รปู ที่ 1 : ปราสาทเปอ ยนอย Picture 1 : Prasat Pueai Noi Ruins ทม่ี า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลยั ราชภัฏสกลนคร ดินแดนอสี านตอนบนถงึ แมอยหู างไกลจาก ศูนยกลางของอาณาจักรเขมรโบราณ แตยงั พบ หลกั ฐานงานศลิ ปกรรมของเขมรกระจายอยู ในหลายๆ จังหวัดของอสี านตอนบนเชนกนั ซง่ึ แสดงใหเ หน็ วา อิทธพิ ลทางวฒั นธรรมเขมร โบราณหรอื เขมรในเขตอีสานตอนบนมีขนาด ครอบคลมุ พ้ืนที่ของอสี านเกือบท้ังหมด และ ถงึ แมวาสถาปตยกรรมโบราณของเขมรในอสี าน ตอนบนจะมีขนาดไมใหญโตนกั เม่อื เทียบกบั ปราสาทหนิ ทพี่ บทางอีสานลางแตโ บราณสถาน เหลาน้กี ็ลวนแตม ีองคประกอบทางสถาปตยกรรม ท่ีสมบูรณต ามคตคิ วามเชอ่ื ทางศาสนา และ งดงามดวยการแกะสลกั อันวจิ ติ รบรรจง
ตําแหนง ทตี่ งั้ ตั้งอยบู ริเวณบานหัวขวั ตาํ บลเปอยนอย อําเภอ เปอยนอย จังหวดั ขอนแกน การเดนิ ทาง การเดินทางไปยังปราสาทเปอ ยนอ ย ปจ จบุ นั สามารถเดินทางโดยรถยนตไ ดอ ยางสะดวก จากจงั หวดั ขอนแกน ใชทางหลวงหมายเลข 2 (ขอนแกน-บานไผ) ระยะทาง 44 กิโลเมตร แลว เลยี้ วแยกซายมุงสูทางหลวงหมายเลข 23 (บา นไผ-บรบอื ) เม่ือถึงหลักกิโลเมตรที่ 13 จะ พบทางแยกบานหนิ ตั้ง ใหเ ล้ียวขวาเขา ทางหลวง หมายเลข 2301 ไปอาํ เภอหนองสองหอ ง จังหวัดขอนแกน ขบั ตรงไปอกี 7 กิโลเมตร ใหเ ล้ียวซายไปยงั อาํ เภอเปอยนอย ตามทางหลวง หมายเลข 2297 และ เดนิ ทางไปอีก 14 กโิ ลเมตร เขาสบู านหัวขัว ตาํ บลเปอ ยนอย จงั หวดั ขอนแกน จะพบปราสาทเปอยนอย ซง่ึ อยทู างดา นขวามอื ตดิ กับถนน รปู ที่ 2 : ปา ยปราสาท เปอ ยนอ ย หนา วัดธาตกุ ทู อง อําเภอเปอ ยนอย จังหวดั ขอนแกน Picture 2 : Prasat Pueai Noi Ruins Sign ทีม่ า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร
รูปท่ี 3 : แผนทเี่ ดนิ ดนิ บริเวณโดยรอบ ปราสาทเปอยนอ ย อาํ เภอเปอยนอ ย จงั หวดั ขอนแกน Picture 3 : Geo-Social mapping ท่มี า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร
ประวตั ิ ปราสาทเปอยนอย หรอื พระธาตุกทู องมชี ื่อเรยี กตามชอื่ พนั ธไุ มท องถนิ่ ท่ีขึน้ บรเิ วณปราสาท คือ ตนเปอ ย หรอื ตนตะแบก และ สาเหตทุ ีเ่ รยี กวา พระธาตุกูทอง เนอ่ื งจากเรยี กตามช่ือ “วัดธาตุกูท อง” ซึง่ อยดู านขาง ปราสาท สรางเมอื่ ป พ.ศ.2474 โดยพระอาจารยป แู ละ นายนอ ย ปราสาทเปอยนอย หรอื พระธาตกุ ูทอง สรา งขน้ึ ในราว พุทธศตวรรษท่ี 16-17 เปน ปราสาทหนิ ท่มี ีขนาดไมใ หญ นบั วา เปนปราสาทเขมร ทส่ี มบูรณม ากแหง หนึ่ง เดมิ ปราสาทเปอ ยนอยเปนโบราณสถานรางมี ซากปรกั หกั พัง ชิ้นสวนทบั หลงั และหนาบันทส่ี ลกั ลวดลายรปู บคุ คลและพนั ธพุ ฤกษาตกหลนกระจายอยู ตามบริเวณปราสาทโดยรอบ ตอมาในป พ.ศ.2478 กรมศิลปากรไดป ระกาศ ขึ้นทะเบยี นโบราณสถานปราสาทเปอยนอ ย ป พ.ศ.2532-2537 กรมศลปากรไดด าํ เนนิ การขุดแตง บูรณะดว ยวิธีอมัสติโลซสิ (รือ้ ลงมาเพ่อื เสริมความม่ันคงแลวจึงประกอบใหมเ ขาทเ่ี ดิม) ตลอดจน ทาํ การปรบั ปรุงสภาพภมู ทิ ศั น ใหส วยงามและเหมาะสมโบราณสถาน
ศิลปะและสถาปต ยกรรม ปราสาทเปอ ยนอย เปนศิลปะผสมระหวางศลปะเขมร แบบบาปวน และแบบนครวัด โดยองคประกอบ ของปราสาทเปอ ยนอย มดี ังนี้ 1.ชาลาเอกมุข มีลกั ษณะฐานศลิ าแลงรูป ส่เี หลีย่ มท่ี กอ ยกระดับข้ึนมาจากพน้ื เบ้อื งลาง และมีมขุ กอ ยืน่ ออกทางขา งหนาเพียงดา นเดียว โดยมบี นั ไดอยู ขางหนาเพอ่ื ใหส ามารถเดนิ ข้ึนสูชาลาเอกมขุ ได สําาหรับ ทางดา นขางของชาลาทงั้ สองขางมีคันดนิ กอตอเน่อื ง ออกไปเปนแนวยาว เพือ่ กนั้ ขอบเขตพื้นดนิ ใหส ูงขึน้ ตลอดท้งั แนว ทําใหบริเวณสวนดา นในของเทวสถาน มีระดับสงู กวา พื้นดนิ ท่อี ยูดา นนอก อนั เปนการแสดงถึง ปรมิ ณฑลของ จักรวาล รูปที่ 4 : ชาลาเอกมขุ ปราสาทเปอ ยนอย Picture 4 : Chala Akekamuk (single entrance pavilion) ทีม่ า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร
2. กาแพง กอ ดว ยศลิ าแลงเปนกรอบรูปสีเ่ หล่ียมผนื ผาลอ มรอบกลมุ ปราสาทประธาน ยาว 32 เมตร กวาง 28 เมตร และหนาประมาณ 1.50 เมตร รูปท่ี 5 : กําแพงแกวของปราสาทเปอยนอย Picture 5 : Laterite wall at Prasat Pueai Noi Ruins ท่ีมา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร
3. ประตูซุม หรอื โคประ อยูบรเิ วณกงึ่ กลาง ของกาํ แพงทั้งดานหนาและหลัง (ทศิ ตะวันออกและ ทศิ ตะวันตก) สรา งเปน ประตซู ุม ขนาดใหญ ( หรอื ทเี่ รียกกนั วา “โคปรุ ะ ”) โดยประตูซมุ ดานหนา มขี นาดท่ใี หญกวา ประตูซุมดานหลัง เลก็ นอย ประตูซมุ หรือโคปรุ ะดา นหนา มผี ังเปน รปู กากบาทยอมุม กลา วคอื มมี มุ ทต่ี อ ย่นื ออกไป จากหอ งกลาง ซง่ึ สามารถเดนิ ทะลผุ านเขาสลู าน ปราสาทดานในได นอกจากน้ียังมีหอ งมมุ ขนาด เล็กอยู ท่ปี กทั้งสองของประตูซมุ อีกขางละ 1 หอ ง รูปท่ี 6 : ประตูซุม หรือ โคปรุ ะ ปราสาทเปอ ยนอย Picture 6 : Entrance facade or Kopura ที่มา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
รปู ที่ 7 : กลุมปราสาทประธาน ของปราสาท เปอ ยนอ ย อําเภอเปอยนอ ย จงั หวดั ขอนแกน Picture 7 : Main temple consists of three buildings built from bricks and set on the same base ที่มา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร
4. กลุมปราสาทประธาน ประกอบดวยปราสาท อฐิ ทั้ง 3 หลงั ตงั้ อยบู นฐานศลิ าแลงเดยี วกัน หนั หนา ไปทาง ดา นทิศตะวนั ออก สําหรับรปู ทรงของปราสาท ทั้ง 3 หลัง มลี ักษณะดงั น้ี ปราสาทประธาน (หลังกลาง) มลี ักษณะเปน ปราสาทอฐิ รปู สี่เหลีย่ มจตั รุ สั ยอมมุ ขนาดกวางยาว ประมาณ 7.5 x 7.5 เมตร ปราสาทบรวิ ารหลังเหนอื มีแผนผงั เชน เดยี วกบั ปราสาทหลังกลางแตมีขนาดเล็กกวา กลา วคืออยใู น กรอบสเ่ี หลย่ี มจัตุรัสยอ มุม กวา งยาวดานละ 6 เมตร ปราสาทบริวารหลังใต มีแผนผังเชน เดยี วกับ ปราสาทหลังกลางแตม ีขนาดเล็กกวากลา วคืออยูใน กรอบสี่เหลยี่ มจัตุรสั ยอ มุม กวางยาวดา นละ 6 เมตร ปราสาทท้งั 3 หลัง มปี ระตทู างเขาอยทู างทิศ ตะวันออกเพยี งประตเู ดียว สวนทเี่ หลอื อีก 3 ดานเปน ประตู หลอก การกอสรางใชอิฐเปน วัสดสุ ําหรบั กอสราง ใน ตาํ แหนง ท่ตี องรับน้ําหนักของอาคารและบริเวณทต่ี องการแกะสลักลวดลายตางๆ สภาพในปจจบุ ันของกลุม ปราสาทท้ัง 3 หลัง คงเหลือเฉพาะสว นฐานและเรือนธาตทุ ่ีทาํ เปนหอ งสเี่ หล่ยี มเทา น้นั สําหรบั เรือนยอดหรือเครือ่ งบนขึน้ ไปไมพ บหลักฐาน แตสนั นิษฐานไดว าคงกอ เหล่อื มเปน ช้ันๆ ซอ นลดหลน่ั ข้นึ ไปอยางที่เรียกกนั วา “ชน้ั เชงิ บาตร” โดยมปี ราสาทจําลองประดบั ทท่มี ีมมุ ของ เรือนยอด และสวนบนสดุ คง เปน ยอดรูปดอกบัว
5. บรรณาลัย (หรอื วหิ าร) บริเวณมุมดานทศิ ตะวันออกเฉยี งใตข องกลุม ปราสาทประธาน มีอาคารรูปส่ีเหลี่ยมผนื ผา 1 หลัง กอดว ยศลิ าแลง มขี นาดกวา ง 5 เมตร ยาว 11 เมตร ลกั ษณะของ อาคารเปน หอ งสีเ่ หลยี่ มมีประตูทางเขา อยดู าน ทิศตะวันตก (หันเขาหากลมุ ปราสาทประธาน ) ดา นหนาทาํ เปนมขุ ย่ืนออกมา 1 หอง สวนผนงั ดัานขา งตอนบนของอาคารทําเปนชองระบาย อากาศหรอื หนาตา งทมี่ ลี ูกกรงศลิ าประดับอยู ผนงั ละ 3 ชอ งระบายอากาศหรอื หนา ตางทีม่ ี ลูกกรง ศิลาประดบั อยผู นงั ละ 3 ชอ ง อาคาร ลกั ษณะเชน น้ี พบอยเู สมอในศาสนสถานของเขมร และเรียกกันทว่ั ไปวา บรรณาลัย (หอเก็บคมั ภีร) หรอื วิหาร รูปที่ 8 : อาคารบรรณาลยั ปราสาทเปอยนอย Picture 8 : Library at Prasat Pueai Noi Ruins ทีม่ า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร
รูปที่ 9 : อาคารบรรณาลัย ทางทศิ ตะวนั ตก Picture 9 : Library (on the West) at Prasat Pueai Noi Ruins ทม่ี า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสกลนคร
หลกั ฐานทางโบราณคดี 1.จารกึ ทเ่ี สากรอบประตปู ราสาทประธาน (ปราสาทหลังกลาง ) จารึกดว ยอกั ษรขอมโบราณภาษาสนั สกฤต 4 บรรทัด เนือ้ หา กลาวถงึ “นกั บวชมุนสี ุวันตยะ พระฤๅษไี วศัมปยะ รวมถึงการกอสรางและการจัดพธิ ี บชู ายัญ” ซึ่งผเู ชี่ยวชาญดา นอักษรโบราณ ไดกาํ หนด อายโุ ดยการเปรยี บเทยี บตัวอกั ษรไววา นาจะมอี ายรุ าว พุทธศตวรรษท่ี 17 2.แผน ทับหลงั นารายณบ รรทมสนิ ธุ อยูเ หนือกรอบประตูดานหนา ของปราสาทประธาน อยูเ หนือพระยาอนันตนาคราช มชี ื่อเรยี กกนั อกี ชือ่ หน่งึ วา “วษณุ อนนั ตศายนิ ” องคพระนารายณมี 4 กร โดยพระองคย กพระกรขวาบนข้ึนยันพระเศยี ร สว นพระกรที่ เหลือ ทรงถอื ศาสตราวธุ สาํ คัญ ไดแ ก คทา สงั ข กอนดนิ (ภู) หรอื จักร ไวใ นพระหัตถ และมพี ระนางลกั ษมี (ชายา) นงั่ ประคองพระชงฆ ของพระองคเ อาไว นอกจากนี้ ท่ีบริเวณพระนาภขี องพระนารายณจ ะทรงเขาบรรทมในเกษียรสมทุ ร เพ่ือใหก าํ เนดิ พระพรหม แสดงถึง ความเชือ่ ของศาสนาฮนิ ดู เมอื่ คร้ังสิ้นสุดกลั ปหลังจาก โลกถูกทาํ ลายลงแลวพระนารายณจ งึ ทรงเขา บรรทมในเกษียรสมทุ ร เพือ่ ให กาํ หนดพระพรหมซ่งึ จะไดทรง สรางโลกและสรรพสง่ิ ตางๆ ขน้ึ ใหมอ กี คร้ังหนึ่ง รปู ท่ี 10 : ทบั หลังนารายณบรรทมสินธุ ปราสาทประธาน Picture 10 : Narai Banthom Sin Lintel is over the front door frame of the main prasat ท่มี า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
3. แผน หนา บนั ภาพหนากาลหรอื กีรตมิ ุข อยเู หนือทับหลงั รปู นารายณบ รรทมสินธุทาง ดา นหนา ของปราสาทประธาน มสี ภาพชาํ รุดตรง สวนกลางแต พอสังเกตได หนากาลหรือกีรติมุขทมี่ ี รูปสงิ หน งั่ อยูทาง ดานขา งลายหนา กาล ทาํ เปน รปู หนา สตั วในเทพนยิ าย ท่ีมี กําเนดิ จากพระอศิ วร แตมีเฉพาะใบหนา เนอื่ งจาก ไดกลืนกินตวั ของตนเองเขา ไปและที่เรยี กกันวา หนา กาล หมายถึงเวลา เน่อื งจากเวลาเปน ผกู ลืนกนิ ทุกส่ิงทุกอยา งกรี ตมิ ขุ หรือหนากาลน้นั ถอื วา เปนผู เฝา เทวาลยั และคอย กลืนกนิ ความช่วั ไมใ หเ ขา สู ภายในศาสนสถาน สําหรบั หนา บันดัานหลงั ของปราสาทประธานสลกั เปน ภาพเทพน่ังชันเขา อยใู นซุม เรอื นแกวเหนอื หนา กาลซึง่ กําลงั คายลายพรรณพฤกษาที่มีปลายมวนเขาดา นใ นทัง้ สองขาง รูปที่ 11 : รองรอยหนา กาลหรือกรี ติมุข ท่ีมีสภาพชาํ รดุ ท่อี ยเู หนอื ทบั หลังรูปนารายณบ รรทมสินธุ ปราสาทประธาน Picture 11 : The gable frame (Na Bun) of a Kala face or Kirati Muk (entrance gable) ที่มา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
4. แผนทบั หลังรูปคชลักษมี อยูเ หนอื หนากาลประตดู านหลงั ของปราสาทบรวิ ารองคทิศเหนอื เปน ภาพเทวสตรีอนั หมาย ถึงพระนางลักษมีซ่ึงเปนชายาของพระนารายณประทบั นง่ั โดยมีพระหตั ถทรงถือดอกบวั ขางละ 1 ดอก นอกจากนี้ยงั มีรปู ชาง 2 เชือกยนื ชูงวง เขา หากันอยดู า นขางซ่ึงคชลักษมี ถือเปนสญั ลักษณข องความอุดมสมบูรณแ ละโชคลาภ ดงั น้นั ผทู เี่ คารพบชู าพระ ลกั ษมกี จ็ ะประสบแตค วามสุขและความเจริญ ท้งั ปวง 5. แผนทบั หลงั รูปเทพประทับนงั่ ถอื พระขรรค อยูดานหลงั อาคารบรรณาลัย (ทิศตะวนั ออก) เปน รูปเทพน่งั ชันเขาถือ พระขรรคอยูในซุม เรอื นแกว เหนือหนา กาล ทบั หลงั ช้นิ นมี้ ีลายแกะสลักที่คมชดั และถอื เปนทับหลงั ทีม่ คี วามงดงามโดดเดนช้ิน หนึง่ ของปราสาทเปอยนอย รปู ท่ี 12 : เทพ ประทบั น่งั ถอื พระขรรค อาคารบรรณาลัย Picture 12 : The lintel of a god sitting and holding sword was found behind the Bunnalai (on the east) ท่ีมา : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวิทยาลัยราชภฏั สกลนคร
6. แผน หนา บันรูปอมุ ามเหศวร อยดู านหลงั ของบรรณาลัย เปนรูปของพระอศิ วร และ พระอุมา ประทับ นงั่ อยบู นหลังโคนนทิหรือ ทเ่ี รยี กกันวา “อุมามเหศวร” ภาพเชนนแ้ี สดงให เห็นถงึ การนับถือพระอิศวร ซงึ่ เปน เทพผูย ิง่ ใหญอ งคห น่งึ ของศาสนาฮนิ ดูไดเปนอยางดี รูปที่ 13 : พระอศิ วรและพระอมุ าทรงบนหลังโคนนทหิ รือ “อุมามเหศวร” Picture 13 : Lord Shiva and Uma (Lord Shiva’s wife) sitting on Nandi (a cow) called as “Uma- Mahesvara” ทม่ี า : สํานักศิลปากรท่ี 9 ขอนแกน
7. แผนหนิ รูปส่ีเหล่ียมผืนผา สลักภาพเทพ 9 องคชน้ิ หน่ึง คนพบเมอื่ ป พ.ศ.2533 ซงึ่ ทางกรมศิลปากรทาํ การ ขดุ แตงบรรณาลยั (ปจ จบุ ันเก็บรักษาไวท่ีวัดธาตกุ ูทองทอี่ ยูดาน ขางของปราสาทเปอยนอ ย) ภาพเทพดงั กลาวเปนรปู เทพ นพเคราะห 4 องคและ เทพผรู กั ษาทิศ 5 องคอยตู รงกลาง อยางไรก็ตามแทงหนิ ทพ่ี บน้มี ีภาพสลักเทพ 1 องค ชํารดุ หกั หายไป สําหรบั แทงหนิ รูปสลักเทพนคี้ งมใิ ชเปน แผน ทบหลัง เนอ่ื งจาก บริเวณขอบดานบนไดส ลกั เปนรปู ดอกบัว สนั นษิ ฐาน วาอาจใช ประโยชนสําหรับการแกบ นหรอื ใชสําหรับการบูชาเทพตางๆ เพอื่ ความเปนสิริมงคลของผปู ระกอบพิธีกรรม 8. แผนทับหลังรปู ของบคุ คลนั่งอยบู นชาง 3 เศยี ร อยูดา นหนา เหนือ หนา กาลของปราสาทบริวาร หลงั ใต สนั นษิ ฐานวา เปนภาพของพระ อนิ ทรทป่ี ระทับ บนพาหนะของพระองค คอื ชางเอราวณั การทพี่ บ ทับหลังชิ้นน้อี ยูทางทิศตะวนั ออกถอื วาถกู ตองตามคติ ของศาสนาฮินดู เนือ่ งจากพระอินทรน ั้นทรงเปน เทพผูรกั ษาทิศตะวันออก สําหรบั แผน หนา บนดา นหนา สลกั เปนภาพหนากากกาํ ลังคายสิงหออกมาขา งละตัว โดย มือท้ังสองของหนา กากจบั ขาสงิ หเ อาไว บรเิ วณมุม ตอนลา งของ ขอบหนา บันสลักเปนมกรคายเศยี รนาค
รปู ที่ 14 : โคปรุ ะดานทศิ ตะวันออก (ดา นใน) หนาบนั รูปพระอนิ ทรืทรงชางเอราวณั 3 เศยี ร Picture 14 : The lintel of a person on three-headed elephant, called “Erawan” ทมี่ า : ญาตาวี ไชยมาตย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏสกลนคร
9. แผน ทบั หลงั ทางดานทศิ ตะวันตก(ดา นหลัง) รปู ที่ 15 : ทบั หลงั รปู หงส 2 ตวั ชูคอเขา หากัน ของปราสาทบรวิ ารหลังใต มีสภาพคอนขา งลบเลือนแตพ อ Picture 15 : Lord Varuna riding swan สงั เกตไดว า เปนภาพของเทพประทบั นงั่ อยเู หนือรปู สัตว บน ทม่ี า : สาํ นกั ศิลปากรที่ 9 ขอนแกน หนากาล สนั นิษฐานวาเปน ภาพของพระวรณุ ทรงหงสซ ่งึ ถอื กันวาเปนเทพผูรักษาทศิ ตะวนั ตก 10. แผน ทับหลังรปู ของพระกฤษณะ อยเู หนอื กรอบประตูของประตซู มุ หรอื โคปุระ เปน ภาพของ พระกฤษณะ (ตอนเปน อวตารปางท่ี 8 ของพระ นารายณ เพอ่ื ลงมาปราบพระยากงส) กาํ ลงั ตอ สกู บั มาเกศี อยเู หนอื หนา กาล 11. แผน หนาบันรปู พระนารายณทรงครุฑ เปน แผนหนิ รูปจวั่ ทรงสามเหลีย่ มเหนือทับหลงั ของประตู ซุม หรือโคปรุ ะ สลกั เปน รูปพระนารายณท รงครฑุ อันเปน พาหนะของพระองคแ ตปจ จบุ ันชนิ้ สว นดา นบน ของ หนา บันชิ้นน้ไี ดช าํ รดุ ไปแลว
12. แผน หนิ หนา บนั ของมุขดา นใน (ทศิ ตะวนั ตก) ของประตซู มุ หรือโคปรุ ะ เปน ภาพพระอินทรประทบั บน หลงั ชางเอราวณั 3 เศียร อยทู ามกลางลวดลาย พรรณพฤกษา ศาสนาและความเชือ่ ปราสาทเปอยนอย ถกู สรา งขน้ึ เพื่อใชเ ปนเทวสถาน ในศาสนาฮนิ ดู แผนผงั การกอสรางมคี วาม หมาย คือ เขาพระสุเมรุ ซ่งึ ถือเปน แกนจักรวาล อันเปนทีส่ ถิตของ เทพเจาที่เรยี กวา “ศาสนบรรพต” ปราสาทเปอยนอย เปรียบเสมือนวิมานเทพเจาสูงสุดลงมาสถิต
ขอขอบคณุ ขอมลู จาก : หนังสอื แหลง ทองเท่ยี วเชงิ วฒั นธรรม โบราณสถาน ปราสาทขอม ในดินแดนอสี าน
Search
Read the Text Version
- 1 - 23
Pages: