Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ปราสาทเปือยน้อย

ปราสาทเปือยน้อย

Published by viriyatal, 2020-08-28 04:12:22

Description: ปราสาทเปือยน้อย

Search

Read the Text Version

รปู ที่ 1 : ปราสาทเปอ ยนอย Picture 1 : Prasat Pueai Noi Ruins ทม่ี า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร ดินแดนอสี านตอนบนถงึ แมอยหู างไกลจาก ศูนยกลางของอาณาจักรเขมรโบราณ แตยงั พบ หลกั ฐานงานศลิ ปกรรมของเขมรกระจายอยู ในหลายๆ จังหวัดของอสี านตอนบนเชนกนั ซง่ึ แสดงใหเ หน็ วา อิทธพิ ลทางวฒั นธรรมเขมร โบราณหรอื เขมรในเขตอีสานตอนบนมีขนาด ครอบคลมุ พ้ืนที่ของอสี านเกือบท้ังหมด และ ถงึ แมวาสถาปตยกรรมโบราณของเขมรในอสี าน ตอนบนจะมีขนาดไมใหญโตนกั เม่อื เทียบกบั ปราสาทหนิ ทพี่ บทางอีสานลางแตโ บราณสถาน เหลาน้กี ็ลวนแตม ีองคประกอบทางสถาปตยกรรม ท่ีสมบูรณต ามคตคิ วามเชอ่ื ทางศาสนา และ งดงามดวยการแกะสลกั อันวจิ ติ รบรรจง

ตําแหนง ทตี่ งั้ ตั้งอยบู ริเวณบานหัวขวั ตาํ บลเปอยนอย อําเภอ เปอยนอย จังหวดั ขอนแกน การเดนิ ทาง การเดินทางไปยังปราสาทเปอ ยนอ ย ปจ จบุ นั สามารถเดินทางโดยรถยนตไ ดอ ยางสะดวก จากจงั หวดั ขอนแกน ใชทางหลวงหมายเลข 2 (ขอนแกน-บานไผ) ระยะทาง 44 กิโลเมตร แลว เลยี้ วแยกซายมุงสูทางหลวงหมายเลข 23 (บา นไผ-บรบอื ) เม่ือถึงหลักกิโลเมตรที่ 13 จะ พบทางแยกบานหนิ ตั้ง ใหเ ล้ียวขวาเขา ทางหลวง หมายเลข 2301 ไปอาํ เภอหนองสองหอ ง จังหวัดขอนแกน ขบั ตรงไปอกี 7 กิโลเมตร ใหเ ล้ียวซายไปยงั อาํ เภอเปอยนอย ตามทางหลวง หมายเลข 2297 และ เดนิ ทางไปอีก 14 กโิ ลเมตร เขาสบู านหัวขัว ตาํ บลเปอ ยนอย จงั หวดั ขอนแกน จะพบปราสาทเปอยนอย ซง่ึ อยทู างดา นขวามอื ตดิ กับถนน รปู ที่ 2 : ปา ยปราสาท เปอ ยนอ ย หนา วัดธาตกุ ทู อง อําเภอเปอ ยนอย จังหวดั ขอนแกน Picture 2 : Prasat Pueai Noi Ruins Sign ทีม่ า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร

รูปท่ี 3 : แผนทเี่ ดนิ ดนิ บริเวณโดยรอบ ปราสาทเปอยนอ ย อาํ เภอเปอยนอ ย จงั หวดั ขอนแกน Picture 3 : Geo-Social mapping ท่มี า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร

ประวตั ิ ปราสาทเปอยนอย หรอื พระธาตุกทู องมชี ื่อเรยี กตามชอื่ พนั ธไุ มท องถนิ่ ท่ีขึน้ บรเิ วณปราสาท คือ ตนเปอ ย หรอื ตนตะแบก และ สาเหตทุ ีเ่ รยี กวา พระธาตุกูทอง เนอ่ื งจากเรยี กตามช่ือ “วัดธาตุกูท อง” ซึง่ อยดู านขาง ปราสาท สรางเมอื่ ป พ.ศ.2474 โดยพระอาจารยป แู ละ นายนอ ย ปราสาทเปอยนอย หรอื พระธาตกุ ูทอง สรา งขน้ึ ในราว พุทธศตวรรษท่ี 16-17 เปน ปราสาทหนิ ท่มี ีขนาดไมใ หญ นบั วา เปนปราสาทเขมร ทส่ี มบูรณม ากแหง หนึ่ง เดมิ ปราสาทเปอ ยนอยเปนโบราณสถานรางมี ซากปรกั หกั พัง ชิ้นสวนทบั หลงั และหนาบันทส่ี ลกั ลวดลายรปู บคุ คลและพนั ธพุ ฤกษาตกหลนกระจายอยู ตามบริเวณปราสาทโดยรอบ ตอมาในป พ.ศ.2478 กรมศิลปากรไดป ระกาศ ขึ้นทะเบยี นโบราณสถานปราสาทเปอยนอ ย ป พ.ศ.2532-2537 กรมศลปากรไดด าํ เนนิ การขุดแตง บูรณะดว ยวิธีอมัสติโลซสิ (รือ้ ลงมาเพ่อื เสริมความม่ันคงแลวจึงประกอบใหมเ ขาทเ่ี ดิม) ตลอดจน ทาํ การปรบั ปรุงสภาพภมู ทิ ศั น ใหส วยงามและเหมาะสมโบราณสถาน

ศิลปะและสถาปต ยกรรม ปราสาทเปอ ยนอย เปนศิลปะผสมระหวางศลปะเขมร แบบบาปวน และแบบนครวัด โดยองคประกอบ ของปราสาทเปอ ยนอย มดี ังนี้ 1.ชาลาเอกมุข มีลกั ษณะฐานศลิ าแลงรูป ส่เี หลีย่ มท่ี กอ ยกระดับข้ึนมาจากพน้ื เบ้อื งลาง และมีมขุ กอ ยืน่ ออกทางขา งหนาเพียงดา นเดียว โดยมบี นั ไดอยู ขางหนาเพอ่ื ใหส ามารถเดนิ ข้ึนสูชาลาเอกมขุ ได สําาหรับ ทางดา นขางของชาลาทงั้ สองขางมีคันดนิ กอตอเน่อื ง ออกไปเปนแนวยาว เพือ่ กนั้ ขอบเขตพื้นดนิ ใหส ูงขึน้ ตลอดท้งั แนว ทําใหบริเวณสวนดา นในของเทวสถาน มีระดับสงู กวา พื้นดนิ ท่อี ยูดา นนอก อนั เปนการแสดงถึง ปรมิ ณฑลของ จักรวาล รูปที่ 4 : ชาลาเอกมขุ ปราสาทเปอ ยนอย Picture 4 : Chala Akekamuk (single entrance pavilion) ทีม่ า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร

2. กาแพง กอ ดว ยศลิ าแลงเปนกรอบรูปสีเ่ หล่ียมผนื ผาลอ มรอบกลมุ ปราสาทประธาน ยาว 32 เมตร กวาง 28 เมตร และหนาประมาณ 1.50 เมตร รูปท่ี 5 : กําแพงแกวของปราสาทเปอยนอย Picture 5 : Laterite wall at Prasat Pueai Noi Ruins ท่ีมา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร

3. ประตูซุม หรอื โคประ อยูบรเิ วณกงึ่ กลาง ของกาํ แพงทั้งดานหนาและหลัง (ทศิ ตะวันออกและ ทศิ ตะวันตก) สรา งเปน ประตซู ุม ขนาดใหญ ( หรอื ทเี่ รียกกนั วา “โคปรุ ะ ”) โดยประตูซมุ ดานหนา มขี นาดท่ใี หญกวา ประตูซุมดานหลัง เลก็ นอย ประตูซมุ หรือโคปรุ ะดา นหนา มผี ังเปน รปู กากบาทยอมุม กลา วคอื มมี มุ ทต่ี อ ย่นื ออกไป จากหอ งกลาง ซง่ึ สามารถเดนิ ทะลผุ านเขาสลู าน ปราสาทดานในได นอกจากน้ียังมีหอ งมมุ ขนาด เล็กอยู ท่ปี กทั้งสองของประตูซมุ อีกขางละ 1 หอ ง รูปท่ี 6 : ประตูซุม หรือ โคปรุ ะ ปราสาทเปอ ยนอย Picture 6 : Entrance facade or Kopura ที่มา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

รปู ที่ 7 : กลุมปราสาทประธาน ของปราสาท เปอ ยนอ ย อําเภอเปอยนอ ย จงั หวดั ขอนแกน Picture 7 : Main temple consists of three buildings built from bricks and set on the same base ที่มา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร

4. กลุมปราสาทประธาน ประกอบดวยปราสาท อฐิ ทั้ง 3 หลงั ตงั้ อยบู นฐานศลิ าแลงเดยี วกัน หนั หนา ไปทาง ดา นทิศตะวนั ออก สําหรับรปู ทรงของปราสาท ทั้ง 3 หลัง มลี ักษณะดงั น้ี ปราสาทประธาน (หลังกลาง) มลี ักษณะเปน ปราสาทอฐิ รปู สี่เหลีย่ มจตั รุ สั ยอมมุ ขนาดกวางยาว ประมาณ 7.5 x 7.5 เมตร ปราสาทบรวิ ารหลังเหนอื มีแผนผงั เชน เดยี วกบั ปราสาทหลังกลางแตมีขนาดเล็กกวา กลา วคืออยใู น กรอบสเ่ี หลย่ี มจัตุรัสยอ มุม กวา งยาวดานละ 6 เมตร ปราสาทบริวารหลังใต มีแผนผังเชน เดยี วกับ ปราสาทหลังกลางแตม ีขนาดเล็กกวากลา วคืออยูใน กรอบสี่เหลยี่ มจัตุรสั ยอ มุม กวางยาวดา นละ 6 เมตร ปราสาทท้งั 3 หลัง มปี ระตทู างเขาอยทู างทิศ ตะวันออกเพยี งประตเู ดียว สวนทเี่ หลอื อีก 3 ดานเปน ประตู หลอก การกอสรางใชอิฐเปน วัสดสุ ําหรบั กอสราง ใน ตาํ แหนง ท่ตี องรับน้ําหนักของอาคารและบริเวณทต่ี องการแกะสลักลวดลายตางๆ สภาพในปจจบุ ันของกลุม ปราสาทท้ัง 3 หลัง คงเหลือเฉพาะสว นฐานและเรือนธาตทุ ่ีทาํ เปนหอ งสเี่ หล่ยี มเทา น้นั สําหรบั เรือนยอดหรือเครือ่ งบนขึน้ ไปไมพ บหลักฐาน แตสนั นิษฐานไดว าคงกอ เหล่อื มเปน ช้ันๆ ซอ นลดหลน่ั ข้นึ ไปอยางที่เรียกกนั วา “ชน้ั เชงิ บาตร” โดยมปี ราสาทจําลองประดบั ทท่มี ีมมุ ของ เรือนยอด และสวนบนสดุ คง เปน ยอดรูปดอกบัว

5. บรรณาลัย (หรอื วหิ าร) บริเวณมุมดานทศิ ตะวันออกเฉยี งใตข องกลุม ปราสาทประธาน มีอาคารรูปส่ีเหลี่ยมผนื ผา 1 หลัง กอดว ยศลิ าแลง มขี นาดกวา ง 5 เมตร ยาว 11 เมตร ลกั ษณะของ อาคารเปน หอ งสีเ่ หลยี่ มมีประตูทางเขา อยดู าน ทิศตะวันตก (หันเขาหากลมุ ปราสาทประธาน ) ดา นหนาทาํ เปนมขุ ย่ืนออกมา 1 หอง สวนผนงั ดัานขา งตอนบนของอาคารทําเปนชองระบาย อากาศหรอื หนาตา งทมี่ ลี ูกกรงศลิ าประดับอยู ผนงั ละ 3 ชอ งระบายอากาศหรอื หนา ตางทีม่ ี ลูกกรง ศิลาประดบั อยผู นงั ละ 3 ชอ ง อาคาร ลกั ษณะเชน น้ี พบอยเู สมอในศาสนสถานของเขมร และเรียกกันทว่ั ไปวา บรรณาลัย (หอเก็บคมั ภีร) หรอื วิหาร รูปที่ 8 : อาคารบรรณาลยั ปราสาทเปอยนอย Picture 8 : Library at Prasat Pueai Noi Ruins ทีม่ า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร

รูปที่ 9 : อาคารบรรณาลัย ทางทศิ ตะวนั ตก Picture 9 : Library (on the West) at Prasat Pueai Noi Ruins ทม่ี า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร

หลกั ฐานทางโบราณคดี 1.จารกึ ทเ่ี สากรอบประตปู ราสาทประธาน (ปราสาทหลังกลาง ) จารึกดว ยอกั ษรขอมโบราณภาษาสนั สกฤต 4 บรรทัด เนือ้ หา กลาวถงึ “นกั บวชมุนสี ุวันตยะ พระฤๅษไี วศัมปยะ รวมถึงการกอสรางและการจัดพธิ ี บชู ายัญ” ซึ่งผเู ชี่ยวชาญดา นอักษรโบราณ ไดกาํ หนด อายโุ ดยการเปรยี บเทยี บตัวอกั ษรไววา นาจะมอี ายรุ าว พุทธศตวรรษท่ี 17 2.แผน ทับหลงั นารายณบ รรทมสนิ ธุ อยูเ หนือกรอบประตูดานหนา ของปราสาทประธาน อยูเ หนือพระยาอนันตนาคราช มชี ื่อเรยี กกนั อกี ชือ่ หน่งึ วา “วษณุ อนนั ตศายนิ ” องคพระนารายณมี 4 กร โดยพระองคย กพระกรขวาบนข้ึนยันพระเศยี ร สว นพระกรที่ เหลือ ทรงถอื ศาสตราวธุ สาํ คัญ ไดแ ก คทา สงั ข กอนดนิ (ภู) หรอื จักร ไวใ นพระหัตถ และมพี ระนางลกั ษมี (ชายา) นงั่ ประคองพระชงฆ ของพระองคเ อาไว นอกจากนี้ ท่ีบริเวณพระนาภขี องพระนารายณจ ะทรงเขาบรรทมในเกษียรสมทุ ร เพ่ือใหก าํ เนดิ พระพรหม แสดงถึง ความเชือ่ ของศาสนาฮนิ ดู เมอื่ คร้ังสิ้นสุดกลั ปหลังจาก โลกถูกทาํ ลายลงแลวพระนารายณจ งึ ทรงเขา บรรทมในเกษียรสมทุ ร เพือ่ ให กาํ หนดพระพรหมซ่งึ จะไดทรง สรางโลกและสรรพสง่ิ ตางๆ ขน้ึ ใหมอ กี คร้ังหนึ่ง รปู ท่ี 10 : ทบั หลังนารายณบรรทมสินธุ ปราสาทประธาน Picture 10 : Narai Banthom Sin Lintel is over the front door frame of the main prasat ท่มี า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร

3. แผน หนา บนั ภาพหนากาลหรอื กีรตมิ ุข อยเู หนือทับหลงั รปู นารายณบ รรทมสินธุทาง ดา นหนา ของปราสาทประธาน มสี ภาพชาํ รุดตรง สวนกลางแต พอสังเกตได หนากาลหรือกีรติมุขทมี่ ี รูปสงิ หน งั่ อยูทาง ดานขา งลายหนา กาล ทาํ เปน รปู หนา สตั วในเทพนยิ าย ท่ีมี กําเนดิ จากพระอศิ วร แตมีเฉพาะใบหนา เนอื่ งจาก ไดกลืนกินตวั ของตนเองเขา ไปและที่เรยี กกันวา หนา กาล หมายถึงเวลา เน่อื งจากเวลาเปน ผกู ลืนกนิ ทุกส่ิงทุกอยา งกรี ตมิ ขุ หรือหนากาลน้นั ถอื วา เปนผู เฝา เทวาลยั และคอย กลืนกนิ ความช่วั ไมใ หเ ขา สู ภายในศาสนสถาน สําหรบั หนา บันดัานหลงั ของปราสาทประธานสลกั เปน ภาพเทพน่ังชันเขา อยใู นซุม เรอื นแกวเหนอื หนา กาลซึง่ กําลงั คายลายพรรณพฤกษาที่มีปลายมวนเขาดา นใ นทัง้ สองขาง รูปที่ 11 : รองรอยหนา กาลหรือกรี ติมุข ท่ีมีสภาพชาํ รดุ ท่อี ยเู หนอื ทบั หลังรูปนารายณบ รรทมสินธุ ปราสาทประธาน Picture 11 : The gable frame (Na Bun) of a Kala face or Kirati Muk (entrance gable) ที่มา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร

4. แผนทบั หลังรูปคชลักษมี อยูเ หนอื หนากาลประตดู านหลงั ของปราสาทบรวิ ารองคทิศเหนอื เปน ภาพเทวสตรีอนั หมาย ถึงพระนางลักษมีซ่ึงเปนชายาของพระนารายณประทบั นง่ั โดยมีพระหตั ถทรงถือดอกบวั ขางละ 1 ดอก นอกจากนี้ยงั มีรปู ชาง 2 เชือกยนื ชูงวง เขา หากันอยดู า นขางซ่ึงคชลักษมี ถือเปนสญั ลักษณข องความอุดมสมบูรณแ ละโชคลาภ ดงั น้นั ผทู เี่ คารพบชู าพระ ลกั ษมกี จ็ ะประสบแตค วามสุขและความเจริญ ท้งั ปวง 5. แผนทบั หลงั รูปเทพประทับนงั่ ถอื พระขรรค อยูดานหลงั อาคารบรรณาลัย (ทิศตะวนั ออก) เปน รูปเทพน่งั ชันเขาถือ พระขรรคอยูในซุม เรอื นแกว เหนือหนา กาล ทบั หลงั ช้นิ นมี้ ีลายแกะสลักที่คมชดั และถอื เปนทับหลงั ทีม่ คี วามงดงามโดดเดนช้ิน หนึง่ ของปราสาทเปอยนอย รปู ท่ี 12 : เทพ ประทบั น่งั ถอื พระขรรค อาคารบรรณาลัย Picture 12 : The lintel of a god sitting and holding sword was found behind the Bunnalai (on the east) ท่ีมา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร

6. แผน หนา บันรูปอมุ ามเหศวร อยดู านหลงั ของบรรณาลัย เปนรูปของพระอศิ วร และ พระอุมา ประทับ นงั่ อยบู นหลังโคนนทิหรือ ทเ่ี รยี กกันวา “อุมามเหศวร” ภาพเชนนแ้ี สดงให เห็นถงึ การนับถือพระอิศวร ซงึ่ เปน เทพผูย ิง่ ใหญอ งคห น่งึ ของศาสนาฮนิ ดูไดเปนอยางดี รูปที่ 13 : พระอศิ วรและพระอมุ าทรงบนหลังโคนนทหิ รือ “อุมามเหศวร” Picture 13 : Lord Shiva and Uma (Lord Shiva’s wife) sitting on Nandi (a cow) called as “Uma- Mahesvara” ทม่ี า : สํานักศิลปากรท่ี 9 ขอนแกน

7. แผนหนิ รูปส่ีเหล่ียมผืนผา สลักภาพเทพ 9 องคชน้ิ หน่ึง คนพบเมอื่ ป พ.ศ.2533 ซงึ่ ทางกรมศิลปากรทาํ การ ขดุ แตงบรรณาลยั (ปจ จบุ ันเก็บรักษาไวท่ีวัดธาตกุ ูทองทอี่ ยูดาน ขางของปราสาทเปอยนอ ย) ภาพเทพดงั กลาวเปนรปู เทพ นพเคราะห 4 องคและ เทพผรู กั ษาทิศ 5 องคอยตู รงกลาง อยางไรก็ตามแทงหนิ ทพ่ี บน้มี ีภาพสลักเทพ 1 องค ชํารดุ หกั หายไป สําหรบั แทงหนิ รูปสลักเทพนคี้ งมใิ ชเปน แผน ทบหลัง เนอ่ื งจาก บริเวณขอบดานบนไดส ลกั เปนรปู ดอกบัว สนั นษิ ฐาน วาอาจใช ประโยชนสําหรับการแกบ นหรอื ใชสําหรับการบูชาเทพตางๆ เพอื่ ความเปนสิริมงคลของผปู ระกอบพิธีกรรม 8. แผนทับหลังรปู ของบคุ คลนั่งอยบู นชาง 3 เศยี ร อยูดา นหนา เหนือ หนา กาลของปราสาทบริวาร หลงั ใต สนั นษิ ฐานวา เปนภาพของพระ อนิ ทรทป่ี ระทับ บนพาหนะของพระองค คอื ชางเอราวณั การทพี่ บ ทับหลังชิ้นน้อี ยูทางทิศตะวนั ออกถอื วาถกู ตองตามคติ ของศาสนาฮินดู เนือ่ งจากพระอินทรน ั้นทรงเปน เทพผูรกั ษาทิศตะวันออก สําหรบั แผน หนา บนดา นหนา สลกั เปนภาพหนากากกาํ ลังคายสิงหออกมาขา งละตัว โดย มือท้ังสองของหนา กากจบั ขาสงิ หเ อาไว บรเิ วณมุม ตอนลา งของ ขอบหนา บันสลักเปนมกรคายเศยี รนาค

รปู ที่ 14 : โคปรุ ะดานทศิ ตะวันออก (ดา นใน) หนาบนั รูปพระอนิ ทรืทรงชางเอราวณั 3 เศยี ร Picture 14 : The lintel of a person on three-headed elephant, called “Erawan” ทมี่ า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร

9. แผน ทบั หลงั ทางดานทศิ ตะวันตก(ดา นหลัง) รปู ที่ 15 : ทบั หลงั รปู หงส 2 ตวั ชูคอเขา หากัน ของปราสาทบรวิ ารหลังใต มีสภาพคอนขา งลบเลือนแตพ อ Picture 15 : Lord Varuna riding swan สงั เกตไดว า เปนภาพของเทพประทบั นงั่ อยเู หนือรปู สัตว บน ทม่ี า : สาํ นกั ศิลปากรที่ 9 ขอนแกน หนากาล สนั นิษฐานวาเปน ภาพของพระวรณุ ทรงหงสซ ่งึ ถอื กันวาเปนเทพผูรักษาทศิ ตะวนั ตก 10. แผน ทับหลังรปู ของพระกฤษณะ อยเู หนอื กรอบประตูของประตซู มุ หรอื โคปุระ เปน ภาพของ พระกฤษณะ (ตอนเปน อวตารปางท่ี 8 ของพระ นารายณ เพอ่ื ลงมาปราบพระยากงส) กาํ ลงั ตอ สกู บั มาเกศี อยเู หนอื หนา กาล 11. แผน หนาบันรปู พระนารายณทรงครุฑ เปน แผนหนิ รูปจวั่ ทรงสามเหลีย่ มเหนือทับหลงั ของประตู ซุม หรือโคปรุ ะ สลกั เปน รูปพระนารายณท รงครฑุ อันเปน พาหนะของพระองคแ ตปจ จบุ ันชนิ้ สว นดา นบน ของ หนา บันชิ้นน้ไี ดช าํ รดุ ไปแลว

12. แผน หนิ หนา บนั ของมุขดา นใน (ทศิ ตะวนั ตก) ของประตซู มุ หรือโคปรุ ะ เปน ภาพพระอินทรประทบั บน หลงั ชางเอราวณั 3 เศียร อยทู ามกลางลวดลาย พรรณพฤกษา ศาสนาและความเชือ่ ปราสาทเปอยนอย ถกู สรา งขน้ึ เพื่อใชเ ปนเทวสถาน ในศาสนาฮนิ ดู แผนผงั การกอสรางมคี วาม หมาย คือ เขาพระสุเมรุ ซ่งึ ถือเปน แกนจักรวาล อันเปนทีส่ ถิตของ เทพเจาที่เรยี กวา “ศาสนบรรพต” ปราสาทเปอยนอย เปรียบเสมือนวิมานเทพเจาสูงสุดลงมาสถิต



ขอขอบคณุ ขอมลู จาก : หนังสอื แหลง ทองเท่ยี วเชงิ วฒั นธรรม โบราณสถาน ปราสาทขอม ในดินแดนอสี าน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook