วิวฒั นาการปรชั ญาตะวนั ออกและ ปรชั ญาอินเดีย โดย... พรหมพสิ ฐิ พนั ธจ์ นั ทร์
ปรัชญาตะวันออกและววิ ัฒนาการปรัชญาอนิ เดยี ความรเู้ บอื้ งต้นเก่ียวกบั ปรชั ญาตะวนั ออก ขอบเขตของปรชั ญาตะวนั ออก ความร้เู บอื้ งต้นเก่ียวกบั ปรชั ญาอินเดีย ความเป็นมาและวิวฒั นาการของปรชั ญาอินเดีย การแบง่ ยคุ ปรชั ญาอินเดีย ระบบและแนวคิดปรชั ญาอินเดีย ลกั ษณะรว่ มของปรชั ญาอินเดีย
ความรู้เบอื้ งต้นเก่ียวกับปรัชญาตะวนั ออก เป็นปรชั ญาท่ีเกี่ยวข้องกบั หลกั คาสอนทางศาสนา เป็นปรชั ญาที่เน้นการปฏิบตั ิ เป็นปรชั ญาที่เน้นการพฒั นาจิตใจ เป็นปรชั ญาท่ีเน้นศีลธรรม จริยธรรม ปรชั ญาชีวิต
ขอบเขตของปรัชญาตะวนั ออก ขอบเขตด้านเนื้อหา ขอบเขตด้านพืน้ ท่ี
ขอบเขตด้านเนือ้ หาอภปิ รัชญาวธิ ีหา ญาณวทิ ยา จริยศาสตร์ ปฏิบตั ิ ศีลธรรมความรู้ ตรรกศาสตร์ สุนทรียฯ
ขอบเขตด้านพนื้ ท่ี พทุ ธ แบบ พทุ ธ แบบ ญ่ีป่ นุ ญป่ี ุ่น ทเิ บต จารวา ก ทิเบต เชน จีน พทุ ธ เต๋า อินเดีย ขงจอ้ื พทุ ธพราห แบบมณ์ จนี
ความเป็นมา ววิ ัฒนาการปรชั ญาอนิ เดีย ดนิ แดนอินเดยี หรือ “ดินแดนชมพทู วีป” ในอดตี มี ชนพ้นื เมอื งเดิม คอื พวกดราวเิ ดยี น, ทราวิท หรือมลิ กั ขะ อาศัยอยู่ มอี าณาจักรทีเ่ ก่าแก่ทส่ี ุดในโลกคอื อาณาจกั รฮารปั ปา ต่อมาพวกอนิ โด-ยโู รเปียน (Indo-European) หรือ “อารยนั ” ซึง่ อยู่แถบทะเลสาบแคสเปยี นได้อพยพเข้ามา พวกมลิ ักขะส้พู วกอารยนั ไมไ่ ด้จงึ ได้ถอยลน่ ลงมาทางใตข้ องอินเดียพวกมลิ กั ขะนับถอื ไฟ ส่วนพวกอารยันนับถือพระสาวติ รี (ดวงอาทิตย์)เมื่อความเชื่อคล้ายกนั พวกอารยนั จงึ ไดส้ ร้างพระอัคนีข้ึนมา เพ่อื ใหช้ นชาวชมพูทวปี นับถอื
ความเป็นมา ววิ ัฒนาการปรัชญาอนิ เดยี ชาวอารยันเมอ่ื ได้ครอบครองและเปน็ ใหญ่ในดนิ แดน ชมพทู วีปแล้ว ก็ไดพ้ ยายามผสมผสานให้เข้ากบั วัฒนธรรม ของพวกมิลักขะ โดยไดส้ รา้ งเทพเจ้าต่างๆ ขึ้นมา ต่อมาพวกอารยนั โดยกลุ่มฤาษไี ดส้ รา้ งคัมภรี ท์ างศาสนาเลม่ แรกขึ้นมาเรยี กวา่ คมั ภีรพ์ ระเวท ประกอบดว้ ย 3 คัมภีร์ คือ คัมภีร์ฤคเวท ซง่ึ ถือเปน็“ศรตุ ิ (เสยี งทพิ ยจ์ ากพระพรหม)” ตอ่ มาคอื คัมภีร์สามเวท และยชรุ เวทรวมกนั เรียกวา่ “ไตรเพท” (คมั ภีรอ์ าถรรพเวทเกิดต่อมาทหี ลัง)เน่ืองจากพวกอารยันเรียกพวกมิลกั ขะวา่ ทัสยุ หรือ ทาส ต่อมาจึงได้สรา้ งระบบวรรณะแบง่ ออกเป็น 4 คอื พราหมณ์ กษัตรยิ ์ แพศย์ ศูทร (จณั ฑาล)และตอ่ มาก็แบง่ การปกครองออกเปน็ 16 แควน้
การแบ่งยคุ ปรัชญาอินเดีย ศาสตราจารย์ ดร. ราธกฤษณนั นกั ปรัชญาคนสาคญั ของอนิ เดยี ได้แบ่งยคุ ปรชั ญาอนิ เดยี ออกเปน็ 3 ยคุ คือ 1. ยคุ พระเวท (Vedic period) เร่ิมตั้งแต่เกิดมีพระเวทข้นึ มา ราว 1,000 – 100 ปี กอ่ น พ.ศ. 2. ยุคมหากาพย์ (Epic period)เกดิ คัมภีร์ที่ยิง่ ใหญ่ คอื มหากาพยร์ ามายณะและมหาภารตะ และเป็นยุคท่ีศาสนาพุทธและเชนรุง่ โรจนด์ ้วย ราว 100 ปี กอ่ น พ.ศ. ถึงราว พ.ศ. 7003. ยุคระบบทง้ั 6 (Period of the six systems)เกิดปรชั ญาฮนิ ดู 6 สานกั ศาสนาพราหมณพ์ ัฒนาเปน็ ฮินดู ราว พ.ศ. 700เป็นตน้ มา
มหากาพย์มหาภารตะ
ระบบและแนวคิดปรัชญาอินเดียปรชั ญาอนิ เดยี มี 2 ระบบ 3 แนวคดิ1. อาสตกิ ะ นยายะ, ไวเศษิกะ, จติ นิยม สางขยะ, โยคะ, สจั นิยมเชอื่ ในพระเวท มมี างสา, เวทานตะ2. นาสติกะ จารวาก วตั ถนุ ยิ ม เชน จติ นิยม ไมเ่ ชอ่ื ใน พทุ ธ สจั นิยม พระเวท
ขอบคณุ ครบั
เป็ นมนุษย์ เป็ นได้ เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยงู มีดี ท่ีแววขน ถา้ ใจตา่ เป็ นได้ แคเ่ พียงคน ยอ่ มเสียที ท่ีตน ไดเ้ กิดมา ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถา้ มีครบ ควรเรยี ก มนุสสา เพราะคิดถูก พูดถกู ทุกเวลาเปรมปรดี า ทุกคืนวนั สุขสนั ตจ์ ริงใจสกปรก มืดมวั เพราะรอ้ นเร่า ใครมีเขา้ ควรเรียก ว่าผีสิง เพราะคิดผิด ทาผิด จติ ประวิง แตใ่ นส่ิง นาตวั กล้วั อบาย...
บทท่ี 2 ตอนท่ี 2 ววิ ฒั นาการปรัชญาพราหมณ์-ฮนิ ดู ความรเู้ บอื้ งต้นเก่ียวกบั ปรชั ญาพราหมณ์-ฮินดู วิวฒั นาการของปรชั ญาพราหมณ์-ฮินดใู นแต่ละยคุ ปรชั ญาพระเวท ปรชั ญาอปุ นิษทั ปรชั ญาฮินดู 6 สานัก
ความรู้เบอื้ งต้นเก่ียวกับปรัชญาพราหมณ์-ฮนิ ดู ท่ีเรียกว่า “พราหมณ์” เพราะหมายถงึ ธรรมอนั มาจาก พระพรหม หรือกล่มุ พราหมณ์ท่ีมีเชื้อสายมาจากพรหม ต่อมาเรียกว่า “ฮินด”ู เพราะได้ปฏิรปู คาสอนใหม่เลยพฒั นา กลายเป็ นศาสนาฮินดู
ววิ ัฒนาการปรัชญาพราหมณ์-ฮนิ ดใู นแต่ละยุค1. ยุคดกึ ดาบรรพ์เช่ือเทพเจ้าหลายองค์ตามธรรมชาติ2. ยุคพระเวทแบ่งเทพเจ้าออกเป็ น 3 กลุ่มคือ บนสวรรค์, ในอากาศ และบนพนื้ โลกมีการฆ่าสัตว์บชู ายญัเกดิ เทพเจ้าผู้สูงสุดเพยี งองค์เดยี ว คอื พระพรหม
วิวัฒนาการปรัชญาพราหมณ์-ฮนิ ดูในแต่ละยุค 3. ยุคพราหมณะ พวกพราหมณ์มีอทิ ธิพลสูงสุดในสังคม เกิดการแบ่งชัน้ วรรณะ 4 อย่างชัดเจน 4. ยุคฮนิ ดแู ท้ พระพรหมได้รับยกย่องเป็ นอนั ตมิ สัจจ์ (พรหมัน) เช่ือเร่ืองการเวียนว่ายตายเกดิ กรรม และโมกษะ เกดิ ศาสนาเชนและศาสนาพุทธ
ววิ วัฒวิ นัฒานกาากราขรอปงรปัชรญัชญาพารพารหามหณมณ์-ฮ์-นิ ฮดนิ ใูดนูใแนตแ่ลตะ่ลยะุคยุค5.1ย. ุคยอุคุปดกึนดิษาัทบรรพ์เกเิดช่ืกอลเทุ่มพมเุ่งจแ้าสหวลงาหยาอคงวคา์ตมาหมลธุดรพรม้นชมาี ๔ติ กลุ่ม คือ 1. เช่ือในผลแห่งญาณ 2. ย2ุค.พเชร่ะือเใวนทผลการบชู ายญั แบ่ง3เ.ทเพช่เือจใ้านอผอลกกเปา็รนบ3าเกพลญ็ ุ่มตคบือะบนสวรรค์ ในอากาศ 4แ.ลเะชบ่ือนในพกนื้ าโรลปกฏบิ ตั ติ ้องเข้าถงึ โมกษะเกมิดีกนาักรบฆ่วาชสตัต่าวง์บๆชู าเยช่ัญน ปริพาชก ภกิ ขุ สนั ยาสี เป็ นต้นเกเิดกคดิ มัเทภพรี ์เอจุป้านผู้สิษูงัทสุดเพยี งองค์เดยี ว คือ พระพรหมศาสนาพุทธรุ่งเรือง
วิววัฒวิ นัฒานกาากราขรอปงรปัชรญัชญาพารพารหามหณมณ์-ฮ์-นิ ฮดนิ ูใดนใู แนตแ่ลตะ่ลยะุคยุค6. ย1.ุคยพุครดะกึสดูตารบรรพ์เกดิ เชว่ือรรเทณพกเรจร้ามหทล่ยี า่งิยใอหงญค์่ตคาือมมธหรรามภชาราตติะเกดิ ตาราต่างๆ ท่เี รียกว่า พระสูตรพร2ะ.พยุทุคธพศราะสเนวทาเจริญอย่างย่งิ ในยุคพระเจ้าอโศกมหาราช7. ยแุคบอ่งเวทตพารเจ้าออกเป็ น 3 กลุ่มคือ บนสวรรค์ ในอากาศได้ยกยแ่อลงพะบรนะวพษิ นื้ ณโลุ (กพระนารายณ์) เป็ นเทพท่สี าคญัเช่ือมวีก่าาพรรฆะ่ารสาัตมวแ์บลชู ะาพยรัญะกฤษณะเป็ นองค์อวตารพระวษิ ณุพรเะกศดิ วิ เะทเพร่ิมเจม้าีคผวู้สาูงมสสุดาเคพัญยี ง(อยงกคย์เ่อดงยี ศวิวคลือึงคพ์แรละะพโคร)หมเกดิ ปรัชญาฮนิ ดู 6 สานัก
วิววัฒวิ นัฒานกาากราขรอปงรปัชรญัชญาพารพารหามหณมณ์-ฮ์-นิ ฮดนิ ูใดนูใแนตแ่ลตะ่ลยะุคยุค8. ย1.ุคยเสุค่ือดมกึ ดาบรรพ์ศาเสชน่ือาเฮทนิ พดเจแู ้าตหกลแายยกอเปง็คน์ตนาิกมาธยรตร่ามงชๆาติเกดิ 2 นิกายใหญ่ คือ นิกายไวษณพ นับถอื พระวิษณุ 2. ยุคพระเวท นิกายไศวะ นับถือพระศวิ ะยุคแเสบ่ือ่งมเทขพอเงจพ้ารอะอพกรเหป็มน เ3พกรลาะุ่มคคนือนบับนถสือวนร้อรยคล์ ใงนอากาศเกิดเทพแล“ตะบรีมนูรพตนื้ ”ิ โคลือก พระพรหม พระวษิ ณุ พระศิวะ มี มศีกัการดฆ์เิ ท่า่าสเัตทวยี ์บมชู กาันยัญเพ่อื เป็ นการประนีประนอมเกิดเกสดิ ัญเทลักพษเจณ้า์ผอู้สกั ูงขสรุดะเเทพวยี นงอาคงครี์เ“ดโอยี มว”คือ พระพรหม
วิววัฒิวนัฒานกาากราขรอปงรปัชรญัชญาพารพารหามหณมณ์-ฮ์-นิ ฮดนิ ใูดนูใแนตแ่ลตะ่ลยะุคยุค9.1ย. ุคยฟุคื้ดนกึฟดู าบรรพ์ศาเชส่ือนเาทฮพนิ เดจไู้าดห้รลับากยาอรงอคุป์ตถาัมภธ์รแรลมะชฟาื้นตฟิ ูอกี ครัง้เกิด “ลัทธิศักต”ิ คือ นับถอื เทพเจ้าฝ่ ายหญิงท่เี ป็ นชายา 2. ขยอุคงพเทระพเวเจท้าสูงสุด คือ พระอุมาเทวี พระลักษมี และ แบพ่งรเทะสพุรเัสจ้าวอดอี กเป็ น 3 กลุ่มคอื บนสวรรค์ ในอากาศมีควาแมลเชะ่ือบเนร่ือพงนื้ กโาลรกกระโดดเข้ากองไฟตายตามสามีอิสมลีกามรฆเร่า่ิมสรัตุกวร์บาชูนาเขย้าัญมาในอนิ เดยี เกดิ เทพเจ้าผู้สูงสุดเพยี งองค์เดยี ว คอื พระพรหม
ววิ วัฒิวนัฒานกาากราขรอปงรปัชรญัชญาพารพารหามหณมณ์-ฮ์-นิ ฮดนิ ใูดนูใแนตแ่ลตะ่ลยะุคยุค101.. ยยุคุคภดกัึ ตดิาบรรพ์อสิเชล่ือาเมทรพุกเรจา้านหอลนิ าเยดอยี งอคย์ต่าางมหธนรักรมชาติศาสนาพุทธถกู ทาลายและเส่ือมสูญจากอนิ เดยีเก2ิด. ศยาุคสพนราะซเวกิ ทข์ขนึ้ (ฮนิ ด+ู อิสลาม)เกแิดบ่“งลเทั พธิภเจกั ้าตอ”ิ อคกือเปเ็ นช่ือ3ว่กากลาุ่มรคแือสดบงนคสววารมรจคง์ รใักนภอกัากดาีตศ่อ พแระลเะจบ้านอพย่านื้ งโสลูงกสุด สามารถเข้าถงึ โมกษะได้ มีการฆ่าสัตว์บชู ายัญ เกดิ เทพเจ้าผู้สูงสุดเพยี งองค์เดยี ว คอื พระพรหม
ววิ ัฒนาการปขอรัชงปญราัชพญราะพเวรทาหมณ์-ฮนิ ดใู นแต่ละยุค“เว1ท.”ยแุคปดลกึ วด่าาบควรรามพร์ อบรู้ ความฉลาด จัดเป็ นศรุติพรเะชเ่ือวเททเพร่ิมเจต้า้นหลมาี 3ยอคงมั คภ์ตรี า์ มเรธียรกรวม่าช“าไตติ รเพท” ต่อมาเพ่มิ อกี 1 รวมเป็ น 4 เรียกว่า “จตุรเวท”1. 2ฤ.คยเุควทพรเะป็เนวบททร้อยกลอง ว่าด้วยการสรรเสริญพระเจ้า2. แยบช่งุรเเทวทพเวจ่า้าดอ้วอยกกเาปร็ นปร3ะกกลอุ่มบคพอื ธิ ีกบรนรสมวตร่ารงคๆ์ ในอากาศ3. สามแเวลทะบเนป็ พนคนื้ าโลฉกันท์สวดในพธิ ีถวายนา้ โสมแด่พระเจ้า4. มอีกาถารรฆรพ่าสเวัตทว์บว่ชูาดาย้วยญั คาถาอาคมต่างๆ เกดิ เทพเจ้าผู้สูงสุดเพยี งองค์เดยี ว คอื พระพรหม
ววิ ัฒนากาแรนขวอคงิดปทรัชางญปารพัชรญาหาพมรณะ์-เฮวนิทดใู นแต่ละยุค1.1ด.้ายนุคอดภกึ ปิ ดราัชบญรราพ์มคี เชว่ือามเทเชพ่ือเจแ้าบหบลพาหยุเอทงวคน์ติยามธครอื รมเช่อืาตในิ พระเจ้าหลายองค์แบบเอกเทวนิยม คอื เช่ือว่ามีพระเจ้าองค์เดียวท่ยี ่งิ ใหญ่แบ2บ. ยเอุคกพนริยะมเวทคือ เช่ือว่ามีส่งิ เดยี วสูงสุด (พรหมัน)แบแบบอ่งเตทเิ ทพวเจน้าิยอมอกคเือป็เนช่ือ3วก่าลมุ่มีเทคพือเจบ้านหสลวารยรอค์งใคน์ แอตา่กมาีอศงค์ หนแ่ึงลทะ่ยีบ่งิ นใพหนญื้ โ่กลวก่าองค์อ่นื (ยกขนึ้ เฉพาะช่วงทาพธิ ี)(เทเมกพีกดิ เาจเรท้าฆพท่า่สีเสจาัต้าควผัญ์บู้สคชููงสาอื ยุดพัญเพระยี องอนิ งทคร์เ์ ดพยี รวะปคชือาพบดระี พพรระหพมรหม)
วิวัฒนากาแรนขวอคงดิปทรัชางญปารพัชรญาหาพมรณะ์-เฮวนิทดูในแต่ละยุค2. ด1้า. นยจุครดิยกึ ศดาาสบตรรร์ พ์ข้อปเชฏ่ือบิ เทตั พิ เนื้ จฐ้าาหนลดา้วยยอกงาคร์ตปารมะธกรอรบมพชธิาตีกิรรมต่างๆ การบชู า การสวดมนต์ การอ้อนวอน การแสดงความภกั ดีหล2ัก.อยาุคศพรมระ4เวคทอื พรหมจรรย์ คฤหสั ถ์ วนปรัศน์ สันยาสี แบ่งเทพเจ้าออกเป็ น 3 กลุ่มคอื บนสวรรค์ ในอากาศ และบนพนื้ โลก มีการฆ่าสัตว์บชู ายญั เกดิ เทพเจ้าผู้สูงสุดเพยี งองค์เดยี ว คอื พระพรหม
ววิ ัฒนากแานรวขคอดิ งทปารงัชปญราัชพญราาพหรมะณเว์-ทฮนิ ดูในแต่ละยุค1อ.ายศุครดมกึ 4ดาบรรพ์เพช่ือรหเทมพจเาจร้าี (ห8ล-2า5ยอปีง)ค์ตามธรรมชาติ ศกึ ษาเล่าเรียน2. ยุคเชพ่ือรฟะเังวคทรูอาจารย์แบ่งเไทมพ่ย่เุงจเ้รา่ืองอเกพเศป็แนล3ะไกมล่คุ่มบคเพือศบตนรสงวขร้ารมค์ ในอากาศ คฤหแสัลถะ์บ(2น5พ-5นื้ 0โลปกี )มีการชฆ่ว่ายสพัต่อวแ์บมชู ่ทาายงญั านเกดิ เแทตพ่งเงจา้านผมู้สีคูงสรอุดบเพคยี รงัวองค์เดยี ว คอื พระพรหม ประกอบอาชีพเลีย้ งครอบครัว
วิวัฒนาการแขนอวงปคดิรัชทญางาปพรรัชาญหมาพณร์-ะฮเนิ วดทูในแต่ละยุค1อ.ายศุครดมกึ 4ดาบรรพ์เวชน่ือปเทรัพศนเจ์ ้(า5ห0ล-7า5ยอปีง)ค์ตามธรรมชาติ มอบสมบัตใิ ห้บุตรธิดา2. ยุคบพารเพะเญ็ วทประโยชน์เพ่อื ส่วนรวมแบ่งเปทฏพบิ เจัต้าธิ อรอรมกเใปน็ นป่ า3เปก็ นลคุ่มรคัง้ อื ครบานวสวรรค์ ในอากาศ สันยแาลสะีบ(7น5พปนื้ี ขโนึล้ กไป)มีการอฆอ่ากสบัตววช์บไชูมา่กยลัญับมาเรือนอกีเกดิ เแทสพวเงจห้าผาคู้สวูงาสมุดหเพลยีุดงพอ้นงโคด์เยดตยี รวงคอื พระพรหม
วิวัฒนาการของปปรรัชัชญญาาอพุปรนาหิษมัทณ์-ฮนิ ดูในแต่ละยุคอุป1น. ยิษุคัทด(กึ อดุปา+บนริ+รษพท์ )อุปเชแ่ ือปเทลพว่ าเจเ้ าขห้ าลใกาลย้ องค์ ตามธรรมชาตินิ แปลว่า ตงั้ อกตงั้ ใจษท2.แยปุคลพวร่าะนเว่ังทลง ทาลาย หรือบรรเทารวแมบแ่งปเทลวพ่าเจก้าาอรอเขก้าเไปป็ นน่3ังใกลุ่ม้อคยือ่างบตนงั้ อสกวตรรงั้ คใจ์ ในอากาศหรืออกีแนลัยะบหน่พึง นื้หโมลากยถงึ คาสอนอันลึกลับคัมมภีกรี า์อรุปฆน่าสิษัตัทวม์บีชชู ่ือาเยรญัียกอกี ว่า “เวทานตะ” เพราะเป็ นตอน เกสดิ ุดเทพ้ายเจข้าอผงู้สพูงรสะุดเวเพทยี งองค์เดยี ว คอื พระพรหมเกิดขนึ้ ราว 100 ปี ก่อนพุทธกาล ถงึ ราว พ.ศ. 700
ววิ ัฒนากาแรนขวอคงิดปทรัชางญปารพัชรญาาหอมุปณน์-ิษฮนิัทดูในแต่ละยุค1.1ด.้ายนุคอดภกึ ปิ ดราัชบญรราพ์เชเ่ือชใ่ือนเพทรพะเเจจ้า้าหอลงาคย์เดอยีงคว์คตอืามพธระรพมรชหาตมิ (เอกเทวนิยม)“พรหมนั ” หรือ “ปรมาตมัน” คอื ความแท้จริงอันตมิ ะท่รี ู้ 2.แยจุค้งพโลรกะเวท“อแาตบม่งเันท”พหเรจือ้าอ“อชกีวาเปต็ นมนั 3” กคลือุ่มวคญิ อื ญบานณสหวรรือคต์ วัใตนนอทาก่เี ปา็ศน อมแตละะบเปน็ นพคนื้ วโาลมกแท้จริงอันตมิ ะท่รี ู้ในตวั เราเอง“มมายีกา”รฆห่ราืสอัต“วอ์บวทิชู ายยาัญ” คือ ส่งิ ท่ลี วงตาทงั้ หลายท่กี ่อให้เกดิ เกคดิ วเาทมพไเมจ่ร้าู้จผรู้สิงูงสุดเพยี งองค์เดยี ว คอื พระพรหม
ววิ ัฒนากาแรนขวอคงดิปทรัชางญปารพัชรญาาหอมุปณน์-ิษฮนิัทดูในแต่ละยุค1. ยุคดกึ ดาบรรพ์ พรหมันเช่ือเทพเจ้าหลายองค์ตามธรรมชาติโมกษะ2. ยุคพระเวทแบ่งเทพเจ้าออกเป็ น 3 กลุ่มคอื บนสโวยรคระค์ 4ในอากาศ และบนพนื้ โลกอาตมมีกนั ารฆ่าสัตว์บชู ายัญ มายา, อวทิ ยาเกดิ เทพเจ้าผู้สูงสุดเพยี งองค์เดยี ว คือ พระพรหม
ววิ ัฒนากาแรนขวอคงิดปทรัชางญปารพัชรญาาหอมุปณน์-ิษฮนิัทดูในแต่ละยุค2. ด1้า. นยจุครดิยกึ ศดาาสบตรรร์ พ์สาหเชร่ือับเกทรพรมเจด้าขีหัน้ลสาูงยสอุดงคเพ์ต่อื าใมหธ้เรขร้ามถชงึ าคตวิามหลุดพ้นนัน้ ได้แก่ โยคะ 4 21.)ยกุครพรรมะโเยวคทะ คือ ประกอบการงานด้วยจติ ใจสงบ แ2บ)่งชเญทพาณเจโ้ายอคอะกคเปือ็ นป3ฏกบิ ลตั ุ่มเิ พค่อื ใบห้นรู้แสจว้งรใรนคอ์ ใานตอมาันกแาลศะ พรหแลมะันบนพนื้ โลก ม3ีก)าภรกัฆต่าโิสยัตควะ์บคชู ือายกญั ารแสดงความจงรักภกั ดอี ย่างสูงสุด เก4)ดิ รเทาชพโเยจค้าะผู้สคูงือสุดปเฏพบิ ยี ัตงดิอ้วงยค์กเดายีรวฝึ กคฝอื นพทราะงใพจรหเชม่น การบาเพญ็ โยคะกิริยา
วิวัฒนาการขปอรงัชปญรัชาญฮนิาพดูร6าหสมานณัก์-ฮนิ ดใู นแต่ละยุคทงั้ 16. สยาุคนดักกึ จดะาเบนร้นรใพน์ การอธิบายคาสอนในคัมภรี ์ตาม เชท่ือศั เนทะพขเอจง้าแหตล่ลาะยสอางนคัก์ตามธรรมชาติจป“ะโรยเัชมเ2แนคกพโเ.ญบีกดด้นะดิยย่างยียาหเแุคาเรคโวทวทยนลยฆพอืกธิพาพัคะก่ารีันคมเกบสไะเะจว”จปทาเนัต้บา้วารทาวพผคทอรง์่บกีู้สนืวุมจอ้ าชููงมตโิกรรสลา่เาเปขยุดเกปงพ้ฏาัญ็กเนพห่อืิบายรยใี3ตั หือแงิก้อบปลลงระรุ่มคระใ์คจเลกดใอืุถอยีหงึบบว้รคเวนขวคม้าสาอื เมวขอพสร้านั รมรเถคปะบ์็ือพนใรู เนรณอปหอ็ัน์นเมตาหคกม็นวาท่าึงศม่ี
ขอบคณุ ครบั
เป็ นมนุษย์ เป็ นได้ เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยงู มีดี ท่ีแววขน ถา้ ใจตา่ เป็ นได้ แคเ่ พียงคน ยอ่ มเสียที ท่ีตน ไดเ้ กิดมา ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ ถา้ มีครบ ควรเรยี ก มนุสสา เพราะคิดถูก พูดถกู ทุกเวลาเปรมปรดี า ทุกคืนวนั สุขสนั ตจ์ ริงใจสกปรก มืดมวั เพราะรอ้ นเร่า ใครมีเขา้ ควรเรียก ว่าผีสิง เพราะคิดผิด ทาผิด จติ ประวิง แตใ่ นส่ิง นาตวั กล้วั อบาย...
Search
Read the Text Version
- 1 - 35
Pages: