พระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาพทุ ธ (บาล:ี buddhasāsana พทุ ฺธศาสนา, สนั สกฤต: bu ddhaśāsana พุทธศาสนา) เป็ นศาสนาทม่ี พี ระพทุ ธเจา้ เป็ นศาสดา มพี ระธรรมทพี่ ระองคต์ รสั รูช้ อบดว้ ยพระองคเ์ อง และตรสั สอนไวเ้ ป็ นหลกั คาสอนสาคญั มพี ระสงฆ์ (ภกิ ษุ ภกิ ษุณี) สาวกผตู้ ดั สนิ ใจออกบวชเพอื่ ศกึ ษาปฏบิ ตั ติ นตามคาสง่ั สอน ธรรม-วนิ ยั ของพระบรมศาสดา เพอื่ บรรลสุ จู่ ดุ หมายคอื พระนพิ พาน และสรา้ งสงั ฆะ เป็ นชมุ ชนเพอ่ื สบื ทอดคาสอนของพระบรมศาสดา รวมเรยี กวา่ พระรตั นตรยั 1 นอกจากนใี้ นพระพทุ ธศาสนา ยงั ประกอบคาสอนสาหรบั การดารงชวี ติ ทดี่ งี าม สาหรบั ผทู้ ยี่ งั ไมอ่ อกบวช (คฤหสั ถ์ - อบุ าสก และอบุ าสกิ า) ซงึ่ หากรวมประเภทบคุ คลทที่ น่ี บั ถอื และศกึ ษาปฏบิ ตั ติ นตามคาสง่ั สอนของพระบรมศาส ดา แลว้ จะจาแนกไดเ้ ป็ น 4 ประเภท คอื ภกิ ษุ ภกิ ษุณี อบุ าสก อบุ าสกิ า หรอื ทเี่ รยี กวา่ พทุ ธบรษิ ทั 4 ศาสนาพุทธเป็ นศาสนาอเทวนยิ ม ปฏเิ สธการมอี ยขู่ องพระเป็ นเจา้ หรอื พระผสู้ รา้ ง และเชอ่ื ในศกั ยภาพของมนษุ ย์ วา่ ทกุ คนสามารถพฒั นาจติ ใจ ไปสคู่ วามเป็ นมนุษยท์ สี่ มบรู ณไ์ ด้ ดว้ ยความเพยี รของตน กลา่ วคอื ศาสนาพุทธ สอนใหม้ นษุ ยบ์ นั ดาลชวี ติ ของตนเอง ดว้ ยผลแหง่ การกระทาของตน ตาม กฎแหง่ กรรม มไิ ดม้ าจากการออ้ นวอนขอจากพระเป็ นเจา้ และสง่ิ ศกั ดสิ์ ทิ ธนิ์ อกกาย [1] คอื ใหพ้ ง่ึ ตนเอง[2] เพอื่ พาตวั เองออกจากกอง ทุกข[์ 3] มจี ดุ มงุ่ หมายคอื การสอนใหม้ นุษ ยห์ ลดุ พน้ จากความทกุ ขท์ ง้ั ปวงในโลกดว้ ยวธิ กี ารสรา้ ง ปญั ญา ในการอยกู่ บั ความทกุ ข์ อยา่ งรเู้ ทา่ ทนั ตามความเป็ นจรงิ วตั ถปุ ระสงคส์ ูงสดุ ของศาสนาคอื การหลดุ พน้ จากควา มทกุ ขท์ ง้ั ปวงและวฏั จกั รการเวยี นวา่ ยตายเกดิ เชน่ เดยี วกบั ทพ่ี ระศาสดาทรงหลดุ พน้ ไดด้ ว้ ยกาลงั สตปิ ญั ญาและความเพยี รของพระอง คเ์ อง ในฐานะทพี่ ระองคก์ ็ทรงเป็ นมนษุ ย์ มใิ ชเ่ ทพเจา้ หรอื ทตู ของพระเจา้ องคใ์ ด[4] พระพทุ ธเจา้ พระองคป์ จั จบุ นั คอื พระโคตมพุทธเจา้ มพี ระนามเดมิ วา่ เจา้ ชายสทิ ธตั ถะ ไดท้ รงเรมิ่ ออ กเผยแผค่ าสอนในชมพูทวปี ตงั้ แตส่ มยั พุทธกาล แตห่ ลงั ปรนิ พิ พานของพระพุทธเจา้ พระธรรมวนิ ยั ทพี่ ระองคท์ รงสง่ั สอน ไดถ้ กู รวบรวมเป็ นหมวดหมดู่ ว้ ยการสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั ครง้ั แรก[5] จนมกี ารรวบรว มขน้ึ เป็ นพระไตรปิ ฎก ซง่ึ เป็ นหลกั การสาคญั ทไ่ี มม่ กี ารเปลย่ี นแปลงมาตลอดของฝ่ าย เ ถรวาท ทย่ี ดึ หลกั ไมย่ อมเปลยี่ นแปลงคาสง่ั สอนของพระพทุ ธเจา้ แตใ่ นการสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั ครงั้ ทสี่ อง ไดเ้ กดิ แนวคดิ ทเี่ ห็นตา่ งออกไป[6] วา่ ธรร มวนิ ยั สามารถปรบั ปรงุ เปลย่ี นแปลงไดต้ ามเวลาและสถานการณเ์ พอื่ ความอยรู่ อดแหง่ ศ าสนาพทุ ธ[7] แนวคดิ ดงั กลา่ วจงึ ไดเ้ รม่ิ กอ่ ตวั และแตกสายออกเป็ นนกิ ายใหมใ่ นชอ่ื ขอ ง มหายาน ทงั้ สองนกิ ายไดแ้ ตกนกิ ายยอ่ ยไปอกี และเผยแพรอ่ อกไปทว่ั ดนิ แดนเอเชยี แ ละใกลเ้ คยี ง บา้ งก็จดั วา่ วชั รยาน เป็ นอกี นกิ ายหนง่ึ แตบ่ า้ งวา่ เป็ นสว่ นหนงึ่ ของนกิ ายมหายาน แตก่ ารจดั มากกวา่ นน้ั ก็ม[ี 8] หลกั พน้ื ฐานสาคญั ของปฏจิ สมปุ บาท เป็ นเพยี งหลกั เดยี ว ทเ่ี ป็ นคาสอนรว่ มกนั ของคตพิ ทุ ธ[9] ปจั จบุ นั ศาสนาพทุ ธไดเ้ ผยแผไ่ ปทว่ั โลก โดยมจี านวนผนู้ บั ถอื สว่ นใหญอ่ ยใู่ นทวปี เอเชยี ทง้ั ในเอเชยี กลาง เอเชยี ตะวนั ออก และ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ปจั จบุ นั ศาสนาพุทธ ไดม้ ผี นู้ บั ถอื กระจายไปทว่ั โลก ประมาณ 700 ลา้ นคน[10][11][12] ดว้ ยมผี นู้ บั ถอื ในหลายประเทศ ศาสนาพุทธจงึ เป็ นศาสนาสากล[13]
พระโคตมพุทธเจา้ หรือ พระพทุ ธเจา้ องคป์ ัจจุบนั มีพระนามเดิมวา่ เจา้ ชายสิทธตั ถะ เป็นพระโอรสของพระเจา้ สุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา ประสูติในราชตระกลู ศากยวงศ์ แห่งกรุงกบิลพสั ดุ์ พระองคท์ รงออกผนวชเมื่อพระชนมายุ 29 พรรษา บาเพญ็ เพยี รอยู่ 6 ปี จึงตรัสรู้เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา และทรงประกาศพระศาสนาอยู่ 45 ปี จึงเสดจ็ ปรินิพพานเมื่อพระชนมายไุ ด้ 80 พรรษา[14] ซ่ึงเป็นการเร่ิมตน้ ของการนบั ปี พุทธศกั ราชหลงั จากพระพุทธเจา้ ตรัสรู้แลว้ ไดเ้ สด็จไปโปรดพระปัญจวคั คีย์ ณ ป่ าอิสิปตนมฤคทายวนั แขวงเมืองพาราณสี พระองคต์ รัสธั มมจกั กปั ปวตั ตนสูตร เป็นปฐมเทศนาแก่พระปัญจวคั คีย์ เมื่อจบพระธรรมเทศนา ดวงตาเห็นธรรมอนั ปราศจากธุลีมลทิน จึงเกิดข้ึนแก่พระโกณฑญั ญะ จนทาใหบ้ รรลุเป็นพระโสดาบนั พระโกณฑญั ญะจึงกราบทูลขอ อปุ สมบทในวนั ข้ึน 15 ค่า เดือน 8 ซ่ึงนบั เป็นพระสงฆอ์ งคแ์ รกในโลก[15] และพระรัตนตรัยจึงเกิดข้ึนในโลกเช่นกนั ในวนั น้นั ต่อมา พระองคไ์ ดท้ รงแสดงธรรมอื่น ๆ เพ่ือโปรดพระปัญจวคั คียท์ ่ีเหลืออีก 4 องค์ จนบรรลุเป็นพระโสดาบนั ท้งั หมด หลงั จากพระปัญจวคั คียบ์ รรลเุ ป็นพระโสดาบนั หมดแลว้ พระองคท์ รงแสดงธรรมอนตั ตลกั ขณสูตร ซ่ึงทาใหพ้ ระปัญจวคั คียบ์ รรลเุ ป็นพระอรหนั ตท์ ้งั สิ้น
ต่อจากน้นั พระองคไ์ ดเ้ สด็จไปแสดงธรรมโปรดพระยสะและพวกอีก 54 ท่าน จนบรรลุเป็นพระอรหนั ตท์ ้งั หมด ในคร้ังน้นั จึงมีพระอรหนั ตร์ วมท้งั พระองคด์ ว้ ยท้งั ส้ิน 61 พระองค์ พระพุทธเจา้ จึงพระดาริใหพ้ ระสาวกออกประกาศศาสนา โดยมีพระปฐมวาจาในการส่งพระสาวกออกประกาศศาสนาวา่ ดูก่อนพระภิกษทุ ้งั หลาย เราหลดุ พน้ จากบว่ งท้งั ปวง ท้งั ท่ีเป็นของทิพย์ และของมนุษย์ แมพ้ วกเธอไดห้ ลุดพน้ จากบ่วงท้งั ปวงท้งั ของทิพยแ์ ละของมนุษยเ์ ช่นกนั พวกเธอจงเท่ียวไปเพือ่ ประโยชน์ และความสุขแก่มหาชน เพ่ืออนุเคราะหช์ าวโลก เพื่อประโยชน์เก้ือกูล และความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ พวกเธออยา่ ไปทางเดียวกนั 2 รูป จงแสดงธรรมใหง้ ามในเบ้ืองตน้ ในทา่ มกลางและในท่ีสุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมท้งั อรรถและพยญั ชนะใหค้ รบถว้ นบริบรู ณ์ สัตวท์ ้งั หลายผมู้ ีธุลี คือ กิเลส ในจกั ษุเพยี งเลก็ นอ้ ยมีอยู่ แตเ่ พราะโทษท่ียงั ไม่ไดส้ ดบั ธรรม จึงตอ้ งเส่ือมจากคุณท่ีพึงจะไดร้ ับ ดูก่อนภิกษุท้งั หลาย ผรู้ ู้ทวั่ ถึงธรรมมีอยู่ แมเ้ ราก็จกั ไปยงั ตาบลอุรุเวลาเสนานิคม เพ่ือแสดงธรรม[16] จึงทาใหพ้ ระพทุ ธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง และแผข่ ยายไปในชมพูทวีปอยา่ งรวดเร็ว ชาวชมพูทวีปพากนั ละทิ้งลทั ธิเดิม แลว้ หนั มานบั ถือเล่ือมใสศรัทธาในพระพทุ ธศาสนามากข้ึนโดยลาดบั และเผยแผต่ อ่ มาจนถึงปัจจุ บนั
Search
Read the Text Version
- 1 - 4
Pages: