หนังสอื อเิ ล็กทรอนิกส ์ วชิ าเครอื่ งทาความเย็น และปรบั อากาศ Refrigeration and Air-condition จดั ทาโดย นายศรายุทธ ดว้ งยา นายณฐั ดนัย ชยั ณรงคพ์ นั ธุ ์
1.ความรเู บอ้ื งตน ของระบบทาํ ความเยน็ การทาํ ความเย็นคอื การลดและรักษาระดบั อณุ หภูมขิ องเนอ้ื ทวี่ า ง และวตั ถตุ าง ๆ ใหต า่ํ กวา ปกติ เชน การทาํ ความเย็นในตูเยน็ ตนู ํา้ เยน็ ตู แช หอ งเย็น โรงนาํ้ แข็ง เปน ตน การเกดิ ความเยน็ การเกดิ ความเย็นในเครอื่ งทาํ ความเยน็ รวมทั้งเคร่ืองปรบั อากาศที่ มใี ชอ ยทู ว่ั ไป ไมว า จะเปน ตเู ยน็ ตแู ช เคร่อื งปรบั อากาศรถยนต เคร่อื งปรบั อากาศในบา น เครื่องปรบั อากาศในอาคาร หรอื การทาํ ความ เยน็ ในโรงงานอุตสาหกรรมทัว่ ไป จะมหี ลกั การเบื้องตน ในการทาํ ใหเ กดิ ความเยน็ เหมือนกนั คอื การทําใหส ารซึ่งเปน ตวั กลางในการทําความ เย็น (refrigerant) เปลย่ี นสถานะ เพราะขณะเปลี่ยนสถานะ สารทุกชนดิ ตองการความรอนแฝงเขา มาชว ยเสมอ ดังนั้นถา เราทําใหส ารนเ้ี ปล่ยี น สถานะจากของเหลวเปน ไอ จะดูดความรอนจากบรเิ วณใกลเ คยี ง ซ่งึ จะ ทําใหบรเิ วณนัน้ มอี ุณหภมู ลิ ดลง จึงเกิดความเย็นขึน้ ในปจ จุบนั เราอาศยั ระบบทาํ ความเยน็ มาใชในงานดานตาง ๆ มากมาย ไดแก 1. การผลติ อาหาร (food processing) เชน การผลิตนม ไอศกรีม ซง่ึ ตอ งอาศยั การทําความเย็นในการทาํ พาสเจอรไรส (pasteurization) ดว ยการใหค วามรอ นแกนมท่ีอณุ หภมู ิประมาณ 70 – 80 °C หลังจากนน้ั นาํ มาทาํ ใหเ ย็นลงอยา งรวดเรว็ และเก็บไวท ่ีอณุ หภมู ิ 2 – 3 °C เพอ่ื รกั ษาคณุ ภาพของนมกอ นสง ไปจําหนาย การผลติ ไอศกรมี กจ็ ะตอ ง ผานการพาสเจอรไ รส และนาํ ไปผานการแชแ ข็งที่อณุ หภมู ปิ ระมาณ - 20 ถึง -28 °C การผลิตไวนแ ละเบยี ร ในกระบวนการหมกั
(fermentation) กระบวนการบม (mellowing) จาํ เปนตองทาํ ภายใต อุณหภมู ติ ่ําประมาณ 5 – 15 °C เปนตน 2. การเกบ็ รักษาอาหาร (food storage) ในการเก็บรกั ษาหรือ ถนอมอาหาร เชน ผกั ผลไม เน้อื สัตว ใหมอี ายใุ นการเกบ็ รกั ษานานขน้ึ เพ่อื การบรโิ ภคหรอื เพ่อื การจาํ หนา ย สามารถทําไดโดยการลดอณุ หภูมิ ใหต ่าํ ลง ซึง่ เปน การ ลดการแพรข ยายของแบคทเี รยี ตา ง ๆ ซ่ึงเปน สาเหตใุ หอ าหารเนา เชน การเก็บรกั ษาผัก ผลไม หรือเนอ้ื สตั วไ วใ น สภาพอาหารสด (fresh food) จะตอ งเกบ็ ไวท อี่ ณุ หภูมิตาํ่ แตต อ งสูงกวา จดุ เยือกแขง็ (freezing point) ซง่ึ จะมีชวงเวลาในการเก็บรักษาส้นั กวา การเก็บรกั ษาในสภาพอาหารแชแขง็ (freezing food) ซึง่ ตอ งนาํ ผัก ผลไม หรอื เนือ้ สตั วม าทําการแชแ ขง็ และเกบ็ รกั ษาไวใ นหอ งเย็นทม่ี ี อุณหภมู ติ ่ํากวาจดุ เยือกแขง็ 3. การผลิตในงานอตุ สาหกรรม (industrial process) งาน อุตสาหกรรมหลายประเภทท่ตี องอาศยั การทาํ ความเยน็ ชว ยใน กระบวนการผลิต เชนอตุ สาหกรรมเคมี ปโ ตรเคมี โรงกลน่ั นาํ้ มนั โรง แยกกา ซ โรงงานผลิตสบู 4. การทาํ ความเยน็ เพอ่ื การขนสง (transportation refrigeration) เชน หองเยน็ ท่ใี ชใ นเรอื ประมง หอ งเยน็ ทใ่ี ชในเรอื เดินทะเล ซงึ่ ใช ขนสง อาหารแชแ ข็งไปจําหนายในตา งประเทศ หรือรถหอ งเยน็ ที่ใช ขนสงผลติ ภณั ฑอ าหารแชแ ข็งระหวา งโรงงานผลิตไปยังจังหวดั ทอ่ี ยู หางไกล ซ่งึ ทงั้ หมดจะทาํ งานโดยอาศยั หลกั การของระบบทําความเย็น 5. การปรับอากาศ (air condition) เปน สาขางานหนึง่ ซ่ึงอาศัยการ ทาํ ความเย็นมาประยุกตใชม ากทีส่ ุด โดยจะทาํ งานรวมกบั ระบบควบคุม ความช้นื การกรองอากาศ การทาํ ใหอ ากาศหมนุ เวยี น การระบาย อากาศ เพ่ือความสุขสบายของคน เชน ท่ีใชใ นเครอ่ื งปรับอากาศทวั่ ไป
หรอื งานปรับอากาศทใี่ ชใ นกระบวนการผลติ ตาง ๆ ในโรงงาน อุตสาหกรรม เชน โรงงานทอผา โรงพมิ พ โรงงานผลติ กระดาษ โรงงานผลิตยา เปน ตน ขนาดของเคร่อื งทาํ ความเยน็ จะบอกเปน Btu/h (หนวยองั กฤษ), kcal/h (หนวยเมตริก), kW (หนว ย SI) หรอื บอกขนาดเปนตนั โดย 1 ตนั ความเยน็ มีคา 12,000 Btu/h ซง่ึ มที ่มี าจากคาํ จาํ กัดความคอื 1 RT(ton of refrigeration = heat required to melt 1 U.S. ton of ice (2000 lb) at 0 °C per 24 h.) ซง่ึ มคี วามหมายคือ 1 ตนั ความเยน็ เปน ความเยน็ ท่ไี ดจ ากการเสียความรอนไปใชในการหลอมละลายนํา้ แขง็ หนัก 1 ตนั ทอ่ี ุณหภมู ิ 0 °C หมดในเวลา 24 ชว่ั โมง 2.หลกั การทาํ งานของ เครอื่ งปรบั อากาศ เครอ่ื งทาํ ความเยน็ กอ นอน่ื ตอ งขอทําความเขาใจกนั กอนวา การปรับอากาศ ความหมายคอื ปรับใหอากาศเย็นหรอื รอ นกไ็ ด ถาพดู ถึงปรับอากาศให เยน็ เราจะนกึ ถงึ คําวา แอร หรอื เครอ่ื งปรับอากาศ น่ันเอง ในที่นเี้ ราจะ พดู คยุ กนั อยา งงายๆ ถามวาแอรเก่ยี วกบั ความรอ นหรือไม เกย่ี วแนน อน
เพราะแอรเปนตัวนาํ ความรอ นจากภายในหอ ง ออกไปทิง้ ขา งนอก ทงิ้ อยา งไรมนั มขี บวนการของมนั โดยใชเ ครอ่ื งมอื 4 ตัว คอื 1. EVAPPORATOR 2. COMPRESSOR 3. CONDENSER 4. CAPILLARY TUBE EVAPPORATOR คือเครอื่ งระเหย หรอื ทช่ี างแอรเรยี กวา คอลย เย็น การทํางานของมันคอื ดูดความรอนจากภายในหอ ง โดยมมี อเตอร พดั ลมเปน ตัวดดู เขามา ผา นชองทเี่ รยี กวา RetumAir ซึง่ มี Filter เปน ตวั กรองฝุนใหก อ น แลวความรอ นท่ถี กู ดดู เขา มานนั้ จะมาสัมผสั กับคอลย เยน็ ซง่ึ มนี ํายาแอร( ของเหลว) ซง่ึ อณุ หภูมติ ดิ ลบ วง่ิ อยใู นทอนนั้ จะเกดิ การระเหยเปน ไอ(แรงดันตา่ํ ) COMPRESSOR คือเครื่องอัดไอ การทาํ งานหรอื หนา ที่ของมนั คอื ดูดไอ(แรงดันตาํ ) ซึ่งเกดิ จากการระเหยภายในคอลย เยน็ ทําการอดั ใหเ ปนไอ(แรงดนั สงู ) อุณหภมู สิ ูง เพอ่ื สง ไประบายความรอ นตอ ไป
CONDENSER คอื เครือ่ งควบแนน หรอื ชา งแอรเรยี กวา คอลย รอ น หนา ท่ีของมนั คือรบั ไอรอนทถ่ี กู COMPRESSOR อดั จนรอนและ มีอณุ หภมู สิ งู เขามาในแผงพน้ื ที่ของมนั จากไอที่มอี ณุ หภูมิสงู เมอื่ มา เจอกับอากาศภายในหอ ง ซงึ่ มอี ุณหภมู ติ ํากวา ความรอ นจึงถูกถา ยเท ออกไปไดโดยไอรอ นนั้น จะควบแนนกลายเปน ของเหลว(แรงดันสูง- อณุ หภมู สิ งู )แตม มี อเตอรพ ัดลมเปนตวั ชว ยระบายความรอ นออกไปให เรว็ ขึ้น เมอ่ื เปน ของเหลวแลว กส็ ามารถกลบั มารบั ความรอ นภายในหอ ง ไดอกี แตข องเหลวน้นั ยังมอี ณุ หภมู ิสงู อยู จงึ ตอ งทาํ ใหอณุ หภมู ินน้ั ลดลง กอน CAPILLARY TUBE คือทอ ลดแรงดนั หรอื ทอ รเู ขม็ ชอ่ื ก็บอกอยู แลววา เลก็ มาก ชางแอรจ ะเรียกวา แคป ทวิ้ หนา ทขี่ องมนั คอื ลดแรงดนั ของนาํ้ ยาแอร( ของเหลว)จากท่ีถกู ระบายความรอนแลว ยังมีอณุ หภูมิ สงู -แรงดนั สงู เมือ่ มาเจอทอรูเข็ม ทาํ ใหข องเหลวอั้น ผา นไดนอ ย ทาํ ให ของเหลวนั้น มอี ณุ หภมู ลิ ดลง และแรงดนั ลดลง น้ํายาแอร( ของเหลว) และไหลพอดเี หมาะสมกับพื้นที่ของคอลย เยย็ เพ่ือท่ีจะมารบั ความรอ น ในหอ งไดอ ีกครง้ั หลงั จากไดท ราบถึงวงจรการทาํ งานของ เครือ่ งปรบั อากาศแลว เราจะมาศกึ ษาถึงท่มี าท่ีไปบา ง คาํ วา BTU ทใ่ี ชก บั เคร่ืองปรับอากาศ เปน หนวยความรอ น ยอ มา จาก BRITISH THERMAL UNIT สวนทเี่ รยี กวา แอร 1 ตนั , 2 ตนั คาํ วา ตันนน้ั หมายถึงตนั ความเย็น เปน ประสทิ ธภิ าพในการทําความเยน็ ที่ เรยี กตันความเยน็ มที มี่ าดงั น้ี
นํ้า ทาํ ใหเ ปน นาํ้ แข็ง 1 ตัน (2000 Ib) ใน1วัน (24 ช.ม) คา ความ รอนแฝงการทาํ ละลายของนํ้าแข็ง 144 BTU ตอ นาํ้ แขง็ 1 ปอนด 2000 Ib x 144 BTU/Ib 1ตนั = 12000 BTU/h สวนใหญแอร 1ตนั ประมาณ 12000 BTU ถาตนั ครงึ่ หมายถึง 18000 BTU เปนตน ตอไปจะเปรียบเทยี บ ระหวา งแอรธ รรมดา กับแอร เบอร 5 กรณเี ปนแอร เบอร5 หรอื คา EER=10.6 ขึน้ ไป (EER= ENERGY EFFICIENCY RATIO) หมายความวา ประสิทธภิ าพการทาํ ความเยน็ หรอื BTU กาํ ลังไฟฟา watt สมมตุ ิวา แอร 12000 BTU. ใชก ําลงั ไฟฟาจาก คอมเพรสเซอรท ํางาน 1000 watt จะไดค า EER= 12000/ 1000 =12 นนั่ คือไดเ บอร5 เพราะ EER เกิน 10.6 แตถา แอร 12000 BTU. ใช กาํ ลังไฟฟา จากคอมเพรสเซอรท ํางาน 1200 watt จะไดค า EER= 12000/1200 =10 น่นั คอื ไมไ ดเ บอร5 เพราะ EER ไมถ งึ 10.6 ถา เปรยี บเทยี บกับแอร มาเปนคนละ จะเห็นวา 2 คน ทาํ งานเทากนั แตค น หนงึ่ กนิ ขา วมากกวา สวนอกี คนกนิ ขาวนอ ย เราควรจะเลอื กใชค นแบบ ไหนดี มาดตู อ เรอ่ื ง Compressor เราจะพดู ถึงแตC om. ที่ใชก บั แอรบา น เรียงลาํ ดบั ตามประสิทธภิ าพ 1. แบบลูกสบู ประสทิ ธิภาพดที สี่ ดุ ขอ เสีย เสียงดัง กนิ ไฟ 2.แบบสกรอล ประสทิ ธิภาพ รองลงมา แตทนกวา กนิ ไฟปานกลาง มีตัง้ แต 18000 BTU ข้ึนไป
3.แบบโรตาร่ี ประสิทธิภาพ กินไฟนอ ย เสยี งเงียบ ราคาถูก ขนาด ใหญส ุดมแี ค 36000 BTU การทาํ งานของแอรบ าน จะเปนการระบายความรอนทางตรง หรอื ระบายความรอ นดว ยอากาศ คอื นํ้ายาแลกเปลยี่ นความรอ น กับอากาศ โดยตรง ระบบการทาํ ความเยน็ ทเ่ี รากาํ ลังกลาวถึงคอื ระบบอดั ไอ (Vapor- Compression Cycle) ซ่ึงมหี ลกั การทาํ งานงา ยๆคือ การทาํ ใหสารทํา ความเย็น (นํ้ายา) ไหลวนไปตามระบบ โดยผา นสว นประกอบหลักทงั้ 4 อยา งตอ เนอ่ื งเปน วฏั จกั รการทาํ ความเย็น (Refrigeration Cycle) โดย มกี ระบวนการดังนี้ 1. เรมิ่ ตนโดยคอมเพรสเซอรทาํ หนา ท่ดี ดู และอดั สารทาํ ความเย็นเพอื่ เพมิ่ ความดนั และอณุ หภูมิของนา้ํ ยา แลวสงตอ เขาคอยลรอน
2. น้ํายาจะไหลวนผานแผงคอยลรอนโดยมพี ดั ลมเปาเพอื่ ชวยระบาย ความรอน ทําใหน าํ้ ยาจะทอ่ี อกจากคอยลร อ นมอี ุณหภมู ลิ ดลง (ความดนั คงที)่ จากน้ันจะถกู สงตอใหอ ุปกรณล ดความดนั 3. น้ํายาที่ไหลผา นอปุ กรณลดความดันจะมีความดนั และอณุ หภมู ิทตี่ า่ํ มาก แลวไหลเขาสคู อยลเ ยน็ (หรอื ทน่ี ิยมเรยี กกันวา การฉีด น้ํายา) 4. จากน้ันนา้ํ ยาจะไหลวนผา นแผงคอยลเยน็ โดยมีพดั ลมเปา เพือ่ ชวยดดู ซบั ความรอ นจากภายในหอ ง เพ่อื ทาํ ใหอ ณุ หภูมหิ องลดลง ซ่งึ ทาํ ใหน า้ํ ยาทอ่ี อกจากคอยลเ ยน็ มอี ณุ หภมู ิท่สี งู ขึ้น (ความดนั คงที่) จากนั้นจะถกู สงกลับเขา คอมเพรสเซอรเ พื่อทําการหมุนเวยี น นาํ้ ยาตอไป 3.สารทาํ ความเยน็ และนา้ํ มนั หลอ ลนื่ สารทาํ ความเย็นนน้ั สาํ คญั ทาํ ใหเกดิ ความเยน็ ของระบบทาํ ความ เย็น (Refrigeration System) คณุ สมบัติ สามารถดูดซบั และ นําพา ความรอ น ดวยการเปลย่ี น สถานะจากของเหลว ใหเ ปนไอ และ สามารถ เปลีย่ น กลบั มาเปน ของเหลว เพ่ือเขาสู กระบวน การทําความเยน็ อีก ครัง้ ไดโดยไม เส่อื มสภานะ สารทาํ ความเยน็ หรือ นา้ํ ยาเปนตวั กลาง ในการทําความเย็น เมอ่ื อุปกรณควบคุม สารทําความเย็น ฉดี สารทาํ ความเย็น เขา ไปใน EVAP สารทําความเย็น จะเกิดการเดอื ด เปลยี่ นสถานะ กลายเปนไอ ทอ่ี ณุ หภูมิ และ ความดันทตี่ ่ํา จากน้นั จะเกิดความตองการดดู ปรมิ าณ ความรอ น และ ความรอ นแฝง ภายในบรเิ วร ทต่ี องการ ใหเ กดิ ความเย็น เชน
ภายในหอ ง หรอื ภายในตู เปนตน ซง่ึ บริเวณ โดยรอบของ EVAP และ ความรอ น ทสี่ ารทาํ ความเยน็ รับไปนี้ จะถกู ระบายหรอื ถายเททงิ้ ออก ภายนอกบริเวณที่ ตอ งการใหเกดิ ความเย็น ทค่ี อนเดนเซอร หรอื อุปกรณควบแนน และจุดทม่ี ีการระบายความรอ น คือ จุดที่ สารทาํ ความ เย็น จะเกดิ การลน่ั ตวั เพอ่ื เปลี่ยนสถานะ ใหก ลาย เปนของเหลว ดังเดมิ และไหลเวยี นเขาสู ระบบกลายเปน วฎั จกั ร ทาํ ความเยน็ สารทําความเย็น จะทาํ งาน เปน วฎั จักร ผา นอปุ กรณ ทาํ ความเยน็ ดวยสถานะ อณุ หภูมิ และความดัน ทเี่ ปลีย่ นไปอยูตลอด เพือ่ นาํ เอาความ รอน และ ความรอ นแฝงออกจากพ้นื ที่ ทต่ี องการ ทําความเยน็ เมอื่ เรมิ่ อปุ กรณค วบคุม สารทาํ ความเย็นหรอื วาลว ลดความดนั (Expansion Valve) ฉีดสารทาํ ความเย็น ไปที่อุปกรณ ทําความเยน็ EVAP ทก่ี าํ ลังดดู ความรอ น จากพนื้ ทภี่ ายใน ทีจ่ ะทาํ ความเยน็ (Inside Area Cooled) เขา มาทาํ ให สารทาํ ความเย็น ในสถานะท่ี เปนของเหลว รับความรอ นจนเดอื ด เปลยี่ นสถานะ เปนไอ ทค่ี วามดันตํา่ การทาํ งานของสารทาํ ความเยน็ โดยในขณะ ท่ีสารทําความเยน็ มีสถานะเปนไอ จะสามารถ ดดู ซับ ความรอ น จากบริเวณท่ี ตอ งการทําความเย็น รอบๆ EVAP โดยอาศยั อากาศ และ นาํ้ เปน สอ่ื กลาง จากน้นั กอ นสารทาํ ความเยน น้ี จะเดินทาง ไปตอท่ี คอมเพรสเซอร (Compressor) เพื่อระบายความรอน ออกจาก สารทําความ เยน็ และทําใหสารทําความ เยน็ เกิดการควบแนน เปลย่ี น สถานะ มาเปน ของเหลว อีกครง้ั โดยท่คี วามดนั ยงั คงสงุ อยู กอนสารทํา ความ เยน็ จะกลับไปสูวาลว ลดความดนั ของสารทาํ ความเย็น ใหก ลบั สุ สภาพ พรอ มใชงานอกี คร้ัง และ จะวนเปน วฎั จักรแบบน้ี ไปเรอื่ ยๆ
คุณสมบตั ขิ องสารทาํ ความเย็น สารทาํ ความเยน็ ทน่ี ําไปใชก ับเครือ่ งปรับอากาศจะตองมีคณุ สมบัติ ดังตอไปน้ี 1.จะตองไมเปนสารทตี่ ดิ ไฟ 2.จะตอ งไมเปนสารทร่ี ะเบดิ ได 3.จะตอ งตรวจหารอยรวั่ ไดง า ย 4.จะตองไมเ ปนสารที่กดั โลหะ 5.จะตอ งไมเปนสารทเ่ี ปน พษิ หากมกี ารรว่ั ซมึ ออกมาจากวงจร 6.จะตองไมม คี วามดันท่สี งู มากเกินไป เพ่อื ปอ งกัน ระบบใชค วาม ดันสูงแลว อาจเกิดรอยรว่ั ไดง าย 7.จะตองไมมจี ดุ เดอื ดทต่ี ่ํา เพือ่ ใหค วามเยน็ ทเ่ี กดิ ขน้ึ มอี ณุ หภมู ทิ ี่ ต่าํ มากอยา งเหมาะสม 8.จะตอ งเปนตวั กลางในการทําความรอนแฝงทด่ี ี เพอื่ ใหส ารทาํ ความเย็นสามารถถา ยเทความรอนไดใ นปรมิ าณทมี่ าก จะตอ งไมเ ปลีย่ นสถานะเปน อยางอน่ื เมือ่ สารทาํ ความเยน็ เปล่ียน สถานะกลายเปน ไอหรือแกส แลว มาถงึ คอนเดนเซอรเ พอ่ื เปลี่ยนสถานะ กลับเปนของเหลวอีกครงั้ สารทําความเย็นดังกลาวจะตอ งมคี ณุ สมบตั ิใน การถายเทความรอ นตามเดมิ จะตอ งสามารถเปลย่ี นสถานะกลับไปกลับมาไดโ ดยทไี่ มมกี าร เสือ่ มสภาพไปเปนอยา งอ่นื เชน เปนจากของเหลวเปนแกส หรอื แกส เปน ของเหลวเปน ตน จะตองไมท ําปฎกิ ริ ยิ าใดๆ กบั น้าํ มนั หลอ ลนื่ ในคอนเดนเซอร ซง่ึ สารทาํ ความเย็นและนํ้ามนั หลอลน่ื จําเปนจะตอ งผสมกลมกลืนกนั ใน ขณะทเ่ี กดิ กําลังอดั จากเครอื่ งคอมเพรสเซอร สารทาํ ความเยน็ ชนดิ ไมร ะคายเคือง และไมเ ปนสารตดิ ไฟ
R – 11 โดรคลอโมโนฟลอู อรมเี ยน R – 12 ไดคลอโรไดฟลอู อ โรมเี ธน R – 22 มโนคลอโรไดฟลอู อโรมเี ธน R – 30 ไดคลอโรมเี ธน R – 113 ไตรคลอโรไตรฟลูออโรมมีเธน R – 114 ไดคลอโรไตร ฟลูออโรมมเี ธน R – 115 ไดคลอโรเตตราฟลอู อโรมเี ธน R – 152a ได ฟลูคลอโรอีเธน R – 500 สว นผสมระหวา ง R – 12 = 73.8% และ R – 152a = 26.2% โดยนํา้ หนกั R – 502 สวนผสมระหวาง R – 22 = 48.8% และ R115 = 51.2% โดยนา้ํ หนัก R – 718 นํ้าR – 729 อากาศ R – 744 คารบ อนไดออกไซด สารทําความเย็นทเี่ ปนสารชนดิ ตดิ ไฟ R – 40 เมทลี คลอไรด R – 160 เอทลี คลอไรด R – 170 อเี ทน R – 290 โพรเพน R – 600 บิวเทน R – 601 ไอโซบวิ แทน R – 611 เมทีลฟรอเมท R – 1130 ไดคลอโรเอทีลนี สารทาํ ความเยน็ ชนดิ ระคายเคือง R – 717 แอมโมเนีย R – 764 ซัลเฟอรไ ดออกไซด การเปลี่ยน สารทําความเยน็ ในระบบทําความเย็น การเปล่ียนสารทําความเยน็ ชนดิ หนง่ึ ไปอกี ชนดิ หนง่ึ นั้นเปน สิ่งท่ี ไมค วรทาํ เพราะเครอื่ งทาํ ความเยน็ ถกู ออกแบบมาเพอื่ ใชงานกับสารทาํ ความเย็นชนดิ น้นั ๆ คอมเพรสเซอรบางย่ีหอ ถูกออกแบบมาเพ่อื รองรับ สารทําความเยน็ เฉพาะ แตถ าคณุ ตอ งการเปลนี่ สารความเยน็ คณุ ก็ จะตองเปน ตัวควบคุมสารทาํ ความเยน็ ใหมด ว ย เชน วาลว ลดความดัน เปนตน กอ นจะทาํ การเปลย่ี นสารทาํ ความเยน็ ใหมคณุ ตองแนใ จกอ นวา ไดท ําความสะอาดระบบทาํ ความเย็นเรยี บรอ ยแลว โดยใชแ กส
ไนโตรเจนไลสิ่งสกปรก ทต่ี กคา งออกจากระบบใหห มดกอ น และตอง เปล่ยี นนา้ํ มันเครือ่ งใหม รวมไปถงึ ตวั ดดู ความชื่นทกุ ครัง้ ทมี่ กี ารเปลยี่ น สารทาํ ความเย็นใหมดว ย เพอื่ ยดื อายุการใชง านของระบบทาํ ความเย็น ไดอยางปกติ น้าํ มนั หลอ ลน่ื คอมเพรสเซอร ใชด ดู อดั ปนไปกบั นา้ํ ยาแอร หรอื สารทาํ ความเยน็ ในทอทางเดินของระบบปรับอากาศ เพ่ือชวยในการ หลอ ลนื่ สวนทม่ี ีการเคล่ือนไหวตางๆ ของคอมเพรสเซอร เนือ่ งจาก น้ํามนั คอมเพรสเซอร จะตองผสมกับน้ํายาแอรอยูต ลอด ดังนนั้ สารท้ัง ทองทจ่ี ะใชงาน จะตองไมท ําปฏิกริ ยิ าตอ กัน และภายในระบบตอ งหาม เกิดความชน้ื เพราะความชน้ื ทําปฏิกริ ยิ ากับนาํ้ มนั จะเกิดกรดั ขน้ึ มา ทาํ ใหอปุ กรณภ ายในเสอื่ มสภาพได และย่งิ ถา อณุ หภมู ขิ องทอ ดสิ ชารจสูง เกนิ ยง่ิ ทาํ ใหร ะบบเสียเรว็ ขน้ึ ในการใชงานเครอื่ งปรบั อากาศ ทใ่ี ช นา้ํ ยาแอร R-22 ถาอณุ หภูมดิ านทอ ดสิ ชาจส งู เกินไป จะสง ผลใหน าํ้ มนั คอมเพรสเซอรเ สียสภาพ และอาจทําใหมอเตอรแ อรไ หมไ ด ดังนน้ั เพอื่ แกปญหาแบบนไ้ี มใ หเ กดิ ขน้ึ จึงควรหันมาใชน าํ้ มันคอมเพรสเซอรทมี่ ี คุณภาพสูง ซึ่งมีคณุ สมบัตขิ องจุดไหลตัว และจุดแขง็ เปนไขตํา่ 4.เคร่อื งและอุปกรณท ใ่ี ชใ นระบบเครือ่ งทาํ ความเยน็ และปรับอากาศ
เครอื่ งมือชา งแอร เปน อปุ กรณสาํ คัญสําหรับชา งแอรใ นการตดิ ตงั้ ตรวจเชก็ และซอ มบํารุงในงานระบบปรับอากาศและระบบทาํ ความเย็น เครอ่ื งมอื ชา งแอรม ีหลากหลายชนิด และวตั ถปุ ระสงคใ นการใชง าน เพอื่ ชว ยใหช า งแอร (มอื ใหม) ทราบวาอุปกรณเ ครอ่ื งมือชางแอรทจ่ี าํ เปนใน งานมอี ะไรบา ง และใชง านในสว นใดกันบา ง? ตองตามไปดูกนั 1. เกจวดั นา้ํ ยา(Manifold Gauge) เปนเครอ่ื งทใ่ี ชส าํ หรับวดั คา ความดันภายในระบบ เครื่องปรบั อากาศเพื่อการตรวจซอมและใชใ นการเติมน้ํายาแอรหรอื สารทําความเยน็ และในกระบวนการทาํ สญุ ญากาศ จาํ เปนตอ งใชเกจ วดั ความดันท่คี งเหลืออยใู นระบบดว ย การเลอื กใชต อ งเลอื กใชงานให ตรงกับนาํ้ ยา ระหวา ง R22, R134a, R404a ท่ีมคี วามดนั ตาํ่ กบั R410a, R-32 ท่ีมคี วามดนั สูงกวากลมุ ขา งตน ประมาณ 1.6 เทา จงึ ไม สามารถใชเ กจวดั ตัวเดยี วกนั ได เนื่องจากความแตกตา งของความดัน นา้ํ ยาแอรท ไี่ มเ ทา กนั เกจวดั นาํ้ ยา(Manifold Gauge) 2. แวคคมั่ ปม (Vacuum pump) หรือปม สญุ ญากาศ ทาํ หนาที่ดดู อากาศออกจากระบบ เพ่อื ทําให ความดันต่าํ ลงจนเปนสุญญากาศ ความช้ืนและนํ้าจะระเหยออกจาก ระบบ หรอื เรยี กวา การทาํ แวคคัม่ เพ่ือใหนํ้ายาแอรท ํางานไดเ ต็ม ประสิทธภิ าพไมม อี ากาศหรือความชนื้ เจือปน ซ่ึงอาจใชเวลาในการทาํ นาน แตจําเปนตองทํา เพอ่ื อายุการใชงานของแอรทยี่ าวนาน โดย
เคร่อื งแวคคม่ั ปม ทม่ี รี ะดบั การทําสญุ ญากาศทดี่ จี ะสามารถทาํ คา ไมครอนไดต ํ่า ซงึ่ จะทําใหก ารทาํ แวคค่ัมรวดเรว็ และความชืน้ ในระบบ ระเหยออกไดด ยี ง่ิ ขน้ึ แวคคมั่ ปม (Vacuum pump) 3. คตั เตอรต ดั ทอ (Tube Cutter) เปน เครอื่ งมือทใ่ี ชใ นการตดั ทอ ทองแดงไดหลายรูปแบบเพ่ือให เหมาะกบั การใชงาน การจะเดนิ ทอ นา้ํ ยาแอรห รือสารทําความเยน็ ได จะตอ งไดใ ชงานคดั เตอรต ัดทอ แนนอน ในการใชงานจรงิ ตอ งใชคดั เตอรเ ฉพาะสําหรบั ตดั ทอ หรือมินิคัตเตอร ในการตัดทอทองแดงใหไ ด ความยาวทอตามตอ งการ มใี หเ ลือกใชหลายขนาดดวยกัน ต้งั แต 1/8”, 7/8”, 1/8”, 5/8”, 1/8”, 7/8”, 1/8”, 1-1/4” คตั เตอรต ดั ทอ (Tube Cutter) 4. รมี เมอร (reamer) หรอื เครือ่ งลบคมทอ ใชส าํ หรบั ลบคมหรือเส้ยี นออกจากทอ ทองแดง หรอื บรเิ วณปากทอ ทองแดงท่เี กิดจากงานตดั ของคตั เตอรตดั ทอ ฯ หากไมลบคมทอ กอ นทาํ การบานแฟร อาจะทําใหงานทบี่ านไมไ ด รูปทรง เสยี้ นโลหะจะทาํ ใหแ ฟรเปน รอย ซงึ่ เปน สาเหตทุ ท่ี าํ ใหน าํ้ ยาหรอื สารทาํ ความเยน็ รวั่ ได
รมี เมอร (reamer) 5. เครอื่ งบานแฟรท อ (Flaring Tool) เปนเครอ่ื งมือสําหรบั บานทอ ทองแดงเพ่อื ใชเ ปน จุดเชอื่ มตอ ระหวางทอ ทองแดงและแฟรน ัทเขากบั ชองเซอรว สิ สําหรบั แฟรท ีไ่ ดนน้ั หากเล็กเกนิ ไป หรอื แฟรม ีรอย ก็จะเปน สาเหตทุ ที่ าํ ใหน า้ํ ยาแอรหรอื สารทาํ ความเย็นในระบบรวั่ ได เครอื่ งบานแฟรท อ (Flaring Tool) 6. ประแจทอรค หรอื ประแจปอนด (Torque Wrench) เปน ประแจทสี่ ามารถกําหนดคาแรงบดิ การขนั แฟรน ทั ได ใช สาํ หรับระบบปรบั อากาศ หากใชป ระแจทวั่ ไปขนั จะตอ งกาํ หนดแรงบดิ ดว ยตวั เองตามความชํานาญของชา งแตล ะคน ถา ขนั ไมแ นน กเ็ ปน สาเหตทุ ท่ี าํ ใหนํ้ายาแอรหรือสารทาํ ความเยน็ ในระบบรวั่ ได หรอื แนน ไป จนทาํ ใหแ ฟรน ทั แตก
ประแจทอรค หรอื ประแจปอนด (Torque Wrench) 7. เครอ่ื งดดั ทอ หรอื เบนเดอรด ดั ทอ (Tube bender) เปนเครอื่ งมอื สาํ หรับดัดทอ ทองแดง ซง่ึ สามารถดัดมุมได 90 – 180 องศา การดัดทอ ทด่ี ี ทอ ที่ถือวา ใชไ ดห ลงั จากทําการดดั แลว ขนาด ของเสน ผานศนู ยก ลางของทอจะตอ งไมต ํา่ กวา 2 ใน 3 ของขนาดทใ่ี ช หากใชท อ บางหรอื ทอ ท่มี คี วามหนาตํ่ากวาคําแนะนําของผผู ลติ แลว นํามาดัดจะทาํ ใหเกดิ ปญ หาทอ บีบหรอื ทอ ยน ได จะสงผลกระทบตอ การ ทํางานของระบบเครอ่ื งปรบั อากาศ
เครอ่ื งดดั ทอ หรอื เบนเดอรด ดั ทอ (Tube bender) 8. เซฟตว้ี าลว (Safety Valve) คอื วาลว ทที่ ําหนาทกี่ ดไสศรของเซอรว ิสวาลว เพื่อไมใ หน ํ้ายาแอร หรอื สารทําความเยน็ ถกู ปลอยออกมามากเกนิ ความจาํ เปน ในระหวา ง ตอเกจวดั ความดนั ซ่ึงเปนอกี เหตุผลที่ชางควรจะมใี ช เพ่ือชว ยปอ งกัน ไมใ หสารทําความเยน็ ลวกมอื ได เซฟตวี้ าลว หรอื ชารจ จง้ิ วาลว (Safety Valve) 9. ชดุ เบง ขยายทอ ทองแดง (Tube Expander) เปน เครอื่ งมอื สาํ หรบั การขยายทอทองแดง และอลูมเิ นยี มชนดิ ออ น เพือ่ การตอ ทอ โดยไมต องใช Fitting ประกอบดวย ตวั เบง ขยายทอ ทองแดง ขนาด 1/4″, 5/16″, 3/8″, 1/2″, 5/8, 3/4″, 7/8″, 1″, 1-1/8″ ชดุ เบง ขยายทอ ทองแดง (Tube Expander) 10. สวา น (Drill) มีหนาทใี่ นการเจาะกาํ แพง เพ่อื ตดิ ตงั้ เครอ่ื งปรับอากาศ ทัง้ ตดิ ผนงั เพดาน รวมไปถงึ ตงั้ พื้น สวา นท่ีดีจะตองมคี วามทนทาน ทนแรงกระแทก และรองรบั ความรอ นสูงในการใชง านตดิ ตอ กนั ได
สวา น (Drill) 11. หวั เจาะกลม (Hole saw) มไี วเ พือ่ เจาะรทู อทผ่ี นังใหเ ปนวงกลม ไดข นาดพอดีกบั ทอ ลดรอย แตกรา วขณะเจาะ เหมาะสําหรบั ใชเจาะรูรอ ยทอ แอร รทู อ สารทําความ เยน็ ในการตดิ ตง้ั หวั เจาะกลม (Hole saw) 12. เครอ่ื งชง่ั นา้ํ ยาแอร (Refrigerant Scale) เครอ่ื งชง่ั นาํ้ ยาแอร แสดงผลแบบดิจติ อล สําหรบั ไวใ ชช ่ังถงั น้าํ ยา แอร ในระหวา งการเติมนาํ้ ยา ควรมีความแมน ยาํ สงู เพอื่ กนั ไมใ หเ ติม นา้ํ ยามาก หรือนอ ยเกนิ ไป เครอื่ งชง่ั นา้ํ ยาแอร หรอื สารทาํ ความเยน็ (Refrigerant Scale)
13. เครอื่ งวดั อณุ หภมู ิ (Thermometer) คอื เคร่อื งมอื วดั และแสดงคา อุณหภูมิ มีหลากหลายรูปแบบตาม ประเภทของงาน โดยสาํ หรบั งานตดิ ต้งั และซอ มแซมเคร่ืองปรบั อากาศ และระบบทําความเยน็ สง่ิ ทีจ่ าํ เปนท่ีสดุ คอื “อณุ หภูม”ิ จึงปฏเิ สธไมไ ดเ ลย วาเครอื่ งวัดอณุ หภูมนิ น้ั สาํ คญั โดยเคร่อื งวดั อณุ หภมู ิทเ่ี หมาะสมกับระบบ ปรบั อากาศควรเปน แบบเซน็ เซอรว ดั อุณหภมู แิ บบสมั ผสั เพราะคา ทว่ี ัด ไดร ับจะแมน ยํากวา เครอื่ งวดั อุณหภมู อิ ินฟราเรด เครอื่ งวดั อณุ หภมู ิ (Thermometer) 14. ดจิ ติ อลไมครอนเกจหรอื เกจวดั สญุ ญากาศ (Digital Micron Gauge) เครือ่ งแวคคมั่ เกจ หรอื บางคนจะเรียกวา เครอื่ งมือวดั สญุ ญากาศ แบบดิจติ อล คือ อปุ กรณเ ครอ่ื งมอื วดั ทส่ี ามารถแสดงถงึ ระดับสุญญกาศ แบบสมบูรณ โดยแสดงเปน หนวยไมครอน จะมีความละเอยี ดดาน สญุ ญากาศมากกวา เกจนา้ํ ยาทวั่ ไป เพื่อใหทราบวา ในระบบ เครอ่ื งปรบั อากาศหรือระบบทาํ ความเย็น ไมม ีอากาศและความชื้น หลงเหลืออยู จะใชค วบคกู บั เกจวดั นํา้ ยา และแวคคมั่ ปม
ดจิ ติ อลไมครอนเกจหรอื เกจวดั สญุ ญากาศ (Digital Micron Gauge) 15. เครอื่ งฉดี นา้ํ หรอื ปม น้าํ แรงดนั ตา่ํ คอื อุปกรณทเี่ หมาะสมทส่ี ุดในการทาํ ความสะอาด เครือ่ งปรบั อากาศประเภท Wall Type เนอ่ื งจากแรงดนั นํ้าทพ่ี อเหมาะ ของปมจะไมท าํ ใหฟ น คอยลเ ย็นเกดิ ความเสียหาย ถาฟน เสยี หาย พบั หรอื งอ จะทาํ ใหเ ปน สาเหตขุ องแอรไ มเ ย็น การลา งทาํ คามสะอาดระบบ ปรบั อากาศไมไดใชเ พยี งแคแ รงดนั นา้ํ ในการทําความสะอาด เพราะยงั มี เร่อื งคราบสกปรกและกล่นิ ทไี่ มพ งึ ประสงคอ ีกดว ย เราจงึ ควรใชค วบคู กบั น้าํ ยาทาํ ความสะอาด เครอ่ื งฉดี นา้ํ หรอื ปม นาํ้ แรงดนั ตา่ํ 16. เครอื่ งตรวจรว่ั นา้ํ ยาแอร (Leak detector) เปนเครอ่ื งสําหรบั เชก็ จดุ ทม่ี นี ้ํายาแอรรั่ว สามารถเชก็ ไดกับแอร บา น แอรร ถยนต ใชสําหรบั ตรวจการรั่วไหลของน้ํายาแอรหลายชนดิ CFCs: R11, R12, R500, R503ฯลฯ HCFCs: R22, R32, R404A, R410A, R448A และตรวจจบั กาซสารทาํ ความเยน็ ฮาโลเจนทกุ ชนดิ เปน อุปกรณทีช่ างขาดไมไ ดเ ลยอีกหนง่ึ ชน้ิ
เครอื่ งตรวจรวั่ นา้ํ ยาแอร หรอื สารทาํ ความเยน็ (Leak detector) 17. นา้ํ ยาแอร หรอื สารทาํ ความเยน็ ถอื เปนส่งิ ทีช่ างระบบปรบั อากาศและทาํ ความเย็นมีตดิ รถไวเ สมอ การใชงานขนึ้ อยกู บั ชนิดของเครอ่ื งปรบั อากาศ เพื่อใชเ ตมิ เขาสู เคร่อื งปรบั อากาศ เชน R-22 , R410a โดยมาตรฐานการเตมิ นํา้ ยาแอร ข้ึนอยกู บั ชนดิ ของนํ้ายา สําหรบั งานเครื่องปรบั อากาศ ชา งควรจะตองมี การช่งั นา้ํ หนกั เตมิ ตามฉลากของเครือ่ ง และวัดความดนั น้ํายา คา กระแสไฟฟา รวมถงึ คาํ นวณคา superheat, subcooling เพื่อความ ถกู ตอ งสงู สุด นาํ้ ยาแอร หรอื สารทาํ ความเยน็
18. แคลมปว ดั ไฟฟา (Clamp Meter) เปน เครอื่ งวดั กระแสไฟฟา ซ่งึ ใชสาํ หรบั วัดคา กระแสไฟฟา (Current Measurement) ท่ไี หลในวงจรไดอ ยางรวดเร็ว และแมนยํา โดยไมต อ งดับไฟหรือหยดุ การทํางานของอปุ กรณไ ฟฟา โดยแคลมป มิเตอร จะมสี ว นคลา ยกบั กา มปูเพอ่ื ใชค ลองกบั สายไฟและสามารถอา น คาไดท นั ที ซงึ่ มดี ว ยกันหลายย่หี อ ที่รวบรวมฟง กชนั การวดั กระแสไฟ เขา ไวในตวั เดยี ว ไมว าจะเปน Current วัดกระแส AC/DC , Voltage วัดแรงดนั , Continuity Check เชก็ ความตอเน่อื ง, Resistance วดั คา ความตา นทาน แคลมปว ดั ไฟฟา (Clamp Meter) 19. ปากกาวดั ไฟ (Voltage Detector) เปนอุปกรณท่มี คี วามจําเปน สําหรับชา งแอร และชางไฟฟาทุกคน ใชวดั ไฟในจดุ ตา งๆ ตรวจเชก็ หาแรงดนั ไฟฟา (Voltage Detector) โดยไม ตองสัมผสั ทีส่ ายไฟหรอื โลหะโดยตรง เหมือนไขควงวดั ไฟทวั่ ไป เพอ่ื ความปลอดภัยในการใชง านมากย่ิงขึน้
ปากกาวดั ไฟ (Voltage Detector) 20. ชดุ เชอ่ื มทอ (hand torch) ไมวา จะเปนชุดเชอื่ มสนาม หรือ หัวเชอื่ มแกส กระปอ ง ใชส ําหรบั เช่ือมทอทองแดงในงานปรับอากาศ ซ่งึ ตองใชค วามรอนสงู ในการเช่อื ม หากความรอ นไมถ งึ จดุ ท่หี ลอมเหลวกจ็ ะทําใหงานเชือ่ มไมม ี ประสิทธภิ าพ สาํ หรบั หนางานทพ่ี น้ื ทจ่ี ํากดั การเลอื กใชห ัวเชื่อมแกส กระปอ งนั้นควรเลอื กใชก ระปอ งทม่ี คี ุณภาพ ปลอดภยั มีความทนทาน ปอ งกนั การเกิดแกส รว่ั ได
อุปกรณท กี่ ลา วมาขา งบนนน้ั เปนขอมูลสําคัญสําหรบั ชางแอรท กุ ทา น ไมว าจะเปน คนที่กาํ ลงั ศึกษาจะเปน ชา งแอร ชา งแอรม ือใหม หรอื จะเปน ชางแอรมือเกา เคร่อื งมอื ในการทาํ งานถือเปน สิง่ สาํ คญั แตสงิ่ ที่สําคญั ท่สี ดุ คอื ความปลอดภยั ในการทํางาน และหม่นั เสริมทักษะใหมคี วาม ชํานาญอยา งสม่ําเสมอครบั 5.ทอ ทางเดนิ ของสารความเยน็ (Tubing) ท่ใี ชใ นเครอ่ื งทําความเย็นและเครอื่ งปรบั อากาศ แบง ออกไดเปน 2 ชนิดคือ ทอชนดิ ออ น (Soft) และทอ ชนิดแขง็ (Hard) ซ่งึ มี รายละเอยี ดดงั นี้ ทอชนดิ ออ น ทอ ชนิดออ น ตัวอยา งเชน ทอ ทองแดงอยา งออน (Soft Copper) ทอ อะลมู ิเนียม หรอื ทอทที่ าํ จากสารอลั ลอยดพ เิ ศษ สาํ หรบั ทอทองแดง ชนดิ ออ นโดยทว่ั ไปจาํ หนา ยเปนขด มีความยาว 25 ฟุต หรอื 50 ฟตุ มี
ขนาดตาง ๆ กนั ตามขนาดทีว่ ดั จากเสน ผา นศนู ยก ลางภายนอก (Outside Diameter; OD) เชน ขนาด ¼ น้ิว OD, ½ นวิ้ OD การคล่ี ทอ ออกจากขดเพอื่ ใชงานควรวางทอ บนพืน้ เรียบ ๆ กดปลายทอ กบั พ้นื แลวหมนุ ขดทอ คลอี่ อก โดยวธิ นี จี้ ะไดท อทตี่ รง เพราะถาดงึ ทอ ออกจาก ขดขาง ๆ จะทําใหท อบดิ ไมส ามารถนําไปบานหรือตดั ได ทอ ชนิดแขง็ ทอชนิดแข็ง ตวั อยา งเชน ทอ ทองแดงอยา งแขง็ (Hard – Draw Copper) ทอ เหลก็ สเตนเลส (Stainless Steel) หรือทอ ชนิดอนื่ ๆ ท่ี คลายนี้ ทอชนดิ แข็งนี้มีขนาดตา ง ๆ กันตามขนาดทวี่ ดั จากเสนผา น ศนู ยกลางภายนอกเชน เดียวกบั ทอ ชนิดออ น แตเก็บเปน เสน ยาวไมเ กนิ 6 เมตร การเลอื กใชทอ ทางเดนิ สารความเย็น มหี ลักทคี่ วรคาํ นงึ ถงึ ดงั นี้ 1.ชนิดของระบบทาํ ความเย็นวา เปน ระบบใดและใชสารความเยน็ อะไรเปนตวั กลางในการทําความเย็น 2.ราคาของทอแตล ะชนิด 3.แบบของการตอ ทอทใ่ี ช - ความรูใ นเร่อื งของสารความเย็นทีใ่ ชใ นระบบเปนส่งิ สาํ คญั ใน การเลอื กใชช นิดของทอทางเดนิ สารความเย็น เพราะสารความ เย็นบางชนิดทําปฏกิ ริ ิยาตอ ทอบางอยาง เชน สารความเยน็ แอมโมเนยี จะกดั ทอ ทองแดง แตใชไ ดดีกบั ทอ เหล็กหรอื ทอ อะลมู ิเนยี ม
-ทอ ทางเดนิ สารความเย็นตอ งสะอาด ปราศจากฝนุ ละอองและ ความช้นื ภายในทอ ฉะน้นั ทอทางเดนิ สารความเยน็ ทกุ ชนดิ ตอ ง ปด ปลาย (Sealed) ใหด ี เพอ่ื ปองกนั ฝุนละอองและความชืน้ จาก อากาศ การหมุ ทอ สารความเยน็ ทอ นา้ํ ทง้ิ และสายไฟ -ในการเดนิ ทอสารความเยน็ ทต่ี อ อยรู ะหวา งชดุ คอยลเ ยน็ และชดุ คอนเดนซ่งิ ยนู ติ รวมถึงทอนํ้าทิ้ง และสายไฟทีส่ งไปยงั ชดุ ขับเคลอื่ นคอมเพรสเซอร ตอ งจดั วางใหเรียบรอยสวยงาม -การใชเ ทปพนั ทอ ดา นนอกควรพนั จากลางขนึ้ บน เพราะการพนั จากลางขนึ้ บนจะเปน การปอ งกนั มใิ หน า้ํ ยอนเขาขางในได และ การพันกไ็ มค วรพนั ใหแนน จนเกินไป หากฉนวนไมม ชี องวา งจะ ทําใหเ กิดหยดน้าํ ได -การเดินทอ น้ําทง้ิ ในชว งผา นรูผนงั ควรทํามุมใหล าดเอียงลง เล็กนอย ใหท ออยตู า่ํ กวา ระดับถาดรองน้าํ ท้งิ เพื่อใหน าํ้ เดรนออก ท้ิงภายนอกไดสะดวก
6.มอเตอรไ ฟฟา ในงานเครอ่ื งทาํ ความเยน็ เปนอปุ กรณในเครอื่ งใชไ ฟฟาซึง่ ทําหนา ที่แปลงกระแสไฟฟา ที่ ใชในการเดนิ เครอ่ื งใชไ ฟฟา โดยเปลีย่ นจากพลงั งานไฟฟา เปน พลังงานกล ซ่ึงมอเตอรไฟฟาในเครอื่ งใชไ ฟฟาแตล ะชนดิ จะมคี วามเรว็ รอบ หรือกําลังทแ่ี ตกตางกนั ข้นึ อยกู บั ประเภทและขนาดในการใชงาน อีกทงั้ มอเตอรแอร จะมีประเภทท่แี ตกตา งกนั และสว นประกอบทม่ี ี หลากหลายชิ้นสว น รวมไปถงึ ชดุ ปอ งกนั ท่ถี อื เปนสว นสาํ คญั ภายใน เครือ่ งปรบั อากาศ เพราะเปน ตัวชว ยทีท่ าํ ใหเ ครอื่ งปรบั อากาศทาํ งานได อยางเตม็ ประสทิ ธภิ าพ และเปนตวั ปอ งกนั ปญ หากระแสไฟฟาเกนิ เกณฑ ท่ีอาจเกดิ ขึ้นไดทกุ เมื่อกบั เคร่อื งปรบั อากาศ ชนดิ ของมอเตอรแ อร ชนดิ ของมอเตอรแ อร สามารถแบงออกได 2 ชนิด ตามลักษณะของการ ใชก ระแสไฟฟา ดังตอไปน้ี 1.มอเตอรก ระแสตรง (Direct Current Motor) หรือ ดซี มี อเตอร 2.มอเตอรก ระแสสลบั (Alternating Current Motor) หรอื เอซีมอเตอร โดยมอเตอรชนิดน้ี ยังสามารถแบงยอ ยไดอ ีก 2 ชนดิ ไดแก มอเตอร แบบเฟสเดยี่ ว 2 สาย เชน มอเตอรใ นคอมเพรสเซอรท ช่ี วยระบายความ รอนในคอยล และอีกชนดิ เปนมอเตอรแ บบ 3 เฟส สว นประกอบของมอเตอรแ อร สว นประกอบของมอเตอรแอร หรอื Split Phase Motor มีดังนี้ 1. สเตเตอร (Stator) เปนชนิ้ สวนที่ใชส าํ หรบั วางขดลวด หรอื ลวดอาบ นํา้ ยา มีลักษณะเปน แผนเหล็กบางๆ และมรี อ งทเี่ รยี กวาสล็อด และ สามารถแบงประเภทได 2 แบบ คอื
แบบขดรนั ท่เี ปน ขดลวดที่พนั น้าํ ยา มลี ักษณะใหญ มีขวั้ เปน N กบั S และจะนบั เปนคู แบบขดสตารท (Start Winding) เปน ขดลวดทใ่ี ชส าํ หรบั การทํางาน ของมอเตอร มลี ักษณะเล็ก และแรงตานทานนอ ย 2. โรเตอร (Rotor) คือสวนทีท่ ําหนา ทหี่ มนุ ปลอ ยวงจรของขดลวดใหม ี การแยง ออกจากกัน 3. สวติ ชแ บบหนแี รงเหวยี่ ง (Centrifugal Swich) ประกอบไปดว ย 2 สว น คือสวนทอี่ ยกู บั ฝาครอบและสวนทหี่ มนุ อยูทเ่ี พลาโรเตอร 4. แคปรนั (Capacitor Run) เปน สวนทีอ่ ยใู นวงจรไฟฟา หากมอเตอรมี ปญหาหรอื หยุดหมนุ อาจเกิดจากตัวแคปรันทรี่ ่วั หรอื ชอ็ ตได มอเตอรของแอร ยงั มีสวนประกอบท่ีเปนอปุ กรณอกี หลายชิน้ มที ง้ั พดั ลม ระบายอากาศสําหรับแผงคอยลรอ น และพดั ลมโพรงกระรอกในคอยล เยน็ หรอื มอเตอรบานสวิงซา ยขวา ขนึ้ ลง ทเ่ี ปน มอเตอรแ บบกระแสสลับ เฟสเดียวและสามเฟส
7.อปุ กรณส ตารท มอเตอร อปุ กรณป อ งกนั และควบคมุ สตาร- เดลตา การสตารท และควบคมุ 1 เพอ่ื ทจี่ ะสตารท มอเตอรใ หส าํ เรจ็ การสตารท แบบ Y/D นนั้ สามารถไดส ําเร็จกบั บาง application ซง่ึ ถา โหลดประเภทโหลดคงทห่ี รอื constant load จะเปนโหลดท่มี ที อรก ขณะ สตารทหนกั มากๆ ทําใหช ว งเรม่ิ สตารทของวงจรสตารน น้ั ไมส ามารถขับ ออกตวั ได หรอื แมขับออกตวั ไดบ างกรณใี นชวงเปลยี่ นจากสตารท เปน เดลตาความเรงไมพ อที่จะทาํ ใหเ พ่ิมความเรว็ ไปถึงพิกดั ของความเร็ว มอเตอรไ ด ดังนน้ั การใชการสตารท ดวยวงจร Y/D จะเหมาะกับบางงาน เทา นั้น 2 เพอ่ื ทจี่ ะไมส รา งปญ หาใหก บั ระบบไฟฟา ในไซดง าน การสตารท แบบ Y/D เปน วธิ ที ่ีพฒั นาจาการสตารทแบบ DOL เพอ่ื ลด กระแสและกระแสกระชาก (inrush current) ชวงเร่มิ สตารท แตก ย็ งั เกดิ กระแสกระชากอยใู นชว งการเปลย่ี นจากวงจรสตารมาเปน เดลตา สําหรับโหลดทกี ารเพม่ิ ของทอรก เปน แบบ exponential เชน ปม พดั ลม เปน ตน ทงั้ นกี้ ารสตารท แบบนจ้ี ะไมเกิดปญหาในเรอื่ งสญั ญาณรบกวน ของ harmonic เหมือน VFD 3 เพอ่ื ทจ่ี ะการปอ งกนั อนั ตรายทม่ี โี อกาสทจี่ ะเกดิ ขน้ึ ไดก บั ผใู ชง านหรอื ผทู อี่ ยใู นบรเิ วณใกลเ คยี ง การปองกนั อันตรายท่ีมโี อกาสท่จี ะเกดิ ขึ้นไดแกผใู ชงานหรอื ผทู อี่ ยูใน บริเวณใกลเคยี งได โดยการตดิ ตง้ั อปุ กรณปองกนั เชน เซอรก ติ เบรก เกอรแ ละโอเวอรโ หลด ทีม่ คี ณุ ภาพและมีการรบั รองมาตราฐาน Coordination
4 เพอื่ ทจ่ี ะปอ งกนั ความเสยี หายของระบบไฟฟา ในกรณที มี่ อี บุ ตั เิ หตทุ ่ี ไมค าดคดิ เกดิ ขนึ้ ปองกันอบุ ัตเิ หตทุ ไี่ มค าดคดิ ในกรณตี าๆ เชน สายพานลาํ เลยี งขาด เกยี รพ งั คัปปลิ้ง Coupling เสยี หาย รนั Dry Pump ขณะไมนา้ํ ทาํ ให มอเตอรไ ดร บั ความเสยี หาย โดยการติดเซนเซอรเ พ่มิ เชน เซนเซอรวดั ความมเรว็ เพ่อื ปองกันกรณสี ายพานลําเลียงตกหรือขาด, เซนเซอรวดั ระดับนาํ้ เพ่อื ปองกนั การเกดิ รนั Dry Pump ขณะไมนาํ้ ,เซนเซอรว ดั การสั่นสะเทือน (Vibration sensor) เพอื่ สงั เกตการสน่ั ของมอเตอรท ี่ ผดิ ปกติจากปญ หาตา งๆ เชน เกยี รพงั , คัปปล้งิ (Coupling) และ ลูกปน (Bearing) มีการสกึ หรอ เปน ตน 5 เพอ่ื ทจี่ ะควบคมุ ทศิ ทางของตวั มอเตอร เชน การกลบั ทางหมนุ (เฉพาะ บางงานเทา นน้ั ) การกลบั ทางหมนุ ได แตว งจรมคี วามซบั ซอนและยงุ ยาก 6 เพอ่ื ทต่ี อ งการปรบั แรงบดิ และความเรว็ รอบในขณะทม่ี อเตอรท าํ งาน อยู (เฉพาะบางงานเทา นน้ั ) ไมสามารถปรับแรงบิดและความเรว็ รอบในขณะทม่ี อเตอรท ํางานอยไู ด 7 เพอื่ ทจ่ี ะลดคา ใชจา ยในการบํารงุ รกั ษาอปุ กรณแ มกคานคิ ทตี่ อ พวง กบั มอเตอร การสตารท แบบ สตาร- เดลตา จะทําใหอ ปุ กรณท างแมคคานิกสกึ หรอ งา ย และยังเกดิ ปญ หาอีกมากมายเชน การไถลของสายพาน, water hammer, อปุ กรณ gearbox มีอายุการใชงานท่สี ั้นลง ทําใหต อ งมี คาใชจ า ยคอนขางสงู ในการซอ มบํารุง
8 เพอื่ ทจ่ี ะไดป ระสทิ ธภิ าพสงู สดุ และประหยดั พลงั งาน ลดการเกดิ Inrush Current และสามารถลดความเรว็ รอบของมอเตอรล งได สามารถลดการเกิด Inrush Current ยกเวนโหลดประเภท Exponential ทงั้ นไี้ มประหยัดพลงั งานและลดความเรว็ รอบของมอเตอร 9 เพอื่ ทจี่ ะไดค วามคมุ คา กบั การลงทนุ ของระบบการสตารท มอเตอรท ส่ี ดุ ถา พูดถงึ ความคมุ คา กับการลงทนุ นน้ั การสตารท แบบสตาร-เดลตา นนั้ เปน วิธหี น่ึงท่ชี ว ยลดกระแสและการแสกระชากขณะสตารท เหมาะกับ มอเตอรท ไี่ มตองการปรับความเร็วรอบ และไมเ หมาะกับงานปม หรือพดั ลม ชดุ ปอ งกนั ของมอเตอรแ อรท คี่ วรรู สําหรับมอเตอรท ใ่ี ชในเคร่อื งทําความเย็น หากเกิดความรอนจาก ภายนอกท่สี งู เกินไป จะตอ งมีชดุ ปอ งกันไมใ หอ ณุ หภมู สิ ูงกวา เกณฑ และเปน การปอ งกนั ไมใ หมอเตอรไ หม โดยการตดั กระแสไฟฟาใหก ับ มอเตอร ซึ่งชุดปอ งกนั จะมี 2 แบบดวยกนั คอื แบบสาํ หรับปองกนั อณุ หภมู แิ ละกระแส อีกท้ังยงั สามารถแบง ไดเ ปน 4 ชดุ ดงั น้ี 1. ชุดปอ งกนั ความรอ นภายในมอเตอร เร่ิมตนดว ยชุดปอ งกนั ความรอ นทอ่ี ยภู ายในตวั มอเตอร (Internal Thermostatic Motor Protector) เปน ชุดปอ งกนั มอเตอรท ่ผี ลิตขึ้นจาก โลหะสองชนิดดว ยกนั โดยจะตดิ อยภู ายใน และชุดปองกนั นี้กจ็ ะเสียบ เขา ไปในเขตลวดสเตเตอร ซง่ึ เมอ่ื อณุ หภูมขิ องคดลวดสงู ขึ้น คอนแทค จะเปด ออกโดยการโคง งอของโลหะสองชนดิ อกี ทงั้ ชดุ ปอ งกันชุดน้จี ะมี ขนาดเลก็ กวา ปกติ
2. ชดุ ปอ งกันความรอ นภายนอกมอเตอร เปนชดุ สาํ หรับปอ งกันความรอ นภายนอกมอเตอร (External Thermostatic Motor Protector) โดยชุดดังกลาวถกู ตดิ ตัง้ อยภู ายนอก คอมเพรสเซอร ซึง่ มตี วั คอนแทคทาํ หนา ท่ใี นการตดั วงจรไฟฟาดว ยการ งอของโลหะสองชนดิ ในขณะท่รี ับความรอ นจากตวั เรอื นของ คอมเพรสเซอร และความรอ นจากกระแสไฟฟา ท่ไี หลเกนิ เกณฑ 3. สวิตซแ มเหลก็ ไฟฟา สวิตซแ มเหลก็ ไฟฟา (Electromagnetic Switch) ทําหนา ทีเ่ ปด -ปด วงจรไฟฟา ใหก ับมอเตอร โดยใชว ธิ ีการใหก ระแสไหลเขา ขดลวดของ สวติ ซแมเหล็กไฟฟา สง ผลใหคอนแทคหรอื หนา สัมผสั ทั้งสามเฟส และ เมอ่ื มกี ารตัดไมใ หก ระแสไฟฟา เขา ลวด คอนแทคจะแยกจากกนั ซงึ่ เรยี กชดุ นว้ี า คอนแทคเตอร (Contactor) โดยคอนเทคเตอรจะมรี เี ลยท ี่ คอยปอ งกันไมใ หก ระแสไฟฟาไหลเกินเกณฑ (Overcurrent Relay) 4. ชดุ ปอ งกันกระแสไฟฟา เกนิ เกณฑแ บบปรอท ปดทายดว ยชุดปอ งกนั กระแสไฟฟาเกนิ เกณฑแ บบปรอท (Mercury Overcurrent Relay) ท่ีจะชวยชดเชยผลเสยี ของสวติ ซแ มเหลก็ ไฟฟา และมีรเี รยทีช่ ว ยปอ งกันกระแสไฟฟาเกนิ เกณ ซ่ึงเปน ทยี่ อมรบั ในวง กวา ง เพราะทาํ งานไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพ และมคี วามแมน ยําสูง ชว ย ปองกนั เมอ่ื เกดิ เหตกุ ารณก ระแสไฟฟา เกนิ เกณฑ และไมข ้ึนกับอณุ หภมู ิ ถือเปน ชดุ อปุ กรณป อ งกันทเี่ ตม็ ไปดว ยประสทิ ธิภาพ และปองกนั ไมใ ห เครอ่ื งปรบั อากาศตองเจอปญหากระแสไฟฟา เกนิ เกณฑ ซ่งึ ใครท่แี อร เสีย แอรด ับบอ ย อาจเปนทมี่ อเตอรถ กู ใชง านมาเปนระยะเวลานาน หรือ มกี ารใชง านทีห่ นกั จนเกนิ ไป ดงั นนั้ การมีชดุ ปองกันมอเตอรท ีไ่ ด
คุณภาพ จะชวยใหการทํางานของเครือ่ งปรบั อากาศมคี วามไหลลื่น และ สามารถปอ งกนั ปญ หาของเร่ืองไฟฟา ท่ีอาจเกดิ ขึน้ ในอนาคตได ท้ังหมดนค้ี อื 4 ชุดปองกันของมอเตอรแ อร ทช่ี า งเทคนิคตอ งรู ถือเปน ขอมลู ดีๆ ท่ีจะชว ยใหเ ขาใจการทํางานของระบบมอเตอรแ อร และทราบ ถึงประเภทของมอเตอร เพอ่ื เปน ประโยชนใ นการดูแลรักษาหรือ ซอ มแซมในอนาคตได
8.คอมเพรสเซอร (Compressor) คอมเพรสเซอร (Compressor) ในระบบของแอรห รอื เคร่ืองปรบั อากาศ หมายถึงเครื่องอดั นํา้ ยา หรอื ตวั ปม นาํ้ ยาแอรน่ันเอง เปน อุปกรณห ลกั ทส่ี าํ คัญอนั นึงของระบบเครอ่ื งทําความเยน็ ซงึ ทาํ หนาท่ี ท้ัง ดดู และ อัด นาํ้ ยาแอร ในสถานะแกส ทางวศิ วกรรมสถานแหง ประเทศไทยไดใ หความหมายของคําศพั ทท าง วิชาการของคอมเพรสเซอรไ วว า \"เครือ่ งอัดทเ่ี ปน อปุ กรณเพิ่มความดนั ของสารความเยน็ ทอ่ี ยใู นสภาวะทเี่ ปน ไอ\" โดยหลกั การคอื คอมเพรสเซอรจ ะดดู น้ํายาแอรใ นสถานะทเี่ ปน ฮตี แกส ความดนั ตา่ํ และอณุ หภูมติ า่ํ จากอีวาพอเรเตอร (หรือแผงคอยลเยน็ ) ผา น เขามาทางทอ ซัคชน่ั (Suction) เขาไปยงั ทางดดู ของคอมเพรสเซอร แลว อดั แกสนใ้ี หมคี วามดนั สูงข้นึ และอณุ หภูมสิ งู ขนึ้ ดว ย สง เขา ไปยัง คอนเดนเซอร (แผงคอยลรอ น) โดยผา นทางทอ ดิสชารจ เพอื่ ไปกลัน่ ตวั เปน ของเหลวในคอนเดนเซอรดว ยการระบายความรอ นออกจากนํา้ ยา อีกทนี งึ
จะเหน็ ไดว าในวงจรเครือ่ งทาํ ความเยน็ คอมเพรสเซอรเ ปน อุปกรณท แ่ี บง ความดันในระบบระหวา งดา นความดนั สงู และความดันต่ํา นาํ้ ยาแอรท ี่ถกู ดดู เขา มาในคอมเพรสเซอรจะมสี ถานะเปน แกส ความดัน ตํ่า และนาํ้ ยาทีอ่ ัดสงจากคอมเพรสเซอรจ ะมสี ถานะเปน แกส ซ่งึ มคี วาม ดนั สูง หลงั การลางแอร ชางลา งแอรหรอื ชา งซอ มแอรต อ งตรวจดนู ้ํายา แอรของลกู คา วา นา้ํ ยาแอรพ รอ งหรือไม บางคนคดิ วา นํ้ายาแอรม สี ภาพ เปนน้ําหรือของเหลว แตจ รงิ ๆ มันเปน สารเคมที ก่ี ลายสภาพไดต ามกาํ ลัง อดั และสามารถรั่วซึมไดทงั้ ตามวาวลศ ร (จุกทเี่ ตมิ น้าํ ยา) หรือขอ ตอ บานแฟรไ ดค รับ ระบบแอรไ มใชร ะบบปด ท่ีน้าํ ยาจะรั่วออกไมไ ด
9.การบรรจสุ ารทาํ ความเยน็ การบรรจสุ ารทําความเยน็ เขา สรู ะบบโดยใชก ระปอ งบรรจุขนาด เล็ก(ระบบหยุดทาํ งาน) ขนาดกระปองท่บี รรจสุ ารทาํ ความเยน็ เปน กระปอ งขนาด 1 ปอนดบ รรจุ สารทาํ ความเย็นประมาณ 15 ออนซ สาเหตทุ ใี่ ชก ระปอ งขนาดเลก็ เพราะวาในกรณที สี่ ารทําความเย็นรวั่ สูญหายจากระบบเพยี งเลก็ นอ ย เรานิยมใชกระปองขนาดเลก็ เนอ่ื งจากเคลอื่ นยายสะดวกกวาและ ปฏบิ ัตงิ านไดเ รว็ กวา ปจ จบุ ันกระปอ งขนาด 1 ปอนดนยิ มใชก ันมาก การใชสารทาํ ความเย็นชนดิ บรรจขุ นาด 1 ปอนด ใหด ูจนแนใ จกอ นใช วาเปน กระปองที่บรรจสุ ารทาํ ความเยน็ R- 12 โดยดจู ากโคด สขี าวทที่ า ไวร อบกระปอ งหรือบางทอี าจเขยี นเปน สญั ญลกั ษณท างเคมีตดิ ไวข า ง กระปอ ง สัญญลกั ษณทางเคมคี อื CCL2F2 ขอ ควรระวงั ระวงั อยา นาํ กระปอ งสารทําความเยน็ เขา ไปใกลไฟหรอื ควานรอนใดๆ เพราะทีอ่ ณุ หภมู ิ 125°ฟ ข้ึนไปสารทาํ ความเยน็ เม่อื ไดร บั ความรอ นจดั อาจระเบดิ ได การเปด -ปด ลน้ิ กระปอ งสารทําความเย็นควรใชป ระแจขนั โดยเฉพาะ อยา กระแทกกระปอ งแรงเกนิ ไป และควรเกบ็ ใหอ ยใู น แนวตง้ั เสมอ เครอื่ งมอื กระปอ งบรรจสุ ารทาํ ความเยน็ ขนาด 1 ปอนด ผา คลุมบังโคลนรถ ประแจครบชดุ 1 ชุด ชดุ แมนิโฟลดเ กจพรอ มสายยาง 1 ชุด วสั ดุ สารทําความเยน็ R-12 การเตรยี มงาน 1. ตอสายยางของชุดแมนิโฟลดเ กจเขากบั ทางเขาของคอมเพรสเซอร 2. การตอ สายใหต อ สายทอ ความดนั สูงเขากบั เซอรว ิสวาวลท างลนิ้ ดา น ความดันสูงเเละทอ ความดนั ตํา่ เขากบั ลิ้นดานความดันตาํ่ ที่บนฝาสบู ของ คอมเพรสเซอร
3. ล้ินเกจความดนั สงู และความดนั ตาํ่ อยใู นตําแหนง ปด 4. ดาํ เนนิ การเพ่อื ใหระบบเปน สูญญากาศ ภาพท่ี 7-1 การเตมิ สารทาํ ความเยน็ เขา สรู ะบบในลกั ษณะของเหลว (กระปอ งสารทาํ ความเยน็ ควา่ํ ) การบรรจสุ ารทาํ ควานเยน็ 1. ทาํ การแวคดดู เอาความชื้น และอากาศออกจากระบบเพ่อื ให ระบบเปน สญู ญากาศ 2. เมื่อเปน สูญญากาศแลวใหต อ สายยางเพ่ือบรรจสุ ารทําความเยน็ โดย ตอ ระหวา งถงั บรรจสุ ารทาํ ความเยน็ และทอ ชอ งกลางของชุดแมนโิ ฟลด เกจ การไลอ ากาศในระบบ 1. เปด ลน้ิ ทีก่ ระปอ งหรือถงั บรรจสุ ารทาํ ความเยน็ เพื่อใหส ารทําความ เยน็ เขา สรู ะบบโดยหมนุ ลิ้นทถ่ี ังหรือกระปอ งบรรจุสารทาํ ความเยน็ ทวน เข็มนาฬกิ า 2. ล้ินดานความดนั สงู และความดันตํ่ายังคงปดอยู ใหค ลายจบุ เสียบทอ
กลางใตแ มนโิ ฟลดเ กจออกเลก็ นอยเพ่อื ไลล มออกจากทอ ยาง วธิ กี ารบรรจสุ ารทาํ ความเยน็ เขา สรู ะบบ 1. เปดลนิ้ ดา นเกจวัดความดนั สูง 2. โปรดสงั เกตเกจวดั ความดันดา นต่าํ วา เขม็ ขน้ึ จากสญู ญากาศ หรอื ไม ถา เข็มยงคงชอี้ ยูทส่ี เกลสญู ญากาศแสดงวา ในระบบเกดิ การอุดตนั 3. ถาระบบเกิดการอดุ ตนั ใหจ ดั การแกไ ขและทาํ สูญญากาศใหม 4. เมอ่ื แกไ ขขอบกพรอ งและทาํ สญู ญากาศแลว ใหบ รรจสุ ารทําความ เยน็ เขา ระบบโดยคว่าํ กระปอ งลงเพือ่ ใหสารทาํ ความเยน็ ไหลเขา ไปใน ระบบในลักษณะของเหลว 5. การบรรจุสารทําความเยน็ ใหบรรจตุ ามปริมาณท่บี รษิ ทั ผผู ลติ เคร่อื ง ทําความเย็นกําหนดไว การปฏบิ ตั เิ มอ่ื บรรจสุ ารทาํ ความเยน็ เสรจ็ 1. ปด เกจวัดความดนั ดานความดันสงู 2. ถอดสายยางทอ กลางของชุดแมนโิ ฟลดเ กจออกจากกระปอง 3. หมนุ คอมเพรสเซอรดว ยมอื 2-3 รอบเพือ่ ใหแ นใ จวา ไมม สี ารทําความ เยน็ ในสภาพของเหลวเขาไปอยใู นคอมเพรสเซอร 4. ตดิ เครอื่ งยนตต ง้ั ความเรว็ รอบเครอ่ื งยนตอ ยใู นข้นั เดนิ เร็ว 5. ทดสอบการทํางานของระบบวามีความเย็นเพียงพอหรอื ไม 6. ถาระบบทํางานเรียบรอ ยใหถ อดชดุ แมนิโฟลดเ กจออก และใสฝ า ครอบลนิ้ เซอรวิสใหเ รียบรอ ย
10.การตรวจเชค็ การซอ มบาํ รุงเครอ่ื งปรับอากาศ การซอมบาํ รงุ เครอ่ื งปรับอากาศคอื ขั้นตอนการทําให เครอ่ื งปรบั อากาศทมี่ ปี ญหากลับมาทาํ งานอยางเตม็ ประสิทธิภาพอกี คร้งั การซอ มแบบเตม็ รปู แบบมักจะตอ งถอดช้นิ สว นท้ังหมดออกมาเพอ่ื ตรวจสอบ ซึง่ อาจจาํ เปนสาํ หรับเครอื่ งปรบั อากาศทไี่ มไ ดใ ชงานเปน เวลานาน เครือ่ งปรบั อากาศไมเย็น การสง เสยี งดงั ผดิ ปกตขิ อง เครื่องปรบั อากาศ หรือการทเี่ ครื่องปรับอากาศมกี ล่นิ ไมพงึ ประสงคจาก ระบบทอภายในทผ่ี ดิ ปกติ ซงึ่ ในบทความนีเ้ ราจะอธบิ ายถึงการซอม บํารงุ ทีจ่ ําเปนของเครือ่ งปรบั อากาศเพือ่ ใหกลบั มาใชงานไดอยา งมี ประสิทธภิ าพดงั เดมิ กําจดั ส่งิ อุดตนั ในเครอื่ งปรบั อากาศ การใชเ ครอ่ื งปรบั อากาศติดตอ กันเปน เวลานานเปนสาเหตขุ อง การอดุ ตนั ของชองลมตางๆ ซ่ึงเกดิ จากฝุน ละอองและสงิ่ สกปรกท่สี ะสม กอตวั จนทาํ ใหลมไมส ามารถไหลเวยี นไดต ามปกตทิ ําใหแ อรไ มเยน็ การซอมแซมในสว นนท้ี ําไดโดยการทําความสะอาดในสวนของชอง ระบายอากาศเพอื่ ใหอ ากาศสามารถถา ยเทไดด ีอกี ครง้ั การยบั ยงั้ การกอตวั ของฝนุ ละออง โดยปกติ ฝุนละอองมกั กอ ตวั ในสว นของใบพดั ของคอยลรอน ถา ใบพดั ไมไ ดร ับการทําความสะอาดอยา งสมํา่ เสมอ ฝนุ ละอองเหลา นจ้ี ะ ดดู ซบั ความชน้ื และกดั กรอ นใหเกดิ สนมิ บนใบพดั ฉะน้นั การทําความ สะอาดใบพัดจึงเปน อีกสง่ิ หนึ่งท่ีสาํ คญั ในการซอมบํารงุ เคร่อื งปรบั อากาศ การซอมแซมสว นทีส่ กึ กรอ น
ทุกสว นทเี่ ปนโลหะของเครอ่ื งปรับอากาศ ควรฉาบทาดวยสาร ปองกนั สนมิ หรือการผุกรอน และมกี ารถอดชนิ้ สว นออกมาเพื่อ ตรวจสอบวามีสนิมหรือไม หากมจี ะมเี คาะสนมิ ออกการพน เคลอื บดว ย สารปองกนั สนมิ และสารปองกันการสกึ กรอน ซงึ่ รวมถงึ สว นของใบพดั และสว นประกอบอ่ืนๆทเี่ ปน โลหะดว ย ทําความสะอาดสว นของทอ ระบายน้ํา ปญหาทอ ตนั เปนอกี หน่งึ สาเหตขุ องการลดประสทิ ธภิ าพการ ทาํ งานของเครือ่ งปรับอากาศ นาํ ไปสกู ารขัดของของคอนเดนเซอร และการระเหยของน้ํา ปญ หานแ้ี กไ ขไดโ ดยทาํ ความสะอาดและ ตรวจสอบส่ิงที่อดุ ตันอยู หรอื หากจาํ เปนอาจจะตอ งเปลย่ี นทอ แอร การแกป ญ หาเสยี งรบกวน การทํางานทผ่ี ิดพลาดของแบรร ่ิง(ลูกปน) อาจกอใหเกดิ เสียง รบกวนในขณะเครือ่ งปรบั อากาศทาํ งาน การซอ มแซมเบอื้ งตน คอื การ ตรวจสอบสภาพของแบรร ่ิง และถอดเปลี่ยนตวั ทม่ี ีปญ หาเพื่อกําจดั เสยี ง รบกวน การแกไ ขเรื่องความเย็นและความสะอาด หลังจากทําการตรวจสอบ ทาํ ความสะอาด และเปลย่ี นช้ินสว นทม่ี ี ปญ หา จะมีการประกอบช้ินสว นกลบั คนื และตรวจสอบการรันเครื่อง เพอ่ื ตรวจสอบประสทิ ธิภาพของเครอ่ื งปรบั อากาศ หากไดผ ลเปน ทนี่ า พอใจทีมชางจะเขยี นขอ มูลสรุปการทํางาน และแจงกาํ หนดการ ซอมแซมครงั้ ตอ ไป จงึ สามารถสรุปไดว า การซอมบาํ รงุ แบบเตม็ รปู แบบจะทําให เคร่อื งปรบั อากาศกลับมามีประสิทธภิ าพเตม็ ที่ อีกท้ังยังปอ งกนั การ
เสยี หายของอะไหลส วนตา งๆ เปนการชวยประหยดั คาใชจ า ยเน่อื งจาก ตอ งเปลย่ี นอปุ กรณท ม่ี ีราคาสูง
Search
Read the Text Version
- 1 - 43
Pages: