ดนตรีนา่ รู้
คานา หนงั สอื ดนตรีนา่ รู้เลมน้เี ปนสวนหนง่ึ ของวชิ า การสรางหนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกส ซ่ึงขาพเจาไดรับมอบหมายจากคณุ ครใู หจดั ทาหนงั สือเรอ่ื งนีข้ นึ้ ตามความสนใจ โดย บรู ณาการกับวิชา ดนตรี เนื้อหาในหนังสือเลมน้ีจะประกอบไปดวยเรอ่ื งนารทู างดนตรี อาทิ เชน เร่ือง ประวัตคิ วามเป็นมาของดนตรไี ทย ดนตรสี ากลและดนตรพี ้ืนบา้ นเปน็ ต้นและสงิ่ ของ ซงึ่ ขาพเจ้าไดรวบรวมไวในหนงั สือเลมน้ี ขอขอบคณุ ครู ปภัสสร กาเขียว ท่ใี หแนะนา ปรึกษา และเพื่อนๆ ทช่ี วยให คาแนะนา ตลอดจนหนงั สอื เลมน้เี สรจ็ ลุลวงไปดวยดี หากผิดพลาดประการใดก็ขอ อภัยมา ณ ท่ีนดี้ วย ผูจัดทา ด.ช.ปรัชญากรณ์ ธรรมเดชะ
สารบญั หนา้ เรื่อง 4 ประวตั คิ วามเปน็ มาของดนตรสี ากล 8 ยคุ สมัยดนตรี 10 ดนตรีไทย ดนตรพี ้ืนบา้ นภูมภิ าคต่างๆ 14 ดนตรีพน้ื บ้านภูมิภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื 15 ดนตรพี ้ืนบา้ นภาคใต้ แหล่งอา้ งองิ 17 19 ผจู้ ดั ทา 20
ประวตั คิ วามเปน็ มาของดนตรสี ากล การ กาเนิดของเคร่อื งดนตรเี กิดขึ้นตั้งแตส่ มยั โบราณ โดยมนุษย์รูจ้ ักการสรา้ งเคร่ืองดนตรงี า่ ยๆ จากธรรมชาตริ อบข้างคือ เริ่มจากการปรบมือผิวปาก เคาะหนิ หรอื นากง่ิ ไม้มาตีกนั ซ่งึ ตอ่ มาไดม้ ี การสรา้ งเครอื่ งดนตรที ่ีมี รปู ทรงลกั ษณะต่างๆ ท่ีแตกต่างกันไปในแต่ละชนชาติ โดยมกี ารแลกเปลีย่ นศิลปวัฒนธรรม และลกั ษณะเครื่องดนตรีของชนชาตติ ่างๆ โดยเฉพาะเคร่ืองดนตรีสากลท่ีเป็นเครื่องดนตรขี อง ชาวตะวนั ตกทีน่ ามาเล่นกัน แพร่หลายในปจจจบุ นั สาหรบั การกาเนิดของดนตรีตะวันตกนั้นมา จากเครื่องดนตรีของชนชาติกรีกโบราณที่ สรา้ งเคร่ืองดนตรขี ึ้นมา 3 ชนดิ คอื ไลรา คีธารา และ ออโรสจนตอ่ มามกี ารพฒั นาสร้างเครอ่ื งดนตรีประเภทตา่ งๆ ทั้งประเภทเคร่อื งสายเครอื่ งเป่า เคร่อื งทองเหลอื ง เครอื่ งตี และเคร่ืองดดี หรอื เครอ่ื งเคาะ เชน่ ไวโอลนิ ฟลุต ทรมั เป็ต กลองชุด กีตาร์ ฯลฯโดยพบเครื่องดนตรสี ากลได้ในวงดนตรีสากลประเภทตา่ งๆ ตั้งแต่สมยั โบราณจนถึง ปจจ จุบนั การสืบสาวเร่อื งราวเกีย่ วกับความเปน็ มาของดนตรตี ัง้ แต่สมัยโบราณมา นบั ว่าเปน็ เรอ่ื ง ยากทจ่ี ะใหไ้ ด้เร่ืองราว สมยั ของการรู้จักใช้อักษรหรือสัญลักษณ์อนื่ ๆ เพง่ึ จะมปี รากฏและเร่ิม นยิ มใชก้ ันในสมัยเรมิ่ ตน้ ของยคุ Middle age คอื ระหวา่ งศตวรรษที่ 5-6 และการบันทึกมีเพียง เครือ่ งหมายแสดงเพยี งระดับของเสยี ง และจงั หวะ ( Pitch and time ) ดนตรี เกิดข้นึ มาใน โลกพร้อมๆกับมนษุ ย์เราน่นั เอง ในยุคแรกๆมนษุ ย์อาศัยอยใู่ นปา่ ดง ในถา้ ในโพรงไม้ แต่ก็ รู้จักการร้องราทาเพลงตามธรรมชาติ เช่นรู้จักปรบมือ เคาะหิน เคาะไม้ เป่าปาก เปา่ เขา และ เปลง่ เสียงร้องตามเร่ือง การรอ้ งราทาเพลงไปเพอื่ อ้อนวอนพระเจ้าเพื่อช่วยให้ตนพ้นภัย บันดาลความสขุ ความอดุ มสมบูรณต์ ่างๆใหแ้ ก่ตน หรอื เปน็ การบชู าแสดงความขอบคณุ พระเจ้า ทบ่ี ันดาลให้ตนมีความสุขความสบาย โลกไดผ้ ่านหลายยคุ หลายสมัย ดนตรไี ด้วิวัฒนาการ ไปตามความเจริญและความคดิ สร้างสรรคข์ องมนุษย์ เคร่อื งดนตรีทเี่ คยใชใ้ นสมัยเร่ิมแรกก็มี การววิ ัฒนาการมาเป็นขนั้ ๆ กลายเปน็ เครือ่ งดนตรี ทเี่ ราเห็นอยู่ทุกวนั เพลงทีร่ ้องเพือ่ อ้อน วอนพระเจ้า ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนา และเพลงรอ้ งโดยท่วั ๆไป ในระยะแรก ดนตรมี เี พียงเสียงเดยี วและแนวเดียวเทา่ น้ันเรียกวา่ Melody ไมม่ กี ารประสานเสียง จนถึง ศตวรรษที่ 12 มนุษย์เราเริ่มรูจ้ ักการใช้เสียงต่างๆมาประสานกันอย่างง่ายๆ เกิดเปน็ ดนตรหี ลาย เสียงขน้ึ มา การศกึ ษาวชิ าประวตั ิดนตรตี ะวนั ตกหลายคนคงคดิ วา่ เปน็ เร่ืองไกลตวั เหลือเกิน และมกั มีคาถามเสมอว่าจะศกึ ษาไปทาไมคาตอบก็คือ ดนตรตี ะวนั ตกเปน็ รากเหงา้ ของดนตรีท่ี
เราได้ยนิ ได้ฟจงกนั ทกุ วันน้ี ความเป็นมาของดนตรีหรือประวตั ิศาสตรด์ นตรีนนั้ หมายถงึ การมอง ย้อนหลังไปใน อดีตเพื่อพยายามทาความเขา้ ใจกบั แงม่ ุมต่าง ๆ ของอดตี ในแตล่ ะสมัยนบั เวลา ย้อนกลับไปเป็นเวลาหลายพันปีจากสภาพสังคมท่แี วด ล้อมทศั นะคติและรสนิยมของผู้ สร้างสรรคแ์ ละผฟู้ งจ ดนตรใี นแต่ละสมยั นั้นแตก ต่างกันอย่างไรจากการลองผิดลองถูกลองแล้ว ลองอกี การจนิ ตนาการตามแนวคดิ ของผู้ ประพนั ธ์เพลงจนกระทั่งกลั่นกรองออกมาเปน็ เพลงให้ ผู้คนได้ฟงจ กันจนถึง ปจจ จุบันน้ี การศกึ ษาเรื่องราวทางประวัติศาสตรห์ รอื การมองย้อนกลับ ไปในอดตี น้นั นอกจาก เป็นไปเพือ่ ความสุขใจในการได้ศึกษาเรียนรแู้ ละรบั ทราบเรอ่ื งราวของ อดีตโดย ตรงแลว้ ยังเป็นการศึกษา เป็นแนวทางเพ่ือทาความเขา้ ใจดนตรีที่เกิดขน้ึ และการ เปลี่ยนแปลงในแงข่ อง ดนตรใี นปจจจุบันและเพ่ือนามาใช้ในการทานายหรือคาดเดาถึงแนวโน้ม ของดนตรีใน อนาคตดว้ ย กล่าวถึงประวตั ดิ นตรตี ะวนั ตกซึง่ แบง่ ออกเปน็ สมัยต่าง ๆ ได้ 9 สมัย ดังนี้ (ณรทุ ธ์ สทุ ธจติ ต์,2534 : 133) 1. สมัยกรีก (Ancient Greek music) 2. สมยั โรมัน (Roman) 3. สมัยกลาง (The Middle Ages) 4. สมัยรเี นซองส์ (The Renaissance) 5. สมยั บาโรก (The Baroque Age) 6. สมัยคลาสสิก (The Classical Period) 7. สมยั โรแมนติก (The Romantic Period) 8. สมัยอิมเพรชชน่ั นิสตคิ (The Impressionistic) 9. สมยั ศตวรรษที่ 20 และปจจจุบนั (The Twentieth century) การสบื สาวเร่อื งราวเกีย่ วกับความเปน็ มาของดนตรีต้งั แต่สมยั โบราณมา นับวา่ เปน็ เร่ือง ยากท่ีจะใหไ้ ดเ้ รอ่ื งราว สมยั ของการรู้จักใชอ้ กั ษรหรือสญั ลักษณ์อืน่ ๆ พ่ึงจะมีปรากฏและเริ่ม นยิ มใชก้ นั ในสมยั เรมิ่ ต้นของยคุ Middle age คอื ระหวา่ งศตวรรษที่ 5-6 และการบนั ทึกมี เพียงเคร่อื งหมายแสดงเพียงระดบั ของเสียง และจงั หวะ ( Pitch and time ) ดนตรีเกิดขนึ้ มา
ในโลกพรอ้ มๆกับมนุษยเ์ ราน่นั เอง ในยุคแรกๆมนุษย์อาศัยอยใู่ นปา่ ดง ในถ้า ในโพรงไม้ แต่ กร็ ู้จักการรอ้ งราทาเพลงตามธรรมชาติ เชน่ ร้จู ักปรบมือ เคาะหิน เคาะไม้ เป่าปาก เป่าเขา และเปลง่ เสยี งร้องตามเรือ่ ง การรอ้ งราทาเพลงไปเพอื่ ออ้ นวอนพระเจา้ เพ่ือชว่ ยให้ตนพ้นภยั บันดาลความสุขความอดุ มสมบูรณ์ตา่ งๆให้แก่ตน หรือเป็นการบชู าแสดงความขอบคุณพระเจา้ ท่ีบันดาลให้ตนมีความสุขความสบาย โลกไดผ้ า่ นหลายยุคหลายสมยั ดนตรไี ด้ววิ ัฒนาการ ไปตามความเจริญและความคิดสร้างสรรคข์ องมนษุ ย์ เคร่อื งดนตรีที่เคยใชใ้ นสมยั เริ่มแรกกม็ ี การววิ ัฒนาการมาเปน็ ขนั้ ๆ กลายเปน็ เคร่ืองดนตรี ที่เราเห็นอยู่ทุกวนั เพลงที่ร้องเพือ่ อ้อน วอนพระเจ้า ก็กลายมาเป็นเพลงสวดทางศาสนา และเพลงร้องโดยทัว่ ๆไป ในระยะแรก ดนตรีมเี พียงเสียงเดียวและแนวเดยี วเทา่ นนั้ เรียกว่า Melody ไมม่ กี ารประสานเสยี ง จนถึง ศตวรรษท่ี 12 มนษุ ย์เราเรม่ิ รจู้ กั การใช้เสยี งตา่ งๆมาประสานกันอยา่ งง่ายๆ เกดิ เปน็ ดนตรี หลาย เสยี งขึ้นมา ยคุ ตา่ งๆของดนตรีสากลนกั ปราชญ์ทางดนตรไี ดแ้ บง่ ดนตรสี ากลออกเปน็ ยุคต่างๆดังนี้ 1. Polyphonic Perio (ค.ศ. 1200-1650) ยคุ นเ้ี ป็นยุคแรก ววิ ัฒนาการมาเร่อื ยๆ จนมีแบบ ฉบับและหลกั วชิ าการดนตรีขน้ึ วงดนตรอี าชพี ตามโบสถ์ ตามบ้านเจา้ นาย และมโี รงเรียนสอน ดนตรี 2. Baroque Period (ค.ศ. 1650-1750) ยุคนว้ี ชิ าดนตรีไดเ้ ปน็ ปกึ แผ่น มแี บบแผนการ เจริญดา้ นนาฏดุริยางค์ มีมากขนึ้ มโี รงเรยี นสอนเก่ียวกับอุปรากร (โอเปร่า) เกิดขน้ึ มนี ัก ดนตรีเอกของโลก 2 ท่านคอื J.S. Bach และ G.H. Handen 3.Classical Period ( ค.ศ. 1750-1820 ) ยคุ น้เี ป็นยุคท่ีดนตรเี ร่ิมเขา้ สยู่ คุ ใหม่ มีความ รงุ่ เรืองมากข้ึน มนี ักดนตรเี อก 3 ท่านคือ HaydnGluck และMozart 4. Romantic Period ( ค.ศ. 1820-1900 ) ยุคนีม้ กี ารใช้เสยี งดนตรีท่เี นน้ ถึงอารมณอ์ ย่าง เดน่ ชดั เปน็ ยุคท่ดี นตรีเจริญถงึ ขีดสุด เรยี กวา่ ยุคทองของดนตรี นักดนตรีเชน่ Beetoven และคน อ่ืนอกี มากมาย 5.Modern Period ( ค.ศ. 1900-ปจจ จุบัน ) เปน็ ยุคทดี่ นตรีเปลย่ี นแปลงไปมาก ดนตรี ประเภทแจส๊ (Jazz) กลับมามอี ิทธพิ ลมากข้นึ เรอ่ื ยๆจนถึงปจจจุบัน
ขนบธรรมเนียมประเพณขี องแต่ละชาติ ศาสนา โดยเฉพาะทางดนตรีตะวันตก นับวา่ มี ความสมั พันธใ์ กลช้ ิดกับศาสนามาก บทเพลงท่ีเกี่ยวกบั ศาสนาหรือเรียกวา่ เพลงวัดนน้ั ได้ แตง่ ขน้ึ อยา่ งถูกหลักเกณฑ์ ตามหลกั วชิ าการดนตรี ผู้แต่งเพลงวัดต้องมีความร้คู วามสามารถ สงู เพราะต้องแต่งขึ้นใหส้ ามารถโน้มน้าวจิตใจผ้ฟู จงใหน้ ยิ มเล่ือมใสในศาสนามากขึ้น ดังนั้น บทเพลงสวดในศาสนาครสิ ตจ์ ึงมเี สยี งดนตรปี ระโคมประกอบการสวดมนต์ เมอื่ มีบทเพลง เกีย่ วกับศาสนามากขึน้ เพ่อื เปน็ การปอ้ งกันการลมื จึงได้มผี ปู้ ระดิษฐส์ ัญลกั ษณต์ ่างๆแทน ทานอง เมื่อประมาณ ค.ศ. 1000 สญั ลกั ษณด์ งั กล่าวคอื ตวั โนต้ ( Note ) นัน่ เอง โน้ตเพลงที่ ใช้ในหลกั วชิ าดนตรเี บือ้ งต้นเป็นเสียงโด เร มี นน้ั เป็นคาสวดในภาษาละตนิ จึงกลา่ วได้ว่า วชิ าดนตรีมีจุดกาเนิดมาจากวดั หรอื ศาสนา ซึ่งในยุโรปน้นั ถือว่าเพลงเก่ียวกับศาสนาน้ันเปน็ เพลงชั้นสูงสดุ วงดนตรีทเี่ กดิ ข้นึ ในศตวรรษต้นๆจนถึงปจจจบุ นั จะมลี ักษณะแตกต่างกัน ออกไป เคร่ืองดนตรีท่ใี ชบ้ รรเลงก็มีจานวนและชนิดแตกตา่ งกันตามสมยั นิยม ลกั ษณะการ ผสมวงจะแตกตา่ งกันไป เมอ่ื ผสมวงด้วยเครอ่ื งดนตรีท่ตี า่ งชนิดกนั หรอื จานวนของผ้บู รรเลงท่ี ต่างกันกจ็ ะมีชื่อเรียกวงดนตรีต่างกัน
ยุคสมัยดนตรี ดนตรเี ป็นสว่ นหน่ึงของวิถชี วี ติ มนุษย์ มนษุ ย์รูจ้ กั นาดนตรีมาใชป้ ระโยชนต์ งั้ แต่ยคุ ก่อน ประวัตศิ าสตร์ หลังจากท่ีมนุษยร์ จู้ ักการจดบันทึกข้อมลู จึงทาใหค้ นร่นุ หลงั ไดท้ ราบประวัติ ความเป็นมาของดนตรี การศึกษาประวัติศาสตรด์ นตรี ทาให้เราเขา้ ใจมนษุ ย์ด้วยกันมากข้นึ เขา้ ใจวิถีชีวติ ความเปน็ อยู่ และเข้าใจการสืบทอดทางวฒั นธรรมดนตรี การ กาเนดิ ของเครอื่ ง ดนตรีเกิดข้นึ ตงั้ แตส่ มยั โบราณ โดยมนษุ ย์รจู้ ักการสร้างเครอ่ื งดนตรีงา่ ยๆ จากธรรมชาตริ อบข้าง คือ เริ่มจากการปรบมอื ผวิ ปาก เคาะหนิ หรือนากิง่ ไมม้ าตกี ันซ่งึ ต่อมาได้มีการสรา้ งเคร่อื งดนตรี ทม่ี ีร ปู ทรงลักษณะตา่ งๆ ทีแ่ ตกต่างกันไปในแตล่ ะชนชาติ โดยมกี ารแลกเปลย่ี นศิลปวัฒนธรรม และลักษณะเครื่องดนตรีของชนชาติ ตา่ งๆ โดยเฉพาะเครอื่ งดนตรีสากลทีเ่ ป็นเครื่องดนตรีของ ชาวตะวนั ตกทน่ี ามาเลน่ กัน แพรห่ ลายในปจจ จุบนั สาหรบั การกาเนิดของดนตรตี ะวันตกนั้นมา จากเคร่อื งดนตรขี องชนชาติ กรกี โบราณที่ สร้างเคร่ืองดนตรีข้นึ มา 3 ชนดิ คอื ไลรา คธี ารา และ ออโรสจนต่อมามีการพัฒนาสรา้ งเคร่อื งดนตรีประเภทตา่ งๆ ทง้ั ประเภทเคร่อื งสายเคร่อื งเปา่ เครอ่ื งทองเหลอื ง เคร่ืองตี และเคร่ืองดีดหรือเครื่องเคาะ เชน่ ไวโอลนิ ฟลุต ทรัมเปต็ กลองชดุ กตี าร์ ฯลฯโดยพบเครือ่ งดนตรีสากลได้ในวงดนตรีสากลประเภทตา่ งๆ ตงั้ แตส่ มัยโบราณจนถงึ ปจจ จบุ ัน การสืบสาวเรอ่ื งราวเกี่ยวกับความเป็นมาของดนตรตี ้ังแต่สมยั โบราณมา นับวา่ เป็นเรื่อง ยากท่ีจะใหไ้ ด้เร่ืองราว สมัยของการรู้จกั ใชอ้ ักษรหรอื สญั ลักษณ์อื่นๆ พง่ึ จะมปี รากฏและเร่ิม นยิ มใชก้ นั ในสมยั เรมิ่ ต้นของยคุ Middle age คือระหว่างศตวรรษท่ี 5-6 และการบนั ทึกมเี พยี ง เครื่องหมายแสดงเพยี งระดับของเสียง และจังหวะ ( Pitch and time ) ดนตรี เกิดข้ึนมาใน โลกพร้อมๆกับมนษุ ย์เรานนั่ เอง ในยคุ แรกๆมนุษย์อาศยั อยู่ในปา่ ดง ในถา้ ในโพรงไม้ แต่ก็ รู้จักการ ร้องราทาเพลงตามธรรมชาติ เช่นรจู้ กั ปรบมอื เคาะหนิ เคาะไม้ เป่าปาก เป่าเขา และ เปล่งเสียงร้องตามเร่ือง การร้อง ราทาเพลงไปเพือ่ อ้อนวอนพระเจ้าเพอื่ ชว่ ยใหต้ นพ้นภัย& ; บนั ดาลความสขุ ความอุดมสมบรู ณ์ต่างๆให้แก่ตน หรอื เป็น การบูชาแสดงความขอบคณุ พระ เจ้าทบี่ นั ดาลใหต้ นมีความสุขความสบาย โลกไดผ้ า่ นหลายยคุ หลายสมัย ดนตรไี ด้วิวัฒนาการไปตามความเจริญและความคดิ สรา้ งสรรค์ของมนษุ ยเ์ คร่ืองดนตรีทีเ่ คยใช้ในสมัยเริม่ แรกกม็ ีการววิ ฒั นาการมาเปน็ ขันๆ กลายเป็นเคร่อื งดนตรี ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน เพลงท่ีร้องเพื่ออ้อนวอนพระเจ้า กก็ ลายมาเป็นเพลง สวดทางศาสนา และเพลงร้องโดยทั่วๆไป ในระยะแรก ดนตรมี ีเพียงเสียงเดยี วและแนว
เดียวเท่านน้ั เรียกวา่ Melody ไม่มีการประสานเสียง จนถงึ ศตวรรษ ท่ี 12 มนุษยเ์ ราเร่ิมรู้จกั การใช้เสยี งตา่ งๆมาประสานกนั อยา่ งงา่ ย เกิดเป็นดนตรหี ลายเสียงขนึ้ มาv การศึกษาวิชา ประวัติดนตรีตะวนั ตกหลายคนคงคิดวา่ เปน็ เรอ่ื งไกลตวั เหลือเกิน และมกั มีคาถามเสมอวา่ จะ ศึกษาไปทาไมคาตอบก็คือ ดนตรตี ะวันตกเปน็ รากเหง้าของดนตรีทีเ่ ราได้ยินได้ฟงจ กนั ทกุ วัน ความเปน็ มาของดนตรีหรือประวตั ศิ าสตร์ดนตรนี ้ันหมายถงึ การมองย้อนหลังไปใน อดีตเพื่อ พยายามทาความเขา้ ใจกบั แงม่ ุมต่าง ๆ ของอดีตในแต่ละสมยั นับเวลาย้อนกลับไปเป็นเวลาหลาย พนั ปจี ากสภาพสังคมทแี่ วด ล้อมทศั นะคติและรสนยิ มของผู้สร้างสรรค์และผฟู้ จงดนตรีในแต่ละ สมัยน้ันแตก ตา่ งกนั อยา่ งไรจากการลองผิดลองถูกลองแล้วลองอีกการจนิ ตนาการตาม แนวคิด ของผู้ ประพนั ธ์เพลงจนกระทงั่ กลัน่ กรองออกมาเป็นเพลงให้ผคู้ นไดฟ้ จงกัน จนถงึ ปจจ จุบนั นี้
ดนตรีไทย เปน็ ศิลปะแขนงหน่งึ ของไทย ได้รบั อิทธิพลมาจาก ประเทศต่าง ๆ เช่น อนิ เดยี จีน อินโดนเี ซีย และอ่ืน ๆ เคร่ืองดนตรีมี 4 ประเภท ดดี สี ตี เปา่ ประวตั ิดนตรีไทย เคร่ืองดนตรไี ทยเกิดจากชนชาตไิ ทยเองและการเลียนแบบชนชาติอ่นื ๆ ทอ่ี ยใุ่ กล้ชิดโดยเรมิ่ ตง้ั แต่สมยั โบราณทีไ่ ทยตั้งถนิ่ ฐานอยู่ในอาณาจักรฉอ่ งหวู่ดินแดนของ ประเทศจีนในปจจจุบนั ทาใหเ้ ครอื่ งดนตรไี ทยและจีนมกี ารแลกเปลย่ี นเลียนแบบกนั นอกจากน่ี ยงั มเี ครอื่ งดนตรอี ีกหลายชนิด ที่ชนชาตไิ ทยประดิษฐ์ขน้ึ ใช้กอ่ นที่จะมาพบวฒั ธรรมอนิ เดีย ซง่ึ แพรห่ ลายอยู่ทางตอนใตข้ องแหลมอนิ โดจีน สาหรับชื่อเครอ่ื งดนตรีด้ังเดมิ ของไทยจะเรียนตาม คาโดดในภาษาไทย เช่น เกราะ โกรง่ กรบั ฉ่งิ ฉาบ ขล่ยุ พิณเปยี๊ ะ ซอ ฆอ้ งและกลอง ต่อมาไดม้ ี การประดษิ ฐเ์ คร่อื งดนตรีใหพ้ ฒั นาข้นึ โดยนาไม้ทท่ี าเหมือนกรับหลายอันมาวางเรียงกันได้ เครือ่ งดนตรีใหม่ เรียกว่าระนาดหรือนาฆอ้ งหลาย ๆ ใบมาทาเปน็ วงเรียกวา่ ฆ้องวง เป็นตน้ นอกจากน้ียังมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมทางดนตรีของอนิ เดยี มอญ เขมร ในแหลมอนิ โดจีน ทไี่ ทยไดย้ ้ายไปตง้ั ถ่นิ ฐานอยู่ ไดแ้ ก่ พณิ สังข์ ป่ไี ฉน บัณเฑาะว์ กระจบั ปี่ จะเข้ โทน(ทับ) เปน็ ต้น ต่อมาเมือ่ มีความสัมพนั ธก์ ับประเทศเพอ่ื นบ้านมากขึ้น ไทยไดน้ าบทเพลงและเครื่องดนตรี บางอยา่ งของประเทศเพือ่ นบา้ นมาบรรเลงในวงดนตรีไทย เช่น กลองแขกของชวา กลองมลายู ของมลายู เปิงมางของมอญ และกลองยาวของไทยใหญท่ พ่ี มา่ นามาใช้ รวมทัง้ ขมิ ม้าล่อ และ กลองจนี ซงึ่ เปน็ เครื่องดนตรขี องจนี เปน็ ต้น ต่อมาไทยมคี วามสมั พันธ์ชาวกับตะวนั ตกและ อเมรกิ า ก็ไดน้ ากลองฝร่งั เช่นกลองอเมริกนั และเครื่องดนตรีอนื่ ๆ เช่น ไวโอลนี ออร์แกน มา ใชบ้ รรเลงในวงดนตรีของไทย จากประวตั ิเครอ่ื งดนตรไี ทยดงั กล่าว สามารถแบ่งประวตั ิศาสตร์ของเครือ่ งดนตรไี ทยได้เปน็ 4 สมัย ดังนี้ สมยั สโุ ขทยั ชาวไทยมคี วามสนุกสนานกับการเลน่ ดนครีและร้องเพลงกันมากดังท่ปี รากฏในหลัก ศิลาจารกึ พ่อขุนรามคาแหงหลักที่ 1 ว่า \"ดบงคมกลอง ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพณิ เสยี งเลื้อน เสียง
ขบั ใครจกั มักเล่น เล่น ใครจกั มักหัว หวั ใครจักมักเลอ้ื น เลื้อน\" ซงึ่ แลดงถึงการบรรเลงเคร่อื ง ดนตรปี ระเภทตี เปา่ ดีด และสี คอื กลอง ป่ี พณิ และเครือ่ งดนตรีทีมสี ายไว้สีได้ นอกจากนยี้ งั มี หลักฐานของลา้ นนาไทยท่ีมีศลิ ปวฒั นธรรมร่วมสมัยกันในหลกั ศิลาจารึกในวดั พระยนื จังหวัด ลาพูน ทีจ่ ารกึ ไว้ว่า \"ใหถ้ ือกระทงข้างตอกดอกไมไ้ ต้เทียน ตพี าทย์ดังพณิ ฆอ้ งกลอง ป่ีสรไนพิส เนญชัยทะเทียดกาหลแตรสังมาลยก์ ังสดาล มรทงค์ดงเดอื ด เสียงเลิศเสียงก้อง อีกทั้งคนร้องโห่ อื้อดาสรท้านท่งั ท้งั นครหรภิ ญุ ชยั แล\" ซงึ่ แสดงถึงเครอ่ื งดนตรีบรรเลงในวงดนตรี และ ประชาชนนามาเลน่ เพอื่ ความสนกุ สนานครกึ คร้นื กัน ดังนน้ั จึงสามารถกล่าวถงึ เครอ่ื งดนตรไี ทย ในสมยั สโุ ขทยั ไดจ้ ากวงดนตรีไทยในสมยั นน้ั ได้แก่ วงแตรสงั ข์ ที่ใชบ้ รรเลงในพระราชพิธี ตา่ ง ๆ ประกอบด้วยเครื่องดนตรแี ตรฝร่ัง แตรงอน ปี่ไฉนแกว้ กลองชนะ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก วงปี่พาทย์เครอ่ื งห้าประกอบดว้ ย ปีใ่ น ฆอ้ งวง ตะโพน กลอง ทัด และฉง่ิ นอกจากนย้ี ังมเี คร่ือง ดนตรเี ช่น พณิ และซอสามสาย อยใู่ นสมัยน้นั อกี ดว้ ย สมยั อยธุ ยา เป็นชว่ งที่บ้านเมอื งมีศกึ สงครามอยตู่ ลอดเวลา จงึ ทาใหด้ นตรีไทยไม่เจรญิ ก้าวหนา้ มาก นัก ยังคงมีเครือ่ งดนตรใี น วงปีพ่ าทย์ เคร่ืองห้าเทา่ เดิม จนมาเพิ่มระนาดเอกภายหลงั ในตอน ปลายสมยั อยธุ ยา ส่วนวงดนตรีท่เี กิดขึ้นในสมยั นน้ั ไดแ้ ก่ วงมโหรี ทบ่ี รรเลงโดยผหู้ ญิง เพ่อื ขบั กลอ่ มถวายแดพ่ ระมหากษัตรยิ ์ ประกอบดว้ ยเครอ่ื งดนตรี กระจบั ปี่ ซอสามสาย โทน(ทับ) กรบั รามะนา ขลยุ่ และฉงิ่ แต่ตอ่ มาไดน้ าจะเข้ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีของมอญมาประสมแทนกระจบั ป่ี เพอ่ื ให้ ทานองได้ละเอียดลออและไพเราะกว่า และวงเครือ่ งสาย ประกอบด้วยเครอื่ งดนตรี ซอ ดว้ ง ซออู้ จะเข้ ขลุ่ย โทน(ทับ) และ ฉง่ิ สมัยธนบุรี มีวงดนตรี 3 ประเภท เชน่ เดยี วกับสมัยอยธุ ยา คอื วงป่ีพาทย์ วงมโหรี และวงเครอ่ื งสาย แต่มีเครอื่ งดนตรีของชาตติ า่ งๆ เขา้ มาในประเทศไทยหลายชนิด ดังปรากฏในหมายกาหนดการ ของพระมหากษัตรยิ ใ์ นสมัยนน้ั วา่ “ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ณิ พาทยไ์ ทย พิณพาทย์ รามญั มโหรีไทย ฝรัง่ มโหรีญวน เขมร ผลดั เปล่ียนกันสมโภช 2 เดือนกบั 12 วนั ” ในงาน สมโภชพระแกว้ มรกตเป็นตน้
สมัยรัตนโกสนิ ทร์ คณะละครและวงปพี่ าทยไ์ ทยสมัยรัตนโกสินทร์ มีความก้าวหนา้ ทางดนตรีมาก เรมิ่ จาก สมยั รชั กาลท่ี 1 ได้เพ่ิมกลองทัดขึ้นในวงป่ีพาทย์เป็น 2 ลูก และเพิ่มระนาดในวงมโหรีป่ี พาทย์อกี 1 ราง สมัยรัชกาลที่ 2 เรม่ิ มปี ี่พาทย์บรรเลงประกอบเสภา จึงได้นาเปงิ มางมาตดิ ขา้ งสุกถ่วง เสยี งใหต้ ่าลง เรียกว่าสองหน้า ใช้ประกอบการบรรเลงประกอบเสภา และได้เพิ่มฆ้องวงในวง มโหรีดว้ ย สมยั รชั กาลท่ี 3 มผี สู้ รา้ งระนาดทมุ้ และฆ้องวงเลก็ ขน้ึ มา ทาให้เกิดวงปพ่ี าทย์เครอ่ื งคขู่ ึ้น ในสมัยน้นั ซ่ึงประกอบด้วยเครื่องดนตรีระนาดทีเปลี่ยนช่ือเป็นระนาดเอก เพอื่ ใหเ้ ข้าคูก่ บั ระนาดแบบใหม่ ท่เี พิม่ ราง 1 ราง และสร้างขนาดใหญ่เรียกวา่ ระนาดทุ้ม และฆอ้ งวงใหญ่ เพอ่ื ใหเ้ ข้าคกู่ บั ฆ้องวงเล็กทีส่ รา้ ง ขนาดเลก็ ลงเรียกว่า ฆอ้ งวงเล็ก นอกจากนี่ยังมีการนาปน่ี อก เข้ามาผสมเขา้ คูก่ บั ปี่ใน และเครอ่ื งดนตรีเดมิ คอื ตะโพน กลองทดั และฉ่ิงเช่นเดิม รวมท้ังมวี ง มโหรีเครื่องคู่เกดิ ข้ึน โดยมีการนาระนาดทมุ้ ฆอ้ งวงเลก็ และขลุย่ หลีบ ให้เขา้ คู่กับเครอ่ื งดนตรที ่ี มีอย่เู ดิม สมัยรัชกาลท่ี 4 วงปพ่ี าทยม์ ีความเจริญมาก โดยเจา้ นาย ขุนนาง ข้าราชการ ตา่ งกม็ ีวงปี่ พาทย์ประจาบา้ นกัน และพระบาทสมเดจ็ พระป่นิ เกลา้ เจ้าอยหู่ ัวยังทรงพระราชดารใิ ห้นาลวด เหล็กเล็ก ๆ ทที่ รงทอดพระเนตรจากนาฬิกาตง้ั โตะ๊ ท่ีกลไกขา้ งในมีลวดเสน้ เล็ก ๆ สั้นบา้ งยาว บ้าง ปกจ เรียงกันถ่ี ๆ เปน็ วงกลมคลา้ ยหวีตรงกลางมีแกนหมุนและเหลก็ เขี่ยเส้นลวดเหล็ก เหล่านั้นผ่านไปโดยรอบทพี่ ระองคท์ รงเรยี กว่า นาฬิกาเขย่ี หวี ซงึ่ มีเสียงดังกังวานมาสรา้ ง เป็น ระนาดท้มุ เหลก็ และระนาดเหล็กทีเ่ ลก็ กว่าและมีเสยี งสูงกว่า มาเพ่ิมเข้าในวงปพี่ าทย์ และเรยี ก วงปี่พาทย์นีว้ า่ วงปีพ่ าทย์เครื่องใหญ่ นอกจากนี้ยงั มีการเพิ่มเครือ่ งดนตรี ระนาดทมุ้ เหลก็ และ ระนาดเอกเหลก็ ที่ทาด้วยทองเหลอื งเรียกวา่ ระนาดทอง และนาซอด้วงและซออ้มู าผสมในวง มโหรีดว้ ยเรยี กว่า มโหรเี ครื่องใหญ่ สมัยรัชกาลท่ี 5 ไดเ้ กิดวงป่ีพาทย์ดกึ ดาบรรพ์ ทส่ี มเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอเจา้ ฟ้ากรมพระ ยานริศรานุวัดตวิ งศ์ เป็นผู้ทรงปรับปรุงข้นึ เพ่ือบรรเลงประกอบละครวงป่ีพาทย์นม้ี ีชอื่ เสยี ง ไพเราะนมุ่ นวลกวา่ เพราะไดด้ ัดเคร่ืองดนตรีทม่ี ีเสียงดังมาก เสียงสูงและเสยี งเลก็ แหลมออกจน
หมด และระนาดเอกก็ตีดว้ ยไม้นวม รวมทง้ั ยังนาฆอ้ งชัยหรอื ฆอ้ งหุ่ยมา 7 ลูก เทยี บเสยี ง เรยี งลาดับตหี ่างๆ คล้ายกับ เบสของฝร่งั เพ่มิ เข้ามา สมัยรชั กาลที่ 6 การดนตรมี ีความเจรญิ ขึ้นมาก โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ทรงตัง้ กรมมหรสพ กรมบัญชาการ กรมโขนหลวง กรมพิณพาทยห์ ลวงกลอง เครือ่ งสายฝร่ังหลวง และกรมชา่ งมหาดเล็ก สาหรับสรา้ งและซอ่ มสิ่งทเี่ ป็นศลิ ปะตา่ ง ๆ และ พระองค์ยงั โปรดเกล้าฯ ใหส้ รา้ งเครือ่ งปีพ่ าทยป์ ระดบั มุกและประดับงาขน้ึ 2 ชดุ ประดบั เป็น ลวดลายวิจิตร มีอกั ษรพระปรมาภไิ ธย ม.ว. ซึง่ งดงามมคี า่ ยง่ิ สมยั รัชกาลท่ี 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจ้าอยหู่ ัวทรงตงั้ วงเครอ่ื งสาย ส่วนพระองค์ ขึน้ โดยพระองค์ทรงซอด้วง และพระบรมราชนิ ีทรงซออู้ พร้อมท้ังเจ้านายอีกหลายพระองค์ อยู่ ในวงนั้น นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนพิ นธ์ เพลงราตรปี ระดับดาว เถา เพลงเขมรละออ องค์ เถา และเพลงคลื่นกะทบฝง่จ 3 ช้นั ตอ่ มาเมอ่ื หลังการเปล่ียนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475 การดนตรไี ทยไดค้ ่อย ๆ เสื่อมลง จนมาถงึ หลงั สงครามโลกครั้งท่ี 2 ไปแลว้ จงึ ได้มีการ ฟ้ืนฟูดนตรไี ทยขนึ้ ใหม่ จนมาถงึ ปจจจุบนั นี้ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั กท็ รงพระ ปรีชาสามารถทางดนตรสี ากล และพระราชนิพนธ์เพลงข้นึ หลายเพลงดว้ ย แต่พระองค์ยังทรง สนพระทยั การดนตรไี ทย โดยพระราชทานทนุ ใหพ้ มิ พ์เพลงไทยเป็นโน้ตสากลออกจาหนา่ ยจน เป็นทน่ี ิยมของวงการดนตรีท่วั ไป
ดนตรีพน้ื บ้านภมู ภิ าคตา่ งๆ ดนตรพี ืน้ บ้านเปน็ เสียงดนตรีที่ถ่ายทอดกนั มาดว้ ยวาจาซงึ่ เรียนรู้ผ่านการฟจงมากกวา่ การอา่ น และเปน็ สง่ิ ท่ีพดู ตอ่ กันมาแบบปากต่อปากโดยไมม่ ีการจดบนั ทกึ ไว้เปน็ ลายลักษณ์อกั ษรจึงเปน็ ลกั ษณะกาสบื ทอดทางวัฒนธรรมของชาวบ้านตง้ั แตอ่ ดีตเร่ือยมาจนถึงปจจจุบนั ซึง่ เป็นกิจกรรม การดนตรเี พ่อื ผอ่ นคลายความตึงเครียดจากการทางานและช่วยสรา้ งสรรคค์ วามร่นื เริงบันทงิ เปน็ หมูค่ ณะและชาวบา้ นในทอ้ งถ่ินนัน้ ซึง่ จะทาใหเ้ กดิ ความรักสามคั คีกันในทอ้ งถิน่ และปฏบิ ตั สิ บื ทอดตอ่ มายงั รนุ่ ลกู รุ่นหลาน จนกลายเป็นเอกลักษณท์ างพนื้ บา้ นของท้องถิ่นนั้น ๆ สบื ต่อไป ดนตรพี ้นื เมืองบ้านภาคเหนือ ดนตรีพื้นบา้ นเปน็ ดนตรีชาวบ้านสร้างสรรค์ขน้ึ ด้วนการรอ้ งหรือบรรเลงโดยชาว บา้ นและ ชาวบา้ นดว้ นกนั เป็นผูฟ้ จง ดนตรพี ื้นบ้านมลี ักษณะดังนี้ 1.เปน็ ดนตรีของชาวบา้ น สว่ นมากเกดิ ขน้ึ และพัฒนาในสงั คมเกษตรกรรม มีลักษณะทีไ่ ม่มี ระบบกฎเกณฑช์ ัดเจนตายตัว ประกอบกับใช้วธิ ถี า่ ยทอดดว้ นปากและการจดจา จงึ เปน็ เหตุให้ ไม่มีใครเอาใจใส่ศกึ ษาหรือจดบนั ทึกไวเ้ ป็นหลักฐานดงั เชน่ ดนตรสี ากล 2.เปน็ ดนตรที ่มี ีเอกลักษณ์เฉพาะถ่ิน แต่ละท้องถนิ่ จะมีดนตรที ีม่ ีสาเนียง ทานอง และ จงั หวะลลี าของตนเอง ดนตรีพนื้ บา้ นส่วนใหญ่มที านองที่ประดษิ ฐด์ ัดแปลงมาจากทานองของ เสียงธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ซอของดนตรภี าคเหนือ คือ เพลงจะปุ มีทานองอ่อนหวานตาม สาเนียงพดู ของคนไทยชาวเมืองจะปุในแคว้นสิบสองปนจ นาหรือ ซอล่องน่าน ของจังหวดั น่านมี ทานองเหมอื นกระแสน้าไหล มขี อ้ สงั เกตวา่ เคร่อื งดนตรพี ้นื บ้านผลิตด้วยฝีมือชา่ งชาวบา้ น รปู แบบเคร่ืองดนตรี เครอ่ื ง ดนตรที ี่ทาเพื่อไวต้ คี นทุกคนไหนปะเทศไทย
ดนตรพี ้ืนบ้านภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ (อีสาน) ดนตรีพืน้ บ้านภาคอสี าน เป็นดนตรีประจาภมู ิภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ มปี ระวตั คิ วามเปน็ มา นับพนั ปี และสืบตอ่ กนั มาจนถงึ ปจจจุบัน โดยยงั ดารงเอกลักษณข์ องวัฒนธรรมพน้ื บ้านไวอ้ ยา่ ง มนั่ คง ในการศกึ ษาอาจสืบค้นจากการใช้คาว่า “ดนตร”ี ในวรรณกรรมพืน้ บา้ นได้บันทกึ ไว้เปน็ หลกั ฐาน 1. ประวตั ิการปรากฏคาวา่ “ดนตรี” ศัพท์ที่ใชอ้ ยู่ในภาษาไทยกลางและไทยอีสานในปจจ จุบนั น้ี เดิมเปน็ คาภาษาสนั สกฤต “ตนั ตริ” หรอื จากภาษาบาลีวา่ “ตรุ ยิ ะ” หรอื “มโหรี” คาว่า “ตนั ตริ” ทปี่ รากฏในวรรณกรรมพ้ืนบา้ นอสี านเขียนว่า “นนตรี” ซ่ึงกค็ อื “ดนตรี” นนั่ เอง นอกจากนย้ี ังมี คาทีม่ ีความหมายคล้ายคลงึ กนั ดังน้ี 1.1 คาวา่ “นนตรี” พบในวรรณกรรมพน้ื บา้ นอสี ่านหลายเร่อื ง ได้แก่ สนิ ไช แตงอ่อน การะเกด ดังตวั อยา่ งดงั นี้ - บดั น้จี กั กลา่ วเถิงภชู ัยทา้ ว เสวยราชเบง็ จาล กอ่ นแหล้ว ฟงจ ยินนนตรีประดับ กล่อมซอ ซุง 1.2 คาวา่ “ตรุ ยิ ะ” อาจเขียนในรปู “ตุรยิ ะ” “ตุริยา” “ตรุ ิเยศ” หรอื “ตุรยิ างค์” เช่น - เมอ่ื น้ันภบู าลฮู้ มุนตรีขานชอบ ฟงจ ยินตรุ ิเยศยา้ ย กลองฆ้องเสพเสียง 1.3 คาวา่ “มโหรี” อาจมาจาก “มโหรี” ที่เปน็ ชอื่ ป่ี หรือมาจากคาว่า “โหร”ี ซึง่ หมายถงึ เพลงพื้น เมืองชนิดหน่งึ ของอินเดีย คาว่า “มโหร”ี พบในวรรณคดขี องอีสานดังนี้ - มที ั้งมโหรเี หล้น ทงั ละเม็งฟอ้ นมา่ ยสงิ แกว่งเหลือ้ ม โขนเต้นใสส่ าว (สงิ = นางฟอ้ น นางรา้ ) จะเหน็ ได้ว่า คาวา่ “นนตรี” “ตรุ ยิ ะ” และ “มโหรี” เป็นคาทนี่ ยิ มใช้ในวรรณคดแี ละหมายถึง ดนตรี ประเภทบรเลงโดยทว่ั ไป แต่ในปจจ จุบันคาวา่ ดนตรี หมายถึง ดนตรขี องราชสานักภาค
กลางหรอื ดนครไี ทยสากล ส่นดนตรพี ้ืนบา้ นของชาวอสี านจะมีชือ่ เรยี กเปน็ คาศัพทเ์ ฉพาะเปน็ อย่าง ๆ ไป เชน่ ลา (ขบั รอ้ ง) กล่อม สวดมนต์ ส่ขู วญั เซ้ิง เว้าผญา หรอื จ่ายผญา สวดสรภัญญะ และอา่ นหนังสอื ผูก เปน็ ต้น การทีจ่ ะสบื ค้นประวตั คิ วามเปน็ มาของดนตรีอีสานใหไ้ ด้ข้อมลู ทเ่ี ปน็ ข้อเท็จจริงนัน้ ทา ได้ยาก เพราะไม่มีเอกสารใดท่บี ันทึกเร่ืองราวทางดนตรโี ดยเฉพาะ จะมีกล่าวถึงในวรรณคดีก็ เปน็ ส่วนประกอบของทอ้ งเรอื่ งเท่านั้นเอง และทกี่ ล่าวถึงสว่ นมากก็เปน็ ดนตรีในราชสานัก โดย กลา่ วถึงชื่อดนตรีต่าง ๆ เชน่ แคน พณิ ซอ ไค้ (แคนของชาวเขา) ขลุย่ กลอง ตะโพน พาทย์ (กลอง ระนาด ฆอ้ ง สไนง์ (ป่เี ขาควาย) สวนไล (ชะไล-ป่ใี น) ปี่อ้อหรอื ปีห่ อ้ เป็นตน้ ส่วนการ ประสมวงนนั้ ท่ีเอยก็มวี งมโหรี สว่ นการประสมอย่างอนื่ ไมก่ าหนดตายตวั แนน่ อน เขาั ใจว่าจะ ประสมตามใจชอบ แม้ในปจจ จบุ ันการประสมวงของดนตรีอีสานก็ยังไม่มีมาตรฐานทแ่ี นย่ อนแต่ อยา่ งใด อยา่ งไรกต็ ามดนตรีอสี านในปจจ จุบนั ท่ียงั คงปฏบิ ตั อิ ยู่มีทง่ั ดนตรปี ระเภทบรรเลงและ ดนตรีประเภทขับร้อง
ดนตรีพืน้ บ้านภาคใต้ ชนในกลมุ่ ของภาคใต้ของไทย มหี ลายเผา่ พนั ธ์แุ ละมีหลายกลมุ่ ในอดตี มีการตดิ ตอ่ ค้าขาย มี ความสัมพันธ์กับอนิ เดีย จีน ชวา - มลายู ตลอดจนติดตอ่ กบั คนไทยในภาคกลาง ท่ีเดินทางไป คา้ ขายติดตอ่ กนั ด้วย ในชนบทความเจริญยงั เขา้ ไปไม่ถงึ ลักษณะของ ดนตรีพน้ื บ้าน จึงเป็น ลกั ษณะเรียบงา่ ย ประดิษฐอ์ ยา่ งง่าย ๆ จากวสั ดใุ กล้ตวั มีการรักษาเอกลักษณ์ และยอมใหม้ ีการ พฒั นาได้นอ้ ยมาก ดนตรีพน้ื บา้ นด้งั เดิม น่าจะมาจากเผ่าพนั ธุ์ เงาะซาไก ประเภทเครือ่ งตี โดยใช้ ไมไ้ ผ่ลาขนาดตา่ ง ๆ กนั ตดั ออกเปน็ ทอ่ น สั้นบ้างยาวบา้ ง ตดั ปากของกระบอกไม้ไผ่ ตรงหรอื เฉยี ง บ้างกห็ ุ้มด้วยใบไม้ กาบของต้นพืช ใชบ้ รรเลง (ตี) ประกอบการขบั ร้องและเตน้ รา เคร่อื ง ดนตรี ค่อย ๆ พฒั นามาเป็นแตร กรบั ซ่ึงล้วนแลว้ แตม่ ีมาแต่เดมิ ทัง้ ส้นิ ในระยะตอ่ มาหลังจากมกี ารตดิ ต่อ การค้าขายกบั อนิ เดียและจนี การถ่ายโยงวฒั นธรรมยอ่ ม เกิดขึน้ สงั เกตได้อยา่ งชัดเจนจาก ทบั (กลอง) ท่ใี ช้ประกอบการเล่นโนรา มรี อ่ งรอยอิทธพิ ลของ อินเดยี อยา่ งชดั เจน และการมีอาณาเขตติดตอ่ กับชวา - มลายู ภาษาและวฒั นธรรมทางดนตรี จงึ ถูกถา่ ยโยงกนั มาดว้ ย เชน่ แถบจังหวดั ภาคใต้ท่ีตดิ เขตแดน อาจกล่าวไดว้ ่าดนตรีพื้นบา้ น ของ ภาคใตม้ อี ทิ ธพิ ลแบบชวา มลายกู ็ยังไมผ่ ิด เช่น รามะนา (กลองหน้าเดียว) ในชว่ งสมยั กรงุ ธนบรุ ี (พระเจ้าตากสินมหาราช) เมืองนครศรธี รรมราช มีความสมั พันธก์ บั ภาคกลางอย่างแนบแน่น และเปน็ ศนู ย์กลางความเจริญ ทางศิลปวฒั นธรรมดา้ นการแสดง และ ดนตรี จนมชี ื่อวา่ “เมอื งละคอน” ในสมยั กรงุ ธนบุรีพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดใหน้ าละคร จากเมอื งนครศรธี รรมราช ไปฝกึ ละครใหน้ ักแสดงในสมยั นน้ั จงึ เป็นการถา่ ยโยงวฒั นธรรม ด้านดนตรีกลบั ไปสู่ เมอื งนครศรีธรรมราชดว้ ย เช่น ป่ีนอก ซออู้ และซอด้วง ดนตรีพ้ืนบา้ นภาคกลาง ประกอบด้วยเครือ่ งดนตรีประเภท ดดี สี ตี เปา่ โดยเคร่อื งดีดไดแ้ ก่ จะเข้และจอ้ งหน่อง เครื่องสี ได้แก่ ซอดว้ งและซออู้ เครอื่ งตไี ดแ้ ก่ ระนาดเอก ระนาดทุ้ม ระนาดทอง ระนาดทุ้มเลก็ ฆอ้ ง โหมง่ ฉ่งิ ฉาบและกรับ เครือ่ งเปา่ ได้แก่ ขลุ่ยและปี่ ลักษณะเด่นของดนตรพี ้ืนบา้ นภาคกลาง คือ วงป่ีพาทยข์ องภาคกลางจะมีการพัฒนาในลกั ษณะผสมผสานกบั ดนตรหี ลวง โดยมกี ารพัฒนา
จากดนตรีป่แี ละกลองเป็นหลักมาเป็นระนาดและฆ้องวงพร้อมทงั้ เพ่ิมเคร่ืองดนตรี มากขนึ้ จน เป็นวงดนตรีทมี่ ีขนาดใหญ่ รวมทั้งยังมกี ารขับรอ้ งทีค่ ล้ายคลงึ กับปีพ่ าทยข์ องหลวง ซ่ึงเปน็ ผลมา จากการถ่ายโยงทางวฒั นธรรมระหวา่ งวัฒนธรรมราษฎรแ์ ละหลวง
แหลง่ อ้างอิง ขอบคุณขอ้ มูลจาก 1.http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0 %B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2 2.https://sites.google.com/site/yingmifufu/prawati-khwam-pen-ma 3.http://sites.google.com/a/mtpk.ac.th/dntri-sakl-na-ru/ 4.http://sites.google.com/site/dntrinaru/
จดั ทาโดย ด.ช.ปรชั ญากรณ์ ธรรมเดชะ ชั้น ม.1/1 เลขท่ี 3 เสนอ คุณครปู ระภสั สร ก๋าเขียว วิชา การสรา้ งหนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ โรงเรียนแจ้หม่ วิทยา อาเภอแจห้ ม่ จังหวัดลาปาง สานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษามัธยมศกึ ษาเขต 35 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2562
Search
Read the Text Version
- 1 - 21
Pages: