Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ปรัชญาเบื้องต้น บทที่ 2 ตอน 2 วิวัฒนาการปรัชญาตะวันออก

ปรัชญาเบื้องต้น บทที่ 2 ตอน 2 วิวัฒนาการปรัชญาตะวันออก

Published by Ppphrom Phan, 2018-02-13 04:44:01

Description: ปรัชญาเบื้องต้น บทที่ 2 ตอน 2 วิวัฒนาการปรัชญาตะวันออก

Keywords: ปรัชญา,เบื้องต้น,บท2 ตอน2

Search

Read the Text Version

ปรชั ญาจารวากและเชน (Eastern Philosophy) โดย... พรหมพสิ ฐิ พนั ธจ์ นั ทร์

ปรัชญาจารวากและปรัชญาเชน ความร้เู บอื้ งต้นเกี่ยวกบั ปรชั ญาจารวาก แนวคิดทางอภิปรชั ญา แนวคิดทางญาณวิทยา แนวคิดทางจริยศาสตร์ ความรเู้ บอื้ งต้นเกี่ยวกบั ปรชั ญาเชน แนวคิดทางอภิปรชั ญา แนวคิดทางญาณวิทยา แนวคิดทางจริยศาสตร์

ความรู้เบือ้ งต้นเก่ียวกับปรัชญาจารวากเป็ นปรัชญาอนิ เดยี ระบบสายนาสตกิ ะ“จารวาก” เป็ นภาษาสันสกฤตมาจาก “จารุ+วาก”“จารุ” แปลว่า งาม น่ารัก เหมาะสม“วาก” แปลว่า ถ้อยคา คาพดู“จารวาก” แปลว่า คาพดู ท่ไี พเราะอ่อนหวานถือเป็ นปรัชญาปากหวานมีช่อื อกี อย่างหน่ึงว่า “โลกายตั ” เพราะ เป็ นปรัชญาท่ดี งึ ดดู ความสนใจของชาวโลก

ความรู้เบอื้ งต้นเก่ียวกับปรัชญาจารวากปรัชญาวตั ถุนิยมท่เี ก่าแก่ท่สี ุดของโลก (อเทวนิยม)โน้มเอยี งไปในกาม (กามสุขัลลกิ านุโยค)สาเหตุของการเกดิ ปรัชญานี้ พอสรุปได้ดังนี้ 1. ความไม่พอใจในพธิ ีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ 2. เข้าใจว่า เป็ นปรัชญาของพวกดราวเิ ดียนท่ี คิดขนึ้ เพ่อื คัดค้านปรัชญาจติ นิยมของชาวอารยัน 3. ปรัชญาอุปนิษัทเน้นทางจติ เกนิ ไป ปรัชญานีจ้ งึ เกิดเพ่อื สามัญชน

แนวคดิ ทางด้านอภปิ รัชญาโลกและสรรพส่งิ เกดิ ขนึ้ มาเพราะการรวมตวั ท่พี อเหมาะ ของธาตุทงั้ 4 คือ ดนิ นา้ ลม ไฟธาตุทงั้ 4 เป็ นอมตะ อยู่นิรันดร์การรวมตวั กนั ของธาตุทงั้ 4 เรียกว่า การเกดิการแยกตวั กันของธาตุทงั้ 4 เรียกว่า การตายจติ หรือวญิ ญาณไม่มีอย่จู ริงเหมือนรถยนต์ และเหมอื นสีแดงเกิดจากการเคยี้ วหมากพระเจ้าไม่มีอยู่จริง เพราะไม่สามารถสัมผัสได้ไม่เช่ือนรก สวรรค์ไม่เช่ือบุญคุณพ่อแม่ ครูอาจารย์



แนวคิดทางด้านญาณวิทยาแหล่งท่มี าของความรู้ในปรัชญาอนิ เดยี มี 6 ประการแต่ปรัชญาจารวากเช่ือเฉพาะแหล่งท่มี าเดยี ว นัน้ คอื ประจักษประมาณประจักษประมาณ เป็ นความรู้ท่ไี ด้จาก ประสาทสัมผสั ทงั้ 5 เท่านัน้

แนวคดิ ทางด้านจริยศาสตร์ปรัชญาจารวากเป็ นวัตถุนิยม หรือสสารนิยมคตชิ ีวติ ของปรัชญานี้ “จงกนิ จงด่มื จงร่ืนเริง เสียแต่วนั นี้ พรุ่งนีอ้ าจตาย”“ด”ี คอื ได้ความสุข “ความสุข” คอื ความดีเน้นความสุขทางเนือ้ หนังผ่านสัมผัสทงั้ 5ความช่ัว คือ ความทกุ ข์ ไม่ว่าจะทุกข์จากอะไรก็ตามความตาย คือ ความหลุดพ้น (จากสุขและทกุ ข์)โลกหน้าไม่มี กรรมและผลกรรมไม่มีอยู่จริงสวรรค์อย่ใู นโลกนี้ จงกนิ จงด่มื จงสนุกให้เตม็ ท่ี นีค้ อื เป้าหมายสูงสุดของชีวติ

ปรัชญาเชนความร้เู บอื้ งต้นเก่ียวกบั ปรชั ญาเชนแนวคิดทางอภิปรชั ญาแนวคิดทางญาณวิทยาแนวคิดทางจริยศาสตร์

ความรู้เบือ้ งต้นเก่ียวกับปรัชญาเชนปรัชญาเชนเป็ นปรัชญาอนิ เดยี สายนาสตกิ ะเป็ นปรัชญาจติ นิยม สัจนิยม (อเทวนิยม)โน้มเอียงไปในทางทรมานตนเอง จงึ เรียกว่า “อัตตกลิ มถานุโยค”“เชน” แผลงมาจาก “ไชนะ” “ชินะ” แปลว่า ผู้พชิ ติ หรือผู้ชนะกเิ ลสผู้ก่อตงั้ ปรัชญาเชนคือ “พระมหาวรี ะ”ศาสนาพุทธเรียกท่านว่า “นิครนถนาฏบุตร”(ประวัตชิ ีวติ คล้ายกับพระพุทธเจ้ามากจน อาจสับสนได้ว่าเป็ นคนเดยี วกนั )



แนวคิดทางอภปิ รัชญาอภปิ รัชญาเชนมีลักษณะเป็ นพหุสัจนิยม คือ ส่งิ จริงแท้มีหลาย ส่งิ มากมายนับไม่ถ้วน (ชีวะ)สามารถเรียกแนวคดิ นีอ้ กี ว่า “อเนกันตวาท”และเรียกว่า “อมราวเิ ขปิ กะ” เพราะพดู ซัดส่ายเหมือนปลาไหลโลกประกอบมาจากส่งิ ท่เี ป็ นจริง 2 อย่าง คือ 1. ชีวะ หรือ วญิ ญาณ มมี ากมายนับไม่ถ้วน 2. อชีวะ เป็ นส่งิ ไร้สัมปชัญญะและไม่มชี ีวติ (อวญิ ญาณ) ถือเป็ นส่วนประกอบท่ี ก่อให้เกดิ ปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลกทงั้ สองอย่างนีเ้ ท่ยี งแท้ นิรันดร์

แนวคดิ ทางญาณวทิ ยาปรัชญาเชนถือว่า ความรู้ (ญาณ) เป็ นสารัตถะสาคญั ของชีพธาตุแท้ของชีพ คือ ธาตุรู้ความรู้แจ้งแทงตลอดแฝงอย่แู ล้วในทุกชีพแต่ความรู้ไม่ปรากฏออกมาเพราะกรรมเป็ นอุปสรรคกีดกนัผู้ท่กี าจดั กรรมได้ จงึ ถอื เป็ นผู้ชนะกเิ ลสชนิดความรู้มี 2 คือ ความรู้ท่ถี กู ต้อง ความรู้ท่ไี ม่ถูกต้อง

แนวคิดทางญาณวทิ ยาความรู้ท่ถี กู ต้อง (สัมยคั ชญาณ) แบ่งได้เป็ น 2 คือ ความรู้โดยตรง เป็ นความรู้ท่เี กดิ ขึน้ ภายในจติ โดยตรง ความรู้โดยอ้อม เป็ นความรู้อาศัยส่ิงอ่ืนจงึ รู้ได้ เช่น จากประสาทสัมผัส จากการอ่านคัมภรี ์ ฯลฯความรู้ท่ไี ม่ถกู ต้อง มี 3 คือ ความรู้ท่เี จือด้วยความสงสัย ความรู้จากความเข้าใจผดิ หรือสาคญั ผิด ความรู้ท่ผี ิดพลาดเพราะขาดการใส่ใจ

แนวคดิ ทางญาณวทิ ยาประมาณหรือแหล่งเกดิ ความรู้ มี 3 คือ ประจักษประมาณ อนุมานประมาณ ศพั ทประมาณ

แนวคิดทางจริยศาสตร์เชนถอื ว่า จริยศาสตร์เป็ นหลักท่สี าคญั ท่สี ุดชีวะ (ชีพ) ต้องหลุดพ้นให้ได้จากเคร่ืองพนั ธนาการกรรม คอื เคร่ืองปิ ดกัน้ ความสมบรู ณ์ของชีพไว้ชีพเดมิ เป็ นอมตะ แต่อยู่เป็ นอสิ ระไม่ได้ ต้องอาศัยร่างกายชีพจงึ หลงผิด (อวทิ ยา) ว่า ร่างกายคือชีพด้วยหลงผิด จงึ ยดึ ตดิ ร่างกาย ด้วยกเิ ลสตัณหาต่างๆแล้วกระทากรรมทงั้ ดชี ่ัว จงึ เวียนว่ายตายเกดิ ไม่รู้จบกรรมจงึ มีอทิ ธิพลต่อชีพมาก ผูกชีพให้อย่ใู นสังสารวฏั

แนวคิดทางจริยศาสตร์วธิ ีการปฏิบตั เิ พ่อื ให้ถงึ ความหลุดพ้น สัมยคั ชญาณ ความรู้ท่ถี กู ต้องในชีวะและอชีวะ สัมยคั จริต ความประพฤตทิ ่ถี ูกต้อง โดยเฉพาะนักบวชจะ เน้นการปฏบิ ตั ทิ ่เี คร่งครัดด้วยการทรมานตนเอง

ขอบคณุ ครบั

เป็ นมนุษย์ เป็ นได้ เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยงู มีดี ท่ีแววขน ถา้ ใจตา่ เป็ นได้ แคเ่ พียงคน ยอ่ มเสียที ท่ีตน ไดเ้ กิดมา ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถา้ มีครบ ควรเรยี ก มนุสสา เพราะคิดถูก พูดถกู ทุกเวลาเปรมปรดี า ทุกคืนวนั สุขสนั ตจ์ ริงใจสกปรก มืดมวั เพราะรอ้ นเร่า ใครมีเขา้ ควรเรียก ว่าผีสิง เพราะคิดผิด ทาผิด จติ ประวิง แตใ่ นส่ิง นาตวั กล้วั อบาย...

วิวฒั นาการปรชั ญาพทุ ธ โดย... พรหมพสิ ฐิ พนั ธจ์ นั ทร์

ความรู้เบอื้ งต้นเก่ียวกับพทุ ธปรัชญาพุทธปรัชญาเป็ นปรัชญาอนิ เดยี สายนาสตกิ ะเป็ นปรัชญาแบบอเทวนิยมมี 2 นิกายหลัก คือ นิกายเถรวาท และนิกายมหายาน

พทุ ธประวัติพระพุทธเจ้านามเดมิ คือ เจ้าชายสิทธัตถะประสูตเิ ม่ือวนั ขนึ้ 15 ค่า เดอื น 6 ปี จอ ก่อน พ.ศ. 80เรียนคมั ภรี ์ไตรเพทและศาสตร์ 18 สาขาจบก่อนอายุ 16 พรรษาพระชนมายุ 16 พรรษาได้อภเิ ษกสมรสกบั พระนางยโสธรา มีพระราชโอรส 1 องค์ คือ พระราหุลออกผนวชเม่ือพระชนมายุ 29 พรรษาได้ตรัสรู้ในวันขึน้ 15 ค่า เดอื น 6 ปี ระกา ขณะมีพระชนายุได้ 35 พรรษาได้ประกาศพุทธธรรมแก่ชาวโลก 45 พรรษาเม่ือวนั ขนึ้ 15 ค่า เดอื น 6 ได้เสดจ็ ดบั ขันธ์ ปรินิพพานรวมพระชนมายุได้ 80 พรรษา

แนวคดิ ทางด้านอภปิ รัชญา อริยสัจจ์ 4 ไตรลักษณ์ 3 ปฏจิ จสมุปบาท 12

อริยสัจจ์ 4อริยสัจจ์ คือ ความจริงอันประเสริฐ สภาวทุกข์วิปริณามทุกข์สังขารทุกข์ นิพพานทกุ ข์ (ควรรู้) ผล นิโรธ (ควรบรรลุ)สมุทยั (ควรละ) เหตุ มรรค (ควรเจริญ)กามตัณหา มรรคมีองค์ 8ภวตัณหาวภิ วตณั หา

ไตรลักษณ์ 3ไตรลักษณ์ แปลว่า ลักษณะ 3 อย่างของทกุ ชีวติ ต้องเจอเรียกอกี อย่างหน่ึงว่า สามัญลักษณะ คือ ลักษณะท่เี สมอ เหมอื นกนั หมด1. อนิจจตา ความไม่เท่ยี ง คือ เกดิ ขึน้ ตงั้ อยู่ และดบั ไป มี สันตติ ความสืบต่อปิ ดบังจึงไม่เหน็ ความจริง2. ทุกขตา ความเป็ นทุกข์ คือ สภาพท่ที นได้ยาก มีความพร่อง มี อิริยาบถ การปรับเปล่ียนท่าทางปิ ดบังจงึ ไม่เหน็ ความจริง3. อนัตตตา ความไม่ใช่ตัวตน คอื ไม่มอี ะไรเป็ นแก่นสาร ไม่เป็ นอมตะ มี ฆน ความเป็ นกลุ่มก้อน (ชีวติ ) ปิ ดบงั จงึ ไม่เหน็ ความจริง

ปฏจิ จสมุปบาท 12ปฏจิ จสมุปบาท คอื การเกดิ ขนึ้ พร้อมเพราะอาศยั กนั และกนั กล่าวคือ เม่ือส่งิ นีเ้ กดิ ส่งิ นีจ้ งึ เกดิ เม่อื ส่งิ นีด้ บั ส่งิ นีจ้ งึ ดบั



แนวคิดทางด้านญาณวทิ ยาบ่อเกดิ ของความรู้มี 3 ทาง คอื1. สุตมยปัญญา ปัญญาหรือความรู้ท่เี กดิ จากการฟัง การเล่า เรียน การสัมผสั เป็ นต้น2. จนิ ตมยปัญญา ปัญญาท่เี กดิ จากการคิดพจิ ารณาหาเหตุผล สร้ างองค์ ความร้ ูด้ วยกระบวนการของเหตุผล3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาท่เี กดิ จากการฝึ กฝน อบรม ลงมือปฏิบัตทิ างจิตจนเกดิ ฌานต่างๆ ขนึ้ มา และเกดิ ญาณให้รู้แจ้งแทงตลอดส่ิงทงั้ ปวงได้ ข้อนีส้ าคญั ท่สี ุด

แนวคิดทางด้านจริยศาสตร์จริยศาสตร์ขัน้ ต้น คือ เบญจศีล เบญจธรรมจริยศาสตร์ขัน้ กลาง คือ กุศลกรรมบถ 10จริยศาสตร์ขัน้ สูง คือ อริยมรรคมีองค์ 8

จริยศาสตร์ขัน้ ต้น: เบญจศีล เบญจธรรม“ศีล” แปลว่า ปกติ หรือเย็น เน้นการประพฤตทิ างกายและวาจาผู้มีศลี คอื ผู้ท่ไี ม่ผิดปกติ ไม่ผดิ มนุษยธรรม เบญจศีล เบญจธรรม1. เว้นจากการฆ่าสตั ว์ 1. มีจิตเมตตา 2. มีสมั มาอาชีวะ2. เว้นจากการลกั ทรพั ย์ 3. มีการสารวมในกาม3. เว้นจากการประพฤติผิดในกามทงั้ หลาย 4. มีวาจาสตั ย์4. เว้นจากการพดู มุสา (เทจ็ ท่ีไม่จริง) 5. มีสติสมั ปชญั ญะ5. เว้นจากการด่ืมสรุ าเมรยั อนั เป็นท่ีตงั้ แห่งความประมาท

จริยศาสตร์ขัน้ กลาง: กุศลกรรมบถ 10“กุศลกรรมบถ” แปลว่า หนทางแห่งการกระทาความดีกศุ ลกรรมบถ 10 ส่ิงควรเจริญ1. เว้นจากการฆ่าสตั ว์ 1. จิตเมตตา2. เว้นจากการลกั ทรพั ย์ 2. สมั มาอาชีพ3. เว้นจากการประพฤติผิดในกามทงั้ หลาย 3. สารวมในกาม4. เว้นจากการพดู มสุ า (เทจ็ ท่ีไมจ่ ริง) 4. พดู คาสตั ย์5. เว้นจากการพดู คาหยาบ (ผรสุ วาจา) 5. พดู คาอ่อนหวานไพเราะ6. เว้นจากการพดู คาส่อเสียด (ปิ สณุ วาจา) 6. พดู คาท่ีสรา้ งความรกั สามคั คี7. เว้นจากการพดู คาเพ้อเจ้อ (สมั ผปั ปลาบ) 7. พดู คาท่ีมีประโยชน์

จริยศาสตร์ขัน้ กลาง: กุศลกรรมบถ 10 กศุ ลกรรมบถ 10 ส่ิงควรเจริญ8. ไม่คิดอยากได้ของผอู้ ่ืน (อนภิชฌา) 1. คิดเสียสละ ไมเ่ หน็ แก่ตวั9. ไม่คิดพยาบาท (อพยาบาท)10. มีความเหน็ ที่ถกู ต้อง (สมั มาทิฏฐิ) 2. รจู้ กั ให้อภยั 3. มองโลกในแง่ดีและคอย พฒั นาปัญญา“กุศลกรรมบถ” จะพฒั นาทางกาย วาจา และใจแต่จะเน้นทางกายมากกว่าทางใจ

จริยศาสตร์ขัน้ สูง: มรรคมีองค์ 8“อริยมรรค” คือ หนทางอันประเสริฐ หนทางของพระอริยเจ้า“อัฏฐังคิกมรรค” คอื หนทางอันประกอบด้วยองค์ 8 กล่าวคอื มี หนทางเดยี ว แต่ประกอบด้วย 8 เลน“มัชฌมิ าปฏปิ ทา” คอื หนทางสายกลาง กล่าวคือ กลางระหว่าง หย่อนสุดกบั เคร่งสุดเน้นพฒั นาทางใจมากกว่าทางกายหลักอริยมรรคมคี วามสัมพนั ธ์อย่างใกล้ชดิ กบั หลักไตรสิกขา

เว้นช่ัว ทาดี ทาจิตผ่องใสอธิศีลสิกขา อธิจติ ตสกิ ขา อธิปัญญาสกิ ขาสัมมากมั มนั ตะ สัมมาสติ สัมมาสังกปั ปะ สัมมาวาจา สัมมาสมาธิ สัมมาทฏิ ฐิ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ

ขอบคณุ ครบั

วิวฒั นาการปรชั ญาจีน โดย... พรหมพสิ ฐิ พนั ธจ์ นั ทร์

ววิ ัฒนาการปรัชญาจนีจีนเป็ นชาตทิ ่มี ีอารยธรรมท่ยี ่งิ ใหญ่และพเิ ศษแตกต่างจากท่อี ่นืชาวจีนเช่ือว่า ตนเองเป็ นศูนย์กลางของจกั รวาล และเรียก ประเทศตนเองว่า “จง-ก๋วั (อาณาจักรท่อี ยู่ตรงกลาง)”ปรัชญาและศาสนาของจนี จะมีลักษณะท่แี ผ่ซ่านซมึ ซาบอย่ใู น ชีวติ ทางวฒั นธรรมของผู้คน แล้วพฒั นาขึน้ เป็ นระบบปรัชญาและศาสนาของจีนจะอยู่ภายใต้การควบคุมของ รัฐบาลในทุกยุคสมัย ในบางครัง้ กม็ ีการกวาดล้างอย่าง รุนแรง

วิวัฒนาการปรัชญาจีนปรัชญาและศาสนาของจีนจะมีลักษณะผสมผสานระหว่างความ เช่ือและความคดิ ซ่งึ มาจาก 4 กระแสใหญ่ คอื 1. ความเช่ือดงั้ เดมิ ในเร่ืองพระเจ้าและวิญญาณ 2. ปรัชญาขงจอื้ 3. ปรัชญาเต๋า 4. พระพุทธศาสนา

ววิ ัฒนาการปรัชญาจนีความเช่ือดงั้ เดมิ ของชาวจีน เร่ิมแรกกน็ ับถอื เทพเจ้าประจาํ ธรรมชาตติ ่างๆต่อมากเ็ ช่ือว่า น่าจะมี “พระเจ้าผู้ย่งิ ใหญ่” องค์หน่ึงเป็ นหวั หน้า ซ่งึ ชาวจนี ได้สมมตเิ รียกว่า “เทยี น (Tien)” หรือ “ฉ่างต่ี (Shang Ti)”แล้วได้คดิ หาวธิ ีการเพ่อื ตดิ ต่อกับ “เทยี น” (ฟ้า, สวรรค์) จงึ ได้ เช่ือกันว่า กษัตริย์ถอื เป็ นตัวแทนของพระเจ้าในโลกมนุษย์

วิวัฒนาการปรัชญาจีนกษัตริย์จงึ เป็ นส่ือกลางระหว่างพระเจ้ากบั มนุษย์ และ ถอื ว่า “เทยี น” เป็ นผู้มอบอาํ นาจให้ จะต้องปกครอง ด้วยคุณธรรมเท่านัน้ต่อมากไ็ ด้เช่ือว่า คนดที ่ตี ายแล้วจะไปอย่กู ับพระเจ้าดังนัน้ จงึ เช่ือกันว่า บรรพบุรุษของตนเองเป็ นคนดี ซ่งึ วญิ ญาณ จะไปอยู่รับใช้พระเจ้าสุสานบรรพบุรุษจงึ กลายเป็ นเทวาลัยท่ศี ักด์สิ ทิ ธ์ิ และมีประจาํ ตระกูลของตนเอง

ววิ ัฒนาการปรัชญาจนีต่อมาเม่ือชาวจีนเร่ิมมีความเข้าใจส่งิ ต่างๆ ในธรรมชาตดิ ้วย เหตุและผลมากขนึ้ จงึ ได้ค้นพบหลักเกณฑ์บางอย่างใน ธรรมชาติ ท่สี ามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ นัน้ คือ พลังท่ยี ่งิ ใหญ่ 2 พลัง คือ “หยนิ ” และ “หยาง”“หยนิ ” พลังลบ เป็ นพลังเพศหญิง ความอ่อน ความมืด ฯลฯ“หยาง” พลังบวก เป็ นพลังเพศชาย ความแข็ง ความสว่าง ฯลฯเม่อื ทงั้ สองประสมกนั จึงได้ก่อเกิดสรรพส่งิ มากมายในธรรมชาติทงั้ สองเป็ นพลังท่ตี รงกนั ข้ามแต่ไม่ขัดแย้งกัน

ววิ ัฒนาการปรัชญาจีนต่อมาทฤษฏหี ยนิ -หยาง ได้พฒั นามากขนึ้ โดยได้นําเส้นตรงมา ใช้เป็ นสัญลักษณ์ สัญลักษณ์นีจ้ ะเรียกว่า “ปากว้า (Pa Kua)”เส้นตรง เป็ นสัญลักษณ์ของหยางเส้นตรงท่ขี าดกลาง เป็ นสัญลักณ์ของหยนิจากนัน้ ได้นําสัญลักษณ์ทงั้ สองมาประสมกนั ครัง้ ละสามเส้น ในอัตราส่วนต่างๆ เกิดเป็ นสัญลักษณ์ใหม่ 8 อย่าง ดงั นี้

ววิ ัฒนาการปรัชญาจนีต่อมาชาวจนี ก็เร่ิมคดิ ว่าน่าจะมีธรรมชาตอิ กี ขัน้ หน่ึงท่ลี กึ ซงึ้ กว่า ซ่งึ เป็ นธรรมชาตทิ ่แี ท้จริงของสรรพส่งิ และอย่เู บอื้ งหลัง หยนิ -หยางธรรมชาตทิ ่ลี ึกซงึ้ นัน้ สมมตชิ ่ือว่า “เต๋า”แนวคดิ เร่ือง “เต๋า” จงึ มีมานาน และชัดเจนขนึ้ ใน ยุคปรัชญาเล่ าจอื ้ส่วนปรัชญาขงจือ้ ได้รับอิทธิพลจากแนวคดิ เร่ืองหยนิ -หยาง ในทางอ้อม

ปรัชญาเต๋า“เต๋า” แปลว่า ทาง, วถิ ีกล่าวคือ ทางหรือวถิ ีแห่งธรรมชาติ ความจริง“เล่าจอื้ ” ถือเป็ นผู้นํา “เต๋า” มาอธิบายให้ชัดเจน และนํามาเผย แผ่ให้ชาวจนีเร่ิมแรกปรัชญาเต๋าของเล่าจอื้ ยังไม่เผยแผ่กว้างขวาง แต่ต่อมาได้เผยแผ่กว้างขวางเพราะลูกศษิ ย์คนสาํ คญั คอื จวงจือ้คมั ภรี ์ของปรัชญาเต๋าคอื เต๋า เตก็ เกงเป็ นธรรมชาตนิ ิยมต่อมาปรัชญาเต๋าได้กลายเป็ นศาสนาเต๋า

ความรู้เบือ้ งต้นเก่ียวกับปรัชญาเต๋าในยุคหลังต่อมา มนี ักบวชเต๋า ทาํ พธิ ีกรรมต่างๆ เน้นเร่ือง ไสยศาสตร์ในระยะหลังศาสนาเต๋าจงึ กลายเป็ นรหสั นิยมต่อมาเม่ือลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ายดึ ครองจีน ศาสนาเต๋ากไ็ ด้เส่ือมลงปัจจุบนั ศาสนาเต๋าได้เจริญอยู่ในเกาะไต้หวนั และมีผู้นับถอื ท่วั โลกราว 180-190 ล้านคน

ปรัชญาขงจือ้ช่วงท่ขี งจอื้ มีชีวติ ปรัชญาขงจือ้ ยงั ไม่เป็ นศาสนา ต่อมาลูกศษิ ย์ ได้ช่วยกันเผยแผ่ จงึ ได้กลายเป็ นศาสนาขนึ้ มาปรัชญาขงจือ้ มีลักษณะเป็ นปรัชญามากกว่าศาสนา และกเ็ น้น จริยศาสตร์เป็ นพเิ ศษ โดยเฉพาะเร่ืองคุณธรรมจริยธรรม ผสมผสานกบั แนวคิดทางการเมืองและยังสอนให้คนยดึ อย่กู บั ขนบธรรมเนียมประเพณีด้วยหลักคาํ สอนถ้าเปรียบปรัชญาเต๋าอย่ใู นระดบั โลกุตรธรรม ปรัชญาขงจือ้ กอ็ ยู่ในระดบั โลกียธรรมปรัชญาเต๋าช่วยจดั ระเบยี บจติ ใจให้กบั ชาวจีน ส่วนปรัชญาขงจอื้ ช่วยจัดระเบยี บสังคมจีน

ความรู้เบอื้ งต้นเก่ียวกับปรัชญาขงจือ้ปรัชญาขงจอื้ จึงถือเป็ นมนุษยนิยมเพราะมองว่ามนุษย์เป็ นศูนย์กลางแห่งความเป็ นไปในโลก ซ่งึ จะต้องสร้างให้เป็ นคนดเี พ่อื นําส่ิงท่ดี มี าสู่ชีวติ และโลกปรัชญาขงจือ้ ได้เจริญรุ่งเรืองในจีนเป็ นอย่างมาก โดยเคยี งคู่กบั อีก 2 ปรัชญาคอื ปรัชญาเต๋าและปรัชญาพุทธเม่อื ระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามา ปรัชญาขงจอื้ ได้เส่ือม ลงในจนี และได้ไปเจริญบนเกาะไต้หวัน

ทรรศนะทางด้านอภปิ รัชญาของปรัชญาขงจือ้ เร่ืองโลกหน้าชีวติ ในโลกนีม้ ีเพยี งครัง้ เดยี ว เม่อื ตายไปแล้วจะมีชวี ติ ในฐานะ เป็ นวญิ ญาณขงจอื้ สอนให้เซ่นไหว้วญิ ญาณบรรพบุรุษ และเทพเจ้าต่างๆ เพ่อื เป็ นการกล่อมเกลาจติ ใจให้ม่ันคงในความกตญั ํู และถือเป็ นการทาํ ความดไี ปในตวัถงึ แม้ท่านจะสนับสนุนให้เซ่นไหว้ดวงวิญญาณ ผีสาง เทพเจ้า แต่กใ็ ห้ควรอย่หู ่างๆ (ไม่ให้งมงาย)

ทรรศนะทางด้านอภปิ รัชญาของปรัชญาขงจือ้ เร่ืองพระเจ้าถงึ แม้ขงจือ้ จะสนับสนุนให้เซ่นไหว้เทพเจ้าต่างๆ แต่ท่านกม็ อง ว่า เทพเจ้าไม่ได้มอี าํ นาจใดๆ ท่จี ะอาํ นวยความเจริญและ ความเส่ือม ความสุขและความทกุ ข์แก่มนุษย์ได้พระเจ้าไม่ได้สร้างอะไรเลย แต่ฤดกู าลทงั้ 4 ต่างหากท่ี หมุนเวยี นเปล่ียนไป และวิวฒั นาการไปตามกฎธรรมชาติ

ทรรศนะทางด้ านจริยศาสตร์ ของปรัชญาขงจือ้ คาํ สอนขัน้ พนื้ ฐานของขงจอื้1. ความเมตตา2. การทาํ ตนให้เป็ นแบบอย่าง3. การส่งเสริมการศกึ ษา4. ความกตญั ํกู ตเวทตี ่อผู้มีพระคุณ5. การเคารพในจารีตประเพณีโบราณ การเอาหลักจารีต ประเพณีหรือคุณธรรมมาใช้ในการปกครอง