยี นรทู ้ ี่ Dr. D.J. Nicol (1998) นักพฒั นาฝึ กอบรมเชอื่ ว่า เป็ น รปู แบบการเรยี นการสอนทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพในการพฒั นาบคุ คลทง้ั ดา้ นความรู ้ ทศั นคติ และทกั ษะไดด้ ที สี่ ดุ ผ่านการสงั เคราะหจ์ ากผลวเิ คราะหข์ องการศกึ ษาวจิ ยั รปู แบบการเรยี นรหู ้ ลายรปู แบบทเี่ รยี กวา่ Meta Analysis จนไดโ้ ครงสรา้ งพนื้ ฐาน ของการเรยี นรแู ้ บบมสี ่วนรว่ ม ซงึ่ ประกอบดว้ ย วงจรการเรยี นรเู ้ ชงิ ประสบการณ์ ผสมผสานกบั กระบวนการกลมุ่ (group process) เพราะในแตล่ ะองค์ประกอบของ วงจรการเรียนรูเ้ ชิงประสบการณน์ นั้ ผู้เรียนทุกคนซง่ึ มปี ระสบการณต์ ิดตวั มา จะสามารถใช้ ประสบการณข์ องตนเองให้เกิดประโยชน์สงู สุด หรือแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ตลอดจนทดลอง ใชค้ วามรู้ทีเ่ รียนมาไปสู่การปฏิบตั ิไดด้ นี นั้ ต้องผ่านกระบวนการกลมุ่ ดงั ท่ีทศิ นา แขมมณี (2537)ได้กลา่ วถึงความสาคัญของการทางานกลุ่มว่า มนษุ ย์ทกุ คนมคี วามจ ำกัดในเรื่องพลงั มี ความแตกตา่ งทางสตปิ ญั ญา และต้องพ่งึ พาอาศยั ผอู้ ืน่ ฉะนัน้ การใหผ้ ู้เรียนไดท้ างานเป็นกลมุ่ จะทาใหเ้ กิดการแลกเปลย่ี นเรียนรู้ซึ่งกันและกนั และชว่ ยกนั ทาในส่งิ ทย่ี าก หรือไมเ่ คยทามาก่อน ดว้ ยความม่ันใจ โดยเฉพาะในการพัฒนาอบรมท่อี าจมขี อ้ จากัดด้านเวลา เนอ่ื งจากการถา่ ยทอดเทคโนโลยเี ป็นกระบวนการพัฒนาบคุ คลวิธหี น่งึ ที่มปี ระสิทธิภาพ ดงั น้นั วทิ ยากรหรือนักถ่ายทอดจึงไดพ้ ยายามแสวงหาวธิ ีการถา่ ยทอด การจดั การเรียนการสอน รปู แบบต่างๆ โดยศกึ ษาวธิ กี ารเรยี นรู้ของบุคคล และจดั การเรียนการสอนใหเ้ หมาะสมกบั ผู้เรียน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การถ่ายทอดในงานอาชีพต่างๆ ซึ่งผู้เรียนจะเป็นผใู้ หญท่ ม่ี ีลกั ษณะความ สนใจเฉพาะในสง่ิ ท่ีจะสามารถนาไปใช้ในการแก้ปัญหาการปฏบิ ัตงิ าน พฒั นางานหรอื ใช้ได้ใน
22 การประกอบอาชพี หรอื ใช้ไดใ้ นชีวิตประจาวัน นอกจากนี้ ผ้ใู หญ่ยงั มีประสบการณม์ ากมาย ซง่ึ ถ้าเขาได้มโี อกาสใชห้ รอื แลกเปล่ยี นประสบการณ์กับผอู้ น่ื ก็จะทา ใหค้ วามสนใจในการเรยี นรมู้ ี มากยิ่งขน้ึ Nicol ไดส้ รปุ เหตผุ ล ในการใชก้ ารเรยี นรแู ้ บบมสี ว่ นรว่ ม ซงึ่ จะเป็ นประโยชน์ ต่อวทิ ยากรหรอื นักถา่ ยทอด ดงั นี้ (1) ผูเ้ รยี นเป็ นเจา้ ของ กาหนด หรอื เป็ นศนู ยก์ ลางการเรยี นรู ้ (2) มคี วามเป็ นอสิ ระทางความคดิ กอ่ ใหเ้ กดิ การพฒั นาตนเอง (3) พฒั นาวธิ กี ารเรยี นรู ้ โดยเฉพาะการเรยี นรเู ้ ชงิ ลกึ หรอื เชงิ สรา้ งสรรค ์ (4) เป็ นการเรยี นเกยี่ วกบั วธิ กี ารเรยี นรู ้ พฒั นาสตปิ ัญญา และ เป็ นการเรยี นรทู ้ ยี่ าวนาน (5) นาประสบการณม์ าใชใ้ นการเรยี นรู ้ การฝึ กปฏบิ ตั เิ ป็ น พนื้ ฐานในการขยายผล (6) ประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎแี ละความรู ้ ในการฝึ กปฏบิ ตั ิ (7) สามารถใชก้ บั ผูเ้ รยี นทมี่ รี ปู แบบการเรยี นรทู ้ แี่ ตกต่างกนั (8) เป็ นการพฒั นาทกั ษะการสอื่ สารทุกรปู แบบ เชน่ สนทนา เขยี น วาด แสดงบทบาทสมมตุ ิ ฯลฯ (9) เป็ นการพฒั นาทกั ษะการทางานกลมุ่ ซงึ่ เป็ นผลพลอยได ้ จากการทที่ างานรว่ มกนั (10) เป็ นการเพมิ่ ศกั ยภาพผเู ้ รยี น ทงั้ นี้ การเรยี นรู้แบบมสี ่วนร่วม ผ้เู รยี นต้องมีการแสดงความคดิ เห็น และชว่ ยกันทา งาน กลุ่ม ฉะนั้นผเู้ รยี นตอ้ งปรบั บทบาทตัว เองจากการเปน็ ผ้ทู ่คี อยน่งั รบั ความร้จู ากผู้สอนโดย ผูเ้ รยี นจะตอ้ งมีการเตรยี มตวั เช่นถา้ ผสู้ อนมอบหมายให้ไปอา่ น หรอื คน้ คว้ามาล่วงหนา้ ผูเ้ รียน จะตอ้ งไปเตรียมมาเพราะเมือ่ อยู่ในห้องเรยี น ผเู้ รียนจะต้องมีส่วนร่วมในการนาเสนอ สง่ิ ท่ี ไดเ้ ตรยี มมา การท่ผี ู้เรียนตอ้ งค้นควา้ ศกึ ษาบอ่ ยๆ จะฝึกให้เกดิ การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง (self learning) และขยายเป็นการเรียนรู้รว่ มกนั ในองคก์ รหรือชมุ ชน (organization and community learning) ดังวงจรพฒั นาการของการเรยี นรู้ ตามภาพท่ี 3
23 การเรยี นรแู ้ บบมสี ว่ นรว่ ม (Participatory Learning) การเรยี นรใู ้ นองคก์ ร/ชมุ ชน การเรยี นรดู ้ ว้ ยตนเอง (Organization and (Self Learning) Community Learning) ภาพที่ 3 : วงจรพฒั นาการของการเรยี นรู ้ Nicol ไดเ้ สนอคาถามทนี่ ่าสนใจเกยี่ วกบั การจดั การการเรยี นรแู ้ บบมี สว่ นรว่ มไว ้ ดงั นี้ (1) หลกั สตู รหรอื บทเรยี น ดเู หมอื นจะเป็ นแรงจงู ใจสาหรบั ผูเ้ รยี นใชห่ รอื ไม่ (2) การเรยี นรแู ้ บบมสี ว่ นรว่ มจะเนน้ การกระทา/การสะทอ้ น ความคดิ เห็นมากกวา่ การคอยรบั ความรจู ้ ากผูส้ อนใชห่ รอื ไม่ (3) มกี ารจดั ใหผ้ ูเ้ รยี นแตล่ ะคนไดท้ ากจิ กรรมรว่ มกนั อยา่ ง ท่วั ถงึ ใชห่ รอื ไม่ (4) เปิ ดโอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นมกี ารใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั (feed back) ขณะเรยี นใชห่ รอื ไม่ (5) หลกั สตู รหรอื วชิ าในแตล่ ะหมวดแตล่ ะประเด็นมกี ารวาง โครงสรา้ งลาดบั ความกา้ วหนา้ ในการเรยี นแตล่ ะระยะใชห่ รอื ไม่ (6) การเรยี นรแู ้ บบมสี ว่ นรว่ มเป็ นแหลง่ การเรยี นรทู ้ เี่ หมาะสม เพยี งพอใชห่ รอื ไม่ (7) หลกั สตู รทจี่ ดั แบบมสี ว่ นรว่ ม จะชว่ ยพฒั นาใหผ้ ูเ้ รยี น มคี วามสานึกในการตอบสนองและควบคมุ ใชห่ รอื ไม่ (8) การจดั การเรยี นรแู ้ บบมสี ว่ นรว่ ม จะชว่ ยในการประเมนิ ผล ใหเ้ ป็ นไปตามวตั ถปุ ระสงค ์ หรอื ปรชั ญาของหลกั สตู รใชห่ รอื ไม่ คาถามทง้ั 8 ขอ้ ข้างต้น คงจะทา้ ทายให้วิทยากรและนกั พัฒนาอบรมหรือนักถ่ายทอด ค้นคว้าหาคาตอบวา่ ใชห่ รือไม่ใช่ และจะทราบคาตอบเหล่าน้ไี ด้ก็ตอ่ เมื่อไดท้ ดลองนาไปใช้จรงิ
24 2.2 วธิ กี ารออกแบบการถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตร การอบรมถา่ ยทอดความรแู้ ละเทคโนโลยีการเกษตรสู่เกษตรกรในอดตี ทีผ่ า่ นมา จะเป็นการใช้กระบวนการเรียนรใู้ นลักษณะทเี่ กษตรกรถูกกาหนดใหเ้ ป็นผู้รับความรู้และ เทคโนโลยกี ารเกษตร โดยนักส่งเสรมิ การเกษตรเป็นผู้บรรยายรว่ มกับการสนับสนนุ ปัจจัยการ ผลิตตา่ งๆ และคาดหวังวา่ เกษตรกรจะนาไปปฏบิ ัติ ซง่ึ วธิ ีการดงั กลา่ ว อาจจะไมต่ รงกบั ความจาเป็นหรอื ความต้องการทแี่ ทจ้ ริงของเกษตรกรในแต่ละพื้นท่ี เปน็ การ ผลักดันความรู้และ เทคโนโลยีการเกษตรสู่เกษตรกรมากกวา่ การกระตุ้นใหเ้ กษตรกรเกิดการเรยี นร้ตู ามทต่ี ้องการ ไมไ่ ด้เน้นการจดั กิจกรรมเพื่อชว่ ยให้เกษตรกรเรยี นรู้และพฒั นาทกั ษะโดยการตัดสินใจดว้ ยตัว เกษตรกรเองแตต่ ่อมาก็มีการพฒั นากระบวนการเรียนรมู้ าใชใ้ นการถา่ ยทอด มีการประยกุ ตใ์ ช้ กระบวนการเรยี นรู้แบบมีส่วนร่วม (participatory learning)โดยเชื่อกันวา่ การเรยี นรู้แบบมี สว่ นรว่ มเปน็ การเรียนรทู้ ี่สามารถพัฒนาทั้งองคค์ วามรู้ ทศั นคติ ทักษะและพฤติกรรมของผ้เู รยี น ไดส้ ูงสดุ เนอ่ื งจากเป็นการเรยี นรูท้ ด่ี ึงประสบการณ์ ศักยภาพของผเู้ รียนออกมาใช้อย่างเตม็ ทจี่ งึ ประยกุ ตใ์ ชก้ ารเรียนรแู้ บบมีสว่ นรว่ มเพื่อ การถา่ ยทอดความรแู้ ละเทคโนโลยกี ารเกษตรสู่ เกษตรกร โดยใหค้ วามสาคญั กับการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมสี ว่ นร่วม โดยนักส่งเสรมิ การเกษตรทาหนา้ ท่เี ปน็ วทิ ยากรกระบวนการ (Facilitator) ซงึ่ เปน็ แนวทางท่ีเหมาะสมสาหรบั สงั คมเกษตรกรไทยในการใหค้ วามรู้และเทคโนโลยีการเกษตรกับเกษตรกร โดยเฉพาะใน ชมุ ชน ซ่ึงผู้ทตี่ อ้ งเข้ารว่ มทางานกับชมุ ชนน้นั ตอ้ งคานึงถงึ ลกั ษณะสาคญั บางประการอยเู่ สมอใน การจัดกระบวนการเรยี นรู้แบบมีสว่ นรว่ ม ไดแ้ ก่ 1) เป็นการเรยี นรขู้ องผใู้ หญ่ ซึ่งแตกต่างไปจากเด็กนัก เรยี น ท้งั ในด้านวยั กายภาพ และความคิด จิตใจ รวมท้งั บริบทในชวี ติ ของผูเ้ รยี น ทมี่ มี ากมายหลากหลาย 2) เปน็ การเรยี นรู้แบบมสี ่วนร่วม นัน่ คอื รว่ มกนั เรียนรู้ และเรยี นรซู้ ่ึงกนั และกนั 3) อย่ใู นบรรยากาศทผ่ี อ่ นคลาย ยืดหย่นุ ไมเ่ คร่งครดั อดึ อัดเกินไป 4) การใชเ้ ครือ่ งมือ และเทคนิคท่ีเหมาะสม เพอื่ สร้างการเรยี นรู้ แบบมีส่วนรว่ มเป็นสิ่งสาคัญ 5) สง่ิ สาคญั ทส่ี ดุ ของกระบวนการ คอื แบบแผน วิธคี ดิ (กระบวนทศั น์) ของผู้ท่ี เป็นวิทยากรกระบวนการการเรยี นรู้แบบมสี ว่ นรว่ มถอื เป็นแนวคดิ ท่มี ีความสาคญั และ
25 แพรห่ ลายในปจั จุบนั การเรียนร้กู ับการลงมอื กระทาตอ้ งเกิดควบคกู่ นั ไปซ่งึ ลกั ษณะสาคัญคือ มี การแลกเปล่ยี นความคิด และประสบการณ์ของกันและกัน ซึ่งการเรียนรูแ้ บบมสี ่วนร่วมจะมกี าร แลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ และประสบการณม์ ากหรอื น้อย ส่วนหนึง่ ขึน้ อยู่กับผู้ทาหน้าท่ีวิทยากร กระบวนการ(Facilitator) ซง่ึ จะต้องเปน็ ผ้สู ่งเสรมิ กระบวนการเรียนรแู้ บบมีส่วนร่วมการเปน็ วทิ ยากรกระบวนการจึงถือเปน็ บทบาทและคณุ ลักษณะท่สี าคัญและจาเปน็ ต่อนักส่งเสริม การเกษตรทุกคนทต่ี อ้ งทาหน้าท่ีในการถา่ ยทอดความรู้และเทคโนโลยกี ารเกษตรสู่เกษตรกร 2.2.1 ข้อมลู ทจ่ี าเป็นในการออกแบบการถา่ ยทอด คอื 1) วตั ถปุ ระสงค์ จะตอ้ งพิจารณาถึงวตั ถปุ ระสงคข์ องการ ถา่ ยทอด หรือการเรยี นรู้ เพอ่ื ดูวา่ วตั ถุประสงคต์ อ้ งการใหผ้ ้เู รยี นมคี วามรู้ความเข้าใจ ทกั ษะ ทัศนคตใิ นแง่ใด และในระดับใด เพ่ือจะไดก้ าหนดวตั ถุประสงคไ์ ด้ถูกตอ้ งวา่ อะไรคือสง่ิ ทีผ่ ูเ้ รียน ควรจะรู้ และมคี วามชานาญด้านใด อะไรควรจะปรบั ปรงุ ใหด้ ีข้ึน และมาตรฐานการปฏบิ ัติงาน อะไรบา้ งทคี่ าดว่าผเู้ รียนจะไดร้ ับภายหลังการเรยี นร้เู สร็จส้ินแลว้ การกาหนดวัตถปุ ระสงค์ของ การเรยี นรู้ จะตอ้ งกาหนดวัตถุประสงคข์ องการถา่ ยทอดเทคโนโลยีการเกษตร ในหวั ข้อวชิ าที่ เปน็ สาระสาคัญครง้ั นัน้ ๆ และวัตถุประสงคท์ ่ีกาหนดควรจะเปน็ วัตถุประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม โดย มุ่งการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมของผูเ้ รยี นเปน็ หลัก และการกาหนดวตั ถุประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม นน้ั จะต้องสามารถสงั เกตและวัดได้ 2) เวลา ดวู ่าเวลาทีจ่ ะถา่ ยทอดเปน็ ภาคเชา้ - บ่าย และมรี ะยะยาวนาน เท่าใด เพราะทั้งชว่ งเวลาและระยะเวลานน้ั มคี วามสาคญั ต่อการจดั ทาแผนการถ่ายทอดเชน่ กัน ควรกาหนดเวลาท่จี ะใชส้ าหรบั ประเดน็ ตา่ งๆ ไวค้ ร่าวๆ ก่อน โดยพิจารณาตามน้าหนกั ความสาคญั หรือความจาเปน็ ของเนือ้ หาท่จี ะนาไปสกู่ ารบรรลุวตั ถุประสงคข์ องการเรยี นรู้ใน วิชานน้ั ๆโดยมเี ทคนคิ หรือวิธีการถา่ ยทอดเปน็ เคร่อื ง บ่งชค้ี วามส้ันยาวของชว่ งเวลา ในแต่ละประเดน็ ดว้ ย เพราะแต่ละวิธนี น้ั ใช้เวลาทีแ่ ตกตา่ งกัน 3) ข้อมูลเกยี่ วกับผเู้ รียน จานวนผู้เรยี น พนื้ ฐานการศึกษา อาชีพ ประสบการณ์ อายุ เพศ ศาสนา ความสัมพันธ์ระหวา่ งกนั ทัศนคติท่ีมตี อ่ การถ่ายทอดและท่ีมีตอ่ วทิ ยากรข้อมลู เก่ยี วกับตวั ผู้เรียนนี้ จะเปน็ ข้อมูลที่มีประโยชน์มากในการเตรยี มเนื้อหาสาระวา่ ควรเน้นหรือเจาะลกึ ในด้านใด เทคนิควิธีการ ควรใช้เทคนคิ อะไรเพือ่ การเรยี นรูข้ องผู้เรียน นอกจากนี้ ยังเปน็ ขอ้ มูลให้วทิ ยากร
26 คาดคะเนปฏกิ รยิ า และการเรยี นรูข้ องผูเ้ ข้ารบั การอบรมตอ่ วทิ ยากร เพ่ือวิทยากรจะได้เตรยี ม ตัวรบั สถานการณ์ตา่ งๆ ไดอ้ ย่างถูกต้องเหมาะสม 4) สาระสาคัญหรือประเดน็ สาคญั ของเน้ือหา คอื การกาหนด รายละเอียดเน้ือหา โดยการพิจารณาจากวตั ถุประสงค์ว่าหนทางทจี่ ะชว่ ยใหบ้ รรลวุ ัตถุประสงค์ ของการเรยี นรู้นั้น ผเู้ รยี นตอ้ งรู้อะไรและการกาหนดประเด็นสาคัญของเน้ือหาน้ี ผ้ถู า่ ยทอด อาจจะตอ้ งคน้ ควา้ เนอ้ื หาไว้มากๆเนอ้ื หาที่ตอ้ งเตรยี มไว้แบง่ เปน็ 3 สว่ น คอื (1) สว่ นทจี่ าเปน็ ต้องรู้ เปน็ สว่ นสาคญั ทขี่ าดไม่ได้ เพราะถา้ ขาดสว่ น นจ้ี ะไมส่ ามารถบรรลุวัตถุประสงคไ์ ด้เลย (2) สว่ นทีค่ วรรู้ เป็นสว่ นสาคญั รองลงมา ซงึ่ ช่วยเสริมให้การ เสนอเนอื้ หาชดั เจน กระจ่างแจ้ง และทาใหค้ วามเข้าใจนัน้ กว้างขวางยง่ิ ขนึ้ (3) ส่วนที่นา่ รู้ เป็นส่วนทเี่ รยี กไดว้ ่า “รไู้ วก้ ็ด”ี หรอื “รู้ไวใ้ ช่ว่าใส่บ่า แบกหาม” อาจจะเปน็ ตวั ประกอบเกลด็ ยอ่ ยเล็กๆ นอ้ ยๆ ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับการเรียนรู้ แมจ้ ะไม่ใช่ ส่วนท่เี ปน็ ความรจู้ าเป็น แตจ่ ะเปน็ สว่ นทีช่ ว่ ยให้วทิ ยากรได้ใชเ้ สรมิ ในกรณีทเ่ี ผอญิ เนอ้ื หาตอ้ งรู้ ทเ่ี ตรยี มไวน้ น้ั จบลง 5) การจัดลาดับเน้ือหา นอกจากการกาหนดประเด็นเนื้อหาแลว้ สว่ นสาคัญของเนื้อหาท่จี ะต้องดแู ลกอ่ นที่จะถ่ายทอดในหัวขอ้ วิชาน้นั ๆ อีกเรือ่ งหนึง่ กค็ อื หลกั การจัดลาดับเน้อื หา สิ่งหนงึ่ ท่ีแสดงถงึ ความสามารถของวทิ ยากรในการถ่ายทอดความรู้ ก็ คอื การจดั ลาดบั ของเนือ้ หาที่จะชว่ ยให้ผู้เรียนติดตามได้งา่ ยเป็นข้นั ตอน เป็นหมวดเป็นหมู่ เป็น ระบบ ไม่สับสนวกวน การจดั ลาดับของเนอ้ื หานไ้ี ม่มีเกณฑท์ ตี่ ายตัว จะใช้วิธกี ารใดข้นึ อยู่ กบั ลกั ษณะของเนือ้ หาวชิ ากับความยากง่ายในการติดตามเป็นสาคัญวธิ ีการจดั ลาดบั มีไดห้ ลายวิธี เช่น (1) จดั ตามลาดบั เหตกุ ารณ์ เหมาะกับการเสนอเน้อื หาท่ี เกีย่ วข้องกับเวลา เชน่ การลาดับวิวัฒนาการ ความเปน็ มาของเหตุการณใ์ นยุคต่างๆ (2) จัดลาดบั จากงา่ ยไปยาก ชว่ ยสร้างและกระต้นุ ให้ผู้เรยี น เกดิ แรงจงู ใจที่จะเรียนตอ่ ไป ไมท่ ้อถอยกลางคนั (3) จัดลาดับจากส่วนใหญ่ไปสู่ส่วนย่อย เพื่อใหเ้ ห็นภาพรวม ทัง้ หมดเสยี กอ่ น แล้วจึงค่อยศกึ ษาสว่ นประกอบของภาพรวมทีละส่วน (4) จัดลาดบั จากส่วนยอ่ ยไปหาสว่ นใหญ่ เป็นการสร้างความ
27 เขา้ ใจแก่ผเู้ รยี นอีกวธิ หี น่ึง ซ่งึ เหมาะกับเน้อื หาบางลักษณะ (5) จัดลาดับเน้อื หาตามกระบวนการ เหมาะกับลักษณะเนื้อหา วิชาท่ีมีลกั ษณะเป็นกระบวนการ หรือ วงจรทีม่ จี ุดเริม่ ต้นและต้องดาเนินไปตามขน้ั ตอนจน สุดท้าย ก็จะยอ้ นมาที่จดุ เร่ิมต้นอกี ครั้งหน่งึ (6) จดั ลาดับตามหลกั เหตุ-ผล เป็นการชว่ ยให้ผู้เรยี นเกดิ ความ เขา้ ใจในเน้ือหา การใชห้ ลัก เหตผุ ลไมว่ ่าจะเป็น การจัด ลาดับท่ีวา่ เมอ่ื มีเหตกุ ็ย่อมทาใหเ้ กิดผล หรือผลยอ่ มเกดิ มาจากเหตุ นอกจากทไี่ ด้กลา่ วมาแล้วข้างต้นแลว้ ยงั มสี ง่ิ ท่ีตอ้ งคานึงถงึ คือ 1.ลาดับขน้ั ตอนเหมาะสมกับเรื่อง ผ้เู รยี นท่เี ข้ารบั การ ถา่ ยทอด เรียนร้ไู ดต้ ามลาดับโดยงา่ ย 2.ความสมั พนั ธใ์ นเนือ้ หาและวธิ ีการที่กาหนดให้ 3.วธิ ีการ/เทคนคิ ทีใ่ ช้ในแต่ละประเด็นไมค่ วรจะใชว้ ิธีการ ซา้ ๆ กนั ในเวลาใกล้เคียงกนั เพราะจะทาให้ผู้เรียนเกิดความเบือ่ หน่าย 4. ความกลมกลนื กับเนือ้ หาและวิธกี ารใช้ 5. การใชท้ ถี่ กู จังหวะกบั บรรยากาศและความร้สู กึ ของผู้เรยี น 6. ลักษณะกระตุ้นใหเ้ กดิ แรงจูงใจในการเรียนรู้ และการ ให้ผเู้ รียนทีเ่ ข้ารบั การถ่ายทอดไดใ้ ชส้ รา้ งสรรค์ 2.2.2 หลกั การวางแผนการถ่ายทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร แบบมีสว่ นร่วม ในการวางแผนการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรแบบมสี ่วนรว่ ม มีหลกั ดาเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การคน้ หาปัญหาเปน็ การรวบรวมและวเิ คราะหข์ ้อมูลเกยี่ วกับผ้เู รียน หรือผู้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี 2) การกาหนดความต้องการ จากสภาพปัญหาทร่ี วบรวมและวเิ คราะห์ จะนาไปสู่การกาหนดความต้องการเพื่อแก้ปญั หา โดยใช้หลกั การวิเคราะห์แต่ละด้านของ องคป์ ระกอบการเรยี นรู้ คือ พทุ ธพิ ิสัย จติ พิสัย และทักษะพิสัย โดยจดั การเรียนการสอนด้าน ความรู้ ทัศนคติ และทกั ษะใหค้ รอบคลุมเร่อื งทีจ่ ะถ่ายทอดหรอื เรื่องทต่ี ้องการใหเ้ กิดการเรยี นรู้
28 3) การสังเคราะหช์ ุดการถ่ายทอด เม่ือกาหนดความตอ้ งการแล้ว ผู้ ถา่ ยทอดสงั เคราะหช์ ดุ การถา่ ยทอดและจัดทาแผนการถ่ายทอดตามจุดประสงค์ที่กาหนดตาม ความต้องการ โดยใชก้ ระบวนการเรียนรู้แบบมสี ่วนร่วม ตามตัวอย่างแบบฟอร์มใน ตารางท่ี 1, 2 และ 3 ดังตอ่ ไปนี้ (1) แผนการสอนด้านพทุ ธพิ สิ ัย (ความรู้) เรือ่ ง ผู้เรยี น เวลา จุดประสงค์ สาระสาคญั ตารางที่ 1 ตัวอย่างแผนการสอนด้านพทุ ธพิ ิสัย (ความรู้) องคป์ ระกอบ PL/กลุ่ม/เวลา กิจกรรมการเรียนการสอน เนอ้ื หา/สื่อ 1. ประสบการณ์ กลุ่ม.........(เวลา............) - นาเข้าสบู่ ทเรียน ใบชี้แจง - แลกเปลย่ี นประสบการณ์ 2. สะท้อนความคิด/อภปิ ราย กลุ่ม.........(เวลา............) - แบ่งกลมุ่ อภปิ รายในประเดน็ ต่อไปน้ี.. ใบงาน 3. ความคดิ รวบยอด กลุ่ม.........(เวลา............) - ครูนาอภิปราย / สรุป- บรรยายเพ่มิ เตมิ ใบความรู้ 4. ประยกุ ต์แนวคดิ กลุ่ม.........(เวลา............) - แบ่งกลมุ่ ทางานตามใบงาน/ใบช้ีแจง ใบงาน/ใบชแ้ี จง (2) แผนการสอนดา้ นจิตพิสยั (ทศั นคติ) เรอ่ื ง ผ้เู รยี น เวลา จุดประสงค์
29 สาระสาคญั ตารางที่ 2 ตวั อย่างแผนการสอนด้านจติ พสิ ัย (ทัศนคต)ิ องคป์ ระกอบ PL/กลุ่ม/เวลา กิจกรรมการเรียนการสอน เนือ้ หา/สอ่ื 1. ขน้ั สร้างความรู้สกึ ประสบการณ์ กลมุ่ .........(เวลา............) - นาเขา้ สบู่ ทเรียน - สือ่ /กจิ กรรมเรื่อง........... - สร้างความรู้สกึ โดยใช.้ ..... - เปดิ เผยตนเอง โดยตั้งคาถาม“......” - ส่ือ/กิจกรรมเรื่อง........... 2. ขั้นจดั ระบบความคิด - ใบงาน ความเช่อื สะทอ้ นความคิด/อภปิ ราย กลุ่ม.........(เวลา............) - แบ่งกลุ่มอภปิ รายในประเดน็ ต่อไปน้ี - - 3. ความคิดรวบยอด กลุ่ม.........(เวลา............) - ผู้แทนกลุ่มรายงาน - ใบความรู้ - ผนู้ าอภิปราย/สรุปแนวคดิ แต่ละประเดน็ \"แนวคดิ ทคี่ วรไดแ้ ต่ละ ประเดน็ \" 4. ประยุกตแ์ นวคิด กลุ่ม.........(เวลา............) - มอบหมายงานให้นกั เรียนทา.... - ใบชี้แจง/ ใบงาน (3) แผนการสอนด้านทักษะพสิ ัย (ทกั ษะ) เร่อื ง ผู้เรียน เวลา จุดประสงค์ สาระสาคญั
30 ตารางท่ี 3 ตวั อยา่ งแผนการสอนด้านทกั ษะพสิ ยั (ทกั ษะ) องคป์ ระกอบ PL/กลุ่ม/เวลา กิจกรรมการเรียนการสอน เน้อื หา/สอ่ื 1. ขั้นรู้ชดั เห็นจรงิ ความคดิ รวบยอด - บรรยายนาเรอื่ ง................ - ใบความรู้ กลุม่ .........(เวลา............) สาหรับวทิ ยากร หรอื ผู้สอน ประสบการณ์ - โจทย์/ กลุ่ม.........(เวลา............) บทสาธติ ใบชแี้ จง - นาเสนอกรณีศึกษา/ - ใบงาน/ สะทอ้ นความคดิ /อภปิ ราย กลุ่ม.........(เวลา............) สถานการณ์จาลอง/สาธิตเรอื่ ง.... ความคดิ รวบยอด - ใหน้ ักเรียนวเิ คราะหก์ รณี กลุ่ม.........(เวลา............) ศกึ ษา/สถานการณ์จาลอง/การ สาธติ ในประเดน็ : 2. ขั้นลงมอื กระทา ประยกุ ต์ แนวคดิ - สมุ่ ตัวแทนกล่มุ รายงาน/ครูนา อภิปราย/สรปุ แนวคิด กลุ่ม.........(เวลา............) - แบง่ กลุม่ ฝึกปฏิบัติ ตาม ความคดิ รวบยอด สถานการณ์.......... กลุ่ม.........(เวลา............) - ประเมินการฝกึ โดย...................... - ใบงาน, โจทย์ สถานการณ์
31 5ตวั อยา่ ง การออกแบบการถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตรแบบมสี ว่ นรว่ ม แผนการจดั การถา่ ยทอดเทคโนโลยกี ารเกษตร เรอื่ ง การปลูกพชื ผกั สวนครวั เรอื่ งการเรยี นรู ้ สาระการเรยี นรู ้ ผลการเรยี นรูท้ คี่ าดหวงั เวลา(ชว่ั โมง) การทดสอบ การปลกู พชื ผัก 1. ความรทู้ ่ัวไป 1.1 ผเู้ รียนมคี วามรู้ และเขา้ ใจเก่ียวกบั 2 ขอ้ สอบ สวนครัว เก่ียวกับพืชผัก พืชผกั สวนครัว 2 5 ขอ้ พืชผัก สวนครัว 1.2 ผู้เรยี นสามารถบอกชนิดของพชื 2 ผักสวนครวั ได้ - ตอบ 2. การใช้และ 1.3 ผูเ้ รียนอธิบายลักษณะของพชื คาถาม การเก็บรักษา ผักสวนครวั แตล่ ะชนดิ ได้ - สงั เกต เคร่อื งมือ 1.4 ผ้เู รยี นสามารถบอกประโยชน์ของพชื การเกษตร ผักสวนครัวได้ถกู ต้อง - ตอบ 2.1 ผเู้ รียนสามารถบอกชนดิ ของเคร่ืองมอื คาถาม 3. ดนิ และปยุ๋ การเกษตรได้ - สงั เกต 2.2 ผเู้ รียนสามารถใชเ้ ครือ่ งมือ การเกษตรได้ถูกต้อง 2.3 ผเู้ รียนเก็บรักษาดูแลเคร่อื งมือ การเกษตรได้ถกู ต้อง 3.1 ผู้เรยี นสามารถบอกชนิดของดิน ทใ่ี ชป้ ลกู พชื ผกั สวนครวั ได้ถูกต้อง 3.2 ผู้เรยี นสามารถเลือกชนดิ ของดิน ที่ใชป้ ลูกพชื ผกั สวนครวั ได้ 3.3 ผู้เรียนสามารถบอกชนดิ ของปุ๋ย ได้ถูกตอ้ ง 3.4 ผ้เู รียนสามารถอธิบายการใชป้ ยุ๋ แตล่ ะชนิดไดถ้ กู ต้อง
32 เรอื่ งการเรยี นรู ้ สาระการเรยี นรู ้ ผลการเรยี นรูท้ คี่ าดหวงั เวลา(ชว่ั โมง) การทดสอบ 4. การปลกู พืช 4.1 ผเู้ รียนสามารถเลือกปลกู ผกั 2 - ข้อสอบ ผกั สวนครัว สวนครัวได้ 5 ขอ้ 2 - ตรวจ 5. การเก็บเก่ียว 4.2 ผ้เู รียนสามารถอธิบายข้ันตอน ผลการ การปลูกพืชผักสวนครัวได้ ปฏบิ ัติ 4.3 ผเู้ รียนดูแลพชื ผักสวนครัว - สงั เกต ให้เจริญเติบโตได้ - การปฏบิ ัติ 5.1 ผูเ้ รียนสามารถอธบิ ายการเก็บผลผลิต ของพชื ผกั สวนครวั ได้ 5.2 ผเู้ รียนสามารถเกบ็ ผลผลติ ของผักทีป่ ลกู ได้ 5.3 ผูเ้ รียนสามารถนาผลผลิตไปใช้ ในการประกอบอาหารได้ ตัวอยา่ ง แผนการจดั การเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรเู้ รอ่ื ง ความรู้ทว่ั ไปเกีย่ วกบั การปลูกพชื ผักสวนครวั เวลา 2 ชัว่ โมง 1. สาระสาคัญ พืชผกั สวนครวั หมายถึง ผกั ท่ปี ลูกไวป้ ระกอบอาหารส่วนมากนิยมปลูก ภายในบรเิ วณบ้าน เพอื่ ความสะดวกต่อการนามาบริโภคในครวั เรือน ได้แก่ ผักบงุ้ ผกั กาด หอม ผกั แปน้ สะระแหน่ ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา แมงลกั 2. ผลการเรียนรทู้ ่ีหวงั ผเู้ รียนมีความร้คู วามเข้าใจเกี่ยวกบั พืชผักสวนครวั 3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 1) ผู้เรียนสามารถจาแนกชนิดของพืชผกั สวนครวั 2) ผเู้ รยี นสามารถอธบิ ายลักษณะของพืชผักสวนครวั ของแตล่ ะชนดิ ได้ 3) ผู้เรียนสามารถอธิบายการนาไปประยกุ ตใ์ ช้ของพชื ผกั สวนครวั ได้ถกู ต้อง 4. สาระการเรียนรู้ ผกั สวนครัวแตล่ ะชนิดนามาใช้ประโยชน์ตา่ งๆ กนั สามารถแบ่งออกได้ เปน็ 4 ประเภท ไดแ้ ก่
33 1) ประเภทกนิ ใบ เชน่ ผกั กาด กระเพรา ผักชี คะน้า 2) ประเภทกนิ ฝกั และผล เช่น มะเขือ พริก แตงกวา ถั่วฝกั ยาว บวบ 3) ประเภทกินดอก เช่น ดอกแค กระหล่าดอก ข้ึนฉ่าย 4) ประเภทกินรากหรือหวั เช่น หอม ขิง ข่า ขมิ้น กระเทียมผกั สวนครวั นยิ มปลกู ไวใ้ น บริเวณบ้าน ไว้ประกอบอาหารในครัวเรอื น 5. กระบวนการจดั การเรยี นรู้ ขนั้ นา 1) ผเู้ รยี นมองออกไปนอกหอ้ ง แลว้ สนทนาพดู คุยเกี่ยวกับพชื สเี ขยี วอะไรทส่ี ามารถนามา รบั ประทานได้ แลว้ วิทยากรหรอื ผสู้ อนซกั ถามหลงั สนทนาว่า - พชื ชนิดใดในบริเวณรอบๆ สถานท่อี บรมทสี่ ามารถรับประทานได้ - พืชชนดิ ใดทบ่ี า้ นของผู้เรยี นรบั ประทานได้ 2) วทิ ยากรหรือผสู้ อนแจง้ จดุ ประสงค์ในการเรียนให้ผู้เรยี นทราบกอ่ นท่ี จะเรียนเนอ้ื หาต่อไป ขน้ั ถ่ายทอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ พฤติกรรมการเรยี นรู้ 1) ผู้เรียนแต่ละคนบอกชอื่ ชนดิ ของพชื ผักสวนครวั ทม่ี ีในบ้านของ 1) แลกเปล่ียนประสบการณ์ ตนเอง คนละ 1 ชอ่ื พรอ้ มทั้ง 2) วิทยากรหรอื ผูส้ อนแบ่งผู้เรยี นออกเป็น 7 กลุ่ม ๆ ละ 5 คน เขยี นลงกระดาษ ออกมาให้ โดยมีผ้เู รียนทม่ี ีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสงู ปานกลาง และตา่ เพอ่ื นอ่าน แล้วออกมารว่ มกนั ในอตั ราสว่ น 1 : 3 : 1 ภายในกล่มุ แตง่ ตั้งประธาน กรรมการ สนทนาถึงลักษณะของพืชผัก และเลขานกุ าร กันเอง สวนครวั แตล่ ะชนดิ และ 3) ใหผ้ ้เู รยี นทางานกลุ่ม โดยศกึ ษาคน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ จากเอกสาร ประโยชน์ เร่อื งความรู้เกย่ี วกับการปลูกพืชผักสวนครัว แล้วทาใบงาน 2) สรา้ งองคค์ วามรู้รว่ มกนั และแจ้งขอ้ ตกลง ดังนี้ - ผู้เรียนต้องทางานร่วมกัน
34 - ผูเ้ รียนต้องช่วยเหลอื ซ่งึ กนั และกัน กจิ กรรมการเรยี นรู้ พฤติกรรมการเรยี นรู้ - ผลงานของกลุ่ม หมายถึง ผลงานของทกุ คน 3) สรา้ งองคค์ วามรรู้ ่วมกนั - เมื่อวิทยากรหรือผ้สู อนเรียกสมาชิกคนใดคนหนึ่งในกลุ่ม อธบิ ายการหาคาตอบ สมาชกิ คนนัน้ ตอ้ งสามารถอธบิ ายคาตอบ 4) นา เสนอความรู้และ นั้นได้ สรา้ งองค์ความรรู้ ว่ มกนั - การทดสอบ ผเู้ รียนทาด้วยความสามารถของตนเองไม่อนุญาต 5) นาเสนอความรู้ ให้ชว่ ยเหลอื กัน 4) วิทยากรหรือผู้สอนจะแจ้งผลการทดสอบแตล่ ะครง้ั ใหผ้ ู้เรยี น ทราบ โดยจะประกาศชั้นเรียน เพื่อให้เห็นพัฒนาการของตนเอง และของกล่มุ ซ่งึ มขี น้ั ตอนดังน้ี - ถา้ ผเู้ รียนทาคะแนนได้ดีกว่าจะไดร้ บั คาชมเชยเป็นรายบุคคล - กลุ่มใดที่ทาคะแนนได้สูงสุดในการสอบแตล่ ะครั้ง จะไดร้ บั รางวัลจากวทิ ยากรหรอื ผู้สอน 5) วิทยากรหรอื ผสู้ อนคิดขอ้ ปฏบิ ตั ิและขอ้ ตกลงรว่ มกันไวท้ บ่ี อรด์ 6) ให้ผ้เู รยี นชว่ ยกนั จาแนกชนิดของพชื ผกั สวนครัว ตามเกณฑ์ทีผ่ ูเ้ รยี นคดิ ขึน้ มา โดยศกึ ษาเพิ่มเติม จากใบความรูแ้ ละเอกสารคาแนะนา 7) แตล่ ะกลุ่มอภปิ ราย แสดงความคิดเหน็ ในกลุม่ ย่อย เกีย่ วกับประเภทของพืช ผักสวนครัวที่จา แนก จากประโยชนข์ องการนามาใช้ต่างๆกัน 8) สง่ ตวั แทนนาเสนอผลการสารวจชนดิ ของพชื ผัก สวนครัว และการจาแนกประเภทของพืชผกั สวนครวั หนา้ ช้ันเรียน ขน้ั สรปุ 1) ผเู้ รียนและวิทยากรหรอื ผู้สอนช่วยกันอภิปรายความหมายของพืชผัก สวนครวั และชนดิ ของพืชผกั สวนครวั ในทอ้ งถนิ่ เพอื่ สรุปไดว้ ่า พืชผัก
35 สวนครวั หมายถงึ พืชท่ปี ลูกไวป้ ระกอบอาหารส่วนมากนิยมปลูกไวภ้ ายใน บรเิ วณบ้าน เพื่อความสะดวกต่อการนามาบริโภคในครวั เรือน ได้แก่ ผักบงุ้ ผักกาด ผักแป้น สะระแหน่ หอม ขิง ข่า ตะไคร้ โหระพา แมงลกั ฯลฯ และ อภปิ รายนาชนิดของพืชผกั สวนครวั จาแนกประเภทของพืชผกั สวนครัว ดังน้ี ผักสวนครวั มีอยหู่ ลายชนิด แตล่ ะชนิดนามาใชป้ ระโยชน์ตา่ งๆ กนั อาจแบ่ง ประเภทของผกั สวนครัวออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ (1) ผกั ประเภทกินใบ เช่น กระเพรา ผกั ชี ผักคะนา้ (2) ผักประเภทกินฝัก และผล เชน่ มะเขือ พริก แตงกวา ถ่วั ฝักยาว บวบ (3) ผกั ประเภทกินดอก เชน่ ดอกแค กะหล่าดอก ข้ึนฉ่าย ฯลฯ (4) ผักประเภทกินรากหรอื หัว เช่น หอม ขิง ข่า ผักกาดหัว กระเทียม ฯลฯ 2) ผู้เรียนชว่ ยกันทาแผนทีค่ วามคดิ (Mind Map) เกยี่ วกับประเภทของ พชื ผักสวนครัว นาไปจดั บอร์ด และทาในกระดาษ A4 เกบ็ เปน็ ชน้ิ งานของผู้เรยี น 3) ผูเ้ รยี นทาแบบทดสอบหลังเรยี น 6. ส่อื การเรียนรู้ / แหลง่ เรียนรู้ 1) พืชผักสวนครวั ท่ีอยู่ในบริเวณรอบ ๆ สถานทอ่ี บรมและทบ่ี ้าน เช่น ผักบุ้ง ผักกาด ผกั ตาลงึ ตะไคร้ ฯลฯ 2) ใบความรู้ 3) เอกสารคาแนะนาเกยี่ วกบั บทเรียน 4) แหล่งเรยี นรู้ 5) แบบบันทึกกจิ กรรม 7. การวดั ผลและประเมินผล 1) ด้านความรู้ - การตอบคาถาม - การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ - การตรวจผลงาน 2) ด้านทักษะกระบวนการ - จากการรวบรวมขอ้ มลู - จากการนาเสนอข้อมูล 3) ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม - การสังเกตพฤติกรรมการรว่ มกิจกรรม 8. กิจกรรมเสนอแนะและภาคผนวก
36 1) กจิ กรรมเสนอแนะ - ผงั ความคิดชิ้นเลก็ ถ้าไม่เสร็จให้ทานอกเวลา 2) ภาคผนวก - ใบความรู้ - แบบบันทึกกิจกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรมการเรียนรู้ ใบงานท่ี 1 ความรทู้ ่ัวไปเก่ยี วกับการปลูกผักสวนครวั คาชแ้ี จง ให้ผเู้ รียนเขียนแผนท่คี วามคดิ (Mind Map) ตามหัวขอ้ ทไี่ ดร้ ับมอบหมาย ใบงานท่ี 2 ประโยชน์ของพชื และประโยชนข์ องการปลูกพชื ผักสวนครัว คาชแ้ี จง ให้ผู้เรียนเขยี นช่อื ผักสวนครัวที่ผูเ้ รยี นรจู้ ัก หรอื เคยเห็นมาไม่น้อยกว่า 5 ชนิด พร้อมทง้ั เขยี นประโยชน์ของพชื ผัก สวนครัวและประโยชน์ของการปลูกพืชผกั สวนครัวน้นั ชอ่ื พืช ประโยชนข์ องพชื ผกั สวนครวั ประโยชนก์ ารปลกู พืชผกั สวนครวั ผกั สวนครัวนครวั d ใบงานที่ 3 การเลอื กประเภทพันธ์พุ ชื ผักสวนครัวทต่ี อ้ งการปลกู คาช้แี จง ให้ผเู้ รยี นเขียนช่ือผักสวนครวั ทผี่ เู้ รียนต้องการปลูกโดยเรยี งลาดับความต้องการมากไปหานอ้ ย พร้อมท้งั บอก เหตุผล อย่างน้อย 5 ชนดิ ประเภทผักสวนครวั ที่ปลกู /พชื เหตผุ ลทตี่ ้องการปลูกพชื ผัก 2.2.3 ข้อเสนอแนะสาหรบั การนาไปประยกุ ตใ์ ช้ มดี ังน้ี 1) ทบทวนแบบแผน กระบวนการคิดของเรา ท่ีมตี ่อกระบวนการเรียนรูแ้ บบมีสว่ นร่วมและ บทบาทการเปน็ วิทยากรกระบวนการ 2) ทบทวนส่งิ ทไ่ี ด้เรียนรู้ ทัง้ วิชาการ เทคนคิ กระบวนการ แม้กระท่ังเกมหรอื เพลง ประกอบกระบวนการ แล้วสรปุ ว่า ได้เรยี นรู้อะไรบา้ ง 3) ทบทวนภารกจิ /งานที่ปฏิบัตอยู่ โดยเฉพาะภารกิจที่ตอ้ งเกย่ี วข้องสมั พันธ์กบั ผ้เู รยี น ทัง้ สว่ นทกี่ าลงั ทา สว่ นทคี่ วรทา หรือไม่ควรทา แล้วพิจารณาว่าบทเรียนทไ่ี ด้จะนาไปใช้ในการทางานตาม ภารกจิ ทีเ่ ปน็ /ควรเปน็ อยู่ อย่างไรบ้าง
37 4) จดั กระบวนการเรียนรู้/ถา่ ยทอดให้กับเพื่อน อาจจะเร่มิ จากเพื่อนในหน่วยงาน และเพือ่ สรา้ งความมั่นใจ ควรเชิญเพ่ือนทเี่ ข้ากระบวนการเรียนร้ดู ว้ ยกันไปรว่ มจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยสามารถ ปรับ หรือซอยกระบวนการออกเปน็ ช่วงๆ ตามระยะเวลาที่มี 5) รว่ มกับเพ่ือนร่วมงานเพิ่มเติมประสบการณ์ด้วยการลงไปสู่พื้นท่ี เขา้ หากลมุ่ เป้าหมาย เพ่อื จัดกระบวนการเรียนรูแ้ บบมีสว่ นรว่ ม และแสดงบทบาทวิทยากรกระบวนการ จะเรม่ิ คน้ พบวิธี/ข้นั ตอน ทเี่ หมาะสม หรือยังติดขดั นามาปรบั ปรุงกระบวนการในครงั้ ต่อๆ ไป 6) มีประสบการณใ์ นระดบั หนงึ่ แลว้ ควรสรา้ งทมี ในระดบั อาเภอ/ตาบลเพ่ิมขนึ้ มาขยาย เครอื ขา่ ยให้ได้ครอบคลุม และทาให้คนท่ีคดิ มุ่งหมายไปในแนวทางเดียวกับเรามากข้นึ 7) ถา้ บนั ทึกเหตกุ ารณ์/ประสบการณท์ างานได้ตลอด จะเปน็ เอกสารผลงานที่มีคุณค่าอย่าง ยง่ิ สวนครัว ประโยชน์การปลูกพชื ผักสวนครัว aaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaaa
Search
Read the Text Version
- 1 - 37
Pages: