Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore บทที่-๔-การพัฒนาทักษะการพูด

บทที่-๔-การพัฒนาทักษะการพูด

Published by Aranya Palalert, 2023-07-06 03:24:53

Description: บทที่-๔-การพัฒนาทักษะการพูด

Search

Read the Text Version

บทที่ ๔ การพฒั นาทกั ษะการพดู การพูด คือ การส่งสารของมนุษย์ ที่ต้องมีการฝึกฝนให้เกิดเป็นความชานาญ เป็นกระบวนการส่ือสารที่ สาคัญอกี ประการหน่ึงของมนุษย์ เริ่มตัง้ แต่การสื่อสารขนั้ พื้นฐานที่ผู้พูดส่งไปยังผูฟ้ ังเพื่อบอกความตอ้ งการของ ตน จากการสื่อสารกับผู้ใกลช้ ิดในครอบครัว ญาติมิตร ครูอาจารย์ เพื่อนสนิท ตลอดจนคนรู้จักและไม่รู้จัก ไป จนถึงการพูดที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น มีองค์ประกอบต่าง ๆ ท่ีแตกต่างกันตามสถานการณ์ ที่ผู้พูดต้อง คานึงถึงกาลเทศะ บุคคลที่เราต้องสนทนาด้วย อย่างไรก็ตามการพูดเป็นทักษะท่ีสามารถเรียนรู้ได้และเมื่อ ทกั ษะการพดู ของเราเกิดการพัฒนารวมทง้ั ตัวเรากไ็ ม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา เราก็จะพบกับความสาเร็จในชีวิต ดัง พทุ ธศาสนสุภาษติ ท่วี า่ \"เปล่งวาจางาม ยงั ประโยชน์ใหส้ าเรจ็ \" ความหมายของการพูด พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖: ๘๔๓) ได้ให้ความหมายของคาว่า พูด หมายถงึ ก. เปล่งเสียงออกเปน็ ถอ้ ยคา, พูดจา ก็ว่า การจะพูดได้ดีน้ันผู้พูดจึงควรทราบหลักการและเทคนิควิธีต่าง ๆ เพื่อทาให้การพูดเกิดประสิทธิภาพ และบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ของการสือ่ สารมากทสี่ ุด องคป์ ระกอบของการพดู จุไรรัตน์ ลักษณะศิริ และวีรวัฒน์ อินทรพร (บก.) (๒๕๕๖: ๒๕๕) กล่าวถึง องค์ประกอบของการพูด ซงึ่ ประกอบด้วย ผู้พูด เนือ้ เรื่องท่ีพดู และผู้ฟงั รวมทั้งอธิบายองค์ประกอบเหลา่ นไี้ วด้ ังน้ี ๑. ผู้พูด เป็นผู้ท่ีต้องแสดงความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิดไปสู่ผู้ฟังให้ดีที่สุด ผู้พูดต้อง รู้จักใช้ภาษา น้าเสียง สีหน้าท่าทางอย่างเหมาะสม ตลอดจนใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบเพ่ือให้การพูดบรรลุ จดุ มงุ่ หมาย ๒. สาระหรือเน้ือเรอื่ งที่พูด ต้องมีความถูกตอ้ ง ชัดเจน มีประโยชน์ เปน็ ไปในทางสรา้ งสรรค์ ผู้พูดควร พูดเรื่องที่ตนถนดั และมีความรู้จริง ๆ ๓. ผู้ฟัง เป็นผู้รับสารที่ผู้พูดถ่ายทอดมาให้ ผู้ฟังต้องสามารถฟังถ้อยคาต่าง ๆ ได้อย่างเข้าใจ มีสมาธิ และยอมรับฟงั ความคิดเห็นของผู้พูดซึง่ อาจแตกตา่ งจากความคิดของตน ผู้ฟังอาจแสดงปฏิกิริยาให้ผู้พูดทราบ ด้วยการพยักหน้า ปรบมือ ยิ้ม หัวเราะ ก้มหน้า ขมวดคิ้ว ฯลฯ ผู้พูดก็จะทราบได้ว่าตรงกับความมุ่งหมาย หรือไม่ การเตรียมเนอื้ เรอ่ื ง ๑. การเลือกเรอ่ื งและกาหนดขอบเขตของเรอ่ื ง การพูดแต่ละครั้ง ถ้าผู้พูดสามารถเลือกเร่ืองท่ีจะพูดได้ ควรเลือกเรื่องท่ีตนเองมีความรู้ดี มีความ ถนัดหรือมีประสบการณ์ และควรเป็นเรื่องทผ่ี ฟู้ ังสนใจ จะทาใหก้ ารพดู เป็นไปดว้ ยดี แตถ่ า้ มีการกาหนดเรื่องมา ให้ ผู้พูดกจ็ ะตอ้ งพจิ ารณาตีความ และทาความเข้าใจหวั ข้อเรื่องให้ถ่องแทเ้ สียกอ่ น เพื่อดูวา่ มีความรู้พอที่จะพูด หรือไม่ เมื่อเลือกเรื่องได้แล้ว ผู้พูดต้องกาหนดขอบเขตของเรื่องว่าจะพูดกว้าง ๆ หรือพูดอย่างละเอียด โดย พิจารณากลุ่มผู้ฟัง และเวลาสาหรับพูดเป็นสาคัญ การวิเคราะห์ผู้ฟังนั้นควรพิจารณารายละเอียด ได้แก่ จานวนผู้ฟัง เพศ วัย ระดับการศึกษา อาชีพ ภูมิหลังทางสังคมและฐานะทางเศรษฐกิจ และเจตคติของผู้ฟัง เพราะการสนใจฟังเร่ืองราวนั้น ๆ มกั แตกต่างกันไปตามรายละเอียดที่กลา่ วมา เชน่ เพศหญิงอาจชอบฟังเรื่อง

ความสวยงาม สุขภาพ การดแู ลตนเองมากกว่าเพศชาย ซ่งึ อาจชอบฟังเรื่องเกมกีฬา เครือ่ งยนต์กลไก งานช่าง งานไม้ มากกว่าเพศหญิง ส่วนรายละเอียดเร่ืองการศึกษาก็เป็นตัวแปรให้ผู้พูดต้องจัดเตรียมเน้ือหาการพูดให้ สอดคล้องกับระดบั การศกึ ษาของผ้ฟู ังทีม่ รี ะดบั ความยากงา่ ย เป็นต้น ๒. การวางโครงเรื่อง ๒.๑ คานาหรือการเร่ิมเรื่อง เปน็ การพูดช่วงแรกที่มีความสาคัญมาก เพราะจะกระตุ้นให้ผู้ฟังสนใจ ติดตามเน้ือเรื่องต่อไป การเริ่มเรื่องนี้จะเริ่มจากการทักทายผู้ฟัง ซึ่งถือเป็นการแนะนาตัว แสดงความเคารพ และให้เกียรติผู้ฟัง จากนั้นจึงเข้าสู่คานาของเรื่องอย่างน่าสนใจด้วยการใช้ถ้อยคาให้จับใจผู้ฟัง อาจข้ึนต้นด้วย การใช้คาถามที่เร้าใจ ใช้ข้อความท่ีชวนให้ฉงนสนเท่ห์ ประหลาดใจ ยกสภุ าษิต คาพังเพย คาคม บทร้อยกรอง หรือวาทะของผู้มีชื่อเสยี ง นอกจากนี้อาจจะยกเหตุการณ์นิทานมากล่าวนา เพ่ือสร้างบรรยากาศและเร้าความ สนใจของผู้ฟัง ควรหลีกเลี่ยงการพูดถ่อมตัวหรือขออภัยในความไม่พร้อม ไม่พูดอ้อมค้อม วกวน หรือนอกเรื่อง จนหลงประเดน็ ๒.๒ เนื้อเรื่องหรือการดาเนินเรื่อง เป็นส่วนสาคัญของการพูดที่ทุกคนต้ังใจมาฟัง ผู้พูดต้องเตรียม เน้ือหาสาระให้พร้อม โดยเรียบเรียงเนื้อหาให้ดาเนินเรื่องไปตามลาดับเหตุการณ์หรือเวลา เพ่ือไม่ให้สับสน เน้ือหาแต่ละหัวข้อต้องสัมพนั ธ์กันอย่างมีเหตุผล มีการขยายความเพื่อเพิ่มเนื้อเร่ืองให้ชัดเจนขน้ึ อาจใช้วิธีการ ให้คาจากัดความ ให้เหตุผล เปรยี บเทียบ ยกตัวอยา่ ง ตลอดจนใช้อุปกรณ์ ต่าง ๆ มาประกอบให้เหมาะสม ๒.๓ การสรุป เป็นการสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟัง ผู้พูดจะต้องประมวลความคิดที่เป็น สาระสาคัญหรือเป็นจุดเด่นเพ่ือเร้าใจผู้ฟังให้เห็นความสาคัญของเร่ืองท่ีพูด จูงใจให้กระทาการอย่างใดอย่าง หนึ่งตามท่ีผู้พูดต้องการ การสรุปมีหลายวิธี เช่น อาจย้าสาระสาคัญของเนื้อเร่ือง ให้ข้อคิด อ้างอิงถ้อยคาของ นกั ปราชญห์ รือผมู้ ีชือ่ เสียง ใชส้ านวนสุภาษติ คาคม บทร้อยกรอง วาทะของบุคคลสาคญั หรืออาจสรปุ ด้วยการ ชักชวน เรียกรอ้ งให้ผ้ฟู งั คลอ้ ยตามก็ได้ ๓. การรวบรวมเน้อื หา เมื่อกาหนดโครงเรื่องการพูดแล้ว ผู้พูดจะต้องเตรียมเน้ือหาล่วงหน้าโดยค้นคว้ารวบรวมเนื้อหา เอกสารต่าง ๆ เช่น ตารา วารสาร หนังสือพิมพ์ ฯลฯ แล้วแยกไว้เป็นเร่ือง ๆ การค้นคว้านี้จะทาให้ผู้พูดมี หลักฐานสนับสนุนความคิดของตนให้หนักแน่น และทาให้เนอ้ื หามีความถูกต้อง สมบูรณ์ น่าเชื่อถือยิ่งข้ึน (จุไร รัตน์ ลกั ษณะศริ ิ และวรี วฒั น์ อินทรพร (บก.) (๒๕๕๖: ๒๖๒-๒๖๕) นอกจากนั้น กิตติชัย พินโน และอมรชัย คหกิจโกศล (บก.) (๒๕๕๔: ๒๐๘-๒๐๙ ) ได้ให้หลักการ เพิ่มเติมขององค์ประกอบการพูด การรวบรวมเน้ือหาสาระ ประเด็นการกล่าวนา การลาดับเน้ือเร่ือง และการ สรุปไวว้ า่ ๓.๑ อารัมภบทหรอื สว่ นนา คอื ๓.๑.๑ การกล่าวทักทายในท่ีประชุม มักทักเรียงลาดับตามความสาคัญของบุคคล และไม่ นิยมทักเกนิ กวา่ ๓ กลุ่ม เชน่ \"ขอเดชะฝา่ ละอองธลุ พี ระบาทปกเกลา้ ปกกระหม่อม\" \"นมัสการพระคุณเจา้ ฝ่าพระบาท และทา่ นผมู้ เี กียรตทิ ุกท่าน\" \"ท่านคณบดี คณาจารย์ และเพ่อื นนกั ศกึ ษาทร่ี กั \" \"ท่านประธาน คณะกรรมการ และท่านผฟู้ ังทเ่ี คารพ\" ๓.๑.๒ การกล่าวนา เป็นการนาเข้าสู่เร่ืองหรือประเด็นเน้ือหาสาระของการพูดอย่างสังเขป การกล่าวนาควรกล่าวสั้น ๆ ตรงประเด็นและสอดคล้องกับเนื้อเร่ืองที่จะนาเสนอ ใช้ถ้อยคาที่น่าสนใจ เร้า อารมณผ์ ู้ฟัง ไมค่ วรกล่าวถ่อมตัว หรือกล่าวในลักษณะแก้ตัว

๓.๒. การลาดับเนอื้ เรือ่ ง ๓.๒.๑ การดาเนินเรื่องตามลาดบั เวลา ๓.๒.๒ การดาเนินเรอ่ื งตามลาดับสาคญั ๓.๒.๓ การดาเนินเร่ืองตามทศิ ทางและสถานท่ี ๓.๒.๔ การดาเนนิ เรอ่ื งดว้ ยการใหค้ าจากัดความ ๓.๒.๕ การดาเนนิ เร่อื งดว้ ยการจัดกลุ่มทางความคดิ ๓.๒.๖ การดาเนนิ เร่อื งตามลาดบั เหตุผล ๓.๒.๗ การดาเนนิ เร่อื งดว้ ยการใช้ทฤษฎี กฎเกณฑ์ หรือวธิ ีทางวทิ ยาศาสตร์ ๓.๓ การสรุป เป็นการเน้นย้าให้ผู้ฟังเห็นความสาคัญของเน้ือเรื่องที่ผู้พูดได้พูดไปแล้ว เพ่ือให้ผู้ฟัง จดจาได้ หรือเกิดความประทับใจ การสรุปจะตอ้ งสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของเรื่อง เช่น หากเป็นการพูดเพ่ือ ความบันเทิง ผู้พูดมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังได้รับความสนุกสนาน บทสรุปควรจะสนุกสนานด้วย หรือหากเป็นการ พูดเพ่ืออธิบายหรือช้ีแจงให้เห็นคุณและโทษ ผู้พูดอาจจะสรุปด้วยการวิงวอน ขอร้อง ชักจูง หรือตั้งคาถามให้ ผู้ฟังคิดใคร่ครวญเพื่อหาคาตอบด้วยตนเอง นอกจากนี้ ผู้พูดยังอาจสรุปจบท้ายแบบขึงขัง หนักแน่น แสดงถึง ความจรงิ ใจ หรอื อาจสรุปด้วยสภุ าษติ คาคม คตพิ จน์ หรือคาพังเพยก็ได้ ปัจจัยทช่ี ว่ ยใหก้ ารพูดประสบความสาเรจ็ เมื่อทราบองค์ประกอบของการพูดแล้ว จะพบว่าเครื่องมือสื่อสารท่ีสาคัญที่ทาให้การพูดประสบ ความความสาเรจ็ บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ มีหลายปัจจยั ดังทส่ี วัสด์ิ บรรเทงิ สขุ (๒๕๕๑: ๑๗๘) ได้ให้หลกั การการใช้ ถอ้ ยคาภาษา ไว้ดังนี้ หลกั การใช้ถอ้ ยคา ๑. จงใชค้ าพูดท่ีผู้ฟังส่วนมากเข้าใจ ๒. จงใช้ถอ้ ยคาสน้ั ๆ กะทัดรดั ๓. จงใช้คาขยายใหค้ วามหมายแจม่ แจง้ ๔. จงหลกี เล่ียงคาซา้ และคาท่ีไรค้ วามหมาย วนิดา บารุงไทย (๒๕๕๑: ๓๒) กล่าวถึง การใช้สรรพนามแทนผู้พูดและผู้ฟัง ที่ช่วยให้บทสนทนา ราบรื่น ไม่สะดุดหูผู้ฟังว่า เรื่องสาคัญอย่างย่ิงประการหน่ึงของการพูดก็คือ การใช้สรรพนามแทนตัวผู้พูดและ การใช้คาเรยี กผ้ฟู งั โดยทั่วไปมีข้อแนะนาดังน้ี ในโอกาสการพูดทั่ว ๆ ไป ผู้พูดชายใช้คาแทนตัว \"ผม\" ซึ่งนับว่าสะดวกและเหมาะสมกับทุกเน้ือหา และวัตถุประสงค์ของการพูด ผูพ้ ูดหญิงในวยั ทางาน ควรใชค้ าแทนตัวว่า \"ดฉิ ัน\" ที่ชดั เจน ไมเ่ พ้ยี นเสียงเป็น \"ด๊ัน\" \"เดี๊ยน\" หรอื \"อนั๊ \" ส่วนผู้พูดหญงิ ในวยั เด็ก วยั เรียน อาจแทนด้วยคาว่า \"หน\"ู ในกรณที ี่ผู้ฟังอาวุโสกว่า แต่ถ้าผู้ฟังอยใู่ นวัย เดียวกนั หรือเยาวว์ ยั กว่า จะใช้คาแทนตัววา่ \"ฉัน\" กน็ า่ จะเหมาะสมดี ถ้าเป็นโอกาสพูดที่ค่อนข้างเป็นทางการ ผู้พูดทุกเพศ ทุกวัย อาจใช้คาแทนตัวว่า \"ข้าพเจ้า\" ก็ได้ แต่ ถ้ามิใช่โอกาสที่เป็นทางการมากนัก คา \"ผม\" สาหรับชาย และ \"ดิฉัน\" สาหรับหญิง ก็นับว่าเหมาะสมดีกว่า เพราะคา \"ข้าพเจ้า\" ค่อนข้างให้ความรู้สึกห่างเหิน ไม่เป็นมิตร คาเรียกผู้ฟังน้ันควรใช้คาอย่างหลากหลายตาม ความเหมาะสมควรแก่บริบทและโอกาส คาท่ีใช้กันเสมอ ๆ และถือว่าเหมาะสม ก็คือ \"ท่านผู้ ฟัง\" \"ท่านผู้มี เกยี รติ\"

ทัง้ น้ี มหี ลกั การว่า การพูดท่ใี ช้เวลานานท่ีผู้พดู ต้องจงู ใจผ้ฟู ังใหต้ ดิ ตามฟงั อย่างจดจอ่ นนั้ เทคนิคง่าย ๆ เบ้ืองต้นก็คือ การ \"เรียก\" ผู้ฟังบ่อย ๆ การเรียกผู้ฟังบ่อยครั้งจึงต้องมีการหลากคาใช้ดังกล่าวข้างต้น รวมทั้ง อาจมีคาแสดงการให้เกียรติยกยอ่ งตามความเหมาะสมด้วย เช่น ทา่ นผฟู้ งั คะ ทา่ นผ้ฟู งั ท่ีเคารพทุกทา่ น ทา่ นผู้มี เกียรตทิ ้ังหลาย ทา่ นผู้มเี กยี รติครบั เป็นต้น สามารถฝึกหัดการพดู และสงั เกตลักษณะการพูดทดี่ ี ได้ดงั นี้ การฝกึ พดู ๑. การฝึกพดู แบบไม่เป็นทางการโดยบันได ๙ ขน้ั ๑.๑ จงเป็นนักอ่านทดี่ ี ๑.๒ จงเป็นนกั ฟังท่ีดี ๑.๓ จงใช้เครื่องบนั ทึกเสยี งใหเ้ ป็นประโยชน์ ๑.๔ จงบันทกึ เสยี งพดู ของตนเอง ๑.๕ จงพยายามหาโอกาสฝึกพูดต่อหน้ากระจกเงา ๑.๖ จงเรม่ิ ฝกึ หัดดว้ ยความมงุ่ มน่ั จากง่ายไปหายาก ๑.๖.๑ การพูดให้คาจากดั ความสิง่ ทเี่ ป็นรปู ธรรม ๑.๖.๒ การพูดอธิบายคาพงั เพยหรอื สุภาษิต ๑.๖.๓ การพูดเพ่อื ให้คาจากดั ความส่งิ ทเ่ี ปน็ นามธรรม ๑.๖.๔ การพูดเพอ่ื ให้เหตผุ ลสนบั สนุน ๑.๖.๕ การพดู เพ่อื ใหเ้ หตุผลคดั ค้าน ๑.๖.๖ การพูดในเชิงอภปิ รายหรือวจิ ารณ์ ๑.๗ จงฝกึ เขยี นประกอบการฝกึ พูด ๑.๘ จงอย่าละเลยเมือ่ มโี อกาสที่จะได้พูดจริง ๆ ต่อหนา้ ผ้ฟู งั ๑.๙ จงเป็นตวั ของตัวเอง ๒. การฝกึ พดู แบบเปน็ ทางการ ๒.๑ การเข้าสมาคม, สโมสรฝกึ พูด ๒.๒ ขั้นตอนการฝกึ พดู ๒.๒.๑ การฝึกพดู แบบฉับพลนั ๒.๒.๒ การฝึกพดู แบบเตรียมตวั ๒.๒.๓ การวิจารณ์การพูด ๒.๒.๔ การดาเนินรายการฝกึ พดู (สวัสด์ิ บรรเทิงสขุ , ๒๕๕๑: ๑๙๔-๑๙๗) ลกั ษณะการพูด ๑. ความกระจ่างและแนช่ ดั (Clear & Precise) ๒. ความนา่ เช่อื ถอื และคลอ้ ยตาม (Persuasive) ๓. มีประโยชน์ในทางปฏบิ ตั ิตาม (Practical & Useful) ๔. เป็นความจริงและถกู ต้อง (True) ๕. มคี วามงดงามเปน็ ศลิ ปะ (Aesthetically Attractive) ๖. มีความสนุกสนานเพลิดเพลินชวนฟงั (Entertain) ๗. สามารถกระตุน้ และยั่วยุความคิด (Stimulating or Provocative) ๘. มีความคิดในการวิเคราะห์วจิ ารณ์ (Critical Thinking)

๙. มีแนวความคิดเป็นของตนเอง (Original) ๑๐. มคี วามลึกซงึ้ (Profound) (สวัสดิ์ บรรเทิงสุข, ๒๕๕๑: ๒๕๒-๒๕๓) ท้ัง ๑๐ ประการที่กล่าวมาน้ี เป็นแนวทางที่ผู้พูดสามารถนาไปใช้เพื่อให้การพูดเกิดสัมฤทธิผลในการ สื่อสาร แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และวัตถุประสงค์ของการสื่อสารด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง เช่น หากผู้พูด ต้องการเตรียมตัวเพ่ือนาเสนอรายงานหน้าช้ันเรียน ประเด็นเรื่องมีความงดงามเป็นศิลปะ (Aesthetically Attractive) อาจไม่ใช่หัวใจสาคัญของการพูดคร้ังนี้ แต่การนาเสนอรายงานหน้า ชั้นเรียนด้วยความ กระจ่างและแนช่ ัด (Clear & Precise) มีประโยชนใ์ นทางปฏิบตั ิ สามารถกระตนุ้ และย่ัวยุความคิด ทั้งแสดงให้ อาจารย์ผู้สอนเห็นความสามารถของการมีความคิดในการวิเคราะห์วิจารณ์ และมีแนวความคิดเป็นของตนเอง รบั รองวา่ การประเมนิ ผลการนาเสนอรายงานหนา้ ชนั้ เรยี นของผู้พดู ในครงั้ น้ี ยอ่ มจะออกมาดีอย่างแน่นอน นอกจากน้ี นิภา กู้พงษ์ศักด์ิ และคณะ (๒๕๕๔: ๕๖-๕๗) ได้อธิบายถึงปัจจัยท่ีช่วยให้การพูดประสบ ความสาเรจ็ เพิม่ เตมิ ดงั นี้ ๑. บุคลิกภาพ เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลที่ทาให้มีความแตกต่างจากคนอื่น ดังนั้นขณะที่ กาลังพูด ผู้พูดควรรักษาบุคลิกภาพที่ดีต่อหน้าผู้ฟังทุกโอกาสและสถานการณ์ บุคลิกภาพที่ควรพิจารณา ปรับปรุงหรือแก้ไขในการพูด ได้แก่ การใช้สายตามองผู้ฟังด้วยแววตาแจ่มใสให้ทั่วถึงทุกคน ซึ่งจะทาให้ผู้ฟัง เข้าใจวา่ ผพู้ ูดให้ความสาคัญตอ่ ทุกคน และยงั จะเหน็ ปฏิกิริยาตอบสนองจากผฟู้ ัง อีกด้วย การเดินและการทรง ตัว ควรทาด้วยความมั่นใจ กระฉับกระเฉงและม่ันคง การแสดงออกทางใบหน้าและการแสดงท่าทาง ประกอบการพูด ให้พิจารณาถึงความสอดคลอ้ งเหมาะสมกบั สาระท่ีพูด และอารมณท์ ่ีแสดงออก แต่อยา่ ใชม้ าก จนเกินควร การแต่งกายให้ดูสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะ และไม่ควรใส่เครื่องประดับมากเกินไป การออก เสียงถกู ตอ้ งชัดเจนตามหลักการออกเสียงภาษาไทย ๒. การวิเคราะห์กลุ่มผูฟ้ ังและสถานการณใ์ นการพูด ผู้ฟังมอี ิทธิพลต่อการพูดจึงควรวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟัง ในด้านต่าง ๆ คือ จานวนผู้ฟัง เพศ วัย อาชีพ ความรู้ ประสบการณ์ ความมุ่งหวัง และทัศนคติของผู้ฟัง ส่วน การวิเคราะห์สถานการณ์นั้น ผู้พูดควรพิจารณา สถานที่ เวลา และ โอกาส ท่ีจะต้องออกไปพูดทีละครั้ง แล้ว นาข้อมูลเหล่านี้มาจัดเตรียมเนื้อหาสาระให้เหมาะสมกับผู้ฟังซึ่งต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ของผู้พูดด้วย เพื่อให้การพูดประสบผลสาเรจ็ ๓. การเตรียมบทพูด เป็นการกาหนดสาระในการพูดแต่ละคร้ัง โดยจัดเรียงลาดับสาระก่อนหรือหลัง อยา่ งมีระเบยี บ ประกอบดว้ ยข้นั ตอนตา่ ง ๆ ดังน้ี การเลือกเรอ่ื ง ผู้พูดควรเลือกเรื่องให้สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์ของการพูดในแต่ละคร้ัง และต้องไม่ลืม ความสนใจของผู้ฟังด้วย โดยใช้การวิเคราะห์กลุ่มผู้ฟังและสถานการณ์ในการพูดประกอบการพิจารณา การ เตรียมเน้ือเร่ืองเป็นข้ันตอนการหาข้อมูลเพ่ือสร้างเป็นบทพูดตามจุดประสงค์ที่ได้กาหนดข้ึนแล้ว ข้ันตอนน้ีใช้ วธิ กี ารวางโครงเร่อื ง และคน้ ควา้ ข้อมูลตามโครงเรอื่ งนัน้ การเตรียมบทพูดในกรณีที่เป็นการพูดแบบเป็นทางการ จะมีสัดส่วนบทพูดออกเป็น ๓ ส่วน อย่าง พอเหมาะ มีคานา เน้ือเรื่อง และสรุป โดยกาหนดบทพูดทั้งหมดเป็น ๑๐๐% แบ่งเป็น คาทักทาย (คา ปฏิสันถาร) และคานา คิดเป็น ๑๐% ส่วนน้มี ีหน้าทท่ี ักทายและเกร่ินเร่ืองเพื่อท่ีจะนาให้ผฟู้ ังสนใจเน้ือหาต่อไป เน้ือเร่ืองคดิ เป็น ๘๐-๘๕% เปน็ การนาเสนอสาระท่ีเปน็ ประโยชน์แก่ผ้ฟู ังจึงถือว่าเป็นสว่ นที่มีความสาคญั มาก บทสรุปคิดเปน็ ๕-๑๐% เป็นส่วนท่ยี ้าให้ผู้ฟังเห็นความสาคัญของเน้ือเรอ่ื งที่กลา่ วมาแล้วอกี คร้ัง เพ่ือท่ีผู้ฟังจะ ไดน้ าไปใชป้ ระโยชนต์ อ่ ไป

๔. การประเมินผลการพูด เปน็ อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งจะช่วยให้การพูดประสบความสาเร็จ โดยปกติจัดให้มี การประเมินผลการพดู เม่ือพูดจบแลว้ โดยใช้วธิ ีการวิจารณ์การพูดทั้งส่วนดีเพอ่ื เป็นกาลังใจแกผ่ ู้พดู และสวนที่ บกพร่องเพอื่ หาทางแกไ้ ขข้อบกพรอ่ งเหล่านน้ั แลว้ นามาพฒั นาการพดู ในคร้งั ต่อไป ทั้งนี้สอดคล้องกับ ลัดดา แพรภัทรพิศุทธิ์ (๒๕๕๒: ๕๐-๕๒) ที่ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเรื่องปัจจัยท่ีช่วย เสริมให้การพูดประสบความสาเรจ็ ไว้วา่ ๑. การพัฒนาบุคลิกภาพของผู้พูด ได้แก่ การแต่งกาย การยืน การเดิน การน่ัง การปรากฏตัวต่อท่ี ชุมชน การใชภ้ าษา การตรงตอ่ เวลา และการควบคุมอารมณ์ ๒. การลดความประหมา่ ในการพดู ๓. การสรา้ งอารมณข์ ัน ๔. การใช้ส่ือโสตทศั นปู กรณ์ประกอบการพูด สาเหตขุ องความประหม่าในการพดู ๑. ขาดความม่ันใจในตนเอง เน่ืองจากกลัวว่าตนเองจะพูดได้ไม่ดี เพราะคิดว่าตนเองมีจุดอ่อน มี ความรใู้ นเร่อื งท่ีจะพดู ไม่เพียงพอ กลวั ผู้ฟังจะไม่ชื่นชอบ กลัวคนฟังจะเยาะหยันว่าพูดไม่ดี หรือรู้สกึ ว่าตนเองมี ปมดอ้ ย ๒. กลัวคนฟัง โดยวาดภาพไว้ในใจตนเองว่าคนฟังจะฟงั อย่างเพ่งเล็ง คอยจบั ผิดทุกคาพูดทกุ อิรยิ าบถ หากตนพดู หรือทาอะไรผิดพลาดเพียงเลก็ น้อยก็จะถูกนาไปวิพากษว์ ิจารณ์อยา่ งมาก ทาใหเ้ กิดความหวาดกลัว กลายเปน็ ความประหมา่ ได้ ๓. เกิดความขัดแย้งในตนเอง มีผลทาให้เกิดความว้าวุ่นใจ หรือวิตกกังวลจนกลายเป็นความประหม่า เวลาที่จะไปพูดในโอกาสสาคัญ ๆ ผู้พูดก็ปรารถนาจะประสบความสาเร็จในการพูด ต้องการพูดให้ดี ให้คนฟัง สนใจ และพอใจ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดความกลัวว่าการพูดนั้นจะล้มเหลว คนฟังจะเบื่อไม่ได้รับประโยชน์ หวั เราะเยาะในใจทาใหเ้ กดิ ความขดั แย้งในตนเองข้ึน ๔. ขาดความพร้อม ผู้พูดไม่ได้เตรียมข้อมูลในการพูดให้พร้อม ทาให้ไม่ทราบว่าจะพูดอะไรกับผู้ฟัง หรือไมร่ ู้จะพูดอย่างไร ไม่มีการฝึกซ้อมการพูดมาก่อน เม่อื ไม่มีความพร้อมทั้งขอ้ มลู และไม่ได้ฝึกซ้อมการพดู มา กอ่ นเปน็ อยา่ งดี เม่ือถงึ เวลาพดู ยอ่ มเกิดความต่นื เต้น ๕. ขาดประสบการณ์ในการพูด ผู้ท่ีข้ึนเวทีพูดครั้งแรก หรือไม่ค่อยมีโอกาสในการพูดในที่ชุมชนมาก นกั มักจะเกดิ ความประหม่าในการพูด ดังนั้นเมื่อมีโอกาสท่ีจะได้ขึ้นพดู บนเวทีก็ควรจะถือโอกาสน้นั เพื่อฝึกฝน การพดู ของตนเอง ผูท้ มี่ ีโอกาสพูดบ่อย ๆ ย่อมลดความประหมา่ ลงได้ ๖. ขาดความคุ้นเคย การไม่คุ้นเคยกับสถานท่ี หรือไม่คุ้นเคยกับกลุ่มผู้ฟัง ไม่คุ้นกับพิธีการหรือ กิจกรรมใหม่ ๆ ย่อมทาใหเ้ กิดความวติ กกังวลและความประหมา่ ขึน้ ได้ วธิ คี วบคมุ หรือแกไ้ ขความประหมา่ ในการพูด มดี งั นี้ ๑. มคี วามกระตือรือรน้ ๒. ศึกษาวเิ คราะหผ์ ู้ฟังก่อนที่จะเลือกเรอื่ ง ๓. ศึกษาเรอื่ งท่ีจะพดู ให้กระจ่างชดั เสียกอ่ น ๔. ใชอ้ ปุ กรณเ์ คร่ืองมือช่วยในการพดู ๕. ฝึกพดู และฝึกซ้อมการใช้อปุ กรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ให้คลอ่ งแคลว่ ก่อนถึงวนั พดู ประมาณ ๑ สปั ดาห์ ๖. หลงั จากท่ฝี ึกซอ้ มการพูดจนคลอ่ งแลว้ ควรทาโน้ตย่อไวใ้ นกระดาษขนาด ๓×๕ นิ้ว หรือ ๕×๗ นวิ้ และควรร่างข้อความอย่างเป็นระเบียบ เพ่ือสะดวกในการชาเลอื งมอง

๗. เสรมิ สร้างบคุ ลกิ ให้เหมาะสมดว้ ยการแต่งกายให้เหมาะสมกบั บุคลกิ วยั โอกาส และสถานทที่ จี่ ะไป พดู ๘. จงระลึกอยู่เสมอว่าตวั ผูพ้ ูดเองเปน็ ผู้มีความรู้ ความสามารถในเรื่องท่ีพดู เพราะได้ศกึ ษาคน้ ควา้ และเตรียมพร้อมมาเปน็ อย่างดแี ลว้ ๙. คิดว่าผูฟ้ งั เปน็ เพ่ือน มาฟังเร่อื งของเราด้วยความสนใจ และคอยเอาใจชว่ ยเราอยู่ ๑๐. ไม่ดืม่ ชา กาแฟ หรือสารกระตุน้ อ่ืน ๆ เพราะสิง่ เหล่านี้อาจทาให้ใจสั่น ๑๑. ควรรับประทานอาหารก่อนขึ้นพูด แต่อย่าให้อ่ิมเกินไป เพราะถ้าท้องหิวร่างกายจะหล่ังสาร อะดรนี าลนิ ออกมาทาใหเ้ กดิ ความตน่ื เตน้ แตถ่ า้ อิ่มเกินไปจะทาให้ไม่กระฉบั กระเฉง ๑๒. ทาความคนุ้ เคยกบั สถานทีท่ ี่จะไปพูด โดยใหไ้ ปถึงสถานที่พดู ก่อนเวลาประมาณ ๓๐ นาที จะได้ตรวจสอบวา่ เวทที ีจ่ ะพูดเปน็ อย่างไร ไมโครโฟนอยตู่ รงไหน ๑๓. กอ่ นขึน้ เวทพี ูดประมาณ ๑๐ นาที ผพู้ ดู ควรเข้าสารวจความเรยี บร้อยของเครอ่ื งแต่งกาย ทรงผม และใช้เวลาผอ่ นคลายความเครียด ๑๔. แสดงกริ ิยาท่าทางว่าตนเองมีความมัน่ ใจ ด้วยการแสดงอาการกระฉบั กระเฉง ปราดเปรยี ว สูด ลมหายใจให้ลกึ ๆ สัก ๒-๓ คร้ัง ๑๕. เม่ือขนึ้ ส่เู วทแี ลว้ อยา่ รบี ร้อนพดู ทนั ที ควรหยดุ สักอดึ ใจ สบตากบั ผู้ฟงั แล้วส่งยิ้มใหแ้ ก่ผูฟ้ งั ๑๖. เมื่อมีโอกาสท่ีจะขึ้นสู่เวทีการพูด ไม่ควรจะปฏิเสธ เพราะการมีโอกาสพูดบ่อย ๆ จะทาให้มี ประสบการณ์มากข้นึ อาการประหม่าก็จะลดน้อยลงเปน็ ลาดับ (ลัดดา แพรภทั รพศิ ุทธ์,ิ ๒๕๕๒: ๔๑-๔๙) เมอ่ื พดู จบแลว้ ผพู้ ดู ควรมีการประเมินผลว่าการพดู ของตนเองประสบความสาเรจ็ หรือไม่ ดงั ที่ อวยชยั ผกามาศ (ม.ป.ป.: ๑๘) ได้ให้หลกั การประเมนิ ผลการพูด ไวด้ ังนี้ การประเมินผลการพดู ๑. การประเมินผลดว้ ยตนเอง อาจจะทาไดห้ ลายวิธี เช่น ฝกึ พดู คนเดยี วดงั ๆ เหมอื นมีผู้ฟังอยู่ อาจฝึก หน้ากระจกเงาบานใหญ่ หรือใช้เคร่ืองบันทึกเสียง ภาพ ด้วยก็ดีข้ึน เพื่อปรับปรุงเสียง ภาษา กิริยาท่าทางให้ เหมาะสม และในขณะท่ีพูดจริง ๆ ควรสังเกตกิริยาของผู้ฟงั ด้วย เพราะการแสดงออกของผู้ฟงั ย่อมเปน็ ผลจาก การพูด หรอื ในบางครงั้ หากผพู้ ูดรู้ตวั วา่ ใช้เสยี ง กิริยา ภาษาไม่เหมาะสม กค็ วรมไี หวพรบิ แก้สิ่งบกพร่องเหล่าน้ี โดยพลนั ๒. ให้ผู้ฟังช่วยกันประเมินผล อาจจะทาได้หลายวิธี เช่น สัมภาษณ์ผู้ฟัง ให้ผู้ฟังแสดงความคิดเห็น ทว่ั ไป ใหผ้ ู้ฟงั พูดหรอื วจิ ารณ์ ใหผ้ ้ฟู ังตอบแบบสอบถาม ให้ผูฟ้ งั กรอกรายการตามแบบวัดผลการพูด เป็นตน้ การประเมินผลจะช่วยพัฒนาการพูด ให้ผู้พูดมีความสามารถในการพูดได้อย่างมีประสิทธิภาพและ สัมฤทธิผลมากข้ึน และยังไดก้ ล่าวถึงความสัมพันธร์ ะหว่างการพูดกบั การฟงั เพ่อื ให้ผูพ้ ดู นาไปพัฒนาการพูดของ ตนเอง ความสัมพนั ธร์ ะหว่างการพูดกับการฟงั การพูดกับการฟัง มีความสัมพันธ์กนั อยา่ งย่ิง จะกล่าวถึงสาระเก่ียวกับการฟังเพอ่ื มาสนับสนุนการพูด โดยสรุปดังนี้ ปรัชญาของการฟัง ๑. การฟงั เปน็ ส่วนสาคัญของการพูด ๑.๑ การพูดและการฟัง เป็นลักษณะประกอบกัน การฟังเป็นส่วนสาคัญที่จะให้การพูดได้ผล สมบูรณ์

๑.๒ การพูดท่ีไม่มีการฟัง ไม่ถือว่าเป็นการพูดที่สมบูรณ์ ผู้พูดที่พูดคนเดียวแต่ไม่มีผู้ฟังหรือมีผู้น่ัง ฟังอยตู่ รงหนา้ แต่ไมร่ ับฟัง ก็ไมถ่ อื วา่ เป็นการพูดที่สมบรู ณ์ (ยกเวน้ ฝกึ ซอ้ มการพูด) ๑.๓ การพูดท่ีผู้ฟงั ฟังแล้วไม่เขา้ ใจตรงจุดมุ่งหมาย ที่ผพู้ ูดต้องการจะให้รับทราบ เพราะผ้ฟู ังฟงั ไม่ เป็น ไม่รู้วิธีการฟัง ไม่สามารถจับจุดสาคัญตามความมุ่งหมายของผู้พูดได้ หรือเข้าใจไปคนละทางก็ไม่เป็นการ พูดท่ีสมบรู ณ์ ๑.๔ ผู้ฟงั มีอิทธิพลตอ่ ผูพ้ ูด ผู้ฟังท่ีดจี ะช่วยให้ผู้พูดไปสู่จุดมุ่งหมายได้ ปฏกิ ิริยาผู้ฟังจะเป็นส่วนชว่ ย มาก เช่น การแสดงความสนใจ การแสดงความกระตือรือร้น หรอื แสดงความเหน่ือยหน่าย หรือการต้ังคาถาม ปฏกิ ิริยาเหล่านีจ้ ะทาให้ผู้พูดไดท้ ราบว่าตนควรจะทาอย่างไรตอ่ ไป ความสนใจของผู้ฟงั ที่ดี ท่าทีของผู้ฟงั ท่ีมตี ่อ ผพู้ ดู ก็ดี อารมณ์ของผฟู้ ังก็ดี มีอทิ ธิพลต่อผพู้ ูด แม้จะเตรียมฝึกพดู มาอย่างดีแลว้ ก็ตาม ถ้าไดม้ าประสบกบั ภาวะ ท่ีไม่นกึ ไวก้ ท็ าให้หมดกาลังใจ ๑.๕ ผู้พูดท่ีดีต้องฟังเสมอ เพราะนอกจากได้ความรู้กว้างขวางในเรื่องท่ีได้ฟัง ซ่ึงจะนาไปใช้ ประกอบการพดู แล้ว ยงั จะได้ตชิ มผู้พูดเป็นการไดบ้ ทเรยี นในวิธีการพดู อยา่ งดีอกี ด้วย ๑.๖ ผู้พูดท่ีดีต้องเป็นนักฟังที่ดีด้วย ผู้ท่ีได้แต่พูดอย่างเดียวแต่ไม่รู้จักฟังไม่ใช่นักพูดที่ดี ผู้พูดเป็น ต้องฟังเป็น รวู้ ่าเมอื่ ไรควรพูดเม่ือไรควรฟัง ๒. การฟังเป็นส่ิงท่ีต้องฝึก เช่นเดียวกันกับการอ่าน การเขียนและการพูด (อวยชัย ผกามาศ, ม.ป.ป.: ๒๑๘-๒๑๙) ตวั อย่างการพูด สคบ.สาร ปที ี่ ๒๒ ฉบบั ท่ี ๒๒๘ ประจาเดือนกุมภาพนั ธ์-มีนาคม ๒๕๔๔ หนา้ ๑๕ ท่านรัฐมนตรีได้ฝากสานวนของอาจารย์สะอาด อัฐศุภผล ว่า \"การประชาสัมพันธ์ท่ีดีท่ีสุด คือ การทางานให้ดีที่สุด (The Best Performances is the Best Public Relation) “หากเราปฏิบัติงาน อย่างมีประสิทธิภาพ ความดีของเราจะได้รับการประกาศให้ทราบทั่วกัน และรัฐบาลนี้ได้รับความคาดหวัง จากประชาชนสูงมาก ดังน้นั ย่อมถูกประชาชนตรวจสอบในทุกดา้ น ศิลปะแหง่ การ ถูกตรวจสอบโดย มปี ระสิทธิภาพ คือการทาให้ประชาชนมีส่วนรว่ มเป็นเจ้าของ มีความคิด มคี วามริเริ่ม และได้รับความภมู ิใจ ตอ่ การเข้ามามีส่วนร่วม\" การทางานที่อาศัยประชาชนเปน็ หลักถือเป็นกุญแจท่ีจะนาไปสู่ความสาเรจ็ ในการ ทางาน การบริหารงานภายใต้สถานการณ์ที่เรียกว่า Crisis Management ท้ังสภาพเศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง จึงฝากหลกั ในการปฏิบตั ิงานไว้ ๓ ประการ คือ \"ตรงต่อเวลา\" การทางานถ้าไม่สามารถกาหนดเวลาและควบคุมเวลาได้น้ันย่อมทาให้เรา ไมส่ ามารถบริหารงานได้อยา่ งเตม็ ที่ \"วาจากะทัดรดั \" พูดจาใหก้ ะทัดรัด ตรงไปตรงมา ไม่ยดื เยอื้ มีการเตรยี มการในการพดู \"ปฏิบัติให้สมบูรณ์\" มีการตรวจสอบการปฏิบัติงานว่ามีข้อบกพร่องหรือมีความสมบูรณ์เพียงใด บางคร้งั หากทางานคนเดียวไม่ไหวต้องมีการแบ่งงานกันทาดว้ ย สุดท้าย ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวว่าพร้อมจะให้การสนับส นุนการดาเนินงานของสคบ. อย่างเต็มท่ี และขอให้ทกุ คนปฏบิ ัตหิ น้าทีใ่ หด้ ีที่สุดเพ่อื ประเทศชาตแิ ละประชาชน จะเหน็ ได้ว่าตัวอย่างนี้ ผพู้ ูดใชถ้ ้อยคาคลอ้ งจองจึงทาให้จางา่ ยและมีพลังในการสื่อสาร

ตวั อย่างการสนทนาในโปรแกรมไลน์ ตัวอย่างท่ี ๑ \"ถามหน่อยนะคะนิติบุคคล ทาไมรถขยะไม่เห็นเก็บบา้ นเลขท่ี ๑๙๒ เลย เห็นวา่ ไมม่ ีคนอยู่ บา้ นหรือยังไง หรือตอ้ งใหเ้ อาขยะมากองไว้ที่ฟตุ ปาธถงึ จะเกบ็ ไว้\" ตวั อย่างท่ี ๒ \"รบกวนสอบถามค่ะ รถขยะจะเขา้ มาอีกทเี มอ่ื ไร่คะ รอบนี้ไมไ่ ด้เกบ็ บ้านเลขที่ ๑๙๒ ไปคะ่ รบกวนคุณปยุ้ แจง้ คนเกบ็ ขยะหน่อยนะคะ เวลาเก็บบ้านไหนไม่มีขยะ วางไว้ตามฟุตบาธให้เขาช่วยกรุณาเปิดถังเก็บขยะด้วยนะคะ หรือหากมาตรฐานการท้ิงขยะจะต้องใส่ถังดา ถึงจะเก็บให้กช็ ่วยแจง้ มาจะได้แกป้ ัญหาการไมเ่ ก็บ\" นกั ศึกษาคิดว่าตัวอย่างใดเปน็ การสอ่ื สารท่สี มั ฤทธิผล \"๑๔ ปรชั ญาการพดู \" จากออฟฟิศเชยี ล ไลน์ ชอ่ ง work point อ้างอิงจาก blog oknation ๑. เรอ่ื งด่วน-พดู ให้ช้า ๆ ๒. เรื่องใหญ่-พูดใหช้ ัด ๆ ๓. เร่ืองเลก็ -พูดใหม้ ีอารมณข์ ัน ๔. เรื่องไม่มัน่ ใจ-ทบทวนใหด้ ีค่อยพดู ๕. เรื่องยังไม่เกดิ -อย่าพดู ส่งเดช ๖. เรื่องทท่ี าไมไ่ ด-้ อยา่ พดู มักง่าย ๗. เร่ืองให้ร้าย-อยา่ ได้พูด ๘. เรือ่ งลาบากใจ-ม่งุ ที่เรอ่ื ง ไมม่ ุง่ ที่คน ๙. เรอ่ื งสนกุ -ตอ้ งดูกาลเทศะ ๑๐. เรอ่ื งเศรา้ -อยา่ ได้เจอใครกพ็ ดู ๑๑. เรื่องคนอนื่ -พูดตอ้ งระมัดระวงั ๑๒. เรือ่ งตนเอง-ต้งั ใจฟงั ใจเราพดู อย่างไร ๑๓. เรื่องปัจจบุ นั -ทาแล้วค่อยพดู ๑๔. เรอ่ื งอนาคต-ไว้พดู ในอนาคต นอกจากน้ีมียังข้อสังเกตเรื่องการพูด การเลือกใช้คาต่าง ท่ีน่าสนใจ จากคอลัมน์มองภาษา เขียนโดย สดุ สงวน นติ ยสารสกุลไทย ปีที่ ๕๘ ฉบบั ที่ ๓๐๐๙ ประจาวนั องั คารที่ ๑๙ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๕๕ หนา้ ๑๐๑ \"คาฟุ่มเฟือยในภาษา\" ถ้อยคาฟุ่มเฟือยท่ีตัวผพู้ ดู เองอาจไมร่ ู้สึกแต่คนฟงั แม้ไม่ใช่ครูอาจารย์ภาษาไทย ท่ีได้ยินไดฟ้ ังแลว้ ราคาญเปน็ อันมาก เช่น เรือ่ งแรก นา่ จะได้แก่ \"ครับ\" หรอื \"คะ่ \" ทใ่ี ช้ขนึ้ ต้นกอ่ นจะพูดอะไร ๆ หรอื ก่อนจะ เริ่มเข้าส่รู ายการแทนทจ่ี ะเรม่ิ ด้วย \"สวสั ดคี รับ (ค่ะ)\" คร้ังแรก แล้วตอ่ จากนั้น เม่ือเรมิ่ ช่วงหลงั มีอะไรก็วา่ ต่อไปไดเ้ ลย เชน่ \"ทา่ นผู้ชมทเี่ คารพ กลบั มาสรู่ ายการ...ของเราต่อไป\" หรือ \"ทา่ นผมู้ เี กยี รติครบั (คะ) กลับมาสู่ช่วงที่สองของรายการตอ่ ไป...\"

เร่ืองที่ ๒ คือ \"นะครับ\" หรือ \"นะคะ\" ที่แทรกเข้ามาในระหว่างประโยค หรือแม้กระทั่งระหว่าง นามท่ีต้องอ่านต่อ ๆ กันเป็นชื่อเดียวกัน (เช่น พระนามเจ้านาย พระบรมวงศานุวงศ์ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์) ถ้านาน ๆ ก็มีลงทา้ ยว่า “ครับ/ค่ะ” สักคร้งั ก็จะไมน่ ่าราคาญนัก แล้วกไ็ มจ่ าเป็นตอ้ ง “นะครบั /นะคะ”เลย ยิ่งบางคร้งั กาลังใช้ราชาศพั ทใ์ นการบรรยายหรือกราบทลู /กราบบงั คมทลู รายงานปลอ่ ยท้ายข้อความเฉย ๆ นา่ ฟังกว่าจะมนี ะครบั /นะคะมาแถม คาวา่ “นะครับ/นะคะ” น่าจะเป็นคาเนน้ หรือยา้ บางโอกาสเทา่ น้นั เช่น \"ท่านอย่าลมื นาบัตร ประจาตวั ประชาชนมาด้วยทุกครั้งนะครบั /นะคะ\"ไม่ใช่คาทา้ ยประโยคหรือการรายงานหรอื ลงท้ายเร่ืองราว ต่าง ๆ แตอ่ ยา่ งใด หากเมื่อจบรายงานหรอื รายการ หรอื ประโยค นาน ๆ จะ \"ครับ\" หรือ \"ค่ะ\" สกั ครง้ั กไ็ ด้ เชน่ \"น่คี ือรายงานการตามเสดจ็ พระราชดาเนินยงั กรุงปักก่งิ ในคราวน้คี รับ/ค่ะ สวสั ดีครับ/คะ่ \" ก็ฟังดนู ่า สมควรกวา่ แม้ไม่ลงท้ายด้วย \"ครบั /ค่ะ\" ก็ฟงั ดูดี ไม่น่ารงั เกียจแตอ่ ย่างใด เรอ่ื งที่ ๓ คา (วล)ี ถดั ไปคือ คา (วล)ี ที่คนพดู ใช้โดยไม่จาเป็นคือ \"เรือ่ งของ\" โดยเฉพาะคาว่า \"ของ\" ทไี่ ม่ไดก้ ล่าวถึงคนหรอื นามที่ไม่ไดแ้ สดงความเปน็ เจ้าของ เช่น เร่อื งของนา้ ประปา เรื่องของน้าทว่ ม เรือ่ ง ของอาหารจานด่วน เรอื่ งของของแพง เร่ืองของหอมหัวใหญ่ เร่ืองของการคอรปั ชนั ฯลฯ ทกุ ตวั อย่างที่ กล่าวมานี้ ไมจ่ าเป็นตอ้ งมคี าวา่ \"ของ\" เลย สอื่ ควรใช้ว่า \"เร่อื งนา้ ประปา เรอื่ งนา้ ท่วม เรื่องอาหารจานด่วน เรอ่ื งของแพง เรื่องหอมหวั ใหญ่ เรื่องการคอรปั ชนั ฯลฯ\" เพราะคานามท่ตี ามหลังคาว่า \"ของ\" น้ัน ไมไ่ ด้ แสดงตวั วา่ เป็น \"เจ้าของ\" ของสงิ่ ท่ีกล่าวมาข้างหนา้ แตป่ ระการใด แม้แต่บางทีคล้าย ๆ จะใช้ได้ แต่พิจารณาให้ดีแล้ว เห็นว่า ไม่จาเป็น เช่น \"ต่อจากนั้นก็เป็นเร่ือง ของตารวจเขาจัดการเอง\" ประโยคท่ีถูกน่าจะเป็น \"ต่อจากนั้นก็เป็นเร่อื งที่ตารวจเขาจะจดั การเอง\" หรอื ใช้ ส้ัน ๆ ว่า \"นอกจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของตารวจ\" ประโยคเช่นน้ีจึงควรใช้ \"ของ\" มาแทรกได้ คือเป็นเรื่อง \"หนา้ ท\"ี่ ของ \"ตารวจ\" (ตารวจเปน็ เจ้าของหนา้ ท)ี่ เรื่องที่ ๔ วลีท่ีว่า \"ในส่วนของ\" เสียเวลาในการคิดการพูด เสียเน้ือท่ีในการเขียน ทาให้ภาษา ฟุ่มเฟือยน่าราคาญ ถ้าเพียงใช้ว่า \"ส่วน\" คาเดียวก็ได้ความดี หรืออาจใช้ \"คา\" หรือ \"วลี\" อื่นแทนได้ เช่น \"แต\"่ \"ขณะที่\" อาจใช้แทนและได้ความไพเราะมากกว่า คาว่า \"ส่วน\" \"แต่\" \"ขณะท่ี\" น้ี เปน็ คาเชื่อมวลีหรือประโยคที่มคี วามขดั แยง้ หรอื แบง่ ฝา่ ยกนั เช่น \"ฝ่ายรัฐบาลก็ดึงดันที่จะลงมติให้ได้ ส่วน (แต่/ขณะท่ี) พรรคฝ่ายค้านเห็นว่าควรจะมีการอภิปราย ต่อไป\" ฯลฯ ผูเ้ ขยี นเข้าใจว่า ที่มคี าหรือวลีฟุ่มเฟอื ยแทรกเข้ามาใหเ้ สียเวลา เสยี ความกระชบั ในภาษาเพราะคน พูดใช้คาหรือวลีเหล่าน้ีเป็นตัวถ่วงให้ตนคิดหรือพูดถึงสิ่งท่ีคิดไม่ทันในขณะน้ัน เลยต้องใช้คาแทรกเข้ามา เป็นตัวถ่วงเวลาให้ตนได้คิดก่อน เช่นเดียวกับวลีฟุ่มเฟือยในสมัยก่อนที่เอาอย่างกัน คล้าย ๆ จะถือว่า \"โก้ เก๋\" ท่ีใช้วลีมาถ่วงว่า \"มันเป็นอะไรท่ี...\" \"จรงิ ๆ แล้ว\" \"อะไรประมาณน้ัน\" ฯลฯ รวมทั้ง \"นะครับ นะคะ\" ที่ แทรกเข้ามาจนน่าราคาญ ซึ่งอาจารย์ภาษาไทยเห็นว่าคนพูดน้ัน \"บ้อท่า\" คิดอะไรไม่ออกหรือคิดไม่ทัน ก็ เลยหาวลมี าถว่ งเวลา (ใหเ้ ปล่าประโยชน)์ ไวก้ ่อน เรื่องท่ี ๕ คาทีเ่ พม่ิ เข้ามาโดยไม่จาเป็นคือ \"แพ้ให้กับ\" ในรายการแข่งขนั ประโยคท่กี ลา่ วถึงผลการ แข่งขันน้ัน มีเพียง ๓ ประการ คือ ชนะ เสมอ แพ้ โดยท่ีคากริยา \"ชนะ\" หรือ \"แพ้\" เป็นคากริยาท่ีมีกรรม มารับโดยตรงอยู่แล้ว เช่น \"เมื่อคืนก่อนทีมเชลซีชนะทีมบาร์เยิร์นมิวนิคในรอบชิงชนะเลิศปีน้ี โดยท่ีทา ประตูได้เสมอกันในเวลา ๙๐ นาที และช่วงต่อเวลาพิเศษ ๓๐ นาที จนต้องใช้วิธียิงลูกโทษตัดสิน\" หรือ ประโยคที่ว่า \"ตลอดเวลา ๙๐ นาทีในการแข่งขัน รวมท้ังต่อเวลาพิเศษ ๓๐ นาที เชลซีเสมอกับบาร์เยิร์น มวิ นคิ จนต้องดวลลกู โทษตดั สนิ \" จะเห็นว่าได้ความสมบรู ณ์แล้ว

แตท่ กุ วนั นี้ นกั ขา่ วกีฬาเกิดขยนั ไปหาคามาเสรมิ ให้เสียเวลาเพ่มิ ขนึ้ จนน่าราคาญและเปน็ การทาให้ ภาษาวิบัติ เชน่ ประโยควา่ \"ก่อนหนา้ นนั้ ในรอบรองชนะเลิศ ทมี ลเิ วอร์พลู แพ้ (พา่ ย) ให้กับเชลซีไปอย่างน่า เสียดาย\" ท้ัง ๆ ท่ีประโยคน้ีไม่ต้องมี \"ให้กับ-ให้แก่-ให้ต่อ\" มาเพิ่มเติมให้รกรุงรังหรือเป็นการฟุ่มเฟือยก็ได้ ความดอี ยู่แล้ว สรปุ การพฒั นาทกั ษะการพูด มีองคป์ ระกอบและมีข้นั ตอนท่ี สามารถฝกึ ฝนได้ เพ่ือให้การพดู ของเราน้นั น่าสนใจมากขน้ึ ท้งั น้ีจะเห็นว่า วธิ พี ัฒนาทกั ษะการพูดนัน้ ไม่ไดย้ ากหรือสลับซับซ้อนจนเกนิ ไปนัก เพยี งแต่ตอ้ ง ฝึกฝนอย่างสม่าเสมอ นอกจากนค้ี วรหม่ันศึกษาหาความรู้และฝกึ ฝนทกั ษะการส่อื สารอ่ืน ๆ ไปด้วย ไมว่ า่ จะ เปน็ ทกั ษะการฟงั ทักษะการอา่ นก็จะชว่ ยใหก้ ารพูดประสบผลสาเร็จจนเปน็ ทน่ี า่ พอใจ แบบฝึกหัด ๑. องคป์ ระกอบของการพูดมอี ะไรบ้าง ๒. จงกล่าวถึงปจั จยั ท่ีช่วยใหก้ ารพดู ประสบความสาเร็จ ๓. การฟังมีความสมั พันธ์กบั การพูดอยา่ งไรบา้ ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook